WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 15, 2011

หาแกนนำแบบไหนดี สำหรับชาวเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


คำถามสำคัญก็ยังอยู่กับสิ่งที่เคยเอ่ยถึงไปแล้วคือ “มวลชนพร้อมแล้ว แกนนำพร้อมหรือยัง...คุณสมบัติที่จะเป็นแกนนำ หรือถูกเลือกเป็นแกนนำโดยมวลชน ควรเป็นดังนี้...


โดย Pegasus
15 มีนาคม 2554

ช่วงนี้เป็นการตั้งตัวเดินงานมวลชนกันใหม่สำหรับชาวเสื้อแดง โดยมี นปช. เป็นแกนนำสำคัญ มีแกนนำอื่นๆเกิดขึ้นมากมายตามมา

ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ล้วนแต่มีเสื้อแดงตามไปเป็นมวลชน โดยไม่แบ่งแยกกัน มีแต่แกนนำเท่านั้นที่มีปัญหากันเอง จะด้วยเหตุผลเป็นประการใดก็สุดแท้แต่ความเห็นไป

บทความครั้งนี้ จะเป็นการแนะนำสำหรับการเลือกหาแกนนำ หรือผู้ที่อาสาจะมาเป็นแกนนำ สมควรที่จะฝึกฝนตนเองให้เหมาะสม และทำให้มีโอกาสประสบชัยชนะได้

แกนนำในที่นี้เป็นแกนนำได้ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบลจนถึงเบียดขึ้นเป็นแกนนำระดับชาติได้เช่นกัน ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นประการใดยินดีรับฟังความเห็น

คุณสมบัติที่จะเป็นแกนนำหรือถูกเลือกเป็นแกนนำโดยมวลชน ควรเป็นดังนี้

ไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน

แกนนำควรมีฐานะบ้าง ส่วนการบริหารเรื่องการเงินควรรัดกุมแยกกันคุม การรับบริจาคมีการทำบัญชีและชี้แจงได้ ส่วนการแจกจ่ายเงินต้องตรงไปสู่ทุกกลุ่มย่อยในทุกกิจกรรม ไม่มีเขื่อนกั้นหรือใช้เงินในกลุ่มแกนนำเองมากกว่ามวลชน

ไม่สุ่มเสี่ยงเอียงซ้าย

สุ่มเสี่ยงเอียงซ้ายคือ ใช้ความจัดเจน ใช้อารมณ์ หุนหัน มากกว่าความเข้าใจในความเป็นจริงในภาวะแวดล้อม บางทีเมาสุราก็มี ทำให้การตัดสินใจไม่รอบคอบ ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รวมของมวลชน หรือ มวลชนไม่พร้อมเดิน แต่แกนนำหุนหันไปบุกเองจนเกิดความเสียหาย

สิ่งที่พบเห็นในการชุมนุมเสื้อแดงบ่อยมากคือ แยกตัวหรือบุกสถานที่ต่างๆที่ฝ่ายเผด็จการวางกับดักไว้

ไม่ล้าหลังมวลชน

ล้าหลังมวลชนคือ ยอมจำนนต่ออำนาจ กลัวการต่อสู้ มวลชนพร้อมเดินไปแล้ว แกนนำถ่วงรั้งไว้ แนวคิดล้าหลังมวลชนเป็นแนวทางทำให้พ่ายแพ้ได้สูงกว่าความผิดพลาดแบบอื่นทั้งหมด เพราะมีแต่เสมอตัวกับแพ้เท่านั้น ไม่มีทางชนะ

ทราบวิธีการในการเดินงานมวลชน

วิธีการในการเดินงานมวลชนมีง่ายๆสองประการคือ การให้ความรู้กับมวลชน กับการจัดตั้งมวลชน งานใดก็ตามทำให้มวลชนตาสว่าง และทำให้ได้มวลชนเพิ่มขึ้นคือวิธีการที่ถูกต้อง

งานใดก็ตามแม้จะดูดีแต่ถ้าทำให้เสียมวลชน ทำเรื่องเปล่าประโยชน์ถือว่าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง

ดังนั้น ต้องมีการประเมินทุกครั้งที่มีการรวมตัวหรือปราศรัยว่า แกนนำคนไหนเป็นที่นิยมและนิยมเพราะอะไร เพื่อที่จะสร้างมวลชนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และกิจกรรมใดทำให้มวลชนท้อถอย ถอนตัว ต้องรู้และแก้ไขทันที

มีแต่งานไม่โจมตีกันเรื่องส่วนตัว

ในการควบคุมมวลชน การกำหนดนโยบาย การสรุปมติที่ประชุม การปราศรัย ข้อห้ามสำคัญคือการพูดเรื่องส่วนตัว การโจมตีกันในเรื่องส่วนตัว ให้มีข่าวหรือคำพูดออกไปเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น(แนวทางนี้ เหมา เจ๋อ ตุง ถือเป็นกฎเหล็ก)

แกนนำคนไหน หรือกลุ่มใด เน้นเรื่องส่วนตัว ไม่เน้นเรื่องงาน มวลชนต้องละทิ้งทันที จึงจะประสบชัยชนะ

มีเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตยชัดเจนไม่ใช่ผลประโยชน์

แกนนำต้องนิยามได้ว่า ที่จัดตั้งมวลชนจำนวนมากนี้ทำไปเพื่ออะไร และไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ต้องแสดงด้วยการกระทำที่ชัดเจน ในกรณีประชาธิปไตยก็คือ ในการพูดคุย การนำ การปราศรัยควรจะวนเวียนแต่ในเรื่องทำอย่างไรให้ ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดเรื่องอธิปไตยในอำนาจทั้งสามได้แก่

-ประชาชนต้องเลือก ส.ส.ได้เองไม่มีแต่งตั้งมาจากข้างนอก

-ประชาชนต้องถอดถอน ส.ส. หรือ ส.ว. ได้เองไม่ใช่จากองค์กรอิสระใดๆ แต่ถ้าจะมีประชาชนต้องเป็นคนแต่งตั้งองค์กรอิสระนั้นไม่ใช่คนอื่น ประชาชนเลือกพรรคการเมืองมา ต้องไม่ถูกยุบด้วยความเห็นคนไม่กี่คน

-ตำแหน่งสำคัญในกระบวนการยุติธรรมเช่น อัยการ ศาล ประชาชนต้องเป็นผู้กำหนด บุคคลใดๆที่ทำผิด เช่น ไปมีที่บนเขาที่เป็นเขตต้นน้ำลำธาร ประชาชนต้องถอดถอนจากตำแหน่งได้ อัยการจะสั่งไม่ฟ้องด้วยดุลยพินิจเองไม่ได้ เป็นต้น


สิ่งเหล่านี้ต้องกำหนดการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญได้ แล้วปัญหาอะไรมาขัดขวางประชาชนไม่ให้เข้าถึงอำนาจนี้ จะยกเลิกสิ่งกีดขวางต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร

ก็เป็นโจทย์ที่แกนนำทุกระดับต้องสามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่า จะทำอย่างไร แก้กฎหมายมาตราไหน จึงจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น เป็นต้น เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

จริงอยู่การนำมวลชนจำนวนมากหมายถึงผลประโยชน์ควบคู่กันไปด้วย แต่เป้าหมายส่วนตัวควรมาภายหลังประชาธิปไตย ถ้าไม่พูดถึงประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ดังกล่าวเลย มวลชนก็ควรถอนตัวแล้วหาแกนนำใหม่ที่เหมาะสมต่อไป

บอกได้ว่าจะทำอะไร ให้ได้อะไร ต่อไปคืออะไรและจบอย่างไร

แกนนำต้องบอกได้ว่าทุกการชุมนุมหรือรวมตัว ไม่ว่าจะเป็นที่หมู่บ้าน ตำบลหรือมากรุงเทพฯ ทำไปโดยมีเป้าหมายอะไร แล้วต้องการอะไร ขั้นตอนต่อไปคืออะไร แล้วจะจบอย่างไรเสมอ

เพื่อให้ประชาชนรู้ว่า ยุทธศาสตร์หรือภาพรวมในการต่อสู้คืออะไร มีกิจกรรมหรือยุทธวิธีอย่างไร แล้วต่างคนต่างเดิน มวลชนไม่ใช่หุ่น ไม่จำเป็นต้องมาสั่งขวาหัน ซ้ายหันเหมือนกลุ่มเหลือง แต่ต้องให้ความรู้จนมีวินัยในตัวเองได้ และแกนนำต้องแน่ใจว่า ตนเองมีความรู้พอด้วย

ไม่รวบงานไว้คนเดียว รู้จักจ่ายงาน และให้เกียรติคนอื่น

หัวข้อนี้เข้าใจง่าย ไม่ขอขยายความ

รู้จักแบ่งงานตามความถนัด ให้การฝึกฝนทางร่างกายและความคิด

ปกติ การชุมนุมขนาดใหญ่ จะไม่สามารถรู้ได้ว่ามวลชนมีความสามารถอะไร แต่แกนนำระดับย่อย และมวลชนด้วยกันเองสามารถแบ่งงานกันตามถนัดได้ ซึ่งจะทำให้การทำงานร่วมกันดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับกรณีถูกปราบ ก็ควรฝึกฝนกำลังกายและศึกษายุทธวิธีการต่อสู้ต่างๆไว้ รวมถึงสร้างอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้เติบโตแข็งแรง รู้จักการโต้เถียง หาเหตุผล ไม่เดินตามการนำแต่ฝ่ายเดียวซึ่งจะนำไปสู่การเป็นเผด็จการอีกรอบโดยไม่รู้ตัว

