WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 19, 2011

"ซักฟอก"เวทีรบ.-ฝ่ายค้านหาเสียง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ภาพรวมการอภิปรายเน้นการใช้ข้อมูลมากขึ้น ไม่มีการประท้วงจนวุ่นวาย การใช้ถ้อยคำ หรือกิริยาที่ไม่เหมาะสมก็ลดน้อยลง

ในสายตาของนักวิชาการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ภาคสังคม และภาคธุรกิจที่ติดตามการอภิปราย มีความเห็นอย่างไร



การฟังข้อมูลอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้านก็ดี จากฝ่ายรัฐบาลก็ดี เข้าใจว่าต่างฝ่ายต่างตีความในลักษณะสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง

อย่างเรื่องการเสียชีวิต 91 ศพ จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม หรือกรณีการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่สามารถบอกได้ว่าใครพูดความจริง ต้องเข้าใจว่าในขณะนี้ สังคมไทยเป็นหลายฝักหลายฝ่าย ฝ่ายที่เชื่ออีกข้างเขาก็ต้องเชื่อไปตามนั้น

ขณะที่กลุ่มคนที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากมีความสับสนว่าจะเชื่อใครดี แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยขณะนี้มีความล้มเหลว

ถ้าอยากหาความจริงคงต้องค้นหาจากภาคประชาชน แต่ปัญหามีอยู่ว่าความร่วมมือจากภาครัฐมีมากน้อยแค่ไหนด้วย ถ้าอยากให้ประชาชนได้รับรู้ความจริงบ้าง ฝ่ายการเมืองทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องกำหนดกรอบสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองให้น้อยลง ถ้ายังยืนยันทำเพื่อตนเองเช่นนี้บ้านเมืองก็จะไปไม่รอด

รวมทั้งต้องสำรวจและประเมินตัวเองด้วยว่าการให้ข้อมูลเป็นความจริงมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะองค์กรอิสระ รวมทั้งหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ

ส่วนเรื่องข้าวของราคาแพง รวมถึงน้ำมัน จากที่ผมได้ฟังการอภิปรายยอมรับว่า ฝ่ายค้านทำการบ้านมาดีเหมือนกัน ขณะที่รัฐบาลก็เตรียมตัวมา อย่างเรื่องราคาน้ำมันปาล์ม ประเด็นมันอยู่ที่ว่าทำไมถึงปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้น ต้องไปดูที่ต้นตอตรงนี้ ที่ผ่านมา ไม่เฉพาะเรื่องปาล์มน้ำมัน แต่รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจอื่นๆ

สุดท้ายแล้ว ภาพรวมการอภิปรายผมดูว่ายังเป็นเรื่องเก่าๆ อยู่ การถามการตอบก็เป็นเรื่องเดิมๆ ไม่มีอะไรที่เป็นเชิงลึก หรือชวนพินิจวิเคราะห์อะไรเลย

ส่วนใครจะถูกจะผิด หรือใครพูดจริงพูดเท็จกว่ากัน ตรงนี้ต้องให้ประชาชนตัดสินซึ่งจะมีผลอย่างมากต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า



สมปอง เวียงจันทร์

ประธานคณะกรรมการชีวิตและชุมชนลุ่มน้ำมูน

คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ (คปร.)


การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่มีขึ้น ดิฉันมองว่าไม่ใช่การอภิปรายเพื่อเอาจริงเอาจัง หรือเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง มีแต่อภิปรายเพื่อหักล้าง เพื่อให้ชนะฝ่ายตรงข้าม

โดยเฉพาะการโจมตีในเรื่องส่วนตัวเพื่อหวังคะแนนเสียงเฉพาะในการเลือกตั้งครั้งหน้า จึงคล้ายกับการเล่นตลก การอภิปรายในครั้งนี้จึงดูเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ

ส่วนเรื่อง 91 ศพในการสลายการชุมนุม ฟังแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าไม่สามารถฟังข้อมูลข้อเท็จจริงจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เลย โดยเฉพาะความจริง หรือพูดง่ายๆ ไม่รู้จะเชื่อใคร

ถ้าทั้ง 2 ฝ่าย ต้องการที่จะนำข้อมูลความจริงมาเปิดเผย ทั้งฝ่ายเปิดประเด็นและผู้ชี้แจงควรนำหลักฐานที่มีอยู่ออกมาชี้แจงอย่างชัดๆ สาวถึงต้นตอที่แท้จริง ที่ผ่านมาดูแล้วหลักฐานข้อมูลต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ที่จะสาวไปถึงต้นตอ

กรณีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม ยอมรับว่าเป็นเจตนาที่ชัดเจนที่ผู้กระทำต้องการให้เรื่องนี้เงียบหายไป เพราะที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร ก็มีความพยายามจะทำให้เรื่องนี้หายมาแล้ว

การอภิปรายในครั้งนี้จึงไม่ได้คาดหวังอะไรมากมาย ภาพที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็จะเหมือนกับภาพเก่าๆ ที่เป็นในลักษณะของความต้องการที่อยากให้เรื่องนี้เงียบหายไป ไม่มีความแตกต่างกันเลย

