WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, March 24, 2011

ฆ่าคนมือเปล่าก็ได้ถ้านายสั่ง...ผิดกฎใช้กำลัง มือสังหารชิบหาย-นายคนสั่งมีโทษหนักถึงประหารชีวิต

ที่มา Thai E-News




คลิปข่าว สื่อมวลชนให้การยัน ทหารยิงประชาชน ส่วนตัวแทนทหารอ้างทำตามกฎสากลในการสลายการชุมนุมแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์*
23 มีนาคม 2554
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:เทือกทำหล่นเปิดโฉม2มือสไนเปอร์สังหารเสื้อแดง

การที่ทหารอ้างว่าใช้กำลังสลายการชุมนุมเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เป็นไปตามหลักสากล เรามาดูว่า จริงหรือเท็จ

กฎการใช้กำลัง กฎการปฏิบัติการ หรือกฎการปะทะ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Rule of Engagement (ROE) ซึ่งเป็นหลักสากล ทหารไทยแม้จะอ้างว่ามีกฎหมายอะไรก็ตาม ก็ยังต้องทำตามกฎสากลเช่นว่านี้ มิฉะนั้นแล้วในข้อบังคับของทหารเองก็นับว่าเป็นความผิด

ดังนั้น มวลชนก็ควรรู้และใช้ประโยชน์ต่อกฎการใช้กำลังนี้ให้เป็น

กฎการใช้กำลังนั้น มีข้อยกเว้นแต่เพียงว่าหากมีอันตรายต่อทหารหรือหน่วยทหาร ก็สามารถป้องกันตัวได้โดยชอบ ซึ่งทหารมักนำมาอ้างบ่อยๆ แต่เพราะทหารมักไม่ค่อยเข้าใจเรื่องกฎหมาย อ่านหนังสือน้อย ฟังแต่ผู้บังคับบัญชาที่ไม่มีความรู้

ความผิดพลาดต่างๆในเรื่องของกฎเกณฑ์นี้จึงอาจเกิดขึ้นได้ และอาจนำไปสู่การตัดสินประหารชีวิตผู้บังคับหน่วยทหาร และผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นนั้นในที่สุด ดังนั้น มวลชนจึงควรรู้และใช้ประโยชน์กฎการใช้กำลังนี้ให้เป็นเช่นกัน

กฎการใช้กำลังส่วนแรกขอยกมาจากบทความของ ร้อยโท อริย วิมุติสุนทร นายทหารพระธรรมนูญ กรม 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยในกรุงเทพฯ ที่จะใช้ปฏิบัติการกับฝ่ายเสื้อแดงในครั้งนี้ด้วย โดยจะขอหยิบยกมาเฉพาะที่น่าสนใจดังนี้

“...แนวทางปฏิบัติทั่วไป ในการใช้กำลัง

๑. หากเป็นไปได้ ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากการใช้กำลัง

๒. หากจำเป็นให้ใช้กำลัง ให้น้อยที่สุด

๓. พิจารณาระดับกำลัง

๓.๑ การโน้มน้าวด้วยวาจา

๓.๒ เทคนิคการป้องกันตัวแบบไม่ใช้อาวุธ

๓.๓ สิ่งระคายเคืองที่เป็นละอองสารเคมี เช่น แก๊ซน้ำตา ฯลฯ

๓.๔ การใช้กระบองของสารวัตรทหาร

๓.๕ การใช้สุนัขทหาร

๓.๖ การแสดงให้เห็นอาวุธสังหาร

๓.๗ การใช้กำลังที่ทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต

๔. ห้ามมิให้ใช้การยิงเตือน (warning shots) สาเหตุ เนื่องจากในสถานการณ์ที่มีความสับสนนั้น เสียงที่ดัง มาจากการยิงเตือนนั้น อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดไปได้หลายทาง เช่น เข้าใจว่าเกิดการปะทะขึ้นแล้ว หรือผู้ถูกยิงเตือนเข้าใจว่ากำลังถูกทำการยิง ฯลฯ ซึ่งมักจะส่งผลให้บุคคลอื่นๆ รวมทั้งผู้ที่ถูกยิงเตือนนั้น รู้สึกถึง “ภัย” ที่อาจจะเกิดขึ้น และด้วยสัญชาตญาณจะพยายามที่จะหลบหลีกออกจากบริเวณดัง กล่าว ( getaway from the area) ให้รวดเร็วที่สุด ซึ่งจะยิ่งทำให้การควบคุมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้จากผล การศึกษา การใช้การยิงเตือน ยังมักจะก่อให้เกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการยิงปืนขึ้นฟ้า ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ กระสุนก็จะต้องไปตกยังที่แห่งใดแห่งหนึ่งซึ่งอาจถูกคนหรือทรัพย์สินเสียหาย หากเป็นการยิงขึ้นฟ้าไปตรงๆ ก็จะพบว่ากระสุนจะตกกลับมาถูกคนหรือทรัพย์สินในบริเวณที่ทำการยิงขึ้นไปนั่นเอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การยิงปืนเฉลิมฉลองในงานเทศกาลต่างๆ เมื่อมีคนตายหรือบาดเจ็บ มักจะพบว่าเกิดจากกระสุนที่ตกลงมานั่นเอง หรือกรณีการยิงปืนลงพื้นนั้น ยิ่งพบว่ามีอันตรายมาขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเราไม่ทราบเลยว่ากระสุนจะแฉลบไปทางใด และจะถูกใครได้รับบาดเจ็บบ้าง

๕. หากเวลาและสถานการณ์อำนวย บุคคลที่แสดงอาการเป็นภัย ควรได้รับการเตือนและได้รับโอกาสที่จะหยุดการกระทำที่เป็นภัยนั้น

๖. ใช้การเปิดเผยให้เห็นว่าพาอาวุธเท่านั้น การชักอาวุธปืนออกมาจากซองปืน จริงๆนั้น ใช้เฉพาะกรณีมีเหตุผลอันสมควรที่จะเชื่อได้ว่าอาจจำเป็นที่จะต้องใช้อาวุธ เท่านั้น...”


ในส่วนแรกนี้ จะเห็นได้ว่าทหารไม่ได้รับอนุญาตให้ถือปืนในลักษณะพร้อมยิงตั้งแต่แรก (คงต้องสะพายปืนเฉย) และห้ามการยิงเตือน การยิงลงพื้นหรือกรณีใดๆที่จะทำให้พลเรือนบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

จริงอยู่ไม่ได้ห้ามการใช้อาวุธสังหาร แต่จะทำได้ต่อเมื่อมีอันตรายถึงชีวิตของทหารเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่า หากการชุมนุมสามารถป้องกันการสร้างสถานการณ์ได้ดีพอ เหตุและเงื่อนไขที่ทหารจะใช้อาวุธนั้นจะไม่มี ยิ่งไปกว่านั้นแม้มีเหตุจากที่อื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าพลเรือนที่อยู่ตรงหน้าทหารจะเป็นภัยถึงชีวิตเช่นนั้นเหมือนกัน

ถ้ามาถึงกวาดล้างทันทีตามที่อ้างว่า"ทุกอย่างทำได้ตามที่นายสั่ง" ก็เป็นความผิดสำเร็จทันที ดังนั้นแกนนำต้องจัดตั้งมวลชนที่ชำนาญการใช้กล้องดังกล่าวไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อถ่ายทำเหตุการณ์ต่างๆอย่างคนที่รู้สถานการณ์ไม่ใช่ขอร้องโดยทั่วไปเหมือนที่ผ่านมาและต้องเป็นช่างภาพที่รู้มุมของการถ่ายและบันทึกภาพสำคัญๆตามเงื่อนไขที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนี้ด้วย

ในกรณีที่จะใช้อาวุธสังหาร จะทำได้อย่างไร ร้อยโท อริย ฯ กล่าวต่อไปว่า

“...แนวทางทั่วไปในการ ใช้กำลังที่อันตรายถึงชีวิต

๑. ยิงเพื่อให้ผู้ที่ถูก ยิงหมดความสามารถ

๒. ยิงโดยคำนึงถึงผู้ที่ไม่เป็นภัยที่อยู่ข้างเคียง

๓. ใช้กำลังทหารเฉพาะเมื่อจำเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น กล่าวคือ

๓.๑ เมื่อใช้วิธีที่อันตรายน้อยกว่าแล้วไม่เป็นผล

๓.๒ ไม่เพิ่มความเสี่ยงแก่ผู้ที่ไม่เป็นภัย

๓.๓ มีความจำเป็นสมเหตุสมผลเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์

การใช้กำลังสังหารจะ กระทำเฉพาะเพื่อ

๑. ป้องกันตัวจากอันตรายอันจะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างรุนแรง

๒. ป้องกันอาชญากรรมที่อันตรายถึงชีวิตหรือบาดเจ็บขั้นร้ายแรง

๓. ป้องกันการขโมยหรือ การก่อวินาศกรรมต่อทรัพย์สินอันมีค่าต่อความมั่นคงของชาติ

๔. ป้องกันการขโมยหรือ การก่อวินาศกรรมต่อทรัพยากรที่อาจก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงได้

๕. ป้องกันความเสียหาย ของสาธารณูปโภคที่สำคัญ

๖. จับกุมบุคคลที่ก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามเฉพาะหน้า

๗. ป้องกันการหลบหนีของ นักโทษที่ก่ออาชญากรรมเกี่ยวข้องกับภัยคุกคาม

เฉพาะหน้า ...”


*********

คราวนี้ก็ต้องบอกว่า หากไม่เป็นไปตามหลักสากล โทษของทหารที่ใช้กำลังปราบปรามประชาชนนั้น หนักถึงขั้นประหารชีวิตครับ

หลังจากกรณีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในสมัยนาซีเยอรมันแล้ว โลกก็ได้ตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง

ต่อมามีกรณีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอดีตยูโกสลาเวียและรวันดาที่โด่งดังไปทั่วโลกแล้ว และผู้นำทั้งสองประเทศที่ได้สั่งฆ่าประชาชนก็ได้รับโทษไปแล้วเช่นเดียวกับกรณีของเขมรแดง

ที่น่าสนใจคือเจ้าของสื่อในประเทศรวันดา ที่ยุยงให้มีการฆ่าประชาชนเผ่าอื่นด้วยหลักฐานที่บอกว่าคนเผ่าอื่นนั้นเป็นเหมือนแมลงสาปก็ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว

ขอย้ำอีกทีว่านี่ไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริง และประการสำคัญคือทหารที่เกี่ยวข้องกับกรณีเช่นนี้ จะมีความผิดอย่างไรก็ขอให้ติดตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องนี้ให้ดี

ขอเตือนด้วยความปรารถนาดีกว่า ไม่มีอำนาจใดๆในประเทศนั้นๆจะต่อต้านอำนาจของชุมชนระหว่างประเทศได้ ทหารที่กระทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศต้องขึ้นศาลระหว่างประเทศโดยปราศจากการคุ้มครองจากอำนาจมืดใดๆ และไม่แน่อำนาจมืดใดๆนั้นก็อาจกำลังต่อคิวขึ้นศาลต่อจากเหล่าทหารหรืออาจจะนำหน้าถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วก็ได้

เพื่อให้รู้ว่าไม่ได้ดำน้ำหรืออำกันเล่น จะขอแปลแบบสรุปความในแต่ละมาตราให้พอเข้าใจ
Article 28

Responsibility of commanders and other superiors

ความรับผิดของผู้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นอื่นๆ

In addition to other grounds of criminal responsibility under this Statute for crimes within the jurisdiction of the Court:

