WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 15, 2011

75,000 เว็บไซด์ที่ถูกปิด:ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
งานเสวนาเปิดตัวเว็บไซด์และอี-ไลบรารี่ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"
www.puey-textbooksproject.org
ณ ห้องบุญชู โรจนเสถียร ตึกเอนกประสงค์ ชั้น3
ม.ธรรมศาสตร์ วันที่ 12 มีนาคม 2554

ตู่...บอกจะอัญเชิญพระแก้วมรกต...ไปสาบานกันในสภาเลย...แมงสาปคงจะยอมหรอก..!!!

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut

“จตุพร” ด่า “ชัย” เผด็จการลดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ กร้าวไม่ยอมให้ตั้งกรรมการตรวจสอบหลักฐาน กลัวรู้ข้อสอบก่อน ยืนยันเอกสารหลักฐานของจริงทุกชิ้น ประกาศให้รอดูหน้าคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมอุ้มพระแก้วมรกตเข้าสภาท้า “นายกฯ-สุเทพ” สาบาน เตรียมออกหนังสือ-วีซีดี หลังอภิปราย

วันที่ 14 มี.ค.2554 ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่ม นปช. แถลงถึงจำนวนวันการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ควรเพิ่มจำนวนเป็น 4 วันและลงมติอีก 1 วัน รวม 5 วัน ตามข้อตกลงของวิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้าน เพราะเวลา 3 วันและลงมติอีก 1 วัน รวม 4 วัน ไม่สามารถอภิปรายได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้หน้าที่ประธานต้องปฏิบัติตามข้อตกลงของวิป 2 ฝ่าย เว้นแต่ตกลงกันไม่ได้ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจึงใช้ดุลพินิจชี้ขาด ไม่ใช่ใช้อำนาจเผด็จการเข้ามาลดจำนวนวันอย่างที่กระทำอยู่

นายจตุพร กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง มีความพยายามตั้งกรรมการตรวจสอบข้อมูลหลักฐานที่จะนำไปประกอบการอภิปรายไม่ ไว้วางใจนั้น ยืนยันว่าไม่เห็นด้วยเพราะจะทำให้รู้ข้อสอบก่อน เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ที่นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนสนิทนายอภิสิทธิ์ซึ่งถูกตั้งเป็นกรรมการ จะไม่นำข้อมูลไปบอกนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก่อน ดังนั้นการดูข้อสอบก่อนจึงไม่ใช่วิถีทางของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และในทางปฏิบัติหลักฐานทุกชิ้นที่ใช้อภิปรายต้องส่งมอบให้ประธานสภาผู้แทน ราษฎรทั้งหมดเพื่อนำไปตรวจสอบว่าใครใช้หลักฐานเท็จ ซึ่งความงดงามของการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่ตรงนี้ การขอตรวจหลักฐานก่อนไม่เคยปรากฏแต่เพิ่งมามีในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หากนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพยังดึงดัน ตนก็ขอถามกลับว่าจะยืนยันให้เป็นมาตรฐานในวันที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องเป็น ฝ่ายค้านด้วยหรือไม่

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นสลายชุมนุมกลุ่ม นปช.นั้น ยืนยันว่าเอกสารทุกชิ้นเป็นเอกสารราชการทั้งหมด โดยมีเป็นร้อยหน้า และหลักฐานทุกชิ้นเป็นของจริง ไม่ว่าจะเป็นคลิปบันทึกการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ที่มีทั้งภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่งยืนยันหน้าตาคนเผาครบถ้วน เพราะคนทำข้อมูลอยู่ในเหตุการณ์เอง ถ้ารู้ว่าใครเป็นคนทำข้อมูลให้แล้วจะช็อค รวมถึงการเผาศาลากลางจังหวัดต่างๆ เช่นที่ จ.อุดรธานี ตนจะไล่เรียงรายละเอียดให้เห็นว่ามีกระบวนการปั้นหลักฐานเท็จอย่างไร เรื่องสลายชุมนุมไม่ใช่การอภิปรายซ้ำ แต่เป็นการต่อประเด็นจับโกหกนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ดังนั้นที่นายสุเทพพูดจาแดกดันพวกตนสร้างหลักฐานเท็จมโหฬารนั้นไม่ใช่ความ จริง แต่จะเป็นนายสุเทพเองที่เคยโกหกต่อสภาและประชาชน ซึ่งหลังอภิปรายแล้วเสร็จคิดว่าน่าจะทำหนังสือหรือพอกเก็ตบุ๊คหรือวีซีดีสัก ชุด

“ผมขอท้าทาย ถ้าประธานที่ประชุมอนุญาตผมจะอัญเชิญพระแก้วมรกตไปตั้งไว้ที่ห้องประชุม เพื่อสาบานกันไปเลย เพราะคนบางคนหน้าด้านอภิปรายความเท็จ นอกจากนี้ผมขอท้าทายนายสุเทพว่ากล้าใช้อำนาจเลขาธิการพรรคสั่งลูกพรรคห้าม ประท้วงขณะอภิปรายหรือไม่ ส่วนผมก็จะเสนอพรรคเพื่อไทยสั่งห้ามส.ส.ประท้วงขณะนายรัฐมนตรีและนายสุเทพ ชี้แจงเช่นกัน เพื่อประโยชน์ในการรับรู้ข้อมูลของประชาชน ” นายจตุพร กล่าว

**************************

งานนี้ผมว่าท่านก็คงไม่ไหวเหมือนกัน...อีกคนดุดัน คาดคั้น จะเอาเป็นเอาตาย ส่วน อีกคนก็กระล่อน สีข้างเข้าถู ตอแหลเป็นอาชีพ ถ้าอัญเชิญไปจริงๆผมว่าท่านคงไม่ไหวหรอกครับ...และมาร์คคงนำทีมประท้วงค้านก่อนเพื่อนเลย...



"มาร์คเล่นแรง" อนุมัติซื้อ "รถปราบม็อบแดง 150 ล้าน" เตรียมพร้อม

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย Go6



วันที่ 14 มี.ค.2554 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชุมคณะรัฐมนตรี
ได้พิจารณาเรื่องที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร( กอ.รมน).
เสนอขออนุมัติงบประมาณ เพื่อใช้ในการติดตามดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
ในการชุมนุมทางการเมืองในขณะนี้
โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาในเรื่องลับและขอเก็บเอกสารกลับคืนไปด้วย
ซึ่งที่ประชุมได้มีมติอนุมัติงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท
เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจัดหาจัดซื้อรถปราบจลาจลจำนวน 5 คัน
ราคาคันละ 26 ล้านบาท
และยังอนุมัติงบประมาณอีก 13 ล้านบาท ในการติดตามสถานการณ์


http://www.go6tv.com/2011/03/150.html

ศาลสั่งจำคุกผู้ออกแบบเว็บ "นปช.ยูเอสเอ"13ปี ผิด112-พ.ร.บ.คอมฯ

ที่มา ประชาไท

(เบื้องต้น)

วันนี้ (15 มี.ค.54) ศาลอาญา รัชดา ตัดสินจำคุก นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ผู้ออกแบบเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ โดยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำคุก 10 ปีและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมฯ 3 ปี รวมจำคุกเป็นเวลา 13 ปี

หาแกนนำแบบไหนดี สำหรับชาวเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


คำถามสำคัญก็ยังอยู่กับสิ่งที่เคยเอ่ยถึงไปแล้วคือ “มวลชนพร้อมแล้ว แกนนำพร้อมหรือยัง...คุณสมบัติที่จะเป็นแกนนำ หรือถูกเลือกเป็นแกนนำโดยมวลชน ควรเป็นดังนี้...


