WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 17, 2011

ตำรวจกับศึกซักฟอก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กำลังว่ากันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันในสภา เป็นที่สนอกสนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง ไปจนถึงเรื่องใหญ่ 91 ศพ ใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์

เรื่องไหนที่ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมีข้อมูลดี มีพยานหลักฐานรองรับหนักแน่น

เรื่องนั้นก็เป็นประโยชน์ให้กับประชาชนที่รับฟัง

แต่ใครที่อภิปรายน้ำท่วมทุ่ง ไปจนถึงใครที่คอยตีรวน ทำหน้าที่ประท้วงเพื่อสกัดฝ่ายตรงข้ามอย่างเลอะเทอะ

คนนั้นก็จะถูกประชาชนจดจำขึ้นบัญชีเอาไว้

เป็นแค่ทหารเลวไร้ราคาไร้คุณค่า

เป็นนักการเมืองลิ่วล้อที่ไม่มีคุณภาพ!!

หลายปีมาแล้ว ที่ตำรวจแยกออกจากกระทรวงมหาดไทย เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขึ้นตรงกับนายกฯ

นับแต่นั้นมา ทำให้ตำรวจรอดพ้นจากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยตลอด

ทั้งที่สมัยก่อน ใครเป็นมท.1 ต้องโดนจับขึ้นเขียงทุกรอบในการเปิดซักฟอก และกรมตำรวจก็เป็นประเด็นชั้นดีในการถลกไส้มท.1

แต่พอแยกตัวเป็นอิสระปุ๊บ ตำรวจก็โชคดี ไม่เคยถูกหยิบขึ้นมาอภิปรายในสภาเลย

มาหนนี้ ที่มีโอกาสพาดพิงถึงตำรวจก็คงเป็นกรณีการทำสำนวนคดี 91 ศพ!

แต่เชื่อว่าตำรวจก็คงไม่ใช่เป้าหมายใหญ่อีก

เพราะมีหน่วยงานที่พร้อมจะแอ่นอกรับแทนตำรวจอยู่แล้ว นั่นคือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยุคนายธาริต เพ็งดิษฐ์

มีธาริตก็ช่วยวิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ได้เยอะ

การอภิปรายของฝ่ายค้านคงมุ่งตรงไปที่นายธาริตล้วนๆ

เพราะความที่นายธาริตมีลีลาสนองตอบนักการเมืองได้อย่างสุดจิตสุดใจ ชนิดตำรวจเทียบไม่ติด

แต่ที่ตำรวจอาจต้องระวัง

อาจโดนหางเลขได้ ถ้ามีการหยิบยกคดีก่อการร้ายที่เล่นงานแกนนำนปช.จนอ่วมอรทัย ติดคุกอยู่เกือบปี

มาเปรียบเทียบกับคดีพันธมิตรยึดสนามบิน

เพราะข่าวว่านักการเมืองบีบตำรวจจนหน้าเหลืองหน้าเขียวในเรื่องข้อหาก่อการร้าย

ถึงเวลาสั่งฟ้องจะครบข้อหาหรือไม่ อาจกลายเป็นประเด็นในสภาได้!?

10เดือน19พ.ค.

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม



การออกมารวมตัวชุมนุมเรียกร้องเรียกหาความยุติธรรมของคนเสื้อแดง เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา

ถือว่าทะลุเป้า

กว่า 5 หมื่นคนพรึบเต็มถนนผ่านฟ้า-อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เป็นครั้งแรกที่แกนนำซึ่งถูกจับขังคุกไป 9 เดือน หวนคืนเวที

คึกคักได้ตัวช่วยบนเวทีพร้อมหน้า

โดยเฉพาะนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งถือว่าเป็นแม่เหล็กของผู้ชุมนุมอย่างแท้จริง

การผนึกกำลังรวมพลังอย่างแนบแน่นของมวลชนคนเสื้อแดง

นอกจากสร้างความหวาดหวั่นให้รัฐบาลแล้ว

ยังทำให้ผู้อยู่เบื้องหลังการสั่งการปราบปรามประชาชนพรั่นพรึงด้วย

สำหรับการชุมนุมใหญ่วันเสาร์ที่ 19 มี.ค.นี้ เพื่อรำลึก 10 เดือน วันที่ 19 พ.ค.

คาดว่าจะมีผู้ออกมาร่วมไม่น้อยกว่าทุกครั้ง

อาจจะมีแกนนำอีก 5-6 คน ที่ได้ประกันตัวมาร่วมด้วย

ต้องดูว่าข้อมูล คลิปเหตุการณ์หลักฐานที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ เด็ดขาดแค่ไหน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะชี้แจงอย่างไร

หากใช้วาทกรรมเดิมๆ หรือกล่าวหาว่าตายเพราะฆ่ากันเอง หรือโยนผิดให้ชายชุดดำ

รับรองแดงมาเต็มกรุงแน่ๆ

การชุมนุมในวันดังกล่าว ถือเป็นรอยต่อของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

แม้นายอภิสิทธิ์จะชิงประกาศยุบสภาในสัปดาห์แรกเดือนพ.ค.

เชื่อว่าจะไม่สามารถลดอุณหภูมิการเมืองได้มากนัก

แต่กลับจะเพิ่มความยุ่งยากให้นายอภิสิทธิ์ยิ่งขึ้น

เพราะยังมีคิวชุมนุมรำลึกครบ 11 เดือน และ 1 ปี เหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. จ่อรออยู่ข้างหน้า

ตราบใดที่รัฐบาล ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการยังหาตัวผู้กระทำผิดไม่ได้ และไม่จริงใจที่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้สูญเสีย

ก็อย่าหวังเลยว่าจะเกิดความสงบสุข

ล่าสุด นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยื่นศาลขอให้ถอนประกันแกนนำรวม 7 คนที่ได้รับการประกันตัว

โดยอ้างทำผิดเงื่อนไขคำสั่งศาล

ก็จะยิ่งเหมือนกวักมือเรียกม็อบให้มาชุมนุมกันมากๆ

ผู้นำกับประชาชน

ที่มา บางกอกทูเดย์


ประเทศไทยของพวกเราวันนี้มีเรื่องลี้ลับมากมาย ที่เล่าสู่กันฟังแบบปากต่อปาก เรื่องราวเหล่านี้ถ้าเป็นเมื่อหลายปีก่อน ต้องใช้เวลาเป็นปีที่ข่าวจะเดินทางทั่วถึง

แต่สำหรับวันนี้..รู้กันเร็วกว่าชั่วกระพริบตา

มาร์คยังกลับไม่ถึงบ้าน..เสียงตำหนิว่าคอร์รัปชั่นมากก็ปรากฎอยู่ทั่วทุกโต๊ะข่าว..และเต็มหน้าเกือบจะทุกเครือข่ายเน็ท

ความรวดเร็วของข่าวสาร จึงกลายเป็นอุปสรรคของผู้ปกครอง..เขาไม่สามารถปกปิดความชั่วร้ายของเขาไว้ได้มิให้ล่วงรู้ไปสู่บุคคลอื่นๆ

สังคมส่วนใหญ่จึงได้รับความปลอดภัยมากขึ้นในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร

การล่มสลายของจอมเผด็จการแห่งตูนีเซียพุ่งเข้าใส่มูบารัคแห่งอียิปต์แทบจะในทันที..ไร้วี่แววล่วงหน้า..ทุกอย่างสายเกินไปเมื่อถึงเวลารับรู้

ไม่มีใครเชื่อว่า กัดดาฟี่แห่งลิเบีย จะยั่งยืนอยู่ได้..ไม่ว่าเขาจะมีศาสตราสงครามในมือมากเท่าไหร่..เพราะไม่มีใครจะยั่งยืนอยู่ได้ ในแผ่นดินที่มีประชาชนเป็นศตรู

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร..ตายเพียงศพก็เท่ากับเป็นร้อยเป็นพัน..

