ที่มา Voice TV
“ถึงแม้ว่าเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดเมื่อไร อย่างไร แต่เราสามารถที่จะเตรียมการรับมือได้”
คนรักประชาธิปไตย ต้องช่วยกันขับไล่ เผด็จการ
ที่มา Voice TV
“ถึงแม้ว่าเราไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดเมื่อไร อย่างไร แต่เราสามารถที่จะเตรียมการรับมือได้”
ที่มา Voice TV
WAKE UP THAILAND ประจำวันที่ 24 มีนาคม 2554
วันนี้นำเสนอในประเด็น
-เหตุใด ร.ต.อ.เฉลิม ลาออกจากเพื่อไทย ?
-"ณัฐวุฒิ"ย้ำชอบประชาธิปไตย เลือกเพื่อไทย ชอบอำมาตย์เลือกประชาธิปัตย์
-พันธมิตร นัดชุมนุมหน้ารัฐสภาวันศุกร์ ค้านกรอบ เจบีซี
-กก.สิทธิให้ความเห็น พรบ.การชุมนุมฯ และเสวนาการชุมนุมทางการเมือง
-ยิงชาวบ้านดับ 3 ศพ ที่รือเสาะ จ.นราธิวาส
-ผบ.ทบ.กล่าวขอโทษเหตุรุนแรงมัสยิดกรือเซะ
-ยอดผู้เสียชีวิตญี่ปุ่นพุ่ง 2.4 หมื่นศพ
ที่มา Voice TV
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ เผยในรายการ Hot Topic เชื่ออดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นนักกีฬาพอ หากต้องร่วมรัฐบาลกับเพื่อไทย
เมื่อสัญญาณการยุบสภา เพื่อเข้าสู่การเลือกตั้งใหม่มีความชัดเจนมากขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ ต้องเดินหน้าเข้าสู่โหมดการหาเสียงเลือกตั้ง หนึ่งในพรรคการเมืองน้องใหม่ ที่ประกาศตัวชัดเจน คือ พรรคมาตุภูมิ และวันนี้ (23 มีนาคม 2554) รายการ Hot Topic ได้รับเกียรติจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิมาร่วมพูดคุยในรายการ
ที่มา มติชน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง แถลงวันที่่ 24 มีนาคมที่อาคารรัฐสภาถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ประกาศว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติ ก็ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ ประกาศด้วยว่าทหารจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเลือกตั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการเลือกตั้งปี 2550 เพราะทราบกองทัพประเมินแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์จะแพ้พรรคเพื่อไทยในเลือกตั้ง จึงมีการตั้งหน่วยเฉพาะกิจพิเศษขึ้นมาสกัดแกนนำคนเสื้อแดงและผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่จะเดินสายหาเสียงเลือกตั้ง โดยได้มีการประชุมหน่วยเฉพาะกิจนี้ไปแล้ว 1 ครั้ง นอกจากนั้นจากผลการประเมินผลการเลือกตั้งแล้ว ทำให้มือที่มองไม่เห็นได้มีการเสนอออปชั่นพิเศษระหว่างกองทัพ พรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาล โดยถ้าพรรคเพื่อไทย ชนะการเลือกตั้งในอันดับที่ 1 แต่ได้ ส.ส.ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็ให้นับจำนวน ส.ส.ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ หากพรรคร่วมจับมือกันแล้วมีจำนวน ส.ส.มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะยกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้พรรคร่วมรัฐบาลแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะต้องกลายเป็นพรรคร่วมรัฐบาลแทน โดยมีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคฝ่ายค้าน “ออปชั่นพิเศษดังกล่าวเป็นการเสนอแรงจูงใจให้กับพรรคร่วมรัฐบาล จึงมีปฏิกิริยาของพรรคการเมืองขนาดเล็กที่มีการจูงมือไปพบปะกันและประกาศร่วมมือกันในการเลือกตั้ง ผมจึงขอเรียกร้องให้ ผบ.ทบ.ประกาศออกมาให้ชัดเจนว่าจะไม่มีการลากคอพรรคการเมืองไปตั้งรัฐบาลในค่ายทหารหรือไม่ก็ปล้น ส.ส.พรรคเพื่อไทย ออกไปหลังการเลือกตั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงตั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์อีก”
ที่มา มติชน
พ.ท.เอกรัตน์ ช้างแก้ว รองผู้บัญชาการ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์
นายนิก นอสติทซ์ (Nick Nostitz) นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน
ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ในการประชุมครั้งที่ 8 วันที่ 22 มีนาคม 2554 นายรัษฎา มนูรัษฎา ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมโครงการรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบจากทุกฝ่าย (Hearing) ได้นำกรณีความรุนแรงสามเหลี่ยมดินแดง ซอยรางน้ำ ราชปรารภ ระหว่างวันที่ 13-19 พฤษภาคม 2553 ขึ้นมาพิจารณา โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตัวแทนกองทัพภาคที่ 1 กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ ช่างภาพที่อยู่ในเหตุการณ์ ผู้เสียหายและหน่วยกู้ชีพ เข้าให้ข้อมูล
นายพงษ์ไทย วัฒนาวณิชย์ ช่างภาพหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ชี้แจงถึงเหตุการณ์ในวันที่ 15 พ.ค. 2553 ว่า ตนได้ออกปฏิบัติหน้าที่ในตอนเที่ยง พร้อมกับนายไชยวัฒน์ พุ่มพวง (ช่างภาพเดอะเนชั่นที่ถูกยิงที่ขา) ออกตระเวนถ่ายภาพบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. ผู้ชุมนุมมีการรวมตัวกันประมาณ 20 คน โดยมีการนำยางรถยนต์มาวางเป็นแนวบังเกอร์ขวางตามถนน แต่เนื่องจากไม่มีแกนนำในการสั่งการ ส่งผลให้ผู้ชุมนุมต้องย้ายยางรถยนต์ไป 2-3 จุด ซึ่งจุดสุดท้ายตั้งอยู่บนถนนหน้าปั๊มน้ำมันเชลล์ จนกระทั่งเวลา 16.00 น. เสียงปืนนัดแรกก็ดังขึ้น ทุกคนเริ่มชะงัก หลังจากนั้นมีเสียงปืนดังเป็นชุดๆ ทำให้ทุกคนวิ่งหาที่หลบ บางคนวิ่งเข้าไปที่ปั๊มน้ำมันเชลล์ บางคนอยู่ที่บังเกอร์ยางรถยนต์ ซึ่งจำเป็นต้องอยู่นิ่ง เพราะหากมีการเคลื่อนไหวเสียงปืนก็จะดังขึ้นทันที ในส่วนของตนหลบอยู่บริเวณกำแพงข้างถนน จนกระทั่งทราบว่า นายไชยวัฒน์ ถูกยิง จึงพยามติดต่อประสานงานให้นำรถพยาบาลเข้ามาช่วยเหลือ
นายพงษ์ไทย กล่าวต่อว่า เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 20 นาที ก็ไม่มีใครเข้ามาช่วย จนกระทั่งเห็นทหารชุดหนึ่งเข้ามาในพื้นที่จึงเอากล้องวางลงพื้นและเขี่ยออกไปแนวกำแพงที่บังอยู่พร้อมกับตะโกนว่า เป็นสื่อมวลชน หลังจากนั้นมีเสียงนักข่าวหลายคนส่งเสียงมา ซึ่งทหารสั่งให้หมอบลง จากนั้นทหารได้ช่วยเหลือคนเจ็บเบื้องต้น ส่วนช่างภาพคนอื่นถูกไล่ไปอยู่ที่ตั้งศูนย์บัญชาการของทหาร ระหว่างนั้นมีการวิทยุบอกส่วนหน้าว่า “นักข่าววิ่งไปอย่ายิง” ซึ่งก็ได้รับการดูแลให้น้ำให้อาหาร หลังจากนั้นตนได้ไปดูแลเพื่อนที่ถูกยิงที่โรงพยาบาลพญาไท 1 ต่อ จากประสบการณ์การทำงานข่าวมานาน 10-20 ปีทราบดีว่า แนวกระสุนมาจากทิศทางใด ส่วนผู้ชุมนุมนั้นไม่มีอาวุธร้ายแรงขึ้นมาต่อสู้เจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด
นายนิก นอสติทซ์ (Nick Nostitz) นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน ชี้แจงถึงเหตุการณ์วันที่ 15 พ.ค. 2553 ว่า ช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. ยังไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง บนถนนราชปรารภ มีทหารตั้งแนวรั้วลวดหนาม ทางผู้ชุมนุมได้มีการนำเอารถน้ำ รวมทั้งยางรถยนต์เข้ามาในพื้นที่ และบางคนถือหนังสติ๊ก ในที่นี้รวมถึงนายชาญณรงค์ พลศรีลา ผู้ชุมนุมเสื้อแดง ซึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้บอกกับตนว่า ตัวเขาเองมีแต่หนังสติ๊กเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานมีเสียงปืนดังขึ้นจำนวนมาก แล้วนายชาญณรงค์ถูกยิงที่แขน ตนบอกให้วิ่งหลบเข้าห้องน้ำในปั๊มน้ำมันเชลล์ และระหว่างที่วิ่งไปก็ถูกยิงที่ขา ในช่วงนั้นมีผู้ชุมนุมวิ่งไปที่ห้องน้ำหลายคน ตนเองพยายามออกจากปั๊มน้ำมันโดยการปีนออกมายืนอยู่หลังกำแพง ในช่วงที่ทหารเข้ามาเคลียร์พื้นที่ ได้ยิงเสียงทหารเรียกให้ผู้ชุมนุมออกมา โดยผู้ชุมนุมบอกว่ายอมแล้วๆ จากนั้นตนจึงตัดสินใจออกจากที่กำบัง โดยได้บอกว่าตนเป็นสื่อมวลชน เพื่อป้องกันทหารเข้าใจผิด แล้วได้ร้องขอให้ทหารช่วยนายชาญณรงค์ออกจากที่นอนอยู่ในห้องน้ำ แล้วทหารก็ดึงนายชาญณรงค์โดยดึงแขนที่ถูกยิงขึ้นมา พร้อมกับบอกว่า “ควรตายที่นี่มากกว่าไปตายที่โรงพยาบาล” จากนั้นนายชาญณรงค์ก็แน่นิ่งไป รวมเวลาที่นายชาญณรงค์ติดอยู่ในปั๊มน้ำมันประมาณ 4 ชั่วโมงและเสียชีวิตในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ ในตอนท้าย นักข่าวอิสระชาวเยอรมัน ยืนยันว่า เสียงปืนดังมาจากซอยรางน้ำ ซึ่งเป็นแนวของทหารอย่างเดียว ไม่มีมาจากสามเหลี่ยมดินแดงที่ผู้ชุมนุมอยู่เลย
