WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 23, 2011

ตื่นมาฮากับประชาสันติ !

ที่มา Voice TV



รายการ Wake up Thailand ประจำวันที่ 23 มีนาคม 2554

นำเสนอในประเด็น

-ประเด็นหลักการประชุม ครม.

-ครม. ไฟเขียวงบหลักประกันสุขภาพถ้วยหน้าปี 55 กว่า 1 แสนล้าน

-ครม. รับทราบมติ คว่ำบาตรและปิดน่านฟ้าลิเบีย

-สถานการณ์ กองทัพพันธมิตร โจมตีลิเบีย

-เอฟ-15 สหรัฐฯตกในลิเบีย

-เพื่อไทยแพ้ไม่ได้ บิ๊กจิ๋วย้ำ 5 ภารกิจนำ "แม้ว" คืนไทย

-เพื่อไทยเปิดตัว ส.ส. ชุดทรงพลังตัวแทนคนรุ่นใหม่ 24 คน

-รายชื่อคณะกรรมการบริหารพรรคประชาสันติ

-ปลอดประสพ ระบุประชาสันติไร้ค่า เมื่อไม่มีปุระชัย

-หม่อมอุ๋ย เปรย... ยังหนุ่มพอที่จะเป็นนายกฯได้

-โพลสำนักงานสถิติฯ เผย 6.2% ดูรายการ "เชื่อมั่นฯ"

สงครามลิเบีย... สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ที่มา Voice TV



รายการ Hot Topic วันนี้ (22 มีนาคม 2554) ได้รับเกียรติจากนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคมาตุภูมิ และนายวรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดปัตตานี มาร่วมพูดคุยในรายการ
นายอารีเพ็ญ และนายวรวิทย์ แสดงความคิดเห็นตรงกันว่า การกระทำของชาติพันธมิตรที่ปฏิบัติการโจมตีถล่มลิเบีย หลังคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มีมติบังคับใช้เขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าลิเบีย พวกเขาระบุว่า องค์กรมุสลิมไม่เห็นด้วยกับการกระทำนี้ เพราะจะทำให้เกิดสงครามยืดเยื้อ และความโหดร้ายอาจเท่ากับสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับอิรัก
การเรียกร้องทางการเมือง เป็นสิทธิที่ชาวลิเบียเรียกร้องได้ และรัฐบาลก็ควรใช้แนวทางสันติวิธีในการเจรจา สิ่งที่พวกเขาเห็นตรงกันอีก คือจุดจบของความรุนแรงคือ พันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ประธานาธิบดีลิเบีย ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีบทลงโทษ เพื่อให้ประเทศลิเบียก้าวต่อไป
ทางด้านของมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่เสนอให้หน่วยงานหลัก 10 แห่ง ใช้มาตรการคว่ำบาตรประเทศลิเบียนั้น ทั้งนายอารีเพ็ญ และนายวรวิทย์ เชื่อว่าชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนใต้จะไม่เห็นด้วย เพราะลิเบีย ให้การช่วยเหลือไทยมาโดยตลอด ทั้งการศึกษา และแรงงาน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เป็นเรื่องของการเมืองไม่ใช่ศาสนา และเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่กระทบต่อ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพราะประชาชนเคารพความเป็นประชาธิปไตย

การกลับมาของไม้บรรทัดการเมือง

ที่มา Voice TV









จากกระแส ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ทำให้ พรรคประชาสันติ ได้รับความสนใจจากคอการเมืองเป็นอย่างมาก แม้ยังไม่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

แม้จะยังไม่มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่ดูเหมือนว่า “พรรคประชาสันติ” จะได้รับความสนใจจากคอการเมืองเป็นอย่างมาก เพราะสามารถดึง ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ผู้ที่มีความเที่ยงตรงในการทำงานสมัยรัฐบาลพันตำรวจโททักษิณ มานำทัพได้

แต่การเลือกตั้งใหญ่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ความโด่ดเด่นจากตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว จะสามารถนำพาพรรคประชาสันติเข้ามาอยู่ในสภาได้มากน้อยเพียงใด

ดวงเมือง

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 22 มีนาคม 2554)

ขออนุญาตสวมวิญญาณลูกศิษย์ของคุณหมอทรัพย์ สวนพลู และอาจารย์โสรัจจะ นวลอยู่ สักหน

ทายถูกก็เป็นเพราะพระคุณของอาจารย์ที่ลูกศิษย์แอบไปเรียนแบบครูพักลักจำ

ทายผิดเป็นความผิดของศิษย์แต่เพียงผู้เดียว

คำทำนายอนาคตอันใกล้จึงออกมาดังนี้

ในแง่ปากท้อง ถ้ารัฐบาลยังเก่งรำและร้องมากกว่ารบอย่างที่ผ่านมา ทายว่าจะสาหัสมากขึ้นเรื่อยไป

ชาวนาชาวไร่จะไม่ได้ประโยชน์จากราคาพืชผลที่สูงขึ้น แต่ชาวเมืองจะเดือดร้อนเพราะราคาสินค้าและค่าครองชีพที่พุ่งขึ้นไปเรื่อยๆ