A military commander or person effectively acting as a military commander shall be criminally responsible for crimes within the jurisdiction of the Court committed by forces under his or her effective command and control, or effective authority and control as the case may be, as a result of his or her failure to exercise control properly over such forces, where:
ผู้บังคับหน่วยทหาร หรือผู้ใดที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับหน่วยทหาร จะรับผิดทางอาญาเมื่อกำลังทหารนั้นอยู่ภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของตน หรือ เกิดจากความล้มเหลวในการควบคุมอย่างเหมาะสมต่อกำลังนั้น


(i) That military commander or person either knew or, owing to the circumstances at the time, should have known that the forces were committing or about to commit such crimes; and

ผู้บังคับหน่วยทหารหรือบุคคลใดนั้นไม่ว่าจะรู้หรือรับผิดชอบในเวลานั้น ควรทราบว่ากำลังของตนกำลังกระทำอาชญากรรม

(ii) That military commander or person failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress their commission or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution.
ผู้บังคับหน่วยทหารหรือบุคคลใดนั้น ล้มเหลวในการวางมาตรการที่จำเป็นทั้งหมดและรับผิดชอบภายใต้อำนาจเพื่อป้องกัน หรืออดกลั้นต่อภาระที่ได้รับ หรือเสนอกรณีนั้นต่อผู้มีอำนาจหน้าที่สำหรับการสอบสวนและฟ้องร้อง

(b) With respect to superior and subordinate relationships not described in paragraph (a), a superior shall be criminally responsible for crimes within the jurisdiction of the Court committed by subordinates under his or her effective authority and control, as a result of his or her failure to exercise control properly over such subordinates, where:

ตามวรรคแรก จากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใต้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาจะรับผิดทางอาญาสำหรับอาชญากรรมของผู้ใต้บังคับบัญชา ภายใต้การควบคุมของตน เนื่องจากความล้มเหลวในการแสดงการควบคุมที่เหมาะสมต่อผู้ใต้บังคับบัญชานั้น เมื่อ


(i) The superior either knew, or consciously disregarded information which clearly indicated, that the subordinates were committing or about to commit such crimes;

ผู้บังคับบัญชาได้ทราบหรือไม่สนใจข้อมูลอย่างที่วิญญูชนพึงทำ ซึ่งแสดงชัดว่า ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำหรือกำลังจะกระทำอาชญากรรม

(ii) The crimes concerned activities that were within the effective responsibility and control of the superior; and

อาชญากรรมนั้นเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการภายใต้ความรับผิดชอบของผู้บังคับบัญชานั้น และ

(iii) The superior failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress their commission or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution.

ผู้บังคับบัญชาล้มเหลวที่จะมีมาตรการที่จำเป็นและมีเหตุผล ภายใต้อำนาจของตนในการป้องกันและอดกลั้นต่อการทำภารกิจ หรือส่งกรณีนั้นให้กับหน่วยงานผู้มีอำนาจในการสอบสวนและฟ้องร้อง

Article 33

Superior orders and prescription of law

1. The fact that a crime within the jurisdiction of the Court has been committed by a person pursuant to an order of a Government or of a superior, whether military or civilian, shall not relieve that person of criminal responsibility unless:

ความจริงที่ว่าอาชญากรรมที่ได้กระทำโดยบุคคลที่กระทำตามคำสั่งของรัฐบาลหรือผู้บังคับบัญชา ไมว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือนก็ตาม จะไม่สามารถนำมาอ้างได้จากความรับผิดทางอาญา ยกเว้น

(a) The person was under a legal obligation to obey orders of the Government or the superior in question;

บุคคลนั้นอยู่ภายใต้ความผูกพันที่จะต้องเชื่อฟังคำสั่งของรัฐบาลหรือผู้บังคับบัญชา (ประเทศไทยมีข้อยกเว้นไว้ว่า ทหารจะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนำอาวุธสงครามมาใช้ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายเพราะเกินกว่าเหตุของการเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเปรียบได้กับตำรวจ ดังนั้น ทหารจะไม่สามารถยกข้ออ้างนี้มาเพื่อพ้นผิดได้)

(b) The person did not know that the order was unlawful; and

บุคคลนั้นไม่รู้ว่า คำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ (กรณีนี้ทหารไทยไม่ได้รับการยกเว้นจาก ข้อบังคับทหารที่ระบุไว้แล้ว)

(c) The order was not manifestly unlawful.

คำสั่งนั้นไม่แน่ชัดว่าผิดกฎหมายหรือไม่ (ทหารไทยผิดกฎหมายตั้งแต่นำอาวุธสงครามออกมาใช้กับประชาชนซึ่งไม่ใช่คู่สงครามแล้ว)

2. For the purposes of this article, orders to commit genocide or crimes against humanity are manifestly unlawful.

กรณีคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ(กรณีนี้คือประชาชนคนไทยซึ่งชุมชนระหว่างประเทศถือว่าเป็นมนุษยชาติ ไม่ใช่ทาสของใคร) เป็นการกระทำผิดกฎหมายอย่างชัดแจ้ง (ซึ่งหมายความว่า ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับการเอาอาวุธมายิงใส่ประชาชนต้องผิดกฎหมายในทุกกรณี)


มาตราที่ยกขึ้นมานี้มาจากสนธิสัญญากรุงโรม (Rome Statue) นักกฎหมายระหว่างประเทศจะทราบดี ส่วนศาลที่จะพิจารณาพิพากษาคดีนี้จะเป็นศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal court : ICC) และได้มีการตัดสินประหารชีวิตผู้นำของประเทศต่างๆมามากแล้ว

อำนาจอำมาตย์ที่เป็นสิ่งโบราณเปรียบเสมือนสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์นั้นคุ้นเคยแต่การกดขี่ประชาชนด้วยอำนาจภายในประเทศ สนธิสัญญากรุงโรมที่ยกมาให้พิจารณานี้ แม้ว่าจะยังไม่มีใครนำมาใช้กับประเทศไทย แต่คราวนี้อาจเป็นครั้งแรก

และความจริงก็คือมีการตัดสินมาแล้วหลายครั้งล้วนแต่เป็นเรื่องอาชญากรรมต่อมนุษยชาติทั้งสิ้นและโทษที่ตัดสินมักเป็นการประหารชีวิต

***************

หมายเหตุ : เพื่อให้เห็นภาพของ กฎการใช้กำลังที่เป็นสากล จึงจะขอนำแนวทางของกองทัพสหรัฐในโซมาเลียมาพ่วงไว้ให้ผู้ที่ชอบอ่านภาษาอังกฤษ ได้พิจารณาโดยจะไม่แปลความเพราะมีความคล้ายคลึงกันเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว

ROE Card

Rules of Engagement
Joint Task Force for Somalia Relief Operations
Ground Forces

Nothing in these rules of engagement limits your right to take appropriate action to defend yourself and your unit.

1. You have the right to use force to defend yourself against attacks or threats of attack.

2. Hostile fire may be returned effectively and promptly to stop a hostile act.

3. When US forces are attacked by unarmed hostile elements, mobs, and/or rioters, US forces should use the minimum force necessary under the circumstances and proportional to the threat.

4. You may not seize the property of others to accomplish your mission.

5. Detention of civilians is authorized for security reasons or in self-defense.

Remember

· The United States is not at war.

· Treat all persons with dignity and respect.

· Use minimum force to carry out the mission.

· Always be prepared to act in self-defense.

Rules of Engagement for
Operation Provide Comfort
(As Authorized by JCS [EUCOM Dir 55-47])

1. All military operations will be conducted in accordance with the laws of war.

2. The use of armed force will be utilized as a measure of last resort only.

3. Nothing in these rules negates or otherwise overrides a commander's obligation to take all necessary and appropriate actions for his unit's self-defense.

4. US forces will not fire unless fired upon unless there is clear evidence of hostile intent.

Hostile Intent - The threat of imminent use of force by an Iraqi force or other foreign force, terrorist group, or individuals against the United States, US forces, US citizens, or Kurdish or other refugees located above the 38th parallel or otherwise located within a US or allied safe haven refugee area. When the on-scene commander determines, based on convincing evidence, that hostile intent is present, the right exists to use proportional force to deter or neutralize the threat.

Hostile Act - Includes armed force directly to preclude or impede the missions and/or duties of US or allied forces.

5. Response to hostile fire directly threatening US or allied care shall be rapid and directed at the source of hostile fire using only the force necessary to eliminate the threat. Other foreign forces as (such as reconnaissance aircraft) that have shown an active integration with the attacking force may be engaged. Use the minimum amount of force necessary to control the situation.

6. You may fire into Iraqi territory in response to hostile fire.

7. You may fire into another nation's territory in response to hostile fire only if the cognizant government is unable or unwilling to stop that force's hostile acts effectively or promptly.

8. Surface-to-air missiles will engage hostile aircraft flying north of the 36th parallel.

9. Surface-to-air missiles will engage hostile aircraft south of the 36th parallel only when they demonstrate hostile intent or commit hostile acts. Except in cases of self-defense, authorization for such engagements rests with the designated air defense commander. Warning bursts may be fired ahead of foreign aircraft to deter hostile acts.

10. In the event US forces are attacked or threatened by unarmed hostile elements, mobs, or rioters, the responsibility for the protection of US forces rests with the US commanding officer. The on-scene commander will employ the following measures to overcome the threat:

a. Warning to demonstrators.

b. Show of force, including the use of riot control formations.

c. Warning shots fired over the heads of hostile elements.

d. Other reasonable use of force necessary under the circumstances and proportional to the threat.

11. Use the following guidelines when applying these rules:

a. Use of force only to protect lives.

b. Use of minimum force necessary.

c. Pursuit will not be taken to retaliate; however, immediate pursuit may begin and continue for as long as there is an immediate threat to US forces. In the absence of JCS approval, US forces should not pursue any hostile force into another nation's territory.

d. If necessary and proportional, use all available weapons to deter, neutralize, or destroy the threat as required.