ด้านนายเอกชัย ดวงพาวัง ผู้เสียหายในเหตุการณ์ มีอาชีพขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างอยู่บริเวณซอยโรงพยาบาลเดชา ให้การว่า วันที่ 14 พ.ค. 2553 เวลาประมาณ 19.30 น. ซึ่งตนกำลังจะกลับบ้านที่คลองตัน แต่ทหารบอกว่าผ่านไม่ได้ จึงย้อนไปกลับรถแถวซอยรางน้ำ และได้แวะซื้อของที่ร้านค้า ขณะนั้นมีเสียงปืนดังขึ้น ตนอยู่บริเวณปั๊มเอสโซ่ ในบริเวณนั้นมีแต่รอยเลือดจึงได้นั่งหลบใต้ต้นไม้ แต่ขาโผล่ออกมาจึงถูกยิงที่ขาขวา หน้าแข้ง และบริเวณใต้รักแร้ ตอนนั้นใส่เสื้อวินสีส้ม ชาวบ้านบริเวณนั้นตะโกนถามว่า ไหวไหม จึงคลานไปหาชาวบ้านที่ห่างออกไปประมาณ 20 เมตร จากนั้นชาวบ้านได้เอาเปลพลาสติกพาขึ้นรถไปโรงพยาบาลรามาธิบดี แพทย์บอกว่าถูกกระสุนปืนลูกโดด พักรักษาตัวนาน 5 วัน จึงไปพักฟื้นที่บ้านคลองตันต่อ ซึ่งต่อมาได้รับการเยียวจากระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นเงิน 60,000 บาท และเงินพระราชทาน 5,000 บาท
ขณะที่นายบรรฑูรย์ กันจันทึก ผู้เสียหายอีกคน ซึ่งมีอาชีพขับมอเตอร์ไซด์รับจ้างบริเวณประชาสงเคราะห์ 11 มานาน 10 ปี กล่าวว่า ในวันที่ 14 พ.ค. 2553 เวลาประมาณ 17.30 น. ได้ไปส่งผู้โดยสารที่วัดประทาน สามเหลี่ยมดินแดงแล้ว จะไปรับผู้โดยสารที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีก เพราะวันนั้นสามารถทำรายได้ได้จำนวนมาก เนื่องจากรถติดและมีเคอร์ฟิวส์ แต่ก็ถูกยิงที่ขา จากนั้นได้พยายามขับรถไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึก ขณะนี้ยังมีกระสุนฝังอยู่ที่ขา
ส่วนนายพลวัฒน์ สุขเจริญ เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยจากป่อเต๊กตึ๊ง ได้ให้ข้อมูลว่า ตนเข้าไปทำหน้าที่รับผิดชอบปฏิบัติการบริเวณดังกล่าว โดยทางศูนย์นเรนทรจะเป็นผู้สั่งการดำเนินการ โดยเฉพาะวันที่ 15 พ.ค. 2553 ได้รับทราบว่ามีผู้บาดเจ็บ แต่หมอสั่งห้ามเข้าพื้นที่ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง
มาทางที่พ.ท.เอกรัตน์ ช้างแก้ว รองผู้บัญชาการ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ชี้แจงภารกิจในพื้นที่สามเหลี่ยมดินแดง ประตูน้ำ ถนนราชปรารภ ซอยรางน้ำ ว่าได้ตั้งจุดตรวจแข็งแรงขึ้นมาเพื่อป้องกันการซุกซ่อนอาวุธเข้าไปในพื้นที่การชุมนุม และคัดแยกผู้ชุมนุมไม่ให้เข้าพื้นที่ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยภารกิจเริ่มตั้งแต่วันที่ 8-13 พ.ค. 2553 ซึ่งในวันที่ 12 พ.ค. 2553 มีเหตุการณ์ยิง M-79 ใส่แอร์พอร์ตลิ้งค์ และวันที่ 15 พ.ค. 2553 ผู้ชุมนุมได้ขโมยกระสอบทรายบังเกอร์ของทหารไป และตอนบ่ายมีการชุมนุมกันมากขึ้นที่ประตูน้ำ สะพานจตุรทิศ จึงได้ขอกำลังสนับสนุนเพิ่มคลี่คลายสถานการณ์ และได้ส่งรถน้ำมา แต่ระหว่างทางถูกผู้ชุมนุมยึดรถน้ำสีเขียวไป รถทหารถูกเผาไป 1 คัน และได้ยึดปืนจากทหารไป 2 กระบอก ต่อมาได้คืนมา 1 กระบอกจากผู้ชุมนุมราชประสงค์ และมีนายทหารได้รับบาดเจ็บ 3 นาย จากนั้นจึงได้วางกำลัง 2 จุดหลังปั๊มเอสโซ่สองข้างถนน พอตกตอนค่ำลงจะมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ เป็นเสียงปืนเล็กยาว ยิงเข้ามาในฐานบัญชาการ และมีเสียงระเบิด M-79 เข้ามาตอนเช้า และมีนายทหารคนหนึ่งถูกยิงที่ขาด้วย RPG บริเวณโรงแรมอินทรา แต่ลูกปืนไม่ทำงาน
รองผู้บัญชาการ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ กล่าวต่อว่า ในช่วงปฏิบัติการณ์มีแหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในตอนเที่ยงคืนของวันที่ 14 พ.ค. 2553 มีรถตู้เช่าวิ่งฝ่าด่านแนวเครื่องกีดขวาง บริเวณโรงแรมอินทรา ทางเจ้าหน้าที่ทหารได้ทำการเตือน แต่รถตู้ไม่ยอมหยุด ทหารจึงได้ปฏิบัติการใช้กำลัง ด้วยการยิงที่ล้อ แต่ทางรถตู้ก็ไม่หยุด จนกระทั่งมีการใช้กระสุนจริง M 16 ยิงยับยั้ง จนคนขับรถได้รับบาดเจ็บ ซึ่งต่อมานายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ ให้การว่าไม่ทราบว่ามีการตั้งด่านของทหาร จากเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย และตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งเช้ามีเสียงปืนดังตลอดเวลา
