WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 17, 2011

ศาลยุโรปชี้ ศาลสเปนลงโทษจำคุกคดีหมิ่นเป็นการละเมิดหลักเสรีภาพในการแสดงความเห็น

ที่มา ประชาไท

15 มีนาคม 2554 ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปตัดสินกรณีที่ศาลสเปนลงโทษนายอาร์นัลโด โอเตกี มอนดรากอน โฆษกพรรคชาตินิยมบาสก์ ให้รับโทษจำคุกฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพว่าเป็นการละเมิดหลักเสรีภาพในการแสดงความเห็น

อาร์นัลโด โอเตกี มอนดรากอน โฆษกพรรคชาตินิยมบาสก์

นายมอนดรากอน วัย 55 ปี โฆษกพรรคชาตินิยมบาสก์ถูกตัดสินจำคุกด้วยความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์สเปนระหว่างที่เสด็จอย่างเป็นทางการเยือนจังหวัดบิสเคย์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2546 โดยตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า “กษัตริย์สเปนคือความอัยศอดสูทางการเมืองอย่างแท้จริง” ทั้งยังกล่าวว่า กษัตริย์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของตำรวจ เป็นผู้ที่ดำรงฐานะที่ต้องรับผิดชอบในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจกระทำการทารุณกรรมและก่อความรุนแรงต่อประชาชน รวมถึงในปฏิบัติการจับกุมประชาชนเพื่อจัดกับกับหนังสือพิมพ์ Egunkaria ทั้งจับกุมบรรณาธิการและผู้เกี่ยวข้องไปคุมขังอย่างปิดลับจำนวน 10 คน ซึ่งภายหลังมีข้อร้องเรียนด้วยว่ามีการทารุณกรรมในระหว่างการควบคุมตัว

ทั้งนี้ หนังสือพิมพ์ Egunkaria เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ตีพิมพ์เป็นภาษาบาสก์ และถูกสั่งปิดเพราะต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย

นายมอนดรากอน ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี และตัดสิทธิเลือกตั้งระหว่างจำคุก ในความผิดฐานหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงต่อพระมหากษัตริย์

ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรประบุว่า แม้กษัตริย์สเปนทรงดำรงความเป็นกลางทางการเมือง ทรงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ แต่ก็ไม่อาจปกป้องพระองค์จากการถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยชอบด้วยกฎหมาย

และแม้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายใต้รัฐธรรมนูญสเปนนั้น กษัตริย์ “ไม่ต้องรับผิด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรับผิดตามกฎหมายอาญา ก็ไม่อาจจะป้องกันการอภิปรายอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สถาบันจะต้องรับผิด แต่การวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็ต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของการเคารพในศักดิ์ศรีในฐานะปัจเจกบุคคล

ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปชี้ว่า คำวิพากษ์วิจารณ์ของนายมอนดรากอนนั้นมิได้มุ่งร้ายต่อตัวบุคคลในฐานะที่เป็นปัจเจกบุคคล หรือมุ่งทำลายชื่อเสียงในฐานะปัจเจกบุคคล หากแต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรับผิดในฐานะเป็นสถาบันตามรัฐธรรมนูญ เป็นประมุขและสัญลักษณ์ของประเทศ การตัดสินลงโทษจำเลย คือนายมอนดรากอน ด้วยการจำคุกและตัดสิทธิทางการเมืองในระหว่างจำคุกจึงไม่สมควรแก่เหตุ และเป็นการละเมิดสิทธิในการแสดงความเห็น

ผู้สื่อข่าวชาวสเปนรายหนึ่งให้ความเห็นกับประชาไทว่า การฟ้องร้องนายมอนดรากอนนั้น น่าจะมีนัยยะเกี่ยวข้องกับพรรคชาตินิยมบาสก์มากกว่าจะเป็นการดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามปกติ เพราะโดยปกติแล้ว ไม่ค่อยมีการฟ้องร้องด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศสเปน มีกรณีการวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์อย่างรุนแรงก่อนหน้านั้นโดยบุคคลอื่นที่ไม่ใช่กลุ่มชาตินิยมบาสก์ แต่ก็ไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายนี้ระบุว่า สื่อกระแสหลักของสเปนส่วนใหญ่เซ็นเซอร์ตัวเองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์

ข้อมูลมัดแน่นสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครฆ่าเสธ.แดง ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

ที่มา Thai E-News


จัดหนัก-สุเทพ เทือกสุบรรณ กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2ผู้นำรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบปกครองอำมาตย์ ถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีเป็นผู้รับผิดชอบในการสังหารหมู่ผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2553 ในช่วงค่ำวันนี้ โดยทั้งสองใช้กลยุทธ์ชิงโอกาสรีบโต้ทันควันในช่วงเริ่มต้นการอภิปรายประเด็นนี้ในช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นเวลาไพรไทม์ของรายการโทรทัศน์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 มีนาคม 2554


ไทยอีนิวส์ขอนำข้อมูลหลักฐานในคดีสังหารหมู่ในกรุงเทพฯระหว่างวันที่ 10 เมษายน -19 พฤษภาคม 2553 มานำเสนอ

โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ใครเป็นผู้รับผิดชอบต่อการควบคุมการปฏิบัติการสังหารหมู่ทั้งหมดทุกเหตุการณ์ โดยเฉพาะกรณีที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน คือการยิงสังหารระยะไกลเสธ.แดง การสังหารนักข่าวญี่ปุ่น รายชื่อทีมโหดสังหารหมู่ 6 ศพวัดปทุมฯเขตอภัยทาน รวมไปถึงหลักฐานที่ว่าเสื้อแดงคือผู้บริสุทธิ์ในกรณีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ที่แม้แต่ผู้บริหารสูงสุดในตระกูลจิราธิวัฒน์ก็บอกว่า ห้างCTWตกเป็นแพะรับบาปเช่นเดียวกันกับเสื้อแดง




เผยนายทหารตัวเอ้คุมสังหาร10เมษา-19พฤษภา,แก๊งฆ่าเสธ.แดง,กระชากโฉม5สมุนเหี้ย..มสังหาร6ศพวัดปทุม

กระดานสนทนาบอร์ดInternet freedom เผยแพร่ครั้งแรก 30 มกราคม 2554 ได้เปิดเผยเอกสารรายชื่อทหาร-หน่วยงานที่ได้รับคำสั่งเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง พร้อมพื้นที่ปฏิบัติการ และเหยื่อสังหาร ซึ่งรวมทั้งเสธ.แดง พลตรีขัติยะ สวัสดิผล ดังต่อไปนี้

1.)พล.ม.2รอ.กับเหยื่อสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและเหยื่อ10เมษาฯ

เอกสารแผ่นแรกเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 19 รายรวมทั้งนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553
พล.ม.2รอ.มีชื่อเต็มๆว่า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์
ปัจจุบันนี้มีพล.ต. สุรศักดิ์ บุญศิริ เป็น ผบ.พล.ม.2 รอ.

พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์แยกคอกวัว เคยไล่เสธ.แดงออกจากกองทัพมาแล้ว

พ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผู้รับผิดชอบบริเวณถนนดินสอ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต และนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงกระโหลกเปิด แต่พ.อ.ธรรมนูญก็บาดเจ็บจากการนี้ ซึ่งได้รับพรระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยมอาการบาดเจ็บด้วย(ภาพข่าว:เดลินิวส์)

2.)พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.และพล.ร.9กับ10เมษาและกรณีสังหารพลทหารณรงค์ฤทธิ์


เอกสารแผ่นทื่2เปิดเผยถึงเหตุการณ์เหยื่อสังหาร10เมษาอีกรายบริเวณสะพานมัฆวานฯมีพล.1รอ.รับผิดชอบ,เหตุการณ์ระเบิดที่สีลม22เม.ย.และเหตุการณ์เสื้อแดงเคลื่อนไปตลาดไทย เป็นเหตุให้พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาละ เสียชีวิต เวลานั้นสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าถูกฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้วยกันยิง

พล.1รอ.ย่อมาจาก กองพลที่ ๑ รักษาพระองค์ ส่วนพล ร.9 ย่อมาจาก กองพลทหารราบที่ 9 กาญจนบุรี

3.)พล.ม.2รอ.กับการตายของตำรวจและเหยื่อ


เอกสารแผ่นที่3กล่าวถึงการเสียชีวิตของตำรวจ 2 นาย ผู้ชุมนุม 1 ราย คือนายชาติชาย ซาเหลา

โดยมีพล.ม.2รอ.รับผิดชอบภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.อ.จุมพล จุมพลภักดี