ที่มา: ผนวก FM 100-23 APPENDIX - D

*******

เรียบเรียงจาก บทความของคุณPegasus 2 เรื่องคือ

-แกนนำและมวลชนควรรู้กฎการใช้กำลังของทหาร เพื่อพลิกสถานการณ์เอาชนะอำมาตย์

-ขอเตือนทหารอย่าเสี่ยงดีกว่า:ปราบประชาชนโทษถึงประหาร

Wednesday, March 23, 2011

6 อำนาจที่ไม่เคยได้ใช้:กี้ อริสมันต์

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง
บันทึกคำปราศรัยและร่วมร้องเพลง
คอนเสริ์ต 35 ปี 6 ตุลา 19
จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์
ณ หอประชุมศรีบูรพา(หอเล็ก) ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันที่ 20 มีนาคม 2554

โคตรพ่อ โคตรแม่ รัดทำมะนวย

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

เบื่อเต็มทีรำลึก 6 ตุลา รำลึกกว่า 30 ปี ไม่มีเปลี่ยน
รถถังยังโง่งงแล่นวนเวียน ฉีกแล้วเขียน เขียนแล้วแก้ โคตรพ่อ โคตรแม่ รัดทำมะนวย
เลิกรำลึกได้แล้ว 6 ตุลา อ้ายหัวโจกบงการฆ่ายังอ่าโอ่
ส่วนเพื่อนคนถูกฆ่าพาเลโล แกล้งโง่ทำไม่รู้ ใครเป็นใคร
วันนี้ยังต้องรำลึก 6 ตุลา คิดจริงจังอาจเป็นบ้า เหงาว้าเหว่
พูดความจริงถูกขังเข้าซังเต พูดความเท็จถ่อยเท่ห์เพื่อนวีรชน

งานคอนเสริ์ต 35 ปี 6 ตุลา 19
จากลานโพธิ์ถึงภูพาน จากภูพานสู่ลานโพธิ์
ณ หอประชุมศรีบูรพา(หอเล็ก) ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
วันที่ 20 มีนาคม 2554

‘เฉลิม’ ยื่นลาออกจากส.ส.แล้ว

ที่มา โลกวันนี้

นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ คนสนิท
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส. สัดส่วนพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า
ร.ต.อ.เฉลิมได้ยื่นใบลาออกจากการเป็น ส.ส.สัดส่วนแล้ว
โดยยื่นหนังสือที่กองสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
ซึ่งมีผลตั้งแต่ 23 มี.ค.เป็นต้นไป
เนื่องจาก ร.ต.อ.เฉลิมน้อยใจที่ถูกนายจาตุรนต์ ฉายแสง
ที่ปรึกษาทีมงานอภิปรายไม่ไว้วางใจ เตือน ร.ต.อ.เฉลิม ให้ยุติการอภิปรายฯ

หลังจากใช้เวลาไปนานกว่าที่ตกลงไว้
อีกทั้งต้องการใช้เวลาไปช่วยผู้สมัครหาเสียงเพื่อเตรียมการเลือกตั้งต่อไป
อย่างไรก็ตาม ร.ต.อ.เฉลิม จะยังคงอยู่กับพรรคเพื่อไทยต่อไป

ขณะที่นายสงวน แก้วกล้า ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ร.ต.อ.เฉลิม
ได้นำหนังสือลาออกมายื่นต่อเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร
แต่ไม่ได้ให้เหตุผลในการลาออก

ยุบสภา หรือ ยึดสภา กว่า 3 ชั่วโมงที่ "ตู่” แฉ "91ศพ” ‘มาร์ค-เทือก”ต้องเลื่อนแจง.

ที่มา บางกอกทูเดย์



ยุบสภา หรือ ยึดสภา กว่า 3 ชั่วโมงที่ "ตู่” แฉ "91ศพ”
‘มาร์ค-เทือก”ต้องเลื่อนแจงวันรุ่งขึ้น


ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไล่เชือดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และอีก 9 รัฐมนตรี ถือเป็นบรรยากาศประชาธิปไตยที่คุ้มค่ามาก
เพราะล่อกันด้วยเนื้อหาและข้อเท็จจริงเป็นตัวเดินเรื่อง
แน่นอนว่า....ในเรื่องลีลาและการเชือดเฉือนทางคำพูดเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น ไม่มีก็ไม่ได้
เนื่องจากว่าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ถือเป็นสุดยอดของการพูดด้วยกันทั้งคู่
นายอภิสิทธิ์นั้นเหน็บและเชือดเฉือนตามสไตล์ที่เรียนรู้และจดจำ
มาจากนายชวน หลีกภัย ผู้เป็นเสมือนอาจารย์ใหญ่
ในขณะที่นายสุเทพนั้น เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว สามารถพูดได้หมดทุกเรื่อง
ลากโยงไปได้หมดทุกกรณี เป็นเรื่องที่คนฟังต้องไปแยกแยะหาความจริงกันเอาเอง
แต่ที่ดุเดือดที่สุดก็คือ กรณีการอภิปรายเรื่องการสลายการชุมนุม
จนมีประชาชนเสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน
ซึ่งเรื่องนี้เป็นปริศนาในใจประชาชนคนไทยมาจนเกือบจะครบรอบปีอยู่แล้ว
ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้น
ญาติของนักข่าวญี่ปุ่น ญาติของช่างภาพข่าวชาวอิตาลี รวมไปถึงประเทศญี่ปุ่น ประเทศอิตาลีเอง
หรือแม้แต่กระทั่งทั่วโลก ที่เห็นภาพข่าวการสลายการชุมนุมในประเทศไทย
ผ่านทางสำนักข่าว CNN สำนักข่าว BBC หรือสำนักข่าว Al Jazeera
ก็ล้วนแล้วแต่ต้องการรู้ความจริงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยด้วยกันทั้งสิ้น
ยิ่งปัจจุบันการเรียกร้องหาประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง และเบ่งบานไปทั่ว
ภายใต้คำว่า Jasmine Revolution นั้น ยิ่งทำให้ทั่วโลกสนใจ
กรณีการสลายการชุมนุมของประเทศไทยกันมากยิ่งขึ้น
หลายคนอาจจะมองว่าประเด็นในเรื่องภาษีบุหรี่ 6.8 หมื่นล้านบาท
น่าจะเป็นจุดตายของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์
เพราะจำนวนเงินของผลประโยชน์แฝงเร้นมันมากมายมหาศาล
ยังอดสะดุ้งในใจไม่ได้ว่า
แม้แต่กลุ่มขั้วอำนาจพิเศษ กลุ่มนายทหารที่อุ้มรัฐบาลอภิสิทธิ์อยู่
มีผลประโยชน์ตกหล่นขนาดนี้เชียวหรือ???
แต่สังคมจำนวนไม่น้อยมองว่า กรณีสลายการชุมนุมจนมรคนตายคนเจ็บจำนวนมาก
โดยที่พยายามทำให้เป็นเรื่องคลื่นกระทบฝั่งนั้น
จริงๆแล้วน่าจะเป็น”จุดตายทางการเมือง”มากกว่าเรื่องภาษีบุหรี่

ดังนั้นในคืนวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา
เรทติ้งของศึกอภิปรายซักฟอกรัฐบาลขยับขึ้นมาสูงลิ่วทันที
คนจำนวนมากรีบกลับบ้านเพื่อที่จะไปดูการถ่ายทอดศึกซักฟอก
ซึ่งพรรคฝ่ายค้านกำหนดเอาไว้แล้วว่าจะเปิดประเด็น
ในเรื่อง การเผาเซ็นทรัล และการสังหารประชาชน 91 ศพ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม
คนส่วนใหญ่อยากรู้ด้วยกันทั้งนั้น ว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย
ที่ประกาศตัวเป็นเมืองพุทธ
แต่ในการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย กลับมีคนตาย คนบาดเจ็บจำนวนมาก
ในการอภิปรายนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
พูดถึงกรณีประชาชนเสียชีวิต 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2,000 คน
และโดยเฉพาะกรณี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก
ว่าคนบงการสั่งฆ่าไม่ใช่ธรรมดา แต่ทำเป็นขบวนการ
เล่นเอานายอภิสิทธิ์ ต้องลุกขึ้นขอชี้แจงว่า
ที่บอกว่ามีคนสั่งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพนั้น ขอยืนยันว่าไม่มี
ถ้ามีขอให้ระบุให้ได้ว่าเป็นใคร
ข้อมูลจากฝ่ายค้านในเรื่องเกี่ยวกับการเผาห้างเซ็นทรัลนั้น
นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย นำคลิปวีดีโอ และ รูปภาพ มาประกอบ
การอภิปรายถึงเหตุการณ์กระชับพื้นที่ เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 โดยระบุว่า
สาเหตุการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุม
พร้อมทั้งระบุว่าวันนั้นเจ้าหน้าที่ดับเพลิงไม่สามารถเข้าไปทำการดับเพลิงได้
เนื่องจากอ้างว่ามีการปะทะกันอยู่กับผู้ก่อการร้าย
ซึ่งนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่พรรคเพื่อไทยพยายามใช้พยาน หลักฐาน
ที่นำมาประกอบการอภิปราย อธิบายย้ำว่าไม่มีการปะทะกันตามที่อ้าง นอกจากนั้น
ยังมีการผลักดันรปภ.ทั้งหมดให้ออกจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์
โดยชายกลุ่มหนึ่งแถมระหว่างการอภิปรายยังเกิดมีสีสันซ้อนขึ้นมาด้วย
โดย นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นบอกกับประธานในที่ประชุมว่า
ขณะนี้มีชายชุดดำ 3 คน เข้ามาในสภา อยู่บริเวณห้องโสตฯ พร้อมพกอาวุธปืนเข้ามาด้วย
จึงขอให้ประธานตรวจสอบเรื่องดังกล่าวด่วน
ทำให้เกิดความฮือฮาขึ้นภายในห้องประชุมทันที
นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นประธานการประชุม
จึงได้สั่งการให้ไปตรวจสอบ หลังการตรวจสอบพบว่าชายชุดดำที่เอ่ยถึงคือ
คนส่งเอกสาร ใส่สูทแต่ไม่มีอาวุธใดๆ ทั้งสิ้น
และสำหรับนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งทุกฝ่ายจับตามมาตลอดว่า
จะมีไม้เด็ดอะไร ที่จะมาแฉรัฐบาลในกรณีการตาย 91 ศพ
ได้เริ่มอภิปรายตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 17 มีนาคม โดยระบุว่า
ได้แสวงหาข้อเท็จจริง ที่มีการกล่าวหาว่าเสื้อแดงฆ่ากันเอง 91 ศพ

ส่วนตัวแล้วอย่าว่าแต่มนุษย์เลย ไก่ ปลา ยังไม่กล้าฆ่าเลย
ความมาแตกตอนที่รัฐบาลโยกคดี จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาเป็นคดีพิเศษ
ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ซึ่งก็ได้ทักท้วงไปแล้ว
เพราะเจ้าหน้าที่ท้องที่เขาได้ชันสูตรศพแล้ว ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค. ซึ่งหัวกระสุนสีเขียว
แต่ในวันที่ 31 พ.ค. และวันที่ 1 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ ยังมาโกหกในสภาว่าไม่มีกระสุนของทหาร
นายจตุพร ได้นำสำนวนสอบสวนข้อเท็จจริง
ที่พนักงานสอบสวนคดีส่งให้อธิบดีดีเอสไอ รวมทั้งหนังสือของดีเอสไอ ส่งไปถึงศอฉ.
ซึ่งมีนายสุเทพ เป็นผอ.ศอฉ. เพื่อสอบถามว่า
ระหว่างเกิดเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.-19 พ.ค. ได้มีทหารหน่วยใดเข้าไปดำเนินการบ้างมาอ่าน
ประเด็นสำคัญในการอภิปราย นายจตุพร ได้มีการเปิดชื่อตำรวจยศสิบตำรวจเอก
ซึ่งเป็นพยานคนสำคัญที่บันทึกภาพชายแต่งกายคล้ายทหารบนรางรถไฟบีทีเอส
และยืนยันว่า ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด
นอกจากนี้นายจตุพรยังเปิดเผยสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอ
ซึ่งมีคำให้การของเจ้าหน้าที่ทหาร 5 นาย ยอมรับว่า
ในวันเวลาเกิดเหตุประจำการอยู่บนรางรถไฟบีทีเอส บริเวณหน้าปทุมวนาราม
มีการระบุถึงอาวุธประจำกาย ปืนเอ็ม 16 หัวกระสุนสีเขียว
และมีบางนายให้การว่า มีการยิงกระสุนปืนเข้าไปในวัดปทุมฯ หลายนัด
ซึ่งนายจตุพร ยังได้มีการนำผลการชันสูตรศพเหยื่อ 6 รายในวัดปทุมฯ
มาเปรียบเทียบกับลักษณะกระสุน ว่า
ใกล้เคียงกับกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวใช้เป็นอาวุธประจำกาย
ในภาพรวมนายจตุพรได้นำสำเนา
ซึ่งเป็นสำนวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับผู้เสียชีวิต
ในเหตุการณ์กระชับพื้นที่ราชประสงค์ มาอ่านในระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ในช่วงท้าย นายจตุพรอภิปรายถึงชะตากรรมของเหยื่อรายต่างๆ
ที่เสียชีวิตในการปราบปราม มีเหยื่อซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป
ไม่ใช่ผู้ชุมนุมรวมอยู่ด้วย รวมแล้ว 13 ศพ ล้วนตายจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตของ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น
และ พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาระ บริเวณหน้าอนุสรณ์สถาน รวมถึง
นายชาติชาย สาเหลา นายบุญมี เริ่มสุข และ น้องอีซา ที่ถูกยิงเสียชีวิต

ซึ่งนายวัชระ เพชรทอง ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกประท้วงว่าไม่ควรแสดงภาพศพเด็ก
จากนั้นนายจตุพรได้อภิปรายต่อถึงการเสียชีวิตของ
นายพัน คำกอง
นายเกียรติคุณ ฉัตรวีระสกุล และ
นายประจวบ ประจวบสุข
งานนี้นายจตุพรใช้เวลาอภิปรายรวมทั้งสิ้นกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง เกือบๆ 4 ชั่วโมง
ถือเป็นการอภิปรายที่นานมาก
ซึ่งจากข้อมูลและหลักฐานประกอบต่างๆของนายจตุพร
โดยเฉพาะในเรื่องสำนวนการสอบสวนของ ดีเอสไอ
ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้กับคนที่รับรู้ข้อมูลมากพอสมควร
และท่าทีของรัฐบาลเองที่นิ่งงันฟังนายจตุพร และใช้ยุทธวิธีในการรับมือ
ด้วยการที่ นายอภิสิทธิ์ แจ้งว่า จะขอตอบนายจตุพร ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 18 มี.ค.

