WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, March 26, 2011

เปิดสำนวน ป.ป.ช. "ภูมิธรรม " พ้นพงหนาม หลุด 7 ข้อกล่าวหา"ไทยเดินเรือทะเล"

ที่มา มติชน



ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอภินันทน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แถลงว่า เมื่อที่ 24 มีนาคม 2554 ได้มีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. หนึ่งในเรื่องสำคัญคือ เรื่องกล่าวหา นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม( ในรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ) และสภากรรมการบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพื่อดำเนิน การไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องกล่าวหา นายภูมิธรรม เวชยชัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม และสภากรรมการบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด กรณีร่วมกันกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ให้บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด เข้าร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทเจ้าของเรือไทยเพื่อจัดตั้งบริษัท บทด จำกัด โดยเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบริษัทเจ้าของเรือไทยหลายประการ โดยมีนายเมธี ครองแก้ว กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน นั้น

คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของ คณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้

1. กรณีกล่าวหาว่า ร่วมทุนกับบริษัทเอกชนตั้งกองเรือพาณิชย์ โดยไม่เสนอแผนงานให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติพิจารณา ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

ข้อเท็จจริง ฟังได้ว่า เมื่อประมาณปี 2548 บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด (บทด.) ได้ดำเนินโครงการตั้งกองเรือพาณิชย์แห่งชาติ โดยร่วมทุนระหว่าง บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด กับบริษัท เอกชน จำนวน 23 บริษัท และได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนคือ บริษัท บทด จำกัด ซึ่งได้มีการเสนอให้กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี โดยหน่วยงานทั้งสองได้ให้ความเห็นชอบในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแล้ว

ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548 คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติโครงการดังกล่าว และสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตรวจร่างสัญญาจัดตั้งบริษัทร่วมทุน เห็นว่า การจัดตั้งกองเรือพาณิชย์สามารถดำเนินการได้ เป็นการดำเนินธุรกิจปกติ ไม่เป็นไปตามนิยามของคำว่า “ร่วมงานหรือดำเนินการ” ตามพระราชบัญญัติว่า ด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535

2. กรณีกล่าวหาว่า แก้ไขข้อบังคับเพื่อยุบเลิกธุรกิจของบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด และเลิกจ้างพนักงาน โดยมิชอบ

ข้อเท็จจริง ฟังได้ว่า ในการแก้ไขข้อบังคับของบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด เป็นไปเพื่อให้ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด สามารถเข้าร่วมทุนกับบริษัทเอกชนได้ ในอัตรา 30:70 (จากเดิม บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด) เพื่อแปรรูปกิจการ และเพิ่มบทบาทให้กับภาคเอกชน

แต่บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด เป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นในรูปบริษัทจำกัด การดำเนินการต่าง ๆ จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมีข้อกำหนดว่าการแก้ไขข้อบังคับของบริษัทจะต้องผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นบริษัท ซึ่งที่ประชุมสภากรรมการบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้มีมติอนุมัติเห็นชอบในเบื้องต้นให้แก้ไขข้อบังคับของบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ก็เพื่อจะได้นำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติด้วยมติพิเศษ

โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ที่มีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ (99.99%) ก็ได้มีมติเห็นชอบให้แก้ไขข้อบังคับ และได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้จัดตั้งบริษัทร่วมทุน เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2548

ส่วนกรณีที่มีการแก้ไขข้อบังคับให้ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ร่วมทุนกับเอกชนในอัตรา 30:70 แล้วจะทำให้อำนาจในการบริหารตกไปอยู่กับบริษัทเอกชนตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ นั้น ฟังได้ว่า การพิจารณาในเรื่องสำคัญๆ ต้องอาศัยมติพิเศษ ซึ่งต้องมีเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของผู้ถือหุ้นทั้งหมด หากผู้ถือหุ้นของ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ไม่เห็นด้วย เรื่องก็ตกไป

ส่วนเรื่องส่วนแบ่งของการขนส่งทางทะเล เรือแต่ละประเภทก็มีลักษณะการใช้งานต่างกัน มีลูกค้าที่ต่างกัน และบริษัทเอกชน 23 บริษัท ถือหุ้นในบริษัท บทด จำกัด ประมาณบริษัทละ 3% เท่านั้น จึงไม่มีบริษัทใดบริษัทหนึ่งจะได้ฐานลูกค้าส่วนใหญ่ไปเพียงผู้เดียว เพราะแต่ละบริษัทก็จะแข่งขันกันประกอบธุรกิจตามประเภทเรือของตน อีกทั้งไม่ปรากฏว่ามีการแลกหุ้นกับบริษัทเอกชนตามที่มีการกล่าวหาแต่อย่างใด

สำหรับกรณีการเลิกจ้างพนักงาน นั้น ฟังได้ว่า เป็นการดำเนินโครงการ “ร่วมใจจากด้วยความยินดีทั้งสองฝ่าย” ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ และพนักงานที่เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนโดยใช้หลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลังและเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน

ส่วนกรณีที่พนักงานของ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นั้น สำนักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งให้ทราบแล้วว่า บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบ กฎหมายแล้ว กรณีที่มีการยุบเลิกตำแหน่งและปรับผังองค์กร ก็เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็น HOLDING COMPANY ที่ให้เหลือพนักงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และพนักงานที่ถูกเลิกจ้างก็ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามกฎหมายไปแล้ว

3. กรณีกล่าวหาว่า เอื้อประโยชน์โดยมิชอบให้บริษัท ร่วมทุน ใช้ชื่อว่า “บริษัท บทด จำกัด”

ฟังได้ว่า การใช้ชื่อว่า “บริษัท บทด จำกัด ” เป็นนโยบายของนายภูมิธรรม เวชยชัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการให้สาธารณชนทราบว่า รัฐมีส่วนร่วมในการลงทุนในบริษัท บทด จำกัด ซึ่งการจดทะเบียนบริษัท นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะรับจดทะเบียนเฉพาะชื่อภาษาไทยเท่านั้น และจะไม่รับจดชื่อย่อของบริษัท

เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดให้รับจดชื่อย่อ ซึ่งกรณี บริษัท บทด จำกัด นั้น ไม่ปรากฏว่าซ้ำกับชื่อที่ได้จดทะเบียนไว้ และนายทะเบียนฯ ก็ไม่อาจทราบได้ว่า “บทด” เป็นชื่อย่อของบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด จึงได้รับจดทะเบียนให้ และในการดำเนินการเรื่องนี้ก็ไม่ปรากฏว่า นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้เข้าไปแทรกแซงการจดทะเบียนบริษัทฯ หรือได้รับผลประโยชน์จากการใช้คำว่า “บทด” แต่อย่างใด

4. กรณีกล่าวหาว่า จัดตั้งบริษัท บทด จำกัด โดยให้บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด เข้าร่วมทุนกับกลุ่มบริษัทเจ้าของเรือไทย และบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้จ่ายเงินชำระค่าหุ้นให้บริษัท บทด จำกัด ทั้งที่ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายเป็นค่าหุ้น

ฟังได้ว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ลงทุนจำนวน 200 ล้านบาท โดยไม่ได้ระบุให้แน่ชัดว่าจะให้บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ใช้วันใดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณเงินลงทุน จำนวน 200 ล้านบาท ดังนั้น บริษัท ฯ จึงใช้ช่วงวันหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ แต่ปรากฏว่า ในการคำนวณเงินสดและค่าใช้จ่ายหรือภาระผูกพันที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

ในอนาคตของบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ในช่วงแรก นั้น ได้มีการคำนวณคลาดเคลื่อนจากมาตรฐานการบัญชี แต่จากข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมาพบว่า มีเงินสด จำนวน 200 ล้านบาทเศษซึ่งเพียงพอต่อการลงทุนตามที่สภากรรมการบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้คำนวณไว้แล้ว

ส่วนการจ่ายเงินชำระค่าหุ้น นั้น บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ไม่ต้องดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจำหน่ายหุ้นและซื้อหุ้นของส่วนราชการ พ.ศ. 2535 เพราะบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่ใช่ส่วนราชการ และบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ไม่ได้ซื้อหุ้นหรือขายหุ้น แต่เป็นการร่วมลงทุนโดยไปจัดตั้งบริษัทใหม่

5. กรณีกล่าวหาว่า ดำเนินการจัดจ้างโดยวิธีพิเศษ ให้บริษัท บทด จำกัด เป็นผู้บริหารจัดการงานด้านธุรกรรม ไม่ชอบด้วยระเบียบ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2537

ฟังได้ว่า สภากรรมการ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้ว่าจ้างบริษัท บทด จำกัด ให้เป็นผู้รับจัดการขนส่งของต่างๆ ของบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด โดยวิธีพิเศษ แต่ไม่มีการส่งมอบธุรกรรมให้แก่ บริษัท บทด จำกัด อีกทั้ง ได้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2537 โดยถูกต้องแล้ว ไม่ปรากฏว่า มีการดำเนินการอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ แก่บริษัท บทด จำกัด แต่อย่างใด

6. กรณีแต่งตั้งผู้รักษาการผู้อำนวยการ บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ทั้งที่บุคคลดังกล่าวมีอายุเกินกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ อันเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518

ฟังได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กระทรวงการคลัง ได้กำหนดแนวทางในการแต่งตั้งและกำหนดค่าตอบแทนผู้รักษาการแทนผู้บริหารสูงสุด ว่า ในกรณีที่กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจกำหนดไว้ ก็ให้ปฏิบัติตามที่กำหนด แต่หากกฎหมาย ไม่กำหนดคุณสมบัติหรือกฎหมายให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่งตั้งบุคคลใดให้รักษาการแทนได้ ให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจแต่งตั้งจากพนักงานในระดับรองผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจหรือกรรมการของรัฐวิสาหกิจ

ซึ่งบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ก็มีระเบียบให้สามารถตั้งกรรมการในสภากรรมการ บริษัท ไทยเดินเรือ
ทะเล จำกัด ดำรงตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการได้

ดังนั้น ในการแต่งตั้งกรรมการบริษัทฯ ซึ่งแม้จะมีอายุเกินกว่าหกสิบปีบริบูรณ์เป็นกรรมการรักษาการผู้อำนวยการ จึงไม่ขัดต่อพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 ดังนั้น การดำเนินการของสภากรรมการบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด จึงเป็นไปโดยชอบแล้ว

7. กรณีกล่าวหาว่า เอื้อประโยชน์ให้บริษัท บทด จำกัด ใช้สิทธิการใช้เรือเสมือนหนึ่งเรือไทยโดยมิชอบ

ฟังได้ว่า ภายหลังจากการจัดตั้งบริษัท บทด จำกัด แล้ว บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้ว่าจ้างบริษัท บทด จำกัด บริหารงานและดำเนินธุรกิจในนามบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ซึ่งปรากฏว่า มีบริษัทตัวแทนเรือของบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด แห่งหนึ่ง ได้ใช้สิทธิการใช้เรือเสมือน หนึ่งเรือไทยตามมติคณะรัฐมนตรีโดยมิชอบ ซึ่งบริษัท บทด จำกัด ในฐานะผู้บริหารงานและดำเนินธุรกิจ แทนบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้มีหนังสือแจ้งไปยังบริษัทตัวแทนเรือเอกชนนั้น ให้เลิกการกระทำดังกล่าวและจะไม่รับผิดชอบเรื่องนี

ต่อมาบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้ยกเลิกการเป็นตัวแทนของบริษัทตัวแทนเรือเอกชนนั้นแล้ว เนื่องจากตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวมีส่วนร่วมทุจริตกับอดีตพนักงานบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ซึ่งได้มีการส่งเรื่องดังกล่าวมาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงแล้ว ไม่ปรากฏว่า บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ปล่อยปละละเลยให้ บริษัท บทด จำกัด ดำเนินการโดยมิชอบแต่อย่างใด

สำหรับกรณีกล่าวหาว่า เอื้อประโยชน์ให้ บริษัท บทด จำกัด ขนส่งสินค้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยมิได้ใช้เรือไทยและไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เรืออื่นที่มิใช่เรือไทย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. 2521 นั้น

ฟังได้ว่า ตามระเบียบสำนักส่งเสริมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการอนุญาตให้บุคคลที่สั่งหรือนำของเข้าจากต่างประเทศบรรทุกของโดยเรืออื่นที่มิใช่เรือไทย ได้กำหนดว่า ในกรณีที่รัฐวิสาหกิจเป็นผู้สั่งซื้อของจากต่างประเทศโดยว่าจ้างหรือมอบหมายให้ผู้รับจัดการขนส่งเป็นผู้นำเข้านั้น ให้ผู้รับจัดการขนส่งดังกล่าวยื่นคำขออนุญาตแทนรัฐวิสาหกิจที่ตนกระทำแทน

ดังนั้น เมื่อบริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ได้ว่าจ้างให้บริษัท บทด จำกัด บริหารองค์กรและดำเนินธุรกิจแทนแล้ว บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด จึงได้ยื่นขออนุญาตบรรทุกของในนาม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด

แต่สำนักส่งเสริมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กำหนดให้ต้องยื่นหนังสือมอบอำนาจ ซึ่งไม่เคยกำหนดมาก่อน และปรากฏจากหนังสือของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยมีหนังสือถึงอธิบดีกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ยืนยันว่า บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด เป็นผู้ดำเนินการในฐานะตัวแทนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ซึ่งต่อมากรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ได้ออกหนังสืออนุญาตย้อนหลังให้บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ดังนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการตีความและเรียกใบมอบอำนาจซึ่งในทางปฏิบัติไม่เคยเรียกมาก่อน จึงเป็นสาเหตุให้บริษัท ไทยเดินเรือทะเล จำกัด ยื่นขออนุญาตบรรทุกของโดยเรืออื่นไม่ทัน ซึ่งต่อมาได้มีการอุทธรณ์และได้มีการออกใบอนุญาตย้อนหลังแล้ว ไม่ปรากฏว่า มีการเอื้อประโยชน์ให้ บริษัท บทด จำกัด ขนส่งสินค้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยไม่ใช้เรือไทยหรือไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้เรืออื่นที่มิใช่เรือไทยแต่อย่างใด

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า ข้อกล่าวหาทั้ง 7 ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

นอกระบบ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



แปลกทั้งที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ยืนยันวันละหลายหนว่า จะยุบสภาต้นเดือนพ.ค. แน่นอน

ทั้งยังขอร้องทุกฝ่ายช่วยกันสนับสนุนการเลือกตั้งเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

