WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 15, 2011

ความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น

ที่มา ประชาไท

ญี่ปุ่นเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่และได้ให้ความช่วยเหลืออันยิ่งใหญ่ต่อผู้อื่นมาหลายครั้ง
ครั้นภัยสึนามิเมื่อปี ๒๕๔๗ คร่าชีวิตผู้คนเป็นแสน ญี่ปุ่นคือหนึ่งในผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดที่ช่วยสนับสนุนกองทุนนานาชาติเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แม้กระทั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้บริจาคเงินสนับสนุนเป็นจำนวนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ให้กับโครงการอาหารของสหประชาชาติที่ช่วยแก้ไขปัญหาความอดอยากของโลก และยังเป็นผู้บริจาคเงินสนับสนุนสูงสุดให้ศาลพิเศษในประเทศกัมพูชา เพื่อนำความยุติธรรมมาสู่เหยื่อจากอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยเขมรแดง
เราคงไม่ต้องกล่าวถึงบทบาทผู้นำอื่นๆของญี่ปุ่นตั้งแต่การต่อสู้ปัญหาภัยแล้งในแอฟริกา จนไปถึงการพัฒนาเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม ผมเองก็ต้องขอบคุณญี่ปุ่นเป็นการส่วนตัวที่สนับสนุนผมในหลายโอกาส เช่น จัดให้ผมได้เขียนเรียงความระดับนานาชาติฉบับแรกเรื่องวิธีจัดการความขัดแย้งระหว่างชนชาติ กรณีไทยและกัมพูชา สมัยที่ผมยังเป็นนักเรียนสวมกางเกงขาสั้นและยังนำมาขบคิดจนทุกวันนี้ จนไปถึงการจัดให้ว่าความจำลองในคดีระหว่างประเทศสมัยเป็นนักเรียนกฎหมาย มาจนปัจจุบันที่ผมได้มีโอกาสทำงานในคดีจริงที่ฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก)
ทุกครั้งที่ผมได้ยินข่าวภัยธรรมชาติหรือปัญหานานาชาติอันน่าวิตก ชื่อของญี่ปุ่นที่ปรากฏตามมาในข่าวทำให้บรรยากาศดีขึ้นเสมอ วันนี้ที่ญี่ปุ่นตกเป็นผู้ประสบภัย ผมเชื่อว่ามีผู้คนจากทั่วโลกที่ภาวนาให้ญี่ปุ่นกลับสู่ภาวะสงบสุขโดยเร็ว ไม่น่าแปลกใจที่รัฐบาลจากกว่าหกสิบประเทศได้ยื่นให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นในเพียงข้ามคืน
ผมคงต้องขอบคุณญี่ปุ่นอีกครั้งที่ช่วยแสดงความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ที่ก้าวข้ามพรมแดน ไม่นานมานี้เราเห็นชายตูนิเซียคนหนึ่งเป็นต้นไฟให้ปวงชนในตะวันออกกลางกล้าปีนข้ามกำแพงอำนาจที่ตั้งคร่อมมานานหลายทศวรรษ มาวันนี้เราเห็นผู้นำญี่ปุ่นกล่าวปลุกกำลังใจประชาชนให้นึกถึงความสำเร็จในอดีตที่ได้ฟันฝ่าความยากแค้นจากชาติที่แพ้สงครามโลกจนเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นสังคมที่เจริญรุ่งเรือง
ประวัติศาสตร์คงจดจำญี่ปุ่นที่เคยยิ่งใหญ่และฮึกเหิมในฐานะชาตินักรบผู้ทำสงคราม มาเป็นญี่ปุ่นที่เป็นเสาหลักของการสร้างสันติภาพ และสู่วันที่ญี่ปุ่นก้าวพ้นภัยธรรมชาติอย่างเข้มแข็ง ความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น ณ วันหนึ่งอาจต่างไปจากความยิ่งใหญ่อีกแบบในอดีตเสียเหลือเกิน แต่การปรับและเปลี่ยนในวันนี้มิใช่หรือ ที่เป็นเครื่องวัดความยิ่งใหญ่ที่แท้จริง?
อธิปไตย เขตแดน และเอกภาพ และความเป็นสูงสุดทั้งหลายที่แตะต้องไม่ได้ ความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่นชักเริ่มทำให้สงสัยว่าคำศัพท์กลุ่มนี้ยังคงความหมายอันยิ่งใหญ่สำคัญดังเดิม เหมือนตอนที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อหลายศตวรรษที่แล้วหรือไม่ ?
คลื่นน้ำจากแผ่นพิภพที่เปราะพังนั้นรุนแรง หากจะแรงเท่าคลื่นคนในระบอบแห่งความนิ่ง หรือไม่หนอ?
.......................................................
บรรณานุกรม
รายงานข่าว: ญี่ปุ่นคือผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยซึนามิเมื่อปี ๒๕๔๗ (๑ มกราคม ๒๕๔๘)
รายงานข่าว: ญี่ปุ่นคือผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในการช่วยเหลือโครงการอาหารขององค์การสหประชาชาติ (๑๑ มกราคม ๒๕๕๔)
รายงานข่าว:ญี่ปุ่นคือผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดในการช่วยเหลือศาลพิเศษในประเทศกัมพูชา (๒๘ มกราคม ๒๕๕๔)
วีรพัฒน์ ปริยวงศ์, มหกรรมสามัคคี (๒๕๔๗)
Verapat Pariyawong, Sovereignty in International Law Making (2007)

ปัญหาของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

ที่มา Thai E-News



โดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ที่มา เวบไซต์นิติราษฎร์

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เริ่มจะได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้าง

ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะสถิติการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและในหลายกรณีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงชาวบ้าน​ธรรมดาเท่านั้น

แต่เพราะความลึกลับของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในลักษณะเช่นนี้ ประกอบกับความพยายามของหน่วยงานของรัฐที่เริ่มให้ความหมายใหม่ของความผิดฐานนี้ว่าเป​็นความผิดฐานล้มเจ้าด้วย

ความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อเรื่องนี้จะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวในการรณรงค์ให้ยกเล​ิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีข้อสังเกตว่าเรื่องราวที่เริ่มอึกทึกกึกก้องนี้ดำเนินคู่ขนานไปกับความเงียบงันของ​วงวิชาการนิติศาสตร์ เหมือนกับเรื่องครึกโครมอื้อฉาวอีกหลายเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในห้วงเวลาที่ผ่านมา...

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีปัญหาอย่างไร สมควรถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ในระดับตัวบทกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มีปัญหาอย่างน้อยที่สุด ๓ ประการ

ปัญหาประการแรกของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คือ ปัญหาการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ ๔ ตำแหน่ง คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นได้ว่าตำแหน่งซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่รัฐธรรมนูญกำหนดสถานะไว้เป็นพิเศษนั้นมี​ตำแหน่งเดียว คือ ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ซึ่งในทางรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของรัฐ

ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วประมวลกฎหมายอาญาจะมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคลธรรมดา​ คือ การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลอื่น เป็นการกระทำที่มีโทษทางอาญาก็ตาม แต่การมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด

บทบัญญัติที่คุ้มครองประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษนี้มีปรากฏเช่นกัน แม้ในประเทศที่มีรูปของรัฐเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี

อย่างไรก็ตาม การบัญญัติคุ้มครองพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้เท่ากับประมุขของรัฐ ทั้งๆที่บุคคลในตำแหน่งดังกล่าว​ไม่ใช่ประมุขของรัฐ และได้รับความคุ้มครองตามหลักทั่วไปอยู่แล้ว ย่อมหาเหตุผลรองรับได้ยาก

อนึ่งหากในทางนิตินโยบาย ฝ่ายนิติบัญญัติต้องการคุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ยิ่งไปกว่าบุคคลธรรมดา ก็จะต้องอธิบายให้เห็นเหตุผลความจำเป็น

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจะกำหนดอัตราโทษให้เท่ากับบทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐไม่ได้


ปัญหาประการที่สองของประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ คือ ปัญหาอัตราโทษ ปัจจุบันโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฯลฯ คือ โทษจำคุกสามปีถึงสิบห้าปี

โทษดังกล่าวเป็นโทษที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดยขาดความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย เพราะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับ​ที่ ๔๑ ลงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๑๙ (หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙)

เมื่อเปรียบเทียบกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาท ด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ.๑๑๘ มาตรา ๔ อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในสมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว พบว่าโทษหมิ่นประมาทพระผู้เปนเจ้าซึ่งดำรงสยามรัฐมณฑล คือ โทษจำคุกไม่เกินกว่าสามปี ฤาให้ปรับเป็นเงินไม่เกินกว่าหนึ่งพันห้าร้อยบาท ฤาทั้งจำคุกและปรับด้วย

ความไม่สมเหตุสมผลของอัตราโทษตามมาตรา ๑๑๒ คือ ในขณะที่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นโทษจำคุกนั้น กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินสามปี โดยไม่กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ ซึ่งหมายความว่าศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยเพียงใดก็ได้ แต่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย กลับกำหนดไว้สูงสุดถึงสิบห้าปี โดยกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ด้วยว่า ต้องจำคุกไม่ต่ำกว่าสามปี

