ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษ
หมายเหตุ : การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรก (15 มี.ค.) นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าทีมอภิปรายของฝ่ายค้าน อภิปรายภาพรวมความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล นาน 3 ช.ม. จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาชี้แจง 1 ช.ม.
มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์
หัวหน้าทีมอภิปรายของฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านจะอภิปรายการบริหารงานที่ล้มเหลวของนายกฯ ที่ทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศ ความล้มเหลวดังกล่าวนอกจากทำให้เกิดการทุจริต ไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดผลเสียอย่างกว้างขวาง ทั้งเศรษฐกิจระบบจุลภาค มหภาค ข้าวยากหมากแพง ก่อให้เกิดการกู้หนี้ยืมสินอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
โดยเฉพาะเรื่องปาล์มน้ำมัน เครื่องมือเครื่องใช้ สบู่ และสินค้าอื่นๆ ที่ขึ้นราคา และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อน้ำมันไบโอดีเซล กระทบราคาน้ำมันทั้งระบบ
สต๊อกน้ำมันปาล์มลดลงต่ำกว่าระดับเฝ้าระวังต่อเนื่องตั้งแต่เดือนก.ย. 2553 และสต๊อกลดลงสู่จุดวิกฤตในเดือนธ.ค. 2553 แต่เพิ่งมาอนุมัติการนำเข้าเมื่อเดือนม.ค. 2554 ผู้ปลูกปาล์มและส่งออกรายใหญ่ของโลก คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย แต่มาเลย์ อินโดฯ กำหนดประเภทของน้ำมันปาล์มหลากหลายมีมาตรฐานราคาที่ชัดเจน
แต่รัฐบาลไทยตัดสินใจนำเข้าจากพ่อค้าคนกลางของสิงคโปร์ ถือเป็นนัยยะสำคัญในการทุจริตทั้งที่ผลผลิตปาล์มในประเทศพอต่อการบริโภคและส่งออก
รัฐบาลนี้ทำให้ประชาชนต้องแบกค่าใช้จ่ายน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น 30% กระทบค่าครองชีพอย่างรุนแรง กระทบต่อโครงสร้างของน้ำมันและดูเหมือนว่าเกิดวิกฤตรุนแรงราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น
อยู่ๆ ก็มีน้ำมันขวดสีชมพู แล้วเงินไปตกอยู่ที่ใคร เพราะราคาโครงสร้างน้ำมันผันผวนอย่างหนักและเกิดหนี้ก้อนใหญ่ที่ค้างอยู่จะสะเทือนสถานะของปตท. แน่นอน
เมื่อรัฐบาลเอาเงินกองทุนน้ำมันมาใช้จนหมด อย่างก๊าซแอลพีจี ถ้าไม่ช่วยราคาจะขึ้นแบบก้าวกระโดด การบริหารแบบนี้ถือ ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหาศาล หากหยุดชำระหนี้จะสร้างหนี้ผูกพันมหาศาล
มีข่าวลือว่ามีการนำน้ำมันปาล์มเถื่อนเข้ามาก่อนจาก 3 บริษัท การอนุมัติปาล์มเข้ามา 30,000 ตัน ที่จริงแล้วต้องผลิตได้ 60 ล้านขวด แต่เหตุใดจึงผลิตได้เพียง 44 ล้านขวด แล้ว 16 ล้านขวดหายไปไหน
ตอบง่ายๆ ท่านขาดประสบการณ์ หรือบริหารไม่เป็น หรือกำลังปล้นประชาชนถ้วนหน้าไม่เว้นเศรษฐี หรือยาจก ความล้มเหลวในการบริหารน้ำมันปาล์มเชื่อมโยงกับการบริหารกลไกน้ำมันและก๊าซของประเทศ
ที่นายกฯต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาท ต้องใช้เงินอุดหนุนลิตรละ 5 บาท สมมติใช้น้ำมัน 7 ส่วน 2 ส่วนเป็นน้ำมันเบนซิน อีก 5 ส่วนเป็นน้ำมันดีเซล ฉะนั้น ถ้าน้ำมันดีเซลมีปัญหาอะไรประชาชนต้องมีผลกระทบอย่างแน่นอน
การบริหารน้ำมันปาล์มทำให้โครงการไบโอดีเซลเกือบจะระงับยับยั้งลง รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนดีเซลลิตรละ 5 บาท วันนี้เงินกองทุนน้ำมันถึงวันที่ 14 มี.ค. 54 เหลือไม่ถึง 4,800 ล้านบาท ใช้ได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ สิ้นเดือนมี.ค. เงินจะหมดในกระเป๋าแล้ว ขอย้ำไม่มีอีกแล้ว
กองทุนน้ำมันสะท้อนการบริหารจัดการและฝีมือในการบริหารจัดการประเทศ เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมัน 1 วัน 300 ล้านบาท 10 วัน 3,000 ล้านบาท 1 เดือนจ่ายออก 9,000 ล้านบาท วันนี้กองทุนน้ำมันมีไม่ถึง 4,800 ล้านบาท น้ำมันดีเซลจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตแน่นอน
ขณะนี้ ปตท.ถูกสถาบันมูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือทางการเงิน และจะต้องลดลงไประยะยาวถ้า ปตท.ไม่ชำระหนี้นั้น ถ้าไม่มีเงินกองทุนน้ำมันจะมีผลต่อค่าใช้อย่างรุนแรงและไม่เคยปรากฏมาก่อน
ที่น้ำมันราคาแพงเพราะรัฐบาลขึ้นเพดานภาษีสรรพสามิต น้ำมันดีเซลจาก 4 บาทเป็น 10 บาท และน้ำมันเบนซินจาก 5 บาทเป็น 10 บาท จึงขอยืนยันว่าบัญชีมีสองหน้า เงินกองทุนน้ำมันหมดในสิ้นเดือนมี.ค.แน่นอน มองเผินๆ ราคาน้ำมันปาล์มราคาสูงไม่มีอะไร แต่กองทุนน้ำมันกำลังจะหมด สภาพคล่องกำลังจะหมดไป
เรื่องราคาข้าวเปลือกตกต่ำ สมัยผมราคารับจำนำข้าวเปลือกข้าวเจ้า 14,000 บาทต่อเกวียน ข้าวสาร 30,000 บาทต่อเกวียน แต่รัฐบาลนี้ประกันราคาข้าวอยู่ที่ 10,000 บาทต่อเกวียน ขายได้จริงๆ อยู่ที่เกวียนละ 6,000-7,000 บาท มีการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และมีการทุจริตเกิดขึ้น
ส่วนที่นายกฯ เข้าไปแทรกแซงองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินคดีผู้กระทำผิดในคดีอาญาข้อหาแสดงภาษีอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี กรณีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด ทำให้รัฐเสียประโยชน์ 6.8 หมื่นล้านบาท
ไม่รู้ว่าผู้สูบบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร ซองละ 80 บาท ต้องด่าโคตรพ่อโคตรแม่ใคร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้อภิปราย หากนายกฯ ตอบเรื่องนี้ไม่ได้ก็ต้องลาออกกลางสภา
การอภิปรายครั้งนี้จะมีการอภิปรายการทุจริตในหลายๆ เรื่อง ทั้งการทุจริต รถเมล์ เอ็นจีวี หวยกาชาด รวมถึงการออกพ.ร.ก.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง 400,000 ล้าน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนการใช้งบประมาณเพิ่มเติม ที่ใช้เงินเกินงบประมาณซึ่งถือเป็นการทำนิติกรรมอำพราง
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่นายกฯ สั่งสลายการชุมนุม ภายใต้การสั่งการของนายกฯ และรองนายกฯ มีคนบาดเจ็บล้มตาย ใครทำอะไรไว้ความจริงจะปรากฏออกมา
ที่เรื่องนี้นำมาอภิปรายอีกครั้งเพราะครั้งที่แล้วยังคลุมเครือ เป็นการฆ่าประชาชน ใครทำอะไรไว้ต้องรับสิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการเปิดเผย การอภิปรายครั้งนี้ ขอให้เปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลทั้งสองฝ่าย อย่าปิดบัง อย่าเซ็นเซอร์ แล้วจะรู้ว่าความจริงคืออะไร
อยากบอกนายกฯว่า หมดเวลาก่อหนี้ หมดเวลาอยู่ต่อไป และหมดเวลาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แล้ว
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
ข้อมูลของท่านก็ยังเป็นข้อมูลที่มีการตกแต่ง ตัดต่อ ท่านอภิปรายไว้ 5 ประเด็น ประเด็นสุดท้ายเน้นกลับไปเรื่องเดิมที่เคยชี้แจงไปแล้ว คือปัญหาการกู้ ตัวเลขที่พูดก็ถูก เรื่องที่พูดทั้งหมดก็มีความสำคัญทั้งสิ้น แต่เป็นการนำเสนอชวนให้คนคิดไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง
เรื่องการสลายการชุมนุม ที่บอกว่าต้องมาอธิบายซ้ำ ดังนั้นท่านในฐานะที่เสนอตัวเป็นนายกฯ ก็ควรบอกว่าคิดอย่างไรในการเผาบ้านเผาเมือง
เรื่องหนี้สินและการกู้เงิน ทำไมไม่เอาตัวเลขการท่องเที่ยวและการส่งออกปี 53 ที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ มาโชว์ให้ประชาชนรับทราบ การหารายได้เข้าประเทศก็สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน
ผมบริหารประเทศไม่ได้บริหารธุรกิจ ยามใดที่เศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลก็ยอมเป็นหนี้ และยามใดที่เศรษฐกิจฟื้นเร็วหนี้ก็จะลดลงไปเอง การที่เรากอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายปี 51 ถึงปัจจุบัน สถานะการเงินการคลังไม่ได้แย่ลงอย่างที่ท่านบอก
รัฐบาลทักษิณ กู้มา 7 แสนกว่าล้านบาท ทำไมถึงไม่นับ แต่พอผมกู้มาใช้หนี้ให้ประชาชน สร้างแหล่งน้ำ กระตุ้นเศรษฐกิจจนฐานะการเงินการคลังดีขึ้น และรัฐบาลก็กำลังเดินเข้าสู่งบสมดุลในปี 54 ทำไมไม่พูด
หนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับรายได้มวลรวมของประเทศ สมัยรัฐบาลทักษิณมีหนี้สาธารณะเทียบกับจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 42.75 รัฐบาลชุดนี้ตัวเลขล่าสุดเดือนม.ค.54 อยู่ที่ร้อยละ 41.94 ฐานะประเทศมั่นคงกว่าท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจจากทั่วโลก ในขณะที่รัฐบาลที่พวกท่านบอกว่าบริหารได้วิเศษสุด เป็นช่วงที่ไม่ได้เจอวิกฤตเลย
วันนี้ถ้าบ้านเมืองนี้กำลังจะล่มสลายจริงอย่างที่ท่านพูดความน่าเชื่อถือของประเทศก็คงไม่มี แต่วันนี้สถาบันจัดอันดับเครดิตที่สากลให้การยอมรับสถานะของประเทศได้ปรับอันดับประเทศไทยดีขึ้น คุณมิ่งขวัญทราบดีแต่ไม่พูด
ถ้าการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ทำให้ประเทศหายนะจริงผมยินดีรับผิดชอบ จะไปบอกกับประ ชาชนในการเลือกตั้งว่าผมจะบริหารต่อไป และยินดีรับผิดชอบ แต่เรื่องของแพงต้องยอมรับ
ปัญหาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ คุณมิ่งขวัญ ทำธุรกิจ มาก่อนน่าจะรู้ว่าไม่สามารถเอาตัวเลขการนำเข้าของร้านค้าปลอดภาษี กับผู้สั่งนำเข้าสินค้ามาขายปกติ มาเทียบกันได้ และท้าว่าถ้าตนตอบไม่ได้ต้องลาออก ถ้าผมตอบได้ไม่เรียกร้องให้ท่านลาออก แต่เอาเป็นว่าให้ท่านอยู่ต่อไปเสนอตัวแข่งขันในฐานะนายกฯ
ยืนยันไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ที่สั่งเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่อง WTO ไม่ใช่เรื่องในประเทศ กรุณาอย่าจับแพะมาชนกัน
เรื่องข้าวรู้สึกว่าคุณมิ่งขวัญ จะภาคภูมิใจมากว่าเป็นปีทองของท่าน และมั่นใจในนโยบายที่เคยทำมาว่าประสบผลสำเร็จ แต่มีข้อมูลว่ายุคทองขณะนั้นเกิดจากภาวะตลาดโลกอันเนื่องมาจากความต้องการของทั่วโลก รวมถึงการเกิดภัยพิบัติต่างๆ ทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารหลายประเทศต้องห้ามส่งออกข้าว ใครจะซื้อก็ต้องวิ่งมาซื้อที่เรา ถามว่าเป็นฝีมือของท่านหรือที่ทำให้ราคาข้าวทั่วโลกสูงขึ้น
เมื่อถึงการเลือกตั้งเมื่อไหร่พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันที่จะประกาศนโยบายประกันรายได้ พรรคท่านประกาศไปเลยว่าไม่เอาดูว่าประชา ชนจะเลือกใคร โครงการจำนำข้าวของพวกท่านเป็นตัวบิดเบือนกลไกราคาอย่างแท้จริง ซื้อแพงขายขาดทุน ตอนท่านเป็นรมว.พาณิชย์ ทำให้เกิดความเสียหายมาก
มีการเก็บข้าวไว้ในสต๊อกกว่า 2 ล้านตัน สุดท้ายท่านเก็งตลาดผิด ราคาข้าวตก ผมเคยอภิปรายสมัยเป็นฝ่ายค้านแต่คนที่ตัดสินท่านไม่ใช่พวกผม แต่เป็นรัฐบาลท่านเอง ท่านสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯขณะนั้น กล่าวตำหนิท่านกลางสภาและสุดท้ายก็ปลดท่านออกจากตำแหน่ง
ด้านพลังงาน บอกว่าผมจะทำให้กองทุนน้ำมันติดลบ ลืมแล้วหรือว่าประวัติกองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 9 หมื่นล้านบาท เกิดในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ จนรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องใช้หนี้ให้จนตัวเลขกลับมาเป็นบวก
ยืนยันในหลักการบริหารไม่ต้องการให้กองทุนน้ำมันติดลบ ช่วงไหนน้ำมันดิบราคาแพงเราก็ชดเชย แต่เมื่อราคาถูกลงต้องจัดเก็บเข้ากองทุน ที่รัฐบาลนี้ตรึงราคาเบนซินแต่ชดเชยดีเซลก็เป็นการช่วยคนจนและภาคการเกษตร มั่นใจว่าจะตรึงได้จนถึงสิ้นเดือนเม.ย. นี้แน่
ถ้าผมไม่สนใจปล่อยให้เหมือนรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ คงขาดทุนไปแล้ว แต่ไม่ทำเพราะมีความรับผิดชอบ และตัดสินใจที่จะไม่ขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม จะไม่ปล่อยลอยตัวแอลพีจี ผมจะบริหารแบบของผมและจะนำนโยบายนี้ไปหาเสียงด้วย ก็ต้องไปถามประชาชนว่าจะเอาอย่างไร
ส่วนเรื่องน้ำมันปาล์ม บอกรัฐบาลขึ้นราคาจาก 38 บาทเป็น 47 บาท เหมือนปล้นประชาชน สมัยท่านเป็นรมว.พาณิชย์ ชาวสวนปาล์มได้ราคา 5.90 บาท น้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 35.98 บาท ผมมาเป็นนายกฯ ชาวสวนปาล์มได้ 8.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบขึ้นไป 51.48 บาท
ต้นทุนห่างกันเยอะมาก แต่สมัยผมให้ขายน้ำมันพืชปาล์มขวดละ 47 บาท ขณะที่สมัยท่าน 47.50 บาท ใครกันแน่ที่ปล้น ใครกันที่บริหารไม่เป็น ท่านเป็นรมว.พาณิชย์ น้ำมันพืชขวดละ 40 บาท หลังท่านเป็นรมว.พาณิชย์ ก็ประมาณ 40 บาท มีเฉพาะช่วงที่ท่านเป็นรัฐมนตรีน้ำมันแพงที่สุด 47.50 บาท ในขณะที่ชาวสวนปาล์มได้ 5-6 บาท ทั้งๆ ที่ยุคนี้ได้ 8-9 บาท ในช่วงที่เกิดวิกฤต
ข้อมูลที่ท่านเสนอวันนี้เป็นการตัดต่อ ตัดตอน แต่งเติม แต่ผมเอาความจริงมาพูด ก็หวังว่าจะไม่เพิ่มความแค้นให้ท่านมากขึ้น
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, March 16, 2011
'มิ่ง'ย้ำแผลปาล์ม,บุหรี่-'มาร์ค'สวนตัดต่อแต่งเติม
ถึงทางตัน
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
สมิงสามผลัด
ศึกซักฟอกรัฐบาลในช่วง 2-3 วันนี้ เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยของฝ่ายค้าน
เป็นเวทีที่พรรคเพื่อไทยใช้เขย่าพรรคประชาธิปัตย์ก่อนถึงวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สรุปแล้วว่าจะยุบสภาช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.นี้
เชื่อได้เลยว่าคดี 91 ศพจะเป็นเป้าหมายถล่มรัฐบาลอีกครั้งในสภา และจะดุเดือดกว่าครั้งก่อนๆ โดยเฉพาะคลิปคนเผาห้างเซ็นทรัล(ตัวจริง)
เชื่อได้เลยว่าคดีภาษีบุหรี่ต่างประเทศจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานกันกลางสภา
เป็นการหาเสียงล่วงหน้าที่ดีที่สุดของพรรคเพื่อไทย
จะว่าไปแล้ว พรรคเพื่อไทยถือว่าพร้อมที่สุดหากมีการเลือกตั้งใหม่
การชุมนุมกันอย่างสงบของคนเสื้อแดงเรือนหมื่นเรือนแสน แม้จะชุมนุมกันเดือนละครั้งก็ตาม