ขณะที่พรรคการเมืองเล็กใหญ่ต่างขานรับแนวทางนี้ ทั้งยังร่วมมือร่วมใจผลักดันกฎหมายลูก 3 ฉบับรองรับการเลือกตั้งและการทำงานของกกต. จนผ่านวาระแรกอย่างรวดเร็ว

นั่นเพราะทุกพรรคการเมืองและประชาชนจำนวนมากต่างคาดหวัง การเลือกตั้งจะเป็นเครื่องยุติความขัดแย้งทางการเมืองที่ดำเนินมายาวนานหลายปี

กระนั้นก็ตามยังอุตส่าห์มีบุคคลบางกลุ่มบางพวกพยายามกวนน้ำให้ขุ่น

เคลื่อนไหวปล่อยข่าวตลอดเวลาเช่นกันว่าอาจไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น เพราะทหารจะออกมาปฏิวัติล้มกระดานเสียก่อน

ทำให้ทั้งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. หรือแม้แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลา โหม ต้องออกมาให้หลักประกันว่า กองทัพพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้ง

และไม่ทำปฏิวัติเด็ดขาด

ทีนี้พอแผนยั่วยุกองทัพทำปฏิวัติดูท่าจะไม่สำเร็จ กลุ่มคนดังกล่าวเลยเปลี่ยนวิธีใหม่มาเป็นการกดดันเรียกร้องให้กกต.ลาออก จะได้ไม่มีหน่วยงานจัดการเลือกตั้ง

ขีดเส้นเวลาให้เสร็จสรรพว่า กกต.ควรลาออกหลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภาแล้วเพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง

จากนั้นก็ตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาบริหารประเทศ เปิดโอกาสให้ "คนนอก" เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ

คนคิดแผนนี้ได้ต้องถือว่าวิปริต

มีกลุ่มที่จัดการชุมนุมอยู่ขณะนี้ที่พูดจาในทำนองเดียวกัน เป็นกลุ่มเดียวกับที่เคลื่อนไหวจุดชนวนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ครั้งนี้หันมามุ่งการเมืองในประเทศ

ทั้งที่แรกเริ่มเดิมทีคนกลุ่มนี้ได้ตั้งพรรคการเมืองของตนเองขึ้น แต่ไปๆ มาๆ ทำท่าจะไปไม่รอดเพราะขาดผู้สนับสนุน ทั้งยังขยันสร้างศัตรู ด่ากราดคนอื่นไปทั่ว

มิตรสหายแนวร่วมนับวันยิ่งร่อยหรอ

ถึงเวลาเลือกตั้งแทนที่จะเอาเวลาไปเตรียมตัวส่งคนลงสมัคร และวางนโยบายหาเสียงแข่งกับพรรคอื่นๆ ดันเอาเวลามาจัดชุมนุมเรียกร้องวิธีการนอกระบบ

อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นกลุ่มถอยหลังลงคลอง แล้วจะเรียกว่าอะไร

ใช่-ไม่ใช่...พี่น้อง!

ขอส่งบทเพลงเป็นกำลังใจให้กับชาวญีปุ่นที่ประสบชะตากรรมทุกๆท่านนะครับ‏

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

วิดีโอ นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจให้กับชาวญี่ปุ่นทุกๆคน ขอให้มีความเข้มแข็ง อดทน ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้นและมีความหวังที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ที่จะกลับมาเป็นประเทศที่เข้มแข็งอีกครั้งครับ ขอขอบคุณเจ้…
Tribute to Tsunami Earthquake in Japan 2011

http://www.youtube.com/watch?v=DBQcxtJXH54&feature=player_embedded#at=67

Animation เตาปฏิกรณ์ เปรียบเทียบกับอึและตด

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

Animation เตาปฏิกรณ์ เปรียบเทียบกับอึและตด

http://www.youtube.com/watch?v=dmtd7-QhymI&feature=player_embedded



Just in case you haven’t seen it. Quite easy to understand. "เตา ปฏิกรณ์เปรียบเทียบกับอึและตด" - ชื่ออาจจะฟังดูน่ารังเกียจ แต่ดูแล้วเข้าใจง่าย น่าจะช่วยใช้อธิบายให้เด็กๆ ฟังถึงสถานการณ์ในญี่ปุ่นในปัจจุบันได้ไม่มากก็น้อยค่ะ

ความจริง..บนโลกไซเบอร์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“ยุทธศาสตร์ 2 ขา 5 เขต เราเพิ่มเขตที่ 5 คือเขตที่อยู่ในโลกไซเบอร์...
พี่น้องต้องเข้าไปต่อสู้ในเขตนี้ด้วย”

นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
แดงทั้งแผ่นดิน ปราศรัยกับคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2554
ที่ครบรอบ 1 ปีของการชุมนุมใหญ่ “นปช. แดงทั้งแผ่นดิน”
ที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนตามยุทธศาสตร์ 2 ขา 5 เขต คือ
ขาหนึ่งต่อสู้ในสภา อีกขาอยู่ในถนนต่อสู้กับคนเสื้อแดง
ส่วน 5 เขตคือ
1.ในชนบท
2.ในเมือง
3.ในกรุงเทพฯ
4.ในต่างประเทศ และ
5.ในโลกไซเบอร์

แต่อุปสรรคสำคัญคือระบอบที่ล้าหลังอย่าง “ระบอบอำมาตย์”
ทั้งๆที่เศรษฐกิจไทยเป็นทุนนิยมแล้ว
แต่เมื่อศูนย์อำนาจการเมือง
การปกครองและศูนย์อำนาจทางเศรษฐกิจอยู่ในกรุงเทพฯ ดังนั้น
สนามการต่อสู้ที่จริงจังและแตกหักจึงอยู่ในกรุงเทพฯ
คนเสื้อแดงจึงต้องปักหลักต่อสู้ในเขตกรุงเทพฯ

“ตาสว่าง” ไม่ต้อง “ปากสว่าง”

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวถึง
ยุทธวิธีเคลื่อนไหวของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน โดยขึ้นกล่าวปราศรัยเป็นครั้งแรก
หลังจากถูกจองจำกว่า 9 เดือนว่า ต้องสอดรับกับสถานการณ์
โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น นปช. แดงทั้งแผ่นดิน
ทุกคนต้องทำตัวเป็นผู้ปฏิบัติงานในสนามเลือกตั้งของฝ่ายประชาธิปไตย
ไม่ใช่หัวคะแนนเหมือนในอดีต
โดยคนเสื้อแดงจะปูพรมทั่วทุกอณูพื้นที่ของประเทศไทย
เพื่อไปอธิบายหลักการ แนวคิดเรื่องประชาธิปไตย
ไปติดอาวุธทางความคิด ติดอาวุธทางปัญญาให้ประชาชน
จนประชาชนเกิดความเข้าใจว่าทำไมต้องต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

“สิ่งที่ผมได้ยินตอนอยู่ในเรือนจำคือคำว่าตาสว่าง ไม่รู้ใครเขาพูดกัน
แต่ผมได้ยินพี่น้องบอกว่าตาสว่างๆๆ
ถามว่าพี่น้องตาสว่างแล้วผมสว่างไหม ผมก็สว่าง
เมื่อประชาชนตาสว่างก็จะไม่มีใครสามารถซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดได้อีกต่อไป
ประเด็นคือเมื่อตาสว่างแล้วเราจะทำอย่างไรต่อ พี่น้องที่เคารพครับ
สำหรับผมที่จะพูดคุยกับพี่น้องในฐานะที่เราเดินต่อสู้ในเวทีกลางแจ้ง
เราต่อสู้อย่างเปิดเผย เราต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาตลอดแบบนี้
ผมอยากจะบอกกับพี่น้องว่า ตาสว่างแต่บางทีปากไม่ต้อง สว่างก็ได้ครับ
ตาสว่างไม่จำเป็นว่าปากต้องสว่าง
ในบางสถานการณ์เสียงกระซิบมันได้ผลกว่าเสียงตะโกนครับ”

สงครามข่าวสาร

นายณัฐวุฒิยอมรับว่าเจ็บปวดที่ถูกขัง 9 เดือน
แต่เทียบไม่ได้กับการบาดเจ็บล้มตายของพี่น้องเสื้อแดง
ที่วันนี้ยังถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายและล้มสถาบัน
กรณีโลกอาหรับก็ทำให้วันนี้สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงโบกพัดให้คนเสื้อแดง
ที่เจ็บปวดจากการต่อสู้มีความรู้สึกสดชื่นตื่นตัวขึ้นมาอีกครั้ง เฉกเช่นคนทั่วโลก
ที่กำลังต่อสู้กับอำนาจเผด็จการเพื่อให้ได้ประชาธิปไตย แม้ในลิเบียยังลูกผีลูกคน

“ท่านเห็นไหมว่าสถานการณ์การต่อสู้ของเรา
อยู่ในระนาบใกล้เคียงกับสถานการณ์ของเขาเหมือนกัน
แล้วเดาไม่ถูกว่าประชาชนประเทศไหนจะถึงเส้นชัยแห่งประชาธิปไตยก่อนกัน
แต่สิ่งที่ผมมั่นใจได้ก็คือ
ไม่มีประชาชนในประเทศใดๆจะยอมศิโรราบต่ออำนาจของผู้เผด็จการอีกแล้ว
นี่คือสิ่งที่ผมมั่นใจ”

อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิยืนยันว่าการต่อสู้ของคนเสื้อแดงจะเป็นไปอย่างสันติวิธี
แม้จะต้องต่อสู้ทั้ง “มือที่มองไม่เห็น” อำนาจพิเศษ และอำนาจมืดต่างๆที่พูดไม่ได้
แต่คนเสื้อแดงต้อง “ตาสว่าง” รู้แจ้งเห็นจริงเพื่อต่อสู้ให้ได้ชัยชนะ

โดยเฉพาะในโลกไซเบอร์ที่นางธิดาให้พี่น้องคนเสื้อแดงเข้าไปต่อสู้ในเขตนี้ด้วย
เพราะวันนี้โลกไซเบอร์กลายเป็นสนามต่อสู้สำคัญของคนทั้งโลก
ที่ใช้ทวงอำนาจจากคนส่วนน้อยคืน อย่างกระแสประชาธิปไตยในโลกอาหรับ
ที่เกิดจากโลกไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊คหรือทวิตเตอร์

เช่นเดียวกับขบวนการเสื้อแดงจะต้องสู้ต่อไปเรื่อยๆ มีการชุมนุมเดือนละ 2 ครั้ง
จนกว่าจะได้รับความยุติธรรมและมีผู้รับผิดชอบ 91 ศพที่เสียชีวิต
ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
การรณรงค์ของกลุ่ม “ไม่เอา 112” เพื่อไม่ให้นำกฎหมายหมิ่นเบื้องสูง
มาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
หรือกรณี “วิกิลีกส์” ที่นำข้อเท็จจริงและเบื้องหลังสถานการณ์ต่างๆในโลก
และประเทศไทยออกมาเปิดเผย

ความจริงเผาบ้านเผาเมือง

โดยเฉพาะเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่วันนี้ยังไม่มีคำตอบว่า
ใครเป็น “ฆาตกร” หรือ “ใครสั่งฆ่าประชาชน” รวมทั้งใครที่เผาบ้านเผาเมือง
แต่ในโลกไซเบอร์นั้นกลับสามารถค้นหาทั้งภาพถ่าย คลิปวิดีโอ ข่าว
และความคิดเห็นทุกแง่ทุกมุมได้ แม้จะถูกปิดกั้นจากอำนาจรัฐหรือผู้นำเผด็จการก็ตาม

โลกไซเบอร์จึงเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด
โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและประชาธิปไตยซึ่งไม่มีใครปิดกั้นได้
ประชาธิปไตยจึงถูกส่งผ่านทางโลกไซเบอร์
ซึ่งมีพลานุภาพน่ากลัวไม่น้อยไปกว่าสึนามิถล่มประเทศญี่ปุ่น

อย่างกรณีเผาเซ็นทรัลเวิลด์ที่อภิปรายอย่างดุเดือดในสภานั้น
หลักฐานมากมายก็นำมาจากโลกไซ-เบอร์ที่มีการนำไปเผยแพร่
ซึ่งสื่อกระแสหลักหรือสื่อทั่วไปไม่นำเสนอหรือไม่กล้านำเสนอ
อย่างการชี้แจงของตัวแทนผู้บริหารของเซ็นทรัลเวิลด์ต่อคณะกรรม-การ
ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา
ที่มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธานว่า
มีคนกลุ่มหนึ่งพยายามลอบเผาห้างหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
เนื่องจากมีหน่วยรักษาความปลอดภัยคอยป้องกันเหตุจำนวนหลายร้อยคน
หลังจากคนเสื้อแดงมอบตัวแล้ว

กลุ่มคนดังกล่าวพร้อมอาวุธครบมือ
ได้เข้ามาภายในเซ็นทรัลเวิลด์จนสามารถบีบให้หน่วยรักษาความปลอด ภัยยอมจำนน
และสามารถเผาได้สำเร็จ โดยมีวิดีโอบันทึกภาพกลุ่มคนที่วางเพลิงไว้ด้วย

สอดคล้องกับนายสุทธิธรรม จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทกลุ่มเซ็นทรัล
ที่ให้สัมภาษณ์หลังเกิดการเผาห้างไม่ถึง 2 เดือนว่า
ห้างมีวอร์รูมตั้งแต่เดินขบวนที่มีเจ้าหน้าที่ประจำตลอด 24 ชั่วโมง
มีผู้บริหารระดับหนึ่งประจำอยู่เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน
รายงานตรงถึงผู้บริหารระดับสูงได้ตลอดเวลา วอร์รูม
จึงมีข้อความถึงผู้บริหารตลอดทุก 10 นาที หรือทุกครึ่งชั่วโมงแล้วแต่ความเคลื่อนไหว

ซักฟอกผ่านโลกไซเบอร์

แม้แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ 9 รัฐมนตรี
ก็ยังมีการตอบโต้ผ่านโลกไซเบอร์
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์
ตอบโต้นายอภิสิทธิ์ที่ชี้แจงนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย
ในฐานะหัวหน้าทีมอภิปราย ฝ่ายค้าน
เรื่องหนี้สาธารณะว่ารัฐบาลต้องกู้เงินมาฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พรรคเพื่อไทยก่อเอาไว้
และยืนยันว่ามีหนี้น้อยกว่ายุค พ.ต.ท.ทักษิณ โดย พ.ต.ท.ทักษิณทวิตว่า

“ได้ฟังคุณอภิสิทธิ์ตอบคุณมิ่งขวัญในสภาแล้วรู้สึกว่าน้องยังเด็กเหลือเกิน
นักการเมืองที่ดีต้องพูดความจริงต่อประชาชนครับ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน”

