WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 21, 2011

นักข่าวพลเมือง: คดีปล้นปืนฐานพระองค์ดำพ่นพิษ ผู้ต้องสงสัยโวยถูกทหารซ้อม

ที่มา ประชาไท

ญาติโวยผู้ต้องสงสัยคดีปล้นปืนฐานพระองค์ดำถูกซ้อม บังคับให้รับสารภาพ ศูนย์ทนายความมุสลิมออกโรง นำตัวส่งโรงพยาบาลยะลา พบบาดแผลทั่วทั้งตัว เจ้าตัวเล่าเป็นฉากๆ เจอทรมานสารพัด ทั้งเตะต่อยทุบตีจับหัวกดน้ำ


ซ้อม – ผลการตรวจร่างกายผู้ต้องสงสัยคดีปล้นปืนฐานพระองค์ดำ ที่ระบุถูกทหารซ้อม

รายงานข่าวจากศูนย์ทนายความมุสลิม จังหวัดนราธิวาสแจ้งว่า เมื่อวันที่10 กุมภาพันธ์ 2554 ญาติของนายเอ (นามสมมติ) ชาวบ้านกูจิงลือปะ หมู่ที่ 4 ตำบลเฉลิม อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ได้เข้าร้องเรียนต่อมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จังหวัดนราธิวาส ให้เข้าไปตรวจสอบกรณีนายเอ ผู้ต้องสงสัยร่วมปล้นปืนฐานปฏิบัติการณ์พระองค์ดำ ริมถนนสายมะรือโบตก–รือเสาะ บ้านมะรือโบตก หมู่ที่ 1 ตำบลมะรือโบตก อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554 ถูกเจ้าหน้าที่ทหารใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2554 นำตัวไปควบคุมที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

ต่อมา วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554 มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม จังหวัดนราธิวาส พร้อมกับนายอับดุลอาซิ ตาเดอินทร์ ประธานฝ่ายสิทธิมนุษยชน สมาคมยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย ได้เดินทางไปเข้าเยี่ยมนายเอที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา พบว่านายเอมีร่องรอยบาดแผลจากการถูกทำร้ายร่างกาย เป็นรอยแผลถลอกที่ข้อมือทั้งสองข้าง คล้ายถูกกรีดด้วยมีดยาวกว่า 2 นิ้วครึ่ง พร้อมกับมีรอยฟกช้ำที่ก้นทั้งสองข้าง มีอาการแน่นหน้าอก และปวดท้องน้อยตลอดเวลา เมื่อกลืนน้ำลายจะมีอาการเจ็บคอ

นายอับดุลอาซิ จึงขออนุญาตพล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ผบ.ศชต.) นำตัวนายเอไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา ผลการตรวจร่างกายจากนายแพทย์ของโรงพยาบาลศูนย์ยะลาพบว่า นายเอมีบาดแผลถลอกบริเวณหน้าท้อง ก้นกบ ข้อมือด้านนอกทั้ง 2 ข้าง เจ็บบริเวณหัวหน่าว ลำคอด้านซ้าย จากนั้นตำรวจได้นำตัวนายเอกลับไปควบคุมตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ตามเดิม

ทั้งนี้ ขณะที่ถูกทหารนำมาตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2554 ที่หน่วยเฉพาะกิจ 38 จังหวัดนราธิวาส ทหารไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม จนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2554 ทางฝ่ายทหารจึงได้ส่งตัวนายเอไปควบคุมตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นวันแรกที่ญาติได้เข้าเยี่ยม ขณะถูกควบคุมตัวที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ นายเอเล่าว่าถูกซ้อมทรมานจากทหารเพื่อให้รับสารภาพอย่างหนัก ด้วยการทำร้ายร่างกายในระหว่างสอบสวนด้วยการบีบคอ จนหายใจไม่ออก

จากนั้น วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2554 ทางศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ ได้ส่งตัวนายเอไปยังกรมทหารพรานที่ 46 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ญาติได้ตามไปเยี่ยมที่กรมทหารพรานที่46 แต่ทางทหารแจ้งว่า ส่งตัวนายเอไปที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38

ต่อมาวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554 ญาติได้เดินทางไปเยี่ยมที่หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 แต่เจ้าหน้าที่ทหารไม่อนุญาตให้เยี่ยม อ้างว่าอยู่ระหว่างการสอบสวน ไม่สามารถให้เยี่ยมได้ พร้อมกับบอกกับญาติด้วยว่า นายเอให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่ต้องเป็นห่วงทหารดูแลนายเออย่างดี

ระหว่างวันที่ 5–6 กุมภาพันธ์ 2554 ญาติพยายามติดต่อขอเยี่ยมทุกวัน แต่ฝ่ายทหารยังคงไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 ได้บอกกับญาติว่า ส่งตัวนายเอไปยังศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2554 ญาติจึงเดินทางไปที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจชายแดนภาคใต้ และได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมในที่สุด

จากการเข้าเยี่ยมเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2554 ญาติพบว่า ที่ข้อมือทั้งสองข้างของนายเอมีรอยช้ำคล้ายถูกรัดด้วยเชือก และบริเวณหน้าท้องมีรอยแผลยาวกว่า 3 นิ้ว คล้ายถูกมีดกรีด จากนั้นนำตัวไปที่เนินเขาไอบาตูบาบี หลังหมู่บ้านกูจิงลือปะ มัดข้อมือทั้งสองข้าง จับหัวกดหัวให้จมน้ำในลำธาร พร้อมกับถีบเตะ นำไม้ตีตามลำตัวจนสลบ พอฟื้นขึ้นมาก็ถูกซ้อมอีก จนเกิดรอยแผลรอยฟกช้ำปวดระบมไปทั้งตัว

ขณะนี้นายเอได้รับการปล่อยตัวหลังจากสอบสวนแล้วไม่พบความผิด แต่ไม่ได้เข้าแจ้งความกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ทหารผู้ซ้อมทรมานตัวเอง เนื่องจากเกรงจะไม่ได้รับความปลอดภัย

สำหรับเหตุการณ์คนร้ายปล้นปืนฐานปฏิบัติการณ์พระองค์ดำ สังกัด ร้อย ร.15121 หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส 38 เมื่อคืนวันที่ 19 มกราคม 2554 มีทหารเสียชีวิต 4 นาย ได้รับบาดเจ็บ 13 นาย ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารได้ออกปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นหลายจุด และควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปสอบปากคำ โดยใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกอีกหลายสิบคน

เผยเทปโกยอมรับแจ้งรายงานตรวจสอบนิวเคลียร์เป็นเท็จ

ที่มา ประชาไท

กรุงเทพธุรกิจ อ้างรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 54 ว่า บริษัทโตเกียว อิเล็กทริค พาวเวอร์ โค(เทปโก) ได้ยอมรับว่าไม่ได้ตรวจสอบอุปกรณ์ 33 ชิ้นในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมา ไดอิจิ หมายเลข 1 ซึ่งมีอายุการใช้งานมานานหลายสิบปี

ส่วนแผงจ่ายไฟฟ้าของวาล์วควบคุมอุณหภูมิของเตาปฏิกรณ์ตัวหนึ่ง ก็ไม่ได้รับการตรวจมานานถึง 11 ปีแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ได้เขียนรายงานเท็จให้ดูเหมือนว่ามีการตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง เป็นการตรวจสอบแบบลวกๆ

นอกจากนี้ การตรวจสอบซึ่งเป็นการทำแบบสมัครใจ ยังไม่ครอบคลุมถึงอุปกรณ์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบระบายความร้อน อันประกอบด้วยมอเตอร์สูบน้ำและเครื่องปั่นไฟดีเซล

