WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 22, 2011

ปฏิรูปประเทศไทย:”ความเพ้อเจ้อ”ของนายประเวศ วะสี

ที่มา Thai E-News



ณ ปัจจุบันนี้ นายประเวศ ก็ยังไม่มีการพูดถึงการล้อมปราบการสังหารประชาชน 91 ศพ ในเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต ทั้งที่ปากเขาชอบพร่ำบ่นถึงความยุติธรรม


โดย ไกรก้อง กูนอรลัคขณ์
22 มีนาคม 2554

นายประเวศ วะสี ประธาน คสป. แถลงว่า วันที่ 24-26 มีนาคมนี้ จะมีการจัดสมัชชาปฏิรูปเป็นการประชุมสุดยอดทางสังคมที่ไม่เคยมีมาก่อน

เพื่อร่วมจัดทำฉันทามติแก้ทุกข์ของชาติซึ่งไม่มีรัฐบาลใดอดีต ปัจจุบัน และอนาคตจะแก้ไขได้ เพราะเกิดจากโครงสร้างที่ทำให้คนส่วนน้อยเอาเปรียบชนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นปัญหาหลักของประเทศไทย

โดยกล่าวว่า จะมีการขอ ฉันทามติ เรื่องการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่น กระจายการที่ดิน พลังศิลป์เยียวยาการชิงชังและทอนกำลังกัน

แน่นอนว่า ณ ปัจจุบันนี้ นายประเวศ ก็ยัง ไม่มีการพูดถึง การล้อมปราบการสังหารประชาชน 91 ศพ ในเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต ทั้งที่ปากเขาชอบพร่ำบ่นถึงความยุติธรรม

นายประเวศ มักกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่เป็นแนวคิดหน้าที่ว่าด้วยการสมานฉันท์ การปรองดอง การที่แต่ละส่วนมีหน้าที่ในการผลักดันให้องคาพยพเคลื่อนตัวไป

เหมือนดั่งกับว่า สังคมในโลกนี้ไม่มีความขัดแย้ง

เป็นทฤษฎีเดียวกับฮิตเลอร์เผด็จการนิยมใช้กล่าวอ้างในการควบคุมประชากรไม่ให้กระด้างกระเดื่องต่ออำนาจผู้ปกครอง

แท้จริงแล้ว ปัญหาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ปัญหากระจายการถือครองที่ดิน และ การปฏิรูประเทศไทยนั้น ย่อมเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจในสังคมไทย ที่โยงใยกับปัญหาการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่? อย่างไร?

ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งองค์กรในการเคลื่อนไหวแค่ไหน? ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีหรือไม่ ?

ปัญหาการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งนายประเวศเสนอ ก็ไม่ได้ฟันธงว่า คือการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดหรือไม่?

ยังพูดลอยเพ้อๆอยู่ และการเลือกตั้งผู้ว่าที่มีการเสนอมีนาน ก็มักถูกขัดขวางจากระบบราชการส่วนสำคัญของระบอบอำมาตยาธิปไตย

นายประเวศ อาจจะพูดถึง การกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แต่นายประเวศไม่ได้ทบทวนบทเรียนว่า อุปสรรคสำคัญในการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นก็มักเป็นหน่วยงานระบอบราชการที่มีวิธีคิดแบบรวมศูนย์อำนาจนั่นเอง

นายประเวศ พูดถึงการกระจายการถือครองที่ดิน แม้แต่การเปิดเผยข้อมูล ว่าใครถือครองที่ดิน เท่าไร ที่ไหน ก็ยังมิอาจกระทำได้จริง

ดูเหมือนนายประเวศ จะเพ้อๆว่า ปัญหาโครงสร้าง ถ้าทุกคนรู้ก็จะประเทืองปัญญา ตรัสรู้ได้ก็สามารถแก้ปัญหาได้ในทันทีทันใด ซึ่งนายประเวศทำประจำมาทุกรัฐบาล

นายประเวศ แถลงว่าจะมีประชาชนและหลายองค์กรมาร่วมประชุมในครั้งนี้จำนวนมาก แต่นายประเวศก็ไม่ได้บอกว่า ใครจ่ายงบประมาณ มีเบี้ยเลี้ยงไหม ใช้งบประมาณอย่างพอเพียงไหม?

หรือว่า “ กูมาเอง ไม่มีใครจ้างกูมา ” หรือว่า “กูต้องมาเพราะไม่มาสสส. สกว. พอช. จะตัดทุนโครงการกู” นายประเวศก็ควรชี้แจงให้โปร่งใสด้วย มิฉะนั้น “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”


ผู้เขียนเอง มีความคิดว่า มีแต่สังคมประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะนำเปิดทางให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มสร้าง อำนาจอย่างเสรีต่อรอง กดดัน สร้างพลัง เพื่อให้ชนชั้นที่เอาเปรียบ ยอมกระจายการกระจุกตัวของที่ดินที่ตนเองครอบครองอยู่ ยอมที่จะจ่ายภาษีก้าวหน้า เพื่อกระจายความมั่งคั่งที่ตนเองเสพสุขอยู่บนความทุกข์ของคนจำนวนมาก ฯลฯ

ปัญหารากเหง้าในเงื่อนไขสภาพทางการเมืองที่สำคัญในช่วงประวัติศาสตร์ ปัจจุบัน คือ ระบอบอำมาตยาธิปไตย มีปรัชญาความเชื่อว่า คนยังโง่อยู่ ไม่มีความรู้ จึงต้องเป็นพลเมืองชั้นสอง จึงต้องมีคนที่เหนือกว่าปกครองดูแล จึงเป็นเพียงไพร่ ที่มูลนายต้องบังคับควบคุมดูแล เหมือนเฉกเช่นสมัยในอดีตสังคมศักดินาไทย

ข้อเสนอของนายประเวศ เป็นการบิดเบือนหลอกลวง การแก้ไขปัญหาที่แท้จริง เนื่องเพราะว่า การปฏิรูปประเทศไทย ที่สำคัญคือการปฏิรูปกองทัพและองคมนตรี ซึ่งล้วนเป็นจักรกลของระบอบอำมาตย์ทั้งสิ้นที่คอยขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยให้ก้าวหน้า เช่น การรัฐประหาร การแทรกแซงทางการเมือง เป็นต้น

การปฏิรูปประเทศไทย ปฏิเสธไม่ได้ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ด้วยไม่เพียงต้องสร้างนโยบายและกฎหมาย เนื่องจากเป็นรัฐธรรมนูญที่ล้าหลังขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยในหลายมาตรา การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยต้องลดอำนาจนอกระบบ เช่น การให้อำนาจกับกระบวนการตุลาการมากเกินไปโดยไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใด สมาชิกวุฒิสภามาจากการแต่งตั้งถึง 74 คน ฯลฯ และอื่นๆที่ต้องช่วยคิดช่วยผลักดัน

การปฏิรูปประเทศไทยนั้น ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม (เหมือนสูตรที่นายประเวศท่องจำตลอดเวลา แต่กลับไม่นำมาใช้มาปฏิบัติ) ซึ่งต้องมีกระบวนการจากล่างสู่บนเหมือนเช่นกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ 40 ต้องมีการระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนสาขาอาชีพต่างๆ มิใช่เพียงภาคประชาชน ภาคประชาสังคม เพียงน้อยนิดของนายประเวศและเหล่าอำมาตย์เอ็นจีโอทั้งหลายเท่านั้น

การปฏิรูปประเทศไทยนั้น ต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายให้มีความยุติธรรมเท่าเทียมกันไม่ใช่ระบบสองมาตรฐานอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

การปฏิรูปประเทศไทยนั้น ต้องปฏิรูปความคิดจิตสำนึกให้คนในสังคมไทยรักประชาธิปไตย เคารพหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง เคารพกติกาประชาธิปไตย ฯลฯ และอื่นๆอีกมากมายที่ต้องช่วยคิดช่วยผลักดัน

ดังนั้น การปฏิรูปประเทศไทย จึงมิเป็นเพียงของนายประเวศและคณะ เท่านั้น

บทเรียน “สื่อมวลชนยุคใหม่ ” จากวิกฤตการณ์ที่ญี่ปุ่น

ที่มา มติชน





มนตรี ศรไพศาล

เหตุการณ์ แผ่นดินไหวขนาด 8.9 ริคเตอร์ และตามด้วยสึนามิ ที่ญี่ปุ่น เป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี นำมาซึ่งความตื่นตระหนก หวาดกลัว เศร้าใจ เสียใจ กังวลใจ

หากเราพิจารณาบรรดาภาพที่ผ่านหน้าสื่อมวลชน เราจะได้เห็นภาพวิกฤตยิ่งใหญ่ที่เป็นเหมือนโจทย์ร่วมของคนทั้งชาติ ภาพความเข้มแข็งอดทน ภาพชาวญี่ปุ่นที่อดทนอยู่ในวินัย เข้าคิวซื้อของที่มีจำกัด หรือรับความช่วยเหลืออย่างมีระเบียบ ภาพความร่วมแรงร่วมใจ ภาพความเสียสละ ภาพความช่วยเหลือ ภาพผู้นำที่เกาะติดมุ่งแก้ไขสถานการณ์ ภาพองค์จักรพรรดิ์ที่ทรงให้กำลังใจกับประชาชน ฯลฯ

เห็นแล้วรู้สึกประทับใจ ซึ้งใจ ศรัทธา เกิดกำลังใจที่อยากจะเข้มแข็งเช่นกัน มีน้ำใจเช่นกัน เสียสละเช่นกัน รักชาติเช่นกัน รักกันและกันเช่นกัน ช่างเป็นคุณค่าที่สร้างสรรค์สังคมได้อย่างดีจริงๆ

ผมดูแล้ว นอกจากจะเห็นบทเรียนของฝ่ายต่างๆที่น่าสนใจแล้ว ผมว่ามีบทเรียนสำหรับสื่อมวลชนที่น่าคิด หลายประการเพื่อให้เป็น สื่อที่สร้างสรรค์ อย่างดีต่อไปอีกด้วย

