WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 28, 2011

พรรคเพื่อไทยเตรียมเฮ รอเข้าร่วมรัฐบาล

ที่มา NAI_NEENO

จากสัญญานบวกหลายอย่างที่ออกมาช่วงนี้ คาดว่าแนวโน้มทีพรรคเพื่อไทยจะเข้าร่วมรัฐบาลจากการเลือกตั้งทีจะมาถึงนี้

1.คำสั่งจากผู้มีอำนาจ ให้ประกันแกนนำเสื้อแดง ดูกระทู้อ.สมศักดิ์ การให้ประกันอย่างน้อยต้องเป็นคำสั่งของเปรม

2.แยกแดงทั้งหมด ออกเป็นแดงนปช.(หรือแดงของนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่)และแดงหัวก้าวหน้า(แดงสยาม ฯลฯ) ออกจากกัน

แดงหัวก้าวหน้า จะโดนกระชับพื้นทีไปเรื่อยๆ ทั่งจากผู้มีอำนาจและจากแดงนปช.(อ่านกระทู้ ของกาหลิป(จักรภพ) เรื่อง ถึงแดงยุโรป และกระทู้ต่างๆ ที่การ์ดนปช.กีดกันแดงสยาม
แดงของนักการเมือง (นปช.)(นักการเมืองกุมมวลชนในแต่ละพื้นที่ในแต่ละจังหวัด) ได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจให้เข้ารัฐบาลในภายหน้า

3.ข่าวของฝ่ายรัฐบาล ถูกเสนอในแง่ลบมาตลอดทั่งก่อนอภิปรายในสภาฯ และหลัง อภิปรายฯ เพื่อบีบปชป.ให้ยุบสภา เพื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง

4.มีข่่าวก่อนหน้านี้ เรื่อง เสธ.หนั่นเดินสายปรองดอง เพื่อรอโปรฯ เป็นนายกฯ หรือนายกฯอาจมาจากพรรคเล็กเช่น หม่อมอุ๋ย หรือปุระชัย หรือคนอื่น ที่มีภาพลักษณ์ดี

5.หลังเลือกตั้ง ถ้าพรรค ปชป.ไม่เข้ากับพรรคเืพื่อไทย ต้องถูกบีบไปเป็นฝ่ายค้าน

ส่วนแดงหัวก้าวหน้าอาจต้องผิดหวังอย่างแรง เพราะเกมส์นี้อาจใช้เวลายาวนานกว่าเดิม ในการต่อสู้เพื่อปฏิรูปหรือปฏิวัติ อีกทั่งอาจโดนบีบจากฝ่ายกุมอำนาจและจากแดงนักการเมือง
ฝ่ายอำมาตย์สามารถยื้ออำนาจออกไปได้อีก เพราะสามารถดึงแดงมาเป็นแนวร่วม โดยโยนอำนาจและเงินตรา ให้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแดงนักการเมือง(แดงนปช.)จะมีอุดมการณ์เหลืออยู่มากน้อยเพียงใด ถ้าอุดมการณ์ยังเหนียวแน่น ฝ่ายอำมาตย์คงหนาวเหมือนเดิม แต่คิดว่า เ้ค้าอาจจัดการอำนาจได้ดีกว่า ปล่อยให้แดงนปช.เป็นฝ่ายค้านแน่นอน

ส่วนพรรคปชป.ถ้าไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาล ต้องเป็นฝ่ายแค้น ซึ่งคิดว่าฝ่ายอำมาตย์คงสามารถคุมพรรคนี้ได้ เพราะส่วนใหญ่คนของพรรคปชป.เป็นลูกป๋าทั่งนั้น

Re:

โดย PKT

ตกลงคือถ้าเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลก็ผิดอีกใช่ปะเนี่ย

Re:

โดย Yang Wenli
บึญหามันอยู่ที่ว่า"ถ้าได้เป็นแล้วจะทำอะไรต่อมากกว่าครับ" ซึ่งส่วนตัวผมเห็นว่ายังไม่ชัดเจนพอ

ถ้าคิดว่าเข้าไปเป็นอีกสาขาของอำมาตย์คงต้องคิดเรื่องลงคะแนนอีกทีก่อนครับ

Re:

จิตรา คชเดช...แฝงฝันวันคืนเสรี

สำหรับผมนะ ถ้าเพื่อไทยได้เข้าร่วมรัฐบาล ก็ถือเป็นชัยชนะส่วนหนึ่ง ที่ไม่ต้องเสียโลหิต
อยู่ที่ว่า จะมั่นคงในหลักการ อุดมการณ์ และไม่เสียของ เท่านั้น

Re:

Ronin 7706

โถถถถถ.......น่าฉงฉาน อิๆๆ เฮ้อออ....ปั่นเข้าไป

Re:

NAI_NEENO

อดใจรอไพ่จะถูกหงายออกมาที่ละใบ แล้วจะรู้ว่าจริงหรือเท็จ ขอให้ wait and see เกมส์นี้ อดีตนายกทักษิณจะได้คืนกลับมาทุกอย่าง คดีความและทรัพย์สิน แต่นั่นคือเป้าหมายสุดท้ายที่ท่านจะได้รับและอาจกลับมาเป็นนายกอีกสมัยก็เป็นได้

ที่ตั้งกระทู้นี้ไม่ใช่เสียม และเกรียน หรือสร้างความแตกแยก แต่ให้แดงหัวก้าวหน้าเช่นพวกเรา ได้กระหนักและตั้งรับอย่างไรและจะต่อสู้อย่างไรต่างหาก ผมเขียนโดยความบริสุทธิ์ใจครับ ขอให้แดงได้คิดเผื่อไว้บ้าง ตอนนี้แดงนปช.แนวทางได้เปลี่ยนไปพอสมควรหรือจะสู้แบบหยืดหยุ่นหรือรุกคืบทีละนิด นั่นเราไม่รู้

ตอนนี้ฝ่ายอำมาตย์เริ่มปรับตัวทีละนิดแล้ว ให้อ่านสัญญานปรับตัวของกลุ่มอำมาตย์กระทู้ของอ.สมศักดิ์ เพิ่มเติม

Ri:

โดย ลูกชาวนาไทย



อ้างถึง
ตอนนี้แดงนปช.แนวทางได้เปลี่ยนไปพอสมควร

ผมว่า จขกท. เข้าใจผิดนะครับ เรื่อง นปช. ปรับเปลี่ยนแนวทาง ผมว่าพูดให้ถูกต้องคือ แดงหัวก้าวหน้าต่างหากที่ "เปลี่ยนแนวทาง" ไปเพิ่ม เป้าหมายให้เขา แล้วคิดเอาว่า "เป้าหมายที่เราเพิ่มเข้าไป" มันควรเป็นของ นปช.

นปช. เขาก็ต่อสู้เพื่อให้ได้ยุบสภาและมีการเลือกตั้งและ "ยอมรับเจตนารมย์" ของประชาชนมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้สู้แค่เอาทักษิณกลับบ้านด้วยซ้ำ ต่อมาในการชุมนุมใหญ่ปีที่แล้วก็เรียกร้องแค่ยุบสภา และให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

แต่ "แดงก้าวหน้าต่างหาก" ที่คิดว่าต้องเปลี่ยนระบอบ ต้องปฎิวัติสังคม และแนวคิดนี้ก็เพิ่งมามีหลังจากการถูกล้อมสังหารหมู่ที่ราชประสงค์ แต่นั้นเกิดหลังจาก "แกนนำ นปช.กลุ่มนี้เข้าคุกไปหมดแล้ว"

ดังนั้นเราจึงไปโวยวายไม่ได้ว่าเขาอุดมการณ์เปลี่ยน แต่เราต่างหากครับที่เปลี่ยน จะเรียกว่า "ก้าวหน้าเพิ่มขึ้น" เรียนรู้เพิ่มขึ้นหรืออย่างไรก็ได้ แต่เราเปลี่ยนไป เลยมองเห็นว่าคนที่ยังไม่เปลี่ยนนั้น "แปลกแยก" อุดมการณ์เปลี่ยน อันที่จริงไม่ใช่

ผมว่าถึงอย่างไร แดงก้าวหน้าก็เป็นแค่ส่วนหัวของเสื้อแดงไม่กี่เปอร์เซนต์อาจ 20% ส่วนใหญ่คือ คนชั้นกลางนั่นเอง และเป็นคนชั้นกลางใน กทม. และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดเป็นสำคัญ ถึงอย่างไร "พลังของแดงก้าวหน้า" ก็ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม" ต้องไปยืมกำลังของ "แดงรากหญ้า"อีก 70-80% มาเป็นกำลังหลัก

