ที่มา thaifreenews
โดย สายปิง
ปูดศึกซักฟอก มีค่าประท้วงพิทักษ์นายกฯ
ที่มา โลกวันนี้
โฆษกเพื่อไทยปูด ส.ส.รัฐบาลได้รับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี ประท้วงทำลายความต่อเนื่องการอภิปรายของฝ่ายค้านในสภา และทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายเลิกติดตามการถ่ายทอด ยืนยันทุกคลิปที่จะนำไปเปิดล้วนของจริงไม่มีตัดต่อ โฆษกประชาธิปัตย์โต้กุข่าวทำให้เสียหาย ยันประท้วงแน่หากใช้ข้อมูลเท็จอภิปราย
ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค แถลงความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มี.ค. นี้ว่า พรรคมีความพร้อมแล้ว แต่ยังกังวลเรื่องการตรวจสอบหลักฐานที่จะใช้ประกอบการอภิปรายในสภา โดยเฉพาะคลิปวิดีโอต่างๆ เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลต้องการรู้ข้อสอบก่อนชี้แจงในสภา
“รัฐบาลไม่ต้องวิตกกังวลอะไร ยืนยันว่าคลิปต่างๆที่จะนำมาเปิดประกอบการอภิปรายไม่มีการตัดต่อ ทุกคลิปเป็นของจริง หากพบว่ามีการตัดต่อเพื่อให้ร้ายสามารถดำเนินคดีได้” นายพร้อมพงศ์กล่าวพร้อมฝากไปถึงนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมด้วยความเป็นกลาง และอยากฝากไปถึงนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ลูกพรรคขอตัวเองทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะมีแหล่งข่าวแจ้งว่าทุกครั้งที่มีการประท้วงเพื่อทำลายจังหวะการอภิปราย ของฝ่ายค้าน และเพื่อทำให้ประชารชนเบื่อหน่ายไม่ติดตามการอภิปรายจะมีเงินค่าตอบแทนให้ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่
นายพร้อมพงศ์ยังแสดงความกังวลการถ่ายทอดสดการอภิปรายผ่านช่อง 11 ด้วยว่า อาจมีการตัดการถ่ายทอดสดในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญในสภาเป็นระยะๆเหมือนกับ ที่ทำมาแล้วในการอภิปรายครั้งก่อน โดยอ้างว่าทางสถานีมีรายการที่ทำสัญญากับเอกชนไว้ หากเป็นอย่างนี้ควรไปถ่ายทอดช่องอื่น นอกจากนี้ยังเห็นว่าไม่ควรเซ็นเซอร์หลักฐานที่ฝ่ายค้านนำมาแสดงในสภาเวลา ถ่ายทอดสด เพราะประชาชนสามารถใช้วิจารญาณของตัวเองได้ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่
“เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลที่ใช้ในการอภิปราย หลังจาก ส.ส. อภิปรายจบแล้วจะนำข้อมูลทั้งหมดมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ของพรรคทันที” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวและว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ควรเล่นการเมืองแบบเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น ควรหยุดกล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าเป็นตัวป่วน สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง เพราะพรรคเพื่อไทยไม่เคยอยู่เบื้องหลังการสร้างสถานการณ์ใดๆอย่างที่นายสุ เทพกล่าวหา ทางที่ดีหลังการเลือกตั้งนายสุเทพควรเคารพมติประชาชน ไม่ใช่ใช้อำนาจอื่นเข้ามแทรกแซงเพื่อให้ตัวเองได้จัดตั้งรัฐบาลเหมือนที่ ผ่านมา
นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคไม่ได้ล็อบบี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยให้ลดความเข้มข้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะพรรคเคารพการตรวจสอบของฝ่ายค้านตามระบบรัฐสภา เรื่องนี้เป็นเพียงการกุข่าวเพื่อใส่ร้าย
“ไม่มีการตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แต่จะมีการประท้วงการอภิปรายแน่นอนหากใช้ข้อมูลหลักฐานเท็จมากล่าวหาในสภา จึงหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่นำคลิปที่ผ่านการตัดต่อมาฉายในสภา”
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, March 15, 2011
ปูดศึกซักฟอก มีค่าประท้วงพิทักษ์นายกฯ
บทสัมภาษณ์ ณัฐวุฒิ ตอน๑:ถ้าอำนาจพิเศษไม่หยุดบงการตั้งรัฐบาลประชาชนจะไม่ฟังใครอีก
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
บทสัมภาษณ์“ณัฐวุฒิ”ตอน ๑:ถ้าอำนาจนอกระบบไม่หยุดบงการตั้งรัฐบาล ประชาชนจะไม่ฟังใครอีกแล้ว
ระวังจะพังกันทั้งกระดาน!
โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม
หลังออกจากเรือนจำ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แม่เหล็กของคนเสื้อแดง ยังต้องรับบทหนักเพื่อช่วยเหลือเหยื่อเสื้อแดงที่บาดเจ็บและที่ถูกคุมขังในเรือนจำ แม้ “หนุ่มเต้น”จะมีปัญหาสุขภาพ เดินกระเผก อยู่หลายเดือนจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นปราสาท แต่ก็ไม่ย่อท้อเพราะความฮึกเหิมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเมื่อมั่นใจเสื้อแดงกำลังชนะในการเลือกตั้งเร็ววันนี้ เขาเปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” อย่างละเอียดถึงทิศทางการต่อสู้ ตัวตน อนาตต และการปรองดอง
ถ้าไม่เคารพผลเลือกตั้ง...จะไม่มีใครฟังใครแล้ว
0ได้ข้อสรุปอะไรจากที่อยู่ในคุก 9 เดือน
เราได้ข้อสรุปว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจพร้อมที่จะทำทุกวิธีการเพี่อปกป้องอำนาจของตัวเองและจะไม่ยอมให้ประชาชนได้ระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เรียกร้อง รวมถึงการใช้กำลังเข้าเข่นฆ่า เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ว่ามีความอำมหิตเกินพิกัด จากฝ่ายที่มีอำนาจก็จะต้องกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวของเรา ไม่ให้สุ่มเสี่ยงที่จะเปิดโอกาสให้เขาทำอย่างนั้นได้อีก ที่เป็นข้อสรุปของเราซึ่งก็เป็นข้อยืนยันอยู่แล้ว คือ เราต้องใช้หลักสันติวิธีในการต่อสู้ เพราะถ้าเรายืนยันสันติวิธี แม้เราอาจไม่สามารถต้านทานปฏิบัติการทางทหารได้ แต่เรามีความชอบธรรมในทางการเมืองที่จะต่อสู้ต่อไป มีคนบอกว่า การต่อสู้ของเราที่ผ่านมา คนเสื้อแดงพ่ายแพ้ยับเยิน แต่ผมว่า ไม่ใช่ แน่นอนความสูญเสียเกิดขึ้นกับประชาชน เกิดความบอบช้ำกับขบวนการ แต่เราอธิบายสิ่งนี้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ไม่ได้ เพราะเราต่อสู้ทางการเมืองเพื่อหวังให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำพาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เราต้องการ และถ้าเราชนะทางการเมืองเราก็จะชนะทุกอย่าง