พ.ท.เอกรัตน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ภารกิจในการป้องกันกลุ่มผู้ชุมนุมแล้ว ยังได้ช่วยเหลือคุ้มครองประชาชน นักการทูต แพทย์ พยาบาล ออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย และในวันที่ 22 พ.ค. 2553 ได้เข้าไปตรวจค้นอาคารสูงโดยรอบ เพราะที่ผ่านมาทหารต้องใช้ความระมัดระวังในการข้ามถนน ต้องใช้การวิ่งซิกแซก จากการตรวจค้นยึดของกลางเป็นสิ่งของคล้ายระเบิดเพลิง และปลอกกระสุนที่โรงแรมใกล้เคียง ในวันที่ 23 พ.ค. 2553 หลังจากเหตุการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติ เจ้าหน้าที่ได้เคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่และขนเครื่องกีดขวางออกทั้งหมด ซึ่งหลักในการทำงานที่ผ่านมา คือใช้เมตตาธรรมและนิติธรรม
ส่วนพ.อ.ธรรมนูญ วิถี ตัวแทนจากกองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงเพิ่มเติมว่าได้รับการแจ้งจาก นปช. ว่ามีคนแต่งกายคล้ายทหารอยู่ในตึก จึงขออนุญาตศอฉ. ตรวจค้น พบว่า ที่ชั้น 17 หรือ 18 ของอาคารชีวาทัย พบระเบิดแสวงเครื่อง ระเบิดปิงปอง ส่วนโรงแรมเซ็นจูรี่ พบปลอกกระสุนปืน
ทางด้าน พ.ต.ท.ถิรพล พิณเมืองงาม ตัวแทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งว่า ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ค. 2553 ที่ถนนราชปรารภมีผู้เสียชีวิต 20 ศพ แต่กรมสอบสวนคดีพิเศษส่งคืนให้ สน.พญาไท 3 คดี เพื่อสอบสวนเพิ่มเติม
ส่วนคดีของนายกำปั้น บาซูที่ถูกยิงในอาคารชั้น 27 ในวันที่ 15 พ.ค. 2553 นั้น ช่างภาพเดอะเนชั่น ที่เข้าไปดูศพญาตินายกำปั้นที่ถูกยิงบริเวณระเบียง ชี้แจงว่าแนวกระสุนเป็นแนวราบ ซึ่งน่าจะเป็นการยิงจากที่สูง เนื่องจากกระสุนทะลุคอ
อย่างไรก็ตาม ตอนท้ายของการประชุม ผู้มาชี้แจงต่างบอกว่าไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมีแต่การสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
ที่มา มติชน
โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข
ที่มา ข่าวสด
รายงานพิเศษ
ลงทุนรื้อศาลพระภูมิและปรับฮวงจุ้ยก็แล้ว แต่พรรคเพื่อไทยยังมิอาจต้านแรงเกาเหลา 'เหลิม-มิ่ง' ไปได้
ล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ตัดสินใจไขก๊อกจากตำแหน่ง ส.ส.สัดส่วน โดยให้นายสงวน แก้วกล้า เลขาฯส่วนตัว นำจดหมายลาออกไปยื่นต่อเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อช่วงเช้า 23 มี.ค.ที่ผ่านมา
หนังสือจั่วหัวว่าเขียนที่ บ้านริมคลอง เลขที่ 12 ซอยเอกชัย 119 แขวงบางบอน เขตบางบอน กทม.
ตามด้วยข้อความสั้นๆ พื้นๆ ระบุเพียงแค่ว่า
"ด้วยกระผม ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร หมายเลขที่ 52 แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย มีความประสงค์ขอลาออกจากตำแหน่ง นับแต่บัดนี้ (23 มี.ค. 2554) เป็นต้นไป"
"จึงกราบเรียนมาเพื่อกรุณาทราบ และขอแสดงความนับถืออย่างสูง ลงชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง"
ขนาดขยายตัวหนังสือไซซ์เท่าหม้อแกง แล้ว แต่ยังเหลือที่ว่างในจดหมายขนาดกระดาษเอ 4 อีกตั้งเยอะ
ขณะที่เจ้าตัว หลังทิ้งบอมบ์ลูกใหญ่ก็ปลีกวิเวก ขาดการติดต่อทันที
ทิ้งปริศนาให้คอการเมืองได้ขบคิดถึงเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ โดยต่างก็วิเคราะห์คาดเดากันไปต่างๆ นานา
ทั้งปัญหาเดิมๆ เช่น งอนพรรค เซ็ง 'มิ่ง' ประมาณว่าอุตส่าห์ผลักดัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค แต่กลับถูกสกัดจากส.ส.กลุ่มใหญ่ที่ชู นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แทน
รวมไปถึงเรื่องตั้งพรรคใหม่ที่แอบจับมือกับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย และ ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ เจาะพื้นที่ กทม.