มีข้อสังเกตด้วยว่าในคราวประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้น โทษตามมาตรา ๑๑๒ คือ โทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้

อาจกล่าวได้ว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบันขาดความสอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุอย่างสิ้นเชิง

ปัญหาประการที่สามของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คือ การไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยเหตุยกเว้นความผิดในกรณีที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยส​ุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมในเรื่องที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน การรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นๆ ซึ่งประชาชนในระบอบประชาธิปไตยต้องสามารถกระทำได้

การไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้อำนาจกระทำได้เช่นนี้ ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวพันกับราชการแผ่นดิน หรือพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นองค์กรในทางรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ย่อมไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าการกระทำของตนนั้นจะถูกตีความว่าเป็นการกระทำอันครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๑๒ หรือไม่

ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น บุคคลนั้นก็ไม่อาจยกเอาข้อต่อสู้ที่ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะขึ้นต่อสู้เพื่อให้ตนพ้นจากความรับผิดได้ ในขณะที่การหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา สามารถยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้

มีข้อสังเกตว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ.๑๒๗ ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายสมัยใหม่ฉบับแรกของไทยที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ.๒๔๗๗ นั้น บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๔ ว่า การกระทำให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์หรือด้วยอุบายอย่างใดๆ ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ รัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดินในหมู่ประชาชน ถ้าวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดๆที่ได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด

นอกจากปัญหาในแง่ของหลักการการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่ง ระดับอัตราโทษ ตลอดจนเหตุยกเว้นความผิดที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัญหาที่ดูจะหนักกว่าและแก้ไขได้ยากกว่าคือปัญหาการตีความตัวบทมาตรา ๑๑๒ โดยองค์กรตุลาการ ปัญหาดังกล่าวนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเข้าใจอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิป​ไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กับการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด กล่าวให้ถึงที่สุดการตีความบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แยกไม่ออกจากความเข้าใจในเรื่อง “ระบอบ” การปกครอง

ถึงแม้ว่าบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ จะใช้ถ้อยคำที่มีความชัดเจนตามสมควร คือ คำว่า หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งหมายความว่า การกระทำที่ไม่สมควร การกระทำที่มีลักษณะไม่เคารพ ไม่นับถือ ซึ่งไม่ถึงขนาดเป็นหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ไม่ได้ก็ตาม

แต่เมื่อพิจารณาจากแนวทางการปรับใช้กฎหมายของศาล ตลอดจนการดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและการฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการย่อมจะเห็นได้ว​่ามีการนำเอาถ้อยคำของบทบัญญัติมาตรานี้ใช้บังคับไปถึงการไม่แสดงความเคารพ ซึ่งบางกรณีก็เป็นการแสดงออกต่อสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น การไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วย ในทางหลักวิชา การใช้กฎหมายอาญาในลักษณะเช่นนี้ย่อมต้องถือว่าเป็นการเทียบเคียงบทกฎหมายลงโทษบุคคล​ ซึ่งถือว่าต้องห้าม ไม่สามารถกระทำได้ในทางกฎหมายอาญา

ผลพวงจากการนี้ทำให้การแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป​็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐธรรมนูญไม่สามารถกระทำอย่างตรงไปตรงมาได้ เพราะผู้ที่แสดงความคิดเห็นอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในความผิดฐานนี้ได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับที่มากไปกว่าตัวบทดังที่ได้ชี้ให้เห็นโดยสังเขปนี้ จะแก้ไขได้ก็แต่โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคคลทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมว่า บทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของประมุขของรัฐนั้น จะต้องได้รับการใช้และตีความให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย​ที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ไม่ใช่ใช้และตีความเพื่อรับใช้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่ง​พ้นสมัยเสียแล้ว

กล่าวให้ถึงที่สุด การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ย่อมไม่อาจแก้ไขได้แต่เพียงระดับตัวบทเท่านั้น เพราะแม้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แล้ว ก็ยังคงต้องมีบทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของประมุขของรัฐเข้ามาแทนที่อยู่ดี

การแก้ปัญหาที่ถูกต้องและยั่งยืนจึงต้องแก้ที่สำนึกเกี่ยวกับอุดมการณ์ของการปกครองท​ี่อยู่เบื้องหลังตัวบท และเป็นตัวกำกับการตีความตัวบท จะต้องทำให้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสำนึกของบรรดาบุคคลทั้งปวงในกระบวนการยุติธรรม

การรณรงค์ให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่กำลังทำกันอยู่นั้น จึงต้องเป็นการยกเลิกตัวบทในปัจจุบันเพื่อสร้างตัวบทใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการในทางรัฐธรรมนูญและในทางกฎหมายอาญา และต้องเป็นการยกเลิกอุดมการณ์ในการตีความตัวบทมาตรา ๑๑๒ ที่ผ่านมาด้วย

ซึ่งการกระทำในระดับอุดมการณ์นี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอภิปรายถึงสถานะของพระมหากษัตริย์ในทางรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์แยกแยะส่วนที่สอดคล้อง และส่วนที่ขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย บังคับใช้ส่วนที่สอดคล้อง แก้ไขส่วนที่ขัดแย้ง

และกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ให้รับกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญให้ถูกต้องต่อไป.

Monday, March 14, 2011

มีตัวเลือกอื่นอีกไหม?

ที่มา มติชน



โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 14 มีนาคม 2554)


การชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ยืนยันหนักแน่นว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติปักหลักเหนียวแน่น

วันนี้คนเสื้อแดงชุมนุมกันนับหมื่น เพราะหลายปัจจัย

แต่เงื่อนไขที่คนเสื้อแดงเห็นพ้องต้องกันคือ ไม่เอารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์...อันนี้ต้องยอมรับ

วันก่อนหน้านี้คนเสื้อแดงอาจจะต้องพึ่งพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่พอมาถึงวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพึ่งพาคนเสื้อแดงเต็มตัว

ต้องยอมรับอีกครั้งว่า ในห้วงเวลาใกล้เลือกตั้งใหม่ กระแสคนเสื้อแดงพุ่งสูงขึ้นจริงๆ

บรรยากาศการเมืองกำลังเอนเอียงไปที่คนเสื้อแดง

แต่แล้วพอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามา

"ผมอยู่ต่างประเทศมา 5 ปีแล้ว ผมพร้อมจะกลับ"

"ขอใช้เวลา 6 เดือนแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง"

"ขอบคุณพี่ๆ น้องคนเสื้อแดง ที่จนถึงบัดนี้แล้ว ยังเหนียวแน่น"

ทำให้การเมืองไทย มีตัวเลือกเดิมๆ ปรากฏขึ้นทันที

คล้ายกับว่า การเลือกตั้งทั่วไปภายหลังยุบสภา คนไทยจะต้องเลือกเอาระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ที่ปฏิเสธ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างสิ้นเชิง หรือพรรคเพื่อไทย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้การสนับสนุน

การบังคับให้เลือกแบบนี้ เท่ากับการบังคับให้ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์

ทำไมหรือ?

ก็เพราะหากเลือกพรรคเพื่อไทย ก็ต้องมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาบริหารประเทศ

พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาบริหารประเทศได้ ต้องมีกระบวนการชำระสะสางคำตัดสินของศาลฎีกา

การชำระสะสางคำตัดสินของศาลฎีกา เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมเหมือนกับการใช้คนหมู่มากมาบีบบังคับ

พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะทำได้หรือไม่ได้ แต่กว่าผลจะออกมาว่าได้หรือไม่ได้ ประเทศไทยก็คงยับเยินอีกครั้ง

ดังนั้น หากไม่อยากให้ประเทศยุ่งยากก็ต้องมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์

แล้วคนที่เขาไม่อยากเลือกประชาธิปัตย์ล่ะ...มีทางเลือกอื่นไหม?

หรือถ้าเสียงส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทยแล้วจะต้องปฏิวัติกระนั้นหรือ?

น่าแปลกใจที่ประเทศประชาธิปไตย ที่เหมือนกับมีเสรีภาพ แต่แท้จริงแล้วกลับมีทางเลือกแค่ 3 ทาง

ประชาธิปัตย์

เพื่อไทย

ปฏิวัติ

มีทางเลือกอื่นอีกไหม?

ทางเลือกที่สามารถเลือกได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ แต่บริหารงานยังไม่เข้าตา

ทางเลือกที่สามารถเลือกได้มากกว่าพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ

เป็นทางเลือกที่ไม่ต้องไปลงเอยที่การปฏิวัติรัฐประหาร เหมือนกับที่พยายามหาเหตุอ้างกันมาโดยตลอด

เป็นทางเลือกที่สามารถเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทีมบริหารประเทศ เอาคนที่มีศักยภาพในการนำพาประเทศไปมากกว่าปัจจุบัน

คนที่ไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ไม่ทำให้สินค้าขาดแคลน ไม่เป็นคู่กรณีกับชนกลุ่มใดๆ

ที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่ไม่เป็นคู่กรณีจากเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

หามาได้ไหม?