เทปโกยื่นรายงานเท็จฉบับนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่สำนักงานดูแลความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ของญี่ปุ่น สั่งให้ตรวจสอบว่า ผู้ตรวจสอบของเทปโก ได้ตรวจตราอย่างละเอียดแล้วหรือไม่ ก่อนสรุปผลหลังจากนั้น 2 วันว่า การตรวจสอบยังไม่ได้คุณภาพเพียงพอ และมีคำสั่งให้เทปโกร่างแผนแก้ไขให้ถูกต้องภายใน 2 มิ.ย. แต่มาเกิดเหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่เสียก่อน

ทางด้าน เจ้าหน้าที่สำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์ที่ไม่เปิดเผยนาม ปฏิเสธที่จะยืนยันว่า ข้อบกพร่องที่ระบุไว้ในรายงานมีผลต่อเหตุขัดข้องต่างๆ ที่เกิดขึ้น จนนำมาสู่วิกฤติสารกัมมันตรังสีรั่วไหลหรือไม่

นับตั้งแต่วิกฤติรังสีรั่วไหลเริ่มขึ้น เทปโกถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องความพยายามปกปิดมาโดยตลอด เนื่องจากในปี 2545 เทปโกเคยยอมรับว่าทำรายงานเท็จ จนนำไปสู่การปิดเตาปฏิกรณ์ 17 แห่ง รวมทั้งโรงไฟฟ้าฟูกูชิมาเพื่อทำการตรวจสอบ จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้ผู้บริหารระดับสูงของเทปโกต้องลาออก

...........................
ที่มา
: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

กรุงเทพโพลล์เผยผลสำรวจอภิปราย ให้ฝ่ายค้านชนะ

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือ “กรุงเทพโพลล์” เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจากทุกภาคทั่วประเทศ พบว่า หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นลง ประชาชนให้คะแนนความไว้วางใจต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 10 ท่านที่ถูกอภิปราย เรียงลำดับตามคะแนนความไว้วางใจดังนี้

อันดับหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไว้วางใจ ร้อยละ 25.6 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 57.2 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 17.2 อันดับสอง นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไว้วางใจ ร้อยละ 22.9 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 53.2 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 23.9 อันดับสาม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไว้วางใจ ร้อยละ 19.6 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 55.1 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 25.3 อันดับสี่ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ ไว้วางใจ ร้อยละ 16.6 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 56.1 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 27.3

อันดับห้า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไว้วางใจ ร้อยละ 16.4 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 65.6 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 18.0 อันดับหก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ไว้วางใจ ร้อยละ 16.4 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 70.9 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 12.7 อันดับเจ็ด นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไว้วางใจ ร้อยละ 14.0 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 70.3 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 15.7 อันดับแปด นายศุภชัย โพธิ์สุ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไว้วางใจ ร้อยละ 12.3 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 62.5 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 25.2

อันดับเก้า นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไว้วางใจ ร้อยละ 11.8 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 68.6 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 19.6 และอันดับสิบ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไว้วางใจ ร้อยละ 11.7 ไม่ไว้วางใจ ร้อยละ 69.6 ไม่ออกความเห็น ร้อยละ 18.7

สำหรับการทำหน้าที่ของฝ่ายต่างๆ ในการอภิปรายที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนให้คะแนนฝ่ายค้าน 6.48 คะแนน ฝ่ายรัฐบาล 4.28 คะแนน และประธานสภาฯ 5.57 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

เมื่อเปรียบเทียบความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการอภิปรายของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พบว่า ร้อยละ 49.8 ระบุว่าเชื่อถือข้อมูลของฝ่ายค้านมากกว่า ขณะที่ร้อยละ 19.7 เชื่อถือข้อมูลของฝ่ายรัฐบาลมากกว่า และร้อยละ 30.5 ไม่เชื่อถือข้อมูลของทั้งสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม หลังการอภิปรายเสร็จสิ้นลงยังคงมีประเด็นที่ประชาชนค้างคาใจมากที่สุดคือ เรื่องการสลายการชุมนุมในช่วงเดือน เมษายน – พฤษภาคม (ทำให้มีคนเสียชีวิต 91 ศพ และการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็ลทรัลเวิลด์) ร้อยละ 29.9 รองลงมาคือ เรื่องน้ำมันปาล์มขาดตลาด ร้อยละ 27.4 และเรื่องราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่แพงขึ้น ร้อยละ 8.1 ตามลำดับ

ชาวบ้านประท้วงย้ายทหารรือเสาะ

ที่มา ประชาไท

ชาวบ้านชุมนุมประท้วงคำสั่งย้ายกองกำลังทหารออกจากพื้นที่รือเสาะ หวั่นถูกโจรใต้รังแก

วันนี้ (20 มี.ค.) นายธนน เวชกรกานนท์ ผวจ.นราธิวาส ได้เดินทางไปพบตัวแทนชาวบ้านกว่า 300 คน ที่ชุมนุมเรียกร้องที่วัดราษฎร์สโมสร เขตเทศบาลตำบลรือเสาะ อ.รือเสาะ เพื่อให้ระงับการโยกย้ายกำลังทหารไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส โดยนายธนน ได้เข้าเจรจาและรับหนังสือเรียกร้องจากกับตัวแทนชาวบ้าน และประสานไปยัง พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมรับปากกับว่า จะได้รับคำตอบภายใน วันที่ 21 มี.ค. เวลา 17.00 น. ทำให้ชาวบ้านพอใจและยุติชุมนุม แต่หากว่าได้รับคำตอบไม่เป็นที่น่าพอใจ จะมารวมตัวกันชุมนุมประท้วงอีกครั้ง จนกว่ากองทัพและผู้ที่เกี่ยวข้อง จะตอบสนองข้อเรียกร้อง หรือมีทางออกที่ดี เพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกปลอดภัยในการดำรงชีวิต

ด้านนายไพบูลย์ วราหะไพฑูรย์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการปฏิบัติการยุทธศาสตร์ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ที่ผ่านมากสม.เคยมีมติเสนอมาตรการการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้กับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันที่15 ก.ย.53 และมีระยะเวลารายงานผลการดำเนินการต่อกสม.ในภาพรวมภายใน 180 วัน ขณะที่ตั้งแต่ปี 50-53 มีประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร้องเรียนเรื่องสิทธิมนุษยชนมาที่กสม. รวม 34 เรื่อง โดยกล่าวหาทหารและตำรวจกระทำทรมาน และลงโทษอื่น ๆ ที่ไร้มนุษยธรรมต่อผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับความไม่สงบ

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ในช่วงปลายเดือนมี.ค.นี้ คณะอนุกรรมการฯจะลงพื้นที่ไปศึกษาการถูกละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะภาครัฐควรยกเลิกศูนย์เสริมสร้างความสมานฉันท์ที่อยู่ในค่ายทหาร และควรมอบให้ฝ่ายพลเรือนเข้าไปดูแลแทน รวมทั้งควรยกเลิกใช้กฎหมายพิเศษทั้ง 3 ฉบับ เช่น กฎอัยการศึก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ และพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น และควรนำกฎหมายปกติมาบังคับใช้แทน

.......
ที่มา: เว็บไซต์เดลินิวส์

มวลชนวิพากษ์แกนนำ:ปรับขบวนก้าวรุดไป

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
21 มีนาคม 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในขบวนการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหนาหูขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่แกนนำนปช.ไม่เคยเจอเลยในรอบ 5 ปีมานี้ คือการพุ่งเป้าการวิพากษ์ไปที่ตัวแกนนำเอง ทั้งนโยบาย ท่าที สำหรับไทยอีนิวส์เอง เราสนับสนุนการวิพากษ์วิจารณ์นี้ ดังที่ประกาศสนับสนุนให้มีการ"ปรับขบวนก้าวรุดไป"มาอย่างต่อเนื่อง โดยมองในเชิงบวกว่า การปรับขบวนเป็นสิ่งจำเป็น แต่ควรเป็นไปในทางวิพากษ์ด้วยท่าทีแห่งมิตร เพื่อให้ขบวนก้าวรุดไปข้างหน้า ไม่ใช่แตกแยกเสื่อมถอยหรือแตกหักล่มสลายลงของขบวน


ในรายงานนี้เรานำเสนอกระทู้จากเว็บบอร์ดประชาทอล์ก และอีกด้านหนึ่งก็เป็นคำอธิบายจากแกนนำระดับซุปตาร์ คือณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หวังว่าท่านผู้อ่าน จะได้เจริญสติปัญญาตามสมควร


คลิปกิ๊บเก๋ คุยกับณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เรื่องงานคอนเสิร์ตโบนันซ่า เรื่องเสื้อแดงที่ยังโดนคุมขัง เรื่องความสัมพันธ์ของเสื้อแดงแต่ละกลุ่มหลายๆกลุ่ม


มวลชนเว็บบอร์ด:ขอให้การจัดงานคอนเสิร์ตที่เขาใหญ่...เป็นการรับขวัญและลาจากของแกนนำ นปช.ทั้งชุด!