ขณะที่การอภิปรายเรื่องข้าวของแพง จากที่ดูก็มีแต่เรื่องเก่าๆ การชี้แจงก็เรื่องเดิมๆ หนำซ้ำมักจะเน้นการอภิปรายในเรื่องส่วนตัวเสียด้วยซ้ำ ซึ่งไม่เกิดประ โยชน์อะไรต่อประชาชนเลย

ทางที่ดีการอภิปรายควรจะพูดถึงปัญ หาปากท้องของประชาชน รวมทั้งความเป็นอยู่ ความยากจน ตรงนี้จะเกิดประโยชน์มากกว่า



นันทวัฒน์ บรมานันท์

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย


การอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งให้ผลเหมือนๆ กัน คือต่างฝ่ายต่างยกข้อมูลขึ้นมาโดยที่เราไม่รู้ว่าจริง หรือไม่จริง เพราะหลังการอภิปรายแล้วทุกอย่างก็จบลง ผมอยากเห็นสื่อช่วยสานต่อว่าสิ่งที่ฝ่ายค้านยกขึ้นมา และสิ่งที่รัฐบาลชี้แจงแท้จริงแล้วความจริงมันเป็นอย่างไร

อย่างกรณีวางเพลิงเซ็นทรัลเวิลด์ ทั้ง 2 ฝ่ายมีหลักฐานที่ชัดเจน ดูขึงขัง เป็นจริงเป็นจัง แต่ที่สุดแล้วเราก็ไม่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ทางที่ดีคือ สื่อต้องพยายามตามติด อย่างน้อยเพื่อให้ประชาชนรับทราบความชัดเจนทั้งหมดว่าสรุปแล้วเรื่องนี้เป็นอย่างไร

และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ควรไปตรวจสอบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่ก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ถ้าจะริเริ่มเองก็คงจะลำบาก ต้องให้สื่อช่วย ถ้าพบว่าฝ่ายใดผิด ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย

ข้อมูลที่ทั้ง 2 ฝ่าย นำมาอภิปรายในครั้งนี้ มีความชัดเจนขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ เช่น กรณีสลายการชุมมุมมีการเอ่ยชื่อคนนั้นคนนี้ ระบุชนิดปืน ชนิดกระสุน มีการระบุเวลาเป็นวินาที มีพยาน มีสถานที่ ทั้งสองฝ่ายมีเหมือนกันหมดเพียงแต่เป็นคนละแบบ แต่เราไม่ทราบว่าอะไรคือความจริง

ถ้าเทียบกับการอภิปรายครั้งก่อนแน่นอนว่าครั้งนี้ดีกว่าอยู่แล้ว มันมีพัฒนาการขึ้นมาตามลำดับ เมื่อก่อนจะมีแต่เอกสารหนังสือแต่เดี๋ยวนี้มีความซับซ้อน มีรายละเอียดและความน่าเชื่อถือมากขึ้น

อย่างน้อยต้องให้คะแนนเรื่องการเตรียมข้อมูลว่าทำเป็นระเบียบทั้งหมด ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เตรียมข้อมูลมาอย่างเป็นระบบ ไม่ได้มองว่าใครได้เปรียบ เสียเปรียบ เพราะในฐานะนักกฎหมายเชื่อว่าคนเราสามารถพูดได้ทุกอย่าง จะพูดให้ดูจริงจังขนาดไหนก็ได้

แต่ทำอย่างไรให้ประชาชนรู้ว่า เรื่องที่ฝ่ายไหนพูด เป็นเรื่องที่จริงที่สุด



สันติ วิลาสศักดานนท์

ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการ

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)


ในฐานะประชาชนผมพยายามติด ตามอภิปรายเพื่อฟังข้อมูลเชิงลึกของแต่ละฝ่ายให้มากขึ้น ที่ผ่านมาก็ติดตามการอภิปรายมาโดยตลอด การอภิปรายในครั้งนี้ทั้ง 2 ฝ่ายสามารถหาข้อมูลมาโต้กันได้อย่างมีเหตุผล และมีการเตรียมตัวกันมาเป็นอย่างดี จึงไม่ขอให้คะแนนว่าฝ่ายไหนควรจะได้เท่าไหร่

และจากการติดตามต่อเนื่องพบว่าแต่ละฝ่ายมีข้อมูลที่นำมาอภิปรายที่สูสีกันและคำพูดที่ไม่สุภาพ คำห่วยๆ ที่เคยใช้ในการอภิปราย ในครั้งก่อนๆ มีน้อยมาก

การยกมือประท้วงก็มีน้อยเช่นกัน จึงรู้สึกชอบการอภิปรายในครั้งนี้เป็นพิเศษ เพราะทำให้การติดตามการอภิปรายไม่สะดุด เพราะถ้าประท้วงกันมากๆ จะทำให้คนฟังรู้สึกเบื่อ

