WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, March 27, 2011

ทำไมโรงเรียนวัดไทยไม่ชอบฮิญาบ

ที่มา ประชาไท

อนุสรณ์ อุณโณ

โรงเรียนวัดหนองจอกเป็นที่สนใจของสาธารณะและสื่อมวลชนเพราะได้ปฏิเสธข้อ เรียกร้องของเด็กนักเรียนหญิงมุสลิมที่ต้องการสวมฮิญาบหรือผ้าคลุมศีรษะภาย ในโรงเรียนอย่างแข็งขัน โดยหลังจากอ้างระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ กฎระเบียบของวัดหนองจอก และมติคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ล่าสุดเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาโรงเรียนวัดหนองจอกได้อ้างมติมหา เถรสมาคมที่ว่า “ให้โรงเรียนวัดทั่วประเทศที่อยู่ภายในพื้นที่ของธรณีสงฆ์ต้องยึดวิถีพุทธ ทำตามจารีตประเพณีไทย โดยการห้ามแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาที่ชัดเจน หากครูหรือนักเรียนไม่ปฏิบัติตามถือว่ามีความผิด” ในการไม่อนุญาตให้เด็กนักเรียนหญิงมุสลิมสวมฮิญาบภายในโรงเรียน และถึงแม้ดูเหมือนว่าต่อมาทางวัดและโรงเรียนจะยอมผ่อนปรนภายใต้การเจรจาของ รัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูง แต่เงื่อนปมทางวัฒนธรรมและการเมืองอันเป็นที่มาของการปฏิเสธฮิญาบของ โรงเรียนวัดหนองจอกไม่ได้หายไปไหน ยังพร้อมจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันนี้เมื่อเงื่อนไขต่างๆ มาบรรจบกัน

ที่ผมพูดเช่นนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าความขัดแย้งเกี่ยวกับการสวมฮิญาบในสถาน ศึกษารวมทั้งสถานที่ราชการอื่นๆ ไม่ใช่สิ่งใหม่ในสังคมไทย ย้อนกลับไปประมาณ 20 ปีมีกระแสเรียกร้องการสวมฮิญาบของนักเรียนนักศึกษาหญิงมุสลิมในสถานศึกษา ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในสถาบันอุดมศึกษาในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งความขัดแย้งมีความ แหลมคมเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันความขัดแย้งในลักษณะเดียวกันนี้ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะสังคมไทย หากแต่เกิดขึ้นในสังคมต่างๆ ทั่วโลกซึ่งมีชาวมุสลิมเป็นพลเมืองส่วนน้อย โดยเฉพาะในประเทศฝรั่งเศสที่ความขัดแย้งแฝงนัยทางการเมืองอย่างสำคัญ โดยในปี พ.ศ. 2547 รัฐบาลฝรั่งเศสโดยความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ได้ผ่านกฎหมายห้ามนักเรียน โรงเรียนรัฐสวมใส่เสื้อผ้าที่แสดงสังกัดทางศาสนาที่เด่นชัด (ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าหมายถึงผ้าคลุมศีรษะสตรีมุสลิม) แม้จะมีกระแสต่อต้านจากมุสลิมจากทั้งในประเทศฝรั่งเศสและทั่วโลกก็ตาม อะไรคือเงื่อนปมทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ทำให้การสวมฮิญาบในสถานศึกษาเป็นปัญหา

นักมานุษยวิทยาชาวอเมริกัน John R. Bowen เขียนหนังสือ “Why the French don’t like Headscarves: Islam, the State, and Public Space” (“ทำไมคนฝรั่งเศสจึงไม่ชอบผ้าคลุมศีรษะ: อิสลาม รัฐ และพื้นที่สาธารณะ”) เพื่ออธิบายว่าเหตุใดคนฝรั่งเศสส่วนใหญ่จึงเห็นด้วยกับการออกกฎหมายฉบับดัง กล่าว เขาเสนอว่าผ้าคลุมศีรษะสตรีมุสลิมไม่ได้เป็นปัญหาในตัวเอง แต่สาเหตุที่มันกลายเป็นปัญหาก็เพราะว่ามันเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายของ อันตรายต่อสังคมฝรั่งเศสและโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเป็นภัยคุกคามหลักการความ เป็นทางโลก (laïcité ในภาษาฝรั่งเศสหรือ secularism ในภาษาอังกฤษ) และความเป็นสาธารณรัฐ (Republicanism) ที่ชาวฝรั่งเศสยึดถือ เพราะขณะที่หลักการทั้งสองเน้นเรื่องการเคลื่อนย้ายศาสนาออกจากพื้นที่ สาธารณะและการเมือง รวมทั้งให้ความสำคัญกับความเสมอภาคระหว่างเพศและภราดรภาพระหว่างพลเมือง ฮิญาบถูกวาดภาพให้มีนัยของความเป็นศาสนาอิสลามสุดขั้ว การแตกแยกเป็นหมู่เหล่า และการกดขี่สตรี จึงไปกันไม่ได้กับหลักการดังกล่าว และเพราะเหตุดังนั้นจึงไม่สามารถอนุญาตให้สวมใส่ในพื้นที่สาธารณะได้

สาเหตุที่โรงเรียนวัดหนองจอกไม่อนุญาตให้นักเรียนหญิงคลุมฮิญาบในโรงเรียนก็ วางอยู่บนเงื่อนปมทางวัฒนธรรมและการเมืองเช่นกัน เพียงแต่เป็นอีกลักษณะ เพราะรัฐไทยไม่ได้เป็นรัฐทางโลกที่แยกขาดจากศาสนาอย่างเด็ดขาดอย่างเช่น ฝรั่งเศสหรือประเทศตะวันตกอื่นๆ หากแต่มีความสัมพันธ์กับศาสนาอย่างใกล้ชิดแม้จะไม่ได้เป็นรัฐศาสนา (ในความหมายเคร่งครัด) ก็ตาม เพราะนอกจากโดยพฤตินัยหนึ่งในอุดมการณ์รัฐไทยจะเป็นพุทธศาสนา กษัตริย์ไทยปกครองด้วยคติธรรมราชารวมทั้งมีพิธีกรรมความเชื่อต่างๆ ในพุทธศาสนาเป็นแหล่งของความชอบธรรม ทั้งนี้ยังไม่นับรวมกรณีที่รัฐไทยอาศัยสถาบันพุทธศาสนาเป็นช่องทางในการ ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในลักษณะต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้น เหตุผลทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ทำให้โรงเรียนวัดหนองจอกห้ามไม่ให้เด็กนัก เรียนสวมฮิญาบจึงไม่ใช่เพราะฮิญาบละเมิดหลักการความเป็นทางโลกและความเป็น สาธารณรัฐ (ซึ่งชนชั้นปกครองไทยต่างพากันหวาดกลัว) ที่กีดกันศาสนาออกจากพื้นที่สาธารณะอย่างที่เกิดในกรณีประเทศฝรั่งเศส หากแต่เป็นเพราะว่าฮิญาบละเมิดหรือว่าท้าทายการจัดระเบียบชีวิตทางศาสนาใน พื้นที่สาธารณะที่รัฐไทยอาศัยสถาบันพุทธศาสนาเป็นกลไกในการควบคุมตรวจตรา

ดังจะเห็นได้จากมติมหาเถรสมาคมในกรณีนี้ที่ 1) การทำให้ “วิถีพุทธ” และ “จารีตประเพณีไทย” เป็นสิ่งเดียวกันบ่งนัยว่าวิถีศาสนาอื่นซึ่งในที่นี้คืออิสลามไม่นับเป็น ส่วนหนึ่งของ “จารีตประเพณีไทย” ที่รัฐไทยให้การรับรองและส่งเสริม และเหตุดังนั้นจึงไม่สามารถแสดงออกในพื้นที่สาธารณะเช่นโรงเรียนได้ และ 2) การ “ห้ามแสดงสัญลักษณ์ทางศาสนาที่ชัดเจน” ในโรงเรียนวัดที่อยู่ในธรณีสงฆ์ประการหนึ่ง กับการกำหนดให้ทุกคนยึด “วิถีพุทธ” ในเขตดังกล่าวที่เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และวิธีปฏิบัติของพุทธศาสนาอีกประการ ไม่ได้แสดงความขัดกันเองของมติมหาเถรสมาคม เท่าๆ กับชี้ให้เห็นว่าในกรณีนี้สัญลักษณ์และวิธีปฏิบัติของพุทธศาสนาไม่ถูกนับ เป็น “เรื่องทางธรรม” ที่มีความจำเพาะหรือผูกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป หากแต่กลายเป็น “เรื่องทางโลก” ที่มีลักษณะทั่วไปและดังนั้นจึงสามารถใช้บังคับได้กับทุกคนที่อยู่ในเขตแดน ของรัฐไทย