ขอให้ถือว่าเป็น การเลี้ยงฉลองอิสระภาพและลาจากการทำหน้าที่ไปพร้อมๆกัน เพื่อเดินเข้าสู่ถนนการเมือง

1. เพราะต่อไปนี้ พวกท่าน คือ "นักการเมือง" มิใช่ "นักต่อสู้ภาคประชาชน" อีกต่อไป และสนามต่อสู้ของท่าน คือ "เวทีรัฐสภา" ต่อไปนี้...ขอให้ทำหน้าที่คอยเป็นพี่เลี้ยงและเป็นแขกรับเชิญก็พอ

2. เป็นการเปิดโอกาสให้แกนนำรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นภาพการต่อสู้แนวใหม่ ที่อิสระ ตามความต้องการของประชาชน มิใช่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์และการต่อรองทางการเมืองของพรรคการเมืองใดๆ (รู้กัน..แต่ไม่ต้องปากสว่าง)
ฯลฯ

การที่ภาพเป็น "ม็อบที่มีเจ้าของ" แบบสลัดไม่ออก ทำให้ขบวนการคนเสื้อแดง ขาดความเชื่อถือไปในระดับหนึ่ง และถูกนำมาอ้างตลอดว่า ทำเพื่อๆคนๆเดียว เป็นเครื่องมือทางการเมืองของพรรคที่เสียผลประโยชน์

ทั้งๆที่ เรื่องประชาธิปไตย คือ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของประชาชน...แต่กลับถูกมองข้ามไป จึงถูกอ้างถึงความชอบธรรม ในการปราบปราม โดยไม่สะทกสะท้านใดๆ เนื่องจากถูกตีความว่า "มิใช่พลังที่บริสุทธิ์"

คนเสื้อแดง มีพรรคการเมืองที่อยู่ในใจของตนเองได้ มีบุคคลที่ชื่นชอบและพร้อมที่จะสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรีได้

แน่นอนที่สุด! จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากบุคคลหรือพรรคการเมือง ...แต่แนวทางการต่อสู้ พรรคการเมือง และบุคคลที่ให้การสนับสนุน ไม่จำเป็นจะต้องลงมาเล่นเอง ต้องเล่นการเมืองให้เป็นและเนียนเช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์แอบสนับสนุนหรือสร้างตัวแทนให้มาเล่น ดีกว่าเยอะ ภาพดูดีด้วย!...

เพียงแต่ส่งเสริมให้นักวิชาการ,นักเคลื่อนไหวและผู้นำแกนนอน ทั้งหลายมีบทบาทอย่างเต็มที่ ก็สุดยอดแล้ว!

ก็ทำให้เนียนเช่นเดียวกันกับ "เจ้าของคอกม้า" นั่นแหละ!

Sunday, March 20, 2011

ไฮไลต์ชุมนุมรำลึก10เดือน19พฤษภา

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
20 มีนาคม 2554

คลิปกิ๊บเก๋พาเที่ยวชุมนุมรำลึก 10 เดือน 19 พฤษภาฯ ( เสาร์ที่ 19 มีนาคม 2554 )



รีรันงานชุมนุมใหญ่และการปราศรัย 19 มีนาคม 2554 ละเอียด 7 ชั่วโมงเต็ม คลิ้กชมที่

http://chiangraitv.com/crtv2/

ไฮไลต์การปราศรัย

-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ http://www.mediafire.com/?f0x6cm142wwwbf6

-จตุพร พรหมมพันธุ์ http://www.mediafire.com/?6cm4249jy7vm08t

-ดร.ประแสง มงคลศิริ http://www.mediafire.com/?9lj08f37dd3dhhr#1

ไฮไลต์ปราศรัย ก่อแก้ว ประกาศ หาก ปชป.ชนะเลือกตั้งเสียงข้างมาก เลิกประท้วง

ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงค่ำ วันที่ ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอิน เข้ามาเวลา 20.30 น. เป็นการปราศรัยของแกนนำ นปช. ที่ได้รับการประกันตัวออกมา เช่น นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส่วนใหญ่ เนื้อหาเป็นเรื่องการวิจารณ์ การอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมษายน-พฤษภาคม 2553 และกรณี 91 ศพ วัดปทุมฯ รวมถึงการโจมตีการทำหน้าที่ของนายธาริต เพ็งดิษฐ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ.)

ในตอนหนึ่ง นายก่อแก้ว ปราศรัยว่า ถ้า การเลือกตั้งครั้งหน้า พรคคประชาธิปัตย์ ได้เสียงข้างมาก จัดตั้งรัฐบาล จะเลิกประท้วง


บก.ลายจุดประกาศใช้แนวทาง'แดงเวย์'สู้

การชุมนุมครั้งนี้ นปช.ยังเปิดโอกาสให้แกนนำส่วนอื่นๆ เช่น บก.ลายจุด และน้องเดียร์ลูกสาวเสธ.แดง ซึ่งไม่ใช่แกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินขึ้นปราศรัยด้วย หลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวางในหมู่คนเสื้อแดงก่อนหน้านี้ว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดินผูกขาดให้เฉพาะแกนนำนปช.ขึ้นเวทีปราศรัยเท่านั้น และเสียงวิจารณ์ว่า ล้าหลังกว่ามวลชน

เวลา 19.30 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด กล่าวบนเวทีปราศรัยว่า ขณะนี้มีคำถามกันมากว่าคนเสื้อแดงจะต่อสู้กันถึงจุดไหน ยืนยันว่าเราจะต่อสู้ไปให้ถึงสถานีปลายทางประชาธิปไตย ซึ่งเราพยายามกันมาหลายครั้งแต่ไม่ถึงสักที และรูปแบบการต่อสู้มีอยู่ 2 อย่างคือ 1.ทางการทหาร ที่รัฐพยายามให้เราใช้แนวทางนี้ เพราะถือว่ามีกำลังเหนือกว่าเรา ยอมรับว่าเราไม่มีศักยภาพสู้ในทางนี้ได้ ดังนั้นเราจะไม่สู้ แต่เราจะสู้แนวทางที่ 2 คือแนวทางการเมืองแทน การจะสู้ทางการเมืองจะต้องหาพวก ซึ่งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ บอกว่าคนเสื้อแดงใช้โมเดลคอมมิวนิสต์ แต่จริงๆ แล้วจะเสนอแนวทางใหม่ลอกเลียนจากแอมเวย์ ใช้ชื่อว่าแดงเวย์ เราจะเปลี่ยนมวลชนให้เป็นผู้ปฏิบัติงาน ทุกคนกลับไปหาสมาชิกให้ได้ 20 คนภายใน 1 ปีเพื่อให้ฐานรากของคนเสื้อแดงมีความมั่นคง ตนพูดแกนนอนไม่ได้หมายความจะไม่เอาแกนนำ เรายังต้องการแกนนำแต่ต้องมีรากฐานที่แน่นหนาเพื่อต่อสู้ให้ถึงสถานีปลายทางประชาธิปไตย