สิ่งที่ติดตามเป็นพิเศษในการอภิปรายครั้งนี้ คือในเรื่องของเศรษฐกิจ ราคาสินค้า น้ำมันปาล์ม ในเรื่องของเศรษฐกิจ นายกฯ และรัฐมนตรีแต่ละคนที่ถูกอภิปรายสามารถชี้แจงเป็นอย่างดีในทุกประเด็น

ส่วนนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พา ณิชย์ จะชี้แจงน้อยไปหน่อยและไม่ค่อยคล่อง แต่การชี้แจงดูมีเหตุผลถือว่าผ่าน

คิดว่ารัฐบาลน่าจะสอบผ่านในการอภิปรายครั้งนี้

โคตรเขี้ยว

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



เป็นธรรมดาของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่นอกเหนือจากข้อมูลเนื้อหาที่ฝ่ายค้านนำมาถล่มรัฐบาล จะเป็นที่สนใจของประชาชนและเฝ้าติดตามใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อมูลเรื่องทุจริตไม่โปร่งใสในโครงการต่างๆ

นอกจากนี้สิ่งที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันก็คือผลคะแนนโหวตรัฐมนตรีผู้ถูกอภิปราย

เพราะสิ่งนี้จะสะท้อนถึงความเป็นเอกภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ซึ่งมักจะมีเกมการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้อง

การอภิปรายครั้งนี้มีรัฐมนตรีถูกอภิปรายทั้งสิ้น 10 คน เป็นรัฐมนตรีประชาธิปัตย์ 6 คน และรัฐมนตรีภูมิใจไทย 4 คน

ผลคะแนนโหวตจะออกมาอย่างไร ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดวันนี้ก็คงได้รู้กัน

อย่างไรก็ตามรอบนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือคะแนนของ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์จากพรรคภูมิใจไทย ที่โดนฝ่ายค้านถล่มหนักในวันแรกจากกรณีน้ำมันปาล์มและปัญหาราคาสินค้า

ปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น นายกฯ อภิสิทธิ์ และรองนายกฯ สุเทพ ให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นถึงการตอบชี้แจงในสภาของนางพรทิวา

นายสุเทพบอกว่า เห็นใจนางพรทิวา พูดไม่ค่อยเก่ง เลยเสียเปรียบคนอื่น เพราะคนอภิปรายเขี้ยวๆ ทั้งนั้น แต่ต้องพยายามชี้แจง เวลาทำงานที่กระทรวงมีตัวช่วยหลายคน แต่เวลามาชี้แจงในสภาก็รับอยู่คนเดียว คนช่วยจับชาร์ตก็ไม่มี ลำบาก

ส่วนนายกฯ อภิสิทธิ์กล่าวตอบคำถามนักข่าวที่ถามว่านางพรทิวาชี้แจงปัญหาคนแวดล้อมน้อยไปหรือไม่

"ก็ฟังอยู่ บางทีหลายเรื่องก็ข้ามไปข้ามมา ยอมรับว่าบางทีฟังก็ยังสับสนเหมือนกัน"

ฟังอย่างนี้แล้วนางพรทิวารวมถึงพรรคภูมิใจไทยคงรู้อยู่ในใจ ระหว่างฝ่ายค้านกับพรรคประชาธิปัตย์

ใคร "เขี้ยว" กว่ากัน

มีนักการเมืองระดับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลแนะให้จับตาหลังจบศึกอภิปราย อาจมีการกระชับพื้นที่ขอคืนเก้าอี้กระทรวงที่พรรคภูมิใจไทยดูแลอยู่

โดยเฉพาะกระทรวงที่เป็นกลไกเอื้อประโยชน์ต่อการเลือกตั้ง

เนื่องจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งผ่านไปเป็นครั้งแรกที่มีขึ้นหลังนายกฯ ประกาศเวลา "ยุบสภา" ไว้ล่วงหน้า

ผลจึงสะเทือนไปถึงเกมการเลือกตั้งที่ใกล้จะมีขึ้น

และยังอาจผูกพันไปไกลถึงการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตอีกด้วย

"เสื้อแดง"รวมตัวราชประสงค์ก่อนเคลื่อนขบวนไปอนุสาวรีย์ ปชต.

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่สี่แยกราชประสงค์ ในช่วงเช้าวันที่ 19 มีนาคม ตามที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ นางธิดา ถาวรเศรษฐ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประกาศให้กลุ่มคนเสื้อแดง มารวมตัวกันก่อนที่จะมีการเคลื่อนขบวนไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ในเวลา 14.00 น. เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวแกนนำ นปช.ที่ถูกคุมขังในเรือนจำทั่วประเทศนั้น ขณะนี้มีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ จาก สน.ลุมพินี กว่า 30 นาย ประจำตามจุดต่างๆ บริเวณช่องทางการจราจรทั้ง 2 ฝั่ง พร้อมทั้งนำแผงเหล็กมาวางกั้นไว้ เพื่อคอยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่จะใช้ทางเดินเท้า โดยคนเสื้อแดงบางส่วนทยอยเดินทางมา ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าได้นำสินค้าเสื้อแดงมาวางจำหน่ายแล้ว





ผมรับความเกลียดชังไม่ไหว เรากำลังเดินตามรอย พธม.