การปฏิวัติในฝรั่งเศสอาจจะไม่ต้องใช้เวลาเนิ่นนานถึง 4 ปี..หากว่าการเดินทางของข่าวสารในวันนั้น มันเป็นเช่นทุกวันนี้

คนจีนคงไม่ต้องตายกว่า 20 ล้านชีวิต..ในยุคของมาดามโหด..เจียงจิง..กว่ามหาสมาคมแห่งความจงเกลียดจงชังจะนำนางมาจองจำขังคุกและปล่อยให้ตายอย่างไร้ศักดิ์ไร้ศรี

ถึงวันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว..จึงไม่มีสถานที่ใดๆ ปลอดภัยสำหรับ..ไดโนเสาร์..ไม่ว่าจะอยู่โดยลำพังตัวเดียวหรืออยู่เป็นฟูง อาณาจักรแห่งความกลัวนับวันแต่จะรกร้างในขณะที่ทุ่งกว้างแห่งเสรีภาพกำลังขยับขยายตัว

ความรักจากประชาชนต่างหาก คือเกราะแก้วสังวาลย์เพชร ของท่านผู้นำ..จงรักประชาชนแล้วประชาชนจะรักท่าน

ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร..ความชั่วกับความดีเดินทางด้วยความเร็วอัตราเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่า..ท่านผู้นำเหล่านั้นจะ..สื่อสารอะไรออกไป

แต่ที่แน่นอนที่สุดนั้น..ประชาชนเท่านั้นที่จะอยู่ไปชั่วกัลปาวสาน

'มิ่ง’ VS ‘มาร์ค’ วันแรกก็หนักแล้ว

ที่มา บางกอกทูเดย์

'มิ่ง’ VS ‘มาร์ค’      วันแรกก็หนักแล้ว



แฉมิสเตอร์พีเคเอี่ยวน้ำมันปาล์ม
‘แม้ว’ ทวิตย้ำ ‘มาร์คแค่เด็กน้อย’
‘อ๋อย’ ให้คะแนน ‘มิ่ง’สอบผ่าน!

ซักฟอกวันแรก ฝ่ายค้านภายใต้การนำทีมของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ สามารถสร้างสีสันและการยอมรับจากประชาชนได้ไม่เบา

การขอเปิดซักฟอกครั้งนี้เป็นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯ และญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรมต.เป็นรายบุคคล จำนวน 9 คน ประกอบด้วย 1.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ 2.นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง 3.นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ 4.นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ 5.นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) 6.นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว. มหาดไทย 7.นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม 8.นายศุภชัย โพธิ์สุ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 9.นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ

นอกจากนี้นายกฯและรมต.ลำดับที่ 1-8 มีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่ ผู้เสนอญัตติทั้ง 122 คนยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 271 เพื่อส่งป.ป.ช. ถอด ถอนบุคคลดังกล่าวออกจากตำแหน่งหน้าที่ด้วย ยกเว้นนายกษิต รมว.ต่างประเทศ

แม้ว่าด้วยเกมของรัฐบาล ผสานรับกับทางนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะให้มีการประชุมสภาเพื่อซักฟอกทั้งหมด 4 วัน วันสุดท้ายต้องเลิกก่อนเที่ยงคืน และลงมติวันที่ 5 ของการอภิปราย... แต่ดูจากการอภิปรายวันแรก ก็ต้องถือว่าฝ่ายค้านทำได้ไม่เลวเลย

นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนคร ศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานวิปฝ่ายค้าน เป็นคนกล่าวเปิดญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ บริหารราชการล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ส่อทุจริตต่อหน้าที่ ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจให้รัฐมนตรีในรัฐบาล และบุคคลแวดล้อมกระทำการทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากการบริหารแผ่นดินอย่างกว้างขวาง

ประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่า นายอภิสิทธิ์จงใจใช้อำนาจหน้าที่ฝ่าฝืนรัฐ ธรรมนูญ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง สั่งการทหาร พร้อมอาวุธสงครามเข่นฆ่าประชาชนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ใส่ร้ายป้ายสีประชาชนว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ใช้อำนาจปกปิดความผิดของตนเอง

ทำลายระบบราชการ แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปล่อยให้มีแสวงหาประโยชน์จากการซื้อขายตำแหน่ง ไร้ประสิทธิภาพแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน ดำเนินนโยบายต่างประเทศผิดพลาดล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แทรกแซงกิจการภายในของประเทศเพื่อนบ้าน และล้มเหลวการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

จึงขอเสนอชื่อนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกฯคนต่อไป

จากนั้นนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าทีมอภิปรายถึงภาพรวมโดยใช้สไลด์แสดงข้อความ และข้อมูลเต็มจอแทนภาพตนเอง เน้นการดำเนินนโยบายเรื่องปาล์มน้ำมันของรัฐบาลทำให้เศรษฐกิจพังทั้งระบบ ส่งผลให้ราคาข้าวของแพงเป็นประวัติการณ์

การอนุมัตินำเข้าปาล์ม 30,000 ตัน ต้องผลิตได้ 60 ล้านขวด แต่เหตุใดจึงผลิตได้เพียง 44 ล้านขวด แล้ว 16 ล้านขวดหายไปไหน ตอบง่ายๆ ขาดประสบการณ์ หรือบริหารไม่เป็น หรือกำลังปล้นประชาชนถ้วนหน้าไม่เว้นเศรษฐีหรือยาจก

การใช้เงินอุดหนุนดีเซลลิตรละ 5 บาท วันนี้เงินกองทุนน้ำมันถึงวันที่ 14 มี.ค. 2554 เหลือไม่ถึง 4,800 ล้านบาท ใช้ได้ไม่ถึง 2 สัปดาห์ สิ้นเดือนมี.ค. เงินจะหมดในกระเป๋าแล้ว ขอย้ำไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นปัญหาน้ำมันดีเซลจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตแน่นอน

สำหรับกรณีเข้าไปแแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ข้อหาแสดงภาษีอันเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีของบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ไทยแลนด์ ลิมิเต็ด ทำให้รัฐเสียประโยชน์ 6.8 หมื่นล้านบาท

ไม่รู้ว่าผู้สูบบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร ซองละ 80 บาท ต้องด่าโคตรพ่อโคตรแม่ใคร

นายกฯหมดเวลาก่อหนี้ หมดเวลาอยู่ต่อไป และหมดเวลาของรัฐบาลแล้ว

ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงด้วยสไตล์ถนัดว่า ข้อมูลของนายมิ่งขวัญก็ยังเป็นข้อมูลที่มีการตกแต่ง ตัดต่อ ตัวเลขที่พูดก็ถูก แต่ทำไมไม่เอาตัวเลขเรื่องการส่งออก กับการท่องเที่ยวปี 2553 ที่สูงเป็นประวัติการณ์มาโชว์ด้วย

วันนี้ถ้าบ้านเมืองนี้กำลังจะล่มสลายจริงอย่างที่พูด ความน่าเชื่อถือของประเทศก็คงไม่มี แต่วันนี้สถาบันจัดอันดับเครดิตที่สากลให้การยอมรับสถานะของประเทศได้ปรับอันดับประเทศไทยดีขึ้น นายมิ่งขวัญทราบดีแต่ไม่พูด

ส่วนปัญหาการจัดเก็บภาษีบุหรี่ นายมิ่งขวัญทำธุรกิจมาก่อนน่าจะรู้ว่าไม่สามารถเอาตัวเลขการนำเข้าของร้านค้าปลอดภาษี กับผู้สั่งนำเข้าสินค้ามาขายปกติมาเทียบกันได้

ช่วงบ่ายน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย อภิปรายกรณีทุจริตน้ำมันปาล์มว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ เรียกร้องฝ่ายค้านตรวจสอบว่าใครกันแน่ที่ทุจริตและอยู่ในขบวนการสวาปาล์ม ตีท้ายครัวคนอื่น เข้าไปกินกันปากมัน ตะกละ มูมมาม กินอย่างสนุกสนาน เพราะการทุจริตครั้งนี้ฉ้อราษฎร์โดยไม่ต้องบังหลวง ไม่ต้องรอให้เก็บภาษีแล้วโกง สามารถดูดเงินในกระเป๋าคนไทย 67 ล้านคน 20 ล้านครอบครัว

