WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 19, 2011

รายงาน: วิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น ประเทศไทยควรเรียนรู้อะไร

ที่มา ประชาไท

จากกรณีการเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค.54 ที่ผ่านมา จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศ สร้างความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดต่อชาวญี่ปุ่นรวมทั้งประชาคมโลก ในส่วนของประเทศไทยเองกรณีดังกล่าวก็ได้รับการพูดถึงในวงกว้างทั้งในเรื่องเหตุการณ์เฉพาะหน้า และแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

15 มี.ค.54 กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนที่คัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในประเทศไทย จาก 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี นครสวรรค์ ตราด ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฏร์ธานี และนครศรีธรรมราช จัดเวทีสาธารณะเรื่อง “วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่น” ณ สภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย กรุงเทพฯ เพื่อร่วมกันพูดคุยถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และแถลงจุดยืนต่อกรณีการผลักดันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย

ภาพเหตุการณ์ระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่่ปุ่น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ญี่ปุ่น
วิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ เครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง กล่าวให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นมีทั้งหมด 17 แห่ง รวมแล้วมีปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 55 เครื่อง กำลังการผลิต 49,315 MW สำหรับที่โรงไฟฟ้าฟุกุชิมะ (Fukushima) มีอยู่ 2 กลุ่ม ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ในส่วนเตาปฏิกรณ์กลุ่มแรก (Fukushima Daiichi) มีเตาปฏิกรณ์ 6 เครื่องที่ถูกใช้งาน ส่วนอีก 2 เครื่องอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยเตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 (400 MW) 2 (700 MW) และ 3 (700 MW) ที่มีการระเบิดอยู่ในกลุ่มนี้ ส่วนอีกกลุ่ม (Fukushima Daini) มีเตาปฏิกรณ์ 4 เครื่อง ทั้งนี้เตาปฏิกรณ์หมายเลข 1 สร้างขึ้นเมื่อกว่า 40 ปีมาแล้ว

วิฑูรย์กล่าวให้ข้อมูลจากข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ในญี่ปุ่นด้วยว่า วิศวกรผู้ออกแบบเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่เกิดปัญหา ได้ตอบคำถามของนักข่าวต่างประเทศเรื่องอายุการใช้งานว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องเก่าหรือไม่ เพราะแม้แต่โรงที่ใหม่ที่สุดหากเจอสถานการณ์แบบเดียวกันก็จะเกิดปัญหาเช่นเดียวกันนี้ ความหมายตรงนี้ก็คือว่าทุกเครื่องที่มีอยู่ในญี่ปุ่นได้มีการเช็คความพร้อมแล้ว ซึ่งในความเป็นจริงก็มีระบบหล่อเย็นรองรับอยู่อีก 2 ระบบหลังจากที่ระบบแรกเกิดขัดข้อง

วิฑูรย์กล่าวอธิบายว่าเตาปฏิกรณ์ดังกล่าว เป็น “ปฏิกรณ์แบบน้ำเดือด (Boiling Water Reactor: BWR)” โดยในเตาปฏิกรณ์ชั้นในจะมีแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ เมื่อแท่งเชื้อเพลิงทำงาน จะเกิดปฏิกิริยาที่ปล่อยความร้อนและรังสีออกมา ส่วนน้ำที่อยู่โดยรอบแท่งเชื้อเพลิงคือน้ำบริสุทธิ์ ซึ่งเมื่อได้รับความร้อนก็จะกลายเป็นไอน้ำและเกิดแรงดันที่จะไปหมุนกังหันเพื่อปั่นไฟฟ้า จากนั้นไอน้ำจะถูกส่งไปตามท่อเพื่อเข้าสู่ระบบหล่อเย็นที่นำน้ำจากทะเลมาช่วยลดอุณหภูมิให้ไอน้ำเกิดการควบแน่นจนกลายเป็นน้ำ เพื่อกลับไปในระบบต่อไป

ภาพระบบการทำงานในเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์

แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทำให้ “ระบบหยุดทำงานอัตโนมัติ” ทำงานโดยทันทีเพื่อยุติปฏิกิริยานิวเคลียร์ในเตาปฏิกรณ์ชั้นใน โดยมีตัวหน่วงปฏิกิริยา (แท่งสีดำระหว่าง แท่งสีชมพูเข้ม) ใส่ลงไป ซึ่งปฏิกิริยาจะไม่ได้หยุดลงทันทีทันใด แต่จะค่อยหยุดๆ ดังนั้นแล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องมีน้ำหล่อเย็นอยู่ตลอดเวลาไม่ให้แท่งเชื้อเพลิงร้อนจนละลายและทำให้สารกัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายออกมา แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ ระบบหล่อเย็นหยุดทำงานเนื่องจากได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว แม้จะมีระบบหล่อเย็นที่ 2 ทำงานทันทีหลังจากนั้น ด้วยการเดินเครื่องยนต์ดีเซลปั่นกระแสไฟฟ้าให้ระบบทำงานได้ แต่เครื่องยนต์ดีเซลก็ได้รับความเสียหายจากคลื่นสึนามิที่โถมเข้าใส่โรงไฟฟ้าหลังเกิดแผ่นดินไหว จนไม่สามารถทำงานได้

จากนั้น ระบบที่ 3 ซึ่งใช้แบตเตอรี่ก็ทำงานต่อทันที เพื่อให้มีไฟฟ้าเดินเครื่องในระบบหล่อเย็นแต่ก็เกิดความล้มเหลว ในขณะที่แท่งเชื้อเพลิงร้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอ จนแท่งเชื้อเพลิงโผล่พ้นน้ำซึ่งทำให้แท่งเชื้อเพลิงร้อนเร็วขึ้น วิธีการขั้นต่อมาจึงมีการลดความดันโดยปล่อยไอน้ำออกมา ซึ่งเท่ากับเป็นการตัดสินใจยอมให้สารปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีโดยตรงหลุดออกไปในชั้นบรรยากาศ แต่ก็ยังแก้ปัญหาความร้อนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ ต่อมาได้มีการใช้สารบอแร็กซ์ (Borax) ใส่ลงไปเพื่อลดปฏิกิริยาแต่ก็เอาไม่อยู่ สุดท้ายจึงเป็นการตัดสินใจเอาระบบสูบน้ำทะเลเข้าไปท่วมในเตาปฏิกรณ์

“การตัดสินใจเลือกที่จะเอาน้ำทะเลไปคุม เขาบอกว่ามันเป็นการตัดสินใจที่หมดหวังแล้ว เพราะหลังจากนี้เครื่องจะใช้ต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องเลิก และก็ไม่รู้ว่าน้ำทะเลที่เอาเข้าไปในขณะนี้จะหยุดได้ไหม เพราะแท่งปฏิกรณ์ก็ยังคงร้อนต่อไป” วิฑูรย์กล่าว

การระเบิดของไฮโดรเจน ที่ทำให้กัมมันตภาพรังสี เช่น ไอโอดีน-131 และ ซีเซียม-137 แพร่กระจายออกมา

หากแท่งเชื้อเพลิงร้อนจนหลอมละลาย จะทำให้สารรังสีแพร่กระจายลงมาสู่ดินและปนเปื้อนในน้ำใต้ดิน

ขณะที่ด้านบนก็มีการแพร่กระจายทางอากาศ

แท่งเชื้อเพลิงใช้แล้ว และข้อกังวลที่ยังไม่ถูกอธิบาย
วิฑูรย์กล่าวด้วยว่า จากการแถลงข่าวมีการอธิบายว่าการทำให้น้ำทะเลไหลเข้าไปในเตาปฏิกรณ์ ต้องฉีดด้วยความเร็วสูงอยู่ตลอดเวลา โดยเชื่อว่าในขณะนี้ถ้ายังฉีดน้ำทะเลให้มีแรงดันสูงไปหล่อเย็นตลอดเวลาได้น่าจะคุมไม่ให้แท่งเชื้อเพลิงเกิดการหลอมละลายได้ ทั้งนี้ ในเตาปฏิกรณ์ยังมีแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วแช่ไว้อยู่ด้วยเพื่อให้เย็นลง ซึ่งจะต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ก่อนที่จะถูกนำไปเก็บในแคปซูลภายนอก ดังนั้น กัมมันตภาพรังสีที่จะปล่อยออกมาจึงไม่ใช่เฉพาะจากแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้งานอยู่ และไม่สามารถรู้ได้ว่าในเตาปฏิกรณ์แต่ละเครื่องจะมีแท่งเชื้อเพลิงอยู่กี่อัน ซึ่งตรงนี้การชี้แจงที่ผ่านมาก็ไม่มีการพูดถึงว่า แท่งเชื้อเพลิงที่หลอมละลายจะส่งผลต่อแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วที่ถูกเก็บไว้ด้านล่างอย่างไร

“ขั้นตอนมันสะท้อนว่า เขาคุมไม่ได้ ปัญหาที่มีการวางไว้ว่าหากเกิดเหตุการณ์ หนึ่ง แก้สอง สาม สี่ มันหลุดไปทีละเปลาะ และก็เกิดตามกัน 3 โรง โรงที่ 1 นำหน้าแล้วโรงที่ 2 ที่ 3 ตามมาเรื่อยๆ แล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ ทั้ง 3 โรงมาอยู่ในสถานะที่เกือบใกล้เคียงกันแล้ว คือเอาน้ำทะเลฉีดเลี้ยงไว้ทั้งหมด นี่คือสภาพที่เป็นอยู่”

ส่วนเรื่องที่มีการระเบิด ก็ยังมีคำอธิบายที่ไม่กระจ่างชัดในการแถลงข่าวของบริษัทผู้ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่าไฮโดรเจน(Hydrogen) ที่มารวมตัวกับออกซิเจน (Oxygen) จนทำให้มีการระเบิดของเตาปฏิกรณ์ทั้ง 3 เครื่อง มาจากไหน และคำถามสำคัญคือ การระเบิดของไฮโดรเจนนั้นมีการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีออกมาหรือไม่ เพราะถือเป็นการระบายออกที่รุนแรง เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ที่ได้มีการปล่อยแรงดันไอน้ำออกมา ซึ่งก็มีการยอมรับแล้วว่ามีการปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมาด้วย

นอกจากนั้นยังมีคำถามเกี่ยวกับการเอาน้ำทะเลฉีดเข้าไปเพื่อคุมความร้อนของแท่งเชื้อเพลิงโดยตรง ซึ่งน้ำจำนวนมากเหล่านี้มีจะมีการปนเปื้อนและถูกระบายออกไป ตรงนี้จะทำให้เกิดการปนเปื้อนของน้ำในดินและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ซึ่งอาจจะน่ากลัวกว่าการปนเปื้อนในอากาศ อีกทั้งประสิทธิภาพของการใช้น้ำทะเลเพื่อคุมความร้อนนี้จะทำได้นานหรือประสบความสำเร็จมากแค่ไหน

ชี้แม้ไม่กระทบโดยตรง แต่ผลทางอ้อมก็ไม่ควรมองข้าม
ส่วนประเด็นเรื่องความเข้มข้นของรังสีที่ว่ามากน้อยแค่ไหน วิฑูรย์แสดงความเห็นว่า เรื่องนี้สำคัญน้อยกว่าที่ว่าปัญหาที่กำลังแก้นั้นแก้ได้หรือยัง เรื่องกัมมันตภาพรังสีที่หลุดออกมาเชื่อว่าหลังจากนี้ข้อมูล ข้อเท็จจริงคงออกตามมา แต่ข้อสำคัญก็คือว่าการจัดการปัญหา วิธีการแก้ปัญหา และผลจะที่ตามมา โดยเฉพาะเรื่องของการรั่วไหลของรังสีมันจะมีบทเรียนอะไรที่โรงไฟฟ้าอื่นๆ ที่กำลังดำเนินการอยู่จะสามารถนำไปใช้ได้ อีกทั้ง เรื่องผลต่อสุขภาพของผู้คนนั้นมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องอยู่ด้วย เช่น อยู่ในวัยไหน ได้รับสารปนเปื้อนจากอะไร แต่ที่แน่นอนคือมันได้รั่วไหลแล้ว และไม่ใช่เรื่องเหมือนที่ว่าไปเปื้อนอะไรแล้วล้างออกได้ แล้วก็จบ

“ประเด็นมันอยู่ที่ว่าเมื่อใดที่มีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี รัฐหรือผู้ที่รับผิดชอบควรจะต้องมีกระบวนการติดตามมาอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากบทเรียนของเชอร์โนบิล (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ในสหภาพโซเวียต ระเบิดเมื่อ ค.ศ.1986) มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เกิดเหตุการณ์ตรงนั้นแล้วก็จบ แจกไอโอดีนก็ป้องกันได้แล้ว คนที่โดนรังสีก็เอาเสื้อผ้าออกแล้วอาบน้ำ แล้วก็จบ พูดอย่างนี้มันง่ายเกินไป” วิฑูรย์ให้ความเห็น

วิฑูรย์กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลโดยทั่วไป มีอุบัติเหตุของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีความรุนแรง ระดับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทรีไมล์ไอส์แลนด์ (ค.ศ.1979) คือความรุนแรงระดับ 5 เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นับจากกรณีของเชอร์โนบิลเป็นต้นมา และทุกวันนี้ทั่วโลกต้องใช้เงินกว่า 300 ล้านเหรียญเพื่อจัดการกับเรื่องเหล่านี้ ทั้งนี้สถาบันเทคโนโลยีแมสสาชูเสตต์หรือเอ็มไอที ได้มีการศึกษาและคาดการณ์ว่าหากการเพิ่มของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังเป็นเช่นในปัจจุบัน คาดว่าภายในปี 2555 จะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในระดับเชอร์โนบิลจะเกิดขึ้นอย่างน้อย 4 ครั้ง โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย และหลังการแถลงผลการศึกษาไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ครั้งนี้ขึ้น

เรื่องผลกระทบต่อประเทศไทย เป็นคำถามที่ไม่อาจตอบได้ว่าในขณะนี้ว่ามีหรือไม่มี เพราะเรื่องการปนเปื้อนนั้นจากเหตุการณ์ที่เชอร์โนบิล มีการห้ามไม่ให้เด็กๆ บริโภคนมที่มาจากเขตนั้นนานอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหมายถึงว่าขอบเขตของปัญหานี้มันเข้าไปในห่วงโซ่อาหาร เพราะฉะนั้นไม่สามารถบอกได้ด้วยเงื่อนเวลา แต่คำพูดที่คาดการณ์เป็นสิ่งที่มองเห็นในแง่กายภาพ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่มองเห็นยังไม่น่ากลัวเท่ากับสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะเราไม่รู้ว่าผลกระทบทางอ้อมของมันจะเป็นอย่างไร

“เพราะฉะนั้นเวลาที่เขาบอกว่าไม่โดนหรอกไทย แล้วเราก็โล่งอกไป ผมว่าคงไม่ใช่ เราจำเป็นที่จะต้องดูในเชิงที่เป็นทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว และดูทั้งทางตรง-ทางอ้อม ต้องดูว่าสิ่งที่ไม่ได้ถูกระบุให้ชัด อย่าไปวางใจว่าไม่มีปัญหาอะไร” วิฑูรย์กล่าว

ด้านธารา บัวคำศรี ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ประจำประเทศไทย กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงกรณีการระเบิดของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ว่ามีความน่าสนใจ เพราะเตาปฏิกรณ์ตัวนี้ใช้เชื้อเพลิงผสมระหว่างธาตุพลูโตเนียม และธาตุยูเรเนียม เนื่องจากแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วจะสามารถนำไปผ่านกระบวนการเพื่อให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งตรงนี้จะมีอันตรายมากกว่าแท่งเชื้อเพลิงยูเรเนียมปกติ พร้อมโชว์ภาพสไลด์แบบจำลองที่คาดการณ์การแพร่กระจายของกัมมันตภาพรังสีหากเกิดการระเบิด เมื่อคำนวณจากทิศทางลมและความรุนแรงของการระเบิด


ภาพแบบจำลองที่แสดงให้เห็นว่าหากเกิดการระเบิดจะส่งผลกระทบถึงโตเกียว


ภาพแบบจำลองอีกแบบจำลองหนึ่งซึ่งทำขึ้นภายหลังเกิดการระเบิดครั้งแรกที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 1

ขณะที่ สันติ โชคชัยชำนาญกิจ นักวิชาการจากกลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต กล่าวว่ากรณีการปล่อยไอน้ำเพื่อลดแรงดันนั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำแต่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากแรงดันในแกนปฏิกรณ์เพิ่มมากขึ้นอาจเกิดการระเบิด ดังนั้นจึงต้องลดแรงดัน แต่การปล่อยไอน้ำไปในอากาศ กัมมันตภาพรังสีก็จะถูกปล่อยออกมาด้วย ส่วนคำถามที่ว่าไฮโดรเจนที่เกิดระเบิดนั้นมาจากไหน ความจริงคือมาจากแท่งเชื้อเพลิงปฏิกรณ์ความร้อนสูงที่อยู่ในน้ำ และตัวโครงครอบที่ระเบิดไปแล้วนั้นวัตถุประสงค์คือเพื่อป้องกันไม่ให้ไฮโดรเจนแพร่กระจายออกไป

สันติกล่าวถึงข้อสังเกตด้วยว่า จากการรายงานข่าวเชื่อได้ว่าการระเบิดหลักจากนั้นมีการแพร่กัมมันตภาพรังสีออกมาด้วย เพราะหลังจากที่มีการระเบิดมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยมีการอพยพคนหลายหมื่นออกห่างจากพื้นที่ 10 กิโลเมตร และขยับออกมาเป็น 20 กิโลเมตร ระหว่างนั้นเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ก็เกิดระเบิด จึงได้มีการประกาศให้คนหลายร้อยคนที่ยังอพยพออกจากพื้นที่ไม่หมดรีบกลับเข้าไปในตัวอาคาร