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย


ผมยอมรับว่าช่วงนี้ผมรู้สึก "เนือยไปบ้าง" จากกิจกรรมต่างๆ ในช่วงนี้ การวิพาร์กวิจารณ์ต่างๆ ในเว็บบอร์ดซึ่งมันก็น่าจะเป็นเรื่องปกติ แต่ทำไมมันรู้สึกเหนื่อยหน่ายก็ไม่ทราบ เลยไม่สนใจกระทู้ต่างๆ ที่อ่านแล้วแทนที่จะทำให้รู้สึกฮึกเหิมมีกำลังใจ แต่มันเต็มไปด้วยกลิ่นอายบางอย่างที่ผมไม่สามารถอธิบายได้ เลยไม่ได้อ่านกระทู้การเมืองเสียสองสามวัน

เมื่อครู่นี้ผมรู้สึกว่าคงต้องนั่งสมาธิสักพัก ระหว่างที่นั่งสมาธิมีความคิดผุดขึ้นในใจว่า"สิ่งที่ผมรับรู้และรู้สึก เนือย ในช่วงนี้คือ "กระแสความเกลียดชัง" ที่กำลังถูกผลักดันให้กลายเป็นพลังหลักของคนเสื้อแดงนั้นเอง" คงไม่ต้องบอกว่าเกลียดชังใคร ซึ่งก็คงรู้กันอยู่ ซึ่งมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น จากข้อมูล ข้อเท็จจริง ประสบการณ์ที่พวกเราคนเสื้อแดงได้รับ ความคิดนี้ทำให้ผมไม่สามารถนั่งสมาธิต่อไปได้ ต้องลุกขึ้นมาเขียนกระทู้นี้

แต่พลังแห่งความเกลียดชังมันเป็นพลังลบ สัมผัสแล้วทำให้เร้าร้อน กระวนกระวาย ไม่ได้เป็นสุข มีความอิ่มเอมเหมือนพลังแห่งความรัก

สองสามปีที่ผ่านมา คนเสื้อแดงถูกขับด้วย "พลังแห่งความรักทักษิณ" ไปร่วมชุมนุมก็สดชื่น สนุกสนาน เพราะพูดกันแต่เรื่องที่ คนที่เรารักทำอะไร คนที่เรารักโดนรังแกอย่างไร เขาสร้างความหวังในชีวิตอะไรให้เราบ้าง เป็นต้น ทำให้คนเข้าร่วมรู้สึกปราบปลึ้มมีความสุข ในใจมีแต่ความรักไม่มีความโกรธหรือความเกลียดชัง อาจจะเกลียดชังอำมาตย์บ้าง แต่มันเป็นพลังรอง อยู่ในใจ ไม่ใช่กระแสหลักที่ผลักดัน

กระแสรักทักษิณ ทำให้คนเสื้อแดงเติบโตอย่างต่อเนื่องมาสองสามปี กลายเป็นคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงสังคมขนาดใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ชาติไทยยุคใหม่ ไม่เคยมีขบวนการประชาชนที่ใหญ่ขนาดนี้มาก่อน

วันนี้เปลี่ยนไป เหตุการณ์ต่างๆ มันทำให้มวลชนก้าวข้ามทักษิณ ไปชนกับคนบางคนบางกลุ่มที่เป็นพลังหลัก พลังขับดันเลยกลายเป็นพลังแห่งความเกลียดชัง เหมือนที่ พธม. ใช้พลังอันนี้ขับไล่ทักษิณในช่วงสองสามปีแรก พลังขับดันของพวกที่สนับสนุน พธม. คือ "พลังแห่งความเกลียดทักษิณ" นั่นเอง เข้าร่วมชุมนุมหรือคุยกันก็มีแต่การยกเรื่องเลวๆ ขึ้นมาพูด ปราศรัยบนเวทีก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง สุดท้าย วันนี้ พธม. ก็ไม่เหลือคนฟังอีก แม้จะเปลี่ยนกระแสเป็นเนื่องชาตินิยม แต่ก็แฝงไว้ด้วยพลังแห่งความเกลียดชังคนเขมรนั่นเอง

ผมไม่ทราบทางออกเหมือนกัน วันนี้คนเสื้อแดงบางกลุ่มกำลังทำให้ "พลังแห่งความเกลียดชัง" ไหลท่วมขบวนการคนเสื้อแดง ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ผมไม่กล้าตัดสิน แต่สงครามตะวันออกกลาง ไม่เคยสิ้นสุด เพราะเต็มไปด้วยความเกลียดชังหรือ Hatred เกลียดอิสราเอล เกลียดอเมริกาสงครามเลยมีแต่การทำลายล้าง