0 อะไรคือ ชัยชนะ เป็นรัฐบาลหรือ เพราะจะได้ช่วยผลักดันอะไรได้มาก
ผมอยู่ข้างในติดตามการวิเคราะห์ข่าวของสื่อว่า เลือกตั้งครั้งนี้มีหวยล็อค ไม่ว่า ใครชนะเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์ก็จะได้เป็นรัฐบาล และหลายๆ ฝ่ายเชื่อกันด้วยว่า ประชาธิปัตย์จะไม่ชนะเลือกตั้งแต่จะเป็นรัฐบาล การวิเคราะห์แบบนี้ มันอธิบายว่า ผู้ที่ตั้งประเด็นในการวิเคราะห์ ไม่ได้มองเห็นพลังของประชาชนเลยว่า ถึงเวลาแล้วที่คุณ จะล็อคหวยได้จริงหรือไม่ แล้วประชาชนที่ เขาออกมาแสดงเจตนารมณ์เลือกพรรคการเมืองที่เป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง เขาจะปฏิกิริยากับสิ่งนั้นอย่างไร แต่หลังการเลือกตั้ง ถ้ามีการบิดเบือนพลังของประชาชน วิกฤตจะไม่จบ แล้วมันจะไม่มีใครฟังใคร ผมส่งสัญญาณไว้ก่อนว่า จะไม่มีใครฟังใคร (เน้นเสียง) เพราะพวกคุณไม่เคยฟังประชาชน การเลือกตั้งคราวนี้แน่นอนผมฟันธงว่า มันไม่ได้เป็นการเลือกตั้ง ที่จะทำให้วิกฤตความขัดแย้ง 4-5 ปีที่ผ่านมาคลี่คลาย
0 ถึงแม้เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอย่างนั้นหรือ
ปัญหาทั้งหมดมันจะไม่จบหลังการเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งที่ตรงไปตรงมา มีกติกาชัดเจนแล้วบริสุทธิ์ยุติธรรม และหลังการเลือกตั้งเคารพในเจตนารมณ์ประชาชน มันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการจะสร้างความสงบ สร้างความปรองดอง และคลี่คลายความขัดแย้งเพราะถ้าประชาชนส่วนใหญ่คิดอย่างไร ก็ต้องเคารพแล้วเดินตามนั้น แต่ถ้าเราอธิบายว่า พรรคใดรวมคะแนนได้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องได้อันดับหนึ่ง อธิบายอย่างนี้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดรธน. แต่มันไม่ถูกกับสถานการณ์การเมืองประเทศขณะนี้ ที่ไม่เอื้อให้คุณทำแบบนี้ ถ้าคุณทำแบบนี้ มันจะไม่มีใครฟังใคร แล้วถึงเวลานั้น มันจะพังกันทั้งกระดาน
0 จะแรงกว่า พฤษภา 53 หรือไม่
ผมไม่สามารถกำหนดความแรงหรือไม่แรงได้ แต่ผมบอกได้ว่า ประชาชนเขาจะเหลืออดเหลือทน เพราะแสดงว่า คุณไม่ยอมรับในพลังอำนาจของประชาชนเลย
0ที่บอกว่า จะเกิดภาวะไม่มีใครฟังใคร จะซ้ำรอยถึงขั้นโกลาหลหรือไม่
มันไม่ได้อยู่ที่ประชาชนแต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจ ว่า คุณเลือกที่จะเข้าใจสถานการณ์นี้หรือไม่ ที่ว่า การต่อสู้ของประชาชนในประเทศ คุณทำแต่สิ่งที่คุณต้องการโดยไม่ดูว่า ประชาชนต้องการอะไร ผมจึงพยายามบอกผู้มีอำนาจว่า ท่านอย่ามาเข้าใจว่า ประชาชนเปลี่ยนไป พวกท่านต่างหากไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง แล้วพยายามใช้อำนาจนอกระบบขัดขวางการเปลี่ยนแปลงนี้ ถ้าผู้มีอำนาจในประเทศไทยไม่ศึกษาปรากฎการณ์เหล่านี้ทั้งในและต่างประเทศ มันก็จะเดินไปสู่ภาวะที่ เขาจะใช้อำนาจ โดยไม่คำนึงถึงอะไรเลย และสุดท้ายก็จะพังทั้งกระดาน
0 พังทั้งกระดานคืออะไร
คือ ประชาชนจะปฏิเสธกลไกอำนาจที่มากดทับอยู่แล้วจะเข้ามาต่อสู้เพื่อจัดสมดุลทางอำนาจในบ้านเมืองนี้ใหม่ ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง อำมาตยาธิปไตยที่เป็นคู่ต่อสู้ของประชาชน ก็จะอ่อนแอ จนไม่สามารถลุกขึ้นมาบงการหรือเข้ามาจัดการบ้านเมืองให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้อีก
0แนวทางที่จะนำไปสู่การปรองดองในสังคมจะเกิดขึ้นได้ไหม
เกิดขึ้นได้ ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยก่อนว่า ประชาชนเขาไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจ หรือ กติกานอกระบบอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่จะทำให้เกิดความปรองดองกันได้ก็ คือ ทำให้บ้านเมืองขับเคลื่อน เดินหน้าไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ผมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดตัดสำคัญของสถานการณ์ในประเทศไทยนะ ถ้าทุกคนยอมรับผลการเลือกตั้ง และเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน ทุกอย่างก็จะมีสัญญาณที่ดีไปสู่การเริ่มต้นไปสู่การปรองดอง แต่ถ้ามีหวยล็อคมีการโกงการเลือกตั้ง มีการใช้อำนาจนอกระบบจัดตั้งรัฐบาล มันจะคุยกันไม่ได้อีกเลย
เลือกตั้งเสร็จ นายกฯชื่ออะไรไม่สำคัญ สำคัญว่า เป็นนายกฯของใคร ของประชาชน หรือ ของอำมาตยาธิปไตย เป็นนายกฯของประชาชนคือ พรรคไหนชนะเลือกตั้ง คุณก็เป็นรัฐบาล แต่ถ้าเป็นหวยล็อคมันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หยุดฝันร้ายของประชาชน ทำลายฝันดีของผู้เผด็จการ เอาทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผมพร้อม รัฐบาลพร้อม ใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเอาไหม กองทัพพร้อมไหม นั่นก็เป็นวิธีการที่จะปรองดองได้
0ขึ้นอยู่กับศาลที่ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับการตัดสิน
ก็ว่ากันแฟร์ๆ ผมไม่ได้บอกว่า ให้พวกคุณเหมือน 9 เดือนอย่างผมก่อน ไม่ใช่ ผมต่อให้ผมติดก่อน 9 เดือนไม่เป็นไร แต่ว่า คุณมาเริ่มตรงนี้กันไหมเพื่อสร้างความปรองดอง ทำไมการปรองดองของคุณอภิสิทธิ์จึงติดคุกไม่ได้ ทำไมนายทหารใหญ่ๆ จะติดคุกไม่ได้ ทำไมอำมาตยาธิปไตยทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะติดคุกไม่ได้ ปัญหาคือ ไม่มีการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ผมจึงไม่อยากให้สังคมไทยมีจินตภาพเดียวว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ จากกวาดทุกอย่างทิ้งไปลืมๆกันไป