ภาพที่ออกมานั้น เป็นภาพที่สร้างสรรค์ สร้างความรู้สึกดีๆท่ามกลางความลำบาก สร้างความหวังท่ามกลางหายนะ สร้างคุณธรรมท่ามกลางวิกฤต

มาลองดูว่า ถ้าเป็นสื่อมวลชนบ้านเรา เราคิดจะเสนอแง่มุมอะไร ? คล้ายๆยุควิกฤต (เล็กๆ) น้ำท่วมฉับพลันทั่วประเทศ ผมเห็นภาพต่างๆผ่านสื่อมวลชนมากมาย ซึ่งก็ต้องขอชมเป็นเบื้องต้นว่า ได้ถ่ายทอดให้เห็นความช่วยเหลือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไทยช่วยไทย ไม่ทอดทิ้งกัน ได้พอสมควร แต่ก็ยังมีไม่น้อยที่เราอาจเปรียบเทียบกับของญี่ปุ่นเพื่อการปรับปรุงได้

...ภาพที่เมืองไทยยังมีการเน้นหาคนที่โศกเศร้าเสียใจร้องไห้ แต่ภาพที่ญี่ปุ่น เน้นที่คนหาคนที่ไม่พบจนพบได้และเป็นภาพของความตื้นตันใจ

...ภาพที่เมืองไทยยังมีการเน้นภาพคนทำไม่ดี เข้าไปขโมยของคนอื่น ภาพที่ญี่ปุ่นเน้นคนมีวินัยอย่างอดทน

...ภาพที่เมืองไทยยังมีการเน้นพื้นที่ที่รัฐเข้าไม่ถึง แต่ภาพที่ญี่ปุ่นเน้นภาพความช่วยเหลือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้เข้าไปช่วยเหลือ

ผมว่าคิดมีบทเรียนสำหรับสื่อมวลชนที่น่าคิด หลายประการ ดังต่อไปนี้

1. สื่อความสุขก็สุข สื่อความทุกข์ก็ทุกข์ ผมเชื่อว่า เราจะเน้นภาพแห่ง “ความทุกข์ลำบาก” ไปทำไม ? ในเมื่อในความลำบาก ก็มีภาพแห่ง “ความสุขและกำลังใจ” มากมาย เราจะเน้นภาพ “ความทุกข์ของความพลัดพรากไปทำไม ?” ในเมื่อก็มีภาพแห่งความตื้นตันความสุขเมื่อกลับมาได้พบเจอ” เยอะแยะ

เชื่อไหมว่า เขาก็คงมีบางคนที่ร้องไห้ฟูมฟาย เศร้าเสียใจ แต่ขยายภาพนั้น ประชาชนจะได้อะไร ก็เพียงขยายความเศร้าใจ ขยายความทุกข์ใจไปเท่านั้น

ยอดผู้เสียชีวิตรวมกับผู้หลงหายเกือบ 2 หมื่นคน เขาก็คงยังมีคนที่ต้องพลัดพรากจากคนที่รักมากมาย แต่จะไปขยายความเสียใจทำไม เขากลับขยายภาพของผู้ที่ได้พบกันเพื่อสร้างความหวัง

เจ้าหน้าที่จะเกณฑ์มาอีกเท่าไร ก็ไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้ทันใจประชาชนทุกคนได้ แต่เขาก็เน้นถ่ายทอดภาพความช่วยเหลือร่วมแรงร่วมใจกัน สร้างกำลังใจและความหวังให้กัน

2. สื่อความสว่างสังคมก็สว่าง สื่อความมืดสังคมก็มืด คำสอนสำคัญของพระเยซูคริสต์คือ “ท่านทั้งหลายเป็นแสงสว่างของโลก”

ภาพคนไม่ดี อาจทำให้คนดีท้อแท้ แม้ตั้งใจจะทำดี เพียงเพื่อตำหนิว่า “ทำบาปไว้ จะได้รับกรรมตามสนอง” แต่ก็ไม่ช่วยให้คนทำดีได้ มีแต่ความเครียด และความเศร้า แต่ภาพของคนที่แม้ต้องอับจนลำบาก แต่ยังรักษาคุณธรรมความดีไว้ จะเป็นภาพที่จรรโลงจิตใจคนให้สูงขึ้น และเป็นกำลังใจให้คนรักษาความดีไว้ได้ต่อไป

ในพระคัมภีร์มีกล่าวถึงกลุ่มฟาริสี ซึ่งจำนวนมากเป็นพวกหน้าซื่อใจคด เขาเหล่านั้นยังเชื่อว่าเขาเป็นคนดี เมื่อเทียบกับคนอื่นที่เขาเห็นว่าไม่ดี นี่คือมาตรฐานของมนุษย์ หลายๆครั้ง เราเพียงแต่ชี้เขาว่า เขาก็ทำไม่ดี ฉันทำได้แค่นี้ก็ดีแล้ว หรือพอทำไม่ดี แล้วก็อธิบายตัวเองว่า “ใครๆเขาก็ทำกัน” ดังนั้น ในเมื่อสังคมยังคิดเช่นนี้ และสื่อก็สื่อภาพการทำไม่ดี โดยคนไม่ดี ก็อาจทำให้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกหดหู่ จำนวนหนึ่งรู้สึกพวกเขาต้องทำเพราะเขาลำบาก ฉันก็ลำบาก ฉันก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

แต่ภาพงดงามในญี่ปุ่น ที่แม้จะลำบาก เขาก็ไม่สร้างความลำบากให้คนอื่น ไม่ทำสิ่งผิดความชอบธรรม ก็จะเป็นกำลังใจให้คนรักษาความดี และทำความดีต่อไป คนอยากจะทำไม่ดี ก็ยังน่าจะละอายใจไปเอง

3. สื่อให้กำลังใจก็ทำให้เข้มแข็ง สื่อบั่นทอนกำลังใจก็ทำให้ท้อถอย ภาพคนทำงานหนัก อุทิศตนเพื่อช่วยแก้ไขวิกฤต เป็นทั้งกำลังใจแก่ผู้ประสบภัย และคนทำงาน ที่บ้านเรา ก็เห็นภาพหน่วยราชการ ผู้ใหญ่ ทหาร สื่อมวลชน เอกชนเข้าให้ความช่วยเหลืออยู่บ้าง ภาพถุงสิ่งของพระราชทาน ภาพส่งของเข้าพื้นที่น้ำท่วมด้วยรถทหาร ด้วยเฮลิคอปเตอร์ ก็ได้สร้างกำลังใจให้ได้เช่นกัน

แต่จะสังเกตว่า สื่อของเขาไม่คอยแข่งกับรัฐบาล ที่จะพยายามไปหาพื้นที่ที่ความช่วยเหลือยังเข้าไปไม่ถึง พื้นที่ความเสียหายกว้างไกล คนประสบภัยมากมาย ก็จะมีคนที่ได้รับความช่วยเหลือไม่พร้อมกัน ผมว่า ถ้าคนเขาทำงานเต็มที่ สื่อก็ช่วยกันขยายผล เป็นการให้กำลังใจสมกับที่เขาได้เหน็ดเหนื่อยทุ่มเท คนที่ยังไม่ได้รับ ก็น่าจะเห็นและมีความหวัง ข้อมูลข่าวสารในพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน ก็สามารถสื่อกับภาครัฐโดยตรงได้ ไม่ต้องใช้เวลาสื่อ

สาธารณะที่ทำให้คนรู้สึกว่า ความช่วยเหลือไม่มี และเกิดความเครียดกันมากขึ้น ถ้าเป็นภาพร่วมแรงร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ให้ความช่วยเหลือเต็มที่ (ไม่ใช่เพียงสร้างภาพ) ก็ช่วยกันถ่ายทอดภาพความช่วยเหลืออย่างญี่ปุ่น ก็เป็นการให้กำลังใจกับผู้ประสบภัย คนดู และคนที่ทุ่มเทช่วยเหลือในภาคสนามอย่างดีด้วย

ก็คงไม่ใช่การหลับหูหลับตา “สร้างภาพ” รับใช้ผู้มีอำนาจ แต่การร่วมกันสื่อ “ความจริง” อย่าง “สร้างสรรค์” ก็จะมีส่วนช่วยผ่อนคลายความกังวล ยกระดับคุณธรรม และให้กำลังใจกับทุกๆคนได้อย่างมีคุณค่าและความหมายต่อสังคมจริงๆครับ

ฝ่ายค้านชนะรัฐบาล

ที่มา มติชน



โดย นฤตย์ เสกธีระ max@matichon.co.th

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 21 มีนาคม 2554)

การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวมทั้งสิ้น 10 คนผ่านพ้นไปแล้ว

แม้ผลการโหวตจะออกมาตามคาด คือ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกคน ได้รับเสียงสนับสนุนให้ทำงานต่อ

แต่พรรคฝ่ายค้าน นำโดยคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็สามารถอภิปรายได้อย่างน่าชื่นชมเป็นส่วนใหญ่

ประการแรก น่าชื่นชมที่พรรคฝ่ายค้านปฏิบัติการ "เทน้ำทิ้ง" หมายความว่า เอาแต่ข้อมูลเนื้อๆ มาอภิปราย

ใช้คนน้อย ให้เวลามาก แล้วเลือกเน้นเฉพาะเนื้อหาตามข้อมูลที่มีอยู่ในมือ

ผลลัพธ์คือ การประท้วงน้อยลง คนพูดมีสมาธิ คนฟังได้รับข้อมูลเต็มที่

ประการที่สอง น่าชื่นชมที่พรรคฝ่ายค้านตัดสินใจอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง แม้ในแวดวงผู้เชี่ยวชาญเกมการเมืองจะออกมาบอกว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสุเทพ ก็เหมือนกับการเปิดโอกาสให้นายสุเทพได้พูด

นายสุเทพ มีความสามารถในการอภิปรายในสภา เมื่อเปิดโอกาสให้นายสุเทพพูด ฝ่ายค้านจะเสียเปรียบ

