WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 16, 2011

ปัญหาคนสองสัญชาติกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ที่มา มติชน



โดย คนในศาล

บทความที่ท่านผู้อ่านจะอ่านต่อไปนี้ ขอให้ท่านผู้อ่านทำใจให้ว่าง ไม่ยึดติดกับตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง เพื่อจะได้มองเห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายได้อย่างแจ่มชัดว่ากฎหมายมุ่งหมายให้มีความหมายเช่นไร มิฉะนั้น การแปลความกฎหมายจะบิดเบือนไปตามอคติความชอบและความเกลียด หาแก่นแท้ไม่ได้

รัฐธรรมนูญแห่งราชาอาณาจักรไทยได้กำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไว้ในมาตรา 101 ประการแรกว่า ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด และมาตรา 171 กำหนดคุณสมบัติของผู้จะเป็นนายกรัฐมนตรีไว้ว่า ต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น

ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้จึงต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดเช่นกัน

กล่าวคือ ได้สัญชาติไทยมาพร้อมกับการเกิดเป็นบุคคล

แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมิได้ให้ความหมายของคำว่า "ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด" มีความหมายอย่างไร

หากบุคคลที่จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีสัญชาติไทยโดยการเกิดสัญชาติเดียว คือ พวกผู้เกิดโดยบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยและเกิดในราชอาณาจักรไทย ตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 (1) (2) ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักสืบสายโลหิตและหลักดินแดนทั้งสองหลัก ย่อมไม่มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติ

แต่หากบุคคลดังกล่าวเกิดนอกราชอาณาจักร แม้จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 7 (1) ตามหลักสืบสายโลหิต แต่ขณะเดียวกันก็จะได้สัญชาติของประเทศที่ผู้นั้นเกิดตามหลักดินแดน บุคคลนี้จึงเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

ขณะเดียวกันก็มีสัญชาติของประเทศที่ผู้นั้นเกิดโดยการเลือกอีกสัญชาติหนึ่งตามกฎหมายของประเทศนั้น

ปัญหาจึงเกิดมีขึ้นว่า คนที่มีสองสัญชาติโดยการเกิดในลักษณะเช่นนี้จะมีคุณสมบัติเป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่

หากไม่มีแน่นอนย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี

ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ สมควรอย่างยิ่งที่บุคคลที่เกี่ยวข้อง ว่าไปแล้วคนไทยทุกคนก็เกี่ยวข้องหมด จะต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณาให้ตกผลึกโดยองค์กรที่มีอำนาจ ซึ่งจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่ใช่ยังไม่มีผู้เสนอเรื่องเข้าสู่องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการเลือกตั้ง บุคคลในองค์กรนั้นก็ออกมาแสดงความคิดเห็นรับรองคุณสมบัติของคนสองสัญชาติทันทีว่า ไม่ขาดคุณสมบัติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ผู้เขียนรู้สึกอายที่ครั้งหนึ่งเคยร่วมอาชีพด้วย

ผู้เขียนได้ศึกษา พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 แล้ว ปรากฏว่าไม่มีบทบัญญัติให้บุคคลสองสัญชาติสละสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง

ดังนั้น บุคคลสองสัญชาติจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายของประเทศที่ตนมีสัญชาติทั้งสองสัญชาติ

ด้วยเหตุนี้รัฐบาลทุกรัฐบาลไม่ว่าประเทศใดต่างมีนโยบายขจัดปัญหาคนสองสัญชาติ ไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย ทั้งนี้ เนื่องจากปัญหาคนสองสัญชาติกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ดังจะเห็นได้จากบริเวณชายแดนไทยและมาเลเซีย จะมีคนกลุ่มหนึ่งมีสองสัญชาติ คือ สัญชาติไทยและสัญชาติมาเลเซีย คนกลุ่มนี้บางคนได้กระทำความผิดต่อกฎหมายไทยในราชอาณาจักรไทย แล้วก็หลบหนีไปอยู่ในดินแดนของประเทศมาเลเซีย ทำให้ยากต่อการที่จะติดตามจับกุมตัวมาลงโทษ หรือแม้แต่จะขอให้ทางการของประเทศมาเลเซียส่งคนดังกล่าวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนมาพิจารณาคดีที่ศาลไทยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนดังกล่าวย่อมจะต้องอ้างว่าตนเป็นคนสัญชาติมาเลเซีย และโดยหลักการแล้วประเทศต่างๆ จะไม่ยอมส่งคนสัญชาติของตนไปให้ประเทศอื่นพิจารณาลงโทษ

เข้าทำนองว่า หากลูกเราทำผิดเราก็จะลงโทษเอง จะไม่ส่งลูกของเราไปให้คนอื่นลงโทษ ยกเว้นประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีการแก้กฎหมายต่างไปจากอดีต ทำให้มีการส่งคนสัญชาติไทยเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศอื่นลงโทษ

ปัญหานี้รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลมีนโยบายขจัดปัญหาคนสองสัญชาติมาโดยตลอด โดยมีการเจรจากับรัฐบาลมาเลเซียเพื่อแก้ปัญหา ท่านผู้อ่านลองหลับตานึกภาพดูซิว่า หากบุคคลผู้กำหนดนโยบาย (นายกรัฐมนตรี) เป็นบุคคลสองสัญชาติเสียเองแล้ว ปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไปได้หรือ และความมั่นคงของประเทศจะเป็นเช่นไร ลองตรองดู

เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกำหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงว่า ต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิด

จึงมีปัญหาว่ามีความหมายเช่นไร

เนื่องจากบุคคลคนหนึ่งอาจมีหนึ่งสัญชาติหรือมีกว่าหนึ่งสัญชาติก็ได้ ถ้ามีเพียงสัญชาติเดียวการแปลความย่อมไม่มีปัญหา แต่หากมีสองสัญชาติจำต้องแปลความหมาย (ตีความ) ของกฎหมายว่ามีความมุ่งหมายหรือเจตนาอย่างไร ซึ่งการตีความที่เด็ดขาดเป็นเรื่องของอำนาจตุลาการ

แต่ขณะที่ยังไม่มีคดีความขึ้นสู่ศาลที่มีอำนาจพิจารณา บรรดาผู้ใช้กำหมายทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายหรือไม่ก็ตาม หรือแม้แต่ประชาชนคนเดินดินก็มีสิทธิที่จะตีความกฎหมายได้

ผู้เขียนจึงขอแสดงความคิดเห็นให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูว่า คนสองสัญชาติจะมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีหรือไม่

1.ขอให้ท่านผู้อ่านลองถามใจตนเองว่า เรารับบุคคลสองสัญชาติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่

คนบางคนแค่เพียงอาศัยแผ่นดินประเทศอื่นเกิดแล้วก็กลับมาอยู่ประเทศไทย เรียนหนังสือ ทำงาน มีครอบครัวในประเทศไทย

คนคนนี้ท่านว่าเขามีความเป็นคนไทยเต็มตัวหรือไม่

เมื่อเทียบกับอีกคนหนึ่งพ่อแม่เป็นคนไทย แต่เกิดต่างประเทศ เติบโต เรียนหนังสือ มีชีวิตอยู่ในประเทศที่เกิดเรื่อยมาจนเรียนจบ แล้วจึงกลับประเทศไทยและได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาตลอดตั้งแต่เมื่ออายุครบ 25 ปี จนกระทั่งเป็นนายกรัฐมนตรีโดยประชาชนไม่รู้มาก่อนว่าคนคนนี้มีสองสัญชาติ และยังไม่สละสัญชาติที่ไม่ใช่สัญชาติไทยจนบัดนี้ พูดง่ายๆ คนคนนี้ปกปิดข้อเท็จจริงต่อประชาชนมาโดยตลอดจนกระทั่งถูกจับได้กลางสภา ก็ยังคงอ้างข้างๆ คูๆ ว่า เรียนหนังสือก็เสียค่าเทอมแบบคนต่างชาติ เข้าไปประเทศที่ตนถือสัญชาติอีกสัญชาติหนึ่งก็ต้องขอวีซ่า เท่ากับมีเจตนาที่จะถือสัญชาติไทยสัญชาติเดียว ซึ่งฟังดูก็มีเหตุผลแต่ไม่สมเหตุสมผล ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ยังไม่ได้สละสัญชาติที่ไม่ใช่สัญชาติไทย

จึงมีคำถามถามต่อไปว่า ถ้ามีเจตนาจะถือสัญชาติไทยเพียงสัญชาติเดียว มีเหตุผลใดจึงไม่สละสัญชาติอื่นเสียแต่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียแต่แรก

2.หากบุคคลสองสัญชาติซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีต้องไปเจรจา ลงนามทำสัญญาทางการค้าหรือด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของประเทศไทยกับประเทศที่นายกรัฐมนตรีถืออีกสัญชาติหนึ่ง ท่านผู้อ่านจะไว้วางใจได้โดยสนิทใจหรือ ว่านายกรัฐมนตรีคนนี้จะทำเพื่อประโยชน์ของประเทศไทยและประชาชนชาวไทยเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

3.หากสัญชาติอีกสัญชาติหนึ่งของนายกรัฐมนตรีเป็นสัญชาติของประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดกัน และมีความขัดแย้ง ตลอดจนมีการปะทะกันด้วยกำลังทหารถึงขั้นประกาศว่าเป็นสงคราม เช่นนี้ ท่านผู้อ่านจะยังคงไว้วางใจให้คนคนนี้เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศต่อไปหรือไม่

ยิ่งมีพฤติการณ์ที่แสดงออกให้เห็นว่าไม่เป็นประโยชน์ต่ออธิปไตยของประเทศไทย เช่น นายกรัฐมนตรีตลอดจนรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต่างประกาศยอมรับว่าดินแดนที่ 7 คนไทยถูกจับเป็นดินแดนของประเทศเขมร ให้ 7 คนไทยรับสารภาพแล้วจะขอพระราชทานอภัยโทษให้

จะเห็นได้ว่าเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศทั้งสิ้น ฉะนั้น หากท่านผู้อ่านไม่สามารถรับเรื่องที่กล่าวข้างต้นทั้งสามข้อได้ ย่อมแสดงว่าท่านผู้อ่านแปลความหมายของคำว่า "สัญชาติไทยโดยการเกิด" หมายความว่า ต้องมีสัญชาติไทยเพียงสัญชาติเดียว

แต่หากท่านผู้อ่านยอมรับได้กับเรื่องที่กล่าวข้างต้นทั้งสามข้อ ย่อมแสดงว่าท่านผู้อ่านแปลความหมายของคำดังกล่าวว่า หมายความว่า จะมีสัญชาติกี่สัญชาติไม่สำคัญแม้จะเป็นสัญชาติของประเทศที่เป็นศัตรูกับประเทศไทยก็ตาม ขอเพียงแต่ให้สัญชาติไทยโดยการเกิดรวมอยู่ด้วย ก็มีคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยได้ก็ไม่ว่ากัน

สุดแท้แต่วิจารณญาณของท่าน

อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวแต่ต้นแล้วว่า ปัญหาของคนสองสัญชาติมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ หากไม่มีคุณสมบัติเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็ย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศโดยตรง จึงใคร่ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่จำกัดเฉพาะพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคที่นายกรัฐมนตรีสังกัดควรเป็นธุระจัดการปัญหานี้ให้ตกผลึก โดยการร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า บุคคลสองสัญชาติขาดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศโดยตรง ไม่ใช่จำกัดเฉพาะพรรคการเมือง

และควรอย่างยิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเสนอคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งให้สั่งว่า บุคคลสองสัญชาติคนนี้ขาดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยออกมาให้ถึงที่สุดว่า คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องมีสัญชาติไทยโดยการเกิดนั้นมีความหมายเช่นไร

แต่หากท่านไม่ดำเนินการจะเป็นเพราะเห็นแก่พวกพ้องหรือไม่ก็ตาม บรรดาผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหลายก็มีสิทธิที่จะร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้

คอป.ซักปมยิง"เสธ.แดง"ข้อมูลหลวม สืบความจริงไม่ได้! จี้ถามทางการ ทำไมปล่อยมือปืนก่อเหตุ

ที่มา มติชน




นายสมชาย หอมลออ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง


ผู้ให้ข้อมูลกรณี เสธ.แดง ถูกยิง


พ.ท.สิทธิศักดิ์ ธิวันนา ผู้ช่วยฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 (ผช.ฝยก.ทภ.1)


ภาพเหตุการณ์ ภายหลังเสธ.แดง ถูกยิง เมื่อ 17 พ.ค.53

อนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง คอป. ได้รับข้อมูลที่ไม่น่าพอใจกรณีการเสียชีวิตของพลตรี ขัตติยะ สวัสดิผล หลังจากที่เชิญกองทัพภาคที่ 1 และทางโรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติมาชี้แจง เนื่องจากข้อมูลที่ได้ไม่ชัดเจน และไม่สามารถให้คำตอบเรื่องการควบคุมพื้นที่ และการพบหัวกระสุนปืนในศีรษะของเสธ.แดงที่หายไป

ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในการประชุมครั้งที่ 7 วันที่ 15 มีนาคม 2554 นายสมชาย หอมลออ ประธานอนุกรรมการตรวจสอบและค้นหาความจริง เป็นประธานในที่ประชุมโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากทุกฝ่าย (Hearing) ได้นำกรณีการเสียชีวิตของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2553 ขึ้นมาพิจารณา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ตัวแทนจากกองทัพภาคที่ 1 ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่น ตัวแทนโรงพยาบาลหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยมีผู้สังเกตการณ์จาก ศรส. EU และตัวแทนสถานทูตออสเตรเลีย ส่วนหน่วยงานที่คอป. เชิญเข้าร่วมชี้แจงแต่ไม่ได้มาเข้าร่วมการประชุมคือ ตำรวจ สน.ลุมพินี สน.สามเสน และ นายแพทย์จรูญศักดิ์ นวลแจ่ม จากโรงพยาบาลวชิระพยาบาล


นายสมชาย ในฐานะประธานที่ประชุมได้กล่าวเปิดประชุมโดยกล่าวว่า นายคณิต ณ นคร ในฐานะประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ได้กล่าวไว้ว่าการสร้างความปรองดองต้องค้นพบความจริงเสียก่อน เพื่อจะนำไปสู่ความปรองดองได้ ที่ผ่านมาได้รับฟังข้อเท็จจริง กรณีดาวเทียมไทยคม กรณีการเสียชีวิตของช่างภาพญี่ปุ่น กรณีความรุนแรงบริเวณบ่อนไก่-สีลม ฯลฯ เป็นต้นมา และครั้งนี้เป็นกรณีเสียชีวิตของ เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ที่ถูกยิงเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 ซึ่งความรุนแรงดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น และเป็นคดีอุกอาจ เพราะถูกยิงต่อหน้าผู้สื่อข่าว

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ของ คอป. ได้นำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุม เป็นคำให้การของนายโธมัส ฟุลเลอร์ ผู้สื่อข่าวนิวยอร์คไทม์ ที่กล่าวถึงตำแหน่งการยืนของพล.ต.ขัตติยะ ว่า ในตอนที่เสธ.แดงให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวอยู่นั้น ได้หันหน้าไปทางถนนพระราม 4 ตัวผู้สื่อข่าวเองยืนห่างออกมาประมาณ 2 ฟุต โดยในขณะนั้นมีผู้สื่อข่าวเสียงอเมริกา (VOA) ร่วมสัมภาษณ์อยู่ด้วย และทางเจ้าหน้าที่ คอป. ได้เปิดภาพถ่ายวิดีโอการช่วยเหลือนำตัวเสธ.แดง ส่งโรงพยาบาล และมีหลักฐานจากคำพูดของ น.พ.จรูญศักดิ์ นวลแจ่ม หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ โรงพยาบาลวชิระพยาบาล ที่ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ว่า วันที่ 13 พ.ค. เสธ.แดงยังไม่เสียชีวิต แต่เนื้อสมองตายแล้ว แพทย์ชันสูตรพบว่า เสธ.แดง ถูกยิงตายด้วยกระสุน 1 นัดแต่ไม่ทราบว่าเป็นชนิดใด เนื่องจากไม่มีหัวกระสุนในเนื้อสมอง และบาดแผลถูกยิงทำมุม 30 องศา

โดยนายปองพล สารสมัคร ผู้สื่อข่าวเดอะเนชั่นได้ชี้แจงว่า ตนไม่ได้อยู่ในช่วงที่พล.ต.ขัตติยะหรือเสธ.แดง ถูกยิง เมื่อไปถึงพื้นที่ เห็นเสธ.แดงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว จึงเข้าไปร่วมสัมภาษณ์ จากการสังเกตอาการเสธ.แดงวันนั้น มีลักษณะท่าทางที่ไม่อยู่นิ่ง หันซ้ายหันขวา ก้มหน้าดูพื้นตลอดเวลา ทำให้ช่างภาพทำงานยาก หลังจากนั้นได้แยกตัวออกไป เมื่อเดินออกไปผ่านหน้าโรงแรมดุสิต ได้ยินเสียงดังมาก ในตอนแรกคิดว่าเป็นเสียงประทัด ต่อมาทางโรงพิมพ์แจ้งว่า เสธ.แดงถูกยิงให้รายงานสถานการณ์ด่วน

