WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 26, 2011

อนุฯ คอป.ลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่ครั้งแรก ขอข้อมูลชาวบ้านค้นปม 15 ศพบ่อนไก่

ที่มา ประชาไท

25 มี.ค.54 เวลาประมาณ 14.30 น.คณะอนุกรรมการชุดที่ 4 ตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ บริเวณบ่อนไก่-สีลม สวนลุมพินี-ซอยรางน้ำ-สามเหลี่ยมดินแดงและการเผาอาคารใน กทม. ภายใต้คณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เป็นครั้งแรก โดยมีชาวบ้านในชุมชน 30-40 คนเข้าร่วม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงแรกของการแนะนำตัวของคณะอนุกรรมการ ชาวชุมชนบางส่วนได้เริ่มต้นด่าทอรัฐบาล ทหาร รวมถึงต่อว่าและแสดงความไม่ไว้วางใจคณะอนุกรรมการฯ โดยตั้งคำถามถึงความล่าช้าเกือบ 1 ปีกว่าจะมีการเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ ทางอนุกรรมการฯ ได้ชี้แจงเหตุผลว่ามีการเก็บข้อมูลจากทุกฝ่ายมาโดยตลอดแล้วจึงลงพื้นที่เก็บข้อมูล แล้วสุดท้ายจะประมวลข้อมูลที่ได้ส่งคณะกรรมการชุดใหญ่ จากนั้นชาวชุมชนจึงยอมเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเชื่อว่าทหารเป็นผู้ยิงประชาชนจนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย

ทั้งนี้ มีการกระจายตัวเก็บข้อมูลกลุ่มย่อยโดยอาสาสมัครนักศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ เอแบค เซนจอห์น ราชภัฏ ราว 20 คน จากนั้นตัวแทนอนุกรรมการฯ ได้เดินทางไปเยี่ยมนายฐานุทัศน์ อัศวสิริมั่นคง วัยกว่า 50 ปีอาศัยอยู่ในแฟลตชุมชนบ่อนไก่ ซึ่งถูกยิงหน้าชุมชนบ่อนไก่ขณะรอรถเมล์จะไปจ่ายค่าน้ำค่าไฟ เมื่อวันที่ 14 พ.ค.53 จนเป็นอัมพาต จากนั้นคณะอนุกรรมการฯ จึงให้ชาวบ้านชี้จุดที่เชื่อว่ามีสไนเปอร์อยู่บนตึกริมถนนพระราม 4

ระหว่างการให้ข้อมูล นายสมพงษ์ บุญธรรม กล่าวว่า ผู้เสียชีวิตที่บ่อนไก่มีจำนวน 15 คน ไม่ใช่ 9 คนอย่างที่อนุกรรมการฯ เข้าใจ ซึ่งผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้นบางส่วนเป็นคนในชุมชนที่ไปซื้อของที่เซเว่นอีเลฟเว่น ไม่ได้ใส่เสื้อแดง เช่น นายบุญมี เริ่มสุข ที่ถูกยิงและรักษาตัวอยู่เกือบ 2 เดือนก่อนเสียชีวิต และการยิงเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.ช่วงบ่าย

ขณะที่นางนารี แสนประเสริฐศรี มารดานายมานะ แสนประเสริฐศรี หน่วยกู้ชีพที่ถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตขณะเข้าไปช่วยคนเจ็บได้นำรูปศพของลูกชายมาด้วย และเล่าเหตุการณ์ที่ตนเองต้องคอยหลบลูกกระสุนเมื่อออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นหน้าชุมชน และเมื่อรู้ข่าวว่าลูกชายถูกยิงเธอออกไปรับศพลูกและไม่สามารถกลับเข้าชุมชนได้เพราะมีการยิงตลอดเวลา ขณะที่ชุมชนก็ถูกตัดน้ำตัดไฟหลายวัน

ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการชุดนี้เป็นคณะที่ 4 ในจำนวน 5 ชุดที่ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีต่างๆ ได้แก่ ชุดที่ 1 รับผิดชอบเรื่องภาพรวมความขัดแย้ง สุรปตัวเลขผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ สูญหาย รวมถึงผู้ต้องหาในคดีที่เกิดขึ้น ชุดที่ 2 รับผิดชอบตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของ 6 ศพวัดปทุมฯ และเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 รวมถึงการปะทะกันที่สถานีไทยคม ชุดที่3 รับผิดชอบตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของนักข่าวญี่ปุ่น นักข่าวอิตาลี และ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ชุดที่ 5 รับผิดชอบตรวจสอบกรณีการเผาสถานที่ต่างๆ ในต่างจังหวัด นำโดยนายรัษฎา มนูรัษฎา ประธานอนุกรรมการฯ และคณะ ลงพื้นที่ชุมชนบ่อนไก่เพื่อสอบถามและบันทึกข้อเท็จจริงจากประชาชนในชุมนุมที่เห็นเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนพฤษภาคม

"ราชินี" เสด็จฯทอดพระเนตรภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3

ที่มา Thai E-News


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรภาพยนตร์ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3 ตอน ยุทธนาวี ที่โรงมหรสพหลวง ศาลาเฉลิมกรุง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม (ภาพข่าว:มติชนออนไลน์)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 มีนาคม 2554

กระทู้เฉลิมไทย:ตำนานสมเด็จพระนเรศวรได้เรทอะไร ทำไมไม่มีเวปไหนแจ้งไว้ แม้แต่เวปเมเจอร์และเอฟเอสก็ไม่มี



เมื่อวานได้ไปดู เรื่อง suckseed มา และ ได้เห็นตัวอย่างเรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งมีฉากที่ทหารใช้ดาบจ้วงแทงศัตรูจนทะลุ ซ้ำยังมีเลือดพุ่งออกมาเป็นที่น่าสยดสยองอย่างยิ่ง (ถ้าไปฉายที่อเมริกาได้เรท R แน่นอน นาทีที่ 0.30 โดนพม่าแทงข้างหลังหลังทะลุถึงหัวใจแบบนั้น ) จึงเกิดความสงสัยว่า แม้หนังเรื่องนี้จะถูกสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรม เป็นหนังที่ส่งเสริมให้เกิดความรักและสามัคคีของคนในชาติแต่เนื่องจากมีฉากรบราฆ่าฟันตลอดทั้งเรื่อง(จากที่เคยดู ภาค 1 และ ภาค 2) ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า หนังเรื่องนี้จะได้รับเรทอะไร จึงเข้าไปดูตามเวปต่างๆ เสริ์ทและค้นหา แต่กลับพบว่า ไม่มีเว็ปไหนให้ความกระจ่าง โดยเฉพาะ เมเจอร์ (ตามในรูป) ไม่มีแจ้งไว้ ส่วน เอสเอฟไม่มีแจงเรททุกเรื่อง ซึ่งจะแจงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดเรทที่เพิ่งมีขึ้นในช่วง ปี 52 ไว้ดังนี้

1. ภาพยนตร์ที่ส่งเสริมการเรียนรู้และควรส่งเสริมให้มีการดู
2. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
3. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่13 ปีขึ้นไป
4. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่15 ปีขึ้นไป
5. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับผู้มีอายุตั้งแต่18 ปีขึ้นไป
6. ภาพยนตร์ที่ห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า20 ปีดู (ยกเว้นผู้บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส)
7. ภาพยนตร์ที่ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักร

ซึ่งที่ผ่านมา ภาพยนตร์ไทยและเทศได้ถูกจัดเรท โดยเราจะอ้างอิงเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาคล้ายๆกัน เช่น
ซามูไรอโยธยา ได้เรท ท.
บางระจัน 2 ได้เรท น. 15+
องค์บาก 3 ได้เรท น.18+