แต่ก็เป็นตัวบ่งบอกได้ชัดเจนว่ากระแสคนเสื้อแดงยังแรงไม่ตก
ยิ่ง 7 แกนนำได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกจากเรือนจำ
การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยก็เหมือนกับพยัคฆ์ติดปีก
เมื่อดูจากโพลของพรรคเพื่อไทยเองสำรวจการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็คุยโวจะได้ส.ส.มากกว่าตอนที่เป็นพรรคพลังประชาชน
คาดการณ์กันไว้ว่าจะได้ส.ส.เกือบกึ่งหนึ่งของสภา
เพราะจะชูแคมเปญ "คืนความเป็นธรรมให้คนเสื้อแดง ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย"
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องพบกับศึกหนักแน่ๆ
ความจริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ต้องการยุบสภา แต่ประเมินแล้วว่าหากปล่อยให้ถึงวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์สลายม็อบราชประสงค์
เสถียรภาพจะย่ำแย่ไปกว่านี้
การยุบสภาน่าจะลดกระแสได้ดีที่สุด
และหากมีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมาจริงๆ
พรรคประชาธิปัตย์ต้องเจอศึก 2 ด้าน
เพราะนอกจากต้องฟาดฟันกับพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงแล้ว
ยังต้องต่อกรกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง
พรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนาประกาศฮั้วกันไว้ล่วงหน้าแล้ว
กอดกันกลม ทำสัตยาบันไม่ทอดทิ้งกัน
แถมยังระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เพื่อนที่รู้ใจกันอีกแล้ว
มิตรที่เคยร่วมหัวจมท้าย กลายเป็นเหินห่างไปซะแล้ว
จะกลับไปใช้มุขเดิมๆ ได้คะแนนเสียงอันดับสองแล้วใช้ "ตัวช่วย" จัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็คงยาก
จะพึ่ง "มือที่มองไม่เห็น" ก็คงลำบาก
เพราะผลงาน 2 ปีที่ผ่านมาก็ยืนยันชัดเจนว่านายอภิสิทธิ์สร้างความปรองดองไม่ได้เลย
ดีเอสไอยื่นถอนประกันแกนนำแดงพรุ่งนี้
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
'ธาริต' เตรียมยื่นศาลอาญาขอถอน ประกันตัว 'ณัฐวุฒิ-เหวง' พร้อมแกนนำ นปช.รวม 7 คน
เช้าวันพุธ ชี้ ปลุกระดมมวลชนชุมนุมและขึ้นเวทีปราศรัยเข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขศาล...
เมื่อเย็นวันที่ 15 มี.ค.นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย เปิดเผยว่า
ในเวลา 10.00 น.วันที่ 16 มี.ค.ตนจะไปยื่นขอถอนประกันตัว
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยในคดีก่อการร้าย พร้อมพวกรวม 7 คน
เพราะพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ได้ตรวจสอบและพบว่าพฤติการณ์ของทั้ง 7 คน
หลังจากศาลอาญาให้ประกันตัว ได้กระทำการยั่วยุ ปลุกระดม ให้มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.
จนในที่สุด เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มี.ค.มีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงและแกนนำทั้ง 7 คน
ได้ขึ้นเวทีปราศรัยแบ่งหน้าที่กันทำโดยรู้เห็นเป็นใจเข้าข่ายยั่วยุ
และการ อภิปรายของ แกนนำ นปช.เข้าข่ายผิดเงื่อนไขที่ศาลห้ามไว้คือ
เป็นการยั่วยุปลุกปั่นปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย
กระด่างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดไม่สงบหรือล่วงละเมิดกฎหมาย
ทั้งนี้ ดีเอสไอได้พิจารณาจากพฤติการณ์คือ
การปลุกระดมคนให้ไปชุมนุมเข้าข่ายผิดกฎหมายและมีการอภิปรายในลักษณะผิด เงื่อนไขศาล
ดีเอสไอได้พิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดไม่ใช่พิจารณาเพียงคำพูด
http://www.thairath.co.th/content/pol/156219
สื่อของสามัญชน:บก.ลายจุด
ที่มา thaifreenews
โดย prainn
งานเสวนาเปิดตัวเว็บไซด์และอี-ไลบรารี่ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"
www.puey-textbooksproject.org
ณ ห้องบุญชู โรจนเสถียร ตึกเอนกประสงค์ ชั้น3 ม.ธรรมศาสตร์
วันที่ 12 มีนาคม 2554
อินเตอร์เน็ตยังไงก็แพ้ทหาร:ดร.พิชฌ์ พงษ์สวัสดิ์
ที่มา thaifreenews
โดย prainn
ดร.พิชฌ์ พงษ์สวัสดิ์
งานเสวนาเปิดตัวเว็บไซด์และอี-ไลบรารี่ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"
http://www.puey-textbooksproject.org
ณ ห้องบุญชู โรจนเสถียร ตึกเอนกประสงค์ ชั้น3
ม.ธรรมศาสตร์ วันที่ 12 มีนาคม 2554
2 คำถามเรื่องหลักการในข่าว “แดง” จับ “แดง”
ที่มา ประชาไท
ผู้เขียน
ทีมข่าวการเมือง
ประเด็นจากข่าวแดงจับแดง เป็นการตั้งคำถามที่หนักหน่วงในเชิงหลักการอีกครั้งสำหรับการเคลื่อนไหวที่นิยามตัวเองว่าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา
หลักการที่ถูกกระทุ้งถามในครั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องของนิติรัฐที่เป็นใจกลางของการปกครองระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น
หนึ่ง มาตรา 112 กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมาตรการปกป้องสถาบันกษัตริย์บรรดามีในประเทศไทยนั้น แกนนำเห็นว่าเป็นปัญหาหรือไม่ ควรถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือปรับปรุงแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ ซึ่งนี่เป็นคำถามที่กนนำไม่เคยตอบจริง อันนำมาสู่คำกลาวหาว่า “สู้ไปกราบไป” จนกระทั่งในช่วงหลังๆ มานี้ การแสดงออกทางการเมืองของคนเสื้อแดงแยกได้ชัดว่า มีแดงกระแสหลัก ซึ่งขาดความขัดเจนในประเด็นนี้ กับแดงราดิคัล ที่พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนในที่สาธารณะ
ความไม่ชัดเจนในหลักการเบื้องต้นนำมาสู่การขับเคลื่อนที่สับสนลักลั่น แสดงออกมาหลายกรรมหลายวาระ เช่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 54 หลังจากที่ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เข้าพบนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการ ประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ รองประธาน นปช. นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษก นปช. เพื่อหารือเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มี.ค. ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยภายหลังการหารือประมาณ 30 นาที ได้มีการแถลงข่าวโดยแกนนำ โดยนายวรวุฒิแถลงว่า สิ่งที่ตำรวจห่วงใยและฝากให้แกนนำช่วยดูแล ก็คือข้อความต่างๆ ที่อาจเข้าข่ายหมิ่น จึงขอให้พี่น้องเสื้อแดงช่วยสอดล่องดูแล เมื่อพบข้อความดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจับกุมได้ทันที
และนำมาสู่อาการแอคทีฟในการตรวจตรากันเองของแกนนำเสื้อแดงและการ์ด นปช. จนกระทั่งเกิดเหตุขึ้น
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านเฟซบุคของเขาด้วยว่า "ผมว่า การทีการ์ด "บ้าจี้" ขนาดนี้ ซึงครั้งอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี ต้องเป็นการ "ชี้นำ" มาจากระดับผู้รับผิดชอบ อย่างน้อยระดับผู้รับผิดชอบด้านการ์ด วันนี้ ก่อนเกิดเหตุการณ์ เวทีก็ประกาศซ้ำ คล้ายๆ กับคำสัมภาษณ์ของวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ ที่ผมโพสต์ไปเื่มื่อวาน คือ ประกาศดังๆ จากเวทีเลย เรื่อง เจออะไรที "หมิ่นเหม่" ให้จับส่งตำรวจ"