เป็นทางเลือกที่สามารถเลือกพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ใช่เลือกเพื่อมานำร่องปูพรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบริหารประเทศ

มีทางเลือกอื่นๆ ไหม ที่ทำให้ทั้งคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนเสื้อน้ำเงิน หรือเสื้อสีอะไรก็แล้วแต่เห็นแล้วต้องเลือก

อย่าลืมนะว่า ข้อเสนอที่คนเสื้อเหลืองชู คือ จงรักภักดี และซื่อสัตย์สุจริต ข้อเสนอที่คนเสื้อแดงชู คือ ความยุติธรรมที่มีมาตรฐาน และเป็นประชาธิปไตย

ข้อเสนอร่วมคือ จงรักภักดี ซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรมอย่างมีมาตรฐาน เป็นประชาธิปไตย

และขอเติมเรื่องประสิทธิภาพการบริหารให้พัฒนาเข้าไปด้วย

ข้อเสนอร่วมแบบนี้ จะมีปรากฏในคุณสมบัติของตัวเลือก ในการเลือกตั้งทั่วไปข้างหน้าไหม

4 แกนนำ นปช.มอบตัวสู้คดีก่อการร้าย ปัดหลบหนีในกัมพูชา เมินเงื่อนไขดีเอสไอ ยันร่วมชุมนุมเสื้อแดง

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งหลบหนีหมายจับในคดีก่อการร้าย ได้เดินทางมาพร้อมกับนายคารม พลทะกลาง ทนาย นปช. เพื่อเข้ามอบตัวต่อสู้คดีกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ โดยเบื้องต้นพนักงานสอบสวนจะให้ประกันตัว แต่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งจะครอบคลุมถึงการสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุม


นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหาคดีก่อการร้ายทั้ง 4 ราย แต่ทั้งหมดปฏิเสธข้อกล่าวหาและจะขอให้รายละเอียดเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยเงินประกันรายละ 600,000 บาท พร้อมเงื่อนไขเช่นเดียวกับแกนนำรายอื่นที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก่อนหน้านี้คือ ห้ามยุยง ปลุกปั่น ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และได้เพิ่มเงื่อนไขพิเศษอีกหนึ่งข้อคือ การห้ามเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยทั้งหมดรับปากว่าจะไม่เข้าร่วมการชุมนุมโดยมิชอบ อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอนัดส่งตัวให้อัยการในวันที่ 29 มีนาคมนี้


"นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ยังไม่มีการติดต่อและไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่หากเข้ามามอบตัวจริง คงต้องมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากแกนนำรายอื่น"นายธาริต กล่าว


ด้านนายสุภรณ์ กล่าวภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า เป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะเข้ามอบตัวทันทีหลังประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองเริ่มดีขึ้น ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งและแกนนำหลายคนก็จะลงสมัครเลือกตั้งด้วย ส่วนเงื่อนไขเรื่องห้ามเข้าร่วมการชุมนุม เชื่อว่าการชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ หากเป็นการดำเนินการภายใต้ข้อกฎหมาย ที่ผ่านมาไม่ได้หลบหนีไปอยู่ประเทศกัมพูชาตามที่มีข่าว รวมถึงไม่มีโอกาสได้เจอหรือติดต่อกับนายอริสมันต์ รวมถึงไม่ได้พบกับนางวริศรียา บุญสม หรืออ้อ และนายกอบชัย บุญปลอด หรืออ้าย 2 ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ให้การกับพนักงานสอบสวนว่าเคยมาพบพวกตนในประเทศกัมพูชา โดยในช่วงที่หลบหนีน้ำหนักตัวก็ลงไปกว่า 10 กิโลกรัม


นายคารม กล่าวว่า ได้รับการติดต่อเรื่องการเข้ามอบตัวสู้คดีจากนายอริสมันต์ แต่ยังไม่สามารถระบุวันที่แน่นอนได้ เนื่องจากนายอริสมันต์ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนตัว ขณะที่เงื่อนไขการประกันเชื่อว่าจะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกับแกนนำรายอื่น

ยุบสภา-แก้ปัญหาหรือแค่ลดกระแส

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ



1.สุรชัย ศิริไกร
2.สุริชัย หวันแก้ว
3.วิทยากร เชียงกูล
4.คมสัน โพธิ์คง
การประกาศยุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค. ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

กำลังได้รับการท้าทายจากฝ่ายตรงข้าม ทั้งในส่วนของผู้ชุมนุม และพรรคฝ่ายค้าน

ที่มองว่าการยุบสภาไม่ใช่ข้อเรียกร้อง จึงไม่ใช่คำตอบของการยุติการชุมนุมเคลื่อนไหว ที่ต้องเดินหน้าต่อ

อีกทั้งระแวงว่าการไม่ระบุวันยุบสภา-เลือกตั้ง ที่แน่นอน เป็นเพราะนายกฯ จะไม่ยุบสภาจริงตามที่ประกาศ

แต่ที่ประกาศเพื่อต้องการลดกระแสทางการเมือง

นักวิชาการประเมินคำประกาศ "ยุบสภา" ครั้งนี้ มีสาเหตุมาจากอะไร และจะช่วยแก้ปัญหาของบ้านเมืองได้หรือไม่

สุรชัย ศิริไกร

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาธรรมศาสตร์


สาเหตุที่รัฐบาลประกาศยุบสภาในช่วงดังกล่าวเนื่องจากมีปัญหาในการบริหารงานหลายด้าน รวมถึงถูกการกดดันจากการชุมนุมนอกสภา ทั้งจากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ปัญหาสำคัญที่พวกเขาเรียกร้องคือ 1.รัฐบาลไม่สามารถตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ 2.กรณีปราสาทพระวิหาร ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดนหรือไม่ 3.สินค้าแพง ทำให้เงินเฟ้อจนทำให้ราคาน้ำมันแพง และสุดท้าย 4.เรื่องภาษีบุหรี่ ที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้

ถ้าปล่อยเวลาการบริหารงานไปเรื่อยๆ จะยิ่งทำให้คะแนนนิยมในรัฐบาลลดลงตามลำดับ ดังนั้น การที่รัฐบาลประกาศยุบสภา จึงถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับรัฐบาล

การออกมาประกาศยุบสภายังจะช่วยลดความรุนแรงในการชุมนุม รวมถึงลดระดับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาลงได้อีกด้วย เนื่องจากการยุบสภาคือการคืนอำนาจให้ประชาชนแล้วไปเลือกบุคคลที่ชื่นชอบเข้ามาทำงาน ทำให้ฝ่ายค้านรวมถึงพรรคร่วมจะได้ตั้งหน้าตั้งตาลงพื้นที่หาเสียง

รวมถึงกระแสข่าวที่มีอยู่ตลอดเวลาว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร ก็จะหายไปด้วย เนื่องจากคนที่จ้องจะปฏิวัติคงทำไม่ได้แล้ว เพราะรัฐบาลจะยุบสภา ส่วนการกำหนดวันเวลายุบสภาที่ชัดเจน คิดว่ารัฐบาลคงจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับต่อสภา และประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาก่อน ถึงจะกำหนดวันที่ชัดเจนได้

นอกจากนี้ ผมยังเชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศการลงทุน รวมถึงความเชื่อมั่นในต่างประเทศที่มีต่อประเทศไทยจะดีขึ้นตามลำดับ จากการประกาศยุบสภา

วิทยากร เชียงกูร

คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต


การประกาศที่จะยุบสภาฯ ของนายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาไปตามกระแสเท่านั้น เพราะว่ารัฐบาลกำลังจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน จึงต้องการลดกระแสของช่วงเวลาดังกล่าว

เพราะนายอภิสิทธิ์ เองก็ไม่ได้ประกาศว่าจะยุบสภาฯ ในวันใด รวมทั้งไม่มีการระบุให้ชัดเจนว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่เมื่อใดเช่นเดียวกัน

แต่เชื่อว่าอย่างไร การยุบสภาฯ เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่คงมีอย่างแน่นอน เพราะนายอภิสิทธิ์ เป็นนักการเมือง เป็นนักเลือกตั้ง คาดว่าคงได้มีการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลไว้เรียบร้อยแล้ว จึงได้ประกาศว่าจะมีการยุบสภาแน่นอน

โดยส่วนตัว มองว่าแม้ว่ารัฐบาลประกาศจะยุบสภา แต่ก็คงไม่ช่วยให้สถานการณ์การเมืองในประเทศดีขึ้น ตนเชื่อว่ากลุ่มต่างๆ จะยังคงชุมนุมเพื่อหวังผลในทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเพื่อผลประโยชน์ของการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงตามที่รัฐบาลระบุ

และหากการเลือกตั้งครั้งใหม่มาถึง ก็จะมีแต่ปัญหาและเรื่องยุ่งยากตามมามากมาย เพราะทุกพรรคการเมืองจะงัดกลยุทธ์ขึ้นมาต่อสู้ทุกรูปแบบเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในทางการเมือง

ในช่วงที่มีการเสนอแนวทางการปฏิรูปการเมือง ทั้งจากนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ หรือแม้แต่ของ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ซึ่งเป็นแนวทางที่ดีมาก แต่นักการเมืองและพรรคการเมืองกลับไม่สนใจ ขณะที่ประชาชนก็ไม่มีทางเลือกอะไรเลย เพราะพรรคการเมืองก็มีอยู่เท่านี้