จึงทำให้หลายคนมองว่า ผิดปกติลักษณะนิสัยของทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ
ที่น่าจะแลกหมัดสวนควันปืนในทันทีทันใดมากกว่า ที่จะขอเวลาเพื่อไปชี้แจงในเช้าวันรุ่งขึ้นเช่นนั้น
ดังนั้นในมุมมองหนึ่ง คือเป็นไปได้ว่า นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ
จำเป็นต้องเข้าวอร์รูม เพื่อหาทางตอบโต้ประเด็นกล่าวหาดังกล่าว
เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะแค่นายอภิสิทธิ์ กับนายสุเทพ เท่านั้น
หากแต่ยังโยงผูกพันไปถึงคนในกองทัพด้วย!!!
ในขณะที่อีกประเด็นหนึ่งก็เป็นไปได้เช่นกันว่าเป็นเรื่องของเงื่อนเวลา
เพราะขณะนั้นเป็นเวลาตี 2 แล้ว
หากนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ตอบเลยในทันทีคนดูก็อาจจะไม่มาก
จึงต้องการเลือกที่จะตอบในตอนเช้า ให้มีคนดูมากๆก็เป็นได้
ซึ่งหลังจากได้พักไปตั้งหลัก นายสุเทพ ได้ชี้แจงว่า ในเรื่องว่า
มีการปล่อยให้คนเผาลอยนวลนั้นไม่จริง
เพราะเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้แล้ว 4 คน อีก 5 คน มีรายชื่อสามารถออกหมายจับได้ทั้งหมด
และที่อ้างว่าห้ามทหาร รวมทั้งไม่ให้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าไปดับเพลิงนั้น ก็ไม่จริง!
ยืนยันว่าคนที่เข้าไปเผาไม่ใช้เจ้าหน้าที่ทหาร หรือตำรวจ
ซึ่งนายสุเทพได้นำหลักฐานภาพถ่ายมาประกอบการอภิปรายชี้แจงเช่นกัน
โดยพยายามชี้เห็นว่ากลุ่มคนที่บุกเข้าไปเผาห้างมีสัญลักษณ์สายรัดข้อมือ
รวมทั้งนายสุเทพได้งัดไม้เด็ดขึ้นมาท่ามกลางความงุนงงของสังคม ก็คือ
พยายามใช้ข้อกล่าวหาในเรื่องกระบวนการล้มล้างสถาบัน
พร้อมกับโยงเปรียบเทียบไปถึงกระบวนการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
จนทำให้ถูกพรรคเพื่อไทยตอบโต้อย่างหนัก
ซึ่งทั้งนายสุเทพ และนายจตุพรได้มีการปะทะกันในเรื่องหลักฐานข้อมูลอย่างหนัก
โดยนายจตุพร ยืนยันว่า
ไม่มีรายงานว่า 2 ใน 6ศพที่วัดปทุมมีเขม่าดินปืน เหมือนที่นายสุเทพ กล่าวอ้าง
รวมทั้งเรื่องที่บอกว่าเสธ.แดงมีการฝึกคนยิงสไนเปอร์หัวเป้าหมายที่ท้องสนามหลวง
ก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะใครจะไปฝึกยิงกลางท้องสนามหลวงได้???

แต่ที่น่าจับตามว่า การอภิปรายในเรื่องการสลายการชุมนุมจนนมีคนตาย 91 ศพ
ของพรรคฝ่ายค้านในครั้งนี้ ต้องถือว่ากระเทือนไม่เพียงแค่รัฐบาลเท่านั้น
หากแต่กระเทือนไปถึงกองทัพ ถึงนายทหาร และแม้แต่กระทั่งถึงกลุ่มอำนาจพิเศษด้วยซ้ำ
เพราะนายจตุพรมีการเอ่ยชื่อนายทหารชั้นผู้ใหญ่ออกมาด้วย
และมีการโยงชี้ให้เห็นว่า มีการหักหลังกันเกิดขึ้นจากฝีมือของนายสุเทพ
ที่เอาข้อมูลชื่อทหารที่ปฏิบัติการ ซึ่งมีแต่ ศอฉ.เท่านั้นที่รู้ เอาไปให้ทาง ดีเอสไอ ตรวจสอบ
งานนี้แน่นอนว่าบรรดาทหารใหญ่ที่ฟังการอภิปรายอยู่ คงต้องสะดุ้ง
และอาจจะฉุกใจคิดขึ้นมาไม่น้อยเหมือนกันว่า มีรายการตลบหลังกันจริงหรือไม่
เพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ยากสำหรับทหารที่จะต่อจิ๊กซอว์ได้
ส่วนเมื่อต่อจิ๊กซอว์ได้แล้ว จะบีบคอใครอย่างที่นายจตุพรแนะนำ
หรือจะทำอะไรหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตามองกันต่อไป
เพราะในทางการเมือง แน่นอนว่าบาดแผล 91 ศพครั้งนี้ต้องถือว่าบาดลึกไม่น้อย
และน่าจะเป็นตัวเร่งให้เกิดการยุบสภาในเดือนพฤษภาคมได้จริงๆ
เนื่องจากคำตอบของนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์นั้น ไม่รู้เหมือนกันว่า
จะทำให้ประชาชนเห็นด้วยเพียงใด
ขณะเดียวกันเรื่องนี้กระทบกระเทือนถึงทหารและกลุ่มอำนาจพิเศษไม่น้อย
ซึ่งที่ผ่านมาก็มีข่าวลือมาเป็นระยะๆว่าอะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
ซึ่งหากการอภิปรายครั้งนี้เกิดไปจี้ใจดำของใครบางกลุ่มบางคนเข้า
โอกาสที่สภาจะไม่ได้ยุบ แต่ถูกยึดสภา ก็มีความเป็นไปได้สูงเหมือนกัน
ฉะนั้นคงต้องลุ้นระทึกกันต่อว่า จะมีการยุบสภา หรือ ยึดสภา เกิดขึ้นในเร็วๆนี้

บี้"มาร์ค"แจง "ลูกปืน"ยิงแดง

ที่มา ข่าวสด

ทูตญี่ปุ่นพบตร. ทวงคดี"ฮิโรยูกิ"



เยี่ยมแม้ว - เว็บไซต์เสื้อแดงเผยแพร่ภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระหว่างพักในโรง แรมประเทศแถบยุโรป และต้อนรับคณะนปช. สหภาพยุโรป ที่เดินทางเข้าเยี่ยมให้กำลังใจ เมื่อเร็วๆ นี้

ส.ส.เพื่อไทยเตรียมตั้งกระทู้สดถามนายกฯ กลางสภา 24 มี.ค.สลายการชุมนุม 11 มี.ค. "สมชาย เพศประเสริฐ" แฉเบิกกระสุนมา 5.9 แสนนัด เป็นประสุนซ้อมแค่หมื่นนัด ที่เหลือกระสุนจริงล้วนๆ และคืนกลับกรมสรรพาวุธกว่า 4 แสนนัด ส่วนที่เหลือกว่าแสนนัดใช้สลายม็อบ มากกว่าใช้ในสงครามบางประเทศเสียอีก ขณะที่กระสุนซุ่มยิงเบิกไป 3 พันนัด คืนแค่ 480 นัด ที่เหลือกว่า 2 พันนัดหายไปไหน ส่วนที่ประชุมครม.ขยายเวลาประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงใน 7 เขตทั่วกรุงต่อไปอีกจนถึง 24 เม.ย. อัครราชทูตญี่ปุ่นบุกสำนักงานตร. ทวงถามความคืบหน้าฆ่านักข่าวญี่ปุ่น ขณะที่ตร.ระบุชี้แจงทุกเรื่องจนเข้าใจ แต่คราวหน้าต้องไปถามดีเอสไอ เพราะส่งสำนวนไปให้หมดแล้ว แดงมหาสารคามนัดชุมนุมใหญ่อีก 27 มี.ค. มีแกนนำขึ้นเวทีคับคั่ง

เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 22 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม. ถึงการเสนอขยายเวลาประกาศพ.ร.บ. ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรว่า การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงในพื้นที่กทม. ยังต้องขยายเวลาให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำงานต่อไปได้ เพราะยังมีการชุมนุมและมีเรื่องวุ่นวายที่ต้องดูแล โดยจะพิจารณาขยายเวลาเป็นช่วงๆ เหตุการณ์ชุมนุมจบเมื่อไหร่ก็เลิกเมื่อนั้น ตนเห็นใจตำรวจที่พยายามทำหน้าที่ให้นุ่มนวล ป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่กลุ่มผู้ชุมนุมมาตั้งห้องน้ำด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพกล่าวว่า ให้สังคมเป็นผู้วินิจฉัยว่า พฤติกรรมของใครเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมอย่างไร ตนพูดไปจะกลายเป็นการยั่วยุ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องแก้ไขต่อไป

นายสุเทพกล่าวถึงอัยการสูงสุดไม่ส่งคำร้องถอนประกัน 7 แกนนำ นปช.ว่า เป็นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย ตนเคยเตือนแล้วว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องรอบคอบ และตนไม่เข้าไปแทรกแซงเป็นรายคน ส่วนที่ดีเอสไอจะยื่นขอถอนประกันต่อนั้น นายสุเทพกล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่คงหยุดไม่ได้ ต้องทำหน้าที่ของตัวเองให้สมบูรณ์ตามหน้าที่ และมั่นใจว่าไม่ใช่การกลั่นแกล้ง

ต่อมาเวลา 13.30 น. นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมครม. ว่า ครม.เห็นชอบให้ขยายพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ในพื้นที่ 7 เขตในกทม. ระหว่างวันที่ 26 มี.ค. - 24 เม.ย.