ต่อมาเวลา 19.45 น. น้องเดียร์-น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาวเสธ.แดง ปราศรัยว่า ขอขอบคุณคนเสื้อแดงที่ให้กำลังใจบิดา และส่งผลมาถึงตนในขณะนี้ จากการฟังอภิปรายของฝ่ายค้านที่นำรูปเสธ.แดงเข้าไปในสภา สุดท้ายเสธ.แดงถูกไล่ออกจากห้องประชุม เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าขนาดคนตายยังถูกไล่ออก แล้วคนเป็นอย่างเราจะไม่ถูกรัฐบาลไล่ออกได้อย่างไร ส่วนที่นายสุเทพ พูดแก้ตัวในสภาว่าเสธ.แดงฝึกอาวุธให้กับกองกำลังที่สนามหลวงนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่าบิดาถูกดองให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิของกองทัพบกถึง 10 ปีไม่มีโอกาสได้ฝึกทหาร จึงเล็งเห็นประชาชนที่นอนตามท้องสนามหลวง จึงมาฝึกเพื่อป้องกันตัว นายสุเทพคิดได้อย่างไรว่าฝึกเพื่อให้มายิงหัวประชาชน ยืนยันว่าบิดาไม่มีวันคิดร้ายต่อประชาชนแน่นอน และฝากบอกไปยังนายสุเทพ ด้วยว่าบิดาไม่เคยคิดฆ่าประชาชน จะเป็นตัวนายสุเทพหรือไม่ที่คิดฆ่าประชาชน

แม้วอัดรัฐบาลโกหกกรณีแดง

เวลา 20.50 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินประมาณ 10 นาทีว่า ตนอยู่ในเมืองหนาว ในยุโรป โดยได้เดินทางพบปะชาวไทยในต่างประเทศ การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา สรุปได้ว่ารัฐบาลนอกจากปล้นอำนาจมาแล้ว ยังทำงานไม่เป็น ล้มเหลว ทุจริต โกหกหน้าด้านๆ โดยเฉพาะที่บอกว่าคนเสื้อแดงยิงกันเองนั้น พูดไปได้ คิดหรือว่าคนไทยเป็นควาย คนไทยฉลาด นอกจากคนเสื้อแดงที่ปากห้อยที่มายิงคนเสื้อแดงกันเอง คนเสื้อแดงรักกัน

"ขณะนี้ที่เกิดประท้วงต่อต้าน เกิดจากหน่วยงานของรัฐส่งคนเข้าไปลอบก่อเหตุ แล้วอ้างว่าเกิดความรุนแรง ไม่ว่าจะเป็น 2 ปีที่แล้วหรือปีที่แล้วก็เช่นกัน เป็นการใช้ความรุนแรงโดยรัฐจ้างคนเข้ามาทำ ดังนั้น ขอให้อย่าหวั่นไหวและที่แน่ๆ คือคนสีเขียวนี่แหละที่ยิงคนเสื้อแดง ที่รัฐบาลพูดว่าบ้านเมืองวุ่นวายเพราะคนๆ เดียวเป็นการพูดไม่จบ ถามว่าคุณไปรังแกคนๆ เดียวนี้ไม่จบ คุณอยากได้อำนาจ เริ่มต้นจากการส่งคนไปช่วยเสื้อเหลือง ให้ทหารปฏิวัติได้ง่ายๆ พอยุบสภาก็บอยคอตเลือกตั้ง แพ้เลือกตั้งก็ให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ยุบพรรคแล้วไปขโมยคนเขามา พวกที่ขายตัวได้ก็ขายไป แล้วไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร แจกโควตาให้พรรคร่วมจนเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นรุนแรง ไม่คำนึงถึงจริยธรรมแล้วยังมาอ้างว่าวุ่นวายเพราะคนๆ เดียว ที่วุ่นก็เพราะสู้คนๆ เดียวไม่ได้ จึงทำทุกวิถีทาง" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

อดีตนายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ความจริงเริ่มปรากฏ ก่อนหน้านี้บอกว่าคนเสื้อแดงก่อความวุ่นวาย ต้องถามว่าที่วุ่นวายเพื่อตัวเองหรือ คนออกมาเพื่อต้องการความถูกต้อง ต้องการให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย แม้ว่านายอภิสิทธิ์ จะพูดเรื่องยุบสภาอยู่ทุกวัน ก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อถือได้ที่ไหนเพราะรัฐบาลนี้มีศีล 5 อะไรที่เหลืออยู่บ้าง ตอนนี้เป็นห่วงเศรษฐกิจ รัฐบาลใช้เงินโดยต้องการคะแนนเสียงอย่างเดียว บริหารโดยทุจริต ไม่สนใจเศรษฐกิจฐานรากคือเศรษฐกิจในประเทศ และไม่ว่าจะยื้อยังไงก็ต้องเลือกตั้งปีนี้ อยากให้ประชาชนเลือกว่าจะอยู่กับความล้มเหลวทำงานไม่เป็นหรืออยู่ฝ่ายประชาธิปไตยที่มีความยุติธรรม เคารพสิทธิเสียงของประชาชน

ตู่ชวนทักษิณแจม'โบนันซ่า'

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวยืนยันในช่วงท้ายว่า จะต่อสู้ต่อไป และสุขภาพยังแข็งแรงดีอยู่ ขอให้พี่น้องเสื้อแดงสบายใจได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินจบ นายจตุพรได้กล่าวเชิญชวน พ.ต.ท.ทักษิณให้โฟนอินเข้ามาเพื่อร่วมร้องเพลงที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ในวันที่ 26 มี.ค. โดยพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวติดตลกว่าจะให้จองตั๋วเครื่องบินไปโบนันซ่าเลยดีไหม นาย จตุพร กล่าวว่า ถ้ามาได้ก็ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากนั้นบรรดาแกนนำได้สลับกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีการทำงาน ของรัฐบาล โดยในส่วนของ 7 แกนนำที่เพิ่งได้รับการประกันตัว มีเพียงนายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย น.พ.เหวง โตจิราการ และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ โดยเนื้อหาส่วนใหญ่จะเล่าถึงเหตุการณ์ที่อยู่ในเรือนจำ เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดคำสั่งศาล

ยุบสภา ต้น พ.ค. ไร้ปัญหา

ที่มา Voice TV

ยุบสภา ต้น พ.ค. ไร้ปัญหา

นายกฯ ย้ำยุบสภาก่อนต้นพฤษภาคม ไร้ปัญหา เผยสภาฯ จ่อพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญสัปดาห์หน้า

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯ อภิสิทธิ์วันที่ 20 มีนาคม 2554 ว่า การเดินหน้าเข้าสู่ขั้นตอนการประกาศยุบสภาที่คาดว่าจะไม่เกินสัปดาห์แรกของเดือน พ.ค.54 ตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ โดยคาดว่าในสัปดาห์หน้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรจะมีการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งได้ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำเสนอ

นายกฯ กล่าว กกต.ได้นำเสนอกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไขเพื่อรองรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภาฯ แล้ว และประธานรัฐสภาแจ้งว่าสัปดาห์ที่จะถึงนี้ สภาฯ จะเริ่มต้นพิจารณากฎหมายเหล่านี้ได้ เราหวังว่าจะพิจารณาได้ทัน ถ้าไม่ทันก็สามารถให้ กกต.ออกระเบียบได้

ทั้งนี้ นายกฯ เผยอีกว่า ในช่วงเวลาอีก 1เดือนครึ่งที่เหลือก่อนการยุบสภา รัฐบาลยังคงมีความรับผิดชอบที่จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ, ปัญหาปากท้องประชาชน, การปรับเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าการเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้แก่ประชาชนเพื่อให้สามารถต่อสู้กับภาวะราคาสินค้าแพงได้ พร้อมกันนี้จะดูแลภาคธุรกิจผู้ประกอบการให้มีความเข้มแข็ง การลดต้นทุน รวมไปถึงการปรับโครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคลเพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถแข่งขันได้