4.)สังหารเสธ.แดงและ6ศพวัดปทุม-พล.ม.2รอ.,พล.1รอ.,ร.31พัน2รอ.และกองพันรบพิเศษที่1 กรมทหารรบพิเศษที่3(ลพบุรี)


เอกสารแผ่นที่4กล่าวถึงการสังหารเหยื่อในวันที่ 15 พ.ค.บริเวณซอยงามดูพลี,แยกบ่อนไก่,ซอยสุวรรณสวัสดิ์ มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ

มีพล.ม.2รอ.ใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.เพชรพรม โพธิ์ชัย รับผิดชอบ

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงการสังหาร6ศพวัดปทุมฯรวมทั้ง"น้องเกด"เหตุเกิดวันที่ 19-20พ.ค.2553 มีพล.1รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ท.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์

ทหารกล้าฆ่า6ศพในวัดปทุมฯ?-หลังจากนายจตุพร พรหมพันธ์ ได้เปิดเผยเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้วถึงรายชื่อทหารที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นทีมปฏิบัติการสังหารหมู่เหยื่อ 6 ศพที่ลี้ภัยในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม เมื่อ 19 พฤษภาคม 53 ล่าสุดมีการเปิดเผยโฉมหน้าและประวัติทีมงานที่ถูกกล่าวหาดังกล่าวทางอินเตอร์เน็ต (คลิ้กที่ภาพเพื่อขยายใหญ่)
นศล.ภายใต้บังคับบัญชาของ พ.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คำภีระ

และรบพิเศษที่3ลพบุรี มีพ.ต.นิมิต วีระพงศ์ กับจสอ.สมยศ ร่มจำปา(ในภาพ) เป็นผู้บังคับบัญชา

เอกสารแผ่นนี้ยังกล่าวถึงการยิงสังหารเสธ.แดงในระยะไกลด้วยว่ามีพล.ม.2รอ.ภายใต้การบังคับบัญชาของ พ.ต.สุรพงษ์ กาญจนโพธิ์ พ.ต.ณัฐพล บุญกระพือ ร.อ.จิรจำนง โกษาวัง(ในภาพ) และร.อ.ศันศนะ เพ็ชรสุข

5.)พล.ม.2รอ.กับเหตุการณ์สังหาร14-17เมษายน

เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์สังหารที่บริเวณถนนวิทยุ,สนามมวยลุมพินี,ธนาคารกรุงเทพสำนักงานใหญ่,ซอยปลูกจิต,สวนลุมพินี,แยกศาลาแดงระหว่างวันที่ 14-17พ.ค.2553 นอกจากพ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัยแล้ว มีพ.ท.โกญจนาท ธูปเทียนรัตน์ และพ.ท.วิฑูร โพธิ์ร่มรื่น เป็นผู้บังคับบัญชา

6.)พล.ม.2รอ.


เอกสารแผ่นนี้กล่าวถึงเหตุการณ์ระหว่างวันที่15-19พฤษภาคม ซึ่งเป็นเหตุให้ช่างภาพชาวอิตาลีเสียชีวิต พร้อมผู้ชุมนุมที่ตกเป็นเหยื่อสังหารอีก 7 ราย อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของพล.ม.2

เหตุการณ์นี้มีผู้บังคับบัญชาคือพ.อ.ถนัดพล โกษยเสวี , พ.อ.ไตรเทพ ศรีพันธุ์วงศ์ ,พ.ท.ฉัตรชัย ดวงรัตน์,พ.อ.เพชรพนม โพธิ์ชัย


7.)พล.ม.2รอ.กับเหตุสลายม็อบราชประสงค์


เอกสารแผ่นสุดท้านนี้เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต1ราย โดยกองพลทหารม้าที่2รักษาพระองค์เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากพ.อ.ไตรเทพแล้วมีพ.อ.ธัชพล เปี่ยมวุฒิ เป็นผู้บังคับบัญชา (บุคคลในภาพ)

*******
CTWย้ำแดงบริสุทธิ์ เป็นแพะรับบาปเหมือนเสื้อแดง แฉห้างถูกแก๊งอาวุธหนักเผา สอดรับปากคำรปภ.+หลักฐานภาพชุด อุบมีVDOทีเด็ด





สุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล :ไม่รู้ว่าใครเผา ถ้ารู้ว่าใครเผาก็ไม่รู้อีกว่าใครสั่งเผาอีก ถามว่าเรากลัวเสื้อแดงไหม เราไม่กลัว มีความเสี่ยงเดียวกับเสื้อแดงคือหากรัฐบาลยังคุยไม่รู้เรื่อง เขาก็ถือโอกาสหา แพะรับบาป เราไม่ได้เกี่ยวกับเสื้อแดงเลย เรากับเสื้อแดงก็รักกันดี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กรุงเทพธุรกิจ BizWeek

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อวันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ได้เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูล ว่า การพยายามลอบเผาห้าง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม และตลอดเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามเผามาแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน

หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ

เรื่องนี้สอดคล้องกับที่นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล ให้สัมภาษณ์ไว้หลังเหตุเผาห้างไม่ถึง 2 เดือน เราจึงนำมานำเสนอให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณาอีกครั้ง


นายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เปิดใจกับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ BizWeek เมื่อ 12กรกฎาคม 2553 หรือเกือบ 2 เดือนให้หลังการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ (CTW) มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้

เขาเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่า ยังไม่หนักที่สุดที่เคยเจอ เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ไฟไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม เมื่อปลายปี 2538 ซึ่งตอนนั้นต้องถือว่า "หนักที่สุด" แล้ว

ทว่า เหตุการณ์นี้ถือว่า “ตื่นเต้นที่สุด”

“ที่บอกว่าตื่นเต้นที่สุด เพราะไม่รู้ว่าพอเกิดขึ้นแล้วจะเกิดอะไรต่อ ไม่รู้ว่าใครเผา ถ้ารู้ว่าใครเผาก็ไม่รู้อีกว่าใครสั่งเผาอีก อย่างเซ็นทรัลชิดลมไฟไหม้เราก็รู้ว่าไหม้เพราะอะไร ไหม้หมดเลยต้องปิดร้านไปเป็นปีเสียหายมาก แต่โอเคก็ได้เงินประกันมาพอสมควรถึงแม้จะไม่คุ้ม กับธุรกิจที่ต้องหยุดชะงัก ต้องเริ่มใหม่”


“ถามว่าเรากลัวเสื้อแดงไหม เราไม่กลัว มีความเสี่ยงเดียวกับเสื้อแดงคือหากรัฐบาลยังคุยไม่รู้เรื่อง เขาก็ถือโอกาสหา แพะรับบาป เราไม่ได้เกี่ยวกับเสื้อแดงเลย เรากับเสื้อแดงก็รักกันดี เรากับเสื้อเหลืองก็รักกันได้ เราไม่มีสีเสื้อ”
เขาว่าอย่างนั้น

เขายังเข้าใจเปรียบเปรยท่าทีของรัฐในการแก้ไขปัญหาเพลิงไหม้ที่เซ็นทรัลเวิลด์ช่วงที่ผ่านมาว่า

“เหมือนเราจ่ายภาษีให้รัฐบาลไปซื้อปืน แต่เขาไม่ซื้อปืนมาใช้กับเรา เรากลับถูกคนเอาปืนมายิง เพราะเราไม่มีไลเซ่นใช้ปืน ถ้ารัฐบาลไม่ทำ ต่อไปเราก็ต้องมีปืนแทนรัฐบาล” นั่นหมายถึง การเพิ่มดีกรีของระบบรักษาความปลอดภัย


@เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ "ตื่นเต้นที่สุด"

สุทธิธรรมเล่าว่า วันแรกที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนมาชุมนุมประท้วงที่สี่แยกราชประสงค์ เป็นวันแรกเช่นกัน ที่ผู้บริหารกลุ่มเซ็นทรัล ไหวตัวไปตั้งศูนย์บัญชาการ หรือ "วอร์รูม" นอกพื้นที่ที่เขาไม่ขอเปิดเผยสถานที่ แต่จากการสอบถามคนในวงการค้าปลีก ระบุว่า พื้นที่บริเวณเซ็นทรัล ลาดพร้าว น่าจะเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมที่สุดแล้วที่จะตั้งเป็นศูนย์บัญชาการ เพราะอยู่ใจกลางเมือง และห่างจากจุดที่มีการชุมนุมพอสมควร