สุริชัย หวันแก้ว

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


หลังจากนายอภิสิทธิ์ ออกมาประกาศว่ารัฐบาลน่าจะมีการยุบสภาในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.นี้ ส่วนตัวมีความเชื่อว่า บรรยากาศทางการเมืองและอุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองในตอนนี้ น่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประกอบกับบรรยากาศทางการเมืองในตอนนี้ก็ไม่ได้เลวร้าย และร้อนแรงเหมือนอย่างอดีตที่ผ่านมา

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ดีหากรัฐบาลจะประกาศให้มีการเลือกตั้ง เพราะประชาชนและทุกภาคส่วนจะได้ออกมาร่วมตัดสินใจและกำหนดทิศทางของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นการพิสูจน์ผลงานของรัฐบาลที่เคยทำมาว่าจะเข้าตาประชาชนหรือไม่

สาเหตุที่นายกฯ ประกาศให้มีการเลือกตั้งก่อนที่จะครบวาระของรัฐบาลอาจจะมีปัจจัยที่ก่อนหน้านี้ได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ ประกอบกับตอนนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมหลังจากรัฐบาลได้ทำงานมากว่า 2 ปี

ส่วนกรณีที่มีกลุ่มบุคคลบางกลุ่มไม่อยากให้มีการเลือกตั้งนั้น ยอมรับว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังคงมีและพยายามเคลื่อนไหวอยู่ แต่กลุ่มประชาชนที่อยากเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็มีมากเช่นกัน

การเลือกตั้งถือเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะรัฐบาลและสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ต้องการการมีส่วนร่วมจากประชาชน

คมสัน โพธิ์คง

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช


สาเหตุที่รัฐบาลออกมาประกาศยุบสภาในเวลานี้เนื่องจากรัฐบาลถูกแรงกดดันจากทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชุมนุม ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง รวมถึงผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นๆ พรรคการเมืองทั้งพรรคร่วมและฝ่ายค้าน รวมถึงกองทัพ

เมื่อถูกกดดันจากหลายกลุ่มจึงอาศัยการประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ เพื่อจะบอกว่า "ลงเลือกตั้งแล้วนะ ไม่ต้องมายุ่งกับผม"

เป็นการทำเพื่อลดกระแส ลดแรงกดดัน แต่มาทำเวลานี้เลยเวลาไปแล้ว หลายกลุ่มต้องการขับไล่รัฐบาลและต้องทำให้ถึงที่สุด ดังนั้น จึงไมได้ทำให้กระแสความรุนแรงในการชุมนุมลดลงไปได้ เนื่องจากปัญหาของพวกเขายังไม่ได้รับการแก้ไข รวมถึงปัญหาข้าวของแพง เช่น น้ำมันแพง มีการกักตุนสินค้า ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข

นอกจากนี้ การประกาศยุบสภายังไม่สามารถลดบรรยากาศในการอภิปรายไม่ไว้วางใจลงด้วย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านเขารู้ดีกว่า ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้อยู่แล้ว แต่การอภิปรายมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ทำให้ประชาชนทั่วไปได้ดู เป็นการทำงานควบคู่ไปกับการชุมนุมนอกสภา

เวลานี้ไม่ว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภา และเลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลใหม่ซึ่งอาจจะนำโดยพรรคไหนก็ได้เข้ามาบริหารงานก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาบ้านเมืองที่ประเทศเรากำลังเผชิญอยู่ได้

ผลสำรวจสำนักหนึ่งระบุว่า ประชาชนร้อยละ 58.6 ระบุว่า ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งใหม่จะไม่เลือกพรรคอะไรเลย ทำให้เห็นว่าทุกวันนี้ประชาชนเขาไม่เอานักการเมืองแล้ว ดังนั้น เลือกตั้งมาใหม่ก็ไม่เกิดประโยชน์

การเมืองในระบบเดินมาถึงทางตัน การเมืองนอกระบบก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ไม่รู้ประเทศชาติจะเดินทางไหน ดังนั้น ต้องมาปฏิรูปทางความคิด ปฏิรูประบบกันสักที ยอมเสียสละผลประโยชน์ตัวเองบ้าง

“พล.ร.ท.ประทีป” เรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 1 มาเข้ากับพันธมิตรฯ

ที่มา ประชาไท

“พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์” เรียกร้องให้แม่ทัพภาคที่ 1 หันมาเข้ากับ “กองทัพประชาชน” เพื่อขจัดนักการเมืองและผู้นำในกองทัพที่ตกเป็นเบี้ยล่างรัฐบาล ลั่นถ้ามีการสลายการชุมนุม นักการเมืองจะถึงจุดจบ

เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานว่า วันนี้ (13 มี.ค.) ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ พล.ร.ท.ประทีป ชื่นอารมณ์ อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติการลำน้ำโขง ซึ่งรับผิดชอบเป็นพิธีกรในวันนี้ ได้กล่าวบนเวทีเสวนาราชอาณาจักรไทยกำลังจะเสียดินแดน ว่า วิกฤตบ้านเมืองในวันนี้เกิดขึ้นเพราะนักการเมืองใช้อำนาจรัฐ จนทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกเบี่ยงเบน นำมาซึ่งการทำลายระบบนิติรัฐจนสูญสิ้น แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังกระโจนหนีหลังจากทำให้ไทยต้องเสียอธิปไตย ด้วยการยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ เท่านั้น
พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ อดีตรองเจ้ากรมยุทธศึกษาทหารบก กล่าวว่า นายกฯ และคณะรัฐมนตรีกำลังดิ้นรนครั้งสุดท้าย ก่อนจะถูกศาลสั่งประหารชีวิต ด้วยการหันไปปรองดองกับกลุ่มคนเสื้อแดง ถึงขนาดให้ความช่วยเหลือแกนนำที่เผาบ้านเผาเมืองที่กระทำการอันเป็นกบฏ โดยช่วยเหลือให้ได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี ทั้งที่มีอัตราโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต แล้วโยนความผิดให้กองทัพว่าเป็นผู้ยิงชายชุดดำในช่วงสลายการชุม แล้วอย่างนี้กองทัพโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ยังไม่รู้สึกละอายแก่ใจบ้างเลยหรือ
พล.อ.ปรีชา ได้เรียกร้องให้ พล.ท.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการกองทัพภาคที่ 1 พลิกตัวออกมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.และย้ำว่า บ้านเมืองในขณะนี้ ถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกมากู้ชาติบ้านเมือง และขอให้หันมาร่วมมือกับกองทัพประชาชน เพื่อขจัดนักการเมืองและผู้นำในกองทัพบางคนที่ตกเป็นเบี้ยล่างของรัฐบาล
“ขอประกาศว่าผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ กำลังรอการล้อมปราบจากรัฐบาล โดยถามไปยังผู้นำกองทัพ- ตร.และนักการเมืองชั่ว ว่า จะสู้กับกองทัพประชาชนอย่างนั้น วันนี้ประเทศไทยถึงเวลาแล้วที่จะขจัดคนชั่วเสียที และอย่าได้กระพริบตา ในวันนี้-พรุ่งนี้ หากนักการเมืองชั่วสลายการชุมนุมเมื่อไหร่ จุดจบมาถึงเมื่อนั้น และขอให้พี่น้องพันธมมิตรฯ ฟังคำสั่งแกนนำอย่างเคร่งครัด เพราะเราจะร่วมต่อสู้เพื่อให้ได้รับชัยชนะไปด้วยกัน”
ด้าน พล.อ.อ.เทอดศักดิ์ สัจจารักษ์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า “ในสภาวันนี้มีแต่พวกโจรห้าร้อย พวกสัตว์เลื้อยคลาน หากไม่มีคนดีก็ไม่ต้องเลือก แต่เชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเมืองนี้ จะคุ้มครอง ทำให้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้” อดีตรอง ผบ.ทอ.กล่าว

นิติราษฎร์ ฉบับ16: ปัญหากฎหมายหมิ่นพระมหากษัตริย์ ข้อเสนอการรณรงค์ยกเลิก ม.112

ที่มา ประชาไท

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เริ่มจะได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้าง ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะสถิติการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและในหลายกรณีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น แต่เพราะความลึกลับของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในลักษณะเช่นนี้ ประกอบกับความพยายามของหน่วยงานของรัฐที่เริ่มให้ความหมายใหม่ของความผิดฐานนี้ว่าเป็นความผิดฐานล้มเจ้าด้วย ความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อเรื่องนี้จะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวในการรณรงค์ให้ยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีข้อสังเกตว่าเรื่องราวที่เริ่มอึกทึกกึกก้องนี้ดำเนินคู่ขนานไปกับความเงียบงันของวงวิชาการนิติศาสตร์ เหมือนกับเรื่องครึกโครมอื้อฉาวอีกหลายเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในห้วงเวลาที่ผ่านมา...
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีปัญหาอย่างไร สมควรถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ในระดับตัวบทกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มีปัญหาอย่างน้อยที่สุด 3 ประการ

ปัญหาประการแรกของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คือ ปัญหาการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ 4 ตำแหน่ง คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นได้ว่าตำแหน่งซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่รัฐธรรมนูญกำหนดสถานะไว้เป็นพิเศษนั้นมีตำแหน่งเดียว คือ ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ซึ่งในทางรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของรัฐ ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วประมวลกฎหมายอาญาจะมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคลธรรมดา คือ การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลอื่น เป็นการกระทำที่มีโทษทางอาญาก็ตาม แต่การมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด บทบัญญัติที่คุ้มครองประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษนี้มีปรากฏเช่นกันแม้ในประเทศที่มีรูปของรัฐเป็นสาธารณรัฐซึ่งประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี อย่างไรก็ตาม การบัญญัติคุ้มครองพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้เท่ากับประมุขของรัฐทั้งๆที่บุคคลในตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่ประมุขของรัฐ และได้รับความคุ้มครองตามหลักทั่วไปอยู่แล้ว ย่อมหาเหตุผลรองรับได้ยาก อนึ่งหากในทางนิตินโยบาย ฝ่ายนิติบัญญัติต้องการคุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ยิ่งไปกว่าบุคคลธรรมดา ก็จะต้องอธิบายให้เห็นเหตุผลความจำเป็น แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจะกำหนดอัตราโทษให้เท่ากับบทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐไม่ได้

ปัญหาประการที่สองของประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 คือ ปัญหาอัตราโทษ ปัจจุบันโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฯลฯ คือ โทษจำคุกสามปีถึงสิบห้าปี โทษดังกล่าวเป็นโทษที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดยขาดความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย เพราะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ 41 ลงวันที่ 23 ตุลาคม 2519 (หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 19) เมื่อเปรียบเทียบกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาท ด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ.118 มาตรา 4 อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว พบว่าโทษหมิ่นประมาทพระผู้เปนเจ้าซึ่งดำรงสยามรัฐมณฑล คือ โทษจำคุกไม่เกินกว่าสามปี ฤาให้ปรับเป็นเงินไม่เกินกว่าหนึ่งพันห้าร้อยบาท ฤาทั้งจำคุกและปรับด้วย ความไม่สมเหตุสมผลของอัตราโทษตามมาตรา 112 คือ ในขณะที่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นโทษจำคุกนั้น กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินสามปี โดยไม่กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ ซึ่งหมายความว่าศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยเพียงใดก็ได้ แต่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย กลับกำหนดไว้สูงสุดถึงสิบห้าปี โดยกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ด้วยว่าต้องจำคุกไม่ต่ำกว่าสามปี มีข้อสังเกตด้วยว่าในคราวประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาเมื่อ พ.ศ. 2500 นั้น โทษตามมาตรา 112 คือ โทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ อาจกล่าวได้ว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบันขาดความสอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุอย่างสิ้นเชิง

ปัญหาประการที่สามของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 คือ การไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยเหตุยกเว้นความผิดในกรณีที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมในเรื่องที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน การรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นๆ ซึ่งประชาชนในระบอบประชาธิปไตยต้องสามารถกระทำได้ การไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้อำนาจกระทำได้เช่นนี้ ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวพันกับราชการแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นองค์กรในทางรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ย่อมไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าการกระทำของตนนั้นจะถูกตีความว่าเป็นการกระทำอันครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 หรือไม่ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น บุคคลนั้นก็ไม่อาจยกเอาข้อต่อสู้ที่ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะขึ้นต่อสู้เพื่อให้ตนพ้นจากความรับผิดได้ ในขณะที่การหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา สามารถยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้ มีข้อสังเกตว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ.127 ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายสมัยใหม่ฉบับแรกของไทยที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ.2477 นั้น บัญญัติไว้ในมาตรา 104 ว่า การกระทำให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์หรือด้วยอุบายอย่างใดๆ ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ รัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดินในหมู่ประชาชน ถ้าวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดๆที่ได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด

นอกจากปัญหาในแง่ของหลักการการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่ง ระดับอัตราโทษ ตลอดจนเหตุยกเว้นความผิดที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัญหาที่ดูจะหนักกว่าและแก้ไขได้ยากกว่าคือปัญหาการตีความตัวบทมาตรา 112 โดยองค์กรตุลาการ ปัญหาดังกล่าวนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเข้าใจอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กับการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กล่าวให้ถึงที่สุดการตีความบทบัญญัติมาตรา 112 แยกไม่ออกจากความเข้าใจในเรื่อง “ระบอบ” การปกครอง

ถึงแม้ว่าบทบัญญัติมาตรา 112 จะใช้ถ้อยคำที่มีความชัดเจนตามสมควร คือ คำว่า หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งหมายความว่า การกระทำที่ไม่สมควร การกระทำที่มีลักษณะไม่เคารพ ไม่นับถือ ซึ่งไม่ถึงขนาดเป็นหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากแนวทางการปรับใช้กฎหมายของศาล ตลอดจนการดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและการฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการย่อมจะเห็นได้ว่ามีการนำเอาถ้อยคำของบทบัญญัติมาตรานี้ใช้บังคับไปถึงการไม่แสดงความเคารพ ซึ่งบางกรณีก็เป็นการแสดงออกต่อสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น การไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วย ในทางหลักวิชา การใช้กฎหมายอาญาในลักษณะเช่นนี้ย่อมต้องถือว่าเป็นการเทียบเคียงบทกฎหมายลงโทษบุคคล ซึ่งถือว่าต้องห้าม ไม่สามารถกระทำได้ในทางกฎหมายอาญา ผลพวงจากการนี้ทำให้การแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐธรรมนูญไม่สามารถกระทำอย่างตรงไปตรงมาได้ เพราะผู้ที่แสดงความคิดเห็นอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในความผิดฐานนี้ได้

ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับที่มากไปกว่าตัวบทดังที่ได้ชี้ให้เห็นโดยสังเขปนี้ จะแก้ไขได้ก็แต่โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคคลทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมว่า บทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของประมุขของรัฐนั้น จะต้องได้รับการใช้และตีความให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ใช้และตีความเพื่อรับใช้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพ้นสมัยเสียแล้ว

กล่าวให้ถึงที่สุด การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ย่อมไม่อาจแก้ไขได้แต่เพียงระดับตัวบทเท่านั้น เพราะแม้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว ก็ยังคงต้องมีบทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของประมุขของรัฐเข้ามาแทนที่อยู่ดี การแก้ปัญหาที่ถูกต้องและยั่งยืนจึงต้องแก้ที่สำนึกเกี่ยวกับอุดมการณ์ของการปกครองที่อยู่เบื้องหลังตัวบท และเป็นตัวกำกับการตีความตัวบท จะต้องทำให้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสำนึกของบรรดาบุคคลทั้งปวงในกระบวนการยุติธรรม

การรณรงค์ให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่กำลังทำกันอยู่นั้น จึงต้องเป็นการยกเลิกตัวบทในปัจจุบันเพื่อสร้างตัวบทใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการในทางรัฐธรรมนูญและในทางกฎหมายอาญา และต้องเป็นการยกเลิกอุดมการณ์ในการตีความตัวบทมาตรา 112 ที่ผ่านมาด้วย ซึ่งการกระทำในระดับอุดมการณ์นี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอภิปรายถึงสถานะของพระมหากษัตริย์ในทางรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์แยกแยะส่วนที่สอดคล้องและส่วนที่ขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย บังคับใช้ส่วนที่สอดคล้อง แก้ไขส่วนที่ขัดแย้ง และกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ให้รับกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญให้ถูกต้องต่อไป.

บันทึกช่วยจำ “แผลเก่า” ถึง “แผลใหม่”: 7 ปีการหายตัวไปของทนายสมชาย

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: บันทึกช่วยจำ “แผลเก่า” ถึง “แผลใหม่” บทความรำลึกครบรอบ 7 ปีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร

1. หะยีสุหลงถูกอุ้มหาย 24 มีนาคม 2497

หะยีสุหลงตัวแทนของชาวมลายูมุสลิมปาตานีได้ยื่นข้อเสนอ 7 ข้อต่อรัฐบาลไทย จากข้อเรียกดังกล่าวจึงทำให้หะยีสุหลงถูกมองเป็นกบฏ เป็นผู้นำแบ่งแยกดินแดน ถูกจับดำเนินคดี 2 ข้อหาสำคัญ คือเป็นกบฏและหมิ่นประมาทรัฐบาลที่กล่าวหากดขี่ประชาชน ในที่สุดศาลได้ตัดสินให้หะยีสุหลงพ้นมลทินข้อหากบฏ หลังจากนั้นตำรวจสันติบาลที่สงขลาเรียกพบหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ โต๊ะมีนากับบุตรและเพื่อนรวมจำนวน 4 คน แต่ทว่าหลังจากนั้น ก็ไม่พบร่องรอยของหะยีสุหลงและพวก ทำให้เข้าใจกันในหมู่คนมลายูว่า หะยีสุหลงได้ถูกฆ่าและจับถ่วงน้ำที่ทะเลสาบสงขลา