0 ถ้าเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลโอกาสที่จะผลักดันคดีนี้เข้าสู่ศาล เพื่อให้คุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพถูกดำเนินคดีจะมีมากขึ้นใช่ไหม
ก็ต้องพยายายามขับเคลื่อนเพราะทุกฝ่ายต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบ และผมพร้อมสู้คดีจนถึงที่สุด สุดทางกันตรงไหน ว่ากันตรงนั้น อีกฝ่ายหนึ่งพร้อมไหม ปรองดองเกิดได้นะ อ่าว ถ้าผมผิดผมติดคุก คุณอภิสิทธิ์ผิด คุณอภิสิทธิ์ติดคุกกันทั้งคู่ก็ยังปรองดองได้ เพราะคนมันเห็นว่า มีความยุติธรรม
0 แต่เหมือนสถานการณ์กำลังวิ่งไปสู่การนิรโทษกรรม ล้างไพ่กันหมดเลย
วันนี้ อย่าเพิ่งไปพูดถึงปลายทาง เอาที่ต้นทางก่อน เราจะมีการเลือกตั้งไหม วันนี้คนในสังคมยังคิดไม่เหมือนกันเลยว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงหรือไม่ แล้วเลือกตั้งแล้ว เจตนารมณ์ของประชาชนจะได้รับการเคารพหรือไม่ หรือ จะมีรัฐบาลหวยล็อค ฉะนั้น อย่าเพิ่งพูดไปถึงปลายทางให้ยืดยาว เอาที่ต้นทางนี้ก่อน ถ้าบ้านเมืองนี้ไม่มีการเลือกตั้งผมว่า ไม่ต้องคิดถึงเรื่องปรองดอง ถ้าบ้านเมืองนี้เลือกตั้งเสร็จแล้ว มันล็อคหวยตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก มันจะปรองดองกันอย่างไร เห็นมั้ยเรายังมีหลักกิโลเมตรที่จะต้องพิสูจน์ยืนยันว่า ผู้มีอำนาจในประเทศมีความเข้าใจในสถานการณ์แค่ไหน ยอมรับในความเห็นประชาชนแค่ไหน
0 เห็นคนในเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงบอกว่า สู้แล้วไม่มีทางชนะแม้เสื้อแดง กับ เพื่อไทยจะมีพลัง
ผมไม่ได้ไปวิพากษ์อะไรในแนวคิดแบบนี้ แต่เราก็ต้องคิดอีกมิติหนึ่ง ผมว่าที่เราทำ เราไม่ได้กำลังวิ่งชนกำแพง แต่เรากำลังก่อบันไดที่จะเดินข้ามกำแพงนี้ต่างหาก เราไม่ได้วิ่งชน แน่นอนเราเจ็บปวดเพราะคนที่อยู่บนกำแพง ไม่ยอมให้เราปีนขึ้นไป ก็จะเทน้ำมัน เททรายร้อนๆ ลงมา ยิ่งลูกดอกลงมา แต่เราก็ขึ้นไปได้มากขึ้นทุกที เรื่องอะไรเราจะเดินชนก็ทำบันไดปีนขึ้นไป เจ็บปวดแต่วันหนึ่งเราจะไปถึงเพราะ เรามาไกลเกินกว่าที่ใครเคยมาได้แล้วในเวลานี้
##ไม่ได้ขี่หลังเสือ แต่โลดโผนเกินกว่าที่ตัวเองคิด
0ได้กลับมาคิดหรือไม่ว่า ตัวเราโลดโผนเกินไป
ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำงานมวลชนเป็นแกนนำอะไรแบบนี้ ผมสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก และคิดเพียงว่าจะมาสมัคร ส.ส. ถ้าได้เป็น ส.ส.ก็มาทำงานการเมืองและก็เดินหน้าในทางการเมืองจนสุดทางที่จะไปได้เท่านั้น แต่เมื่อมีการยึดอำนาจแล้วผมมาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมก็ไม่เคยคิดจะถอยกลับออกไป วันนี้เป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส. สำหรับผมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หน้าที่ในการต่อสู้กับประชาชนจนได้ประชาธิปไตย นี่คือ เรื่องสำคัญที่สุด แล้วผมจะเดินหน้าต่อไป แน่นอนสิ่งที่ผมทำมันโลดโผนเกินกว่าผมจะจินตนาการได้มาตั้งนานแล้ว ผมไม่เคยคิดว่า ชีวิตจะต้องเข้าคุกเข้าตาราง เสี่ยงกระสุนปืน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างนี้ แต่ว่า ผมก็จะโลดแล่นไปจนมันถึงป้ายสุดท้ายของการต่อสู้
ผมไม่อาจจะจินตนาการได้เลยว่า ข้างหน้าผมจะเจออะไรบ้าง แต่ว่า ผมเอาอย่างเดียวคือ วันที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ส่วนจะเจออะไรบ้าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว
0 สถานการณ์มันบังคับให้เราลงหลังเสือไม่ได้อย่างนั้นหรือ
ไม่ใช่ ผมไม่ได้มีความรู้สึกว่า ผมกำลังขี่หลังเสือ แต่ผมรู้สึกว่า ผมกำลังจับมือกับประชาชนที่ต้องการอำนาจอธิปไตย ต้องการความเสมอภาค เท่าเทียม ฉะนั้น มันไม่ใช่เป็นการขึ้นหลังเสือ ถ้าผมจะเลิกใครจะทำอะไรผม
0 เมื่อมีคดีก่อการร้ายตัวติด จึงจำเป็นให้ต้องสู้ ถ้าไม่สู้ก็จะถูกกดอยู่เรื่อยๆ
ไม่มีครับ เพราะว่า ยิ่งสู้คดืที่มีจะยิ่งถูกเล่นงานมากขึ้น ถ้ายอมเขาเสีย ไปสยบ ซูฮก เกี้ยเซียะ อะไรต่างๆ ที่มันพันธนาการตัวเองอยู่ ก็อาจจะได้ขยายคลาย แต่ถ้าเดินหน้าสู้ต่อไป ทุกคดีความ ทุกเรื่อง มันก็อาจจะพุ่งมาทิ่มแทงเรามากขึ้น แต่ผมไม่สนใจ ผมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทำตรงนี้ให้สำเร็จ และผมมั่นใจว่า เราจะทำสำเร็จด้วย และจะชนะได้
0 มั่นใจจากอะไร เพื่อไทยหรือเสื้อแดง
ผมศรัทธาในประชาชน และผมเชื่อว่า ประชาชนจะชนะ เอาอย่างนี้ พรรคการเมืองหรืออะไรใดๆ มาเป็นองค์ประกอบ แต่ศรัทธาสูงสุด คือ ประชาชน และผมมั่นใจ..ชนะ
0 ครอบครัวเป็นห่วงเราไหม เรามาไกลขนาดนี้
เป็นห่วง คือ ทั้งครอบครัวที่ใต้ เป็นห่วงผม และผมก็เป็นห่วงครอบครัว ตอนอยู่ข้างใน ก็เป็นห่วงลูกเมีย สงสารลูกเพราะยังเล็กแล้วเราไม่เห็นอนาคตเลยว่า จะได้ออกมาเมื่อไร อาจจะติดเป็นปี หรือ ยังไงผมไม่ทราบ นั่นเป็นความยากลำบากที่เราต้องผ่านมา เป็นความกดดันในจิตใจ แต่ว่า ผมต้องผ่านมันให้ได้ แล้วผมก็ต้องปรับวิธีคิดใหม่ คือ คนหนึ่งเป็นเมีย อีกสองคนเป็นลูก มันก็กังวล เจ็บปวดหนัก ผมก็เลยคิดเพิ่ม เอาลูก เอาเมียเป็นคนเสื้อแดงเสียด้วย มันก็จะทำให้เราเกิดความคิดว่า เมื่อเป็นคนเสื้อแดงก็ต้องทนได้ และก็ต้องสู้ด้วยกัน มีครอบครัวคนเสื้อแดงอีกจำนวนมากที่สูญเสียมากกว่าเรา สมาชิกในครอบครัวคนที่บาดเจ็บ ล้มตาย พิการ แต่เขาก็ยังยืนหยัดต่อสู้ ฉะนั้น คนเสื้อแดงอีกสามคนในครอบครัว
นายณัฐวุฒิ ก็ต้องสู้ ทน และผ่านมาให้ได้
0 ที่บอกให้เมียและลูกขึ้นเวทีวันนั้นใช่ไหม
ก็บอกให้เขาขึ้นไป ผมถามลูกชายผมว่า เป็นคนเสื้อแดงหรือเปล่า เขาก็บอกเป็น เมื่อเป็นคนเสื้อแดงก็ต้องสู้ด้วยกัน
0 ภรรยา เคยขอร้องไหมว่า พอเหอะ
ไม่เคย เขาก็มาเล่าให้ฟังว่า ลูกเป็นอย่างไรบ้าง เขาก็มีความสุขทางร่างกาย จิตใจที่จะต้องรับภาระทุกอย่างในครอบครัว แล้วก็ห่วงใย แต่ไม่เคยบอกให้หยุด แล้วเราจะไม่พูดกันเรื่องนี้ เพราะเราทั้งหมด ตัดสินใจร่วมกันแล้วว่าจะสู้ร่วมกับประชาชน ไม่มีทางหยุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่หยุดการต่อสู้แน่นอน