"ในบรรยากาศการเมืองแบบนี้ ที่ผู้นำ นปช.เองบางคน ก็โดนกล่าวหาว่า "หมิ่น" โดนเล่นงานจากรัฐ ... แค่นี้ยังไม่พอ? นปช. ต้อง "ช่วย" ทำหน้าที่ในการเล่นงานคนอื่นเรื่อง "หมิ่น" ... ด้วยหรือครับ?"
แน่นอน หลายคนอาจแสดงความเห็นว่า บางทีการ์ดก็ไม่ฉลาด และการ์ดก็มีที่มาหลากหลายร้อยพ่อพันแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่อ้างได้แต่นั่นก็นำมาสู่คำถามถึงกระบวนการจัดการของแกนนำเสื้อแดงเช่นกัน ว่าจะใช้วิธีการที่ไม่รัดกุมเช่นนี้และไว้วางใจให้คนร้อยพ่อพันแม่มาดูแลความเรียบร้อยในการชุมนุมโดยไม่มีการวางระบบและข้อตกลงที่ชัดเจนรัดกุมในการปฏิบัติหน้าที่แต่ละครั้งได้หรือ ยิ่งหากแกนนำหรือคนเสื้อแดงกลัวว่าจะมีคนอื่นมา “แอบแฝงบ่อนทำลาย” ก็ยิ่งควรต้องชัดเจนในหลักการให้มากบยิ่งขึ้นด้วยว่า “แบบไหน” ที่เรียกว่าเป็นการแอบแฝงบ่อนทำลาย มิเช่นนั้น คนเสื้อแดงทุกคนก็อาจถูกการ์ดแดงจับได้ทุกครั้งที่ชุมนุม เพราะการตีความตามทัศนส่วนตัว แกนนำเองย่อมต้องระมัดระวังในประเด็นนี้ และน่าจะรู้ดีกว่าใครว่า “คนเสื้อแดงทำอะไรก็ผิด” อย่างที่แกนนำพูดตัดพ้อสื่อและสังคมอยู่เนืองๆ
ที่ผ่านมา กรณีความหละหลวมในการบริหารจัดการการ์ดก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาก จนกระทั่งมีคำเสียดสีทำนองว่า ถ้าการ์ดผิดแกนนำ ก็อาจปัดความรับผิดได้ โดยบอกว่า นั่นไม่ใช่คนเสื้อแดง
คำเตือนด้วยความห่วงใยในเรื่องระบบการ์ดนี้ “วัชรพันธุ์ จันทรขจร” หรือ “โป๊ะ” ซึ่งเคยรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ขบวนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาในยุค 14 ตุลา และพฤษภา 35ซึ่งแกนนำเสื้อแดงให้ความเคารพและเดินสำรวจการรักษาความปลอดภัยเมื่อครั้งคนเสื้อแดงชุมนุมที่ราชประสงค์อยู่เนืองๆ ก็เคยตั้งข้อสังเกตถึงจุดอ่อนนี้
“ ก็ไปดูการรักษาความปลอดภัยที่ นปช. ตั้งขึ้นมาว่าเป็นอย่างไร เขามีระบบอยู่แล้ว อารี (ไกรนรา) เขาก็ตั้งขึ้นมา ว่าจะมีกี่ชั้นๆ แต่ปรากฏว่าอารีเขาเป็นคนเปิด ก็มีการ์ดเยอะมาก ก็มีอาการมั่ว เราก็เตือนว่า อย่างน้อยวงในต้องมีระบบระเบียบ มีการจัดการกับการ์ดที่แฝงตัวเข้ามา แล้วการที่เปิดให้ใครก็ได้เอาบัตรประชาชนเข้ามาก็เป็นการ์ดได้นั้นไม่ถูก ก็บอกเขา”
สอง ปัญหาเรื่อง การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีดังกล่าว
เมื่อคุณปลาโดนจับไป คำถามที่สังคมหรืออย่างน้อยที่สุดคนเสื้อแดงละเลยไปคือ กระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งประเด็นนี้ สาวตรีสุขศรี อาจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน ที่ได้อยู่ร่วมในกระบวนซักถามของตำรวจตั้งข้อสังเกตในหน้าวอลล์ของตนเองในเฟซบุคว่า”
“กรณีผู้ถูกการ์ดเสื้อแดงจับส่งตำรวจเพราะแจกเอกสาร..๑. แน่ล่ะว่าเรื่องนี้ต้องจัดการให้ชัดเจน ถึงการใช้อำนาจเกินไปของการ์ดเสื้อ แดง (ตรงนี้มีคนพูดถึงเยอะ) แต่ที่เราไม่เข้าใจคือ มีคนจำนวนน้อยมาก (แม้แต่ญาติผู้เสียหายเอง) ที่จะตั้งคำถามถึง ๒. การใช้อำนาจของตำรวจ กรณีควบคุมและสอบปากคำโดยไม่มี "ข้อกล่าวหา"...ทำไมคนไทยพร้อมตรวจสอบการทำงานของ ปชช. ด้วยกันเอง แต่หรี่ตาให้การใช้อำนาจโดย "รัฐ" ??” และ
“พอดีวันที่มีเหตุจับกัน มีโอกาสได้ไปอยู่ตรงนั้น...พบว่า การดำเนินการของตำรวจ (แม้เขาจะแสดงความเป็นมิตรกับผู้ถูกจับ) ไม่ว่าจะเป็น การถามปากคำโดยไม่มี "การแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ ทั้งสิ้น" การยืนยันว่าควร "เซ็นต์ชื่อในใบสอบปากคำนั้น" กระทั่งการ "ตามไปดูที่บ้านของผู้ถูกจับ" ล้วนไม่มีกฎหมายให้อำนาจ !!! เรายืนยันวันนั้นว่า ตำรวจไม่มีอำนาจ...แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกคน หัวเสียกับ "การ์ด นปช." จนละเลยที่จะตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจของตำรวจ ...ทำไม ?”
สุดท้าย แดงจับแดงที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด หรือเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวและจบกัน แต่นี่คือเป็นปัญหาท่าที และหลักการของแกนนำซึ่งไปช้ากว่ามวลชนอย่างสม่ำเสมอ ประเด็นนี้ร้อนแรงมาก และคนเสื้อแดงหลายคนแสดงความผิดหวังต่อแกนนำอย่างชัดเจน บางคนประกาศไม่ไปร่วมชุมนุมด้วยแล้ว อีกส่วนหนึ่งกลับโต้ตอบว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่เสื้อแดงราดิคัล ที่เข้าใจกันว่ามีสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเป็นผู้นำทางความคิด มักจะยกมาโจมตีแดงกระแสหลัก แล้วยุให้ไปตั้งกลุ่มเอาเองเพื่อจะได้เคลื่อนไหวให้ถูกใจตัวเอง ขณะที่บางคนที่พูดเรื่องนี้ไปในทำนองตั้งคำถาม ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นแค่ “เหาฉลาม” ของนักวิชาการประวัติศาสตร์คนดัง ซึ่งการโต้ตอบดังกล่าวมานี้ ไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นการโต้แย้งในเชิงหลักการเลย
ข้อสังเกตบางประการ คำพิพากษาจำคุก 13 ปี ผู้ออกแบบเว็บ นปช.ยูเอสเอ
ที่มา ประชาไท
อย่างไรก็ตาม เหตุผลของศาลชี้ว่า
“จำเลยไม่ได้นำสืบว่าหมายเลขไอพีแอดเดรสดังกล่าวไม่ได้เป็นของจำเลย และเมื่อมีชื่อในระบบว่า admin แล้วจะไม่สามารถตั้งซ้ำได้ ประกอบกับจำเลยพยายามเข้าเว็บไซต์ด้วยระบบ FTP จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง แม้ว่าบันทึกจราจรคอมพิวเตอร์จะเป็นบันทึกคนละวันและเวลากับข้อความที่ปรากฏก็ตาม ศาลตัดสินว่ามีความผิดจำคุก 13 ปี”
1. ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลย หรือผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด
1. โจทก์สืบยังไงหรือ ศาลถึงสิ้นสงสัย ? (ทั้งที่ ในเหตุผล ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความสงสัยอยู่)
ทหารไม่เห็นด้วย “คอป.” สอบกรณียิง “เสธ.แดง” แล้วมีสื่อมานั่งฟัง
ที่มา ประชาไท
คอป.สอบกรณีลอบสังหาร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล สื่อยันระหว่างสัมภาษณ์ เสธ. หันหน้าเข้า ถ.พระราม 4 ทหารแจงพล.ม.2 รอ.คุมเต็มพื้นที่ ถ.พระราม 4 ร่วมกับตำรวจ แต่ไม่เห็นด้วยที่มีสื่อมานั่งฟัง ระบุเรื่องสอบควรยกให้ดีเอสไอ ด้าน “สมชาย หอมลออ” ยังไม่พอใจข้อมูล หัวกระสุนหายไปได้อย่างไร ชี้เรื่องเกิดในพื้นที่ซึ่ง จนท. คุมไว้แล้ว ทางการต้องอธิบายให้ได้ในเรื่องที่มีมือปืนเข้าไปก่อเหตุ
อนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง คอป. เผยแพร่รายงานที่ระบุว่า ยังได้รับข้อมูลที่ไม่น่าพอใจกรณีการเสียชีวิตของพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หลังจากที่เชิญกองทัพภาคที่ 1 และทางโรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติมาชี้แจง เนื่องจากข้อมูลที่ได้ไม่ชัดเจน และไม่สามารถให้คำตอบเรื่องการควบคุมพื้นที่ และการพบหัวกระสุนปืนในศีรษะของเสธ.แดงที่หายไป