โดย Pegasus
15 มีนาคม 2554

ช่วงนี้เป็นการตั้งตัวเดินงานมวลชนกันใหม่สำหรับชาวเสื้อแดง โดยมี นปช. เป็นแกนนำสำคัญ มีแกนนำอื่นๆเกิดขึ้นมากมายตามมา

ใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ล้วนแต่มีเสื้อแดงตามไปเป็นมวลชน โดยไม่แบ่งแยกกัน มีแต่แกนนำเท่านั้นที่มีปัญหากันเอง จะด้วยเหตุผลเป็นประการใดก็สุดแท้แต่ความเห็นไป

บทความครั้งนี้ จะเป็นการแนะนำสำหรับการเลือกหาแกนนำ หรือผู้ที่อาสาจะมาเป็นแกนนำ สมควรที่จะฝึกฝนตนเองให้เหมาะสม และทำให้มีโอกาสประสบชัยชนะได้

แกนนำในที่นี้เป็นแกนนำได้ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบลจนถึงเบียดขึ้นเป็นแกนนำระดับชาติได้เช่นกัน ส่วนใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นประการใดยินดีรับฟังความเห็น

คุณสมบัติที่จะเป็นแกนนำหรือถูกเลือกเป็นแกนนำโดยมวลชน ควรเป็นดังนี้

ไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน

แกนนำควรมีฐานะบ้าง ส่วนการบริหารเรื่องการเงินควรรัดกุมแยกกันคุม การรับบริจาคมีการทำบัญชีและชี้แจงได้ ส่วนการแจกจ่ายเงินต้องตรงไปสู่ทุกกลุ่มย่อยในทุกกิจกรรม ไม่มีเขื่อนกั้นหรือใช้เงินในกลุ่มแกนนำเองมากกว่ามวลชน

ไม่สุ่มเสี่ยงเอียงซ้าย

สุ่มเสี่ยงเอียงซ้ายคือ ใช้ความจัดเจน ใช้อารมณ์ หุนหัน มากกว่าความเข้าใจในความเป็นจริงในภาวะแวดล้อม บางทีเมาสุราก็มี ทำให้การตัดสินใจไม่รอบคอบ ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์รวมของมวลชน หรือ มวลชนไม่พร้อมเดิน แต่แกนนำหุนหันไปบุกเองจนเกิดความเสียหาย

สิ่งที่พบเห็นในการชุมนุมเสื้อแดงบ่อยมากคือ แยกตัวหรือบุกสถานที่ต่างๆที่ฝ่ายเผด็จการวางกับดักไว้

ไม่ล้าหลังมวลชน

ล้าหลังมวลชนคือ ยอมจำนนต่ออำนาจ กลัวการต่อสู้ มวลชนพร้อมเดินไปแล้ว แกนนำถ่วงรั้งไว้ แนวคิดล้าหลังมวลชนเป็นแนวทางทำให้พ่ายแพ้ได้สูงกว่าความผิดพลาดแบบอื่นทั้งหมด เพราะมีแต่เสมอตัวกับแพ้เท่านั้น ไม่มีทางชนะ

ทราบวิธีการในการเดินงานมวลชน

วิธีการในการเดินงานมวลชนมีง่ายๆสองประการคือ การให้ความรู้กับมวลชน กับการจัดตั้งมวลชน งานใดก็ตามทำให้มวลชนตาสว่าง และทำให้ได้มวลชนเพิ่มขึ้นคือวิธีการที่ถูกต้อง

งานใดก็ตามแม้จะดูดีแต่ถ้าทำให้เสียมวลชน ทำเรื่องเปล่าประโยชน์ถือว่าไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง

ดังนั้น ต้องมีการประเมินทุกครั้งที่มีการรวมตัวหรือปราศรัยว่า แกนนำคนไหนเป็นที่นิยมและนิยมเพราะอะไร เพื่อที่จะสร้างมวลชนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และกิจกรรมใดทำให้มวลชนท้อถอย ถอนตัว ต้องรู้และแก้ไขทันที

มีแต่งานไม่โจมตีกันเรื่องส่วนตัว

ในการควบคุมมวลชน การกำหนดนโยบาย การสรุปมติที่ประชุม การปราศรัย ข้อห้ามสำคัญคือการพูดเรื่องส่วนตัว การโจมตีกันในเรื่องส่วนตัว ให้มีข่าวหรือคำพูดออกไปเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น(แนวทางนี้ เหมา เจ๋อ ตุง ถือเป็นกฎเหล็ก)

แกนนำคนไหน หรือกลุ่มใด เน้นเรื่องส่วนตัว ไม่เน้นเรื่องงาน มวลชนต้องละทิ้งทันที จึงจะประสบชัยชนะ

มีเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตยชัดเจนไม่ใช่ผลประโยชน์

แกนนำต้องนิยามได้ว่า ที่จัดตั้งมวลชนจำนวนมากนี้ทำไปเพื่ออะไร และไม่ใช่เพียงคำพูด แต่ต้องแสดงด้วยการกระทำที่ชัดเจน ในกรณีประชาธิปไตยก็คือ ในการพูดคุย การนำ การปราศรัยควรจะวนเวียนแต่ในเรื่องทำอย่างไรให้ ประชาชนมีอำนาจในการกำหนดเรื่องอธิปไตยในอำนาจทั้งสามได้แก่

-ประชาชนต้องเลือก ส.ส.ได้เองไม่มีแต่งตั้งมาจากข้างนอก

-ประชาชนต้องถอดถอน ส.ส. หรือ ส.ว. ได้เองไม่ใช่จากองค์กรอิสระใดๆ แต่ถ้าจะมีประชาชนต้องเป็นคนแต่งตั้งองค์กรอิสระนั้นไม่ใช่คนอื่น ประชาชนเลือกพรรคการเมืองมา ต้องไม่ถูกยุบด้วยความเห็นคนไม่กี่คน

-ตำแหน่งสำคัญในกระบวนการยุติธรรมเช่น อัยการ ศาล ประชาชนต้องเป็นผู้กำหนด บุคคลใดๆที่ทำผิด เช่น ไปมีที่บนเขาที่เป็นเขตต้นน้ำลำธาร ประชาชนต้องถอดถอนจากตำแหน่งได้ อัยการจะสั่งไม่ฟ้องด้วยดุลยพินิจเองไม่ได้ เป็นต้น


สิ่งเหล่านี้ต้องกำหนดการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญได้ แล้วปัญหาอะไรมาขัดขวางประชาชนไม่ให้เข้าถึงอำนาจนี้ จะยกเลิกสิ่งกีดขวางต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร

ก็เป็นโจทย์ที่แกนนำทุกระดับต้องสามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่า จะทำอย่างไร แก้กฎหมายมาตราไหน จึงจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น เป็นต้น เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

จริงอยู่การนำมวลชนจำนวนมากหมายถึงผลประโยชน์ควบคู่กันไปด้วย แต่เป้าหมายส่วนตัวควรมาภายหลังประชาธิปไตย ถ้าไม่พูดถึงประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ดังกล่าวเลย มวลชนก็ควรถอนตัวแล้วหาแกนนำใหม่ที่เหมาะสมต่อไป

บอกได้ว่าจะทำอะไร ให้ได้อะไร ต่อไปคืออะไรและจบอย่างไร

แกนนำต้องบอกได้ว่าทุกการชุมนุมหรือรวมตัว ไม่ว่าจะเป็นที่หมู่บ้าน ตำบลหรือมากรุงเทพฯ ทำไปโดยมีเป้าหมายอะไร แล้วต้องการอะไร ขั้นตอนต่อไปคืออะไร แล้วจะจบอย่างไรเสมอ