จะมีที่ได้ประโยชน์คือพ่อค้าคนกลาง โดยเฉพาะกลุ่มที่สนิทสนมกับผู้มีอำนาจไม่กี่แก๊ง

น้ำมันขึ้นราคาเพราะที่ลิเบียรบกันหนักขึ้นก็แบ๊ะ-แบ๊ะ

การค้าการขายโดยเฉพาะที่นำเข้าและส่งออกกับญี่ปุ่น ก็จะค่อยๆ ง่อยเปลี้ยเสียขาลง เพราะไม่รู้ว่าจะดำเนินการเชิงรุกแบบไหน ถึงจะเป็นประโยชน์ด้วยทั้งสองฝ่าย

ท่องเที่ยวนั้นไม่ต้องพูดถึง หายไปแล้วเป็นหลายแสนล้าน ยังไม่รู้ว่าจะเอาคืนยังไงด้วย

ปาล์มนั้นขึ้นแล้วขึ้นเลย เอานางกวักมาเป็นกองทัพก็กวักไม่ลง

ส่วนสินค้าอื่นๆ จะดาหน้ากันขึ้นราคากันตั้งแต่ต้นเมษายนนี้เป็นต้นไป

ทั้งที่รู้มาล่วงหน้า ก็ไม่ได้ออกท่าออกทางจัดการอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน

ขณะที่เรื่อง ′คับแค้นทางจิตใจ′ ที่จะมาซ้ำเติมให้ ′ยากไร้ทางวัตถุ′ หนักยิ่งขึ้นไปก็ยังไม่ได้ถกข้อลงมือเหมือนกัน

คดีภาษีบุหรี่ 68,000 ล้านนั้น ระดับประธานวุฒิสภา อดีตผู้พิพากษาใหญ่อย่างประสพสุข บุญเดช ยังให้ความเห็นด้วยความเอ็นดูเป็นอย่างยิ่งแล้วว่า

รัฐบาลตอบไม่ชัดเจน

คดีเก่าอย่าง 91 ศพ โดยเฉพาะ 6 ศพวัดปทุมวนาราม

เอาง่ายๆ ว่ากระสุน 200,000 กว่านัดใช้ไปยิงนกยิงหนูที่ไหน ถึงได้มหาศาลราวไปรบทัพจับศึก

หรือกระสุนที่ใช้กับปืนติดลำกล้องหรือสไนเปอร์นั้น ไปแข่งยิงเป้าที่ไหนถึงต้องใช้กันกว่า 2,000 นัด

พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก พระราหูไล่กระทืบ มฤตยูเล็งลัคน์ ขอทายว่าอาการหนักจนน่าเป็นห่วง

ที่มาช่วยพยุงดวงเอาไว้อย่างเดียวในวันนี้คือ คำประกาศที่ว่าจะมีการเลือกตั้งในไม่ช้า

คนส่วนหนึ่งนั้นหวังว่า ความเปลี่ยนแปลงที่มาโดยสันติ ย่อมดีกว่าอย่างอื่นทั้งหมด

ส่วนจะเปลี่ยนอย่างไร ได้พระเอกลิเกโรงเดิมกลับมา หรือว่าคณะใหม่ (ที่ป่านนี้ยังหานายโรงไม่ได้) จะเข้ามายึดเวที

ถ้ายังอยู่ในเกณฑ์ในกติกา ก็ต้องว่ากันไปตามนั้น

สำคัญว่าถ้าทำนายดวงกันพรรค์นี้ ส่วนใหญ่แทบทุกคนก็เป็น ′พ่อหมอ-แม่หมอ′ ได้ทั้งนั้น

ไม่ใช่อ่านดวงแล้วไม่ชอบใจ เลยจะหาเรื่องล้มกระดาน (ชนวน)

อย่างนั้นคำทำนายก็จะเปลี่ยนไปอีกอย่าง

ซึ่งทั้งหมดรู้แก่ใจอยู่แล้วเหมือนกัน

ไม่ต้องมาพูดย้ำกันให้เสี่ยงตะราง

ฮา

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 23/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





สมคุณค่า คู่ควร รัญจวนจิต
สิ่งถูกผิด อย่าถาม ติดตามหา
ของเน่าเหม็น ที่มอบ ตอบแทนมา
เหมาะสมค่า การให้ ไว้คู่ควร....

ยังน้อยไป หากเทียบ มาเปรียบนั่น
ยิ่งหวาดหวั่น โอดโอย ทำโหยหวน
ยิ่งลอยหน้า ลอยตา ว่าก่อกวน
ชนทั้งมวล ยิ่งอยากมอบ ให้ตอบแทน....

คนชั่วช้า สารเลว สุดเหลวแหลก
ความแตกแยก โผล่ผุด อย่างสุดแสน
ยิ่งสามหาว ยิ่งอดสู ยิ่งดูแคลน
ทุกเขตแคว้น ยิ่งเกลียดชัง หนังหน้ามัน....

มันสั่งปราบ สั่งฆ่า ประชาราษฎร์
จึงไม่อาจ ลบภาพ ตราบาปนั้น
ประชาชน ร่วมก่นด่า สารพัน
ยังหน้าด้าน ดึงดัน จะฝันไกล....