คอป.เชิญหลายฝ่ายให้ข้อมูลกรณียิง “เสธ.แดง”
โดยวันนี้ (15 มี.ค. 54) ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในการประชุมครั้งที่ 7 นายสมชาย หอมลออ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง เป็นประธานในที่ประชุมโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากทุกฝ่าย (Hearing) ได้นำกรณีการเสียชีวิตของพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2553 ขึ้นมาพิจารณา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวแทนจากกองทัพภาคที่ 1 ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่น ตัวแทนโรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยมีผู้สังเกตการณ์จาก ศรส. EU และตัวแทนสถานทูตออสเตรเลีย ส่วนหน่วยงานที่ คอป. เชิญเข้าร่วมชี้แจงแต่ไม่ได้มาเข้าร่วมการประชุมคือ ตำรวจ สน.ลุมพินี สน.สามเสน และ นายแพทย์จรูญศักดิ์ นวลแจ่ม จากโรงพยาบาลวชิระพยาบาล
นายสมชาย ในฐานะประธานที่ประชุมได้กล่าวเปิดประชุมโดยกล่าวว่า นายคณิต ณ นคร ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ว่าการสร้างความปรองดองต้องค้นพบความจริงเสียก่อน เพื่อจะนำไปสู่ความปรองดองได้ ที่ผ่านมาได้รับฟังข้อเท็จจริง กรณีดาวเทียมไทยคม กรณีการเสียชีวิตของช่างภาพญี่ปุ่น กรณีความรุนแรงบริเวณบ่อนไก่-สีลม ฯลฯ เป็นต้นมา และครั้งนี้เป็นกรณีเสียชีวิตของ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่ถูกยิงเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 ซึ่งความรุนแรงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น และเป็นคดีอุกอาจ เพราะถูกยิงต่อหน้าผู้สื่อข่าว
ผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทม์เผยระหว่างสัมภาษณ์เสธ.แดงหันหน้าเข้า ถ.พระราม 4
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของ คอป. ได้นำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุม เป็นคำให้การของนายโธมัส ฟุลเลอร์ ผู้สื่อข่าวนิวยอร์กไทม์ ที่กล่าวถึงตำแหน่งการยืนของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบกว่า ในตอนที่เสธ.แดงให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอยู่นั้น ได้หันหน้าไปทางถนนพระราม 4 ตัวผู้สื่อข่าวเองยืนห่างออกมาประมาณ 2 ฟุต โดยในขณะนั้นมีผู้สื่อข่าวเสียงอเมริกา (VOA) ร่วมสัมภาษณ์อยู่ด้วย และทางเจ้าหน้าที่ คอป. ได้เปิดภาพถ่ายวิดีโอการช่วยเหลือนำตัวเสธ.แดง ส่งโรงพยาบาล และมีหลักฐานจากคำพูดของ น.พ.จรูญศักดิ์ นวลแจ่ม หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลวชิระพยาบาล ที่ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ว่า วันที่ 13 พ.ค. เสธ.แดงยังไม่เสียชีวิต แต่เนื้อสมองตายแล้ว แพทย์ชันสูตรพบว่า เสธ.แดง ถูกยิงตายด้วยกระสุน 1 นัดแต่ไม่ทราบว่าเป็นชนิดใด เนื่องจากไม่มีหัวกระสุนในเนื้อสมอง และบาดแผลถูกยิงทำมุม 30 องศา
ผู้สื่อข่าวเนชั่นระบุผ่านหน้า รร.ดุสิต ได้ยินเสียงดังมาก ตอนแรกคิดว่าประทัด
นายปองพล สารสมัคร ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นได้ชี้แจงว่า ตนไม่ได้อยู่ในช่วงที่พล.ต.ขัตติยะหรือเสธ.แดง ถูกยิง เมื่อไปถึงพื้นที่ เห็นเสธ.แดงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว จึงเข้าไปร่วมสัมภาษณ์ จากการสังเกตอาการเสธ.แดงวันนั้น มีลักษณะท่าทางที่ไม่อยู่นิ่ง หันซ้ายหันขวา ก้มหน้าดูพื้นตลอดเวลา ทำให้ช่างภาพทำงานยาก หลังจากนั้นได้แยกตัวออกไป เมื่อเดินออกไปผ่านหน้าโรงแรมดุสิต ได้ยินเสียงดังมาก ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงประทัด ต่อมาทางโรงพิมพ์แจ้งว่า เสธ.แดงถูกยิงให้รายงานสถานการณ์ด่วน
พยาบาลหัวเฉียวไม่รู้เรื่องหัวกระสุนหายช่วงทำ CT แสกน
นายชูชีพ บุญเส็ง เจ้าหน้าที่ควบคุมกู้ชีพผลัดที่ 1 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งเป็นผู้พาพล.ต.ขัตติยะ จากโรงพยาบาลหัวเฉียวฯ ไปโรงพยาบาลวชิระพยาบาล ชี้แจงว่าเป็นผู้นำส่งเสธ.แดงไป ขณะนั้นยังไม่เสียชีวิต โดยมีเจ้าหน้าที่ พยาบาลจาก รพ.วชิระมารับเสธ.แดงด้วย และได้นำรถออกทางด้านหลังโรงพยาบาลหัวเฉียวฯ เนื่องจากด้านหน้ามีผู้ชุมนุม ซึ่งเขาไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งย้าย พล.ต.ขัตติยะออกจากโรงพยาบาล
นางโสรญา สิทธิผิน พยาบาลประจำการศูนย์หัวเฉียวพิทักษ์ชีพ ชี้แจงว่าตอนที่คนไข้เข้ามาโรงพยาบาลยังไม่เสียชีวิตและไม่รู้สึกตัว จากนั้นได้นำคนไข้ไป ศูนย์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จากนั้นนำไปรักษาตัวที่ห้องไอซียู จากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมงก็มีการเคลื่อนย้ายคนไข้ไป ร.พ.วชิระ เมื่ออนุกรรมการถามว่า เห็นหัวกระสุนตอนที่ทำ CT สแกนหรือไม่ นางโสรญาบอกว่าไม่ได้ดู และไม่ทราบเรื่องการสั่งย้าย เพราะคนที่ทราบคือ ผู้บริหารโรงพยาบาล รู้แต่เพียงคนไข้ไม่รู้สึกตัว มีผ้าพันแผลที่ศีรษะ และมีเลือดไหลตลอด
ทหารบ่นไม่เห็นด้วยที่ คอป. เชิญสื่อมานั่งฟัง ชี้ควรเป็นเรื่องดีเอสไอ
พ.ท.สิทธิศักดิ์ ธิวันนา ผู้ช่วยฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 (ผช.ฝยก.ทภ.1) ได้ชี้แจงว่า ในพื้นที่ถนนพระราม 4 มีหน่วยงานของ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ควบคุมอยู่เต็มพื้นที่ร่วมกับตำรวจ และหน้าที่หลักที่ได้รับคำสั่งมาคือ การป้องกันการก่อเหตุจากมือที่ 3 ในการเข้ามาชี้แจงต่อคอป. นั้น ตนไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการเชิญมาสอบโดยมีผู้สื่อข่าวนั่งฟังอยู่ด้วย และจะชี้แจงทางหนังสือตามมาทีหลัง ส่วนการสอบสวนคิดว่าควรเป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษมากกว่า
“สมชาย หอมลออ” บอกข้อมูลยังไม่น่าพอใจ จี้รัฐอธิบายทำไมถึงมีมือปืนเข้ามา
นายสมชาย หอมลออ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้รับข้อมูลที่ไม่น่าพอใจ เพราะตัวแทนที่เกี่ยวข้องที่เชิญมาร่วมประชุมหลายฝ่ายไม่มา ดังนั้นต้องทำการตรวจสอบกรณีนี้ต่อ เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่แท้จริง เพราะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพื้นที่และอาวุธปืนที่ พล.ต.ขัตติยะถูกยิงด้วยสไนเปอร์ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิเศษ และหน่วยงานที่มีปืนชนิดนี้มีแต่หน่วยงานราชการเท่านั้น แต่การจะอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่แตกแถวไปบ้างนั้น คนที่ยิงได้แม่นขนาดนี้ต้องมีความแม่นยำและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