ผมไม่ได้เรียกร้องให้เรากลับไปรักใครบางคนบางกลุ่ม เพราะพลังแห่งความเกลียดชังนั้นมันก็ไหลท่วมในใจผมเหมือนกัน

แต่ผมพยายามคิดว่า ทำอย่างไรเราจะสร้างสังคมใหม่ ได้มากกว่า สังคมแห่งประชาธิปไตย ใช้พลังแห่งการสร้างสรรค์ ได้หรือไม่ เพื่อต่อสู้กับความเกลียดชัง การใช้พลังแห่งความเกลียดชังผลักดันคนเสื้อแดง จะสามารถทำให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างประชาธิปไตยให้กลับประเทศได้หรือไม่

ผมว่าพวกเราคงต้องช่วยกันหาคำตอบ

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 19/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



ยามเมื่อภัย พิบัติ ซัดกระหน่ำ
จนตอกย้ำ มวลมหา ประชาราษฎร์
ต้องทนทุกข์ เวทนา น่าอนาถ
เชื้อชนชาติ เพิ่มวิโยค โศกระทม....

กำลังใจ ส่งมา ผ่านฟ้ากว้าง
เพื่อชี้ช่อง ส่องทาง สว่างไสว
จนกว่าจะถึง แห่งฝัน วันอาทิตย์อุทัย
ทั้งความหวัง กำลังใจ ส่งให้มา....

สิ่งสูญเสีย ยื้อยุด มนุษย์โลก
ความวิปโยค มากเกิน ประเมินค่า
ได้แต่หวัง เกิดก่อ รอเวลา
ช่วยเยียวยา ให้คลาย หายทุกข์ตรม....

หล่อหลอมใจ ทุกดวง ด้วยห่วงหา
ช่วยนำพา สิ่งดี ที่เหมาะสม
ให้พ้นทุกข์ เจ็บหนาว ร้าวระบม
หวังชื่นชม สิ่งงาม ติดตามมา....

กำลังใจ ส่งมา วันฟ้าหม่น
ให้ผ่านความ ทุกข์ทน ระคนหา
แม้โศกเศร้า หม่นหมอง นองน้ำตา
ชนทั่วหล้า พร้อมดูแล รอยแผลใจ....

๓ บลา / ๑๙ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ผบ.ตร.ฟ้อง"114พันธมิตร"ยึดสนามบิน 15แกนนำ"จำลอง-สนธิ"เจอข้อหาก่อการร้าย "กษิต"พร้อมพวกรวม10คนรอด

ที่มา มติชน

พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เปิดเผยว่า วันที่ 18 มีนาคมที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีความเห็นสั่งฟ้องกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกยึดท่าอากาศยานดอนเมืองและสุวรรณภูมิ เหตุเกิดปี 2551 โดยสั่งฟ้องข้อหาก่อการร้ายรวม 15 คน จากที่คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องทั้งสิ้น 25 คน และสั่งฟ้องข้อหากระทำผิดตาม พ.ร.บ.การบินฯ 104 คน
เมื่อถามว่า เหตุใดจึงสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา 10 คน ในข้อหาก่อการร้าย พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวว่า ข้อหาก่อการร้ายมีการระบุรายละเอียดไว้ส่วนหนึ่งว่าเจตนาพิเศษ ซึ่งเจตนาพิเศษนั้นต้องเป็นการตั้งใจทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการขนส่ง กระบวนการปกครอง ดูจากเนื้อหาในสำนวนไม่สามารถพิสูจน์ความผิดได้ อย่างไรก็ตาม คงมีความผิดตาม พ.ร.บ.การบินฯ ที่มีโทษสูงไม่ต่างกัน


เมื่อถามว่า มีการกดดัน ผบ.ตร.ไม่ให้สั่งฟ้องผู้ต้องหาบางรายในข้อหาก่อการร้าย พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวว่า ตนไม่ทราบในเรื่องนี้


เมื่อถามว่า การที่ไม่สั่งฟ้องผู้ต้องหาบางรายเป็นการเจรจาให้ พธม.ยุติการชุมนุมหรือไม่ พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวว่า ไม่ใช่ น่าจะเป็นเรื่องเนื้อหาในสำนวนมากกว่า เพราะเจตนาพิเศษเป็นเรื่องที่สืบยาก


ข่าวแจ้งว่า คณะพนักงานสอบสวนซึ่งมี พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นหัวหน้า ประชุมสรุปความเห็นทางคดี เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ภายหลังสอบปากคำพยานอีก 13 ปาก ตามที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม.ร้องขอมา โดยมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้งสิ้น 114 ราย


สำหรับข้อหาก่อการร้ายคณะพนักงานสอบสวนเสนอสั่งฟ้อง 25 คน แต่ ผบ.ตร.กลับเห็นว่าควรสั่งฟ้องเพียง 15 คน ประกอบด้วย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสุริยะใส กตะศิลา นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายนรัณยู หรือศรัณญู วงษ์กระจ่าง นายศิริชัย ไม้งาม นายสำราญ รอดเพชร นางมาลีรัตน์ แก้วก่า เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ พ.ต.ท.สันธนะ ประยูรรัตน์ นายชนะ ผาสุกสกุล นายสุรวิชช์ วีรวรรณ และนายรัชต์ชยุตม์ หรืออมรเทพ หรืออมร ศิริโยธินภักดี หรืออมรรัตนานนท์