ทั้งนี้ รังสีที่แพร่กระจายออกมามีหลายชนิดมาก แต่ที่ถูกให้ความสำคัญมี 2 ตัว คือ ไอโอดีน-131 กับซีเซียม-137 และวิธีการแก้ปัญหาด้วยการกินไอโอดีนก็คือร่างกายจะได้เอาไอโอดีนที่กินเข้าไปไปสะสมอยู่ที่ต่อมไทรอยด์ เมื่อร่างกายได้รับสารไอโอดีน-131 ก็จะไม่มีที่สะสมและจะถูกขับออกจากร่างกาย ตรงนี้เป็นวิธีป้องกันแต่ผลกระทบชนิดเดียวคือมะเร็งต่อมไทรอยด์ ส่วนซีเซียม-137 นั้นจะส่งผลกระทบต่อกระดูก และยังมีสารตัวอื่นๆ อีก

สันติแสดงความเห็นด้วยว่า สถานการณ์ขณะนี้อาจไปไกลกว่าการลดแรงดัน เพราะทางบริษัทออกมายอมรับว่าแท่งเชื้อเพลิงบางส่วนอาจกำลังหลอมละลายเพราะไม่มีใครรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในเตาปฏิกรณ์ ทั้งนี้การหลอมละลายหมายถึงว่าตัวแท่งเชื้อเพลิงซึ่งมีลักษณะเป็นแท่ง (แท่ง Zircaloy มีจุดหลอมเหลว 2,200 องศาเซลเซียส) ที่บรรจุแคปซูลที่ห่อหุ้มธาตุยูเรเนียมเอาไว้ หากท่อตรงนี้หลอมละลาย แคปซูลยูเรเนียมก็จะหล่นลงมาและหลอมละลายผนังโลหะเตาเผาปฏิกรณ์ ทำให้กัมมันตภาพรังสีรั่วออกมาภายนอก ซึ่งตามความเห็นส่วนตัวมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งถือว่าน่ากลัวมาก

“เรื่องการรั่วไหลของรังสีในญี่ปุ่นนั้นเกิดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งอาจจะไม่รุนแรงเท่าครั้งนี้ แล้วแต่ละครั้งทางบริษัทและทางรัฐบาลจะพูดในเสียงเดียวกันในการประกาศต่อประชาชน พอปิดไม่ได้ก็จะยอมรับว่ามีการรั่วไหลของรังสี แต่อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตราย ส่วนครั้งนี้ที่น่าสนใจ คือมีคำพูดเพิ่มเติมมานิดหนึ่งว่า อยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายในทันใด ก็หมายความว่าต้องรอดูต่อไปในอนาคต นี่คือสิ่งที่พูดตั้งแต่ก่อนเครื่องหมายเลข 1 ระเบิด” สันติกล่าว

การคัดค้านนิวเคลียร์ในญี่ปุ่น
ทั้งนี้ จากแผนที่รัฐบาลเคยวางที่จะสร้างทั้งหมด 37 โรง (นับตั้งแต่ปี 1960) แต่ถึงปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมด 17 โรง นอกเหนือจากความล่าช้าในกระบวนการก่อสร้างเองแล้ว ส่วนหนึ่งที่ทำให้โครงการหลายๆ โครงการต้องล้มไปนั้นเป็นผลจากการคัดค้านของประชาชนในญี่ปุ่น ทั้งโดยการทำประชามติของคนในพื้นที่ บางพื้นที่ไม่ยอมให้มีการขายที่ดิน และในบางพื้นที่มีการออกกฎหมายทำประชามติ ซึ่งผลคือการไม่ให้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

วิฑูรย์กล่าวถึงการเริ่มต้นโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นว่า หลังจากญี่ปุ่นถูกทิ้งระเบิดปรมาณูโดยสหรัฐฯ และกลายเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม สหรัฐฯ ได้เข้าไปมีอิทธิพลทางการเมืองในญี่ปุ่น และมีการร่างรัฐธรรมนูญไม่ให้ญี่ปุ่นเป็นเจ้าของนิวเคลียร์ แต่ในอีกทางหนึ่งสหรัฐฯ ก็ต้องการใช้นิวเคลียร์ โดยสร้างภาพในมุมตรงกันข้ามว่าเป็นนิวเคลียร์เพื่อสันติ ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่สหรัฐฯ ทำก็คือการไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้ญี่ปุ่น ซึ่งในขณะนั้นไม่มีใครค้านได้เนื่องจากญี่ปุ่นอยู่ในภาวะผู้แพ้สงคราม แต่เมื่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้เริ่มและเกิดการขยายตัวมากขึ้น คนญี่ปุ่นก็มีการออกมาคัดค้าน

ต่อคำถามที่ว่าทำไมต้องมีนิวเคลียร์ วิฑูรย์กล่าวว่าคำตอบมักมีการอ้างเหตุผลเรื่องความต้องการไฟฟ้า แต่ความต้องการไฟฟ้าสูงสุดของญี่ปุ่นตั้งแต่ปี ค.ศ.1969-2009 พบว่า ตั้งแต่ปี 1995 ความต้องการไฟฟ้าของญี่ปุ่นไม่ได้เพิ่มขึ้น ขณะที่บางปีกลับลดลง ตรงนี้น่าจะเป็นคำตอบของไทยด้วยต่อการบอกว่าความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความจริงแล้วถึงจุดหนึ่งมันจะไม่เป็นอย่างนั้น ตรงนี้จึงเกิดคำถามอะไรคือเหตุผลของการก่อสร้าง ซึ่งคำตอบก็คือเรื่องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมพลังงานที่ทำให้ต้องมีโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องของความต้องการไฟฟ้าจริงๆ

วิฑูรย์ยังได้ตัวอย่างของอุบัติเหตุและเหตุขัดข้องในญี่ปุ่นปี 2009 ว่ามีถึง 360 กรณี ภายในปีเดียว อุบัติเหตุครั้งสำคัญเช่น ปี 1989 ที่ฟุจิยามะ กลุ่มที่ 2 เตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 เคยเกิดระบบปั๊มน้ำหล่อเย็นมีปัญหา และเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี 2007 ซึ่งทำให้เกิดปัญหากับโรงไฟฟ้าคาชิวาซากิ คาริวะ (Kashiwazaki.Kariwa) ก็ทำให้ประชาชนออกแถลงการณ์คัดค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

“จริงๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องอุบัติเหตุ หรืออุบัติการณ์ทางธรรมชาติที่เราไม่รู้เรื่อง แต่มันมีการทำให้เห็นแล้วว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นกี่ครั้งและเกิดตรงจุดไหนได้บ้าง” วิฑูรย์กล่าว

ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อบทเรียนปัญหานิวเคลียร์
วิฑูรย์กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันจะไม่ตัดสินและสั่งให้กระทรวงพลังงานไปดูทางเลือกว่าหากไม่มีนิวเคลียร์จะเป็นอย่างไร ซึ่งประเมินได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ต้องการเจอปัญหาการคัดค้านเรื่องนี้ในตอนเลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีการพูดให้เด็ดขาด หลังจากที่เกิดกรณีปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในญี่ปุ่นขึ้นก็ได้มีความเห็นจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันไป โดยในส่วนกระทรวงพลังงานออกมาบอกว่าแม้จะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นก็จะไม่มีการทบทวนนโยบายเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกแล้ว เพราะมีการบรรจุลงในแผน PDP 2010 แล้ว ทั้งที่ยังอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูล ไม่ถึงขั้นการตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ในขณะที่นายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกฯ ออกมาระบุว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นทำให้จะมีการทบทวนเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศไทย ทำให้เกิดความสับสน

นอกจากนั้นยังมีในเรื่องผลกระทบที่ผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญไทยบางส่วนพยายามจะออกมาบอกว่าไม่มีการรั่วไหลของรังสี ทั้งที่มีผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นออกมายอมรับในเรื่องนี้ เนื่องจากมีการคิดไปว่ากลุ่มผู้ที่ไม่เอานิวเคลียร์จะได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ ทั้งนี้โดยส่วนตัวคิดว่าท่าทีดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เพราะสังคมควรที่จะมีการเรียนรู้ประสบการณ์และนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่การปิดกั้นข้อมูล ซึ่งเขาพบว่าเว็บไซต์หนึ่งซึ่งติดตามและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนิวเคลียร์ถูกบล็อคซึ่งคาดว่าน่าจะโดยกระทรวงไอซีที เนื่องจากเข้าไม่ได้และขึ้นคำว่า mict.go.th ตรงนี้สอดคล้องกับคำเตือนที่ได้รับก่อนหน้านี้ว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ระดับโลก มีการเข้าไปบล็อคเว็บไซต์บางแห่ง ซึ่งอาจโยงมาถึงประเทศในเอเชียด้วย

“กระบวนการเรียนรู้ ทำไมเราถึงไปคิดว่าประชาชนโง่ ไม่สามารถที่จะรู้ความจริง ต้องมีการกรองและจำกัดการรับรู้ข้อมูล ซึ่งผมติดว่าตรงนี้มันไม่น่าจะถูกต้อง” นายวิฑูรย์แสดงความเห็น

เสวนา: การหายตัวของทนายสมชายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับคนไทยทุกคน

ที่มา ประชาไท

วานนี้ (17 มี.ค.54) มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ (The Justice for Peace Foundation-JPF) และคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (The International Commission of Jurists –ICJ) จัดกิจกรรมสาธารณะเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นด้านหลักการทางกฎหมายและข้อกังวลเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง โดยเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกับคดี ของทนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความนักสิทธิมนุษยชนมุสลิม ผู้ซึ่งกลายเป็นผู้ที่ "ถูกทำให้หายไป" เป็นเวลานานกว่าเจ็ดปี โดยงานเสวนาครั้งนี้จัดขึ้น ณ อาคารมณียา เซ็นเตอร์ นำเสวนาโดย นางอังคณา นีละไพจิตร นายโรเจอร์ นอร์มันด์ ศาสตราจารย์วิฑิต มันตราภรณ์ และ นางสาวประทับจิต นีละไพจิตร

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมาเป็นวันที่ศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษายกฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งห้านายจากความผิดฐานลักพาตัวบุคคล บังคับสูญหาย และทำให้เสียชีวิตในคดีทนายสมชาย นีละไพจิตร และในวันที่ตัดสินคดีดังกล่าวก็เป็นวันครบรอบการหายตัวไปเจ็ดปีของทนายสมชาย การตัดสินพิจารณาคดีในครั้งนี้จึงถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง หลังจากที่คนรอบข้างต่างก็รอความหวังจากกระบวนการยุติธรรมมานานถึงเจ็ดปี

ก่อนการเสวนา ผู้ดำเนินรายการได้กล่าวถึงลำดับเหตุการณ์ ”ถูกทำให้หายตัวไป" ของทนายสมชาย นีละไพจิตร ตั้งแต่การเริ่มหายตัวไปในวันที่ 12 มีนาคม 2547 จนถึงวันที่ 11 มีนาคม 2554 ซึ่งศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยพิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ยกฟ้อง พ.ต.ต.เงิน ทองสุก จำเลยที่ 1 และตัดสินว่า โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจเข้ามาในการพิจารณาของศาล

จากนั้นผู้ดำเนินรายการได้เปิดประเด็นโดยชวนผู้เข้าร่วมเสวนาตั้งคำถามต่อคดีทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่มีความเป็นคดีที่ไม่ปกติ โดยเกี่ยวข้องถึงการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ เกี่ยวโยงกับปัญหาทางการเมืองของสามจังหวัดภาคใต้ และรวมถึงรัฐบาลแต่ละสมัยที่ล้วนแต่แสดงความเพิกเฉยต่อคดี จากนั้นจึงเริ่มการอภิปราย

แฉพยานถูกคุมคาม มาตรการคุ้มครองพยานล้มเหลว

นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ กล่าวว่านายสมชายต้องการเป็นทนายความเพราะต้องการต่อสู้กับความเหลื่อมล้ำในสังคม คุณภาพชีวิตของเพื่อนมนุษย์ และการเอารัดเอาเปรียบในสังคม โดยเชื่อมั่นและไม่เคยท้อถอยต่อกระบวนการยุติธรรม เป็นจุดเริ่มต้นในการทำคดีที่เกี่ยวข้องกับระหว่างชาวมุสลิมกับภาครัฐ และหลังจากนั้นเป็นต้นมา ก่อนการเสียชีวิตมักจะมีเหตุการณ์คุกคามต่างๆ เช่น การข่มขู่ทางโทรศัพท์

สำหรับความคืบหน้าในคดีทนายสมชายที่ผ่านมานั้น ศาลเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอ พยานกับประจักษ์พยานไม่สอดคล้องกัน ควรยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย จึงยกฟ้องทั้งหมด

"พยานหลักฐานที่สำคัญได้ถูกทำลาย” นางอังคณากล่าวถึงหลักฐานการโทรศัพท์และพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ปรากฏพบก่อนหน้านี้ ซึ่งก็น่าแปลกใจว่าเหตุมใดในเวลาต่อมาจึงมีผลออกมาว่าไม่พบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ใดๆเลย ขณะที่ประจักษ์พยานซึ่งเป็นผู้ที่เห็นเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุก็ถูกคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด

นางอังคณาได้ย้ำทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับพยานหลักฐานและพยานบุคคลในคดีการหายตัวของนายสมชาย นำไปสู่คำถามว่า เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้กระทำผิด เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้สืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานแล้วส่งศาล สุดท้ายประชาชนจะได้ความเป็นธรรมได้อย่างไร

ชี้คดีทนายสมชายมีประเด็นทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

นายโรเจอร์ นอร์มันด์ ผู้อำนวยการโครงการเอเชีย- แปซิฟิค คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า กรณีทนายสมชาย นับว่าเป็นกรณีสำคัญของคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล ถ้ากรณีลักษณะนี้เกิดขึ้นกับทนายสมชายได้ ก็สามารถเกิดขึ้นกับทุกคนได้เช่นกัน พร้อมตั้งคำถามว่า “มีใครยังเชื่ออยู่บ้างไหมว่าทนายสมชายยังมีชีวิตอยู่” และ “คุณเชื่อหรือไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เบื้องหลัง”

นอร์มันด์เห็นว่า คดีทนายสมชาย เป็นตัวอย่างของพลเมืองไทยที่ไร้การคุ้มครองจากรัฐ และก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหทางกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองด้วย

นายนอร์มันด์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองของไทย มีส่วนอย่างสัมพัน์กับผลของคดีในหลายกรณี เช่น กรณี การเสียชีวิตของชาวมุสลิมที่ตากใบ กรณีกรือเซะ และกรณีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ภาคใต้

นายนอร์มันกล่าวว่า องค์กรนิติศาสตร์สากลเป็นกังวลกับเหตุการณ์เหล่านี้มาก ถ้าหากรัฐไทยไม่สามารถสร้างความยุติธรรม โดยเฉพาะกับคนเชื้อไทยเชื้อสายมลายูในสามจังหวัดภาคใต้ รัฐก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งได้

‘วิฑิต’ วิพากษ์ไร้ความโปร่งใสในการสอบสวนคดี

นายวิฑิต มันตราภรณ์ ศาสตราจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชน และอดีตผู้แทนพิเศษของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวในว่า การแสวงหาความยุติธรรมในไทยตกอยู่ในสถานการณ์มีความมืดมัว ขาดความโปร่งใส และไม่ชัดเจนอยู่มาก

นายวิฑิต กล่าวว่า "การอุ้ม" เป็นการลิดรอนเสรีภาพของบุคคลในระดับที่รุนแรง เป็นความผิดที่มีผลต่อเนื่องจนกว่าจะมีการเปิดเผยว่าคนที่ถูกทำให้หายไปนั้นอยู่ที่ไหน กรณีการอุ้มนี้ควรถือเป็นความผิดและควรมีกฏหมายรองรับเพื่อดำเนินคดีต่อผู้ดำเนินการ

ประเด็นต่อมาคือ อนุสัญญาต่างๆ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ไทยได้เคยลงนาม หรือกำลังจะลงนามกับองค์การสหประชาชาติว่า ไทยจำเป็นที่จะต้องพิจารณาในประเด็นเรื่องความผิดที่ควรมีช่วงอายุเวลาที่ยาวนานพอ การสอบสวนต้องอิสระ และต้องครอบคลุมถึงการควบคุมตัวและการโดนบังคับขืนใจ นอกจากนั้นผู้เสียหายจะต้องได้รับการชดใช้ค่าเสียหายอย่างเป็นธรรม และต้องมีการจัดตั้งกรรมการจากสหประชาชาติเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่มีความเป็นสากล สำหรับอนุสัญญาที่ไทยลงนามนั้น หากไทยได้เป็นภาคี ก็จะต้องปรับปรุงกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาที่ลงนาม และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นซึ่งไม่ใช่เพียงแค่คดีทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นคดีที่เกี่ยวกับเรื่องทางการเมืองด้วย

นายวิฑิตย้ำว่า คดีทนายสมชายไม่ใช่แค่คดีทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองในสามจังหวัดภาคใต้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสอบสวนคดีอย่างอิสระและเอกเทศ โดยไม่มีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผลของคดี เพราะที่ผ่านมาผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ล้วนเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น

เชื่อ "คนหาย" ต่อเนื่อง หลังผู้กระทำผิดคดีทนายสมชายยังลอยนวล

นางสาวประทับจิต นีละไพจิตร บุตรสาวของทนายสมชาย กล่าวว่า การลอยนวลของผู้กระทำความผิดในกรณีนี้ ส่งสัญญาณมาถึงคนทั้งประเทศว่า การทำให้บุคคลสูญหายจะยังคงไม่ยุติลง หลังจากที่ทนายสมชายหายไปเมื่อปีพ.ศ. 2547 หลังจากนั้นประเทศไทยเกิดบุคคลสูญหายเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก โดยมีหลายกรณีที่เกิดขึ้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอเพียงแต่หวังว่าหากทำให้คดีของทนายสมชายเกิดความก้าวหน้าได้บ้าง ก็น่าจะยุติหรือหยุดตัวเลขของผู้สูญหายในประเทศไทยได้ แต่วันนี้เธอพบแล้วว่าไม่ใช่อย่างนั้น

ประทับจิตกล่าวทิ้งท้ายว่า เรามักจะพูดถึง "สันติภาพ" แต่เธอเห็นว่าสันติภาพต้องไม่ใช่แค่เรื่องของความสามัคคี แต่ต้องเป็นสันติภาพที่คำนึงถึงความหลากหลาย สันติภาพที่มีคุณภาพ และมีความเป็นธรรม และหวังว่าประเทศไทยจะเร่งรัดลงสัตยาบันเป็นภาคีว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยบุคคลสูญหาย เพื่อยุติการทำให้บุคคลสูญหายได้จริงๆ

สำนักกฎหมายราษฎรประสงค์: แล้วสายลมแห่งเสรีภาพก็พัดหวน… ศาลให้ประกันเอกชัย ผู้ต้องหาว่าขายซีดีหมิ่นฯ

ที่มา Thai E-News


โดย สำนักกฎหมายราษรประสงค์
18 มีนาคม2554

วันนี้ เวลา ๑๕.๓๐ น. ศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายเอกชัย หงส์กังกาน ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาว่าเป็นคนขาย VCD …
ทั้งนี้ บิดา ได้หอบหลักทรัพย์เพื่อวางเป็นประกันจำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท
อนึ่ง ยังมีจำเลยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอีกจำนวน ๒ คนที่รอการประกันตัวคือ


๑.นายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ( ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ดูแลเวปไซด์ นปช.ยูเอสเอ และโพสข้อความหมิ่นฯ ศาลตัดสินจำคุก ๑๓ ปี )

๒.นายอำพล ตั้งนพกุล (อากงวัย ๖๑ ถูกกล่าวหาว่าส่ง SMS ข้อความหมิ่นเข้าโทรศัพท์เลขานายกอภิสิทธิ์ซึ่งจะขึ้นศาลนัดแรกวันจันทร์ นี้)

และอีก ๒ รายที่คดีถึงที่สุดรอการอภัยโทษ คือ

นายสุชาติ นาคบางไทร กล่าวปราศัยหมิ่นฯ
นายสุริยันต์ กกเปือย โทรศัพท์ขู่วางระเบิดศิริราช

…แล้วอาม่า กับอากง ก็ได้ลูกชายกลับมาอยู่ด้วย (ชั่วคราว) !