0เดินหน้าลุยต่อ
แต่ว่า มันก็ต้องเดินหน้าด้วยสติ ปัญญา เหตุผล ด้วยความคิดอ่านที่สุขุมรอบคอบ ไม่ใช่เดินหน้าด้วยอารมณ์ หรือ ความโกรธแค้นชิงชัง ในใจผมเวลานี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ชิงชัย กับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพี่น้องผมที่บาดเจ็บล้มตาย โกรธแค้นกับความอำมหิตของผู้มีอำนาจที่กระทำกับประชาชน แต่เราต้องกลืนกินเอาความโกรธแค้นชิงชัยทั้งหมด แล้วแปรเปลี่ยนมาพลัง เราจะเดินหน้าต่อสู้ด้วยความโกรธแค้นชิงชัยไม่ได้ เราต้องสุขุมนุ่มลึกด้วยสติปัญญา และก็ต้องทุกมิติทั้งในและต่างประเทศ ออกมาผมก็คุยกับ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ตั้งเขามาเป็นทนายความผม ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย อัมสเตอร์ดัมสามารถเคลื่อนไหวในนามผมได้ทันทีในต่างประเทศ ถ้ามีการยึดอำนาจในประเทศไทย อัมสเตอร์ดัมไปสหประชาชาติได้ทันทีในฐานะทนายความของพวกผม
(ที่มา โพสต์ทูเดย์ , 12 มีนาคม 2554)
1stAnniversaryRedMarch ดร ประแสง.wmv 2011-03-12@2134
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
http://www.youtube.com/watch?v=DIEMUArzmLs&feature=player_embedded#at=18
Re:
โดย Tuxedo
2011-03-12 ๑ปีเสื้อแดงเคลื่อนพล WMV,MP3& Youtube Playlist
Mediafire >> WMV,MP3
Youtube Playlist >> 2011-03-12 1ปีเสื้อแดงเคลื่อนพล
"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"
ที่มา thaifreenews
โดย prainn
ไฟล์งานเสวนา"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"
เปิดงานโดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
วิทยากรโดย
ดร.พิชฌ์ พงษ์สวัสดิ์
อ.สาวตรี สุขศรี
สมบัติ บุญงามอนงค์
จีรนุช เปรมชัยพร
ดำเนินรายการโดย อ.ปกป้อง จันวิทย์
ไฟล์ MP3>>http://www.mediafire.com/?p4cs4ndsygohp
ไฟล์ VDO>>http://www.mediafire.com/?0ii8edfna5k7m
“สนธิ” ยก “อภิสิทธิ์” เลวกว่าทุกรัฐบาล ตั้งแต่ประเทศไทยมีมา
ที่มา ประชาไท
อัด ปชป.เหยียบศพประชาชนขึ้นมาเป็นใหญ่ โจมตีเหลือง-แดงป่วนเพราะอยากเป็นพระเอกเอง ลั่นที่ได้นั่งรัฐบาล เป็นเพราะสิ่งที่เสื้อเหลืองเรียกร้อง ย้ำพันธมิตรฯ พร้อมสู้และจะถอยไม่ได้อีกแล้ว
สนธิอัดอภิสิทธิ์เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่นนานแล้ว
10 เหตุผลที่คน กทม.ไม่เอาซุปเปอร์สกายวอล์ก
ที่มา ประชาไท
ศรีสุวรรณ จรรยา
นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ประมวล 10 เหตุผลที่คนกรุงเทพฯ ไม่ควรเอาซุปเปอร์สกายวอล์ก ที่ใช้งบภาษีประชาชน 1.52 หมื่นล้าน มานำเสนอเพื่อให้ทราบร่วมกัน
ทางเดินเท้าลอยฟ้าเทวดา หรือ ซุปเปอร์สกายวอล์ก เป็นโครงการผลาญงบประมาณภาษีประชาชน 1.52 หมื่นล้านบาทล่าสุดของ กทม. สะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำของคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ที่ตัดสินใจเชิงนโยบายใดๆ มิได้อยู่บนพื้นฐานของกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือการรับฟังผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้านเสียก่อนๆ ที่จะดำเนินโครงการใด ๆ อีกทั้งระบบการตรวจสอบของสภาท้องถิ่น คือ สภา กทม. ก็อ่อนแอ เพราะเป็นกลุ่มพรรคการเมืองเดียวกันเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผู้บริหาร กทม.ลำพองใจ คิดจะทำโครงการเมกกะโปรเจคถลุงเงินภาษีประชาชนอย่างไรก็ได้ อย่างไร้ธรรมาภิบาล และขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนใคร่ขอประมวลเหตุผลที่คนกรุงเทพฯไม่ควรเอาซุปเปอร์สกายวอล์ก 10 เหตุผล มาเพื่อทราบร่วมกัน ดังนี้
1) จะเป็นการส่งเสริมให้มีหาบเร่แผงลอยเพิ่มมากขึ้น เพราะโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กทม.ล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาหาบเร่-แผงลอยอย่างชัดแจ้ง เพราะนักการเมืองท้องถิ่นหวังแต่คะแนนเสียงของการเลือกตั้งจากกลุ่มพ่อค้า-แม่ค้าเหล่านี้ จึงไม่กล้าแตะต้อง ทั้ง ๆ ที่การยึดเอาทางเท้าหรือฟุตบาทไปตั้งแผงค้าขาย ผิดกฎหมายรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 อย่างชัดแจ้ง แต่ กทม.กลับร่วมกับ บช.น.กระทำการอันเป็น “การละเมิดสิทธิการใช้ทางเท้า” ของประชาชนทุกคนที่มีสิทธิใช้ทางเท้าเพื่อการสัญจรอย่างสะดวกสบายอย่างเท่าเทียมกัน ทำสิ่งผิดให้เป็นสิ่งถูก โดยการอนุญาตให้ผู้ค้าเหล่านั้นสามารถยึดที่สาธารณะมาเพื่อประโยชน์ส่วนบุคคลได้ โดยใช้คำสวยหรูว่า “ผ่อนผัน” เพื่อเลี่ยงกฎหมาย จนบัดนี้มีหาบเร่แผงลอยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีจุดผ่อนผันกว่า 666 จุด จำนวนผู้ค้ากว่า 20,275 คน นอกจุดผ่อนผันมีอีกกว่า 670 จุด จำนวนผู้ค้ามีอีกกว่า 17,731 คน
ล่าสุด กทม. และ บช.น.เอาใจรัฐบาลตามนโยบายประชาวิวัฒน์เข้าไปอีกโดยเพิ่มจุดผ่อนผันเข้าไปอีก 280 จุด โดยที่ไม่สอบถามประชาชนคนใช้ทางเท้าส่วนใหญ่เลยว่าเขาเห็นด้วยหรือไม่ อย่างไร
2) จะทำให้ทางเท้าเดิมไม่ใช่ทางเท้าอีกต่อไป เพราะเป็นการสะท้อนว่า กทม.ล้มเหลวในการบริหารจัดการทางเท้า ปล่อยให้หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ นำทางเท้าไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานตน แสวงหากำไรและผลประโยชน์ส่วนตน เป็นที่ตั้งของตู้โทรศัพท์ เสาไฟฟ้า เสาป้ายจราจร ตู้ไปรษณีย์ ป้ายโฆษณาของทั้งหน่วยงานราชการและของเอกชน ที่จอดรถ ที่วางสินค้าของร้านค้าห้องแถว รวมถึงเป็นที่ตั้งของตู้ยามของตำรวจจราจรอย่างออกหน้าออกตา ในประเทศที่เจริญแล้วไม่มีตู้ยามจราจรที่ไหนใหญ่โต ติดแอร์ มีทีวี ตู้เย็นสิ่งอำนวยความสะดวกเต็มที่เหมือนตู้ยามตำรวจจราจรใน กทม.เลย การเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันของ กทม. และ บช.น. จึงทำให้ทางเท้าใน กทม. มีแต่สิ่งที่รกรุงรังเต็มทางเท้าไปหมด นอกจากนั้นทางเท้าก็ไม่ราบเรียบ สวยงามน่าเดิน บางจุดเป็นหลุมเป็นบ่อตะแกรงท่อน้ำเสีย ทำให้คนหรือรถจักรยานล้อตกร่องมามากต่อมากแล้ว