แต่สมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ใช้วิธีสวาปาล์ม กักตุนน้ำมัน จนน้ำมันไม่เพียงพอในการอุปโภคบริโภค ราคาสูงขึ้นหาซื้อไม่ได้ เกิดจากคนกลุ่มน้อยไม่กี่คนสมคบคิดกันเอารัดเอาเปรียบคนไทยทั้งชาติ มีนายกฯร่วมคิดสมคบปล้นประชาชน ถ้านายกฯต้องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน ทำได้ง่ายนิดเดียว แต่ทำไมยังปล่อยปละละเลย ให้คนกลุ่มนี้มาตักตวงผลประโยชน์อย่างไร้ยางอาย จึงไม่สามารถไว้ใจนายกฯได้ต่อไป

น.อ.อนุดิษฐ์ มีการระบุว่าฝ่ายค้านได้ไปตรวจสอบผู้ประกอบการรายหนึ่งชื่อ มิสเตอร์พีเค พบว่า มี 2 สต๊อกที่สุราษฎร์ธานี และบางปะกงรวม 1.65 แสนตัน สามารถปล่อยออกมาได้เพื่อให้ราคาน้ำมันปาล์มลดลง พบว่ามีการปล่อยน้ำมันช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 6.3 หมื่นตัน ทั้งที่น้ำมันจะหมด ทั้งนี้วันที่ 30 ธ.ค. 2553 ราคาลิตรละ 49 บาท เดือนม.ค. 2554 ราคาลิตรละ 63.50 บาท

การปล่อยออกในช่วงที่น้ำมันหมด จึงเป็นการแสวงประโยชน์จากการบริหารสต๊อกของรัฐบาล ตรงนี้ทำไมไม่ให้ส่งไปบรรจุขวดเพื่อช่วยประชาชน ตนไม่ได้บอกว่ามิสเตอร์พีเคไปรับนายสุเทพเวลากลับสุราษฎร์ที่สนามบินหรือไม่ แต่เชื่อว่ารู้จักกันแน่ นักธุรกิจได้ทำกำไรเป็นพันๆ ล้าน จากการที่รมต.ที่รับผิดชอบดึงราคาให้สูงโดยไม่ยอมนำเข้าน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเพื่อแก้ปัญหา

นอกจากนี้ตัวนายกฯต้องรับผิดชอบด้วย เพราะวันที่ 26 ธ.ค. 2553 พูดในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ก็ส่งสัญญาณจะขึ้นราคา พ่อค้ารู้จึงเก็บหมดเพื่อให้ราคาสูงขึ้น สะท้อนว่านายกฯทำให้เกิดการกักตุน ความขาดแคลนยิ่งมากขึ้น ต่อมาเมื่อมีการนำเข้าราคาขายสูงถึง 47 บาท มีส่วนต่างกับของเดิม 9 บาท ตรงนี้ทำให้ผู้ประกอบการทำกำไรเป็นพันๆ ล้าน

ซึ่งการอภิปรายทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีการขอท้าพิสูจน์ว่าถ้ามีส่วนทุจริตเกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมัน หรือโรงกลั่นน้ำมัน ขอให้ตั้งกรรมการสอบเลย ถ้ามีรายได้จากน้ำมันปาล์มแม้แต่บาทเดียวเข้ากระเป๋า จะเลิกเล่นการเมืองทันทีและตลอดชีวิตเลย

ส่วนที่มีการอ้างชื่อพีเคว่าเป็นผู้ซื้อน้ำมันปาล์มกว่า 1.5 แสนตันมากักตุนก็ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะได้คำนวณแล้วว่าถ้าจะต้องซื้อผลผลิตถึง 1.5 แสนตันต้องใช้เงินถึง 7 พันล้านบาท ซึ่งไม่คุ้มค่าในทางธุรกิจ

ตลอดการอภิปรายทั้งวัน ส.ส.ฝ่ายค้านลุกขึ้นประท้วงรัฐบาลหลายครั้ง โดยอ้างว่าได้รับแจ้งจากประชาชนหลายพื้นที่ว่าไม่สามารถรับชมการถ่ายทอดสดทางช่อง 11 ได้ โดยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นเจตนาจงใจของรัฐบาลปิดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน

ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์ทวิตเตอร์ว่า “ได้ฟังคุณอภิสิทธิ์ ตอบคุณมิ่งขวัญ(แสงสุวรรณ์) ใน สภาแล้วรู้สึกว่าน้องยังเด็กเหลือเกิน นักการเมืองที่ดีต้องพูดความจริงต่อประชาชน ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน”

พ.ต.ท.ทักษิณ โพสต์ด้วยว่า “สรุปขอแนะ นำว่าให้ยอมรับและบอกว่าจะให้ความสนใจเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น จะใช้เงินที่กู้มาให้เกิดประโยชน์กว่านี้ จะปล่อยให้โกงน้อยลง จะไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้าและตามมาด้วยการขึ้นราคาแบบนี้อีก ผมว่าดูจะเป็นผู้ใหญ่กว่า ได้รับความเห็นใจกว่า บอกประชาชนไปเลยว่า ผมกำลังเรียนรู้งานอยู่ อีกหน่อยผมก็เก่งเอง”

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก็ได้โพสต์ ทวิตเตอร์ตอบโต้นายอภิสิทธิ์เช่นกันว่า รัฐบาลไทยรักไทยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ ที่ตกค้างมาจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้หมดก่อนกำหนด หมาย ความว่าไทยรักไทยทำให้หนี้ที่ประชาธิปัตย์สร้างไว้ลดลงอย่างมากและรวดเร็ว นายอภิสิทธิ์ไปเอาตัวเลขหนี้สาธารณะมาจากไหน และยังตัดตอนประวัติศาสตร์ มาพูดลักไก่แบบไม่น่าเชื่อ

นายจาตุรนต์ ระบุอีกว่า เรื่องตัวเลขหนี้ สาธารณะเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นสำคัญ นายกฯกำลังพยายามลดความเสียหายเรื่องน้ำมันปาล์มด้วยการทำให้คนลืมประเด็นแท้จริง และลืมความเดือดร้อน แต่ประชาชนไม่ลืมความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ปัญหาน้ำมันปาล์มเกิดขึ้นมาเป็นเดือนๆ คนเดือดร้อนไปทั่ว โดยผู้รับผิดชอบขัดกันและนายกฯก็ทราบ

"ไทยรักไทยทำให้หนี้ที่มากเพราะประชาธิปัตย์ลดลง แต่ประชาธิปัตย์ได้ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอย่างมาก หนี้ตอนไหนมากกว่าตอนไหนจึงไม่ใช่ประเด็น จะจับให้มั่นคั้นให้ตาย ต้องรวบรวมเรื่องใหญ่ๆ ที่อภิสิทธิ์ไม่ตอบหรือตอบไม่ได้มาแสดงให้เห็นแล้วจะพบว่าอภิสิทธิ์สอบตกแน่ แต่ผมขอไม่ทำเอง เรื่องหนี้สาธารณะ คุณอภิสิทธิ์คิดผิดถนัดที่มาคุยว่าหนี้สมัยตัวเองน้อยกว่าสมัยคุณทักษิณ ทั้งที่เรื่องนี้เป็นจุดแข็งที่สุดของคุณทักษิณและเป็นจุดอ่อนที่สุดของคุณอภิสิทธิ์" นายจาตุรนต์ ระบุ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ในฐานะทีมวอร์รูมติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ตั้งขึ้นที่ชั้น 6 อาคารที่ทำการพรรคเพื่อไทย ซึ่งประกอบด้วยแกนนำพรรคและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไทยรักไทยเป็นหลัก กล่าวประเมินผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรก เมื่อวันที่ 15 มีนาคมว่า

โดยทั่วไปผู้อภิปรายทำหน้าที่ตามที่ตั้งใจและวางแผนไว้คือสามารถนำเสนอข้อมูลให้คนได้เห็นตามที่มีข้อกล่าวหาและหลีกเลี่ยงการประท้วงในสภาได้ อีกทั้งการอภิปรายยังมีข้อกล่าวหาจำนวนมากและข้ามจากรัฐมนตรีไปถึงนายกรัฐมนตรีเร็วกว่าที่คาดไว้ และนายกรัฐมนตรียังชี้แจงได้ไม่ถึง 1 ใน 4 ของข้อกล่าวหาและยังไม่รู้ว่าจะตอบเมื่อไหร่

แต่ยิ่งปล่อยไว้ประเด็นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นในขั้นนี้เข้าใจว่าน่าจะยังไม่ต้องปรับยุทธศาสตร์อะไร

ส่วนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน ในฐานะหัวหน้าทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก อาจพูดถึงรัฐมนตรีน้อย แต่ได้เลือกพูดประเด็นที่ถนัดและเป็นความเดือดร้อนของประชาชนและประเทศชาติได้ตรงประเด็นมาก คนอาจไม่ชินกับลีลา แต่ก็เข้มข้นเหมาะกับลักษณะของญัตติ แต่ทั้งนี้ต้องประเมินเมื่อนายมิ่งขวัญอภิปรายสรุปอีกที

วันแรกยังสนุกขนาดนี้ คงต้องติดตามดูวันนี้และวันต่อไป โดยเฉพาะวันสุดท้ายที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จองกฐินเอาไว้

ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะเหนื่อยขนาดไหน???