- - - - - -

ก่อนหน้านี้ ทนายยุทธการ แห่งสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ ได้เขียนบันทึกด้วยความเจ็บปวดเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2554 ว่า "พ่อวัย 82 หอบที่ดินผืนสุดท้ายประกันลูกชาย เหยื่อคดีหมิ่น 112"


เช้าวันนี้อากาศหนาว มีฝนตกโปรยปราย สายลมหอบเอาสองตายายวัยกว่า 82 ปีมาที่ศาลอาญาตามการนัดหมายของทนายความสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์

รถเข็น นั่นรถเข็น ! ชายแก่ค่อยๆเข็นภรรยาซึ่งพิการเข้ามาภายในรั้ว ศาลอาญา ศาลยุติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ เราเข้าไปพูดคุยจึงทราบแน่ชัดว่า อากงได้พาภรรยามาด้วย เพราะมีกันอยู่เพียง 2 คนเท่านั้นภายหลังจากที่นายเอกชัย ลูกชายถูกจับกุมในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ชนะสงครามกล่าวหาว่า เป็นผู้จำหน่าย VCD …

เราต้องเข็ญอาม่าไปขึ้นข้างหลังศาล เพราะบันไดด้านหน้านั้นสูงลิ่ว

มีปัญหาการสื่อสารเล็กน้อย เพราะทั้งสองเป็นคนไทยเชื้อสายจีน แต่การกรอกเอกสาร การเตรียมหลักประกันก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เราสี่คนแทบไม่ได้ยินเสียงอะไร แม้ในห้องที่วุ่นวายด้วยคนที่มาติดต่อราชการ ความหวัง…ลูกชาย…เสรีภาพ…

เข็มนาฬิกาตะโกนบออกว่าเป็นเวลาห้าโมงเย็น เจ้าหน้าที่เรียกชื่ออากง และนั่น แทบจะหิ้วอากงลอยไปที่หน้าเค้าเตอร์ ความหวัง…ความหวัง…

เจ้าหน้าที่อ่านคำสั่งศาลว่า “หลักทรัพย์นายประกันไม่เพียงพอตามเกณฑ์ ให้หาหลักทรัพย์มาให้ครบ 5 แสนบาทจึงจะพิจารณาสั่งต่อไป”

ผมประคองร่างอากงออกจากเค้าเตอร์ และรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของท่าน มันเลวร้าย มันเลวร้ายมากสำหรับพ่อคนหนึ่ง มันเลวร้ายมากสำหรับนักเรียนกฎหมายอย่างผม

เราออกจากศาลอาญา เหมือนร่างที่ไร้ความรู้สึก ลมหนาวเริ่มทวีความรุนแรง และคงหนาวไปถึงเรือนจำ…

“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้มาใหม่ ค่อยไปหายืมเงินมาเพิ่ม อีกสามหมื่นเอง… ไม่เป็นไร…”

เสียงอันสั่นเครือแทรกออกจากปากชายชราวัย 82 ปี

เราอาสาไปส่งอากงกับอาม่าที่บ้าน ก่อนกลับอากงขอบคุณยกใหญ่ ยัดเงินจำนวน 7 ร้อยบาทเป็นค่ารถและค่าเสียเวลาใส่มือผม

แน่นอนว่าผมปฏิเสธ ผมเป็นทนายความที่ได้รับเงินเดือนซึ่งเป็นเงินบริจาคผ่านทางสำนักกฎหมายอยู่ แล้ว และเป็นเงื่อนไขที่จะไม่รับเงิน และค่าตอบแทนอื่นใดจากลูกความ

อากงยังยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น ”เป็นน้ำใจที่มาช่วย ให้รับไว้ คนจีนเค้าถือ…”

ผมยกมือไหว้ และนัดแนะเวลาเจอกันอีกครั้งพรุ่งนี้เช้า ในมือกำเงิน 7 ร้อบบาทออกจากบ้านและเตรียมนำไปฝากให้พี่เอกชัยในเรือนจำ

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคมประชาธิปไตย สังคมที่คนถูกฉาบด้วยรอยยิ้มความเอื้ออาทร นานมาแล้ว… ผมจำได้สมัยเรียนมหาลัย

พรุ่งนี้คงเป็นอีกวันที่ลมหนาวจะหอบอากง อาม่า มาที่ศาลพร้อมหลักทรัพย์ และความหวัง … ผมจะรอที่นั่น !

ความสามัคคีเป็นสิ่งจำเป็น ( National unity is a necessity )

ที่มา Thai E-News


การที่จะเอาชนะฝ่ายเผด็จการได้นั้น ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะต้องมีวินัย และมีความสามัคคีด้วย



โดย ดร.พิทยา พุกกะมาน

ท่านทูต พิทยา พุกกะมาน พร้อมภริยา คุณเทรุโกะ ในตอนเดินทางไปเยี่ยมพี่น้องเสื้อแดงไทยในญี่ปุ่น เมื่อปลายปีกลาย

ในยามที่ประเทศญี่ปุ่นตกอยู่ในสภาวะคับขัน ไม่ว่าจะเป็นความหายนะจากสงคราม สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรือในสภาวะที่ญี่ปุ่นถูกภัยธรรมชาติกระหน่ำจนมีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและทรัพย์สินเสียหายอย่างประมาณค่ามิได้ คนญี่ปุ่นจะแสดงถึงคุณลักษณะพิเศษยากที่จะหาประเทศใดเปรียบเทียบได้

นั่นก็คือความสามัคคี ความอดทนอดกลั้น วินัย และความเสียสละ

คนไทยรู้สึกเสียใจที่มิตรประเทศเช่นญี่ปุ่นต้องตกระกำลำบาก อันเนื่องมาจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น และคลื่นยักษ์ที่นำความเสียหายอย่างหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น

ยิ่งไปกว่านั้น กัมมันตรังสีที่รั่วจากโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ในจังหวัดฟูกูชิมา ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนญี่ปุ่นทั้งประเทศ คนญี่ปุ่นต้องประสบสภาวะคลานแคลนอาหาร น้ำดื่ม ไฟฟ้า และเชื้อเพลิง ระบบคมนาคม การขนส่ง และโทรคมนาคมถูกกระทบอย่างแรง

คนญี่ปุ่นต้องอดทนต่อแผ่นดินไหวที่ตามมา หรือ aftershocks ทุก ๆ สิบห้านาทีโดยเฉลี่ย บางคนไม่สามารถนอนหลับได้จนเกิดอาการทางจิต จนกระทั่งบัดนี้ ก็ไม่มีใครรู้ได้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือเลวร้ายไปกว่านี้

ญี่ปุ่นเคยประสบความหายนะมาก่อน เช่น ความล่มสลายของประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่กรุงโตเกียวหลายสิบปีก่อน และล่าสุดที่นครโกเบ แต่คนญี่ปุ่นก็อาศัยความอดทน ความมานะและความสามัคคีจนสามารถนำพาประเทศผ่านวิกฤติและสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิมได้

ประเทศไทยก็กำลังประสบกับสภาวะวิกฤติเหมือนกัน แต่ไม่ไช่วิกฤติจากภัยธรรมชาติ หากแต่เป็นวิกฤติที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤติที่เกิดขึ้นจากการก่อรัฐประหาร โดยทหาร และฝ่ายที่นิยมเผด็จการ ซึ่งได้ทำลายระบอบประชาธิปไตยที่พระยาพหลฯ และคณะราษฎรได้ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ ๗๘ ปีก่อน

ระบอบเผด็จการที่คณะรัฐประหารก่อตั้งขึ้นมา เป็นผลทำให้ประชาชนคนไทยต้องลำบาก จนลง อีกทั้งยังถูกริดรอนเสรีภาพ ฝ่ายเผด็จการได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างไม่มีความละอายต่อชาวโลก

ถึงแม้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะถูกประหัตประหารและถูกปราบปรามอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็ยังแสดงความอดทนและอดกลั้น และยังมุ่งหน้าที่จะต่อสู้ต่อไปเพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตย และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

แต่การที่จะเอาชนะฝ่ายเผด็จการได้นั้น ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจะต้องมีวินัย และมีความสามัคคีด้วย

***************

National unity is a necessity

Written by Pithaya Pookaman

When Japan is faced with a national calamity, the Japanese people always display their guts for survival in riding out the period of difficulty.

The devastating earthquake and the tsunamis that followed that hit Japan a few days ago have galvanized the Japanese into a disciplined, stoical, patient, resilient, and humane people.

They take personal suffering for the loss of family members in strides. They have to endure hardship, food shortages, fuel shortages, electricity outages, nuclear meltdown, disruption in normal transportation, difficulty in communications and telecommunication, not to mention the recurring after- shocks that deprive them of their sleeps.

In the past, the Japanese had to endure the Great Kanto Earthquake and more recently, the Kobe Earthquake and came out with their dignity and their will for survive unscathed.

The Japanese people had to build their country and their own lives from rubbles after the end of the Second War as a defeated nation.

They had to swallow their pride and bear the indignities forced upon them by the victors.

They had to accept without question a constitution authored by a foreign country and has kept it up till this day.

Fortunately, the constitution was a democratic one and not the one crafted by the military as the result of the coup d’etat and against the will of the people.

There is no doubt that the Japanese people will summon their renown resourcefulness to come to terms with the national calamity and rebuilt their country and their lives as they have always done in the past.

Thailand is also facing a different kind of national calamity. It is not a natural disaster but a man-made one.

It is the calamity brought about by military coup d’etat which snuffs democracy in Thailand, suppresses liberty and freedom, violates human rights, and undermines and livelihood of the Thai people.

The democracy-loving Thai people are displaying the same resilient, patient, and the will for survival as the Japanese in their struggle to bring back genuine democracy which would enable them to have a better life.

At no time in the Thai history do we desperately need national unity, good governance, and justice.

มัดคออาชญากรบงการทะเหี้ย..มสังหารหมู่ เปิดคลิปตู่+วรวัจน์จัดหนักถลกหนังแฉมือเผาCTWถึงซีด

ที่มา Thai E-News


AFPเสนอภาพรายงานข่าวว่า ฝ่ายค้านได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล กล่าวหาว่า นายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ในวันสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อปีกลาย ข้ออ้างว่าผู้ชุมนุมเป็นฝ่ายเผาเป็นการโยนบาป เพราะมีหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่เป็นคนลงมือเผา โดยปล่อยให้ชายแต่งกายแบบทหารใช้ระเบิดถล่มแล้วเผา และไล่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ควบคุมเพลิงไม่ให้เข้ามาดับไฟ ขณะที่นายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวตอบโต้ว่า ฝ่ายผู้ชุมนุมเป็นผู้ที่เผาห้าง(ภาพข่าว:AFP)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
18 มีนาคม 2554


โดนจัดหนัก-สุเทพ เทือกสุบรรณ กับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 2ผู้นำรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบปกครองอำมาตย์ ถูกฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีเป็นผู้รับผิดชอบในการสังหารหมู่ผู้ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อปี 2553 ในช่วงค่ำวานนี้ โดยทั้งสองใช้กลยุทธ์ชิงโอกาสรีบโต้ทันควันในช่วงเริ่มต้นการอภิปรายประเด็นนี้ในช่วงหัวค่ำ ซึ่งเป็นเวลาไพรไทม์ของรายการโทรทัศน์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ใช้เวลาอภิปราย 3 ชั่วโมง 40 นาที โดยอ้างอิงเอกสารหลักฐานทางราชการจากDSIมัดแน่นยืนยันว่าทหารใต้การบังคับบัญชาของทั้งสองเป็นผู้สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ปราศจากอาวุธ ทั้งสองจึงต้องถูกดำเนินคดีอาชญากรผู้บงการสั่งฆ่าหมู่

ซีด-หลังการอภิปรายจบลงในเวลา02.00น.ฝ่ายค้านขอให้ทั้งสองตอบทันที แต่นายอภิสิทธิ์ขอเลื่อนไปตอบในช่วงเช้าวันศุกร์ที่18มีนาคม โดยไม่ให้เหตุผลใดๆ เขามีสีหน้าอิดโรยและลดพยศความอวดดีลงอย่างเห็นได้ชัด เชื่อได้ว่าต้องการยื้อเวลาเพื่อหาหลักฐานเอกสารมาหักล้างการอภิปรายของนายจตุพร


ที่รัฐสภาวันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาการอภิปรายของนายจตุพร โดยเริ่มต้นเมื่อเวลา 09.20น. ช่วงเริ่มต้นก็ชี้ว่านายตุพรโกหก และแก้ต่างว่าต้องให้ความเป็นธรรมกับนายทหารและทหารที่นายจตุพรอภิปรายว่า เป็นผู้ควบคุมการสังหารเสื้อแดง และเป็นผู้รับผิดชอบต่อความตาย 91 ศพ จากนั้นได้อ้างว่า ชายชุดดำซึ่งเป็นเครือข่ายก่อการร้ายของนปช.เป็นผู้รับผิดชอบการสังหาร และกล่าวหาว่าการดำเนินการของฝ่ายพ.ต.ท.ทักษิณเหมือนคอมมิวนิสต์ เพราะมีพรรคเพือไทยต่อสู้ในสภา มีมวลชนจัดตั้งเสื้อแดง มีกองกำลังชายชุดดำติดอาวุธ

นายจตุพรลุกขึ้นตอบโต้ช่วงเวลา 11.25 น.ว่า นายสุเทพไม่ยอมตอบคำถามที่เขาอภิปรายหลักฐานเอกสารจากDSIและเอกสารราชการที่ชี้ชัดว่า ทหารเป็นผู้สังหารตามคำบงการของนายสุเทพ นายอภิสิทธิ์ แต่แถไปอีกเรื่อง ซึ่งไร้หลักฐาน เป็นการหน้าด้านโกหกกลางสภา

เป็นที่น่าสังเกตว่านายอภิสิทธิ์ไม่ได้ลุกขึ้นชี้แจงใดๆ ต่อจากนายสุเทพ ทั้งที่ทำท่าว่าจะชี้แจงในตอนที่นายจตุพรอภิปรายเสร็จเมื่อคืนที่ผ่านมา

นายอภิสิทธิ์เพิ่งจะมากล่าวชี้แจงในตอนสรุปเมื่อราว21.20น. โดยยืนยันว่าฝ่ายชุมนุมมีกองกำลัง เป็นต้นเหตุของความรุนแรง รัฐบาลไม่มีเหตุผลไปฆ่าผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมยิงระเบิดใส่ทหารก่อนในวันที่10เมษายน 2553 ช่วง13-19พ.ค.ทหารอยู่ในที่ตั้งแต่ถูกโจมตี จึงกระชับพื้นที่เลยเกิดการสูญเสีย ส่วนว้นที่19เข้ายึดสวนลุมฯเพราะมีอาวุธ ช่วงบ่ายวันที่19แกนนำมอบตัวแล้ว แต่ผู้ชุมนุมระแวงก็ไปรวมตัวกันที่วัดอภัยทาน แต่มีกองกำลังเข้าไปอยู่ในวัดปทุมฯ ปัญหาจึงเกิดขึ้น

ส่วนที่นายจตุพรอ้างเอกสารศอฉ.เรื่องรายชื่อทหารที่ปฏิบัติการตามพื้นที่ให้กับDSIแล้วอ้างว่าทหารฆ่าประชาชน และว่าผมกับนายสุเทพเป็นผู้บงการ ส่วน13ศพที่นายจตุพรอ้างว่าทหารฆ่าประชาชนนั้น เขาก็ส่งกลับพื้นที่สอบสวน กรณีกระชับวงล้อมก็มีการต่อสู้ จึงเกิดปัญหา

นายอภิสิทธิ์อ้างว่าในสำนวน 13 ศพนั้น ไม่มีปากคำใครยืนยัน และบางทีก็ขัดกัน กรณี6ศพวัดปทุมฯนั้น ก็ยังไม่ชัดเจน ทำไมไม่ปล่อยให้เจ้าที่ที่เขามีหน้าที่สืบสวนสอบสวนไป การมาโยงว่านายสุเทพกับผมบงการฆ่า ไม่ได้หรอกครับ เป็นการปลุกเร้าความขัดแย้งในชาติ

สภาจะมีเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไปจนถึงเวลา 23.00 น.วันนี้ และจะลงมติ้ในเช้าวันเสาร์ที่19มีนาคม

คลิปอภิปรายซักฟอก 3 ชั่วโมง 40 นาทีโดยจตุพร



































คำต่อคำ ประเด็นการอภิปราย “ใครเผา ? central world”โดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย









ท่านประธานที่เคารพครับ

ใน การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ผมต้องขออนุญาตฝากคำขอโทษท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผ่านท่านประธานไปด้วยครับ ว่า คำอภิปรายของผมในวันนี้ อาจจะทำให้ท่านทั้ง 2 รู้สึกไม่สบายใจ

เพราะ การที่ผมอภิปราย แล้วทำให้ท่านทั้งสอง รู้สึกว่า การตอบคำถามในสภาผู้แทนราษฏร เพื่อยืดเวลาการแสวงหาข้อเท็จจริงออกไปนั้น วันหนึ่งมันก็จะถึงวันที่ มีหลักฐาน และพยาน ยืนยันอย่างชัดเจน ว่า ท่านทั้ง 2 เป็นผู้บริหารประเทศ และกล่าวคำโกหกกลางสภานั้น! เป็นการที่ ทำให้ท่านต้องหมดเครดิตทางการเมือง และต่อไป ท่านพูดอะไร ก็คงจะเชื่อได้ยาก

นับตั้งแต่วันที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ตอบคำถามผมในสภาว่าท่านไม่เชื่อข้อมูลของผม แต่ท่านบอกว่าท่านเชื่อคำพูดของยามในเซ็นทรัลเวิลด์มากกว่านั้น

นับตั้งแต่วันที่กลุ่ม นปช.ถูกควบคุมตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั้นผมก็ให้ความพยายามในการศึกษาสืบเสาะเพื่อหาคำตอบให้ได้ว่า ใครเป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ และก่อให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งนึง ในกรุงเทพมหานครกันแน่

แต่ ปริศนาว่าใครเป็นคนเผาเซ็นทรัลเวิลด์ก็ถูกกลบด้วยการประชาสัมพันธ์และการ สร้างกระแสของรัฐบาลว่าคนเผาคือพวกเสื้อแดงและการตอกย้ำเช่นนั้นก็ทำให้ทุก คนในกรุงเทพเชื่อได้เป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ได้รับผลกระทบมากๆ และก็ไม่อยากเชื่อว่าทางรัฐบาลจะกล้าสั่งการให้มีการเผาบ้านเผาเมืองด้วยตน เอง ก็คงเป็นพวกเสื้อแดงนั่นแหละ

และเรื่องมันก็ค่อยๆเงียบหายไป

แต่ท่านประธานครับ ในใจผมก็ยังมีปมที่เคลือบแคลงสงสัยอยู่หลายประการ

ประการแรกครับ จากการตอบคำถามในการอภิปรายของผมเรื่อง ทหารบนรางรถไฟฟ้า หน้าวัดปทุมวนาราม ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 และยิงประชาชน!

แต่ ท่านรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณ พยายามบอกว่า วันที่ 19 พฤษภาคม ไม่มีทหารบนรางรถไฟฟ้า ทหารบนรางรถไฟฟ้ามาวันที่ 20 พฤษภาคม และบอกว่า วันหนึ่งหลักฐานก็จะปรากฏว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ท่านประธานครับ แล้วท่านประธานฟังคลิปวีโอคำพูดของท่านรองนายกสุเทพก่อนนะครับ (แทรกคลิป คลิปที่ 1)

วันนี้ผมไปค้นพบสำนวนบันทึกคำให้การของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่สอบสวน

จ.ส.อ สมยศ ร่มจำปา หัวหน้าชุดปฏิบัติการ หน่วยรบพิเศษ ม.พัน 32 ลพบุรีครับ ซึ่งยืนยันได้ว่าเขาได้รับคำสั่ง จาก พ.ต นิมิตร วีระพงษ์ให้ เข้ามาปฏิบัติ งานบนรางรถไฟฟ้า บริเวณหน้าวัดปทุมตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่19 ซึ่งจากเอกสารชิ้นนี้ ยืนยันได้ว่าจากการที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านในครั้งนั้น

ท่านได้โกหกในสภาผู้แทนราษฏรว่าไม่มีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้า ท่านได้บิดเบือนข้อมูล ของการกระทำ ของพวกท่านมาโดยตลอด หรือท่านจะมาแก้ตัวว่าที่ทหารทำไปทุกอย่างนั้น พวกท่านไม่รู้กันเลย

ท่านประธานครับ

ใน ส่วนที่ผมจะอภิปราย และจะยืนยันในประเด็นนี้ ก็เพื่อที่ผมจะสรุปให้ท่านประธาน และพี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ทุกท่าน ทราบว่าทหารภายใต้การบัญชาการของ ศอฉ. ซึ่งมี ฯพณฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นประธานนั้น ได้ เข้าควบคุมพื้นที่ แบบเบ็ดเสร็จตั้งแต่เมื่อไหร่ และผู้ก่อการร้ายในความหมายของท่านนั้น มันมีตัวตนจริงหรือไม่ หรือ?

ทำไมจึงเป็นผู้ก่อการร้ายล่องหน ซึ่งจนป่านนี้ยังจับใครไม่ได้เลยสักคนเดียว ไม่มีอาวุธ ไม่มีการใช้สไนเปอร์ยิงผู้ก่อการร้ายล่องหนตาย ได้เลยสักคน และ นอกจากนั้น ยังไม่มีร่องรอย ของการต่อสู้ เกิดขึ้นในการสำรวจภายในของเซลทรัลเวิล์ดหลังวันเกิดเหตุการณ์เลย แม้แต่น้อย

ผมต้องกล่าวหาว่า การที่ฯพณฯ รองนายกสุเทพ สามารถเร่งดับเพลิงให้สงบได้แต่ท่านไม่ทำ การนิ่งเฉย ปล่อยให้มีการเผาไหม้เกิดขึ้น ลุกลาม จนกระทั่งตึกเวิล์ดเทรดถล่ม เมื่อเวลา 21.19 น. และปล่อยให้พนักงานดับเพลิงเข้ามาดับเพลิงได้ ก็เมื่อตอน 4 ทุ่ม มันก็เท่ากับท่าน ทำผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 81 วงเล็บ 2 ต้อง“คุ้ม ครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด ทั้งโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และต้องอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ”

ก่อน อื่น ผมต้องขอย้ำเตือนความจำของท่านประธานและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศก่อนนะครับ ว่า เหตุการณ์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง

1. ใน ช่วงเช้าเวลาประมาณ 05.00 น. ทหารเข้ากระชับพื้นที่ตั้งแต่บริเวณสวนลุม เข้ามาจนถึงแยกสารสิน ท่านประธานจะเห็นภาพรถหุ้มเกราะ เห็นภาพของทหารติดอาวุธครบมือ เต็มอัตราศึก ภาพของทหารยิงกดดันกลุ่มผู้ชุมนุมทุกคนที่อยู่ในรัศมีการยิงจนโงหัวไม่ขึ้น จนกระทั่งมีการยิงกลุ่มผู้ชุมนุมถึงแก่ชีวิตในขณะนั้น จำนวน 2 คนคือ

* 1.นายถวิล คำมูล ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อเวลา 11.30 น.
* 2.นายธนโชติ ชุ่มเย็น ถูกยิงเสียชีวิต 11.30 น.

1. นปช. ประกาศยุติการชุมนุม เวลา 13.40 น. และได้เข้ามอบตัวให้อยู่ในการควบคุมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเวลาต่อมา นั่นหมายถึงในขณะนั้น ทหารเริ่มเข้าคุมพื้นที่แล้วครับ
2. กลุ่มประชาชนได้ถูกกดดันให้เคลื่อนย้ายไปสู่วัดปทุมวนาราม ตั้งแต่เวลา 14.00 น.
3. ทหารเข้าควบคุมพื้นที่ราชประสงค์ไว้ได้ทั้งหมด โดยที่ท่านประธานจะเห็นภาพทหารที่ยืนคุมสถานการณ์ต่างๆไว้ ดังภาพที่ปรากฏดังต่อไปนี้

1. ภาพ ที่ 1 เป็นภาพเมื่อเวลา 14.40 น. จะเห็นได้ว่า ทหารจำนวนมาก ได้เข้าถึงเวทีได้ตั้งแต่เวลา 14.40 น.แล้ว ซึ่งเวทีจุดนี้อยู่ถนนราชประสงค์ข้างเซลทรัลเวิล์ด นับระยะสายตาประมาณ 50 เมตร ซี่งนับว่าใกล้มาก ซึ่งอยู่ตรงนี้ (ชี้ภาพประกอบ)
2. ภาพที่ 2 ทหารยืนคุมกำลังอยู่หน้าเวทีเมื่อเวลา 17.01 น. ซึ่งภาพนี้เป็นภาพโดยผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่ตรงนี้ (ชี้ภาพประกอบ) จากภาพจะเห็นได้ว่า ทหารได้ยืนคุมกำลังกันอยู่อย่างสบายๆ ถึงขั้นถอดเสื้ออยู่ เพราะคิดว่าในบริเวณนั้นสามารถคุมกำลังกันได้เบ็ดเสร็จจนไม่มีใครที่คิดว่า เป็นผู้ก่อการร้ายของท่านอยู่ในบริเวณนั้นแล้ว
3. ภาพที่ 3 ทหารยืนคุมกำลังรายล้อมห้างเซลทรัลเวิล์ดในเวลา 17.04 .01 น. ภาพ นี้ ก็ถ่ายภาพจากผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างชาติเช่นเดียวกัน
4. ภาพที่ 4 เดินมาอีกนิดหนึ่งเวลา 17.04.35 น. ก็มีภาพของทหารจำนวนมากยืนคุมสถานการณ์รายล้อมเซลทรัลเวิล์ดไว้อย่างแน่นหนา
5. ส่วนด้านหลังเซลทรัลเวิล์ดก็มีทหารยืนรายล้อมอยู่ ในส่วนที่จับภาพได้คือตั้งแต่เวลา 17.00 น. เช่นกัน
6. ถัดมา ก็มีทหารยืนรายล้อมเรียงรายเต็มไปหมดก็เป็นเวลา 17.00 น. เช่นเดียวกัน

ส่วน บนรางรถไฟฟ้าด้านหน้านั้นก็มีรายงานผลการสอบสวนของ DSI รายงานการสืบสวนคดีพิเศษ”บันทึกคำให้การ” จากการสอบปากคำของ พต.นิมิตร วีระพงษ์ รางรถไฟฟ้านั้นได้ถูกทหารเข้าควบคุมไว้หมดแล้วตั้งแต่ ช่วงเช้าและไม่มีใครสามารถขึ้นมาได้
ท่านประธานดูภาพนี้นะ ครับในช่วงเช้าเวลา 07.00 น. นั้นทหารซึ่งขึ้นควบคุมรางรถไฟฟ้าได้ใช้รถราง แบบใช้บนรางรถไฟฟ้า ขึ้นปฏิบัติงานวิ่งยาวและควบคุมไปตลอดจนถึงหน้าวัดปทุมวนาราม ท่านประธานจะเห็นภาพโดยตลอดนะครับว่าทุกภาพยืนยันได้ว่าทหารควบคุมพื้นที่ ได้ตลอดเส้นทาง ทั้งบนรางรถไฟฟ้า และด้านล่างซึ่งจากปากคำของ จ.ส.อ.สมยศ ร่มจำปาก็ได้ยืนยันว่าเขาได้เป็นผู้ปฏิบัติงานคุ้มครอง โดยมี ร.31 พัน 2 รอ.รับผิดชอบบนถนนพระรามที่ 1

ท่านประธานครับจากหลักฐานทั้ง หมด ท่านประธานคงจะเห็นแล้วว่าตั้งแต่เวลา 14.40 น. จนกระทั่ง ถึงเวลา 22.00 นาฬิกา ไม่มีบุคคลอื่นนอกจากทหารควบคุมบริเวณของสี่แยกราชประสงค์ไว้ได้เลย โดยเฉพาะเวลา17.00น.นั้น ไม่มีบุคคลอื่นที่เป็นอันตรายต่อทหารอยู่อย่างแน่นอน

ประกอบ กับหนังสือสอบถามของ DSI ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ยธ.0800/3108 และ หนังสือตอบของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ตช.0015.135 / 17936ลงวันที่ 8 ตุลาคม 2554 ลงนามโดย พลตำรวจตรี วรศักดิ์ นพสิทธิพร จะเห็นว่าตั้งแต่วันที่ 17 – 19 พฤษภาคม 2553 จะไม่มีตำรวจปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณของสี่แยกราชประสงค์เลย

ท่านประธานครับ นอกจากนั้น นอกจากวงล้อมด้านใน ดังที่กล่าวมาแล้ว ทหารยังมีวงล้อมด้านนอกซึ่งตรึงกำลังไม่ให้มี บุคคลเข้า – ออก ในบริเวณนั้นได้อีก ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ใครจะเข้าก็ไม่ได้ และใคร จะออกมาก็ไม่ได้ เช่นกัน เพราะฉะนั้นการคุ้มกันคนเข้า - ออกบริเวณสี่แยกราชประสงค์และบริเวณ เซลทรัลเวิล์ดจึงแน่นหนามาก

ดัง นั้น ท่านประธานครับ ผมจึงขอสรุป ตรงนี้เอาไว้ก่อนว่าตั้งแต่เวลา 14.40 น.จนถึง17.00น. นั้น ทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ รอบๆเซนทรัลเวิล์ดไว้ได้แล้ว อย่างเบ็ดเสร็จ แล้วประเด็นนี้ ก็จะนำไปสู่คำถามต่อไปว่าใครเผาเซลทรัลเวิล์ดและมันเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ได้ อย่างไร

แล้วถาม ว่า ในขณะนั้นมีการจลาจล คนเป็นหมื่นเป็นแสน กรูกันไปเผาเซลทรัลเวิล์ดจริงไม๊ ?

ท่านประธานครับ จากภาพทั้งหมดมีคนไม่ถึง 30 คนเหลืออยู่ แล้วไหนละครับมีการยิงกันและการก่อการร้าย

แล้วประเด็นนี้ ก็จะนำไปสู่คำถามต่อไปว่าใคร เผาเซลทรัลเวิล์ดและมันเกิดเพลิงไหม้ใหญ่ ได้อย่างไร

ใน ตอนนี้ ผมก็จะขอเข้าสู่ประเด็นที่ 2 ที่เกี่ยวกับคำตอบของท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ตอบผม ในสภาผู้แทนราษฎร ในตอนที่ผมอภิปรายว่า เพลิงไหม้ เซ็นทรัลเวิลด์นั้นเกิดอย่างไร และท่านนายกตอบผมว่า ในเวลา5โมงเย็นไม่มีทหารอยู่บริเวณแยกราชประสงค์ ซึ่งผมก็แสดงให้เห็นแล้วครับว่ามีทหารเข้าควบคุมพื้นที่ได้ตั้งแต่เวลา14.40 น.พร้อมรูปผู้หญิงคนสุดท้าย และในกรณีที่มีผู้เข้ามาเผาเซ็นทัลเวิลด์นั้น ท่านเลือกที่จะเชื่อ รปภ. ของเซ็นทรัลมากกว่าผู้แทนราษฏร

และวันนี้ครับ ในนามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร ผมก็จะขอเป็นตัวแทนของเหล่าพนักงานดับเพลิง ลูกจ้างและรปภ.ของเซลทรัลเวิล์ดตัวจริงที่ท่านพูดถึง นำเอาข้อมูลของเซลทรัลเวิล์ดที่ถือว่า เป็นเจ้าของบ้านตัวจริงมาอภิปรายให้ท่านนายกรัฐามนตรีฟัง ซึ่งเมื่อท่านรับฟังแล้วก็ช่วยตอบผมหน่อยนะครับ ว่า ท่านยืนยันใช่ไหมครับว่า ท่านขอเชื่อคำพูดของ รปภ. ของเซลทรัลเวิล์ด และต่อจากนี้ ก็จะเป็นคำอภิปรายของท่านและ เสียงคร่ำครวญจากหัวใจของพวกเค้าตัวจริงที่ส่งผ่านมาถึงท่าน ผู้เป็นนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นคนใสซื่อ สะอาด และบริสุทธิ์

และนี่เป็นคำคร่ำครวญจากหัวใจของเหล่า ยาม ผู้เฝ้าเซลทรัลเวิล์ดที่ถูกท่านทำลาย บ้าน ของพวกเค้าไป

ท่านประธานครับ จากคำตอบของท่านนายกรัฐมนตรี ในวันนั้น ทำให้เหล่าเจ้าของบ้าน ที่ได้รับฟัง ทุกคนรู้สึกบาดใจ ผมจึงได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจำนวนมาก จากเจ้าของบ้าน ที่อยู่ภายในเซลทรัลเวิล์ด จากผู้พบเห็นเหตุการณ์ตัวจริงที่อยู่ภายใน ถึง 417 คนเหล่านั้น ทุกคนบอกว่า พร้อม! จะพูดความจริง เพื่อให้ความจริง ปรากฏต่อแผ่นดิน! ดีกว่าปล่อยให้ มีคนพูดเท็จและทำให้ประชาชนทั้งแผ่นดิน เข้าใจผิด