แต่ในที่สุดพรรคฝ่ายค้านก็เลือกที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสุเทพ คล้ายๆ กับจะบอกว่า ไม่เลือกเกมการเมือง แต่เลือกชี้ให้เห็นว่านายสุเทพน่าจะถูกไม่ไว้วางใจ

ประการที่สาม น่าชื่นชมสปิริตของผู้อภิปราย โดยเฉพาะ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่แม้จะน้อยใจนิดๆ กับการเลือก "มิ่งขวัญ" ไม่เลือก "เฉลิม" ในการนำทีมอภิปราย

แต่ในที่สุด ร.ต.อ.เฉลิม ก็รับหน้าที่ชำแหละเรื่องแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีภาษีบุหรี่

ทำให้ผู้ฟังเข้าใจ ไม่ผิดหวัง

คนฟังส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งฟังกันทั้งวันทั้งคืน แต่จะเลือกฟังตรงไฮไลต์แต่ละวันที่สนใจ

วันแรกต้องฟังคุณมิ่งขวัญ-คุณอภิสิทธิ์ เรื่องภาพรวมเศรษฐกิจ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ-คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่องน้ำมันปาล์มแพงและขาดตลาด

วันที่สองต้องฟังคุณสุนัย จุลพงศธร-คุณพรทิวา นาคาศัย เรื่องสต๊อคและการประมูลสินค้าเกษตร

วันที่สามต้องฟังคุณจตุพร พรหมพันธุ์-คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เรื่องการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง

วันที่สี่ต้องฟัง ร.ต.อ.เฉลิม-คุณอภิสิทธิ์ เรื่องแทรกแซงคดีภาษีบุหรี่

แต่ระหว่างการอภิปรายอาจมีประเด็นอื่นๆ สอดแทรก เช่น ประเด็นออกสลากพิเศษของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ประเด็นชั่งเงินซื้อตำแหน่ง ฯลฯ

ผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ มีโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน บอกว่า ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อภิปรายได้ดีคะแนนพุ่งเป็นอันดับ 1 คุณมิ่งขวัญ อันดับ 2 และคุณจตุพร อันดับ 3

นอกจากนี้ สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่เหลือ อีก 17 คน ก็ได้คะแนนอยู่ในขั้นสอบผ่านเหมือนกัน

ทุกคนได้คะแนนสูงกว่า 6 จาก 10 คะแนน

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีอีก 2 คน คือ นายกรณ์ จาติกวณิช และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ มีคะแนนสูงเกิน 5

ที่เหลือถือว่าต่ำเกณฑ์

ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ที่พรรคเพื่อไทยต้องพึงพอใจ

แม้ผลโหวตในสภาจะออกมาว่า ฝ่ายค้านแพ้ แต่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน....เห็นชัดๆ ว่า ชนะฝ่ายรัฐบาล

โลงศพที่มหาดไทย

ที่มา มติชน



คอลัมน์ ณ ริมคลองประปา โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

สถานการณ์ที่เกิดในกระทรวงมหาดไทยขณะนี้ ทำให้นึกถึงสำนวน "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา" เพราะหลังจากที่คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรม (ก.พ.ค.) มีคำวินิจฉัยให้ยกเลิกคำสั่งโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงถึง 2 ครั้งในเวลาใกล้เคียงกัน แทนที่ผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยจะสำนึกถึงความผิดพลาดบกพร่องของตนเองในการบริหารงานบุคคลที่ไม่โปร่งใสและไม่เป็นไปตามหลักคุณธรรม กลับพยายามดื้อดึงยื้อที่จะไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ก่อนหน้านี้เมื่อสิงหาคม 2553 ก.พ.ค.มีคำวินิจฉัยให้กระทรวงมหาดไทยยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายอำเภอ ประเภทอำนวยการระดับสูง ประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ (ระดับ 9) จำนวน 41 ราย แต่กระทรวงมหาดไทยใช้เวลานานหลายเดือนกว่าจะยอมดำเนินการตามคำวินิจฉัยดังกล่าว

ต่อมาต้นมีนาคม 2554 ก.พ.ค.มีคำวินิจฉัยว่า การโยกย้ายนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ จากอธิบดีกรมการปกครอง เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็นการใช้ดุลพินิจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนายวงศ์ศักดิ์ไม่ดำเนินการตามความต้องการของรัฐมนตรีว่าการและปลัดกระทรวงมหาดไทย ในโครงการจัดระบบให้บริการประชาชนด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ วงเงิน 3,490 ล้านบาท ซึ่งมีการแก้ไขเงื่อนไขการประมูลเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อผู้รับจ้างบางราย และโครงการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนอิเล็กทรอนิกส์แบบอเนกประสงค์ หรือสมาร์ทการ์ด วงเงิน 900 ล้านบาท ฯลฯ จึงวินิจฉัยให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการให้นายวงศ์ศักดิ์พ้นจากอธิบดีกรมการปกครอง และให้นายมงคล สุระสัจจะ เป็นอธิบดีกรมการปกครองแทน

ปรากฏว่า นายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีท่าทีในทำนองไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. โดยอ้างว่าเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะการแต่งตั้งข้าราชการระดับอธิบดีต้องเสนอชื่อต่อรัฐมนตรีเพื่อให้เสนอเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณาเห็นชอบ จากนั้นนายกรัฐมนตรีนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง "ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งหรือพ้นจากตำแหน่ง ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะมายกเลิกกันได้"

นายวิเชียรยังอ้างว่า แม้ว่ามติ ก.พ.ค.จะถือเป็นที่สุด แต่สามารถเข้าสู่กระบวนยุติธรรมน่าจะมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง กระทรวงมหาดไทย ยังถือว่านายมงคลเป็นอธิบดีกรมการปกครองอยู่ จนกว่าจะสิ้นสุดตามขั้นตอน ซึ่งถือว่านายมงคลเป็นผู้เสียหาย ก็มีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้เช่นกัน

ขณะที่นางจรวยพร ธรณินทร์ กรรมการ ก.พ.ค. อ้างว่า ตามกฎ ก.พ.ค.ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ฯข้อ 57 ไม่เปิดโอกาสให้คู่กรณีฟ้องศาลปกครองได้ ให้เฉพาะผู้ร้องทุกข์กรณีไม่พอใจคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.เท่านั้น

จากข้อเท็จจริงข้างต้น มีประเด็นที่ควรหาคำตอบดังนี้

หนึ่ง กระทรวงมหาดไทยต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.หรือไม่

ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 123 วรรคสาม บัญญัติว่า เมื่อ ก.พ.ค.ได้พิจารณาวินิจฉัยประการใดแล้ว ให้...ปลัดกระทรวง รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือนายกรัฐมนตรีแล้วแต่กรณี ดำเนินการให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.

ส่วนกฎ ก.พ.ค.ข้อ 57 ระบุว่า คำวินิจฉัยร้องทุกข์ให้ผูกพันคู่กรณีในการร้องทุกข์และผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่กำหนดไว้ในคำวินิจฉัยร้องทุกข์นั้น

เมื่อทั้ง พ.ร.บ.และกฎ ก.พ.ค.ระบุไว้อย่างชัดเจนเช่นนี้แล้ว ถ้าผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทยเบี้ยวหรือยึกยัก ก็มีสิทธิเจอคุกได้ง่ายๆ

สอง กระทรวงมหาดไทยสามารถฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ได้หรือไม่

เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนแล้วเห็นว่า คำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. เป็นกระบวนการการควบคุมตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการบริหารงานบุคคลโดยองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคำร้องทุกข์และ/หรืออุทธรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ ถ้าให้คู่กรณีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อเพิกถอนคำวินิจัยได้ ย่อมขัดต่อหลักการควบคุมตรวจสอบภายในของฝ่ายบริหาร

ที่สำคัญกระทรวงมหาดไทยไม่ใช่ผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (เทียบเคียงคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 686/2548)

สาม นายมงคล สุระสัจจะ ฟ้องต่อศาลปกครองได้หรือไม่

เมื่อมีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้นายมงคลพ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครองเมื่อใด นายมงคลย่อมเป็นผู้เสียหายจากคำสั่งดังกล่าว จึงมีสิทธิฟ้องกระทรวงมหาดไทย และ ครม.ต่อศาลปกครองได้ แต่ไม่สามารถฟ้อง ก.พ.ค.ได้โดยตรง เพียงแต่ต้องบรรยายในคำฟ้องเชื่อมโยงให้เห็นว่า คำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร

แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย หมดทางหลีกเลี่ยง ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.สถานเดียว มิเช่นนั้นอาจต้องหลั่งน้ำตา เมื่อความตายมาเยือนตรงหน้า

"5 คำถามใหญ่"กับระเบิดตูม-คาร์บอมบ์ชายแดนใต้รายวัน "มัวแต่ติ๊ดชึ่ง-สวดมนต์"หรืออย่างไร ?

ที่มา มติชน




พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว

"ผมบอกตลอดว่าไม่มีไพร่พลเลว มีแต่แม่ทัพนายกองที่เลว 5 เดือนที่ผ่านมา นราธิวาสมีคาร์บอมบ์ 3 ลูก ผู้การจังหวัดต้องรับผิดชอบ ปี 2548 ถึง ปี 2551 เคยคุมสถานการณ์ได้ ทำไมตอนนี้คุมไม่ได้ ผู้บังคับหน่วยมัวแต่ติ๊ดชึ่งไม่ได้ ต้องอยู่ในพื้นที่ ต้องปิดล้อม ต้องรุก ต้องลุย จากนี้ผมจะลงมาติดตามเอง"

เป็นคำกล่าวของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) รับผิดชอบปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ที่กล่าวเอาไว้เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2554 ในที่ประชุมบรรยายสรุปคดีคนร้ายจุดชนวนระเบิด "คาร์บอมบ์" บริเวณแฟลตข้าราชการตำรวจ สภ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส


จับความรู้สึกของ พล.ต.อ.อดุลย์ จากถ้อยคำระหว่างบรรทัดข้างบนนั้น ต้องบอกว่า "ฟิวส์ขาด" จริงๆ เพราะการเกิดระเบิดระดับ "คาร์บอมบ์" ถึงในบ้านพักตำรวจ ก็ถือว่าถูก "ลูบคม-เหยียบจมูก" ไม่ต่างอะไรกับทหารถูกโจมตีค่ายนั่นแหละ


ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจก็คือ คำพูดอีกตอนหนึ่งของ พล.ต.อ.อดุลย์ เกี่ยวกับการตัดวงจรคาร์บอมบ์และระเบิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้...