จึงอยากรู้ว่า สำหรับภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรซึ่งถูกฉายในโรงภาพยนตร์ก็ต้องมีการจัดเรทเช่นเดียวกับหนังเรื่องอื่น แต่เท่าที่หาข้อมูลมาไม่มีที่ไหนเปิดเผยเลยว่า เรื่องนี้ได้รับเรทอะไร จึงทำให้สงสัยว่า หนังเรื่องนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์เช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆที่ต้องฉายในโรงภาพยนตร์หรือไม่

แต่หากใครมีข้อมูลหรือมีเวปไหนที่แจ้งเกี่ยวกับเรทภาพยนตร์เรื่องนี้ ช่วยนำมาลงเพื่อเป็นข้อมูลให้ด้วยค่ะ

****
ต่อมามีผู้ตอบกระทู้ว่า เว็บไหนๆก็บอกเรท R แค่เสิร์ชในในกูเกิ้ลก็เด้งขึ้นมาเต็มแล้วทำไม จขกท มองไม่เห็นนะ คห1 ก็สักแต่จะตินะ

อย่างเว็บนี้ก็บอก เรทR
http://www.nangdee.com/title/html/m1972.html

จึงมีผู้แสดงความเห็นว่า rate R

แล้วเกณฑ์เด็กประถม ไปดูเนี้ยนะ

เขามีหลาย rate ให้ดูหรือเปล่า

ต่อมามีข้อถกเถียงว่า ทางการยังไม่จัดเรต เป็นการจัดเรตเองของเวบไซต์ จึงมีผู้แสดงความเห็นว่า

เรทที่มองไม่เห็น

จากคุณ : F-MISSILE

กระทู้เฉลิมไทยอีกกระทู้:คิดว่ารายได้ ตํานานสมเด็จนเรศวรมหาราช ภาค 3 จะผ่าน 150 ล้านได้หรือไม่

คำตอบบางส่วน

อาจมีการเกณฑ์เด็กไปดู แค่เด็กห้องๆหนึ่งในแต่ละโรงเรียน
ก็พอจะทำให้รายได้มากกว่าหนังไทยเรื่องอื่น ไหนจะเป้้าหมายหลักอีก
ซึ่งถ้าเป็นไปตามนี้ก็คงได้ถึงหรือเกิน150ล้านแหละ


ถ้าทำแบบภาคหนึ่ง ภาคสอง
ถอดเรื่องอื่นออกจากโปรแกรมให้หมด
แล้วโปรโมทให้หนักๆ ยังไงก็ถึงครับ ^ ^


**********

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:My best bodyguardหนังดีที่ล้มเหลวด้านรายได้

จริงหรือ ที่ประเทศไทยอยู่ในอุ้งมือของกลุ่ม “สะตอ”

ที่มา Thai E-News



โดย ปาแด งา มูกอ
26 มีนาคม 2554

ขึ้นชื่อบทความนี้ ท่านผู้อ่านส่วนมากคงจะร้องอ๋อทันที โดยเฉพาะพี่น้องชาวใต้ทั้ง 14 จังหวัด แต่สำหรับพี่น้องในภาคอื่นของประเทศรวมถึงพี่น้องในเมืองหลวง กทม. อาจจะไม่ทราบข้อเท็จจริง, ความเป็นมา จนนำไปสู่ของคำที่ว่า ประเทศไทยอยู่ในอุ้งมือของ “กลุ่มสะตอ”

ผมขอลำดับความให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ ดังนี้ครับ

“ กลุ่มสะตอ” หรือ “สะตอสามัคคี” มันเป็นคำวลีทางการเมืองที่เรียกขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ทางภาคใต้ ที่เพียบพร้อมไปด้วย “อัตตลักษณ์” ของความเป็น “ข่นไต๊” (ออกเสียงตามตัวอักษรน่ะครับสั้นๆเน้นๆ)

โดยเฉพาะ ความเป็นอัตตลักษณ์ของคนใต้ ไม่ว่าความเป็นอยู่ ประเพณี วัฒนธรรม ความสมัครสมานสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว ที่มีมาแต่โบราณกาล คนใต้เกินร้อยครับ ในเรื่องเหล่านี้

อัตตลักษณ์พิเศษข้อหนึ่งของคนใต้ ในอดีต เมื่อ 60 - 70 ปีก่อนโน้น (สมัยท่านเปรม ท่านชวน ยังวิ่งเล่นตามท้องทุ่งอยู่เลย) ผู้หลักผู้ใหญ่หรือพ่อแม่ที่มีฐานะดีหน่อยส่วนใหญ่ มักจะส่งลูกหลานให้ไปเรียนที่กรุงเทพฯ เพื่อให้เป็น “เจ้าคนนายคน”

ไอ้ที่จะให้ลูกหลานเป็นเจ้าสัว เจ้าของโรงแรม รีสอร์ท สืบทอดวงศ์ตระกูล ก็จะเป็นของฝ่ายคนจีน อาทิเช่นตระกูล คุณอัญชลี วานิช (เทพบุตร)สุดที่รัก สปก.สี่ขีดศูนย์หนึ่ง (เป็นนามสกุลที่ยาวที่สุดในโลก)

บังเอิญเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อนบ้านมาไหว้วานให้ผมช่วยพาลูกสาวแกไปสอบที่โรงเรียนใกล้ๆสะพานติณสูลานนท์ เพื่อเข้าเรียนต่อ

เมื่อถึงโรงเรียน ขณะจอดรถใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อรอเจ้าหลานสาวมันสอบเสร็จ ก็ได้ยินเสียงพูดคุยกันระหว่างผู้เป็นแม่และลูกสาวที่มาสอบแข่งขันเหมือนกัน ได้ยินผู้เป็นแม่พูดกับลูกสาวว่า

“อีสาว แม่ว่าเราไปกราบขอพรกับเทวรูปท่านเปรมกันก่อนดีมั้ยลูก ท่านจะได้ช่วยให้สอบได้ อยู่แค่นี้เองตีนสะพานติณฯ หน่ะ”


พอผมได้ยินก็หันไปดู เห็นหน้าลูกสาวทำหน้าเมื่อยๆยังไงชอบกลแล้วเธอก็ตอบกับแม่ว่า
“แหม่ เชยจังเขาเรียกรูปหล่อไม่ใช่เทวรูป ไม่มีใครเขาไปกราบไหว้ขอพรกันหร๊อก หนูไม่ไปน่ะ” “ เออๆตามใจเอ็ง เด็กสมัยนี้มันดื้อ มันไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์ แม่ถูกหวยทุกงวดก็เพราะเทวรูปท่านเปรมนี่แหล่ะ”
แม่ตอบ หลังจากลูกสาวลุกหนีเดินเข้าห้องสอบอย่างเร่งรีบ

หลังสอบเสร็จ ผมก็เลยพาเจ้าลูกสาวเพื่อนบ้านไปนั่งทานขนมจีนริมถนนก่อนกลับบ้าน ระหว่างกำลังทานขนมจีน ก็ได้ยินการสนทนาของชาย 2 คนที่นั่งทานอยู่โต๊ะติดกัน คนแรกบุคคลิกแบบคนใต้เต็มร้อย คือดำ อ้วน เสียงดัง ส่วนอีกคนสุขุมหน่อย ชายคนดำพูดขึ้นด้วยเสียงที่ดังกลัวโต๊ะอื่นเขาไม่ได้ยินกับชายสุขุม ว่า
“เห้ มึงเชื่อไม๊ พวกม๊อบแดงมันโค่นป๋าได้สำเร็จแหงๆ กูล่ะชอบไอ้เต้นจริงๆ มันหรอยหว่ะ ไอ้ตู่ก็ไม่เบาโคตรขุดคุ้ยจริงๆ YES แม่งแน่ฉิบฮ้าย”
(ประโยคคำพูดดังกล่าวไม่ใช่หยาบน่ะครับ ทางใต้เขาพูดกันแบบนี้ครับ ยิ่งมีคำว่า Yes แม่ง ยิ่งรักกันมากครับ)