พ.ต.ท.ทักษิณยังทวิตต่อว่า
สมัยตนรับหนี้มาจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ 2 ก้อนใหญ่ๆคือ
1.หนี้กองทุนฟื้นฟูที่เกิดจากการขายทรัพย์ที่เอามาจากสถาบันการเงินล้มแบบโง่ๆ
ให้กับโกลด์แมน ซาคส์, เลห์แมน บราเธอร์ส และจีอี แคปปิตอล
ที่ได้ราคาไม่ถึง 20% ของต้นทุนทรัพย์สิน แถมยังช่วยไม่ให้ฝรั่งเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอีก
หนี้ก้อนนี้ประมาณ 700,000 ล้านบาท
หนี้ก้อนที่ 2 กู้มาจากโครงการมิยาซาวา, ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี), ธนาคารโลก
และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประมาณ 600,000 กว่าล้านบาท
ซึ่งหนี้ไอเอ็มเอฟประมาณ 400,000 ล้านบาท ใช้ไปหมดแล้ว
รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาจึงถือโอกาสกู้เงินเพื่อหวังผลทางการเมืองและมีการคอร์รัปชัน
ทำให้หนี้สูงขึ้นเป็นลำดับ

“ขอแนะนำว่าให้ยอมรับและบอกว่าจะให้ความสนใจเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้น
จะใช้เงินที่กู้มาให้เกิดประโยชน์กว่านี้ จะปล่อยให้โกงน้อยลง
จะไม่ให้เกิดการกักตุนสินค้าและตามมาด้วยการขึ้นราคาแบบนี้อีก
ผมว่าดูจะเป็นผู้ใหญ่กว่า ได้รับความเห็นใจกว่า บอกประชาชนไปเลยครับว่า
ผมกำลังเรียนรู้งานอยู่ อีกหน่อยผมก็เก่งเองครับ”

“จาตุรนต์” ทวิตถล่มซ้ำ

เช่นเดียวกับนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย
ในฐานะทีมวอร์รูมติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ซึ่งมีแกนนำพรรคและสมาชิกบ้านเลขที่ 111 คอยประเมินผลการอภิปราย
ก็ทวิตข้อความตอบ โต้นายอภิสิทธิ์เรื่องหนี้ว่า
พรรคไทยรักไทยทำให้หนี้ที่พรรคประชาธิปัตย์สร้างไว้ลดลงอย่างมากและรวดเร็ว

“คุณอภิสิทธิ์ไปเอาตัวเลขหนี้สาธารณะมาจากไหน
และยังตัดตอนประวัติศาสตร์มาพูด ลักไก่เอาแบบไม่น่าเชื่อ
เรื่องตัวเลขหนี้สาธารณะเป็นอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง
แต่หนี้ตอนไหนมากกว่าตอนไหนไม่ใช่ประเด็น
จะจับให้มั่นคั้นให้ตายต้องรวบรวมเรื่องใหญ่ๆ
ที่คุณอภิสิทธิ์ไม่ตอบหรือตอบไม่ได้มาแสดงให้เห็น แล้วจะพบว่า
คุณอภิสิทธิ์สอบตกแน่ แต่ผมขอไม่ทำเองนะครับ
เรื่องหนี้สาธารณะคุณอภิสิทธิ์คิดผิดถนัด
ที่มาคุยว่าหนี้สมัยตัวเองน้อยกว่าสมัยคุณทักษิณ
ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นจุดแข็งที่สุดของคุณทักษิณ และเป็นจุดอ่อนที่สุดของคุณอภิสิทธิ์”

ปชป. รัวทวิตแจงประชาชน

ในวันเดียวกันทีมโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้เขียน ข้อความลงทวิตเตอร์ โดยใช้ชื่อว่า
“@democratTH” สรุปประเด็นการชี้แจงของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรี เป็นข้อความสั้นๆอย่างต่อเนื่อง
ทวิตเตอร์ไทยคู่ฟ้า “Thaikhufa” ของรัฐบาลก็โพสต์ข้อความรวมถึงรายงาน
ความเคลื่อนไหวต่างๆของนายอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีที่ชี้แจงในการอภิปรายทันที
ในแต่ละประเด็นแบบนาทีต่อนาทีทีเดียว

วอร์รูมกองทัพ

แม้แต่กองทัพบกก็ตั้งวอร์รูม
โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เปิดเผยว่า
วอร์รูมเป็นแค่การติดตามสถานการณ์ทางทหาร ซึ่งกองทัพบกมีงานทุกวันอยู่แล้ว
มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบติดตามสถานการณ์รอบประเทศ 24 ชั่วโมง มี 7 กองกำลังทำงาน
แต่หากมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับทหารถามเข้ามาก็ตอบไปเท่านั้น
เพราะการทำงานของทหารเป็นผู้ปฏิบัติเท่านั้น

อย่างเหตุการณ์เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ที่กองทัพเข้าไปรับผิดชอบก็ทำตามคนที่สั่งการโดยชอบตามกฎหมายคือรัฐบาล
ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ที่ระบุว่า
จงใจใช้อำนาจหน้าที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายสั่งการทหารเข่นฆ่าประชาชนนั้น
เรื่องการใช้กำลังทหารไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ประชาชนต้องแยกให้ออก
เพราะเจ้าหน้าที่ทหารเลี่ยงคำสั่งไม่ได้ กฎหมายคือกฎหมาย ความรับผิดชอบมีอยู่แล้ว
ถ้าสั่งการมาแล้วชอบด้วยกฎหมายก็ต้องปฏิบัติ จะปฏิบัติอย่างไรให้เกิดความปลอดภัย
ต้องใช้ความระมัดระวัง โดยยืนยันว่าช่วงกระชับพื้นที่ทหารทำตามคำสั่ง
ที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาล ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
กลุ่มเสื้อแดงมีสิทธิเลี่ยงพื้นที่อันตรายได้แต่กลับหันมาสู้กับกฎหมาย

การเมืองบนโลกไซเบอร์

โลกไซเบอร์จึงกลายเป็นพื้นที่การตอบโต้การอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลที่ดุเดือดไม่น้อยกว่าในสภา
และยังอาจได้ข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ชัดเจนกว่าการอภิปรายในสภา
เพราะไม่ถูกขัดจังหวะจากบรรดาองครักษ์พิทักษ์นาย หรือเป็นข้อมูลจากผู้รู้จริง
ซึ่งทั้งพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยก็มีการตั้งวอร์รูมขึ้นมาต่อสู้กัน

วันนี้โลกไซเบอร์จึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ในเวทีการเมืองและการเคลื่อนไหวต่างๆของภาคประชาชน
แม้แต่การก่ออาชญากรรมและก่อการร้ายต่างๆ เหมือนทีวี.ออนไลน์
ที่ขณะนี้คนไทยหลายสิบล้านคนเลือกดูแทนทีวี.เสรีหรือสื่อหลัก
ที่มีการนำเสนอที่อยู่ในกรอบและมอมเมา

อาชญากรรมหรือการเมือง

นิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ 2 กรก-ฎาคม 2552
ได้เคยวิเคราะห์การเมืองบนโลกไซเบอร์ของไทยว่าเหมือนกับจีน
เพราะทั้ง 2 ประเทศคอยอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย
แต่โลกไซเบอร์ในจีนกลับเป็นสมรภูมิระหว่างเสรีภาพในการพูดและการเซ็นเซอร์
เช่นเดียวกับไทยที่แม้จะมีเสรีมากกว่าสื่อกระแสหลักที่ขาดความกล้า
แต่การตรวจสอบก็ทำมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2551
โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
ได้สกัดกั้นเว็บไซต์มากกว่า 8,300 เว็บ
โดยอ้างว่าผิดกฎหมายหมิ่นเบื้องสูง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติปิดเว็บเพจมากกว่า 32,000 หน้า ด้วยข้อหาต่างๆกันเมื่อปี 2550
แม้แต่ยูทูบยังโดนปิดกั้นเป็นเวลานานหลายเดือนหากเปิดเผยข้อมูลที่ไม่ถูกใจผู้มีอำนาจ

The Economist ยังกล่าวถึงขบวนการ “ไล่ล่าแม่มด” บนโลกไซเบอร์ว่า
เบื้องหลังคือการเมืองที่เป็น กลุ่มต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ
จนกระทั่งเกิดการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งเหมือนการปล้นอำนาจ
โดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีกองทัพ ตุลาการ และชนชั้นสูงอยู่เบื้องหลัง
โดยใช้กลุ่มเสื้อเหลืองออกหน้าการขับไล่
โดยอ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณและพวกพยายามทำลายสถาบันเบื้องสูง
จนในที่สุดนายอภิสิทธิ์ก็ได้เป็นรัฐบาล พร้อมตั้งคำถามว่า
เรื่องนี้เป็นการเมืองหรืออาชญากรรม

“ทักษิณ” ใช้โลกไซเบอร์สู้

อย่างไรก็ตาม หลังจากต้องพ่ายแพ้ด้วยโลกไซเบอร์
จากการส่งต่อข่าวอย่างเป็นระบบจากกลุ่มต่อต้าน
โดยไม่สนว่าข่าวนั้นจะจริงหรือเท็จอย่างไร พ.ต.ท.ทักษิณ
ก็พลิกกลับมาใช้โลกไซเบอร์เป็นจุดแข็งมาโดยตลอดในการต่อสู้
เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเองเช่นกันนับตั้งแต่ต้องออกไปอยู่นอกประเทศ
ซึ่งต้องยอมรับว่าการวิดีโอลิ้งค์หรือโฟนอินหรือทวิตข้อความของ พ.ต.ท.ทักษิณ
เข้ามายังคนเสื้อแดงหรือในเหตุการณ์สำคัญๆหลายครั้งนั้นมีผลต่อสังคมไทยไม่น้อย

ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาและโจมตีของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์หรือกลุ่ม
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พ.ต.ท.ทักษิณก็จะใช้โลกไซเบอร์คอยตอบโต้
ทำให้ยังอยู่ในกระแสข่าวทั้งในประเทศไทยและการเมืองโลก

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ก็วางยุทธศาสตร์ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งใหม่
ผ่านโลกไซเบอร์มานานแล้ว รวมทั้งเว็บไซต์ของนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์
ที่ถือเป็นฐานเสียงสำคัญที่สร้างภาพและคะแนนนิยมของนายอภิสิทธิ์และนายกรณ์
ให้กับคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ไม่เคยรู้ข่าวจากแหล่งอื่น
เพราะรับข่าวสารจากโลกไซเบอร์อย่างเดียวเท่านั้น

โลกไซเบอร์กับประชาธิปไตย

นายยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการเสวนาเปิดตัวหนังสือ
“สื่อออนไลน์ BORN TO BE DEMOCRACY” ว่าแม้ไม่แน่ ใจว่า
สื่อออนไลน์จะเป็นประชาธิปไตยโดยตัวเอง
แต่ก็น่าจะเป็นเครื่องมือนำไปสู่ประชาธิปไตยมากกว่า
หรือเรียกว่า born to become democracy

นอกจากนี้ยังมีคำถามเกี่ยวกับสื่อออนไลน์ ซึ่งผู้คนมักมองเห็นพลังและแง่บวก
ในการสร้าง “พื้นที่สาธารณะ” อย่างไร้พรมแดน ถึงที่สุด
ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับโลกออฟไลน์
พรมแดนทางออนไลน์ที่ยังมีเรื่องของภาษาหรือกฎกติกาในเว็บต่างๆ
ที่คนจะมีส่วนร่วมกำหนดกฎเกณฑ์ในสังคมออนไลน์ได้อย่างไร
และไม่ให้รัฐก้าวล่วงมาได้มากน้อยแค่ไหน

สื่อออนไลน์หรือโลกไซเบอร์จึงต้องมีความเท่าเทียม เป็นของกระฎุมพีที่ขยายพื้นที่
เพื่อสื่อสารทาง การเมือง ช่วยให้คนฉุกคิด เข้าใจถึงการสื่อสารอื่นๆในโลกความจริง
ซึ่งต้องสร้างสังคมประชาธิปไตยในโลกออฟไลน์ให้เป็นจริงขึ้นมา
เพื่อจะได้ประชาธิปไตยในโลกออนไลน์ เพราะพื้นที่ออนไลน์กับออฟไลน์มันเกี่ยวกัน
อย่างรัฐก้าวล่วงเข้ามาในพื้นที่ออนไลน์ก็ทำให้คนอึดอัด

ขณะที่นายสมบัติ บุญงามอนงค์ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวถึง
ระยะแรกเริ่มของพฤติกรรมคนที่แสดงออกมาทางอินเทอร์เน็ตว่า
เหมือนคนที่ออกมาจากคุก จนวันนี้คนก็ยังพูดเรื่องนี้
อินเทอร์เน็ตหรือโลกไซเบอร์จึงให้สิทธิคนอื่นๆในการด่าคนในที่สาธารณะได้
นอกเหนือจากนักข่าว นักเขียน ซึ่งสื่อหนังสือพิมพ์อายุสั้นแค่วันเดียว
รายสัปดาห์ก็ 1 สัปดาห์ แต่อินเทอร์เน็ตอยู่นานได้

ดังนั้น วันนี้โลกไซเบอร์จึงเหมือนโลกของประชาธิปไตย
ซึ่งปัญหาและเรื่องราวมากมายนั้นสื่อออฟไลน์เสนอไม่ได้หรือไม่กล้านำเสนอ
อย่างกรณีวิกิลีกส์ที่สื่อกระแสหลักของไทยจำใจเซ็นเซอร์ตัวเอง
แต่คนไทยกลับสามารถรับรู้ชนิด “คำต่อคำ” ผ่านทางโลกไซเบอร์หรืออินเทอร์เน็ตได้

โลกไซเบอร์จึงทำให้คนจำนวนมากได้ “ตาสว่าง”
รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ใครทำดี ใครทำชั่ว ใครเป็นฆาตกร ใครเป็นผู้บริสุทธิ์?

แม้ในสภาจะเต็มไปด้วยน้ำลายที่มีแต่การโกหกตอแหล
แต่ก็ไม่อาจปกปิด “ความจริง” ในโลกไซเบอร์ได้ว่า
ใครคือฆาตกรสังหารโหด 91 ศพและไอ้โม่งตัวจริงที่เผาบ้านเผาเมือง

“กรรมออนไลน์” บนโลกไซเบอร์ จึงรวดเร็วทันใจกว่า “กรรมติดจรวด”

ใครก่อกรรมอะไรไว้...ได้เวลาชดใช้กรรมในชาตินี้...ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 303 วันที่ 19-25 มีนาคม พ.ศ. 2554
หน้า 16-17 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10084

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 26/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ยิ่งฉายแวว ป่นปี้ ถึงที่สุด
ไม่อาจหยุด ความอุบาทว์ อำนาจชั่ว
สิ่งที่เคย แอบแฝง แสดงตัว
สร้างหมองมัว แห่งระบอบ ไร้ชอบธรรม....