"สถานการณ์ตอนนี้ตัวละครน้อยลงแล้ว (หมายถึงกลุ่มก่อความไม่สงบลดจำนวนลง) แต่เหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น ศชต. (ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้) จึงต้องตัดวงจรคาร์บอมบ์ให้ได้ ต้องลงไปดูเต็นท์รถ อู่ดัดแปลง แหล่งดินระเบิดต้องสกัดให้ได้ เพราะอยู่เฉยๆ ไม่มีทางสกัดได้ คนเป็นนายไม่ทำ มัวแต่สวดมนต์ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ เวลานี้ ศชต.ต้องริเริ่ม ต้องทำลายคาร์บอมบ์ให้ได้"


ฟังจาก พล.ต.อ.อดุลย์ แล้ว น่าสนใจว่าสิ่งที่เขาพูดทั้งหมดนั้น จะว่าไปก็เป็น "งานประจำ" หรือ "งานรูทีน" ของตำรวจอยู่แล้ว แต่เหตุใดถึงปล่อยกันหละหลวมขนาดนี้


และนี่อาจเป็นสาเหตุสำคัญของการตัดสินใจ "เด้งฟ้าผ่า" พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส (ผบก.ภ.จว.นราธิวาส) แทบจะทันควันภายหลังปล่อยให้เกิด "คาร์บอมบ์" ใต้แฟลตตำรวจ สภ.ศรีสาคร เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2554

ชำแหละ "กับระเบิดราคาถูก"


อย่างไรก็ดี ข้อข้องใจลักษณะนี้ไม่ใช่มีแต่ พล.ต.อ.อดุลย์ เท่านั้นที่ตั้งคำถาม แต่อดีตนายตำรวจที่เคยดูแลงานด้านวัตถุระเบิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และปัจจุบันก็ยังช่วยงานอยู่ก็เคยตั้งคำถามเอาไว้กับ "ทีมข่าวอิศรา" เช่นกัน เมื่อครั้งที่ "กับระเบิดแบบเหยียบ" ระบาดอย่างหนักในพื้นที่เมื่อปลายปีที่แล้ว โดยเฉพาะวันที่ 25 ต.ค.2553 หรือวันครบรอบ 6 ปีเหตุการณ์ตากใบ ซึ่งคนร้ายวางกับระเบิดแบบเหยียบในสวนยางพาราทั่วทั้งสามจังหวัดไม่น้อยกว่า 26 จุด และระเบิดตูมตามขึ้นถึง 17 จุด มีเจ้าหน้าที่และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บรวมทั้ง "เสียขา" ไปถึง 16 คน


ครั้งนั้น "ทีมข่าวอิศรา" ตั้งคำถามกับอดีตนายตำรวจท่านนี้ โดยเฉพาะเรื่อง "กับระเบิดแบบเหยียบ" และแนวทางการป้องกัน (ซึ่งหลายฝ่ายเข้าใจว่าเป็นรูปแบบการวางระเบิดที่มีความซับซ้อนและพัฒนาเทคนิคการประกอบระเบิดขั้นสูง)


"มันไม่ได้ทำยากอะไรเลย กับระเบิดแบบนี้ต้นทุนไม่ถึง 30 บาท แค่ไปซื้อท่อพีวีซีมา ปิดปลายด้านหนึ่ง แล้วยัดดินระเบิดเข้าไป ต่อสวิทช์ปิด-เปิดแบบสวิทช์ไฟ เอาไปวางไว้ ใครเหยียบก็ตูม มันเป็นระเบิดที่ง่ายมากๆ ไม่ได้ใช้เทคนิคพิสดารอะไร แต่ปัญหาก็คือทำไมเราป้องกันไม่ได้"


อดีตนายตำรวจท่านนี้ บอกว่า "กับระเบิดแบบเหยียบ" ประกอบขึ้นจากวัตถุดิบในท้องถิ่นทั้งหมด ซึ่งน่าจะหาแหล่งที่มาได้ไม่ยาก


"ท่อพีวีซีที่คนร้ายใช้ประกอบระเบิดมันเป็นชนิดเดียวกันหมด ยี่ห้อเดียวกัน แสดงว่าคนร้ายต้องซื้อมาทีละเยอะๆ แล้วไปตัดแบ่ง เราก็น่าจะตามเช็คได้ว่าซื้อมาจากที่ไหน ร้านขายวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ในพื้นที่มีกี่ร้าน ร้านไหนที่ขายไอ้ท่อนี่ไปจำนวนมาก หรือสั่งซื้อจำนวนมากก็ไปสอบสวนดู ที่ผ่านมาผมบอกไม่รู้จะบอกอย่างไรแล้ว แต่ก็ไม่มีใครทำ"


ดูเหมือนปัญหาที่ทำให้ พล.ต.อ.อดุลย์ ฟิวส์ขาดกรณี "คาร์บอมบ์" ก็เป็นปัญหาเดิมและเรื้อรังมาตั้งแต่สมัย "กับระเบิดแบบเหยียบ" แล้ว

เปิดสถิติ "คาร์บอมบ์" อาละวาด


ปี 2554 นับเป็นอีกปีหนึ่งที่ปรากฏสัญญาณร้ายของสถานการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเปิดศักราชมายังไม่เต็ม 3 เดือน ก็เกิดระเบิดรุนแรงระดับ "คาร์บอมบ์" ไปแล้วถึง 3 ครั้ง ได้แก่


วันที่ 7 มี.ค. บริเวณใต้ถุนแฟลตตำรวจ สภ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่ทำให้รถยนต์เสียหายนับสิบคัน

วันที่ 19 ก.พ. ในย่านสถานบริการคาราโอเกะกลางเมืองนราธิวาส มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 19 ราย

วันที่ 13 ก.พ. ในย่านเศรษฐกิจกลางเมืองยะลา มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 18 คน เพลิงเผาอาคารไม้เก่ากว่า 10 คูหา


นอกจากนั้น เมื่อวันจันทร์ที่ 21 ก.พ. ยังเกิดเหตุ "มอเตอร์ไซค์บอมบ์" บนถนนรัฐคำนึงตัดกับถนนระนอง ใกล้กับห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ ในเขตเทศบาลนครยะลา ห่างจากจุดเกิดเหตุคาร์บอมบ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 13 กพ.เพียง 300 เมตร ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บอีก 14 ราย


ก่อนหน้านั้น ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ คือวันพุธที่ 29 ธ.ค.2553 ยังมีคาร์บอมบ์ที่หน้าสำนักงานหมวดการทาง อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ห่างจากโรงพัก สภ.บาเจาะ เพียง 150 เมตรอีกด้วย ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย


และยังมีเหตุลอบวางระเบิดที่ ต.ปะลุรู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เมื่อเช้าวันที่ 1 ม.ค.2554 ซึ่งเป็นวันแรกของศักราชใหม่ แรงระเบิดทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเก็บกู้ทำลายวัตถุระเบิด หรือ อีโอดี สังกัด ตชด.447 เสียชีวิตพร้อมกับตำรวจ สภ.สุไหงปาดี และยังมีอาสารักษาดินแดน (อส.) กับชาวบ้านได้รับบาดเจ็บอีก 9 คน


สถิติที่เก็บรวบรวมโดย "ศูนย์ข้อมูลวัตถุระเบิด" หรือ Bomb Data Center ของศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) พบว่า รูปแบบการวางระเบิดที่รุนแรงที่สุด ใช้ดินระเบิดจำนวนมากที่สุด คือระเบิดที่ติดตั้งมาในรถยนต์ หรือ "คาร์บอมบ์" ซึ่งตลอดกว่า 7 ปีไฟใต้ เกิดมาแล้วทั้งสิ้น 24 ครั้ง นราธิวาสมากที่สุดถึง 16 ครั้ง

5 คำถามกับระเบิดตูมตามที่ชายแดนใต้


ประเด็นที่ยังคงเป็นคำถาม "คาใจ" ของนายตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาและประชาชนทั่วไปที่วิจารณ์กันแซ่ดตามร้านน้ำชาทุกซอกมุมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็คือ เหตุใดระเบิดถึงยังเกิดขึ้นได้ถี่ยิบขนาดนี้ ทั้งๆ ที่หน่วยงานความมั่นคงบอกว่าได้ระดมสรรพกำลังอย่างเต็มที่ และใช้กำลังพลมากกว่าครึ่งแสน


"ทีมข่าวอิศรา" รวบรวมคำถามและข้อสังเกตจากทุกฝ่ายได้ดังนี้


1.ขบวนการลอบวางระเบิด โดยเฉพาะ "คาร์บอมบ์" ต้องเป็นขบวนการใหญ่โตพอสมควร เพราะ "คาร์บอมบ์" แต่ละครั้ง ต้องระเบิดทำลายรถยนต์ซึ่งใช้งบประมาณไม่น้อย ขณะที่ข้อมูลจากตำรวจยะลาระบุว่า คาร์บอมบ์ที่หน้าสำนักงานหมวดการทางบาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 29 ธ.ค.2553 คือรถกระบะยี่ห้อมาสด้าคันเดียวกับที่คนร้ายใช้เป็นพาหนะในการดักยิงทหารชุดรักษาความปลอดภัยพระสงฆ์เสียชีวิต 2 นาย ขณะพระออกบิณฑบาตในตัวเมืองยะลาเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ปีเดียวกัน แต่คนร้ายนำไปเปลี่ยนสีใหม่


นั่นเท่ากับว่ากลุ่มคนร้ายต้องมีอู่ทำสีรถยนต์ด้วย!


