WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 20, 2011

เผยกองทัพเบิกกระสุนมาใช้ช่วงชุมนุม นปช. ปี 53 เกือบ 6 แสนนัด

ที่มา ประชาไท

กรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร เผยบัญชียอดเบิกกระสุนจากคลังแสงทหารบกกว่า 597,500 นัด ส่งคืน 479,577 นัด ใช้ไป 117,923 นัด เผยมีการเบิกกระสุนปืนซุ่มยิง 3,000 นัด คืนเพียง 880 นัด ขณะที่เบิกกระสุนซ้อมเพียง 10,000 นัด ส่งคืน 3,380 นัด

สำนักข่าวไทย รายงานเมื่อวันที่ 18 มี.ค. ว่า พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ได้นำรายงานบัญชีสรุปรายการเบิกจ่ายกระสุนจากหน่วยคลังแสง สรรพาวุธทหารบก เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ระหว่างการดูแลความเรียบร้อยในช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงระหว่าง วันที่ 11 มีนาคม 2553 จนเสร็จสิ้นการชุมนุม มาแสดงต่อสื่อมวลชน

ทั้งนี้ พ.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า มีการรายงานการเบิกจ่ายกระสุนทั้งสิ้น 597,500 นัด มีการส่งคืน 479,577 นัด และมีการใช้กระสุนไปทั้งสิ้น 117,923 นัด ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมากสำหรับการควบคุมการชุมนุมของประชาชน จึงอยากตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่อาจทำให้เกิดการเสีย ชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกัน จำนวนกระสุนที่เบิกจ่ายไปเป็นกระสุนที่ใช้สำหรับการซุ่มยิง 3,000 นัด มีการส่งคืนเพียง 880 นัด ถือเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ในระหว่างที่มีการชุมนุมมีการซุ่มยิงจริง นอกจากนี้ ยังมีการกระสุนซ้อมเพียง 10,000 นัดและมีการส่งคืน 3,380 นัด

"เสื่อม"

ที่มา ประชาไท

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการแนวทางการดำเนิน งานส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรมข้าราชการและประชาชนทั่วไป ได้แก่ การเข้าวัดปฏิบัติธรรมทุกวันพระหรือวันอาทิตย์ การสวดมนต์หน้าโต๊ะหมู่บูชาและพระบรมสาทิสลักษณ์ก่อนการประชุม การถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะปฏิบัติตามพระราชดำรัส การสวดมนต์ก่อนเข้าชั้นเรียนทุกวันและหลังเลิกเรียนในวันศุกร์ ฯลฯ ซึ่งเสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรมเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะ ทรงมีพระชนมายุครบ 7 รอบในปลายปีนี้

ข้อเสนอดังกล่าววางอยู่บนสมมติฐานที่ว่าคุณธรรมและจริยธรรมของคนไทยใน ปัจจุบันตกต่ำเพราะความที่มีชีวิตห่างไกลจากพุทธศาสนาและไม่ปฏิบัติตามพระ ราชดำรัส (ซึ่งวางอยู่บนพุทธศาสนาเช่นกัน) จึงต้องแก้ไขด้วยการให้คนไทยได้ “เข้าวัดเข้าวา” และมีพันธะกรณีกับพระราชดำรัสเพิ่มมากขึ้น ซึ่งหากปฏิบัติได้ก็จะเป็นผลดีไม่เฉพาะกับตัวผู้ปฏิบัติ หากแต่หมายถึงสังคมไทยโดยรวม จึงเป็นการ “ทำความดีถวายในหลวง” อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ดี ข้อสมมติฐานนี้บิดเบือนชีวิตทางศาสนาของคนไทยในปัจจุบัน รวมทั้งยังอำพรางความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับการเมืองไทยอย่างสำคัญ เพราะหากหมายความศาสนาในความหมายกว้าง เช่น ระบบความเชื่อและระเบียบศีลธรรม จะพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีชีวิตใกล้ชิดกับศาสนา หลายคนตื่นเช้าขึ้นมาก็บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะเดินทางไปไหนหรือติดต่อธุระอะไรก็ต้องดูฤกษ์ยาม จะเปิดร้านหรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่ก็ต้องนิมนต์พระมาสวดและเจิมให้ และนอกจากหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาเช่นบุญกรรม คนไทยจำนวนมากยังเคารพศรัทธาในระบบความเชื่อและระเบียบศีลธรรมอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นผี เทพ หรือบุรพกษัตริย์ไทยเช่น “เสด็จพ่อ ร.๕” ชีวิตประจำวันของคนไทยจึงรายล้อมไปด้วยศาสนาเต็มไปหมด

นอกจากนี้ นัยของศาสนาเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเพียง “ความเชื่อส่วนบุคคล” หรือเป็นการถอยร่นของศาสนาเข้าสู่ปริมณฑลส่วนตัวของปัจเจกบุคคลท่ามกลางการ ขยายตัวของความทันสมัยอย่างที่พวกนักคิดสายเรื่องทางโลกชวนให้เชื่อ ตรงกันข้าม ศาสนากลับยังเป็นพลังสำคัญในพื้นที่สาธารณะหรือว่ามีส่วนในการจัดความ สัมพันธ์ระหว่างผู้คนในสังคมไทยร่วมสมัยอย่างสำคัญ เปรียบว่าธรรมกายสามารถสร้างเครือข่ายญาติธรรมที่ต้องการบรรลุธรรมด้วยวิธี การเฉพาะในยุคเครือข่ายไร้สายได้ฉันใด สันติอโศกก็สามารถสร้างกองทัพธรรมที่ต้องการทวงเขาพระวิหารหรือเขตแดนคืนใน ยุคโลกไร้พรมแดนได้ฉันนั้น

ในทางกลับกัน การที่คนไทยในปัจจุบันมีความสนใจในชีวิตทางศาสนาก็ไม่ได้เป็นเรื่องของการ ฟื้นตัวของศาสนาอย่างที่เกิดขึ้นในศาสนาคริสต์และอิสลามหลังจากเผชิญกับ กระแสการตื่นรู้ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และการเกิดขึ้นของรัฐชาติ เพราะในสังคมไทย ศาสนาพุทธไม่เคยเพลี่ยงพล้ำให้กับการท้าทายทางปรัชญาและหลักธรรมคำสอนโดย วิทยาศาสตร์ แต่สามารถจัดความสัมพันธ์ให้อยู่ในสถานะที่เหนือกว่าได้ วิทยาศาสตร์อาจดูล้ำเลิศ แต่ก็เป็นเพียงโลกียธรรม เทียบไม่ได้กับโลกุตรธรรมอย่างพุทธศาสนา ขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็ไม่เคยสถาปนาศาสนจักรขึ้นแข่งขันหรือท้าทายอำนาจ อาณาจักรเหมือนกับที่เกิดขึ้นในกรณีของศาสนาคริสต์ แต่กลับโยงใยกันอย่างแนบแน่น การวางผังการปกครองดินแดนในสมัยสุโขทัยและอยุธยาวางอยู่บนคติความเป็น กษัตริย์ในพุทธศาสนา และตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมากษัตริย์ไทยอยู่ใต้คติธรรมราชาแทนที่จะเป็นเทวราชาตามคติฮินดู นอกจากนี้ การสร้างรัฐชาติไทยอาศัยพุทธศาสนาในหลายลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการหมายความโดยพฤตินัยให้ศาสนาพุทธเป็นหนึ่งในสามของ อุดมการณ์รัฐควบคู่กับชาติและพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ยังไม่นับรวมการรื้อฟื้นสถานภาพและบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2500 เป็นต้นมาที่อาศัยพิธีกรรมความเชื่อในพุทธศาสนาอย่างเข้มข้น พุทธศาสนาจึงไม่เคยจางหายจากพื้นที่สาธารณะในสังคมไทย และคนไทยก็ไม่ได้มีชีวิตห่างจากศาสนาอย่างที่มักถูกทำให้เชื่อกัน

ฉะนั้น หากศีลธรรมของคนไทยตกต่ำจริงก็ไม่น่าจะเป็นเพราะคนไทยอยู่ห่างศาสนา (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าไม่เคยมีผู้กระทำ ผิดหรือ “ผู้ร้าย” ในสังคมไทยคนไหนต่อต้านศาสนาหรือว่าบอกว่าตัวเองไม่มีศาสนา) และเพราะเหตุดังนั้นการบังคับให้คนไทย “เข้าวัดเข้าวา” หรือปฏิบัติวัตรทางศาสนามากขึ้นก็ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา ศีลธรรมของคนไทยตกต่ำ ถ้าอย่างนั้นข้อเสนอของกระทรวงวัฒนธรรมมีเป้าหมายหรือนัยสำคัญอะไร

ข้อแรก ผมคิดว่าข้อเสนอของกระทรวงวัฒนธรรมต้องการกอบกู้พุทธศาสนาเชิงสถาบันที่อยู่ ในสภาวะง่อนแง่น เพราะในด้านหนึ่งสถาบันพุทธศาสนาประสบปัญหาภายในไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของพระ นอกรีตจำพวกมั่วสีการวมทั้งเสพและค้ายาเสพติด การเมืองและการแย่งชิงผลประโยชน์ภายในวัด หรือว่าการที่วัดมีลักษณะเป็นสถานประกอบการเชิงพาณิชย์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่อีกด้านพุทธศาสนาเผชิญกับ “คู่แข่ง” ที่แข็งแกร่งและมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในกลุ่มของเทพองค์ ต่างๆ ซึ่งไม่ได้สังกัดพุทธศาสนา ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ พุทธศาสนาจะสูญเสียความสามารถในการเป็นสถาบันหรือกลไกจัดระเบียบความเชื่อ และศีลธรรมในสังคมให้กับรัฐไทย มาตรการกระชับศีลธรรมคนไทยผ่านวัดและพิธีกรรมจึงถูกเข็นออกมาโดยมีความต้อง การเสริมความแข็งแกร่งให้พุทธศาสนาเชิงสถาบันเป็นเหตุผลอยู่เบื้องหลัง

ข้อสอง วิกฤติการเมืองไทยร่วมสมัยยิ่งทำให้ต้องเร่งเสริมความแข็งแกร่งของสถาบัน พุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น เพราะอย่างที่เขียนไว้ข้างต้น สถาบันพุทธศาสนาไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับอาณาจักรสยามและรัฐไทย แต่ให้ความเกื้อหนุนอย่างสลับซับซ้อน โดยเฉพาะในช่วงที่สถาบันการเมืองจารีต (ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของรัฐไทย) เผชิญความเปลี่ยนแปลงและการท้าทาย ฉะนั้น การที่ส่วนสำคัญของวิกฤติการเมืองไทยในปัจจุบันอยู่ที่ความเปลี่ยนแปลงรวม ทั้งความไม่มั่นคงแน่นอนของสถาบันการเมืองจารีตประการหนึ่ง กับการก้าวขึ้นมาของพลังทางการเมืองที่มีจินตนาการทางการเมืองต่างออกไปอีก ประการ ก็ส่งผลให้ความเสื่อมของสถาบันพุทธศาสนาไม่อาจถูกทิ้งให้เป็นเรื่องในความ รับผิดชอบของกรมศาสนาแต่เพียงหน่วยงานเดียวอีกต่อไปได้ หากแต่ต้องทำให้กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อจะช่วยให้สถาบันพุทธศาสนาสามารถทำหน้าที่เสริมความแข็งแกร่งให้กับ สถาบันการเมืองจารีตได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทาง ดังที่กระทรวงวัฒนธรรมระบุไว้อย่างชัดเจนว่าจะกระชับศีลธรรมของข้าราชการและ ประชาชนคนไทยในครั้งนี้เพื่อสิ่งใด

อย่างไรก็ดี ผมไม่คิดว่ามาตรการเหล่านี้จะบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ เพราะในด้านหนึ่งพุทธศาสนาเสื่อมก็เพราะถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ทางการเมืองมากเกินไป การที่มาตรการดังกล่าวเจริญรอยตามแนวทางนี้ก็จะยิ่งส่งผลให้พุทธศาสนาเสื่อม ลงไปอีก ขณะที่อีกด้านความผุกร่อนของสถาบันการเมืองจารีตแฝงนัยเชิงจริยธรรมด้วย การอาศัยกลวิธีทางการเมืองที่มีความเสื่อมเชิงจริยธรรมในตัวจะยิ่งทำให้ความ ผุกร่อนที่ว่านี้รุนแรงขึ้นอีก

(ตีพิมพ์ในคอลัมน์ คิดอย่างคน หนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ประจำวันที่ 11-17มีนาคม 2554)

ความหมายของการรำลึก 35ปี 6ตุลา ณ หอประชุมศรีบูรพา 20 มีนาคม 2554

ที่มา Thai E-News


คอนเสิร์ต35ปี 6 ตุลา จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์-20 มีนาคม · 15:00 - 21:00 สถานที่ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พบกับวัฒน์ วรรลยางกูร และวงท่าเสา จาตุรนต์ ฉายแสง จตุพร พรหมพันธุ์ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ สลักธรรม โตจิราการ สุดา รังกุพันธุ์ จารุพรรณ กุลดิลก สุดสงวน สุธีสร เดือนวาด พิมวนา ณัฐพร อึ๊งศรีวงศ์ เพียงคำ ประดับความ อดิศร เพียงเกษ วิสา คัญทัพ ไม้หนึ่ง ก.กุนที สุญญตา เมี้ยนละม้าย วสุ วรรลยางกูร วงสี่แยกคอกวัว แนวร่วมศิลปะ บทกวี และดนตรีการต่อสู้ พร้อมแขกรับเชิญอีกมากมาย(รายละเอียดเพิ่มเติมคลิ้กที่โปสเตอร์)




โดย วิภา ดาวมณี ผู้ประสานงานคณะกรรมการรับข้อมูลและสืบพยานเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
20 มีนาคม 2554