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในวาระการพิจารณาขยายอายุประกาศพ.ร.บ.มั่นคง ตามที่กอ.รมน.เสนอ โดยในรายงานที่เสนอต่อ ครม.ระบุว่า มีท่าทีการเคลื่อนไหวยังดำเนินต่อไปยืดเยื้อ และมีบางฝ่ายมีความพยายามที่จะสอดแทรกยั่วยุให้เกิดความรุนแรง ขณะที่ผบ.ตร. รายงานว่า จากการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงสามารถควบคุมสถานการณ์ ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ แต่ยังมีบุคคลที่ 3 อาศัยสถานการณ์ช่วงนี้ก่อความไม่สงบ จึงขอต่ออายุพ.ร.บ. โดยผบ.ตร.แสดงความมั่นใจว่าตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และให้คำมั่นว่าในช่วงการเลือกตั้งสถาน การณ์จะอยู่ในภาวะปกติ

วันเดียวกัน เวลา 12.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา และประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร และพล.ท.มะ โพธิ์งาม ส.ส. กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย แถลงถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่กองทัพให้กรมสรรพาวุธทหารบก เบิกจ่ายอาวุธ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2553 เป็นต้นมา กระทั่งจบเหตุการณ์สลายการชุมนุมว่า กองทัพเบิกกระสุนปืน 590,000 นัด เพื่อใช้ควบคุมฝูงชน ในจำนวนนี้มีกระสุนซ้อมรบเพียง 10,000 นัดเท่านั้น ที่เหลือเป็นกระสุนที่ทำให้เสียชีวิตทันที โดยหลังจากเหตุการณ์กองทัพได้คืนกระสุนต่อกรมสรรพาวุธทหารบก 4 แสนกว่านัดเท่านั้น เท่ากับกระสุนกว่า 110,000 นัด ถูกใช้ไปในเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งเป็นจำนวนที่ มากกว่ากระสุนที่ใช้ในสงครามบางประเทศเสียอีก เรื่องนี้รัฐบาลจะต้องมีคำตอบ โดยตนจะตั้งกระทู้ถามสดนายกฯ ในวันที่ 24 มี.ค.นี้

"ยังมีเรื่องที่คาใจอีกคือ กระสุนซุ่มยิง 3,000 นัด ที่เบิกไปนั้น มีการส่งคืนสู่กรมสรรพาวุธเพียง 480 นัด ถามว่าอีก 2,520 นัดไปไหน เรื่องนี้ผมมีหลักฐานและมีตัวเลขที่ชัดเจน" พ.ต.ท. สมชายกล่าว

ด้านพล.ท.มะกล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นทหารเก่าเคยปฏิบัติการในกองทัพ ขอตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมฝ่ายการเมืองต้องเอาศักดิ์ศรีและเกียรติยศของทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง โดยนำเอากำลังทหารมาใช้ในการสลายการชุมนุม จึงเกรงว่าจะทำลายศักดิ์ศรีของทหารที่เคยสร้างชื่อเสียงกันมา นอกจากนี้ยังมีกรณีการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะเบี้ยเลี้ยงของทหารที่ปฏิบัติงานที่ศอฉ.พบว่า สูงกว่าเบี้ยเลี้ยงของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น ถือเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้อง เกินความจำเป็น และยังได้ข่าวมาว่ามีการตั้งรางวัลให้กับหน่วยทหารบางส่วน จนเป็นเหตุให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายโนบุอากิ อิโตะ อัครราชทูต ฝ่ายการเมือง สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย เข้าพบ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ที่ปรึกษา (สบ10) ด้านกฎหมายและสอบสวน ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการสอบสวนชันสูตรพลิกศพ กรณีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มนปช. เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น ที่ถูกกระสุนปืนยิงเสียชีวิต ที่สี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2553 โดยใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง และไม่อนุญาตให้มีการบันทึกภาพ เสียง หรือสังเกตการณ์ในการเข้าพบครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเดินทางมาสอบถามความคืบหน้าของคดีกับตำรวจเป็นครั้งที่ 2

พล.ต.อ.เอกกล่าวว่า การเข้าพบในครั้งนี้เป็นการติดตามผลการดำเนินการ ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานสอบสวน ในเรื่องของการชันสูตรศพผู้เสียชีวิตชาวญี่ปุ่น ซึ่งในส่วนของพนักงานสอบ สวนของตำรวจได้ตรวจสอบและทราบว่า ยังไม่มีพยานหลักฐานที่ยืนยันว่า การตายของนักข่าวญี่ปุ่นเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ และตอนนี้พนักงานสอบสวนก็ได้สรุปและส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดต่อไปแล้ว

เมื่อถามว่า เป็นเพราะประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญในเรื่องนี้มาก จึงมาสอบถามความคืบหน้าของคดีหลายครั้ง พล.ต.อ.เอกกล่าวว่า คงเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ในฐานะตัวแทนรัฐบาลญี่ปุ่น ทางตำรวจก็รู้สึกยินดีที่ได้ชี้แจงถึงเรื่องราวที่เกี่ยวข้อง และยินดีที่จะทำหน้าที่ประสานงาน แต่การดำเนินการหลังจากนี้คงต้องเป็นความรับผิดชอบของดีเอสไอ

เมื่อถามว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นรู้สึกผิดหวังกับคำตอบของตำรวจหรือไม่ พล.ต.อ.เอกกล่าวว่า ไม่ถึงกับรู้สึกผิดหวัง แต่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ขอบคุณตำรวจ ที่พยายามเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยคลี่คลาย โดยเฉพาะการชันสูตรศพ อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการสอบถามความคืบหน้าของคดีนี้ ในครั้งหน้าคงต้องไปสอบถามที่ดีเอสไอโดยตรง

เมื่อถามว่าทางอัครราชทูตได้สอบถามถึงกรณีที่นายจุตพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อ้างว่าสำนวนคดีนี้ได้มีการสรุปและรู้ตัวคนยิงนายฮิโร มูราโมโต้ แล้วหรือไม่ พล.ต.อ.เอกกล่าวว่า การหารือในวันนี้ไม่มีการพูดถึงประเด็นดังกล่าว แต่ได้หารือถึงเรื่องอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการที่เราได้ทำมาโดยตลอด ทั้งนี้ทางรัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ รวมไปถึงคดีที่ประชาชนคนไทยเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในช่วงเดือนพ.ค.2553

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจ.มหาสารคามว่า กลุ่มนปช.กำหนดปราศรัยใหญ่ในวันที่ 27 มี.ค. ที่วัดป่าศุภมิตร อ.เมือง จ.มหาสารคาม และร่วมทอดผ้าป่าเป็นกองทุนคนเสื้อแดงมหาสารคาม โดยการทอดผ้าป่าจะเริ่มในช่วงเช้า ส่วนการเปิดเวทีปราศรัยจะเริ่มเวลา 17.00 น. มีแกนนำที่จะมาขึ้นเวทีปราศรัย อาทิ นางธิดา โตจิราการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ น.พ.เหวง โตจิราการ นายขวัญชัย ไพรพนา นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายนิสิต สินธุไพร เป็นต้น พร้อมกับแกนนำคนเสื้อแดงจากทั่วภาคอีสานด้วย

วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายรัษฏา มนูรัษฏา จัดโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย เกี่ยวกับกรณีความรุนแรงบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ซอยรางน้ำ และถ.ราชปรารภ โดยที่ประชุมได้ลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียดระบุว่า วันที่ 14 พ.ค. สถานการณ์เริ่มเกิดความวุ่นวาย มีผู้ชุมนุมเข้ายึดพื้นที่บริเวณซอยรางน้ำ ต่อมาวันที่ 15 พ.ค. ผู้ชุมนุมกว่า 20 คน นำยางรถยนต์เข้าปิดขวางการจราจร หน้าปั๊มน้ำมันเชลล์

เวลา 15.40 น. โดยประมาณ เสียงปืนนัดแรกดังขึ้น ทำให้ทุกคนต้องหลบเข้าสู่ที่กำบัง เสียงปืนซึ่งผู้อยู่ในเหตุการณ์หลายคนคาดว่ามีที่มาจากฝ่ายทหารยิงต่อเนื่องกว่า 15 นาที ก่อนจะมีทหารกองย่อยเข้ามาตรวจสอบความเรียบร้อยและช่วยเหลือผู้บาดเจ็บออกไป

พ.ต.ท.ถิรพล วัฒนาวณิชย์วุฒิ เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า จากผลชันสูตรศพของนายชาญณรงค์ พลศรีลา ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะหน้าซอยรางน้ำ มีบาดแผลฉกรรจ์ 2 แห่ง คือ แผลจากกระสุนหัวหุ้มทองแดง เจาะเข้าบริเวณท้องขวาส่วนบน จากทางด้านซ้าย ทำให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่ออวัยวะภายใน และแผลบริเวณแขนขวาส่วนล่าง จากด้านซ้าย ซึ่งทะลุออกแต่ทำให้กระดูกแขนแตก

ด้านนายพงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์วุฒิ ช่างภาพที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า หลังจากมีเสียงปืนดังรัวจากแนวทหาร ตนรีบหาที่กำบังแถวอาคารแห่งหนึ่ง และเห็นว่านายชาญณรงค์ หลบอยู่หลังกองยางรถยนต์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมขนมา จากนั้นจึงหลบหนีเข้าไปยังสถานีเติมน้ำมัน แต่ไม่ทราบว่าได้รับบาดเจ็บหรือไม่ เพราะตนอยู่ห่างจากผู้เสียชีวิตพอสมควร

พ.ท.อำนาจ ศุภมงคล พร้อมคณะ จากพล.1รอ. กล่าวว่า กำลังทหารได้รับคำสั่งให้ตรึงกำลังอยู่ใต้ทางรถไฟบีทีเอส แอร์พอร์ตลิงก์ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปชุมนุมเพิ่ม และสกัดการสะสมอาวุธ ซึ่งระหว่างปฏิบัติหน้าที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าปิดล้อมกลุ่มเจ้าหน้าที่จนต้องขอกำลังเสริม และเจ้าหน้าที่หลายรายถูกทำร้ายด้วยอาวุธสงคราม จนเป็นเหตุให้นายทหาร 3 นายบาดเจ็บ อาวุธปืนถูกปล้นสะดม 2 กระบอก และรถยนต์ของราชการเสียหาย 1 คัน

นายเอกชัย ดวงพาวัง ผู้ถูกยิงบาดเจ็บบริเวณซอยรางน้ำ อาชีพพนักงานขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง กล่าวว่า ตนถูกยิงในวันที่ 14 พ.ค. เวลาประมาณ 19.30 น. ซึ่งในวันนั้นยังไม่เห็นทหารเข้ามาในพื้นที่ กระสุนยิงเข้าทางซ้ายและทะลุออก ทำให้บาดเจ็บจนต้องรักษาตัวที่ร.พ.รามาธิบดีกว่า 5 วัน ก่อนจะกลับบ้านได้

ภัควดี ไม่มีนามสกุล: ศาสนาไม่เกี่ยวกับการทำให้คนเป็นคนดี

ที่มา ประชาไท

ความเชื่อที่ฝังหัวในสังคมไทยว่า ศาสนาเป็นสิ่งที่ดีเพราะทำให้คนเป็นคนดี ทำให้เกิดหลักปฏิบัติและนโยบายแปลก ๆ ไร้สาระขึ้นมามากมาย แม้จะไม่ประกาศออกมาตรง ๆ แต่รัฐไทยก็กลายเป็นรัฐศาสนาแบบแอบแฝงหรือโดยพฤตินัยมากขึ้นทุกที ๆ การบังคับสอนศาสนาในโรงเรียน การบังคับให้เยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย การห้ามขายสุราในวันพระ การเทศน์ทางวิทยุและโทรทัศน์หรือผ่านหอกระจายเสียงในหมู่บ้าน แม้กระทั่งความพยายามที่จะผลักดันให้ระบุว่าศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติหรือระบุศาสนาลงในบัตรประชาชน ฯลฯ ทั้งหมดนี้คืออาการเข้าใกล้ความคลั่งศาสนาเข้าไปทุกที ๆ ผู้เขียนจะไม่แปลกใจเลยหากในอนาคตเกิดสงครามศาสนาขึ้นมาในสังคมไทย