"เรามีวอร์รูมตั้งแต่เดินขบวน บอกไม่ได้เป็นความลับ วอร์รูมจะมีเจ้าหน้าที่ประจำ 24 ชั่วโมง มีผู้บริหารระดับหนึ่งประจำอยู่เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนรายงานตรงถึงผู้บริหารระดับสูงได้ทุกเมื่อ เช่น เหตุการณ์แบบนี้จะเปิดหรือปิดห้างกี่โมง วอร์รูมเราจะมี Message ถึงเราตลอดทุกสิบนาที หรือทุกครึ่งชั่วโมง แล้วแต่ความเคลื่อนไหว" สุทธิธรรม เล่าและว่า ตอนที่เกิดเหตุการณ์บอร์ดชุดเล็ก ชุดใหญ่ เรียกประชุมด่วนกันหมด


เขายังบอกว่า รู้สึกตกใจเมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมย้ายมาชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ยิ่งเมื่อการชุมนุมเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผู้ประกอบการศูนย์การค้าขนาดใหญ่ละแวกนั้นเริ่มนั่งไม่ติด ต้องนัดรวมตัวเพื่อพูดคุยกันเป็นระยะ อาทิ สยามเซ็นเตอร์ (ชฎาทิพ จูตระกูล) สยามพารากอน (ศุภลักษณ์ อัมพุช) และ เกสร (ชาย ศรีวิกรม์) เป็นต้น

"คุณแป๋ม (ชฎาทิพ) อยากให้ผมไปประชุมที่สยาม ผมก็บอกว่า ไม่มีใครอยากไป เสี่ยง ใกล้ไป ก็บอกว่าประชุมที่ลาดพร้าวดีที่สุด ก็ประชุมกันหลายครั้งหลายครา ประชุมว่าเราต้องทำอะไรเหมือนๆ กัน และพอเลิกชุมนุมแล้วจะเป็นอย่างไร ต้องช่วยพนักงาน ช่วยผู้ที่เกิดปัญหาอย่างไร

เราไม่เคยคิดว่าจะมีการเผา เพียงคิดกลัวว่าจะมีคนบุกเข้าไปขโมยของ บางคนก็คิดว่า เดี๋ยวจะเลิกๆ ชุมนุม แล้ว เราเตรียมตัวกวาดถนน กวาดบ้าน ก็ไม่เลิกอีกแล้ว"

สุทธิธรรม ยังเล่าถึง วินาทีที่เห็นห้างสรรพสินค้าเซนถูกเผาว่า..

"สะเทือนใจ ทุกคนยืนน้ำตาปริบ ร้องไห้ไปหลายคน ก็เห็นแล้วตกใจ จริงๆ เป็นเหตุสุดวิสัย ทำใจว่าเราต้องสู้ต่อไป เสียหายจุดนี้ไม่เท่ากับเสียหายทั้งกลุ่ม แต่ก็ไม่ใช่จิ๊บจ๊อย ก็พอสมควร แต่พอถอยหลังแล้วต้องกลับมาสู้ต่อ เราสูญเสียลูกค้าให้คนอื่นไป เราเรียกกลับมาอย่างไร"

เขาเห็นว่า วงเงินประกันที่ทำไว้ยังไงก็ “ไม่ครอบคลุม” ความเสียหายที่เกิดขึ้น

“ยังไงก็ไม่มีทาง Cover เพราะทำประกันไว้น้อยมาก คร่าวๆ เรารู้อยู่แล้วว่าไม่พอ”

*********


มติชนออนไลน์รายงานข่าวว่า นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ 1 ในข้อกล่าวหาถอดถอนนายกรัฐมนตรีของ ส.ส.ฝ่ายค้าน ระบุเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ในการป้องกันและระงับเหตุวางเพลิงเซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ว่า ได้เชิญตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ให้ข้อมูลกับคณะกรรมการ ได้รับทราบว่า มีกลุ่มคนหนึ่งพยายามเผาเซ็นทรัลเวิลด์มาแล้วหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน

หลังจากนั้นกลุ่มคนดังกล่าว ไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มไหน ได้เพิ่มจำนวนคนมากขึ้น พร้อมกับถืออาวุธครบมือเข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์ จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอดภัยยอมจำนน และสามารถเผาได้สำเร็จ

"ตัวแทนกรรมการผู้จัดการเซ็นทรัลเวิลด์ ให้ข้อมูลกับเราว่า การพยายามลอบวางเพลิง ไม่ได้เกิดขึ้นในระหว่างที่กลุ่มเสื้อแดงชุมนุม แต่เกิดขึ้นหลังจากที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงเข้ามอบตัวแล้ว และตลอดเวลาที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณดังกล่าว ผู้ชุมนุมก็มีความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ด้วยดีกับทางห้าง โดยทางห้างได้อำนวยความสะดวกให้ผู้ชุมนุมเข้าห้องน้ำด้วย นอกจากนี้ ตัวแทนของห้างยังระบุว่า มีคลิปวีดีโอที่บันทึกภาพของกลุ่มคนที่วางเพลิงไว้ด้วย แต่จนถึงขณะนี้ทางห้างยังไม่ได้ส่งมาให้ทางคณะกรรมการ" นายจิตติพจน์กล่าว

นายจิตติพจน์ กล่าวต่อว่า การประชุมคณะกรรมการฯ วันที่ 10 มีนาคม ทางคณะกรรมการฯ เชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เข้าชี้แจงถึงความคืบหน้าของคดีกลุ่มคนเสื้อแดง รวมถึงจะเชิญนางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำกลุ่มนปช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนปช. ว่าต่อจากนี้จะมีการเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ 8 ธันวาคม 2553 ได้ไปทำข่าวสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างฯถึงเหตุการณ์ข้อเท็จจริงในวันนั้นว่าเกิดอะไรขึ้นแน่?..

- รปภ.เซ็นทรัลเวิลด์แฉวันเผา

ผู้สื่อข่าวได้ไปที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ภายหลังจากมีภาพเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 ที่แยกราชประสงค์ ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ แพร่ในเฟซบุ๊ก ช่วงที่มีศอฉ.เข้าเคลียร์พื้นที่ภายในห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนเกิดไฟไหม้ขึ้น ทั้งที่ศอฉ. เข้าไปในพื้นที่แล้ว เพื่อติดตามสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

นายเอ (นามสมมติ) กล่าวว่าตนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเช้า สังกัดบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ซึ่งห้างเซ็นทรัลเวิลด์จะจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัยสองแห่ง ดูแลพื้นที่ โดยมีบริษัท อาร์ทีเอสการ์ด จำกัด ดูแลพื้นที่ด้านนอก ลานจอดรถ และรอบห้างทั้งหมด ส่วนบริษัท จีโฟร์เอส การ์ด จำกัด ดูแลเฉพาะส่วนภายในอาคารทั้งหมด

ในเวลาดังกล่าวตั้งแต่ช่วงเช้า ตนได้ปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านหลังห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงเช้าก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไร แต่หลังจากเวลา 13.00 น. ได้ทราบข่าวว่าได้มีเจ้าหน้าที่เคลื่อนที่นำกำลังมาบริเวณถึงหน้าถนน บริเวณสยามพารากอน จากนั้นก็มีเสียงปืนและเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระยะ ตนจึงให้รปภ.รอบบริเวณห้างลงไปอยู่ด้านล่างเพื่อความปลอดภัย โดยปิดล็อกประตูทางเข้าออกห้างทั้งหมด จนกระทั่ง เวลา 16.30 น. ได้มีกลุ่มทหารพร้อมอาวุธปืนบุกเข้ามาเคลียร์ในพื้นที่ห้างสั่งให้นอนหมอบกับพื้นและสั่งให้รปภ.ทุกคนติดบัตร ก่อนปล่อยตัวออกไปจากพื้นที่ ซึ่งมีรปภ.บางคนไม่มีบัตรก็ไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ถูกควบคุมตัวแยกไว้

- ถูกทหารคุมตัวออกจากห้าง

นายเวียน (นามสมมติ) กล่าวว่า อยู่สังกัดรปภ.บริษัท อาร์ทีเอสการ์ด ช่วงเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ถ.ราชดำริ ตนอยู่ประตูทางเข้าออกห้างช่วงเช้าไม่มีเหตุการณ์อะไร จนมาช่วงบ่ายสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงได้วิ่งแตกฮือกระจัดกระจายหนี เนื่องจากช่วงนั้นเริ่มมีเสียงระเบิดและปืนดังขึ้น ตนได้รับแจ้งทางวิทยุจากหัวหน้าให้ปิดประตูทางเข้าออกห้าง และให้หลบลงมาอยู่ด้านล่าง หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงปืน เสียงระเบิด เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กล้าออกมาดูด้านบนว่ามีเหุตการณ์อะไรเกิดขึ้น

จนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้ โดยมีทหารมาควบคุมพื้นที่ห้างและสั่งให้ทุกคนติดบัตร จึงออกจากพื้นที่ได้ ส่วนภายในห้างตอนนั้นไม่มีคนเสื้อแดงหรือประชาชนหลบอยู่ในห้างแต่อย่างใด และยังไม่มีไฟไหม้

ส่วนนายเทียน (นามสมมติ) รปภ.จีไฟร์เอส การ์ด กล่าวว่าช่วงเช้าตนปฏิบัติหน้าที่อยู่ชั้น 6 ของห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โดยมองออกทางกระจกหน้าห้างสังเกตเห็นกลุ่มคนเสื้อแดงวิ่งหนีกันอลหม่าน และมีเสียงปืน เสียงระบิดดัง และได้รับคำสั่งจากหัวหน้าเช่นกันแจ้งให้ลงมาอยู่ข้างล่างจนเวลา 17.00 น. จึงออกจากพื้นที่ได้

และนายพง(นามสมมติ) รปภ.บริษัทจีไฟร์เอสการ์ด กล่าวเช่นกันว่าตนอยู่ชั้น 1 ก็ได้รับคำสั่งจากหัวหน้าแจ้งให้ปิดประตูห้าง จากนั้นได้ยินเสียงปืนเสียงระเบิดดังถี่ขึ้นตลอด และต้องหลบลงมาอยู่ชั้นใต้ดินจนเวลา 16.00 น.ถึงออกจากพื้นที่เช่นกัน
*******
ภาพชุดที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊ค

รูปที่ 1 วันที่ 19 พ.ค. 53 หลังเสื้อแดงสลายการชุมนุมราชประสงค์ ทหารคุมพื้นที่ได้หมด ในเวลา 14.26 มีคนเดินเข้ามาในห้างฯ (เป็นเจ้าของร้านค้าในเวิร์ลเทรด มาดูร้าน)

รูปที่ 2 คนที่เดินเข้ามาโดนยิงสกัดที่ขา

รูปที่ 3 มีเพื่อนเข้ามาช่วยคนโดนยิงเจ็บออกไป

รูปที่4 ขณะที่คนที่ยืนดูอยู่ก็โดนยิงไล่


รูปที่5 อยู่ข้างในไม่ได้ โดนยิงไล่ ต้องรีบออกมา


รูปที่ 6 โดนยิงด้วยลูกซองเม็ดเล็ก ไม่เจตนาฆ่า แต่ไล่ให้ออกไปจากห้าง


รูปที่7-8 ส่วนข้างนอกก็มีการยิงสกัด เพื่อไม่ให้รปภ.เข้าไปรักษาความปลอดภัยในห้างได้


รูปที่ 8เอาทหาร ศอฉ.ตรึงกำลังรอบห้างฯ

รูปที่ 9-ในที่สุดรปภ.และพนักงานต้องเดินทางออกอย่างเดียว

จะสังเกตเห็นว่ามีทหารศอฉ.ปะปนอยู่กับพนักงานห้าง(เหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง)


รูปที่10-มียิงออกมาข้างนอก


รูปที่11 -เห็นคนยิงบนสถานีรถไฟฟ้า ทหารกระหรี่แน่ๆ ที่ยิงประชาชนได้

รูป12 -เมื่อเคลียร์หมด คนในให้ออก คนนอกห้ามเข้าแล้วก็ เผา!


รูป13-ศอฉ.ควบคุมพื้นที่ได้หมด ในระหว่างนั้น


รูปที่ 14-16-หลังเหตุการณ์เพลิงไหม้ห้าง ทหารตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ในวันที่ 21 พ.ค.(ข้อสังเกตคือพวกเหน็บวิทยุสื่อสารสีแดง แบบเดียวกับตอนไล่คนออกจากห้างก่อนเผา)




รูปที่17-พบศพสุดท้าย ตายเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

รูปที่ 18เป็นนักศึกษาจากราษีไศล ศรีสะเกษ


****

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-เทเวศฯยึกยักไม่จ่ายค่าประกัน3หมื่นล้านCTW ท้าอยากได้ให้ฟ้องเอา อ้างห้างโดนผู้ก่อการร้ายเผา


ถวายพระพร-นายอนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ พร้อมผู้บริหาร บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพานดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และ ลงนามถวายพระพรให้ทรงหายจากพระอาการประชวร ณ อาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเร็วๆนี้ (ภาพข่าว:RYT9)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 พฤศจิกายน 2553

เซ็นทรัลเวิลด์ส่อแววแห้วเคลมประกัน 3 หมื่นล้าน "เทเวศประกันภัย"บริษัทที่รับทำประกันชี้ฝรั่งที่เป็นบริษัทรับประกันภัยต่ออ้างเข้าข่ายก่อการร้าย แนะหากอยากได้ให้ฟ้องร้องศาลตัดสิน กินเวลานาน5-7ปี แต่ยินดีจ่ายในส่วนประกันภัยก่อการร้าย3.3พันล้าน แต่เสียหายจริงอ้างไม่เกิน2พันล้านจะจ่ายปีหน้า

มติชนออนไลน์ รายงานว่า กรณีการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งมีบริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน (Industrial All Risk : IAR) ให้กับบริษัทเซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ทุนประกันเกือบ 3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นพื้นที่ศูนย์การค้าเซ็นเวิลด์ทุนประกัน 1.3 หมื่นล้านบาท และรับประกันก่อการร้ายกับห้างสรรพสินค้าเซนมูลค่า 3.3 พันล้านบาท

ขณะที่บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน) รับประกันภัยก่อการร้าย ทุนประกัน 3.5 พันล้านบาท

นาย อนันต์ เกษเกษมสุข กรรมการผู้จัดการ เทเวศประกันภัย กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ (รีอินชัวเรอส์) มีจุดยืนว่า ความเสียหายของเซ็นทรัลเวิลด์ เกิดจากภัยก่อการร้าย ดังนั้น เซ็นทรัลอาจจะไม่ได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันภัยความเสี่ยงภัยทรัพย์สิน เนื่องจากกรมธรรม์ประเภทนี้จะคุ้มครองภัยที่เกิดจากการโจรกรรม หรือจลาจล และสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินผู้เอาประกันภัย รวมถึงความสูญเสียจากการหยุดชะงักของธุรกิจ (Business Interruption) จนทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องสูญเสียรายได้ แต่ไม่รวมภัยจากการก่อการร้าย ซึ่งมีความรุนแรงในระดับที่สูงกว่า

"ที่ บริษัทคาดว่าจะไม่คุ้มครอง เพราะรีอินชัวเรอส์เข้ามาพิสูจน์หลักฐานต่างๆ อย่างละเอียดแล้วพบว่าเข้าข่ายก่อการร้ายจริงๆ โดยดูจากบริบทรอบข้าง ไม่ได้ยึดคำประกาศของรัฐบาลเป็นหลัก นอกจากนี้ ตามเงื่อนไขของประกัน IAR จะมีหมายเหตุว่า ไม่คุ้มครองภัยที่เกิดจากการก่อการร้าย เพราะเป็นภัยเฉพาะเจาะจง โดยยึดจากตัวอย่างเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2544 หรือ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา เป็นต้นมา และเหตุการณ์นี้เขาก็สรุปว่ารุนเเรงกว่าจลาจล"นายอนันต์กล่าว

นายอนันต์กล่าวว่า หากเซ็นทรัลพัฒนาเห็นว่า น่าจะมีข้อสรุปที่ดีกว่า และยังรู้สึกสงสัยกับจุดยืนของรีอินชัวเรอส์ ประกอบกับเห็นว่าค่าเสียหายที่จะได้รับจากการประกันก่อการร้ายต่ำกว่าค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 5-6 พันล้านบาท เซ็นทรัลก็อาจนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการศาลได้ โดยให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาคดีความ ซึ่งอาจใช้เวลา 5-7 ปี ทั้งนี้ เห็นว่าทางรีอินชัวเรอส์น่าจะพร้อมชี้แจงกับผลสรุปดังกล่าว

นายอนันต์กล่าวว่า ในส่วนของห้างสรรพสินค้าเซนที่ทำประกันก่อการร้ายมูลค่า 3.3 พันล้านบาท ซึ่งผลจากการประเมินความเสียหายคืบหน้าไปกว่า 95% ในเบื้องต้นพบว่า มูลค่าความเสียหายกว่า 2 พันล้านบาท ซึ่งยังไม่เกินทุนประกัน โดยบริษัทจะรอข้อสรุปที่เหลือก่อนจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งคาดว่าจะสามารถจ่ายได้ไม่เกินไตรมาส 1 ปีหน้า