อย่างไรก็ดี การจัดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐไทยกับพุทธศาสนาในลักษณะเช่นนี้มีปัญหา เพราะนอกจากไม่สามารถลดหรือหลีกเลี่ยงความตึงเครียดระหว่างศาสนากับรัฐชาติ ในฐานะที่เป็นแหล่งยึดโยงผู้คนแหล่งใหม่แทนศาสนาและสถาบันกษัตริย์ (ดังที่รัฐทางโลกมักประสบจากการพยายามเคลื่อนย้ายศาสนาออกจากพื้นที่สาธารณะ และการเมือง) หากแต่ยังเป็นกลืนกลายหรือว่าเบียดขับศาสนาและระบบความเชื่ออื่นให้อยู่ใน สถานภาพที่ด้อยกว่าซึ่งเป็นที่มาของความขัดแย้งทางศาสนาและชาติพันธุ์ โดยเฉพาะในกรณีของศาสนาอิสลาม เพราะศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นเพียงระบบความเชื่อหรือระเบียบศีลธรรมกว้างๆ หลวมๆ หากแต่เป็นวิธีปฏิบัติที่ครอบคลุมการดำเนินชีวิตทุกด้านอย่างเคร่งครัดและใน ระดับแยกย่อย คล้ายคลึงกับระเบียบกฎเกณฑ์ที่รัฐสมัยใหม่กำหนดให้พลเมืองต้องปฏิบัติตามใน ชีวิตประจำวัน ฉะนั้น โอกาสที่ระเบียบรัฐและระเบียบศาสนาอิสลามจะบรรจบกันจึงเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป และจะก่อให้เกิดความตึงเครียดหากระเบียบทั้งสองชุดขัดแย้งหรือไปด้วยกันไม่ ได้ ดังที่เกิดกับรัฐทางโลกเช่นฝรั่งเศสในกรณีการสวมฮิญาบ ขณะที่ในกรณีรัฐกึ่งทางโลกกึ่งศาสนาเช่นรัฐไทยปัญหามีความซับซ้อนและแหลมคม ยิ่งขึ้น เพราะระเบียบทางโลกของรัฐไทยในเรื่องนี้ไม่เพียงแต่จะขัดกับวิธีปฏิบัติของ ศาสนาอิสลาม หากแต่ยังแยกไม่ออกจากระเบียบทางธรรมของพุทธศาสนา ทางเลือกหนึ่งของรัฐไทยในกรณีนี้จึงอยู่ที่ว่าจะจัดระเบียบทางโลกที่ไม่ วางอยู่บนพุทธศาสนาเพียงประการเดียวได้อย่างไร และจะทำอย่างไรที่จะให้ระเบียบทางธรรมของศาสนาและระบบความเชื่ออื่นมีที่ทาง ในระเบียบทางโลกในรัฐไทยยิ่งขึ้น


(จาก คอลัมน์ คิดอย่างคน ในหนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ประจำวันที่ 18-25 มีนาคม 2554)

บก.ลายจุด แนะใช้โอกาสบรรยากาศเปิด-ปชช.ตื่นตัว สร้างประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรม

ที่มา ประชาไท

เปิดตัวหนังสือ "ประชาธิปไตย...เข้าใจไหม" บก.หนังสือชี้เป็นจดหมายเหตุบันทึกการถกเถียงช่วงการต่อสู้ทางการเมืองเข้มข้น บก.ลายจุด วิจารณ์การต่อสู้สองสี ทั้งเหลือง-แดง พูดเรื่องประชาธิปไตยน้อย จ้องทำสงคราม แนะใช้โอกาสบรรยากาศเปิด-ประชาชนตื่นตัว สร้างประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 54 โครงการเวทีเปิดเพื่อการสนทนาเรื่อง ประชาธิปไตย ภายใต้มูลนิธิศักยภาพชุมชน จัดงานเปิดตัวหนังสือ "ประชาธิปไตย...เข้าใจไหม?" ที่ห้อง 103 อาคาร 1 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"จดหมายเหตุสังคมการเมืองไทย"
พิณผกา งามสม บรรณาธิการของหนังสือเล่มนี้ แนะนำว่า หนังสือ “ประชาธิปไตย เข้าใจไหม? บทเสวนาว่าด้วย สิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค, การเมืองภาคประชาชน, ธรรมาภิบาล และนิติรัฐ” ประมวลแนวคิด และคำนิยามจากประชาชนคนธรรมดา จากการทำกิจกรรมของมูลนิธิศักยภาพชุมชน 3 ส่วนคือ การจัดเวทีเสวนาวิชาการ โดยมีทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรมทางสังคม ใน 4 ประเด็นหลักๆ ซึ่งจะเป็นเนื้อหาหลักของแต่ละบทในหนังสือเล่มนี้ ส่วนที่ 2 คือคำสัมภาษณ์จากเวทีประชาคมในจังหวัดต่างๆ รวมถึงที่บ่อนไก่ในช่วงหลังการสลายการชุมนุม และกลุ่มคนพิการ กลุ่มความหลากหลายทางเพศ ซึ่งผู้จัดทำได้โคว้ทเอาถ้อยความหลักๆ ของผู้แสดงความเห็นแต่ละเวทีไว้ในหน้าแรกของแต่ละบท และส่วนที่ 3 คือ เวทีเสวนาของประชาคมในจังหวัดต่างๆ

บรรณาธิการหนังสือกล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ แนวคิดของผู้จัดทำโครงการที่พยายามหาคำนิยามของ "ประชาธิปไตย" จากประชาชนทั่วไป ไม่ใช่จากนักวิชาการหรือคนดัง ทั้งนี้ ในการต่อสู้ทางการเมืองมักมีการใช้คำใหญ่ๆ ซึ่งน่าสนใจว่า จริงๆ ประชาชนเข้าใจแบบไหน แต่ก็นำมาซึ่งความยากลำบากในการประมวลเนื้อหาให้กระชับรัดกุม นอกจากนี้ มองว่า การจัดทำโครงการนี้ในช่วงที่การต่อสู้ทางการเมืองเข้มข้นเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง บางเวทีแลกเปลี่ยนซึ่งจัดหลังการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงไม่นาน แม้ผู้รวบรวมข้อมูลจะตั้งข้อสังเกตว่า ผู้เข้าร่วมระวังตัวและไม่พร้อมจะแลกเปลี่ยน แม้ว่ารู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ก็ถือเป็นการสะท้อนทัศนคติและเหตุการณ์ หนังสือเล่มนี้จึงนับเป็นจดหมายเหตุอย่างหนึ่ง

แนะสร้างการเรียนรู้ "ประชาธิปไตย" ให้กลมกล่อม
สมบัติ บุญงามอนงค์ กลุ่มวันอาทิตย์สีแดง กล่าวว่า ในช่วงนี้เป็นภาวะแย่งชิงนิยามของคำว่า "ประชาธิปไตย" ต่างอ้างประชาธิปไตยกันหมด อ.จรัล ดิษฐาอภิชัยเคยบอกว่านี่เป็นปรากฏการณ์ธรรมดาของสังคมในช่วงเปลี่ยนผ่าน ที่ต้องมีการดีเบตกันอย่างรุนแรง เนื่องจากมีความคลุมเครืออยู่นาน ทั้งนี้ สมบัติยกตัวอย่างว่า เมื่อพูดถึงประชาธิปไตยอันมีพระ มหากษัตริย์เป็นประมุข ในที่ชุมนุมก็มีเสียงต่อท้ายว่า "โดยอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน" นี่คือการช่วงชิงนิยามคำว่า "ประชาธิปไตย" และดีเบตกัน ซึ่งเชื่อว่า วันหนึ่งมันจะคลี่คลาย