คุณค่าจึง คู่ควร สงวนสิทธิ์
หวังตามติด ส่งมอบ ตอบแทนให้
อึ-ปลาร้า ไข่เน่า ส่งเข้าไป
มอบจากใจ ปวงประชา ว่าเกลียดมัน....

๓ บลา / ๒๓ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

เราควรจะให้โอกาสเพื่อไทยหรือไม่?

ที่มา thaifreenews

โดย boonmie

ต้องยอมรับตามตรงนะครับว่าตลอด 2 - 3 สัปดาห์นี้ผมสับสนกับตัวเองมากพอสมควร กับทิศทางของคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ที่เลือกจะเข้ากับพรรคเพื่อไทยเพื่อชิงอำนาจทางการเมือง

ในมุมมองของผมในครั้งนั้นการต่อสู้แนวทางนี้มีความเป็นไปได้สูงสุดในการที่จะปฏิรูประบบการเมือง รวมถึงการคืนอำนาจสู่ประชาชนอย่างแท้จริง นั่นหมายถึงการแก้รัฐธรรมนูญบางฉบับ หรืออย่างต่ำคือการแก้กฏหมายบางข้อ (ม.112) และปัจจัยเงื่อนไขที่จะสามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้คือ

1.แกนนำ และคนเสื้อแดงต้องผสมกลมกลืนกับพรรคเพื่อไทยจนเป็นเนื้อเดียวกันจะแยกจากกันไม่ได้ทั้งสองฝ่ายต้องอิงและพึ่งพากัน

2.นโยบายด้านการเมืองของพรรคเพื่อไทย หรือแนวทางของพรรคเพื่อไทยต้องเป็นไปตามเจตนารมณ์ของคนเสื้อแดง (นั้นหมายถึงการรู้ว่าต้องต่อสู้กับใครกันแน่ เหมือนดังคนเสื้อแดงรู้)

3.มีการดำเนินการขับเคลื่อนในรูปแบบ 2 ขา ดังที่หลายคนวางแนวไว้

ปัจจัยเงื่อนไขทั้ง 3 ประการต้องชัดเจน จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ โดยเฉพาะข้อ 1 กับ 2 การจัดการเรื่องเหล่านี้มีเวลาเพียง 4 ปีในวาระการเป็นรัฐบาล หรืออาจมากกว่านั้นหากพรรคเพื่อไทยบริหารประเทศได้เข้าตาประชาชน (แต่ผมขอกำหนดที่ 4 ปี เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน)

ที่นี้เรามาลองวิเคราะห์กันครับว่าปัจจัยเงื่อนไขดังกล่าวนี้ ได้รับการตอบรับจากทั้งฝ่าย (แดงกับเพื่อไทย) หรือไม่?

การต่อสู้ของคนเสื้อแดง"ส่วนใหญ่" ต่อสู้เพื่อ
1.การคืนความยุติธรรมสู่สังคม
2.การคืนอำนาจอธิปไตยสู่มือประชาชน ให้ประชาชนมีอำนาจในการปกครองอย่างเป็นจริง
3.เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน

ผมคิดว่าการเรียงลำดับทั้ง 3 เรื่องใหญ่ๆนี้คงเรียงจากความสำคัญมากไปหาน้อยถูกต้อง

คราวนี้ลองมาดูการสู้ของ "พรรคเพื่อไทย" กันบ้าง
1.เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
2.เพื่อคืนความเป็นธรรมให้สังคม
3.เพื่อการปรองดอง

สำหรับคนเสื้อแดงผมว่าเราคงไม่ต้องสงสัยถึงเป้าประสงค์นี้นะครับ เชื่อว่า"เกือบทุกคน" สู้เพื่อสิ่งหลักๆประมาณนี้ (การเอาทักษิณกลับมาอยู่ในข้อแรกด้วยนะครับ)

แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยผมจำเป็นต้องอธิบายเพื่อสนับสนุนข้อความดังกล่าวคือ พรรคเพื่อไทย อยู่ภายใต้การนำของ ท่านทักษิณ ชินวัตร ซึ่งต้องยอมรับว่าจากการให้คำแนะนำต่อพรรคในครั้งที่ผ่านมานั้น ผู้นำพรรคของทักษิณต้องมีคุณสมบัติ 9 ข้อ และทั้ง 9 ข้อนั้นอยู่ใน 3 ทิศทางดังที่ผมกล่าวไว้ทั้งสิ้น

คำถามคือ เมื่อการต่อสู้นั้นคล้ายกันแต่ลำดับความสำคัญต่างกัน และบางทิศทางไม่ตรงกัน (เรื่องการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงอำนาจของกษัตริย์ หลายท่านคงเข้าใจเรื่องอำนาจกษัตริย์และอำนาจประชาชนบ้างแล้วว่ามันผิดรูปผิดรอยและบิดเบี้ยวอย่างมาก)

ดังนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้ในปัจจัยเงื่อนไขข้อที่ 2 ต้องเป็นปัญหาแน่ เนื่องจากเจตนารมณ์ของทั้งเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยไม่ค่อยสอดคล้องกัน