ผลสะเทือน

ผลสะเทือนทางการเมือง

ปี 2500 อันเป็นปีที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ หะยีอามีน โต๊ะมีนา ลูกชายของหะยีสุหลงคนถัดจากอาห์มัด โต๊ะมีนา เป็นหนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎร ในช่วงการรณรงค์หาเสียง ประเด็นจึงหนีไม่พ้นเรื่องของศาสนาและการเมือง ซึ่งประจวบเหมาะกับการที่มาเลเซีย ได้รับเอกสารจากอังกฤษในปีเดียวกันนั้น ความตื่นตัวของชาวมุสลิมใน 4 จังหวัดภาคใต้เรื่องสิทธิและเสรีภาพแห่งตนจึงเกิดขึ้นอีกครั้ง หะยีอามีน โต๊ะมีนาได้รับเลือกให้เป็นส.ส.ปัตตานีทั้ง 2 ครั้งที่มีการเลือกตั้งซ้อน ๆ กันถึง 2 ครั้งในปี 2500



2. ประท้วงหน้ามัสยิดกลางปัตตานี 2518

ชาวมลายูมุสลิมถูกทหารซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่วัดเชิงเขา ต.บารูกาสาเมาะ อ.บาเจาะ ได้กั้นรถและตรวจค้น ก่อนที่ชายทั้ง 5 คน กลายเป็นศพถูกนำไปโยนทิ้งแม่น้ำบริเวณสะพานกอตอ เนื่องจากความไม่พอใจที่มีการฆ่าชาวบ้านที่ “สะพานกอตอ” ได้ทำให้นำไปสู่การประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมเกิดขึ้นหน้าศาลา กลางจังหวัดปัตตานี ในวันที่ 11 ธ.ค. 2518 การ ประท้วงผ่านไปได้แค่ 3 วัน ในคืนวันที่ 13 ธ.ค. 2518 มีมือลึกลับขว้างระเบิดใส่ที่ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12 คน บาดเจ็บอีก 25 คน ก่อนจะย้ายมาชุมนุมสถานที่ใหญ่ ณ มัสยิดกลางปัตตานี

ผลสะเทือน

ผลสะเทือนทางการเมือง

ปีรุ่งขึ้นสังคมไทยตกอยู่ในภาวะ “ลงแดง” กลุ่มฝ่ายขวา ได้การปราบปรามนักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 6 ตุลา 2519
หลังจากนายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้นักศึกษามลายูปาตานี ตั้งกลุ่ม”สลาตัน” เพื่อออกรณรงค์เผยแพร่แนวคิดประชาธิปไตย แต่ทว่าปัญญาชนอีกจำนวนหนึ่งได้ไปตั้งกลุ่มใต้ดินติดอาวุธ นามว่า PULO [1] เพื่อต่อต้านอำนาจรัฐไทย ทำให้เกิดกลุ่มติดอาวุธขึ้นอย่างเป็นทางการ ส่วนหนึ่งอันเนื่องมาจากความเจ็บแค้นของการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมหน้ามัสยิดกลางปัตตานี



3. การประท้วงฮิญาบ 2531

การประท้วงฮิญาบ เป็น เวลาหนึ่งสัปดาห์ที่จ.ยะลาเมื่อปี 2531 เป็นการประท้วงเพื่อสนับสนุนนักศึกษามุสลิมในสถาบันราชภัฎยะลาประมาณ 7 คน ที่ต้องการแต่งฮิญาบตามบัญญัติอิสลาม คือปกปิดเรือนร่างทั้งหมดด้วยเสื้อผ้าหลวม ๆ ยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ ซึ่งขัดกับเครื่องแบบของสถาบัน การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งเครื่องแต่งกาย ตามบัญญัติศาสนาของนักเรียน นักศึกษา ข้าราชการทุกกระทรวงของสตรีมุสลิม เป็นการต่อสู้ที่เกิดจากภาคประชาชนภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญว่าด้วย สิทธิในการนับถือศาสนา

ผลสะเทือน

ผลสะเทือนทางการเมือง

กรณีประท้วงฮิญาบทำให้กลุ่มวาดะฮฺนำโดย นายเด่น โต๊ะมีนา ส.ส.ปัตตานี นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.นราธิวาส นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ส.ส.ยะลา และ นายสมบูรณ์ สิทธิมนต์ ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม 2531 และในการเลือกตั้งครั้งนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็น ส.ส. ทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ จ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เลยแม้แต่คนเดียว



4. อุ้มหายทนายสมชาย 12 มีนาคม 2547

ในฐานะของทนายที่ติดตามคดีทางภาคใต้ และได้เห็นการกระทำที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อประชาชน สมชาย นีละไพจิตร จึงออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ทั้งยังล่า 50,000 รายชื่อ เพื่อขอแก้ไขกฎหมายนี้ และออกมาเปิดโปงการทรมานผู้ต้องหาในคดีปล้นปืนเผาโรงเรียน ทั้งเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีส่งคณะแพทย์เข้าไปดูอาการของผู้ต้องหา ก่อนที่จะถูกกลุ่มชายฉกรรจ์อุ้มลักพาตัวไปในรถคันหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ ที่สำคัญคือในช่วงนั้น "ทนายสมชาย" กำลังดำเนินคดีสำคัญอยู่คือ เป็นทนายให้กับจำเลยในคดีก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยผู้ต้องหาเป็นมลายูมุสลิม 5 คน ถูกจับกุมและถูกซ้อมทรมานระหว่างการควบคุมตัว

ผลสะเทือน

ผลสะเทือนทางการเมือง

การถูกบังคับสูญหายทนายสมชาย นีละไพจิตร ได้ทำให้เรื่องของกระบวนการสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการเอาใจใส่มากขึ้น เป็นคดีหนึ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม และหลักนิติธรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะกับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแม้รัฐบาลจะประสบความสำเร็จใน การให้ความช่วยเหลือ เยียวยา รวมถึงการพัฒนาในด้านต่างๆ แต่สิ่งเดียวที่รัฐยังไม่เคยให้แก่ประชาชนคือ ความยุติธรรม และ ความเสมอภาคทางกฎหมาย จนทำให้เกิดกระแสเรียกร้องภายในสังคมมลายูปาตานี ในเรื่องของกระบวนการตรวจสอบการทำงานของรัฐมากขึ้น และเกิดการทำงานทางด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิความเป็นพลเมืองตามขึ้นมาด้วย



5. กรณีมัสยิดกรือเซะ 28 เมษายน 2547

เมื่อเช้าตรู่วันที่ 28 เมษายน 2547 กลุ่มผู้ก่อการ ได้โจมตีป้อมตำรวจที่อยู่ใกล้ๆ กับมัสยิดกรือเซะ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี รองผอ.กอ.รมน ได้เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุ มีประชาชประมาณ 2,000-3,000 คน รวมตัวกันอยู่ที่บริเวณมัสยิด เจ้าหน้าที่ปิดล้อมมัสยิดอยู่นานครึ่งค่อนวัน ทางตำรวจทหารตัดสินใจบุกเข้าไปในมัสยิด ใช้ระเบิดมือและอาวุธ จนเป็นเหตุให้กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่อยู่ภายในมัสยิดทั้ง 32 คนเสียชีวิต การสังหารกลุ่มบุคคลภายในมัสยิด กรือเซะ ดังกระฉ่อนแพร่กระจายไปทั่วโลกโดยภาพรวมต่างๆที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ทำ ให้คนต้องจบชีวิตลงกว่าหลายร้อยคน นอกจากนี้แล้วสิ่งที่เลวร้ายเหล่านี้นั้นทำให้ความไม่สงบในเขตจังหวัดชายแดน ภาคใต้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆทุกวัน

ผลสะเทือน

ผลสะเทือนทางการเมือง

ในความทรงจำ กับความรุนแรงครั้งนี้ ได้ตอกย้ำความรู้สึกของผู้ที่ถูกกระทำอย่างยิ่ง เพราะว่าการสังหารหมู่ครั้งนี้ ได้กระทำต่อหน้าชาวมลายูมุสลิมปาตานีทั้วโลก เหตุเพราะว่าได้มีการถ่ายทอดสดทางทีวีในการปราบปรามและสังหารครั้งนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลแลรัฐไทย ได้ถึงขีดต่ำสุด และเป็นความรู้สึกเย็นยะเยือกทางด้านสังคม การเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยิ่ง จนทำให้ผลการเลือกตั้งครั้งต่อมาหลังจากนั้น ได้ทำให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ no vote แก่รัฐบาลไทยรักไทย และต่อมาพรรคการเมืองฝ่านตรงกันข้ามได้รับการเลือกจากประชาชนในพื้นที่กลับมาอีกครั้ง



6. สังหารหมู่ตากใบ 25 ตุลาคม 2547

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงจากหน่วยต่างๆ ถูกระดมมาเพื่อสลายผู้ชุมนุมชาวมุสลิม ที่มารวมตัวกันอยู่หน้าสถานีตำรวจภูธรอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ผู้ชุมนุมประท้วง 7 คนถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ขณะที่ผู้ชุมนุมประท้วงอีก 78 คนขาดอากาศหายใจ หรือถูกทับจนเสียชีวิตระหว่างที่ถูกขนย้ายไปยังสถานที่ควบคุมตัว การดูแลทางการแพทย์ที่ไม่เหมาะสมในช่วงเวลาหลายวัน ที่ผู้ชุมนุมประท้วงกว่า 1,200 คนอยู่ในความควบคุมของทหาร ทำให้มีผู้ประท้วงจำนวนมากมีอาการบาดเจ็บรุนแรง และต้องถูกตัดแขน หรือขา ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ตากใบ แต่ผู้ชุมนุมประท้วงชาวมุสลิม 58 คนกลับถูกตั้งกล่าวหาว่า กระทำความผิดในทางอาญา