แผ่รังสี อำมหิต คิดรวบรัด
ตระบัดสัตย์ กาลี เตรียมยีย่ำ
เผยทาสแท้ สามานย์ สันดานระยำ
เพื่อตอกย้ำ บ้านเมืองนี้ อัปรีย์ครอง....

ดั่งรังสี มรณะ กลิ่นคละคลุ้ง
ด้วยหมายมุ่ง จัดให้ ได้สนอง
อย่าเพียรถาม จิตสำนึก ที่ตรึกตรอง
ไร้ครรลอง มองมืดมิด เหมือนปิดตา....

อำนาจพิเศษ เปรตอุ้ม คอยคุ้มร่าง
แถมอำพราง สิ่งที่ทำ อย่างต่ำช้า
นั่งบงการ อำนาจแฝง แห่งมารยา
หลอกประชา ว่าพวกตน คือคนดี....

มันรวบรวม ทุกอำนาจ อุบาทว์ล้น
แสดงตน บัดซบ กลบนั่นนี่
แล้วสั่งสม สันดานชั่ว ตัวกาลี
เตรียมแผ่รังสี สามานย์ ทั่วบ้านเมือง....

๓ บลา / ๒๖ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

โผทหาร! "ประยุทธ์"ตกรางวัล "วลิต"ผบ.พล.2 จากผลงานปราบนปช. ฮือฮาย้าย"รองผบ.พล.1รอ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

โผทหาร! "ประยุทธ์"ตกรางวัล "วลิต"ผบ.พล.2 จากผลงานปราบนปช.
ฮือฮาย้าย"รองผบ.พล.1รอ."ข้ามห้วย


เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 25 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาลได้มีการแจกจ่ายสำเนา
คำสั่ง ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ให้นายทหารรับราชการ”
โดยมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ
ให้นายทหารรับราชการสนองพระเดชพระคุณ จำนวน 132 คน
โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายนเป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปรับย้ายนายทหารกลางปีครั้งนี้
ส่วนใหญ่จะเป็นการตอบแทนรางวัลให้กับนายทหารที่ใกล้เกษียณราชการ
และหมุนเวียนตำแหน่งเพื่อจ่อรับตำแหน่งสำคัญในช่วงเดือนตุลาคมนี้
แต่ที่ฮือฮาเมื่อการโยกย้ายครั้งนี้

มีการวางตัว 2 นายทหารจากบูรพาพยัคฆ์ คือ
พล.อ.คณิต สารพิทักษ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. เป็น ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม
เพื่อจ่อตำแหน่ง ปลัดกลาโหม ในการโยกย้ายตุลาฯที่จะถึง
เช่นเดียวกับ พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2รอ. ขึ้นมาเป็น รองแม่ทัพภาคที่ 1
เพื่อจ่อเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 1 ต่อไป

สำหรับตำแหน่ง ผบ.พล.ร.2รอ. ที่ว่างลง ตอนแรกมีการคาดการณ์กันว่า
พ.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ รอง ผบ.พล.ร.2รอ. ลูกหม้อ “บูรพาพยัคฆ์”
ที่ถูกวางตัวขึ้นเป็น ผบ.พล.ร.2รอ. กลับไม่ได้
โดยมีการส่ง พ.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบ.พล.1รอ. (วงศ์เทวัญ)
ข้ามห้วยมาเป็น ผบ.พล.ร.2รอ. เพื่อลบกระแสเอาแต่ “บูรพาพยัคฆ์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้การย้ายทหารครั้งนี้จะเห็นได้ชัดว่า
พล.อ.ประวิตร ได้วางตัว พล.อ.คณิต ซึ่งอกหักจากการปรับย้ายเมื่อตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา
เพราะถูกข้อครหาว่าไม่เต็ม 100 ในการปราบม็อบคนเสื้อแดง
ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ไม่พอใจ
ได้ดัน พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ จากรองเสธ.ทบ.ขณะนั้น
ขึ้นเป็นเสธ.ทบ. เพราะเป็นผู้วางแผนมีผลงานในการปราบม็อบเสื้อแดงมาตลอด
อีกทั้งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 จึงทำให้ขณะนั้นเกิดความขัดแย้ง
จนออกอาการ “เกาเหลา” ระหว่าง พล.อ.ดาว์พงษ์ กับ พล.อ.คณิต
จึงทำให้ พล.อ.คณิตวางตัวโลว์โปรไฟล์มาตลอด
แต่ด้วยความเป็น “บูรพาพยัคฆ์” ที่ตัดกันไม่ขาด
พล.อ.ประวิตรจึงผลักดันให้ พล.อ.คณิตข้ามห้วยมาจ่อตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม
ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพิเศษกลาโหม (อัตราจอมพล) เพื่อชิงความอาวุโสไว้ก่อน

ในส่วนนายพลหญิงใหม่ ย้ายกลางปีครั้งนี้มีเพียง 1 คน คือ
พ.อ.หญิง จินตนา เกิดผล บุตรสาว พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีต ผบ.สส.
ได้เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิ ทบ. อัตราพลตรี นอกจากนี้

พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2รอ. เป็น รองแม่ทัพภาคที่ 1
พล.ต.ชาสร วายโสกา รองแม่ทัพน้อยที่ 2 เป็น รองแม่ทัพภาคที่ 2
พล.ต.ชุมพล กากแก้ว ผบ.จทบ.สุรินทร์ เป็น ผบ.มทบ.24
พล.ต.วีระภัทรพล บุญย์เชี่ยว ผู้ทรงคุณวุฒิ ทบ. เป็น ผบ.จทบ.สุรินทร์
พล.ต.สุมงคล ดิษฐบรรจง เสธ.ทน.3 เป็น ผบ.จทบ.พิษณุโลก
พ.อ.พิสิทธิ์ สิทธิสาร รอง ผบ.พล.1รอ. ข้ามไปเป็น ผบ.พล.ร.2รอ.
พ.อ.ชลิต เมฆมุกดา เป็น ผบ.กองพลพัฒนาที่ 2
พ.อ.ธนดล สุรารักษ์ เป็น ผบ.กองพลทหารช่าง

ในส่วนนายพลหญิงมีการปรับย้ายขึ้นมาเพียง 1 คน คือ
พ.อ.หญิงจินตนา เกิดผล บุตรสาว พล.อ.สายหยุด เกิดผล อดีต ผบ.สส.
ขึ้นเป็น พลตรี ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ ทบ.


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301056386&grpid=00&catid=&subcatid=

ดาว์พงษ์สอน สุเทพตอบใครหักหลัง.ตาย สุเทพอ้างแดงใช้พ.ค35โมเดลหวังคนลงมายุติเรื่อง

ที่มา thaifreenews

โดย Tawan



อลัมน์เล็กๆในมติชนชื่อ " โฟกัสกองทัพ" ลงวันที่ 20 มีนาคม 2554 กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ" บิ้กสีเขียว" รับมือกับศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไว้ดังนี้

"ก่อนเปิดศึกซักฟอก 1 สัปดาห์ ได้มีการประชุมลับใน ทบ. โดยมีแขกวีไอพี อาทิ "อภิสิทธิ-สุเทพ " และเจ้าหน้าที่รัฐบาล กับ "กองทัพ" ฝ่ายยุทธการ ฝ่ายข่าว เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง โดยมีการซักซ้อมถึงคำถามประเด็นที่จะนำมาอภิปราย ตั้งคำถาม เตรียมคำตอบ เพื่อให้ทั้ง นายก รองนายกฯ สามารถตอบคำถามได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับทหาร

พร้อมทั้งส่ง "บิ้กหนุ่ย" พล.อ. ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ในฐานะ "มือเขียนแผนกระชับพื้นที่" ในเหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2553 มาเป็นหัวหน้าทีมช่วยรัฐบาล

พล.อ. ดาว์พงษ์ นำทีมฝ่ายข่าว ฝ่ายยุทธการ และอดีตทีมศูนย์อำนวยการแก้ใขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ไปเตรียมข้อมูลเรื่องนี้ ในขณะที่เรื่องปัญหาไฟใต้ ก็ได้มือดีฝ่ายยุทธการ "บิ้กโบ้" พล.ท.อักษรา เกิดผล ผช.เสธ.ทบ .ฝ่ายยุทธการทหาร คอยช่วยให้ข้อมูลในเรื่องนี้ โดยมาตั้งศูนย์ "วอร์รูม" บัญชาการในตึกรัฐสภา"

ทำไมเรื่องนี้ถึงมีความสำคัญที่กองทัพต้องมาติวเข้มให้ผู้นำรัฐบาล

เพราะว่าการตอบคำถามฝ่ายค้านในครั้งนี้ เปรียบเหมือนกับการให้ปากคำต่อศาลอาญาระหว่างประเทศทีเดียว คำพูดแม้เพียงประโยคเดียวอาจทำให้นายอภิสิทธิ นายสุเทพ พล.อ. ดาว์พงษ์
พล.อ ประยุทธ พล.อ อนุพงษ์ และเหล่านายพลที่มีชื่อเป็นผู้ต้องหาในคดีฯ ต้องโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ


ทีม "สีเขียว" จึงต้องเฝ้ากำกับผู้นำรัฐบาล กันหักหลัง

ความลับที่ห้ามเปิดเผย ใครหักหลังถึงตาย



1. รายชื่อมือสังหารสไนเปอร์ ทุกคน รวมทั้งรายละเอียดการปฏิบัติงาน
2. รายชื่อมือยิงระเบิด M79 และ RPG รวมทั้งรายละเอียดการปฏิบัติงาน
3. มือสังหารเสธ.แดง รวมทั้งรายละเอียดการปฏิบัติงาน
4. มือยิงระเบิดใส่ พันเอกร่มเกล้าและกลุ่มทหารเด็ก เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553
5. มือยิงกระสุนใส่ ผู้ชุมนุมที่วัดปทุม รวมทั้งรายละเอียดการปฏิบัติงาน
6. ทีมเผา CTW และเผาบ้านเผาเมือง ในวันที่ 19 พ.ค 53
7. กลุ่มเสื้อแดงปลอม ชักจูงกลุ่มเสื้อแดงจริง เฮโลสาระพาเผาหน้า CTW อวดผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ออกยูทูป
8. มือยิงระเบิดใส่ ทหารเด็ก ที่ข้างบางกอกเคเบิ้ล แยกสารสิน
9. มือยิงระเบิดใส่ สีลม แฟลตตำรวจลุมพินี ทีมชายฉกรรจ์บนตึกชีวาทัย บางกอกเคเบิ้ล ตึกเคียนหงวน
10.มือยิงกระสุนใส่ ชุมชนนางเลิ้ง มัสยิด มือเผารถเมล์ จอดรถแก้ส เมื่อเดือนเมษายน 2552
11.มือทุบกระโหลกพลทหารอภินพ เครือสุข
12.ทีมไล่ฆ่าการ์ด นปช หลังสลายการชุมนุม
13.ทีมสร้างสถานการณ์ ยิงระเบิดใส่สถานที่ต่างๆหลังสลายการชุมนุม ตาม "แผนยุทธศาสตร์ความตึงเครียด"
14.สายลับการ์ดเสธแดงตัวปลอม มือรับจ้างรับสารภาพ
15 สายลับในเวปเสื้อแดง
16 รายละเอียดอาวุธนอกบัญชีที่นำมาใช้เพื่อยืนยันว่าไม่ใช่อาวุธที่ทหารใช้
17.แผนขนอาวุธ หลอกให้เสื้อแดงยึด ที่สถานีไทยคม ที่ผ่านฟ้า เพื่อหาอาวุธยัดใส่มือเสื้อแดง จะได้เอาไว้อ้างอิงกับศาล
18.รายละเอียดการประชุมวางแผนครั้งแรกเมื่อปี 2552 ชึ่งกำชับให้หาคนเผยแพร่คลิบเสียงให้ได้
19.รายละเอียดการประชุมวางแผนครั้งที่ 2 และ 3 ปี 2553
ฯลฯ

สิ่งที่ตกลงกัน

1. ห้ามบอกว่าทหารยิง ถ้าจำเป็นให้บอกว่าป้องกันตัว

2. ระบุว่ามีกองกำลังติดอาวุธอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ยิงใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ และทหาร
3. แก้ข้อกล่าวหา
----* ยิงเล็งส่องเป้า ยิงหัว 20 ศพ
----* ทำไมทหารตายแค่ 1 คน ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม พค. 53
----* เสื้อแดงมีกองกำลังติดอาวุธมากขนาดนั้น ทหารน่าจะตายเป็นร้อย
----* แก้ข้อกังขา ชาย 2 คนที่นอนตายตรงเต้นท์แยกสารสิน-ศาลาแดง
4. สร้างหลักฐานเท็จขุดพบอาวุธตามที่ต่างๆ
5. ใช้วาทะกรรมแดงฆ่ากันเอง
6. ทำลายหลักฐานและ สร้างหลักฐานเท็จ ในศพผู้ตาย ทำลายพยานวัตถุตามสถานที่ต่างๆ ฆ่าปิดปากพยานบุคคล
7. ความผิดทั้งหมดโยนให้เสธแดง และชายชุดดำ

ครูดาว์พงษ์สอน

เขาอาจใช้อาวุธของเขา ทำร้ายผู้ชุมนุมที่หลงเหลืออยู่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง เด็ก หรือผู้ชายอยู่บ้าง แล้วก็จะป้ายความผิดให้เรา ซึ่งเป็นแผน และแนวปกิบัติของเขามาตลอด เราก็ต้องระวังตัว

เพราะฉนั้น เมื่อเหตุการณ์ที่วัดปทุมเกิดขึ้น ที่กล่าวกันในสื่อว่า มีผู้เสียชีวิตอะไรก็ตาม เราก็ต้องตรวจสอบอีกทีว่า มันเกิดอะไร เป็นไปได้ใหม ที่ศพผู้เสียชีวิตนั้น ถูกยิงมาจากที่ใหน มีกองกำลังที่ติดอาวุธ ที่อยู่ภายในยิงเอง หรือว่าถูกปะทะกับเจ้าหน้าที่ที่ศาลาแดง แล้วนำมาที่นี่

(จากกระทู้ รายละเอียดแผนดาว์พงษ์ล้อมวัดปทุม http://www.rajdumnern.net/showthread.php?tid=19425)