รู้จักอ่านประวัติศาสตร์ รู้ยุทธวิธี รู้วิธีการต่อสู้ รู้จักศัตรูอย่างชัดเจน



-ศึกษากรณีล้อมปราบในทุกๆกรณีในประเทศไทย อ่านที่มาของสาเหตุการรัฐประหาร การชิงอำนาจระหว่างฝ่ายนิยมเจ้ากับฝ่ายประชาชนของประเทศต่างๆ

-ศึกษากลยุทธทางการทหารเช่นของ ซุนวู่ ของเหมา เจ๋อ ตุง ของ ค่ายตะวันตก สิ่งเหล่านี้เหมาะสำหรับแกนนำกลุ่มขนาดกลางๆ เพื่อให้รู้ว่าศัตรูจะคิดอย่างไร ทำอะไร เพราะอะไร เมื่อจำเป็นจะได้หาทางต่อสู้ด้วยกลุ่มตัวเองได้

ตัวอย่างที่แกนนำควรตอบมวลชนได้อย่างคล่องปากคือ รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 ทำให้ไทยเข้าสู่การเป็นเผด็จการอนุรักษ์นิยมได้อย่างไร

การยึดอำนาจ 2490 ไทยกลายเป็นลัทธิฟาสซิสต์เพราะอะไร จากนั้น

การยึดอำนาจจอมพล ป.ฯ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรผิดปกติบ้าง

และถ้าจะให้ครบถ้วนคือ เข้าใจจริงๆว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็เหมือน กรณีเสื้อเหลืองออกมาล้มรัฐบาล โดยนักเรียน นิสิต นักศึกษา ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ อย่างไร เป็นต้น

จากนั้น ก็จะเข้าใจกรณีต่างๆที่ตามมาอีกมากมาย


ให้การฝึกฝนวิธีการต่อสู้ทั้งในทางสัญลักษณ์ การรับมือกับการใช้อาวุธสงครามและสงครามกลางเมือง

เป็นการเตรียมการ และฝึกฝนให้พร้อมในการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้น การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์มีแนวทางของ ยีน ชาร์ป ในไทยอีนิวส์มีให้ดาวน์โหลด

ส่วนที่เห็นง่ายๆคือแนวทางของกลุ่มแกนนอน การรับมือกับการใช้อาวุธสงครามมีหลายท่านเคยพูดกันไว้

ในไทยอีนิวส์ก็มีเรื่อง สงครามประชาชน คลิปวิธีการต่อสู้กับการใช้อาวุธสงครามก็มีหลายแห่งเช่นคลิปการรุกใหญ่มวลชน การนำมวลชน ฯลฯ หาได้ในเว็บไซท์

และถ้าต้องการศึกษาในสถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นเรื่องในอัฟริกาเหนือขอให้ติดตามให้ดี

ส่วนสงครามกลางเมืองก็มีตัวอย่างคือปฏิวัติฝรั่งเศส รัสเซียและล่าสุดลิเบีย รวมถึงการประกาศรัฐบาลพลัดถิ่น ฯลฯ เป็นต้น

แต่ละเหตุการณ์ต้องมีการเตรียมตัวต่างกันออกไป แต่ละกลุ่มควรฝึกฝนตนเองให้พร้อมทั้งสามกรณี

พูดจาดี มีข้อมูลหนักแน่น น่าเชื่อถือ ไม่สร้างข่าวลือ

เนื้อหาชัดเจนในตัวแล้วไม่ขอขยายความ

เป็นคนคิดไว หาคำตอบในเรื่องต่างๆได้รวดเร็ว เหนือกว่าคนอื่น

เนื้อหาชัดเจนในตัวแล้วไม่ขอขยายความ

รู้จักทำการแบบสีเทาได้ และป้องกันตัวเป็น

เนื้อหาชัดเจนในตัวแล้วไม่ขอขยายความ

สิ่งที่อยากเสนอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาก็คือ การเป็นแกนนำ หรือเลือกจะตาม หรือสนับสนุนผู้ใดเป็นแกนนำในทุกระดับ อาจไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติต่างๆดังกล่าวครบถ้วนก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้ตระหนักว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ควรนำมาใคร่ครวญอย่างจริงจังในเรื่องของการนำมวลชนทั้งที่เป็นแกนนำเอง และมวลชนที่จะนำมาใช้เป็นตัววัดว่า อะไรที่ควรมีหรือควรระมัดระวังบ้าง

ถ้าเกณฑ์ต่างๆดังนี้พอไปได้ ซึ่งแน่ละอาจมีเรื่องอื่นๆด้วยที่ยังไม่กล่าวถึง ก็น่าจะพอมั่นใจได้ว่าการขับเคลื่อนต่อไปนั้นยังมีความหวัง

คำถามสำคัญก็ยังอยู่กับสิ่งที่เคยเอ่ยถึงไปแล้วคือ “มวลชนพร้อมแล้ว แกนนำพร้อมหรือยัง...”

ธุรกิจล้นเกินในสื่อไทย

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ไม่นานมานี้ มูลนิธิฟรีดิค เอแบร์ท ได้แถลงรายงานการวิจัยเรื่อง "ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย" ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย เป็นรายงานที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาแก่ผมไปด้วย

จากการรวบรวมคะแนนตัวชี้วัดต่างๆ 4 หัวข้อ แต่ละหัวข้อเต็ม 5 คะแนน ได้ดังนี้ เสรีภาพในการแสดงความเห็น รวมทั้งเสรีภาพของสื่อได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมอย่างแข็งขัน 2.6 คะแนน ความหลากหลายของสื่อในประเทศ 2.4 คะแนน การกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์มีความโปร่งใสและเป็นอิสระ มีการเปลี่ยนแปลงสื่อของรัฐให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง 3.6 คะแนน มาตรฐานความเป็นมืออาชีพ 2.3 คะแนน รวมดัชนีชี้วัดประเทศไทยได้ 2.72 คะแนน

จะเห็นได้ว่าในสี่หัวข้อสอบตกไปสองตัว ได้ปริ่มๆ หนึ่งตัว ส่วนข้อที่ได้คะแนนมากนั้น ผมก็สงสัยเหลือเกินว่าวัดความเป็นสาธารณะอย่างไร แม้ไม่ตั้งข้อสงสัยอะไรเลยกับโทรทัศน์ไทย ก็ยังต้องถามถึงช่อง 11 และการคุมสื่อโทรทัศน์ช่องอื่นๆ ผ่านการโฆษณา และการคุมสัมปทาน คะแนนอันสูงนี้ได้มาอย่างไรไม่ทราบ ถึงกระนั้นก็ทำให้คะแนนรวมของสื่อไทยคาบเส้น คือสอบไม่ตกไปได้

งานวิจัยได้ชี้ว่า ภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองของไทยทำให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง ความตกต่ำของสื่อไทยหลังการรัฐประหารที่ทำให้เกิดการแบ่งขั้วอย่างหนักนั้น มีคนพูดถึงมามากแล้ว และใครๆ ก็พอมองเห็นความตกต่ำนี้ได้ชัดอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เพราะสื่อเลือกข้าง ตราบเท่าที่สื่อไม่ได้ปิดบังว่าตัวอยู่ข้างไหน จะเลือกข้างอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นไร แต่สื่อเลือกที่จะไม่รายงานข่าวหรือรายงานข่าวของฝ่ายตรงข้ามอย่างบิดเบือนต่างหากที่ถือได้ว่าทรยศต่อวิชาชีพของตน

แต่การที่สื่อเลือกจะเซ็นเซอร์ตัวเองนั้นพอเข้าใจได้ เพราะรัฐใช้เครื่องมือทุกอย่างในควบคุมของตนเพื่อรังแกสื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย, กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น, ไปจนถึงการกุมเงินโฆษณาจำนวนมหึมาของรัฐวิสาหกิจไว้ในมือ อย่างไรก็ตาม สื่อควรตระหนักด้วยว่า เส้นสำหรับการเซ็นเซอร์ตัวเองนั้นมีสองเส้นให้เลือก เส้นแรกคือเส้นที่ถอยไปจนปลอดภัยที่สุด กับเส้นที่อยู่หน้าสุดซึ่งเปิดให้รุกคืบขยายพื้นที่เสรีภาพของตนต่อไปได้เรื่อยๆ

สื่อส่วนใหญ่เลือกจะถอยไปอยู่เส้นที่ปลอดภัยสุด และการที่สื่อเลือกเส้นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า การแข่งขันของสื่อไทยไม่ใช่เป็นการแข่งขันด้านคุณภาพเท่ากับการแข่งขันด้านธุรกิจ (ทั้งๆ ที่งานวิจัยก็รายงานว่าสื่อไทยมีการแข่งขันกันรุนแรง)

และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า มีความอ่อนแอบางอย่างในตัวสื่อของไทยอยู่แล้ว ที่ทำให้ภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองสร้างความเสื่อมโทรมแก่สื่อได้มากถึงเพียงนี้ งานวิจัยของมูลนิธิก็ได้กล่าวถึงไว้บางส่วนด้วย เช่น เมื่อมองจากแง่การเติบโตของเส้นทางอาชีพการงาน อาชีพสื่อให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น แต่สื่อมีอำนาจในสังคมสูง จึงมีความเสี่ยงว่าสื่อเองอาจใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ขัดกับวิชาชีพของตน ในขณะเดียวกัน อำนาจต่อรองของคนทำสื่อกับทุนกลับมีน้อย คนทำสื่อของรัฐมีกฎหมายห้ามไม่ให้รวมตัวกัน สื่อเอกชนส่วนใหญ่ถูกขัดขวางจากนายทุนมิให้ทำสหภาพ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมสงสัยอย่างยิ่งว่า ความอ่อนแอของสื่อไทยนั้นมาจากความเป็นธุรกิจของสื่อเอง