และวิถีกระสุนที่เจาะเข้าศีรษะทางด้านขวา ทำมุมเฉียง 30 องศานั้น จึงเป็นการยิงจากมุมสูง ผู้เสียชีวิตหันหน้าไปถนนพระราม 4 เป็นไปได้ว่า วิถีกระสุนน่าจะมาจากอาคารทางด้านฝั่งขวา ซึ่งจะมีอาคารที่น่าจะเกี่ยวข้อง เช่น สีลมพล่าซ่า หรืออาคารโรงพยาบาลจุฬาฯ นอกจากนั้น พื้นที่ในระยะใกล้ หรือที่สูง ในช่วงเกิดเหตุดังกล่าวน่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่มาแล้วหลายวัน การที่จะมีมือปืนแปลกปลอมเข้าไปก่อเหตุได้นั้น ทางการต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมถึงเปิดช่องให้มือปืนแปลกปลอมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ คำถามนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ต้องการคำตอบไม่ใช่เฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อความกระจ่างตามที่ได้ภาระหน้าที่มอบหมายมา รวมทั้งเรื่องโรงพยาบาลพบหัวกระสุนจริง แล้วหัวกระสุนหายไปได้อย่างไร เพราะหัวกระสุนจะได้รู้คำตอบว่ามาจากปืนกระบอกใด ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไป
บิ๊กCTW:ไม่ รู้ว่าใครเผา? ถ้ารู้ ก็ไม่รู้ว่าใครสั่งเผาอีก! เรามีความเสี่ยงเดียวกับเสื้อแดง คือหากรัฐบาลยังคุยไม่รู้เรื่อง เขาก็ถือโอกาสหา แพะรับบาป
ที่มา Thai E-News
สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล :ไม่รู้ว่าใครเผา ถ้ารู้ว่าใครเผาก็ไม่รู้อีกว่าใครสั่งเผาอีก ถามว่าเรากลัวเสื้อแดงไหม เราไม่กลัว มีความเสี่ยงเดียวกับเสื้อแดงคือหากรัฐบาลยังคุยไม่รู้เรื่อง เขาก็ถือโอกาสหา แพะรับบาป เราไม่ได้เกี่ยวกับเสื้อแดงเลย เรากับเสื้อแดงก็รักกันดี
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ BizWeek
หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ได้เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูล ว่า การพยายามลอบเผาห้าง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม และตลอดเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามเผามาแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน
หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ
เรื่องนี้สอดคล้องกับที่นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ให้สัมภาษณ์ไว้หลังเหตุเผาห้างไม่ถึง 2 เดือน เราจึงนำมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาอีกครั้ง
นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดใจกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เมื่อ 12กรกฎาคม 2553 หรือเกือบ 2 เดือนให้หลังการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้
เขาเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่า ยังไม่หนักที่สุดที่เคยเจอ เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ไฟไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม เมื่อปลายปี 2538 ซึ่งตอนนั้นต้องถือว่า "หนักที่สุด" แล้ว
ทว่า เหตุการณ์นี้ถือว่า “ตื่นเต้นที่สุด”
“ที่บอกว่าตื่นเต้นที่สุด เพราะไม่รู้ว่าพอเกิดขึ้นแล้วจะเกิดอะไรต่อ ไม่รู้ว่าใครเผา ถ้ารู้ว่าใครเผาก็ไม่รู้อีกว่าใครสั่งเผาอีก อย่างเซ็นทรัลชิดลมไฟไหม้เราก็รู้ว่าไหม้เพราะอะไร ไหม้หมดเลยต้องปิดร้านไปเป็นปีเสียหายมาก แต่โอเคก็ได้เงินประกันมาพอสมควรถึงแม้จะไม่คุ้ม กับธุรกิจที่ต้องหยุดชะงัก ต้องเริ่มใหม่”
“ถามว่าเรากลัวเสื้อแดงไหม เราไม่กลัว มีความเสี่ยงเดียวกับเสื้อแดงคือหากรัฐบาลยังคุยไม่รู้เรื่อง เขาก็ถือโอกาสหา แพะรับบาป เราไม่ได้เกี่ยวกับเสื้อแดงเลย เรากับเสื้อแดงก็รักกันดี เรากับเสื้อเหลืองก็รักกันได้ เราไม่มีสีเสื้อ”เขาว่าอย่างนั้น
เขายังเข้าใจเปรียบเปรยท่าทีของรัฐในการแก้ไขปัญหาเพลิงไหม้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ช่วงที่ผ่านมาว่า
“เหมือนเราจ่ายภาษีให้รัฐบาลไปซื้อปืน แต่เขาไม่ซื้อปืนมาใช้กับเรา เรากลับถูกคนเอาปืนมายิง เพราะเราไม่มีไลเซ่นใช้ปืน ถ้ารัฐบาลไม่ทำ ต่อไปเราก็ต้องมีปืนแทนรัฐบาล” นั่นหมายถึง การเพิ่มดีกรีของระบบรักษาความปลอดภัย
@เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ "ตื่นเต้นที่สุด"
สุทธิธรรมเล่าว่า วันแรกที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนมาชุมนุมประท้วงที่สี่แยกราชประสงค์ เป็นวันแรกเช่นกัน ที่ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล ไหวตัวไปตั้งศูนย์บัญชาการ หรือ "วอร์รูม" นอกพื้นที่ที่เขาไม่ขอเปิดเผยสถานที่ แต่จากการสอบถามคนในวงการค้าปลีก ระบุว่า พื้นที่บริเวณเซ็นทรัล ลาดพร้าว น่าจะเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะตั้งเป็นศูนย์บัญชาการ เพราะอยู่ใจกลางเมือง และห่างจากจุดที่มีการชุมนุมพอสมควร
"เรามีวอร์รูมตั้งแต่เดินขบวน บอกไม่ได้เป็นความลับ วอร์รูมจะมีเจ้าหน้าที่ประจำ 24 ชั่วโมง มีผู้บริหารระดับหนึ่งประจำอยู่เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนรายงานตรงถึงผู้บริหารระดับสูงได้ทุกเมื่อ เช่น เหตุการณ์แบบนี้จะเปิดหรือปิดห้างกี่โมง วอร์รูมเราจะมี Message ถึงเราตลอดทุกสิบนาที หรือทุกครึ่งชั่วโมง แล้วแต่ความเคลื่อนไหว" สุทธิธรรม เล่าและว่า ตอนที่เกิดเหตุการณ์บอร์ดชุดเล็ก ชุดใหญ่ เรียกประชุมด่วนกันหมด
เขายังบอกว่า รู้สึกตกใจเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมย้ายมาชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ยิ่งเมื่อการชุมนุมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ประกอบการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ละแวกนั้นเริ่มนั่งไม่ติด ต้องนัดรวมตัวเพื่อพูดคุยกันเป็นระยะ อาทิ สยามเซ็นเตอร์ (ชฎาทิพ จูตระกูล) สยามพารากอน (ศุภลักษณ์ อัมพุช) และ เกสร (ชาย ศรีวิกรม์) เป็นต้น
"คุณแป๋ม (ชฎาทิพ) อยากให้ผมไปประชุมที่สยาม ผมก็บอกว่า ไม่มีใครอยากไป เสี่ยง ใกล้ไป ก็บอกว่าประชุมที่ลาดพร้าวดีที่สุด ก็ประชุมกันหลายครั้งหลายครา ประชุมว่าเราต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน และพอเลิกชุมนุมแล้วจะเป็นอย่างไร ต้องช่วยพนักงาน ช่วยผู้ที่เกิดปัญหาอย่างไร
เราไม่เคยคิดว่าจะมีการเผา เพียงคิดกลัวว่าจะมีคนบุกเข้าไปขโมยของ บางคนก็คิดว่า เดี๋ยวจะเลิกๆ ชุมนุม แล้ว เราเตรียมตัวกวาดถนน กวาดบ้าน ก็ไม่เลิกอีกแล้ว"
สุทธิธรรม ยังเล่าถึง วินาทีที่เห็นห้างสรรพสินค้าเซนถูกเผาว่า..
"สะเทือนใจ ทุกคนยืนน้ำตาปริบ ร้องไห้ไปหลายคน ก็เห็นแล้วตกใจ จริงๆ เป็นเหตุสุดวิสัย ทำใจว่าเราต้องสู้ต่อไป เสียหายจุดนี้ไม่เท่ากับเสียหายทั้งกลุ่ม แต่ก็ไม่ใช่จิ๊บจ๊อย ก็พอสมควร แต่พอถอยหลังแล้วต้องกลับมาสู้ต่อ เราสูญเสียลูกค้าให้คนอื่นไป เราเรียกกลับมาอย่างไร"
เขาเห็นว่า วงเงินประกันที่ทำไว้ยังไงก็ “ไม่ครอบคลุม” ความเสียหายที่เกิดขึ้น
“ยังไงก็ไม่มีทาง Cover เพราะทำประกันไว้น้อยมาก คร่าวๆ เรารู้อยู่แล้วว่าไม่พอ”
*********
CTWย้ำแดงบริสุทธิ์ ห้างถูกแก๊งอาวุธหนักเผา สอดรับปากคำรปภ.+หลักฐานภาพชุด อุบมีVDOทีเด็ด