เวบไซต์ของเทเวศประกันภัยเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ถือหุ้น ของบริษัทประกอบด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 27,600 หุ้น คิดเป็น 0.23%
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ 11,787,261 หุ้น คิดเป็น 98.227%
ผู้ถือหุ้นอื่นๆ 185,139 หุ้น คิดเป็น 1.543%

รวม 12,000,000 หุ้น คิดเป็น 100.00%


เทเวศประกันภัยระบุไว้ในเวบไซต์ว่า เป็นบริษัทของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ฯ

ลอยไปกับสายน้ำ

ที่มา Thai E-News


ตรงนี้แหละที่ฮ้าร์ดคอร์เขาระย่อกัน (หา)ว่าสู้ไปกราบไปมาตั้งนาน นับแต่ปฏิเสธรัฐประหาร ต่อด้วยเรียกร้องกติกากลางเก่ากลางใหม่ รธน. ๔๐ ตามด้วยการต้านหัวหน้าอำมาตย์ ไปถึงช่วยกันหาบหามฎีกา แล้วมาขับไล่นายกฯ ราบ ๑๑ จนลงเอยที่ตาย ๙๑ เจ็บ ๒,๐๐๐ หายสาบสูญนับร้อย และถูกจับกว่าร้อย


โดย ระยิบ เผ่ามโน
ที่มา เวบThais' Genuine Democracy Revival

การชุมนุมของคนเสื้อแดงในโอกาศครบรอบปีแห่งการรวมพลครั้งใหญ่เมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคมที่ผ่านมา สำหรับผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไทยสายแก่นแข็ง ดูเหมือนว่าจะเป็นการชุมนุมอย่างเซม เซม เซ็ง เซ็ง แต่ก็แฝงไว้ด้วยแสงไฟที่ปลายอุโมงก์ ที่แม้จะริบหรี่แต่ก็มีให้เห็นชัดเจน

ก่อนอื่นต้องขออนุญาตพยายามอธิบายเพื่อทำความเข้าใจ กับความรู้สึก“เซม-เซ็ง” ของเสื้อแดงฮ้าร์ดคอร์เสียหน่อย

น่าจะเป็นเพราะพวกแก่นแข็งเห็นว่าต่อสู้มาตั้งนาน ตายไปก็ตั้งร้อย ท้ายที่สุดมาลงเอยแค่ว่า ขอเอาเพื่อนพ้องน้องพี่ที่อยู่ในคุกกว่าร้อยออกมาชั่วคราวให้หมดเสียก่อน แล้วก็เข้าสู่การช่วงชิงที่นั่งในสภาภายใต้กติกาประชาธิปไตยที่มีสร้อยต่อท้าย

ด้วยหวังว่าถ้าชนะขาดลอยก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยได้ แล้ว พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร จะกลับไปบริหารประเทศให้พ่อแม่พี่น้องชาวรากหญ้าได้ลืมตาอ้าปาก และอูฟู่กันต่อไป

ถ้าไม่ชนะขาดลอย หรือกลับกลายเป็นแพ้ ก็สุดแท้แต่ฟ้าจะปราณี

ตรงนี้แหละที่ฮ้าร์ดคอร์เขาระย่อกัน (หา)ว่าสู้ไปกราบไปมาตั้งนาน นับแต่ปฏิเสธรัฐประหาร ต่อด้วยเรียกร้องกติกากลางเก่ากลางใหม่ รธน. ๔๐ ตามด้วยการต้านหัวหน้าอำมาตย์ ไปถึงช่วยกันหาบหามฎีกา แล้วมาขับไล่นายกฯ ราบ ๑๑ จนลงเอยที่ตาย ๙๑ เจ็บ ๒,๐๐๐ หายสาบสูญนับร้อย และถูกจับกว่าร้อย

ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่าง มีแต่ถลำเข้าทางเขา

กติกาฉบับแก้ไขใหม่เอี่ยมเตรียมรับพรรคพวก “กู้มากิน” เพิ่งผ่านตรายางประทับ หัวหน้าอำมาตย์กำลังจะได้กองพลของตนเอง สิ่งที่หาบหามกลับอันตรธานเข้าหีบหับ นายกฯ ที่ราบ ๑๑ ปั้นด้วยมือรำๆ จะถูกราบ ๑๑ เขี่ยด้วยตรีนเสียเอง แล้วที่ตายไปเกือบร้อยอาจเป็นเพียงหัวคนไปชนลูกปืน

เป็นคดีความที่ลอยไปกับสายน้ำเหมือนกรณีปืนลั่นแสกหน้า

จะโพนทนาว่ากล่าวพวกเขาใจร้อนก็ไม่ค่อยเต็มปากนัก หากแต่ยังต้องคิดด้วยว่ามีพวกวิชามารคอยเสี้ยมอยู่ก็ไม่น้อยเหมือนกัน

จึงมาถึงซึ่งข้อสรุปว่า อย่างน้อยได้เห็นแสงไฟที่ปลายอุโมงก์บ้างแล้วจากคำพูดของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ว่า
“การเลือกตั้งก็เป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ แต่เป้าหมายหลักคือประชาธิปไตยต้องเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง พี่น้องที่เสียชีวิต ต้องได้รับความยุติธรรม...” และ “ตาสว่าง ไม่จำเป็นต้องปากสว่าง”


ถึงอย่างไรก็คงต้องบังอาจแทรกคำของน้องเต้นขาโจ๋ตรงนี้สักหน่อยว่า ถึงปากจะไม่สว่าง ก็อย่าให้ถึงกับต้องปิดมันไว้เช่นกัน สิ่งใดควรพูดก็ต้องพูด และพูดแล้วควรทำตามไปด้วย โดยเฉพาะในเรื่องของตัวบทกฏหมายที่ออกมาขัดขวางกางกั้นหนทางเดินไปสู่ประชาธิปไตยอันแท้จริง (Genuine Democracy)

อย่างเช่น ประมวลกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ที่แม้แต่วงการนิติศาสตร์ก็ยังอดรนทนไม่ไหวต่อความไม่ชอบมาพากลของที่มา (และที่จะไป) รวมทั้งการตีความบังคับใช้ เลยเถิดไปถึงเจตนาในการปรับมาตรการลงโทษให้รุนแรงอย่างขัดแย้งกับครรลองแห่งกฏหมาย (Rule of Law) ซึ่งเรียกกันในภาษาวิชาการว่า “นิติธรรม”

เชื่อว่าแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติน้อยใหญ่คงจะได้เห็นคำประกาศฉบับที่ ๑๖ ของคณะนิติราษฎร์ ที่เขียนโดย ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ กันถ้วนทั่วแล้ว และเชื่ออีกเช่นกันว่าท่านทั้งหลายมีความเข้าใจเหมือนผู้เขียนว่าประเด็นกม. อาญา ม. ๑๑๒ นี้ ไม่ใช่เรื่องลี้ลับศักดิ์สิทธิ์ หรือสูงส่งต้องห้าม ไม่อาจแตะต้องได้แต่อย่างใด

ปรากฏการณ์ที่มีประชาชน ๑๑๒ คน รวมทั้งอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ศิลปินนักสร้างภาพยนตร์ผู้ได้รับรางวัลปาล์มดอร์จากงานประกวดภาพยนตร์ในประเทศฝรั่งเศส ได้ร่วมกันลงชื่อริเริ่มให้มีการอภิปรายปัญหาของ ม. ๑๑๒ อย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ แสดงให้เห็นแล้วว่ากฏหมายเกี่ยวกับข้อห้ามหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ของไทยนี้มีปัญหาผิดฝาผิดตัวผิดผีผิดไข้ ทำให้เกิดความไม่อยู่เย็นเป็นสุขในสังคมไทยอย่างแน่นอน

ขออนุญาตอีกครั้งนำเอาแก่นของเนื้อหาในคำประกาศนิติราษฎร์ฉบับที่ ๑๖* มากล่าวถึงอย่างสังเขป โดยที่ ดร. วรเจตน์เขียนถึงปัญหาของ กม. อาญา ม. ๑๑๒ ไว้ ๓ ประการ ล้วนแต่หนักๆ ทั้งนั้น ได้แก่