ดังนั้นผมจึงต้องถามคนเสื้อแดงอีกครั้งว่า

เราจะร่วมกับพรรคเพื่อไทยไปก่อน (ซึ่งแนวทางนี้หลายคนเห็นด้วย เปรียบเหมือนขึ้นรถคันเดียวกันไป แต่เพื่อไทยน่ะลงแค่มักกะสัน ไปไม่ถึงหัวลำโพงเพราะทักษิณสั่งมา)

หรือเราจะก้าวเดินด้วยตัวเอง (รอให้รถไฟขบวนใหม่มารับโดยไปถึงจุดหมาย เพราะประชาชนสั่งมา)

ในประเด็นหลังนี้ผมขอชี้แจงแนวคิดนะครับว่า ผมอยากให้พรรคการเมืองนั้นเป็นพรรคการเมืองของประชาชนจริงๆ คือเอาความต้องการของประชาชนไปปฏิบัติให้เกิดความสำเร็จ (ถ้าเปรียบคนเสื้อแดงเป็นประชาชน พรรคที่เข้ามาต้องเสนอแนวนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนจนครบ และเรียงลำดับความสำคัญตามนั้นด้วย) ผมอาจจะขอมากไป แต่ในความเป็นประชาธิปไตยนั้นมันต้องเป็นเช่นนี้มิใช่หรือ? เราเองก็ต้องผลักดันให้มันเป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?


ด้วยความเคารพทุกความเห็นครับ

Re:

โดย psybuster

ตอนนี้ก็คงต้องร่วมมือกันไปก่อน
แต่หากไม่เข้าตาจริงๆ
ถึงตอนนั้นก็ต้องตั้งพรรคของตัวเองขึ้นมา
ให้เขารู้ว่าอำนาจเป็นของประชาชนจริงๆ
แต่พรรคของคนเสื้อแดงก็คงต้องคัดคนหน่อย
ไม่ใช่ไปเอาพวกเจ้าสัวหรือคนดังของพื้นที่มาอีก
พวกนี้พอมีผลประโยชน์มากอง
ก็สามารถเปลี่ยนฝั่งได้ทันที

การปฏิวัติจงประสบความสำเร็จ:จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

จักรภพ เพ็ญแข
ร่วมพูดคุยผ่านระบบสไกร์ในงาน
คอนเสริ์ต 35 ปี 6 ตุลา 19
จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์
ณ หอประชุมศรีบูรพา(หอเล็ก) ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันที่ 20 มีนาคม 2554

ชำแหละข้อดี-เสียกม.คุมม็อบ

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



1.ปกรณ์ นิลประพันธ์

2.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

3.ชาย ศรีวิกรม์

4.พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ

วันที่ 22 มี.ค. สถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา "การชุมนุมสาธารณะตามระบอบประชาธิปไตย" เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบ และการจัดการเกี่ยวกับการชุมนุมที่เหมาะสมตามระบอบประชาธิปไตย และรับฟังมุมมองเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยมีนักวิชาการ นักกฎหมาย และตัวแทนองค์กรเอกชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น



1.ปกรณ์ นิลประพันธ์

กรรมการร่างกฎหมาย ประจำสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

การจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ยากมาก เพราะการชุมนุมในที่สาธารณะในบ้านเราได้รับการคุ้มครองมากว่า 60 ปี และไม่เคยมีกฎหมายรองรับ

การชุมนุมเป็นปรากฏการณ์ของสังคม แต่ละคนอาจมีความอดทนไม่เท่ากันจึงเสี่ยงที่จะเกิดความไม่สงบได้ตลอดเวลา สิ่งที่ยอมรับกัน ในระดับสากลคือ การชุมนุมมีขอบเขตของมันเอง ไม่ใช่สิทธิอย่างที่อ้างกันว่ากระทบคนอื่นบ้างก็ไม่เป็นไร

ใน ICCPR (Internationnal Covenant on Civil and Political) ระบุไว้ว่า การชุมนุมจะถูกจำกัดได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปเพื่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของสาธารณะ เพื่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน เพื่อป้องกันสาธารณสุข และเพื่อปกป้องสิทธิของบุคคลอื่น

แต่รัฐธรรมนูญไทยไม่มีการคุ้มครองสาธารณะมีแต่การคุ้มครองความสะดวกของประชาชนในการใช้พื้นที่สาธารณะ

หลักในร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือการควบคุมและป้องกันความเสี่ยง เราไม่ได้เอาสีไหนมาเป็นตัวตั้งในการออกกฎหมายและกฎหมายนี้เราเอาไปใช้กับทุกกลุ่มชุมนุม

ถามว่าจะมีไปทำไม ในเมื่อพ.รก.ฉุกเฉินยังควบคุมไม่ได้ คำตอบคือ เราต้องการให้คนรู้หน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการสอนเรื่องนี้เลย แม้แต่ในระดับมหาวิทยาลัย

กฎหมายนี้หลักคือกำหนดหน้าที่ของผู้จัดการชุมนุม ผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่รัฐ ที่พูดถึงกันมากว่าทำไมจะชุมนุมแล้วต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อน ก็เพื่อจะได้อำนวยความสะดวกให้ ทั้งแก่ผู้ชุมนุมและผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