3) ทำให้ กทม.เป็นเมืองแห่งอุดจาดทัศน์ (Visual Pollution) คนกรุงเทพฯเคยผิดพลาดต่อการต่อต้านรถไฟฟ้า BTS มาแล้วเพราะรู้ไม่เท่าทันนักการเมืองที่ชอบหว่านคำพูดแต่สิ่งดี ๆ ของรถไฟลอยฟ้า อีกทั้งคน กทม.ส่วนใหญ่ในอดีตไม่เคยเห็นเคยใช้รถไฟฟ้าระบบรางมาก่อน เพราะไม่เคยมีในประเทศไทย แต่พอเริ่มมีรถไฟฟ้าใต้ดินขึ้นมา ทำให้ทุกคนเปรียบเทียบและคิดได้ว่า การปล่อยให้มีรถไฟลอยฟ้าเป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะตลอดใต้โครงสร้างสถานีแต่ละสถานียาว 150 เมตร จะกลายเป็นอุโมงค์หรือถ้ำถาวร ที่อบอวลไปด้วยมลพิษ ควันพิษจากยานยนต์ทุกประเภทที่วิ่งสัญจร และติดปัญหาการจราจรอยู่ภายใต้สถานีรถไฟลอยฟ้า ซึ่งผู้คนที่เดินสัญจรไปมา พ่อค้าแม่ค้า เจ้าของห้องแถวร้านค้า ต่างต้องสูดดมควันพิษกันอย่างทั่วหน้ากันทุกคน โดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ นอกจากนั้นโครงสร้างที่ปลูกสร้างคร่อมถนนที่ระโยงรยางค์ ขวักไขว่ลอยอยู่บนฟ้าจะปิดกั้นสายตา หรือมุมมองของการมองเห็นสิ่งที่สวยงามบนอากาศของเมืองไปอย่างถาวร
4) จะมีการหมกเม็ดทำให้มีการผลาญภาษีของประชาชนเพิ่มมากขึ้น นอกจากเงินงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างทั้ง 2 เฟสที่มาจากภาษีของประชาชนจำนวน 1.52 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยกิโลเมตรละ 300 ล้านบาทแล้ว ทั้งๆ ที่ราคาที่แท้จริงไม่ควรจะเกินกิโลเมตรละ 50 ล้านบาทเท่านั้น จะมีการหมกเม็ดเงินงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายในอนาคตไว้อีกมากโดยไม่แจ้งประชาชน เช่น เงินในการเปลี่ยนบันไดขึ้นลงมาเป็นบันไดเลื่อนในอนาคตอันใกล้ หรือเปลี่ยนมาสร้างลิฟต์เสริมเพิ่มมากขึ้นมาแทนในบางจุดที่เป็นย่านที่มีคนขึ้นลงมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น นอกจากนั้นจะต้องมีการตั้งงบประมาณก้อนใหม่ มาใช้ในการรื้อย้ายสายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ สายเคเบิล และอื่น ๆ ขึ้นมาใช้พื้นที่ใต้โครงสร้างโครงการดังกล่าวอีก นอกจากนั้นยังอาจจะต้องว่าจ้างเจ้าหน้าที่เทศกิจเพิ่มขึ้นมาอีกจำนวนมาก พร้อมยานพาหนะ จักรยาน เพื่อคอยลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยตลอดเส้นทาง 50 กิโลเมตร เพราะเทศกิจเดิมที่มีอยู่ก็ดูแลทางเท้าและงานตามหน้าที่ทั่วไปมากมายอยู่แล้ว นอกจากนั้นยังต้องตั้งงบประมาณในการซ่อมบำรุง (Maintenances) ไว้ประจำปีอีกทุกๆ ปีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
5) จะเป็นการส่งเสริมให้มีการทำผิดกฎหมายเพิ่มมากขึ้นหลายหน่วยงาน/บริษัท เหตุเพราะโครงสร้างบางส่วนของซุปเปอร์สกายวอล์กไปเชื่อมติดกับโครงสร้างของรถไฟฟ้า BTS และทางด่วนของการทางพิเศษฯ ซึ่งทั้งสองโครงการดังกล่าวกฎหมายกำหนดให้ต้องทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อยู่แล้ว เมื่อโครงการซุปเปอร์สกายวอล์กไปเชื่อมติดกับโครงสร้างดังกล่าว จึงเข้าข่ายเป็นโครงการประเภทเดียวกันกับโครงการนั้นๆ ด้วย เพราะเป็นระบบทางพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการทางพิเศษ หรือเข้าข่ายเป็นทางหลวงหรือถนน ซึ่งมีความหมายตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2549 ซึ่งประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฉบับลงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2552 กำหนดว่าต้องทำ EIA ด้วยเพราะมีพื้นที่กว่า 75,000 ตร.ม.และมีที่ตั้งอยู่ใกล้โบราณสถาน แหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ตามกฎหมายว่าด้วยโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ในระยะทาง 2 กิโลเมตรจากโครงการก่อสร้าง และโครงการที่อนุญาตให้ซุปเปอร์สกายวอล์กไปเชื่อมต่อก็จะต้องนำเอา EIA ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) แล้วนำกลับไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อเสนอ คชก.ใหม่ อีกทั้งยังมีการไปเชื่อมติดกับอาคารห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 โครงการดังกล่าว ก็จะถือว่าเป็น “อาคาร” ตามกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย ดังนั้นหากโครงการใดๆ ที่โครงการซุปเปอร์สกายวอล์กไปเชื่อมต่อรวมทั้ง กทม. ไม่ปรับปรุงหรือจัดทำ EIA ใหม่ให้แล้วเสร็จเสียก่อน ก็ย่อมเข้าข่ายละเมิดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ด้วย
6) จะเป็นการนำสมบัติสาธารณะไปเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชน การที่ซุปเปอร์สกายวอล์กจะถูกนำไปเชื่อมกับบริษัท ห้างร้าน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม หรืออาคารสถานที่ของเอกชนใดๆ นั้นจะถือว่าเป็นการนำเอาทรัพย์สินสาธารณะของประชาชนไปสร้างประโยชน์ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เทศบาล (กทม.) แม้จะอ้างว่าเอกชนเป็นคนลงทุนก่อสร้างก็ตาม เพราะเสา ตอม่อ โครงสร้างต่างๆ จะตั้งอยู่บนทางเท้า เกาะกลางถนน ซึ่งเป็นสมบัติสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หาใช่ของผู้ประกอบการเจ้าของอาคาร ห้างสรรพสินค้าของเอกชนรายใด รายหนึ่งได้ไม่ หากเอกชนรายใดเข้ามาร่วมดำเนินการกับรัฐหรือ กทม. ก็จะถือว่าเป็นตัวการร่วม มีความผิดเช่นเดียวกันกับผู้บริหารกรุงเทพมหานคร
7) จะทำให้ร้านค้าห้องแถวริมถนนตามแนวถนนทางเท้าลอยฟ้าล่มสลาย เพราะประชาชนส่วนหนึ่งจะขึ้นไปใช้บริการถนนทางเท้าลอยฟ้า จะไม่มีโอกาสลงมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการร้านค้าหรือห้องแถวด้านล่างริมทางเท้าปกติได้เลย ซึ่งแน่นอนว่าเมื่ออุปสงค์หรือผู้บริโภคขาดหายหรือไม่มีโอกาสลงมาใช้บริการด้านล่างได้ โอกาสการค้าขายของร้านค้าขนาดเล็กขนาดย่อมก็จะล่มสลาย ขาดทุน ล้มหายตายจากเลิกกิจการไปในที่สุด นอกจากนั้น หาบเร่แผงลอยที่อยู่ด้านล่างริมฟุตบาทเดิม ก็จะไม่มีลูกค้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าของตนได้ ก็จะล้มหายเลิกกิจการตามไปด้วย หรืออาจะต้องย้ายไปหาทำเลใหม่ ๆ หรือตามลูกค้าขึ้นไปแอบขายบนทางเท้าลอยฟ้าเลยด้วยก็ได้ กทม.ก็จะแก้ปัญหาแบบลูบหน้าปะจมูก แก้ไขปัญหาไม่หมดไม่สิ้น แก้ปัญหาหนึ่ง ต้องไปพบผจญอีกปัญหาหนึ่งไม่มีที่สิ้นสุด