ทุกโต๊ะต่างหันมามองเป็นตาเดียวกัน แล้วก็ได้แต่ยิ้มๆ ชายที่สุขุมก็ตอบกับเพื่อนอย่างเรียบๆว่า
“กูว่ายากส์ คนอย่างป๋าไม่มีใครมาโค่นล้มได้ง่ายๆ แบคหน้าแกแข็งมากทั้งทหารตำรวจฝ่ายปกครอง ยิ่งแบคหลังแกยิ่งแข็งใหญ่ กูว่าไม่มีทางหวะ” ชายคนดำก็พูดสวนขึ้นทันทีว่า “เออ แล้วมึงคอยดูไป ใครจะอยู่ใครจะไป เดิมพันหนึ่งโต๊ะ ”


ผมกลับมาถึงบ้าน หลังอาบน้ำดับความร้อนแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่า เออวันนี้เราได้ข้อมูลวัตถุดิบเกี่ยวกับเรื่องคนใต้มา 2 ประเด็น มันช่างเข้าเค้ากับเหตุการณ์ของบ้านเมืองในปัจจุบัน ก็เลยนึกหาคำตอบเผื่อเป็นข้อคิดให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้และพิจารณาถึงความเป็นไปได้

ผมขอตั้ง ตุ๊กตาตัวแรก ขึ้นมาก่อน คือ เรื่องเทวรูปป๋าเปรมแผ่บารมียิ่งใหญ่ (จากสองแม่ลูกที่พูดคุยกัน)


ผมยอมรับและชื่นชมด้วยใจจริง ครับว่า บารมีป๋าเปรมแกทั้งแข็งทั้งหนาจริงๆ สมัยเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา ข้าราชการทุกหน่วยงานในภาคใต้ทั้งหมด โดยเฉพาะสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ระดับนักการภารโรงยันไปถึง ปลัดอำเภอ นายอำเภอ ปลัดจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัด , ร้อยตรี ยันไปถึงนายพล จนถึงแม่ทัพภาค,ร้อยตำรวจตรี ยันไปถึง ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ทุกคนล้วนเป็น “ลูกป๋า” ใครไม่ใช่ “ลูกป๋า” ไม่มีสิทธิเติบโตในตำแหน่งงานในพื้นที่ภาคใต้แห่งนี้

สมัยก่อนเขาเรียกกันว่า “อาณาจักรลูกป๋า” จวบจนกระทั่งมาถึงรุ่นหลานป๋า,เหลนป๋าและโหลนป๋า ในปัจจุบัน ซึ่งบารมีก็ยังคงแข็งและยังคงหนาไม่มีสึกกร่อน ผมไม่ทราบว่าทางภาคอื่นของประเทศจะมีความมหัศจรรย์เหมือนทางภาคใต้หรือเปล่า

ทีนี้ผมจะขอเรียบเรียงบารมีของป๋าก่อนน่ะครับว่า ที่ว่าแข็งและหนานั้น มีความเป็นมาอย่างไร

พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีลำดับที่ 16 ของประเทศไทย ท่านครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถึง 2 สมัย รวม 8 ปี

สมัยแรก เข้ารับตำแหน่ง วันที่ 3 มีนาคม 2523 ถึง 5 สิงหาคม 2529 (แล้วก็ยุบสภาซ่ะ)

สมัยที่สอง เข้ารับตำแหน่ง วันที่ 5 สิงหาคม 2529 ถึง 4 สิงหาคม 2531 (แล้วก็ยุบมันอีก)

ท่านเปรม ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกและคนเดียวของโลก ในระบอบประชาธิปไตย โดยไม่ต้องลงเลือกตั้ง ไม่มีพรรคสังกัด ไม่เป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แต่พรรคการเมือง อย่างพรรค ประชาธิปัตย์ ต้องโหวตและอัญเชิญท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี (เพื่อเป็นยันต์กันผี หรือไม้ตีหมาเผื่อมีการปฏิวัติเกิดขึ้น เพราะช่วงนั้น “กลุ่มยังเติร์ก” ยังแรงอยู่ ติดตามด้วย “กลุ่ม จปร.5” โดยพ่อบิ๊กสุ ที่กำลังแซงโค้งขึ้นมา)

โดยที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ตัวจริง เสียงจริง ออกเงินจริง (ท่านพิชัย รัตตกุล) ได้แต่เพียง นั่งทำตาปริบๆเป็นแม่สายบัวแต่งตัวรอเก้อไปถึง 8 ปี

หากพูดถึง “ลูกป๋า” ซึ่งมีอยู่อย่างมากมายทั้งทางฝ่ายข้าราชการประจำ และทางฝ่ายการเมือง จะเติบโตในตำแหน่งหน้าที่กันแบบคู่ขนานกันมาโดยตลอด โดยเฉพาะสายการเมือง มี “ลูกป๋า” ท่านหนึ่งที่สามารถขึ้นไปสู่ถึงขั้นผู้นำประเทศในสายของ “กลุ่มสะตอ” ท่านผู้นั้นก็คือ ท่านชวน หลีกภัย

นายชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 20 ของประเทศไทย ท่านชวนก็ครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัยเช่นเดียวกับป๋าเปรม

สมัยแรก เข้ารับตำแหน่ง วันที่ 23 กันยายน 2535 ถึง 13 กรกฎาคม 2538 (แล้วก็ยุบสภาซ่ะ) (แล้วเว้นวรรคไปเกือบ 2 ปี ให้ท่านบรรหาร ศิลปอาชา และท่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผลัดกันชมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไปคนละเกือบๆปี)

สมัยที่สอง เข้ารับตำแหน่ง วันที่ 9 พฤศจิกายน 2540 ถึง 4 สิงหาคม 2544 (แล้วก็ยุบมันอีก) มันก็เป็นเรื่องที่แปลก,บังเอิญ หรือจงใจก็ไม่ทราบ ที่ท่านเปรมและท่านชวน ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 สมัยและมีการยุบสภา 2 ครั้ง เหมือนกันยังกะแพะ

และสิ่งที่ปาฏิหาริย์ที่สุด ท่านเปรมและท่านชวน ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่ยากจนที่สุด ยากจนยังไงครับ ก็ท่านเปรม ณ ปัจจุบันนี้ท่านยังต้องอาศัยอยู่บ้านหลวง ส่วนท่านชวนท่านก็ต้องเช่าบ้านอยู่ที่ซอยหมอเหล็ง (แต่น่าจะซี้อต่อแล้วมั้ง เจ้าของบ้านเขาอายเลยต้องจำใจขายให้)

แต่กลับมีเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุด ที่บรรดาลูกพรรคประชาธิปัตย์ “สะตอสามัคคี” ทั้งหมด 99.99% กลับร่ำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี อัครมหาเศรษฐี และโคตรเศรษฐี กันอย่างทั่วหน้า ทั้งที่ก่อนหน้านั้นมีอาชีพเพียงขายขี้ยาง เป็นกำนันบ้านนอก,เป็นทนาย,เป็นข้าราชการ ธรรมดาๆ,บางคนก็เป็นตลกหน้าฉากหนังตะลุง แต่ปัจจุบัน ส.ส.พรรค ปชป.เหล่านี้ โคตรของโคตรรวยเลยครับ