ที่สำคัญคือ ไม่ได้บอกว่าเจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้อำนาจสั่งไม่ให้มีการชุมนุมได้ และเหตุที่ให้เป็นหน้าที่ของศาลแพ่ง ศาลจังหวัด แทนที่จะเป็นศาลปกครอง เพราะศาลปกครองมีอยู่แค่ในบางจังหวัด ขณะที่ศาลแพ่ง ศาลจังหวัดมีอยู่ทุกจังหวัดอยู่แล้ว



2.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล

กรรมการสถาบันสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อประชาธิปไตย

ประเทศที่เป็นเสรีประชาธิปไตยรับรองเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชนไว้หมด แต่ต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธเท่านั้น

ในประเทศไทยขณะนี้เราไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการชุมนุม มีแต่พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่อาจหนักไปเลย ดังนั้น บ่อยครั้งการชุมนุมที่เป็นไปอย่างสงบ ก็มีการใช้เครื่องมือที่รุนแรง เช่น ใช้เครื่องขยายเสียงความถี่สูง ใช้แก๊สน้ำตา

ทั่วโลกมีประเทศที่จัดการกับการชุมนุมอยู่ 2 แบบ คือ ประเทศที่ไม่มีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมเลย เช่น สหรัฐอเมริกา และประเทศที่มีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุม ซึ่งก็แบ่งย่อยเป็น 2 ประเภท

คือ ต้องขออนุญาตก่อนจึงจะชุมนุมได้ เช่น จีน และชุมนุมได้เพียงแต่แจ้งให้ทราบก่อนเท่านั้น เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ประเทศกลุ่มนี้เห็นว่าการชุมนุมเป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ถ้าปล่อยให้คนใดคนหนึ่งอนุญาตหรือไม่อนุญาต คนนั้นก็จะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามหลักประชาธิปไตย

ร่างพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่ออกมาขณะนี้ ระบุหากเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีสิทธิห้ามไม่ให้มีการชุมนุม ถ้าผู้ชุมนุมไม่เห็นด้วยก็สามารถฟ้องร้องต่อศาลได้ หากศาลพิพากษาเช่นไรก็ต้องจบแค่นั้น

ถือเป็นแนวคิดที่ดีแต่มีข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงให้เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของศาลแพ่ง หรือศาลจังหวัด ทั้งๆ ที่โดยทั่วไปการฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ ควรเป็นอำนาจของศาลปกครองอย่างที่ทำกันอยู่ในทุกประเทศ

นอกจากนี้ ที่ระบุว่าผู้มาชุมนุมต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบล่วงหน้าก่อน 72 ช.ม. ก็ถือว่าเป็นระยะเวลาที่มากเกินไป และไม่มีเหตุผลรองรับ เพราะประเทศอื่นๆ ที่ใช้กฎหมายลักษณะเดียวกันนี้ ให้บอกล่วงหน้าแค่ 48 ช.ม. เท่านั้น

ส่วนที่ระบุว่าหากผู้ชุมนุมไม่เลิกการชุมนุมตามคำสั่งศาลตามระยะเวลาที่กำหนด ให้ผู้ควบคุมสถานการณ์ดำเนินการเลิกการชุมนุมนั้น พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ไม่ระบุว่า "ดำเนินการเลิกการชุมนุม" หมายความว่าอย่างไร มีขั้นตอนอย่างไร สุดท้ายอาจเป็นแค่คำที่ฟังดูสุภาพเรียบร้อย ที่หมายถึง การสลายการชุมนุม

โดยสรุปแล้วเนื้อหาของพ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังขาดประเด็นเกี่ยวกับการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ และในเมื่อกฎหมายเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ก็เป็นคำถามว่า แล้วกฎหมายใหม่นี้จะใช้ได้หรือไม่

พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ จะไม่มีประโยชน์ที่จะไปควบคุมผู้ชุมนุมถ้าเรายังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย

และตราบใดที่เรายังไม่เคารพ มาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้ เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น ต่อให้กฎหมายที่ออกมาจะวิเศษแค่ไหนก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร



3.ชาย ศรีวิกรม์

ผู้แทนเครือข่ายประชาธิปไตยไม่ละเมิด

บทเรียนจากการชุมนุมที่ผ่านมามีคน 4 กลุ่ม ที่ต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการชุมนุม คือ 1.ผู้ชุมนุม ต้องเข้าใจว่าการชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม สังคมยอมรับได้ แต่ถ้าสร้างความเดือดร้อนสังคมก็เริ่มไม่เห็นด้วย และรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นตัวประกัน ดังนั้น ผู้ชุมนุมต้องเรียนรู้ว่า การชุมนุมแบบไหนที่สังคมรับได้และไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ส่วนรวม

2. เจ้าหน้าที่รัฐ ต้องเข้าใจความเดือดร้อนของชุมชนและต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ความเดือดร้อนนั้นสมดุลกับเสรีภาพของผู้ชุมนุม

3. ประชาชนที่ไม่มีส่วนร่วมในการชุมนุม ต้องแสดงออกว่าอะไรเป็นสิ่งที่รับได้หรือไม่ได้ และต้องกล้าที่จะแสดงจุดยืนเพราะเราไม่มีเจตนาร้ายกับใคร