เมื่อยืมกำลังและร่วมมือกับแดงรากหญ้า เราก็ควรเอา "ความต้องการของคนส่วนใหญ่เป็นหลัก" ความต้องการของคนส่วนน้อยเป็นส่วนที่ "เพิ่มเข้าไป" เป็นข้อเสนอเพิ่มเติม ไม่ใช่ไปตู่เอาว่า "คนเสื้อแดงทั้งหมดต้องการอย่างแดงรากหญ้า

ก็เห็นชัดเจนแล้วว่า การชุมนุมที่โบนันซ่า แม้แดงก้าวหน้าบางส่วนจะไม่ไปร่วม (รวมทั้งผมด้วย) แต่กำลังของ นปช. ก็ยังมีอย่างแท้จริงอยู่ เขาไม่ใช่ตะเกียงทีไร้น้ำมัน จำนวนคนที่ไปก็มากเกือบเท่าครั้งแรก

และที่สำคัญ วีระ มุกสิกพงษ์ ที่แดงก้าวหน้าไม่เอาแล้ว แต่ปรากฎว่าเขาก็ยังมี คนสนับสนุนจำนวนมากอยู่ อาจมากกว่าแดงก้าวหน้าของเราด้วยซ้ำ

ดังนั้น "แดงก้าวหน้า" ควรทบทวนตัวเองว่า เราก้าวเร็วเกินไปหรือเปล่า เร็วไปเราอาจถูกทิ้ง ไม่ใช่เราทิ้งคนส่วนใหญ่ แต่คนส่วนใหญ่เดินตามเราไม่ทันและเราจะถูกทิ้งให้เผชิญกับพลังของอำมาตย์อย่างเดียว ซึ่งก็ชัดเจนว่าเราคงสู้เขาไม่ได้

เราถูกทิ้งอยู่เบื้องหน้า ไม่ใช่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

มันจะเสียหายอะไรหากเราจะเดินไปพร้อมกับคนส่วนใหญ่และ "แนบ" ข้อเสนอของเรา "พ่วงหรือสอดไส" ไปกับข้อเสนอหรือ Agenda ของแดงส่วนใหญ่ ผมเชื่อว่าเขาก็คงไม่รังเกียจ แต่ Agenda ที่สุดกู่เกินไป พวกเขาก็คงไม่เอา และต้องไม่ใช่ Agenda ของเราเป็นตัวนำ

"ประชาธิปไตยกินได้" ยังเป็นความต้องการของแดงรากหญ้าอยู่
ประชาธิปไตยอุดมคติ อาจพ่วงเป็น Option เข้าไปเท่าที่พ่วงเข้าไปได้

เรายืมกำลังเขา ไม่ใช่เราเป็นคนจูงพวกเขา


บันทึกการเข้า

Long live the people !, long live democracy !

" ต่อตีนโจน " ...ก้าวกระโจน ?

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira









click พิสิทธิ์คิโอ Pishitchio กับงานคอนเสิร์ต จมูกยาว

Re:

โดย จิตรา คชเดช...แฝง

หดหู่ใน ฤทัยนัก ก็ดักดาน
จะขับขาน เคี่ยวเข็ญ ไม่เป็นผล
ถ้าใครพลาด ขาดใย หัวใจชน
ก็ไม่พ้น โดนละ ทิ้งกระจาย
ได้คืบ ไม่รักษ์คืบ คิดแต่ศอก
เด็ดดอกไม้ ทีละดอก บอกช้าหลาย
จะรวบรัด ตัดกำ ก็ตามสบาย
ต่อสาย ใจชนติด ก็คิดดู

Re:

โดย rungsira



เคยได้ยินคำไทยยุคเก่า 2 ประโยคนี้ไหมครับ

"พายเรือให้โจรนั่ง" และ "ต่อตีนโจน"

ผมเป็น เสรีชน เสนอสิ่งที่ทราบที่เห็น ด้วยภาษาเปรียบเปรย

"คำกวีเปรียบมือที่ขยี้ตา
เพื่อปัดพาภาพเลือนบังดังเปิดม่าน
มองเห็นแจ้งแสดงชัดวัดเนื้องาน
เว้นแต่พาลนั้นบอดมิดติดสันดอน"