ด้านนายชูชีพ บุญเส็ง เจ้าหน้าที่ควบคุมกู้ชีพผลัดที่ 1 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งเป็นผู้พาพล.ต.ขัตติยะ จากโรงพยาบาลหัวเฉียวฯ ไปโรงพยาบาลวชิระพยาบาล ชี้แจงว่าเป็นผู้นำส่งเสธ.แดงไป ขณะนั้นยังไม่เสียชีวิต โดยมีเจ้าหน้าที่ พยาบาลจาก ร.พ.วชิระมารับเสธ.แดงด้วย และได้นำรถออกทางด้านหลังโรงพยาบาลหัวเฉียวฯ เนื่องจากด้านหน้ามีผู้ชุมนุม ซึ่ง9oไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สั่งย้าย พล.ต.ขัตติยะออกจากโรงพยาบาล

ส่วน นางโสรญา สิทธิผิน พยาบาลประจำการศูนย์หัวเฉียวพิทักษ์ชีพ ชี้แจงว่าตอนที่คนไข้เข้ามาโรงพยาบาลยังไม่เสียชีวิตและไม่รู้สึกตัว จากนั้นได้นำคนไข้ไป ศูนย์เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จากนั้นนำไปรักษาตัวที่ห้องไอซียู จากนั้นประมาณ 2 ชั่วโมงก็มีการเคลื่อนย้ายคนไข้ไป ร.พ.วชิระ เมื่ออนุกรรมการถามว่า เห็นหัวกระสุนตอนที่ทำ CT สแกนหรือไม่ นางโสรญาบอกว่าไม่ได้ดู และไม่ทราบเรื่องการสั่งย้าย เพราะคนที่ทราบคือ ผู้บริหารโรงพยาบาล รู้แต่เพียงคนไข้ไม่รู้สึกตัว มีผ้าพันแผลที่ศีรษะ และมีเลือดไหลตลอด

ขณะที่ พ.ท.สิทธิศักดิ์ ธิวันนา ผู้ช่วยฝ่ายยุทธการกองทัพภาคที่ 1 (ผช.ฝยก.ทภ.1) ได้ชี้แจงว่า ในพื้นที่ถนนพระราม 4 มีหน่วยงานของ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ควบคุมอยู่เต็มพื้นที่ร่วมกับตำรวจ และหน้าที่หลักที่ได้รับคำสั่งมาคือ การป้องกันการก่อเหตุจากมือที่ 3 ในการเข้ามาชี้แจงต่อคอป. นั้น ตนไม่เห็นด้วยที่คณะกรรมการเชิญมาสอบโดยมีผู้สื่อข่าวนั่งฟังอยู่ด้วย และจะชี้แจงทางหนังสือตามมาทีหลัง ส่วนการสอบสวนคิดว่าควรเป็นหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษมากกว่า

อย่างไรก็ตาม นายสมชาย หอมลออ กล่าวว่า การประชุมวันนี้ได้รับข้อมูลที่ไม่น่าพอใจ เพราะตัวแทนที่เกี่ยวข้องที่เชิญมาร่วมประชุมหลายฝ่ายไม่มา ดังนั้นต้องทำการตรวจสอบกรณีนี้ต่อ เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่แท้จริง เพราะยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพื้นที่และอาวุธปืนที่ พล.ต.ขัตติยะถูกยิงด้วยสไนเปอร์ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่พิเศษ และหน่วยงานที่มีปืนชนิดนี้มีแต่หน่วยงานราชการเท่านั้น แต่การจะอ้างว่ามีเจ้าหน้าที่แตกแถวไปบ้างนั้น คนที่ยิงได้แม่นขนาดนี้ต้องมีความแม่นยำและได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และวิถีกระสุนที่เจาะเข้าศีรษะทางด้านขวา ทำมุมเฉียง 30 องศานั้น จึงเป็นการยิงจากมุมสูง ผู้เสียชีวิตหันหน้าไปถนนพระราม 4 เป็นไปได้ว่า วิถีกระสุนน่าจะมาจากอาคารทางด้านฝั่งขวา ซึ่งจะมีอาคารที่น่าจะเกี่ยวข้อง เช่น สีลมพล่าซ่า หรืออาคารโรงพยาบาลจุฬาฯ นอกจากนั้น พื้นที่ในระยะใกล้ หรือที่สูง ในช่วงเกิดเหตุดังกล่าวน่าจะอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่มาแล้วหลายวัน การที่จะมีมือปืนแปลกปลอมเข้าไปก่อเหตุได้นั้น ทางการต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมถึงเปิดช่องให้มือปืนแปลกปลอมเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ คำถามนี้ ทางคณะอนุกรรมการฯ ต้องการคำตอบไม่ใช่เฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อความกระจ่างตามที่ได้ภาระหน้าที่มอบหมายมา รวมทั้งเรื่องโรงพยาบาลพบหัวกระสุนจริง แล้วหัวกระสุนหายไปได้อย่างไร เพราะหัวกระสุนจะได้รู้คำตอบว่ามาจากปืนกระบอกใด ซึ่งจะต้องตรวจสอบต่อไป

ซักฟอกวันแรก"สุเทพ-เจ๊วา"โดนแฉขบวนการ"สวาปาล์ม" ปูด"พี.เค."นักธุรกิจใต้ ส่งออกปาล์มล็อตใหญ่ต่อเนื่อง

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล จำนวน 9 คน ประกอบด้วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการ(รมว.)กระทรวงการคลัง นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และคณะเป็นผู้เสนอ เริ่มต้นขึ้นวันแรก เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 มีนาคม โดยมีนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม โดยก่อนเริ่มประชุมนายชัยแจ้งว่า ได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบเอกสารและคลิปที่จะใช้อภิปรายในสภา โดยมีรองประธานสภา ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ฝ่ายละ 3 คน เจ้าหน้าที่สภา 3 คน เป็นกรรมการ หากใครไม่เสนอจะไม่อนุญาตให้นำหลักฐานขึ้นมาอภิปราย อย่างไรก็ตาม นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ระบุฝ่ายค้านไม่เสนอบุคคลเข้าเป็นกรรมการ ซึ่งนายชัยได้กล่าวตัดบทว่า "ไม่เป็นไร แต่จะไม่ให้นำหลักฐานขึ้นมาอภิปรายถ้าไม่ได้รับอนุญาต"


จากนั้น นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงเหตุผลการเสนอญัตติว่า นายอภิสิทธิ์และรัฐมนตรี 9 คน มีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่ จึงต้องยื่นถอดถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยนายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล ต้องรับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินที่ล้มเหลว ซึ่งพฤติการณ์ความล้มเหลวมี 7 ข้อ ได้แก่ 1.ไม่ปฏิบัติตามแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนตรากฎหมายและนโยบายตามที่แถลงต่อรัฐสภา จนทำให้มีการทุจริตอย่างกว้างขวาง 2.จงใจใช้อำนาจหน้าที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมาย สั่งการทหารเข่นฆ่าประชาชน 3.ทำลายระบบราชการด้วยการแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ 4.ไม่ควบคุมวินัยการเงินการคลัง 5.ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน 6.ดำเนินนโยบายต่างประเทศผิดพลาดล้มเหลว 7.ล้มเหลวในการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายถึงการทุจริตน้ำมันปาล์มเป็นการทุจริตเชิงนโยบายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ว่ามีพฤติกรรมสวาปาล์มตีท้ายครัว โดยมีนายอภิสิทธิ์ มีส่วนอนุญาตให้คนไม่กี่คนซึ่งมีตำแหน่งในรัฐบาล กรณีการแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนนั้น คณะกรรมการนโยบายปาล์มแห่งชาติ (กนป.) มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง มาเป็นประธาน ทั้งที่จริงควรจะเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจมาดูแล และกรณีน้ำมันปาล์มที่ขาดแคลนนั้น เหมือนกับมีความจงใจที่จะทำให้ปาล์มดิบขาดตลาด และนำไปสู่การแสวงประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว โดยมีผู้ประกอบการรายหนึ่งที่ชื่อ มิสเตอร์พีเคที่น่าจะรู้จักสนิทสนมกับนายสุเทพ สามารถส่งออกน้ำมันปาล์ม ทั้งๆ ที่สต๊อคในประเทศลดลงเรื่อยๆ