ทั้งหลายทั้งมวลนี้ล้วนกระทำลงไปด้วยข้ออ้างเจตนาดี ด้วยความเชื่อว่าความเสื่อมทรามทางศีลธรรมของประชาชน โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น (ผู้เขียนไม่เคยเข้าใจว่าทำไมต้องพุ่งเป้าไปที่วัยรุ่นอยู่เรื่อย) จะได้รับการแก้ไขหากมีศาสนามากล่อมเกลาจิตใจ คนไทยถูกฝังหัวมาตั้งแต่เกิดว่า ศาสนาดีหมดทุกศาสนาเพราะทำให้คนเป็นคนดี หลักจริยธรรมแบบพื้น ๆ ตามสามัญสำนึกของมนุษย์อย่างศีลห้าในพุทธศาสนา ถูกยกย่องจนเลิศเลอราวกับไม่มีมนุษย์คนไหนคิดออกก่อนเจ้าชายสิทธัตถะ หรือไม่มีมนุษย์ชาติไหนคิดได้นอกจากชาวเนปาล/อินเดียเมื่อสองพันกว่าปีก่อน

คนไทยจำนวนมากคิดว่า คนไม่มีศาสนามีแนวโน้มจะเป็นคนชั่วหรือนิยมวัตถุมากกว่าคนมีศาสนา ผู้เขียนเคยอ่านบทความในนิตยสารฉบับหนึ่ง ซึ่งสัมภาษณ์ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ประเทศเกาหลีใต้ (จำไม่ได้ว่าชนะการแข่งขันมาหรือถูกอุปโลกน์มาอย่างไร) แฟนพันธุ์แท้ผู้นี้กล่าวว่า คนเกาหลีใต้มักมีแนวโน้มบริโภคนิยมและนิยมวัตถุเพราะไม่มีศาสนา แต่ข้อกล่าวอ้างของเขาพิสูจน์ในเชิงประจักษ์ไม่ได้เลย เพราะประเทศที่มีศาสนาและค่อนไปข้างคลั่งศาสนา อาทิเช่น ประเทศไทย สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ ฯลฯ ก็ขึ้นชื่อลือชาในด้านการช้อปปิ้งและบ้าคลั่งการบริโภค น่าจะหนักข้อยิ่งกว่าประเทศที่ไม่มีศาสนาอย่างญี่ปุ่นหรือเนเธอร์แลนด์ด้วยซ้ำไป ประเทศไทยนั้นพิเศษยิ่งกว่าประเทศอื่น ตรงที่ศาสนาพุทธในประเทศไทยเองก็มีลักษณะพาณิชย์นิยมอย่างสามานย์ พระสงฆ์ มัคนายก อุบาสกอุบาสิกา พุทธมามกะทั้งหลายล้วนคลั่งไคล้ในวัตถุอย่างชนิดหาที่เปรียบมิได้ในโลก

ผู้เขียนอยากเสนอทัศนะประการหนึ่ง กล่าวคือ โดยเนื้อแท้แล้ว ศาสนาไม่ได้มีหน้าที่ทำให้คนเป็นคนดี คำว่า “คนดี” ในที่นี้คงต้องตีความกันวุ่นวายพอสมควร แต่ผู้เขียนนิยาม “คนดี” ง่าย ๆ ว่า คนที่สามารถดำเนินชีวิตอย่างปรกติในสังคมโดยไม่ฝ่าฝืนระเบียบสังคมนั้นจนถึงขั้นก่อความวุ่นวายหรือสร้างความเดือดร้อนแก่คนอื่น การฝ่าฝืนระเบียบสังคม เช่น การฆ่า การลักขโมย การฉ้อโกง การเอาเปรียบอย่างเกินขอบเขต การข่มขืน ฯลฯ อาจกล่าวได้ว่า ศีลห้าในศาสนาพุทธเป็นระเบียบสังคมอย่างหนึ่ง แต่เป็นระเบียบที่ค่อนข้างตื้นเขินผิวเผิน อาทิเช่น ศีลห้าไม่ได้แตะต้องเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสังคมและไม่ได้พูดถึงความเสมอภาคของมนุษย์ เป็นต้น ในระเบียบสังคมของชุมชนยุคบุพกาลหลาย ๆ แห่งยังมีความแยบยลและครอบคลุมมากกว่าศีลห้าด้วยซ้ำไป

มีแต่คนโง่เขลาหรือจงใจปิดหูปิดตาเท่านั้นที่จะเชื่อว่า ก่อนมีศาสนาเกิดขึ้นในโลก มนุษย์ไม่สามารถอยู่ร่วมกันเป็นสังคมอย่างปรกติสุข ต้องรอจนศาสนาเกิดขึ้นก่อนจึงจะมีความสันติสุขเกิดขึ้น ถ้าหากเพียงแค่ศีลห้ายังคิดไม่ได้ มนุษยชาติที่ก่อเกิดดำรงอยู่มานานหลายพันหลายหมื่นปีคงฆ่ากันตายจนเจ้าชายสิทธัตถะไม่ได้เกิด การศึกษาด้านประวัติศาสตร์อารยธรรมโลกและด้านมานุษยวิทยาสังคมวิทยาบอกให้เรารู้ว่า มนุษย์อยู่กันเป็นสังคมปรกติสุขมากบ้างน้อยบ้างมาโดยตลอด จะมีศาสนาหรือไม่มี จะนับถือผีฟ้าตาเถนหรือเทพเจ้าก็ตามที แต่สังคมมนุษย์ดำรงอยู่ก่อนจะเกิดศาสนา และการที่สังคมมนุษย์จะดำรงอยู่ได้ คนส่วนใหญ่ที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคมก็ต้องเป็น “คนดี” กันในระดับหนึ่ง ไม่อย่างนั้นสังคมก็ต้องพังทลายกันไปตั้งแต่ยุคนีแอนเดอร์ธัลแล้ว

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม นี่เป็นการพูดให้ฟังดูเพราะ พูดตรง ๆ อีกอย่างหนึ่งก็คือ มนุษย์เป็นสัตว์รวมฝูง ไม่ต่างจากสุนัขหรือแกะ นับตั้งแต่มีมนุษย์เกิดขึ้น มนุษย์ก็ดำเนินชีวิตในชุมชน (ผู้เขียนใช้คำนี้โดยไม่มีความหมายแบบพวกลัทธิชุมชนนิยมใด ๆ ทั้งสิ้น) มโนทัศน์ที่วาดภาพปัจเจกมนุษย์ยุคโบราณดำเนินชีวิตโดดเดี่ยวในป่าเขาลำเนาไพรก็เป็นนิยายอีกเรื่องหนึ่งที่หาความจริงใด ๆ ไม่ได้ มนุษย์ต้องอยู่ในชุมชนในฐานะสัตว์รวมฝูง และชุมชนใด ๆ จะดำรงอยู่ได้ก็ต้องมีกติกา พฤติกรรมมนุษย์จึงถูกกำกับด้วยชุมชนหรือสังคมที่เขาอาศัย นอกเหนือจากคนส่วนน้อยที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเนื่องจากสาเหตุต่าง ๆ มนุษย์ปรกติส่วนใหญ่มักยอมรับกติกาและประพฤติปฏิบัติตามกติกา กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ มนุษย์ส่วนใหญ่เป็น “คนดี” เพราะมันเป็นพื้นฐานของสัญชาตญาณสัตว์รวมฝูง

ดังนั้น ความเป็น “คนดี” ของมนุษย์จึงขึ้นอยู่กับการมีกติกาของชุมชนหรือสังคมกำกับเอาไว้ การเป็นคนดีไม่เกี่ยวกับศาสนาใด ๆ ทั้งสิ้น หากเข้าใจข้อนี้แล้ว เราก็สามารถเข้าใจเหตุการณ์มากมายในประวัติศาสตร์ “ความชั่ว” ครั้งมโหฬารในประวัติศาสตร์มนุษย์มักเกิดจากการขาดการกำกับดูแลของสังคม ในศตวรรษที่ 15 เมื่อชาวสเปนค้นพบ “โลกใหม่” ที่ทวีปอเมริกา ชาวสเปนในยุคนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นคนคลั่งไคล้เข้าขั้นงมงายในศาสนาคริสต์ แต่เหตุใดคนเหล่านี้จึงสามารถฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวพื้นเมืองอย่างเหี้ยมโหดผิดมนุษย์พร้อมกับทำไม้กางเขนไปด้วย? นักประวัติศาสตร์บางคนอธิบายว่า เพราะนักแสวงโชคที่เดินเรือไปกับโคลัมบัสหรือปิซาร์โรเป็นพวกโจรสลัดเดนมนุษย์ ถ้าเช่นนั้น คนเหล่านี้ถือได้ว่าเป็น “คนนอก” อยู่แล้วในสังคมชุมชนของตน เมื่อเดินทางไปถึงทวีปอเมริกา พวกเขาจึงยิ่งไม่มีกติกาอะไรมากำกับดูแลพฤติกรรมของตน ดังนั้นต่อให้มีศาสนาในใจ รักพระเจ้าอย่างสุดซึ้งและห้อยไม้กางเขน แต่ก็ไม่มีอะไรมาสกัดกั้นไม่ให้พวกเขาโยนเด็กทารกให้สุนัขกิน

ตัวอย่างข้างต้นอาจถูกแย้งว่า เพราะนักแสวงโชคพวกนี้ไร้การศึกษาป่าเถื่อนอยู่แล้ว เราลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง ในสมัยที่อินโดนีเซียตกเป็นอาณานิคมของดัทช์ ชาวดัทช์ที่เข้ามาปกครองอาณานิคมหมู่เกาะอินดีสตะวันออกนี้ก็มีพฤติกรรมโหดร้ายทารุณไม่แพ้นักแสวงโชคของโคลัมบัส แต่ต่างกันที่ชาวดัทช์เหล่านี้มีการศึกษา มีหน้ามีตามีสถานะสูงในสังคมของตนที่ยุโรป และเวลาอยู่ในยุโรปก็ถือเป็น “คนดี” ของสังคม แต่เหตุใดเมื่อพวกเขามาปกครองอาณานิคมในเอเชีย พฤติกรรมของพวกเขาจึงเปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้า? ทั้งนี้ก็เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ในดินแดนอาณานิคม พวกเขาดำรงสถานะ “คนนอก” และ “เหนือกว่า” พร้อมกันไป กติกาของชุมชนชวาหรือหมู่เกาะโมลุกกะย่อมไม่สามารถเอื้อมเข้าไปกำกับดูแลพฤติกรรมของชาวดัทช์เหล่านี้ได้ เมื่อหลุดพ้นจากกติกาและการกำกับดูแลของสังคม มนุษย์ที่เคยเป็น “คนดี” ในสังคมอื่นก็กลับกลายเป็นคนใจดำอำมหิตทันที