"ส่วนอีก 10 คน มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องข้อหาก่อการร้าย มีนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ นายประพันธ์ คูณมี นายกษิต ภิรมย์ นายเทิดภูมิ ใจดี นายวีระ สมความคิด น.ส.อัญชลี หรือปอง ไพรีรักษ์ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ นายพิชิต หรือตั้ม ไชยมงคล และนายบรรจง นะแส" แหล่งข่าวกล่าว


ข่าวแจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวลือสะพัดว่า พล.ต.อ.วิเชียรได้รับแรงกดดันจากผู้มีอิทธิพลและนักการเมือง ให้มีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายกษิต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในข้อหาก่อการร้าย เนื่องจากกระทบต่อเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของรัฐบาล กระทั่ง พล.ต.อ.วิเชียรมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องนายกษิต

สั่งลดน้ำมันขวดทำวงการปาล์มดิบป่วน น้ำตาลทรายจ่อปรับราคา

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ปาล์มป่วนหนัก!
หลังกระทรวงพาณิชย์สั่งลดราคาน้ำมันปาล์มขวดลง 5 บาท เหลือ 42 บาท/ขวด
ส่งผลให้ราคาปาล์มดิบดิ่งลง
ด้านเกษตรกรทนไม่ไหวฮือจะมาประท้วงรัฐบาลให้เร่งแก้ไขด่วน
ด้านพาณิชย์ขอโชว์เบรกขึ้นราคาน้ำตาลทราย

นางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมัน
และน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่าหลังจากกระทรวงพาณิชย์ให้ข่าวว่า
จะลดราคาน้ำมันปาล์มขวดลงอีกขวดละ 5 บาท เป็นขวดละ 42 บาท
จากปัจจุบันขวดละ 47 บาท ทำให้โรงสกัดประกาศลดราคารับซื้อปาล์มดิบจากเกษตรกร
เมื่อวานนี้ (18 มี.ค.54) ในราคาเฉลี่ยต่ำกว่า กก.ละ 5 บาท
ทั้งที่วันก่อนหน้า (17 มี.ค.54)เกษตรกรสามารถขายปาล์มดิบได้ กก.ละ 5.58 บาท
ขณะที่ต้นทุนการผลิต ของเกษตรกรอยู่ที่ กก.ละ 5-6 บาท
ทำให้เกษตรกรรับไม่ได้ และจะรวมตัวประท้วงกันในเร็วๆนี้
เพื่อให้ รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว

"ตั้งแต่คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)
มีมติตรึงราคาปาล์มขวดให้อยู่ที่ขวดละ 47 บาท
ราคาปาล์มที่เกษตรกรขายได้จริงก็ลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง กก.ละ 4.80 บาท
จนเกษตรกรไม่พอใจ ทางสมาคมจึงต้องไปเจรจากับโรงสกัดว่าให้รับซื้อในราคาที่สูงขึ้น
แต่เมื่อพาณิชย์ออกมาให้ข่าว
ทำให้กลุ่มตัวแทนจำหน่าย หรือพวกยี่ปั๊วยกเลิกซื้อน้ำมันปาล์มจากโรงงานกลั่น
หรือบางรายไปต่อรองราคารับซื้อน้ำมันปาล์มขวดจากโรงกลั่นลดลงในราคาขวดละ 37-38 บาท
ทำให้โรงกลั่นเปิดราคารับซื้อน้ำมันปาล์มซีพีโอจากโรงงานสกัดไม่ได้
ทางโรงงานสกัดจึงมาประกาศลดราคารับซื้อปาล์มดิบจากเกษตรกรอีกที"

นายณรงค์ชัย ทองกลาง หัวหน้าแผนกชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด กล่าวว่า
หากรัฐบาลไม่มีนโยบายปรับลดราคาปาล์มขวดอย่างชัดเจน
อาจทำให้โรงสกัดและเกษตรกรจะทนรับภาระดังกล่าวไม่ได้ นอกจากนี้
จากการหารือร่วมกันของเกษตรกรชาวสวนปาล์มต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหานี้
ใน 3 มาตรการ คือ
1. ให้รัฐบาลหยุดหรือชะลอการนำเข้าน้ำมันปาล์ม
2.ให้มีประกันราคาปาล์ม สร้างแทงเกอร์ กลางเพื่อรับน้ำมันปาล์มเก็บสต๊อกไว้ และ
3. ให้รัฐบาลเจรจากับโรงกลั่นให้รับซื้อน้ำมันปาล์มซีพีโอ
ในราคา บวกเพิ่มจากราคามาเลเซีย 2.50 บาท
เนื่องจากราคาในปัจจุบันของไทยต่ำกว่าราคาของมาเลเซียแล้ว