คำถามก็คือเหตุใดเจ้าหน้าที่จึงไม่เอ็กซเรย์และขึ้นทะเบียนอู่ซ่อมรถและทำสีรถยนต์ทั้งที่มีชื่อและไม่มีชื่อในพื้นที่ หรือใช้มาตรการทางปกครองเรียกเจ้าของอู่ซ่อมรถทั่วสามจังหวัดมาแสดงตัวหรือมอบนโยบาย?


2.รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่ใช้ทำ "คาร์บอมบ์" และ "มอเตอร์ไซค์บอมบ์" ในพื้นที่ ส่วนหนึ่งเป็นรถที่กลุ่มคนร้ายโจรกรรมมาทั้งจากในสามจังหวัดชายแดนเองและจังหวัดภาคใต้นอกสามจังหวัดชายแดน


แสดงว่าขบวนการโจรกรรมรถต้องใหญ่โตพอสมควร เพราะนอกจากจะขโมยรถได้บ่อยครั้งและจำนวนมากแล้ว ยังมีความสามารถลำเลียงเข้าพื้นที่เพื่อนำไปติดตั้งระเบิด รวมทั้งเคลื่อนย้ายเพื่อนำไประเบิดไปวางได้ตามจุดที่ต้องการด้วย


คำถามก็คือเหตุใดตลอด 7 ปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถทะลายแก๊งโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในภาคใต้ได้ ทั้งๆ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็มีศูนย์ป้องกันและปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่ทำงานในพื้นที่อื่นๆ อย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร?


3.เมื่อมีการโจรกรรมรถยนต์ รถจักรยานยนต์ หรือซื้อรถมือสองมาประกอบระเบิด กลุ่มคนร้ายจึงต้องมี "แหล่งพักรถ" ซึ่งข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สมัยที่ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นอธิบดีอยู่นั้น ได้เคยสืบสวนจนทราบข้อมูลของ "เต็นท์รถ" ที่ร่วมหรือให้การสนับสนุนกลุ่มก่อความไม่สงบด้วยการเป็น "แหล่งพักรถ" ให้กับกลุ่มขบวนการด้วย อีกทั้งบางกรณีก็นำรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์เก่าที่ "โอนลอย" มาจากเจ้าของเดิมในการก่อเหตุด้วยเช่นกัน


ประเด็นนี้จึงกลายเป็นอีกหนึ่งคำถามและข้อน่าสังเกตว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ให้ความสนใจตรวจสอบข้อมูลความเคลื่อนไหวของ "เต็นท์รถ" ซึ่งเปิดกันเกลื่อนในพื้นที่มากแค่ไหนและอย่างไร?


4.ระเบิดที่คนร้ายใช้ก่อความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบทั้งหมดเป็น "ระเบิดแสวงเครื่อง" ซึ่งก็คือระเบิดที่คนร้ายใช้วัสดุที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาประกอบเป็นระเบิด วัสดุหลายชนิดสามารถตามแกะรอยเพื่อหา "ที่มา" ได้ ดังเช่น "ท่อพีวีซี" ที่อดีตนายตำรวจเคยให้แนวทางเอาไว้ หรือ "ดินระเบิด" ที่เป็นยุทธภัณฑ์ต้องแจ้งการนำเข้า ถือครอง และเคลื่อนย้าย


คำถามก็คือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการ "แกะรอยหลักฐาน" ได้ดำเนินการเรื่องนี้จริงจังและต่อเนื่องขนาดไหน บูรณาการกับหน่วยงานข้างเคียงอย่างไร?


5.จากการที่กลุ่มก่อเหตุระเบิดต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และมีเครือข่ายขนาดใหญ่ในการขนย้ายอุปกรณ์ประกอบระเบิด รวมทั้งรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ที่โจรกรรมมา จึงต้องมีกลุ่มอิทธิพลหรือคนในวงการธุรกิจใต้ดินสนับสนุน


คำถามก็คือ ขณะนี้ในพื้นที่รวมทั้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของฝ่ายความมั่นคงเองก็พูดถึงปัญหากลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น ขบวนการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และยาเสพติด ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนการก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ที่ผ่านมาได้มีนโยบายจัดการกวาดล้างอย่างจริงจังมากน้อยแค่ไหน?


โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากขบวนการนี้อยู่!

แถมท้ายอีกนิด คือมีหลายคนสงสัยกันว่า การสั่งย้าย พล.ต.ต.ชัยทัต อินทนูจิตร จากตำแหน่งผู้การนราธิวาสไปช่วยราชการที่ ศชต.เพราะปล่อยให้เกิดคาร์บอมบ์ถล่มใต้แฟลตตำรวจ รวมทั้งมีเหตุรุนแรงต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมานั้น เหตุใดเมื่อครั้งที่คนร้ายปาระเบิดเอ็ม 67 เข้าใส่บริเวณหน้าโรงพัก สภ.เมืองปัตตานี ขณะตำรวจกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ แล้วจุดระเบิดคาร์บอมบ์ซ้ำในอีก 2 ชั่วโมงถัดมา จนมีกำลังพลเสียชีวิตและชาวบ้านได้รับบาดเจ็บกว่าครึ่งร้อยเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2553 เหตุใดจึงไม่มีการโยกย้ายผู้การปัตตานี แต่คนที่โดนลงโทษกลับเป็น พ.ต.อ.มนัส ศิกษมัต ผู้กำกับการ สภ.เมืองปัตตานี ที่ถูกย้ายด่วนแทน (และล่าสุดก็กลับมาดำรงตำแหน่งเดิมแล้ว)


ทั้งหมดนี้คือข้อมูล ข้อสังเกต และคำถามคาใจผู้คนในพื้นที่ชายแดนใต้จำนวนมาก ท่ามกลางเสียงระเบิดที่ตูมตามไม่เว้นวัน!

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

บรรยายภาพ : ซากคาร์บอมบ์บริเวณใต้ถุนแฟลตตำรวจ สภ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 7 มี.ค.2554 ซึ่ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผบ.ตร. (คนกลางภาพ) เดินทางไปตรวจจุดเกิดเหตุด้วยตนเอง

เรื่องโดย โต๊ะข่าวภาคใต้ ทีมข่าวอิศรา

ฉลามได้กลิ่นเลือด

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งจบไป

มีเรื่องพลิกล็อกเล็กๆ กรณี 2 รัฐมนตรีภูมิใจไทย นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กับ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย

ที่คาดหมายกันว่าจะได้รับคะแนนโหวตน้อยสุด แต่พอถึงเวลาปรากฏทั้ง 'เจ๊วา-ปู่จิ้น' ได้คะแนนไว้วางใจมากสุดอันดับ 1 และ 2

มากกว่านายกฯ สองสัญชาติ และรองนายกฯ ฝ่ายน้ำมันปาล์ม

เลยเป็นอันว่าแผนของบางพรรคที่ตั้งใจจะใช้คะแนนโหวตในการอภิปรายเป็นข้ออ้างปรับครม. ขอคืนเก้าอี้รัฐมนตรีบางตำแหน่งมาเป็นของตัวเองเพื่อหวังผลในการเลือกตั้ง

ต้องพับเก็บไปโดยปริยาย

จากนี้การเมืองไทยจะใส่เกียร์ห้าเดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเต็มตัว

สัปดาห์ก่อนหลังนายกฯ ประกาศช่วงเวลายุบสภาที่แน่นอน หลายพรรคก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที

ไม่ว่าจะการจับมือเป็นพันธมิตรของ 'อา-หลาน' ชาติไทยพัฒนาและภูมิใจไทย

การร่วมโต๊ะแลกเปลี่ยนความเห็นทางการเมืองของ 'แกนนำตัวจริง' 3 พรรค ชาติไทยพัฒนา รวมชาติพัฒนา และกลุ่ม 3 พี เพื่อแผ่นดิน

ด้านพรรคเพื่อไทยก็มีข่าววางตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1 ถึงยังสับสนกับกรณี นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ที่เสนอตัวลงชิงเก้าอี้นายกฯ กับนายอภิสิทธิ์ อยู่บ้าง

แต่ทั้งหมดก็ฉายให้เห็นความคึกคักรับบรรยากาศเลือกตั้งที่ใกล้มาถึง เพราะขึ้นชื่อว่านักการเมืองรายไหนรายนั้นพอรู้ว่าจะมีการเลือกตั้ง ก็เหมือนฉลามได้กลิ่นเลือด

ยังมีความเคลื่อนไหวที่คอการเมืองต้องจับตา คือการเปิดตัว 'พรรคประชาสันติ' ที่ข่าวว่ากลุ่มผู้ก่อตั้งพรรค ทาบทาม ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ มาเป็นผู้นำพรรค

น่าจะสร้างความเกรียวกราวได้พอสมควร

เมื่อครั้งเป็นรมว.มหาดไทยในยุครัฐบาลไทยรักไทย จากนโยบายจัดระเบียบสังคม 'อาจารย์ปุ' เคยได้รับคะแนนนิยมมากกว่า นายกฯ ทักษิณ ชินวัตร

และสดๆ ร้อนๆ ผลสำรวจเอแบคโพลล์ระบุคนกรุงกว่าร้อยละ 41 มองว่า 'อาจารย์ปุ' เหมาะสมจะลงชิงเก้าอี้นายกฯ กับ นายอภิสิทธิ์

มากกว่าทั้ง นายชวน หลีกภัย นายกรณ์ จาติกวณิช หรือแม้แต่ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ เสียด้วยซ้ำ

ในช่วงการเมืองไทยอยู่ในภาวะขาดแคลนทางเลือก การเปิดตัวพรรคประชาสันติ และการกลับมาของร.ต.อ.ปุระชัย

จึงมีความน่าสนใจไม่น้อย

นปช. เหนือ 17 จังหวัดระวังตัวด้วยครับ "ทัพภาค 3 ขึ้นบัญชี 188 แกนย่อย"

ที่มา thaifreenews

โดย TAN007

ปูดกองทัพภาคที่ 3 ขึ้นบัญชีแนวร่วม นปช. พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ 188 คน