ผลสะเทือน

ผลสะเทือนทางการเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ทำให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางและยื้อเยื้อ นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์จนกระทั่งสู่กระบวนการยุติธรรมศาลไทย ที่ตัดสินว่า การตายของผู้ชุมนุมเพราะว่าขาดอากาศหาย ไร้ซึ่งคนรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดต่อชาวมลายูมุสลิมปาตานี ในทางกลับกันลูกหลานและญาติพี่น้องของผู้ที่เสียชีวิต ก็ได้ตัดสินใจจะเข้าร่วมในการปฎิบัติกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ และเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้เหตุผลของกลุ่มที่ติดอาวุธมีพลังและโน้มน้าวให้เด็กรุ่นใหม่เข้าขบวนการ ส่วนทางการเมือง ทำให้เกิดภาวะ “รัฐล้มเหลว” อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ครบรอบเจ็ดปีการหายไปของทนายสมชาย
20.30 น. วันที่ 12 มีนาคม 2554
เอกรินทร์ ต่วนศิริ

หมายเหตุ:

  1. อนึ่ง องค์กรปลดล่อยสหปัตตานีหรือพูโล (อังกฤษ: Patani United Liberation Organization) ก่อตั้งเมื่อ 22 มกราคม พ.ศ. 2511 โดยตวนกูบีรอ กอตอนีลอ หรือ อดุลย์ ณ วังคราม บัณฑิตจากอินเดีย ได้รวมเพื่อนๆ จัดตั้งองค์กรนี้ที่ซาอุดิอาระเบีย การดำเนินงานในระยะแรกเน้นการปลุกระดมมวลชนโดยมีกลุ่มเป้าหมายที่ผู้นำศาสนาและผู้นำท้องถิ่น พูโลจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2519 ผู้นำกองกำลังที่สำคัญมีหลายคน เช่น หะยียูโซะ ปากีสถาน และหะยีสะมะแอ ท่าน้ำ มีการส่งเยาวชนไปฝึกวิชาทหารและการก่อวินาศกรรมที่ลิเบียและซีเรีย องค์กรเริ่มมีปัญหาจากการปราบปรามของรัฐและนโยบายใต้ร่มเย็นในช่วงหลัง จน พ.ศ. 2525 จนนำไปสู่การแตกแยกภายในองค์กร

อริสมันต์แถลงผ่านYouTubeยังไม่มอบตัว-ปัดถูกจับ หลังคู่หูแรมโบ้อีสานกับ4แกนนำมอบตัวได้ประกัน

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา YouTube Thailandmirror

นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำนปช.ที่รัฐบาลต้องการตัวมากที่สุดคนหนึ่ง แถลงผ่านทาง YouTube ปฏิเสธข่าวเข้ามอบตัวกับDSI และข่าวลือถูกจับในปอยเปต กัมพูชา โดยขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

ผมจะตัดสินใจเข้ามอบตัวก็ต่อเมื่อนายอภิสิทธิ์ยุบสภา มีพรฎ.เลือกตั้ง จัดให้มีการเลือกตั้ง ผมไม่ยอมจำนนต่อรัฐบาลทรราชที่เข่นฆ่าประชาชน ผมอยากให้ประเทศมีประชาธิปไตยมีความยุติธรรม หากนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ศอฉ. ผู้นำเหล่าทัพ ขึ้นศาลฐานอาชญากรสังหารประชาชน ผมก็พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมต่อสู้ทุกข้อกล่าวหาที่มีกับผม


จตุพรชี้มีคนอาฆาตกี้ร์ถ้ามอบตัวไม่ปลอดภัย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวถึงการเข้ามอบตัวของแกนนำ นปช. อาทิ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายพายัพ ปั้นเกตุ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ว่า ก่อนที่จะมาได้มีการหารือกันมาแล้ว ว่ามาแล้วต้องได้รับความปลอดภัย แต่ก็ฝากไปเตือนพรรคพวกอย่าได้ประมาท เพราะอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ส่วนนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่ยังไม่เข้ามามอบตัวเพราะต้องดูสถานการณ์ก่อน ยังเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยซึ่งเป็นเรื่องหลัก เมื่อมาแล้วจะได้ประกันตัวหรือไม่เป็นเรื่องรอง นายอริสมันต์ ยังมีคนอาฆาตถ้ามาอาจไม่ปลอดภัย นปช.ทุกคนต่างรู้เรื่องดี เลยยังไม่อยากให้มา และได้พูดคุยกันแล้วคนในครอบครัวก็เข้าใจดี

4แกนนำ แรมโบ้อีสาน,พายัพ,ไวพจน์,ชินวัฒน์มอบตัวได้ประกัน

วันนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งหลบภัยการเมือง หลังถูกออกหมายจับในข้อกล่าวหาคดีก่อการร้าย ได้เดินทางมาพร้อมกับนายคารม พลทะกลาง ทนายนปช. มายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อเข้ามอบตัวต่อสู้คดีกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ โดยเบื้องต้นพนักงานสอบสวนจะให้ประกันตัวแต่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งจะครอบคลุมถึงการสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุม

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหาคดีก่อการร้ายทั้ง 4 ราย แต่ทั้งหมดปฏิเสธข้อกล่าวหาและจะขอให้รายละเอียดเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยเงินประกันรายละ 600,000 บาท พร้อมเงื่อนไขเช่นเดียวกันแกนนำรายอื่นที่ได้รับการล่อยตัวชั่วคราวก่อนหน้านี้คือ ห้ามยุยง ปลุกปั่น ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และได้เพิ่มเงื่อนไขพิเศษอีกหนึ่งข้อคือการห้ามเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยทั้งหมดรับปากว่าจะไม่เข้าร่วมการชุมนุมโดยมิชอบ

อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอนัดส่งตัวให้อัยการในวันที่ 29 มี.ค.นี้ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อเข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดีก่อการร้ายจากแกนนำคนอื่น ๆ แต่เชื่อว่าจากเงื่อนไขของศาลก่อนหน้านี้จะทำให้แกนนำที่เหลือทยอยเดินทางเข้ามามอบตัว

สำหรับนายนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ก็ยังไม่มีการติดต่อ และไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน แต่หากเข้ามามอบตัวจริงคงต้องมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากแกนนำรายอื่น

ส่วนการขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่นปช.เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ของ 7 แกนนำที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีเอสไอมีความกังวล และขณะนี้อยู่ระหว่างการถอดเทปคำปราศรัย หากเข้าข่ายยุยง ปลุกปั่นก็จะยื่นถอนประกันกับศาลทันที แต่หากไม่พบว่าเป็นการเข้าข่ายผิดเงื่อนไขก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของแกนนำต่อไป

ด้านนายสุภรณ์ "แรมโบ้อีสาน"กล่าวภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า เป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะเข้ามอบตัวทันทีหลังประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองเริ่มดีขึ้น ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง และแกนนำหลายคนก็จะลงสมัครเลือกตั้งด้วย

ส่วนเงื่อนไขเรื่องห้ามเข้าร่วมการชุมนุม ตนเชื่อว่าการชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้หากเป็นการดำเนินการภายใต้ข้อกฎหมาย ที่ผ่านมาตนไม่ได้หลบหนีไปอยู่ประเทศกัมพูชาตามที่มีข่าว รวมถึงไม่มีโอกาสได้เจอหรือติดต่อกับนายอริสมันต์ รวมถึงไม่ได้พบกับนางวริศรียา บุญสม หรือ "อ้อ" และนายกอบชัย บุญปลอด หรือ "อ้าย" 2 ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ให้การกับพนักงานสอบสวนว่าเคยมาพบพวกตนในประเทศกัมพูชา ทั้งนี้ในช่วงที่หลบหนีน้ำหนักตัวได้ลดลงไปกว่า 10 กิโลกรัม

ด้านนายคารม พลทะกลาง ทนายความนปช. กล่าวว่า ได้รับการติดต่อเรื่องการเข้ามอบตัวสู้คดีจากนายอริสมันต์ แต่ยังไม่สามารถระบุวันที่แน่นอนได้ เนื่องจากนายอริสมันต์ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนตัว ขณะที่เงื่อนไขการประกันเชื่อว่าจะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกับแกนนำรายอื่น

******
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-วิสา+ไพจิตรพร้อมหัวหน้าการ์ดนปช.มอบตัวตามอดิศร อริสมันต์ยันเป็นผู้ก่อการรักยังหลบภัยมืด

-อริสมันต์เปิดเส้นทางหนียิ่งกว่าในหนัง เปิดใจถึงแม่ยกรัฐบาลหากหมายหัวจะเอาชีวิตก็ให้บอกมาเลย