เพื่อเปิดศึกกับคู่แค้นเก่าอย่าง เจ๊หน่อย-คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานภาคกทม. พรรคไทยรักไทย
หรือแม้แต่เรื่องปั่นค่าตัว ปูดข่าวเลิกเล่นการเมือง เรียกร้องความสนใจ คนก็ยังไม่ตัดประเด็นนี้ทิ้ง
อย่างไรก็ตาม ข่าวแว่วมาจากก๊วนสิงห์ เหลิมซึ่งเป็นส.ส.อีสานในพรรค 10 กว่าคน ระบุในทำนองว่า เมื่อช่วงหัวค่ำก่อนที่ร.ต.อ. เฉลิมจะลาออก ได้นัดส.ส.ในก๊วนมากินข้าวเย็น พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองร่วมกัน
โดยร.ต.อ.เฉลิมออกอาการเซ็งว่าศึกซักฟอกที่ผ่านมา ไม่เป็นไปตามแผน
กล่าวคือ เบื้องต้นตั้งใจจะให้นายมิ่งขวัญซึ่งเปิดตัวเป็นผู้นำการอภิปรายเต็มตัว พร้อมมีชื่อเป็นนายกฯ ในญัตติแนบท้าย โดนพลพรรคประชาธิปัตย์ที่แก่กล้าพรรษาการเมือง ย้อนศรไล่ทุบตายคาเขียง
แต่พอเอาเข้าจริง หลังเสร็จศึกปรากฏว่า โพลเกือบทุกสำนักให้คะแนนฝ่ายค้านออกมาดีเกินคาด บางแห่งยังให้นายมิ่งขวัญชนะนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วยซ้ำ
กลับกลายเป็นว่า 'เฮียมิ่ง-ฆ่าไม่ตาย'
อีกทั้ง สิงห์เหลิม ยังเห็นว่ารายการใหญ่ๆ ที่จะมีเวทีสภาให้ขึ้นโชว์ตัวนั้นหมดแล้ว ประกอบกับการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ใกล้มาถึง ระหว่างนี้ตำแหน่งส.ส.จึงไม่ผลต่อชีวิตตัวเองเท่าใดนัก
"แม้ร.ต.อ.เฉลิมลาออกจากส.ส. แต่ไม่ลาออกจากสมาชิกพรรค"
"และไม่วางมือทางการเมือง หรือออกไปตั้งพรรคใหม่แน่นอน จะยังอยู่กับพรรคเพื่อไทย ช่วยพวกผมรณรงค์หาเสียงเหมือนเดิม"
นายธเนศ เครือรัตน์ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย คนใกล้ชิดร.ต.อ.เฉลิม เผยอนาคตของหัวหน้ากลุ่ม
พร้อมระบุเหตุผลการลาออกด้วยว่า ร.ต.อ.เฉลิมอยากมีเวลาลงพื้นที่ช่วยหาเสียง โดยไม่ติดเงื่อนไขประชุมสภา เพราะการเลือกตั้งใกล้เข้ามาทุกขณะ ล่าสุดตอบรับแล้วว่า จะไปช่วยส.ส.อีสานหาเสียง เริ่มจาก จ.ศรีสะเกษ เป็นแห่งแรก 28 มี.ค.นี้
ที่สำคัญ ในการเลือกตั้งรอบใหม่ ร.ต.อ.เฉลิมอาจลงเลือกตั้งด้วย ซึ่งส.ส.อีสานจะสนับสนุนเช่นเดิม
"ยอมรับว่าท่านอาจน้อยใจบ้าง ซึ่งไม่ปฏิเสธว่าการอภิปรายครั้งที่ผ่านมาก็มีส่วน"
"แต่เมื่อคืนวันที่ 22 มี.ค. ผมและส.ส.ที่ให้ความเคารพนับถือ เข้าไปพบพูดคุยกับร.ต.อ. เฉลิมที่บ้านริมคลอง ขอร้องไม่ให้ลาออกแล้ว แต่ไม่เป็นผล"
นายธเนศ กล่าวทิ้งท้าย
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างร.ต.อ.เฉลิมกับนายมิ่งขวัญ ก่อตัวขึ้นตั้งแต่นายมิ่งขวัญเริ่มเข้ามามีบทบาทในพรรค ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มส.ส.เหนือและอีสาน 70-80 คน
นำโดย นายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู, นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ ส.ส.สัดส่วน และสุรสิทธิ์ เจียมวิจักษณ์ ส.ส.เชียงราย
ผ่านน้ำเลี้ยงท่อใหม่ที่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าใคร เป็นคนเปิดวาล์ว
สองกลุ่มนี้มีแนวคิดต่างกันสิ้นเชิง โดยร.ต.อ.เฉลิมยังเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณเป็นจุดขายสำคัญของพรรค จึงสนับ สนุนน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกฯ
ขณะที่กลุ่มของนายมิ่งขวัญ ไม่ต้องการให้เกิดภาพนายใหญ่และเครือญาติตระกูลชินวัตรครอบงำพรรคอีก พรรคจะได้มีพื้นที่ทางการเมือง ไม่ต้องถูกยุบตัดตอนอยู่เรื่อยๆ
จึงเสนอนายมิ่งขวัญเป็นนายกฯ เพื่อเป็นทางออกของความขัดแย้งทางการเมือง
ปัญหาระหว่าง 2 กลุ่มนี้ปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้เกิดภาพความชัดเจนถึงคนที่จะชูเป็นนายกฯ คนต่อไป
และทุกครั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องลงมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เรื่องจึงจะยุติ
ครั้งนี้ก็เช่นกัน นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ นำสารของนายใหญ่มาถ่ายทอดทันที
ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณทราบเรื่องแล้ว ไม่ได้ตกใจ แค่แปลกใจเล็กน้อย ทั้งที่เพิ่งคุยกับร.ต.อ.เฉลิมเมื่อค่ำวันที่ 22 มี.ค. อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณฝากข้อความถึงประชาชนว่าให้สบายใจได้ แค่ปรากฏการณ์ภายในพรรคเล็กน้อย กก.บห.จัดการได้
"ขอให้สบายใจ การลาออกของร.ต.อ.เฉลิมไม่ทำให้การทำงานของพรรคเพื่อไทยมีอุปสรรค ยังคงเดินหน้าทำความสุขให้เกิดขึ้นกับประชาชน"
นายนพดล กล่าวอ้างคำพูดพ.ต.ท.ทักษิณ
พร้อมยืนยันด้วยว่า คนที่จะชูเป็นนายกฯ กับหัวหน้าพรรคเป็นคนละคนกัน เพื่อป้องกันการถูกยุบพรรคและตัดสิทธิ์การเมือง โดยพรรคจะเปิดชื่อแคนดิเดตนายกฯ หลังการยุบสภาซึ่งจะชัดเจนต้นเดือนพ.ค.นี้
ต้องจับตาว่าชื่อที่เปิดมา จะช่วยลดหรือเพิ่มความขัดแย้ง?