นายสุเทพชี้แจงภายหลัง น.อ.อนุดิษฐ์อภิปรายฯ เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำมันปาล์มขาดแคลนว่า ผู้ถามกระทู้พยายามจุดประเด็นให้คนสงสัยว่า ทำไมต้องเป็นหน้าที่ของตน รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง แทนที่จะเป็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ แต่เรื่องนี้เป็นนโยบายของนายกฯ ที่มีเป้าหมายคือการช่วยเหลือให้ราษฎร โดยเฉพาะเกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น ซึ่งมรดกที่รัฐบาลชุดนี้รับมาจากรัฐบาลชุดที่ผ่านมาคือราคาปาล์มตกต่ำ ดังนั้น หน้าที่ของตนคือการยกราคาผลปาล์มเพื่อให้เกษตรกรขายในราคาที่ได้กำไรพอๆ กับพืชผลอื่นๆ มาตรการสำคัญในการยกระดับราคาปาล์มคือการนำผลผลิตไปผลิตเป็นไบโอดีเซล โดยกระทรวงพลังงานได้ประกาศส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซลจากบี 2 เป็น บี 3 เพื่อดูดซับผลผลิตราคาปาล์ม เพื่อสามารถรักษาสมดุลการใช้ภายในประเทศ ยอมรับว่ามีความผิดพลาดในการคำนวณผลผลิตเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่เจตนาหรือความจงใจหรือทุจริตตามที่ถูกกล่าวหา ที่ น.อ.อนุดิษฐ์ยกย่องว่ามีความรู้ขั้นเทพเรื่องปาล์มนั้นไม่จริง ตนรู้แค่เคยปลูกปาล์มและใส่ปุ๋ยให้ได้ผลเท่านั้น ไม่เคยเกี่ยวข้องกับโรงงานปาล์มน้ำมัน หรือทำไบโอดีเซล


"ที่บอกว่าผมเกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชั่นนั้น ถ้า น.อ.อนุดิษฐ์ และนายมิ่งขวัญ ถ้าอยากมีอนาคตทางการเมืองก็เดิมพันกันได้เลย ตั้งกรรมการทุกส่วนไปสอบเลยถ้าผมมีรายได้จากปาล์มน้ำมันในกรณีนี้แม้แต่บาทเดียวละก็ผมเลิกเล่นการเมืองตลอดชีวิตเลย ถ้าคุณสองคนพร้อมที่จะรับท้าผมก็เริ่มลงมือได้ตั้งแต่วันนี้" นายสุเทพกล่าว


ขณะที่นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า ยืนยันว่าน้ำมันปาล์มที่นำเข้ามาไม่หายไปไหน เพราะในกระบวนการกลั่น จะเหลือน้ำมันใสไม่เต็มจำนวนน้ำมันดิบตั้งต้นก่อนกลั่น เพราะจะมีส่วนของไขกว่า 30% ที่นำไปใช้ทำสบู่และอย่างอื่น ดังนั้น น้ำมันเมื่อกลั่นใสแล้วจึงบรรจุขวดได้ 22.6 ล้านลิตร และไม่มีการทุจริต ส่วนเรื่องราคาจาก 38 บาท เป็น 47 บาทต่อลิตร โดยเรื่องราคา มีการหารือต่อรองกันแล้ว ที่จริงเอกชนจะขายถึง 60 บาทด้วยซ้ำ แต่กระทรวงได้ควบคุมไว้ที่ 47 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเป็นผู้รับภาระประมาณ 90 ล้านบาท จึงต้องขอบคุณผู้ประกอบการที่ช่วยเหลือเต็มที่ ส่วนประชาชนก็ต้องแบกรับบ้าง

'มิ่ง'ย้ำแผลปาล์ม,บุหรี่-'มาร์ค'สวนตัดต่อแต่งเติม

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



หมายเหตุ : การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรก (15 มี.ค.) นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ หัวหน้าทีมอภิปรายของฝ่ายค้าน อภิปรายภาพรวมความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล นาน 3 ช.ม. จากนั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ใช้เวลาชี้แจง 1 ช.ม.



มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์

หัวหน้าทีมอภิปรายของฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านจะอภิปรายการบริหารงานที่ล้มเหลวของนายกฯ ที่ทำให้เกิดผลเสียหายต่อประเทศ ความล้มเหลวดังกล่าวนอกจากทำให้เกิดการทุจริต ไม่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดผลเสียอย่างกว้างขวาง ทั้งเศรษฐกิจระบบจุลภาค มหภาค ข้าวยากหมากแพง ก่อให้เกิดการกู้หนี้ยืมสินอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยเฉพาะเรื่องปาล์มน้ำมัน เครื่องมือเครื่องใช้ สบู่ และสินค้าอื่นๆ ที่ขึ้นราคา และยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อน้ำมันไบโอดีเซล กระทบราคาน้ำมันทั้งระบบ

สต๊อกน้ำมันปาล์มลดลงต่ำกว่าระดับเฝ้าระวังต่อเนื่องตั้งแต่เดือนก.ย. 2553 และสต๊อกลดลงสู่จุดวิกฤตในเดือนธ.ค. 2553 แต่เพิ่งมาอนุมัติการนำเข้าเมื่อเดือนม.ค. 2554 ผู้ปลูกปาล์มและส่งออกรายใหญ่ของโลก คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย แต่มาเลย์ อินโดฯ กำหนดประเภทของน้ำมันปาล์มหลากหลายมีมาตรฐานราคาที่ชัดเจน

แต่รัฐบาลไทยตัดสินใจนำเข้าจากพ่อค้าคนกลางของสิงคโปร์ ถือเป็นนัยยะสำคัญในการทุจริตทั้งที่ผลผลิตปาล์มในประเทศพอต่อการบริโภคและส่งออก

รัฐบาลนี้ทำให้ประชาชนต้องแบกค่าใช้จ่ายน้ำมันปาล์มเพิ่มขึ้น 30% กระทบค่าครองชีพอย่างรุนแรง กระทบต่อโครงสร้างของน้ำมันและดูเหมือนว่าเกิดวิกฤตรุนแรงราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น

อยู่ๆ ก็มีน้ำมันขวดสีชมพู แล้วเงินไปตกอยู่ที่ใคร เพราะราคาโครงสร้างน้ำมันผันผวนอย่างหนักและเกิดหนี้ก้อนใหญ่ที่ค้างอยู่จะสะเทือนสถานะของปตท. แน่นอน

เมื่อรัฐบาลเอาเงินกองทุนน้ำมันมาใช้จนหมด อย่างก๊าซแอลพีจี ถ้าไม่ช่วยราคาจะขึ้นแบบก้าวกระโดด การบริหารแบบนี้ถือ ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างมหาศาล หากหยุดชำระหนี้จะสร้างหนี้ผูกพันมหาศาล

มีข่าวลือว่ามีการนำน้ำมันปาล์มเถื่อนเข้ามาก่อนจาก 3 บริษัท การอนุมัติปาล์มเข้ามา 30,000 ตัน ที่จริงแล้วต้องผลิตได้ 60 ล้านขวด แต่เหตุใดจึงผลิตได้เพียง 44 ล้านขวด แล้ว 16 ล้านขวดหายไปไหน

ตอบง่ายๆ ท่านขาดประสบการณ์ หรือบริหารไม่เป็น หรือกำลังปล้นประชาชนถ้วนหน้าไม่เว้นเศรษฐี หรือยาจก ความล้มเหลวในการบริหารน้ำมันปาล์มเชื่อมโยงกับการบริหารกลไกน้ำมันและก๊าซของประเทศ

ที่นายกฯต้องการตรึงราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาท ต้องใช้เงินอุดหนุนลิตรละ 5 บาท สมมติใช้น้ำมัน 7 ส่วน 2 ส่วนเป็นน้ำมันเบนซิน อีก 5 ส่วนเป็นน้ำมันดีเซล ฉะนั้น ถ้าน้ำมันดีเซลมีปัญหาอะไรประชาชนต้องมีผลกระทบอย่างแน่นอน

การบริหารน้ำมันปาล์มทำให้โครงการไบโอดีเซลเกือบจะระงับยับยั้งลง รัฐบาลต้องนำเงินไปอุดหนุนดีเซลลิตรละ 5 บาท วันนี้เงินกองทุนน้ำมันถึงวันที่ 14 มี.ค. 54 เหลือไม่ถึง 4,800 ล้านบาท ใช้ได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ สิ้นเดือนมี.ค. เงินจะหมดในกระเป๋าแล้ว ขอย้ำไม่มีอีกแล้ว