ในยุคสมัยของ “มรสุมทางการเมือง” หลังการรัฐประหาร 2490 ที่ธรรมศาสตร์ ขบวนการนักศึกษาปัญญาชนถูกบีบคั้นอย่างหนัก วลีอมตะของ “ศรีบูรพา” หรือ “กุหลาบ สายประดิษฐ์” ถูกเสริมแต่งในบริบทที่เป็นจริงเป็นจังมากขึ้น จาก ข้อความที่ว่า

.............นักศึกษาและบัณฑิตของ มธก.
มีความรักในมหาวิทยาลัยของเขา
มิใช่เหตุเพราะแต่เพียงว่าเขาได้เรียนในมหาวิทยาลัยนี้
เขาได้วิชาความรู้ไปจากมหาวิทยาลัยนี้
เขารักมหาวิทยาลัยนี้เพราะว่ามีธาตุบางอย่างของมหาวิทยาลัยนี้
ที่สอนให้เขารู้จักรักคนอื่น รู้จักคิดถึงความทุกข์ยากของคนอื่น
เพราะว่ามหาวิทยาลัยนี้ไม่ได้กักกันเขาไว้ในอุปาทาน
และความคิดที่จะเอาตัวรอดเท่านั้น
ชาว มธก. รักมหาวิทยาลัยของเขา
เพราะว่ามหาวิทยาลัยของเขารู้จักรักคนอื่นด้วย…………


เป็น “ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน ”

แม้บนขวดน้ำพลาสติกยี่ห้อโดมก็พิมพ์ข้อความนี้ไว้ แต่อาจจะไม่มีใครอ่าน

การจัดคอนสิร์ตในโอกาสครบรอบ 35 ปี ของเหตุการณ์ 6 ตุลาที่นี่ หอประชุมศรีบูรพาจึงมีความหมายต่อการรำลึกครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นความหมายประการแรก

ในบันทึกอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฉบับเต็มนั้นชื่อว่า “ความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519” มีความยาวถึงสิบหน้ากระดาษ ถ่ายทอดทุกสิ่งที่สังคมไทยตั้งคำถามกับเหตุการณ์นี้ มีการแจกแจงถึงเจตนาตลอดจนวิธีการของพวกที่รวมตัวกันวางแผนก่ออาชญากรรมรัฐดังนี้

“......... เจตนาที่จะทำลายล้างพลังนักศึกษา และประชาชนที่ใฝ่เสรีภาพนั้นมีอยู่นานแล้ว ในเดือนตุลาคม 2516 เมื่อ มีเหตุทำให้เปลี่ยนระบบการปกครองมาเป็นรูปประชาธิปไตยนั้น ได้มีผู้กล่าวว่า ถ้าฆ่านักศึกษาประชาชนได้สักหมื่นสองหมื่นคนบ้านเมืองจะสงบราบคาบ และได้สืบเจตนานี้ต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ในการเลือกตั้งเมษายน 2519 ได้มีการปิดประกาศและโฆษณาจากพรรคการเมืองบางพรรคว่า “สังคมนิยมทุกชนิดเป็นคอมมิวนิสต์” และกิตติวุฒโฑภิกขุ ยังได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า “การฆ่าคอมมิวนิสต์นั้นไม่เป็นบาป” ถึงแม้ในกันยายน–ตุลาคม 2519 เอง ก็ยังมีผู้กล่าวว่าการฆ่าคนที่มาชุมนุมประท้วงจอมพลถนอม กิตติขจร สัก 30,000คน ก็เป็นการลงทุนที่ถูก

ผู้ที่สูญเสียอำนาจทางการเมืองในเดือนตุลาคม 2516 ได้แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตยจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่ พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้ได้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำลายล้างพลังต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์แก่ตนเองด้วยวิธีต่างๆ.............”


ความทรงจำ 6 ตุลา 2519 แทรกพื้นที่ทางการเมืองต่อเนื่องกันมาเป็นระยะๆ เมื่อการรำลึก 6 ตุลามาเยือน มีความพยายามสร้างพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ สวนประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์หน้าหอประชุมใหญ่ นี่คือความหมายที่สอง เพราะอนุสรณ์สถานของสามัญชนคนธรรมดาเป็นสิ่งที่สร้างได้ยากยิ่ง ขณะที่อนุสรณ์ อนุสาวรีย์ของผู้กดขี่ประชาชนมีดาษดื่น การรำลึกจึงยิ่งสำคัญเป็นทวีคูณ

เราเคยตั้งความหวังว่าอนุสรณ์สถานและประติมากรรม 6 ตุลา จะเตือนใจว่าความขรุขระบนหินรูปเขื่อนสีเลือดเกรอะกรัง ของชิ้นงาน6 ตุลา 2519 ที่สะท้อนร่างด้านที่อัปลักษณ์ของสังคมไทย จะช่วยเตือนสติแก่ทุกคนว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต แต่มันก็เกิดขึ้นซ้ำจนได้ในเหตุการณ์พฤษภา 2535 และ เมษา พฤษภาปี 2553 ที่ผ่านมา

ความหมายสุดท้ายของการรำลึกที่สำคัญ และจะคงความสำคัญไปอีกยาวนาน คือ
เราจะต่อต้านเผด็จการกันอย่างไร?
เราจะสร้างสรรค์ประชาธิปไตยประชาชนอย่างไร?
และเราจะต้องมารำลึกถึงวีรชนคนตายกันอีกกี่ครั้งกี่หน
คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลม
สายลมฝ่ายขวาอาจพัดแรง แต่สายลมแห่งการต่อสู้ก็กำลังกระพือโหม จากตะวันออกสู่ตะวันตก
จากเหนือจรดใต้ ประชาชนทั่วโลกกำลังต่อสู้กับระบบ ระบอบเก่าๆ และร่วมกันปลดแอกสู่สังคมใหม่

ผลงานด้านศิลปะ ดนตรี บทกวี ละคร นาฏลีลาและการแสดงรูปแบบต่างๆ ล้วนเป็นผลิตผลทางวัฒนธรรมที่ผลิดอกออกผลท่ามกลางการต่อสู้ แนวรบทางวัฒนธรรม

และคอนเสิร์ตวันนี้คือเวทีสู้รบอีกครั้งหนึ่งของเรา เวทีนี้อาจจะไม่ใหญ่ไม่โต แต่เปี่ยมด้วยพลัง ศรัทธา ความมุ่งมั่นของเหล่านักรบ ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ที่พร้อมจะแปรเจตนารมณ์ของเหล่าวีรชนให้เป็นจริง....

********

ทัวร์ธรรมศาสตร์ก่อนชมคอนเสิร์ต 35 ปี 6 ตุลาฯ


เรื่อง อ.วิภา ดาวมณี*
ออกแบบประติมากรรม อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ
ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม นายอเนก เจริญพิริยะเวศ

เสื้อธรรมศาสตร์ที่เพิ่งออกมาพาให้ผู้คนแปลกใจ เพราะเป็นสีธงชาติไทย ที่มีขาวแดงน้ำเงินเป็นสีหลัก หากจะตั้งชื่อยุคสมัยให้กับความเป็นไปของธรรมศาสตร์ในบริบทของสังคมไทยปัจจุบัน ก็อาจเรียกได้ว่า ยุคธรรมศาสตร์ชาตินิยม กระมัง ภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยมที่กำลังอบอวลด้วยสัญลักษณ์ “ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ”....

เราลองมองย้อนกลับไปเมื่อแรกตั้งธรรมศาสตร์เป็นมหาวิทยาลัย ภายหลัง “การอภิวัฒน์ พ.ศ. ๒๔๗๕” คณะราษฎรได้เข้าทำการยึดอำนาจและประกาศหลัก ๖ ประการ เพื่อสิทธิเสมอภาค เสรีภาพ ความเป็นอิสระ ก่อร่างสร้างประชาธิปไตย โดยให้การศึกษากับราษฎรอย่างเต็มที่

สองปีถัดมา เมื่อ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๗ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ก็ได้ก่อตั้งขึ้น โดยมีชื่อว่า “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เพื่อการศึกษาของสามัญชนในแบบตลาดวิชา

ทันทีที่เปิดก็มีผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาศึกษาจากทั่วประเทศ กว่าเจ็ดพันคน มหาวิทยาลัยได้ทำหน้าที่ประดุจ “บ่อน้ำ” ที่คอยดับความกระหายของราษฎรที่แสวงหาความรู้ในทางสังคมการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่รองรับการปกครองรูปแบบใหม่ที่สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

ยอดโดมหกเหลี่ยมที่สะท้อนความหมายหลัก ๖ ประการของคณะราษฎร จึงตั้งตระหง่านสูงเด่น เป็นสัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์มาจนทุกวันนี้

แม้จะมีผู้หลักผู้ใหญ่บางคนจะกล่าวถึงความสำเร็จในการย้ายธรรมศาสตร์ไปยังรังสิตเมื่อเร็วๆนี้ว่า “ โดมธรรมศาสตร์ จะสำคัญอะไรนักหนา ” อาจจะเพราะมิได้เรียนรู้ หรือสนใจและให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร์ในคราวนั้น

แต่อย่างไรก็ตาม ความเป็นมาของการสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งนี้ก็คือที่มาของจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ จากวันนั้นนักศึกษาธรรมศาสตร์ก็ยิ่งเข้าไปมีบทบาททางการเมือง และในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ร่วมกับประชาชนและผู้รักประชาธิปไตยอีกมากมาย

วันนี้หากใครได้เดินผ่านประตูรั้วของธรรมศาสตร์เข้ามาก็จะเห็นว่าด้านหน้าของหอประชุมใหญ่เรียงรายด้วย ประติมากรรมจำนวน ๘ ชิ้นงาน ซึ่งบ่งบอกลำดับเหตุการณ์ที่ธรรมศาสตร์มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ๑๑ เหตุการณ์ด้วยกัน

จากด้านที่ติดกับคณะนิติศาสตร์ ด้านในสุดของสวนไล่เรียงมา จะเป็นศาลาสีเงินรูปหกเหลี่ยม โปร่ง หลังคาคล้ายหลังคาตึกโดม มีเสาค้ำยัน ๖ ต้นรองรับ แทนความหมายของหลัก ๖ ประการ ซึ่งประกาศโดยคณะราษฎร คือ

๑. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลายของประเทศไว้ให้มั่นคง

๒. จะต้องรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดลงให้มาก

๓. ต้องบำรุงความสุขสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลใหม่จะหางานให้ราษฎรทุกคนทำ

จะวางโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

๔. จะต้องให้ราษฎรได้สิทธิเสมอภาคกัน

๕.จะต้องให้ราษฎรมีเสรีภาพ ความเป็นอิสระ เพื่อเสรีภาพ (โดยไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการข้างต้น)

๖. จะต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่กับราษฎร


ถัดมาใกล้กับกำแพงรั้วด้านพิพิธภัณฑ์ เป็นประติมากรรมนูนสูงสีทอง มีรูปโดมอยู่ตรงกลาง นักศึกษาหญิงชาย ชูตราชั่งแห่งความยุติธรรม อีกด้านหนึ่งเป็นสัญลักษณ์ธรรมจักร คัดข้อความบางตอนของหลวงประดิษฐ์มนูธรรม หรืออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยกล่าวรายงานในวันสถาปนามหาวิทยาลัยมาไว้


โดยถือให้วันที่ ๑๐ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันธรรมศาสตร์ ประติมากรรมชิ้นที่สองนี้จึงแทนวันธรรมศาสตร์ที่ชาวธรรมศาสตร์จะมาร่วมกันรำลึก เรียกชื่อชิ้นงานว่า “ การก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง” เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและเป็นรากฐานในการสร้างปัญญาชน และบัณทิตใหม่ เม็ดเลือดใหม่ของสังคมไทยขึ้นมารองรับระบอบประชาธิปไตย


ถัดเข้ามาตรงกลางเป็นประติมากรรมที่สะท้อนเหตุการณ์เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถูกใช้เป็นกองบัญชาการของขบวนการเสรีไทย และเป็นสถานที่กักกันคนต่างชาติ มีบุคลากรนักศึกษาธรรมศาสตร์และประชาชนชาวไทย ในนามของขบวนการเสรีไทยร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น รวมทั้งแสดงเจตจำนงค์ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลไทยที่ไปสนับสนุนญี่ปุ่นในขณะนั้น ขบวนการนี้ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้ในสงคราม จึงมีภาพปืนใหญ่ และเหล่ายุวชนเสรีไทยที่อาสาสู้ศึกในลักษณะประติมากรรมลอยตัวเป็นสีดำบ่งบอกความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของตน


ส่วนอีกชิ้นงานหนึ่งที่นักศึกษารุ่นปัจจุบันน่าจะกลับมาค้นคว้าศึกษาเปรียบเทียบให้เกิดความรับรู้มากขึ้น ก็คือประติมากรรมสะท้อน “ ขบวนการนักศึกษาธรรมศาสตร์ ระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๔ ถึง พ.ศ. ๒๕๐๐ ” หลายคนอาจจะรู้จักเพียง เหตุการณ์หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบแบ่งขั้วแบ่งสีในปัจจุบัน และประวัติศาสตร์การเมืองไทยระยะใกล้ๆ ในยุคพฤษภา ๒๕๓๕ หรือ ยุค ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ แต่ไม่เคยรู้ว่าก่อนหน้า

หลายปีมาแล้ว ขบวนการเคลื่อนไหวของนักศึกษาไทยได้เริ่มต้นขึ้น โดยมีทั้งกระบวนวิธีคิด วิธีการทำงาน การรวมตัวจัดตั้ง มีอุดมการณ์ และจิตใจที่องอาจกล้าหาญ ควรแก่การศึกษายกย่อง ประติมากรรมชิ้นนี้จึงรวม ๓ เหตุการณ์สำคัญในเวลาใกล้ๆกันเพื่อสะท้อนภาพการเคลื่อนไหวของนักศึกษายุคนั้น