ท่านประธานครับ เรื่องมันสนุกล่ะครับ

ท่านนายกรัฐมนตรีพร้อมที่จะรับฟังแล้วหรือยังครับ

1. ผมมีหลักฐานเป็นหนังสือมาจากเจ้าของบ้านที่เฝ้าอยู่ตรงนั้น มีมากถึง 417 คน
2. ผมมีหลักฐานคำตอบจากเจ้าของตัวจริงคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ที่ตอบคำถามในคณะกรรมาธิการ องค์กรอิสระในวุฒิสภา
3. ผม มีหลักฐานเป็นหนังสือที่สัมภาษณ์ พนักงานดับเพลิงทั้งหมด เพื่อยืนยันว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เผา เซลทรัลเวิล์ด! แต่คนเผาเป็นคนที่มีอำนาจเหนือทหารและตำรวจ
4. ผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายบัญทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ ของบริษัทเซลทรัลเวิล์ด
5. ผมมีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอ ที่เค้าบรรยายถึงความเจ็บปวดและเจ็บช้ำน้ำใจของเค้า ที่บ้านของเค้าถูกเผาทำลาย
6. ผม มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายจากผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างประเทศ ที่อาศัย อยู่บนชั้น 23 ของคอนโด เพลสซิเด้นเพลส ซึ่งบันทึกภาพการระเบิดในเซลทรัลเวิล์ดหลังจากทหารเข้าคุมพื้นที่ทั้งหมด แล้ว ในเวลา 17.40 น.
7. ผมมีหลักฐานเป็นแผนผัง การควบคุมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันและดับเพลิงทั้งหมด
8. ผมมีหลักฐานว่า ท่านรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นคนสั่งการเกี่ยวกับการดับเพลิง หรือไม่ให้ดับเพลิง ของเซลทรัลเวิล์ดทั้งหมด
9. ผมมีหลักฐานว่า ทหาร ควบคุม พื้นที่เซลทรัลเวิล์ดไว้ได้ทั้งหมดแล้ว และมีหลักฐานการสอบสวนของ DSI ว่าทหารคุมพื้นที่อยู่ทั้งหมด
10. ผมมีหลักฐาน เป็นแบบสรุปรายงานเหตุเพลิงไหม้ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ระบุว่า “รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงาน และจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ดับเพลิง”

ท่าน ประธานครับวันนี้ผมมีหลักฐานจำนวนมาก และเป็นหลักฐานทั้งพยานวัตถุและพยานบุคคล ที่เป็นเจ้าของบ้าน รวมทั้งเป็นหลักฐานทางราชการ เมื่อผมถามจบ ผมจะถาม สำนึกของนักการเมืองของ ท่านนายกรัฐมนตรีบ้างแล้วแหละว่า ถ้าหลักฐานทั้งหมดยืนยันได้ว่า การเกิดเพลิงไหม้ในเซลทรัลเวิล์ด พัวพัน มัด ยึดโยง กับตัวท่าน ว่า ท่านปล่อยปละละเลย ไม่สั่งการปล่อยให้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง จนเกิดความเสียหายกับ กรุงเทพมหานคร อย่างแยกไม่ออก ท่านปกปิดเหตการณ์แบบ คนผาเข้าเผาได้ แต่คนดับไฟเข้าดับไฟไม่ได้

แล้ว ในฐานะที่ท่านเป็นผู้รับผิดชอบ ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร

หลักฐานชิ้นที่ 1 ผมมีหลักฐานเป็นหนังสือ เสียงจากเจ้าของบ้าน ใครเผาเซ็นทรัลเวิล์ดมาจากเจ้าของบ้านที่เฝ้าอยู่ตรงนั้น มีมากถึง 417 คน

และ มีหลักฐานเป็นภาพถ่ายบัญทึกเหตุการณ์อย่างเป็นทางการ ของบริษัทเซลทรัลเวิล์ด รวมถึงผมมีหลักฐานเป็นคลิปวีดีโอ ที่เค้าบรรยายถึงความเจ็บปวดและเจ็บช้ำน้ำใจของเค้า ที่บ้านของเค้าถูกเผาทำลาย

เสียงจากเจ้าของบ้าน ใครเผาเซ็นทรัลเวิล์ด

หนังสือ ฉบับนี้ เขียนโดยเหล่าเจ้าของบ้าน ผู้รัก พิทักษ์ รักษาบ้าน เซลทรัลเวิล์ดของเค้า ด้วยความรัก ความหวงแหน ความห่วงใยผมขอนำเวลาท่านประธานและท่านผู้ชม กลับไปตั้งแต่เวลาบ่ายโมงของวันที่ 19 พฤษภาคม ท่านประธานครับในเซลทรัลเวิล์ดที่ทุกคนคิดว่า เหมือนไม่มีใครอยู่ เหมือนไม่มีใครป้องกัน เหมือนถูกทอดทิ้ง อย่างโดดเดี่ยว !

แต่ท่านประธานครับ ข้างในของเซลทรัลเวิล์ดนั้นมี พี่น้องที่มีจิตวิญญาณ ในการรักษา หวงแหน สถานที่ทำงาน อู่ข้าวอู่น้ำ และเปรียบเสมือนเป็นบ้านของพวกเค้าเอง ด้วยชีวิต พวกเขาเดินทางมาให้ข้อมูลพร้อมภาพถ่ายประกอบภายในถึงการเตรียมความพร้อม ของพวกเค้า ในการรักษาพิทักษ์ ปกป้อง เซลทรัลเวิล์ด บ้านของพวกเค้า

ในเซ็นทรัลเวิล์ดนั้นมีพนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่ ประมาณ 200 นาย มีพนักงานดับเพลิงที่อยู่ประจำการตลอด 24 ชม. อยู่มากกว่า 50 นาย และยังมี พนักงานที่อาสาสมัคร รักษา พิทักษ์ปกป้องเซลทรัลเวิล์ด อยู่รวมถึง 417 คน

ท่าน ประธานครับ พวกเขาอยู่อาศัยในเซลทรัลเวิล์ดมาตั้งแต่ เมื่อ วันที่ 12 มีนาคม 2553 เมื่อเริ่มมีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ท่านประธานดูภาพครับ ชุดภาพชุดนี้เป็นภาพภายในเกี่ยวกับการดูแลความปลอดภัยและการเตรียมความพร้อม ของเซลทรัลเวิล์ด ซึ่งเป็นชุดเอกสารภายในของเซลทรัลเวิล์ดเอง ซึ่งท่านประธานจะสามารถสังเกตุได้จาก แบ็คกราวด์ ด้าน ล่าง

ท่าน ประธานครับ ตลอดระยะเวลา 67 วัน ที่พวกเค้าอยู่ในเซลทรัลเวิล์ด เขาได้อยู่อาศัยและเอื้ออาทรกับผู้ร่วมชุมนุม กันเป็นอย่างดี เขาบอกผมเองว่า เขาอยู่กับเวทีของ นปช. และกลุ่มคนที่มาร่วมชุมนุม อยู่ในบริเวณนั้น พวกเค้าแทบจะเรียกได้ว่า รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะระยะเวลา..วันนั้น เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเพียงพอที่พวกเค้าเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดกัน

ท่านประธานครับ ในวันที่ 19 พฤษภาคมนั้น พวกเค้าได้ติดตามการชุมนุมและการสลายการชุมนุมของทหารอยู่ในตึกสูง ตลอดเวลา
ท่านประธานครับ ในวันที่ 19 นั้นเค้านำภาพถ่าย จาก cctv เวลา 14.00 น. เข้ามาให้ดูครับ ว่ามีกลุ่มคนที่พยายามจะบุกเข้ามาในเซลทรัลเวิล์ดซึ่งเป็นคนที่เค้า ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ซึ่งดูแล้ว มีการเตรียมการมาอย่างเป็นระบบ คนทุบกระจกก็เข้ามาทุบ คนเตรียมกล่องโฟมก็ยกกล่องโฟมมาเป็นแผง ไม่ใช่กล่องโฟมเก่านะครับเป็นกล่องโฟมใหม่ทั้งตั้งเลย! รักษากันไว้อย่างดีมาก พวกเค้า

ทุบกระจก เข้ามาในเซลทรัลเวิล์ดและพยายามเผา (แทรกภาพ มีกลุ่มคนพยายามเข้ามาเผารอบแรก)

ท่าน ประธานครับ จากจำนวนผู้ที่เข้ามาบุกรุก จากภาพ cctv บอกได้ครับ ว่าคนที่เข้ามาพยายามเผาในครั้งแรกนั้น มีประมาณไม่ถึง 20 คนเท่านั้นเอง หมูมากครับ สำหรับการขับไล่ผู้บุกรุกออกไป ด้วยจำนวนคนที่อยู่ภายใน ถึง 417 คน

ท่านประธาน จะเห็นภาพ การขับไล่ผู้บุกรุกออกไป ของ เจ้าหน้าที่ป้องกันของเซ็นทรัลเวิล์ด

ท่าน ประธานครับในช่วงเวลาที่พวกเขาเหล่าเจ้าของบ้าน ยังอยู่ภายในเซลทรัลเวิล์ดและระบบสปิงเกอร์ ซึ่งมีหัวดับเพลิงอยู่ทุกๆ 3 ตารางเมตร ยังทำงานอยู่นั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามถ้าจะเข้ามาเผาพวกเขารับรองว่าจะทำไม่สำเร็จแน่นอน

ดังนั้นประเด็นที่ว่าการเกิดการเผา ไม่ว่าจะเป็นเหลือง เป็นแดง เป็นทหาร เป็นตำรวจ หรือเป็นจะเป็นใครเข้ามาเผาในช่วงบ่ายนั้น ก็ไม่มีความสำคัญเท่าไหร่แล้วครับ เพราะมันเผาไม่ได้ อย่างแน่นอน เพราะด้วยระบบการทำงานจากการป้องกันตัวเองขอบระบบสปิงเกอร์ จะเห็นได้ว่า เมื่อเวลา 14.30 น.ระบบสปิงเกอร์ ได้ทำงานดับเพลิงจนสงบลงทั้งหมด

เรื่อง นี้พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย ที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปได้พูดถึงเรื่องนี้เอา ไว้ในหนังสือคนช่วยคนว่า

“เอาเฉพาะแค่ระบบป้องกันอัคคีภัยในห้างก็เกิน พอแล้ว ไม่ต้องพูดถึงบุคลากรเผา อย่างไรก็ไม่ไหม้ เพราะ ทุกๆ 3 ตารางเมตร จะมีสปิงเกิ้ลตัวหนึ่ง เรียกว่า ในทุกเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 เมตร จะมีสปิงเกิ้ลคลุมหมด ใหนจะสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ไหนจะกล้อง cctv ที่มองเห็นทุกจุดที่เกิดเหตุ แล้วยังมีห้องควบคุมสั่งการถึง 3 จุด จะเห็นได้เลยว่า ไม่มีทางไหม้ลุกลามได้เลย แต่นี่มันตั้งใจเผา แล้วไล่คนที่ดับเพลิงออกมา เผาอย่างนี้ 2-3 ชม . ก็ไหม้หมดแล้ว ถ้าไม่มีคนดับ ”

และท่านยังบอกอีกว่า “ผมทำไมถึงรู้สึกโกรธ เจ็บแค้น ปวดร้าว ทั้งๆที่ไม่ใช่สมบัติอะไรของผมเลย หรือของพ่อแม่ผมเลย ก็เราเป็นนักดับเพลิง มันเป็นหน้าที่ของเรา ที่ต้องช่วยชีวิต ช่วยพิทักษ์ทรัพย์สิน และต้องช่วยเหลือตามมนุษยธรรม แต่เรา กลับทำอะไรไม่ได้เลย มันเป็นโศกนาถกรรมที่ไม่น่าเกิดขึ้น”นั่น เค้าเป็นพนักงานดับเพลิงเค้ายังมีจิตวิญญานที่อยากดับเพลิงเลย ทำไมท่านซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศถึงใจดำ ปล่อยให้เกิดเพลิงใหม้เผาผลาญเมืองไปทั้งกรุงเทพฯ

และ เดี๋ยวผมจะบอกท่านประธานต่อไปอีกนะครับ ว่าแล้วเซลทรัลเวิล์ด มันเกิดไฟไหม้ได้อย่างไร

ท่าน ประธานครับ ในเวลา 14.40 น. ห่างจากครั้งแรก40นาที คราวนี้มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เข้ามาในเซลทรัลเวิล์ดครับ คราวนี้นำมาด้วยระเบิด เข้ามาที่จุดเดิมแหละครับ ภาพนี้เซลทรัลเวิล์ดบรรยายภาพเลยครับว่า เป็นชายแต่งกายคล้ายทหาร
ชาย คนนี้แต่งกายรองเท้าบูท แบบทหารเลย และมีผ้าพันคอคล้ายๆกับทหารที่อยู่ด้านนอก ผูกมาด้วย เค้าคงไม่นึกว่า มีภาพ cctv จับอยู่ คราวนี้ปาระเบิดใส่พนักงานก่อนเลย

ท่านประธาน คงจะสังเกตุเห็นหลุมระเบิดนี้น่ะครับ หลุมแบบนี้ไม่ใช่ระเบิดปิงปอง แต่เป็นระเบิดที่มีอานุภาพทำลายล้างที่รุนแรง แบบที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเค้าใช้อยู่ หรือถ้าจะดูจากลักษณะการระเบิดแล้วก็น่าจะเป็นระเบิด m67 หรือระเบิดน้อยหน่า

ท่านประธานครับ คราวนี้พนักงานของเซลทรัลเวิล์ดบาดเจ็บกันเยอะแยะไปหมด โหดร้ายไหมครับท่านประธาน แค่เคลียร์พื้นที่ก็ไม่ได้คำนึงถึงชีวิตประชาชนเลย เค้าบาดเจ็บอาการหนักกันหลายคน อย่างนายประหยัด ที่นอนอยู่ตรงนี้โดนเข้ากลางหลัง สาหัสเลยครับ พวกเค้าพยายามแจ้งไปยังทหารตำรวจทุกฝ่าย แต่ไม่มีใครเข้ามาช่วยเหลือเค้าเลย จนกระทั่งมีตำรวจจากทางวังสระปทุม เข้ามาเมื่อเวลา 15.35 น. จับผู้บุกรุกได้ 9 คน และได้ถูกดำเนินคดีไปแล้วทั้งหมด

ท่านประธานครับ แปลกไม๊ครับ ตำรวจจากวังสระปทุมจำนวน40คนเข้ามาได้แต่ทหารไม่ยอมเข้ามาช่วยแม้แต่คนเดียว นี่ถ้าทหารเข้ามาข่วยนะครับ เซนทรัลเวิลด์ไม่ถูกเผาแน่นอน

ท่าน ประธานครับ การบุกรุกของผู้บุกรุกชุดที่ 2 เมื่อเวลา 14.40 น. นั้นเค้าบุกรุกเพื่อที่จะไล่พนักงานของเซลทรัลเวิล์ดออกไป เท่านั้นเองครับมันตลกมากครับ พนักงาน 417 คนรวมกับตำรวจของวังสระปทุม40คน ที่มีอาวุธครบมือ ถูกสั่งให้ออกจากพื้นที่ เมื่อเวลา 16.30 น.ด้วยการอ้างว่า กลัวผู้บุกรุกจำนวนไม่ถึง 20 คน ตามภาพที่จับได้จากกล้องวงจรปิด เข้ามาในเซลทรัล

แล้วมันก็เป็นแบบนี้แหละครับท่านประธาน พนักงานทั้ง 417 คน ถูกให้ออกจากเซลทรัลเวิล์ด ด้วยความงงงวย ว่าทำไมทหารถึงไม่ช่วยพวกเค้าในการต่อสู้กับผู้บุกรุก ที่มีจำนวนเพียง ไม่ถึง 20 คน ทั้งที่ทหารก็ได้รายล้อมเซลทรัลเวิล์ดไว้หมดแล้วตามภาพที่ผมแสดงให้เห็น เบื้องต้น แล้วเมื่อบอกให้พวกเค้าออกไป เค้าส่งต่อภาระกิจการดูแลให้แล้วทำไมทหารไม่เข้ามา ทำไมปล่อยให้เกิดเพลิงไหม้

ท่านประธานครับ พนักงานของเซลทรัลทุกคนเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง และพวกเค้าบอกเลยว่า ลำพังแค่ไฟไหม้แค่นี้ ไม่คนามือพวกเค้าแน่นอน แต่เค้าไม่เข้าใจว่า รัฐบาลและทหารทำอะไร ปล่อยให้ไฟใหม้กรุงเทพทั้งเมือง น่าอายไม๊ครับท่านประธานครับ นอกจากพวกเค้าจะงง งวย ด้วยความไม่เข้าใจว่า ทำไมพวกเค้าถูกต้องให้ออกไปจากเซลทรัลเวิล์ด ทั้งๆที่พวกเค้าคิดว่า ถ้าเพียงแต่ทหารให้ความร่วมมือ เซ็นทรัลทรัลเวิล์ดแค่ 20 คนเท่านั้น

เซ็นทรัลเวิล์ดก็จะถูกรักษาเอาไว้ได้ และนอก จากนั้น พี่น้องประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ก็ยังมีคำถามว่า ทำไมทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า ต้องยิงประชาชน ที่วัดปทุมวนารามเสียชีวิต 6 ศพ และอีก 1 ศพที่หน้าวัดปทุมวนาราม

ท่านประธาน ครับ นอกจาก 9 คน ที่ถูกจับได้แล้วนั้น ผมได้รับคำบอกเล่าจากพนักงานดับเพลิงของเซ็นทรัลเวิลด์ และมอบภาพของผู้บุกรุกซึ่งมีไม่ถึง 20 คน ให้มาด้วย ซึ่งบุคคลดังกล่าวนี้ดูลักษณะแล้วเป็นกลุ่มเดียวกับที่เข้ามาขว้างระเบิด น้อยหน่าที่บริเวณหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ แทรกภาพ ชายฉกรรจ์ ในที่จอดรถ

ท่าน ประธานครับ คนกลุ่มนี้มีไม่มาก แต่ไม่มีทหารตำรวจคนใด กล้าแตะต้อง และแต่งกายรัดกุม คล้ายคนในเครื่องแบบ ประการสำคัญ พนักงานของเซ็นทรัลเวิลด์ที่คุ้นเคยกับกลุ่มคนเสื้อแดงไม่เคยพบบุคคลเหล่า นี้อยู่ในกลุ่มของคนเสื้อแดงมาก่อนเลย
ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้ดูภาพประวัติศาสตร์ ภาพที่มีการเผาเซลทรัลเวิล์ด ภาพที่ทำให้เซลทรัลเวิล์ดเกิดเพลิงไหม้จริงๆ

ท่าน ประธานครับ เซ็นทรัลเวิล์ดไม่ได้ไหม้ จากกลุ่มบุคคล ที่บุกรุกเข้าไปในเซลทรัลเวิล์ด ในตอนแรก ไม่ได้ไหม้จากบุคคลที่ท่านประธานเห็นในภาพสื่อต่างๆ ที่รัฐบาลนำมาเสนอแต่ท่านประธานครับ เซลทรัลเวิล์ดถูกเพลิงไหม้จากภาพดังกล่าวต่อไปนี้ครับ รัฐบาลนึกว่ารัฐบาลเก็บภาพ cctv ที่อยู่บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน้าเกสรพลาซ่า และภาพ cctv ที่อยู่บริเวณรอบๆเวทีผู้ชุมนุมออกไปได้หมดแล้ว และรัฐบาลไม่เคยคิดว่า จะมีชาวต่างประเทศถ่ายภาพนี้เอาไว้ได้

ท่านประธานครับ ภาพนี้ เป็นภาพที่เรียกว่า ระเบิดเซลทรัลเวิล์ด ไม่ใช่ภาพการเผาบ้านเผาเมืองหรอกครับแต่มันเป็นภาพ ระเบิดบ้าน ระเบิดเมือง จุดที่ระเบิดนี้ อยู่ห่างจากทหารที่หน้าเวที ประมาณ 30 เมตร อยู่ภายใต้การควบคุมของทหารอย่างใกล้ชิด รายล้อมอย่างแน่นหนา และจุดที่ระเบิดครับ อยู่ตรงนี้ และท่านประธานครับ ผมอยากจะบอกว่า เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องของการ บล๊อคพื้นที่เผา หรือปล่อยให้ไฟไหม้ เพราะในช่วงเวลานั้น ได้มีการระดมยิงอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ เวลา 16.0 0 น. เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต จำนวน 7 ศพ ได้แก่

1.นายรพ สุขสถิต ถูกยิงเสียชีวิตที่หน้าประตูวัดปทุม เวลา 16.00 น.
2. นายอัฐชัย ชุมจันทร์ อาสาพยาบาล ถูกยิงตัดขั้วหัวใจ เสียชีวิต เวลา 16.00 น.
3. นายอัครเดช ขันแก้ว ถูกยิงเวลา 16.30 น.
4. นายสุวัน ศรีรักษา ถูกยิงเวลา 17.00 น
5.นางสาวกมลเกษ อรรถฮาด หรือน้องเกตุ ถูกยิงเวลา 18.30 น. โดยประมาณ
6.นายมงคล เข็มทอง ถูกยิงในเวลา 19.00 น.
7.นายวิชัย มั่นแพร ถูกยิงเวลา 19.00 น.