8) จะทำให้เกิดความเสี่ยงในการแก้ไขปัญหาอัคคีภัยมากขึ้น เพราะโครงสร้างของถนนทางเดินเท้าลอยฟ้าที่อยู่ต่ำลงมากว่าโครงสร้างรถไฟฟ้า BTS และทางด่วน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อรถกระเช้าลอยฟ้าดับเพลิงเดิมอยู่แล้ว แต่พอมาสร้างลดระดับลงมาอยู่ในระดับเดียวกันกับสะพานลอย จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งขึ้นต่อการปฏิบัติงานของรถกระเช้าลอยฟ้าเพื่อการดับเพลิง เมื่อเกิดอัคคีภัยขึ้นในอาคารสูงตามแนวเส้นทางถนนทางเท้าลอยฟ้าดังกล่าว แม้ถ้าจะสามารถปฏิบัติงานได้แต่ก็จะสร้างความยุ่งยาก และเพิ่มระยะเวลาของการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานดับเพลิงที่ต้องแข่งกับระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่สำคัญยิ่งต่อการช่วยเหลือชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน
9) จะเร่งทำให้กรุงเทพมหานครกลายเป็นเมืองแห่งมลพิษเพิ่มมากขึ้น เพราะในปัจจุบันนี้คุณภาพอากาศและเสียงในพื้นที่ชั้นในกึ่งกลางของกรุงเทพมหานคร มีงานวิจัยของหลายสำนักวิจัยยืนยันชัดเจนแล้วพบสารก่อมะเร็งสำคัญกว่า 15 ชนิดกระจายอยู่ในอากาศของท้องถนนกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะสารเบนโซเอไพรีน ซึ่งมีศักยภาพก่อมะเร็งสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งระบบทางเดินหายใจ มะเร็งปอด และมะเร็งผิวหนัง นอกจากนั้นยังพบสารก่อมะเร็งพีเอเอช (PAHs) ซึ่งเป็นกลุ่มสารเคมีหลายร้อยชนิด เกิดจากการสันดาปไม่สมบูรณ์จากไอเสียของยานยนต์ทุกประเภทควันพิษจากเชื้อเพลิงยานยนต์บนท้องถนนของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมวลมลพิษเหล่านี้ปกติจะล่องลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศแต่เมื่อมีโครงสร้างของรถไฟฟ้า สถานี ทางด่วน และทางเดินเท้าซุปเปอร์สกายวอล์กก็จะไปปิดกั้นการกระจายตัวเพื่อเจือจางลง ทำให้ภายใต้โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างดังกล่าวอบอวลไปด้วยมลพิษหรือสารก่อมะเร็ง นอกจากมลพิษทางอากาศ ภายใต้โครงสร้างดังกล่าวจะมีปัญหาเรื่องมลพิษทางเสียงที่เกินมาตรฐานที่ 70 เดซิเบล เอ ตามมาเพราะไปปิดกั้นทางเดินเสียง โดยเฉพาะในย่านที่มีการจราจรขวักไขว่ เช่น ถนนสีลม ถนนเพลินจิต ถนนสุขุมวิท ถนนรามคำแหง เป็นต้น
10) จะทำให้วินัยทางการเงินการคลังของกรุงเทพมหานครเสียหาย เพราะเป็นการเอาเงินในอนาคตของคน กทม.มาใช้พร้อมความเสี่ยง การที่ กทม.เอาสถานะนิติบุคคลของหน่วยงานไปการันตีการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ ให้กับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งถือว่าเป็นบริษัทเอกชนทั่วไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หาใช่วิสาหกิจของกทม.ไม่ (ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องเสร็จที่ 88/2541) อีกทั้งไม่มีผู้บริหารของกรุงเทพมหานครเป็นกรรมการรวมอยู่ด้วย และไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับเหมือนรัฐวิสาหกิจทั่วไป มีแต่เอกชนพรรคพวกของผู้บริหารของ กทม.หรือพรรคการเมืองของผู้ว่าฯมาเป็นกรรมการ หากบริษัทกรุงเทพธนาคมบริหารงานล้มเหลวผิดพลาด กทม.ในฐานะผู้ค้ำประกันก็ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายดังกล่าวโดยตรงด้วย ดังนั้นการให้บริษัทกรุงเทพธนาคมมาร่วมทุนดำเนินการในครั้งนี้จึงเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีก่อนเท่านั้น
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นนี้ จึงใคร่ขอให้กรุงเทพมหานครได้ทบทวนหรือยกเลิกการดำเนินการโครงการซุปเปอร์สกายวอล์กดังกล่าวเสีย เพราะจะได้ไม่คุ้มเสียตามที่กล่าวแล้ว แต่หากยังมุ่งมั่นที่จะดำเนินโครงการดังกล่าวต่อไปมีหนทางเดียวเท่านั้นคือ “เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียเสียก่อนอย่างรอบด้าน” และต้องปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อที่กล่าวถึงข้างต้นก่อน แต่ทว่าหาก กทม.ยังเพิกเฉยต่อข้อเสนอหรือเหตุผลที่อรรถาธิบายมาแล้วนี้ ยังเดินหน้าโครงการดังกล่าวต่อไป กระบวนการยุติธรรมเท่านั้นที่จะใช้เป็นข้อยุติของปัญหาดังกล่าวได้
ความยิ่งใหญ่ของญี่ปุ่น
ที่มา ประชาไท
ปัญหาของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ที่มา Thai E-News
โดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ที่มา เวบไซต์นิติราษฎร์
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เริ่มจะได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้าง
ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพราะสถิติการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและในหลายกรณีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น
แต่เพราะความลึกลับของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในลักษณะเช่นนี้ ประกอบกับความพยายามของหน่วยงานของรัฐที่เริ่มให้ความหมายใหม่ของความผิดฐานนี้ว่าเป็นความผิดฐานล้มเจ้าด้วย
ความสนใจของสาธารณชนที่มีต่อเรื่องนี้จะเห็นได้จากความเคลื่อนไหวในการรณรงค์ให้ยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีข้อสังเกตว่าเรื่องราวที่เริ่มอึกทึกกึกก้องนี้ดำเนินคู่ขนานไปกับความเงียบงันของวงวิชาการนิติศาสตร์ เหมือนกับเรื่องครึกโครมอื้อฉาวอีกหลายเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในห้วงเวลาที่ผ่านมา...