เพื่อให้ประชาชนรู้ว่า ยุทธศาสตร์หรือภาพรวมในการต่อสู้คืออะไร มีกิจกรรมหรือยุทธวิธีอย่างไร แล้วต่างคนต่างเดิน มวลชนไม่ใช่หุ่น ไม่จำเป็นต้องมาสั่งขวาหัน ซ้ายหันเหมือนกลุ่มเหลือง แต่ต้องให้ความรู้จนมีวินัยในตัวเองได้ และแกนนำต้องแน่ใจว่า ตนเองมีความรู้พอด้วย

ไม่รวบงานไว้คนเดียว รู้จักจ่ายงาน และให้เกียรติคนอื่น

หัวข้อนี้เข้าใจง่าย ไม่ขอขยายความ

รู้จักแบ่งงานตามความถนัด ให้การฝึกฝนทางร่างกายและความคิด

ปกติ การชุมนุมขนาดใหญ่ จะไม่สามารถรู้ได้ว่ามวลชนมีความสามารถอะไร แต่แกนนำระดับย่อย และมวลชนด้วยกันเองสามารถแบ่งงานกันตามถนัดได้ ซึ่งจะทำให้การทำงานร่วมกันดียิ่งขึ้น

นอกจากนั้นเพื่อเตรียมตัวสำหรับกรณีถูกปราบ ก็ควรฝึกฝนกำลังกายและศึกษายุทธวิธีการต่อสู้ต่างๆไว้ รวมถึงสร้างอุดมการณ์ประชาธิปไตยให้เติบโตแข็งแรง รู้จักการโต้เถียง หาเหตุผล ไม่เดินตามการนำแต่ฝ่ายเดียวซึ่งจะนำไปสู่การเป็นเผด็จการอีกรอบโดยไม่รู้ตัว

รู้จักอ่านประวัติศาสตร์ รู้ยุทธวิธี รู้วิธีการต่อสู้ รู้จักศัตรูอย่างชัดเจน



-ศึกษากรณีล้อมปราบในทุกๆกรณีในประเทศไทย อ่านที่มาของสาเหตุการรัฐประหาร การชิงอำนาจระหว่างฝ่ายนิยมเจ้ากับฝ่ายประชาชนของประเทศต่างๆ

-ศึกษากลยุทธทางการทหารเช่นของ ซุนวู่ ของเหมา เจ๋อ ตุง ของ ค่ายตะวันตก สิ่งเหล่านี้เหมาะสำหรับแกนนำกลุ่มขนาดกลางๆ เพื่อให้รู้ว่าศัตรูจะคิดอย่างไร ทำอะไร เพราะอะไร เมื่อจำเป็นจะได้หาทางต่อสู้ด้วยกลุ่มตัวเองได้

ตัวอย่างที่แกนนำควรตอบมวลชนได้อย่างคล่องปากคือ รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 ทำให้ไทยเข้าสู่การเป็นเผด็จการอนุรักษ์นิยมได้อย่างไร

การยึดอำนาจ 2490 ไทยกลายเป็นลัทธิฟาสซิสต์เพราะอะไร จากนั้น

การยึดอำนาจจอมพล ป.ฯ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีอะไรผิดปกติบ้าง

และถ้าจะให้ครบถ้วนคือ เข้าใจจริงๆว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ก็เหมือน กรณีเสื้อเหลืองออกมาล้มรัฐบาล โดยนักเรียน นิสิต นักศึกษา ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ อย่างไร เป็นต้น

จากนั้น ก็จะเข้าใจกรณีต่างๆที่ตามมาอีกมากมาย


ให้การฝึกฝนวิธีการต่อสู้ทั้งในทางสัญลักษณ์ การรับมือกับการใช้อาวุธสงครามและสงครามกลางเมือง

เป็นการเตรียมการ และฝึกฝนให้พร้อมในการต่อสู้ที่จะเกิดขึ้น การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์มีแนวทางของ ยีน ชาร์ป ในไทยอีนิวส์มีให้ดาวน์โหลด

ส่วนที่เห็นง่ายๆคือแนวทางของกลุ่มแกนนอน การรับมือกับการใช้อาวุธสงครามมีหลายท่านเคยพูดกันไว้

ในไทยอีนิวส์ก็มีเรื่อง สงครามประชาชน คลิปวิธีการต่อสู้กับการใช้อาวุธสงครามก็มีหลายแห่งเช่นคลิปการรุกใหญ่มวลชน การนำมวลชน ฯลฯ หาได้ในเว็บไซท์

และถ้าต้องการศึกษาในสถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นเรื่องในอัฟริกาเหนือขอให้ติดตามให้ดี

ส่วนสงครามกลางเมืองก็มีตัวอย่างคือปฏิวัติฝรั่งเศส รัสเซียและล่าสุดลิเบีย รวมถึงการประกาศรัฐบาลพลัดถิ่น ฯลฯ เป็นต้น

แต่ละเหตุการณ์ต้องมีการเตรียมตัวต่างกันออกไป แต่ละกลุ่มควรฝึกฝนตนเองให้พร้อมทั้งสามกรณี

พูดจาดี มีข้อมูลหนักแน่น น่าเชื่อถือ ไม่สร้างข่าวลือ

เนื้อหาชัดเจนในตัวแล้วไม่ขอขยายความ

เป็นคนคิดไว หาคำตอบในเรื่องต่างๆได้รวดเร็ว เหนือกว่าคนอื่น

เนื้อหาชัดเจนในตัวแล้วไม่ขอขยายความ

รู้จักทำการแบบสีเทาได้ และป้องกันตัวเป็น

เนื้อหาชัดเจนในตัวแล้วไม่ขอขยายความ

สิ่งที่อยากเสนอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาก็คือ การเป็นแกนนำ หรือเลือกจะตาม หรือสนับสนุนผู้ใดเป็นแกนนำในทุกระดับ อาจไม่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติต่างๆดังกล่าวครบถ้วนก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้ตระหนักว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ควรนำมาใคร่ครวญอย่างจริงจังในเรื่องของการนำมวลชนทั้งที่เป็นแกนนำเอง และมวลชนที่จะนำมาใช้เป็นตัววัดว่า อะไรที่ควรมีหรือควรระมัดระวังบ้าง

ถ้าเกณฑ์ต่างๆดังนี้พอไปได้ ซึ่งแน่ละอาจมีเรื่องอื่นๆด้วยที่ยังไม่กล่าวถึง ก็น่าจะพอมั่นใจได้ว่าการขับเคลื่อนต่อไปนั้นยังมีความหวัง

คำถามสำคัญก็ยังอยู่กับสิ่งที่เคยเอ่ยถึงไปแล้วคือ “มวลชนพร้อมแล้ว แกนนำพร้อมหรือยัง...”