กองทุนน้ำมันสะท้อนการบริหารจัดการและฝีมือในการบริหารจัดการประเทศ เงินไหลออกจากกองทุนน้ำมัน 1 วัน 300 ล้านบาท 10 วัน 3,000 ล้านบาท 1 เดือนจ่ายออก 9,000 ล้านบาท วันนี้กองทุนน้ำมันมีไม่ถึง 4,800 ล้านบาท น้ำมันดีเซลจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตแน่นอน

ขณะนี้ ปตท.ถูกสถาบันมูดี้ส์ลดความน่าเชื่อถือทางการเงิน และจะต้องลดลงไประยะยาวถ้า ปตท.ไม่ชำระหนี้นั้น ถ้าไม่มีเงินกองทุนน้ำมันจะมีผลต่อค่าใช้อย่างรุนแรงและไม่เคยปรากฏมาก่อน

ที่น้ำมันราคาแพงเพราะรัฐบาลขึ้นเพดานภาษีสรรพสามิต น้ำมันดีเซลจาก 4 บาทเป็น 10 บาท และน้ำมันเบนซินจาก 5 บาทเป็น 10 บาท จึงขอยืนยันว่าบัญชีมีสองหน้า เงินกองทุนน้ำมันหมดในสิ้นเดือนมี.ค.แน่นอน มองเผินๆ ราคาน้ำมันปาล์มราคาสูงไม่มีอะไร แต่กองทุนน้ำมันกำลังจะหมด สภาพคล่องกำลังจะหมดไป

เรื่องราคาข้าวเปลือกตกต่ำ สมัยผมราคารับจำนำข้าวเปลือกข้าวเจ้า 14,000 บาทต่อเกวียน ข้าวสาร 30,000 บาทต่อเกวียน แต่รัฐบาลนี้ประกันราคาข้าวอยู่ที่ 10,000 บาทต่อเกวียน ขายได้จริงๆ อยู่ที่เกวียนละ 6,000-7,000 บาท มีการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง และมีการทุจริตเกิดขึ้น

ส่วนที่นายกฯ เข้าไปแทรกแซงองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินคดีผู้กระทำผิดในคดีอาญาข้อหาแสดงภาษีอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี กรณีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด ทำให้รัฐเสียประโยชน์ 6.8 หมื่นล้านบาท

ไม่รู้ว่าผู้สูบบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร ซองละ 80 บาท ต้องด่าโคตรพ่อโคตรแม่ใคร ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้อภิปราย หากนายกฯ ตอบเรื่องนี้ไม่ได้ก็ต้องลาออกกลางสภา

การอภิปรายครั้งนี้จะมีการอภิปรายการทุจริตในหลายๆ เรื่อง ทั้งการทุจริต รถเมล์ เอ็นจีวี หวยกาชาด รวมถึงการออกพ.ร.ก.เงินกู้ไทยเข้มแข็ง 400,000 ล้าน ซึ่งเป็นการเบี่ยงเบนการใช้งบประมาณเพิ่มเติม ที่ใช้เงินเกินงบประมาณซึ่งถือเป็นการทำนิติกรรมอำพราง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่นายกฯ สั่งสลายการชุมนุม ภายใต้การสั่งการของนายกฯ และรองนายกฯ มีคนบาดเจ็บล้มตาย ใครทำอะไรไว้ความจริงจะปรากฏออกมา

ที่เรื่องนี้นำมาอภิปรายอีกครั้งเพราะครั้งที่แล้วยังคลุมเครือ เป็นการฆ่าประชาชน ใครทำอะไรไว้ต้องรับสิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการเปิดเผย การอภิปรายครั้งนี้ ขอให้เปิดใจกว้างรับฟังข้อมูลทั้งสองฝ่าย อย่าปิดบัง อย่าเซ็นเซอร์ แล้วจะรู้ว่าความจริงคืออะไร

อยากบอกนายกฯว่า หมดเวลาก่อหนี้ หมดเวลาอยู่ต่อไป และหมดเวลาของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แล้ว



อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกรัฐมนตรี

ข้อมูลของท่านก็ยังเป็นข้อมูลที่มีการตกแต่ง ตัดต่อ ท่านอภิปรายไว้ 5 ประเด็น ประเด็นสุดท้ายเน้นกลับไปเรื่องเดิมที่เคยชี้แจงไปแล้ว คือปัญหาการกู้ ตัวเลขที่พูดก็ถูก เรื่องที่พูดทั้งหมดก็มีความสำคัญทั้งสิ้น แต่เป็นการนำเสนอชวนให้คนคิดไปสู่ข้อสรุปที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องการสลายการชุมนุม ที่บอกว่าต้องมาอธิบายซ้ำ ดังนั้นท่านในฐานะที่เสนอตัวเป็นนายกฯ ก็ควรบอกว่าคิดอย่างไรในการเผาบ้านเผาเมือง

เรื่องหนี้สินและการกู้เงิน ทำไมไม่เอาตัวเลขการท่องเที่ยวและการส่งออกปี 53 ที่สูงเป็นประวัติศาสตร์ มาโชว์ให้ประชาชนรับทราบ การหารายได้เข้าประเทศก็สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์เช่นเดียวกัน

ผมบริหารประเทศไม่ได้บริหารธุรกิจ ยามใดที่เศรษฐกิจตกต่ำรัฐบาลก็ยอมเป็นหนี้ และยามใดที่เศรษฐกิจฟื้นเร็วหนี้ก็จะลดลงไปเอง การที่เรากอบกู้วิกฤตเศรษฐกิจตั้งแต่ปลายปี 51 ถึงปัจจุบัน สถานะการเงินการคลังไม่ได้แย่ลงอย่างที่ท่านบอก

รัฐบาลทักษิณ กู้มา 7 แสนกว่าล้านบาท ทำไมถึงไม่นับ แต่พอผมกู้มาใช้หนี้ให้ประชาชน สร้างแหล่งน้ำ กระตุ้นเศรษฐกิจจนฐานะการเงินการคลังดีขึ้น และรัฐบาลก็กำลังเดินเข้าสู่งบสมดุลในปี 54 ทำไมไม่พูด

หนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับรายได้มวลรวมของประเทศ สมัยรัฐบาลทักษิณมีหนี้สาธารณะเทียบกับจีดีพีอยู่ที่ร้อยละ 42.75 รัฐบาลชุดนี้ตัวเลขล่าสุดเดือนม.ค.54 อยู่ที่ร้อยละ 41.94 ฐานะประเทศมั่นคงกว่าท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจจากทั่วโลก ในขณะที่รัฐบาลที่พวกท่านบอกว่าบริหารได้วิเศษสุด เป็นช่วงที่ไม่ได้เจอวิกฤตเลย

วันนี้ถ้าบ้านเมืองนี้กำลังจะล่มสลายจริงอย่างที่ท่านพูดความน่าเชื่อถือของประเทศก็คงไม่มี แต่วันนี้สถาบันจัดอันดับเครดิตที่สากลให้การยอมรับสถานะของประเทศได้ปรับอันดับประเทศไทยดีขึ้น คุณมิ่งขวัญทราบดีแต่ไม่พูด

ถ้าการบริหารของรัฐบาลชุดนี้ทำให้ประเทศหายนะจริงผมยินดีรับผิดชอบ จะไปบอกกับประ ชาชนในการเลือกตั้งว่าผมจะบริหารต่อไป และยินดีรับผิดชอบ แต่เรื่องของแพงต้องยอมรับ

ปัญหาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ คุณมิ่งขวัญ ทำธุรกิจ มาก่อนน่าจะรู้ว่าไม่สามารถเอาตัวเลขการนำเข้าของร้านค้าปลอดภาษี กับผู้สั่งนำเข้าสินค้ามาขายปกติ มาเทียบกันได้ และท้าว่าถ้าตนตอบไม่ได้ต้องลาออก ถ้าผมตอบได้ไม่เรียกร้องให้ท่านลาออก แต่เอาเป็นว่าให้ท่านอยู่ต่อไปเสนอตัวแข่งขันในฐานะนายกฯ

ยืนยันไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ที่สั่งเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นเรื่อง WTO ไม่ใช่เรื่องในประเทศ กรุณาอย่าจับแพะมาชนกัน