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ
ลังลุกขึ้นสรุปการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
ตบท้ายด้วยการประกาศกลางสภา เสนอตัวลงแข่งขันชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า
หลายคนสงสัย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ได้รับฉันทานุมัติจากพรรคเพื่อไทยและ "คนแดนไกล" ตามนั้น หรือทึกทักเอาเองโดยพรรคต้นสังกัดไม่รู้เรื่อง
ก่อนได้ข้อสรุปภายหลังว่าแท้จริง นายมิ่งขวัญทึกทักเอาเอง
เพราะในขณะที่นายมิ่งขวัญ ประกาศตัวชิงนายกฯ นั้น ปรากฏข่าวพรรคเพื่อไทยได้ตกลงวางตัวให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของพ.ต.ท.ทักษิณ ลงสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ 1
โดยตามหลักทั่วไปจะถือเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งนายกฯ ไปโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้เองทำให้เกิดคำถามตามมา แล้วถ้าอย่างนี้ถือว่านายมิ่งขวัญ โดนใครบางคนในพรรคหลอกให้ลงทุนลงแรงไปฟรีๆ หรือไม่
ถ้ายังจำกันได้ก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยตั้งเงื่อนไข จะใช้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เพิ่งจบไป เป็นบททดสอบนายมิ่งขวัญ ว่าจะเหมาะสมกับฐานะผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกฯ หรือไม่
ซึ่งในที่สุดจากการสำรวจของโพลหลายสำนักต่างให้คะแนนนายมิ่งขวัญ สอบผ่าน สามารถต่อกรกับนายอภิสิทธิ์ ได้สมน้ำสมเนื้อ
ดังนั้น การเสนอตัวชิงเก้าอี้นายกฯ ถึงนายมิ่งขวัญ จะทึกทักเอาเอง แต่ก็เป็นการทึกทักอย่างมีเหตุผล
พรรคเพื่อไทยเองต่างหากที่อิดออดและเตรียมบิดพลิ้ว
ไม่แน่ใจว่าตามที่ นายปลอดประสพ สุรัสวดี คุยว่าคนในพรรคเพื่อไทยถ้าได้รับเลือกเป็นส.ส. ก็เป็นนายกฯ ได้หมด และหากรอให้เลือกตั้งเสร็จสิ้นก่อนค่อยคิดเรื่องคนจะมาเป็นนายกฯ ก็ไม่เสียหายนั้น
ไม่เสียหายจริงหรือไม่
แกนนำพรรคคู่แข่งอย่างประชาธิปัตย์บอกแล้วว่าไม่เกี่ยง "มิ่งขวัญ" ก็ได้ "ยิ่งลักษณ์" ก็ดี มีแต่คนในพรรคเพื่อไทยเท่านั้นที่ยังมัวแต่เกี่ยงกันเอง
อย่าลืมว่าทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง นอกจากเป็น การเดิมพันทางการเมืองครั้งใหญ่ว่าพรรคใดจะได้สิทธิ์จัดตั้งรัฐบาลแล้ว จุดสุดยอดยังอยู่ที่ว่าใครจะได้เป็นนายกฯ คนใหม่ด้วย
ตรงนี้เองที่เป็นจุดอ่อนของพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และยังอาจส่งผลต่ออนาคตพรรคอีกด้วย
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
ที่มา thaifreenews
โดย ขวดเปล่า“เทือก” ปฏิเสธมีสัญญาณพิเศษล้มเลือกตั้ง ยังกำหนดเดิมที่ “อภิสิทธิ์” ประกาศไว้ เฉ่งพวกร้องหานายกฯ มาตรา 7 สร้างบาปให้ประชาชน พร้อมดักคอ กกต.เป็นผู้ใหญ่ต้องรับผิดชอบต่อประชาธิปไตยและประเทศชาติ เหน็บแก๊งเสื้อแดงบูชาฝรั่งดึงตรวจสอบเลือกตั้งข่มคนไทย บอกไม่เห็นจะดีกว่าตรงไหน
วันนี้ (24 มี.ค.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงท่าทีของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ที่ระบุว่าต่อให้ยื่นเรื่องร่าง พ.ร.ฎ.ยุบสภาก็ยังไม่เชื่อว่าจะมีการยุบสภา จนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯลงมา มองท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันอย่างไรว่า คิดว่าไม่มีท่าทีอะไรที่น่าสงสัย ประธานสภาฯ ท่านก็พูดไปตามหลักการ คือถือว่าความแน่นอนอยู่ตรงที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว ซึ่งนั่นคือการพูดตามหลักการกฎหมาย