ผิดที่สื่อหรือสาระ โดย กาหลิบ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เรียบเรียงโดย Nangfa




คอลัมน์ เมืองไทยหรือเมืองใคร?

เรื่อง ผิดที่สื่อหรือสาระ
โดย กาหลิบ

การเข้าล้อมตรวจค้นและจับกุมแนวร่วมฝ่ายประชาธิปไตยไปส่งให้ตำรวจ
ซึ่งเป็นฝีมือของการ์ด นปช. แดงทั้งแผ่นดินและเกิดขึ้น
เมื่อวันเสาร์ที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๔ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตั้งสติ
และพิจารณาอย่างรอบคอบ
ขณะนี้แนวร่วมและเครือข่ายของฝ่ายประชาธิปไตยหลายกลุ่ม รู้สึกโกรธเคืองอย่างมาก
เพราะรู้สึกไปว่าสาระในแนวทางหลักของ นปช.ฯ กับแนวทางของตนนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
คำถามว่าจะร่วมมือกันได้อย่างไรในอนาคตจึงเกิดขึ้น

ดีที่ผู้ถูกจับกุม (โดยการ์ด นปช.ฯ ไม่ใช่โดยตำรวจ)
คนหนึ่งเขียนบันทึกเผยแพร่ในเรื่องนี้ไว้โดยละเอียด เล่าให้ฟังหมดว่า
เตรียมเอกสารอะไรและอย่างไร ประสานกับหัวหน้าการ์ด นปช.ฯ ในลักษณะไหน
และถูกตลบหลังโดยการ์ด ๗ คนใช้กำลังเข้าตรวจค้น
และยึดทรัพย์สินของตนอย่างไร

เอกสารที่เตรียมจ่ายแจกจำนวน ๑,๕๐๐ ชุดนี้
มีสาระเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒
ที่เป็นประเด็นหลักในปัจจุบัน เมื่อถึงพื้นที่รอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
ผู้ที่ขนเอกสารไปก็เตรียมแจก การ์ด นปช.ฯ คนหนึ่งเข้ามาห้ามปรามและเกิดถกเถียงกัน
จึงเกิดการนำตัวไป “ขออนุญาต” จากหัวหน้าการ์ด นปช.ฯ
ซึ่งก็ได้รับ “อนุญาต” ทีมผู้แจกเอกสารจึงเดินออกมาเพื่อทำภารกิจของตนเองต่อ
ปรากฏว่า เดินได้ไม่นานก็ถูกล้อมกรอบโดยการ์ด นปช.ฯ จำนวน ๗ คน
กระเป๋าและถุงเอกสารถูกค้น เอกสารถูกยึด
และนักกิจกรรมมาตรา ๑๑๒ กลุ่มนี้ก็ถูกบังคับจับตัวไปพบตำรวจแถวร้านอาหารเมธาวลัย
เพื่อให้จับกุมตัว แต่สุดท้ายตำรวจก็ไม่จับ เพราะไม่เป็นความผิด

หากเราสรุปจะเรื่องนี้ว่า
เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐโดยตรงไม่เห็นความผิด
ในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒
แต่ นปช. แดงทั้งแผ่นดินกลับเห็น และแสดงพฤติกรรมหนักหนากว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เราคงจะเกิดโกรธเคืองกันเป็นการใหญ่ อย่างที่ผู้คนจำนวนมากกำลังรู้สึกอยู่
แต่ตัวผู้ถูกกระทำเองเขียนบันทึกยืนยันว่า
ใน นปช.ฯ มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการจ่ายแจกเอกสาร
และไม่รู้ว่าสุดท้ายการใช้อำนาจกดขี่ราวกับคนของรัฐและระบอบเก่าที่เกิดขึ้นนั้นเกิดได้อย่างไร

ด้วยหัวใจที่เป็นธรรม เราก็ควรสงเคราะห์เรื่องนี้ว่าเป็นไปได้ทั้งสองทางคือ
สาระในแนวทางของ นปช.ฯ และแนวปฏิวัติไม่ตรงกัน
หรือไม่ก็มีปัญหาการสื่อสารระหว่างคนใน นปช.ฯ ด้วยกัน
จนคนอื่นๆ ต้องลำบากเดือดร้อนไปด้วย แต่เราคงไม่มานั่งวิสัชนากันตรงนี้ว่าทางไหนถูกต้อง

เรากลับขอใช้โอกาสนี้เตือนเพื่อร่วมอุดมการณ์อีกครั้งว่า
อย่าดูถูกดูแคลนการยกระดับความคิดและจิตใจของมวลชนเป็นอันขาด
ภาวะตาสว่างและแนวทางปฏิวัติจะมากหรือน้อยเพียงใดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หากหลักฐานในสนามจริงบอกเราว่า
ผู้สนับสนุนสายนี้มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ในอัตราที่มั่นคง
สิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็น “นโยบาย” กำจัดกวาดล้างกันและกันอย่างจงใจ
หรือเป็นการ “เอาใจ” ผู้มีอำนาจไทยที่คอยมองอยู่
หรือ “ช่วยรักษาข้อตกลงระหว่างกันเพื่ออิสรภาพชั่วคราว”
และแม้จะเป็นการสื่อสารที่ขาดตกพร่องภายในขบวนการก็ตาม
สุดท้ายก็จะเกิดผลอย่างเดียวกันคือความร้าวฉาน

เรื่องนี้ผู้นำองค์กรทั้งที่คอยสั่งจากต่างประเทศ
และกลุ่มยืนรอเวลาพูดของตัวเองอยู่แถวๆ เวทีจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ
โดยไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ในทำนองนี้เกิดขึ้นได้อีก

มวลชนที่ออกมาชุมนุมส่วนใหญ่มาเพราะการจัดการของ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน
ความดีข้อนี้คงไม่มีใครมาหักล้างได้
ยิ่งแกนนำ “ดารา” กลับมาขึ้นเวทีกันเป็นปึกเป็นปั้น
ก็ยิ่งเสริมสีสันอันเร้าใจให้เวทีชนิดที่ค่ายไหนๆ ก็ไม่อาจทาบรัศมีได้
ขอให้แกนนำ นปช.ฯ มีความมั่นใจในตัวเองและไม่ต้องสั่งใครไปทำอะไรเช่นนี้อีก

อย่าให้ความเกรงใจระบอบเก่าล้นทะลักออกมามากนัก
เพราะเพียงไปรับหลักการ “ปรองดอง” จากมือของเขา
เขาก็มีความสุขพอประมาณแล้ว ไม่ต้องไล่ราวีมวลชนของตนเองเป็นพัลวัน
อย่างไรเสียคุณก็ไม่ได้คะแนนรักใคร่เพิ่มเติมจากคนประเภทนี้
เอาเวลาไปห่วงตัวเองเถอะว่า จะถูกตลบหลังจาก “เขา” วันไหนและอย่างไร

มวลชนประชาธิปไตยส่วนใหญ่เขาไม่เลือกว่าเป็น นปช.ฯ แดงสยาม หรือแนวทางใด
เขาสดับตรับฟังทุกด้านและเขาก็ใช้ความคิดของตัวเอง
ถึงเวลานาทีอันเหมาะสมเขาจึงจะสำแดงท่าทีชัดเจนออกมา
และวันนั้นคือวันที่บ้านเมืองจะเปลี่ยน