อย่างไรก็ตาม สมบัติตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมองไปที่กิจกรรมที่ผ่านมาของทั้งเสื้อเหลือง ที่บอกว่าเป็นพันธมิตรประชาชน "เพื่อประชาธิปไตย" ซึ่งเรียกร้องให้ถวายคืนพระราชอำนาจ และเสื้อแดง ที่บอกว่าต้องคืนอำนาจให้ประชาชนนั้น พบว่า ต่างก็พูดถึงประชาธิปไตยน้อยมาก โดยเสื้อเหลืองจัดการศึกษาว่าด้วยความเลวร้ายของทุนสามานย์ ขณะที่ปีกเสื้อแดงใช้เวลาอธิบายความไม่ดีของระบอบอำมาตยาธิปไตย ของพันธมิตรฯ และเครือข่าย ความล้มเหลวหรือความไม่ดีของพรรคประชาธิปัตย์ และพูดเรื่องประชาธิปไตยเป็นเรื่องสุดท้าย

สมบัติเสนอว่า ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ที่ประชาชนทั้งสองฝ่ายตื่นตัว ระบบเปิดให้เกิดการแลกเปลี่ยน ควรฉกฉวยโอกาสทำการศึกษาและสร้างประชาธิปไตย แทนการใช้ความโกรธเกลียดในการขับเคลื่อนและออกรบ จนกลายเป็น "สงคราม"

สมบัติย้ำว่า หากเราไม่ได้มีเป้าหมายว่าจะชิงอำนาจทางการเมือง แต่เป็นการสร้างและพัฒนาประชาธิปไตย จะต้องดึงเรื่องนี้และบรรยากาศเปิดแบบนี้ให้ยาวที่สุด ทั้งนี้ มองว่า สิ่งที่ยังขาดคือ การออกแบบการศึกษาประชาธิปไตยที่กลมกล่อมสำหรับคนทุกระดับ และทำให้พัฒนาจนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรม

สนธิพยากรณ์เกิดแผ่นดินไหวถี่ขึ้น หวั่นน้ำทะเลหนุนทำกรุงเทพจมบาดาล

ที่มา ประชาไท

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ชี้จะเกิดวิกฤตน้ำมันแพงอาจถึงลิตรละ 50 บาท แถมวิกฤตอาหาร ภัยพิบัติโลกร้อน แผ่นดินไหว สึนามิ กำลังจะเป็นชีวิตประจำวัน ถ้ามีนักการเมืองเลวอย่างนี้ประเทศจะฉิบหาย เมืองไทยต้องมีผู้นำยุคใหม่ พร้อมกล่าวหา “อภิสิทธิ์” รับงานฝรั่งมาเฉือนแผ่นดินไทยเพราะถือสัญชาติอังกฤษ อัดตอนรับราชการไม่ได้แจ้งว่าถือสองสัญชาติจะถือว่าแจ้งเท็จหรือไม่

สนธิพยากรณ์จะเกิดวิกฤตน้ำมัน โลกร้อน แผ่นดินไหว สึนามิกำลังเป็นชีวิตประจำวัน
เมื่อเวลาประมาณ 20.50 น. วันที่ 24 มี.ค.นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวปราศรัยบนเวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดนนายสนธิ ได้กล่าวถึงปัญหาวิกฤติของโลกที่จะส่งผลกระทบทำให้ประเทศไทยได้รับความเสีย หายว่า วิกฤติแรกคือน้ำมันมีแต่จะขึ้นราคาเพราะมีการสูบขึ้นมาใช้จนใกล้จะหมดแล้ว ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันมีมากขึ้น เพราะคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นทั่วโลก ประเทศที่ส่งออกน้ำมันก็ต้องเก็บน้ำมันไว้ใช้ในประเทศของตัวเองมากขึ้น นอกจากนี้โรงกลั่นน้ำมันและท่อส่งน้ำมันในประเทศต่างๆ ที่ใช้มา 30 ปี ถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนโดยใช้เงินประมาณ 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ค่าใช้จ่ายตรงนี้จะถูกนำมาบวกในราคาน้ำมัน เพราะฉะนั้นราคาน้ำมันมีแต่จะสูงขึ้น และมีโอกาสแตะลิตรละ 50 บาทในปีหน้า

นอกจากนี้เมื่อดูสถิติการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทั่วโลก ปี ค.ศ.1000 – 1700 เกิดขึ้น 7 ครั้ง เฉลี่ยทุกๆ 100 ปี เกิดขึ้น 1 ครั้ง ช่วงปี ค.ศ.1700-1800 ช่วง 100 ปี เกิด 6 ครั้ง ค.ศ.1900-1950 เพียง 50 ปี เกิดขึ้น 7 ครั้ง ค.ศ.1950-2000 ช่วง 50 ปีต่อมาเกิด 12 ครั้ง และ ค.ศ.2000-2011 เพียง 10 ปี เกิด 8 ครั้งแล้ว แปลว่าภัยพิบัติโลกร้อน แผ่นดินไหว สึนามิ กำลังจะเป็นชีวิตประจำวันของพวกเรา เพราะมันจะเกิดขึ้นในปริมาณที่ถี่ขึ้นกว่าเดิมมาก ขณะเดียวกันก็มีความแปรปรวนของฝน อุทกภัยก็รุนแรงขึ้น ภัยแล้งก็รุนแรงขึ้น น้ำทะเลก็ท่วมและกัดเซาะชายฝั่งมากขึ้น กรุงเทพฯ จมลง ถ้ามีน้ำเหนือหลากเหมือนปี 2538 กรุงเทพฯ จะจมอยู่ใต้น้ำอย่างน้อย 6 เดือน

ชี้ถ้ามีนักการเมืองเลวประเทศจะฉิบหายต้องมีผู้นำยุคใหม่

นายสนธิ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันอาหารทั่วโลกจะขาดแคลน เพราะการใช้พลังงานมากทำให้เกิดภัยพิบัติมากขึ้น พื้นที่การเกษตรลดน้อยลง สิ่งเหล่านี้คือวิกฤติที่จะมาซ้ำเติมประเทศชาติ ถ้าเรามีนักการเมืองหรือระบบการเมืองที่เลวอย่างนี้ประเทศไทยมีแต่จะฉิบหาย อย่างเดียว เมืองไทยจำเป็นต้องมีผู้นำยุคใหม่ ต้องมีระบบการปกครองที่ไม่มัวแต่ด่ากันในสภา ต้องขุดแก้มลิงทุกเมือง ขุดคลองระบายน้ำลงทะเล ให้ทุกหมู่บ้านทุกตำบลมีสระเก็บกักน้ำของตนเอง ซึ่งนักการเมืองปัจจุบันไม่ทำ ถึงจะทำก็เพื่อทำมาหากินบนภัยพิบัติความทุกข์ยากของประชาชนเหมือนเดิม ไม่มีวันแก้ภัยพิบัติได้เลย

นายสนธิ กล่าวต่อว่า ในเมื่อโลกจะเกิดวิกฤติอาหาร ทำไมไม่ให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลกอย่างจริงจัง อย่ามีแต่ฝีปาก แต่ไปส่งเสริมอุตสาหกรรม เพราะมันหากินได้ง่าย โกงได้ง่าย ปีที่แล้วปตท.มีกำไร 1.5 แสนล้าน ปีนี้จะได้กำไรเหยียบ 2 แสนล้าน ถ้ากำไรส่วนนี้เข้าประเทศหมดเราไม่ว่า แต่ต้องแบ่ง 49 เปอร์เซ็นต์ไปเข้ากระเป๋านักการเมืองที่ถือหุ้นอยู่ นอกจากนี้ มันกระทืบซ้ำพี่น้อง ส่งออกก๊าซธรรมชาติแล้วก็บวกราคาแล้วส่งกลับเข้ามาขายให้พวกเราทันที ซึ่งบริษัทที่ส่งออกไปและน้ำเข้ามาก็เป็นของนักการเมือง มันหากินกับเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมัน น้ำมันปาล์ม แก๊สหุงต้ม จึงเหมาะสมกับที่ตั้งฉายาว่าสัตว์นรก

เมืองไทยต้องเป็นประเทศเกษตรไม่ใช่อุตสาหกรรม ดังนั้นเลือกตั้งครั้งหน้าต้องโหวตโน

นายสนธิ กล่าวว่า เมืองไทยต้องการผู้นำที่จะมาแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองที่ได้รับผลกระทบจากภัย พิบัติทั่วโลก และทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องลงสู่ประชาชน ทำให้ประเทศน้ำไม่ท่วม พืชผลออกมามาก กำหนดทิศทางไปสู่การเกษตร ไม่ใช่อุตสาหกรรม เมืองไทยทำแบบนี้ไม่ได้ ถ้ามีนักการเมืองแบบนี้อยู่ เพราะฉะนั้นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าต้องโหวตโน คือไม่เลือกพรรคไหน เพื่อประท้วงนักการเมือง ให้โหวตโนทุกพรรค ไม่ว่าพรรคไหน