ธุรกิจล้นเกินในสื่อไทย

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



ไม่นานมานี้ มูลนิธิฟรีดิค เอแบร์ท ได้แถลงรายงานการวิจัยเรื่อง "ดัชนีชี้วัดสถานภาพสื่อเอเชีย" ในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย เป็นรายงานที่น่าสนใจอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาแก่ผมไปด้วย

จากการรวบรวมคะแนนตัวชี้วัดต่างๆ 4 หัวข้อ แต่ละหัวข้อเต็ม 5 คะแนน ได้ดังนี้ เสรีภาพในการแสดงความเห็น รวมทั้งเสรีภาพของสื่อได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมอย่างแข็งขัน 2.6 คะแนน ความหลากหลายของสื่อในประเทศ 2.4 คะแนน การกำกับดูแลกิจการวิทยุและโทรทัศน์มีความโปร่งใสและเป็นอิสระ มีการเปลี่ยนแปลงสื่อของรัฐให้เป็นสื่อสาธารณะอย่างแท้จริง 3.6 คะแนน มาตรฐานความเป็นมืออาชีพ 2.3 คะแนน รวมดัชนีชี้วัดประเทศไทยได้ 2.72 คะแนน

จะเห็นได้ว่าในสี่หัวข้อสอบตกไปสองตัว ได้ปริ่มๆ หนึ่งตัว ส่วนข้อที่ได้คะแนนมากนั้น ผมก็สงสัยเหลือเกินว่าวัดความเป็นสาธารณะอย่างไร แม้ไม่ตั้งข้อสงสัยอะไรเลยกับโทรทัศน์ไทย ก็ยังต้องถามถึงช่อง 11 และการคุมสื่อโทรทัศน์ช่องอื่นๆ ผ่านการโฆษณา และการคุมสัมปทาน คะแนนอันสูงนี้ได้มาอย่างไรไม่ทราบ ถึงกระนั้นก็ทำให้คะแนนรวมของสื่อไทยคาบเส้น คือสอบไม่ตกไปได้

งานวิจัยได้ชี้ว่า ภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองของไทยทำให้สื่อเซ็นเซอร์ตัวเอง ความตกต่ำของสื่อไทยหลังการรัฐประหารที่ทำให้เกิดการแบ่งขั้วอย่างหนักนั้น มีคนพูดถึงมามากแล้ว และใครๆ ก็พอมองเห็นความตกต่ำนี้ได้ชัดอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่เพราะสื่อเลือกข้าง ตราบเท่าที่สื่อไม่ได้ปิดบังว่าตัวอยู่ข้างไหน จะเลือกข้างอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นไร แต่สื่อเลือกที่จะไม่รายงานข่าวหรือรายงานข่าวของฝ่ายตรงข้ามอย่างบิดเบือนต่างหากที่ถือได้ว่าทรยศต่อวิชาชีพของตน

แต่การที่สื่อเลือกจะเซ็นเซอร์ตัวเองนั้นพอเข้าใจได้ เพราะรัฐใช้เครื่องมือทุกอย่างในควบคุมของตนเพื่อรังแกสื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย, กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น, ไปจนถึงการกุมเงินโฆษณาจำนวนมหึมาของรัฐวิสาหกิจไว้ในมือ อย่างไรก็ตาม สื่อควรตระหนักด้วยว่า เส้นสำหรับการเซ็นเซอร์ตัวเองนั้นมีสองเส้นให้เลือก เส้นแรกคือเส้นที่ถอยไปจนปลอดภัยที่สุด กับเส้นที่อยู่หน้าสุดซึ่งเปิดให้รุกคืบขยายพื้นที่เสรีภาพของตนต่อไปได้เรื่อยๆ

สื่อส่วนใหญ่เลือกจะถอยไปอยู่เส้นที่ปลอดภัยสุด และการที่สื่อเลือกเส้นนี้ย่อมแสดงให้เห็นว่า การแข่งขันของสื่อไทยไม่ใช่เป็นการแข่งขันด้านคุณภาพเท่ากับการแข่งขันด้านธุรกิจ (ทั้งๆ ที่งานวิจัยก็รายงานว่าสื่อไทยมีการแข่งขันกันรุนแรง)

และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำให้น่าสงสัยอย่างยิ่งว่า มีความอ่อนแอบางอย่างในตัวสื่อของไทยอยู่แล้ว ที่ทำให้ภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองสร้างความเสื่อมโทรมแก่สื่อได้มากถึงเพียงนี้ งานวิจัยของมูลนิธิก็ได้กล่าวถึงไว้บางส่วนด้วย เช่น เมื่อมองจากแง่การเติบโตของเส้นทางอาชีพการงาน อาชีพสื่อให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับอาชีพอื่น แต่สื่อมีอำนาจในสังคมสูง จึงมีความเสี่ยงว่าสื่อเองอาจใช้อำนาจนั้นไปในทางที่ขัดกับวิชาชีพของตน ในขณะเดียวกัน อำนาจต่อรองของคนทำสื่อกับทุนกลับมีน้อย คนทำสื่อของรัฐมีกฎหมายห้ามไม่ให้รวมตัวกัน สื่อเอกชนส่วนใหญ่ถูกขัดขวางจากนายทุนมิให้ทำสหภาพ

โดยส่วนตัวแล้ว ผมสงสัยอย่างยิ่งว่า ความอ่อนแอของสื่อไทยนั้นมาจากความเป็นธุรกิจของสื่อเอง

สื่อกลายเป็นธุรกิจ และเป็นธุรกิจใหญ่ที่ทำเงินได้มากเป็นปรากฏการณ์ที่คงหลีกไม่พ้น เพราะเกิดขึ้นทั่วไปในโลก แต่จากพัฒนาการของสื่อสารมวลชนที่ต่างกัน ทำให้ความเป็นธุรกิจของสื่อในบางประเทศถูกถ่วงดุลจากปัจจัยอื่นๆ บ้าง ปัจจัยเหล่านั้นไม่มีหรือมีพลังน้อยในเมืองไทย

ดังกรณีการรวมกลุ่มของคนทำสื่อที่ได้กล่าวแล้ว เมื่อไม่รวมกลุ่มจึงมีพลังน้อย เมื่อมีพลังน้อย การต่อรองจึงเป็นการต่อรองด้านผลประโยชน์ตอบแทนจากการงานเป็นหลัก ไม่ค่อยมีการต่อรองด้านสภาพการทำงาน (เช่น ผู้สื่อข่าวส่วนใหญ่มักได้ทำงานที่ไม่ท้าทาย และไม่เป็นช่องให้เติบโตไปในวิชาชีพได้มากนัก) หรือด้านที่จะรักษาเสรีภาพให้ปลอดพ้นจากการแทรกแซงของเจ้าของทุน

น่าสังเกตด้วยว่า งานวิจัยระบุว่าสื่อไทยนั้นสอบตกด้านมาตรฐานความเป็นมืออาชีพ

อันที่จริงเป็นความพยายามมานาน และออกมาในรูปกฎหมายบางส่วน ที่จะจัดความสัมพันธ์ที่ถ่วงดุลกันระหว่างเจ้าของสื่อกับผู้ทำสื่อ ในด้านหนึ่งก็ยอมรับผลประโยชน์ทางธุรกิจของผู้ลงทุน แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องถูกถ่วงดุลด้วย "อาชีวปฏิญาณ" ของผู้ทำสื่อด้วย แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เป็นผลในทางปฏิบัติกับสื่อชนิดใดในประเทศไทยเลย

สมาคมวิชาชีพเช่นสมาคมผู้สื่อข่าวนานาชนิด หามีพลังในตัวเองไม่ นักข่าวทุกสายไม่รู้สึกว่าสมาคมเป็นแหล่งรวมพลังของตนเอง ในด้านตรงกันข้าม สมาคมก็ไม่เคยออกมาปกป้องสิทธิเสรีภาพของคนทำสื่อ และแน่นอนว่าสมาคมไม่มีทั้งอำนาจและกึ๋นพอจะไปกำกับควบคุมด้านจรรยาบรรณของผู้ทำสื่อด้วย สมาคมจึงไม่ใช่ที่ซึ่งจะเพิ่มอำนาจต่อรองของสื่อ ไม่ว่ากับเจ้าของสื่อ, แหล่งโฆษณา หรือรัฐ

ปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่า ประชาชนและผู้รับสื่อเองก็ไม่ได้มีส่วนในการกดดันให้สื่อแข่งขันกันเองด้านคุณภาพนัก งานวิจัยกล่าวว่าสื่อกระแสหลักทอดทิ้งชนบท, กดขี่ทางเพศ และไม่สนใจทำข่าวเจาะ สื่อเชื่อว่าทั้งสามเรื่องนี้ไม่มี "ตลาด" (จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบได้) ในขณะเดียวกัน ผู้รับสื่อก็แบ่งแยกกันตามสถานภาพ เช่น 2 ใน 3 ของประชาชนเข้าไม่ถึงสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะราคาสูงเกินไป จึงรับแต่สื่อประเภทเดียวได้แก่โทรทัศน์ช่องที่ดูฟรีเป็นส่วนใหญ่ โทรทัศน์ช่องเหล่านี้อยู่ในกำกับของรัฐ (และทุน) อย่างหนาแน่น จึงไม่เป็นเชื้อให้ต้องการรู้ข่าวให้ลึกไปกว่าที่ได้ทราบทางรายการข่าวโทรทัศน์

เงื่อนไขเหล่านี้ ทำให้สื่อเชิงพาณิชย์ทุกประเภทใช้มาตรฐานทางธุรกิจเป็นหลักในการดำเนินงานเพียงด้านเดียว และดังที่กล่าวแล้วว่า แม้แต่ต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรง ก็ยังแข่งกันในเชิงธุรกิจล้วนๆ ไม่ใช่กลมกลืนมิติด้านธุรกิจเข้ากับมิติด้านคุณภาพ

งานวิจัยกล่าวว่าสื่อไทยมีความหลากหลายสูง (ทั้งประเภทสิ่งพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, อินเตอร์เน็ต และจำนวน) แต่นอกจากถูกควบคุมอย่างรัดกุมมากขึ้นจากรัฐ โดยสื่อเองเลือกที่จะไม่สู้เพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจแล้ว (นอกจากสื่ออินเตอร์เน็ต) ผู้รับสื่อของสื่อแต่ละอย่างก็ยังดูจะแยกออกจากกันเป็นกลุ่มๆ ที่ไม่ค่อยเชื่อมโยงกันเองนัก ไม่ว่าจะมีภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองหรือไม่ ผู้คนก็แบ่งกันเองอยู่แล้ว การถือหางทางการเมืองอย่างเข้มข้นในภาวะแบ่งขั้ว ช่วยเน้นการแบ่งให้ชัดขึ้นเท่านั้น

เราได้ปล่อยให้รัฐไทยมีอำนาจเหนือสื่อสูงเกินไปมานาน จนถึงทุกวันนี้ ไม่ว่าจะมีรัฐธรรมนูญที่ประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากสักเพียงไร ในทางปฏิบัติสื่อก็ยังถูกควบคุมเหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ (หากดูจากสื่ออินเตอร์เน็ต) งบโฆษณาของรัฐวิสาหกิจเพียงอย่างเดียวก็เพิ่มสูงขึ้นมาก บวกเข้าไปกับโฆษณาโครงการของกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ก็เป็นจำนวนมหึมา เงินจำนวนนี้ก็มีพลังเพียงพอที่จะควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ได้ในทางอ้อมเสียแล้ว เพราะงบโฆษณาของบริษัทห้างร้านส่วนใหญ่ไปลงที่ทีวีและสื่ออื่นๆ (เช่น งานอีเว้นท์) งบโฆษณาที่น้อยลง ทำให้สื่อยิ่งแข่งขันกันเองอย่างสูง และยิ่งทำให้การแข่งขันเป็นไปในเชิงธุรกิจล้วนๆ มากขึ้นไปอีก

ภาวะแบ่งขั้วทางการเมืองในเมืองไทยนั้น ว่ากันที่จริงแล้วเป็นการแบ่งขั้วสองด้าน คือด้านหนึ่งเป็นความขัดแย้งกันเองของกลุ่มทุน และอีกด้านหนึ่งเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพลเมืองใหม่ ที่เพิ่งเกิดสำนึกทางการเมืองไม่นานมานี้ กับกลุ่มที่เคยจับจองพื้นที่ทางการเมืองได้แน่นหนามาก่อน

ถ้าใช้ประโยชน์ทางธุรกิจเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียว ในการเลือกข้างของสื่อแต่ละค่าย ก็ดูไม่น่าแปลกใจนักไม่ใช่หรือว่า สื่อจะเลือกยืนอยู่ฝ่ายไหน เพื่อรักษายอดผู้อ่านและยอดของโฆษณาไว้ ในขณะที่ทุนอีกฝ่ายหนึ่งต้องหันไปสร้างสื่อของตนเอง ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์, วิทยุ, และทีวีดาวเทียม

และไม่น่าแปลกใจอีกเหมือนกันที่สื่อเกิดใหม่เหล่านี้ จะเลือกยืนอยู่ฝ่ายใด

อดอยากขนาดกินเนื้อคน จนปีนขึ้นสู่บัลลังก์มหาอำนาจโลก จีนทำได้อย่างไร?

ที่มา มติชน











เอ่ยถึง “ดร.โจเซฟ นีดแฮม” นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต้องยกนิ้วให้


ในหมู่ชาวจีน ดร.โจเซฟ นีดแฮมคือนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้หลงใหลศาสตร์แห่งโลกตะวันออก นีดแฮมได้รับการยอมรับและยกย่องจากชาวจีนค่อนข้างมาก เหตุเพราะเขาทุ่มเทเวลายาวนานถึงครึ่งศตวรรษในการนำความจริงที่ถูกฝังออกมาให้โลกได้ประจักษ์ความสามารถในการค้นพบแนวคิดสำคัญทางวิทยาศาสตร์ของชาวจีน รวมถึงสิ่งประดิษฐ์อันน่าทึ่งก่อนชาวตะวันตก ผ่านหนังสือชุดสารานุกรมวิทยาศาสตร์อันโด่งดังชื่อ “Science and Civilisation in China” คัมภีร์วิทยาศาสตร์และอารยธรรมจีนโบราณชั้นยอด ได้รับการตีพิมพ์ออกมาถึง 27 เล่ม


“Science and Civilisation in China” ช่วยเปิดโลกจีนและเปิดหูเปิดตาชาวตะวันตกที่เคยมองว่าดินแดนหลังม่านไม้ไผ่ล้าหลังและป่าเถื่อน ที่สำคัญคัมภีร์ชุดนี้ถูกใช้เป็นหนังสืออ้างอิงอย่างกว้างขวางทั้งในหมู่นักวิทยาศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ และทำให้นีดแฮมได้รับการยกย่องให้เป็นผู้บุกเบิกงาน “จีนศึกษา” คนแรกๆ ของโลก


ผลงานชิ้นเอกของนีดแฮมทำให้ “โรเบิร์ต เทมเพิล” นักวิทยาศาสตร์รุ่นน้องนำผลงานของนีดแฮมมาย่อยลงให้เหลือเพียงเล่มเดียว ในแบบที่เหมาะสำหรับผู้อ่านทั่วไปได้มีโอกาสทำความรู้จักกับวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์ที่ชาวจีนริเริ่มคิดค้น ผ่านหนังสือ “The Genius of China : 3,000 years of Science, Discovery and Invention” หนังสือเล่มนี้เปิดเผยความจริงอันน่าตื่นตะลึงว่า ชาวจีนเป็นผู้ค้นพบหลักการและสร้างสิ่งประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ก่อนชาวตะวันตกหลายร้อยสิ่ง เป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปี


ตัวอย่าง “แท่นพิมพ์กูเทนเบิร์ก” วลีติดปากที่แบบเรียนกล่อมให้เราเข้าใจว่า โยฮัน กูเทนเบิร์ก คิดค้นระบบการพิมพ์แบบใช้ตัวเรียงพิมพ์และทำให้เกิดการพิมพ์สมัยใหม่ขึ้นในโลก ความเชื่อนั้นถูกลบล้างด้วยหลักฐานที่เปิดเผยว่า ชาวจีนต่างหากที่เป็นผู้เริ่มต้นคิดค้นขึ้นมาก่อนชาวตะวันตกจะรู้จักนับพันปีเสียด้วยซ้ำ


เราทุกคนรู้จัก “คันไถ” ชาวนาใช้คันไถในการเกษตร แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน


ในกาสิโนทุกหัวมุมเมืองมีไพ่ไว้ต้อนรับนักเสี่ยงโชค แต่จะมีใครรู้ว่า “ไพ่” ที่กำลังเล่นอยู่ ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน


โกลเด้นเกต ได้ชื่อว่าเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลกแต่น้อยคนจะรู้ว่า “สะพานแขวน” ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน


ทุกคนรู้จักอานุภาพร้ายแรงของ “ก๊าซพิษ ระเบิดควัน แก๊ซน้ำตา” แต่ใครจะรู้ว่า ต้นกำเนิดอยู่ที่จีน


ภูมิปัญญาของชาวจีนก่อให้เกิดสิ่งประดิษฐ์มากมาย เช่น แผนที่ดวงดาวฉบับสมบูรณ์ การตรวจจับแผ่นดินไหว ว่าว เหล็กกล้า ร่มชูชีพ ระหัดวิดน้ำ จรวด กระดาษ การใช้ฮอร์โมนไทรอยด์ ฯลฯ ทั้งภาคเกษตรกรรม ดาราศาสตร์ วิศวกรรม เทคโนโลยีอุตสาหกรรม การแพทย์ คณิตศาสตร์ การคมนาคม การสงคราม ฯลฯ ชาวจีนริเริ่มแนวคิด สร้างสิ่งประดิษฐ์ และทำให้มนุษย์รุ่นหลังสะดวกสบายมากขึ้น


ไม่แปลกที่ชาวจีนคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ แต่น่าทึ่งที่สิ่งประดิษฐ์โดยฝีมือชาวจีนลบล้างความเชื่อที่มีต่อชาติตะวันตกอย่างสิ้นเชิง


100 สิ่งประดิษฐ์ที่ว่านั้น คนไทยจะได้รับรู้ผ่านหนังสือชื่อ The Genius of China ต้นกำเนิด 100 สิ่งแรกของโลก


ปี 2552 จีนจัดกิจกรรมการคัดเลือก “10 มิตรชาวต่างชาติที่ดีที่สุดในโลกของจีน” จากการลงคะแนนคัดเลือกของประชาชนชาวจีนผ่านทางอินเตอร์เน็ต โดยรางวัลดังกล่าวเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อร่วมฉลองในโอกาสครบ 60 ปี ของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับการคัดเลือกจากประชาชนจีนให้เป็น 1 ใน 10 ด้วยคะแนนสูงมาก


ครั้งนั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานพรด้วยสองภาษาทั้งไทยและจีนว่า “ขอให้คนไทยและคนจีนศึกษาจากกันและกัน และให้มีความรู้สึกที่ดีต่อกัน เป็นเพื่อนกัน”


นี่คือเหตุผลที่เราควรอ่าน The Genius of China ต้นกำเนิด 100 สิ่งแรกของโลก


การก้าวกระโดดของจีนหลายๆ ด้าน ทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก


เปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ความเป็นมหาอำนาจ เปลี่ยนจากประเทศคอมมิวนิสต์ที่ประชากรอดอยากยากแค้น ขนาดที่ว่าบางครอบครัวเอาลูกหลานมาแลกกันเพื่อฆ่ากินเป็นอาหาร มาสู่โรงงานผลิตสินค้าของโลก


ยังมีคู่มือให้เราได้เรียนรู้จีนในแง่มุมต่างๆ อีกมากมาย อาทิ สถานการณ์โลกกับการทูตจีน,ครองแผ่นดินจีน พรรค ผู้นำ อำนาจรัฐ, บันทึกการทูตจีน 10 เรื่อง, ลูกจีนรักชาติ, จีนจับใจ, มังกรทะยาน คชสารผยอง, 1421 ปีที่จีนค้นพบโลก ฯ


ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวของชาติมหาอำนาจ ที่ควรรับรู้ เรียนรู้ และรับมือ

ศพเหยื่อ"สึนามิ"ญี่ปุ่นเกยตื้นชายฝั่งนับพัน เชื่อยอดอาจพุ่งสูงเป็นหมื่น แผ่นดินไหวถล่มซ้ำ"อิบารากิ"

ที่มา มติชน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 มีนาคม ว่ามีรายงานเกิดแผ่นดินไหวความรุนแรง 5.8 ริคเตอร์ ขึ้นนอกชายฝั่งห่างจากจังหวัดอิบารากิไปราว 140 กิโลเมตร สำนักงานธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา (ยูเอสจีเอส) ระบุว่า แผ่นดินไหวลูกนี้เกิดขึ้นลึกลงไป 18 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนได้เขย่าตึกสูงในกรุงโตเกียว เมืองหลวงญี่ปุ่นให้สั่นไหว แต่ในเบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย


ในส่วนปฏิบัติการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ชุดกู้ภัยที่มีเลื่อยและสองมือเป็นอาวุธใช้ในการกู้ภัย ยังคงระดมกำลังกันออกค้นหาผู้รอดชีวิตและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยนับหลายล้านคนที่ต้องอยู่โดยไม่มีไฟฟ้าและน้ำใช้ในสถานการณ์วิกฤตที่ถูกระบุว่าเลวร้ายที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเครายงานอ้างเจ้าหน้าที่ทางการญี่ปุ่นระบุถึงความเป็นไปได้ว่า อาจมีผู้เสียชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนี้มากกว่า 10,000 คน หลังจากคลื่นยักษ์ที่เกิดจากแรงแผ่นดินไหว 9.0 ริคเตอร์ ซัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งของญี่ปุ่นและซัดกลืนเมืองหลายแห่งของประเทศให้พังพินาศ


รายงานข่าวจากสื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นระบุว่า ที่จังหวัดมิยางิยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 785 คน ในหลายเมือง อาทิ เคเซนนูมะ ฮิกาชิมัตสึบารา และเซนได แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเชื่อว่ายอดผู้เสียชีวิตเฉพาะที่จังหวัดมิยางิมีมากกว่า 10,000 คน สำนักข่าวเกียวโดรายงานวันเดียวกันว่า พบศพผู้เสียชีวิตถูกสึนามิซัดมาเกยแนวชายฝั่งของจังหวัดมิยางิอีกราว 2,000 ศพ ที่จังหวัดอิวาเตะ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น มีตัวเลขยืนยันผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 574 คน และที่จังหวัดฟุคุชิมาอีกราว 420 คน


นายนาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงทางโทรทัศน์เมื่อคืนวันที่ 13 มีนาคม ว่า "เหตุการณ์แผ่นดินไหว สึนามิและเหตุระเบิดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดที่ญี่ปุ่นเผชิญในรอบ 65 ปี นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2" นายคังกล่าว และว่า อาหาร น้ำ และสิ่งของที่จำเป็น เช่น ผ้าห่ม กำลังถูกส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ด้วยเหตุถนนหนทางได้รับความเสียหายหนักจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ทางการกำลังพิจารณาส่งความช่วยเหลือต่างๆ ดังกล่าวไปทางอากาศและทางทะเลไปให้แก่ผู้ประสบภัย