ทั้งหมดนี้ คือบารมีของป๋าในมวลหมู่ “สะตอสามัคคี” ภาคใต้ของประเทศไทย

มาถึง ตุ๊กตาตัวที่สอง เรื่อง สะตอรุ่นใหม่กำลังจะโค่นสะตอรุ่นเก่า (จากการพูดคุยของสองสหาย)

มันชักจะเข้าเค้าครับท่านผู้อ่าน ผมชักจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นมากขึ้น ว่า
“ประเทศไทยที่มันเกิดวิกฤตปัญหามากมายในขณะนี้ ก็เพราะมันเกิดจากปัญหาคนใต้ด้วยกันทั้งน้าน ที่เก่งเย่งอำนาจกันเองเท้ๆ ”


ท่านลองลำดับเหตุการณ์ตามผมน่ะครับ เริ่มจาก

1. กลุ่มพลังมวลชน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่มีบทบาทการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทรงพลังมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ในขณะนี้ แกนนำระดับแนวหน้าและโด่งดังไปทั่วโลก เป็น “ข่นไต๊” ทั้งหมด ไม่ว่า คุณวีระ,คุณจตุพร,คุณณัฐวุฒิ ที่ผมขอเรียกว่า “สะตอรุ่นใหม่”

2. เป้าหมาย การเคลื่อนไหว การเรียกร้อง การต่อสู้ พุ่งไปยังบุคคลที่กุมอำนาจสูงสุดในประเทศ(พล.อ.เปรม ตินณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ) ,กลุ่มบุคคลทางการเมือง ที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบัน (พรรคประชาธิปัตย์) โดยเฉพาะ “กลุ่มสะตอสามัคคี” ซึ่งก็เป็น “ข่นไต๊” เช่นกัน ผมขอเรียกว่า “สะตอรุ่นเก่า”

เอาล่ะครับชัดเจนแล้วน่ะครับ ทีนี้เรามาติดตามดูว่า จากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยป๋าเปรมเป็นนายกจากการลากตั้ง มา 2 สมัย จนกระทั่งขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นประธานองคมนตรี จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีอะไรดีขึ้นบ้าง

มีบุคคลใดหรือกลุ่มบุคคลใดกล้าที่จะต่อกรกับป๋าเปรม ทั้งๆที่รู้ว่าป๋าเปรมคุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งกำลังทางทหาร ข้าราชการ เผลอๆก็ตุลาการ นักการเมือง เศรษฐีเจ้าสัว ขนาดคุณทักษิณยังหงายเก๋ง มาแล้ว

ก็เห็นแต่เพียง “สะตอรุ่นใหม่” กลุ่มนี้แหล่ะครับที่กล้าหาญชาญชัยเข้าต่อกรกับป๋าเปรม

ขนาดยกแรกก็หงายเก๋งไปไม่ใช่น้อยทั้งวีรชนที่สูญเสียชีวิต 91 ท่าน บาดเจ็บเป็นพันๆ แกนนำต้องระเห็จไปสงบสติอารมณ์ในเรือนจำ แทนที่จะหลาบจำหรือยกธงขาว แน่ะ ดันมีก๊อกสองขึ้นมาอีก

แบบนี้ไม่เรียกว่า “สะตอรุ่นเก่ายึดครองประเทศ VS สะตอรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงประเทศ” ก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดีแล้วครับ

ผมขอฟันธง ว่า “สะตอรุ่นเก่า” จะกลับคืนสู่เหย้าไปเป็น “สะตอดอง” ในไม่ช้านี้ อย่ากระพริบตา

คลิปที่นี่ความจริงจาก3อาจารย์สาว:กระบวนการยุติธรรมไทยกรณีม.112-บทบาทของธาริตDSI

ที่มา Thai E-News



ช่วงที่หนึ่ง: กระบวนการยุติธรรมไทย กรณีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

สิทธิการพบทนายของผู้ต้องหาคือสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญของคนไทยทุกคน กรณี ตำรวจจับชายขายซีดี และแจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นซีดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ตำรวจไม่อนุญาตให้ทนายหรือญาติเข้าพบ

ความคืบหน้ากรณีนายเอกชัย ที่ถูกดำเนินคดีมีซีดีที่ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเช่นกัน ศาลได้ให้ประกันตัว โดยพ่อของนายเอกชัยได้นำโฉนดที่ดินซึ่งเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวมาพร้อมอาม่าที่ต้องนั่งรถเข็นมาประกันตัวลูกชาย สร้างความหวาดหวั่นต่อความรุนแรงของการถูกกล่าวหาในคดีประเภทนี้อย่างมาก ขณะที่ศาลยุโรปกลับตัดสินพลิกคำตัดสินของศาลเสปนที่พิพากษาให้นักการเมืองบาสก์มีความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัติรย์เสปน

เชิญชวนเข้าร่วมการเสวนาของกลุ่มคณาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งรวมตัวกันในนาม “นิติราษฎร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฎร)” ที่จะมาพูดคุยเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่โดยหลักๆ อยู่ในมาตรา 112 ในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2554 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ห้อง LT 1 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่วงที่สอง: บทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

กรณีนายธาริต เพ็งดิษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจะไปฟ้องต่อศาลเอาผิดนายจตุพร พรหมพันธุ์ ที่ได้นำเอกสารราชการการสอบสวนคดีการสลายการชุมนุมเสื้อแดงเมื่อเมษายนและพฤษภาคม 2554 โดยกล่าวหาว่านายจตุพรได้นำความลับของราชการมาเปิดเผย ถือเป็นการดำเนินการผิดบทบาทของอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนเท่านั้น

กรณีดังกล่าวทำให้เห็นว่าการสืบหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงดังกล่าวนั้นยังคงไม่คืบหน้า การดำเนินการของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อกรณีนี้ถูกขัดขวาง ส่วนการทำงานของกลุ่มอื่นๆ ก็มีอุปสรรค เช่น คอป. ซึ่งไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายทหาร ที่ปฏิเสธไม่ให้ข้อมูลเพราะมีสื่อมวลชนร่วมอยู่ในการประชุมด้วย ด้านกรรมาธิการทหาร ของสภาผู้แทนราษฎร ได้รับรายงานว่ามีการใช้กระสุนปืนจริงกว่าแสนนัดและกระสุนสไนเปอร์ มากกว่าสองพันนัดในการสลายการชุมนุม ข้อเท็จจริงทั้งหมดยังคงไม่ถูกเปิดเผยโดยรัฐ แม้จะมีหน้าที่โดยตรง



Friday, March 25, 2011

"พระพุทธรูป-โบราณสถาน"เก่าแก่ภาคเหนือร้าว! แตกหัก! จากแผ่นดินไหวเขย่า!