ปูดกองทัพภาคที่ 3 ขึ้นบัญชีแนวร่วม นปช. พื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ 188 คน พร้อมจัดลำดับความสำคัญในการเฝ้าจับตาพฤติกรรม โดยคนที่มีบทบาทมากจะได้ 3 ดาว ผู้ประสานงานได้ 1 ดาว ตั้งคำถามจริงใจต่อการสร้างความปรองดองหรือไม่ อัยการตัดสินใจไม่ยื่นถอนประกัน “ณัฐวุฒิ” กับพวกรวม 7 คนตามข้อเสนอของดีเอสไอ ระบุยังไม่เข้าข่ายกระทำผิดเงื่อนไขศาล “ธาริต” ไม่ท้อ เร่งถอดเทปปราศรัยคืนวันที่ 19 มี.ค. หากพบเข้าข่ายยื่นถอนประกันอีก “ธิดา” ขอบคุณ 4 ส.ส.แคนนาดายื่นสอบพรรคประชาธิปัตย์ละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ไม่หวังสอบรัฐบาล เพราะเชื่อประเทศจักรวรรดินิยมเก่ายังมีสายสัมพันธ์และผลประโยชน์กับฝ่ายอำมาตย์ในไทย

วันที่ 21 มี.ค. 2554 ที่สำนักงานอัยการสูงสุด นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ เปิดเผยว่า หลังพิจารณาพยานหลักฐานที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นให้เสนอถอนประกันตัวนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายก่อแก้ว พิกุลทอง, นายนิสิต สินธุไพร, นายขวัญชัย ไพรพนา, นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย และนายยศวริศ ชูกล่อม แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน เห็นว่ายังไม่มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดเงื่อนไขประกันตัวที่ศาลกำหนด

ยังไม่เข้าข่ายผิดเงื่อนไขศาล

“อัยการได้ตรวจสอบรายละเอียดเงื่อนไขประกันตัวที่ศาลกำหนดแล้วไม่พบเหตุผลสมควรยื่นถอนประกันตัวตามคำร้องของดีเอสไอ แต่หลังจากนี้หากดีเอสไอมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่จะยื่นถอนประกันตัวสามารถเสนอมาให้พิจารณาใหม่ได้”

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า เคารพการตัดสินใจของอัยการ และไม่ท้อที่จะทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป ส่วนการขึ้นเวทีปราศรัยของแกนนำ นปช. เมื่อวันที่ 19 มี.ค. ที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการถอดเทปคำปราศรัย โดยจะใช้บรรทัดฐานเดิมในการยื่นขอถอนประกันตัว หากพบว่ามีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดเงื่อนไขศาลจะยื่นถอนประกันอีกทันที

ส่งฟ้องแกนนำ นปช. ขอนแก่น

วันเดียวกัน ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการ (7) ดีเอสไอ เข้าพบอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เพื่อส่งมอบสำนวนการสอบสวนและความเห็นสั่งฟ้องนายบุญเฮียง แก้วยอด หรือ “ดีเจหนุ่มสภา” ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านไผ่ อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แกนนำ นปช. ในพื้นที่ที่นำประชาชนปิดกั้นถนนไม่ให้ทหารและตำรวจเคลื่อนกำลังเข้ากรุงเทพฯในช่วงการชุมนุมเมื่อเดือน เม.ย. และ พ.ค. 2553 โดยเห็นควรส่งฟ้องข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยกระทำการเป็นหัวหน้า เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแล้วไม่เลิก ร่วมกันกระทำการปิดกั้นทางหลวงหรือกระทำด้วยประการใดๆบนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม มาตรา 216 มาตรา 309 วรรคสอง ประกอบกับมาตรา 83 และพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 39, 72 โดยอัยการได้รับสำนวนเอาไว้พิจารณาเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณ ส.ส.แคนาดายื่นสอบ ปชป.

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.แคนาดา 4 คนยื่นเรื่องให้สหพันธ์พรรคการเมืองเสรีนิยมตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์กระทำการสนับสนุนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี และถือเป็นครั้งแรกที่มีการดำเนินการอย่างเปิดเผย เพราะก่อนหน้านี้มีความพยายามจะเสนอเรื่องโดย ส.ส.สหรัฐแต่เรื่องเงียบไป หรือกรณีของนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ของ “น้องเกด” น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาสมัครพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามที่คณะกรรมาธิการของสภาอังกฤษเชิญไปให้ข้อมูลแต่ถูกสถานทูตอังกฤษปฏิเสธออกวีซ่า ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีการแทรกแซงอย่างชัดเจน

มหาอำนาจมีสายสัมพันธ์อำมาตย์

“ขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะหายาก เนื่องจากโลกตะวันตก โดยเฉพาะพวกจักรวรรดินิยมเก่าทั้งหลาย เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ และกลุ่มพันธมิตรต่างๆ แม้กระทั่งจีน กลุ่มประเทศเหล่านี้มีความผูกพัน มีผลประโยชน์ในเชิงประวัติศาสตร์กับระบอบอำมาตย์ของไทยมาอย่างยาวนานจนถึงปัจจุบัน ส่งผลให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ทำเมินเฉยกับการต่อสู้ของประชาชน”

เลือกข้างอำมาตย์มากกว่าประชาชน

นางธิดากล่าวว่า การที่ประเทศที่เป็นจักรวรรดินิยมเก่าสนับสนุนระบอบอำมาตย์เพราะรู้ว่าระบอบอำมาตย์ไทยมีความเข้มแข็ง และถ้าระบอบอำมาตย์ยังไม่ถูกสั่นคลอนเขาจำเป็นต้องยืนข้างระบอบอำมาตย์ไทยมากกว่ายืนเคียงข้างประชาชน ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่เขาอ้างเป็นเหตุผลให้ดูดีคือ คนเสื้อแดงสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณในสายตาพวกเขาเป็นซาตาน เป็นคนชั่วร้าย เขาจึงเอาภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณมาตั้งอยู่ข้างหน้า ทำให้การต่อสู้ของคนเสื้อแดงไม่ชัดเจน

เชื่อถูกแทรกแซงหากจุ้นอำนาจรัฐ

“ต้องดูต่อไปว่า 4 ส.ส.แคนาดาจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน พรรคการเมืองที่ 4 ส.ส. สังกัดอยู่ไม่ได้เป็นของรัฐ อาจจะเข้ามาแทรกแซงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เขาอาจมองว่าประเด็นเรื่องพรรคการเมืองไม่ได้สำคัญ แต่หากเคลื่อนไหวเกี่ยวกับประเด็นอำนาจรัฐอาจถูกแทรกแซงได้ หวังว่าเขาจะทำได้ แต่เราต้องการเรียกร้องไปยังนานาประเทศว่าประเทศที่ผูกพันกับระบอบอำมาตย์ของไทยบางครั้งจำเป็นต้องก้าวข้ามผลประโยชน์ไปบ้าง เพราะในอนาคตประชาชนไทยจะต้องได้รับชัยชนะอยู่แล้ว”

ปฏิวัติยังอยู่ระหว่างตัดสินใจ

นางธิดายังกล่าวถึงกระแสการทำปฏิวัติรัฐประหารว่า ต้องไม่ลืมว่าพวกอำมาตย์ไม่ได้มีแต่พรรคประชาธิปัตย์ การเลือกตั้งมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่ได้ผลประโยชน์ แต่พรรคพวกของอำมาตย์ส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์ด้วย และการเลือกตั้งยังเสี่ยงต่อการเสียการควบคุม จึงมีบางส่วนที่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารอยู่

“เขากำลังคิดกันอยู่ว่าจะทำหรือไม่ทำ แต่ถ้าทำคนเสื้อแดงจะออกมาต่อต้านอย่างถึงที่สุดแน่นอน”

ขึ้นบัญชี 188 นปช. ภาคเหนือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์หลายแห่ง โดยอ้างว่าเป็นเอกสารลับของกองทัพภาคที่ 3 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือ

เอกสารดังกล่าวระบุรายชื่อพร้อมภาพถ่ายของแนวร่วม นปช. ระดับประสานงานและแนวร่วมที่มีบทบาทนำในพื้นที่ภาคเหนือ 17 จังหวัด รวม 188 คน มีการระบุอาชีพ ที่อยู่ และพฤติกรรม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่ามีการจัดระดับความสำคัญของผู้มีรายชื่อเหล่านั้นด้วยการให้ดาว คนที่มีความสำคัญมาก มีบทบาทในพื้นที่ให้ 3 ดาว คนที่มีความสำคัญน้อยให้ 1 ดาว


อย่าฝันหวานเรื่องความปรองดอง

ทั้งนี้ เว็บไซต์ที่นำเอกสารมาเผยแพร่ระบุว่าต้องการนำข้อมูลมาเตือนสติคนเสื้อแดงทุกคนที่กำลังฝันหวานเรื่องการสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง และการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง โดยหวังว่าประเทศจะเป็นประชาธิปไตย เพราะฝ่ายที่เห็นคนเสื้อแดงเป็นศัตรูยังไม่ได้ปรารถนาที่จะสร้างความปรองดองอย่างแท้จริง

http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10091

ผลการกระทำที่ผ่านมากับผลแห่งกาลเวลาพิสูจน์คน

ที่มา thaifreenews

โดย คนแดงใต้

การอภิปรายไม่ไว้วางใจการบริหารของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในรัฐสภาก็เสร็จสิ้นลงไปแล้ว พร้อมกับการประกาศชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณที่ประกาศตัวเป็นนายกรัฐมนตรีแข่งกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การอภิปรายไม่วางใจรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้าน แม้ว่าจะไม่สบอารมณ์สบโอกาสคอนักการเมือง ที่ไม่ได้สร้างความระคายต่อพรรคประชาธิปัตย์ขนาดที่ตลอดระยะเวลาที่เป็นรัฐบาลนั้นล้มเหลว การโกงกิน และสร้างหนี้ สร้างความอดอยากให้ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของภูมิภาคได้ถึงขนาดนี้