“สมมติว่าท่านนายกรัฐมนตรียื่นเรื่องกราบบังคมทูลขึ้นไปวันที่ 7 พ.ค. ก็ไม่ได้หมายความว่าวันที่ 7 พ.ค.เป็นวันยุบสภา อาจจะกลายเป็นวันที่ 8 หรือ 9 พ.ค. วันที่นำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาจึงจะถือเป็นวันที่ยุบสภาอย่างจริงจัง ยืนยันว่าไม่ได้มีสัญญาณพิเศษอะไรที่จะบ่งชี้ว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งต้องทอดเวลาออกไปอีกอย่างไม่มีกำหนด ผมยืนยันว่าการเลือกตั้งไม่มีการทอดเวลาออกไปจากนั้น นายกรัฐมนตรียุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.แน่นอน และการเลือกตั้งก็นับไปจากนั้น 45 วันแต่ไม่เกิน 60 วัน สุดแล้วแต่กกต.จะกำหนด”
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมไม่กำหนดวันที่ยุบสภาให้แน่นอนไปเลยเพื่อให้ทุกฝ่ายเกิดความั่นใจมากขึ้น นายสุเทพกล่าวว่า กำหนดไว้อย่างนี้ดีแล้ว พอแล้ว แค่นี้ก็มั่นใจได้แล้ว เมื่อถามว่าที่ผ่านมารัฐบาลพยายามเอาเรื่องการแก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ มาเป็นเงื่อนไขอยู่ ทั้งๆ ที่ไม่จำเป็น นายสุเทพกล่าวว่า ถูกต้องแล้ว ในความคิดของรัฐบาลตามบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญที่เพิ่งแก้ไขไปได้เขียนไว้ชัดเจนว่า กกต.สามารถออกประกาศ กำหนดระเบียบ เพื่อใช้ในการเลือกตั้งได้ ไม่จำเป็นต้องรอกฎหมายลูก 3 ฉบับ แต่เมื่อกกต.บอกว่าต้องขอกฎหมายเหล่านี้ นายกฯ ก็ขอความร่วมมือจาก ส.ส.ทุกพรรคเมื่อวันที่ 23 มี.ค.สภาฯ ก็พิจารณากัน 3 ฉบับรวด และลงมติรับหลักการผ่านวาระแรกไปแล้ว ตั้งกรรมาธิการวิสามัญมาพิจารณาคาดว่าจะเสร็จใน 14-15 วัน ภายในสิ้นเดือน เม.ย.ก็ควรจะสำเร็จเรียบร้อย แต่ถ้าสมมติเกิดอะไรขึ้นที่กฎหมายไม่สำเร็จ นายกฯ ยุบสภาก็ยังเป็นอำนาจของ กกต.ที่จะออกประกาศต่างๆ ได้
ผู้สื่อข่าวแย้งว่า กกต.จะยอมจัดการเลือกตั้งให้หรือ ถ้าไม่เป็นไปตามเจตนารมรณ์ของเขา นายสุเทพกล่าวว่า ตนพูดสมมติไป แต่เชื่อว่าทุกอย่างราบรื่น กฎหมายลูกประกาศได้ทันและกกต.จะทำงานได้สะดวก เพราะเป็นเจตนารมณ์ร่วมกันของคนทั้งประเทศไปแล้วที่ต้องการเห็นการเลือก ตั้งเกิดขึ้นตามกำหนดที่นายกฯ ได้เสนอต่อสังคมเอาไว้
เมื่อถามว่า หากมีเงื่อนไขว่าไม่มีการปฏิวัติ แต่ทำไมคนจึงเริ่มพูดถึงเรื่องนายกฯ มาตรา 7 กันมาก นายสุเทพกล่าวว่า “ใครจะวิพากษ์วิจารณ์อะไรไปก็ทำได้ในประเทศประชาธิปไตย แต่ ต้องอยู่ในกรอบ ถ้าคิดอะไรที่หลุดไปนอกกรอบและทำให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ประชาชน คนนั้นทำบาปให้กับประชาชน ผมยืนยันว่าไม่มีเรื่องปฏิวัติรับประหาร ไม่มีเรื่องอย่างอื่น เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง แล้วเราจะได้เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่สำหรับประเทสไทย ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน”
ส่วนที่กลุ่มคนเสื้อแดงมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การแข่งขันระหว่างพรรคการเมือง แต่แข่งขันกับอำนาจนอกระบบ นายสุเทพกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยก็ดี กลุ่มคนเสื้อแดงก็ดีจะต้องดำเนินการต่อสู้ตามแนวทางประชาธิปไตยที่ถูกต้อง วันนี้ทั้งพรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงต้องเสนอแนวนโยบายวิธีการที่จะแก้ ปัญหาชาติบ้านเมืองเพื่อให้ประชานได้ศรัทธาและเลื่อมใสและเลือกเขา ไม่ใช่ไปสร้างประเด็นใหม่ ซึ่งเป็นการแบ่งชนชั้น แบ่งวรรณะ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างที่ทำอยู่เดิม ไม่ใช่เรื่องที่เป็นผลดีต่อประเทศชาติและประชาชน ถ้ายังพูดอยู่อย่างนี้อีก ก็ไม่เป็นการพูดในทำนองครองธรรมที่ถูกต้อง ส่วนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะมีการเปิดสถานีโทรทัศน์อีสาน ที่ จ.อุดรธานี และมหาสารคาม ในวันที่ 1 เม.ย.นั้น เป็นหน้าที่ของกกต.ที่ต้องไปดู เพราเมื่อเข้าสู่วาะรของการเลือกตั้งแล้ว กกต.จะต้องทำงานเข้มงวดกวดขันขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่ากว่าจะถึงวันเลือกตั้งเป็นไปได้หรือไม่ที่อาจจะมีกกต.บางคนลาออกจากตำแหน่ง นายสุเทพกล่าวว่า ตนไม่คิดว่าเป็นไปได้ ไม่คิดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นเพราะตนเชื่อว่า กกต.แต่ละท่านต้องมีความรับผิดชอบต่อระบอบประชาธิปไตย ต่อประชานและต่อประเทศไทย ถ้าท่านทำอย่างนั้นมันก็กลายเป็นปัญหาสำหรับประเทศ ทำให้การเลือกตั้งเดินหน้าไปไม่ราบรื่นเป็นปัญหาใหญ่ ตนมั่นใจว่าแต่ละท่านก็มีความรับผิดชอบ