วันนี้สังคมไทย ถูกนายทุนครอบงำหมด พวกเราต้องรับใช้นายทุน แล้วนายทุนก็ไปครอบงำรัฐบาลอีกต่อหนึ่ง นั่นคือคณาธิปไตย เป็นการเมืองของหมู่คณะ คนจะเล่นการเมืองต้องมีพรรค และทุกคนต้องสังกัดพรรคเหมือนบริษัท ซึ่งจะทำให้สามารถใช้เงินซื้อได้ง่าย กลายเป็นธนาธิปไตย คือเอาเงินมาครอบ และก็จะจบลงด้วยโจราธิปไตย คือการเมืองของพวกโจร

นายสนธิ กล่าวว่า ภัยพิบัติของโลกที่ใกล้ตัวเราเข้ามามากขึ้น ความเป็นอยู่ที่แร้นแค้นมากขึ้น ถูกกดขี่จากนายทุนมากขึ้น เราจะยังทนนักการเมืองสัตว์นรกได้อย่างไร นี่ไม่นับการเฉือนดินแดนขายชาติอีก เพราะฉะนั้นเราต้องแสดงออกด้วยการโหวตโน บอกทุกคนว่าวิธีการที่จะประท้วงนักการเมืองสัตว์นรกคือการโหวตโน ไม่เว้นแม้แต่พรรคการเมืองเดียว เมืองไทยจะอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้ ถ้าไม่มีผู้นำที่เก่ง และเอาส่วนรวมเป็นตัวตั้ง นายอภิสิทธิ์วันนี้ ทักษิณเมื่อวาน นายสมัครเมื่อวาน ไม่เอาส่วนรวมเป็นตัวตั้ง แต่เอาส่วนตัวและอัตตาของตัวเองเป็นตัวตั้ง ประเทศจึงเสียหายมาทุกวันนี้

สงสัย “อภิสิทธิ์” รับงานฝรั่งมาเฉือนแผ่นดินไทยเพราะมีสองสัญชาติ

นายสนธิกล่าวว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 อังกฤษและฝรั่งเศสคิดจะแบ่งแผ่นดินไทยกันคนละครึ่ง แต่ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้นเสียก่อน ตอนนี้กำลังสงสัยว่านายอภิสิทธิ์จะรับงานต่อจากฝรั่งยุคนั้นมาเฉือนแผ่นดิน ไทยหรือไม่ เรื่อง 2 สัญชาติของนายอภิสิทธิ์ลึกซึ้งกว่าการมาด่ากัน 2-3 คำ กรณีนายอภิสิทธิ์นั้น เมื่อพ่อแม่ไปแจ้งสถานทูตไทยที่อังกฤษเพื่อแจ้งเกิดและได้สัญชาติไทยแล้วก็ ไม่ได้ไปยกเลิกสัญชาติอังกฤษ นายอภิสิทธิ์จึงน่าจะรู้ว่าตนเองมี 2 สัญชาติมาโดยตลอด แต่เวลาเข้ารับราชการ ไม่ได้แจ้งว่าตัวเองมี 2 สัญชาติ จะถือว่าแจ้งเท็จหรือไม่ โดยเฉพาะเวลาเข้ารับราชการทหารหรือราชการการเมือง ช่องสัญชาติจะต้องกรอก แต่นายอภิสิทธิ์กรอกสัญชาติไทยอย่างเดียว ไม่บอกว่ามีสัญชาติอังกฤษด้วย นี่คือการทำผิดกฎหมายอาญา

นอกจากนี้ ยังผิดหลักขัดกันแห่งผลประโยชน์ เมื่อมารับตำแหน่งทางการเมือง ต้องซื่อสัตย์เปิดเผยต่อประชาชน เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าเมื่อถึงคราวต้องตัดสินใจเวลาชาติไทยกับอังกฤษมี ปัญหาขัดแย้งกัน หรือถ้าต้องทำสัญญาทางราชการระหว่างไทยกับอังกฤษ นายอภิสิทธิ์จะยืนอยู่ข้างไหน นายอภิสิทธิ์อาจจะตอแหลว่ายืนอยู่ข้างไทย แต่ก็มีคำถามว่าทำไมยังไม่ถอนสัญชาติอังกฤษ หรือเมื่อถึงเวลาต้องประกาศสงครามกับอังกฤษ นายอภิสิทธิ์จะกล้าหรือไม่ นายสมัครพ้นจากตำแหน่งเพราะเป็นลูกจ้างบริษัทเอกชน ส่วนทักษิณต้องมีความผิดคดีอาญาเพราะให้เมียซื้อที่ดินจาก บสท. ถือว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์ กรณีนายอภิสิทธิ์ถือสัญชาติอังกฤษก็เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ระเบียบราชการยังระบุว่าข้าราชการต้องเป็นสัญชาติไทยเท่านั้น แต่นายอภิสิทธิ์แอบซ่อนมาตลอด เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก

อภิสิทธิ์ทำผิดไม่ต่างจากสมัคร-ทักษิณ แถมถือสัญชาติอังกฤษ จึงไม่มีสำนึกความเป็นไทย

สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ทำผิดจึงไม่ต่างจากที่เขาอภิปรายนายสมัคร โดยพูดว่านักการเมืองต้องมีจริยธรรมที่สูงกว่าคนธรรมดา และนายอภิสิทธิ์ไม่ต่างจากทักษิณที่ซุกหุ้น ออกกฎหมายเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทำให้ประเทศเสียหายเป็นแสนล้าน ทั้งสองคนจึงเลวเหมือนกัน

นายสนธิ กล่าวต่อว่า การที่นายอภิสิทธิ์ยังถือสัญชาติอังกฤษ เป็นไปได้หรือไม่ว่าการฉ้อฉลขี้โกงปัญหากัมพูชาก็เพื่อผลประโยชน์ของบริษัท ยักษ์ใหญ่ในอังกฤษ เช่น บริติช ปิโตรเลียม หรือผลประโยชน์อื่นๆ ที่ยังไม่โผล่ขึ้นมาแต่มีฐานจากการซ่อนสัญชาติอังกฤษเอาไว้ สรุปการถือ 2 สัญชาติของนายอภิสิทธิ์ผิด 1.ผลประโยชน์ขัดกัน 2.ปกปิดแจ้งเท็จเรื่องที่นักการเมืองต้องเปิดเผยเพื่อไม่ให้มีการซ้อนเร้นผล ประโยชน์อันมิควร 3.รัฐสนับสนุนให้คนไทยถือสัญชาติเดียวเท่านั้น ตอนที่ทักษิณถือสัญชาติมอนเตเนโกร คนในพรรคประชาธิปัตย์ก็บอกว่าในเมื่อเป็นคนมอนเตเนโกรไปแล้วจึงไม่ควรมายุ่ง เกี่ยวกับการเมืองไทยต่อไป ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ก็ไม่ควรมายุ่งกับการเมืองไทยเพราะถือสัญชาติอังกฤษ 4.การถือสัญชาติใดเป็นทั้งสิทธิและหน้าที่ที่ทำให้คนๆ นั้น ผูกพันกับชาตินั้นๆ เพราะฉะนั้นกรณีกัมพูชานายอภิสิทธิ์ก็ใช้ความเป็นชาติอังกฤษมาพิจารณา จึงไม่มีสำนึกความเป็นชาติไทย นี่เป็นจุดตายของนายอภิสิทธิ์ที่ไม่มีนายกประเทศไหนทำ ที่มา:

เรียบเรียงจาก ASTVผู้จัดการออนไลน์

บล็อกเกอร์ในพม่าเผยภาพความเสียหายจากแผ่นดินไหวที่เมืองท่าเดื่อ

ที่มา ประชาไท

บล็อกเกอร์ในพม่าลงภาพเมืองท่าเดื่อ ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางสายเชียงตุง-ท่าขี้เหล็ก หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. โดยมีบ้านเรือนจำนวนมากทรุดตัว ขณะที่ถนนและสะพานในเมืองได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะสะพานท่าเดื่อขณะนี้ใช้สัญจรไม่ได้