เรื่องข้าวรู้สึกว่าคุณมิ่งขวัญ จะภาคภูมิใจมากว่าเป็นปีทองของท่าน และมั่นใจในนโยบายที่เคยทำมาว่าประสบผลสำเร็จ แต่มีข้อมูลว่ายุคทองขณะนั้นเกิดจากภาวะตลาดโลกอันเนื่องมาจากความต้องการของทั่วโลก รวมถึงการเกิดภัยพิบัติต่างๆ ทำให้เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารหลายประเทศต้องห้ามส่งออกข้าว ใครจะซื้อก็ต้องวิ่งมาซื้อที่เรา ถามว่าเป็นฝีมือของท่านหรือที่ทำให้ราคาข้าวทั่วโลกสูงขึ้น

เมื่อถึงการเลือกตั้งเมื่อไหร่พรรคประชาธิปัตย์ยังยืนยันที่จะประกาศนโยบายประกันรายได้ พรรคท่านประกาศไปเลยว่าไม่เอาดูว่าประชา ชนจะเลือกใคร โครงการจำนำข้าวของพวกท่านเป็นตัวบิดเบือนกลไกราคาอย่างแท้จริง ซื้อแพงขายขาดทุน ตอนท่านเป็นรมว.พาณิชย์ ทำให้เกิดความเสียหายมาก

มีการเก็บข้าวไว้ในสต๊อกกว่า 2 ล้านตัน สุดท้ายท่านเก็งตลาดผิด ราคาข้าวตก ผมเคยอภิปรายสมัยเป็นฝ่ายค้านแต่คนที่ตัดสินท่านไม่ใช่พวกผม แต่เป็นรัฐบาลท่านเอง ท่านสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯขณะนั้น กล่าวตำหนิท่านกลางสภาและสุดท้ายก็ปลดท่านออกจากตำแหน่ง

ด้านพลังงาน บอกว่าผมจะทำให้กองทุนน้ำมันติดลบ ลืมแล้วหรือว่าประวัติกองทุนน้ำมันติดลบเกือบ 9 หมื่นล้านบาท เกิดในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ จนรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ต้องใช้หนี้ให้จนตัวเลขกลับมาเป็นบวก

ยืนยันในหลักการบริหารไม่ต้องการให้กองทุนน้ำมันติดลบ ช่วงไหนน้ำมันดิบราคาแพงเราก็ชดเชย แต่เมื่อราคาถูกลงต้องจัดเก็บเข้ากองทุน ที่รัฐบาลนี้ตรึงราคาเบนซินแต่ชดเชยดีเซลก็เป็นการช่วยคนจนและภาคการเกษตร มั่นใจว่าจะตรึงได้จนถึงสิ้นเดือนเม.ย. นี้แน่

ถ้าผมไม่สนใจปล่อยให้เหมือนรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ คงขาดทุนไปแล้ว แต่ไม่ทำเพราะมีความรับผิดชอบ และตัดสินใจที่จะไม่ขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม จะไม่ปล่อยลอยตัวแอลพีจี ผมจะบริหารแบบของผมและจะนำนโยบายนี้ไปหาเสียงด้วย ก็ต้องไปถามประชาชนว่าจะเอาอย่างไร

ส่วนเรื่องน้ำมันปาล์ม บอกรัฐบาลขึ้นราคาจาก 38 บาทเป็น 47 บาท เหมือนปล้นประชาชน สมัยท่านเป็นรมว.พาณิชย์ ชาวสวนปาล์มได้ราคา 5.90 บาท น้ำมันปาล์มดิบอยู่ที่ 35.98 บาท ผมมาเป็นนายกฯ ชาวสวนปาล์มได้ 8.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบขึ้นไป 51.48 บาท

ต้นทุนห่างกันเยอะมาก แต่สมัยผมให้ขายน้ำมันพืชปาล์มขวดละ 47 บาท ขณะที่สมัยท่าน 47.50 บาท ใครกันแน่ที่ปล้น ใครกันที่บริหารไม่เป็น ท่านเป็นรมว.พาณิชย์ น้ำมันพืชขวดละ 40 บาท หลังท่านเป็นรมว.พาณิชย์ ก็ประมาณ 40 บาท มีเฉพาะช่วงที่ท่านเป็นรัฐมนตรีน้ำมันแพงที่สุด 47.50 บาท ในขณะที่ชาวสวนปาล์มได้ 5-6 บาท ทั้งๆ ที่ยุคนี้ได้ 8-9 บาท ในช่วงที่เกิดวิกฤต

ข้อมูลที่ท่านเสนอวันนี้เป็นการตัดต่อ ตัดตอน แต่งเติม แต่ผมเอาความจริงมาพูด ก็หวังว่าจะไม่เพิ่มความแค้นให้ท่านมากขึ้น

ถึงทางตัน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ศึกซักฟอกรัฐบาลในช่วง 2-3 วันนี้ เป็นเมนูเรียกน้ำย่อยของฝ่ายค้าน

เป็นเวทีที่พรรคเพื่อไทยใช้เขย่าพรรคประชาธิปัตย์ก่อนถึงวันเลือกตั้งใหม่ ซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สรุปแล้วว่าจะยุบสภาช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.นี้

เชื่อได้เลยว่าคดี 91 ศพจะเป็นเป้าหมายถล่มรัฐบาลอีกครั้งในสภา และจะดุเดือดกว่าครั้งก่อนๆ โดยเฉพาะคลิปคนเผาห้างเซ็นทรัล(ตัวจริง)

เชื่อได้เลยว่าคดีภาษีบุหรี่ต่างประเทศจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาประจานกันกลางสภา

เป็นการหาเสียงล่วงหน้าที่ดีที่สุดของพรรคเพื่อไทย

จะว่าไปแล้ว พรรคเพื่อไทยถือว่าพร้อมที่สุดหากมีการเลือกตั้งใหม่

การชุมนุมกันอย่างสงบของคนเสื้อแดงเรือนหมื่นเรือนแสน แม้จะชุมนุมกันเดือนละครั้งก็ตาม

แต่ก็เป็นตัวบ่งบอกได้ชัดเจนว่ากระแสคนเสื้อแดงยังแรงไม่ตก

ยิ่ง 7 แกนนำได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวออกจากเรือนจำ

การหาเสียงของพรรคเพื่อไทยก็เหมือนกับพยัคฆ์ติดปีก

เมื่อดูจากโพลของพรรคเพื่อไทยเองสำรวจการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็คุยโวจะได้ส.ส.มากกว่าตอนที่เป็นพรรคพลังประชาชน

คาดการณ์กันไว้ว่าจะได้ส.ส.เกือบกึ่งหนึ่งของสภา

เพราะจะชูแคมเปญ "คืนความเป็นธรรมให้คนเสื้อแดง ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย"

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องพบกับศึกหนักแน่ๆ

ความจริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ต้องการยุบสภา แต่ประเมินแล้วว่าหากปล่อยให้ถึงวันครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์สลายม็อบราชประสงค์

เสถียรภาพจะย่ำแย่ไปกว่านี้

การยุบสภาน่าจะลดกระแสได้ดีที่สุด

และหากมีการเลือกตั้งใหม่ขึ้นมาจริงๆ

พรรคประชาธิปัตย์ต้องเจอศึก 2 ด้าน

เพราะนอกจากต้องฟาดฟันกับพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงแล้ว

ยังต้องต่อกรกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง

พรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนาประกาศฮั้วกันไว้ล่วงหน้าแล้ว

กอดกันกลม ทำสัตยาบันไม่ทอดทิ้งกัน

แถมยังระบุว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่เพื่อนที่รู้ใจกันอีกแล้ว

มิตรที่เคยร่วมหัวจมท้าย กลายเป็นเหินห่างไปซะแล้ว

จะกลับไปใช้มุขเดิมๆ ได้คะแนนเสียงอันดับสองแล้วใช้ "ตัวช่วย" จัดตั้งรัฐบาลใหม่ก็คงยาก

จะพึ่ง "มือที่มองไม่เห็น" ก็คงลำบาก

เพราะผลงาน 2 ปีที่ผ่านมาก็ยืนยันชัดเจนว่านายอภิสิทธิ์สร้างความปรองดองไม่ได้เลย

ดีเอสไอยื่นถอนประกันแกนนำแดงพรุ่งนี้

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



'ธาริต' เตรียมยื่นศาลอาญาขอถอน ประกันตัว 'ณัฐวุฒิ-เหวง' พร้อมแกนนำ นปช.รวม 7 คน
เช้าวันพุธ ชี้ ปลุกระดมมวลชนชุมนุมและขึ้นเวทีปราศรัยเข้าข่ายฝ่าฝืนเงื่อนไขศาล...