ต่อข้อถามว่าแต่อาจจะมีใครบางคนไปบอกกับกกต.ก็ได้ว่าการลาออกก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศในอีกรูปแบบหนึ่ง นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ กกต.ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านต้องตัดสินใจได้ถูกต้อง ตนเป็นคนมองโลกในแง่ดี แต่สื่อชอบชวนมองโลกในแง่ร้าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุวจะเชิญองค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้งในไทย จะช่วยกันตรวจสอบหรือจะขยายผลไปทางใดทางหนึ่ง นายสุเทพ กล่าวว่า “นปช.นี่ก็แปลก ไม่รู้จักเคารพในอธิปไตยของตัวเอง คนไทย องค์กรของประเทศไทยมีมากมาย จะเอาสื่อมวลชนหรืออาจารย์มหาวิทยาลัยหรือนักศึกษาอะไรก็ได้ ทำไมไปนับถือฝรั่งมังค่ากันขนาดนั้น ผมไม่ค่อยชอบใจเรื่องนี้ นปช.ชอบที่จะให้คนภายนอกมายุ่งกับเรื่องของเรา ผมเห็นว่าไม่บังควร ไม่สมควร”
ผู้สื่อข่าวถามว่ากลไกการตรวจสอบความสุจริตในการเลือกตั้งของบ้านเราถือว่ามีประสิทธิภาพ มีคุณภาพเพียงพอที่จะควบคุมดูแลให้ทุกอย่างเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือ ไม่ นายสุเทพกล่าวว่า “ผมไม่นับถือฝรั่งก็แล้วกัน ผมไม่เห็นว่าฝรั่งจะดีกว่าคนไทย อย่าเอาฝรั่งมาข่มคนไทย ผมคิดว่าที่เรามี กกต.อยู่ก็ดีแล้ว ดูแลให้กกต.ทำงานได้เต็มที่ ถ้าต้องการเสริมมาช่วยเป็นหูเป็นตาให้กกต.หรือมาตรวจสอบ กกต.และนักการเมืองอีกชั้นหนึ่งก็ระดมความคิดจากคนไทยได้ ทั้งจากสื่อมวลชน คณาอาจารย์มหาวิทยาลัย ตัวแทนภาคเอกชน ภาคธุรกิจ นิสิตนักศึกษาก็สามารถทำได้ ไอ้ภูมิปัญญาชนิดที่ว่ามีอะไรก็วิ่งไปซูฮกฝรั่งนี่อย่าเอามาโฆษณาอีก”
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเก่าแก่จะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งมีมาตรฐานที่ดีขึ้น ยกระดับนักการเมืองของไทยให้มีคุณภาพมากขึ้นนั้น นายสุเทพ กล่าวว่า เราพยายามจะทำ และในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานีที่ผ่านมา พรรคได้แสดงตัวอย่างให้เห็นแล้วถึงการหาเสียงตามระบบที่บริสุทธิ์ มีนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ คู่แข่งใส่เสื้อแดงเข้าไปในพื้นที่ ตนก็บอกว่าสนใจก็ไปฟังเขา ไม่มีปฏิกิริยาต่อต้าน การเลือกตั้งเรียบร้อยดี ตนยังยกย่องนายวรวุฒิว่าเขามีน้ำจิตน้ำใจไม่ทำอะไรที่ผิด ถ้าการเลือกตั้งทุกสนามทุกเขตเลือกตั้งทุกเขตคราวนี้ทำเหมือนที่ตนกับนายวรวุฒิสู้กัน บ้านเมืองก็เรียบร้อย เวลาปราศรัยก็เอาเรื่องจริงไปพูดกับประชาชน ให้ข้อมูลความรู้กับประชานดีที่สุด แต่โกหกมดเท็จใช้ไม่ได้ ประชาชนเขาจะรู้เอง
เมื่อถามว่า การเลือกตั้งไม่ราบรื่นอย่างที่ท่านพูด เพราะการเลือกตั้งแต่ละครั้งมีวิชามารมากมาย นายสุเทพกล่าวว่า ประชาชนต้องเป็นหลัก ต้องดูเลยว่าคนที่ทำผิดมิชอบทั้งหลาย ประชาชนต้องเห็นและเอามาประณามต่อต้าน สื่อมวลชนก็ต้องเป็นหลัก ต้องต่อต้านอย่าเป็นเครื่องมือ หลับหูหลับตาเชียร์อยู่ได้ทุกวันทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นคนเลว พรรคประชาธิปัตย์จะพยายามให้เป็นตัวอย่างว่าการเมืองที่ดีควรจะเป็นอย่างไร ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ตนจะให้สมาชิกพรรคสู้ตามเกณฑ์กติกาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9540000037447
ข่าวสารเกี่ยวกับประเทศไทยที่คุณไม่อาจหาอ่านได้จากสื่อ
"ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา"
ทักษิณ ชินวัตร
1 พ.ย. 51