ซ้ำร้ายยังเสียทีโดนตวัด มีดโกนโชกเลือดกลับมาเจ็บไปตามๆกัน โดนรอยย้อนให้เจ็บแสบเข้าไปเสียอีก จนไม่รู้ใครเป็นฝ่ายค้านกัน เมื่อพรรครัฐบาลทำหน้าที่ซักฟอกตัวเองเสียเอง เพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นแล้ว ถือโอกาสใส่ร้ายให้พรรคฝ่ายค้านกลับไป และหาเสียงไปในตัวเสร็จสรรพ แบบที่ไม่ทิ้งสันดานของพรรคที่เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น

ต้องยอมรับว่าการพูดนั้นแก้ตัวต้องยกให้ว่าพรรคประชาธิปัตย์เล่นอยู่ในเกมส์ของตัวเอง เยี่ยมยุทธ์ในเชิงนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ตำหนิพรรคเพื่อไทยแต่อย่างไร เพราะเรื่องอย่างนี้มันเป็นที่รู้กันว่าเหลี่ยมคูทางการเมืองนั้นห่างไกลจากพรรคประชาธิปัตย์ที่เชี่ยวชาญสั่งสมกันมาจนตกทอดเป็นวัฒนธรรมองค์กรอย่างพรรคการเมืองแบบประชาธิปัตย์

ฟังการอภิปรายแล้ว ก็รู้ว่าผลจะออกมาอย่างไร แต่ผมกลับให้ใจกับพรรคเพื่อไทยมากกว่า แม้ว่าจะโดนต้อนกลับเสียเองจากนักพูดอย่างนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ ที่พูดอะไรก็ได้ให้ขาวกลายเป็นดำ และให้ดีกลายเป็นเลว และเลือกที่จะพูดในด้านที่ดีของตัวเองแล้วพูดด้านที่เลวของฝ่ายตรงข้าม ที่เรียกกันว่าพูดเพียงครึ่งเดียว เพราะพวกนักเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์ถนัดใช้วิธีนี้มานาน และนั้นจึงไม่ต้องสงสัยที่มักจะโยนสิ่งนี้ให้กับฝ่ายตรงข้ามว่าพูดไม่หมด ขนาดการอ่านทุกตัวอักษรคุณจตุพร แบบไม่กล้าสรุปเนื้อหาการสอบสวน ซึ่งนั้นผมเข้าไจได้ว่าคุณจตุพรนั้นอ่านทางของพรรคนี้รู้ดีว่าจะต้องว่าเป็นยกเมฆมาใส่ร้าย ตรงนี้ผมเข้าใจและเห็นใจว่าจะต้องหาทางหลีกหนีทีไล่การจับของพวกมันให้ได้ แต่ไม่วายที่นายอภิสิทธิ์ยังว่าไม่จริงอีก มันชักจะสงสัยว่าอะไรซ้อนเงื่อนอะไรอยู่เบื้องหลังถึงกับให้นายอภิสิทธิ์กล้าเอาตัวเอาฝ่ามือปิดฟ้าแบบไม่ให้ผิดอะไรเลยกับการตายของทั้งประชาชน ทั้งๆที่การตายนั้นเกิดขึ้นจริง

แต่ถึงอย่างไรสิ่งหนึ่งที่ผมให้ใจพรรคเพื่อไทยนี้ที่เป็นพรรคการเมืองใหญ่เทียบเคียงกับพรรคประชาธิปัตย์ที่อายุกว่า 60 ปีแล้ว ใครจะว่าพรรคเพื่อไทยอ่อนหัด และรู้ไม่ทันพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมว่าไม่ใช่ แต่หากเพราะพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีวัฒนธรรมสร้างสมมาแบบเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ในเรื่องการนิสัยการเอาดีใสตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ซึ่งนิสัยนี้ว่าไปแล้วมันเป็นนิสัยของคนไทยหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจ แต่พรรคประชาธิปัตย์ทำให้เห็นมาตลอดมาจนปัจจุบัน

แต่ถ้าข้อสมมุติฐานนี้ว่าเป็นนิสัยของคนไทย ตลอดระยะเวลาที่ติดตามการเมืองมาผมรู้ว่าไม่ใช่ เพราะนิสัยนี้เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ต่างหาก ที่กำลังให้คนไทยรู้สึกว่านี้คือสิ่งธรรมดาดังเช่นการเห็นแก่ตัว การไม่เป็นระเบียบ ที่เป็นเรื่องธรรมดาของคนไทยไปแล้ว เพราะมันเป็นการบ่มฝักนิสัยนี้ไปใช้ดำเนินชีวิตทั้งในบ้านและสังคม

ที่ผมบอกอย่างนี้เพราะอย่างหนึ่งผมเป็นคนใต้ท่ามกลางวัฒนธรรมของนิสัยของคนพรรคประชาธิปัตย์ทั้งที่ทำงานและสิ่งรอบตัว ผมรู้ว่านิสัยนี้แพร่กระจายมาจากนักการเมืองหัวกะทิของพรรคนี้ที่ใช้เล่ห์กลอยู่เหนือผู้อื่นด้วยวาจาถากถางและสะใจทิ่มแทงคู่สนทนาได้ แบบที่ผมจดจำได้ว่ายังมาจากหนังตะลุงที่พวกตลกตัวดำสร้างนิสัยด้วยวาจาออกมาเป็นที่ถูกใจชอบใจในวาจาที่ว่าคมคายหนักหนา

ตอนเป็นเด็กผมก็รู้สึกว่าชอบใจที่พวกรูปหนัง โดยเฉพาะนายเท้งนี้เป็นตัวเอกที่ถูกใจด้วยคำพูดที่นายหนังมักจะแสดงว่าเป็นเอกในการใช้วาจาได้เฉียบคม จนนายหนังต่างๆพยายามจะสร้างสรรค์คำพูดให้นายเท้งพูดออกมาให้ถูกใจผู้ชมยิ่งขึ้นไปอีก นายเท้งนั้นเป็นตัวแทนชาวบ้านธรรมดา ที่ไม่มีความรู้ความสามารถเอาชนะคนอื่นได้ แต่มีเอกทางใช้วาจาเอาตัวรอดเก่ง เข้าข่ายว่าเป็นพวกหัวหมอ ฉลาดให้ตัวเอาแต่ได้และไม่ยอมเสียเปรียบผู้อื่น จนเป็นความเห็นแก่ตัว ที่สะท้อนออกมาในการสั่งสอนของคนในสังคมภาคใต้ว่าอย่าไปเสียเปรียบใคร ไม่ได้เล่ห์ก็ต้องเอาด้วยกล มันต้องใช้ทุกวิธีทางให้อยู่เหนือเพื่อนให้ได้ ซึ่งนิสัยนี้จะพบเห็นในที่ทำงานที่มีคนประเภทเกาะกินแรงเพื่อน เอาแต่ของเพื่อน และสอพอประจบนาย โดยใช้วาจาแก้ตัวทำงานแทนการปฎิบัติงาน นี้มีอยู่เป็นส่วนมาก และนั้นทำให้ค่านิยมของคนใต้นี้แพร่กระจายไปทั่ว
ถามว่าผมยินดีชื่นชมกับค่านิยมอันนี้หรือไม่ มันขึ้นกับสถานการณ์ ที่ถ้าเพื่อใช้ต่อสู้กับความเป็นจริง สังคมอยุติธรรมถูกเอารัดเอาเปรียบนั้นการใช้นี้พอจะรับได้ แต่หากเอาไว้ทำลายคู่ต่อสู้เพื่อทำลายผู้อื่นให้ย่อยยับ โดยไม่สนระบบจะพังหรือไม่ เป็นสิ่งน่ากลัวและน่ารังเกียจเกลียดชัง ฉะนั้นผมไม่นึกว่าจะมีนักการเมืองคนไหนที่สามารถฝ่าด่านของพรรคประชาธิปัตย์ไปได้จากการเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น

แม้ผมจะเป็นคนใต้และมีนิสัยเยี่ยงคนใต้คนหนึ่ง แต่ผมพยามมองว่าใครคือคนนั้น จะเป็นตัวอย่างให้เห็น และในที่สุดทุกครั้งที่ผมนึกถึงนักการเมืองมีเพียง นายกทักษิณ ชินวัตรคือคนเดียวที่ผมพูดได้ว่านี้นักการเมืองในดวงใจจริงๆ

นายกทักษิณนั้นท่านขึ้นมาบริหารประเทศชนิดที่ว่าไม่น่าจะพาประเทศรอดได้ ในภาวะที่ประเทศแทบล้มละลายในทุกเรื่อง แต่สุดท้ายในสายตาการดูถูกและสบประมาทนั้น ท่านก้มหน้าทำงานจนพาประเทศพ้นจากปากเหวและขึ้นมายืนได้อย่างองอาจอีกครั้ง ซึ่งตลอดเวลาผมไม่เคยได้ยินว่านายกทักษิณจะโทษใครเลย เพราะท่านรู้ดีว่าพูดไปก็เท่านั้น ไม่ได้ให้อะไรดีขึ้น แต่นายกทักษิณกลับก้มหน้าทำงานมากกว่าจะมาสนใจกับการวางแผนบริหารการใช้วาจาและเรียบเรียงแต่งคำพูดที่ดูดีเอาไว้ต่อกรกับฝ่ายโจมตี นี้ทำให้ผมรู้ว่าคนทำงานแบบแก้ไขปัญหา ที่ว่าคนดีชอบแก้ไข คนจัญไรชอบแก้ตัวนั้นเป็นเช่นไร

ท่านได้ตั้งพรรคการเมืองไทยรักไทย แนวทางและวิธีของท่านได้ถูกถ่ายทอดและกลายเป็นที่ศรัทธาและตั้งมั่นในการทำงานมากกว่าเน้นไปที่การใช้วาจา แม้จะแต่งคำพูดออกมาอย่างไร มันก็ไม่มีทางกลับความล้มเหลวในการทำงานได้ การทำงานที่ปรากฏผลต่างหากที่เป็นตัวพิสูจน์ที่ต้องอดทนใช้เวลาได้ และแนวทางของท่านได้พิสูจน์และสืบทอดต่อมาให้นักการเมืองรุ่นหลัง และคิดว่าแนวทางนี้มาจากไทยรักไทยจากพลังประขาชนจนมาถึงพรรคเพื่อไทย ซึ่งนั้นจะเป็นเม็ดพันธ์ที่จะงอกเงยในอนุชนรุ่นหลังต่อไป