เมื่อวานนี้ (25 มี.ค. 54) บล็อกเกอร์ในพม่าใช้ชื่อว่า “akm-kuntha” ได้ลงภาพความเสียหายหลังเหตุแผ่นดินไหวโดยศูนย์กลางอยู่ใกล้เมืองต้าเหล่อ หรือ ท่าเดื่อ เมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา สำหรับเมืองดังกล่าวตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางจากเมืองท่าขี้เหล็ก ไปเมืองเชียงตุง ห่างจากเมืองท่าขี้เหล็ก ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ไปทางทิศเหนือราว 48 กิโลเมตร โดยสะพานข้ามแม่น้ำเดื่อได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้สัญจรได้ ขณะที่อาคารบ้านเรือนในเมืองพังเสียหาย

โดยมีรายงานด้วยว่า หลังเหตุแผ่นดินไหวมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากที่เมืองดังกล่าวและหลายเมืองในรัฐฉาน

รายงานของด่านศุลกากรแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระบุสะพานท่าเดื่อดังกล่าว เป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังเมืองเชียงตุง และเมืองลา โดยสินค้าจากไทยที่ส่งออกด้านท่าขี้เหล็กมีมูลค่าในปี 2553 จำนวน 6,700 ล้านบาท โดยประมาณครึ่งหนึ่งต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว ขณะที่อีกร้อยละ 50 สินค้าที่ส่งออกจากไทยจะกระจายใช้ในแนวชายแดนเมืองท่าขี้เหล็ก โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็นวัสดุก่อสร้าง, อาหารแห้ง และผลไม้

ที่มาของภาพ: บล็อก akm-kuntha.blogspot.com

แดง แด๊ง แดง ที่โบนันซ่า เขาใหญ่

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มีนาคม 2554

รูปถ่ายเสื้อแดงที่โบนันซ่า มีมากมายจากหลายนักรบไซเบอร์ ขอบคุณภาพจากคุณดำเกิง แห่งทุกมาหลง คุณ Nuouika Gox คุณSuwaman​ คุณ Nipaporn Freedom สำหรับรายละเอียดคงไม่ต้องพูดอะไรมาก งานนี้ฟรีสไตล์ตามประสาเพื่อนพ้องน้องพี่ แดงเมืองกรุงพบแดงจากท้องทุ่ง KFC กระเจิง ไก่ย่างส้มตำผูกขาดเมนูยอดฮิต . .

รายงานพิเศษ คอนเสิร์ตเสื้อแดงเขาใหญ่โบนันซ่า




รีรันกันแบบยาวๆครับ ช่วงแรก 7 ชั่วโมงกว่าๆ สำหรับพี่น้องที่อยู่ต่างประเทศ
คลิ้กชมเลยตามลิ้งค์
http://chiangraitv.com/












รูปภาพส่งมาจากคุณ Suwaman




Saturday, March 26, 2011

อาฟเตอร์ช็อค

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 26 มีนาคม 2554)

มีคนบอกว่าสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติในวันนี้ คือ "อาฟเตอร์ช็อค" ทางการเมืองจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

การรัฐประหาร เปรียบเสมือน "แผ่นดินไหว" ทางการเมือง

"แผ่นดินไหว" นั้นคือ การเคลื่อนตัวของเปลือกโลกแบบ "ผิดปกติ"

ทุกครั้งที่เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ มักจะตามมาด้วย "อาฟเตอร์ช็อค" อีกหลายครั้ง

ที่ญี่ปุ่น แผ่นดินไหว 9 ริคเตอร์ 1 ครั้ง

แต่ตามมาด้วย "อาฟเตอร์ช็อค" อีกหลายสิบครั้ง

บางครั้งก็หนักหนาระดับแผ่นดินไหวที่พม่า 7 ริคเตอร์ เมื่อวันก่อน

ในพจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เรียก "อาฟเตอร์ช็อค" ว่า "แผ่นดินไหวตาม"

คือ เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ขึ้นมา หินต่างๆ รอบๆ ศูนย์กลางไหวสะเทือนใต้ผิวโลกจะพยายามปรับตัวให้คืนสภาพสมดุล

จึงเกิดแผ่นดินไหวตามมาเป็นระยะก่อนจะหยุดไหวสนิท

"การเมือง" ก็เช่นกัน

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แบบ "ผิดปกติ" ย่อมส่งผลสะเทือนแบบ "อาฟเตอร์ช็อค" ตามมาเป็นระยะ

การรัฐประหารที่ผ่านมาก็คือ เหตุการณ์ "แผ่นดินไหว" ทางการเมืองเพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ "ผิดปกติ"

จากนั้น "อาฟเตอร์ช็อค" ก็ตามมาเป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรค การก่อตัวของ "คนเสื้อแดง" ความรุนแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หรือความเสื่อมของกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ

ทั้งหมดล้วนมี "ที่มา" จากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งสิ้น

ขนาด "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีประกาศแล้วว่าจะยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่

แทนที่ทุกคนจะพุ่งเป้าความสนใจไปที่การเลือกตั้ง

กลับมีคนบางกลุ่มปลุกกระแส "ไม่มีเลือกตั้ง" และ "รัฐบาลแห่งชาติ" ขึ้นมา

ไม่มีใครกล้า "ฟันธง" บอกว่าเรื่องนี้ "เป็นไปไม่ได้"

แม้แต่ "อภิสิทธิ์" หรือ "สุเทพ" เองก็ตาม

ปากก็บอกว่าไม่จริง เป็นไปไม่ได้

แต่ในใจคงหวั่นไหวเหมือนกัน

ถามว่าทำไมจึงหวั่นไหว

คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2549

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง กกต.ลาออก-นายกฯมาตรา 7-ตุลาการภิวัฒน์ หรือการรัฐประหาร

ทุกเรื่องล้วนแต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งสิ้น

"ตัวละคร" ก็ยังเป็นคนกลุ่มเดิม

ความกลัว "ทักษิณ ชินวัตร" ก็ยังคงอยู่

อย่าลืมว่าการรัฐประหาร 2549 เกิดขึ้นก็เพราะความกลัวว่าพรรคไทยรักไทยจะชนะการเลือกตั้ง

มีคนบอกว่าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดของ "แผ่นดินไหว" นั้นไม่ใช่ความเสียหายทางวัตถุหรือชีวิตคน

แต่เป็นเรื่อง "จิตใจ"

"อาฟเตอร์ช็อค"
ทางจิตใจนั้นหนักหนายิ่งกว่าทางวัตถุมากนัก

คนที่เจอเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่จะไม่มีความมั่นคงทางอารมณ์

จะเกิดความหวาดระแวงตลอดเวลา

เช่นเดียวกับเหตุการณ์รัฐประหาร 2549 ที่ทำให้คนไทยเกิดความหวาดระแวง

ไม่เชื่อมั่นว่าประเทศจะเปลี่ยนแปลงตามครรลองประชาธิปไตย

อย่าแปลกใจที่จะไม่มีใครเชื่อคำพูดของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" ว่าจะไม่ปฏิวัติ

ไม่มีใครเชื่อ "อภิสิทธิ์" ว่าจะมีการเลือกตั้ง

ไม่มีใครเชื่อว่า "ตุลาการภิวัฒน์" จะไม่เข้ามายุ่งการเมือง ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม เราต้องนึกเสมอว่า "ประวัติศาสตร์" เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาแล้ว

เราแก้ไขอะไรไม่ได้

แต่ "ปัจจุบัน" และ "อนาคต"

เราจัดการได้ !!!

ภาพข่าวแผ่นดินไหวในพม่า

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel



An earthquake-damaged road is seen in Tarlay, Burma (Myanmar), on March 25. At least 74 people were killed in a strong 6.8- magnitude earthquake that struck Burma, state media said, while a series of aftershocks have caused panic but only limited damage in Thailand and Laos.




An earthquake-damaged road and bridge are seen in Tarlay, Burma (Myanmar), on March 25.

Re:



Residents injured in an earthquake are brought to a hospital on a flatbed truck in the town of Tachilek, Burma (Myanmar), on March 25.