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ มีปัญหาอย่างไร สมควรถูกยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือไม่
ในระดับตัวบทกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ มีปัญหาอย่างน้อยที่สุด ๓ ประการ
ปัญหาประการแรกของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คือ ปัญหาการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่งต่างๆ ซึ่งบทบัญญัติมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ ๔ ตำแหน่ง คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เมื่อพิจารณาจากรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นได้ว่าตำแหน่งซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่รัฐธรรมนูญกำหนดสถานะไว้เป็นพิเศษนั้นมีตำแหน่งเดียว คือ ตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ซึ่งในทางรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของรัฐ
ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้วประมวลกฎหมายอาญาจะมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคลธรรมดา คือ การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลอื่น เป็นการกระทำที่มีโทษทางอาญาก็ตาม แต่การมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษยิ่งกว่าบุคคลธรรมดา ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด
บทบัญญัติที่คุ้มครองประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษนี้มีปรากฏเช่นกัน แม้ในประเทศที่มีรูปของรัฐเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม การบัญญัติคุ้มครองพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้เท่ากับประมุขของรัฐ ทั้งๆที่บุคคลในตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่ประมุขของรัฐ และได้รับความคุ้มครองตามหลักทั่วไปอยู่แล้ว ย่อมหาเหตุผลรองรับได้ยาก
อนึ่งหากในทางนิตินโยบาย ฝ่ายนิติบัญญัติต้องการคุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ยิ่งไปกว่าบุคคลธรรมดา ก็จะต้องอธิบายให้เห็นเหตุผลความจำเป็น
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามจะกำหนดอัตราโทษให้เท่ากับบทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของบุคคลในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นประมุขของรัฐไม่ได้
ปัญหาประการที่สองของประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ คือ ปัญหาอัตราโทษ ปัจจุบันโทษในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ฯลฯ คือ โทษจำคุกสามปีถึงสิบห้าปี
โทษดังกล่าวเป็นโทษที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดยขาดความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย เพราะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาโดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินฉบับที่ ๔๑ ลงวันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๑๙ (หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙)
เมื่อเปรียบเทียบกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาท ด้วยการพูดฤาเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ.๑๑๘ มาตรา ๔ อันเป็นกฎหมายที่บัญญัติในสมัยรัชกาลที่ ๕ แล้ว พบว่าโทษหมิ่นประมาทพระผู้เปนเจ้าซึ่งดำรงสยามรัฐมณฑล คือ โทษจำคุกไม่เกินกว่าสามปี ฤาให้ปรับเป็นเงินไม่เกินกว่าหนึ่งพันห้าร้อยบาท ฤาทั้งจำคุกและปรับด้วย
ความไม่สมเหตุสมผลของอัตราโทษตามมาตรา ๑๑๒ คือ ในขณะที่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นโทษจำคุกนั้น กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกินสามปี โดยไม่กำหนดโทษขั้นต่ำไว้ ซึ่งหมายความว่าศาลจะลงโทษผู้กระทำความผิดน้อยเพียงใดก็ได้ แต่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย กลับกำหนดไว้สูงสุดถึงสิบห้าปี โดยกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ด้วยว่า ต้องจำคุกไม่ต่ำกว่าสามปี
มีข้อสังเกตด้วยว่าในคราวประกาศใช้ประมวลกฎหมายอาญาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ นั้น โทษตามมาตรา ๑๑๒ คือ โทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปีและไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้
อาจกล่าวได้ว่าอัตราโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบันขาดความสอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุอย่างสิ้นเชิง
ปัญหาประการที่สามของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ คือ การไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยเหตุยกเว้นความผิดในกรณีที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมในเรื่องที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน การรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ หรือประโยชน์สาธารณะอื่นๆ ซึ่งประชาชนในระบอบประชาธิปไตยต้องสามารถกระทำได้
การไม่มีบทบัญญัติกำหนดให้อำนาจกระทำได้เช่นนี้ ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในประเด็นสาธารณะที่เกี่ยวพันกับราชการแผ่นดิน หรือพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นองค์กรในทางรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ย่อมไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าการกระทำของตนนั้นจะถูกตีความว่าเป็นการกระทำอันครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา ๑๑๒ หรือไม่
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น บุคคลนั้นก็ไม่อาจยกเอาข้อต่อสู้ที่ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม เพื่อประโยชน์สาธารณะขึ้นต่อสู้เพื่อให้ตนพ้นจากความรับผิดได้ ในขณะที่การหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา สามารถยกข้อต่อสู้ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้
มีข้อสังเกตว่าบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา ร.ศ.๑๒๗ ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายสมัยใหม่ฉบับแรกของไทยที่ได้รับการแก้ไขเพิ่มเติมใน พ.ศ.๒๔๗๗ นั้น บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๔ ว่า การกระทำให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายด้วยวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์หรือด้วยอุบายอย่างใดๆ ให้เกิดความดูหมิ่นต่อพระมหากษัตริย์ รัฐบาล หรือข้าราชการแผ่นดินในหมู่ประชาชน ถ้าวาจา หรือลายลักษณ์อักษร หรือเอกสารตีพิมพ์ หรือด้วยอุบายอย่างใดๆที่ได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย ในบรรดาการกระทำของรัฐบาลหรือของราชการแผ่นดิน การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด
นอกจากปัญหาในแง่ของหลักการการคุ้มครองบุคคลในตำแหน่ง ระดับอัตราโทษ ตลอดจนเหตุยกเว้นความผิดที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ปัญหาที่ดูจะหนักกว่าและแก้ไขได้ยากกว่าคือปัญหาการตีความตัวบทมาตรา ๑๑๒ โดยองค์กรตุลาการ ปัญหาดังกล่าวนี้สัมพันธ์ใกล้ชิดกับความเข้าใจอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ กับการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด กล่าวให้ถึงที่สุดการตีความบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ แยกไม่ออกจากความเข้าใจในเรื่อง “ระบอบ” การปกครอง
ถึงแม้ว่าบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ จะใช้ถ้อยคำที่มีความชัดเจนตามสมควร คือ คำว่า หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งหมายความว่า การกระทำที่ไม่สมควร การกระทำที่มีลักษณะไม่เคารพ ไม่นับถือ ซึ่งไม่ถึงขนาดเป็นหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ไม่ได้ก็ตาม
แต่เมื่อพิจารณาจากแนวทางการปรับใช้กฎหมายของศาล ตลอดจนการดำเนินคดีโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและการฟ้องคดีโดยพนักงานอัยการย่อมจะเห็นได้ว่ามีการนำเอาถ้อยคำของบทบัญญัติมาตรานี้ใช้บังคับไปถึงการไม่แสดงความเคารพ ซึ่งบางกรณีก็เป็นการแสดงออกต่อสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ เช่น การไม่ยืนตรงเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วย ในทางหลักวิชา การใช้กฎหมายอาญาในลักษณะเช่นนี้ย่อมต้องถือว่าเป็นการเทียบเคียงบทกฎหมายลงโทษบุคคล ซึ่งถือว่าต้องห้าม ไม่สามารถกระทำได้ในทางกฎหมายอาญา
ผลพวงจากการนี้ทำให้การแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบรัฐธรรมนูญไม่สามารถกระทำอย่างตรงไปตรงมาได้ เพราะผู้ที่แสดงความคิดเห็นอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในความผิดฐานนี้ได้
ปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับที่มากไปกว่าตัวบทดังที่ได้ชี้ให้เห็นโดยสังเขปนี้ จะแก้ไขได้ก็แต่โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่บุคคลทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาบุคคลที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมว่า บทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของประมุขของรัฐนั้น จะต้องได้รับการใช้และตีความให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ
ไม่ใช่ใช้และตีความเพื่อรับใช้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพ้นสมัยเสียแล้ว
กล่าวให้ถึงที่สุด การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ย่อมไม่อาจแก้ไขได้แต่เพียงระดับตัวบทเท่านั้น เพราะแม้มีการยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ แล้ว ก็ยังคงต้องมีบทบัญญัติที่คุ้มครองเกียรติของประมุขของรัฐเข้ามาแทนที่อยู่ดี
การแก้ปัญหาที่ถูกต้องและยั่งยืนจึงต้องแก้ที่สำนึกเกี่ยวกับอุดมการณ์ของการปกครองที่อยู่เบื้องหลังตัวบท และเป็นตัวกำกับการตีความตัวบท จะต้องทำให้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ฝังอยู่ในสำนึกของบรรดาบุคคลทั้งปวงในกระบวนการยุติธรรม
การรณรงค์ให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่กำลังทำกันอยู่นั้น จึงต้องเป็นการยกเลิกตัวบทในปัจจุบันเพื่อสร้างตัวบทใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการในทางรัฐธรรมนูญและในทางกฎหมายอาญา และต้องเป็นการยกเลิกอุดมการณ์ในการตีความตัวบทมาตรา ๑๑๒ ที่ผ่านมาด้วย
ซึ่งการกระทำในระดับอุดมการณ์นี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอภิปรายถึงสถานะของพระมหากษัตริย์ในทางรัฐธรรมนูญ วิเคราะห์แยกแยะส่วนที่สอดคล้อง และส่วนที่ขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย บังคับใช้ส่วนที่สอดคล้อง แก้ไขส่วนที่ขัดแย้ง
และกำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ให้รับกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญให้ถูกต้องต่อไป.
Monday, March 14, 2011
มีตัวเลือกอื่นอีกไหม?