เหตุการณ์แรกคือ ภายหลังการทำรัฐประหาร ปี พ.ศ.๒๔๙๐ ธรรมศาสตร์ประสบกับความผันผวนและภัยทางการเมืองเป็นอย่างรุนแรง ต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๒ มีเหตุการณ์กบฏวังหลวงที่ฝ่ายสูญเสียอำนาจต้องการทวงอำนาจคืน และยังเกิดเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันในเวลาต่อมา ฝ่ายกองทัพบกจึงเข้ายึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทำให้มหาวิทยาลัยต้องอพยพไปอยู่ที่เนติบัณฑิตยสภาบ้าง ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาบ้าง

จนวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๙๔ นักศึกษาธรรมศาสตร์ประมาณ ๓๐๐๐ คนได้รวมตัวกันเดินขบวนเรียกร้องมหาวิทยาลัยคืนจากการยึดครองของกองทัพบก ภายใต้คำขวัญ “รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย” และได้คืนมาในวันที่ ๕ พฤศจิกายนปีเดียวกัน


เราจึงเรียกวันที่ ๕ นี้ว่าเป็นวันธรรมศาสตร์สามัคคี ซึ่งในปีนี้วันธรรมศาสตร์สามัคคีกลับเงียบเหงา เพราะอาจจะไม่ค่อย หรือไม่อาจจะสามัคคี จึงไม่มีคำขวัญเช่นวันเก่าก่อนเสียแล้ว

เหตุการณ์ที่สองในปีถัดมา พ.ศ.๒๔๙๕ นักศึกษาก็ร่วมกันรณรงค์ต่อต้านสงครามในยุคสงครามเย็น คัดค้านการส่งทหารไทยไปรบในเกาหลี เพื่อต่อต้านการขยายอำนาจอิทธิพลของจักรวรรดินิยมอเมริกา รัฐบาลยุคเผด็จการฟัสซิสต์คุกคามกวาดล้างจับกุมและคุมขัง ตั้งข้อหา กบฎสันติภาพ

นับจากปีนั้นถึงปีนี้ 50 ปีพอดี ผลจากการรณรงค์ดังกล่าวมีนักศึกษาธรรมศาสตร์ถูกจับกุมรวม ๑๙ คน กลายเป็น”ขบวนการสันติภาพ”

ส่วนเหตุการณ์ที่ ๓ นั้นเกิดจากการเลือกตั้งในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ซึ่งเป็นปีหัวเลี้ยวหัวต่อของการเมืองไทย ที่กำลังเปลี่ยนจากระบอบพิบูลสงคราม นำโดยเผด็จการทหาร จอมพล ป. ไปสู่การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมป์ของเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ภายใต้การก้าวขึ้นมามีอำนาจของสหรัฐอเมริกา พร้อมทั้งฟื้นการมีบทบาทอย่างเข้มแข็งของสถาบันประเพณี ที่เรียกว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยม นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ร่วมกับประชาชน และนักศึกษาสถาบันอื่นๆ คัดค้าน เปิดโปง และ ร่วมกันเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรก

จน “การเดินขบวน” ได้กลายเป็นประเพณีทางการเมือง นับเป็นขั้นสูงสุดของการสำแดงพลังนิสิตนักศึกษาประชาชนขณะนั้น ไม่ถึงกับยึดทำเนียบรัฐบาล หรือยึดสนามบินในนามขบวนการประชาชนเช่นปัจจุบัน

ในช่วงปี ๒๕๐๖ ถึง ๒๕๑๓ การเมืองไทยอยู่ในวังวนของอำนาจเผด็จการทหาร ถนอม-ประภาส-ณรงค์นักศึกษาอยู่ในฐานะอภิสิทธิชนมีความภาคภูมิใจในสถานภาพของตน และใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ นักวิชาการบางท่านเรียกขานยุคนี้ว่า “ยุคสายลมแสงแดด”

นักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุคนี้แทบไม่มีใครทราบอดีตเลยว่า ใครเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยมีความเป็นมาอย่างไร มีประวัติอย่างไร เนื่องจากอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ได้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่๘ และต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ ทั้งยังถูกกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

ในเวลานั้นนักศึกษาส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการแข่งขันกีฬา พาเหรด แบ่งสี แบ่งสถาบัน จำกัดการจัดกิจกรรมอยู่เฉพาะในแวดวงกีฬา และบันเทิงภายในรั้วมหาวิทยาลัย ไม่สนใจสังคมการเมือง และไม่ใส่ใจในทุกข์สุขของประชาชน

“ยุคสายลมแสงแดด” นี้อาจจะใกล้เคียงกับบรรยากาศในรั้วมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ทุกๆเย็นเราจะเห็นนักศึกษาทุ่มเมกับการซ้อมเชียร์ลีดเดอร์ ทั้งอาจารย์ และนักศึกษาต่างตั้งหน้าตั้งตาเรียน ตั้งตาสอน และทำงานวิจัย หมกมุ่นกับการทำรายงานและเอกสารเพื่อการประเมินคุณภาพวิชาการ จนไม่มีเวลาหันมาสนใจสังคมที่กำลังมีวิกฤตมากกมาย

หลายคนเรียกปีระหว่างรัฐประหารเมื่อ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เป็นการเริ่งกลับสู่ยุคสายลมแสงแดดอีกครั้ง หรือเรียกว่ายุคสายลมแสงแดดครั้งที่ ๒ ของธรรมศาสตร์

จนเมื่อนักศึกษาบางส่วนที่มีความตื่นตัวทางการเมืองจากกระแสต้านสงครามในเวียตนามที่สหรัฐอเมริกาใช้ไทยเป็นฐานทัพ ประกอบกับการเมืองที่เป็นเผด็จการ นักศึกษา ปัญญาชน เริ่มตั้งคำถามถึงสถานะของตนเอง ประชาคมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เริ่มมีความตื่นตัวอีกครั้งหนึ่ง

กล่าวคือ มีการสร้างกลุ่ม ชมรม องค์กรนักศึกษา ฯลฯ ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในวงกว้าง แหวกรั้วมหาวิทยาลัยออกไปสู่สังคมภายนอก ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งมีผลสะท้อนกลับคือ ทำให้นักศึกษากลายเป็นพลัง และกลุ่มกดดันทางสังคม เป็นยุคที่รู้จักกันดีในชื่อ “ยุคฉันจึงมาหาความหมาย”

จากอิทธิพลทางความคิดและบทกวีอมตะหลายๆบท และหนึ่งในบทกวีเหล่านั้นมาจากหนังสือเพลงเถื่อนแห่งสถาบัน (ปี พ.ศ. ๒๕๑๑) ของ วิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ปี ๓ ในห้วงเวลาดังกล่าว ....นักศึกษาหลายต่อหลายคนที่ได้รับแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของตนจากบทร้อยกรองสั้นๆที่ว่า

“ ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง.....
ฉันจึงมาหาความหมาย......
ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย.........
สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว”


ประติมากรรม“ยุคสายลมแสงแดด และยุคแสวงหา” เป็นโลหะฝังลงบนแท่นหิน ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางริมทางเดินหน้าหอใหญ่ สะท้อนสองยุคสมัยที่อยู่ตรงข้าม เสมือนด้านตรงข้ามของเหรียญเดียวกัน

ช่วงปี ๒๕๑๔ - ๑๕ ต้องถือว่าเป็นช่วงรอยต่อของการคิด ไปสู่การเคลื่อนไหว ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยแก้ปัญหาให้คนจน แก้ปัญหาให้ประเทศไม่ได้ นักศึกษาหลายสถาบันที่ก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเริ่มตั้งคำถามอย่างที่รุ่นพี่เคยตั้งคำถาม เช่นถามว่า....เราคือใคร เราเกิดมาทำไม ยิ่งไปกว่านั้นเราต้องทำอะไรบ้าง …



ก่อนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ประมาณ ๒ ปี มีการสร้างกระแสสำนึกในหมู่นักกิจกรรมว่า โครงสร้างของตึกในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เหล็กเส้นข้างในจริงๆ มันคือกระดูกของคนทั้งประเทศ นั่นคือกระดูกของชาวนา น้ำประปาที่เราเปิดก๊อกออกมา นี่ก็คือเหงื่อของกรรมกร

นักศึกษาหรือนักกิจกรรมเหล่านั้นเชื่อกันว่า ด้วยลำพังพ่อแม่ของเรา เราไม่สามารถเรียนถึงขั้นอุดมศึกษา หรือเรียนถึงขั้นปริญญาได้ มหาวิทยาลัยเป็นผลิตผลทางประวัติศาสตร์ เป็นผลึกของอารยธรรมของประเทศของสังคมทั้งหมด มาจากการสะสมความรู้ตลอดไม่รู้กี่ชั่วอายุคน มหาวิทยาลัยมาจากเงินภาษีอากร เวลานั้นพ่อแม่ส่งให้เราเรียน ค่าเรียนที่ธรรมศาสตร์เพียงหน่วยกิตละ ๒๕ บาท มีอาจารย์อยู่เต็มมหาวิทยาลัย นักศึกษาเป็นพันๆ คนที่ได้มีโอกาสเรียน

ความรู้ที่นักศึกษาได้นอกเหนือจากตำรา คือ ความรู้จากการอ่าน จากหนังสือ จากวรรณกรรม จากห้องสมุด จากหนังสือทำมือ จากวารสารต่างๆ มีหนังสือจำนวนมากที่มีผลผลักดันให้นักศึกษาเข้าสู่การเคลื่อนไหว เช่น หนังสือของ “สด กูรมะโรหิต” ซึ่งเป็นผู้นำความคิดลัทธิสหกรณ์ในประเทศไทยคนสำคัญ

หนังสือเรื่อง ‘ขบวนเสรีจีน’ เป็นเรื่องของนักศึกษาจีนต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงคราม เรื่อง ‘ระย้า’ เป็นกลุ่มคนจนลุกขึ้นมาต่อต้านคนรวย รวมไปถึงต่อต้านอำนาจรัฐ และข้าราชการคอรัปชั่น นักคิดในกระแสเสรีนิยม สังคมนิยม และแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองรวมตัวกันผลิตหนังสือ วารสารที่ฉีกกรอบเดิมมากขึ้น และมากขึ้น เช่น สังคมศาสตร์ปริทัศน์ วารสารลอมฟาง วารสารโซตัสใหม่ที่คัดค้านระบบอาวุโสในมหาวิทยาลัย คัดค้านการที่รุ่นพี่กดขี่เอารัดเอาเปรียบรุ่นน้อง ฯลฯ

มาถึงยุคเคลื่อนไหวประมาณปี พ.ศ.๒๕๑๕ มีการเดินขบวนต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ธีรยุทธ บุญมี เป็นผู้นำรณรงค์ให้คนทั้งประเทศใส่ผ้าดิบ เริ่มขบวนการชาตินิยมกลายๆขึ้นมา

ยิ่งไปกว่านั้นนิสิตนักศึกษายังเห็นว่า การรวมตัวกันทำอะไรให้กับสังคมนั้นเป็นไปได้ สมาชิกสภาหน้าโดมที่เป็นนักศึกษา-นักกิจกรรมของธรรมศาสตร์ได้มีส่วนอย่างมากในการคัดค้านการประกวดนางสาวไทย นอกเหนือจากการคัดค้านงานฟุตบอลประเพณีที่ฟุ้งเฟ้อ

เมื่อนักศึกษาเริ่มเคลื่อนไหว เริ่มรวมตัว ก็เริ่มตกเป็นเป้าคุกคามเสรีภาพจากผู้บริหารประเทศ สะท้อนออกชัดเจนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐบาลส่ง ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันดร์ ไปเป็นอธิการบดีเพื่อควบคุมนักศึกษารามคำแหง เพราะตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพียงแห่งเดียว

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้หมดสภาพความเป็นมหาวิทยาลัยเปิดไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่มีการสอบเข้า คนจนเริ่มได้เรียนน้อยลง คนจนส่วนหนึ่งจึงต้องไปเรียนที่รามฯ มีการเคลื่อนไหว มีการรวมกลุ่มนักศึกษา ทำให้กลุ่มอิสระของนักศึกษาทั้งหลายเริ่มมองเห็นภัยของเผด็จการที่เข้ามาแทรกแซงกิจกรรมของนักศึกษาอย่างชัดเจน

มีการชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อทวงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คืนจากรัฐบาลจอมพล ถ. จนมาถึงการเคลื่อนไหวคัดค้านประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่๒๙๙ ในเดือนธันวาคมปี ๒๕๑๕ เป็นครั้งแรกที่นักศึกษาต่อสู้กับอำนาจรัฐโดยตรง คือคัดค้านกฎหมายที่รัฐบาลเผด็จการประกาศใช้เพื่อปิดกั้นเสรีภาพ ของสื่อมวลชน โดยรัฐสามารถตรวจข่าวได้ทุกข่าว ถ้าข่าวใดที่รัฐไม่เห็นด้วยก็จะตีพิมพ์ไม่ได้

กลุ่มอิสระในธรรมศาสตร์ได้แก่ สภาหน้าโดม กลุ่มเศรษฐธรรม กลุ่มผู้หญิง ชมรมนิติศึกษา และสภากาแฟ ทั้งหมดนี้มีการนัดหมายเดินขบวนกัน โดยเริ่มชุมนุมใหญ่จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้วเดินเท้าไปที่จุฬาฯ เพื่อไปชวนเพื่อนนิสิตจุฬา มาร่วมชุมนุมต่อต้าน

หลายวันถัดมาก็มาชุมนุมกันที่หน้าศาลติดกับสนามหลวงจนข้ามคืน รัฐบาลถนอมจึงยอมยกเลิกประกาศคณะปฏิวัติไปในที่สุด นับเป็นอีกครั้งที่นักศึกษาเริ่มเห็นพลังของตัวเอง และเป็นพลังที่ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวเฉพาะกับเรื่องฟุ่มเฟือยในรั้วมหาวิทยาลัย แต่เป็นพลังที่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของสังคม ร่วมกับประชาชน สื่อมวลชน หนังสือพิมพ์ต่างๆ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่จึงนำไปสู่การก่อตัวของ ๑๓ กบฏเรียกร้องเรียกร้องรัฐธรรมนูญในเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ เพื่อประชาธิปไตยทางการเมือง

ในยุคก่อนการเคลื่อนไหว ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ มีบทกวีเป็นจำนวนมาก ที่ทำให้คนหนุ่มสาวมีพลังในการที่จะคิดอะไรนอกเหนือไปจากกรอบที่เขาเคยคิด พลังของวรรณกรรม อยู่ที่ ‘วรรคทอง’ เช่น บทกวี ของนเรศ นโรปกรณ์ หรือ มนูญ มโนรมย์ที่ว่า......

"เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง
ฤาจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา
เอาตัวรอดเท่านั้นฤา

แท้ควรสหายคิด
และตั้งจิตมั่นยึดถือ
รับใช้ประชาคือ
ปลายทางเราที่เล่าเรียน”



อีกชิ้นเป็นของทวีป วรดิลก

“จงเป็นอาทิตย์เมื่ออุทัย
เกรียงไกรในพลังสร้างสรรค์
เพื่อความดีงามร่วมกัน
แห่งชั้นชาวชนคนงาน

เข้ารวมร่วมพลังบังเกิด
แจ่มเจิดพบใสไพศาล
ชีพมืดชืดมาช้านาน
หรือจะทานแสงทองส่องฟ้า”



และบทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์ แปลจากกวีอาเมเนียน

“เพื่อลบรอยคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน”



บทกวีเหล่านี้ได้เปิดโลกทัศน์ให้นักศึกษา พลังของตัวอักษรทำให้คนหนุ่มสาวที่เคยหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองได้รับการปลดปล่อย การเคลื่อนไหวของนิสิต นักศึกษา ประชาชนเพื่อขับไล่เผด็จการ ในลักษณะของการปฏิวัติสังคม วัฒนธรรม ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากระบบปิดสู่ระบบเปิด มีการปลดปล่อยพลังทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จากอำมาตยาธิปไตยหรือระบบราชการทหาร ไปสู่การเมือง ระบบเศรษฐกิจเสรีในเกือบทุกด้าน



ประติมากรรมเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ได้สร้างขึ้นเพื่อ จารึกวีรกรรมของวีรชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนที่ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจเผด็จการอำมาตยาธิปไตย พลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยครั้งใหญ่ ขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นที่ลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สู่ถนนราชดำเนิน นำมาซึ่งยุคประชาธิปไตยเบ่งบาน และการปฏิวัติสังคมวัฒนธรรม ประติมากรรม ๑๔ ตุลา เด่นสง่าพิงกำแพงรั้วด้วยลัญลักษณ์เปลวเพลิงที่พวยพุ่ง............

ใกล้ๆกันเป็นประติมากรรมกลางแจ้ง ลักษณะเหมือนเขื่อนกั้นสายธารที่น้ำเคยใสให้กลับกลายเป็นสีแดงของเลือด ทำด้วยโลหะฝังลงบนหินสีแดง ขนาดยาว ๖ เมตร กว้าง ๓ เมตร หมายถึงสายธารประชาธิปไตยถูกสกัดกั้น ด้านหลังมีรายชื่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ภายใต้คำขวัญ “ขบวนการนักศึกษาประชาชนเดือนตุลา..กล้าต่อสู้เพื่อสังคมที่ดีงาม”


ความขัดแย้งทางการเมืองในระหว่างกลุ่มพลังก้าวหน้า ที่มุ่งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกับพลังอนุรักษ์นิยมทางการเมือง ลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรัฐ ในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ เพียง ๓ ปี ต่อมาจาก ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖

นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชน ชุมนุมโดยสงบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกันเรียกร้องให้ขับไล่อดีตจอมพลถนอม กิตติขจรผู้หวนกลับเข้ามาในประเทศไทยออกไป จนเช้ามืดวันที่ ๖ ตุลา การสังหมู่ก็เริ่มต้น จากกลางสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยลามไปจนทั่วบริเวณ จากริมฝั่งเจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ การเข่นฆ่าแผ่เป็นวงกว้าง ผ่ารั้วมหาวิทยาลัยไปถึงต้นมะขามสนามหลวง ฝ่ายการเมืองอนุรักษ์นิยมสร้างสถานการณ์ก่อนหน้าการรัฐประหาร เพื่อสลายกลุ่มองค์กรพลังก้าวหน้าและพรรคการเมืองฝ่ายตรงกันข้าม ผลักดันให้นักศึกษากว่า ๓๐๐๐ คน เดินทางสู่ป่าเขาเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย


........ตัวอักษรคำว่า ๖ ตุลา ๒๕๑๙ แกะสลักบนหินแกรนิตสีแดง แสดงความหมายในตัวอย่างชัดเจน สีแดงหมายถึงเลือดที่ตกสะเก็ด ตัวอักษรหยาบๆ ความนูนไม่เท่ากันบ่งบอก ถึงความหยาบกระด้างของการถูกกระทำ



g> ถูกเข่นฆ่า ถูกจับกุม ภาพวีรชนที่ถูกแขวนคอ ถูกนั่งยาง และอีกหลายภาพอันทารุณดูน่าสลด

มีภาพปั้นนูนต่ำของ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิการบดีขณะนั้น และที่ฐานโดยรอบบันทึกความรู้สึกของอาจารย์ป๋วย ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่ด้านหลังของเขื่อนมีรายชื่อวีรชนผู้เสียชีวิตสลักไว้ ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะทำลายการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกดกระแสการสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามของคนหนุ่มสาวที่มีผลพวงมาจากยุคประชาธิปไตยเบ่งบานลงไป


หลายปีผ่านไปหลัง ๖ ตุลา ขณะที่วงจรอุบาทว์ของการรัฐประหารยังไม่จางหาย มีรัฐบาลพลเรือนสลับหมุนเวียนกันไป พร้อมกับความพยายามรัฐประหารของฝ่ายสูญเสียอำนาจผลัดเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ ชนชั้นที่ได้เปรียบในสังคมจึงยังคงดำรงอยู่ วงศ์วานว่านเครือของเหล่าทรชนและผู้สืบทอดยังคงลอยนวล อำนาจอภิสิทธิชนยิ่งล้นฟ้า และห้อมล้อมด้วยผู้สวามิภักดิ์ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่

จนมาถึงวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ คณะ รสช. ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้ร่วมกับนักศึกษาอีกหลายสถาบัน และผู้รักความเป็นธรรม เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย คัดค้านเผด็จการ รสช. ที่มาจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญ โดยใช้ธรรมศาสตร์เป็นสถานที่ประชุมตั้งแต่แรก เริ่มที่ลานโพธิ์

มีการอดอาหารประท้วง จัดการอภิปราย ชุมนุมหลากหลายรูปแบบ จนในที่สุดกำลังทหารตำรวจได้ใช้อาวุธสงครามเข้าสลายการชุมนุม การปราบปรามครั้งนี้ได้โหมกระแสการรวมตัวของผู้รักประชาธิปไตยให้ลุกลามออกไป จนกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ และหมดยุคของทหารการเมือง คืนสู่การเป็นทหารอาชีพในเวลาต่อมา

ประติมากรรมสะท้อนเหตุการณ์ รัฐประหาร พ.ศ. ๒๕๓๔ ถึง พฤษภา ๒๕๓๕ นี้ ถือเป็นประติมากรรมชิ้นที่ ๘ ของโครงการสวนประวัติศาสตร์ ตั้งตระหง่านอยู่ชิดกำแพง ใกล้กับประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ชื่อของประติมากรรมชิ้นนี้ยังมีข้อถกถียงกันอยู่ เนื่องจากเป็นประติมากรรมที่พยายามถ่ายทอดประวัติศาสตร์ขบวนการนักศึกษากับการต้าน รสช. เป็นส่วนใหญ่

ซึ่งนักศึกษาธรรมศาสตร์ขณะนั้นได้เข้าไปมีบทบาทร่วมกับนิสิตนักศึกษาสถาบันต่างๆในระยะแรกของการทำรัฐประหาร ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายไปสู่เหตุการณ์พฤษภา ๓๕ ในปีถัดมา ประติมากรรมชิ้นนี้จึงเต็มไปด้วยสัญญลักษณ์ที่เป็นจุดเด่นของเหตุการณ์ ตลอดจนคำขวัญต่างๆ เช่น ไม่เอานายกคนนอก เย็นนี้พบกันที่ลานโพธิ์ เอาเผด็จการคืนไป เอาประชาธิปไตยคืนมา ฯลฯ


การสร้างงานประติมากรรมทั้ง ๘ ชิ้นงานนี้ผู้ออกแบบ และควบคุมกระบวนการจัดสร้างคือ อาจารย์สุรพล ปัญญาวชิระ ศิลปินจากแนวร่วมศิลปินในยุคประชาธิปไตยเบ่งบานภายหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยเมื่อ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ด้วยเงินทุนสนับสนุนของชาวธรรมศาสตร์ และผู้รักประชาธิปไตยอีกจำนวนหนึ่ง และด้วยปณิธานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่มุ่งให้ธรรมศาสตร์ยังคงจิตวิญญาณของตนไว้ดังคำขวัญที่ว่า “เหลืองของเราคือธรรมประจำจิต แดงของเราคือโลหิตอุทิศให้ ”

ความพยายามถ่ายทอดและสะท้อนยุคสมัย ตลอดจนจิตวิญญาณของปัญญาชนในยุคต่างๆนั้น บอกกับทุกๆคนว่า ครั้งหนึ่งเราเคยมีชื่อว่ามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง .........The University of Moral แม้วันนี้นักคิดนักเขียนที่ผันตัวมาอยู่ในแวดวงวิชาการอย่างวิทยากร เชียงกูลจะยอมรับว่าเป็นยุคที่มหาวิทยาลัยต่างๆกลับมาขายกระดาษกันอย่างขึ้นหน้าขึ้นตา


สู่วาระ ๗๕ ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คำถามยังคงล่องลอยอยู่ภายในสวนประติมากรรมธรรมศาสตร์แห่งนี้ แม้สถานการณ์จะเปลี่ยนแปลง ตัวละครและผู้คนที่มีเคยบทบาทในเหตุการณ์ต่างๆจะเปลี่ยนไป

๑๐ ธันวาปีนี้จะเป็นหรือเป็น วันธรรมศาสตร์รักชาติไทย วันธรรมศาสตร์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในบริบทการปกครองแบบอมาตยาธิปไตยไทยๆหรือไม่ คนรุ่นหลังจะจดจารจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ ที่ส่วนชิ้นงานประติมากรรมโครงการกำแพงทั้ง ๑๑ เหตุการณ์ ก็อาจจะถูกรื้อถอน ทุบทิ้งไป หรือสร้างกลไกให้ลืมกันไป หากประวัติศาสตร์ของประชาชนยังคงอยู่ในความทรงจำของคนบางกลุ่ม และมิได้มีที่ทางในตำราเรียนวิชาประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผย

ทิ้งท้ายไว้ว่าอย่าแค่ท่องบ่นกันอยู่เลย ที่ว่า “ ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” แม้แต่ศรีบูรพา หรือกุหลาบ สายประดิษฐ์จะได้กล่าวไว้เตือนใจเรา ชาวธรรมศาสตร์

สักกี่คนจะรู้จักศรีบูรพา และประวัติการต่อสู้เยี่ยงวีรบุรุษของเขา หรือ อาจจะรู้เพียงว่า เป็นชื่อหอประชุมเล็กที่อยู่ด้านหลังของหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตรงท่าพระจันทร์เท่านั้น
*หมายเหตุ

*วิภา ดาวมณี ปัจจุบันเป็นอาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนวิชาการบริหารการระดมทุนในงานศิลปวัฒนธรรม หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต ด้านบริหารวัฒนธรรม (MCT) และเป็นกรรมการโครงการกำแพงประวัติศาสตร์ : ธรรมศาสตร์กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และกรรมการเครือข่ายเดือนตุลา Email : octnet72@yahoo.com


*******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์ลากไส้องค์กรซ่อนเงื่อน:มหาลัยใหญ่โตเหวย! มืดจริงหนอสถาบันอันกว้างขวาง

น้ำใจของคนไทยต่อญี่ปุ่นในยามยาก

ที่มา Thai E-News


ประชาชนไทยชาวพุทธพากันปักเทียนรอบธงชาติญี่ปุ่น และสวดมนต์แสดงความไว้อาลัยและรำลึกผู้เสียชีวิตในเหตุภัยพิบัติแผ่นดินไหว และสึนามิในญี่ปุ่น ที่เสถียรธรรมสถาน ในกรุงเทพฯ(ภาพข่าว:REUTERS)

โดย ดร.พิทยา พุกกะมาน
19 มีนาคม 2554



ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีความใกล้ชิดกับไทยเป็นพิเศษตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยามาจนปัจจุบัน

ในอดีตกาล ประเทศไทยเคยมีความเจริญไม่แพ้ญี่ปุ่น เพราะประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ในขณะที่ญี่ปุ่นต้องผจญกับภัยธรรมชาติ

แต่การที่ประเทศญี่ปุ่นมีภัยธรรมชาตินั้น ทำให้คนญี่ปุ่นต้องมีวินัย อดทน ขยันหมั่นเพียร มีความคิดริเริ่มและมีวิสัยทัศน์เพื่อเอาตัวรอด จนทำให้ญี่ปุ่นได้มีการพัฒนาประเทศล้ำหน้าประเทศไทยอย่างไม่ติดฝุ่น

คนญี่ปุ่นจะเข้ากับคนไทยได้สนิทมากกว่าชาติอื่นในเอเซียด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคม

ประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในโลก และได้ช่วยเหลือไทยเป็นรายแรก ๆ ในยามที่ประเทศไทยประสบวิฤติทางการเงิน และเศรษฐกิจ