In this photo released by Democratic Voice of Burma, a resident looks into a crack in a road caused by an earthquake in Tarlay, Burma (Myanmar), on March 25. The March 24 quake, measured at a magnitude 6.8 by the US Geological Survey, toppled homes in northeastern Burma and killed dozens of people.







An earthquake-damaged building is seen in Tarlay, Burma (Myanmar), on March 25.



Re:

โดย ทองย้อย1020

5fc0f220...อาจช้าไปบ้างแต่คงไม่เกินรอ...ผมต้องขอแสดงความเสียใจต่อประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง...ที่ประสพภัยพิบัติทางธรรมชาติแผ่นดินไหว..คือ..ประเทศเมียรม่า....อย่างสุดซึ้งมายัง.ณ.ที่นี้ด้วยครับ... 5fc0f220

Re:

โดย ice angel



74 people have been killed and 111 injured in a strong earthquake that toppled homes in northeastern Myanmar. There were fears on Friday the toll would mount as conditions in more remote areas became known. The Thursday night quake measured at a magnitude 6.8. 390 houses, 14 Buddhist monasteries and nine government buildings were damaged.

Re:

ภาพเหตุการณ์ข่าวในประเทศพม่า กว่าจะนำออกมาได้ค่อนข้างลำบาก
เพราะประเทศพม่ามีกฏหมายห้ามใช้กล้องถ่ายภาพไปถ่ายภาพ สถานที่เขาไม่อนุญาต
เท่าที่ทราบเขาจะให้บันทึกภาพและถ่ายภาพได้เฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว เช่น วัด แต่
ถ้าที่อื่นๆ แค่หยิบกล้องขึ้นถ่ายมีหวังโดนทหารตีบ

คลิปคลื่นคนเสื้อแดงแห่แหนแน่นโบนันซ่า เขาใหญ่ ชมคอนเสิร์ต "รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม"

ที่มา มติชน

รับชมข่าว VDO


ชมคลิปวิดีโอด้วยการคลิกที่ภาพกล้องวิดีโอใต้พาดหัวข่าว

Hijack ประเทศไทย!!!

ที่มา vattavan

วาทตะวัน สุพรรณเภษัช

ถานการณ์ตัวประกัน (Hostage Situation) เป็นเรื่องที่โลกต้องเผชิญ ทั้งในรูปแบบอาชญากรรมธรรมดา และอาชญากรรมที่มีเป้าประสงค์ทางการเมือง ซึ่งแต่ละประเทศ ต้องทำการศึกษา รวมทั้งจัดหน่วยเฉพาะกิจ ที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
การตกเป็นตัวประกันนั้น อาจเกิดจากการ ‘ลักพาตัว’ ซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า Kidnap แต่การจี้บังคับยานพาหนะ และผู้โดยสารอาจเป็นรถไฟ เรือ หรืออากาศยาน ภาษาอังกฤษใช้คำว่า
Hijack
คำหลังคือ “ไฮแจ๊ค” นี้ บ้านเรารู้จักกันดี ใช้กันเกร่อ จนจะกลายเป็นคำไทยไปแล้ว!

การจี้จับตัวประกันนั้น ผู้กระทำความผิดมีทั้งประสงค์ต่อทรัพย์ ความต้องการทางเพศ หรือวัตถุประสงค์อื่นฯลฯ ส่วนที่มีความมุ่งหมายทางการเมืองนั้น เช่น การบีบบังคับให้รัฐบาล ปล่อยผู้ร่วมอุดมการณ์ ที่ถูกทางการจับกุมคุมขังไปก่อนหน้านั้น แต่อาจมีการเรียกร้องเอาเงินด้วยก็ได้เป็นต้น
ตัวประกันที่ถูกจับไปนั้น อาจถูกจำกัดเสรีภาพทางร่างกาย หรือถูกคุมขังยาวนาน ไม่ใช่เป็นวัน หรือเดือน แต่บางครั้งผู้โชคร้ายต้องตกอยู่ในฐานะตัวประกัน เป็นแรมปี หรือหลายปี หากคนร้ายยังไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ตามที่ได้เรียกร้องไป
จะขอยกตัวอย่าง ทั้งเรื่องอาชญากรรมธรรมดา และอาชญากรรมที่มีความมุ่งหมายทางการเมือง ที่น่าสนใจมาเป็นข้อมูลตัวอย่าง ให้กับท่านผู้อ่านได้รับทราบบางกรณี ดังนี้

มื่อปี พ.ศ.2549 มีผู้พบเด็กสาว ชื่อ Natascha Kampusch (นาตาชา คัมปูช) สาวน้อยวัย 18 ปี ซึ่งเด็กสาวคนนี้ได้อ้างตอนที่มีผู้พบตัวว่า

content/picdata/287/data/photo1.jpg

เธอคือเด็กหญิงที่หายตัวไปเมื่อ 8 ปีก่อน คือในปี 2541 ในระหว่างเดินทางไปโรงเรียน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในตอนนั้น ต้องระดมกำลังกันค้นหาตัวเธอกันจ้าละหวั่น รวมถึงต้องขุดลอกท้องน้ำด้วย จนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วออสเตรีย ซึ่งเธอได้ปรากฏตัวหลังจากหายตัวไปหลายปี
ตำรวจเมืองนั้นสอบสวนทวนความแล้ว ปรากฏว่าเธอถูกชายชื่อWolfgang Priklopil (วูล์ฟกัง พริกโลพิล) เจ้าหน้าที่เทคนิคด้านการสื่อสาร วัย 44 ปี ซึ่งเป็นผู้ลักพาตัว นำนาตาชา ไปขังไว้ที่บ้านพักหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสตัสชอฟ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของเธอ ในกรุงเวียนนาเพียง 16 กิโลเมตรเท่านั้น และเชื่อกันว่า เด็กสาวถูกคุมตัวไว้ในห้องเก็บของที่อยู่ชั้นใต้ดิน
ในรายงานข่าวระบุว่า พริกโลพิล ผู้ลักพาตัวซึ่งได้ฆ่าตัวตายหลังจากที่นาตาชาสามารถหนีรอดออกมาได้ ด้วยการโดดให้รถไฟชนตาย รายละเอียดทั้งหลายเลยพลอยตายไปกับตัวของผู้กระทำความผิดด้วย แต่ก็อาจได้ยินจากเด็กสาว หรือมีหนังสือออกมาให้ได้อ่านกัน
ผู้ตายได้ขังตัวนาตาชาผู้เคราะห์ร้าย เป็นเวลานานโดยไม่เป็นที่สะดุดตาชาวบ้าน จึงเป็นที่น่าแปลกว่า เขาทำเช่นนั้นได้อย่างไร ซึ่งรายละเอียดถูกเปิดเผยออกมาภายหลังโดยตำรวจ ระบุว่า
วูล์ฟกัง พริกโลพิล สามารถซ่อนตัวเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบนั้น เป็นเพราะบ้านของเขา มีระบบป้องกันภัยอย่างดีนั่นเอง
เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยอีกว่า ระหว่างที่ถูกกักขัง วูล์ฟกัง พริกโลพิล จะคอยส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นให้ นาตาชา นอกจากนี้เขายังสอนเธออ่านหนังสือ เขียนหนังสือและฝึกหัดเลขคณิต และ...
มีเพศสัมพันธ์กับเธอ!

สำนักข่าวออสเตรียรายงานข่าว โดยอ้างคำให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน ตอนที่ตำรวจพบตัวเธอ หลังจากถูกกักขังมานานกว่า 8 ปี เจ้าหน้าที่บอกว่า
“เธอหน้าซีด ดูราวกับว่าไม่ได้เจอกับแสงสว่างมาเป็นเวลานาน แต่เธอเปล่งเสียงได้ดี และสามารถอ่านและเขียนได้”
ที่ดีใจและน่าทึ่งมากคือ สาวน้อยคนนี้มีกำลังใจเข้มแข็ง เธอบอกว่า ได้หาทางหลบหนีตลอดเวลาและยืนยันหนักแน่นว่า เธอจะต่อสู้ชีวิตต่อไปอย่างไม่เกรงกลัว
อย่างไรก็ตาม ข่าวบอกว่าสาวน้อยที่น่าสงสาร นาตาชา คัมปูช ซึ่งได้ปรากฏตัวทางโทรทัศน์แล้ว ยังคงต้องได้รับการบำบัดทางจิตอีกเป็นระยะเวลาหนึ่งด้วย!
นี่เป็นคดีที่ ‘สะเทือนขวัญ’ ประชาชนชาวออสเตรีย เป็นอย่างมาก เพราะบ้านเมืองของเขานั้น คดีอาชญากรรมน้อยกว่าบ้านเรามาก และเมื่อมีคดีใหญ่อย่างนี้เกิดขึ้น ก็เป็นที่ตกอกตกใจของผู้คนไปทั่วประเทศ
รวมทั้งชาติอื่นๆ ในยุโรปด้วย!!