ต่อไปนี้ศิษย์สุเทพพูดเลียนแบบครู



แดงยิงกันเองในวัดปทุมเพราะผู้ตายมีเขม่าดินปืนที่มือ



คุณจตุพรบิดเบือนทุกสถานการณ์ กรณีที่มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ ในวัดปทุมฯ ซึ่งกล่าวหาว่าประชาชนที่เสียชีวิตเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ แล้วที่บอกว่า 6 ศพนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่เคยจับปืน ไม่มีศพไหนเลยที่ไม่มีเขม่าดินปืน ไม่จริง
เพราะในการตรวจชันสูตรศพ เจ้าหน้ากองพิสูจน์หลักฐาน พบว่า มี 2 ศพ มีเขม่าดินปืนที่มือ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการใช้อาวุธมาก่อนหน้านี้ ส่วนเรื่องว่าใครเป็นผู้ทำให้เสียชีวิต เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตำรวจกำลังสืบคดีอยู่

กระสุนในตัวศพ กระสุนหัวสีเขียว เป็นของผู้ชุมนุมที่ยึดมาจากทหาร เพราะฉะนั้นผู้ชุมนุมนั่นแหละยิงกันเอง



มีข้อเท็จจริงที่คุณจตุพรอธิบายก็คือว่า บางศพที่วัดปทุมฯ มีกระสุนฝังใน เป็นกระสุนสีเขียว คุณจตุพรก็เลยสรุปเอาเลยว่า กระสุนสีเขียวเป็นกระสุนที่ทหารใช้ ผมอยากเรียนว่า กระสุนหัวสีเขียว เป็นกระสุนที่ทหารใช้จริง แต่ได้มีกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 เม.ย. ที่ราชดำเนิน ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยึดอาวุธ และกระสุนหัวสีเขียวไปเป็นจำนวนมาก ก็ต้องพิสูจน์ต่อไปว่ากรณีที่เกิดขึ้นใครเป็นคนทำกระสุนหัวสีเขียว บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็นำกลับมาได้ แต่จำนวนหนึ่งก็ยังอยู่ที่กลุ่มของผู้ชุมนุม มีสำนวนที่ตำรวจทุกอย่าง

(ข้อนี้ให้คะแนนเต็ม เพราะเราขนปืนให้มันยึด อย่าบอกว่าทหารยิงนะโว้ย ตกลงกันไว้แล้ว)


แดงยิงแดงและยิงเจาะหัวด้วยเพราะซ้อมกันมาก่อน ไม่ยิงหัวทหาร เพราะทหารสวมหมวกเหล็ก

ในบรรดาคนชุดดำ มีการฝึกยิงเป้า โดยใช้ศูนย์นั่งแท่น ซึ่งตั้งใจ จะให้ยิงโดนหัวเลย ไม่ต้องสงสัยว่าวันที่ 10 เมษายน ทำไมถึงยิงหัวคนได้มากขณะนั้น ถ้าจะยิงทหาร ทหารสวมหมวกเหล็ก ที่จะยิงได้มากสุดก็คือประชาชน ซึ่งไม่ได้สวมหมวกเหล็ก

(ข้อนี้จ้าบเลย จารย์ดาว์พงษ์ให้คะแนนพิเศษ พ้าสชั้นไปเลย ศิษย์อะไรเก่งกว่าอาจารย์ นี่แหละ แก้ข้อกล่าวหาว่ายิงเล็งส่องเป้า มันส่องกันเองแท้ๆ ทหารเขาสวมหมวกเหล็ก ยิงยังไงก็ไม่เข้า (ฮา))


แดงฆ่าประชาชนที่นางเลิ้ง

ปี 2552 พวกท่านยิงคนตายที่นางเลิ้ง ตาย 2 เจ็บ 5 แต่ไม่ได้มีใครถ่ายรูปไว้ได้ คุณจะพูดอย่างไรก็ตาม แต่ผมอยากจะบอกว่าคุณนั่นแหละที่ฆ่าประชาชนและสื่อมวลชน


แดงยิงผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นและยิงทหาร โดยคำบงการของเสธแดงใช้กองกำลังชุดดำโจมตี



ท่านนั่นแหละที่ฆ่าผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ที่ผมพูดอย่างนี้ เพื่อให้ประชาชนชั่งใจว่าจะเชื่อใคร เพราะมีการไปโพสต์ข้อความในเว็บของเสธ.แดง ว่า "ต้องขอบใจที่ทหารเริ่มยิงประชาชนด้วย เอ็ม ๑๖...ดีมาก! เกมส์อาจจะเปลี่ยน ด้วยประวัติศาสตร์...ของนักรบพระเจ้าตาก ที่ทนไม่ไหว ต้องเอากระบี่เสียบเอว... พวกมรึง...อยู่ไหนกันหมด ไปช่วยประชาชนด้วยโว้ย บอกว่า...กูสั่ง!"
นี่เป็นสัญญาณ เป็นการสั่งการของเสธ.แดง ของพวกท่านที่ทำให้เกิดความรุนแรง เป็นการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า

แม้แต่ผู้ชุมนุมบางคนก็รู้อยู่แล้วว่าจะมีกองกำลังชุดดำออกมาโจมตีทหาร แต่ผู้ชุมนุมถูกบอกว่าให้ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
ในคลิปที่สื่อ อัลจาซีราถ่ายไว้ เป็นภาพของคนชุดดำใส่ทับชุดทหาร แต่ไม่ใช่ทหาร ประชาชนในภาพก็พูดว่า ไม่ใช่ทหาร และชายชุดดำก็ตอบว่า "แล้วมรึงจะพูดทำไมๆ" เหตุการณ์จึงมีคนสังเวยชีวตไปเป็นสิบ นายทหารห้านาย

(ข้อนี้ถูกใจจารย์สุดๆ โยนเรื่องใส่เสธแดงนั่นแหละถูกต้องแล้ว เพราะมันตายห่าไปแล้ว ลุกขึ้นมาโต้ไม่ได้ ใส่ไปเลย)

กองกำลังชุดดำประกอบด้วย 4 กลุ่ม คือ



1. กลุ่มนักรบโรนิน ซึ่งฝึกโดยเสธ.แดง ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2551 มีจำนวน 80-100 คน ฝึกที่สนามหลวง และออกมาปฏิบัติการเมื่อวันที่ 10 เมษายน จับได้แล้ว 5 คน และถูกดำเนินคดีเรียบร้อย ที่ปฏิเสธว่าคนชุดดำไม่มี จริงๆมีครับ
มีทั้งรูปที่ถ่ายตอนฝึก และตอนออกมาถ่ายโชว์ฟอร์ม รวมถึงที่ปฏิบัติการเมื่อวันที่ 10 เมษายน ทั้งหมดอยู่ในรูปที่ได้นำมาแสดง
คนเหล่านี้ได้เข่นฆ่าทหาร เข่นฆ่าประชาชน ใช้ทั้งปืนอาก้า, เอ็ม 16 ใช้ทั้งระเบิด
นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นวัน ที่ 10 เมษายน หน้า รร. สตรีวิทยา ถนนราชดำเนิน คืนวันนั้น ก็มีการนำเอาอาวุธของเจ้าหน้าที่ขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วย
หลังจากนั้นก็อาวุธดังกล่าวไปให้ชายชุดดำทั้งหมด
2. กลุ่มเสือดำ ฝึกมาจาก พลโททวนทอง อินทรทัต และนาย อารีย์ ไกรนรา ซึ่งพัฒนาจากด่านอาสาของคนเสื้อแดง ฝึกครั้งแรกที่อุตรดิตถ์ เดือนกุมภาพันธ์ 2553 รวมถึงมีการมอบประกาศนียบัตร และมีการฝึกที่เขตบางบอน กรุงเทพฯ
13 มีนาคม 2553 ได้มีการเปิดลงทะเบีนกลุ่มการ์ดเสื้อแดง เพื่อกำหนดกลวิธีในการป้องกัน
3.กลุ่มสมิงดำ ฝึกโดยเสธ.แดง รวมกับกลุ่มฮาร์ดคอร์ บริเวณศาลาแดง มีสมพงศ์ บังชม เป็นแกนนำ ซึ่งสามารถจับได้แล้ว มีการสอนทักษะในการประกอบระเบิด รวมถึงเป็นหน่วยที่ปฏิบัติการที่สีลม บ่อนไก่ สวนลุม
4.กลุ่มกูคือผู้ชนะ กลุ่มนี้ยังหารูปไม่ได้ กำกับโดยนายยงยุทธ ทั้งหมดที่พูด คือยืนยันว่ามีจริง

(ข้อนี้ลอกการบ้านครูมาลงทั้งดุ้นเลย มรึงจำแม่นจริงๆ ใส่มันเยอะๆ เสธแดงน่ะ พวกกูสั่งเก็บมันเอง จะได้โยนความผิดให้พวกการ์ดมัน กูสั่งธาริตไว้แล้ว)


แดงยิงประชาชนที่แยกคอกวัวตาย 20 ศพ

นอกจากนายทหารทั้ง 5 คนที่เสียชีวิตแล้ว ยังมีประชาชนผู้บริสุทธิ์อีก 20 ชีวิต นี่เป็นเรื่อง ร้าวฉานที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ประวัติศาสตร์ต้องจารึก


แดงใช้ประชาชนเป็นโล่ห์กำบัง ทหารจึงไม่กล้ายิงแดง



คนพวกนี้ เขาใช้ประชาชนเป็นโล่ห์กำบัง ทหารไม่กล้ายิงปืน เพราะกลัวถูกประชาชนตาย ซึ่งเท่าที่ผมเห็น กลุ่มคุณจตุพรเองที่ไม่กลัวกฎหมาย
เพราะมีอะไรก็ปลุกระดมให้คนมาเพื่อเป็นโล่ห์กำบัง


แดงโกรธประชาชนที่เอาน้ำ ขนมนมเนยมาให้เจ้าหน้าที่ จึงยิง M79 ใส่ BTSและ โรงแรมดุสิตธานี

ตอนนั้น มีประชาชนมาสนับสนุนเจ้าหน้าที่ เอาน้ำ ขนมนมเนยมาให้ คนพวกนี้ก็โกรธ เลยยิง เอ็ม 79 จำนวน 5 ครั้งใส่สถานีรถไฟฟ้า BTS โรงแรมดุสิตธานี ทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต นี่เป็นความข่มขื่น นี่เป็นสิ่งที่คนพวกนี้ต้องรับผิดชอบ


แดงโกรธบรรหารที่โหวตให้อภิสิทธิเป็นนายกจึงขว้างระเบิดใส่บ้าน

25 เมษายน กลุ่มผู้ชุมนุมก็ไปขว้างระเบิดบ้านนายบรรหาร โกรธแค้นที่พรรคการเมืองของท่านบรรหารโหวตให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ


แดงยึดสวนลุมเป็นฐานที่มั่นยิงระเบิดใส่สถานที่รอบข้าง

ที่ร้ายไปกว่านั่น คือ การยึดสวนลุมพินีเป็นฐานที่มั่น ในการฝึกใช้อาวุธ ฝึกทำระเบิด และยิงใส่สถานที่ต่างๆรอบข้างจากนั้น ผู้ชุมนุมก็ได้ยึดทั้งถนนปทุมวันถึงเพลินจิต ประตูน้ำถึงสามย่าน ตั้งแต่ 13 -14 พ.ค. มี


แดงส่งคนไปโจมตีด่านที่ตั้งต่างๆของทหาร



การส่งคนเข้าไปโจมตีด่านที่ตั้งต่างๆของทหาร ที่โดนหนัก คือบ่อนไก่และราชปรารภ ทั้งกลางวันกลางคืน ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นตรงนี้


ทหารต้องยิงป้องกันตัวมีคนเสียชีวิต40-50คน ตรงนี้



ผมขอชี้แจงเพื่อขอความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ยกกำลัง ไล่ยิงเข่นฆ่าประชาชน เจ้าหน้าที่ได้อยู่ประจำตามด่าน แต่ถูกกลุ่มคนชุดดำกองกำลังของท่าน บุกเข้าโจมตี เขาต้องป้องกันตัว คน 40-50 ที่เสียชีวิตก็เกิดขึ้นตรงนี้


แดงฆ่าทหารตรงบางกอกเคเบิลแยกสารสิน

พอเราได้พื้นที่ถึงถนนสารสินคืนมา เราก็หยุดอยู่แค่นั้น จับกุมคนที่ยิงเจ้าหน้าที่ได้ 24 คน พอถึงบางกอก เคเบิล
ตรงนั้นเราสูญเสีย ที่ทหารและสื่อถูกยิงคือตรงนั้น ผมอยากจะเรียนว่า วันนั้นจริงๆ มีเสียชีวิต 6 คนเท่านั้น ที่ท่านไปวาดภาพใหญ่โตว่ารัฐบาลไปฆ่าเสียชีวิตตั้งมากมาย ไม่จริง เรื่องเผาเซ็นทรัล เวิลด์ ยืนยันว่าทหารไม่ได้ทำ เพราะไม่ได้มีแรงจูงใจ

(อันนี้ เป็นความลับ เราจำเป็นต้องยิงทหารเด็กสักคนหนึ่งให้มันดูสมจริง ช่างหัวแม่มัน ลูกหลานคนเสื้อแดง ไม่ใช่ญาติโกโหติกากูสักหน่อย ฆ่ามันทั้งลูกทั้งพ่อทั้งแม่มันนั่นแหละ)


แดงใช้กำลังพล3,242 คน

ทั้งหมดที่กล่าวมา ไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นการวางแผนกันมาก่อนแล้วทั้งสิ้น เป็นกระบวนการทั้งสิ้น มีการจัดกำลังที่ผ่านฟ้า ที่ราชดำเนิน ใช้การ์ดทั้งหมด 300 กว่าคน มีบอกเลยว่าหมอเหวงอยู่ตรงนี้ ใครอยู่ตรงนั้น จุดสกัด 36 จุด รอบเวทีปราศรัย ที่ราชประสงค์ มีผู้ควบคม 23 คน เพิ่มกำลังเป็น 3,242 คน เตรียมตัวรับมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ ได้วางแผนเป็นฝักฝ่าย มีทั้่งฝ่ายยุทธศาสตร์ ฝ่ายการเงิน ฯลฯ เขาทำกันมาอย่างนี้ตลอด


อ้างแดงสร้างเหตุนองเลือดเพื่อให้คนลงมายุติเรื่อง

เขาทำไปทำไม เขาทำเพื่อให้เกิดเหตุนองเลือดในประเทศ เขายึดเอา

พฤษภาคม 2535 เป็นตัวตั้ง แล้วสร้างสถานการณ์ความรุนแรง

เพื่อหวังว่าจะมีคนลงมายุติเรื่อง จะได้มีการเจรจา ไม่ใช่เพื่อประชาธิปไตย แต่เพื่อผลประโยชน์

ของทักษิณ ไม่อย่างนั้นก็ต้องรับแผนการปรองดองของท่านอภิสิทธิ์ นี่มันเอาเหตุผลอื่นมาบังหน้า

ผมต้องการทวงความยุติธรรมให้กับทหารทั้ง 5 คนที่เสียชีวิตในวันนั้น

พันเอกร่มเกล้าเป็นนายทหารที่มีคุณธรรม เป็นราชองครักษ์เวร ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่

หัวฯ ผมอยากให้พวกเรานึกถึงทหารเหล่านี้


ท่านสุเทพรู้แผนของเสื้อแดงอย่างนี้แล้ว จึงบล้อกเกมโดยยิงระเบิดใส่พันเอกร่มเกล้ายังไงเล่า อิ อิ


นักการเมืองและนักการทหารที่ลงมาเล่นการเมือง จงรู้ไว้

"ท่านวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นเขาได้ ต้องกล้าที่จะรับคำวิพากษ์วิจารณ์กลับด้วยเช่นกัน"


อ้างอิง มติชนออนไลน์ " วิวาทะเดือดระอุฯ" วันที่ 22 มีนาคม 2554

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1300427471&grpid=06&catid=03

ใบตองแห้งออนไลน์: เอาเจ้า แต่ไม่เอา 112 ได้ปะ?