สื่อกลายเป็นธุรกิจ และเป็นธุรกิจใหญ่ที่ทำเงินได้มากเป็นปรากฏการณ์ที่คงหลีกไม่พ้น เพราะเกิดขึ้นทั่วไปในโลก แต่จากพัฒนาการของสื่อสารมวลชนที่ต่างกัน ทำให้ความเป็นธุรกิจของสื่อในบางประเทศถูกถ่วงดุลจากปัจจัยอื่นๆ บ้าง ปัจจัยเหล่านั้นไม่มีหรือมีพลังน้อยในเมืองไทย

ดังกรณีการรวมกลุ่มของคนทำสื่อที่ได้กล่าวแล้ว เมื่อไม่รวมกลุ่มจึงมีพลังน้อย เมื่อมีพลังน้อย การต่อรองจึงเป็นการต่อรองด้านผลประโยชน์ตอบแทนจากการงานเป็นหลัก ไม่ค่อยมีการต่อรองด้านสภาพการทำงาน (เช่น ผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่มักได้ทำงานที่ไม่ท้าทาย และไม่เป็นช่องให้เติบโตไปในวิชาชีพได้มากนัก) หรือด้านที่จะรักษาเสรีภาพให้ปลอดพ้นจากการแทรกแซงของเจ้าของทุน

น่าสังเกตด้วยว่า งานวิจัยระบุว่าสื่อไทยนั้นสอบตกด้านมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ

อันที่จริงเป็นความพยายามมานาน และออกมาในรูปกฎหมายบางส่วน ที่จะจัดความสัมพันธ์ที่ถ่วงดุลกันระหว่างเจ้าของสื่อกับผู้ทำสื่อ ในด้านหนึ่งก็ยอมรับผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้ลงทุน แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องถูกถ่วงดุลด้วย "อาชีวปฏิญาณ" ของผู้ทำสื่อด้วย แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เป็นผลในทางปฏิบัติกับสื่อชนิดใดในประเทศไทยเลย

สมาคมวิชาชีพเช่นสมาคมผู้สื่อข่าวนานาชนิด หามีพลังในตัวเองไม่ นักข่าวทุกสายไม่รู้สึกว่าสมาคมเป็นแหล่งรวมพลังของตนเอง ในด้านตรงกันข้าม สมาคมก็ไม่เคยออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของคนทำสื่อ และแน่นอนว่าสมาคมไม่มีทั้งอำนาจและกึ๋นพอจะไปกำกับควบคุมด้านจรรยาบรรณของผู้ทำสื่อด้วย สมาคมจึงไม่ใช่ที่ซึ่งจะเพิ่มอำนาจต่อรองของสื่อ ไม่ว่ากับเจ้าของสื่อ, แหล่งโฆษณา หรือรัฐ

ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า ประชาชนและผู้รับสื่อเองก็ไม่ได้มีส่วนในการกดดันให้สื่อแข่งขันกันเองด้านคุณภาพนัก งานวิจัยกล่าวว่าสื่อกระแสหลักทอดทิ้งชนบท, กดขี่ทางเพศ และไม่สนใจทำข่าวเจาะ สื่อเชื่อว่าทั้งสามเรื่องนี้ไม่มี "ตลาด" (จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบได้) ในขณะเดียวกัน ผู้รับสื่อก็แบ่งแยกกันตามสถานภาพ เช่น 2 ใน 3 ของประชาชนเข้าไม่ถึงสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะราคาสูงเกินไป จึงรับแต่สื่อประเภทเดียวได้แก่โทรทัศน์ช่องที่ดูฟรีเป็นส่วนใหญ่ โทรทัศน์ช่องเหล่านี้อยู่ในกำกับของรัฐ (และทุน) อย่างหนาแน่น จึงไม่เป็นเชื้อให้ต้องการรู้ข่าวให้ลึกไปกว่าที่ได้ทราบทางรายการข่าวโทรทัศน์

เงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้สื่อเชิงพาณิชย์ทุกประเภทใช้มาตรฐานทางธุรกิจเป็นหลักในการดำเนินงานเพียงด้านเดียว และดังที่กล่าวแล้วว่า แม้แต่ต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง ก็ยังแข่งกันในเชิงธุรกิจล้วนๆ ไม่ใช่กลมกลืนมิติด้านธุรกิจเข้ากับมิติด้านคุณภาพ

งานวิจัยกล่าวว่าสื่อไทยมีความหลากหลายสูง (ทั้งประเภทสิ่งพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, อินเตอร์เน็ต และจำนวน) แต่นอกจากถูกควบคุมอย่างรัดกุมมากขึ้นจากรัฐ โดยสื่อเองเลือกที่จะไม่สู้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว (นอกจากสื่ออินเตอร์เน็ต) ผู้รับสื่อของสื่อแต่ละอย่างก็ยังดูจะแยกออกจากกันเป็นกลุ่มๆ ที่ไม่ค่อยเชื่อมโยงกันเองนัก ไม่ว่าจะมีภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองหรือไม่ ผู้คนก็แบ่งกันเองอยู่แล้ว การถือหางทางการเมืองอย่างเข้มข้นในภาวะแบ่งขั้ว ช่วยเน้นการแบ่งให้ชัดขึ้นเท่านั้น

เราได้ปล่อยให้รัฐไทยมีอำนาจเหนือสื่อสูงเกินไปมานาน จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากสักเพียงไร ในทางปฏิบัติสื่อก็ยังถูกควบคุมเหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ (หากดูจากสื่ออินเตอร์เน็ต) งบโฆษณาของรัฐวิสาหกิจเพียงอย่างเดียวก็เพิ่มสูงขึ้นมาก บวกเข้าไปกับโฆษณาโครงการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ก็เป็นจำนวนมหึมา เงินจำนวนนี้ก็มีพลังเพียงพอที่จะควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ได้ในทางอ้อมเสียแล้ว เพราะงบโฆษณาของบริษัทห้างร้านส่วนใหญ่ไปลงที่ทีวีและสื่ออื่นๆ (เช่น งานอีเว้นท์) งบโฆษณาที่น้อยลง ทำให้สื่อยิ่งแข่งขันกันเองอย่างสูง และยิ่งทำให้การแข่งขันเป็นไปในเชิงธุรกิจล้วนๆ มากขึ้นไปอีก

ภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองในเมืองไทยนั้น ว่ากันที่จริงแล้วเป็นการแบ่งขั้วสองด้าน คือด้านหนึ่งเป็นความขัดแย้งกันเองของกลุ่มทุน และอีกด้านหนึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพลเมืองใหม่ ที่เพิ่งเกิดสำนึกทางการเมืองไม่นานมานี้ กับกลุ่มที่เคยจับจองพื้นที่ทางการเมืองได้แน่นหนามาก่อน

ถ้าใช้ประโยชน์ทางธุรกิจเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว ในการเลือกข้างของสื่อแต่ละค่าย ก็ดูไม่น่าแปลกใจนักไม่ใช่หรือว่า สื่อจะเลือกยืนอยู่ฝ่ายไหน เพื่อรักษายอดผู้อ่านและยอดของโฆษณาไว้ ในขณะที่ทุนอีกฝ่ายหนึ่งต้องหันไปสร้างสื่อของตนเอง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์, วิทยุ, และทีวีดาวเทียม

และไม่น่าแปลกใจอีกเหมือนกันที่สื่อเกิดใหม่เหล่านี้ จะเลือกยืนอยู่ฝ่ายใด

อดอยากขนาดกินเนื้อคน จนปีนขึ้นสู่บัลลังก์มหาอำนาจโลก จีนทำได้อย่างไร?

ที่มา มติชน











เอ่ยถึง “ดร.โจเซฟ นีดแฮม” นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องยกนิ้วให้


ในหมู่ชาวจีน ดร.โจเซฟ นีดแฮมคือนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้หลงใหลศาสตร์แห่งโลกตะวันออก นีดแฮมได้รับการยอมรับและยกย่องจากชาวจีนค่อนข้างมาก เหตุเพราะเขาทุ่มเทเวลายาวนานถึงครึ่งศตวรรษในการนำความจริงที่ถูกฝังออกมาให้โลกได้ประจักษ์ความสามารถในการค้นพบแนวคิดสำคัญทางวิทยาศาสตร์ของชาวจีน รวมถึงสิ่งประดิษฐ์อันน่าทึ่งก่อนชาวตะวันตก ผ่านหนังสือชุดสารานุกรมวิทยาศาสตร์อันโด่งดังชื่อ “Science and Civilisation in China” คัมภีร์วิทยาศาสตร์และอารยธรรมจีนโบราณชั้นยอด ได้รับการตีพิมพ์ออกมาถึง 27 เล่ม


“Science and Civilisation in China” ช่วยเปิดโลกจีนและเปิดหูเปิดตาชาวตะวันตกที่เคยมองว่าดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ล้าหลังและป่าเถื่อน ที่สำคัญคัมภีร์ชุดนี้ถูกใช้เป็นหนังสืออ้างอิงอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ และทำให้นีดแฮมได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกงาน “จีนศึกษา” คนแรกๆ ของโลก


ผลงานชิ้นเอกของนีดแฮมทำให้ “โรเบิร์ต เทมเพิล” นักวิทยาศาสตร์รุ่นน้องนำผลงานของนีดแฮมมาย่อยลงให้เหลือเพียงเล่มเดียว ในแบบที่เหมาะสำหรับผู้อ่านทั่วไปได้มีโอกาสทำความรู้จักกับวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ที่ชาวจีนริเริ่มคิดค้น ผ่านหนังสือ “The Genius of China : 3,000 years of Science, Discovery and Invention” หนังสือเล่มนี้เปิดเผยความจริงอันน่าตื่นตะลึงว่า ชาวจีนเป็นผู้ค้นพบหลักการและสร้างสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ก่อนชาวตะวันตกหลายร้อยสิ่ง เป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปี


ตัวอย่าง “แท่นพิมพ์กูเทนเบิร์ก” วลีติดปากที่แบบเรียนกล่อมให้เราเข้าใจว่า โยฮัน กูเทนเบิร์ก คิดค้นระบบการพิมพ์แบบใช้ตัวเรียงพิมพ์และทำให้เกิดการพิมพ์สมัยใหม่ขึ้นในโลก ความเชื่อนั้นถูกลบล้างด้วยหลักฐานที่เปิดเผยว่า ชาวจีนต่างหากที่เป็นผู้เริ่มต้นคิดค้นขึ้นมาก่อนชาวตะวันตกจะรู้จักนับพันปีเสียด้วยซ้ำ


เราทุกคนรู้จัก “คันไถ” ชาวนาใช้คันไถในการเกษตร แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน


ในกาสิโนทุกหัวมุมเมืองมีไพ่ไว้ต้อนรับนักเสี่ยงโชค แต่จะมีใครรู้ว่า “ไพ่” ที่กำลังเล่นอยู่ ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน


โกลเด้นเกต ได้ชื่อว่าเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกแต่น้อยคนจะรู้ว่า “สะพานแขวน” ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน


ทุกคนรู้จักอานุภาพร้ายแรงของ “ก๊าซพิษ ระเบิดควัน แก๊ซน้ำตา” แต่ใครจะรู้ว่า ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน


ภูมิปัญญาของชาวจีนก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์มากมาย เช่น แผนที่ดวงดาวฉบับสมบูรณ์ การตรวจจับแผ่นดินไหว ว่าว เหล็กกล้า ร่มชูชีพ ระหัดวิดน้ำ จรวด กระดาษ การใช้ฮอร์โมนไทรอยด์ ฯลฯ ทั้งภาคเกษตรกรรม ดาราศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยีอุตสาหกรรม การแพทย์ คณิตศาสตร์ การคมนาคม การสงคราม ฯลฯ ชาวจีนริเริ่มแนวคิด สร้างสิ่งประดิษฐ์ และทำให้มนุษย์รุ่นหลังสะดวกสบายมากขึ้น


ไม่แปลกที่ชาวจีนคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ แต่น่าทึ่งที่สิ่งประดิษฐ์โดยฝีมือชาวจีนลบล้างความเชื่อที่มีต่อชาติตะวันตกอย่างสิ้นเชิง


100 สิ่งประดิษฐ์ที่ว่านั้น คนไทยจะได้รับรู้ผ่านหนังสือชื่อ The Genius of China ต้นกำเนิด 100 สิ่งแรกของโลก


ปี 2552 จีนจัดกิจกรรมการคัดเลือก “10 มิตรชาวต่างชาติที่ดีที่สุดในโลกของจีน” จากการลงคะแนนคัดเลือกของประชาชนชาวจีนผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยรางวัลดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อร่วมฉลองในโอกาสครบ 60 ปี ของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการคัดเลือกจากประชาชนจีนให้เป็น 1 ใน 10 ด้วยคะแนนสูงมาก


ครั้งนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพรด้วยสองภาษาทั้งไทยและจีนว่า “ขอให้คนไทยและคนจีนศึกษาจากกันและกัน และให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน เป็นเพื่อนกัน”


นี่คือเหตุผลที่เราควรอ่าน The Genius of China ต้นกำเนิด 100 สิ่งแรกของโลก


การก้าวกระโดดของจีนหลายๆ ด้าน ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก


เปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นมหาอำนาจ เปลี่ยนจากประเทศคอมมิวนิสต์ที่ประชากรอดอยากยากแค้น ขนาดที่ว่าบางครอบครัวเอาลูกหลานมาแลกกันเพื่อฆ่ากินเป็นอาหาร มาสู่โรงงานผลิตสินค้าของโลก


ยังมีคู่มือให้เราได้เรียนรู้จีนในแง่มุมต่างๆ อีกมากมาย อาทิ สถานการณ์โลกกับการทูตจีน,ครองแผ่นดินจีน พรรค ผู้นำ อำนาจรัฐ, บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง, ลูกจีนรักชาติ, จีนจับใจ, มังกรทะยาน คชสารผยอง, 1421 ปีที่จีนค้นพบโลก ฯ


ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวของชาติมหาอำนาจ ที่ควรรับรู้ เรียนรู้ และรับมือ

ศพเหยื่อ"สึนามิ"ญี่ปุ่นเกยตื้นชายฝั่งนับพัน เชื่อยอดอาจพุ่งสูงเป็นหมื่น แผ่นดินไหวถล่มซ้ำ"อิบารากิ"

ที่มา มติชน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ว่ามีรายงานเกิดแผ่นดินไหวความรุนแรง 5.8 ริคเตอร์ ขึ้นนอกชายฝั่งห่างจากจังหวัดอิบารากิไปราว 140 กิโลเมตร สำนักงานธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา (ยูเอสจีเอส) ระบุว่า แผ่นดินไหวลูกนี้เกิดขึ้นลึกลงไป 18 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนได้เขย่าตึกสูงในกรุงโตเกียว เมืองหลวงญี่ปุ่นให้สั่นไหว แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย


ในส่วนปฏิบัติการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ชุดกู้ภัยที่มีเลื่อยและสองมือเป็นอาวุธใช้ในการกู้ภัย ยังคงระดมกำลังกันออกค้นหาผู้รอดชีวิตและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนับหลายล้านคนที่ต้องอยู่โดยไม่มีไฟฟ้าและน้ำใช้ในสถานการณ์วิกฤตที่ถูกระบุว่าเลวร้ายที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเครายงานอ้างเจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่นระบุถึงความเป็นไปได้ว่า อาจมีผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้มากกว่า 10,000 คน หลังจากคลื่นยักษ์ที่เกิดจากแรงแผ่นดินไหว 9.0 ริคเตอร์ ซัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งของญี่ปุ่นและซัดกลืนเมืองหลายแห่งของประเทศให้พังพินาศ


รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นระบุว่า ที่จังหวัดมิยางิยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 785 คน ในหลายเมือง อาทิ เคเซนนูมะ ฮิกาชิมัตสึบารา และเซนได แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเชื่อว่ายอดผู้เสียชีวิตเฉพาะที่จังหวัดมิยางิมีมากกว่า 10,000 คน สำนักข่าวเกียวโดรายงานวันเดียวกันว่า พบศพผู้เสียชีวิตถูกสึนามิซัดมาเกยแนวชายฝั่งของจังหวัดมิยางิอีกราว 2,000 ศพ ที่จังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น มีตัวเลขยืนยันผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 574 คน และที่จังหวัดฟุคุชิมาอีกราว 420 คน


นายนาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงทางโทรทัศน์เมื่อคืนวันที่ 13 มีนาคม ว่า "เหตุการณ์แผ่นดินไหว สึนามิและเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นเผชิญในรอบ 65 ปี นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2" นายคังกล่าว และว่า อาหาร น้ำ และสิ่งของที่จำเป็น เช่น ผ้าห่ม กำลังถูกส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ด้วยเหตุถนนหนทางได้รับความเสียหายหนักจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ทางการกำลังพิจารณาส่งความช่วยเหลือต่างๆ ดังกล่าวไปทางอากาศและทางทะเลไปให้แก่ผู้ประสบภัย


ที่กรุงโตเกียว มีรายงานรถไฟกว่า 100 สาย เปิดให้บริการบางส่วนหรือไม่วิ่งให้บริการเกือบทั้งหมด เนื่องจากมีการตัดกระแสไฟฟ้าตามแผนการออมไฟฟ้าให้แต่ละพื้นได้มีไฟฟ้าใช้สลับกันไป หลังประสบปัญหาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่จังหวัดฟุคุชิมาระเบิด ส่วนปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ยังคงปิดบริการเนื่องจากน้ำมันหมดสต๊อค ที่เมืองอิชิโนมากิ ซึ่งมีประชากรราว 165,000 คน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมยังใช้การไม่ได้และความช่วยเหลือต่างๆ ที่ส่งเข้าไปยังมีปัญหาเนื่องจากเส้นทางขนส่งไปยังพื้นที่นี้ได้รับความเสียหาย

บทเรียน'ดินไหว-สึนามิ'ญี่ปุ่น แนะรัฐให้ข้อมูล'จุดเสี่ยง'ในไทย

ที่มา ข่าวสด

นงนวล รัตนประทีป / รายงาน



สึนามิ สูงร่วม 10 เมตรโถมเข้าใส่เมืองอิวานูมะ จ.มิยางิ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่น เผชิญกับโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ "สึนามิ" ระดับร้ายแรงที่สุดในรอบร้อยกว่าปี เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตนับพัน บาดเจ็บจำนวนมาก และบางเมืองประชากรสูญหายไปเป็นหมื่น ขณะเดียวกัน "เตาปฏิกรณ์" ของโรงงานพลัง งานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เกิดระเบิดจนอาจทำให้เตาหลอมละลาย สร้างปัญหามลพิษใหญ่ตามมาได้

นอกจากนั้น แผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ จุดชนวนคลื่นสึนามิความสูงนับสิบเมตรถล่มญี่ปุ่นครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นคล้อยหลังเหตุแผ่นดินไหวในเมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ และมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในช่วงเวลาติดๆ กัน ทำให้เกิดความกังวลว่า "ประเทศไทย" มีโอกาสพบกับพิบัติภัยรุนแรงเหล่านี้หรือไม่ หลังจากเมื่อเดือนธ.ค. 2547 ก็ต้องเจอกับโศกนาฏกรรมสึนามิซัดถล่มพื้นที่ภาคใต้