ที่มา มติชน




ส่วนปลายของยอดเจดีย์ หักลงมากระแทกกับพระธาตุองค์เล็กเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ได้รับความเสียหาย


ส่วนปลายของยอดเจดีย์ หักลงมากระแทกกับพระธาตุองค์เล็กเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ได้รับความเสียหาย


ส่วนปลายของยอดเจดีย์ หักลงมากระแทกกับพระธาตุองค์เล็กเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน วัดพระธาตุเจดีย์หลวง ได้รับความเสียหาย




องค์พระจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ (หนานหลวงพ่อใหญ๋)จ.พะเยา ได้รับความเสียหายหลายแห่ง


จิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์ เกิดรอยแตกร้าว


จิตรกรรมฝาผนัง วัดภูมินทร์ เกิดรอยแตกร้าว


พระประธานจตุทิศ 2 ใน 4 ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ วัดภูมินทร์ แตกร้าวหลายจุด


พระประธานจตุทิศ 2 ใน 4 ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ วัดภูมินทร์ แตกร้าวหลายจุด


พระประธานจตุทิศ 2 ใน 4 ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ วัดภูมินทร์ แตกร้าวหลายจุด


รอยปริร้าวและปูนกะเทาะเพิ่มขึ้น ที่วิหารหลวง วัดพระธาตุแช่แห้ง


รอยปริร้าวและปูนกะเทาะเพิ่มขึ้น ที่วิหารหลวง วัดพระธาตุแช่แห้ง


รอยปริร้าวและปูนกะเทาะเพิ่มขึ้น ที่วิหารหลวง วัดพระธาตุแช่แห้ง


องค์พระธาตุลำปางหลวง อายุเก่าแก่กว่า 1,329 ปี อ.เกาะคา จ.ลำปาง รวมถึงโบราณสถานโดยรอบ ไม่พบรอยแตกร้าว

สร้างความแตกตื่นตระหนกไปกันเกือบทั่วประเทศ โดยเฉพาะชาวจังหวัดเชียงรายที่อยู่ตามแนวชายแดนเช่น อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และจังหวัดเชียงใหม่ สำหรับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.7 ริกเตอร์ เมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยมีศูนย์กลางอยู่ในเขตประเทศพม่าห่างจากชายแดนไทย-พม่า ด้าน อ.แม่สาย ไปทางทิศเหนือประมาณ 56 กิโลเมตร ส่งผลทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 รายและมีบ้านเรือนของราษฎรได้รับความเสียหาย และยังมีอาร์ฟเตอร์ช็อคตามมาอีกหลายระลอกด้วยกันกระทั่งถึงเช้าวันที่ 25 มี.ค.นี้ นับ 10 ครั้ง นอกจากนี้ ยังส่งผลให้สิ่งปลูกสร้าง โบราณสถานที่สำคัญต่างๆ ทางภาคเหนือ ได้รับความเสียหายหลายพื้นที่

ทั้งนี้ มติชนออนไลน์ จึงได้รวบรวมภาพความเสียหายของวัด และโบราณสถานเก่าแก่ทางภาาคเหนือที่มีอายุ นับพันปีมาให้ได้รับทราบกัน


เริ่มที่เขตเมืองประวัติศาสตร์เชียงแสน วัดพระธาตุเจดีย์หลวงตั้งอยู่ในเขตเทศบาล ต.เวียงเชียงแสน อ.เชียงแสน พบว่าส่วนปลายของยอดเจดีย์ตั้งแต่ระวังคว่ำด้านบนสุดได้หักโค่นลงมาและกระทบกับเจดีย์เล็กที่ตั้งอยู่ใกล้ฐานของพระธาตุเจดีย์หลวงซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งทิศตะวันออก จนทำได้แตกหักทั้งยอดเจดีย์และพระธาตุองค์เล็ก นอกจากนี้ยังมีการพังทลายของอิฐและคอนกรีตฉาบด้านนอกเป็นโพลงขนาดใหญ่ ซึ่งพระธาตุเจดีย์หลวงเป็นโบราณสถานที่เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่มีความขนาดใหญ่มากที่สุดในเชียงแสน โดยความสูง 88 เมตรและฐานกว้าง 24 เมตร อายุเก่าแก่ประมาณ 667 ปีสร้างโดยพระเจ้าแสนภูซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพ่อขุนเม็งรายมหาราชปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านนาเมื่อปี พ.ศ.1887


ขณะที่วัดพระธาตุจอมกิตติ ซึ่งเป็นพระธาตุที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคู่เมืองเชียงแสน ยอดฉัตรขององค์พระธาตุก็คดงอเนื่องจากแรงสั่นสะเทือนแต่ไม่ถึงขั้นหักลงมา


ที่จังหวัดพะเยา พระเจ้าตนหลวง พระพุทธรูปเก่าแก่อายุนับ 900ปี วัดศรีโคมคำ (หนานหลวงพ่อใหญ๋) ต.เวียง เทศบาลเมืองพะเยา จ.พะเยา ซึ่งมีความสูงประมาณ 30-35เมตร หน้ากว้าง 10-15เมตร ก็พบบริเวณใต้ข้อศอกด้านขวาลงมาถึงนิ้วมือ ของพระจ้าตนหลวง มีรอยแตกมองเห็นประมาณ 1-2 ซ.ม. ยาวประมาณ 70-80 นิ้ว หรือเกือบ 1 เมตร เป็นแนวยาวและเป็นรอยแตกใหม่ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว


ส่วนที่ จังหวัดน่าน บริเวณวิหารวัดภูมินทร์ เจดีย์โบราณวัดสวนตาล เขตเทศบาลเมืองน่าน อ.เมืองน่าน พบจิตรกรรมฝาผนังที่สร้างไว้สมัยร.5 เกิดรอยแตกร้าวเพิ่มขึ้น 3 เมตร ติดต่อจากรอยเดิมที่ชำรุดอยู่แล้วประมาณ 5 เมตร โดยปูนรองพื้นปริกะเทาะออก ทำให้ภาพจิตกรรมด้านบนประตูทิศเหนือได้รับความเสียหาย


นอกจากนั้นองค์พระประธานจตุทิศ 2 ใน 4 ด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ แตกร้าวหลายจุดที่บริเวณฐานรองรับและไหล่ แขนและมือข้างซ้าย-ขวา รวมทั้งขาหน้าตักสองข้าง รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 1.2 ล้านบาท




ทางด้านวิหารหลวง วัดพระธาตุแช่แห้ง อ.ภูเพียง จ.น่าน อายุกว่า 600 ปี ส่วนใหญ่เป็นรอยร้าวจากการชำรุดอยู่เดิมเพราะปูนหมดสภาพ ผิวร้าวและกะเทาะออกตามอายุ


ขณะที่องค์พระธาตุลำปางหลวง อายุเก่าแก่กว่า 1,329 ปี อ.เกาะคา จ.ลำปาง รวมถึงโบราณสถานโดยรอบ ไม่พบว่ามีส่วนใดขององค์พระธาตุลำปางหลวงเกิดรอยร้าว รวมถึงโบราณสถานเก่าแก่ที่ขึ้นทะเบียนกรมศิลปากร ที่ตั้งอยู่โดยรอบ ได้แก่ วิหารหลวง วิหารพระพุทธ และวิหารต้นแก้ว ต่างก็ไม่ได้รับผลกระทบจนเกิดความเสียหายแต่อย่างใด

ศาลแพ่งสั่ง "พันธมิตรฯ" ชดใช้ ทอท. 522 ล้าน คดียึดสนามบิน

ที่มา ประชาไท

ศาลแพ่งสั่ง "จำลอง-แกนนำ พธม." ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 522 ล้านบาท ให้บริษัทการท่าอากาศยานไทย (ทอท.) กรณีชุมนุมสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง ศาลชี้กระทำผิดฐานละเมิดทำให้เสียหายทั้งกายภาพ-พาณิชย์

วันนี้ (25 มี.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 603 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่บริษัท การท่ากาศยานไทยจำกัด (มหาชน)หรือ ทอท. เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำ พธม. กับพวกที่เป็นแกนนำร่วม รวม 13 คน ในความผิดฐานละเมิดและขับไล่ พร้อมเรียกค่าเสียหาย 245,790,774 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กรณีนำกลุ่มแนวร่วมพันธมิตรฯ ชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง ช่วงเดือน พ.ย.ปี 2551

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การชุมนุมของจำเลยและพวกเป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ทำให้กระทบสิทธิของผู้อื่น ทำให้สนามบินทั้งสองแห่งได้รับความเสียหาย ทั้งขณะที่มีการชุมนุมที่สนามบินและหลังจากที่ผู้ชุมนุมได้เลิกการชุมนุมไปแล้ว จึงพิพากษาให้จำเลยทั้ง 13 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์เป็นค่าเสียหายทั้งทางกายภาพและเชิงพาณิชย์ เป็นเงินรวม 522,160,947.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ธ.ค. 51 ที่จำเลยนำกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง และให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าฤชาทนายความแก่โจทก์เป็นเงิน 8 หมื่นบาท