100 ปี สตรีสากล เครือข่ายสตรีชายแดนใต้ร้องรัฐ-สื่อ-สังคม คืนชีวิตปกติสุข

ที่มา Thai E-News


นับแต่เกิดสถานการณ์รุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีสตรีเสียชีวิตโดยตรงจากสถานการณ์รวม 289 คน ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 1,310 คน สูญเสียสามี ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวกว่า 2,000 ครอบครัว ดูแลบุตรที่กำพร้าพ่อ ไม่น้อยกว่า 5,000คน ในโอกาส 100 ปีวันสตรีสากล เครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ จึงขอเรียกร้องต่อรัฐ,สื่อและสังคมดังนี้..(ภาพข่าว:BungarayaNews สื่อสันติภาพชายแดนใต้)



โดย ปาแด งา มูกอ
14 มีนาคม 2554

วันนี้ผมมีความปลื้มปิติเป็นอย่างมาก พร้อมไปกับความละอายและทุเรศตัวเองอย่างมากมาก ไม่ทราบว่าบรรดาท่านสุภาพบุรุษ ชายอกสามศอกชายแดนใต้ทั้งหลายจะมีความรู้สึกเหมือนกับผมหรือไม่

ผมติดตามบทบาทหน้าที่สุภาพสตรีทุกท่านเหล่านี้มาตลอด ต้องยอมรับว่า บางเรื่องบางราวผมทำแบบท่านไม่ได้จริงๆ ความมุ่งมั่น ความจริงใจ ความอดทน ความกล้า ความอ่อนโยน คือสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับ มิใช่แต่สุภาพสตรีเท่านั้น สุภาพบุรุษแบบผม ก็ต้องขอน้อมรับด้วยความเคารพ

เริ่มจากหญิงเหล็ก จชต.(จังหวัดชายแดนภาคใต้) ก่อนน่ะครับ


อันดับแรกคุณอังคณา นีละไพจิตร นักต่อสู้หาความเป็นธรรมให้กับสามีเธอ (คุณสมชาย นีละไพจิตร) ผู้สาบสูญ สู้ไปสู้มากลายมาเป็นนักสู้หาความเป็นธรรมให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้

อันดับสอง คุณหมอเพชรดาว โต๊ะมีนา สายเลือดนักต่อสู้ที่ได้รับมาจากคุณปู่ คุณลุง คุณพ่อ

อันดับสาม คุณพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ Ngo สาวที่ทั้งแกร่งและกล้าในพื้นที่ ที่ลูกผู้ชายหลายล้านคนไม่กล้าทำงานแบบเธอ

สำหรับหญิงเหล็ก กทม.(กรุงเทพมหานคร) ที่ประกอบด้วย อาจารย์จา,อาจารย์หวาน,อาจารย์ตุ้ม และ อาจารย์รักฯ น้องนุชสุดท้อง (ขออภัยที่เรียกชื่อเล่นท่านอาจารย์ทั้ง 4 ) ทางชายแดนใต้ท่านทั้งสี่ ท่านฟังผมให้ดีน่ะครับ ท่านคือแม่แบบแห่งการต่อสู้ของสุภาพสตรียุคใหม่

เรื่องที่ทำให้ผมปลื้มปิติ และละอายใจตัวเอง ก็คือ การแสดงบทบาทของเครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ เกี่ยวกับ เรื่อง 100 ปีสตรีสากล (8 มีนาคม 2554) ถึงแม้ว่าการแสดงบทบาทของเครือข่ายสตรีชายแดนใต้ครั้งนี้จะล่าช้าไปนิด แต่ถือได้ว่ากำแพงขวากหนามที่กีดกันความคิดของจังหวัดชายแดนภาคใต้ มันได้ถูกทำลายลงแล้วเมื่อวานนี้ (13 มีนาคม 2554 )

13 มีนาคม 2554 เครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ออกแถลงข้อเรียกร้องเนื่องในวันครบรอบวันสตรีสากล รีบแก้ไขสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังสตรีเสียชีวิตโดยตรงจากสถานการณ์รวม 289 คน และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 1,310 คน โดยแถลงการณ์มีข้อเรียกร้อง มีดังนี้

ข้อเรียกร้องของเครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้

ในโอกาสครบรอบ 100 ปี วันสตรีสากลสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องกว่า 7 ปี ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์กว่า 4,000 คน บาดเจ็บกว่า 7,000 คน เป็นสตรีที่ต้องสูญเสียสามี ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวกว่า 2,000 ครอบครัว ซึ่งต้องดูแลบุตรที่กำพร้าพ่อ ไม่น้อยกว่า 5,000 คน

และยังมีสตรีที่ได้รับผลกระทบจากการที่สามี หรือสมาชิกในครอบครัว ต้องคดีความมั่นคงอีกกว่า 7,000 ครอบครัว สภาพดังกล่าวนี้ นับเป็นภาระที่สตรีต้องเผชิญ ซึ่งหนักหน่วงกว่าสตรีในพื้นที่ใดๆของประเทศนี้

ในวาระครบรอบ 100 ปี วันสตรีสากล สตรีจากทั่วทุกแห่ง ได้มีโอกาสเฉลิมฉลอง พร้อมกับส่งเสียงแห่งความ ทุกข์ยาก และเสนอข้อเรียกร้องที่ต้องการมีชีวิตที่ดีกว่า ให้คนทั้งประเทศ และทั่วทุกมุมโลกได้รับฟังและสนับสนุนมา ตั้งแต่ 8 มีนาคมที่ผ่านมา และตลอดต่อเนื่องในดือน อันเป็นวาระโอกาส ที่มีความหมายสำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์ในครั้งนี้

พวกเรา เครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ซึ่งเป็นสตรีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ และสตรีที่ร่วมขับเคลื่อนงาน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพในพื้นที่ ขอร่วมเสนอข้อเรียกร้อง ดังนี้

ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานด้านความมั่นคง

1. รีบแก้ไขและควบคุมสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในขณะนี้ ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร่งด่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีพได้อย่างปลอดภัย ไม่ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว และหวาดระแวง

2. ปกป้อง และคุ้มครองทุกชีวิต ไม่ให้มีการสูญเสียเกิดขึ้นอีกต่อไป เพราะการสูญเสีย ทำให้สตรี โดยเฉพาะผู้เป็นแม่และเมีย ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบาก และกลายเป็นผู้ต้องแบกรับภาระและผลกระทบอันหนักหน่วงตามมาเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และรัฐบาลเองก็ต้องแบกรับภาระทางงบประมาณในการเยียวยาเช่นที่ดำเนินการมาหลายปี

3. เพิ่มมาตรการพิเศษในการปกป้องคุ้มครองสตรี ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบาง ที่นับวันได้กลายเป็นเหยื่อโดยตรงของสถานการณ์ความรุนแรงเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีสตรีที่เสียชีวิตโดยตรงจากสถานการณ์รวม 289 คน และได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 1,310 คน

4. มาตรการด้านความมั่นคงใดๆที่ใช้ต่อบุรุษ ซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือเยาวชนที่อยู่ภายใต้การดูแลของสตรี ขอให้ยึดหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด และคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาต่อสตรีและครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ข้อเรียกร้องต่อสื่อมวลชนและสื่อทางเลือก

1. คำนึงถึงผลกระทบในการนำเสนอข่าวสาร ที่จะทำให้เกิดความบาดหมางและแตกแยกระหว่างประชาชน ที่นับถือศาสนาพุทธ และอิสลาม เพราะปัจจุบัน ประชาชนทั้งสองศาสนา ล้วนเป็นเหยื่อของสถานการณ์ความรุนแรง

2. นำเสนอข่าวสารที่จะช่วยทำให้คนในประเทศ เข้าใจรากเหง้าและความสลับซับซ้อนของเหตุการณ์ มากกว่าปรากฏการณ์รายวัน รวมทั้งเพิ่มพื้นที่การนำเสนอข่าวสาร ความเคลื่อนไหว มุมมองของสตรีและภาคประชาสังคมในการคลี่คลายสถานการณ์ความรุนแรง


ข้อเรียกร้องต่อสตรีและชุมชนสังคมชายแดนใต้

1. ขอให้เท่าทันต่อสถานการณ์ความรุนแรง ไม่ส่งเสริม ไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจากฝ่ายใด

2. ใช้แนวทางสันติวิธีในการต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องที่ต้องการ หรือเมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม

เครือข่ายสตรีภาคประชาสังคมเพื่อสันติภาพชายแดนใต้

วันที่ 13 มีนาคม 2554


อ่านจบแล้ว ขอกราบคารวะด้วยความจริงใจ ผมคิดถึงแม่ครับ

********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

-BungarayaNews:เครือข่ายสตรีใต้เรียกร้องรัฐ'สื่อ'สังคมใต้ ร่วมเคลื่อนเพื่อสร้างสันติภาพชายแดนใต้

-งานเปิดตัวเฉลิมฉลอง 100 ปีวันสตรีสากล 8 มีนาคม ดุเดือด: อภิสิทธิ์ ถูกด่า "มือใครเปื้อนเลือด" "ดีแต่พูด"

-วันรัก-อาจารย์สาวเสื้อแดงคนใหม่เปิดตัว