ท่าน ประธานครับ เรื่องทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องของการ บล๊อคพื้นที่เพื่อเผาหรือปล่อยให้ไฟไหม้ และท่ามกลางการยิงกดดันของทหาร เพื่อไล่คนออกจากบริเวณของเซลทรัลเวิล์ดหรือ จุดที่ถูกระเบิด ก็ทำให้มีคนตายอีก 7 คน และถ้าไม่มี ระเบิดบ้านระเบิดเมือง ลูกนี้ เซลทรัลเวิล์ดก็จะไม่เกิดเพลิงไหม้อย่างแน่นอน

ท่านประธานครับ บุคคลเหล่านี้มีเทวดาจัดให้ครับ จัดหนักด้วย

ท่าน ประธานครับ การเผาในขั้นตอนนี้ มันอยู่ภายใต้การควบคุมของทหารอย่างเข้มงวดแล้วครับ ท่านนายกอาจจะบอกว่าท่านไม่ได้เผา แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าท่านไปเผาด้วยตัวเองนี่ครับ ผมจะบอกว่าการเผาครั้งนี้มีเทวดาจัดให้ครับแล้วถ้าบอกว่าการเกิดเพลิงใหม้ ครั้งนี้คนเสื้อแดงเผา เองคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย มันก็คงจะหนักไปหน่อย

ท่านประธานครับ ผมบอกไม่ได้ว่าเป็นคนเสื้อแดงหรือเปล่า

แต่ผมพอจะบอกได้ครับ ว่าไม่ใช่คนเสื้อแดง

โดยปรกติคนเสื้อแดง เค้าไม่ใส่สายรัดข้อมือครับ มันเป็นการแสดงออกของพฤติกรรมกลุ่ม ที่ทำคล้ายๆกัน

ท่าน ประธานลองฟังคำพูดในนิตยสารคนค้นคน ร.ต.อ.ชาญณรงค์ พึงรัตนะมงคล ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการเขตุใต้และธน สมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย เจ้าของรหัส อส.50หัวหน้าทีมดับเพลิงที่ห้างเซ็นทรัลเวิร์ล พูดถึงกรณีที่มีคนกีดกันไม่ให้เข้าไปดับเพลิงได้ดังนี้

“ผม อึดอัดมากที่ไม่สามารถเข้าไปดับเพลิงได้ตั้งแต่แรก แต่ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ก่อน จะเข้าไปช่วยเขา เราก็ต้องปลอดภัยนะครับ ถ้าเขามียิงอยู่ เขาเผาอยู่ เราเข้าไปดับเค้าก็ไม่พอใจ เพราะมันไม่ใช่อุบัติเหตุ มันจงใจเผา มีการกีดกันไม่ให้เข้าไปดับ มีการปิดล้อมรถ ยึดรถ มีทุกอย่าง ทำให้การทำงานยากขึ้นมาก คนดับเพลิงก็เสียใจกันทั้งนั้นแหละครับ ที่มีคนเข้าไปเผา แล้วเรา ไม่สามารถเข้าไปดับได้ ”*
พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ เล่าว่า
“เหตุการณ์ ตอนนั้นมันมั่วมากๆ รถดับเพลิงก็เข้าไปดับไฟไม่ได้ เพราะว่าพนักงานดับเพลิงที่เข้าไปบริเวณนั้น โดนกลุ่มผู้บุกรุกเอาปืนจ่อหัวไม่ให้เข้าไป จึงตัดสินใจเข้าไปที่พื้นที่ แต่ทหารบอกว่ายังเข้าเครียพื้นที่ไม่ได้ แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นไฟไหม้ต่อหน้าเช่นกัน ที่สุดแล้วก็ต่อโทรศัพท์นานมาก จนได้คุยกับท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านถามว่า ต้องการอะไร ก็บอกว่า รถดับเพลิงและกำลังทหาร หลังจากนั้น รถดับเพลิงก็มา


ท่านประธานครับ ไม่ว่า ท่านนายกจะตอบว่าอย่างไร

ฯพณฯ รองนายกสุเทพ ผู้อำนวยการศอฉ.จะตอบว่าอย่างไร

* ท่าน จะบอกว่าท่านจะสั่งหรือไม่สั่ง ท่านจะบอกว่าท่านจะรู้หรือไม่รู้ การเกิดเพลิงไหม้ภายใต้การควบคุมพื้นที่ของทหารอย่างใกล้ชิดแล้วนั้นท่าน ต้องรับผิดชอบ

* ท่านจะสั่งให้มีการยิงประชาชนที่วัดปทุมตาย หรือไม่ แต่การที่ทหารเกณท์ ที่มาปฏิบัติงาน แล้วยิงประชาชนตาย ท่านต้องรับผิดชอบ

* ท่าน ปล่อยปละละเลย ปล่อยให้มีการเกิดเพลิงไหม้ และเซลทรัลเวิล์ดวอดวาย ทั้งที่สามารถสั่งรถดับเพลิงให้ปฏิบัติงานได้ทัน ท่านต้องรับผิดชอบ

* หรือท่านจะบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายชุดดำเหมือนท่านถวิล เปลี่ยนสี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงพูดอีก

ท่านรู้มั้ยครับ เรื่องนี้ พ.ต.ท.ชุม พล บุญประยูร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เลขาธิการสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย ที่ปรึกษาด้านการป้องกันอัคคีภัยในเครือเซ็นทรัลกรุ๊ปได้พูดไว้ในนิตยสาร คนช่วยคนอีก ไว้ว่า

“วัน นั้นมีคนอยู่ในเหตุการณ์กว่า 300 คน ที่สามารถชี้ได้ว่า เป็นฝีมือใคร ใครทำ หรือไม่ทำ โตๆ อาจจะพูดไม่ออก แต่เล็กๆนั้นพูดทั้งนั้น เพราะพวกเค้าบาดเจ็บมา โดนไล่ยิงมา ต้องคลาน ต้องหมอบกันมาตลอดทาง เป็นกิโล กว่าจะออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายตรงนั้นได้ ”


“ตลอด เวลาสองเดือนเต็มๆ เราได้ประสานไมตรีกับผู้ชุมนุมมาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะพวกการ์ดแทบรู้จักกันทุกคน แต่ในวันเกิดเหตุ เราไม่เห็นหน้าคนเหล่านั้นเลย มีแต่พวกที่เรียกตัวเองว่า กองกำลังไม่ทราบฝ่าย กลุ่มนี้แหละที่เค้าบอกว่า เป็นผู้ก่อการร้าย เป็นผุ้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจ และทหาร ก็ไม่กล้าแตะ ถ้าแตะมันก็ต้องมี ศพ! กันบ้างแหละ แต่นี่ไม่ คนกลุ่มนี้ เข้า- ออก ในทีเกิดเหตุโดยไม่มีใครกล้าทำอะไรพวกเค้า ”

“ผม อยากจะถามทุกฝ่ายที่มีหน้าที่รับผิดชอบเหตุการในวันนั้นว่า ทำไม ? ถึงปล่อยให้มีการเผา ทำไม? ทางราชการถึงไม่เข้าไปดับเพลิงตั้งแต่แรก วันนั้นนะ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงของทางราชการ มาทีหลังแล้วมาตอนจะเช้าอยู่แล้ว ”

หลักฐานชิ้นที่ 2 .ผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายจากผู้เห็นเหตุการณ์ชาวต่างประเทศ ที่อาศัย อยู่บนชั้น 23 ของคอนโด เพลสซิเด้นเพลส ซึ่งบันทึกภาพการระเบิดในเซลทรัลเวิล์ดหลังจากทหารเข้าคุมพื้นที่ทั้งหมด แล้ว ในเวลา 17.42 น.

หลักฐานชิ้นที่ 3 ผมมีหลักฐานเป็น “แผนปฏิบัติการระงับเหตุความไม่สงบ เรียบร้อยในสถานการณ์ฉุกเฉินบริเวณแยกราชประสงค์ จากสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร “ การควบคุมการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการป้องกันและดับเพลิงทั้งหมด

หลักฐานชิ้นที่ 4 ผมมีหลักฐาน เป็นแบบสรุปรายงานเหตุเพลิงไหม้ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ที่ระบุว่า “รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทหารว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมขัดขวางการปฏิบัติงาน และจะทำร้ายเจ้าหน้าที่ดับเพลิง”

ท่าน ประธานครับ ผมไม่อยากบอกเลย ว่า การเกิดเพลิงไหม้เซลทรัลเวิล์ดครั้งนี้ อยู่ภายใต้การวางแผน อย่างใกล้ชิดและละเอียดรอบคอบรัดกุม ผมจะพาท่านประธานมาดูแผนผัง ของการวางกำลัง เพื่อปกป้องดูแลรักษา เซ็นทรัลเวิล์ด

การป้องกันภัยครั้งนี้ อยู่ในแผนปฏิบัติงานมีผู้รับผิดชอบชัดเจน แต่ประหลาดครับท่านประธาน ในแผนการวางกำลังของ ศอฉ.

จุดที่ 1.วางที่สยามพารากอน
จุดที่ 2. วางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
จุดที่ 3. วางที่เกษรพลาซ่า

มีผู้ควบคุมดูแลรับผิดชอบชัดเจน ทั้ง 3 จุด ได้ถูกวางเป็นรูป สามเหลี่ยม ล้อมกรอบเซ็นทรัลเวิล์ดไว้ตรงกลาง

แต่ประหลาดตรงที่ไม่มีการวางกำลังที่เซ็นทรัลเวิล์ดเลย และจุดที่ได้วางกำลังก็ไม่ได้ถูกเพลิงไหม้เลย

และ ประหลาดที่ผู้บุกรุก ก็ไม่ได้เข้าไปบุกรุกบริเวณที่เข้าไปวางกองกำลังไว้ด้วยเลย ผู้บุกรุกชุดนี้เก่งมาก รู้ด้วยว่า ตรงไหนวางกองกำลังไว้ ตรงไหน ไม่วางกองกำลังไว้

แต่รัฐบาลแย่มาก ที่ จุด ที่น่าจะเสี่ยงที่สุด แต่กลับไม่มีการป้องกัน!

ตลกมาก แถมผู้บุกรุกไม่ถึง 20 คน จากภาพกล้องวงจรปิด ก็เข้ามาเผาเซลทรัลเวิล์ดได้อย่างสบาย ๆ

และออกจากวงล้อมของทหารที่รายล้อมอย่างใกล้ชิดแน่นหนา ได้อย่างสบายๆ

แหละไม่มีการจับกุมใครได้เลย แบบสบายๆ เค้าคงหายตัวได้มั้ง และ

ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมทหารถึงไม่ยิงป้องกันหรือทำร้ายผู้ที่เข้าไปเผา โดยเฉพาะจุด ที่วางระเบิดซึ่งใกล้กับทหารมาก

ท่านประธานครับ ท่านเชื่อไหมครับว่า อันที่จริงแล้วรอบๆ ของเซลทรัลเวิล์ด และจุดที่ถูกไฟไหม้มีรถดับเพลิงอยู่จำนวนมาก
จำนวนรถดับเพลิง ทั้งหมด มีอยู่ถึง 7. คัน และจากเอกสารของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย กรุงเทพ ฯ(แทรก)

จุดที่1.เกษรพล่าซ่า มีรถดับเพลิง2คัน
จุดที่2.ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี2คัน
จุดที่3.หลังวัดปทุม มีรถดับเพลิง2คัน
จุดที่4.อัมรินทร์พลาซ่ามีอีก1คัน

ระบุ ไว้เลยว่า ทหารไม่ให้เข้า ด้วยอ้างว่า มีผู้ก่อการร้าย ซึ่ง ผมก็บอกแล้วว่าผู้ก่อการร้าย ชุดนี้ ประหลาดมากที่เข้าไปเผาเซลทรัลเวิล์ดได้อย่างสบายๆ และออกไปได้ อย่างสบายๆ และไม่มี ทหารคนไหนทำร้ายหรือยิงหรือเก็บ อาวุธปืนกระสุนอะไรได้เลย

ท่านประธานครับ แบบนี้แหละครับ ที่ผมเรียกว่า

บล๊อคพื้นที่ เพื่อระเบิดบ้าน ระเบิดเมือง
บล๊อคพื้นที่แล้วทำให้มีคนตาย ที่วัดปทุม 7 ศพ
บล๊อคพื้นที่ วางระเบิดแล้วกล่าวหาใส่ร้าย ว่า กลุ่ม นปช เป็นคนเผาบ้านเผาเมือง
บล๊อคพื้นที่ เพื่อทำลายหลักฐาน และกล่าวหาใส่ร้าย เพื่อกลบข้อกล่าวหาว่า มีการฆ่าสังหารประชาชนมาตั้งแต่ วันที่ 10 เมษายน 2553


ผม ได้เก็บหลักฐานทั้งหมดลำดับห้วงเวลา ทุกขั้นตอนเก็บข้อมูลทุกอย่างอย่างละเอียดละออ ทำให้วันนี้ผมเห็นภาพทั้งหมดของการปฏิบัติการ ของ ศอฉ ภายใต้การสั่งการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ

หลักฐานชิ้นที่ 5 ผมมีหลักฐานคำตอบจากเจ้าของตัวจริงคุณสุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์ ที่ตอบคำถามในคณะกรรมาธิการ องค์กรอิสระในวุฒิสภา

หลักฐานชิ้นที่ 6 ผมมีหลักฐานว่า ท่านรองนายกสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นคนสั่งการเกี่ยวกับการดับเพลิง หรือไม่ให้ดับเพลิง ของเซลทรัลเวิล์ดทั้งหมด

* แทรกหน้าข่าว พ.ต.อ.ฤชากร จรเจวุฒิ เล่าว่า “เหตุการณ์ ตอนนั้นมันมั่วมากๆ รถดับเพลิงก็เข้าไปดับไฟไม่ได้ เพราะว่าพนักงานดับเพลิงที่เข้าไปบริเวณนั้น โดนกลุ่มผู้บุกรุกเอาปืนจ่อหัวไม่ให้เข้าไป จึงตัดสินใจเข้าไปที่พื้นที่ แต่ทหารบอกว่ายังเข้าเครียพื้นที่ไม่ได้ แต่ก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นไฟไหม้ต่อหน้าเช่นกัน ที่สุดแล้วก็ต่อโทรศัพท์นานมาก จนได้คุยกับท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านถามว่า ต้องการอะไร ก็บอกว่า รถดับเพลิงและกำลังทหาร หลังจากนั้น รถดับเพลิงก็มา”

และหลังจากนั้นพนักงานดับเพลิงจึงเข้าพื้นที่ได้ เมื่อเวลา 4 ทุ่ม

จาก หลักฐานที่ผมได้อภิปรายในวันนี้ ท่านประธานและพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ คงจะเห็นแล้วว่าแม้กระทั่งในสายตาของพนักงานของเซ็นทรัลเวิลด์ ที่ผมเรียกว่าเจ้าของบ้านนั้น และเป็นคนที่เห็นเหตุการณ์ และใกล้ชิดกับผู้บุกรุกมากที่สุด หรือแม้กระทั่งคุณสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารใหญ่ของกลุ่มเซ็นทรัล ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ
ถามว่าเรากลัวเสื้อแดงไหม เราไม่กลัว มีความเสี่ยงเดียวกับเสื้อแดงคือ หากรัฐบาลยังคุยไม่รู้เรื่อง เค้าก็ถือโอกาศหาแพะรับบาป เราไม่ได้เกี่ยวกับเสื้อแดงเลย เรากับเสื้อแดงก็รักกันดี เรากับเสื้อเหลืองก็รักกันดี เราไม่มีสีเสื้อ