เมื่อเย็นวันที่ 15 มี.ค.นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย เปิดเผยว่า
ในเวลา 10.00 น.วันที่ 16 มี.ค.ตนจะไปยื่นขอถอนประกันตัว
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จำเลยในคดีก่อการร้าย พร้อมพวกรวม 7 คน
เพราะพนักงานสอบสวน ดีเอสไอ ได้ตรวจสอบและพบว่าพฤติการณ์ของทั้ง 7 คน
หลังจากศาลอาญาให้ประกันตัว ได้กระทำการยั่วยุ ปลุกระดม ให้มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช.
จนในที่สุด เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มี.ค.มีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงและแกนนำทั้ง 7 คน
ได้ขึ้นเวทีปราศรัยแบ่งหน้าที่กันทำโดยรู้เห็นเป็นใจเข้าข่ายยั่วยุ
และการ อภิปรายของ แกนนำ นปช.เข้าข่ายผิดเงื่อนไขที่ศาลห้ามไว้คือ
เป็นการยั่วยุปลุกปั่นปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย
กระด่างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดไม่สงบหรือล่วงละเมิดกฎหมาย

ทั้งนี้ ดีเอสไอได้พิจารณาจากพฤติการณ์คือ
การปลุกระดมคนให้ไปชุมนุมเข้าข่ายผิดกฎหมายและมีการอภิปรายในลักษณะผิด เงื่อนไขศาล
ดีเอสไอได้พิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดไม่ใช่พิจารณาเพียงคำพูด


http://www.thairath.co.th/content/pol/156219

สื่อของสามัญชน:บก.ลายจุด

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

งานเสวนาเปิดตัวเว็บไซด์และอี-ไลบรารี่ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"
www.puey-textbooksproject.org
ณ ห้องบุญชู โรจนเสถียร ตึกเอนกประสงค์ ชั้น3 ม.ธรรมศาสตร์
วันที่ 12 มีนาคม 2554



อินเตอร์เน็ตยังไงก็แพ้ทหาร:ดร.พิชฌ์ พงษ์สวัสดิ์

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

ดร.พิชฌ์ พงษ์สวัสดิ์
งานเสวนาเปิดตัวเว็บไซด์และอี-ไลบรารี่ ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
"ความคิด ความรู้ และการต่อสู้ในโลกออนไลน์"
http://www.puey-textbooksproject.org
ณ ห้องบุญชู โรจนเสถียร ตึกเอนกประสงค์ ชั้น3
ม.ธรรมศาสตร์ วันที่ 12 มีนาคม 2554



2 คำถามเรื่องหลักการในข่าว “แดง” จับ “แดง”

ที่มา ประชาไท

รูปประกอบ:

ผู้เขียน
ทีมข่าวการเมือง

ประเด็นจากข่าวแดงจับแดง เป็นการตั้งคำถามที่หนักหน่วงในเชิงหลักการอีกครั้งสำหรับการเคลื่อนไหวที่นิยามตัวเองว่าเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา

หลักการที่ถูกกระทุ้งถามในครั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องของนิติรัฐที่เป็นใจกลางของการปกครองระบอบประชาธิปไตยทั้งสิ้น

หนึ่ง มาตรา 112 กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมาตรการปกป้องสถาบันกษัตริย์บรรดามีในประเทศไทยนั้น แกนนำเห็นว่าเป็นปัญหาหรือไม่ ควรถูกวิพากษ์วิจารณ์หรือปรับปรุงแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ ซึ่งนี่เป็นคำถามที่กนนำไม่เคยตอบจริง อันนำมาสู่คำกลาวหาว่า “สู้ไปกราบไป” จนกระทั่งในช่วงหลังๆ มานี้ การแสดงออกทางการเมืองของคนเสื้อแดงแยกได้ชัดว่า มีแดงกระแสหลัก ซึ่งขาดความขัดเจนในประเด็นนี้ กับแดงราดิคัล ที่พูดเรื่องนี้อย่างชัดเจนในที่สาธารณะ

ความไม่ชัดเจนในหลักการเบื้องต้นนำมาสู่การขับเคลื่อนที่สับสนลักลั่น แสดงออกมาหลายกรรมหลายวาระ เช่น เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 54 หลังจากที่ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เข้าพบนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการ ประธาน นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ รองประธาน นปช. นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ โฆษก นปช. เพื่อหารือเรื่องการชุมนุมของคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มี.ค. ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยภายหลังการหารือประมาณ 30 นาที ได้มีการแถลงข่าวโดยแกนนำ โดยนายวรวุฒิแถลงว่า สิ่งที่ตำรวจห่วงใยและฝากให้แกนนำช่วยดูแล ก็คือข้อความต่างๆ ที่อาจเข้าข่ายหมิ่น จึงขอให้พี่น้องเสื้อแดงช่วยสอดล่องดูแล เมื่อพบข้อความดังกล่าวให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อจับกุมได้ทันที

และนำมาสู่อาการแอคทีฟในการตรวจตรากันเองของแกนนำเสื้อแดงและการ์ด นปช. จนกระทั่งเกิดเหตุขึ้น

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านเฟซบุคของเขาด้วยว่า "ผมว่า การทีการ์ด "บ้าจี้" ขนาดนี้ ซึงครั้งอื่นๆ ก่อนหน้านี้ไม่เคยมี ต้องเป็นการ "ชี้นำ" มาจากระดับผู้รับผิดชอบ อย่างน้อยระดับผู้รับผิดชอบด้านการ์ด วันนี้ ก่อนเกิดเหตุการณ์ เวทีก็ประกาศซ้ำ คล้ายๆ กับคำสัมภาษณ์ของวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ ที่ผมโพสต์ไปเื่มื่อวาน คือ ประกาศดังๆ จากเวทีเลย เรื่อง เจออะไรที "หมิ่นเหม่" ให้จับส่งตำรวจ"

"ในบรรยากาศการเมืองแบบนี้ ที่ผู้นำ นปช.เองบางคน ก็โดนกล่าวหาว่า "หมิ่น" โดนเล่นงานจากรัฐ ... แค่นี้ยังไม่พอ? นปช. ต้อง "ช่วย" ทำหน้าที่ในการเล่นงานคนอื่นเรื่อง "หมิ่น" ... ด้วยหรือครับ?"

แน่นอน หลายคนอาจแสดงความเห็นว่า บางทีการ์ดก็ไม่ฉลาด และการ์ดก็มีที่มาหลากหลายร้อยพ่อพันแม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่อ้างได้แต่นั่นก็นำมาสู่คำถามถึงกระบวนการจัดการของแกนนำเสื้อแดงเช่นกัน ว่าจะใช้วิธีการที่ไม่รัดกุมเช่นนี้และไว้วางใจให้คนร้อยพ่อพันแม่มาดูแลความเรียบร้อยในการชุมนุมโดยไม่มีการวางระบบและข้อตกลงที่ชัดเจนรัดกุมในการปฏิบัติหน้าที่แต่ละครั้งได้หรือ ยิ่งหากแกนนำหรือคนเสื้อแดงกลัวว่าจะมีคนอื่นมา “แอบแฝงบ่อนทำลาย” ก็ยิ่งควรต้องชัดเจนในหลักการให้มากบยิ่งขึ้นด้วยว่า “แบบไหน” ที่เรียกว่าเป็นการแอบแฝงบ่อนทำลาย มิเช่นนั้น คนเสื้อแดงทุกคนก็อาจถูกการ์ดแดงจับได้ทุกครั้งที่ชุมนุม เพราะการตีความตามทัศนส่วนตัว แกนนำเองย่อมต้องระมัดระวังในประเด็นนี้ และน่าจะรู้ดีกว่าใครว่า “คนเสื้อแดงทำอะไรก็ผิด” อย่างที่แกนนำพูดตัดพ้อสื่อและสังคมอยู่เนืองๆ

ที่ผ่านมา กรณีความหละหลวมในการบริหารจัดการการ์ดก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาก จนกระทั่งมีคำเสียดสีทำนองว่า ถ้าการ์ดผิดแกนนำ ก็อาจปัดความรับผิดได้ โดยบอกว่า นั่นไม่ใช่คนเสื้อแดง

คำเตือนด้วยความห่วงใยในเรื่องระบบการ์ดนี้ “วัชรพันธุ์ จันทรขจร” หรือ “โป๊ะ” ซึ่งเคยรับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้ขบวนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษาในยุค 14 ตุลา และพฤษภา 35ซึ่งแกนนำเสื้อแดงให้ความเคารพและเดินสำรวจการรักษาความปลอดภัยเมื่อครั้งคนเสื้อแดงชุมนุมที่ราชประสงค์อยู่เนืองๆ ก็เคยตั้งข้อสังเกตถึงจุดอ่อนนี้