4. นักการเมือง ต้องดูว่าจะขับเคลื่อนสังคมอย่างไรจึงจะเกิดสมดุล ไม่ใช่มุ่งแต่นโยบายประชานิยมอย่างเดียว

โจทย์ที่ยากที่สุดของพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ คือ ทำอย่างไรให้ทุกฝ่ายมาคุยกัน ขณะนี้เอ็นจีโอบางคนคัดค้านโดยอ้างว่าเป็นการจำกัดสิทธิ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้พิจารณารายละเอียด เจ้าหน้าที่รัฐก็กลัวที่จะต้องรับผิดชอบ

ส่วนตัวเห็นว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะมีกติกาใช้ร่วมกันในการชุมนุมตามที่สาธารณะซึ่งกระทบกับคนหมู่มาก



4.พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยโครงสร้างของตำรวจไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดูแลการชุมนุมขนาดใหญ่ ทำให้มีข้อจำกัดในการทำงาน คือ

1. เราไม่ได้มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่จะดูแลได้อย่างทั่วถึง ที่ผ่านมา เมื่อมีการชุมนุมในกทม. ต้องระดมตำรวจจากต่างจังหวัด ทำให้พื้นที่เดิมของเขาขาดการดูแล มีคดีเกิดขึ้นสูงมาก

และยังเป็นกลุ่มที่ไม่ได้ผ่านการฝึกเรื่องการดูแลการชุมนุม ไม่มีอาวุธป้องกันตัว กระบอง โล่ หรือเสื้อเกราะกันกระสุน ประกอบกับความเป็นอยู่ที่ยากลำบากจึงมีแรงกดดันในการทำงานสูงมาก

2.เรื่องกฎหมาย ตำรวจไม่มีกฎหมายเพียงพอในการควบคุม บางครั้งข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมไม่อยู่ในขอบเขตของระบอบประชาธิปไตย หลายครั้งจึงเจรจากันไม่รู้เรื่อง เราไม่เคยปัดความรับผิดชอบแต่ที่ผ่านมาโดนข้อหาตำรวจเกียร์ว่าง จริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองจะต้องทำอย่างไร

ทำอะไรไม่ถูกเลยจริงๆ เพราะการชุมนุมที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนต้องดูว่าถึงขั้นเป็นเหตุให้ต้องใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ ถ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น ตำรวจก็เข้าไปทำอะไรไม่ได้

ถ้ามีกฎหมายรองรับตรงนี้ ตำรวจพร้อมจะทำทุกอย่างตามขั้นตอน ขณะนี้การปฏิบัติไม่มีปัญหาแต่เราไม่มีกฎหมายรองรับ ถ้ามีกฎหมายว่าด้วยการชุมนุมเจ้าหน้าที่จะแยกแยะถูกผิดได้ง่ายขึ้น

เราไม่ได้บอกว่าผู้ที่จะมาชุมนุมต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อน แค่ให้บอกว่าจะมาเมื่อไหร่ มากันกี่คน จะได้จัดเตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้ และดูแลไม่ให้สังคมรอบข้างได้รับความเดือดร้อน

กฎหมายนี้เป็นความต้องการของตำรวจที่จะแยกแยะคนผิด คนถูก และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะกฎหมายเก่าๆ มีแต่เบาไปและหนักไป จึงใช้อะไรกับการชุมนุมที่อยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้

ไม่เลิกจองเวร

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ต้องพบกับความล้มเหลวอีกครั้ง สำหรับ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

หลังอัยการสูงสุดยกคำร้องถอนประกันตัว 7 แกนนำนปช. อาทิ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ นายก่อแก้ว พิกุลทอง ฯลฯ

โดยให้เหตุผลว่าดีเอสไอยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำผิดเงื่อนไขศาล

เป็นความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าของนายธาริต

เพราะก่อนหน้านี้ ศาลอาญาก็เพิ่งยกคำร้องถอนประกัน 7 แกนนำนปช.ไปหมาดๆ ด้วยเหตุผลว่า ไม่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ

ความพยายามของนายธาริตเป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมว่าต้องการจองเวรแกนนำเสื้อแดง

แบบว่าจะให้ตายกันไปข้าง

ที่ผ่านมาก็มีให้เห็นบ่อยๆ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำอีกคนที่มีเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง ก็ยังโดนนายธาริตตามจองเวรไม่หยุด

ยื่นขอถอนประกันตัวหลายครั้งหลายหนจนถูกมองว่าเป็นศัตรูคู่อาฆาต

ความจริงแล้ว หากนายธาริตเอาเวลาที่วิ่งวุ่นอยู่กับการยื่นถอนประกันตัวแกนนำนปช. ไปเร่งรัดสำนวนการสอบสวนคดี 91 ศพเหยื่อสลายม็อบแดง

จะมีประโยชน์มากกว่าเยอะ

เพราะ 91 ศพซึ่งเป็นคดีพิเศษอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอนั้น มีการสรุปเบื้องต้นแค่ 25 ศพเท่านั้น

นายธาริตเป็นคนแถลงเองว่ามี 12 ศพน่าเชื่อว่าเกิดจากฝีมือนปช.