ทำเวทีประชาธิปไตยให้กลายเป็นสมัชชาความรู้และทัศนะทางการเมืองให้เต็มสูบ

หยุดสกัดกั้นการแสวงหาแนวคิดและความรู้ของมวลชน

แล้วเราจะเป็นเนื้อเดียวกันเมื่อเวลามาถึง.


http://democracy100percent.blogspot.com/2011/03/blog-post_16.html

ณัฐวุฒิซัด"ธาริต"อย่าดึงศาล จี้ไปจัดการพธม.บ้าง

ที่มา ข่าวสด

ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงหลังเข้าร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร กรณีที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พยายามกระทำการขัดขวางสิทธิมนุษยชน โดยการยื่นคัดค้านการปล่อยตัวชั่วคราวตนพร้อมพวกรวม 7 คน ในคดีก่อการร้าย ต่อศาลในวันที่ 16 มี.ค.ว่า การที่ตนพร้อมพวกไปขึ้นปราศรัยบนเวทีนปช.เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา และตนได้เตรียมมอบหมายให้ทนายยื่นคัดค้านทันที่ที่อธิบดีดีเอสไอยื่นเรื่องเสร็จ แต่ปรากฏว่าศาลยกคำร้องของนายธาริตก่อน ต้องขอบคุณศาลที่ยืนหยัดบนหลักการของกฎหมายและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ตนเรียกร้องให้นายธาริตว่าสิ่งที่กระทำกับพวกตน โดยการยื่นคัดค้านการประกันตัวหลายครั้ง ต้องบอกว่าตนทราบเงื่อนไขของศาลในการให้ประกันตัวเป็นอย่างดีทั้งการห้ามเดินทางออกนอกประเทศ และห้ามปลุกปั่นยั่วยุให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง ซึ่งตนเข้าใจและให้ความเคารพต่อศาลเป็นอย่างดี อีกทั้งในการชุมนุมเมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ในฐานะโฆษกบช.น. ก็แถลงว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่มีอาวุธหรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ จึงยืนยันที่จะขึ้นเวทีนปช.ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. และสถานที่อื่นๆ รวมทั้งโรงเรียนนปช.ต่อไป เพราะถือเป็นการเคลื่อนไหวโดยปราศจากอาวุธ และมีการประสานกับทางตำรวจตลอดเวลา ทั้งนี้มั่นใจว่าจะได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ

"หากนายธาริตจะใช้สถานการณ์นี้ปู้ยี่ปู้ยำดีเอสไอก็ทำไป ตราบใดที่องค์กรยังทนได้ก็ให้ถือเป็นคราวเคราะห์ แต่อย่าใช้ศาลเป็นเครื่องมือหรือใช้อำนาจทางการเมืองมาต่อรองเพื่อเอาใจรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ หากนายธาริตเคารพกระบวนการยุติธรรมก็ควรหยุดกระบวนการต่างๆได้แล้ว" นายณัฐวุฒิ กล่าว

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ดีเอสไอกระทำกับพวกตน แต่ไม่กระตือรือร้นที่จะดำเนินการกับกลุ่มอื่น ทั้งกรณีของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ที่ชุมนุมปิดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลากว่า 40 วัน ขณะที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรที่ ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชุมนุมเรียกร้องกรณีปราสาทพระวิหาร ทั้งที่กลุ่มดังกล่าวมีข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน แต่ไม่มีใครจะดำเนินการยื่นถอนประกันบุคคลเหล่านั้น

7แกนนำแดงรอด! ศาลยกคำร้องดีเอสไอยื่นถอนประกัน ชี้เป็นอำนาจอัยการ

ที่มา มติชน

หลังจากเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ยื่นศาลอาญาถอนประกัน 7 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ประกอบด้วย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, น.พ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายนิสิต สินธุไพร นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อ้างว่า 7 แกนนำเสื้อแดงทำผิดเงื่อนไขประกันตัว


รายงานข่าวแจ้งว่า ศาลได้ยกคำร้องของดีเอสไอแล้ว เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นอำนาจของอัยการ

มองอีกมุมประท้วงที่วิสคอนซิน และการประท้วงของ “กลุ่มผลประโยชน์” ในไทย

ที่มา ประชาไท

ความน่าสนใจของการประท้วงที่รัฐวิสคอนซินมีสองอย่างที่คอการเมืองบ้านเราจับจ้องก็คือผู้ประท้วงบางกลุ่มใช้เสื้อแดงเป็นสัญลักษณ์ และมีการโยงถึงว่าเหตุการณ์นี้ลุกลามมาจากการประท้วงในประเทศแถบแอฟริกา เหนือ-อาหรับ และพลังของเฟซบุก-ทวิตเตอร์ เครือข่ายสังคม

ในบทความนี้จะเป็นการวิเคราะห์ถึงเบื้องลึกของเหตุการณ์ และมุมมองสะท้อนสิ่งที่เกิดในบ้านเราทั้งในอดีตและในอนาคต

เริ่มด้วยมูลเหตุการณ์ประท้วงนั้นเกิดมาจาก เมื่อพรรครีพับลิกันได้รับชัยชนะการเลือกตั้งกลางสภา (ช่วงกลางเทอม) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2010 หรือ ที่จัดขึ้นทุกๆ ปีที่ 2 ของระยะการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในวาระ 4 ปี และมติของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐที่เห็นชอบให้ลดงบประมาณประจำปีลงถึง 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์ (จากงบประมาณทั้งหมด 1.2 ล้านล้านดอลลาร์)

การผ่านเรื่องการตัดงบฯนั้น สิ่งที่น่าสนใจคือ “แทคติก” ทางการเมืองของพรรครีพับลิกัน ที่ใช้กุศโลบาย “ขายเหล้าพ่วงเบียร์” ที่จะทำลายความเข้มแข็งของฐานเสียงสำคัญของเดโมแครต กลุ่มผลประโยชน์นั้นคือ “สหภาพแรงงาน” เพราะกลุ่มสหภาพแรงงานนั้นได้รับผลประโยชน์จากนโยบายของเดโมแครต และก็สนับสนุนพรรคการเมืองนี้อย่างแข็งขัน

สมรภูมิวิสคอนซินเริ่มต้นด้วยการที่นายสก็อต วอล์กเกอร์ (Scott Walker) ผู้ว่าการรัฐวิสคอนซินคนใหม่จากพรรครีพับลิกัน เสนอร่างกฎหมายที่หวังจะลดทอนอำนาจต่อรองของสหภาพแรงงานคนทำงานภาครัฐในขั้นแรก เพื่อดำเนินการสู่การใช้แผนตัดลดสวัสดิการและบำนาญของแรงงานภาครัฐในขั้นต่อไป (วอล์คเกอร์ชนะการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2010 โดยเอาชนะคู่แข่งอย่างนายทอม บาร์เร็ต (Tom Barrett) จากพรรคเดโมแครต 1,128,941 ต่อ 1,004,303 คะแนนเสียง)

โดยกฎหมายปฏิรูปงบประมาณของวอล์กเกอร์ มีเนื้อหาตัดสิทธิการร่วมต่อรองของสหภาพแรงงานคนทำงานภาครัฐ ซึ่งจะส่งผลต่อเงินบำนาญและกองทุนประกันสุขภาพ รวมถึงบี้ให้คนทำงานภาครัฐจ่ายเงินสมทบมากขึ้น แต่ก็ยังคงเปิดให้สหภาพแรงงานมีสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรองได้เพียงเรื่องการขึ้นเงินเดือนของลูกจ้างเท่านั้น และกำหนดเพดานว่าต้องมีอัตราไม่เกินกว่าดัชนีผู้บริโภคของสหรัฐในแต่ละปี ซึ่งคนทำงานภาครัฐที่ต้องถูกเชือดนี้มีในหลายสาขาการปฏิบัติงาน ยกเว้น พนักงานดับเพลิง ตำรวจ และคนทำงานในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม

สิ่งนี้ทำให้เกิดการประท้วงใหญ่ของฝ่ายสหภาพแรงงาน ฐานเสียงพรรคเดโมแครต และประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ใช่แค่กลุ่มค้านเท่านั้น กลุ่มหนุนก็ออกมาสนับสนุนวอล์กเกอร์ด้วยเช่นกัน