พร้อมย้ำว่า รัฐบาลจะยังเดินหน้าในการแก้ไขปัญหายาเสพติด การวางระบบเพื่อป้องกันการทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าจะเป็นการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ การโยกย้ายแต่งตั้งในระบบราชการ ตลอดจนมาตรการอื่นๆ ที่จะเร่งรัดให้เสร็จก่อนสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.54

มุมมองและความคิด "นิธิ" เหลื่อมล้ำ-ไม่ยุติธรรมเรื่องเดียวกัน แยกกันไม่ได้

ที่มา มติชน



วันที่ 19 มีนาคม มูลนิธิสัมมาชีพ ร่วมกับ เครือมติชน จัดโครงการอบรม “ผู้นำ – นำการเปลี่ยนแปลง รุ่นที่ 2” ณ ห้องประชุมข่าวสด โดยมี ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กรรมการปฏิรูป พูดในหัวข้อ “ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยมุมมองและความคิด”

ช่วงแรก ศ.ดร.นิธิ ได้กล่าวถึงสภาพปัญหาสังคมรวมถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น โดยชี้ให้เห็นจุดที่เหมือนกันของความเหลื่อมล้ำ และความไม่ยุติธรรม ประกอบกับปัญหาด้านความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม และเสนอทางออกด้วยหลักการกระจายอำนาจ

"…การที่บ้านเมืองมีปัญหามาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพการศึกษาที่เมื่อวัดในระดับโลก เราแพ้ประเทศสงครามอย่างเวียดนาม ในขณะที่เราถอยไปเท่าเทียมกับประเทศกัมพูชา ทั้งที่มีการลงทุนด้านการศึกษาสูงมาก หากเปรียบเทียบจากสัดส่วนเงินลงทุนทางด้านการศึกษากับสัดส่วนของ GDP เทียบเท่าได้กับประเทศที่พัฒนาแล้วในโลก ฉะนั้นจะต้องมีอะไรผิดปกติบางอย่าง

ไม่ว่าจะดูด้านใดก็แล้วแต่จะสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม พบว่ามีปัญหาอยู่ในประเทศไทยจริง หากแต่เราไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลย อนาคตที่ประเทศจะพัฒนาคงเป็นไปได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะมีหลายประเทศที่กำลังพัฒนาในโลก เคยทำท่าขยับขึ้นแล้วเจออุปสรรคจนต้องถอยลงไปตกต่ำเช่นกัน การขึ้นแล้วตกเป็นเรื่องปกติธรรมดาฉะนั้นต้องปรับเปลี่ยนบางสิ่งที่เราคุ้นเคยค่อนข้างมาก

ยกตัวอย่าง เมื่อการศึกษาไม่ดี ภาครัฐก็เพิ่มงบประมาณการลงทุนเพิ่มอีก ปัญหาคนแก่ในโครงสร้างประชากรที่มากขึ้น และมีวัยเด็กน้อยลง เนื่องจากเราใช้นโยบายคุมกำเนิด ดังนั้นคนวัยรุ่นจึงต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวตั้งแต่พ่อแม่จนถึงรุ่นปู่ย่าตายายมากขึ้น ขณะที่การแก้ปัญหาก็ใช้วิธีให้รัฐบาลช่วย จ่ายเบี้ยยังชีพแก่ผู้สูงอายุ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่เป็นแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ….

ต้นตอความเหลื่อมล้ำ

ในทัศนะของคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) นโยบายเหล่านั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในระยะยาว จึงต้องหาต้นเหตุที่แท้จริงในเชิงโครงสร้าง ยกตัวอย่างปัญหาประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้รัฐต้องจ่ายเบี้ยยังชีพมากขึ้น ในระยะยาวจำเป็นต้องกลับมาทบทวนนโยบายประชากรเสียใหม่ สนับสนุนให้คนมีบุตรเพิ่ม ใครที่มีปัญญาจะเลี้ยงลูกก็ควรจะมีเพิ่ม แต่ไม่ต้องถึงขั้นยุยงเหมือนสิงคโปร์ที่ยุยงแต่งงานกันเร็ว โดยภาครัฐอาจใช้มาตราการว่า หากมีลูกคนที่ 3 ขึ้นไป สามารถนำไปหักภาษีได้มากกว่าบุตรคนที่หนึ่งและสอง เหล่านี้เป็นเรื่องของการสร้างแรงจูงใจ ในระยะยาวจะทำให้ตัวเลขประชากรสมดุลมากขึ้น

ขณะเดียวกัน คปร. พยายามหาปัญหาในเชิงโครงสร้างที่ควรปฏิรูป จะผิดหรือถูกก็ไม่ทราบ จึงตกลงใจแก้ไขปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ไม่ว่าจะในแง่ รายได้ – ทรัพย์สิน ที่มีส่วนต่างระว่างรวยสุดจนสุดถึง 15 เท่า ซึ่งปัญหาเหล่านี้ในละตินอเมริกาก็เคยเกิดขึ้น และก็พยายามแก้ไขกันอยู่เช่นกัน ฉะนั้นทุกประเทศในโลกนี้หากปล่อยให้รายได้ทรัพย์สินของคนในประเทศแตกต่างกันขนาดนี้ จะเกิดปัญหาตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นปัญหาการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม

ความต่างของรายได้ทรัพย์สิน มีผลต่อความต่างของระดับการศึกษา แต่อย่าไปนึกถึงว่าเขาไม่มีเงินส่งเพียงอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นจะแก้ปัญหาได้แค่เหมือนที่เมืองไทยกำลังทำ คือ นโยบายเรียนฟรี กองทุนกู้ยืมทางการศึกษา ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ได้เข้าไปศึกษาปัญหาดังกล่าวพบว่า 30 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาทางเศรษฐกิจทำให้มีรายได้ต่อครอบครัวดีขึ้น โดยเฉพาะในรอบ 10 ปีหลัง ครัวเรือนส่วนใหญ่มีรายได้เกินรายจ่าย ฉะนั้นกำลังออมประเทศไทยสูงมาก แต่ในจำนวนคนเหล่านั้น หากพ่อแม่มีการศึกษาต่ำ ส่งผลให้ลูกจะศึกษาต่ำไปด้วย จึงเกิดเป็นวงจรของความยากจนที่ดิ้นไม่รู้จบจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน

การแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านนี้ จึงไม่ใช่การนำเงินไปให้เพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะมองเรื่องที่ดินที่ประชาชน 10% ของประเทศถือครองที่ดิน 90% ของประเทศ ในขณะที่ 20% ต่ำสุดถือครองที่ดินไม่ถึง 1% ของที่ดินในประเทศ โดยความเหลื่อมล้ำในทางวิชาการมี 5 อย่าง คือ

ความเหลื่อมล้ำทางด้านรายได้และทรัพย์สิน ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น ความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิ ที่อย่าพูดแต่เพียงแต่ว่ามีกฏหมายเท่าเทียมกัน เพราะในทางปฏิบัติกรณีโสเภณีแจ้งความว่าถูกข่มขืน ตำรวจก็ไม่รับแจ้งความ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวทัศนคติของหญิง – ชาย ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ความเหลื่อมล้ำด้านอำนาจ หมายถึงอำนาจตามที่กฏหมายกำหนด ไม่สามารถใช้ได้จริง ตำรวจจราจรไม่กล้าจับรถเบนซ์ เพราะกลัวว่าคนขับจะมีอำนาจเกินกว่าจะบังคับใช้ ความเหลื่อมล้ำด้านศักดิ์ศรี คนบ้านนอก คนอีสาน คนชนกลุ่มน้อย ชาวเล ชาวเขา ล้วนแต่ทำให้ถูกปฏิบัติโดยไม่ได้รับความเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