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวถึง
กรณี ผู้ผลิตน้ำตาลทรายขอปรับราคาบรรจุถุงอีก 1.40 บาท
ซึ่งจะมีผลให้ราคาขายปลีกน้ำตาลทรายบรรจุถุง (1 กก.)
เพิ่มจากถุงละ 23.50 บาท เป็น 25 บาท ว่า
ต้องผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน
เพราะน้ำตาลทรายเป็นสินค้าควบคุมราคาขายปลีก
โดยขณะนี้กรมการค้าภายในกำลังพิจารณา
ดังนั้นผู้ค้ายังต้องขายไม่เกินถุงละ 23.50 บาท
สำหรับในกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนในต่างจังหวัดจะบวกเพิ่มค่าขนส่ง
และมีการประกาศราคาแนะนำไว้แล้ว 50 จังหวัด
หากขายเกินราคาแนะนำไว้ถือว่า
มีโทษจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.


http://www.thairath.co.th/content/eco/157065

"เสรี สุวรรณภานนท์" เปิดตัวพรรคประชาสันติ เม.ย.นี้

ที่มา มติชน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีต ส.ว.กทม. ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ถึงการก่อตั้งพรรคประชาสันติ ว่าได้ร่วมกับพรรคพวก อาทิ นายพันธ์เลิศ ใบหยก อดีตกรรมการผู้บริหารพรรคไทยรักไทย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. นายนพดล อินนา พูดคุยกันถึงสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ และเห็นว่า พรรคการเมืองที่มีอยู่ยังไม่เป็นที่พึ่งหวังของประชาชนได้ จึงได้คิดจัดตั้งพรรคประชาสันติขึ้นมา โดยทาบทาม ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นผู้นำพรรค คาดว่าจะเปิดตัวได้ในราวต้นเดือนเมษายนนี้ได้ ซึ่งสามารถส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงรับสมัครในการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ทันอย่างแน่นอน


นายเสรีกล่าวอีกว่า ในการลงเลือกตั้งครั้งแรกตั้งเป้าว่าจะได้ที่นั่ง ส.ส.ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ห่วงได้แค่ไหนก็แค่นั้น แต่อยากให้ประชาชนมีทางเลือก ซึ่งขณะนี้นอกจากผู้สมัครหน้าใหม่และเคยลงสมัครมาแล้ว ก็ยังมี ส.ส.จำนวนหนึ่งเตรียมเข้ามาอยู่ด้วย โดยเป้าหมายอยู่พื้นที่ กทม.เป็นหลัก ขณะที่พื้นที่ต่างจังหวัดกระแสตอบรับ ร.ต.อ.ปุระชัยก็ดีพอสมควร

ล้วงตับทักษิณ ทนายโกง กว่า2.9พันล้าน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 18 มี.ค. อ้างข่าวจากเว็บไซต์ "เตหะราน ไทม์ส"
และหนังสือพิมพ์ "เอมารัต อัล โยอุม" ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
ที่รายงานเมื่อวันที่ 17 มี.ค.ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
ในฐานะเจ้าของบริษัท "ยูเค สปอร์ตส์ อินเวสต์เมนต์ ลิมิเต็ด" (ยูเคเอสไอแอล)
ได้ยื่นฟ้องทนายความชาวดูไบ
ซึ่งเป็นทั้งผู้อำนวยการบริษัทและหุ้นส่วนของบริษัทกฎหมายแห่งหนึ่ง
ในข้อหายักยอกเงินจากบัญชีของตน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้ต้องหา
ซึ่งเบื้องต้นข่าวไม่มีการระบุชื่อ
ต้องจ่ายเงินค่าชดใช้ความเสียหายเป็นเงินถึง 441 ล้านดีแรมยูเออี
(ประมาณ 119 ล้านดอลลาร์ หรือ 3,570 ล้านบาท)

ขณะที่สำนักข่าวเอพีรายงานในวันเดียวกัน เปิดเผยชื่อผู้ต้องหาในคดีนี้ว่าคือ
นายคาลีด อัล-มูไฮรี ทนายความชาวดูไบ วัย 45 ปี
ที่ขึ้นให้การต่อศาลดูไบในสหรัฐอาหรับ–เอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 17 มี.ค.
ในข้อหายักยอกเงินหลายสิบล้านดอลลาร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย
อย่างไรก็ตาม นายอัล-มูไฮรี ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด

ทั้งนี้ รายงานข่าวระบุว่า
นายอัล-มูไฮรี ซึ่งเป็นหุ้นส่วนของบริษัทแห่งหนึ่งในดูไบถูกตั้งข้อหาใช้อำนาจหน้าที่
ที่ได้รับมอบหมายในทางมิชอบ พยายามฉ้อโกง และปลอมแปลงเอกสาร
หลังอัยการกล่าวหาว่าเขาขโมยเงินจากบัญชีธนาคารของบุคคลที่ 3
ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้ บริษัทของเขาดูแลด้านกฎหมาย ใน พ.ศ.2552 ถึง 129 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
(ประมาณ 3,870 ล้านบาท) และในจำนวนนั้นเป็นเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ 97 ล้านดอลลาร์
(ประมาณ 2,910 ล้านบาท) ซึ่งเงินจำนวนนี้ได้จากการขายสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ "เรือใบสีฟ้า"