ขณะนี้ ประเทศญี่ปุ่นประสบวิกฤติจากภัยทางธรรมชาติและเป็นโศกนาฎกรรมที่ญี่ปุ่นไม่เคยประสบมาก่อนนับตั้งแต่ความหายนะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง คนไทยจึงควรจะแสดงความเสียใจ และให้ความช่วยเหลือแก่คนญี่ปุ่นเท่าที่เราจะทำได้

การให้เงินช่วยเหลือและสิ่งของก็เหมาะสมดีแล้ว แต่เนื่องจากคนญี่ปุ่นต้องอพยพจากเขตที่ล่อแหลมจากกัมมันตรังสี ถึงกระทั่งมีหลายคนต้องพยายามเดินทางออกนอกประเทศ รัฐบาลไทยควรจะอำนวยความสะดวกให้คนญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศเป็นการชั่วคราวได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องมีการตรวจลงตรา ซึ่งเป็นมาตรการที่ทำได้ง่าย และเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย

อีกทั้งยังเป็นการแสดงถึงน้ำใจของคนไทยแก่คนญี่ปุ่นในยามยากอีกด้วย
******
หมายเหตุ:คุณอมร ซาโตะ ประธานกลุ่มRed in Japan กลุ่มคนเสื้อแดงในญี่ปุ่น แจ้งข่าวมายังไทยอีนิวส์ว่า"พี่น้องเราทุกคนสบายดี และอยู่ในที่ห่างจาก กัมตภาพรังสีครับ ประมาณ 260 กิโลเมตร ขอบคุณครับที่พี่น้องเสื้อแดงเป็นห่วงพวกเรา โดโมะอาริกาโต"

*******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ความสามัคคีเป็นสิ่งจำเป็น ( National unity is a necessity )

สมศักดิ์ เจียมฯ:จะเกิดการเอาผิดผู้รับผิดชอบ 91 ศพได้ ต้องเกิดการปฏิรูประบบยุติธรรมไทย = ต้องยกเลิกสถานะสถาบันกษัตริย์และอุดมการณ์กษัตริย์นิยม

ที่มา Thai E-News





โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom


1. จะเกิดการเอาผิดผู้รับผิดชอบ 91 ศพ ได้ (ไม่ว่าจะระดับอภิสิทธิ์-สุเทพ-อนุพงศ์-ดาวพงษ์ หรือระดับอื่นๆ) จะต้องเกิดการปฏิรูประบบยุติธรรมของไทย;

2. แต่จะปฏิรูประบบยุติธรรมไทยได้ หมายถึงจะต้องยกเลิกอุดมการณ์กษัตริย์นิยมที่เป็นอุดมการณ์หลักที่ครอบงำวิธีคิด-ปฏิบัติของบุคคลากรของระบบยุติธรรมไทย (ตั้งแต่ระดับตุลาการ มาถึงระดับ อัยการ มาถึงระดับเจ้าหน้าที่สอบสวน ฯลฯ) ซึ่งอุดมการณ์กษัตริย์นิยมนี้เป็นส่วนหนึ่งของสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในปัจจ​ุบัน

ศาลไทยตัดสินไม่เพียงภายใต้พระปรมาภิไธยอย่างเป็นทางการ (formal) เท่านั้น แต่ศาลไทยตัดสินภายใต้อุดมการณ์กษัตริย์นิยม;

3. ไม่มีอุดมการณ์กษัตริย์นิยม ไม่มีสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ก็ไม่มี "ตุลาการภิวัฒน์" ตั้งแต่แรก;

4. ตราบใดที่อุดมการณ์กษัตริย์นิยมยังครอบงำระบบยุติธรรมไทย การปฏิบัติของบุคคลากรของระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวินิจฉัยตัดสินของศาล ก็จะไม่เป็นไปในทางที่ลงโทษผู้กระทำผิดในกรณีอย่าง 91 ศพ (ไม่ต้องพูดถึงกรณียึดอำนาจรัฐประหาร) ภายใต้อุดมการณ์แบบนี้ ภายใต้สถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์แบบนี้ จะไม่มีการลงโทษกรณีเหล่านี้อย่างเด็ดขาด;

5. ปัจจุบันและในอนาคตที่เห็นได้ ไม่มีกลุ่มการเมืองกระแสหลักใด รวมทั้งพรรคเพื่อไทยและ นปช. (ไม่ต้องพูดถึง ประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มอื่นๆ) ที่มี "นโยบาย" ที่จะยกเลิกอุดมการณ์กษ้ตริย์นิยม ยกเลิกสถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์อย่างที่เป็นอยู่;


6. จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ "อนาคต" ของ 91 ศพ เท่าที่เห็นได้ในขณะนี้ ก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกับ หลายๆศพ เมื่อ 14 ตุลา, 6 ตุลา, 17 พฤษภา ... "อนาคต" ของผู้รับผิดชอบ 91 ศพ ก็จะเช่นเดียวกับ "อนาคต" (มองจากปัจจุบันคืออดีต) ของผู้รับผิดชอบศพการเมืองต่างๆ และการรัฐประหารต่างๆ

********

มีความจริงสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ผมคิดว่า จะค่อยๆเป็นที่ตระหนักแก่คนเสื้อแดงคือ ผู้เสียชีวิตในเดือนเมษา-พฤษภาปีกลาย จะมี"อนาคต"เหมือนผู้เสียชีวิตเมื่อ 14 ตุลา, 6 ตุลา, 17 พฤษภา : จะไม่มีใครได้รับการลงโทษจากการเสียชีวิตนั้น

ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ผมคิดว่า ค่อนข้างแน่นอนว่า คดีที่ icc ไม่สามารถจะบรรลุผลได้ (ผมเห็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร แต่ไม่อยากพูดไปมาก เพราะเห็นว่า เพื่อนๆหลายคนให้ความสำคัญ .. แต่ไหนแต่ไร ผมมองว่า เรื่องอะไรที่เกี่ยวกับองค์กรระหว่างประเทศนั้น เป็นเรื่องที่ขึั้นกับการเมืองระหว่างประเทศ นั่นคือ ขึ้นกับประเทศมหาอำนาจว่าจะมีท่าทีอย่างไร ซึีงในกรณีไทย ไม่มีมหาอำนาจประเทศใด มีท่าทีให้ความสำคัญ)

ดังนั้น ก็เหลือเฉพาะในประเทศ . . .

กรณี "ระบบยุติธรรม" ของไทยนั้น ยกเว้นแต่จะเกิดการเปลี่ยนในระดับ "โครงสร้าง" อย่างชนิด "ถึงราก" (radical structural change) โอกาสที่ "ระบบยุติธรรม" ของไทย จะดำเนินการในทางที่ลงโทษกรณีเช่นนี้ เรียกได้ว่า ไม่มีเลย (ไม่งั้น แม้แต่ 17 พฤษภา ที่เกิดในยุคที่ "พัฒนา" ไปมากแล้ว คงไม่เป็นอย่างทีเห็น)

ในทางกลับกัน แกนนำเสื้อแดงเอง แม้ขณะนี้ มีแนวโน้มที่จะได้รับการผ่อนปรน ในแง่ประกันตัวออกมา แต่ก็มีคดีติดตัว คดีลักษณะนี้ - อันนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องน่ายินดีอะไรมาก - แทบจะไม่มีทางดำเนินถึงที่สุดได้ (จะต้องใช้พยานกี่ร้อยคน ในแต่ละฝ่าย? จะต้องใช้เวลาในการพิจารณาคดีกี่ปี ทั้ง 3 ศาล? ฯลฯ) ... โอกาสที่จะเกิดขึ้นมากคือ ในที่สุด จะมีการ "นิรโทษกรรม" ...

และการ "นิรโทษกรรม" ต่อ แกนนำเสื้อแดง จะไมใช่การ "นิรโทษกรรม" แก่เสื้อแดงเท่านั้น จะเป็นเหมือน กรณี 6 ตุลา (ที่ผมมีประสบการณ์โดยตรง) คือ จะ "นิรโทษกรรม" ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา

ซึ่งก็จะเหมือนกรณี 6 ตุลา ที่ภาพที่ออกมาทั่วไป คือการ นิรโทษกรรม ปล่อยผมและเพื่อนออกมา แต่จริงๆ กฎหมายนิรโทษกรรมนั้น เป็นการนิรโทษ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นทั้งหมด หมายความว่า บรรดาคนที่บุกเข้าไปฆ่าคน ข่มขืน เผา แขวนคอ คน ในเช้าวันนั้น ทุกคน ล้วนได้รับการ "นิรโทษกรรม" หมด ไม่ต้องพูดถึงบรรดาคนที่เป็นผู้อยู่ "เบื้องหลัง" เหตุการณ์ฆ่าหมู่ครั้งนั้น

อันที่จริง สถานการณ์ "ปรองดอง" ในขณะนี้ มีส่วนชวนให้คิดถึงสถานการณ์หลังกรณี 6 ตุลา ไม่น้อย หลังจากความตึงเครียดรุนแรง ในช่วงรัฐบาลธานินทร์ ทีนักศึกษาหนีเข้าป่า และคิดกันว่า จะต่อสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะในขั้นสุดท้าย แต่หลังจากมีนิรโทษกรรม ผมกับเพื่อนในปลายปี 2521 มีคำสั่ง 66/23 ในต้นปี 2523 และมีปัญหาภายในขบวนปฏิวัติเอง .. นักศึกษาก็ทยอยกันกลับออกมา และเสมือนได้รับ "นิรโทษกรรม" จากการคุ้มครองของ 66/23 หลังจากนั้นไม่นาน ขบวนปฏิวัติทั้งขบวนก็พังครืนลง

แน่นอน คนที่ตายในกรณี 6 ตุลา ก็ไม่่มีใครต้องรับผิดชอบมาจนทุกวันนี้

(กรณี 17 พฤษภา มีความแตกต่าง และไม่มีลักษณะ "ดราม่า" เท่านี้ แต่ผลที่ลงเอยก็เหมือนกัน และในเวลาอันรวดเร็วกว่าด้วย)

..............

"ภาพ" (scenario) ที่ผมบรรยายข้างต้นนี้ จะต่างออกไปไหม ถ้า - โดย "ปาฐิหาริย์" บางอย่าง - พรรคเพื่อไทย ได้จัดตั้งรัฐบาล?

ผมไม่คิดว่าต่าง

ขอให้ลองคิดดู ถ้าสมมุติพรรคเพื่อไทย ได้เป็นรัฐบาล ในด้านความช่วยเหลือ แกนนำ ที่ยังมีคดีติดตัว วิธีที่จะทำได้มากที่สุดคืออะไร?

"นิรโทษกรรม"

แต่การนิรโทษกรรม เฉพาะแกนนำเสื้อแดง เป็นเรื่องที่แทบจะคิดไม่ได้ (unthinkable) คือ ถ้าจะนิรโทษกรรม ก็คงต้องนิรโทษกรรมไปพร้อมกันทีเดียวหมดทุกฝ่าย

หรือต่อให้ รัฐบาลเพื่อไทย ผลักดันให้ นิรโทษกรรม เฉพาะเสื้อแดงได้จริงๆ แล้วหาทางดำเนินคดีกับผู้มีอำนาจในเดือนเมษา-พฤษภา (อภิสิทธิ์, สุเทพ, อนุพงศ์ ฯลฯ) ตราบเท่าที่ "ระบบยุติธรรม" เป็นอย่างทีกล่าวถึงข้างต้น ก็เป็นไปไม่ได้อยู่นั่นเอง ที่จะสามารถดำเนินคดี กับใครก็ตาม ในกรณีผู้เสียชีวิต เดือนเมษา-พฤษภา ได้

............

แน่นอน มี "ปม" หรือ "กุญแจ" สำคัญ อยู่ประเด็นหนึ่ง

นั่นคือ การจะหลีกเลี่ยง "อนาคต" เช่นที่ว่าข้างบนนี้ได้ ก็จะต้องมีการ "เปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างอย่างถึงราก" (radical structural change) ไม่เพียงแต่ "ระบบยุติธรรม" เท่านั้น (เพราะระบบยุติธรรม ไม่สามารถเปลี่ยนในระดับนี้ โดดๆ ได้)

ปัญหาคือ : นปช. - เพื่อไทย มี นโยบาย หรือ แนวทาง สำหรับการ "เปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างอย่างถึงราก" เช่นนี้อยู่หรือไม่์?