‘เหลื่อมล้ำ’ กับ ‘ยุติธรรม’

นางธิดา ถาวรเศรษฐ ให้สัมภาษณ์ว่า คนเสื้อแดงไม่ได้สนใจเรื่องความเหลื่อมล้ำ แต่สนใจเรื่องความยุติธรรม ซึ่งผมเห็นด้วย แต่ต้องคิดให้ดีว่า หากพูดถึงเรื่องความไม่ยุติธรรม มันมี 2 ระดับคือ ระดับปรากฏการณ์ คือสิ่งที่นางธิดาพูด ไม่ว่าจะกรณีศาลรัฐธรรมนูญ ก.ก.ต. หรือ DSI ที่มีความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้น

และหากมองให้ลึกไปกว่าที่เสื้อแดงบ่นกัน จะเห็นความไม่ยุติธรรมอีกหลายอย่าง เช่น ปัญหาเขื่อนปากมูล ที่เขื่อนเดียวยังสร้างไฟฟ้าเลี้ยงคนทั้งห้างพารากอนยังไม่ได้ แต่ทำร้ายวิถีชีวิตของชาวประมงร่วมแสนคน ปัญหาเรื่องทับซ้อนที่ดินกับภาครัฐ ที่ชาวบ้านเมื่อถูกจับถึงศาล ศาลก็ว่าผิดจริงตามกฏหมาย ทำให้ชาวบ้านที่อยู่มาก่อนกลายเป็นผู้บุกรุกอุทยาน ถูกกล่าวหาว่าทำลายทรัพย์สินส่วนกลาง บุกรุกที่หลวง ตัวการโลกร้อน ซึ่งบางรายโดนค่าปรับร่วม 3 ล้านบาท แล้ว ชาวบ้านธรรมดาจะหาเงินจากไหน

อีกอย่างคือ ระบบกระบวนการยุติธรรมที่ยึดถือกฏหมายโดยไม่ได้มองว่าความเป็นจริงคืออะไร ผู้พิพากษาตัดสินคดีความตามที่กฏหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยไม่ได้มองรอบข้างเท่านั้นเอง ทั้งที่จริงมีร่องรอยหลักฐานอีกเยอะแยะ หากลุกออกจากบัลลังค์แล้วไปดูในพื้นที่ จะพบว่ามีต้นไม้ที่ชาวบ้านปลูกมานานเท่าไหร่ นี่คือสิ่งที่อยากย้ำว่า ในระดับปรากฏการณ์มีให้เห็นอยู่เสมอ

แต่ในระดับโครงสร้างกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาให้เกิดความเป็นธรรมได้ เพราะโครงสร้างบังคับได้ตั้งแต่ตำรวจยันผู้พิพากษา ต้องปฏิบัติตามกรอบอย่างเคร่งครัดแม้จะมีความสงสารก็ตาม จนต้องยึดถือแต่เอกสารราชการ แต่ไม่เคยสัมผัสกับความจริง

ในทัศนะ คปร. ความยุติธรรมในระดับโครงสร้างมีความสำคัญที่ต้องแก้ไข ต้องหาที่มาว่ามาจากไหน ซึ่งคำตอบง่ายมากว่ามาจากความเหลื่อมล้ำ ทำให้สรุปกันได้ว่าความเหลื่อมล้ำ และความไม่ยุติธรรมแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเดียวกัน

ในอเมริกามีคนเข้าไปสำรวจคุกพบว่า 60% ของคนที่ถูกตัดสินกุมขังคือคนผิวดำ เป็นที่ทราบดีว่าคนผิวดำประกอบเป็นประชากรเพียง 10% ของประเทศ คำถามคือต้องย้อนกลับไปดูกระบวนการยุติธรรมว่ามีปัญหาหรือไม่

ในขณะเดียวกันความเมตตาก็ไม่ควรนำมาใช้ในกระบวนการตัดสิน เช่น ผู้ต้องหาร้องห่มร้องไห้ถึงปัญหาของตน ผู้พิพากษาสงสารจนต้องเมตตา ให้ยอมรับผิด แล้วไปประกันตัว มันไม่ควรเป็นอย่างนี้ แต่สิ่งที่ควรแก้ไขคือเรื่องของทัศนคติ เช่น คนผิวดำเดินมา ตำรวจก็สงสัยแล้วว่าทำอะไรผิดมาหรือเปล่า นั่นคือที่มาของผู้ที่ถูกกุมขัง

‘อำนาจ’ มีอยู่ทั่วในสังคม

คปร. สรุปกันว่า ความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่ในประเทศ เพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคมที่ผิดเพี้ยน ยกตัวอย่างมนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็นพ่อกับลูกหรือเพื่อนกับเพื่อน เวลาไปพบปะกัน มีความสัมพันธ์ทั้งทางตรงทางอ้อม และนอกจากในมิติ เรื่องผูกพันกันแล้ว ยังมีเชิงอำนาจปะปนอยู่ด้วย เช่น ชายแก่อายุ 70 ปีอย่างผม อายุขนาดนี้สาวคงไม่มอง แต่ขณะเดียวกันจะเข้าหาพูดคุยได้ง่ายกว่า เพราะเธอจะเคารพ และให้ความเกรงใจในการพูดคุย

ในขณะเดียวกันนั้นมนุษย์เราสัมพันธ์กันโดยมีเงื่อนไขของการต่อรองอยู่ตลอดเวลา เช่น ผมเลี้ยงหลาน วิธีการต่อรองของหลานเมื่ออยากได้อะไร คือร้องไห้ให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้ผู้ใหญ่ไม่อยากเห็นเด็กที่ดูแลอยู่ร้องไห้แบบนั้น เพราะสังคมจะมองว่ารังแกเด็ก ไม่ดูแล ไม่เอ็นดู ทำให้เด็กมีอำนาจในการควบคุม เพื่อผลประโยชน์บางสิ่ง แต่แน่นอนว่าผู้ใหญ่ฉลาดกว่าเด็กเยอะ ก็หาวิธีทางเลี่ยงต่อรองจนจบปัญหาได้

ดังนั้นการปฏิรูปจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทำให้คนในสังคมไทยกลุ่มต่างๆ เกิดความสัมพันธ์ทางอำนาจต่อกันอย่างใกล้เคียง ขอยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เมื่อก่อนตอนที่คนปากมูลต่อต้านการสร้างเขื่อน ถึงความไม่จำเป็นที่ต้องผลิตไฟฟ้าด้วยวิธีการนี้ คุณสามารถหาวิธีอื่นผลิตไฟฟ้าได้ แต่ กฟผ. ให้เหตุผลว่าพลังงานไฟฟ้าในอีสานใต้ไม่มีความมั่นคงในช่วงที่ต้องการใช้ไฟสูงสุด ซึ่งต้องเหลืออย่างน้อย 15% เสมอ ก็ไม่รู้ว่าเป็นตัวเลขที่ใครสั่งสอนมา แต่ก็ทำให้ตัดสินใจสร้างเขื่อนในที่สุด

คำถามคือแทนที่จะสร้างเขื่อน ทำไมไม่ต่อสายไฟที่อีสานเหนือซึ่งซื้อใช้จากลาวมาเชื่อมกับอีสานใต้ หรือไม่ก็เริ่มโครงการพลังงานทางเลือก พลังงานหมุนเวียนก็ได้

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นชัดว่าระหว่างที่ชาวประมงธรรมดาพูดอย่างนี้ กับเจ้าหน้าที่ กฟผ. หรือเทวดาที่มาจากองค์การพลังงานพูดว่านี่คือทางเลือกที่ดีที่สุด โดยให้เหตุผลอะไรก็แล้วแต่