และนอกจากนั้นใน จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ประธานคณะกรรมการ ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เผยว่า จากการเชิญตัวแทนเซ็นทรัลเวิล์ดมาให้ข้อมูล กรณีเหตุเพลิงใหม้ช่วงการชุมนุมตัวแทนระบุ เป็นฝีมือของกลุ่มคนถืออาวุธครบมือ และตลอดเวลาการชุมนุม ผู้ชุมนุมมีความสัมพันธ์ ที่เป็นไปด้วยดีกับทางห้าง ก็ยังไม่เชื่อเลยว่า คนเผาเซ็นทรัลเวิลด์เกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดง ยิ่งหลักฐานปรากฏชัดแบบนี้

ผมอยากจะบอกว่า เก้าเดือนของการถูกคุมขังของ กลุ่ม นปช เป็น เก้าเดือน ของกระบวนการยุติธรรมของบ้านเมืองตัดสินพวกเค้าไปอย่างมีข้อมูลไม่ครบ พวกเค้าถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรม ถูกกระทำจากการถูกกล่าวหาว่า เผาบ้านเผาเมืองซึ่ง จากหลักฐานทั้งหมด ผมเชื่อว่า พี่น้องประชาชน จะเห็นแล้วว่า พวกเค้าไม่ได้ทำแต่มีคนกลุ่มหนึ่ง จัดให้ ซึ่งคนเหล่านี้เป็นมนุษย์ล่องหน ทำงานรับคำสั่ง ปฏิบัติการภายใต้ การอยู่ใกล้ชิดกับทหารอย่างที่เรียกว่า “เผาขน” ได้

เป็นกลุ่มคนที่มีอำนาจที่ตำรวจทหารต้องเกรงใจ
เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจ และทหาร ก็ไม่กล้าแตะ

ท่านประธานครับ

คน ปล่อยปละละเลยให้มีการระเบิดบ้าน ระเบิดเมือง อยู่ลอยนวล เสวยสุข เป็นนายกรัฐมนตรี เสวยสุข เป็นรองนายกรัฐมนตรี ร่วมกัน กับคณะรัฐมนตรีแถมยัง โกงบ้าน โกงเมือง สร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนอีก 2 ปี ของการบริหารบ้านเมือง ของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล ก่อให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ เกิดข้าวยากหมากแพง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ แล้วอย่างนี้ ท่านนายกยังจะคิด หวัง อยู่ในตำแหน่ง อีกต่อไปด้วยการสนับสนุน จากคนของกองทัพ หรือครับ

วันนี้ เป็นการเผชิญหน้า ระหว่างกลุ่มของท่านที่เรียกว่ากลุ่มอำมาตย์ กับกลุ่มของพี่น้องประชาชน ที่เรียกว่า กลุ่มประชาธิปไตย จริงอยู่ วันที่ท่านอยู่ด้วยอำนาจ ท่านเหมือนได้รับชัยชนะ ท่านบอกว่าท่าน จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีก 4 ปี ท่านรุ้ไหมครับ เพียงแค่พี่น้องประชาชน ได้ยินว่าท่านจะอยู่ต่ออีก 4 ปี ด้วยการสนับสนุนของกลุ่ม อำมาตย์ กลุ่มอำนาจนอกระบบ กลุ่มโกงกินบ้าน โกงกินเมือง แค่นี้ พี่น้องประชาชน ก็ทนไม่ไหวแล้วครับ

ท่านประธานครับ ที่ผ่านมานั้น ยังไม่พอ ผมอยากให้ท่านประธานเห็นเอกสารอีกชิ้นหนึ่ง ท่านประธานครับเมื่อไม่กี่ปีมานี้ในสมัยท่านนายกทักษิณ งบทหาร มีประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ปีนี้ ทหารเพิ่มงบประมาณ เป็น 1แสน 7 หมื่น ล้าน แค่นี้ พี่น้องประชาชน เค้าบอกผมมาว่า เค้ารู้สึกว่า งบประมาณแผ่นดินและงบประมาณ ที่รัฐบาลได้กู้มาถึง 1.49 ล้านล้านบาท นั้นเค้าเหมือนว่า เค้าไม่ได้รับงบประมาณอะไรเท่าที่ควรเลย สภาพเศรษฐกิจ สภาพรายได้ของเค้าตกต่ำ ทุกคนมีหนี้มีสินเพิ่มมากขึ้น รัฐบาล ให้ประชาชนกู้เพิ่มขึ้น แต่การสร้างรายได้เพิ่มให้กับประชาชนไม่ได้ดีขึ้นเลย นอกจากนั้น รัฐบาลยังจะเก็บภาษี ขูดรีดภาษี พี่น้องประชาชน เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปีก่อนเก็บภาษีน้ำมันได้เพิ่ม เป็น 2แสน 7 หมื่น 8 พันล้าน เพิ่มขึ้น 61 เปอร์เซนต์ ปีนี้ ปี 2554 เก็บภาษีน้ำมัน เพิ่มขึ้นได้อีก เอาไปทำงบกลางปี อีกแสนล้าน รัฐบาลดีใจว่าได้เงินเพิ่ม แต่พี่น้องประชาชนฝากผมมาบอก ท่านนายกว่าเงินที่ท่านเก็บได้นั้น คือเงินในกระเป๋าของเค้าเอง แล้วการใช้จ่ายงบประมาณ ก็ยังไม่โปร่งใสอีกด้วย

ท่านประธาน ครับ วันนี้ ทหารของบประมาณเพิ่ม จาก 7 หมื่นล้าน เป็น 1 แสน 7 หมื่นล้าน แล้วปีนี้เป็น 2 แสน 4 หมื่น 7 พัน ล้านแล้วพี่น้องประชาชน ของผม จะเอาอะไรกินแค่นี้เค้ายังเดือดร้อนไม่พออีกหรือครับ ท่านคิดว่า พี่น้องประชาชนจะทนไหวหรือครับ วันนี้ พี่น้องประชาชนจดจำพรรคประชาธิปัตย์ ที่โกงกินน้ำมันปาล์ม ได้อย่างขึ้นใจ

วันนี้ พี่น้องประชาชน จดจำพรรคภูมิใจไทย ที่โกงทุกอย่างที่ขวางหน้าได้อย่างเจ็บใจ

พี่ น้องประชาชนจดจำพรรค ชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคกิจสังคม ว่าพายเรือให้โจรนั่ง อย่างเสียใจที่สุด และผมเชื่อว่า ในวันเวลาของการเลือกตั้ง ที่จะมาถึงพี่น้องประชาชน จะร่วมมือกันสอนบทเรียนให้ทุกท่านอย่างที่ท่านจะไม่เคยรู้เคยเห็นมาก่อน การต่อสู้ของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กับกลุ่มของประชาชน มันมาถึงจุดสุดท้ายแล้ว

วันเลือกตั้งจะเป็นวันพิพากษา พวกท่านและถ้าหากพรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคกิจสังคม ยังไม่กลับใจ ยังคงพายเรือให้โจรนั่ง ยังปล่อยให้มีการโกงกินบ้าน โกงกินเมือง ยังปล่อยให้คนที่สั่งการ สังหารพี่น้องประชาชน ลอยนวล ยังปล่อยให้คนที่ระเบิดบ้าน ระเบิดเมือง ทำความเจ็บช้ำให้กับพี่น้องประชาชน ผมเชื่อว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้ง ท่านจะไม่ได้กลับคืนสู่สภาอันศักดิ์สิทธ์ของพี่น้องประชาชนเลย แม้แต่คนเดียว

ผมจะขอสรุป ข้อมูลการอภิปรายอีกครั้งหนึ่ง ว่า

1. บริเวณ ราชประสงค์ และรอบๆ เซลทรัลเวิล์ดตกอยู่ในการควบคุมของทหาร ได้ตั้งแต่เวลา 14.40 น. แล้ว ทหารทุกคนล้อมอยู่ในอริยบท แบบสบายๆ พบแต่ผู้ก่อการร้าย ล่องหน ที่สามารถลักลอบเข้าไปเผาในเซลทรัลเวิล์ด และออกมาได้อย่างไม่มีใครเห็น ไม่มีการต่อสู้ ไม่มีการใช้สไนเปอร์ยิงผู้ก่อการร้าย และไม่มีนักข่าวทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ พบเห็นผู้ก่อการร้าย มีแต่พนักงานของเซลทรัลเวิล์ดรายงานว่า พบ ผู้ที่เรียกว่า “ กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ” เป็นผู้ก่อการร้ายที่แม้แต่ตำรวจ และทหาร ก็ไม่กล้าแตะ เข้าไปเผาเซลทรัลเวิล์ด

2. เซ็นทรัลเวิล์ด ถูกระเบิด เผาทำลาย อย่างรุนแรงเมื่อเวลา 17.42 น. หลังจากทหารเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมดอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ซึ่งในระยะเวลาเดียวกัน เป็นเวลาที่ ทหารบนรางรถไฟฟ้า ระดมยิง ประชาชน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ตั้งแต่พนักงานของเซลทรัลเวิล์ด ที่หลบหนีออกมา จนกระทั่งถึง 7 ศพ วัดปทุม

3. จากข้อมูล การเตรียมพร้อมของหน่วยงานป้องกันสาธารณะภัยและเซลทรัลเวิล์ดทำให้รู้ว่า ไม่มีทางเผาเซลทรัลเวิล์ดได้ พาดพิงแต่ ฯพณฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ท่านผู้อำนวยการ ศอฉ. จะได้สั่งการให้ทหารเปิดทาง หรือ ให้ทางสนับสนุนพนักงานของเซลทรัลเวิล์ด หรืออนุญาตให้พนักงานดับเพลิง เข้าไปทำหน้าที่ของเค้าได้ อย่างเต็มภาคภูมิ!

สุดท้ายผมขอถามสำนึกของนักการเมือง ของท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ รองนายกรัฐมนตรี ฯพณฯท่าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่า การที่ท่านไม่ “คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้พ้นจากการล่วงละเมิด โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และโดยบุคคลอื่น และไม่อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ”

เป็น การเล็งเห็นว่า การกระทำเช่นนั้น ท่านจะได้ผลประโยชน์ จากการที่ทำลายความน่าเชื่อถือของกลุ่ม นปช.ว่าเป็นกลุ่มบุคคล ที่เผาบ้านเผาเมือง หรือสามารถกลบทำลายน้ำหนักของการสังหารประชาชน ถึง 91 ศพ แต่ท่านก็ทำ ความเสียหายของบ้านเมือง ที่เกิดขึ้น มันมากมายใหญ่หลวงเกินกว่า พวกเราจะรับได้ ผมถามว่า ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร และผม และคณะในนาม สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรที่เป็นผู้แทน ของพี่น้องประชาชน

พวกเราไม่ไว้วางใจให้ท่านบริหารงาน ราชการแผ่นดินต่อไป แล้วครับ

****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ภาพ เอกสาร หลักฐาน ถอดการอภิปราย ส.ส.วรวัจน์ ต่อกรณีใครเผาเซ็นทรัลเวิล์ด !

-ข้อมูลมัดแน่นสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครฆ่าเสธ.แดง ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

-จาตุรนต์เตือนมาร์ค: 'มี 2 สัญชาติเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้'

Friday, March 18, 2011

ความกลัว

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 17 มีนาคม 2554)

เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงและคลื่นสึนามิถล่มประเทศญี่ปุ่น ทำให้เราพบเห็นอะไรหลายอย่าง

ตั้งแต่การตั้งคำถามถึงระบบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

การได้เห็นถึงความรัก ความห่วงใย ที่เพื่อนมนุษย์บนโลกนี้มีให้ต่อกันอย่างน่าชื่นชมและเปี่ยมความหวัง

การได้เห็นโครงสร้างทางสังคมอันแข็งแรงของญี่ปุ่น ซึ่งสามารถรับมือกับปัญหารุนแรงที่เกิดขึ้นได้ "นิ่ง" มากๆ

แต่อีกสิ่งหนึ่ง ที่พวกเราได้เห็น ก็คือ "ความกลัว"

บางครั้ง "ความกลัว" ก็อาจไม่ได้ส่งผลเสียหายอะไร เช่น "ความกลัว" ทำให้เรารู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติเป็นบางวาระ

ทว่าบางครา ถ้าเรา "กลัว" เกินไป อะไรต่อมิอะไรก็อาจสับสนวุ่นวายและ "พัง" ตามมา

มนุษย์คงไม่สามารถหลีกเลี่ยง "ความกลัว" ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของตนเองได้

แต่เมื่อ "กลัว" ได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว ทำอย่างไรเราถึงจะมีสติมากำกับ "ความกลัว" ดังกล่าว

เช่น เมื่อกลัวแผ่นดินไหว กลัวสึนามิ กลัวภัยจากสารกัมมันตรังสี ฯลฯ

ควรทำอย่างไรเราจึงจะสามารถแปรผัน "ความกลัว" ที่เกิดขึ้น ไปสู่การแสวงหา "ความรู้" ที่ถูกต้อง

ไม่ใช่ "กลัว" แล้ว "ฟุ้ง" จนทำอะไรหลายๆ อย่าง ที่มิใช่การแก้ปัญหา หรือทำให้ปัญหาที่หนักอยู่แล้วมีอาการสาหัสมากยิ่งขึ้นไปอีก

ทั้งยังทำให้บรรดา "เซลส์แมนขายวิกฤต" มีโอกาสหากินกับธุรกิจ "ความกลัว" ได้ง่ายขึ้น

เท่าที่ตามข่าวจากสื่อไทยและต่างประเทศ (อย่างไม่ได้เกาะติดตลอดเวลา) ดูเหมือนอาการตื่นตระหนกตกใจหรือ "กลัว" เกินเหตุ จะเกิดขึ้นกับคนญี่ปุ่นไม่มากนัก

เผลอๆ อาการดังกล่าวอาจเกิดขึ้นกับคนชั้นกลางไทยแถว กทม. มากกว่าคนญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

จะว่าไปแล้ว ปัญหาหลายๆ อย่างของสังคมไทย ก็มี "ความกลัว" เป็นปัจจัยสำคัญอยู่ด้วยเหมือนกัน

บ้างก็ "กลัว" ว่าอำนาจจะไม่อยู่ในมืออย่างสมบูรณ์เด็ดขาดดังเดิม จึงแก้ปัญหาด้วยการรวบอำนาจมากขึ้นอย่างผิดยุคผิดสมัย

ผลลัพธ์ก็ได้แก่ ความวุ่นวายไม่รู้จบ และการเสาะแสวงหา "จุดสมดุลทางอำนาจ" ไม่เจอ

บ้างก็ "กลัว" ว่าตัวเองจะดำรงตนอยู่อย่างไม่ปลอดภัย ท่ามกลางดุลอำนาจที่ยังไม่ลงตัวดังกล่าว

ฉะนั้น ถ้าจะ "ก้าวหน้า" ไปก็ไม่ดี แต่หาก "ล้าหลัง" เกินก็ไม่ได้

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า แล้วตรงไหนล่ะคือ "ทางสายกลาง" ซึ่งจะทำให้บุคคลกลุ่มนี้และผู้คนที่สนับสนุนพวกเขาพอใจพ้องกัน

และมีอีกไม่น้อยที่เลือกจะ "กล้า" ทว่าก็ยังอด "กลัว" ไม่ได้ ว่าตนเองจะต้องเผชิญกับอนาคตไม่แน่นอนในภายภาคหน้าอย่างไรบ้าง

เมื่อกลุ่มคนที่นำพวกตนอยู่เริ่มออกอาการ "กลัว"

แน่นอนว่า "ความกลัว" ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในแทบทุกปัญหาของชีวิตมนุษย์

แต่ถ้าเราเลือกจะมองเห็นเพียง "ความกลัว" และไม่พยายามแสวงหาปัจจัยอื่นๆ ของปัญหานั้นๆ แล้ว

เราก็คงแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้เลย

พวกคุณเริ่ม "กลัว" กันแล้วใช่มั้ยล่ะ?