นักวิชาการชั้นนำของไทย พร้อมอธิบายและตอบข้อสงสัยข้างต้นกับ "ข่าวสด หลาก &หลาย" ในวันนี้



ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า

ความเสียหายและความลึกของแผ่นดินไหวที่ทำให้ผิวของเปลือกโลกที่อยู่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกก่อเกิดคลื่นสึนามิในญี่ปุ่นแล้ว ยังมีรายงานเกี่ยวกับสึนามิที่แถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เช่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะเกาะลูซอน จะได้รับผลกระทบไล่ไปถึงหมู่เกาะกวม หมู่เกาะฮาวาย ประเทศอเมริกาที่อยู่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ไปถึงหมู่เกาะที่อยู่ทางตอนเหนือนิวซีแลนด์ด้วย

ในช่วงนี้จะพบว่าเกิดแผ่นดินไหวติดกันในหลายประเทศและค่อนข้างรุนแรงนั้น แต่นั่นไม่ได้อยู่เหนือการคาดหมายของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้

อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์แผ่นดินไหวเป็นการคาดการณ์แบบคร่าวๆ เพราะมนุษย์ยังไม่มีเทคโนโลยีใดในปัจจุบัน ที่จะสามารถคาดการณ์ได้แบบแม่นยำว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ความรุนแรงจะเป็นแค่ไหน



ดร.สมิทธ ระบุว่า ส่วนประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ

1.ถนน-อาคารบ้านเรือนในเมืองซูกางาวะ จ.ฟูกูชิมะ พังวินาศ

2.โรงกลั่นคอสโม ออยล์ ในจ.ชิบะ ระเบิดเพราะแรงแผ่นดินไหว

3.นาทีคลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่มเมืองนาโทริ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น หลังเกิดแผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์

4.สนามบินเมืองเซนได พังยับเยิน

5.เพลิงไหม้เมืองยามาดะ จ.อิวาเตะ

6.สภาพในตัวเมืองคาเซนนูมะ จ.มิยางิ หลังเกิดสึนามิ

7.คลื่นสึนามิทำให้เกิดคลื่นน้ำวน ซัดเข้าเมืองโออาราอิ จ.อิบารากิ

8.บ้านเรือนในเมืองนาโทริ จมบาดาล

9.ไฟไหม้



เพราะตั้งอยู่บน "รอยเลื่อน" ของเปลือกโลก

ส่วน "ประเทศไทย" ควรมีการเตรียมพร้อมกับภัยที่เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าอย่างนี้ บริเวณแถวทิศตะวันตกภาคใต้ของเรา

ตั้งแต่ จ.ระนอง ถึง จ.สตูล อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวตามรอยเลื่อนแถวหมู่เกาะอันดามัน เกาะนิโคบาร์ลงไปถึงสุมาตรา ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่เคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้วแต่ไม่ทั้งหมดเพียงครึ่งเดียว

สำหรับอีกครึ่งที่ยังไม่ไหว มีผู้เชี่ยวชาญหลายประเทศพยากรณ์ว่า ครึ่งบนที่มันยังไม่ไหว แต่ถ้าในอนาคตมันไหวเมื่อไรผลกระทบ 6 จังหวัดภาคใต้เราก็ยังมีอยู่

ดังนั้น ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการจัดระบบการเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ และมีการจัดซ้อมอพยพหนีภัย การดูเครื่องมือระบบเตือนภัยว่ายังทำงานหรือไม่

หอเตือนภัยทุกต้นยังทำงานปกติหรือไม่

การเตือนภัยส่งไปถึงหอเตือนภัยได้ทันเวลาหรือไม่

เพราะระยะเวลาการหลบหนีภัยนั้นมีค่อนข้างสั้น



ด้าน รศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยธรณีวิทยาแผ่นดินไหวและธรณีแปรสัณฐาน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า

เหตุ "พสุธาพิบัติ" หรือแผ่นดินไหวจนเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นไปตามคาดการณ์ไว้ของนักวิทยาศาสตร์ หรือนักธรณีวิทยา

เพราะการเกิดแผ่นดินไหวจะเกิดบริเวณใกล้แนวรอยต่อของเปลือกโลก และประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่อยู่บนแนวรอยต่อของเปลือกโลกที่มีการประกบติดอยู่ 3 แผ่น คือ

แผ่นแปซิฟิก แผ่นเอเชีย และแผ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือนักธรณีวิทยาคนใดคาดการณ์หรือพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่รู้อยู่แล้วว่าประเทศตั้งอยู่ในจุดที่เกิดแผ่นดินไหวได้ทุกเมื่อ



ดร.ปัญญา ชี้ว่า การเกิดแผ่นดินไหวตามที่ต่างๆ เช่น นิวซีแลนด์ จีน กระทั่งญี่ปุ่น จริงๆ แล้วเกิดจากรอยเลื่อนที่อยู่ภายในประเทศนั้นๆ

เหมือนกับประเทศไทยก็มีรอยเลื่อนที่ จ.กาญจนบุรี สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้เช่นกัน

แต่แผ่นดินไหวที่ประเทศจีน บอกได้เลยว่า อยู่ห่างไกลจากรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกมาก

ส่วนหิมาลัยเป็นรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกของอินเดียกับเอเชีย ซึ่งเป็นดงของแผ่นดินไหวเหมือนกัน

"ประเทศไทยนั้นจะได้รับผลกระทบหรือไม่อย่างไร ผมขอบอกว่าการคาดการณ์เรื่องแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาตินั้นมีทั้งผิดและถูกพอๆ กันเหมือนเล่นปั่นแปะ ใครที่อยากคาดก็คาดไปผมไม่ขอคาด แต่จะบอกเพียงว่าบริเวณพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่อันตรายจากแผ่นดินไหว"

"อย่าง จ.นครราชสีมา บอกเลยว่าไม่มีทางเกิดแผ่นดินไหวได้ แต่อาจจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวจากแขวงไชยบุรี ประเทศลาว ส่วน จ.กาญจนบุรีนั้นมีรอยเลื่อนอยู่แล้วและเป็นรอยเลื่อนที่อยู่ภายในประเทศที่ได้รับอิทธิพลของการชนกันของแผ่นเปลือกโลกในอดีตนานแล้วเป็นร้อยล้านปี เผอิญมันยังมีการเลื่อนตัวอยู่ ถามว่าอันตรายไหม มันก็น่าอันตรายแต่ผมบอกไม่ได้ว่าเมื่อไรมันจะเกิดเท่านั้น"

ดร.ปัญญา ผู้เชี่ยวชาญธรณีวิทยา จากจุฬาฯ กล่าวต่อไปว่า

ตั้งแต่แม่กลอง แควน้อย แควใหญ่ บริเวณใกล้กับเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม ก็มีรอยเลื่อน โดยเฉพาะเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม แต่ไม่ควรวิตกกังวลเกินไป

เชื่อว่าวิศวกรของ "การไฟฟ้าฝ่ายผลิต" ได้สร้างเขื่อนที่ต้านแรงแผ่นดินไหวได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็คงจะมีการเตรียมความพร้อมเรื่องนี้อยู่แล้วถ้าเกิดแผ่นดินไหว



ดร.ปัญญา ระบุด้วยว่า สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวเป็นผลมาจาก "การปลดปล่อยพลังงาน" ในรูปของแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนมาพร้อมๆ กันเท่านั้นเอง

นั่นหมายความว่า หินมันไม่สามารถรับแรงสั่นสะเทือน หรือพลังงานสะสมได้มาก เพราะเปลือกโลกมันไม่สงบนิ่ง ก็เหมือนตัวอย่าง "รถชนกัน"

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมเกิดในห้วงเวลาใกล้ๆ กัน ถ้าคิดง่ายๆ การเกิดแผ่นดินไหวนั้นเหมือนกับการ "หักไม้จิ้มฟัน" มันจะหักตอนไหนก็ได้ไม่ควรที่จะไปจับเอาแพะมาชนแกะ เพราะไม่เกี่ยวกัน มันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เป็นการเกิดคนละสถานที่

"ผมอยากบอกว่าคนไทยรับข้อมูลข่าวสารได้ แต่ไม่ควรไปจับแพะชนแกะเท่านั้นเอง ตอนนี้มันเหมือนกับพสุธาพิโรธ ส่วนที่เกิดแผ่นดินไหวนิวซีแลนด์และทำให้ผู้คนตายนับร้อยกว่าคนนั้นเพราะรอยเลื่อนที่เกิดจากการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกที่ไม่เท่ากันระหว่างแผ่นเปลือกโลกออสเตรเลียกับแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิก ส่วนที่บอกว่ามันจะส่งผลกระทบมาถึงไทยนั้นมันไกลกันมาก แต่ถ้าบอกว่าจะเป็นโดมิโนหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้น การสะสมตัวในการปลดปล่อยพลังงาน ณ จุดหนึ่ง อาจทำให้โดนด้วยก็เป็นได้"

ดร.ปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนข้อมูลในการบอกให้ประชาชนรับทราบถึงบริเวณหรือภาคที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบแผ่นดินไหวนั้น เป็นหน้าที่ของ "รัฐบาล" โดยเฉพาะ"กรมทรัพยากรธรณี" เนื่องจากมีหน้าที่ทำแผนที่เกี่ยวกับรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลกที่ยังมีพลังงานอยู่ ซึ่งสามารถอาจเกิดแผ่นดินไหวได้

ประชาชนควรรับทราบความจริงจุดนี้ โดยระบุให้ชัดว่า พื้นที่หรือเขตไหนของภาคอันตรายในการได้รับผลกระทบจากรอยเลื่อนภายในประเทศและจะส่งผลถึงจุดไหนบ้าง เหมือนกับ เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ อเมริกา ซึ่งเป็นเมืองธุรกิจ ที่ประชาชนเขารู้ว่ามีรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลกเช่นเดียวกัน

"รัฐต้องบอกข้อมูลที่เป็นความจริงให้ประชาชนรู้ และประชาชนจะเป็นคนเลือกเองว่าจะพัฒนาบริเวณแบบนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือไม่ อย่าเพิ่งไปวิตกกังวลมากเพราะเรื่องนี้คาดเดาหรือพยากรณ์ล่วงหน้าได้ยาก แม้แต่ประ เทศที่เรียกว่าเป็นเซียนมหาเซียนก็ยังไม่รู้เช่นกัน" ดร.ปัญญา กล่าว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 14/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เสียใจอย่าง สุดสุด มนุษยชาติ
ไม่สามารถ คาดประเมิน เกินกว่าฝัน
ความโหดร้าย ถาโถม เข้าโรมรัน
เศร้าจาบัลย์ ทั่วโลก วิปโยคซ้ำ....