“ ก็ไปดูการรักษาความปลอดภัยที่ นปช. ตั้งขึ้นมาว่าเป็นอย่างไร เขามีระบบอยู่แล้ว อารี (ไกรนรา) เขาก็ตั้งขึ้นมา ว่าจะมีกี่ชั้นๆ แต่ปรากฏว่าอารีเขาเป็นคนเปิด ก็มีการ์ดเยอะมาก ก็มีอาการมั่ว เราก็เตือนว่า อย่างน้อยวงในต้องมีระบบระเบียบ มีการจัดการกับการ์ดที่แฝงตัวเข้ามา แล้วการที่เปิดให้ใครก็ได้เอาบัตรประชาชนเข้ามาก็เป็นการ์ดได้นั้นไม่ถูก ก็บอกเขา”

สอง ปัญหาเรื่อง การบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐในกรณีดังกล่าว

เมื่อคุณปลาโดนจับไป คำถามที่สังคมหรืออย่างน้อยที่สุดคนเสื้อแดงละเลยไปคือ กระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งประเด็นนี้ สาวตรีสุขศรี อาจารย์ภาควิชากฎหมายมหาชน ที่ได้อยู่ร่วมในกระบวนซักถามของตำรวจตั้งข้อสังเกตในหน้าวอลล์ของตนเองในเฟซบุคว่า”

“กรณีผู้ถูกการ์ดเสื้อแดงจับส่งตำรวจเพราะแจกเอกสาร..๑. แน่ล่ะว่าเรื่องนี้ต้องจัดการให้ชัดเจน ถึงการใช้อำนาจเกินไปของการ์ดเสื้อ แดง (ตรงนี้มีคนพูดถึงเยอะ) แต่ที่เราไม่เข้าใจคือ มีคนจำนวนน้อยมาก (แม้แต่ญาติผู้เสียหายเอง) ที่จะตั้งคำถามถึง ๒. การใช้อำนาจของตำรวจ กรณีควบคุมและสอบปากคำโดยไม่มี "ข้อกล่าวหา"...ทำไมคนไทยพร้อมตรวจสอบการทำงานของ ปชช. ด้วยกันเอง แต่หรี่ตาให้การใช้อำนาจโดย "รัฐ" ??” และ

“พอดีวันที่มีเหตุจับกัน มีโอกาสได้ไปอยู่ตรงนั้น...พบว่า การดำเนินการของตำรวจ (แม้เขาจะแสดงความเป็นมิตรกับผู้ถูกจับ) ไม่ว่าจะเป็น การถามปากคำโดยไม่มี "การแจ้งข้อกล่าวหาใด ๆ ทั้งสิ้น" การยืนยันว่าควร "เซ็นต์ชื่อในใบสอบปากคำนั้น" กระทั่งการ "ตามไปดูที่บ้านของผู้ถูกจับ" ล้วนไม่มีกฎหมายให้อำนาจ !!! เรายืนยันวันนั้นว่า ตำรวจไม่มีอำนาจ...แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ทุกคน หัวเสียกับ "การ์ด นปช." จนละเลยที่จะตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจของตำรวจ ...ทำไม ?”

สุดท้าย แดงจับแดงที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่ควรถูกมองว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด หรือเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวและจบกัน แต่นี่คือเป็นปัญหาท่าที และหลักการของแกนนำซึ่งไปช้ากว่ามวลชนอย่างสม่ำเสมอ ประเด็นนี้ร้อนแรงมาก และคนเสื้อแดงหลายคนแสดงความผิดหวังต่อแกนนำอย่างชัดเจน บางคนประกาศไม่ไปร่วมชุมนุมด้วยแล้ว อีกส่วนหนึ่งกลับโต้ตอบว่าประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่เสื้อแดงราดิคัล ที่เข้าใจกันว่ามีสมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเป็นผู้นำทางความคิด มักจะยกมาโจมตีแดงกระแสหลัก แล้วยุให้ไปตั้งกลุ่มเอาเองเพื่อจะได้เคลื่อนไหวให้ถูกใจตัวเอง ขณะที่บางคนที่พูดเรื่องนี้ไปในทำนองตั้งคำถาม ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นแค่ “เหาฉลาม” ของนักวิชาการประวัติศาสตร์คนดัง ซึ่งการโต้ตอบดังกล่าวมานี้ ไม่มีอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นการโต้แย้งในเชิงหลักการเลย

ข้อสังเกตบางประการ คำพิพากษาจำคุก 13 ปี ผู้ออกแบบเว็บ นปช.ยูเอสเอ

ที่มา ประชาไท

สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่มา: เฟซบุ๊ค Sawatree Suksri (15 มีนาคม 2554)
ผลของคดีนี้ตัดสินจำคุกสูงมาก มีข้อสังเกตดังนี้
1. ต้องถือเป็นคำพิพากษาที่ "สวน" กระแสคำพิพากษาอื่นที่เกี่ยวกับ 112 และ พ.ร.บ. คอมฯ ในช่วงที่ผ่านมา 2-3 คดีที่ยกฟ้องหรือเลื่อนยาว
2.ไม่แน่ใจว่ากิดอะไรขึ้น แต่ข้อเท็จจริง (ในทางเทคนิค) ก็คือ การจะสืบว่าใครเป็นแอดมินที่แท้จริง หรือใครโพสในเว็บ นปช.ยูเอสเอ สืบให้สิ้นสงสัยยากมาก
เอาเข้าจริง คำว่า admin ในเว็บสมัยใหม่ ใคร ๆ ก็เขียน หรือตั้งได้ บางกรณีมีระบบว่า ถ้าไม่ลงชื่อเป็นอืน ก็จะแสดงผลเป็นแอดมินได้อีก ลักษณะของเว็บไซต์นี้ (นปช. ยูเอสเอ) ก็มีระบบการทำงานคล้าย ๆ แบบนั้น แน่นอนว่า สำหรับคดีนี้ การแก้ต่างหรือข้อต่อสู้ของจำเลยในประเด็นดังกล่าว ถือว่ามีความสำคัญ แต่หลัก ๆ ก็ต้องอยู่ที่ฝ่ายโจทก์

อย่างไรก็ตาม เหตุผลของศาลชี้ว่า

“จำเลยไม่ได้นำสืบว่าหมายเลขไอพีแอดเดรสดังกล่าวไม่ได้เป็นของจำเลย และเมื่อมีชื่อในระบบว่า admin แล้วจะไม่สามารถตั้งซ้ำได้ ประกอบกับจำเลยพยายามเข้าเว็บไซต์ด้วยระบบ FTP จึงเชื่อว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง แม้ว่าบันทึกจราจรคอมพิวเตอร์จะเป็นบันทึกคนละวันและเวลากับข้อความที่ปรากฏก็ตาม ศาลตัดสินว่ามีความผิดจำคุก 13 ปี”

ตรงนี้น่าสนใจมาก ในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หลักสำคัญที่สุดในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็คือ

1. ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลย หรือผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะพิพากษาว่ามีความผิด

2. สืบเนื่องจากข้อ 1 นั่นหมายความว่า ผู้มีภาระการพิสูจน์ ให้ศาลสิ้นสงสัย คือ "โจทก์" ไม่ใช่ "จำเลย” แต่จากเหตุผลของศาลนี้... เขาเขียนทำนองว่าจำเลยไม่ยอมพิสูจน์ ... แสดงว่าศาลหันมาให้น้ำหนักกับการแก้ต่างของ “จำเลย” มากกว่า การพิสูจน์โดย “โจทก์” ซึ่งน่าจะถูกต้องตามหลักการ
ปกติคดีความที่เกี่ยวกับเรื่องทางเทคนิคมาก ๆ แบบนี้ คนที่หนักคือโจทก์อยู่แล้ว ถ้าไม่มีปัญหาอะไร ศาลมักต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย คือ ยกฟ้อง....คำถามเรื่องนี้จึงมีว่า

1. โจทก์สืบยังไงหรือ ศาลถึงสิ้นสงสัย ? (ทั้งที่ ในเหตุผล ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความสงสัยอยู่)

2.ฝ่ายจำเลยได้พยายามทำลายน้ำหนักของโจทก์หรือไม่ อย่างไร?
สุดท้ายโทษคดีนี้สูงมากอย่างไม่น่าเชื่อ !