สำหรับดีลสนั่นโลกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย
เข้าซื้อหุ้นของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้"เรือใบสีฟ้า" ทีมดังในพรีเมียร์ลีกอังกฤษนั้น
เกิดขึ้นในเดือน มิ.ย. พ.ศ.2550 โดยมอบหมายให้บริษัทยูเค สปอร์ตส์ อินเวสต์เมนต์ส
ซึ่งเป็นบริษัทตัวแทน เข้าเจรจากับบอร์ดบริหารของทางสโมสรในขณะนั้น
ด้วยการเข้าซื้อหุ้นจำนวน 54 ล้านหุ้น เป็นจำนวนเงิน 21.6 ล้านปอนด์
ซึ่งคิดเป็น 55.9 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
รวมทั้งต้องจ่ายเงินสดอีกจำนวนหนึ่งรวม 60 ล้านปอนด์
เพื่อชำระหนี้สินของสโมสร รวมเป็นมูลค่าการลงทุนทั้งหมด 81.6 ล้านปอนด์
หรือประมาณ 5,700 ล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยนขณะนั้น
ในการเข้าถือหุ้นใหญ่ของสโมสร และจากนั้นก็ได้ซื้อหุ้นที่เหลือจากผู้ถือหุ้น
โดยรวบรวมหุ้นทั้งหมดได้รวม 75 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นการเข้าควบคุมสโมสรอย่างเด็ดขาด
พร้อมขึ้นเป็นประธานสโมสรอย่างเต็มภาคภูมิ ซึ่งจากการที่เข้าบริหารงานอย่างอิสระ
ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณแต่งตั้งและเปิดตัวสเวน โกรัน อีริคสัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ
เป็นผู้จัดการทีมอย่างเป็นทางการเมื่อ 7 ก.ค.2550 ตามที่คาดกันไว้ก่อนหน้านี้อย่างไรก็ตาม
แม้การซื้อสโมสรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในครั้งนั้นจะได้รับการสนับสนุนจากบอร์ดบริหารเดิมของแมนฯ ซิตี้
รวมทั้งคีธ แฮร์ริส ประธานบริหารซีย์มัวร์ เพียร์ซ อินเวสต์เมนต์ แบงก์ โบรกเกอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
จะยืนยันว่าเงินที่ใช้ซื้อสโมสรครั้งนี้เป็นเงินที่สะอาดไม่เกี่ยวข้องกับที่ถูกอายัดทรัพย์ก่อนหน้านี้
แต่ พ.ต.ท.ทักษิณยังต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการตัดสินคดีในเมืองไทย มีการยึดทรัพย์
ทำให้ภาวะทางการเงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ฝืดเคือง
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการบริหารงานของสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้
ประกอบกับกระแสต่อต้านของแฟนบอลในอังกฤษ
ที่กดดันให้สมาคมฟุตบอลอังกฤษพิจารณาเกี่ยวกับคุณสมบัติและความเหมาะสม

ในที่สุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ลาออกจากประธานบริหารสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้
เมื่อวันที่ 23 ส.ค. พ.ศ.2551 และได้มีการเจรจากับอาบูดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ฟอร์ ดีเวล
–ลอปเมนต์ (ADUG) อันเป็นกลุ่มทุนทางธุรกิจจากประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
นำโดย ดร.สุไลมาน อัล ฟาริม ประธานกลุ่ม เพื่อขายหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้
ก่อนบรรลุข้อตกลงกันได้เมื่อวันที่ 1 ก.ย. พ.ศ.2551
โดยข้อตกลงในการซื้อขายครั้งนี้เชื่อว่าสูงถึง 150 ล้านปอนด์ หรือกว่า 9,000 ล้านบาท
ในช่วงเวลานั้น เท่ากับว่าในระยะเวลาที่เข้ายึดครองสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้
เป็นเวลาประมาณ 15 เดือน
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สามารถทำกำไรได้จากธุรกิจนี้ราว 3,000 ล้านบาท


http://www.thairath.co.th/content/pol/157042

กฎหมายพรรคการเมือง คืออุปสรรคของประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

โดย Palrak



คณะกรรมการเลือกตั้งใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายวางหลักไว้หรือไม่?
เป็นการจำกัดเสรีภาพของบุคคลหรือไม่ ?
เป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่?
หรือว่าเป็นกฎเหล็กของเผด็จการรัฐประหาร เพื่อตามล้างตามเช็คเผด็จการรัฐสภาซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้าม...

พบกับ รุ่งโรจน์ วรรณศูทร หรือ วัฒนา สุขวัจน์, ทนายสมพร มูสิกะ และ บุญเลิศ เทวเส
ดำเนินรายการโดย ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น