ก่อนหน้านี้ ในการสืบพยานโจทก์ เมื่อวันที่ 25 ส.ค.53 นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.เป็นพยานขึ้นเบิกความสรุปว่า เป็นผู้สั่งการให้ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากมีกลุ่มผู้ชุมนุมบุกรุกเข้ามาภายในท่าอากาศยาน เมื่อวันที่ 25 พ.ย.51 โดยเป็นการสั่งปิดให้บริการชั่วคราวในเวลา 21.00 น. และแจ้งปิดอย่างเป็นทางการในเวลา 23.00 น.เนื่องจากพนักงานของสนามบินตื่นตระหนก ไม่กล้าทำงาน ทั้งนี้ ยืนยันว่าคำสั่งปิดสนามบินเป็นการดำเนินการตามอนุสัญญาว่าด้วยการบินพลเรือนระหว่างประเทศ เพราะหากเปิดให้บริการต่ออาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้โดยสาร

นอกจากนี้ นายเสรีรัตน์ ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เป็นพี่ชายแท้ๆ ของนางศรีวิไล ประสุตานนท์ ภรรยา นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำคนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แต่ไม่ทราบว่า นายวีระ เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเพื่อให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับเข้าประเทศ และอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับกลุ่มพันธมิตรฯ

ขณะที่เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.53 นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ จำเลยที่ 2 ในคดี ขึ้นเบิกความเป็นพยานจำเลยปากสุดท้าย สรุปว่า ก่อนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เข้าไปชุมนุมที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีการหารือ และถกเถียงกันใน 5 แกนนำพันธมิตรฯ โดยสุดท้าย พล.ต.จำลอง ซึ่งมีความอาวุโสที่สุดเป็นผู้ตัดสินใจพากลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง เพื่อเรียกร้องและกดดันรัฐบาลในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งขณะนั้น ครม.อยู่ระหว่างพิจารณาโครงการรถเมล์เอ็นจีวี นอกจากนี้ ยังทวงถามรัฐบาลถึงความคืบหน้าคดียิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตหลายราย

นายสนธิกล่าวอีกว่า ที่ประชุมแกนนำพันธมิตรฯ เห็นตรงกันว่า การชุมนุมที่ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ไม่ได้สร้างเสียหายให้กับธุรกิจการบินทั้งในและนอกประเทศ เพราะไม่ใช่เป็นการปิดสนามบิน โดยเครื่องบินสามารถขึ้นลงได้ตามปกติ เพราะผู้ชุมนุมรวมตัวกันอยู่บริเวณ “แลนด์ไซด์” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการขึ้นลงของเครื่องบิน และแกนนำเองก็กำชับไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปอยู่บริเวณ “แอร์ไซด์” เพราะทราบดีว่าหากล่วงล้ำเข้าไปยังพื้นที่การบินจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายทันที นอกจากนี้ ผู้ชุมนุมยังเปิดให้บุคคลทั่วไปเดินทางเข้าออกพื้นที่ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง ได้โดยสะดวก อีกทั้งยังช่วยเจรจาให้ชาวมุสลิมได้เดินทางไปร่วมประกอบพิธีฮัจญ์ ที่ประเทศซาอุดีอาระเบียด้วย

นายสนธิยังเบิกความตอบอัยการโจทก์ถามค้านว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ แต่เป็นนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท.ที่เป็นผู้สั่งการ แต่คำสั่งของนายเสรีรัตน์จะเป็นไปตามอนุสัญญาการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือไม่ตนไม่ทราบ ซึ่งทราบเพียงว่าคณะกรรมการ ทอท.ตำหนินายเสรีรัตน์ที่สั่งปิดสนามบินโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ทราบล่วงหน้า

ส่วนเรื่องความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นั้น ไม่มีความเสียหายที่เป็นรูปธรรมถึงขั้นต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมากในการซ่อมแซม ซึ่งมีเพียงห้องน้ำเท่านั้นที่มีความสกปรก ซึ่งในการส่งมอบพื้นที่คืนคณะกรรมการ ทอท.ก็ยืนยันว่าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์ และ ผู้จัดการออนไลน์ ข่าว 1, ข่าว 2, ข่าว 3

ข่าวด่วน: ศาลแพ่งสั่ง 13 แกนนำพันธมิตร จ่าย 522 ล้าน คดีชุมนุมปิดสนามบิน"สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง"

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
25 มีนาคม พ.ศ. 2554

หลังจากคดีพันธมิตรยึดสนามบินตั้งแต่วันที่ 25 พฤษจิกายน - 2 ธันวาคม 2551 วันนี้ครบรอบการยึดสนามปิน 2 ปี และ 4 เดือนเต็ม ศาลแพ่งเพิ่งตัดสินคดีพันธมิตรโดยสั่งให้แกนนำจ่ายค่าเสียหาย 552 ล้านบาท แต่ยังมีศาลฎีกาให้พันธมิตรเล่นชักกะเย่อกับกระบวนการกฎหมายไทยได้อีก ซึ่งไม่รู้ว่าครั้งนี้จะกินเวลาอีกกี่ปี

มติชนออนไลน์ ลงข่าว "ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 603 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีที่บริษัท การท่ากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับพวกที่เป็นแกนนำร่วม รวม 13 คน เรื่องละเมิดเรียกค่าเสียหาย จากการฟ้องขับไล่ออกจากพื้นที่ การชุมนุมบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2551

ศาลวิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยทั้ง 13 คน กระทำผิดจริงฐานละเมิด นำกลุ่มประชาชนเข้าไปชุมนุม ทำให้ท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่งของโจทก์ไม่สามารถเปิดบริการขึ้นลงได้ สร้างความเสียหายทั้งกายภาพและทางพาณิชย์ พิพากษาให้จำเลยทั้ง 13 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์เป็นเงินรวม 522 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 75 ต่อปี นับจากวันที่ 3 ธันวาคม 2551 ที่จำเลยนำกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากท่าอากาศยานทั้ง 2 แห่ง และให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าฤชาทนายความแก่โจทก์เป็นเงิน 8 หมื่นบาท"

เดลินิวส์ออนไลน์​ ลงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า

ที่ห้องพิจารณา 403 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 มี.ค.นี้ ศาลได้อ่านคำพิพากษาคดีที่ บริษัท การท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท.โดยนายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เป็นโจทก์ฟ้อง
พล.ต. จำลอง ศรีเมือง
นายสนธิ ลิ้มทองกุล
นายพิภพ ธงไชย
นายสุริยะใส กตะศิลา
นายสมศักดิ์ โกสัยสุข
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
นายนรัณยู หรือศรัณยู วงศ์กระจ่าง
นายสำราญ รอดเพชร
นายศิริชัย ไม้งาม
นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
และนายเทิดภูมิ ใจดี
แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) ร่วมกันเป็น จำเลยที่ 1 – 13 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย จำนวนทุนทรัพย์ 245 ล้านบาทเศษ

ไทยอีนิวส์เห็นว่าเดลินิวส์ลงเนื้อหาการพิจารณาในศาลที่ละเอียดกว่าสำนักข่าวฉบับอื่น จึงขออนุญาตนำมาลงเสนอให้ผู้อ่านไทยอีนิวส์ที่ติดตามคดีนี้มาลงไว้ที่ข่าวนี้ด้วย