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล : ข้อเสนอ 8 ข้อ เพื่อการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ปฏิบัติตาม 8 ข้อนี้ ผลลัพท์ ไม่ใช่การล้มสถาบันกษัตริย์ แต่ทำให้สถาบันฯ มีลักษณะเป็นสถาบันฯ สมัยใหม่ ในลักษณะไม่ต่างจากยุโรป เช่น สวีเดน, เนเธอร์แลนด์

(ผมตระหนักในความแตกต่างบางอย่างของข้อเสนอนี้กับยุโรปอยู่ เช่น ผมเข้าใจว่า เรื่องมาตราแบบ รธน. 2475 ในข้อแรก ไม่มีในยุโรปเหมือนกัน แต่นี่เป็นข้อเสนอที่อิงอยู่บน ความเฉพาะของไทยทีผ่านมา)

1. ยกเลิก รธน. มาตรา 8 เพิ่มมาตรา ในลักษณะเดียวกับ รธน.27 มิย 2475 (สภาพิจารณาความผิดของกษัตริย์)

2. ยกเลิก ประมวลกฎหมายอาญา ม.112

3. ยกเลิก องคมนตรี

4. ยกเลิก พรบ. จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ 2491

5. ยกเลิก การประชาสัมพันธ์ด้านเดียวทั้งหมด การให้การศึกษาแบบด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันทั้งหมด

6. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในการแสดงความเห็นทางการเมืองทั้งหมด (4 ธันวา, 25 เมษา "ตุลาการภิวัฒน์" ฯลฯ)

7. ยกเลิก พระราชอำนาจ ในเรื่อง โครงการหลวง ทั้งหมด

8. ยกเลิก การบริจาค / รับบริจาค โดยเสด็จพระราชกุศล ทั้งหมด



-มัดคออาชญากรบงการทะเหี้ย..มสังหารหมู่ เปิดคลิปตู่+วรวัจน์จัดหนักถลกหนังแฉมือเผาCTWถึงซีด

-ก้าวต่อไปของชาวเสื้อแดง:วิธีปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นแบบญี่ปุ่น- สวีเดน

-ระยิบ เผ่ามโน:ลอยไปกับสายน้ำ

ก้าวต่อไปของชาวเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


ทั้ง นปช (หมอเหวง) และ แดงสยาม (สุรชัย) ต่างก็เสนอว่า ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบบญี่ปุ่น และยุโรปนี่แหละคือทางออกซึ่งหากไทยจะเอาอย่างเขาก็แค่เพียง หนึ่งให้ยกเลิกคณะองคมนตรีเสีย สองให้นำธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม พ.ศ.2475 กลับมาใช้ใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างพระราชอำนาจมาใช้ทางการเมืองกันอีกต่อไป

ซึ่งแน่ละมีคำถามตามมาแน่ว่าจะกระทบกับพระราชอำนาจหรือไม่ คำตอบก็คือ ความพยายามของ พรรคการเมืองใหม่ที่จะจำกัดอำนาจประชาชน และถวายคืนพระราชอำนาจล่ะ ทำไมทำได้? ทำเปิดเผย และไม่มีเห็นมีใครพูดอะไรสักคำ


โดย Pegasus

หลังจากผ่านบรรยากาศการชุมนุมของชาวเสื้อแดงในการนำของ นปช. แดงสยาม แกนนอน ฯลฯ โดยที่มวลชนคนเสื้อแดงไปร่วมชุมนุมกับทุกกลุ่มไม่แบ่งแยกแม้ว่า จะมีข่าวการกระทบกระทั่งกันของฝ่ายแกนนำอยู่บ้าง มวลชนส่วนใหญ่ก็ให้อภัย ปัญหาคือแล้วจะเอายังไงกันต่อไป

ดูทิศทางกันคร่าวๆแล้ว ฝ่าย นปช. มุ่งที่จะชิงอำนาจรัฐด้วยการเลือกตั้งและจะเอารัฐธรรมนูญปี 40 คืนมา การหาเสียงก็คือได้ ดร.ทักษิณฯกลับมาบริหารประเทศ

จากนั้นขยับต่อเป็นขั้นๆตามที่แกนนำได้ปราศรัยซึ่งก็ยังไม่ชัดว่าคืออะไร

ฝ่ายแดงสยามมุ่งที่จะเปลี่ยนโครงสร้างอย่างสันติ สองกลุ่มนี้ดูจะขัดแย้งกันเองตลอดมา เข้าทำนองรวมกันสู้ยังแพ้ แต่ตีกันเองนี่ไม่รู้จะส่ายหัวอย่างไร

ถ้ามองจากความเห็นของมวลชนด้วยการพูดคุยพบว่า มวลชนมีความก้าวหน้ากว่า นปช.ไปไกลมากแล้ว เพียงแต่ให้เกียรติว่าเป็นแกนนำและรวมกลุ่มคนได้มาก เหมาะในการพบปะกัน

ส่วนทางแดงสยามก็ใช้ระยะเวลายาวนานเกินไป และแกนนำดูเหมือนจะไม่มีโอกาสออกมานำได้แน่นอน

แนวทางแกนนอนของคุณหนูหริ่ง (สมบัติ บุญงามอนงค์) ก็ถูกกลบจนหายไปด้วย นปช.เดิมเสียแล้ว แม้ว่าจะเป็นแนวทางที่ฝ่ายศักดินาเกรงกลัวที่สุดก็ตาม เพราะปล่อยให้มวลชนแสดงออกกันเองได้เต็มที่กว่ากลุ่มอื่นๆ

มาดูที่ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน ขณะนี้ นปช.กำหนดทิศทางแน่นอนว่า จะเข้าสู่แนวทางการเลือกตั้ง มวลชนจำนวนมากสงสัยว่าจะจบเพียงการเลือกตั้งได้เป็น ส.ส. กันแค่นั้นหรือ แล้วประชาชนที่เสียชีวิตไป มิเสียเปล่าล่ะหรือ ทำให้รวนกันไปเหมือนกัน ทั้งๆที่ทางแกนนำก็รับปากแล้วว่า ไม่ใช่การเกี๊ยะเซียะกับฝ่ายเผด็จการอย่างเด็ดขาด ก็ตาม

บ้างก็หันไปทางแดงสยาม บ้างก็ถอดใจหันไปเก็บตัว หรือไปเลือกพรรคการเมืองที่มีอิทธิพลในท้องถิ่น เข้าทำนองหวังทางเพื่อไทยไม่ได้ก็หวังพรรคที่อาจเป็นรัฐบาลคราวต่อไปจะดีกว่า

ซึ่งก็เข้าทางฝ่ายศักดินาเสียอีก

สิ่งที่มวลชนไม่เชื่อว่า แนวทางการเลือกตั้งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงก็เพราะแน่ใจว่า ฝ่ายเผด็จการจะไม่ยอมแน่นอน

เนื่องจากหากพรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็จะเกิดการให้สัตยาบันต่อศาลอาญาระหว่างประเทศกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ซึ่งประการแรกนั้นกระทบต่อรากฐานอำนาจอย่างรุนแรง ถึงขนาดตอนนี้ต้องการกำจัดรัฐบาลเด็กดื้อหรือยึดอำนาจ ตัดตอนเพื่อความอยู่รอดด้วยซ้ำไป

ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในกรอบของเผด็จการ แม้ว่าจะให้ได้รัฐธรรมนูญปี 40 คืนมาก็ตาม ก็ยังไม่มีประโยชน์เพราะถ้ารัฐธรรมนูญปี 40 ดีจริง การรัฐประหารต้องไม่เกิด

ครั้นจะหวังต่างประเทศช่วยก็ยาก หากยังไม่เกิดการต่อสู้ยืดเยื้อแบบอียิปต์หรือลิเบีย ซึ่งแกนนำทุกฝ่ายต่างก็ไม่มีความพร้อมและความรู้ในเรื่องนี้ และมวลชนเองก็เข้าใจดีว่า เป็นการยากที่จะได้อำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะมีการถูกโกงด้วยการเลือกตั้งล่วงหน้า การให้ใบแดงแบบมีใบสั่ง ไปจนถึงการยุบพรรค หรือรีบปลดรัฐบาลหากได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งจริง ทั้งยังเป็นการทำให้ต่างประเทศเข้าใจว่าเข้าสู่ภาวะปกติด้วยการเลือกตั้งแล้ว

กระแสประชาธิปไตยและการเปลี่ยนแปลงในอัฟริกาเหนืออย่างรุนแรง และการที่มวลชนมาชุมนุมกันโดยไม่มีแกนนำในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฝ่ายศักดินาจำเป็นต้องปล่อยแกนนำนปช.ออกมา เนื่องจากเกรงการบานปลายในความคิดของประชาชนที่รุนแรงและมุ่งตรงกับปัญหามากขึ้นทุกที


การมีแกนนำ นปช.ที่ค่อนข้างประนีประนอม จึงดูเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ประกอบกับการออกกฎหมายควบคุมการชุมนุมเป็นไม้ตายอย่างหนึ่งที่ฝ่ายศักดินาต้องการซื้อเวลาจากเหตุการณ์กระแสประชาธิปไตยในโลกกับภายในประเทศ รอเวลาหันมากลับลำเผด็จศึกเมื่อทุกอย่างสงบเงียบลงสักระยะหนึ่งแล้ว

เมื่อมาฟังการปราศรัยในการชุมนุมของ นปช. ก็พบว่า มีความขัดแย้งกันของความคิด และการกระทำที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ บนเวทีพูดชัดเจนว่า ไม่ยอมแพ้ และต้องการประชาธิปไตย แต่ก็มีการประกาศว่า ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ(ชนชั้น) ไม่ใช่ปัญหาแต่เป็นเรื่องความยุติธรรมต่างหากที่เป็นปัญหา

ทั้งๆที่การต่อสู้ในประวัติศาสตร์มนุษยชาตินั้นพบว่า การได้มาซึ่งประชาธิปไตยฝ่ายประชาชนต้องได้อำนาจรัฐก่อนเสมอ แล้วจึงร่างกฎหมายที่เป็นธรรมขึ้น ดุจคำพูดที่ว่าประชาธิปไตยไม่เคยได้มาด้วยการขอ

แต่เอาล่ะขอผ่านประเด็นนี้ไป สมมติว่ามติของ นปช.นั้นถูกต้อง คือต้องได้กฎหมายที่เป็นธรรมก่อน หรือได้ผู้คุมกฎหมายที่เป็นธรรม คำถามก็กลับมาอีกว่า จะได้มาอย่างไร ด้วยการร้องขอชีวิต และการยอมสยบใช่หรือไม่ จึงจะได้ความเป็นธรรมในกรอบที่ฝ่ายเผด็จการมอบให้

นอกจากนั้นในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยไม่พอใจในการใช้กฎหมายอาญา มาตรา 112 (ซึ่งแน่ล่ะเป็นฝ่ายแดงสยามที่รับผลกระทบไม่ใช่ฝ่าย นปช.) แต่ก็ปรากฏการจับมวลชนส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจของนปช. ดูคล้ายๆกับรัฐบาลที่พยายามยัดข้อหาประชาชน ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันเลย

และที่ตลกคือเป็นฝ่ายตำรวจเองที่ไม่แจ้งข้อหาดำเนินคดีด้วยเห็นว่า เอกสารต่างๆเหล่านั้นไม่ผิดกฎหมาย เรื่องโอละพ่อนี้ สรุปได้สองประเด็น

คือประการแรก นปช.ไร้เดียงสาทางการเมือง กลัวและยอมสยบต่อฝ่ายเผด็จการมากเสียจนเกินงาม

หรือว่า ประการที่สองคือ ขาดความรู้ในทางกฎหมายและประวัติศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนมองโลกในแง่ดีว่า เป็นประการหลังมากกว่า

แต่เพราะความคิด การปราศรัยและการกระทำขัดกันดังกล่าว อาจเป็นเหตุให้ในที่สุดแล้วมวลชนอาจตีจากได้ จริงอยู่ไม่มากอย่างกรณีเสื้อเหลือง แต่ก็น่าจะมีผลกระทบต่อการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทยอย่างช่วยเหลืออะไรไม่ได้ และทำให้เสียโอกาสในภาพรวมไปเสียด้วยท่าทีแบบนี้ของฝ่ายนำนั้นเอง

สิ่งที่ผู้เขียนและมวลชนคอยฟังอยู่คือ ประชาธิปไตยที่จะให้ได้มานั้นทำอย่างไร หวังว่าคงไม่ใช่การได้รัฐธรรมนูญ 40 มาเท่านั้น เพราะนั่นไม่ใช่หลักประกันของประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการรัฐประหาร เพราะทุกอย่างเกิดมาหมดแล้ว แล้ว นปช. จะทำอย่างไรให้ได้ประชาธิปไตย

ข้อเสนอนี้ต้องมีเพื่อประกอบการหาเสียงเลือกตั้งมิฉะนั้น มวลชนที่เสียชีวิตไปจะมีคำตอบให้เขาว่าอย่างไร ต้องมีการเสียชีวิตซ้ำซากเช่นนี้ต่อไปอีกใช่หรือไม่ ถ้าต่อสู้มา 5 ปีเพียงเพื่อให้มีการเลือกตั้ง ก็สู้คอยให้หมดวาระไปจะไม่ดีกว่าหรือ ด้วยมีค่าเท่ากัน หรือใครจะเถียงว่าไม่จริง

สิ่งที่ผู้เขียนอยากที่จะเสนอให้กับแกนนำซึ่งไม่จำกัดอยู่ที่ นปช.หรือแดงสยาม เพราะแกนนำอาจเกิดขึ้นเองในอนาคตคือ การเสนอก้าวต่อไปของชาวเสื้อแดงหรือฝ่ายประชาธิปไตยคือ การต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริงมา ถ้าจะมีการเลือกตั้ง (ซึ่งผู้เขียนก็ยังงงว่า ทำไมมีแต่พรรคเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ที่ตีฆ้อง ร้องป่าวเรื่องนี้ ในขณะที่กลุ่ม 3 พี ซึ่งเป็นกลุ่มตัวจริง เสียงจริงจึงเงียบสงบอย่างยิ่ง)

ก็ต้องเสนอทางออกที่จะเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นปัญหาสำคัญของประชาธิปไตย ก็คือในหมวดพระมหากษัตริย์นั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอื่นๆ

การเสนอเช่นนี้ไม่ใช่แต่เพียงฝ่ายพรรคเพื่อไทย(ซึ่งแน่ละมีฝ่ายเหลืองปนเปอยู่ด้วยจำนวนมาก) พรรคการเมืองใหม่ก็สามารถเสนอแนวทางของตัวเองได้เช่นกัน เพราะไม่ได้เปลี่ยนโครงสร้างสำคัญของรัฐธรรมนูญแต่ประการใด อยู่ที่ประชาชนจะตัดสินใจและประชาชนก็มีสิทธิที่จะแก้ไขไม่ใช่คนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนดี มีคุณธรรมหรือมีอาวุโสมากแค่ไหนก็ตามเพราะกฎหมายเป็นเรื่องของประชาชน ไม่ใช่เนติบริกรหน้าไหนทั้งสิ้น

ถ้าหากพรรคเพื่อไทยและนปช. ต่อสู้ รณรงค์ในการเลือกตั้งด้วยหมวดนี้จริง จึงจะหมายความว่า จะนำมวลชนต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงด้วยระบอบรัฐสภา ไม่ได้มีการพูดจาก้าวร้าวผิดต่อกฎหมายอาญามาตรา 112 แต่ประการใด เพราะไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย เป็นเงื่อนไขปัญหาของประเทศไทยมาช้านาน