เป็นน้ำมือ จากมนุษย์ ที่สุดแล้ว
คงไม่แคล้ว ย้อนยอก มาตอกย้ำ
จะเหลือเพียง ครรลอง กฎของกรรม
คอยหนุนนำ ตามลาก กระชากไป....

จึงเดือดร้อน ทั่วถิ่น แผ่นดินแยก
ภัยชำแรก กลืนสนอง จนหมองไหม้
มนุษย์ชาติ ร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
มองทางใด ใจเริ่มสั่น เพราะหวั่นกลัว....

ธรรมชาติ ลงโทษ แสนโหดร้าย
มุ่งทำลาย อย่างพิโรธ โกรธจนทั่ว
สุดทางตัน มันแยก แล้วแตกตัว
ล้างสิ่งชั่ว โสมม ให้จมดิน....

คำแสดง ว่าเสียใจ ส่งไปถึง
ด้วยคำนึง แห่งมนุษย์ ไม่สุดสิ้น
ให้ผ่านเรื่อง เจ็บช้ำ น้ำตาริน
นำผืนดิน สุข-ชื่น กลับคืนมา....

๓ บลา / ๑๔ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ปูดศึกซักฟอก มีค่าประท้วงพิทักษ์นายกฯ

ที่มา thaifreenews

โดย สายปิง

ปูดศึกซักฟอก มีค่าประท้วงพิทักษ์นายกฯ

ที่มา โลกวันนี้

โฆษกเพื่อไทยปูด ส.ส.รัฐบาลได้รับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรี ประท้วงทำลายความต่อเนื่องการอภิปรายของฝ่ายค้านในสภา และทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายเลิกติดตามการถ่ายทอด ยืนยันทุกคลิปที่จะนำไปเปิดล้วนของจริงไม่มีตัดต่อ โฆษกประชาธิปัตย์โต้กุข่าวทำให้เสียหาย ยันประท้วงแน่หากใช้ข้อมูลเท็จอภิปราย

ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค แถลงความพร้อมการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 มี.ค. นี้ว่า พรรคมีความพร้อมแล้ว แต่ยังกังวลเรื่องการตรวจสอบหลักฐานที่จะใช้ประกอบการอภิปรายในสภา โดยเฉพาะคลิปวิดีโอต่างๆ เพราะรู้สึกว่ารัฐบาลต้องการรู้ข้อสอบก่อนชี้แจงในสภา

“รัฐบาลไม่ต้องวิตกกังวลอะไร ยืนยันว่าคลิปต่างๆที่จะนำมาเปิดประกอบการอภิปรายไม่มีการตัดต่อ ทุกคลิปเป็นของจริง หากพบว่ามีการตัดต่อเพื่อให้ร้ายสามารถดำเนินคดีได้” นายพร้อมพงศ์กล่าวพร้อมฝากไปถึงนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ทำหน้าที่ควบคุมการประชุมด้วยความเป็นกลาง และอยากฝากไปถึงนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขอให้ยกเลิกคำสั่งให้ลูกพรรคขอตัวเองทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะมีแหล่งข่าวแจ้งว่าทุกครั้งที่มีการประท้วงเพื่อทำลายจังหวะการอภิปราย ของฝ่ายค้าน และเพื่อทำให้ประชารชนเบื่อหน่ายไม่ติดตามการอภิปรายจะมีเงินค่าตอบแทนให้ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่

นายพร้อมพงศ์ยังแสดงความกังวลการถ่ายทอดสดการอภิปรายผ่านช่อง 11 ด้วยว่า อาจมีการตัดการถ่ายทอดสดในช่วงที่มีเหตุการณ์สำคัญในสภาเป็นระยะๆเหมือนกับ ที่ทำมาแล้วในการอภิปรายครั้งก่อน โดยอ้างว่าทางสถานีมีรายการที่ทำสัญญากับเอกชนไว้ หากเป็นอย่างนี้ควรไปถ่ายทอดช่องอื่น นอกจากนี้ยังเห็นว่าไม่ควรเซ็นเซอร์หลักฐานที่ฝ่ายค้านนำมาแสดงในสภาเวลา ถ่ายทอดสด เพราะประชาชนสามารถใช้วิจารญาณของตัวเองได้ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่

“เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลที่ใช้ในการอภิปราย หลังจาก ส.ส. อภิปรายจบแล้วจะนำข้อมูลทั้งหมดมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ของพรรคทันที” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวและว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไม่ควรเล่นการเมืองแบบเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น ควรหยุดกล่าวหาพรรคเพื่อไทยว่าเป็นตัวป่วน สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง เพราะพรรคเพื่อไทยไม่เคยอยู่เบื้องหลังการสร้างสถานการณ์ใดๆอย่างที่นายสุ เทพกล่าวหา ทางที่ดีหลังการเลือกตั้งนายสุเทพควรเคารพมติประชาชน ไม่ใช่ใช้อำนาจอื่นเข้ามแทรกแซงเพื่อให้ตัวเองได้จัดตั้งรัฐบาลเหมือนที่ ผ่านมา

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่า พรรคไม่ได้ล็อบบี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยให้ลดความเข้มข้นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะพรรคเคารพการตรวจสอบของฝ่ายค้านตามระบบรัฐสภา เรื่องนี้เป็นเพียงการกุข่าวเพื่อใส่ร้าย

“ไม่มีการตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี แต่จะมีการประท้วงการอภิปรายแน่นอนหากใช้ข้อมูลหลักฐานเท็จมากล่าวหาในสภา จึงหวังว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่นำคลิปที่ผ่านการตัดต่อมาฉายในสภา”

บทสัมภาษณ์ ณัฐวุฒิ ตอน๑:ถ้าอำนาจพิเศษไม่หยุดบงการตั้งรัฐบาลประชาชนจะไม่ฟังใครอีก

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

บทสัมภาษณ์“ณัฐวุฒิ”ตอน ๑:ถ้าอำนาจนอกระบบไม่หยุดบงการตั้งรัฐบาล ประชาชนจะไม่ฟังใครอีกแล้ว


ระวังจะพังกันทั้งกระดาน!


โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม


หลังออกจากเรือนจำ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ” แม่เหล็กของคนเสื้อแดง ยังต้องรับบทหนักเพื่อช่วยเหลือเหยื่อเสื้อแดงที่บาดเจ็บและที่ถูกคุมขังในเรือนจำ แม้ “หนุ่มเต้น”จะมีปัญหาสุขภาพ เดินกระเผก อยู่หลายเดือนจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นปราสาท แต่ก็ไม่ย่อท้อเพราะความฮึกเหิมที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเมื่อมั่นใจเสื้อแดงกำลังชนะในการเลือกตั้งเร็ววันนี้ เขาเปิดใจกับ “โพสต์ทูเดย์” อย่างละเอียดถึงทิศทางการต่อสู้ ตัวตน อนาตต และการปรองดอง

ถ้าไม่เคารพผลเลือกตั้ง...จะไม่มีใครฟังใครแล้ว

0ได้ข้อสรุปอะไรจากที่อยู่ในคุก 9 เดือน

เราได้ข้อสรุปว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจพร้อมที่จะทำทุกวิธีการเพี่อปกป้องอำนาจของตัวเองและจะไม่ยอมให้ประชาชนได้ระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เรียกร้อง รวมถึงการใช้กำลังเข้าเข่นฆ่า เมื่อเราเข้าใจตรงนี้ว่ามีความอำมหิตเกินพิกัด จากฝ่ายที่มีอำนาจก็จะต้องกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวของเรา ไม่ให้สุ่มเสี่ยงที่จะเปิดโอกาสให้เขาทำอย่างนั้นได้อีก ที่เป็นข้อสรุปของเราซึ่งก็เป็นข้อยืนยันอยู่แล้ว คือ เราต้องใช้หลักสันติวิธีในการต่อสู้ เพราะถ้าเรายืนยันสันติวิธี แม้เราอาจไม่สามารถต้านทานปฏิบัติการทางทหารได้ แต่เรามีความชอบธรรมในทางการเมืองที่จะต่อสู้ต่อไป มีคนบอกว่า การต่อสู้ของเราที่ผ่านมา คนเสื้อแดงพ่ายแพ้ยับเยิน แต่ผมว่า ไม่ใช่ แน่นอนความสูญเสียเกิดขึ้นกับประชาชน เกิดความบอบช้ำกับขบวนการ แต่เราอธิบายสิ่งนี้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ไม่ได้ เพราะเราต่อสู้ทางการเมืองเพื่อหวังให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนำพาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เราต้องการ และถ้าเราชนะทางการเมืองเราก็จะชนะทุกอย่าง