เมื่อระหว่างวันที่ 24 พ.ย. – 3 ธ.ค. 2551 พวกจำเลย ซึ่งเป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรนำผู้ชุมนุมบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง เพื่อประท้วงรัฐบาลและขับไล่นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ทำให้การให้บริการต่างๆภายในท่าอากาศยานทั้งสองแห่งต้องหยุดลง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และขอให้พวกจำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7. 5 ต่อปีด้วย

จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ และให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ยื่นฟ้องคดีโดยไม่สุจริต ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง และ จำเลย มิได้ละเมิดโจทก์ เพราะการชุมนุมของจำเลยได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 และโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย

ในชั้นพิจารณา โจทก์นำพยานเข้าสืบ 24 ปาก และอ้างส่งเอกสารรวม 164 ฉบับ วัตถุพยาน 9 อันดับ ส่วนจำเลย นำพยานเข้าสืบ 15 ปาก และอ้างส่งเอกสารรวม 28 ฉบับ

ศาล พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายและคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรมไม่ใช่ศาล ปกครอง ที่จำเลยอ้างว่า โจทก์ไม่มีเจตนาฟ้อง แต่คดีนี้โจทก์กล่าวหาจำเลยร่วมกันกระทำละเมิด จึงย่อมใช้สิทธิอันพึงมี ฟ้องศาลได้ จึงเป็นการฟ้องโดยสุจริต

มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลย ร่วมกันกระทำละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ผู้ร่วมชุมนุมมาโดยสมัครใจและใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และนาย เสรีรัตน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ทอท. เป็นผู้ออกคำสั่งให้หยุดบริการสนามบินเอง เห็นว่าฝ่ายโจทก์มีภาพถ่ายและเทปบันทึกภาพการชุมนุมทั้งสองสนามบินและภาพพวก จำเลย ขึ้นเวทีชุมนุมกล่าวปราศรัย และถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ เรียกร้อง และระดมให้ผู้ชุมนุมออกมาให้มากเพื่อกดดันรัฐบาล ทำให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก แม้เป็นการเข้าชุมนุมโดยสมัคร ใจแต่เกิดจากการเรียกร้องปราศรัยของพวกจำเลย และการเข้าไปในท่าอากาศยานทั้งสองแห่ง แม้จะเป็นพื้นที่สาธารณะที่จะต้องเข้าไปใช้บริการอย่างหนึ่งอย่างใด แต่จำเลยกลับใช้เป็นพื้นที่ชุมนุมกดดันรัฐบาล อีกทั้งกลุ่มพันธมิตรชุดแรกที่เข้าไปในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ส่วนมากสวมหมวกหรือผ้าปิดบังใบหน้า บางคนถือไม้ ท่อนเหล็ก มีดดาบ และหน้าไม้ ส่งเสียงโห่ร้องอื้ออึง มีการปิดกั้นถนนสาธารณะทางเข้าออกของท่าอากาศยายทั้งสองแห่ง ตรวจค้นรถยนต์ทุกคันที่จะผ่านก่อให้เกิดความเกรงกลัวต่อบุคคลอื่นว่าจะไม่ ได้รับความปลอดภัย

นอกจากนี้ฝ่ายโจทก์ยังมี พยานและภาพถ่ายเป็นหลักฐานว่า เรือตรีแซมดิน เลิศบุศย์ หนึ่งในผู้ชุมนุมได้นำกลุ่มพันธมิตรเข้ายึดหอบังคับการบิน ซึ่งเป็นเขตหวงห้าม อันเป็นการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้การบริการด้านการบินและการพาณิชย์หยุดชะงักลง ถือได้ว่าเป็นการแทรกแซงโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งโจทก์ต้องยึดถือความปลอดภัยของผู้โดยสาร ลูกเรือ เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินและสาธารณชนเป็นอันดับแรก
การกระทำของจำเลยทั้งหมด และกลุ่มพันธมิตร ทำให้โจทก์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามอนุสัญญาการบินได้ จนเป็นเหตุให้ให้นายเสรีรัตน์ ออกคำสั่งหยุดให้บริการ เนื่องจากเกรงว่าพนักงานและประชาชนจะไม่ได้รับความปลอดภัย

ทั้งนี้ การชุมนุมที่จะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ม.63 นั้น ศาลแพ่งเห็นว่า หมายถึงการชุมนุมที่เป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตาม ม.63 วรรคหนึ่ง แต่การชุมนุมของพวกจำเลย มิได้เป็นไปตามหลักการ และยังส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองและประโยชน์สาธารณะ ละเมิดสิทธิและเสรีภาพการประกอบอาชีพและการคมนาคมของประชาชน ซึ่งการชุมนุมจะต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีตาม ม.28 แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งการชุมนุมจะต้องตั้งอยู่บนหลักแห่งความสมดุลกับสิทธิและเสรีภาพของบุคคล อื่นและมิใช้สิทธิเด็ดขาดที่พวกจำเลย เป็นผู้จัดการชุมนุม หรือผู้เข้าร่วมชุมนุมจะสามารถกระทำการใดๆก็ได้โดยไม่อยู่ภายใต้บทบัญญัติ แห่งกฎหมายหรือข้อบังคับใดๆทั้งสิ้น

คดีนี้การเข้าไปชุมนุมใน พื้นที่สนามบินทั้งสองแห่งของจำเลยกับพวกมีวัตถุประสงค์ปิดท่าอากาศยานทั้งสองแห่งให้หยุดให้บริการ เพื่อยกระดับการกดดันรัฐบาลนายสมชาย ให้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง เป็นผลให้ท่าอากาศยานทั้งสองแห่งไม่สามารถให้บริการได้ ก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวายในหมู่ผู้โดยสารทั้งชายไทยและต่างประเทศ ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพาณิชย์ เสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างรุนแรง จึงเป็นวัตถุประสงค์ให้เกิดความไม่สงบภายในบ้านเมือง ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธแล้วยังเป็นการใช้สิทธิ เสรีภาพการชุมนุมที่เกินสัดส่วน พวกจำเลย จะอ้างความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ม.63 ย่อมมิได้

การกระทำของจำเลยทั้ง 13 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงเป็นการละเมิดต่อโจทก์

ศาลเห็นว่า เมื่อการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงต้องรับผิดชอบต่อโจทก์ตามมูลค่าความเสียหายที่โจทก์ได้รับทางกายภาพเช่น ประตู กระจก เครื่องสุขภัณฑ์ กล้องวงจรปิด เครื่องหมายบอกทางจราจร อุปกรณ์ต่างๆ และค่าเสียหายเชิงพาณิชย์ อาทิ ค่าเสียหายจากการหยุดให้บริการการบิน ค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทาง ค่าเช่าพื้นที่ต่างๆ จึงเห็นควรให้จำเลย ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จากการบุกยึดสนามบินดอนเมือง12 ล้านบาทเศษ และชดใช้ค่าเสียหายจากการบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิรวม 510 ล้านบาทเศษ และเมื่อคำนวณวามเสียหายของสนามบินทั้งสองแห่งแล้วเป็นเงิน ทั้งสิ้น522,160,947.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2551จนกว่าจะชำระเสร็จ รวมทั้งให้จ่ายค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์เป็นเงินจำนวน 80,000 บาทด้วย