คำถามคือประชาชนฟังใครมากที่สุด คำตอบคือฟังดอกเตอร์ ดอก….มากกว่า นั่นคือปัญหาความสัมพันธ์เชิงอำนาจของความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมกัน

ประธานสมาคมธนาคารแห่งประเทศไทย นายกสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานสภาหอการค้าไทย เสียงคนของเหล่านี้ดังกว่าเสียงของคนทั้งภาคอีสาน หรือดังกว่าเสียงของคนเป็นล้านคน

ตราบเท่าที่ไม่ปรับความสัมพันธ์เชิงอำนาจตรงนี้ จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ได้ อย่าคิดว่าการปฏิรูปด้วยการพัฒนาประเทศเป็นความคิดที่ดีเยี่ยม ในประเทศไทยเรานิยมตั้งเทาวดามาจำนวนหนึ่ง อย่างจัดตั้งเป็นสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ได้บอกว่าต้องพัฒนาอย่างนั้น อย่างนี้ตามรูปแบบ แม้แต่รัฐบาลเองก็ไม่สามารถเข้าไปแก้ไขได้ คาดว่าคนเหล่านี้คงจุติขึ้นมา

สร้างสมดุลด้วยการ ‘กระจาย’

การจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในลักษณะเช่นนี้ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เพราะคนอื่นไม่สามารถเข้าไปต่อรองได้ ดังนั้นต้องปรับความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของรัฐ อำนาจของทุน อำนาจของสังคม ทั้ง 3 อย่างต้องมีดุลยภาพของการต่อรองซึ่งกันและกัน นี่คือหัวใจของการปฏิรูป

ดุลยภาพในทีนี้จะนั่งเขียนกฏหมายให้ตายก็ไม่มีทางเกิดขึ้น ในทัศนะส่วนตัวมองว่ามีปัญหามาจากนักกฏหมาย ที่คิดว่าทุกอย่างแก้ไขได้ด้วยกฏหมาย เขียนให้ตายก็ไม่มีประโยชน์ ทุกวันนี้เราทำผิดกฏจราจรทุกวันก็ไม่เห็นเป็นอะไร ฉะนั้นปัญหาไม่ใช่แค่แก้ตัวกฏหมาย

แต่จะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นก็คือ กล่าวโดยสรุปต้องทำให้คนไทยเข้าถึงทรัพยากรและกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรที่เท่าเทียมกัน ยกตัวอย่าง การจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น เราผูกอำนาจไว้ที่ส่วนกลางหมด ฉะนั้นคนในท้องถิ่นจะจัดการบริหารทรัพยากรตนเองไม่ได้ หากใครเข้าถึงอำนาจส่วนกลางได้มาก ก็สามารถเข้าถึงการบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่นได้มาก เช่นมีความสัมพันธ์กับนักการเมือง ย่อมสามารถระเบิดภูเขาหลังบ้านคนอื่นได้ เพราะอำนาจตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลางไม่ใช่อยู่ที่เจ้าของบ้าน

ดังนั้นใครที่ใหญ่โตขึ้นมา จึงต้องพยายามเชื่อมโยงเข้ามาให้ถึงอำนาจบริหารจัดการทรัพยากรที่สุด นั่นคือเหตุผลว่า ทำไมเจ้าพ่อต้องควักกระเป๋าเลี้ยง ส.ส. ขนลูกน้องไปเป็นรัฐมนตรี นี่คือเหตุผลว่าทำไมทุกคนพยายามแทรกเข้าไปอยู่ในการเมืองส่วนกลาง

ต้องทำให้อำนาจเหล่านี้กระจายออกไปให้ถึงมือคนอย่างทั่วถึง ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจ ต้องมีอำนาจในการสั่งหยุดโรงงาน จนกว่าจะตรวจสอบว่าปลอดภัย เป็นต้น ความเป็นจริงอำนาจบางส่วนอยู่ที่ตัวผู้ว่าราชการจังหวัด แต่เอาเข้าจริงก็ใช้ไม่ได้ ทุกวันนี้เหลือหน้าที่เพียงแต่ทำพิธิเปิดป้าย เพราะไม่มีใครกล้าที่จะไปทะเลาะกับนายทุนขนาดใหญ่

ทรัพยากรที่ควรกระจาย ออกเป็น 4 กลุ่ม ทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ทั้งหมดเหล่านี้จะต้องกระจายการบริหารจัดการ ไปยังคนกลุ่มต่างๆ ที่กว้างขวางขึ้น อย่างกรณีเรื่องของที่ดิน เป็นต้น

ท้ายนี้อย่าหวังว่ารัฐบาลชุดไหนจะปฏิรูปประเทศไทยได้ หากยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำให้สังคมตระหนักรู้ว่า บ้านเมืองมีปัญหา และต้องปรับเปลี่ยนในเรื่องเหล่านี้ร่วมกัน ไม่ว่าพรรคการเมืองจะมาจากการเลือกตั้งหลายปากกระบอกปืน สุดท้ายก็ต้องทำตามเสียงประชาชน เพราะเป็นเรื่องของคะแนนความนิยม ดังนั้นประชาชนอย่าเพียงนั่งรอความหวังจากอัศวินม้าขาวเพียงอย่างเดียว

( เรื่อง เจนศักดิ์ แซ่อึ้ง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฎิรูปประเทศไทย สถาบันอิศรา )

"ทักษิณ"เล่นมุข 26มี.ค.หนีหนาวจากยุโรป จองตั๋วบินไทย โผล่โบนันซ่า เขาใหญ่

ที่มา มติชน



เมื่อเวลา 20.46 น. วันที่ 19 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินมายังเวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยกล่าวว่า ตอนนี้อยู่ในยุโรปและมีคนเสื้อแดงเดินทางมาพบผม ผมคิดถึงคนไทยตลอดเวลาซึ่งส่วนใหญ่ผมเจอแดงมากกว่าเหลือง วันนี้คนเสื้อแดงมีทั้งแดงแจ๊ด และแดงที่ไม่ปรากฎตัวก็เยอะ


จากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ถามว่า ได้ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3-4 วันที่ผ่านมาแล้วเห็นอย่างไรกันบ้าง แต่สำหรับตนเองแล้วสรุปได้ว่า นอกจากรัฐบาลชุดนี้จะปล้นอำนาจมาแล้ว ยังทำงานไม่เป็น ล้มเหลว และยังโกหกหน้าด้านชัดเจนที่สุด อย่างที่บอกว่า แดงยิงแดง พูดได้อย่างไร คิดหรือว่า คนไทยเป็นควาย คนเสื้อแดงรักกันจะตาย นอกจากคนเสื้อแดงปากห้อย หรือคนเสื้อแดงตัวดำๆ เท่านั้น คนเสื้อแดงแท้ๆ เขารักกัน


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า หลายประเทศทั่วโลกตอนนี้ที่มีการต่อต้าน มีการประท้วงกัน กลุ่มผู้ประท้วงมักเจอวิชามาร โดยฝ่ายผู้มีอำนาจจะปลอมตัวเข้าไปเป็นกระบวนการเรียกว่าเป็นทริก เรื่องนี้ในต่างประเทศเขารู้จักกันดี ฉะนั้นพี่น้องต้องอย่าไปหวั่นไหว แดงไม่ยิงแดงอยู่แล้ว แต่สีเขียวยิงแดง


อีกเรื่องหนึ่งที่บอกว่าบ้านเมืองวุ่นวายเพราะคนๆ เดียวคือผม เรื่องนี้ เป็นการพูดความจริงไม่หมด เหตุที่วุ่นวายวันนี้เพราะพวกเขาอยากได้อำนาจ ทั้งที่ประชาชนต้องการประชาธิปไตยต้องการการเลือกตั้ง พวกเขาก็ส่งคนไปช่วยเสื้อเหลือง จนทำให้ทหารทำการปฏิวัติในเวลาต่อมา ต่อมาเมื่อแพ้เลือกตั้งก็ให้ศาลยุบพรรคแล้วก็ขโมยคนของเราออกไป ไปตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหาร มีคุณ ป. ... เข้ามาเกี่ยวข้องเสร็จแล้ว พรรคร่วมรัฐบาลก็ขี่คอเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ จนนำไปสู่การคอร์รัปชั่น