ตั้งแต่การยึดอำนาจ นำโดยพรรคการเมืองเก่าแก่ ทหารและสื่อมวลชนในสมัย 2490 ถ้ายังเกรงกลัวคำครหาของพวกเหลืองว่า นี่จะมาลิดรอนพระราชอำนาจอีกแล้ว ก็ต้องหันมาอย่างน้อยเล่าเรื่องความสืบเนื่องของการสูญเสียอำนาจของประชาชนไปตั้งแต่ รัฐธรรมนูญฉบับแรกคือ 10 ธันวาคม 2475 และเสียอำนาจอย่างถาวรตั้งแต่ พฤศจิกายน 2490 เป็นต้นมาทำให้ประเทศไทยอยู่ในอำนาจของฝ่ายฟาสซิสต์ตลอดมาอย่างไร นั่นแหละคือจะเป็นการแสดงเจตนาในการจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

เพื่อเป็นการสรุปยอดว่า ควรจะมีการแก้รัฐธรรมนูญในเรื่องใดบ้าง ก็จะขอนำรัฐธรรมนูญของสวีเดน และญี่ปุ่นที่พูดกันนักหนาทั้ง นปช.(โดยนายแพทย์เหวงฯ) และ แดงสยามโดย อ.สุรชัยฯ ว่านี่แหละคือทางออกประเทศไทย

แต่เอาจริงเข้ากลับไม่มีใครกล้าพูดถึงทั้งๆที่เป็นสิทธิโดยชอบของประชาชน และไม่ได้ก้าวล่วงพระราชอำนาจแต่ประการใด เพราะเป็นอำนาจของประชาชนต่างหาก สิ่งที่ถูกล้างสมองไว้จึงควรจะลบออกจากความทรงจำได้แล้วจึงจะถูกต้อง

รัฐธรรมนูญสวีเดนเฉพาะประเด็นที่สำคัญสรุปได้ดังนี้

สวีเดนตรารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นใช้บังคับเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1974 (เกือบสี่สิบปีมาแล้ว และเชื่อว่าคนไทยปัจจุบันมีความรู้ทางการเมืองมากกว่าคนสวีเดนเมื่อสี่สิบปีที่แล้วมาก)

สาระสำคัญมากอย่างหนึ่งคือการยกเลิกเทคนิคการลงพระปรมาภิไธยและการสนองพระบรมราชโองการ

กล่าวโดยสรุปคือทรงเป็นประมุขในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น กรณีนี้ต่างจากประเทศในยุโรปอื่นๆ

แต่เห็นว่า นายแพทย์เหวงฯและ อ.สุรชัยฯกล่าวถึงมากที่สุดจึงนำมาเปรียบเทียบไว้ และประเทศในยุโรปดังกล่าวก็มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งสิ้น ไม่มีประเทศไหนเป็นคอมมิวนิสต์ตามที่พยายามล้างสมองกัน

สาระสำคัญอีกประการหนึ่งคือการยกเลิกคณะองคมนตรี ซึ่งไทยสมควรนำมาใช้เนื่องจากรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรก็ไม่เคยปรากฏมีคณะองคมนตรี มาปรากฏก็ตอนยึดอำนาจโดยทหารร่วมกับพรรคการเมืองเก่าแก่ในปี พ.ศ.2490 นั่นเองเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทุกอย่างในประเทศไทย

ส่วนของสวีเดนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์คือรัฐบาลนั่นเอง กระบวนการนิติบัญญัติของสวีเดนกำหนดไว้ว่าเมื่อรัฐสภาสวีเดน(มีสภาเดียว) ลงมติเห็นชอบในร่างกฎหมายแล้ว ให้รัฐบาลประกาศให้มีผลใช้บังคับโดยไม่มีเงื่อนไขอื่น

ประเด็นนี้เคยมีปัญหาในไทยสมัยก่อนจอมพลสฤษดิ์ฯยึดอำนาจจาก จอมพลแปลก พิบูลสงคราม เนื่องจากกฎหมายปฏิรูปที่ดิน ซึ่งจำกัดการมีที่ดินของพวกเจ้าที่ดิน โดยมีการต่อต้านจากคณะองคมนตรีอย่างรุนแรง และสภาฯต้องยืนยันออกเป็นกฎหมายเอง แต่ในที่สุดหลังรัฐประหารก็ยกเลิกไป สรุปแล้วกรณีนี้คือ ไม่มีการทูลเกล้าฯถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย

การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ประธานสภาเสนอชื่อด้วยการหารือกับพรรคการเมืองแล้วเสนอให้สภาเห็นชอบ ถ้าตกไปก็เสนอได้ทั้งหมด 4 ครั้ง ถ้าไม่ผ่านก็ต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ภายใน 90 วัน ซึ่งปกติจะไม่มีปัญหา เพราะพรรคเสียงข้างมากจะคุมเสียงความไว้วางใจจากสภาได้อยู่แล้ว (จะไม่มีปัญหาผู้นำพรรคเสียงข้างมากแต่งตัวเก้อแบบประเทศล้าหลังในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอันขาด) ส่วนผู้ลงนามแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีก็คือผู้แทนของประชาชนได้แก่ประธานรัฐสภา

ในหมวดประมุขของรัฐ ยังคงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับความคุ้มกันของกษัตริย์ไว้ว่า ผู้ใดจะฟ้องร้องกษัตริย์ไม่ได้ ในกรณีสวีเดนและญี่ปุ่นจะต่างจากในประเทศยุโรปหรือไทยในสมัย 2475 ที่การคุ้มครองพระมหากษัตริย์ต้องมีการลงนามร่วมโดยคณะกรรมการราษฎร

สำหรับของไทย หรือคณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายสำหรับประเทศอื่น ในกรณีปฏิบัติพระราชกรณียกิจทุกประเภทมิฉะนั้นจะเป็นโมฆะด้วย

กรณีนี้จึงไม่สามารถฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ได้ด้วยว่ามีผู้รับผิดชอบแทนแล้ว ไม่เหมือนบางประเทศล้าหลังที่เสนอกฎหมายที่ไม่ครบองค์ประชุม ทูลเกล้าฯให้ลงพระปรมาภิไธย แต่บอกว่า เป็นพระบรมราชโองการแล้วแก้ไขไม่ได้ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วต้องมีผู้กระทำผิดและถูกลงโทษต่างหากจึงจะถูกต้อง


ในกรณีที่กษัตริย์ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ กษัตริย์ต้องปรึกษาหารือนายกรัฐมนตรีก่อนทุกครั้ง หากกษัตริย์พักงานในหน้าที่ไปเกิน ๖ เดือน หรือล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่ ประธานสภาอาจเสนอให้ที่ประชุมสภาพิจารณาว่าสมควรถอดกษัตริย์ออกจากบัลลังก์หรือไม่

ในกรณีกษัตริย์ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรือไม่มีบุคคลใดทำหน้าที่กษัตริย์ ให้รัฐสภา เลือกบุคคลใดมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนชั่วคราว หากไม่มีบุคคลใด ได้รับความเห็นชอบ ก็ให้ประธานรัฐสภาในฐานะของผู้แทนประชาชนเป็นผู้สำเร็จราชการแทน

รัฐธรรมนูญก็ยังคงกำหนดให้กษัตริย์มีส่วนร่วมในทางการเมืองใน ๓ กรณี ได้แก่

กรณีแรก บทบัญญัติในมาตรา ๑ แห่งหมวด ๕ กำหนดว่านายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องแจ้งข่าวคราวของกิจการบ้านเมืองให้กษัตริย์รับทราบด้วย

กรณีที่สอง กษัตริย์ทรงเป็นประธานในการประชุมร่วมพิเศษ การประชุมนี้จะมีขึ้นเฉพาะกรณีจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น ในความจริง บทบาทการดำเนินการประชุมอยู่ที่ประธานสภา ส่วนกษัตริย์ทรงเป็นประธานในที่ประชุมเพียงแต่ในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น

และกรณีที่สาม กษัตริย์ทรงเป็นประธานคณะกรรมการที่ปรึกษากิจการต่างประเทศ


หมายเหตุ กรณีสวีเดน ไม่มีการกำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงงานใดๆได้เลย ดังนั้น การลงนามร่วมของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีและการทูลเกล้าฯลงพระปรมาภิไธยเช่นเดียวกับประเทศในยุโรปอื่นๆจึงไม่มี

เนื่องจากพระมหากษัตริย์ของประเทศในยุโรปอื่นๆ ต้องทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ดังนั้นก่อนขึ้นทรงราชย์จะต้องเสด็จไปปฏิญาณพระองค์ต่อผู้แทนประชาชนคือรัฐสภา มี ส.ส.และ ส.ว.หรือ บางแห่งมีแต่ ส.ส. ให้เป็นพยานว่า จะทรงปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและอื่นๆ ซึ่งมักจะได้แก่กฎมณเฑียรบาลหรือประเพณีของประเทศนั้นๆ ในบางประเทศจะทรงพระอักษรแทนก็ได้

สำหรับท่านที่ต้องการศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปอื่นๆเช่น นอร์เวย์ สเปน โปรดค้นบทความเดิมได้ในไทยอีนิวส์ ในเรื่องรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบซึ่งคงมีบทความใกล้เคียงกันไม่มากนัก

รัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเฉพาะประเด็นที่สำคัญสรุปได้ดังนี้

พระจักรพรรดิเป็นสัญลักษณ์ของรัฐและความเป็นเอกภาพของประชาชน ได้สถานภาพจากเจตจำนงของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

การทรงงานใดๆของพระจักรพรรดิในกรณีของรัฐ จะได้รับการแนะนำและยอมรับจากคณะรัฐมนตรีโดยคณะรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับผิดชอบ

การทรงงานขององค์พระจักรพรรดิจะทรงได้เฉพาะกรณีของรัฐที่ได้ให้อำนาจไว้ในรัฐธรรมนูญ และ องค์พระจักรพรรดิต้องไม่ใช้อำนาจใดๆ เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

พระจักรพรรดิ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยการเสนอของสภา

พระจักรพรรดิ แต่งตั้งประธานศาลฎีกาโดยการเสนอของคณะรัฐมนตรี

ราชสำนักไม่สามารถรับหรือให้ทรัพย์ใดๆ หรือให้ของขวัญใดๆ โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

รัฐสภาเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของรัฐและเป็นผู้ออกกฎหมายแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น (ถ้ากำหนดเสียเช่นนี้จะไม่ปรากฏการตีความในลักษณะการออกกฎหมายของบางองค์กรอิสระ.. เช่นคำว่า”อาจ” เป็นต้น เพราะเท่ากับห้ามองค์กรอื่นออกกฎหมายเอง)

นายกรัฐมนตรีได้รับการเสนอชื่อจากทั้งสองสภา กรณีที่สองสภาเห็นไม่ตรงกันแม้ว่า จะมีการประชุมร่วมกันแล้ว หรือ สภาสูงไม่สามารถให้ชื่อได้ภายใน 10 วันหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรได้ตัดสินใจเลือกไปแล้ว ให้ถือว่าการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎรเป็นสิ้นสุด

กฎหมายและมติตามคำสั่งคณะรัฐมนตรีนอกจากลงนามโดยรัฐมนตรีที่รับผิดชอบแล้วต้องได้รับการลงนามร่วมโดยนายกรัฐมนตรี

ศาลฎีกาสูงสุด ประกอบด้วยประธานและสมาชิกที่เป็นผู้พิพากษาตามที่กฎหมายกำหนด โดยสมาชิกจะได้มาจากการเสนอแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี

การแต่งตั้งผู้พิพากษาในศาลฎีกาจะต้องได้รับการตรวจสอบโดยประชาชน จากการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ จะได้รับการตรวจสอบอีกครั้งจากการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปครั้งแรกเมื่อครบ 10 ปีแล้ว หากว่าประชาชนเสียงส่วนใหญ่ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ ผู้พิพากษาชื่อนั้นจะถูกถอดถอน

สมบัติของราชสำนักเป็นของรัฐ การใช้จ่ายใดๆของราชสำนักเป็นไปตามพระราชบัญญัติงบประมาณ(ต้องให้มีการตรวจสอบนั่นเอง)


รายละเอียด รัฐธรรมนูญของ สวีเดน สเปน เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น ฯลฯ มีในบทความก่อนหน้านี้นานแล้ว โปรดติดตามหาอ่านได้ในไทยอีนิวส์

สรุปแล้วจะพบว่า ปัญหาของประเทศไทย จนเกิดการนองเลือด ล้มตาย ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ใช่อะไรนอกจากประเด็นที่รัฐธรรมนูญไทยต่างจากรัฐธรรมนูญในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หมายถึง ประเทศไทยไม่ได้เป็นระบอบประชาธิปไตยมาตั้งนานแล้ว

และทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวดนี้เป็นประจำทีละมาตรา สองมาตรา เพื่อกระชับอำนาจต่างๆ สนใจขอให้ไปศึกษากันเอง

สำหรับประเทศไทย ถ้าแกนนำทั้งหลายยังคงมึนงง อยู่กับการล้างสมอง ไม่อาจสลัดตัวเองออกจากความฝันได้ หรือไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงไปให้เหมือนกับทางสากลดังที่ได้ยกมาแล้วนี้ ก็ขอแนะนำว่าให้ขอแก้ไขเพียงสองประเด็นคือ

ประเด็นแรกขอให้ยกเลิกคณะองคมนตรีเสีย ข้ออ้างสำคัญคือเรื่อง การกระทำผิดกฎหมายและคุณธรรมต่างๆมากมายสุดแล้วแต่จะหยิบยกขึ้นมา และยังเกี่ยวข้องกับการมีข่าวรั่วจากวิกิลีกส์ด้วย รายละเอียดทราบกันดีอยู่แล้วจะไม่ขอกล่าวถึง

ประเด็นที่สองคือ การลงนามร่วมในการประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆมิฉะนั้นเป็นโมฆะซึ่งมีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับแรก คือ ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม ต้องนำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการแอบอ้างพระราชอำนาจมาใช้ทางการเมืองกันอีกต่อไป และประการสำคัญคือ เป็นหัวใจอันดับหนึ่งของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

มิฉะนั้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตย

จากนั้นให้หาเสียงด้วยว่าเมื่อเป็นรัฐบาลจะให้รัฐสภาให้สัตยาบันศาลอาญาระหว่างประเทศเพื่อให้มีการสอบสวนหาคนทำผิดมาลงโทษให้ได้ และออกกฎหมายยุบองค์กรอิสระที่ไม่อิสระทั้งปวง

รวมถึงการยกเลิกการให้ผู้พิพากษาต่ออายุราชการไป 10 ปีเนื่องจากการยึดอำนาจของ คมช.

และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการทุกประเภทต้องผ่านคณะรัฐมนตรี

ส่วนทางศาลฎีกาให้พิจารณาว่าจะเอาแบบญี่ปุ่นที่ฝ่ายบริหารแต่งตั้งศาลแล้วประชาชนให้ความไว้วางใจหรือถอดถอนศาลได้หรือจะให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติแบบยุโรปก็ตามแต่สมควร

สองประเด็นนี้ และที่ประกอบบางส่วน สมควรที่ทั้ง นปช.และพรรคเพื่อไทยจะนำมาเสนอต่อสังคมไทยเพื่อให้เห็นว่า การเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

ซึ่งแน่ละมีคำถามตามมาแน่ว่าจะกระทบกับพระราชอำนาจหรือไม่ คำตอบก็คือ ความพยายามของ พรรคการเมืองใหม่ที่จะจำกัดอำนาจประชาชน และถวายคืนพระราชอำนาจล่ะ ทำไมทำได้ ทำเปิดเผย และไม่มีเห็นมีใครพูดอะไรสักคำ เพราะเป็นการกระทบต่อพระราชอำนาจด้วยเช่นกัน

และก็เป็นที่ทราบดีว่า ระบอบราชาธิปไตยเป็นระบอบที่ล้าหลัง โหดร้ายทารุณและไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกทั้งทำให้ประชาชนลำบาก ยากแค้นแสนสาหัสในทุกประเทศ เช่นกรณีของรัสเซีย หรือฝรั่งเศส เป็นต้น จนในปัจจุบันเผด็จการที่ครองอำนาจยาวนานก็ถูกโค่นล้มกันทั่วโลก ก็เนื่องจากเหตุการณ์ครองอำนาจโดยไม่มีวาระเช่นเดียวกัน

ดังนั้นกรณีของการเสนอการแก้กฎหมายให้เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแบบสากล จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนท่านที่จะต่อสู้ไปในแนวทางอื่นๆ ก็สุดแล้วแต่ แต่ทว่าหากเกิดการใช้ความรุนแรงและเกิดสงครามกลางเมือง อะไรก็เกิดตามมาได้ทั้งสิ้น

ปัญหาอื่นอาจมีที่ว่า นปช. อาจไม่รู้แง่มุมของกฎหมายมหาชน หรือตีบทไม่แตกว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 หมายถึงอะไร ก็ลองขอให้นำวิดีทัศน์ การเสวนาเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายมหาชน และพระราชอำนาจ ของกลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งก็มีนักวิชาการของ นปช.ไปร่วมการเสวนาด้วยมาฉายให้มวลชนดูก็ไม่เสียหายอะไร เพราะนักวิชาการจะรู้จักพูดไม่ให้ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีของ อาจารย์ วรเจตน์ ภาคีรัตน์(ขออภัยต้องขอยกนามมากล่าวถึง) ซึ่งพูดเป็นวิชาการแท้ๆและไม่พาดพิงอะไรเลย แต่กลับเป็นเนื้อหาสำคัญยิ่งสำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

และจะเป็นเป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับมวลชนในการต่อสู้เพื่อให้มาซึ่งประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งเป็นไปได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่แนวทางมุ่งแต่การเลือกตั้ง หรือแนวทางสุดโต่งอื่นๆซึ่งเป็นไปได้ยากและเห็นผลช้า แต่ถ้า นปช.กล้าตัดสินใจนำปัญหาที่แท้จริงของไทยมาบอกกล่าวให้มวลชนรู้โดยอาศัยข้อมูลของนักวิชาการดังกล่าวทิศทางของประชาธิปไตยจะมีความชัดเจน

และมวลชนทุกกลุ่มก็จะหันกลับมาเดินทางร่วมกันอย่างเข้มแข็งอีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน

แต่ถ้า นปช และพรรคเพื่อไทย ไม่ประกาศจุดยืนเช่นนี้ ด้วยมุ่งแต่จะระดมคนไปช่วยการเลือกตั้งเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล(ซึ่งเป็นความฝัน ลมๆแล้งๆ) ก็จะมีมวลชนจำนวนหนึ่งอาจเปลี่ยนไปเลือกพรรคการเมืองระดับกลางด้วยว่า ผิดหวังกับท่าทีทอดทิ้งประชาชน และการมีพฤติกรรมเป็นนักการเมืองในกรอบของเผด็จการเดิมๆ ไม่มีความแตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน คงเหลือแต่คนรักนโยบายและดร.ทักษิณฯเท่านั้นที่ยังคงอยู่ แต่แนวร่วมอื่นๆ คงหายหมด ซึ่งก็จะกลายเป็นปัญหาของพรรคเพื่อไทยไปเสียเองในที่สุด

แน่ละการเลือกตั้งเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดในกระบวนการประชาธิปไตย แต่มวลชนทั้งหลายก็ตระหนักดีว่า องค์กรและเครื่องมือต่างๆนั้น พร้อมที่จะโกง ดังนั้นการติดตาม ตรวจสอบและพร้อมที่จะเกิดการต่อสู้แตกหักหลังการเลือกตั้งสกปรกยังเป็นสิ่งจำเป็น และต้องไม่ให้ฝ่ายเผด็จการซื้อเวลาจนกระแสประชาธิปไตยโลกผ่านพ้นไป ว่าแต่ว่า จะมีการเลือกตั้งจริงล่ะหรือ

ถ้า นปช.และพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจจะขอเป็นนักการเมือง นักเลือกตั้ง เป็นเด็กดีในกรอบของประชาธิปไตยจอมปลอม ก็ขอแนะนำให้ประชาชนทำใจยอมรับชะตากรรม และทำการศึกษาประวัติศาสตร์ รวมถึงเรื่องรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบให้มากเพื่อว่า ในรุ่นลูกหรือหลานจะได้มีความเข้าใจทางการเมืองเพียงพอที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอีกสักครั้งหนึ่ง

ส่วนแกนนำอื่นๆ หรือระดับรองๆลงไป ก็ขอแนะนำให้พูดคุยกับมวลชนของท่านในเรื่องปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย พยายามพบปะกับมวลชนด้วยกันเพื่อให้การศึกษา และความรู้ซึ่งกันและกัน โดยอาจใช้โรงเรียน นปช.หรือเฟสบุ๊กส์ต่างๆให้มาก

พยายามไม่ใช้เงินทองให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น เก็บเงินให้ลูกหลานทำมาหากิน สร้างฐานะ รักษาตัว ไม่ทำผิดกฎหมาย รักษาสุขภาพกันให้มากๆ เพื่อให้มีชีวิตอยู่ยืนยาว คอยดูการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องมาถึงแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว แม้ว่าครั้งนี้ฝ่ายเผด็จการจะประสบความสำเร็จ แต่ความบอบช้ำต่างๆก็มีไม่น้อย ความเสื่อมของศรัทธาต่างๆ จะเป็นเครื่องบ่อนทำลายที่ดีที่สุดเอง

จุดตายของผู้มีคุณธรรมคือ การขาดศรัทธาของผู้เคยศรัทธา การตีจากอย่างไม่เกรงใจของคนกลุ่มต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะใช้อำนาจเพียงใดก็ตามก็จะไม่ได้ใจของคนเหล่านั้น นั่นคือจุดจบของเผด็จการแบบเดียวกับ เชาเชสกู ของโรมาเนีย หรือแม้แต่กัดดาฟีร์ ของลิเบีย

อดีตวีรบุรุษที่กลายเป็น ซาตาน
***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-Pegasus:เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญสวีเดนและญี่ปุ่น จากหลักสากลว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

-Pegasus:17ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกระบอบอำมาตย์

-Pegasus:221ปีปฏิวัติฝรั่งเศส บทเรียนสำหรับไทย

Saturday, March 19, 2011

สภาลงมติไว้วางใจนายกฯ - 9 รัฐมนตรี

ที่มา Voice TV



สภาผู้แทนราษฎร มีมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 9 คนแล้ว โดยให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ขณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับคะแนนไว้วางใจมากที่สุด ส่วนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้คะแนนไว้วางใจน้อยที่สุด



Voice At Noon 19 มีนาคม 2554 (12.00 น.)
- สภาลงมติไว้วางใจนายกฯ - 9 รัฐมนตรี
- ญี่ปุ่นคาด จ่ายไฟเข้าเตาปฏิกรณ์ No. 2 ได้วันนี้
- เชลซี พบ แมนฯ ยูไนเต็ด ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก



สภาลงมติไว้วางใจนายกฯ - 9 รัฐมนตรี
สภาผู้แทนราษฎร มีมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล 9 คนแล้ว โดยให้ดำรงตำแหน่งต่อไป ขณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับคะแนนไว้วางใจมากที่สุด ส่วนรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้คะแนนไว้วางใจน้อยที่สุด



ญี่ปุ่นคาด จ่ายไฟเข้าเตาปฏิกรณ์ No. 2 ได้วันนี้
การ แก้ไขสถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิม่า-ไดอิชิเริ่มส่งสัญญาณไปในทิศ ทางที่ดีขึ้น โดยบริษัทผลิตไฟฟ้าโตเกียว คาดว่าจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังเตาปฏิกรณ์หน่วยที่ 2 เพื่อเปิดระบบหล่อเย็นได้ภายในวันนี้ (19 มี.ค.)



เชลซี พบ แมนฯ ยูไนเต็ด ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก
สปอร์ตอัพเดตวันนี้(19 มี.ค.)เราจะไปติดตามผลการผลการจับสลากประกบคู่ฟุตบอล ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีกรอบ 8 ทีมสุดท้ายติดตามรายละเอียดได้ใน สปอร์ต อัพเดต

โดมิโน่ประชาธิปไตยถูกสกัด

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand ประจำวันที่ 18 มีนาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

-ไฮไลท์อภิปรายวันที่ 3

-สงครามปกหนังสือรายสัปดาห์วันศุกร์

-กรุงเทพโพลเผย นักเศรษฐศาสตร์ร้อยละ 46.2 ไม่เห็นด้วยทฤษฎี 2 สูง

-คืบหน้าสถาณการณ์แผ่นดินไหวญี่ปุ่น

-บาห์เรนเดินหน้าประท้วงเดือด

-อุตุนิยมฯชี้ สภาพอากาศสุดขั้ว มวลหนาวจากจีนปะทะอากาศชื้น

อภิปรายวันสุดท้ายร้อนแรง

ที่มา Voice TV



Voice Focus 18 มีนาคม 2554 (21.30 น.)

- อภิปรายวันสุดท้ายร้อนแรง

- สัมพันธภาพจีนญี่ปุ่น

- ใช้ตำรวจ 23 กองร้อยดูแลแดงชุมนุมพรุ่งนี้

อภิปรายวันสุดท้ายร้อนแรง

อภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้ายกลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อฝ่ายค้านยังยืนยันว่านายกและรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บงการส่งฆ่าประชาชนพร้อมใช้คนใกล้ชิดแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

สัมพันธภาพจีนญี่ปุ่น

ธรณีพิบัติภัยที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ได้สะท้อนให้เห็นถึงสัมพันธ์ที่ดีงามและน้ำใจของพี่น้องชาวจีน

ใช้ตำรวจ 23 กองร้อยดูแลแดงชุมนุมพรุ่งนี้

ตำรวจเตรียมกองกำลังกว่า 23 กองร้อย ดูแลการชุมนุมของกลุ่ม แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติพรุ่งนี้ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

วิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้าย

ที่มา Voice TV



การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่มีขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2554 ดำเนินมาถึงวันสุดท้ายแล้วในวันที่ 18 มีนาคม 2554 และในวันที่ 19 มีนาคม 2554 ก็จะมีการลงมติ

โดยบรรยากาศในการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันสุดท้ายเป็นไปด้วยความเข้มข้น โดยเฉพาะในประเด็นการสลายการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนปช. และประเด็นที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หยิบมาอภิปรายด้วยตัวเองในเรื่องบริษัทบุหรี่ต่างประเทศ สำแดงภาษีไม่ถูกต้อง และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กรณี บริษัท ปตท. ซื้อหุ้นต่างประเทศ ที่อยู่ในความสนใจของหลายหน่วยงาน

และตลอด 4 วันของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เป็นที่รู้ว่าพรรคฝ่ายค้านมักเสียเปรียบในการหาข้อมูล เพราะไม่ว่าสมัยใดก็ตาม พรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถเรียกดูข้อมูลเพื่อใช้ในการอภิปรายได้โดยเร็ว ตรงข้ามกับฝ่ายรัฐบาลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ ได้ง่ายกว่า

ทั้งนี้ ลีลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจตลอด 4 วัน ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในมุมมองของนักวิชาการ ระบุว่าไม่แตกต่างกันมาก โดยมีในบางประเด็นที่ฝ่ายค้านยังมีข้อมูลที่ไม่หนักแน่นพออันเป็นผลมาจากการเข้าถึงข้อมูล สำหรับวิธีการนำเสนอของทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังไม่ต่างจากการอภิปรายที่ผ่านๆ มา

ติดตามการวิเคราะห์การอภิปรายไม่ไว้วางใจตลอด 4 วัน จากคุณอัษฏางค์ ปาณิกบุตร , คุณศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ , คุณพรชัย เทพปัญญา 3 นักวิชาการอิสระในรายการ Intelligence