ส่วนที่โจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นหลัง จากการชุมนุม ซึ่งโจทก์นำสืบว่ายังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องและได้รับความเสียหาย จำนวนมากจนถึงช่วงปี 2552 แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้น โจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องและไม่ได้ขอให้จำเลย ชดใช้ในคำขอบังคับคดีนี้ ศาลจึงไม่อาจบังคบตามคำขอของโจทก์ได้เพราะถือว่าเกินคำขอของโจทก์ตาม ป.วิธี แพ่ง ม.412 วรรคแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการฟังคำพิพากษาในวันนี้ คู่ความ รวมทั้งทนายความทั้งสองฝ่ายไม่ได้เดินทางมาศาล คงมีแต่เสมียนทนายความมาฟังคำพิพากษาแทน อย่างไรก็ตามคดีนี้เมื่อคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลก็สามารถยื่นอุทธรณ์ – ฎีกาต่อศาลได้ตามกฎหมาย


ย้อนหลังข่าวพันธมิตรยึดสนามบินกับไทยอีนิวส์

ศุกร์13ครบ80วันพันธมิตรยึดสนามบิน กับคำสัญญาจับผู้ก่อการร้ายในสายลม

ครึ่งปีคดียึดสนามบินโดนดอง ตำรวจโบ้ยเข้าเวรรอหลักฐานจากกรมขนส่งทางอากา

ครบ2ปียึดสนามบิน:100บาทเอาขี้หมากองเดียวลอยนวล สิ้นหวังประเทศนี้ไม่มีเหลือความยุติธรรม

อาฟเตอร์ช็อคอีก 40 ครั้งหลังแผ่นดินไหวที่พม่า

ที่มา Voice TV

สำนักเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่องแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า ฉบับที่ 3 โดยระบุว่าจนถึงเวลา 02.15 น. วันที่ 25 มีนาคม 2554 เกิดอาฟเตอร์ช็อคขึ้นอีก 40 ครั้ง วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 3.0 - 6.2 ริกเตอร์

ขณะที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือ เช่นจังหวัดน่านเริ่มสำรวจความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว โดยนายทวีศักดิ์ สีหราช รองนายกเทศมนตรีเมืองน่าน และนายธีระ คฤหานนท์ ผอ.กองช่างเทศบาลเมืองน่าน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สำรวจความเสียหายของพระวิหารวัดภูมินทร์ โบราณสถานสำคัญใจกลาง อ.เมือง จ.น่าน พบว่าพระวิหารได้รับความเสียหาย โดยภายนอกและภายในมีรอยแตกร้าวหลายจุด รวมทั้งพบเศษกระจกที่ใช้ประดับเชิงชายหลุด

ส่วนภายในพระวิหาร พบรอยแตกร้าวตามผนัง ส่งผลให้ภาพวาดจิตรกรรมฝาผนังสำคัญหลายภาพมีความเสียหายหลายจุด รวมทั้งบริเวณกรอบประตู หน้าต่างมีรอยร้าว

แผ่นดินไหวสไตล์สดศรี !

ที่มา Voice TV



WAKE UP THAILAND ประจำวันที่ 25 มีนาคม 2554
วันนี้นำเสนอในประเด็น
-"สดศรี" ดอดสมัคร กก. ปฎิรูปกฏหมายอ้างเบื่อการเมือง
-"จตุพร" ปูดมือที่มองไม่เห็นสกัดเพื่อไทย
-ประวิตร ยืนยันไม่มีรัฐประหาร
-เขตเลือกตั้ง 375 เขต กรุงเทพฯชิง 33 คน / โคราช 15 ที่นั่ง ไม่มี "บึงกาฬ"
-สงครามปกหนังสือสุดสัปดาห์
-คืบหน้าสถานการณ์ลิเบีย

′ณัฐวุฒิ′

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 24 มีนาคม 2554)

หลังได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวตามคำสั่งศาลอาญา แกนนำ นปช.ระดับ "แม่เหล็ก" อย่าง "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ก็ขึ้นปราศรัยใหญ่บนเวทีการชุมนุมหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาแล้ว 2 ครั้ง

เป็นการขึ้นปราศรัยในช่วงเวลาตี 2 ทั้งคู่ นัยว่าคือกลยุทธ์ดึงดูดคนเสื้อแดงให้ปักหลักบนถนนราชดำเนินจนการชุมนุมเลิกรา

และดูเหมือนกลยุทธ์ดังกล่าวจะประสบผลสำเร็จด้วยดี

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆ ณัฐวุฒิและแกนนำ นปช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์จาก "แดงเสรีชน" จำนวนไม่น้อย ถึงปัญหาแนวทางการต่อสู้แบบ "ประนีประนอม"

กระทั่งบางครั้งเกิดความเชื่อว่าแกนนำหรือการ์ด นปช. อาจร่วมมือกับอำนาจรัฐในการสอดส่องคนเสื้อแดงบางกลุ่ม

จนส่งผลให้เป้าหมายซึ่งคนเสื้อแดงบางส่วนคาดหวังไว้ อาจกลายสถานะเป็นเพียงปลายทางที่เดินไปไม่ถึง

นี่เป็นกระบวนการถกเถียงและคลี่คลายตัว ที่ขบวนการประชาธิปไตยซึ่งเต็มไปด้วย "ความหลากหลายภายใน" จำเป็นต้องเผชิญ

นอกจากนี้ เป็นไปได้ว่าณัฐวุฒิ, แกนนำ นปช. และพรรคเพื่อไทย อาจกำลังเผชิญหน้าอยู่กับปัญหาอีกชุดหนึ่ง อันแตกต่างไปจากคนเสื้อแดงกลุ่มอื่นๆ

แต่ถึงที่สุดแล้ว ณัฐวุฒิก็ต้องก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า ด้วยฐานะกำลังสำคัญในการปราศรัยหาเสียงของพรรคเพื่อไทยอยู่ดี

หากมองย้อนกลับไป เส้นทางทางการเมืองของเขามีความน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย


จากนักโต้วาที และนักแสดงในรายการ "สภาโจ๊ก" สู่นักการเมืองตัวเล็กๆ ที่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

ทว่าสถานการณ์หลังรัฐประหาร 2549 และสภาวะทางการเมืองหลังการยุบพรรคพลังประชาชน กลับค่อยๆ หล่อหลอมให้ณัฐวุฒิกลายเป็นนักการเมืองและนักต่อสู้บนท้องถนนคนสำคัญ

ผู้พัฒนาลีลาการพูดจาและองค์ความรู้ทางการเมืองไทยขึ้นมาอย่างน่าจับตามอง

เขาได้ใจจากแม่ยก ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการบางส่วน

ขณะเดียวกัน มีการปราศรัยของณัฐวุฒิซึ่งถูกยกให้เป็น 1 ในคำปราศรัยที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่

ที่สำคัญ หากไม่มีอะไรผิดพลาด ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อาจได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งในอนาคต

น่าสังเกตด้วยว่า นักการเมืองหนุ่มที่ไม่ได้มีประวัติครอบครัวและประวัติการศึกษาน่าสนใจอย่างณัฐวุฒิเติบโตขึ้นมาในจังหวะรวดเร็วก้าวกระโดด ท่ามกลางสภาวะ "อปกติ" ของระบอบประชาธิปไตยไทย

ที่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งถูกทำรัฐประหาร, พรรคการเมืองหลายพรรคที่มีฐานคะแนนเสียงจากประชาชนถูกยุบ และนักการเมืองชุดใหญ่ถูก "ชำระล้าง" ออกจากเวทีการเมืองที่ถูกมองว่าสกปรกโสมม

ถ้าวงจรผิดปกติเช่นนั้นหมุนย้อนกลับมาอีกหน

สังคมการเมืองไทยก็อาจให้กำเนิด "ณัฐวุฒิ" ขึ้นมาอีกหลายคน

และคาถาต่อต้านอำนาจนอกระบบแบบทีเล่นที่ว่า "อียิปต์ ตูนิเซีย ลิเบีย ลิเบีย ตูนิเซีย อียิปต์"

ก็อาจมีความหมายในเชิงทีจริงมากยิ่งขึ้น