อีก 13 ศพน่าเชื่อว่าเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ

ฉะนั้นยังเหลือคดีอีก 66 ศพที่ยังไม่ได้สรุป !?

จึงน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าหากนายธาริตหันไปใส่ใจกับการสอบสวนพยาน รวบรวมหลักฐาน

เดินหน้าเอาผิดคนสั่งฆ่าประชาชนให้ได้

และจะยิ่งเป็นประโยชน์มากขึ้นอีก หากนายธาริตนำข้อมูลของส.ส.เพื่อไทยที่เปิดเผยการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสภาถึงการเบิกกระสุนปืนของศอฉ.ในช่วงเหตุการกระชับพื้นที่ม็อบทั้งที่คอกวัวและราชประสงค์

เพราะมีข้อมูลว่ามีการใช้กระสุนปืนไปนับแสนนัด

มีกระสุนสไนเปอร์ถึง 2 พันนัด

ตรงนี้น่าจะเป็นความรับผิดชอบของดีเอสไอที่ต้องไปสอบสวนที่มาที่ไปของกระสุนปืนทั้งหมด

ต้องตรวจสอบว่ากระสุนทั้งหมดเป็นชนิดใด หัวกระสุน สีอะไรบ้าง?

เพื่อสร้างความกระจ่างให้สังคม

บทความโลกวันนี้:หัวของ“เพื่อไทย”สำคัญ แต่สำคัญไม่เท่า“นโยบาย”

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

หัวของ“เพื่อไทย”ยังไม่เท่า“นโยบาย” อย่าสับสนและหลงทาง


คอลัมน์ คิดเหนือข่าว

โดย เรืองยศ จันทรคีรี


ปัญหาเรื่อง “หัว” ของพรรคเพื่อไทยกลายเป็นประเด็นที่ถกต่อเนื่องมายาวนาน แม้ถึงขณะนี้คงต้องบอกว่ายังไม่ได้ชัดเจนเต็มที่อะไรนัก? บทบาทของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นั่นเห็นจะเป็นเพียงโอกาสที่จะได้พิสูจน์ตัวเองเพื่อนำอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล...

ไม่ทราบเหมือนกันว่าถึงบทตอนนั้นนายมิ่งขวัญจะสามารถแสดงบทบาทได้สักขนาดไหน? เพราะในด้านฝีไม้ลายมือหรือประสบการณ์ทั้งขุดลึกข้อมูล แม้จนศักยภาพทางวาทะ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาทั้งเกี่ยวกับคุณภาพและเนื้อหาสาระ นายมิ่งขวัญน่าจะตกเป็นรองด้านคุณสมบัติอยู่ไม่น้อยหากจะนำไปเปรียบเทียบกับตัวบุคคลอย่าง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือมองไปที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี

ตรงนี้จึงเป็นปัญหาอยู่เหมือนกันว่าพรรคเพื่อไทยกำลังเสาะแสวงหาบุคลากรก้าวสู่ตำแหน่งอะไรกันแน่? เพราะคุณสมบัติของผู้นำพรรคกับผู้นำการอภิปรายไม่น่าจะเป็นบทบาทที่ซ้อนกันอยู่ง่ายๆภายในคุณสมบัติของบุคคลคนเดียวกัน โดยผู้นำพรรคนั้นควรจะหมายถึงคนที่สามารถควบคุมและชี้นำ เป็นศูนย์กลางที่จะประสานงานในด้านต่างๆของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงคราวสู้ศึกในสนามเลือกตั้ง สมรภูมิแย่งชิงอำนาจรัฐในช่วงเวลานั้นจะเป็นภารกิจที่หนักหนาสาหัสพอสมควรของหัวหน้าพรรค รวมทั้งภาพของหัวหน้าพรรคยังเป็นตัวสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ที่ประชาชนใช้ประเมินหรือเปรียบเทียบกันในระหว่างพรรคการเมืองซึ่งแข่งขันกันอยู่?


ประเด็นที่ใครจะมาเป็นหัวหน้าของพรรคเพื่อไทยเห็นจะต้องกล่าวว่ายังไม่ชัดเจนในเวลานี้ ก็ไม่รู้เหมือนกันสำหรับความไม่ชัดเจนทั้งหมดจะส่งผลไปอย่างไรบ้างต่อพรรคการเมืองพรรคนี้ในอนาคตข้างหน้า? ความกังวลทั้งหมดอาจเป็นเพียง “เรื่องซึ่งคิดมากเกินไปในกลุ่มคนของพรรคเพื่อไทย” ข้อเท็จจริงมีสิทธิที่จะคิดให้เป็นอย่างนั้นก็ได้ สำหรับคนภายนอกที่เคยศรัทธา นิยมชมชอบทั้งพรรคเพื่อไทย หรือถอยย้อนไปถึงผลงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาจนถึงเวลานี้ที่เวลาเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว อะไรต่อมิอะไรหลายอย่างไม่ได้เหมือนเก่า หากมีโอกาสสำรวจหรือสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มเป้าหมายจำพวกแฟนคลับ มีผู้คนจำนวนไม่น้อยซึ่งมีเหตุผลและมุมมองใหม่เกี่ยวกับพรรคเพื่อไทยตัดข้ามเส้นแบ่งอย่างที่เคยคิดและเคยชินเหมือนในอดีต

ขณะนี้เป็นไปได้ที่พวกเขาไม่ได้สนใจโต้เถียงถึงประเด็นคนที่เหมาะสมในการก้าวเข้ามารับตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พวกเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาท จุดยืน ท่าที นโยบายของพรรคการเมืองมากกว่า? ถามว่าพรรคเพื่อไทยจะเอาอะไรต่อไป?