0 อะไรคือ ชัยชนะ เป็นรัฐบาลหรือ เพราะจะได้ช่วยผลักดันอะไรได้มาก

ผมอยู่ข้างในติดตามการวิเคราะห์ข่าวของสื่อว่า เลือกตั้งครั้งนี้มีหวยล็อค ไม่ว่า ใครชนะเลือกตั้ง ประชาธิปัตย์ก็จะได้เป็นรัฐบาล และหลายๆ ฝ่ายเชื่อกันด้วยว่า ประชาธิปัตย์จะไม่ชนะเลือกตั้งแต่จะเป็นรัฐบาล การวิเคราะห์แบบนี้ มันอธิบายว่า ผู้ที่ตั้งประเด็นในการวิเคราะห์ ไม่ได้มองเห็นพลังของประชาชนเลยว่า ถึงเวลาแล้วที่คุณ จะล็อคหวยได้จริงหรือไม่ แล้วประชาชนที่ เขาออกมาแสดงเจตนารมณ์เลือกพรรคการเมืองที่เป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง เขาจะปฏิกิริยากับสิ่งนั้นอย่างไร แต่หลังการเลือกตั้ง ถ้ามีการบิดเบือนพลังของประชาชน วิกฤตจะไม่จบ แล้วมันจะไม่มีใครฟังใคร ผมส่งสัญญาณไว้ก่อนว่า จะไม่มีใครฟังใคร (เน้นเสียง) เพราะพวกคุณไม่เคยฟังประชาชน การเลือกตั้งคราวนี้แน่นอนผมฟันธงว่า มันไม่ได้เป็นการเลือกตั้ง ที่จะทำให้วิกฤตความขัดแย้ง 4-5 ปีที่ผ่านมาคลี่คลาย

0 ถึงแม้เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลอย่างนั้นหรือ

ปัญหาทั้งหมดมันจะไม่จบหลังการเลือกตั้ง แต่ถ้าเป็นการเลือกตั้งที่ตรงไปตรงมา มีกติกาชัดเจนแล้วบริสุทธิ์ยุติธรรม และหลังการเลือกตั้งเคารพในเจตนารมณ์ประชาชน มันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการจะสร้างความสงบ สร้างความปรองดอง และคลี่คลายความขัดแย้งเพราะถ้าประชาชนส่วนใหญ่คิดอย่างไร ก็ต้องเคารพแล้วเดินตามนั้น แต่ถ้าเราอธิบายว่า พรรคใดรวมคะแนนได้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องได้อันดับหนึ่ง อธิบายอย่างนี้ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดรธน. แต่มันไม่ถูกกับสถานการณ์การเมืองประเทศขณะนี้ ที่ไม่เอื้อให้คุณทำแบบนี้ ถ้าคุณทำแบบนี้ มันจะไม่มีใครฟังใคร แล้วถึงเวลานั้น มันจะพังกันทั้งกระดาน

0 จะแรงกว่า พฤษภา 53 หรือไม่

ผมไม่สามารถกำหนดความแรงหรือไม่แรงได้ แต่ผมบอกได้ว่า ประชาชนเขาจะเหลืออดเหลือทน เพราะแสดงว่า คุณไม่ยอมรับในพลังอำนาจของประชาชนเลย

0ที่บอกว่า จะเกิดภาวะไม่มีใครฟังใคร จะซ้ำรอยถึงขั้นโกลาหลหรือไม่

มันไม่ได้อยู่ที่ประชาชนแต่อยู่ที่ผู้มีอำนาจ ว่า คุณเลือกที่จะเข้าใจสถานการณ์นี้หรือไม่ ที่ว่า การต่อสู้ของประชาชนในประเทศ คุณทำแต่สิ่งที่คุณต้องการโดยไม่ดูว่า ประชาชนต้องการอะไร ผมจึงพยายามบอกผู้มีอำนาจว่า ท่านอย่ามาเข้าใจว่า ประชาชนเปลี่ยนไป พวกท่านต่างหากไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง แล้วพยายามใช้อำนาจนอกระบบขัดขวางการเปลี่ยนแปลงนี้ ถ้าผู้มีอำนาจในประเทศไทยไม่ศึกษาปรากฎการณ์เหล่านี้ทั้งในและต่างประเทศ มันก็จะเดินไปสู่ภาวะที่ เขาจะใช้อำนาจ โดยไม่คำนึงถึงอะไรเลย และสุดท้ายก็จะพังทั้งกระดาน

0 พังทั้งกระดานคืออะไร

คือ ประชาชนจะปฏิเสธกลไกอำนาจที่มากดทับอยู่แล้วจะเข้ามาต่อสู้เพื่อจัดสมดุลทางอำนาจในบ้านเมืองนี้ใหม่ ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง อำมาตยาธิปไตยที่เป็นคู่ต่อสู้ของประชาชน ก็จะอ่อนแอ จนไม่สามารถลุกขึ้นมาบงการหรือเข้ามาจัดการบ้านเมืองให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้อีก

0แนวทางที่จะนำไปสู่การปรองดองในสังคมจะเกิดขึ้นได้ไหม

เกิดขึ้นได้ ทุกคนต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยก่อนว่า ประชาชนเขาไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจ หรือ กติกานอกระบบอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่จะทำให้เกิดความปรองดองกันได้ก็ คือ ทำให้บ้านเมืองขับเคลื่อน เดินหน้าไปตามกระบวนการประชาธิปไตย ผมว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดตัดสำคัญของสถานการณ์ในประเทศไทยนะ ถ้าทุกคนยอมรับผลการเลือกตั้ง และเคารพเจตนารมณ์ของประชาชน ทุกอย่างก็จะมีสัญญาณที่ดีไปสู่การเริ่มต้นไปสู่การปรองดอง แต่ถ้ามีหวยล็อคมีการโกงการเลือกตั้ง มีการใช้อำนาจนอกระบบจัดตั้งรัฐบาล มันจะคุยกันไม่ได้อีกเลย

เลือกตั้งเสร็จ นายกฯชื่ออะไรไม่สำคัญ สำคัญว่า เป็นนายกฯของใคร ของประชาชน หรือ ของอำมาตยาธิปไตย เป็นนายกฯของประชาชนคือ พรรคไหนชนะเลือกตั้ง คุณก็เป็นรัฐบาล แต่ถ้าเป็นหวยล็อคมันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หยุดฝันร้ายของประชาชน ทำลายฝันดีของผู้เผด็จการ เอาทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผมพร้อม รัฐบาลพร้อม ใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังเอาไหม กองทัพพร้อมไหม นั่นก็เป็นวิธีการที่จะปรองดองได้

0ขึ้นอยู่กับศาลที่ทุกฝ่ายจะต้องยอมรับการตัดสิน

ก็ว่ากันแฟร์ๆ ผมไม่ได้บอกว่า ให้พวกคุณเหมือน 9 เดือนอย่างผมก่อน ไม่ใช่ ผมต่อให้ผมติดก่อน 9 เดือนไม่เป็นไร แต่ว่า คุณมาเริ่มตรงนี้กันไหมเพื่อสร้างความปรองดอง ทำไมการปรองดองของคุณอภิสิทธิ์จึงติดคุกไม่ได้ ทำไมนายทหารใหญ่ๆ จะติดคุกไม่ได้ ทำไมอำมาตยาธิปไตยทั้งหลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะติดคุกไม่ได้ ปัญหาคือ ไม่มีการใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ผมจึงไม่อยากให้สังคมไทยมีจินตภาพเดียวว่า การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ จากกวาดทุกอย่างทิ้งไปลืมๆกันไป

0 ถ้าเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลโอกาสที่จะผลักดันคดีนี้เข้าสู่ศาล เพื่อให้คุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพถูกดำเนินคดีจะมีมากขึ้นใช่ไหม

ก็ต้องพยายายามขับเคลื่อนเพราะทุกฝ่ายต้องมีส่วนรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่เคยปฏิเสธความรับผิดชอบ และผมพร้อมสู้คดีจนถึงที่สุด สุดทางกันตรงไหน ว่ากันตรงนั้น อีกฝ่ายหนึ่งพร้อมไหม ปรองดองเกิดได้นะ อ่าว ถ้าผมผิดผมติดคุก คุณอภิสิทธิ์ผิด คุณอภิสิทธิ์ติดคุกกันทั้งคู่ก็ยังปรองดองได้ เพราะคนมันเห็นว่า มีความยุติธรรม

0 แต่เหมือนสถานการณ์กำลังวิ่งไปสู่การนิรโทษกรรม ล้างไพ่กันหมดเลย

วันนี้ อย่าเพิ่งไปพูดถึงปลายทาง เอาที่ต้นทางก่อน เราจะมีการเลือกตั้งไหม วันนี้คนในสังคมยังคิดไม่เหมือนกันเลยว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นจริงหรือไม่ แล้วเลือกตั้งแล้ว เจตนารมณ์ของประชาชนจะได้รับการเคารพหรือไม่ หรือ จะมีรัฐบาลหวยล็อค ฉะนั้น อย่าเพิ่งพูดไปถึงปลายทางให้ยืดยาว เอาที่ต้นทางนี้ก่อน ถ้าบ้านเมืองนี้ไม่มีการเลือกตั้งผมว่า ไม่ต้องคิดถึงเรื่องปรองดอง ถ้าบ้านเมืองนี้เลือกตั้งเสร็จแล้ว มันล็อคหวยตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก มันจะปรองดองกันอย่างไร เห็นมั้ยเรายังมีหลักกิโลเมตรที่จะต้องพิสูจน์ยืนยันว่า ผู้มีอำนาจในประเทศมีความเข้าใจในสถานการณ์แค่ไหน ยอมรับในความเห็นประชาชนแค่ไหน

0 เห็นคนในเพื่อไทยและแกนนำเสื้อแดงบอกว่า สู้แล้วไม่มีทางชนะแม้เสื้อแดง กับ เพื่อไทยจะมีพลัง