ที่มา ประชาไท

ขยายความนิด เอาเจ้า: คือเอาระบอบประชาธิปไตยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ไม่ใช่นิยมระบอบกษัตริย์หรือ Ultra Royalist

ไม่เอา 112: คือไม่ต้องยกเลิกทั้งหมด แต่แก้ไขให้อยู่ในภายใต้หลักการประชาธิปไตย ดังที่ (เข้าใจว่า) คณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์จะนำเสนอ

ทำไมถึงต้อง “เอาเจ้า” สิ่งสำคัญที่สุดในทัศนะผมคือ ความรักเป็นเสรีภาพ คนที่บอกว่า “ไม่เอาเจ้า” ต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของคนที่เขา “รักในหลวง” ความรัก ความเคารพ สักการะ เป็นสิทธิเสรีภาพ เหมือนเสรีภาพในการนับถือศาสนา คนที่คิดว่าจะ “ไม่เอาเจ้า” ต้องยอมรับว่าคนไทยที่ “รักในหลวง” จำนวนมากมีความจริงใจ และเอาความเคารพรักนั้นมาเป็นพลังในการสร้างสรรค์ความดีงาม

ถึงแม้เราจะไม่ใช่พวกคลั่งอุดมการณ์ “ราชาชาตินิยม” แต่เราก็ต้องยอมรับว่าถ้าใช้อุดมการณ์ราชาชาตินิยมในระดับที่เหมาะสม ก็ย่อมมีคุณูปการ อุดมการณ์ชาตินิยมถ้าใช้ในแง่ของการต่อต้านการเอารัดเอาเปรียบ ชาติใหญ่รังแกชาติเล็ก มันก็สอดคล้องกับการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อผลประโยชน์ของประชาชน แต่ไม่ใช่ใช้เพียงเพื่อปลุกความเกลียดชัง บ้าคลั่งกับสัญลักษณ์และดินแดนเท่ากระแบะมือ

พูดไปทำไมมี พรรคคอมมิวนิสต์จีนชนะได้ก็เพราะชูอุดมการณ์ชาตินิยมทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามก็ชูชาตินิยมต่อสู้กับฝรั่งเศสมาตั้งแต่ต้น

อุดมการณ์ราชานิยมมีคุณูปการอย่างสูงต่อสังคมไทยตลอดมา ในแง่ที่เป็นสัญลักษณ์ของความรักผูกพันกันของคนในชาติ เป็นอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิต “ความเป็นไทย” (ซึ่งเราคงไม่ปฏิเสธว่ามีข้อดีอยู่ในความเป็นไทย)

แต่อุดมการณ์ราชานิยมจะส่งผลร้ายแรงเมื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำลายอุดมการณ์ประชาธิปไตย ทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่เอากรณีสวรรคตมาเป็นข้ออ้างในการรัฐประหาร 2490 จอมเผด็จการผ้าขาวม้าแดง “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว” เชิดชูสถาบันเพื่อกลบความฉ้อฉลไม่ชอบธรรมของตนเอง หรือเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ซึ่งบิดเบือนแต่งเติมภาพอ้างความจงรักภักดีมาฆ่าฟันนักศึกษาประชาชนอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ตลอดมาจนการรัฐประหารของ รสช.เมื่อปี 2534 และรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ซึ่งยังผลให้เกิดวิกฤตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

โจทย์ปัญหาร่วมกันระหว่างผู้รักประชาธิปไตย และผู้จงรักภักดีที่แท้จริง ขอเน้นว่า “ร่วมกัน” คือทำอย่างไรจะแยกอุดมการณ์ราชานิยมออกไปดำรงอยู่อย่างบริสุทธิ์ ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ให้อุดมการณ์ราชานิยมเปล่งประกายแห่งคุณูปการ เป็นสัญลักษณ์ของความดีงาม ความรักความผูกพัน ส่งเสริมคุณธรรม และเป็นแบบอย่างของการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม

ซึ่งทางออกมีทางเดียวเท่านั้นคือ ทำให้อุดมการณ์ราชานิยมอยู่ภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย ภายใต้หลักการสิทธิเสรีภาพ ยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง เปิดใจกว้างเข้าสู่สังคมยุคไอทีที่มิอาจปิดกั้นความเห็นหลากหลาย

ทรงเป็นประมุข

ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ ก็คือทรงเป็นประมุขของประเทศ ไม่มีประเทศไหนที่มีพระมหากษัตริย์แล้วไม่ใช่ประมุข ไม่ว่าอังกฤษ ญี่ปุ่น ฮอลแลนด์ สวีเดน ฯลฯ แต่ในบ้านเรา คำว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ถูกตีความเสียจนไม่เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นประชาธิปไตยแต่ไม่สมบูรณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ถูกทำให้คลุมเครือด้วยการอ้าง “พระราชอำนาจ” มาอยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ดังหนังสือเบสต์เซลเลอร์ของประมวล รุจนเสรี

หนังสือเล่มนี้ทั้งอ้างมั่ว และอ้างโดยมิบังควร โดยเฉพาะตอนที่อ้างว่าในหลวงทรงมีกระแสรับสั่งผ่านผู้อื่นมาชื่นชมหนังสือของตน ซึ่งถือเป็นการอาจเอื้อมมิบังควรอย่างยิ่ง คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยเขียนด่าเปรม ติณสูลานนท์ สมัยยังเป็นนายกฯ อ้างกระแสรับสั่งส่วนพระองค์ เรื่อง “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” โดยคึกฤทธิ์ชี้ว่าไม่ว่าพระองค์ท่านทรงมีกระแสรับสั่งจริงหรือไม่ก็ตาม เปรมก็ไม่ควรเอามาอ้างในทำนองที่ว่าในหลวงทรงสนับสนุน “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เพื่อค้ำเก้าอี้ของตน

เราจะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการอ้างสถาบัน มักมาจากการอ้างของผู้ที่อ้างว่าใกล้ชิด จงรักภักดี แต่อ้างเพื่อประโยชน์ของตน หรือเพื่อยกคุณค่าสถานะของตน ในสังคมไทย พระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพเทิดทูนสูงส่ง อยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง เมื่อมาอ้างเช่นนี้ก็เท่ากับเอาสถาบันไปอยู่ข้างตนเอง

ต้องเข้าใจด้วยว่าเมื่อเกิดการอ้างขึ้น สถาบันซึ่งเปรียบเหมือนพระต้องอยู่ในที่สูงมีเมตตาต่อพสกนิกรทุกคน ก็ตกอยู่ในภาวะลำบาก จะยอมรับหรือจะปฏิเสธ ก็กลายเป็นเข้าข้างใดข้างหนึ่งทั้งสิ้น พระองค์ท่านจึงต้องวางเฉย เพราะสมมติในหลวงมีพระราชดำรัสต่อสาธารณะ ว่าไม่ได้มีกระแสรับสั่งอย่างที่ประมวล รุจนเสรี เอาไปอ้าง ประมวลก็ต้องทำหนังสือกราบบังคมทูลลา ขอพระราชทานอภัยโทษ เอาเชือกคล้องเพดาน แล้วขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ ลูกเมียร้องไห้ระงม

ฉะนั้น ถ้าต้องการให้สถาบันพระมหากษัตริย์ดำรงสถานะอันเป็นที่เคารพเทิดทูนของปวงชนต่อไปตลอดกาลนาน ก็ต้องยุติการอ้างสถาบัน และถ้าจะยังคงความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ก็ต้องเอาผิดผู้ที่แอบอ้างด้วย

คนไทยต้องทำความเข้าใจร่วมกันว่า เราจะยึดถือพระราชดำรัสของในหลวงเท่านั้น เป็นท่าที จุดยืน หรือทัศนะของสถาบัน ผู้ที่อ้างว่าใกล้ชิด ผู้ที่อ้างว่าจงรักภักดี หรือแม้แต่ผู้ที่ถวายงาน กระทั่งองคมนตรี ต้องปิดปากให้สนิท ไม่แสดงทัศนะหรือท่าทีใดๆ โดยอ้างในหลวง อ้างพระบรมวงศานุวงศ์

โดยเฉพาะผู้มีตำแหน่งหน้าที่อยู่ใกล้ชิด ยิ่งไม่สมควรแม้แต่จะแสดงทัศนะของตัวเองในเรื่องการเมืองการปกครองหรือแนวทางพัฒนาประเทศ (เว้นแต่จะพูดเรื่องน้ำพริกเผาตราพันท้ายนรสิงห์ ก็แล้วไป) ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่าสถาบันสนับสนุนหรือคัดค้านเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ถ้าพิเคราะห์จากพระราชดำรัสของในหลวง โดยเฉพาะพระราชดำรัสเรื่องมาตรา 7 จะเห็นได้ว่าแท้จริงแล้ว พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญมีอยู่อย่างจำกัด ดังที่ตรัสว่า ไม่เคยทำอะไรตามอำเภอใจ การโปรดเกล้าฯ ทุกเรื่องจะต้องมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

พวกที่อ้าง “พระราชอำนาจ” มักอ้างว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีอำนาจชี้ขาดทุกสิ่งทุกอย่าง การลงพระปรมาภิไธยไม่ใช่เพียง “พิธีกรรม” แต่ถ้าศึกษาแนวทางที่ในหลวงทรงปฏิบัติมา 60 กว่าปี จะเห็นได้ว่าทรงใช้พระราชอำนาจในด้าน “กระบวนการ” เท่านั้น การลงพระปรมาภิไธย ไม่ได้แสดงว่าพระองค์เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เช่น การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคล เป็นความรับผิดชอบของผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา หรือประธานศาล ซึ่งเลือกสรรหรือแต่งตั้งกันมาตามกระบวนการ ไม่ได้แปลว่าในหลวงท่านจะเอาคนนั้น ไม่เอาคนนี้

ตัวอย่างเช่น กรณีคุณหญิงเป็ด ตอนที่มีปัญหาตำแหน่งผู้ว่า สตง.ที่วุฒิสภาทูลเกล้าฯ แล้วทางวังตีกลับ ก็มีคำอธิบายชัดเจนว่า เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ชี้ขาดว่าคุณหญิงเป็ดพ้นจากตำแหน่ง บอกแต่ว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบซึ่งยังไม่เป็นเหตุให้พ้นตำแหน่ง นี่คือเรื่องกระบวนการกติกา ไม่ใช่เรื่องที่ในหลวงทรงเข้าข้าง “คนดี” ตามที่บางคนบางพวกพยายามจะให้สังคมเชื่อ

รัฐธรรมนูญกำหนดให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจ “วีโต้” พระราชบัญญัติได้ นั่นเป็นเรื่องเดียวที่เปิดให้พระมหากษัตริย์แสดงความเห็นด้วยไม่เห็นด้วย แปลว่านอกจากนั้น พระมหากษัตริย์ไม่มีอำนาจแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย นายกฯ ประธานสภา ประธานวุฒิสภา ทูลเกล้าฯ เรื่องใด พระองค์ทรงลงพระปรมาภิไธยทั้งสิ้น จะแต่งตั้งใครเป็น ผบ.ทบ.ในหลวงไม่เกี่ยว เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล จะแต่งตั้งนักการเมืองชั่วแค่ไหนมาเป็นรัฐมนตรี ก็เป็นความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี อย่ามาอ้างว่าในหลวงโปรดเกล้าฯ คนเลว เพราะในหลวงไม่เกี่ยว

ยกเว้นอย่างเดียวคือทำมาผิดขั้นตอนกระบวนการ พระมหากษัตริย์จึงเป็นด่านสุดท้ายที่จะกลั่นกรอง

ในรัฐบาลทักษิณ ในหลวงทรงตีกลับกฎหมาย 2 ฉบับ แต่ไม่ใช่การใช้อำนาจวีโต้ เป็นเรื่องการกลั่นกรอง เพราะสภาทำกฎหมายไปมั่ว เนื้อความผิดพลาดเลอะเทอะไปหมด ส่วนการวีโต้โดยทรงไม่เห็นด้วยจริงๆ ดูเหมือนจะยังไม่เคยเกิดในรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งผมเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้กรณีที่เป็นกฎหมายซึ่งสร้างความขัดแย้งอย่างรุนแรงในสังคม มีคนไม่เห็นด้วยถวายฎีกาเป็นแสนเป็นล้านคน พระมหากษัตริย์จึงเป็นด่านสุดท้ายที่จะให้มีการทบทวน แต่พระมหากษัตริย์จะไม่วีโต้ด้วยความเห็นส่วนพระองค์ หรือด้วยผลประโยชน์ของสถาบัน

เพราะเท่าที่ผ่านมา ผมเชื่อว่ามีพระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา หรือการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลจำนวนไม่น้อย ที่ในหลวงอาจจะไม่เห็นด้วย แต่ทรงลงพระปรมาภิไธย เพราะเป็นอำนาจและความรับผิดชอบของผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เอ้า ตัวอย่างเช่นพระราชกฤษฎีกาเอา กฟผ.เข้าตลาดหลักทรัพย์ ที่สหภาพรัฐวิสาหกิจคัดค้านกันโครมๆ รัฐธรรมนูญไม่ได้บอกนี่ครับว่าทรงวีโต้ได้ รัฐบาลทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงลงพระปรมาภิไธย ในกรณีเช่นนี้เราจะเห็นว่าพระราชอำนาจเท่ากับศูนย์ แต่ถ้ามีการทักท้วงกันว่า มติคณะรัฐมนตรีองค์ประชุมไม่ครบ หรือกฤษฎีกายังไม่ได้ตรวจแก้ให้เรียบร้อย อย่างนั้นในหลวงจะไม่ลงพระปรมาภิไธย