ส่วนตัวอย่างเรื่องการจับตัวประกันทางการเมือง นั้น ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ผมเคยเขียนเล่าเรื่อง “โอปราห์ วินฟรีย์” (Oprah Winfrey) ซึ่งรายการโทรทัศน์ของเธอ โด่งดังไปทั่วโลก ยาวนาจะครบ 25 ปี แล้ว โดยเขียนเล่าไว้ในบทความชื่อ
“ซุปเปอร์จังไร”
(
http://vattavan.com/detail.php?cont_id=246)
ท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ลองเข้าไปดูกันได้

content/picdata/287/data/photo2.jpg

เมื่อต้นเดือนมีนาคม ผมดูรายการของโอปราห์ เธอได้สัมภาษณ์ผู้หญิงชื่อ อิงกริด เบตันคอร์ท (Ingrid Betancourt) สตรีเชื้อสาย โคลัมเบีย-ฝรั่งเศส ซึ่งเคยตกเป็นตัวของกลุ่มปฏิวัติ FARC หลังจากต้องตกเป็นตัวประกันยาวนานกว่า 6 ปี
เธอผู้นี้มีประวัติที่น่าสนใจมาก เพราะเคยเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของประเทศโคลัมเบีย และได้รับคะแนนเสียงเป็นลำดับ 5 และโด่งดังไปทั่วโลกถูกลักพาตัวโดยกองโจร (Guerilla forces) ในปี 2002 ในระหว่างการหาเสียง การถูกจองจำอยู่นานถึง 6 ปี ตั้งแต่ลูกสาวของเธออายุ 13 ปี ผู้คนที่ติดตามข่าวเธอ เมื่อเวลาผ่านไปเป็นปี และหลายปี ต่างก็ดูเหมือนจะสิ้นหวังกัน
ไม่น่าเชื่อว่า ผู้หญิงคนนี้แข็งแกร่งผิดคาด บางครั้งเธอต้องถูกทรมาน ถูกล่ามโซ่เหมือนสัตว์อยู่ในป่าเป็นคืนเป็นวัน แต่เธอไม่ยอมปล่อยตัวหรือท้อแท้หมดหวัง
เธอปลุกปลอบใจตัวเอง และด้วยความรักความหวังที่จะเห็นลูกสาวอันเป็นที่รัก ทำให้เธอมีชีวิตต่อไปได้ด้วยความทรหดอดทน
เบตันคอร์ท เกิดมาในครอบครัวนักการทูต ใช้เวลาในช่วงที่เติบโต ในฝรั่งเศส ในฐานะลูกสาวของนักการทูตโคลอมเบีย
ในปี ค.ศ. 1989 การลอบสังหารผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีโคลอมเบีย ชื่อ Luis Carlos Galán ทำให้เบตันคอร์ท ละทิ้งชีวิตที่สุขสบายในฝรั่งเศส และหวนกลับคืนกับถิ่นกำเนิดของเธอ และกลายเป็นนักการเมือง ที่เรียกตัวเองว่า เป็น นักเสรีนิยม-ต่อต้านคอรัปชั่น ในการลงสมัครเลือกตั้งสภา
คองเกรส
การเมืองและการเลือกตั้งในโคลอมเบีย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคุณเป็นหญิงสาวที่ไม่มีคนรู้จัก มีทุนจำกัด และไม่ยอมร่วมใช้วิธีซื้อเสียงที่ทุกคนปฏิบัติกัน
ในที่สุด เธอก็ประสบความสำเร็จ ได้รับเลือกเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และเส้นทางการเมืองก็ลากยาว จนเธอเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2002 เธอและผู้จัดการฝ่ายรณรงค์หาเสียงสมัครเป็นประธานาธิบดี คลาร่า โรฮาซ์ ก็ถูกลักพาตัวโดยผู้ก่อการร้ายขวางกั้นถนน
มีหลักฐานทางวีดีโอว่า เธอยังมีชีวิตอยู่ กลุ่มผู้สนับสนุน ก็รณรงค์หาเสียงให้เธอต่อไป โดยช่วยกันขนเอารูปถ่ายของเธอ ที่ติดบนกระดาษแข็งใหญ่เท่าตัวจริง ไปแทนตัวเธอในการหาเสียง
พอถึงวันลงคะแนน เบตันคอร์ทผู้ซึ่งเป็นเหยื่อของการถูกลักพาตัว ติดอันดับที่ห้า ในจำนวนผู้เข้าชิง 11 คน ได้คะแนนกว่า 50,000 เสียง
จากนั้นแม้จะมีเสียงเรียกร้องจากชาวโลก ก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้คนร้ายปล่อยตัวเธอออกมา แต่อย่างใด ได้
ในปี ค.ศ.2007 ความหวังว่า มีวีดีโอเทปม้วนหนึ่ง จากกลุ่มกบฏ ซึ่งบันทึกในเดือนตุลาคม 2007 ฉายให้เห็นภาพเธอดูซูบผอม ทั้งยังบอบบางอย่างน่าเวทนา ไร้ร่องรอยให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งเธอคนนี้นี่แหละ เป็นนักการเมืองที่เข้มแข็ง และมากบารมี อีกทั้งยังมีข่าวลือกันสนั่นว่า
เธอใกล้ความตายแล้ว แต่...
ดูเหมือน ‘ปาฏิหาริย์’ มีจริง!

ต้นปี 2008 FARC ได้ปล่อยตัวผู้ช่วยของเบตันคอร์ท คลาร่า โรฮาซ์ พร้อมกับตัวประกันอีกกลุ่มหนึ่ง และต่อในวันที่ 2 กรกฎาคม ทหารโคลอมเบีย แฝงกายเป็นพวกกบฏ ได้ล่อ FARC ให้ส่งตัว เบตันคอร์ท และตัวประกันอีก 14 คน แล้วบรรทุกกลุ่มที่ถูกใส่กุญแจข้อมือนี้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ พอบินขึ้นสู่อากาศ ตัวประกันทั้งหลายต้องตะลึงเมื่อได้ยินว่า
พวกเขาเป็นอิสระแล้ว!
อิงกริด เบตันคอร์ท โผล่ออกมาจากป่าโคลอมเบีย ดูซีดเซียวแต่มีรอยยิ้ม เธอบอกเป็นนัยแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเรื่อง การ “ทรมานและหมิ่นประมาท” ที่เธอต้องประสบ บอกว่า
“สิ่งเดียวที่ฉันเตรียมใจไว้ คือ ฉันต้องการจะให้อภัย และการให้อภัยก็มาพร้อมกับการลืมเลือน”
ตั้งแต่การปล่อยตัวของเธอในปี 2008 เบตันคอร์ท ได้พบกับลูกๆ และครอบครัวของเธอในฝรั่งเศส เธอเดินทางไปสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน เพื่อแสดงปาฐกถาที่สหประชาชาติ เรื่อง สถานการณ์ที่เลวร้ายสำหรับเหยื่อผู้ก่อการร้าย เธอเรียกร้องให้มีฐานข้อมูลรวมศูนย์ เพื่อจัดระบบและเผยแพร่ความต้องการของเหยื่อ
นิตยสาร"ไทมส์"ได้จัดอันดับอิงกริด เบตันคอร์ท (Ingrid Betancourt) เป็นบุคคลแห่งปี ประจำปี 2008 และเธอยังได้รับเสนอชื่อ ให้รับรางวัล ‘โนเบล’ สาขาสันติภาพด้วย!!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ
คนเรานั้น อิสรภาพและเสรีภาพ เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดของชีวิต บางประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา วางอัตราโทษฐานลักพาตัว หรือ Kidnap เอาไว้สูงมาก และถือเป็นความผิดต่อ federal หรือเป็นความผิดต่อรัฐบาลกลาง ซึ่งเจ้าหน้าที่สอบสวนกลางหรือ FBI สามารถเข้าทำการสอบสวนได้ทันที โดยไม่ต้องรอกำหนดเวลาให้คนร้ายข้ามมลรัฐ หรือข้าม state line ไปเสียก่อนเหมือนคดีทั่วไป