ผมไม่ได้ไปวิพากษ์อะไรในแนวคิดแบบนี้ แต่เราก็ต้องคิดอีกมิติหนึ่ง ผมว่าที่เราทำ เราไม่ได้กำลังวิ่งชนกำแพง แต่เรากำลังก่อบันไดที่จะเดินข้ามกำแพงนี้ต่างหาก เราไม่ได้วิ่งชน แน่นอนเราเจ็บปวดเพราะคนที่อยู่บนกำแพง ไม่ยอมให้เราปีนขึ้นไป ก็จะเทน้ำมัน เททรายร้อนๆ ลงมา ยิ่งลูกดอกลงมา แต่เราก็ขึ้นไปได้มากขึ้นทุกที เรื่องอะไรเราจะเดินชนก็ทำบันไดปีนขึ้นไป เจ็บปวดแต่วันหนึ่งเราจะไปถึงเพราะ เรามาไกลเกินกว่าที่ใครเคยมาได้แล้วในเวลานี้


##ไม่ได้ขี่หลังเสือ แต่โลดโผนเกินกว่าที่ตัวเองคิด

0ได้กลับมาคิดหรือไม่ว่า ตัวเราโลดโผนเกินไป

ผมไม่เคยคิดว่าจะต้องมาทำงานมวลชนเป็นแกนนำอะไรแบบนี้ ผมสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก และคิดเพียงว่าจะมาสมัคร ส.ส. ถ้าได้เป็น ส.ส.ก็มาทำงานการเมืองและก็เดินหน้าในทางการเมืองจนสุดทางที่จะไปได้เท่านั้น แต่เมื่อมีการยึดอำนาจแล้วผมมาทำหน้าที่ตรงนี้ ผมก็ไม่เคยคิดจะถอยกลับออกไป วันนี้เป็น ส.ส.หรือไม่เป็น ส.ส. สำหรับผมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หน้าที่ในการต่อสู้กับประชาชนจนได้ประชาธิปไตย นี่คือ เรื่องสำคัญที่สุด แล้วผมจะเดินหน้าต่อไป แน่นอนสิ่งที่ผมทำมันโลดโผนเกินกว่าผมจะจินตนาการได้มาตั้งนานแล้ว ผมไม่เคยคิดว่า ชีวิตจะต้องเข้าคุกเข้าตาราง เสี่ยงกระสุนปืน เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างนี้ แต่ว่า ผมก็จะโลดแล่นไปจนมันถึงป้ายสุดท้ายของการต่อสู้

ผมไม่อาจจะจินตนาการได้เลยว่า ข้างหน้าผมจะเจออะไรบ้าง แต่ว่า ผมเอาอย่างเดียวคือ วันที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ส่วนจะเจออะไรบ้าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่แล้ว

0 สถานการณ์มันบังคับให้เราลงหลังเสือไม่ได้อย่างนั้นหรือ

ไม่ใช่ ผมไม่ได้มีความรู้สึกว่า ผมกำลังขี่หลังเสือ แต่ผมรู้สึกว่า ผมกำลังจับมือกับประชาชนที่ต้องการอำนาจอธิปไตย ต้องการความเสมอภาค เท่าเทียม ฉะนั้น มันไม่ใช่เป็นการขึ้นหลังเสือ ถ้าผมจะเลิกใครจะทำอะไรผม

0 เมื่อมีคดีก่อการร้ายตัวติด จึงจำเป็นให้ต้องสู้ ถ้าไม่สู้ก็จะถูกกดอยู่เรื่อยๆ

ไม่มีครับ เพราะว่า ยิ่งสู้คดืที่มีจะยิ่งถูกเล่นงานมากขึ้น ถ้ายอมเขาเสีย ไปสยบ ซูฮก เกี้ยเซียะ อะไรต่างๆ ที่มันพันธนาการตัวเองอยู่ ก็อาจจะได้ขยายคลาย แต่ถ้าเดินหน้าสู้ต่อไป ทุกคดีความ ทุกเรื่อง มันก็อาจจะพุ่งมาทิ่มแทงเรามากขึ้น แต่ผมไม่สนใจ ผมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อทำตรงนี้ให้สำเร็จ และผมมั่นใจว่า เราจะทำสำเร็จด้วย และจะชนะได้

0 มั่นใจจากอะไร เพื่อไทยหรือเสื้อแดง

ผมศรัทธาในประชาชน และผมเชื่อว่า ประชาชนจะชนะ เอาอย่างนี้ พรรคการเมืองหรืออะไรใดๆ มาเป็นองค์ประกอบ แต่ศรัทธาสูงสุด คือ ประชาชน และผมมั่นใจ..ชนะ

0 ครอบครัวเป็นห่วงเราไหม เรามาไกลขนาดนี้

เป็นห่วง คือ ทั้งครอบครัวที่ใต้ เป็นห่วงผม และผมก็เป็นห่วงครอบครัว ตอนอยู่ข้างใน ก็เป็นห่วงลูกเมีย สงสารลูกเพราะยังเล็กแล้วเราไม่เห็นอนาคตเลยว่า จะได้ออกมาเมื่อไร อาจจะติดเป็นปี หรือ ยังไงผมไม่ทราบ นั่นเป็นความยากลำบากที่เราต้องผ่านมา เป็นความกดดันในจิตใจ แต่ว่า ผมต้องผ่านมันให้ได้ แล้วผมก็ต้องปรับวิธีคิดใหม่ คือ คนหนึ่งเป็นเมีย อีกสองคนเป็นลูก มันก็กังวล เจ็บปวดหนัก ผมก็เลยคิดเพิ่ม เอาลูก เอาเมียเป็นคนเสื้อแดงเสียด้วย มันก็จะทำให้เราเกิดความคิดว่า เมื่อเป็นคนเสื้อแดงก็ต้องทนได้ และก็ต้องสู้ด้วยกัน มีครอบครัวคนเสื้อแดงอีกจำนวนมากที่สูญเสียมากกว่าเรา สมาชิกในครอบครัวคนที่บาดเจ็บ ล้มตาย พิการ แต่เขาก็ยังยืนหยัดต่อสู้ ฉะนั้น คนเสื้อแดงอีกสามคนในครอบครัว
นายณัฐวุฒิ ก็ต้องสู้ ทน และผ่านมาให้ได้

0 ที่บอกให้เมียและลูกขึ้นเวทีวันนั้นใช่ไหม

ก็บอกให้เขาขึ้นไป ผมถามลูกชายผมว่า เป็นคนเสื้อแดงหรือเปล่า เขาก็บอกเป็น เมื่อเป็นคนเสื้อแดงก็ต้องสู้ด้วยกัน

0 ภรรยา เคยขอร้องไหมว่า พอเหอะ

ไม่เคย เขาก็มาเล่าให้ฟังว่า ลูกเป็นอย่างไรบ้าง เขาก็มีความสุขทางร่างกาย จิตใจที่จะต้องรับภาระทุกอย่างในครอบครัว แล้วก็ห่วงใย แต่ไม่เคยบอกให้หยุด แล้วเราจะไม่พูดกันเรื่องนี้ เพราะเราทั้งหมด ตัดสินใจร่วมกันแล้วว่าจะสู้ร่วมกับประชาชน ไม่มีทางหยุด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมไม่หยุดการต่อสู้แน่นอน

0เดินหน้าลุยต่อ

แต่ว่า มันก็ต้องเดินหน้าด้วยสติ ปัญญา เหตุผล ด้วยความคิดอ่านที่สุขุมรอบคอบ ไม่ใช่เดินหน้าด้วยอารมณ์ หรือ ความโกรธแค้นชิงชัง ในใจผมเวลานี้เต็มไปด้วยความโกรธแค้น ชิงชัย กับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพี่น้องผมที่บาดเจ็บล้มตาย โกรธแค้นกับความอำมหิตของผู้มีอำนาจที่กระทำกับประชาชน แต่เราต้องกลืนกินเอาความโกรธแค้นชิงชัยทั้งหมด แล้วแปรเปลี่ยนมาพลัง เราจะเดินหน้าต่อสู้ด้วยความโกรธแค้นชิงชัยไม่ได้ เราต้องสุขุมนุ่มลึกด้วยสติปัญญา และก็ต้องทุกมิติทั้งในและต่างประเทศ ออกมาผมก็คุยกับ โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ตั้งเขามาเป็นทนายความผม ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในประเทศไทย อัมสเตอร์ดัมสามารถเคลื่อนไหวในนามผมได้ทันทีในต่างประเทศ ถ้ามีการยึดอำนาจในประเทศไทย อัมสเตอร์ดัมไปสหประชาชาติได้ทันทีในฐานะทนายความของพวกผม


(ที่มา โพสต์ทูเดย์ , 12 มีนาคม 2554)

1stAnniversaryRedMarch ดร ประแสง.wmv 2011-03-12@2134

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome


http://www.youtube.com/watch?v=DIEMUArzmLs&feature=player_embedded#at=18



Re:

โดย Tuxedo

2011-03-12 ๑ปีเสื้อแดงเคลื่อนพล WMV,MP3& Youtube Playlist

Mediafire >> WMV,MP3

Youtube Playlist >> 2011-03-12 1ปีเสื้อแดงเคลื่อนพล

"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

ไฟล์งานเสวนา"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"
เปิดงานโดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
วิทยากรโดย
ดร.พิชฌ์ พงษ์สวัสดิ์
อ.สาวตรี สุขศรี
สมบัติ บุญงามอนงค์
จีรนุช เปรมชัยพร
ดำเนินรายการโดย อ.ปกป้อง จันวิทย์







ไฟล์ MP3>>http://www.mediafire.com/?p4cs4ndsygohp

ไฟล์ VDO>>http://www.mediafire.com/?0ii8edfna5k7m