"สมเกียรติ" ชำแหละสัญญาโทรศัพท์ 3G ระหว่าง กสท และ ทรู:สัมปทานจำแลงในยุคอภิสิทธิ์

ที่มา มติชน





ในช่วงปลายเดือน มกราคม ที่ผ่านมา กสท โทรคมนาคม ได้ทำสัญญาในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G หลายฉบับกับบริษัทในเครือทรู คอร์ปอเรชั่น หากดูผิวเผิน อาจเกิดความรู้สึกว่า สัญญาเหล่านี้จะทำให้คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า แต่ถ้าศึกษาให้ดีจะพบว่า อุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยกำลังจะถลำเข้าไปอยู่ในวังวนแห่งความด้อยพัฒนาและปัญหาหมักหมมไปอีกนาน


แม้สัญญาที่เกี่ยวข้องจะมีหลายฉบับ สาระสำคัญส่วนใหญ่ก็อยู่ในสัญญาเพียง 2 ฉบับหลักที่เรียกว่า “สัญญาเช่า” และ “สัญญาขายส่ง” ในส่วนของสัญญาเช่านั้น กสท จะ “เช่า” อุปกรณ์โทรคมนาคมจาก บีเอฟเคที ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ทรู มาติดตั้งบนเสาโทรคมนาคมที่ กสท จะสร้างขึ้น


ในขณะที่สัญญา “ขายส่ง” นั้น กสท ก็จะนำเอาโครงข่ายโทรคมนาคมทั้งหมดที่มีคือ เสา และระบบสื่อสัญญาณที่สร้างขึ้น และอุปกรณ์ที่เช่ามาจากทรู นำมา “ขายส่ง” ให้ เรียลมูฟ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ ทรู อีกแห่งหนึ่ง โดยเรียลมูฟ จะมีสิทธิในการใช้โครงข่ายดังกล่าว 80% ของความจุ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือของตน (ดูภาพประกอบ)


ในความเห็นของผู้เขียน สัญญาต่างๆ เหล่านี้มีปัญหาใหญ่ 2 ประการคือ ความชอบด้วยกฎหมายในการทำสัญญา และเนื้อหาของสัญญาที่ กสท. น่าจะเสียเปรียบ ทรู เป็นอย่างมาก

ในส่วนของข้อกฎหมายนั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า สัญญาดังกล่าวเมื่อดูในภาพรวมแล้ว น่าจะเข้าข่ายเป็นสัญญาตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (กฎหมายร่วมทุน) เนื่องจากมีสาระสำคัญแทบไม่แตกต่างจากสัญญาสัมปทานโดยทั่วไป

หากเป็นเช่นนั้นจริง การทำสัญญานี้ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ที่กฎหมายกำหนดเช่น โครงการต้องผ่านการพิจารณาของสภาพัฒน์ และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี นอกจากนี้ การคัดเลือกเอกชนคู่สัญญาต้องมีการแข่งขันเปิดกว้าง ไม่ใช่การคัดเลือกทรู มาเพียงรายเดียว

เราอาจมองได้ว่า การที่สัญญาระหว่าง กสท และทรู ถูกแบ่งซอยออกเป็นสัญญาย่อยๆ หลายฉบับนั้น เป็นความพยายามของคู่สัญญาในการหลีกเลี่ยงกลไกการตรวจสอบตามกฎหมายร่วมทุน ทั้งนี้ ผู้บริหารของ กสท. อ้างว่าสัญญาดังกล่าวไม่เข้าข่ายที่ต้องทำตามกฎหมายร่วมทุน

ทั้งที่หลายฝ่ายรวมทั้ง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตั้งข้อสงสัยในประเด็นดังกล่าว แต่กลับไปอ้างว่าอัยการให้ความเห็นชอบกับสัญญาต่างๆ แล้ว ทั้งที่อัยการเองก็ยังไม่น่าจะได้เห็นสัญญาครบทั้งหมด และในส่วนของสัญญาที่อัยการได้เห็น ก็ได้ตั้งข้อสังเกตและให้คำเตือนต่างๆ มากมาย

นอกจากนี้ ในส่วนของ “สัญญาเช่า” ยังมีเนื้อหาที่กำหนดให้ กสท ต้องนำเอาคลื่นความถี่ของตนไปใช้กับอุปกรณ์ของเอกชนที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งน่าจะผิดบทบัญญัติของกฎหมายองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ (กฎหมาย กสทช.) ที่ห้ามผู้ที่ได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ นำเอาคลื่นความถี่ไปให้ผู้อื่นใช้ต่อ ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาดังกล่าวยังมีเงื่อนไขหลายข้อที่น่าจะขัดต่อบทบัญญัติเรื่องการแข่งขันอย่างเป็นธรรมตามกฎระเบียบในการประกอบกิจการโทรคมนาคมอีกด้วย

ที่น่าพิศวงอีกประการหนึ่งก็คือ กสท กล้าทำสัญญาเช่าดังกล่าวกับทรู เป็นเวลาถึง 14.5 ปีทั้งที่โครงการยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาพัฒน์และยังไม่ได้รับอนุมัติงบประมาณจากคณะรัฐมนนตรีเลย โดยผู้บริหาร กสท. อ้างว่า กำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป ซึ่งน่าจะหมายความว่าเป็นการดำเนินการที่ผิดกฎระเบียบ

นอกจากความเสี่ยงที่จะขัดกับกฎหมาย 4-5 ฉบับดังกล่าวมาแล้ว ในส่วนของเงื่อนไขข้อสัญญา ผู้เขียนก็เห็นว่า ฝ่ายรัฐคือ กสท เสียเปรียบฝ่ายเอกชนอย่างชัดแจ้งหลายประการ เช่น จังหวะก้าวในการลงทุนทั้งหมด จะถูกกำหนดมาจากความต้องการของทรูเป็นหลัก ซึ่งผิดกับลักษณะการ “ขายส่ง”โดยทั่วไป ที่เจ้าของโครงข่ายจะเป็นผู้ตัดสินใจลงทุนขยายโครงข่ายตามความต้องการของตนเอง

ที่สำคัญ ผลตอบแทนที่ กสท จะได้รับจากการทำสัญญาครั้งนี้ ไม่น่าจะคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ตนจะต้องลงทุนไป เพราะแม้แต่ในการประมาณการกรณีที่ดีที่สุด (best scenario) สำหรับ กสท. กสท. จะได้ผลตอบแทนจากการทำสัญญาดังกล่าวเพียง 1.4 หมื่นล้านบาท ตลอดเวลา 14.5 ปี ผลตอบแทนดังกล่าวน้อยมาก เมื่อพิจารณาว่า ลำพังมูลค่าของคลื่นความถี่ที่ กสท. จะต้องนำมาให้ทรูใช้ ก็มีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.28 หมื่นล้านบาทแล้ว หากประเมินตามราคาที่ กทช. เคยตั้งไว้

ทั้งนี้ การคิดผลตอบแทนดังกล่าวยังน่าจะไม่ได้รวมภาระด้านเงินต่างๆ ที่ กสท. จะต้องแบกรับไว้ด้วยเช่น ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ที่ต้องจ่ายให้ กทช. ประมาณ 2% และค่าบริการอย่างทั่วถึง ซึ่งปัจจุบันจัดเก็บที่อัตรา 4% ของรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่าย ตลอดจนต้นทุนอื่นๆ เช่น ค่าจ้างพนักงานและค่าบริหารจัดการ

การทำสัญญานี้ ยังส่งผลให้ กสท. หมดสภาพความเป็น “ผู้รับใบอนุญาตประเภทที่มีโครงข่ายโทรคมนาคม” ไปโดยปริยาย เพราะจะมีสภาพแทบไม่แตกต่างจาก “ผู้รับเหมาก่อสร้างเสาโทรคมนาคม” เนื่องจากการดำเนินการตามสัญญาจะทำให้ กสท. ไม่มีแม้แต่อุปกรณ์ 3G เป็นของตนเอง และจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในเวลาไม่นาน

ในเวลาเดียวกัน ทรู จะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการทำสัญญาดังกล่าว ที่สำคัญที่สุดก็คือ จะได้สิทธิในการประกอบการต่อไปอีก 14.5 ปี โดยไม่ต้องห่วงว่าสัมปทานที่มีอยู่จะหมดอายุลงภายใน 2 ปี และจะได้คลื่นความถี่ฟรี โดยไม่ต้องไปประมูลแข่งกับผู้ประกอบการรายอื่น

นอกจากนี้ ทรูจะยังสามารถย้ายลูกค้าตามสัมปทานปัจจุบันไปใช้โครงข่ายใหม่ โดยไม่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้แก่ กสท. อีกต่อไป ทั้งหมดนี้ จะทำให้ทรูได้สิทธิในการเข้าสู่ตลาดโทรศัพท์ 3G ก่อน และมีต้นทุนในการให้บริการต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งน่าจะนำไปสู่การผูกขาดตลาดการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงไร้สายในระยะยาว

นอกจากการสร้างการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมแล้ว “สัมปทานจำแลง” ระหว่าง กสท. และ ทรู นี้ยังจะทำให้ระบบสัมปทานซึ่งเป็นต้นตอของความล้าหลังและความฉ้อฉลในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย คงอยู่ต่อไปอีกเกือบ 15 ปี และจะทำให้การประกอบกิจการโทรคมนาคมไม่สามารถแยกออกจากการเมืองได้

ไม่น่าแปลกใจว่า สัมปทานโทรคมนาคม เกิดขึ้นในยุคของรัฐบาลที่มีภาพพจน์แปดเปื้อนไปด้วยคราบไคลของการคอร์รัปชั่นเมื่อสองทศวรรษก่อน แต่ที่น่าสลดใจก็คือ สัมปทานจำแลงกำลังเกิดขึ้นอีกครั้งในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรี ซึ่งย้ำอยู่เสมอว่า ตัวท่านไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน และรัฐบาลของท่านให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างธรรมาภิบาล

จาก สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7414 ข่าวสดรายวัน วัดกระแส"ยิ่งลักษณ์"ลงส.ส.เพื่อไทย

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



1.องอาจ คล้ามไพบูลย์
2.ดิเรก ถึงฝั่ง
3.สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล
4.สุรชัย ศิริไกร
5.ว่าที่ร.ต.พงศ์พันธุ์ สุนทรชัย
จากกรณีที่มีข่าวว่าพรรคเพื่อไทยวางตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวคนสุดท้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเบอร์ 1 ในบัญชีปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งส.ส.ทั่วไป ที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ มุ่งหวังนำมาเป็นจุดขาย สู้กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

จึงมีเสียงสะท้อนในมุมมองต่างๆ ดังนี้



องอาจ คล้ามไพบูลย์

รมต.ประจำสำนักนายกฯ

ประธานส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์

หากพรรคเพื่อไทยจะส่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงสมัคร ส.ส. เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราจะได้นักการเมืองหญิงเพิ่มเข้ามามากขึ้น และจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน

นอกจากนี้จะได้ชัดเจนเสียทีที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ประกาศเล่นการเมืองเบื้องหน้า หลังจากอยู่ข้างหลังมานาน อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กังวลหรือมีปัญหา เพราะตลอด 60 กว่าปีที่ผ่านมา พรรคเจอนักการเมืองหน้าใหม่ๆ หมุนเวียนมาต่อ สู้ด้วยอยู่ตลอด

ทั้งนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงสมัครเลือกตั้งชัดเจนเช่นนี้ ไม่เกี่ยวกับพ.ต.ท.ทักษิณ และคงไม่ทำให้เกิดการได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนว่าจะให้ความไว้วางใจใคร





ดิเรก ถึงฝั่ง

ส.ว.นนทบุรี

การชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถ้าพูดในแง่ของตัวแทน พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถทำได้ แต่ความสามารถในการทำงาน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังสู้พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้แสดงบทบาททางการเมืองอะไรเลย หรือพูดง่ายๆ ยังไม่เห็นผลงาน และยังไม่รู้ว่ามีความแก่งแค่ไหน

แต่ถ้ามองอีกมุม การที่ประ เทศไทยจะมีนายกฯเป็นผู้หญิงสักคน เป็นอะไรที่น่าสนใจ ฉะนั้น ก่อนการเลือกตั้งนับจากนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องออกมาแสดงบทบาท รวมถึงความสามารถทางการเมืองบ้าง

ส่วนคะแนนเสียงเลือกตั้ง คงเป็นไปตามกระแสพรรคและกระแสของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจได้เท่าเดิม หรือได้ไม่น้อยกว่าเดิมก็ได้ หรือหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจริง ในฐานะผู้หญิงคงไม่ทำให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงหรือลดลง มันขึ้นอยู่กับการทำงาน เพราะบ้านเมืองมีปัญหาหมักหมมหลายอย่าง เป็นสิ่งที่ผู้นำประเทศต้องแก้ไข สร้างความปรองดองให้กับคนในชาติให้ได้

หากจะเปรียบการทำงานระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับนายกฯอภิสิทธิ์ ถ้าถามขณะนี้ไม่สามารถตอบได้ เพราะยังไม่เห็นผลงานของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องให้เวลาทำงานก่อน ถึงจะเปรียบเทียบกับนายกฯอภิสิทธิ์ได้

หรือถ้าได้ทำงานแล้ว จะเป็นคำถามว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ยังไม่มีประสบการณ์การเมือง จะทนต่อกระแสได้หรือไม่ เพราะการเป็นนายกฯ มักมีแรงเสียดทานมาก ถ้าจิตใจไม่เข้มแข็งพอ เมื่อโดนกระตุกเข้าหน่อย ดีไม่ดี อาจม้วนเสื่อกลับบ้านก่อนกำหนด เราต้องวัดใจกันตรงนี้ด้วย



สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล

คณะกรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา

ในฐานะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นน้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คงทำให้การเมืองมีสีสันมากขึ้น ยิ่งเมื่อตัดสินใจเข้ามาทำงานการ เมืองอย่างเปิดเผยเต็มตัว เชื่อว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยคงมีกำลังใจกันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อประชาชนและประเทศชาติ เนื่องจากมีตัวเลือกในการทำหน้าที่บริหารประเทศมากขึ้น

แต่ถ้าหลายคนจะมองว่าเป็นตัวแทนของอดีตนายกฯทักษิณ คงเป็นการมองอย่างอคติ เพราะไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะส่งใครขึ้นมา ต้องถูกมองว่าคนๆ นั้นเป็นเงาอดีตนายกฯทักษิณทั้งนั้น

ที่ผ่านมาทั้ง นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็ถูกมองอย่างนั้น ซึ่งไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอะไร จะเกิดการตัดสินในความรู้สึกของคนเป็นเช่นนั้น

ผมไม่อยากให้มองอย่างนั้น แต่สิ่งที่ควรมองเป็นสำคัญคือ สามารถเข้ามาแก้ปัญหาให้สังคมไทย ให้ประเทศไทยและได้รับความไว้วางใจได้หรือไม่มากกว่า

ส่วนจะทำให้เกิดภาพปรองดองมากขึ้นหรือไม่เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้หญิงนั้น มองว่าทุกวันนี้สังคมไทยให้ความเสมอภาค ความเท่าเทียม เชื่อว่าศักยภาพของบุคคลในการทำงานจะทำให้ประชาชนไม่มีเส้นแบ่งเรื่องเพศ ชาย หรือหญิง

ทั้งนี้ ความปรองดองไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าชายหรือหญิง แต่อยู่ที่เจตนารมณ์มากกว่า ว่าจะนำนโยบายเดินไปสู่สันติสุขอย่างไร ดังนั้น เป็นผู้หญิงหรือผู้ชายจึงไม่สำคัญ



สุรชัย ศิริไกร

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



การชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถือเป็นความพยายามหนึ่งของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการกลับมาทำงานการเมือง เพราะเล็งเห็นแล้วว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับมา เนื่องจากต้องคำพิพากษาอยู่ จึงเป็นไปได้ว่า การชู น.ส. ยิ่งลักษณ์ เพื่อมุ่งช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ โดยเฉพาะการออกกฎหมาย นิรโทษกรรม

อีกทั้งพ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่กล้าไว้ใจคนอื่น นอกจากสายเลือดตัวเองเพราะเคยมีบทเรียนมาแล้วในเรื่องการทรยศหักหลัง ขณะเดียวกันก็เกิดภาพชัดเจนในเรื่องการเป็นนอมินี

ที่สำคัญ การชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ จะช่วยทำให้พรรคเพื่อไทยได้คะแนนเสียงเลือกตั้งไม่น้อยกว่าเดิม หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคอีสาน ยังนิยมในตัวพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ ตรงนี้จึงไม่น่ามีปัญหา

ประกอบกับกระแสของพรรคประชาธิปัตย์ตกลงอย่างมาก ดูได้จากผลโพลต่างๆ ที่ส่วนใหญ่จะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์อีก และกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯก็ไม่เห็นมีอะไร มีแต่ทำให้คนเสื่อมศรัทธา ตรงนี้ยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยมีโอกาสที่จะจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง

ขณะที่การทำงาน หากน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาลจริง ก็ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมีทีมงาน ที่ปรึกษาที่ดีอยู่แล้วว่าควรเล่นและแสดงบทบาทไปทางไหน รวมทั้งมีการแนะนำแนวทางจากพ.ต.ท.ทักษิณ

จึงขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะการตัดสินใจส่วนตัวว่าจะเข้มแข็งแค่ไหน อะไรที่ต้องเด็ดขาดก็ต้องตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการมีนายกฯเป็นผู้หญิงคงไม่ใช่ประเด็นทำให้การเมืองลดความร้อนแรงลง





ว่าที่ร.ต.พงศ์พันธุ์ สุนทรชัย

ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย

เป็นเรื่องดีที่พรรคชูน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงส.ส.บัญชีรายชื่อ อันดับ 1 แต่กลัวว่าเจ้าตัวจะไม่ตัดสินใจลงสมัคร การเสนอชื่อน.ส.ยิ่งลักษณ์ คงไม่ใช่ความประสงค์ของเจ้าตัว

แต่ทางคณะทำงานยุทธศาสตร์และการเมืองพรรคเพื่อไทยต้องการให้มาเป็นส.ส. เพราะเห็นว่ามีความรู้ความสามารถ ต้องการให้มาเรียนรู้การทำงานการเมืองก่อนจะก้าวไปสู่ตำแหน่งรัฐมนตรีหรือตำแหน่งอื่นๆ ต่อไป และมีความเป็นไปได้ที่อาจจะไปถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าจะสู้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯไม่ได้ ผมเชื่อว่าสู้ได้อย่างไม่มีปัญหา เพราะน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนที่มีความสามารถ เป็นนักธุรกิจที่บริหารงานมูลค่านับแสนล้านบาทได้ประสบความสำเร็จ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้หรือคุณสมบัติอะไรเป็นพิเศษ

อีกทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังคลุกคลีช่วยงานพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชาย เกี่ยวกับการเมืองมานาน ตั้งแต่ปี 2544 และลงพื้นที่ทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งศึกษาโครงสร้างการทำงานของพรรค ถือว่ามีคุณสมบัติที่เป็นนายกฯได้

มั่นใจว่าหากน.ส.ยิ่งลักษณ์ ลงส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ มีโอกาสที่จะชนะ เพราะมีจุดขายเรื่องนโยบายพรรค เป็นบุคคลที่ฉลาด อ่อนน้อมถ่อมตน และสามารถพูดคุยกับทุกฝ่ายได้

ดังนั้น ควรเปิดโอกาสให้แสดงวิสัยทัศน์ นำเสนอนโยบายพรรคก่อนจะตัดสิน เปรียบเหมือนชกมวย หากยังไม่ขึ้นเวทีก็ยังไม่เห็นว่าฝีมือเป็นอย่างไร และเราเชื่อว่านักมวยของเราฝีมือไม่เป็นรองใคร จึงไม่จำเป็นต้องมีตัวช่วยเป็นพิเศษ เพราะช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำการบ้านเตรียมตัวเป็นอย่างดี

ส่วนตัวเชื่อว่าประชาชนจะให้โอกาส เพราะถือเป็นตัวแทนในการทำงานทางการเมืองของพ.ต.ท. ทักษิณ ทางหนึ่งด้วย