ที่มา มติชน
โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th
(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 14 มีนาคม 2554)
การชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ยืนยันหนักแน่นว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติปักหลักเหนียวแน่น
วันนี้คนเสื้อแดงชุมนุมกันนับหมื่น เพราะหลายปัจจัย
แต่เงื่อนไขที่คนเสื้อแดงเห็นพ้องต้องกันคือ ไม่เอารัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์...อันนี้ต้องยอมรับ
วันก่อนหน้านี้คนเสื้อแดงอาจจะต้องพึ่งพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แต่พอมาถึงวันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพึ่งพาคนเสื้อแดงเต็มตัว
ต้องยอมรับอีกครั้งว่า ในห้วงเวลาใกล้เลือกตั้งใหม่ กระแสคนเสื้อแดงพุ่งสูงขึ้นจริงๆ
บรรยากาศการเมืองกำลังเอนเอียงไปที่คนเสื้อแดง
แต่แล้วพอ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามา
"ผมอยู่ต่างประเทศมา 5 ปีแล้ว ผมพร้อมจะกลับ"
"ขอใช้เวลา 6 เดือนแก้ไขปัญหาให้พี่น้อง"
"ขอบคุณพี่ๆ น้องคนเสื้อแดง ที่จนถึงบัดนี้แล้ว ยังเหนียวแน่น"
ทำให้การเมืองไทย มีตัวเลือกเดิมๆ ปรากฏขึ้นทันที
คล้ายกับว่า การเลือกตั้งทั่วไปภายหลังยุบสภา คนไทยจะต้องเลือกเอาระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ที่ปฏิเสธ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างสิ้นเชิง หรือพรรคเพื่อไทย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้การสนับสนุน
การบังคับให้เลือกแบบนี้ เท่ากับการบังคับให้ต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์
ทำไมหรือ?
ก็เพราะหากเลือกพรรคเพื่อไทย ก็ต้องมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาบริหารประเทศ
พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาบริหารประเทศได้ ต้องมีกระบวนการชำระสะสางคำตัดสินของศาลฎีกา
การชำระสะสางคำตัดสินของศาลฎีกา เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ย่อมเหมือนกับการใช้คนหมู่มากมาบีบบังคับ
พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะทำได้หรือไม่ได้ แต่กว่าผลจะออกมาว่าได้หรือไม่ได้ ประเทศไทยก็คงยับเยินอีกครั้ง
ดังนั้น หากไม่อยากให้ประเทศยุ่งยากก็ต้องมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์
แล้วคนที่เขาไม่อยากเลือกประชาธิปัตย์ล่ะ...มีทางเลือกอื่นไหม?
หรือถ้าเสียงส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทยแล้วจะต้องปฏิวัติกระนั้นหรือ?
น่าแปลกใจที่ประเทศประชาธิปไตย ที่เหมือนกับมีเสรีภาพ แต่แท้จริงแล้วกลับมีทางเลือกแค่ 3 ทาง
ประชาธิปัตย์
เพื่อไทย
ปฏิวัติ
มีทางเลือกอื่นอีกไหม?
ทางเลือกที่สามารถเลือกได้มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ แต่บริหารงานยังไม่เข้าตา
ทางเลือกที่สามารถเลือกได้มากกว่าพรรคเพื่อไทย และ พ.ต.ท.ทักษิณ
เป็นทางเลือกที่ไม่ต้องไปลงเอยที่การปฏิวัติรัฐประหาร เหมือนกับที่พยายามหาเหตุอ้างกันมาโดยตลอด
เป็นทางเลือกที่สามารถเลือกพรรคประชาธิปัตย์ แต่ทีมบริหารประเทศ เอาคนที่มีศักยภาพในการนำพาประเทศไปมากกว่าปัจจุบัน
คนที่ไม่ทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ไม่ทำให้สินค้าขาดแคลน ไม่เป็นคู่กรณีกับชนกลุ่มใดๆ
ที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่ไม่เป็นคู่กรณีจากเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
หามาได้ไหม?
เป็นทางเลือกที่สามารถเลือกพรรคเพื่อไทย แต่ไม่ใช่เลือกเพื่อมานำร่องปูพรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับบริหารประเทศ
มีทางเลือกอื่นๆ ไหม ที่ทำให้ทั้งคนเสื้อแดง คนเสื้อเหลือง คนเสื้อน้ำเงิน หรือเสื้อสีอะไรก็แล้วแต่เห็นแล้วต้องเลือก
อย่าลืมนะว่า ข้อเสนอที่คนเสื้อเหลืองชู คือ จงรักภักดี และซื่อสัตย์สุจริต ข้อเสนอที่คนเสื้อแดงชู คือ ความยุติธรรมที่มีมาตรฐาน และเป็นประชาธิปไตย
ข้อเสนอร่วมคือ จงรักภักดี ซื่อสัตย์สุจริต ยุติธรรมอย่างมีมาตรฐาน เป็นประชาธิปไตย
และขอเติมเรื่องประสิทธิภาพการบริหารให้พัฒนาเข้าไปด้วย
ข้อเสนอร่วมแบบนี้ จะมีปรากฏในคุณสมบัติของตัวเลือก ในการเลือกตั้งทั่วไปข้างหน้าไหม
4 แกนนำ นปช.มอบตัวสู้คดีก่อการร้าย ปัดหลบหนีในกัมพูชา เมินเงื่อนไขดีเอสไอ ยันร่วมชุมนุมเสื้อแดง
ที่มา มติชน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 14 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ นายพายัพ ปั้นเกตุ และนายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งหลบหนีหมายจับในคดีก่อการร้าย ได้เดินทางมาพร้อมกับนายคารม พลทะกลาง ทนาย นปช. เพื่อเข้ามอบตัวต่อสู้คดีกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอ โดยเบื้องต้นพนักงานสอบสวนจะให้ประกันตัว แต่กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ซึ่งจะครอบคลุมถึงการสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุม
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อกล่าวหาคดีก่อการร้ายทั้ง 4 ราย แต่ทั้งหมดปฏิเสธข้อกล่าวหาและจะขอให้รายละเอียดเพิ่มเติมภายหลัง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ปล่อยตัวชั่วคราวด้วยเงินประกันรายละ 600,000 บาท พร้อมเงื่อนไขเช่นเดียวกับแกนนำรายอื่นที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก่อนหน้านี้คือ ห้ามยุยง ปลุกปั่น ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และได้เพิ่มเงื่อนไขพิเศษอีกหนึ่งข้อคือ การห้ามเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง โดยทั้งหมดรับปากว่าจะไม่เข้าร่วมการชุมนุมโดยมิชอบ อย่างไรก็ตาม ดีเอสไอนัดส่งตัวให้อัยการในวันที่ 29 มีนาคมนี้
"นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ยังไม่มีการติดต่อและไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่หากเข้ามามอบตัวจริง คงต้องมีเงื่อนไขที่แตกต่างจากแกนนำรายอื่น"นายธาริต กล่าว
ด้านนายสุภรณ์ กล่าวภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาว่า เป็นความตั้งใจแต่แรกที่จะเข้ามอบตัวทันทีหลังประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองเริ่มดีขึ้น ทุกอย่างเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งและแกนนำหลายคนก็จะลงสมัครเลือกตั้งด้วย ส่วนเงื่อนไขเรื่องห้ามเข้าร่วมการชุมนุม เชื่อว่าการชุมนุมเป็นสิทธิที่สามารถทำได้ หากเป็นการดำเนินการภายใต้ข้อกฎหมาย ที่ผ่านมาไม่ได้หลบหนีไปอยู่ประเทศกัมพูชาตามที่มีข่าว รวมถึงไม่มีโอกาสได้เจอหรือติดต่อกับนายอริสมันต์ รวมถึงไม่ได้พบกับนางวริศรียา บุญสม หรืออ้อ และนายกอบชัย บุญปลอด หรืออ้าย 2 ผู้ต้องหาคดีวางระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ให้การกับพนักงานสอบสวนว่าเคยมาพบพวกตนในประเทศกัมพูชา โดยในช่วงที่หลบหนีน้ำหนักตัวก็ลงไปกว่า 10 กิโลกรัม
นายคารม กล่าวว่า ได้รับการติดต่อเรื่องการเข้ามอบตัวสู้คดีจากนายอริสมันต์ แต่ยังไม่สามารถระบุวันที่แน่นอนได้ เนื่องจากนายอริสมันต์ยังห่วงเรื่องความปลอดภัยส่วนตัว ขณะที่เงื่อนไขการประกันเชื่อว่าจะได้รับการปล่อยตัวเช่นเดียวกับแกนนำรายอื่น