ความชั่วอย่างมโหฬารมักเกิดขึ้นในกลุ่มคนที่อยู่ในสถานะที่ไม่ถูกกำกับดูแลหรือตรวจสอบ เช่น ผู้นำเผด็จการ ผู้นำฟาสซิสต์หรือนาซี แม้แต่ผู้นำประเทศปฏิวัติสังคมนิยมอย่างจีนหรือรัสเซีย กษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ขึ้นชื่อไม่น้อยในเรื่องของความโหดเหี้ยม ความวิปริตและสำส่อนทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ในพี่น้อง ความฟุ้งเฟ้อในวังขณะที่ประชาชนอดอยาก ลองนึกถึงจักรพรรดิจีน จักรพรรดิโรมัน จักรพรรดิฝรั่งเศส ความชั่วที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องสันดานหรือสายเลือด แต่เป็นเพราะมนุษย์เหล่านี้อยู่พ้นจากการกำกับดูแลและกติกาของสังคม พวกเขาจึงทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องกริ่งเกรงต่อการถูกประณามหรือลงโทษ ส่วนราชวงศ์กษัตริย์ในยุคสมัยใหม่ที่อยู่ภายใต้การตรวจสอบจากประชาชนและสื่อ วิพากษ์วิจารณ์หรือกระทั่งติเตียนได้ กษัตริย์และราชนิกูลก็ต้องปรับตัวและมีพฤติกรรมตามหลักจริยธรรมพื้นฐานของสังคม ลดความฟุ้งเฟ้อลง หรือกระทั่งพยายามทำตัวให้มีประโยชน์ต่อสังคม ตัวอย่างก็มีเช่น พระราชินีของเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น

ในเมื่อการมีศาสนาไม่เกี่ยวกับการเป็นคนดี ศาสนาจึงแก้ปัญหาสังคมไม่ได้ และไม่ควรนำศาสนามาแก้ปัญหาสังคมด้วย ทั้งนี้เพราะบทบัญญัติทางศาสนามักมีลักษณะบังคับไม่เปิดกว้าง เช่น ศีลข้อห้าในเรื่องการงดเว้นสุราและของมึนเมา แต่สุราเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์ยาวนาน ทั้งยังไม่ปรากฏว่าสุราก่อให้เกิดสงครามสุรา แต่ศาสนาก่อให้เกิดสงครามศาสนาได้ การบังคับแบบศาสนาไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันควรใช้กับผู้มีศรัทธาในศาสนาเท่านั้น หากนำบทบัญญัติทางศาสนามาบังคับสังคม มันจะทำลายหรือจำกัดเสรีภาพทั้งทางความคิดและการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในหลายแง่มุมเลยทีเดียว อีกทั้งก็ไม่มีหลักประกันด้วยว่าจะทำให้คนในสังคมเป็นคนดี ศาสนาไม่แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ เพราะการสอนให้รักพระเจ้าหรือรู้จักพอไม่ช่วยแก้ปัญหาท้องหิว หลายครั้งศาสนามักขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากการผลิตของประชาชนด้วยซ้ำ ในภาคเหนือ เช่น ในจังหวัดเชียงใหม่นั้น วัดเป็นตัวดูดซับมูลค่าส่วนเกินของประชาชน ทั้งในรูปของการสร้างวัด พิธีกรรม งานศพ งานบุญ ฯลฯ ยังไม่มีการวิเคราะห์ว่าความยากจนของชาวบ้านในจังหวัดเชียงใหม่เป็นผลมาจากวัดมากน้อยแค่ไหน

ถ้าเช่นนั้น ศาสนาดำรงอยู่ในสถานะอะไร? ในทัศนะของผู้เขียน ศาสนามีไว้เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของปัจเจกบุคคลที่ต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวเท่านั้นเอง สำหรับคนที่มีความทุกข์เพราะไม่พอใจบางสิ่งบางอย่างในชีวิต มีความกลัว เช่น กลัวความไม่แน่นอน กลัวความตาย เป็นต้น หรือสำหรับคนที่ไม่มีปัญหาอะไรในชีวิต แค่อยากมีศาสนาเฉย ๆ ศาสนาเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลล้วน ๆ จึงไม่ควรนำศาสนามาอยู่ในโรงเรียน ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมาย รัฐกับศาสนาควรแยกจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่ควรยัดเยียดศาสนาให้ประชาชนอย่างที่รัฐไทยทำอยู่ทุกวันนี้ ยิ่งการพยายามนำศาสนามาแก้ปัญหาสังคมอย่างที่กระทำกันอยู่ นับเป็นเรื่องโง่เขลาและเปล่าประโยชน์โดยแท้ นอกจากแก้ปัญหาไม่ได้แล้ว ลงท้ายก็ยิ่งเปิดโปงให้เห็นความเปล่าประโยชน์ของศาสนา ดังที่มีรายงานว่าทุกวันนี้ในประเทศไทยมีคนบวชเป็นภิกษุสามเณรน้อยลงทุกที ๆ นี่มิใช่ความผิดของประชาชนไทย แต่เป็นความพลาดของบุคคลในวงการศาสนาของประเทศไทยเองต่างหากที่ไม่รู้จักสถานะที่ถูกต้องของศาสนา

การลากศาสนามาเกี่ยวข้องกับกติกาสังคมจะยิ่งทำลายศาสนาลง หากคนในวงการศาสนาต้องการให้ศาสนาดำรงอยู่อย่างมั่นคง พวกเขาควรตระหนักว่า ศาสนาเป็นแค่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นแค่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของปัจเจกบุคคลเท่านั้น ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

สมดุลยวิถี” เครื่องมือสลายความเหลื่อมล้ำสังคมไทย

ที่มา ประชาไท

ความขัดแย้งทางสังคมหลายๆ ประเทศ นั้นมีมายาวนานต่อเนื่องและส่วนใหญ่เป็นความขัดแย้งทั้งทางชาติพันธุ์และศาสนา เช่น ระหว่างชาวเซิร์บและชาวโครแอธ ในบอสเนีย ระหว่างชาวไอริชนิกายคาทอลิก กับโปรเตสแตนท์ในไอร์แลนด์เหนือ ระหว่างชาวมุสลิมอุยกูร์และชาวจีนฮั่น ในมณฑลซินเจียงของจีน หรือ ระหว่างชนเผ่า ฮูตู กับ ทุตซี ในรวันดา ความแตกต่างเหล่านี้นำไปสู่การปฏิบัติที่เหลื่อมล้ำทุกมิติในสังคม นอกเหนือจากความแตกต่างทางชาติพันธุ์และศาสนาแล้ว ในทุกสังคมมักจะปรากฏร่องรอยของความไม่เสมอภาคทั้งทาง สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ตามมาเสมอโดยผู้กุมอำนาจรัฐเป็นกลไกสำคัญที่เป็นบ่อเกิดของความเหลื่อมล้ำจนนำไปสู่ความขัดแย้งของคนในสังคม ขัดแย้งรุนแรงขึ้น และต่อเนื่องจนไม่อาจหาข้อยุติได้

ความขัดแย้งในสังคมไทยก็เช่นกันแม้ว่าความหวาดวิตกภัยคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์หมดไป แต่แล้วความขัดแย้งในสังคมไทยได้เคลื่อนตัวออกจากประเด็นของอุดมการณ์ พัฒนาสู่ปัญหาใหม่ภายใต้บริบทของการพัฒนา เมื่อความต้องการของมนุษย์สวนทางกับความยั่งยืนของธรรมชาติโดยมีรัฐเป็นกลไกจัดการทรัพยากร รวมทั้งเป็นผู้กำหนดนโยบายสาธารณะต่างๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับสิทธิและอำนาจในการจัดการทรัพยากร นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างการคงวิถีความเป็นอยู่ดั้งเดิม กับทิศทางการพัฒนาประเทศ ส่งผลให้เกิดปัญหาสาธารณะที่ไม่สามารถจัดการได้ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันจึงเป็นความขัดแย้งที่เป็นผลพวงจากการแย่งชิงและการจัดการทรัพยากร อันเกิดจากการจัดการของรัฐที่ไม่มีดุลยภาพภายใต้โครงสร้างอำนาจนิยม(Authoritarianism) คนยากจนมักจะถูกเบียดขับจากโอกาสทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ไม่อาจเข้าถึงสิ่งเหล่านี้ จนกระทั่งโอกาสในการดำรงชีวิตอย่างปกติ

ความขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นซับซ้อนมากขึ้น ทั้งได้พัฒนาและขยายตัวไปพร้อมๆ กับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศซึ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในขณะที่โครงสร้างอำนาจนิยม(Authoritarianism) ยังไม่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นแนวโน้มการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างภาครัฐกับประชาชนจึงหลีกไม่พ้นเรื่องการใช้อำนาจ ด้วยรูปแบบต่างๆ ตลอดมา เช่น เหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และพฤษภาทมิฬ 2535 กระทั่งหลังสุดเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์ ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากโครงสร้างอำนาจนิยม(Authoritarianism)ทั้งสิ้น

เมื่อการใช้สิทธิและอำนาจตามกฎหมายของรัฐมิได้ใช้อย่างเปิดเผย ชอบธรรม และยุติธรรมด้วยหลักนิติรัฐ รวมทั้งตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาล(good governance) หากแต่มีแนวโน้มที่มีวาระซ่อนเร้น (hidden agenda) ซุกซ่อนเป็นประโยชน์ทับซ้อน(conflict of interest)เสมอ รัฐกับประชาชนจึงกลายเป็นคู่กรณี(actor) คู่เอกของความขัดแย้งสาธารณะ(Public conflict) การมีส่วนร่วมทางการเมือง(Political Participation) ในหลายมิติที่รัฐพยายามกล่าวถึง ไปๆ มาๆ เป็นเพียงวาทกรรมทางการเมืองของผู้ปกครองเท่านั้น

ความเหลื่อมล้ำในหลายมิติล้วนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ได้รุกฆาตวิถีชีวิตของคนในสังคมตลอดมา ทั้งนี้มีสาเหตุที่นำไปสู่ความขัดแย้งจึงประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ กล่าวคือ

เงื่อนไขเชิงภาวะวิสัย (Objective Condition )ซึ่งเกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำทั้งทางสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดความแตกต่างเป็นอย่างมาก ระหว่าง คนรวยกับคนจน คนเมืองกับคนชนบท ซึ่งเป็นเรื่องระหว่างการมีอำนาจกับไม่มีอำนาจ คนไม่มีอำนาจมักจะถูกเอารัดเอาเปรียบเสมอมา ทั้งจากรัฐและระบบเศรษฐกิจทุนนิยม

เงื่อนไขเชิงอัตวิสัย (Subjective Condition ) ที่เป็นทั้งความเชื่อแนวคิดหรืออุดมการณ์ทางชนชั้น ที่ตระหนักถึงความไม่เป็นธรรม ความไม่เสมอภาค รวมทั้งปฏิเสธการรัฐประหารทุกรูปแบบเพื่อนำสังคมไทยไปสู่ประชาธิปไตย เป็นการปะทะทางอุดมการณ์ระหว่างประชาชนที่ต้องการความเสมอภาคกับรัฐที่มีโครงสร้างเชิงอำนาจนิยม อันเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ประชาชนตกเป็นเบี้ยล่างเสมอมา

และเงื่อนไขเสริม ( Facilitating Condition) ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้เกิดการรวมกลุ่มเรียกร้องเข้าสู่ขบวนการทางสังคม ไม่ว่าความอ่อนแอของรัฐบาล การแย่งชิงอำนาจของกลุ่มการเมือง การเกิดผู้นำที่ได้รับศรัทธาและมีความสามารถในการรวบรวมมวลชน การนำเสนอข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งการสนับสนุนจากแนวร่วมกลุ่มอื่นๆ ดังที่เราได้เห็นมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา

ซึ่งทั้งสามเงื่อนไขดังกล่าวนี้ ได้ผลักดันให้เกิดการรวมตัวและเคลื่อนไหวจนนำไปสู่ความขัดแย้งแตกแยก และความรุนแรงในสังคมไทยตามมา การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจึงต้องเข้าใจบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ที่เป็นเงื่อนไขนำไปสู่ความขัดแย้ง หากที่ผ่านมาปัญหาความขัดแย้งนำไปสู่การเข่นฆ่าทำลายล้างต่อกันได้เตือนอะไรให้สังคมไทยได้บ้างนั้น จุดเริ่มต้นคือคนไทยทุกคนต้องช่วยกันป้องกันมิให้เงื่อนไขแห่งความขัดแย้งเกิดขึ้นและช่วยกันชักฟืนออกจากไฟ รัฐและกลไกของรัฐในฐานะผู้ปกครองต้องเริ่มปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจนิยม โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ให้ประชาชนได้กำหนดนโยบายสาธารณะตามวิถีของชุมชนเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำลงและสิ่งสำคัญที่สุดทุกฝ่ายต้องร่วมกันสร้างดุลยภาพให้เกิดขึ้นในสังคมทุกๆมิติ เพื่อนำสังคมไปสู่ “สมดุลยวิถี” เป็นเครื่องมือสลายความเหลื่อมล้ำและขับเคลื่อนสังคมไทยออกจากความขัดแย้งไปสู่ความสันติสุขและสมานฉันท์ต่อไป

สื่อต้องทำหน้าที่

ที่มา Thai E-News


ที่สื่อไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระนั้น สืบเนื่องมาจากถูกแทรกแซงโดยอำนาจทุน และอำนาจรัฐ ขณะที่รายได้หลักของสื่อมาจากการโฆษณาของหน่วยงานรัฐและเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมนักการเมือง ที่ยิ่งทำให้สื่อถูกครอบงำได้ง่ายขึ้น


โดย ชำนาญ จันทร์เรือง
23 มีนาคม 2554

ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ จากการติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจในระหว่างวันที่ 15-19 มีนาคมที่ผ่านมา ผมเห็นว่าดีขึ้นและมีประโยชน์ขึ้น

ถึงแม้ว่าจะมี ส.ส.บางคนแสดงธาตุแท้หรือสันดานเดิมออกมาด่าคนอื่นว่า “พ่อมึงเหรอ” “ไอ้นั่น” ฯลฯ

และถึงแม้ว่ากองเชียร์ของแต่ละฝ่ายต่างก็ไม่เปิดใจกว้างรับข้อมูลของอีกฝ่ายก็ตาม

และที่สำคัญผมไม่เชื่อโพลต่างๆที่ออกมาว่าใครแพ้ ใครชนะ หรือการอภิปรายครั้งนี้ก็เหมือนๆเดิม หรือไม่มีข้อมูลใหม่ เพราะผมไม่เชื่อกลุ่มตัวอย่างที่สำนักโพลทั้งหลายสำรวจมานั้นจะฟังการอภิปรายกันทุกคนและเกือบตลอดเวลาการอภิปราย

เผลอๆกลุ่มตัวอย่างก็ฟังเอาจากสื่อต่างๆ หรือจากการพูดคุยกันเท่านั้นเอง

แต่ที่แน่ๆผมเห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจทุกครั้งเป็นการเรียนรู้ทางการเมืองที่ดีอย่างหนึ่ง แม้ว่าอาจจะได้ตัวอย่างที่ไม่ดีจาก ส.ส.บางคนก็ตาม

ส่วนผลการลงคะแนนเสียงนั้นก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่แล้วว่า ผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่า ผู้ที่ถูกอภิปรายแล้วแก้ข้อกล่าวได้แย่ที่สุดกลับได้คะแนนมากที่สุด ซึ่งก็เป็นเรื่องของหมากกลทางการเมืองที่น่าศึกษาว่า วิชามารต่างๆในทางการเมืองย่อมมีเล่ห์เหลี่ยมใหม่ๆอยู่เสมอ

จากข้อมูลที่นำมาใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างฝ่ายต่างตีความเข้าข้างตนเอง เช่น กรณีการเผาห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ คนที่อยู่กลางๆฟังข้อมูลทั้งสองฝ่ายแล้วไม่สามารถบอกได้ว่าใครพูดจริง ใครพูดเท็จ

เพราะต่างฝ่ายต่างนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เข้าข้างตนเอง แต่ในด้านข้อมูลด้านข้าวของราคาแพง หรือเรื่องน้ำมันปาล์มนั้นต้องยอมรับว่าฝ่ายค้านทำการบ้านมาค่อนข้างดี แต่ก็ยังไม่ดีถึงที่สุด เพราะไม่สามารถสืบสานถึงต้นตอตัวบุคคลที่ทำการทุจริตจนสร้างความเดือดให้แก่ชาวบ้านได้ มีแต่ใช้ตัวย่ออ้อมไปอ้อมมา

แล้วเราควรจะทำอย่างไรต่อไป

ถึงแม้ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้จะไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ก็ทำให้เราได้รู้อะไรมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่าไหร่ก็ตาม

แต่มันมีประเด็นที่ทำให้ชวนติดตามให้กระจ่าง มิใช่ปล่อยให้ผ่านเลยไปเหมือนทุกครั้งที่ผ่านๆมา การค้นหาความจริงเราจะหวังพึ่งจากภาครัฐนั้นเป็นไปได้ยาก ฉะนั้น จึงเหลือแต่เพียงการค้นหาความจริงจากภาคประชาชน และสื่อสารมวลชนที่เป็นอิสระ

ลำพังแต่เพียงภาคประชาชน ย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะข้อมูลต่างๆล้วนแล้วแต่อยู่ในการครอบครองของฝ่ายรัฐ และสื่อมวลชนที่มีทั้งบุคคลากรและเทคโนโลยีที่ใช้ในการบันทึกข้อเท็จจริง

ที่สำคัญสื่อสารมวลชนมีความเป็นมืออาชีพมากกว่าประชาชนธรรมดาอย่างแน่นอนในการค้นหาความจริง แต่ประเด็นก็คือว่าสื่อจะทำหน้าที่หรือไม่ทำเท่านั้นเอง

จากบทบาทของสื่อในช่วงหลังจากการรัฐประหารในปี 49 ที่ผ่านมาพบว่า สื่อถูกสร้างขึ้นมาอย่างมากมาย และถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง ได้นำเสนอความคิดเห็นและความเชื่อมากกว่าความจริง ไม่ได้นำเสนอข้อเท็จจริงที่มีข้อมูลอย่างรอบด้าน

ในทางตรงกันข้าม มีการนำเสนอข่าวด้านเดียวในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มีความลำเอียง มีอคติ ยั่วยุให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยก เกลียดชัง จนถึงขั้นทำลายล้างต่อฝ่ายที่มีจุดยืน และความคิดเห็นที่แตกต่างกับฝ่ายของตัวเอง

แต่ก็เป็นเข้าใจว่า ที่สื่อไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระนั้น สืบเนื่องมาจากถูกแทรกแซงโดยอำนาจทุน และอำนาจรัฐ

ตลอดจนในยุคบริโภคนิยม ก็ทำให้สื่อต้องนำเสนอข่าวสารตามความต้องการของผู้บริโภค เกิดการนำเสนอข่าวที่เน้นถึงความรุนแรง จนก่อให้เกิดความขัดแย้งมากกว่า การให้สาระความรู้ หรือข้อเท็จจริงในเรื่องนั้นๆ

ขณะที่รายได้หลักของสื่อมาจากการโฆษณาของหน่วยงานรัฐและเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมนักการเมือง ที่ยิ่งทำให้สื่อถูกครอบงำได้ง่ายขึ้น

มิหนำซ้ำผู้สื่อข่าว หรือReporterนั้น แทนที่จะมีหน้าที่นำเสนอข่าวเพียงอย่างเดียว กลับใส่ความเห็นเข้าไปในข่าวจนไม่รู้ว่าอันเป็นข้อเท็จจริงอันไหนเป็นความเห็น

ซึ่งการแสดงความเห็นนั้นควรเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ ผู้สื่อข่าวบางคนไม่ได้จบการศึกษาในด้านสื่อสารมวลชนมา(หรือแม้ว่าจะจบมาก็ตาม) จึงทำให้ไม่ตระหนักถึงบทบาทและจริยธรรมในวิชาชีพ แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการฝึกอบรม และให้ความรู้ในเรื่องนี้บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เพียงพอและไม่ทั่วถึง

ที่ผ่านมาคู่ขัดแย้งทางการเมืองแต่ละฝ่ายได้ใช้สื่อเพื่อสร้างสงครามการเมือง ส่งผลให้สังคมมองบทบาทสื่อมวลชนโดยรวมว่า เป็นสื่อที่นำไปสู่วิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง และนำมาซึ่งปัญหาความยุ่งยากในปัจจุบัน

สื่อกระแสหลักเลือกที่จะเสนอความจริงเพียงบางส่วน บางแง่บางมุม ข่าวสารการบ้านการเมือง โดยสื่อของรัฐที่เคยถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์กันมาอย่างไร ก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อของกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท.ที่ถูกฝ่ายรัฐบาลทุกรัฐบาล เอามาใช้โฆษณาชวนเชื่อเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม โดยไม่มีความละอายใจเลยแม้แต่น้อย ว่าการกระทำเช่นนั้นกระทบต่อการทำหน้าที่ของวิชาชีพสื่ออย่างร้ายแรง

บทบาทของสื่อของรัฐกระแสหลักเหล่านี้ เวลาเสนอข่าวจะเลือกเสนอเพียงบางประเด็นที่คิดว่า จะไม่ทำให้รัฐบาลขุ่นข้อง หมองใจ หรือโกรธเคือง นั่นคือเรื่องราวของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลจะถูกตัดทิ้งไป ไม่นำเสนอ หรือหากจะเสนอก็เสนออย่างเสียไม่ได้ เป็นต้นว่าพูดสรุปสั้นๆ ไม่ลงรายละเอียด ไม่มีภาพประกอบ หรือให้ดูภาพประกอบ แต่ไม่ปล่อยเสียงคนพูดให้ผู้ชมได้ยิน ไม่พูดถึงสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา ผลกระทบเป็นอย่างไรก็ไม่กล่าวถึง

ทางออกของปัญหาควรจะเป็นอย่างไรก็ไม่สนใจ

ฉะนั้น จึงเป็นอันว่าสิ้นหวังกับสื่อภาครัฐ ซึ่งเปรียบเสมือนหนึ่งว่า ได้ตายไปแล้วจากความเป็นสื่อตามตามอุดมการณ์ของการเป็นสื่อที่แท้จริง ที่เหลืออยู่ที่จึงเป็นสื่อที่มิใช่สื่อของรัฐ และรวมไปถึงสื่อทางเลือก หรือสื่อออนไลน์ยุคใหม่ที่สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างมหาศาล ที่ภาคประชาชนจะต้องให้ความร่วมมือ หรือให้ข้อมูล เพื่อที่ความจริงทั้งหลายจะได้ถูกเปิดเผยออกมาให้จงได้

ถึงแม้ว่าจะใช้ระยะเวลายาวนานสักเพียงใดก็ตาม


-------------------

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 23 มีนาคม 2554

คลิปล่าสุดที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว

ที่มา Thai E-News


รายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ประจำวันวันจันทร์ที่ 21 มีนาคม ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)...

ในภาพอาจารย์หวานกับอาจารย์ตุ้มในงานรำลึก 35 ปี 6 ตุลา ที่ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมานี้

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา DNN-Asia Update TV