ประการแรกเป็นกฏหมายที่เขียนใหม่ให้ครอบคลุมถึงบุคคลนอกเหนือไปจากอุดมการณ์รัฐธรรมนูญ แทนที่จะบัญญัติไว้เฉพาะองค์พระประมุข กลับเพิ่มพระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เข้าไปด้วย กม. กำหนดโทษที่กระทำต่อบุคคลทั้งสี่เท่ากันหมด อันเป็นเรื่องทำไม่ได้ในทางนิตินโยบาย

ประการต่อมา โทษที่กำหนดไว้สำหรับผู้ละเมิดใน ม. ๑๑๒ ฉบับนี้ “ขาดความสอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุอย่างสิ้นเชิง” ในขณะที่โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (รัชกาลที่ ๕) เพียงให้จำคุกไม่เกิน ๓ ปี ไม่มีขั้นต่ำ แต่โทษในสมัยประชาธิปไตยแบบมีสร้อยกลับกำหนดขั้นต่ำไว้ ๓ ปี ขั้นสูงถึง ๑๕ ปี ดร. วรเจตน์บอกว่าการไม่มีโทษขั้นต่ำหมายความว่าจะพิพากษาให้โทษน้อยเพียงใดก็ได้

ประการสุดท้าย ดร. นักกฏหมายมหาชนแห่งสถาบันนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ชี้ว่าการไม่บรรจุเหตุยกเว้นความผิดไว้ในกฏหมาย ม. ๑๑๒ ฉบับนี้เฉกเช่นที่เป็นธรรมชาติแห่งครรลองของการตรากฏหมาย ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาไม่สามารถต่อสู้คดีว่ากระทำไปโดยสุจริตได้

ทั้งๆ ที่ในกฏหมายอาญา รศ. ๑๒๗ อันเป็นต้นแบบในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชนั้น ผู้ต้องหา “ที่ได้กระทำไปภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อสาธารณประโยชน์ หรือเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต หรือเป็นเพียงการติชมตามปกติวิสัย” ยังให้ถือว่า “การกระทำนั้นไม่ให้ถือว่าเป็นความผิด”

นั่นคือกฏหมายฉบับนี้ปิดประตูสู้ของผู้ถูกกล่าวหา แล้วยังเปิดโอกาสให้ใครก็ได้ตั้งตัวเป็นผู้เสียหายยื่นฟ้องร้องเอาผิด และศาลก็จำเป็นต้องรับฟ้องโดยมิพักไตร่ตรองให้ถูกต้องอีกด้วย

ข้อสำคัญที่ ดร. วรเจตน์เน้นไว้นอกเหนือจากปัญหาสามข้อดังกล่าว อยู่ที่การตีความตัวบทเพื่อบังคับใช้กฏหมายโดยศาล อัยการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีลักษณะ “ต้องห้าม” ในเชิงวิชาการด้านนิติธรรมที่เรียกว่าเป็นการ “เทียบเคียง” บทกฏหมายเพื่อลงโทษบุคคล

หมายความว่า ทั้งที่ตัวบทใช้ถ้อยคำชัดเจนว่า “หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย” แต่ศาล และเจ้าหน้าที่กลับตีความรวมไปถึงการกระทำที่มีลักษณะไม่เคารพ ไม่นับถือ หรือแม้แต่การแสดงออกต่อสิ่งที่เป็นสัญญลักษณ์เท่านั้น เช่นการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง เหล่านี้เป็นการตีความเกินเลยกว่าที่ครรลองแห่งกฏหมายชี้ว่าสมควรกระทำ

สิ่งที่คำประกาศนิติราษฎร์แปะติดไว้บนมโนธรรมของคนที่รักประชาธิปไตยเหล่านี้แหละที่ผู้เขียนเห็นว่าไม่ใช่เรื่องปากสว่าง และไม่จำเป็นต้องกระซิบ ขอแต่เพียงอย่าได้ปิดปากกันเท่านั้นเอง มิฉะนั้นการต่อสู้ของเสื้อแดงก็จะเป็นเพียงพายเรือวนเวียนในอ่างอย่างที่ผู้ใช้นามว่า เพียงดิน เขียนไว้ในเว็บบอร์ด “อินเตอร์เน็ตฟรีดอม”**

ผู้เขียนไม่ได้เป็นนักรบแบบไหน หรือส่วนไหน (แม้แต่ในสนามไซเบอร์) ของขบวนการเสื้อแดง ไม่เคยได้รับทั้งสุข และทุกข์จากกระบวนการ เป็นแต่เพียงหนึ่งในจำนวนคนไทยมากมายที่โหยหาประชาธิปไตยแท้จริง และเห็นชอบกับการเรียกร้องของเสื้อแดง จึงได้เสนอข้อคิด ความเห็นตามที่พึงมีจากการที่ได้เรียนรู้มา ดังได้นำข้อคิดต่างๆ จากสถานการณ์ปัจจุบันในอาฟริกา และตะวันออกกลาง มาเปรียบเทียบอยู่เสมอ

ต่อกรณีวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์นี้เช่นกัน ใคร่ชวนท่านไปดูสถานการณ์ของจอร์แดนกันไว้เป็นอุทธาหรณ์

จอร์แดนปกครองด้วยสถาบันกษัตริย์ราชวงศ์ฮัสชิไม้ท์ติดต่อกันมา ๙๐ ปี กษัตริย์องค์ปัจจุบัน อับดุลลาห์ที่สอง และราชินีเรเนียของพระองค์ นับเป็นคนรุ่นใหม่ได้รับการศึกษาสูงจากตะวันตก ชนิดทั้งสององค์พูดอังกฤษไม่มีสำเนียงผิดเพี้ยน แถมราชินีทรงศิริโฉมงดงาม นับว่าเป็นมอนาร์คีที่ครบถ้วนในคุณสมบัติ

แต่จอร์แดนก็หนีไม่พ้นกระแสการเปลี่ยนแปลงไปตามโลกาภิวัฒน์ซึ่งกำลังเป็นพายุโหมภูมิภาคอาฟริกา และตะวันออกกลางอย่างหนักหน่วงในขณะนี้ คือความต้องการประชาธิปไตยอันแท้จริง ไม่ใช่แต่เพียงชื่อ หรือรูปแบบที่มีการปฏิบัติอย่างบิดพริ้ว ส่วนใหญ่ไม่ได้ใส่สร้อยต่อท้ายชื่อให้ยืดยาวเสียด้วยซ้ำไป

การเรียกร้องในจอร์แดนอาจเริ่มจากความต้องการปฏิรูประเบียบบริหารราชการ และกำจัดคอรัปชั่น แต่บัดนี้กระแสขยายตัวเป็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพราะ “กษัตริย์มาแล้วก็ไป แต่ความห่วงใยของพวกเราอยู่ที่ประเทศชาติ”*** เป็นคำพูดของชี้ค เอเดล มาฮามิด หัวหน้าเผ่าในตอนใต้ของประเทศอันเป็นจุดที่มีการประท้วงเกิดขึ้นมาแล้วนานปีดีดัก

“กษัตริย์ทรงพระราชอำนาจในการแต่งตั้งรัฐบาล ทั้งยังทรงสามารถยุบสภาด้วยพระองค์เอง พระราชอำนาจควรต้องถูกจำกัด” ชี้ค เอเดลกล่าวว่าพระราชอำนาจจะต้องตรวจสอบได้ (held accountable) “ในเมื่อลงลึกถึงรายละเอียดขนาดนั้น”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมากลับมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มพระราชอำนาจกษัตริย์มากยิ่งขึ้นไปอีก ถึงแม้การต่อต้านสถาบันกษัตริย์แบบที่บ้านเราเรียกว่า “ล้มเจ้า” มีโทษจำคุกเพียงไม่เกิน ๓ ปี การวิพากษ์สถาบันกษัตริย์ในจอร์แดนยังเพียงแค่ตีวัวกระทบคราด โดยโจมตีว่าข้าราชบริพารรายล้อมองค์กษัตริย์ฉ้อราษฎร์บังหลวง เอาตำแหน่งหน้าที่มาหาผลประโยชน์ใส่ตนเอง และครอบครัว จากหน่วยงานวิสาหกิจของรัฐ

แต่กระนั้นก็ยังไม่ละเว้นถึงราชินีผู้เลอโฉมว่าพระองค์ทรง “ก้าวก่ายในการแต่งตั้งข้าราชการชั้นสูง แล้วยังทรงมัวหมองในเรื่องเงินทองขององค์การระหว่างประเทศที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภก”

แน่นอนว่าการเป็นอยู่ และที่จะเป็นไปของราชวงศ์ฮัสชีไม้ท์แห่งจอร์แดนคงไม่อาจจะนำมาเทียบเคียงกับราชวงศ์ของไทยได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราเวลานี้อันเกี่ยวกับปฏิกิริยาในภาคประชาชนต่อกฏหมายที่ใช้ปกป้องสถาบันกษัตริย์มีเนื้อหารายละเอียดไม่ต่างกันมากนัก