ที่ผมอธิบายมาทั้งหมด ก็เพื่อจะชี้ว่า “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ที่แท้จริงนั้น ออกแบบมาเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจจำกัดที่สุด เพื่อให้สถาบันอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง เพราะ Spider-Man สอนว่า อำนาจอันยิ่งใหญ่ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ในระบอบประชาธิปไตยซึ่งยึดหลักนิติรัฐ ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดชอบ และต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้

สถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจ การใช้พระเดชให้คุณให้โทษ ให้มากที่สุด ดังจะเห็นได้ว่าแม้ศาลตัดสินพิพากษาประหารชีวิตบุคคลในพระปรมาภิไธย แต่เราก็ถือกันว่าผู้พิพากษาคือผู้รับผิดชอบต่อการใช้อำนาจนั้น ขณะที่นักโทษยังสามารถถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้

ในบางประเทศเช่นอังกฤษ แม้แต่พระราชดำรัสของสมเด็จพระราชินีอังกฤษ เมื่อเปิดประชุมรัฐสภา ก็ยังเป็นนโยบายที่รัฐบาลร่างให้แถลง ไม่มีความเห็นส่วนพระองค์ เป็นที่รับรู้โดยทั่วกัน โดยหลังเสด็จฯ กลับ ฝ่ายค้านก็จะเปิดฉากอภิปรายนโยบายนั้น

แต่ถามว่าพระมหากษัตริย์ทรงรับรู้การบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ ถ้าศึกษาจากหนังออสการ์ทั้ง The King Speech และ The Queen จะพบว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษเข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานอยู่เสมอ และจะทรงให้คำปรึกษาในฐานะผู้รอบรู้มีประสบการณ์มามากมายหลายรัฐบาล ของไทยก็เช่นกัน แต่คำปรึกษานั้นจะต้องไม่ถูกนำมาอ้างอย่างมีนัยทางการเมือง

สถาบันพระมหากษัตริย์จะหลีกเลี่ยงการแสดงความเห็นทางการเมืองหรือทางสังคมที่มีผู้คนเห็นต่างเป็นสองหรือหลายฝ่าย เพราะความเห็นต่างนั้นไม่สามารถยุติได้ด้วยอำนาจหรือด้วยความเคารพศรัทธา ต้องปล่อยให้มีการต่อสู้ความคิดกันตามวิถีประชาธิปไตยจนมีข้อยุติ

ที่ผ่านมาผมจำได้ว่ามีครั้งเดียว คือสมัยร่างรัฐธรรมนูญ 2550 สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงขอให้ยุติการเคลื่อนไหวให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ แต่ผมตีความว่าพระองค์ท่านกระทำไปในฐานะที่พระมหากษ้ตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกของทุกศาสนา ไม่สามารถปล่อยให้เกิดการเคลื่อนไหวแบบ “คลั่งพุทธ” กระทั่งก่อความแตกแยกระหว่างพสกนิกรศาสนาต่างๆ

ข้อดีของ “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” คือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์พ้นไปจากการใช้อำนาจ ใช้พระเดช มีแต่พระคุณ มีแต่ด้านที่ให้คุณ ให้อภัย ด้านการกุศล หรือยกย่องส่งเสริมผู้กระทำคุณงามความดี เช่น การให้เครื่องราชอิสริยาภรณ์

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้พระมหากษัตริย์มีพระบารมี ยิ่งมีและใช้พระราชอำนาจน้อย ก็ยิ่งมีพระบารมีมาก ต่างกับยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเบ็ดเสร็จ แต่เป็นเหตุให้ถูกโค่นล้มจากอำนาจในที่สุด

“ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” จึงเป็นระบอบ The King can do no wrong เพราะ The King ไม่ได้มีพระราชอำนาจที่จะ do เรื่องใด การตัดสินใจทุกเรื่องมาจากอำนาจอธิปไตยของปวงชน ผ่านรัฐสภา ผ่านคณะรัฐมนตรี ตามกรอบกติกาที่กำหนดไว้ องค์พระประมุขเพียงกลั่นกรองให้เป็นไปตามกระบวนกติกา

พระบารมี

นักทฤษฎี “พระราชอำนาจ” มักอ้างว่าในหลวงทรงใช้พระราชอำนาจแก้ไขวิกฤตของบ้านเมือง ในกรณี 14 ตุลา 16 หรือพฤษภา 35 อันที่จริงไม่ใช่พระราชอำนาจ แต่เป็นเรื่องของพระบารมี เมื่อบ้านเมืองอยู่ในสภาพที่ไม่มีรัฐบาล หรือมีแต่ปกครองไม่ได้ ไม่มีรัฐสภา กลไกทุกอย่างเป็นอัมพาต เกิดสุญญากาศแห่งอำนาจ อย่าง 14 ตุลา ธรรมชาติของสังคมก็ต้องมองหาบุคคลซึ่งมีบารมีเป็นที่เคารพนับถือที่สุด เข้ามาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

หรืออย่างกรณีพฤษภา 35 เมื่อฉันทามติของสังคมปะทะกับรัฐบาลและกองทัพ เห็นได้ว่าจะต่อสู้กันจนเกิดวิกฤตไม่รู้จบ ในหลวงทรงมีพระบารมีที่ทุกฝ่ายยอมรับ จึงต้องเป็นคนกลาง เป็นผู้ไกล่เกลี่ย

แต่พอเกิดวิกฤตไล่ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งสังคมแตกเป็นสองฝ่าย มีทั้งคนที่รักและเกลียดทักษิณ แล้วคนที่เกลียดไปดึงเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ อ้างว่าทักษิณไม่จงรักภักดี กระทั่งเกิดรัฐประหารโดยตั้งข้อหา “หมิ่นเหม่” (ซึ่งในที่สุดก็เอาผิดไม่ได้) ใช้อำนาจรัฐประหารตุลาการภิวัตน์โดยอ้างสถาบัน มากำราบปราบปรามผู้ไม่เห็นด้วย จนวิกฤตยืดเยื้อมา 5 ปี

ตลอดเวลา 5 ปี ในหลวงไม่เคยมีพระราชดำรัสหรือแสดงท่าทีว่าพระองค์เลือกข้าง แต่พฤติกรรมของผู้มีอำนาจหน้าที่อยู่ใกล้ชิดพระองค์ ได้ทำให้สถาบันถูกดึงลงมาอยู่ในความขัดแย้ง จนกระทั่งทำหน้าที่คนกลางผู้ไกล่เกลี่ยได้ยากลำบาก มิหนำซ้ำ เมื่อมีการตอบโต้จากฝ่ายผู้ต่อต้านรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ซึ่งบางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะพาดพิงในเชิงเนื้อหาหลักการ ก็ถูกตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงครอบกบาล จนเกิดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนใน 65 ปีของรัชกาลปัจจุบัน

คำถามสำหรับผู้จงรักภักดีที่แท้จริงคือ ควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ เดินหน้าฆ่ามัน? ปราบเสี้ยนหนามพวกที่มีแนวโน้มว่าจะไม่จงรักภักดีบังอาจวิพากษ์วิจารณ์ให้หมดสิ้น

คำถามนี้ต้องย้อนถามว่า พระบารมีของพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในหลวงรัชกาลปัจจุบัน เกิดจากอะไร เกิดจากพระเดชหรือพระมหากรุณาธิคุณ เกิดจากอำนาจหรือทรงเป็นหลักของคุณธรรมความดีงาม

ถ้าต้องการยุติวิกฤตครั้งนี้ ถ้าต้องการ “ปกป้องสถาบัน” จริงๆ ไม่ใช่อ้างเพื่อผลประโยชน์ของพรรคพวกตัว สิ่งแรกเลยที่ต้องทำ ก็คือช่วยกันเอาสถาบันออกไปจากวิกฤต ยุติการอ้างสถาบันในการต่อสู้แบ่งฝักฝ่ายทางการเมือง และการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม ยุติการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับผู้แสดงความเห็นโดยสุจริต และใช้หลักเมตตาธรรมแทนที่จะใช้กฎหมายเป็นอาวุธ โดยผู้อยู่ใกล้ชิดสถาบันควรยอมรับผิดว่าปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพราะพวกตน “ดึงฟ้าลงต่ำ”

นอกจากนี้ ยังจะต้องมีการ “ปฏิรูป” กำหนดอำนาจบทบาทที่จำกัดและชัดเจนของสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อการเมืองการปกครอง เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่กล่าวข้างต้น เพื่อให้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของพสกนิกรทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะต่อสู้ขัดแย้งกันแค่ไหน

ทั้งยังต้องจำกัดอำนาจบทบาทของผู้ที่อยู่ใกล้ชิดสถาบัน ไม่ว่าองคมนตรี หรือผู้ถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท ก็ไม่ควรขับเฟอร์รารีไปเที่ยวแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างเลือกข้าง

ผมไม่เคยเชื่อเลยว่าทักษิณจะล้มสถาบัน หรือต่อให้คิดจริงก็ทำไม่ได้ ตราบใดที่สถาบันอยู่เหนือความขัดแย้งและมีแต่พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรทุกฝ่าย ผมเชื่อว่าตอนนั้นทักษิณอยากจะ “โหน” สถาบันต่างหาก แล้วก็ขัดแข้งขัดขากันกับคนอื่นๆ ที่ต้องการ “โหน” สถาบันเช่นกัน โดยคนเหล่านี้ก็ไม่ต่างจากทักษิณ ที่ต่างมุ่งหวังลาภยศสรรเสริญ ความเจริญก้าวหน้า หรือกระทั่งผลประโยชน์ แม้อาจมากน้อยต่างกัน

ความเคารพสักการะ สร้างขึ้นจากเสรีภาพ

พระบารมีของในหลวง ความเคารพรักที่ประชาชนมีต่อพระมหากษัตริย์ ไม่ได้สร้างขึ้นจากกฎหมาย แต่สร้างขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณ พระราชกรณียกิจ ที่พระองค์ทรงเสียสละเพื่อประชาชน

บทบัญญัติมาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญที่ว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” จึงไม่ถูกต้อง เพราะความเคารพสักการะ ความ “รักในหลวง” ไม่ได้มาจากการบังคับใช้กฎหมาย แต่มาจากพระราชจริยวัตรของพระองค์

เช่นเดียวกับมาตรา 112 ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ไม่ใช่สิ่งเสริมสร้างพระบารมี โดยเฉพาะเมื่อถูกใช้ในทางการเมือง

สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นทองแท้ไม่กลัวไฟ จึงไม่กลัวการแสดงความเห็นต่างหรือท้วงติง แม้โดยหลักธรรมชาติ ไม่ว่าใครทำความดีแค่ไหนก็จะต้องมี “คนรักเท่าผืนหนัง คนชังเท่าผืนเสื่อ” แต่ถ้าใครมีอคติ มีเจตนาไม่ซื่อ ก็ต้องแพ้ภัยตัวเอง

เราจึงต้องทำให้ความเคารพรักต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อยู่ภายใต้กรอบสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย และต้องเปิดใจกว้างว่า การวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้มาจากผู้ที่ต่อต้านเสมอไป ผู้ที่เคารพรักบางครั้งก็จะเสนอแนะให้ความเห็นหรือท้วงติงเช่นกัน

เอ้า ยกตัวอย่าง ส.ศิวรักษ์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้จงรักภักดีแถวหน้า แต่โดนคดีหมิ่นฯ มาไม่รู้กี่ครั้ง (แล้วก็หลุดทุกครั้ง แปลกไหม) ผมเคยสัมภาษณ์ ส.ศิวรักษ์ลงไทยโพสต์แทบลอยด์ คนอ่านร้องว่า โห! ช่างกล้า หารู้ไม่ว่ารีไรท์ไปเหงื่อแตกไป แตกพลั่กๆ แต่ใครจะปฏิเสธว่าอาจารย์ ส.แกพูดด้วยความปรารถนาดี นึ่คือคน “ปกป้องสถาบัน” ตัวจริง

การเปิดกว้างไม่ใช่สิ่งที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าคิดว่าจะต้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ในกรอบอุดมการณ์จารีตนิยมตลอดไป ก็อาจคิดว่าการเปิดให้มีสิทธิเสรีภาพจะบ่อนทำลายสถาบันศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพเทิดทูน แต่ความเป็นจริงสถาบันพระมหากษ้ตริย์ทุกประเทศ แม้แต่ประเทศไทย ต่างก็ปรับตัวเข้าสู่โลกสมัยใหม่ โลกแห่งเสรีภาพของการเสนอข่าวสาร และสร้างความเคารพศรัทธาขึ้นจากวัฒนธรรมเสรีประชาธิปไตยมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เหลือเพียงพันธนาการสุดท้ายคือมาตรา 112 เท่านั้น

เอ้า ดูง่ายๆ คนชั้นกลางข้างมากติดสติกเกอร์ “รักในหลวง” ทั้งที่คนชั้นกลางนี่แหละ คือพวกปากหอยปากปู หูยาว ขาเมาธ์ ชอบฟังข่าวเล่าลือ ได้ดูคลิปดู YouTube ก่อนใคร นั่นแสดงว่าความ “รักในหลวง” ของคนชั้นกลางได้ผ่านการต่อสู้ในสงครามข้อมูลข่าวสารมาระดับหนึ่งแล้ว

สถาบันกษัตริย์ในโลกตะวันตก ยกตัวอย่างอังกฤษ ระบอบที่ใกล้เคียงกับเรามากที่สุด ดำรงความเคารพรักศรัทธาอยู่ได้อย่างยั่งยืนภายใต้อุดมการณ์ประชาธิปไตย อังกฤษไม่มีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และไม่เปิดเพลง God Save the Queen ในโรงหนังมาตั้งแต่หลายสิบปีที่แล้ว แต่เมื่อปลายปี 2552 ผมอ่านข่าวดีเจคนหนึ่ง ปิดเทปเสียงควีนอลิซาเบธพระราชทานพรปีใหม่แก่พสกนิกร แล้วบอกว่าไร้สาระ ผลคือชาวบ้านโทรไปด่ากันตรึม และดีเจคนนั้นก็ถูกไล่ออก