ผมไม่อยากจะฟื้นรอยความผิดพลาดอย่างเดียวของท่านนายกทักษิณคือท่านตั้งพรรคหวังลัดโตจนต้องไปกวาดเอานักการเมืองเขี้ยวยาวมาจากพรรคอื่น ไม่อยากบอกว่าท่านนายกและพรรคของท่านพังเพราะเพราะนักการเมืองส่วนหนึ่งที่ไม่มีความจริงใจในการสร้างพรรค หวังเกาะขาท่านเข้าสู่ตำแหน่งและเข้ามากอบโกยเท่านั้น อย่างนายเนวินจากชาติไทย นายสุทิน นายสุริยะ นายสุวิทย์ จากกิจสังคม นายสุวัฒน์ นายเสนาะ นายพินิจ นายปองพลจากชาติพัฒนา ไม่อยากเอ่ยชื่อ แต่ในที่สุดเวลาก็ได้พิสูจน์ถึงความจริงที่สะท้อนว่านักการเมืองเป็นอย่างที่ถูกเหมาประนามอย่างดูหมิ่นดูแคลนในสังคม

แต่ก็ดีใจในที่สุดกาฝากพวกนี้ หลังจากที่เกะกินเนื้อในแทะเนื้อท่านจนหนำใจ จนสาแก่ใจเพราะไม่มีอะไรให้แทะแล้ว ก็พากันผละทิ้งบาดแผลให้ท่านไป แต่นั้นพรรคของท่านจะได้เหลือแต่คนแท้จริงที่พาพรรคฝ่าฟันไปไม่ว่าจะอย่างไร และคนเหล่านี้ได้จารึกว่านี้คือคนของพรรคที่แท้จริง และมีคนใหม่ที่พร้อมที่เข้ามาเพิ่มเติมให้อีกด้วยความรักศรัทธาท่านนายกทักษิณ

และนี้เองที่ทำให้ชาวใต้หัวก้าวหน้าที่ระอากับนิสัยแบบชาวประชาธิปัตย์ จึงมาเป็นกลายมาเป็นหัวขบวนของคนใต้และกลายมาเป็นหัวหอกพรรคของท่านนายกทักษิณในขบวนชาวเสื้อแดง ที่เปี่ยมจิตวิญญาณในแนวทางของท่านนายกทักษิณในการนำพาพรรคของท่าน อย่างณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธ์ ก่อแก้ว พิกุลทอง ท่านวีระ มุกสิกพงศ์ และอีกหลายคน

ซึ่งคนใต้เหล่าเองที่ได้พิสูจน์ผ่านการทดสอบแล้วว่าเป็นของจริงในระยะ 4 ปีที่ผ่าน ดังนั้นการออกมาชนกับพวกปากกล้าพวกเก่งวาจาจากพวกพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน อย่างลูกศิษย์ของนายขวนหลีกภัย ที่ว่ากันว่าได้รับถ่ายทอดวิทยายุทธ์มาอย่างนายอภิสิทธิ์ ที่ในสายตาว่าทอดตานี้ไม่มีใครล้มได้ ยังมีณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ คนที่จะต่อการกับนายอภิสิทธิ์ได้สมน้ำสมเนื้อของมวยคู่นี้

การจะชนะพรรคพวกนี้ต้องใช้คนอย่างชาวใต้ด้วยกัน เพราะเราต้องการจะสกัดเชื้อร้ายของวัฒนธรรมเชื้อที่น่ารังเกียจของพรรคประชาธิปัตย์

ดังนั้นที่ผมไม่ได้ให้ราคากับชัยชนะของพรรคประชาธิปัตย์ และก็ไม่ได้เสียใจที่พรรคไทยพ่ายแพ้ในเกมส์ทางคารม และผมเชื่อว่าการทำงานของพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีน้ำยา ขนาดที่เลียนแบบและทั้งยังแอบเงี่ยหูฟังท่านทักษิณใส่ชุดข้อมูลเข้ามาให้อีก ก็ยังเอาไปปฎิบัติไม่ได้ ทำไม่เป็น แล้วพวกมันจะมีปัญญาคิดเองทำเองได้อย่างไร
ผมเชื่อว่าการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ พรรคเพื่อไทยเพียงตั้งหลักและตั้งมั่นในแนวทางของท่านทักษิณ ที่ตกผลึกอยู่ในพรรคเพื่อไทยอันสร้างสมมาจากพรรคไทยรักไทย นี้จะเป็นแนวทางเป็นหลักให้ประเทศในช่วงเวลาการฟื้นฟูประเทศ และผมเชื่อว่าพรรคอื่นก็ไม่สามารถจะนำของท่านทักษิณออกไปจากพรรคและนำไปใช้ได้ เพราะว่าจิตวิญญาณในการทำงานของท่านได้ปักตรึงความเป็นแก่นอยู่ในพรรคเพื่อไทยอย่างมั่นคงแล้วนั้นเอง

ลมเปลี่ยนทิศ ที่ล้มเหลวคือ ระบอบอำมาตย์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งจากค่ายทหาร

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



ลมเปลี่ยนทิศ ที่ล้มเหลวคือ ระบอบอำมาตย์ไม่ใช่นักการเมือง รัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งจากค่ายทหาร


จากบทความของลมเปลี่ยนทิศที่บอกให้ใช้กลไกพิเศษไม่ให้เลือกตั้ง แต่ให้จัดตั้งรัฐบาลเปี่ยมคุณธรรมขึ้นมาแทน ตามประทู้นี้นะครับ

http://www.tfn4.info/board/index.php?topic=22498.0

ผมว่าสื่อพวกนี้เพี้ยนถึงขั้นบ้าแล้ว ไม่ดูประวัติศาสตร์ ไม่ดูที่มาที่ไปรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไม่ได้เป็นรัฐบาลชองประชาชนนะครับ เป็นรัฐบาลที่โกงเจตนารมณ์ของประชาชนมา ตั้งกันในค่ายทหาร มีระบอบอำมาตย์หนุนหลัง มีเส้นใหญ่ ไม่ได้มีฐานอิงกับประชาชน ดังนั้นความล้มเหลวจึงเป็นความล้มเหลวของพวกอำมาตย์ที่ จัดตั้งรัฐบาลเลวร้ายนี้ขึ้นมา อย่าไปโทษอย่างอื่น

หลักศาสนาพุทธ ให้คิดถึงเหตุและผล ที่มาที่ไป ต้นเหตุมันคือ พวกที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของประเทศนี้ตั้งรัฐบาลนี้ขึ้นมา ความล้มเหลวมันก็ต้องเป็นของพวกที่ตั้งมันขึ้นมา อย่าไปคิดให้พวกนี้มันตั้งรัฐบาลอะไรอีก อำนาจมันตั้งเป็นของประชาชน ไม่ใช่ของระบอบอำมาตย์

อันที่จริงอำนาจนอกรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่ล้มเหลว เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มาจากประชาชน เป็นรัฐบาลจัดตั้งของพวก "อำมาตย์" โดยตรง ล้มเหลวก็เกิดจากพวกอำมาตย์และอำนาจนอกรัฐธรรมนูญที่อยู่เบื้องหลัง

เป็นความล้มเหลวของ "ระบอบอำมาตย์ที่ใช้รัฐบาลหุ่น" แสดงว่าพวกนี้ไม่มีทางไปแล้ว
รัฐบาลเปี่ยม"จริยธรรม" ของพวกอำมาตย์ เราก็เห็นแล้วคือรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลลานนท์ นั่นไง เอามือดีจากระบบราชการทั้งหมดที่พวกเขาคิดว่าเก่ง คิดว่าดี มาเป็นรัฐบาลตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาล

นั่นเปี่ยม "จริยธรรมสูงสุด" เท่าที่พวกเขาจะหาได้แล้วในประเทศนี้ ไม่มีดีกว่านั้นอีกแล้วสำหรับคนของอำมาตย์ ดีที่สุดก็ได้แค่นั้นแหละ

รัฐบาลอำมาตย์อุปถัมป์ หยิบยื่นให้มา 2 รัฐบาลคือ รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลลานนท์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งสองรัฐบาลนี้เทียบไม่ได้เลยกับรัฐบาลของประชาชาชน ที่ประชาชนเลือกมาเอง คือ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช (อยู่สั้นจนสร้างผลงานไม่ทัน แต่ก็ยังไม่มีอะไรเลวร้าย)

ที่ล้มเหลวคือ ระบอบอำมาตย์ ไม่ใช่ระบอบประชาชน

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 22/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





อนาคต ท่านถือ ในมือแล้ว
จะเลือกแนว แบบไหน ตามใจท่าน
อยากเลือกเทพ เทวดา หรือว่ามาร
เชิญสำราญ เลือกได้ ตามใจคุณ....

เลือกคนโฉด คนพาล สันดานชั่ว
หลงลืมตัว สามานย์ เชิญท่านหนุน
เลือกอำมหิต โสมม ว่าสมดุล
เชิญอุ้มบุญ กันต่อ อย่ารอรี....

อยากเอาพวก คอรัปชั่น เลือกมันไว้
หวังมันได้ ครองถิ่น แผ่นดินนี้
เชิญเลือกพวก จัญไร ใจอัปรีย์
มาย่ำยี ต่อไป อย่าได้พอ....

อยากให้เป็น อย่างไร ตามใจเถิด
สิ่งก่อเกิด ดี-งาม ตามคำขอ
จะหลงทาง เพลิดเพลิน กับเยินยอ
หรือจะรอ ชาติหน้า ค่อยว่ากัน....

อนาคต ท่านถือ ในมือสวย
ได้โปรดช่วย เลือกทาง ที่สร้างสรรค์
นำสิ่งดี เพื่อลูกหลาน จวบนานวัน
"เรา"หรือ"มัน" สิทธิ์ท่านเอง อย่าเกรงใคร....

๓ บลา / ๒๒ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com