ความต้องการเปลี่ยนแปลงของประชาชนจอร์แดนต่อราชวงศ์ฮัสชิไม้ท์ยังอยู่ในขอบข่ายของคำศัพท์ที่ว่า “ปฏิรูป” และผู้คนต้องการแค่ปรับแก้อย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะต่างตระหนักว่าการจะเปลี่ยนสิ่งใดที่สั่งสมมานับเกือบร้อยปีอย่างพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินนั้นก่อผลร้ายแรงดั่งแผ่นดินไหว และคลื่นมหาภัย

ไม่ทราบว่าคลื่นแห่งปัญหาของกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จะก่อผลร้ายขนาดไหน และไม่ทราบเช่นกันว่าอาการหวั่นไหวต่อผลร้ายของการตีความบังคับใช้ ม. ๑๑๒ ที่ไม่ต้องตามครรลองแห่งคลองนิติธรรมจะก่อให้เกิดแรงสั่นสะเทือนหรือไม่เพียงใด

คำตอบที่พอมองเห็นได้อยู่ในสายน้ำที่ลอยล่องไป แต่อาจจะไม่ลอยไกลเท่าไรนักแล้ว เพราะใครบางคนไปสร้างเขื่อนสกัดกั้นไว้เสียมากมาย

* http://www.enlightened-jurists.com/blog/24

** http://www.internetfreedom.us/thread-16933.html

*** http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/content/article/2011/03/08/AR2011030805052.html?wpisrc=nl_headline

ไม่ไว้วางใจของจริง

ที่มา มติชน



โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 16 มีนาคม 2554)

การเมืองคึกคักขึ้นมาทันที หลังจากนายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะยุบสภาในต้นเดือนพฤษภาคมนี้

วันเลือกตั้ง จะตกประมาณปลายเดือนมิถุนายน หรือต้นเดือนกรกฎาคม

แต่ก่อนจะไปถึงวันยุบสภา นายกฯและรัฐบาลยังมีงานค้าง ที่เห็นๆ 2 เรื่องด้วยกัน

ได้แก่ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ กับการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ

กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไม่น่าจะมีปัญหามากนัก แม้จะมีการปล่อยข่าวว่า พรรครัฐบาลที่ไม่อยากให้ยุบสภาอาจจะเบี้ยวโหวต

ที่ต้องออกแรงหลายยกสักหน่อย คงจะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เริ่มต้นแล้วเมื่อวันอังคารที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา อภิปรายเสร็จ ลงมติในวันที่ 19 มีนาคม

วันแรกโต้โผฝ่ายค้าน นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ โชว์ฟอร์มได้ไม่เลว ที่วิเคราะห์วิจารณ์กันไว้ล่วงหน้าว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ พออภิปรายจริงก็ได้เนื้อหาสาระ มีข้อมูลพอสมควร

ขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลุกมาตอบโต้เรื่อยๆ เกือบทุกประเด็นตามฟอร์ม

เที่ยวนี้ฝ่ายค้านขอเวลาไว้ 4 วัน มีคนสงสัยเหมือนกันว่าจะเอาเนื้อหาที่ไหนมาพูด แต่ฝ่ายค้านตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้เวทีสภาชำแหละรัฐบาล ระดมขุนพลมากหน้าหลายตา กะใช้เวลาเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลสะเทือนไปถึงการเลือกตั้ง

รัฐบาลเองก็รู้อยู่แล้ว ก็เลยได้เห็นการลุกขึ้นตอบโต้อย่างละเอียดและไม่ลดละจากบรรดารัฐมนตรี

ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะข้อสงสัยต่างๆ ที่หยิบยกมาถามตอบ จะช่วยให้ประชาชนที่ฟังวิทยุดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ ได้ความรู้ว่านักการเมืองกำลังทำอะไรกันอยู่

ถ้าไม่หกล้มหัวฟาดพื้นเสียก่อนเพราะน้ำมันปาล์ม โดน 91 ศพหลอน หรือเมาควันบุหรี่นอกตกท่อไปเสียก่อน

รัฐบาล ก็คงจะผ่านการอภิปรายครั้งนี้ไปได้ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลคงจะช่วยกันยกมือไว้วางใจ สร้างไมตรีไว้ เผื่อจะได้กลับมาใช้บริการ เป็นรัฐบาลร่วมกันอีก ถ้าไม่มีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า

ย้อนกลับไปที่การตอบโต้ของนายกฯอภิสิทธิ์ กับนายมิ่งขวัญ ในการอภิปรายวันแรก เมื่อมีความเห็นต่างกันในการจัดการปัญหา

นายกฯอภิสิทธิ์เสนอว่า เมื่อต่างคนต่างมีวิธีการของตัวเอง ก็ให้ประชาชนตัดสินดีกว่า

ประชาชน ชอบการแก้น้ำมันปาล์มแบบไหน ชอบการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบไหน ให้ไปตัดสินกันในสนามเลือกตั้ง ชาวบ้านชอบแบบของพรรคไหน หัวหน้าพรรคนั้นก็เป็นนายกฯ พรรคนั้นเป็นรัฐบาลไป

ซึ่งก็ชัดเจนดีเหมือนกัน จึงหวังว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ละพรรคเสนอทางเลือกให้ชัดๆ ไปเลยว่า เลือกพรรคนี้จะได้อะไร และจะไม่ได้อะไร

บางเรื่องบางประเด็น ประชาชนก็มีข้อสรุปอยู่ในใจอยู่แล้ว เพียงแต่รอโอกาสแสดงความเห็นเท่านั้นเอง

ฉะนั้น การลงมติไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจที่แท้จริง จึงไม่ได้อยู่ในสภา

แต่อยู่ที่สนามเลือกตั้ง

ออร์เดิร์ฟจานร้อน ! คำต่อคำ"เชาวรินvsสุเทพ" ว่าด้วย ทักษิณ เสื้อแดง เผาเมือง ..กูไม่ฟังมึง !!!

ที่มา มติชน









เอาเข้าจริง การอภิปรายซักฟอกวันที่สอง 16 มีนาคม 2554 พุ่งเป้าไปที่ "กรณ์ จาติกวณิช" ขุนคลัง ตามด้วย"โสภณ ซารัมย์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ภาพรวมแล้วเป็นเรื่องเศรษฐกิจล้วนๆ ยังไม่ได้เข้าประเด็นกระชับพื้นที่ และปมปริศนา"เผาเมือง" เลยด้วยซ้ำ

แต่แล้วในช่วงบ่าย แก่ ๆ ออร์เดิร์ฟ จานร้อน ก็ถูกจัดเสิร์ฟ โดย ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส. สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และบริวาร กำลังหนุน ทั้งสองฝ่าย

แรกเริ่ม "เชาวริน" อภิปราย"โสภณ ซารัมย์" แต่คนตอบคือ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

" มติชนออนไลน์ " เก็บความจากที่ประชุมสภา มานำเสนอแบบคำต่อคำ ดังนี้


ร.ต.ท. เชาวริน ตั้งประเด็นว่า : รถยนต์ที่ถูกเผา เมื่อไหร่จะจับคนผิดได้สักที และใครเป็นคนเผา รัฐบาลสร้างสถานการณ์ขึ้นมาหรือเปล่า

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ : ผมขอยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ทำ
-12 เม.ย 52 รถโดยสาร ถูกเผา 27 คัน
-13 เม.ย เผา 8 คัน

เพราะทางกระทรวงคมนาคมก็ได้ไปแจ้ง หาผู้กระทำผิดที่ สน. ต่างๆ

ที่คุณเชาวรินพูดจาทำนองว่า รัฐบาลทำเอง เป็นคนเผารถเมล์เอง แล้วโยนความผิดให้ผู้ชุมนุม

ผมจะเรียนว่าคุณเชาวรินบิดเบือนข้อเท็จจริง

เรื่องจริง คือ กลุ่มเสื้อแดงลุกขึ้นก่อจลาจลเผาบ้านเผาเมือง

ผมจะทบทวนให้ฟังว่า คนเสื้อแดง เผาบ้าน เผาเมือง เผารถเมล์ เอารถแก๊สไปจอดขวาง

คนเสื้อแดงที่ก่อเหตุมีจุดมุ่งหมายชัดเจน แบ่งงานกันทำชัดเจน เพื่อช่วยเหลือ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ให้ได้กลับประเทศมาโดยไม่ต้องติดคุก และได้ทรัพย์สินกลับคืนมา