สำหรับเรื่อง Hijack หรือจี้เอาตัวประกัน นั้น ผมเพิ่งได้ยินการปราศรัยที่เวทีมัฆวานเมื่อไม่กี่วันมานี้ โจมตีอาจารย์คนหนึ่งแห่งมหาวิทยาลัย ‘ดิงดองเที่ยงคืน’ ซึ่งโดนกล่าวหาว่า
เขา Hijack เมีย...เพื่อนอาจารย์ ด้วยกัน!
ความจริงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่โด่งดังมากกว่านั้นก็มี เช่น นักการเมือง
Hijack เมีย...สมาชิกร่วมพรรคการเมือง เดียวกัน!!
การ Hijack เมียเพื่อน ก็ผิดศีลข้อ 3 แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น คือ ในปี พ.ศ.2549 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ Natascha Kampusch (นาตาชา คัมปูช) โดนลักตัวไปล่วงละเมิดทางเพศนั้น การปกครองระบอบประชาธิปไตย ของปวงชนชาวไทย

content/picdata/287/data/photo3.jpg

ถูก “ไอ้บังกบฏ” กับพวกทหาร Hijack ไป!
ที่ร้ายที่สุด คือ แม้บ้านเมืองจะมีการปกครองแบบประชาธิปไตยแล้ว แต่ฝ่ายทหารเสือกเข้าไปสอดแทรก โดยเข้าไปวุ่นวาย จัดการยกเอาพรรคการเมืองโลซก (ที่สมาชิก Hijack เมียเพื่อนร่วมพรรคเดียวกัน จนโด่งดัง!) แถมพรรคนี้ยังพ่ายแพ้การเลือกตั้งมาแล้วอีกด้วย แต่ทหารยังเสือกดันให้มาเป็นแกนนำรัฐบาล โดยการอุ้มชูของพวกตน...
...ดูพวกมันทำ!!

ดังนั้น ผลพวงจากการยึดอำนาจของ “ไอ้บังกบฏ” ทำให้ประชาชนเกือบทั้งประเทศไม่พอใจ ส่งให้สถาบันต่างๆในประเทศ ทหาร ศาล อัยการ ตำรวจ ข้าราชการอื่นๆ ตกต่ำย่อยยับ อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติเรา เพราะเกือบทุกสถาบัน โดนถูกกล่าวหาว่า
โอนเอียงเข้าข้าง ฝ่ายที่พวกตนสนับสนุน!
ที่น่าอนาถที่สุด คือ

เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว ทหารเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองแบบ ‘สุดลิ่มทิ่มประตู’ โดยรับบัญชาฝ่ายการเมืองอย่างขมีขมัน ด้วยการจัดกำลังยานเกราะ พร้อมอาวุธเต็มอัตราศึก โดยอ้างเหตุผลว่า
จะเข้าผลักดันพี่น้องเพื่อนร่วมชาติของพวกตน ที่ชุมนุมกันบนถนนราชดำเนิน โดยฝ่ายทหารเปิดฉากการเข่นฆ่าประชาชน ด้วยกำลังส่วนล่วงหน้า ที่เป็นหน่วยลอบยิง จนผู้คนตายเกลื่อนถนนหลายสิบศพ บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก
โหดร้ายทารุณ เหลือกำลัง!
เดชะบุญ!! ...
ก่อนทหารจะเคลื่อนพล เข้าปราบปรามประชาชนขึ้นเพื่อกวาดล้างเบ็ดเสร็จ แบบเดียวกันกับเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน นั้น
หน่วยทหารที่กำลังกระเหี้ยนกระหือรือ กลับก็โดน “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” (เพราะจนบัดนี้ ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร) ปฏิบัติการตีโต้ตอบ ยับยั้งการฆ่าหมู่แทนประชาชน เพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน ที่มีเพียงมือเปล่าๆ จนทหารแตกพ่าย ต้องหนีกระเซอะกระเซิงกลับไป แบบน่าสมเพช
เคราะห์ดีที่กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ไม่ตามตีต่อในลักษณะการไล่ติดตามกวาดล้างให้สิ้นซาก จึงไม่เสียหายไปกว่านั้น แต่ถึงกระนั้น ทหารบางนายถึงกับตายกลางเมือง นายทหารตัวกลั่นไปตายที่โรงพยาบาลก็มี และที่บาดเจ็บสาหัสไปสองสามร้อยคน รวมทั้งผู้นำหน่วยด้วย
ขายขี้หน้าไปทั่วโลก ที่ทหารไทยต้องมาถึงที่ตาย และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ทั้งๆที่หลีกเลี่ยงได้ แต่พวกเขากลับโง่เขลา ไปรับบัญชาฝ่ายการเมือง ออกมาเข่นฆ่าประชาชน เพื่อนร่วมชาติของตัวเองได้...เหลือเชื่อจริงๆ
จึงนำมาซึ่งความวิปโยค และยิ่งตอกย้ำบาดแผลแห่งความแตกแยกของชาติ ให้ฉีกขาด แหกเบอะออกไปอีก อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน!

มาถึงวันนี้ สภาพคนและสังคมไทย จึงแตกแยกแหลกลาญยับย่อย แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน และต่างฝ่ายก็พร้อมที่จะเข้าห้ำหั่น เข่นฆ่ากันได้ตลอดเวลา...
เพียงแต่รอ...ให้โอกาสเปิดเท่านั้น!
ภายใต้สถานการณ์อันอึมครึม ไอ้รัฐบาลกาลีที่ทหารจัดตั้ง เลยได้โอกาส Hijack ประเทศไทย ต่อไป ด้วยการผลาญงบประมาณของชาติบ้านเมือง ไปบานทะโรค!!

ถ้าจับทุจริตไม่ได้ หรือไม่มีหลักฐานชัดเจน มันก็แดกกันเพลิดเพลินต่อไป โดยโยนเศษเนื้อข้างเขียง ในรูปงบประมาณให้กับฝ่ายทหาร ได้กินอิ่มนอนหลับกัน จะได้ไม่ลุกขึ้นมา ‘เอ๊กเซอร์ไซด์’ เหมือนที่เคยปรากฏมาในอดีต
ส่วนไอ้คนของพรรครัฐบาล ที่ถูกจับผิดได้ว่า สุมหัวกบาลกัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง นั้น
พอโดนจับได้ ไอ้พรรคโลซกมันก็แค่ให้พวกของมัน ที่เกี่ยวข้องกับการโกง ลาออกไป ซึ่งมีทั้งสมาชิกที่สำคัญระดับรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงข้าราชการเมือง และสมาชิกสภาเขต
มันก็ทำเพียงแค่นั้นจริงๆ!
ไม่เคยคิดจะเอาพรรคพวกของมัน ไปรับโทษานุโทษ ตามกบิลเมืองแต่อย่างใด
มันน่าเจ็บใจนัก!!

ส่วนไอ้ที่ยังไม่โดนจับ ก็ลอยหน้าลอยตา...

รุม ‘แดกบ้าน-ผลาญเมือง’ กันต่อไป!!!

.........................

(***บทความประจำสัปดาห์ ตอน Hijack ประเทศไทย!!! ออนไลน์วันเสาร์ ที่ 26 มีนาคม 2554)

ภาพน่ารักๆ งาน "ไทยทั่วทุ่ง มุ่ง โบนันซ่า" (จะคอยอัพเดทให้)

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

ขบวนเสื้อแดงขาเข้า



รูปภาพบนกระดาน
โดยป้าแอม เวปสนามหลวง

http://www.facebook.com/login/setashome.php?ref=genlogin#!/photo.php?fbid=188385134537866&set=a.103660783010302.2645.100000991415355&theater

ซาเล้งเสื้อแดงจากกทม.สู่โบนันซ่า
Mobile Uploads
โดย Suda Rangkupan



http://www.facebook.com/login/setashome.php?ref=genlogin#!/photo.php?fbid=10150135000409696&set=a.440806899695.229254.720894695&theater






รูปภาพบนกระดาน
โดยเดอะเรดโพล ห่วงลูกหลาน

http://www.facebook.com/home.php#!/photo.php?fbid=204219472939753&set=a.100257940002574.323.100000551042001&theater