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 มีนาคม 2554
วันนี้มติชนออนไลน์รายงานข่าวว่า นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ 1 ในข้อกล่าวหาถอดถอนนายกรัฐมนตรีของ ส.ส.ฝ่ายค้าน ระบุเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในการป้องกันและระงับเหตุวางเพลิงเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ว่า ได้เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการ ได้รับทราบว่า มีกลุ่มคนหนึ่งพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน
หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน ได้เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ
"ตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ ให้ข้อมูลกับเราว่า การพยายามลอบวางเพลิง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม แต่เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามอบตัวแล้ว และตลอดเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง โดยทางห้างได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมเข้าห้องน้ำด้วย นอกจากนี้ ตัวแทนของห้างยังระบุว่า มีคลิปวีดีโอที่บันทึกภาพของกลุ่มคนที่วางเพลิงไว้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ทางห้างยังไม่ได้ส่งมาให้ทางคณะกรรมการ" นายจิตติพจน์กล่าว
นายจิตติพจน์ กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 10 มีนาคม ทางคณะกรรมการฯ เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เข้าชี้แจงถึงความคืบหน้าของคดีกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงจะเชิญนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำกลุ่มนปช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. ว่าต่อจากนี้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป
ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ได้ไปทำข่าวสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงในวันนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นแน่?..
- รปภ.เซ็นทรัลเวิลด์แฉวันเผา
ผู้สื่อข่าวได้ไปที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ภายหลังจากมีภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แพร่ในเฟซบุ๊ก ช่วงที่มีศอฉ.เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนเกิดไฟไหม้ขึ้น ทั้งที่ศอฉ. เข้าไปในพื้นที่แล้ว เพื่อติดตามสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
นายเอ (นามสมมติ) กล่าวว่าตนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้า สังกัดบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ซึ่งห้างเซ็นทรัลเวิลด์จะจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยสองแห่ง ดูแลพื้นที่ โดยมีบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ดูแลพื้นที่ด้านนอก ลานจอดรถ และรอบห้างทั้งหมด ส่วนบริษัท จีโฟร์เอส การ์ด จำกัด ดูแลเฉพาะส่วนภายในอาคารทั้งหมด
ในเวลาดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้า ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านหลังห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงเช้าก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไร แต่หลังจากเวลา 13.00 น. ได้ทราบข่าวว่าได้มีเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่นำกำลังมาบริเวณถึงหน้าถนน บริเวณสยามพารากอน จากนั้นก็มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ ตนจึงให้รปภ.รอบบริเวณห้างลงไปอยู่ด้านล่างเพื่อความปลอดภัย โดยปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้างทั้งหมด จนกระทั่ง เวลา 16.30 น. ได้มีกลุ่มทหารพร้อมอาวุธปืนบุกเข้ามาเคลียร์ในพื้นที่ห้างสั่งให้นอนหมอบกับพื้นและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร ก่อนปล่อยตัวออกไปจากพื้นที่ ซึ่งมีรปภ.บางคนไม่มีบัตรก็ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ถูกควบคุมตัวแยกไว้
- ถูกทหารคุมตัวออกจากห้าง
นายเวียน (นามสมมติ) กล่าวว่า อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด ช่วงเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ตนอยู่ประตูทางเข้าออกห้างช่วงเช้าไม่มีเหตุการณ์อะไร จนมาช่วงบ่ายสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงได้วิ่งแตกฮือกระจัดกระจายหนี เนื่องจากช่วงนั้นเริ่มมีเสียงระเบิดและปืนดังขึ้น ตนได้รับแจ้งทางวิทยุจากหัวหน้าให้ปิดประตูทางเข้าออกห้าง และให้หลบลงมาอยู่ด้านล่าง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กล้าออกมาดูด้านบนว่ามีเหุตการณ์อะไรเกิดขึ้น
จนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้ โดยมีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้นไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้
ส่วนนายเทียน (นามสมมติ) รปภ.จีไฟร์เอส การ์ด กล่าวว่าช่วงเช้าตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้น 6 ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมองออกทางกระจกหน้าห้างสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งหนีกันอลหม่าน และมีเสียงปืน เสียงระบิดดัง และได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเช่นกันแจ้งให้ลงมาอยู่ข้างล่างจนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้
และนายพง(นามสมมติ) รปภ.บริษัทจีไฟร์เอสการ์ด กล่าวเช่นกันว่าตนอยู่ชั้น 1 ก็ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าแจ้งให้ปิดประตูห้าง จากนั้นได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดดังถี่ขึ้นตลอด และต้องหลบลงมาอยู่ชั้นใต้ดินจนเวลา 16.00 น.ถึงออกจากพื้นที่เช่นกัน
*******
ภาพชุดที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค
รูปที่ 1 วันที่ 19 พ.ค. 53 หลังเสื้อแดงสลายการชุมนุมราชประสงค์ ทหารคุมพื้นที่ได้หมด ในเวลา 14.26 มีคนเดินเข้ามาในห้างฯ (เป็นเจ้าของร้านค้าในเวิร์ลเทรด มาดูร้าน)