เพราะจริงๆ คุณทักษิณจะกลับมาวันไหนก็ได้ แต่กลับมาแล้วจะต้องติดคุก จึงเรียกให้ลูกน้องมาช่วยเหลือ


เชาวริน : ท่านจะไปพาดพิงถึง พันตำรวจโท ทักษิณ ทำไม
ท่านเอาเปรียบเขาหรือเปล่า เขาไม่ได้อยู่ในประเทศ มันไม่เป็นการโหดร้ายเกินไปเหรอ
และ พันตำรวจโท ทักษิณก็ไม่ได้บอกให้คนเสื้อแดงต้องทำโน่น ทำนี่

วิเชียร ขาวขำ : ท่านไม่ควรกล่าวพาดพิงกระทบคนภายนอก มันทำให้เขาเสียหาย
คนเสื้อแดงไม่ได้เผาบ้านเผาเมืองเพื่อ พันตำรวจโท ทักษิณ
เขาทำเพื่อต้องการเรียกร้องประชาธิปไตย มีจุดมุ่งหมายเพื่อประชาธิปไตย
คุณเป็นรองนายก ฯ คุณต้องสำนึกตัวเอง แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้เจอกัน ผมจะขึ้นอภิปราย
ผมขอประท้วงท่านประธาน ที่ปล่อยให้นายสุเทพ พูดจาพาดพิงทั้ง 2 ส่วน คือ ท่านทักษิณ และคนเสื้อแดง


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ: พันตำรวจโท ทักษิณ ใช้การโฟนอินเข้ามายังกลุ่มของผู้ชุมนุม โดยบอกว่า นี่เป็นวิธีที่จะทำให้ตัวเองได้กลับประเทศ
จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากคนเสื้อแดง และหากใครส่งผมกลับไปได้ คนนั้นจะมีบุญคุณกับผมมาก กลับไปผมจะชดใช้


เชาวริน : ผมไม่ได้พูดถึงเรื่องเผาบ้านเผาเมือง ผมถามว่า ที่เผารถ ทำไมสองปียังจับคนทำไม่ได้
ท่านไม่ต้องพาดพิงถึงพันตำรวจโท ทักษิณแล้ว... เลิกพูด

ประเด็นเรื่องพันตำรวจโท ทักษิณไม่เกี่ยว ผมถามเรื่องรถเมล์
..เสื้อเหลืองเขาพูดกันบอกว่า ถ้ากลับมา ไม่ต้องรอศาลฎีกา แต่จะจับเข้าคุกทันที
ตอนนั้น ผมพูดกับท่านทักษิณว่า ท่านไปแล้วไม่ต้องกลับมา เอาชีวิตรอดไปก่อน
อีก 10 ปี ค่อยแก้กฎหมาย แล้ววันหนึ่งนายกทักษิณจะกลับมา ทวงคืนความยุติธรรมให้กับตัวเอง
และนายสุเทพต้องได้รับผลกรรม คุณสุเทพ คุณเป็นนักการเมืองอาวุโส คุณอยู่ได้วันนี้เพราะบุญเก่า
ชาติหน้าคุณไม่มีโอกาสได้อยู่หรอก

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ:
-25มีนาคม มีการยั่วยุ ให้มีการชุมนุมกัน
-26 มีนาคม ล้อมทำเนียบรัฐบาล ตั้งเวทีปราศรัย ถ่ายทอดไปยังประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด บอกว่า ถ้ารัฐบาลที่มีการใช้ความรุนแรง
ให้ไปที่ศาลากลางจังหวัดทันที

จากนั้น ก็มีการก่อเหตุรุนแรงทั่วกรุงเทพ ทำยุทธวิธีดาวกระจาย ไปกระทรวงการคลัง ศาลรัฐธรรมนูญ ฯลฯ เอาทั้งถังแก๊ส
มาจุดไฟ เผารถ สร้างความวุ่นวาย ทำลายบรรยากาศ


เชาวริน: ถ้าท่านพูดอีก กูประท้วงด้วยการเดินออก กูไม่ฟังมึง......( เสือกทำไม ไอ้จรกา )


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ: เมื่อได้มีการเผาบ้านเผาเมืองกันนั้น ก็เชื่อมโยงมาถึงการเผารถเมล์ สน.ต่างๆก็ได้รับคดีไปสอบสวนอยู่ เขาก็ไม่ได้เลิก
นี่ยังรวมไปถึงการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำ อริสมันต์( พงษ์เรืองรอง) นำม็อบไปพังการประชุมอาเซียน แล้วกลับมาฉลองที่กรุงเทพ

( ระหว่างนั้น นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาฯ ทำหน้าที่ ประธานที่ประชุมสภา ได้พยายาม ควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ โดยขอให้ทั้งสองฝ่าย อยู่ในประเด็น คดีเผารถเมล์ไปถึงไหน )


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ: ท่านประธานต้องเข้าใจ คือ เขาใส่ร้ายว่าช่วง 12-13 เมษา 2552 เราทำศพหาย ขนศพหนี
เราขอยืนยันว่าตลอดเวลาที่มีการควบคุมสถานการณ์ เราไม่ได้ทำให้ใครตายแม้สักคนเดียว กรณีที่มีคนตายเกิดขึ้นในขณะนั้นจริง ที่ตลาดนางเลิ้ง ไม่ได้เกิดในเหตุการณ์ และที่ตาย เพราะมีผู้ชุมนุมพยายามเอารถประจำทางไปคั่นที่ตลาดนางเลิ้ง ชาวตลาดนางเลิ้งกลัวว่าผู้ชุมนุมจะเผารถ เผาตลาด ชาวตลาดนางเลิ้งเลยพยายามออกมาประท้วง ผู้ชุมนุมเลยออกไป ตอนนั้นประมาณบ่ายสาม

พอทุ่มหนึ่ง ผู้ชุมนุมก็กลับมาใหม่ มากันประมาณ 70-80 คน ก็มีการทะเลาะกัน มีปากมีเสียง แล้วผู้ชุมนุมก็ยิงคนตลาดนางเลิ้ง

กรณีที่ตาย 2 ศพ จึงไม่ใช่การกระทำของรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่ได้มีความโกรธเคืองกับชาวตลาดนางเลิ้ง แต่เป็นการทะเลาะกันระหว่างชาวตลาดนางเลิ้งกับผู้ชุมนุม ศพ 2 ศพก็ไม่ได้หาย แล้วที่บอกว่ารัฐบาลขนศพหนี เป็นการใส่ร้าย
ท่านก็เอาไปป่าวประกาศทั่ว แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะไม่มีหลักฐาน ถึงขนาดลงทุนตัดต่อคลิปเสียงใส่ร้ายว่าท่านอภิสิทธิ์สั่งฆ่า

แม้แต่ชาวดินแดนเอง ก็โดนเอารถแก๊สไปจอด ข่มขู่เขาว่าจะเผา

อีกคันหนึ่งก็จอดที่ซอยรางน้ำ ที่คิง พาวเวอร์ นี่ก็ไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาล

ผมขอตอบข้อกล่าวหาของคุณเชาวริน ว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ได้ทำ แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมทำกันเอง ทำกันเป็นระบบ วางแผนมาอย่างดี มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความรุนแรง เพื่อให้เกิดสถานการณ์ เหมือนครั้งพฤษภาคม 2535 จะได้มีการต่อรองได้ เรียกร้องสิ่งที่ต้องการ
แต่ปรากฏว่าทำไม่จบ จนปี 2553 ก็มาขยายผลต่อและมีอาวุธเข้ามาเกี่ยวข้อง

นี่เป็น เพียงออร์เดิร์ฟ จานร้อน ก่อนศึกจริงจะระเบิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมง ข้างหน้า

เชื่อว่า สภาเดือดระอุ เมื่อ จตุพร พรหมพันธ์ ปะทะ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในประเด็นคำถามร้อนๆ เช่น ใคร(วะ)เผา เซ็นทรัลเวิล์ด 91 ศพ ตายเพราะน้ำมือใคร เสื้อดำคือใคร ?

เชื่อแน่ว่า อุณหภูมิปรอทแตกแน่ !!!

เพราะต่างฝ่ายต่าง ผ่านเหตุการณ์สงกรานต์เลือดปี52 และกระชับพื้นที่เดือนพฤษภาคม 2553 มาเหมือนๆกัน แต่เห็นเหตุการณ์ไม่เหมือนกัน

เพราะนี่คือ ราโชมอน ประตูผีแห่งราชประสงค์ !!!