มีบางเสียงถึงกับสะท้อนว่า “ใครก็ได้มาเป็นหัวหน้าพรรค” แต่สิ่งสำคัญนั้นพรรคต้องแสดงให้เห็นชัดเจนกับนโยบายของตัวเอง


อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่พรรคเพื่อไทยควรจะสำรวจตรวจสอบ อัพเดทสถานการณ์ให้สอดคล้องตามความเป็นจริงมากที่สุด ประเด็นเรื่องหัวหน้าพรรคจึงไม่ใช่ปัญหาคอขาดบาดตาย จะเป็นความผิดพลาดทันทีถ้าพรรคเพื่อไทยนึกคิดแต่เพียงจุดขายของหัวหน้าพรรค หรืออิงอาศัยอยู่กับบารมีเก่าที่ผูกยึดอยู่กับเงาความเป็นฮีโร่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น?
พรรคเพื่อไทยต้องยุติการยึดติดอยู่กับความสำเร็จแห่งวันวาน ถ้าหากไม่ให้ความจริงจังกับบทบาทตรงจุดนี้แล้ว ปล่อยให้เรื่องไหลไปตามเกม ผลที่สุดคงไม่ต่างอะไรกับการหลงทางและติดกับดักอยู่เพียงในสนามรบเฉพาะหน้า ซึ่งการตอบโต้ประเด็นในทางการเมืองก็ใช่จะไม่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับประเด็นที่พรรคเพื่อไทยหรือบุคลากรของพรรคถูกกล่าวหาโจมตีมาจากฝ่ายตรงกันข้าม

แต่ในสถานการณ์ยามนี้คงต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะวางน้ำหนักตามลำดับหรือสร้าง “จุดเน้น” อยู่ตรงไหนกันแน่?
ทั้งยังมีความเป็นไปได้ว่าเพียงกรอบการคิดผลักดันด้านนโยบายเท่าที่เป็นอยู่อาจจะไม่พอเสียแล้วสำหรับสมรภูมิของการเลือกตั้งถ้าจะเกิดขึ้นจริง จะเป็นช่วงต้นปี กลางปี หรือจนถึงปลายปีก็ตาม กล่าวเช่นนี้คงไม่ได้หมายถึงว่าพรรคเพื่อไทย “บ้อท่า” หรือไม่ทำอะไรเลยในประเด็นเหล่านี้ มีการพูดถึงนโยบายของพรรคเกี่ยวกับการปรองดองเพื่อนำพาบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปรกติ เรียกร้องให้มีการชดเชยต่อผู้เสียชีวิต ซึ่งสืบเนื่องจากเหตุการณ์นองเลือดที่เกิดขึ้น กระทั่งการประกาศจะเอาตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับบ้านเมืองเพื่อแก้ปัญหาหนี้สิน ล้างหนี้ให้ประชาชน ล้างหนี้ประเทศ แม้กระทั่งนโยบายด้านสังคมอีกหลายประการที่พูดถึงกันอยู่ หรือนโยบายเกี่ยวกับภูมิภาคที่จะผลักดันการตั้งเมืองให้เป็นแกนหลักหรือศูนย์กลางในแต่ละภูมิภาค โดยอธิบายถึงการสร้างความสมบูรณ์ให้กับตัวเองและเพื่อการลงทุน การจ้างงาน เป็นโครงการสร้างศูนย์แม่เหล็กทางเศรษฐกิจนั่นเอง...


การคิดประเด็นเกี่ยวกับนโยบายบอกสังคมให้ทราบว่าพรรคเพื่อไทยจะทำอะไรข้างหน้าเห็นจะเป็นการดีกว่าแค่หมกมุ่นแย่งชิงเกี่ยงงอนกันอยู่สำหรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค...

ประชาชนไทยในเวลานี้สนใจกับนโยบายของพรรคมากกว่าที่จะมองเพียงโฉมหน้าของหัวหน้าพรรค จะเป็นมิ่งขวัญ, เฉลิม, ปลอดประสพ, ชวลิต, ยิ่งลักษณ์ จะเป็นใครก็ได้ไม่สำคัญ ไอ้ที่สำคัญอยู่ตรงเรื่องลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส หรือมีอะไรที่ทำได้และเหนือกว่านโยบายประชานิยมอุตลุดของบางพรรคการเมือง ซึ่งเตรียมไถหว่านกันอย่างจริงจัง...การจะทำอะไรข้างหน้าจึงเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าใครจะเป็นใหญ่?


(ที่มา หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ , 14 มกราคม 2554)