รูปที่ 2 คนที่เดินเข้ามาโดนยิงสกัดที่ขา

รูปที่ 3 มีเพื่อนเข้ามาช่วยคนโดนยิงเจ็บออกไป

รูปที่4 ขณะที่คนที่ยืนดูอยู่ก็โดนยิงไล่

รูปที่5 อยู่ข้างในไม่ได้ โดนยิงไล่ ต้องรีบออกมา

รูปที่ 6 โดนยิงด้วยลูกซองเม็ดเล็ก ไม่เจตนาฆ่า แต่ไล่ให้ออกไปจากห้าง

รูปที่7-8 ส่วนข้างนอกก็มีการยิงสกัด เพื่อไม่ให้รปภ.เข้าไปรักษาความปลอดภัยในห้างได้


รูปที่ 8เอาทหาร ศอฉ.ตรึงกำลังรอบห้างฯ

รูปที่ 9-ในที่สุดรปภ.และพนักงานต้องเดินทางออกอย่างเดียว

จะสังเกตเห็นว่ามีทหารศอฉ.ปะปนอยู่กับพนักงานห้าง(เหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง)

รูปที่10-มียิงออกมาข้างนอก

รูปที่11 -เห็นคนยิงบนสถานีรถไฟฟ้า ทหารกระหรี่แน่ๆ ที่ยิงประชาชนได้

รูป12 -เมื่อเคลียร์หมด คนในให้ออก คนนอกห้ามเข้าแล้วก็ เผา!

รูป13-ศอฉ.ควบคุมพื้นที่ได้หมด ในระหว่างนั้น

รูปที่ 14-16-หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ห้าง ทหารตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในวันที่ 21 พ.ค.(ข้อสังเกตคือพวกเหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง แบบเดียวกับตอนไล่คนออกจากห้างก่อนเผา)



รูปที่17-พบศพสุดท้าย ตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

รูปที่ 18เป็นนักศึกษาจากราษีไศล ศรีสะเกษ

****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา

ถวายพระพร-นายอนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ พร้อมผู้บริหาร บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพานดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ ลงนามถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวร ณ อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเร็วๆนี้ (ภาพข่าว:RYT9)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2553
เซ็นทรัลเวิลด์ส่อแววแห้วเคลมประกัน 3 หมื่นล้าน "เทเวศประกันภัย"บริษัทที่รับทำประกันชี้ฝรั่งที่เป็นบริษัทรับประกันภัยต่ออ้างเข้าข่ายก่อการร้าย แนะหากอยากได้ให้ฟ้องร้องศาลตัดสิน กินเวลานาน5-7ปี แต่ยินดีจ่ายในส่วนประกันภัยก่อการร้าย3.3พันล้าน แต่เสียหายจริงอ้างไม่เกิน2พันล้านจะจ่ายปีหน้า
มติชนออนไลน์ รายงานว่า กรณีการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk : IAR) ให้กับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทุนประกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นเวิลด์ทุนประกัน 1.3 หมื่นล้านบาท และรับประกันก่อการร้ายกับห้างสรรพสินค้าเซนมูลค่า 3.3 พันล้านบาท
ขณะที่บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยก่อการร้าย ทุนประกัน 3.5 พันล้านบาท

นาย อนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ เทเวศประกันภัย กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ (รีอินชัวเรอส์) มีจุดยืนว่า ความเสียหายของเซ็นทรัลเวิลด์ เกิดจากภัยก่อการร้าย ดังนั้น เซ็นทรัลอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน เนื่องจากกรมธรรม์ประเภทนี้จะคุ้มครองภัยที่เกิดจากการโจรกรรม หรือจลาจล และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินผู้เอาประกันภัย รวมถึงความสูญเสียจากการหยุดชะงักของธุรกิจ (Business Interruption) จนทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียรายได้ แต่ไม่รวมภัยจากการก่อการร้าย ซึ่งมีความรุนแรงในระดับที่สูงกว่า
"ที่ บริษัทคาดว่าจะไม่คุ้มครอง เพราะรีอินชัวเรอส์เข้ามาพิสูจน์หลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้วพบว่าเข้าข่ายก่อการร้ายจริงๆ โดยดูจากบริบทรอบข้าง ไม่ได้ยึดคำประกาศของรัฐบาลเป็นหลัก นอกจากนี้ ตามเงื่อนไขของประกัน IAR จะมีหมายเหตุว่า ไม่คุ้มครองภัยที่เกิดจากการก่อการร้าย เพราะเป็นภัยเฉพาะเจาะจง โดยยึดจากตัวอย่างเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2544 หรือ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้นมา และเหตุการณ์นี้เขาก็สรุปว่ารุนเเรงกว่าจลาจล"นายอนันต์กล่าว
นายอนันต์กล่าวว่า หากเซ็นทรัลพัฒนาเห็นว่า น่าจะมีข้อสรุปที่ดีกว่า และยังรู้สึกสงสัยกับจุดยืนของรีอินชัวเรอส์ ประกอบกับเห็นว่าค่าเสียหายที่จะได้รับจากการประกันก่อการร้ายต่ำกว่าค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 5-6 พันล้านบาท เซ็นทรัลก็อาจนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลได้ โดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคดีความ ซึ่งอาจใช้เวลา 5-7 ปี ทั้งนี้ เห็นว่าทางรีอินชัวเรอส์น่าจะพร้อมชี้แจงกับผลสรุปดังกล่าว
นายอนันต์กล่าวว่า ในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซนที่ทำประกันก่อการร้ายมูลค่า 3.3 พันล้านบาท ซึ่งผลจากการประเมินความเสียหายคืบหน้าไปกว่า 95% ในเบื้องต้นพบว่า มูลค่าความเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่เกินทุนประกัน โดยบริษัทจะรอข้อสรุปที่เหลือก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายได้ไม่เกินไตรมาส 1 ปีหน้า
เวบไซต์ของเทเวศประกันภัยเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ถือหุ้น ของบริษัทประกอบด้วย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 27,600 หุ้น คิดเป็น 0.23%
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 11,787,261 หุ้น คิดเป็น 98.227%
ผู้ถือหุ้นอื่นๆ 185,139 หุ้น คิดเป็น 1.543%
รวม 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 100.00%
เทเวศประกันภัยระบุไว้ในเวบไซต์ว่า เป็นบริษัทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ฯ