สมรภูมิ วิสคอนซินมีความสำคัญมากในทางจิตวิทยา แทคติก และยุทธศาสตร์ เพราะร่ำๆ ว่ามีอีกหลายรัฐที่รีพับบลิกันครองอยู่จะใช้นโยบายนี้ เช่นที่ โอไฮโอ รัฐอินเดียนา และรัฐไอโอวา เป็นต้น

นอกเหนือจากประเด็นรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังของสหรัฐแล้ว การเปิดหน้าอัดสหภาพแรงงานนี้ยังส่งผลดีต่อนายทุนอุตสาหกรรมต่างที่สนับสนุน พรรครีพับลิกัน และสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจว่าทำไมถึงมีกลุ่มประชาชนสนับสนุนนโยบายนี้ สิ่งหนึ่งก็คือการว่างงานและการมองว่าพวกสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะสหภาพแรงงานคนทำงานภาครัฐ มีสวัสดิการที่ดีกว่าปถุชนคนทั่วไป การตัดรายได้เพื่อนำมาสร้างสวัสดิการหรือสร้างงานให้ประชาชนทั่วไปอาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็เป็นได้

ซึ่งมวลชนหนุนวอล์กเกอร์นี่ก็อาจเป็นผลต่อยอดมาจากการประท้วงของกลุ่มทีปาร์ตี้ (Tea Party movement) (มวลชนของรีพับลิกันเอง) ที่ออกมาเย้วๆ ต่อต้านการบริหารประเทศของประธานาธิบดีภาพดีคนล่าสุดของสหรัฐอเมริกา บารัค โอบามา (Barack Obama)

จึงอาจกล่าวได้ว่า “สมรภูมิวิสคอนซิน” เป็นการประท้วงของมวลชนของ 2 พรรค การเมืองหลักของคนอเมริกัน ไม่ใช่การประท้วงเปลี่ยนแปลงระบอบ การเรียกร้องประชาธิปไตย หรือการโค่นเผด็จการหน้าไหนอย่างไร แต่เป็นการประท้วงเรื่องผลประโยชน์ (ของสหภาพแรงงาน) และการชนกันของแนวคิดการบริหารประเทศของมวลชนผู้สนับสนุนพรรคการเมือง (เดโมแครต vs รีพับลิกัน)

เมื่อหันกลับมามองบ้านเรา การประท้วงของกลุ่มผลประโยชน์นั้นมีอยู่มากมายในสังคมไทย เช่น สหภาพแรงงานประท้วงนายจ้าง, การประท้วงต้าน FTA, การประท้วงคัดค้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ, ขบวนการต้านเขื่อน, ขบวนการสมัชชาคนจน หรือขบวนต่อต้านการพัฒนาที่ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนต่างๆนานา เป็นต้น

แต่บ้านเราโดยเฉพาะแวดวงปัญญาชน มักจะไม่เรียกกลุ่มชาวบ้านหรือกลุ่มผู้เสียผลประโยชน์นี้ว่าเป็น “กลุ่มผลประโยชน์” เพราะคำว่า “ผลประโยชน์” ในบ้านเรามันถูกมองเป็นแง่ลบและ “ปัญญาชนผู้แสนดี” ก็ไม่อยากจะเอาคำว่ากลุ่มผลประโยชน์นี้ไปแปะให้ “กลุ่มชาวบ้านผู้หน้าสงสาร” เราจึงมักจะได้ยินคำว่า “การต่อสู้ของคนเล็กๆ” หรือ “ประชาธิปไตยของคนชายขอบ” หรือ “ขบวนการเคลื่อนไหวสังคมใหม่” อะไรก็ว่าไป

และขอย้ำในบรรทัดนี้ว่าผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านการคัดค้านเคลื่อนไหวของกลุ่มคน ผู้เสียผลประโยชน์ เพียงแต่จะบอกว่า ในอนาคตเมื่อการเมืองไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่การสถาปนาประชาธิปไตย และถ้าหากประชาชนบางส่วนได้สมาทานแนวคิดเสรีนิยมทุนนิยม และออกมาเรียกร้องคู่ขนานแบบเหตุการณ์ในวิสคอนซิน ขบวนการชาวบ้านผู้เสียผลประโยชน์จะต้องทำใจ และก้าวให้พ้นความคิด “ม็อบจัดตั้งของนายทุนหรือรัฐ” จัดมาชนกับขบวนการภาคประชาชนของตัวเอง

การประท้วงเรื่องกลุ่มผลประโยชน์ในบ้านเรา ขบวนการที่สุ่มเสี่ยงที่สุดอาจจะเข้าโมเดลวิสคอนซิน นั่นก็คือขบวนการต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ปีกอนุรักษ์นิยมพันธมิตรฯ อย่าง สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.)

ที่ว่าสุ่มเสี่ยงที่สุดนั้นก็คือหากวันใด พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งต้องการแปรรูป ตัดลดสวัสดิการของคนงานรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ โดยอ้างเรื่องความไร้ประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองเงินภาษีของ ประชาชน พวกเขาจะมีแรงหนุนจากกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน อย่างกลุ่มสหภาพแรงงานภาคเอกชนหรือไม่ แบบที่สหภาพแรงงานในสหรัฐร่วมใจกันต้านที่วิสคอนซิน

ถ้าเจอแทคติกแบบว่าแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และลดสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจมาทำประชานิยมใหม่ๆ ให้คนหมู่มาก เช่น เบี้ยช่วยเหลือแรงงานเอกชนรายได้น้อย เบี้ยช่วยเหลือแรงงานนอกระบบ เป็นต้น – ถึงเวลานั้นอาจจะเกิดปรากฎการณ์ใหม่ๆ ของการประท้วงในไทยอีกครั้ง

คงจะมีมวลชนเพื่อนแท้อย่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเท่านั้นที่ เคียงข้าง แต่กลุ่มพันธมิตรนั้นไม่ได้มีส่วนได้เสียกับการแปรรูปหรือไม่แปรรูปในเรื่อง ของผลประโยชน์ชัดเจน (เช่น ตกงานง่ายขึ้น โบนัสน้อยลง ฯลฯ) แต่พวกเขาเน้นแต่เรื่องอุดมการณ์ถอยหลังไม่ยอมรับระบบประชาธิปไตยหนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียงเท่านั้น ซึ่งต้องยอมรับนับถือน้ำใจของกลุ่มพันธมิตรจริงๆ ว่าพวกเขาบรรลุโสดาบัน กลายเป้นขบวนการเรียกร้องเรื่องอุดมการณ์ไปเพียวๆ เสียแล้ว สำหรับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรอาจจะมีเนื้อมีหนังหน่อยก็เรื่องทวงเขาพระ วิหารมาให้คนไทยทุกคน แต่ก้คงต้องไปถาม สรส. ว่า เขาพระวิหารนี่มันเกี่ยวกับขบวนการแรงงานมากน้อยแค่ไหน ได้เขาพระวิหารมาสหภาพแรงงานจะเข้มแข็งอย่างไร ความเป็นอยุ่ของคนงานจะดีขึ้นอย่างไร

ดูเพิ่มเติมประเด็น สรส.: สรส.จับมือ พธม.ลั่นยกระดับชุมนุมขับไล่ รบ.ชี้ไม่มีสิทธิสลาย-จับแกนนำ

สำหรับขบวนการชาวบ้านทั่วไป ขอย้อนไปยังวลีนี้อีกครั้งในบทความ ถ้าหากประชาชนบางส่วนได้สมาทานแนวคิดเสรีนิยมทุนนิยม และออกมาเรียกร้องคู่ขนานแบบเหตุการณ์ในวิสคอนซิน ขบวนการชาวบ้านผู้เสียผลประโยชน์จะต้องทำใจ และก้าวให้พ้นความคิด “ม็อบจัดตั้งของนายทุนหรือรัฐ” จัดมาชนกับขบวนการภาคประชาชนของตัวเอง ประเด็นนี้สำคัญมากๆ และก็อาจเกิดและกำลังจะเกิดในหลายพื้นที่สมรภูมิการเมืองเรื่องผลประโยชน์ของประชาชน

ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มต้าน-กลุ่มหนุนสหวิริยา ที่บางสะพาน กลุ่มต้าน-กลุ่ม หนุน เขื่อนปากมูน (ที่ล่าสุดมีการโยงเอาเรื่องคนเลี้ยงปลากระชังมาหนุนไม่ให้เปิดเขื่อน) หรือกลุ่มที่เสนอให้ปิดนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดกับกลุ่มแรงงานในนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุด ฯลฯ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าประเด็นเหล่านี้การเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่มก็ล้วนแล้ว แต่มีเรื่องผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายอย่างปฏิเสธไม่ได้

ประชาชน ธรรมดานั้นล้วนแล้วแต่ต้องหาผลประโยชน์ใส่ตัว และต้องสอดส่องสายตาหา “กลุ่ม” สังกัดเพื่อเคลื่อนไหวผลักดันเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง ทั้งนี้คำว่า “ขบวนการประชาชน” นั้นจะต้องไม่ถูกมองเป็นเทวดาบริสุทธิ์ผุดผ่องที่แตะต้องไม่ได้ ใครดีใครเลวกว่ากัน ในสังคมประชาธิปไตย

ที่มา:สำนักพิมพ์หมูหลุม มองอีกมุมประท้วงที่วิสคอนซินและการประท้วงของ “กลุ่มผลประโยชน์” ในไทย

จูเลียน อัสซานจ์: "อินเทอร์เน็ตคือเครื่องมือสอดแนมประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด"

ที่มา ประชาไท

แปลจาก Julian Assange tells students that the web is the greatest spying machine ever (http://www.guardian.co.uk/media/2011/mar/15/web-spying-machine-julian-assange)

ในการปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งล่าสุด จูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์จอมแฉ "วิกิลีกส์" กล่าวว่าอินเทอร์เน็ตเป็น "เครื่องมือสำหรับคอยสอดแนมประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก" และมันไม่ใช่เทคโนโลยีที่เอื้อประโยชน์ต่อเสรีภาพในการแสดงออกเสมอไป

อัสซานจ์กล่าวว่าอินเทอร์เน็ตอาจจะช่วยตรวจสอบความโปร่งใสของรัฐบาลและช่วยอำนวยการประสานงานระหว่างนักเคลื่อนไหวทางสังคม แต่มันก็ยังให้โอกาสรัฐที่จะจับตาดูและจับกุมผู้ต่อต้าน

"แม้ว่าในบางที อินเทอร์เน็ตได้เปิดเผยให้เราได้รู้อย่างที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ และเป็นช่องทางให้เราได้ติดต่อประสานงานกันเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐบาลและองค์กรที่กดขี่ผู้คน แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังเป็นเครื่องมือที่ถูกใช้สอดแนมประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก" เขากล่าวกับนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ในการบรรยายที่คนนับร้อยต่อคิวฟังนานนับชั่วโมง

เขากล่าวต่อว่า "มัน [อินเทอร์เน็ต] ไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้าข้างเสรีภาพในการแสดงออก มันไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้าข้างสิทธิมนุษยชน มันไม่ใช่เทคโนโลยีที่เข้าข้างความเป็นพลเมือง แต่มันเป็นเทคโนโลยีที่สามารถถูกใช้สร้างการจับตาดูประชาชนในระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ชนิดที่เราไม่เคยพบเจอมาก่อน แต่ในขณะเดียวกัน หากถูกใช้โดยพวกเรา โดยเหล่าผู้ที่เคลื่อนไหวทางสังคม โดยผู้ที่ต้องการจะหักเหทิศทางของโลกเทคโนโลยี มันก็อาจจะเป็นสิ่งที่เราพอจะให้ความหวังได้"

อัสซานจ์ยังเสนอว่าที่จริงแล้วเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์มีบทบาทต่อการลุกฮือของประชาชนในตะวันออกกลางน้อยกว่าที่ถูกกล่าวอ้างโดยคนในแวดวงสื่อออนไลน์และนักการเมือง

"ใช่ [ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก] ก็มีส่วนช่วยอยู่บ้าง แม้ว่าจะไม่มากเท่าที่สำนักข่าวอัลจาซีราทำก็ตาม แต่คู่มือที่นักเคลื่อนไหวในอียิปต์ผลิตขึ้นนั้นเขียนไว้ตั้งแต่หน้าแรกว่า 'อย่าใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์' และย้ำอีกในหน้าสุดท้ายว่า 'อย่าใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์'"

"มันมีที่มาของเรื่องนี้อยู่ ที่จริงแล้วเคยมีการใช้เฟซบุ๊กเคลื่อนไหวลุกฮือในกรุงไคโรเมื่อสามสี่ปีก่อน มันเป็นการเคลื่อนไหวที่เล็กมาก หลังจากเหตุการณ์นั้นเฟซบุ๊กก็ถูกใช้ในการสืบหาและรวบตัวเหล่าผู้นำขบวนการ ซึ่งต่อมาถูกซ้อมทรมาน สอบสวน และคุมขัง"

อัสซานจ์กล่าวว่าข้อมูลสถานทูตสหรัฐฯ ที่วิกิลีกส์เผยแพร่นั้นแสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่สหรัฐฯ มีต่ออดีตผู้นำตูนิเซีย และช่วยเสริมกำลังให้แก่กองกำลังปฏิวัติทั่วภูมิภาค

"โทรเลขเกี่ยวกับตูนิเซียแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ นั้น ถ้าต้องเลือกข้างระหว่างฝ่ายกองทัพตูนิเซียกับฝ่ายอดีตประธานาธิบดี บิน อะลี แล้ว สหรัฐฯ อาจจะเลือกข้างกองทัพ"

เขากล่าวต่อว่า "นี่เป็นสิ่งที่น่าจะทำให้ประเทศรอบข้างตูนิเซียคิดว่าถ้าตนใช้กำลังทหารเข้าแทรกแซง ก็อาจจะไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับสหรัฐฯ"

อัสซานจ์ ผู้ซึ่งกำลังยื่นอุทธรณ์คำสั่งเนรเทศจากอังกฤษไปยังสวีเดนเนื่องจากถูกฟ้องด้วยข้อหาทางเพศ กล่าวว่าการเปิดเผยข้อมูลโดยวิกิลีกส์นั้นยังเป็นการบังคับให้สหรัฐฯ ต้องหยุดการแอบสนับสนุน มูบารัค อดีตผู้นำอียิปต์

"เนื่องจากการเปิดเผยโทรเลขเกี่ยวกับสุไลมาน [รองประธานาธิบดีอียิปต์ภายใต้การนำของมูบารัค] ซึ่งเป็นตัวเลือกของสหรัฐฯ และอิสราเอลที่จะมาสืบทอดตำแหน่ง เนื่องจากการเปิดเผยถึงคำสั่งที่มูบารัคอนุญาตให้วิธีซ้อมทรมานของสุไลมาน รองประธานาธิบดี สหรัฐฯ โจเซฟ ไบเดน จึงไม่สามารถกล่าวได้อีกอย่างที่เคยว่ามูบารัคไม่ใช่เผด็จการ และทำให้ฮิลลารี คลินตัน ไม่สามารถออกมาสนับสนุนมูบารัคอย่างโจ่งแจ้งได้"

เมื่อมีการถามถึงแบรดลีย์ แมนนิง พลทหารสหรัฐฯ ที่ถูกคุมขังเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลักลอบเผยแพร่ข้อมูลลับให้วิกิลีกส์ อัสซานจ์กล่าวว่า "เราไม่รู้เลยว่าเขาเป็นหนึ่งในแหล่งข่าว ระบบของเราถูกออกแบบมาให้เราไม่สามารถรู้ได้"

อัสซานจ์ยังแสดงความเห็นใจต่อแมนนิงด้วยว่า "เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย และถ้าเขาไม่สามารถถูกเชื่อมโยงกับเราได้ นั่นก็แปลว่าเขาถูกคุมขังทั้งๆ ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ และถ้ามีการเชื่อมโยงระหว่างเขากับข้อมูลของเราจริง ก็แน่นอนว่าเราต้องมีส่วนรับผิดชอบบ้าง แต่ยังไม่มีการกล่าวหาใดๆ ว่าเขาถูกจับในเรื่องที่เกี่ยวกับเรา ข้อหามีเพียงเขาถูกจับหลังจากพูดคุยกับนิตยสาร ไวร์ด ในสหรัฐฯ"