ที่กรุงโตเกียว มีรายงานรถไฟกว่า 100 สาย เปิดให้บริการบางส่วนหรือไม่วิ่งให้บริการเกือบทั้งหมด เนื่องจากมีการตัดกระแสไฟฟ้าตามแผนการออมไฟฟ้าให้แต่ละพื้นได้มีไฟฟ้าใช้สลับกันไป หลังประสบปัญหาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่จังหวัดฟุคุชิมาระเบิด ส่วนปั๊มน้ำมันส่วนใหญ่ยังคงปิดบริการเนื่องจากน้ำมันหมดสต๊อค ที่เมืองอิชิโนมากิ ซึ่งมีประชากรราว 165,000 คน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมยังใช้การไม่ได้และความช่วยเหลือต่างๆ ที่ส่งเข้าไปยังมีปัญหาเนื่องจากเส้นทางขนส่งไปยังพื้นที่นี้ได้รับความเสียหาย

บทเรียน'ดินไหว-สึนามิ'ญี่ปุ่น แนะรัฐให้ข้อมูล'จุดเสี่ยง'ในไทย

ที่มา ข่าวสด

นงนวล รัตนประทีป / รายงาน



สึนามิ สูงร่วม 10 เมตรโถมเข้าใส่เมืองอิวานูมะ จ.มิยางิ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่น เผชิญกับโศกนาฏกรรมแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ "สึนามิ" ระดับร้ายแรงที่สุดในรอบร้อยกว่าปี เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตนับพัน บาดเจ็บจำนวนมาก และบางเมืองประชากรสูญหายไปเป็นหมื่น ขณะเดียวกัน "เตาปฏิกรณ์" ของโรงงานพลัง งานไฟฟ้านิวเคลียร์ก็เกิดระเบิดจนอาจทำให้เตาหลอมละลาย สร้างปัญหามลพิษใหญ่ตามมาได้

นอกจากนั้น แผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์ จุดชนวนคลื่นสึนามิความสูงนับสิบเมตรถล่มญี่ปุ่นครั้งนี้ ยังเกิดขึ้นคล้อยหลังเหตุแผ่นดินไหวในเมืองไครสต์เชิร์ช นิวซีแลนด์ และมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในช่วงเวลาติดๆ กัน ทำให้เกิดความกังวลว่า "ประเทศไทย" มีโอกาสพบกับพิบัติภัยรุนแรงเหล่านี้หรือไม่ หลังจากเมื่อเดือนธ.ค. 2547 ก็ต้องเจอกับโศกนาฏกรรมสึนามิซัดถล่มพื้นที่ภาคใต้

นักวิชาการชั้นนำของไทย พร้อมอธิบายและตอบข้อสงสัยข้างต้นกับ "ข่าวสด หลาก &หลาย" ในวันนี้



ดร.สมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า

ความเสียหายและความลึกของแผ่นดินไหวที่ทำให้ผิวของเปลือกโลกที่อยู่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิกก่อเกิดคลื่นสึนามิในญี่ปุ่นแล้ว ยังมีรายงานเกี่ยวกับสึนามิที่แถวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เช่น ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะเกาะลูซอน จะได้รับผลกระทบไล่ไปถึงหมู่เกาะกวม หมู่เกาะฮาวาย ประเทศอเมริกาที่อยู่ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ไปถึงหมู่เกาะที่อยู่ทางตอนเหนือนิวซีแลนด์ด้วย

ในช่วงนี้จะพบว่าเกิดแผ่นดินไหวติดกันในหลายประเทศและค่อนข้างรุนแรงนั้น แต่นั่นไม่ได้อยู่เหนือการคาดหมายของผู้เชี่ยวชาญด้านนี้

อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์แผ่นดินไหวเป็นการคาดการณ์แบบคร่าวๆ เพราะมนุษย์ยังไม่มีเทคโนโลยีใดในปัจจุบัน ที่จะสามารถคาดการณ์ได้แบบแม่นยำว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ความรุนแรงจะเป็นแค่ไหน



ดร.สมิทธ ระบุว่า ส่วนประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ

1.ถนน-อาคารบ้านเรือนในเมืองซูกางาวะ จ.ฟูกูชิมะ พังวินาศ

2.โรงกลั่นคอสโม ออยล์ ในจ.ชิบะ ระเบิดเพราะแรงแผ่นดินไหว

3.นาทีคลื่นยักษ์สึนามิเข้าถล่มเมืองนาโทริ ทางตอนเหนือของญี่ปุ่น หลังเกิดแผ่นดินไหว 8.9 ริกเตอร์

4.สนามบินเมืองเซนได พังยับเยิน

5.เพลิงไหม้เมืองยามาดะ จ.อิวาเตะ

6.สภาพในตัวเมืองคาเซนนูมะ จ.มิยางิ หลังเกิดสึนามิ

7.คลื่นสึนามิทำให้เกิดคลื่นน้ำวน ซัดเข้าเมืองโออาราอิ จ.อิบารากิ

8.บ้านเรือนในเมืองนาโทริ จมบาดาล

9.ไฟไหม้



เพราะตั้งอยู่บน "รอยเลื่อน" ของเปลือกโลก

ส่วน "ประเทศไทย" ควรมีการเตรียมพร้อมกับภัยที่เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าอย่างนี้ บริเวณแถวทิศตะวันตกภาคใต้ของเรา

ตั้งแต่ จ.ระนอง ถึง จ.สตูล อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวตามรอยเลื่อนแถวหมู่เกาะอันดามัน เกาะนิโคบาร์ลงไปถึงสุมาตรา ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่เคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้วแต่ไม่ทั้งหมดเพียงครึ่งเดียว

สำหรับอีกครึ่งที่ยังไม่ไหว มีผู้เชี่ยวชาญหลายประเทศพยากรณ์ว่า ครึ่งบนที่มันยังไม่ไหว แต่ถ้าในอนาคตมันไหวเมื่อไรผลกระทบ 6 จังหวัดภาคใต้เราก็ยังมีอยู่

ดังนั้น ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการจัดระบบการเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ และมีการจัดซ้อมอพยพหนีภัย การดูเครื่องมือระบบเตือนภัยว่ายังทำงานหรือไม่

หอเตือนภัยทุกต้นยังทำงานปกติหรือไม่

การเตือนภัยส่งไปถึงหอเตือนภัยได้ทันเวลาหรือไม่

เพราะระยะเวลาการหลบหนีภัยนั้นมีค่อนข้างสั้น



ด้าน รศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยธรณีวิทยาแผ่นดินไหวและธรณีแปรสัณฐาน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า

เหตุ "พสุธาพิบัติ" หรือแผ่นดินไหวจนเกิดคลื่นยักษ์สึนามิ ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นไปตามคาดการณ์ไว้ของนักวิทยาศาสตร์ หรือนักธรณีวิทยา

เพราะการเกิดแผ่นดินไหวจะเกิดบริเวณใกล้แนวรอยต่อของเปลือกโลก และประเทศญี่ปุ่นก็เป็นประเทศที่อยู่บนแนวรอยต่อของเปลือกโลกที่มีการประกบติดอยู่ 3 แผ่น คือ

แผ่นแปซิฟิก แผ่นเอเชีย และแผ่นฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดอยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือนักธรณีวิทยาคนใดคาดการณ์หรือพยากรณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร แม้แต่ประเทศญี่ปุ่นที่รู้อยู่แล้วว่าประเทศตั้งอยู่ในจุดที่เกิดแผ่นดินไหวได้ทุกเมื่อ



ดร.ปัญญา ชี้ว่า การเกิดแผ่นดินไหวตามที่ต่างๆ เช่น นิวซีแลนด์ จีน กระทั่งญี่ปุ่น จริงๆ แล้วเกิดจากรอยเลื่อนที่อยู่ภายในประเทศนั้นๆ