ทุกวันนี้ที่วุ่นวายมากล่าวหาเรา จริงๆแล้วเราวุ่นวายเพื่อตัวเองหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่เลย คุณอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ ) บอกว่า ยุบสภาเลือกตั้งแล้ว ทุกอย่างจะเรียบร้อย พูดกันทุกวันใครจะเชื่อ รัฐบาลชุดนี้มีศีล 5 อะไรเหลือบ้าง


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่าห่วงทุกวันนี้คือ เศรษฐกิจฐานรากแย่ลงทุกวันเพราะรัฐบาลใช้เงินอย่างไม่เข้าใจ บริหารประเทศก็มีทุจริต และใช้เงินเพื่อการหาเสียงโดยหวังจะชนะเลือกตั้ง แต่ประเทศชาติและชาวบ้านจะเดือดร้อนเพราะของแพง สินค้าขาดตลาด รัฐบาลเองก็หารายได้ไม่เป็น


ในช่วงท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวย้ำว่า เลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ พี่น้องต้องคิดว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือ การต่อสู้ในแนวทางประชาธิปไตย เราต้องช่วยกันทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ถ้าเราไม่ช่วยกันอนาคตของลูกหลานจะไม่เหลือ พี่น้องต้องตัดสินใจว่า จะอยู่กับปัญหาข้าวของแพงและปัญหาคอร์รัปชั่น หรือจะอยู่กับระบบที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง อยู่กับความยุติธรรม

วันนี้ เป็นการรำลึก 1 ปี ของความสูญเสีย ต้องอดทนกันต่อไป ผมเองก็รู้สึกบ้างแต่ก็อดทน และต้องขอบคุณพี่น้องที่คอยให้กำลังใจผม ผมอยู่ยุโรป คนเสื้อแดงก็แวะมาให้กำลังใจ ทำให้ชื่นใจ ผมต้องสู้ ต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ทำให้พี่น้องผิดหวัง


พ.ต.ท.ทักษิณได้ย้ำว่า ผมยังแข็งแรง ไม่ต้องเป็นห่วง วันนี้ขอสนทนากับพี่น้องเพียงแค่นี้เพราะต้องเดินทางต่อ

จากนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ได้ถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงวันที่ 26 มี.ค. ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ อยากให้พ.ต.ท.ทักษิณมาร่วมร้องเพลง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ตอบนายจตุพรว่า ให้ผมไปโบนันซ่าเลยใช่ไหม ให้เข้าทางไหน เข้าทางบ้านคุณไพวงษ์ (เตชะณรงค์) หรือบ้านคุณเฉลิม อยู่บำรุง จะได้จองตั๋วเครื่องบินการบินไทยเตรียมไว้


จากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ได้จบการสนทนาทางโฟนอิน เมื่อเวลา 20.58 น.

หมัดเหล็กไทยรัฐ ปูด“กองทัพ”ได้รับคำสั่งเตรียมพร้อม หลัง“ทักษิณ”หวลโฟนอินเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

“แสดงพลังต่อรอง”


การเมืองโค้งสุดท้าย แต่ละพรรคการเมืองจะจัดหนักจัดเบา จะแสดงพลังทางการเมืองโชว์ศักยภาพอย่างไรก็ว่ากันไป อย่างที่บอก เมืองไทยเวลานี้สนามการเมืองต้องแยกเป็น สามก๊ก เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยกับชาติไทยพัฒนา ถือว่าเป็นสามขั้วการเมืองที่จะมีอิทธิพลต่อการเมืองไทยมากที่สุด

เมื่อตอนที่ตั้งรัฐบาลชุดนี้ จะเห็นภาพ คุณเนวิน ชิดชอบกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเที่ยวนี้ก่อนที่รัฐบาลจะหมดอายุไข ก็เห็นภาพคุณเนวิน นั่งคู่กับ คุณบรรหาร ศิลปอาชา ประกาศจุดยืนให้รู้ว่า 2 พรรคการเมืองนี้จะเดินไปด้วย ภายใต้สโลแกนจับมือไว้แล้วไปด้วยกัน

ก่อนหน้านี้ประชาธิปัตย์ก็ประกาศว่าให้เลือกกันแค่ 2 ขั้วการเมือง ไม่ประชาธิปัตย์ก็เพื่อไทยไปเลย จะได้หมดเรื่องหมดราว จะได้รู้ดำรู้แดงกันซะที ถ้าประชาธิปัตย์ได้ 300 เสียงเมื่อไหร่ ตั้งรัฐบาลพรรคเดียวทันที ทำเอาบรรดาพรรคร่วมรัฐบาลสะอึก

ถัดมาอีกสัปดาห์ ภูมิใจไทยนัดกินข้าวสองต่อสองกับชาติไทยพัฒนา มากันครบทีม ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ ภายใต้กฎ 3 ข้อคือหารือแนวทางการเมืองร่วมกัน มีจุดยืนเดียวกันคือปกป้องสถาบันสูงสุดของชาติและหลังเลือกตั้งจะตัดสินใจทางการเมืองร่วมกัน

ว่ากันตามข้อเท็จจริง ภูมิใจไทยกับชาติไทยพัฒนาก็ยังมีเรื่องกินใจกันอยู่ โดยเฉพาะพื้นที่เลือกตั้งและ ส.ส.ในพื้นที่ ภูมิใจไทยแสดงพลังดูดได้ซักระยะ โดยเฉพาะ ส.ส.ในภาคกลาง ทำเอาคุณบรรหารต้องโทรศัพท์สายตรงถึงคุณเนวิน ขอเถอะ ถ้างานนี้ตกลงเรื่อง ส.ส.และพื้นที่เลือกตั้งกันได้ พูดภาษาพาณิชย์ก็ต้องบอกว่า ฮั้วเลือกตั้งกันได้ ทุกอย่างไม่น่าจะมีปัญหา

ที่จะมีปัญหาก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ งานนี้ถ้าไม่ได้รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นกาวอย่างหนาตราช้าง สัมพันธภาพของพรรคแกนนำรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลก็คงไปไม่รอด

ลึกๆประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ก็ไม่สบายใจที่จะต้องผูกไว้กับพรรคภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา เช่นเดียวกัน ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาก็ไม่ค่อยแฮปปี้ในการร่วมรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ ปลาคนละน้ำ ที่ต้องอยู่กันด้วยความหวาดระแวงชิงไหวชิงพริบทางการเมืองตลอดเวลา

ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าติดตามก็คือ ข้อเสนอลับๆที่มาจากคนนอก หากกรณีพรรคเพื่อไทยยอมปรับสถานภาพของพรรค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และครอบครัวยอมถอยห่างการเมือง ปล่อยให้ทุกอย่างไปตามกลไก ไม่เกี่ยวข้องกับเสื้อแดง โอกาสที่จะเกิดความปรองดองและโอกาสที่จะร่วมมือกันระหว่าง 2 ขั้วการเมืองอาจจะเกิดขึ้นได้

ดังนั้น กับการที่ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาวีดิโอลิงค์ เวทีเสื้อแดงเริ่มร้อน ทำเอาแนวทางปรองดองที่มีขบวนการจัดการเริ่มจะไม่พอใจ โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ เพราะถ้า พ.ต.ท.ทักษิณขยับอย่างเต็มตัวเมื่อไหร่ โอกาสที่ประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งในสภาก็จะน้อยลงไปด้วย เลยร้อนถึงกองทัพ ได้รับคำสั่งสแตนด์บายด่วน.


หมัดเหล็ก

(ที่มา ไทยรัฐ , 18 มี.ค. 2554)