นอกจากนี้ อัสซานจ์ยังวิจารณ์หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทม์ส ด้วยว่าเก็บงำเรื่องราวเกี่ยวกับปฏิบัติการลับทางทหารของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน

'วิกิลีกส์' แฉไอเออีเอเคยเตือนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นไม่สามารถทานต่อแผ่นดินไหวรุนแรงได้

ที่มา ประชาไท

วิกิลีกส์เผยไอเออีเอ เคยเตือนว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นไม่สามารถทานต่อแผ่นดินไหวรุนแรงได้ พร้อมแฉรัฐบาลญี่ปุ่นเคยกลับคำตัดสินของศาลที่สั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่ง ซึ่งศาลระบุว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุประชาชนจะได้รับสารกัมมันตภาพรังสี ขณะที่มี ส.ส.ญี่ปุ่นเคยให้ข้อมูลกับทูตสหรัฐฯ ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นละเลยเรื่องพลังงานทางเลือก แถมทำให้ต้นทุนที่แท้จริงและปัญหานิวเคลียร์เป็นเรื่องคลุมเครือ

หนังสือพิมพ์เทเลกราฟ ของอังกฤษ รายงานเมื่อคืนวันที่ 15 มี.ค. ว่า เว็บไซต์วิกิลีกส์ เปิดเผยข้อมูลว่า ทางการญี่ปุ่นได้รับการเตือนเมื่อสองปีก่อนโดยสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือไอเออีเอ ว่า โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นไม่สามารถต้านทานเหตุแผ่นดินไหวที่รุนแรงได้

โดยเจ้าหน้าที่ของไอเออีเอ กล่าวเมื่อเดือนธันวาคมปี 2551 ว่า มาตรการรักษาความปลอดภัยล้าสมัยแล้ว และแผ่นดินไหวขนาดใหญ่จะทำให้เกิด “ปัญหาร้ายแรง” แก่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

รัฐบาลญี่ปุ่นเคยให้หลักประกันว่าจะยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมด แต่ขณะนี้ต้องเผชิญคำถามซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ว่ามาตรการที่ได้ทำไปนั้นเพียงพอหรือไม่

ในขณะที่ ทางการญี่ปุ่นตอบสนองต่อคำเตือนด้วยการสร้างศูนย์รับมือภาวะฉุกเฉินขึ้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ แต่มีการออกแบบมาให้ทนต่อแผ่นดินไหวระดับ 7.0 ริกเตอร์เท่านั้น ขณะที่เหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ (11 มี.ค.) รุนแรงถึง 9.0 ริกเตอร์

การเตือนเรื่องความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ประเทศซึ่งเกิดเหตุแผ่นดินไหวบ่อยครั้งของโลก ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือระหว่างการประชุมกลุ่มความปลอดภัยและความมั่นคงทางนิวเคลียร์ของกลุ่มประเทศจี 8 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2551

ในเอกสารที่วิกิลีกส์เผยแพร่กล่าวว่า “เขา (เจ้าหน้าที่ไอเออีเอ) ได้อธิบายเกี่ยวกับแนวทางด้านความปลอดภัยจากเหตุแผ่นดินไหวที่มีการปรับปรุงแก้ไขกันเพียง 3 ครั้ง ในระยะเวลา 35 ปีที่ผ่านมา และว่า ทางไอเออีเอได้ตรวจสอบแนวทางดังกล่าวใหม่แล้ว”

“เช่นกัน ผู้นำเสนอยังได้ยกตัวอย่างเหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบางกรณี ซึ่งรุนแรงเกินขีดที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ออกแบบเอาไว้ และนี่จะเป็นปัญหาหนักที่นำไปสู่การจัดการมาตรฐานความปลอดภัยด้านแผ่นดินไหว”

ในเคเบิลของสถานทูตสหรัฐอเมริกาดังกล่าว ซึ่งถูกเผยแพร่ในวิกิลีกส์ และเทเลกราฟ ยังอ้างอิงคำพูดของผู้เชี่ยวชาญซึ่งไม่ได้มีการระบุชื่อ ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับแนวทางในการปกป้องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากเหตุแผ่นดินไหวที่มีการปรับปรุงแก้ไขเพียง 3 ครั้ง ในรอบ 35 ปี

นอกจากนี้ วิกิลีกส์ยังเปิดเผยรายงานที่ระบุว่ารัฐบาลญี่ปุ่นได้คัดค้านคำสั่งของศาลในการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกของญี่ปุ่น เนื่องจากเกรงว่าโรงไฟฟ้าจะไม่สามารถทนต่อแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ได้

โดยศาลตัดสินว่า มีความเป็นไปได้ที่ประชาชนในท้องถิ่นจะได้รับสารกัมมันตภาพรังสี ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับโรงงาน ซึ่งสร้างมานานแล้วและสามารถรองรับเหตุแผ่นดินไหวในระดับ 6.5 ริกเตอร์ โดยเทเลกราฟขยายเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ แผ่นดินไหวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหว 81 ไมล์จากชายฝั่ง มีกำลังถึง 9.0 ริกเตอร์

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเคเบิลที่บันทึกไว้ในเดือนมีนาคมปี 2549 รายงานข้อกังวลของศาล ไม่ได้รับการเผยแพร่โดยสำนักงานด้านความปลอดภัยอุตสาหกรรมและนิวเคลียร์ ของประเทศญี่ปุ่น

ในบันทึกกล่าวว่า “สำนักงานด้านความปลอดภัยอุตสาหกรรมและนิวเคลียร์ ของญี่ปุ่น เชื่อว่าแกนปฏิกรณ์มีความปลอดภัย และการวิเคราะห์เรื่องความปลอดภัยทั้งหมดนั้นมีความเหมาะสมแล้ว

โดยรัฐบาลประสบความสำเร็จในการกลับคำตัดสินของศาลในปี 2552

ในเคเบิลอีกฉบับ รายงานถึงความกังวลของวอชิงตันที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่ของญี่ปุ่นที่นำเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เก่ากลับมารีไซเคิลอีก ซึ่งมีความเสี่ยงอันตราย

เคเบิลฉบับดังกล่าว อ้างคำพูดของหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นที่รายงานว่า “มีบางสิ่งที่ไม่ปลอดภัยเกี่ยวกับวิธีที่โรงไฟฟ้าทุกแห่งกำลังดำเนินไปเหมือนกันภายใต้ฉลาก “นโยบายแห่งชาติ” เราเห็นการแข่งกันลดต้นทุนในหลายกรณี ซึ่งยิ่งมีผลกระทบต่อความเสี่ยงภัย”

ในเคเบิลยังเปิดโปงนายทาโร โคโนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเคยแจ้งแก่นักการทูตสหรัฐอเมริกาในเดือนตุลาคมปี 2551 ว่ารัฐบาลกำลัง “ปกปิด” อุบัติเหตุด้านนิวเคลียร์

ส.ส.ญี่ปุ่นผู้นี้กล่าวหารัฐบาลว่าละเลยต่อพลังงานทางเลือกอื่นๆ อย่างเช่น พลังงานลม

ในเคเบิลเขียนว่า “เขากล่าวหาต่อ “มิติ” (กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม หรือ METI) ว่ากำลังปกปิดเรื่องอุบัติเหตุจากนิวเคลียร์ และทำให้ต้นทุนที่แท้จริงและปัญหาจากอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นเรื่องคลุมเครือ” เขากล่าวด้วยว่า เหตุแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในญี่ปุ่นได้ทำให้มีการหยิบยกเรื่องข้อกังวลเกี่ยวกับการเก็บนิวเคลียร์

ทั้งนี้นายนาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเมื่อครั้งที่มีการเตือนภัยเรื่องนิวเคลียร์ โดยเขาเพิ่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อปี 2552 และเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนมิถุนายนปี 2553


แปลและเรียบเรียงจาก
Japan earthquake: Japan warned over nuclear plants, WikiLeaks cables show, By Steven Swinford, and Christopher Hope, Telegraph, 9:30PM GMT 15 Mar 2011
http://www.telegraph.co.uk/news/worldnews/wikileaks/8384059/Japan-earthquake-Japan-warned-over-nuclear-plants-WikiLeaks-cables-show.html