เหมือนกับประเทศไทยก็มีรอยเลื่อนที่ จ.กาญจนบุรี สามารถทำให้เกิดแผ่นดินไหวได้เช่นกัน

แต่แผ่นดินไหวที่ประเทศจีน บอกได้เลยว่า อยู่ห่างไกลจากรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกมาก

ส่วนหิมาลัยเป็นรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกของอินเดียกับเอเชีย ซึ่งเป็นดงของแผ่นดินไหวเหมือนกัน

"ประเทศไทยนั้นจะได้รับผลกระทบหรือไม่อย่างไร ผมขอบอกว่าการคาดการณ์เรื่องแผ่นดินไหวหรือภัยธรรมชาตินั้นมีทั้งผิดและถูกพอๆ กันเหมือนเล่นปั่นแปะ ใครที่อยากคาดก็คาดไปผมไม่ขอคาด แต่จะบอกเพียงว่าบริเวณพื้นที่ไหนเป็นพื้นที่อันตรายจากแผ่นดินไหว"

"อย่าง จ.นครราชสีมา บอกเลยว่าไม่มีทางเกิดแผ่นดินไหวได้ แต่อาจจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวจากแขวงไชยบุรี ประเทศลาว ส่วน จ.กาญจนบุรีนั้นมีรอยเลื่อนอยู่แล้วและเป็นรอยเลื่อนที่อยู่ภายในประเทศที่ได้รับอิทธิพลของการชนกันของแผ่นเปลือกโลกในอดีตนานแล้วเป็นร้อยล้านปี เผอิญมันยังมีการเลื่อนตัวอยู่ ถามว่าอันตรายไหม มันก็น่าอันตรายแต่ผมบอกไม่ได้ว่าเมื่อไรมันจะเกิดเท่านั้น"

ดร.ปัญญา ผู้เชี่ยวชาญธรณีวิทยา จากจุฬาฯ กล่าวต่อไปว่า

ตั้งแต่แม่กลอง แควน้อย แควใหญ่ บริเวณใกล้กับเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม ก็มีรอยเลื่อน โดยเฉพาะเขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนเขาแหลม แต่ไม่ควรวิตกกังวลเกินไป

เชื่อว่าวิศวกรของ "การไฟฟ้าฝ่ายผลิต" ได้สร้างเขื่อนที่ต้านแรงแผ่นดินไหวได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งก็คงจะมีการเตรียมความพร้อมเรื่องนี้อยู่แล้วถ้าเกิดแผ่นดินไหว



ดร.ปัญญา ระบุด้วยว่า สำหรับการเกิดแผ่นดินไหวเป็นผลมาจาก "การปลดปล่อยพลังงาน" ในรูปของแผ่นดินไหวสั่นสะเทือนมาพร้อมๆ กันเท่านั้นเอง

นั่นหมายความว่า หินมันไม่สามารถรับแรงสั่นสะเทือน หรือพลังงานสะสมได้มาก เพราะเปลือกโลกมันไม่สงบนิ่ง ก็เหมือนตัวอย่าง "รถชนกัน"

ส่วนคำถามที่ว่า ทำไมเกิดในห้วงเวลาใกล้ๆ กัน ถ้าคิดง่ายๆ การเกิดแผ่นดินไหวนั้นเหมือนกับการ "หักไม้จิ้มฟัน" มันจะหักตอนไหนก็ได้ไม่ควรที่จะไปจับเอาแพะมาชนแกะ เพราะไม่เกี่ยวกัน มันเป็นเรื่องเดียวกัน แต่เป็นการเกิดคนละสถานที่

"ผมอยากบอกว่าคนไทยรับข้อมูลข่าวสารได้ แต่ไม่ควรไปจับแพะชนแกะเท่านั้นเอง ตอนนี้มันเหมือนกับพสุธาพิโรธ ส่วนที่เกิดแผ่นดินไหวนิวซีแลนด์และทำให้ผู้คนตายนับร้อยกว่าคนนั้นเพราะรอยเลื่อนที่เกิดจากการมุดตัวของแผ่นเปลือกโลกที่ไม่เท่ากันระหว่างแผ่นเปลือกโลกออสเตรเลียกับแผ่นเปลือกโลกแปซิฟิก ส่วนที่บอกว่ามันจะส่งผลกระทบมาถึงไทยนั้นมันไกลกันมาก แต่ถ้าบอกว่าจะเป็นโดมิโนหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะฉะนั้น การสะสมตัวในการปลดปล่อยพลังงาน ณ จุดหนึ่ง อาจทำให้โดนด้วยก็เป็นได้"

ดร.ปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนข้อมูลในการบอกให้ประชาชนรับทราบถึงบริเวณหรือภาคที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบแผ่นดินไหวนั้น เป็นหน้าที่ของ "รัฐบาล" โดยเฉพาะ"กรมทรัพยากรธรณี" เนื่องจากมีหน้าที่ทำแผนที่เกี่ยวกับรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลกที่ยังมีพลังงานอยู่ ซึ่งสามารถอาจเกิดแผ่นดินไหวได้

ประชาชนควรรับทราบความจริงจุดนี้ โดยระบุให้ชัดว่า พื้นที่หรือเขตไหนของภาคอันตรายในการได้รับผลกระทบจากรอยเลื่อนภายในประเทศและจะส่งผลถึงจุดไหนบ้าง เหมือนกับ เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ อเมริกา ซึ่งเป็นเมืองธุรกิจ ที่ประชาชนเขารู้ว่ามีรอยเลื่อนแผ่นเปลือกโลกเช่นเดียวกัน

"รัฐต้องบอกข้อมูลที่เป็นความจริงให้ประชาชนรู้ และประชาชนจะเป็นคนเลือกเองว่าจะพัฒนาบริเวณแบบนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวหรือไม่ อย่าเพิ่งไปวิตกกังวลมากเพราะเรื่องนี้คาดเดาหรือพยากรณ์ล่วงหน้าได้ยาก แม้แต่ประ เทศที่เรียกว่าเป็นเซียนมหาเซียนก็ยังไม่รู้เช่นกัน" ดร.ปัญญา กล่าว

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 14/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เสียใจอย่าง สุดสุด มนุษยชาติ
ไม่สามารถ คาดประเมิน เกินกว่าฝัน
ความโหดร้าย ถาโถม เข้าโรมรัน
เศร้าจาบัลย์ ทั่วโลก วิปโยคซ้ำ....

เป็นน้ำมือ จากมนุษย์ ที่สุดแล้ว
คงไม่แคล้ว ย้อนยอก มาตอกย้ำ
จะเหลือเพียง ครรลอง กฎของกรรม
คอยหนุนนำ ตามลาก กระชากไป....

จึงเดือดร้อน ทั่วถิ่น แผ่นดินแยก
ภัยชำแรก กลืนสนอง จนหมองไหม้
มนุษย์ชาติ ร้อนรุ่ม ดั่งสุมไฟ
มองทางใด ใจเริ่มสั่น เพราะหวั่นกลัว....

ธรรมชาติ ลงโทษ แสนโหดร้าย
มุ่งทำลาย อย่างพิโรธ โกรธจนทั่ว
สุดทางตัน มันแยก แล้วแตกตัว
ล้างสิ่งชั่ว โสมม ให้จมดิน....

คำแสดง ว่าเสียใจ ส่งไปถึง
ด้วยคำนึง แห่งมนุษย์ ไม่สุดสิ้น
ให้ผ่านเรื่อง เจ็บช้ำ น้ำตาริน
นำผืนดิน สุข-ชื่น กลับคืนมา....

๓ บลา / ๑๔ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com