สถาบันกษัตริย์ของอังกฤษไม่เพียงปรับตัวได้ในวัฒนธรรมประชาธิปไตย แต่ปรับตัวได้กระทั่งวัฒนธรรมป๊อป จากเจ้าหญิงไดอานาถึงเจ้าชายวิลเลียมส์ ทั้งเป็นที่เคารพเทิดทูน เป็นที่รักและนิยม ผสมความเท่ cool และเซ็กซี่อยู่หน่อยๆ แบบเซเลบส์ เจ้าชายวิลเลียมส์จะเข้าพิธีอภิเษก คนอังกฤษเป็นปลื้ม กระทั่งคนอเมริกันยังอิจฉา ว่าทำไมประเทศตูไม่มีกษัตริย์อย่างเขามั่ง

แต่โพลล์คนอังกฤษก็ออกมาน่าทึ่ง คือทั้งปลื้มปิติต่อพิธีอภิเษก เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์จะรุ่งเรืองยืนยง แต่ขณะเดียวกันก็เห็นด้วยกับพวก republic ว่าไม่ควรเอางบประมาณของรัฐไปจัดพิธีอย่างสิ้นเปลือง ซึ่งสถาบันก็รับฟัง เจ้าชายวิลเลียมส์จัดพิธีอภิเษกอย่างเรียบง่าย เชิญแขกทุกชนชั้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีบทบาททำงานเพื่อสังคม

ผมไม่คิดว่าการยกเลิกมาตรา 112 จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ยิ่งถ้าเป็นการแก้ไขตามที่กลุ่มคณาจารย์นิติราษฎร์เสนอ (ผมคาดเอาจากที่เคยคุยกับ อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ มาบ่อยครั้ง) คือไม่ได้ยกเลิกทั้งหมด แต่เปิดช่องให้ยกเว้นการติชมโดยสุจริต คงเอาผิดเฉพาะผู้ที่ลบหลู่ดูหมิ่น ซึ่งผมเห็นด้วย เพราะถึงอย่างไรเราก็ต้องปกป้องประมุข ไม่ให้ถูกลบหลู่ดูหมิ่น นี่เป็นข้อยกเว้น จะอ้างความเสมอภาคโดยเฉลี่ยสัมบูรณ์ไม่ได้ ต้องปกป้องสูงกว่าคนทั่วไปในกฎหมายหมิ่นประมาท

แต่ประเด็นนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวเนื่องกันคือ ควรยกเลิกโทษจำคุกฐานหมิ่นประมาทตามกฎหมายอาญามาตรา 326 ให้เหลือแต่ความผิดทางแพ่งเท่านั้น เพราะอารยะประเทศหลายๆ ประเทศเขายกเลิกกันหมดแล้ว นี่ผมไม่ได้พูดเอง แต่ครูพักลักจำเขามา ตอนที่ทักษิณกับชินคอร์ปฟ้องหมิ่นไทยโพสต์ ฟ้องสื่อฟ้องใครต่อใครทั่วไปหมด พวกสภาทนายความพวกนักสิทธิมนุษยชนเขาร้องแรกแหกกระเฌอว่าควรยกเลิกโทษจำคุกได้แล้ว เพราะกลายเป็นอาวุธปิดกั้นเสรีภาพสื่อ แต่พอรัฐบาลสมัคร ศาลตัดสินว่าสมัครหมิ่นรองผู้ว่าฯ กทม.ซึ่งอาจมีผลต่อการดำรงตำแหน่งนายกฯ (ถ้าไม่ถูกปลดเสียก่อนเพราะทำกับข้าวออกทีวี) ผมตามหาตัวคนเรียกร้องให้ยกเลิกโทษจำคุก ตามเท่าไหร่ก็ไม่เจอ

คือถ้ายกเลิกโทษจำคุกฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป เหลือเพียงโทษจำคุกสถานเบากับผู้ลบหลู่ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ โดยยกเว้นการติชมโดยสุจริต ก็จะเป็นการแก้ไขกฎหมายที่ชัดเจนทั้งระบบ

ผมไม่คิดว่าการแก้ไขมาตรา 112 จะมีผลต่อพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์โดยตรง เพราะทรงเป็นที่เคารพรักของคนไทยด้วยพระราชจริยาวัตร ถ้าจะมีพวกนิยม Republic ก็คงมีแค่หยิบมือหนึ่ง อย่าประเมินสถานการณ์ผิด แบบที่คิดว่าคนเสื้อแดงนับล้านๆ “ไม่เอาเจ้า” ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผู้ใกล้ชิดสถาบันมีพฤติกรรมที่ทำให้เขารู้สึกว่าอยู่ตรงข้ามพวกเขา ถ้าพ้นจากสถานการณ์เฉพาะหน้านี้ไป ถ้าดึงสถาบันออกจากความขัดแย้งได้ คนส่วนใหญ่ก็จะกลับมาอยู่ในสภาพปกติ

การแก้ไขมาตรา 112 จะมีผลโดยตรงกับผู้อยู่รอบข้างที่อ้างอิงสถาบันต่างหาก เพราะผู้ที่เห็นต่างจะสามารถตอบโต้ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ พูดกันถึงหลักการของระบอบ อำนาจ บทบาท ที่ชัดเจน ขจัดความคลุมเครือที่เปิดช่องให้มีการอ้างโน่นอ้างนี่เพื่อเข้ามาใช้อำนาจพิเศษโดยไม่ชอบธรรม ขณะที่สถาบันก็จะได้ฟังความโดยตรงจากผู้ที่อยู่ห่างไกล ทั้งผู้ที่จงรักภักดีและผู้ที่มีความเห็นตรงข้าม

เรียนว่าที่เขียนมาทั้งหมด ผมไม่ได้เสแสร้งเป็นผู้จงรักภักดี เพราะผมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา และเคยเข้าป่า แต่ประสบการณ์ชีวิตสอนให้เราใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ (แม้บางช่วงจะอดมีอารมณ์ไม่ได้ก็ตาม) นักประชาธิปไตยที่มีเหตุผลย่อมมองเห็นว่า บนพื้นฐานของสังคมไทย ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์มีข้อดีมากกว่าไม่มี (ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้ฆ่าฟันกันเลือดนองเพื่อไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ) นี่คือจุดร่วมกับผู้จงรักภักดี โดยสิ่งสำคัญที่ต้องแสวงจุดร่วมก็คือการเอาสถาบันออกจากความขัดแย้ง ไม่ถูกนำมาเกี่ยวข้องกับการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ เป็นที่เคารพรักศรัทธาอย่างยั่งยืน ภายใต้อุดมการณ์สิทธิเสรีภาพ ประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐ

ใบตองแห้ง
25 มี.ค.54

ควันหลง .... ไข่ชั่งกิโล : การแก้ปัญหาแบบนักการเมือง

ที่มา ประชาไท

นโยบายขายไข่ชั่งกิโล ภายใต้โครงการประชาภิวัฒน์ของรัฐบาล ฯพณฯ (ทั่น) อภิสิทธิ์ ต้องพับฐานไปค่อนข้างแน่แล้วนั้น เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ชี้ให้เห็นว่า การตีโจทย์ไม่ทะลุอาจนำมาซึ่งอาการ “หน้าแตก” ชนิดที่ “หมอไม่รับเย็บ” ได้ง่ายๆ เลยทีเดียว

สาเหตุของความล้มเหลวมาจาก การพยายามที่จะทำให้ราคาไข่ไก่ลดลง โดยไม่ได้คำนึงถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค ปรัชญาของนโยบายนี้ก็คือ ถ้าตัดขั้นตอน “การคัดไข่” ออกไป ไข่ไก่ก็จะมีราคาถูกลงฟองละ 10 ถึง 20 สตางค์ทันที ดังนั้นแม่ค้าไข่ไก่ตามตลาดสดหรือตลาดนัด จึงต้องเปลี่ยนวิธีขายไข่มาเป็นแบบชั่งกิโล โดยรัฐบาลกำหนดราคาให้เสร็จสรรพที่กิโลกรัมละ 50 – 52 บาท

แต่ถ้านำเอาหลักเกณฑ์ทางการตลาด (Marketing Principle) มาจับ ไม่ว่าจะมองใน Segment ใด ก็ล้วนไม่สอดรับกับทฤษฎีไข่ชั่งกิโลนี้ด้วยกันทั้งนั้น กล่าวคือ ผู้บริโภคที่เป็นกลุ่ม “ครัวเรือน” มักจะเน้นที่ความสะดวกสบาย (Convenience) หากต้องการน้อยก็จะซื้อน้อยฟอง มีไข่ไก่ให้เลือก (ซื้อ) หลากหลายบรรจุภัณฑ์และหลากหลายราคา ตามคุณภาพที่ตนเองพึงพอใจ ขณะที่กลุ่มร้านอาหาร ภัตตาคาร หรือโรงแรมจะต้องการไข่ที่มีขนาดมาตรฐาน เช่น เมนูไข่ดาวอาหารเช้า ควรต้องมีขนาดฟองเท่าๆ กัน เป็นต้น อันหมายถึงต้องผ่านการคัดแยกเบอร์มาแล้วนั่นเอง

เมื่อเป็นดังนี้ เขาจะซื้อไข่ “ชั่งกิโล” ไปเพื่อ Benefits อะไร ?

ความจริงมีอยู่ว่าไข่ไก่ไม่ว่าที่ใดในโลกก็ล้วนมีการคัดขนาดกันแทบทั้งสิ้น ในประเทศไทยแบ่งไข่ไก่ออกเป็น 7 ขนาด โดยเบอร์ 0 จะฟองใหญ่สุด เบอร์ 1 ขนาดเล็กลงมา และไข่ไก่เบอร์ 6 จะมีขนาดเล็กสุด อย่างไรก็ตามในท้องตลาดนิยมขายไข่ไก่แค่เบอร์ 5 เท่านั้น ขณะที่ในอีกหลายประเทศอาจมีการแบ่งขนาดไข่ไก่แตกต่างกันไป แต่ก็มักอยู่ที่ประมาณ 4 – 5 ขนาด วิธีการแบ่งทำโดยชั่งน้ำหนักบนเครื่องคัดไข่ (ข้อมูลจากสมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ประเทศไทย)

นโยบายไข่ชั่งกิโลจึงมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากรัฐบาลต้องการที่จะรักษาภาพของตนเองเอาไว้ ด้วยว่าราคาไข่ไก่ได้ถูกนำไปเป็นดัชนีชี้วัดสภาวะค่าครองชีพของชาวบ้านไปเสียแล้ว เป็นการแก้ปัญหาในมุมมองของนักการเมืองที่คำนึงถึง “คะแนนนิยม” มากกว่า “ต้นตอ” ของปัญหานั้น

หากมองในแง่การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Management) นโยบายนี้นับว่าเดินสวนทางกับแนวคิด “การเพิ่มมูลค่า – High Value Adding” ชนิด 180 องศาเลยทีเดียว ด้วยว่านักบริหารร่วมสมัยล้วนมุ่งให้องค์กรที่ตนดูแลมีมูลค่าเพิ่มขึ้นด้วยกันทั้งนั้น (โดยผ่านตัวชี้วัดที่เรียกว่า EVA Economic Value Added /EVA – ผู้เขียน)

กรณีไข่ไก่นี้รัฐบาลจึงต้องมองให้ออกว่านี่คือ “ผลิตภัณฑ์อาหาร – Food Product” ไม่ใช่ “สินค้าคอมมอดิตี้” ที่ได้มาอย่างไรก็ขายไปอย่างนั้น

ไข่ไก่ในฟาร์มยุคใหม่ต้องผ่านการทำความสะอาดด้วยเครื่องอัตโนมัติ มีการคัดแยกไข่ไก่ที่บุบแตก หรือมีคุณภาพเปลือกไม่ดี (สีซีด ผิวขรุขระ) ก่อนที่จะทำการคัดแยกขนาด และใส่ในบรรจุ-ภัณฑ์ชนิดต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการขนส่งและสะดวกในการซื้อหา มีการพ่นข้อมูล (Inkjet) ลงไปบนฟองไข่ ระบุวันหมดอายุ ตลอดจนที่มาของไข่ไก่อันสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ได้

ผู้ประกอบการต้องทำกันถึงขนาดนี้ จึงจะได้ “มูลค่าเพิ่ม”
ต้องทำให้ได้ถึงเพียงนี้ จึงจะเรียกว่าเป็นผู้ “มีฝีมือ”
อันเป็นคนละเรื่องกับ การนำเอาไข่มา “คละ” แล้ว “ชั่งกิโลขาย” โดยสิ้นเชิง !

ดังนั้น ... การออกนโยบายไข่ชั่งกิโลของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ นอกจากจะไม่ได้รับการตอบรับจากสังคมภาคส่วนต่างๆ แล้ว ยังได้มองข้าม “ยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่า” ในผลิตผลทางการเกษตร อันเป็นวาระระดับชาติของพี่น้องชาวไทยอีกโสดหนึ่งด้วย

เรื่อง Grading หรือการจัดชั้นมาตรฐานผลิตผลเกษตรนั้น นักวิชาการเกษตรของไทยได้ทดลองวิจัยกันมาอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านพืชและสัตว์ จนมีพัฒนาการก้าวหน้าไปเป็นอันมาก ยังผลให้ผลิตผลเกษตรของไทยเราเป็นที่ยอมรับไปทั่วทั้งโลก

• มะม่วง เบอร์ 14 คือ 1 กล่อง ต้องมี 14 ผล ซึ่งต้องได้มาตรฐานทั้งน้ำหนักและขนาดของผล เป็นการล็อค 2 ชั้น เลยทีเดียว
• กล้วยไม้ 60 เซ็นติเมตร มีดอก 12 ดอก ต้องบานหมด ถ้าผิดจากนี้ถือว่าตกสเปค
• สตรอเบอรี่ หากจัดการให้แต่ละลูกมีขนาดเท่าๆ กันได้ ก็จะมีมูลค่าเพิ่ม ขายได้ราคาแพง
• กุ้งขาววานาเมย์ และ กุ้งกุลาดำ ต่างขนาด ราคาก็จะแตกต่างกัน (กุ้งขนาด 30 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 230 บาท ขณะที่ขนาด 100 ตัว/กก. ราคากิโลกรัมละ 122 บาท - ราคา ณ. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ตลาดทะเลไทย จ. สมุทรสาคร)
• มังคุดคัดขนาด ลอง search ในกูเกิ้ลดูก็จะพบงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้เป็น list ยาวเหยียด
ฯลฯ

สำหรับเรื่องไข่ไก่นี้ รัฐบาลควรถือเป็นบทเรียน (Lesson Learned) ราคาแพง และโปรดอย่าได้คิดเอาของที่เขาทำมาดีแล้ว ดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้นไปชั่งกิโลขายอีกเป็นอันขาด !