รุ่งศิลา



..... ขอถามในฐานะส่วนตัวสักนิดกับท่านแกน ทั้งหลาย ครับ คือ

1. ท่านๆเลี้ยงฉลองอะไรกันครับ ถึงเวลาสนุก แล้วหรือ?
2. ที่ว่ารับขวัญคนคุก นี่ แล้วส่วนที่ยังติดค้างอยู่เล่าในทุกๆคดี คิดถึงหัวใจเขาบ้างไหม?
3. ริอาจหาญจะสู้กับพญามาร แต่ใจตัวเองยังชนะไม่ได้ มิรู้หนตัวตนตัวเอง อย่าริไปรบกับเขาเลยครับ
ตายเปล่า?
4. จะดำเนินยุทธวิธี ขี่ม้ารอบเมือง ซื้อเวลาให้จอมมารแพ้ภัยตายห่ะ ไปเองนั้น ...
ก็ได้โปรดอย่าสร้าง วาทะวีรกรรมเลอเลิศ อันใดมาเร่ขายเลยครับ


มิสู้ มุ่งหน้าทางเดียว กระโจนสู่ สภาโกหก อย่างจริงจังไม่มีประโยชน์กว่าหรือ
รึเกรงว่าจะ ไร้ราคาต่อรอง ไม่สมศักดิศรี กับพรรคและ สส.เก่า จึงต้องโชว์พาวเวอร์ระดม
ใช้มวลชนเป็นฐานอำนาจต่อรองกับผู้มีอุปการะคุณ
... ผมว่าถ้ามีสติกันบ้าง ใครๆก็คงมองออกใช่เรื่องยากเย็นอะไร

ผมมอง แกนนำเสื้อแดงทั้งหลายเสมอมนุษย์ ครับ เห็นเป็น เครื่องมือชิ้นหนึ่งที่ มวลชน
ต้องเลือกใช้ ให้ตรงแก่ วาระและโอกาส

และจะยินดีมากมาย ถ้าแกนนำนักพูดทั้งหลาย สามารถเข้าไปแสดงวาทะโวหาร ในสภา
ต่อสู้ด้านนิติบัญญัติ


** การต่อสู้ ของผมชัดเจนยาวนาน เพื่อลูกหลาน ของผม ของท่านๆด้วย
มิใช่เพื่อ แกนนำ แกนกลาง ก้านกล้วยใบตอง ที่ไหนไหนครับ ถ้ามิใช่ทองแท้
อย่าทะลึ่งเสนอตัวมาหลอกนำเลย ไม่เช่นนั้นคงต้องรบกัน ... โดยความเคารพ

xxx12

เปิดตัวกลุ่ม ‘อาร์ติเคิล112’ รณรงค์เพื่อตื่นรู้ – หลายกลุ่มรณรงค์ยกเลิก ม.112

ที่มา ประชาไท

27 มี.ค.54 ภายหลังการเสวนาเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยกลุ่มนิติราษฎร์ มีการแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่มกิจกรรม “มาตรา 112: รณรงค์เพื่อความตื่นรู้” หรือ Article 112: Awareness Campaign” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิญชวนให้สังคมไทย ร่วมกันสร้างพื้นที่สนทนาเกี่ยวกับการใช้กฎหมาย หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาท หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายหมิ่นฯ” โดยมีผู้ร่วมลงชื่อกับการณรรงค์เรื่องนี้กว่าร้อยชื่อประกอบไปด้วย บุคคล หลากหลายสาขาอาชีพ เช่น นักเขียน ศิลปิน นักสหภาพแรงงาน นักวิชาการ สื่อมวลชน นักกฎหมาย ข้าราชการ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ (รายชื่อดูในไฟล์แนบด้านล่าง)

ทั้งนี้ ชื่อโครงการดังกล่าวมาจากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ระบุว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

นายปราบ เลาหะโรจนพันธ์ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นตัวแทนอ่านแถลงการณ์ ระบุว่า ปัจจุบันมักพบว่าการฟ้องคดีหมิ่นฯ หรือที่เรียกกันว่า ข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” มักพบในความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า ข้อหานี้มีความร้ายแรง ทั้งร้ายแรงด้วยอัตราโทษ และร้ายแรงเพราะมักถือว่าผู้ถูกกล่าวหามีความ “ไม่จงรักภักดี” ต่อพระมหากษัตริย์ และ เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งสามารถตีความได้อย่างกว้างขวาง เพราะกฎหมายถูกนำไปไว้ในหมวด ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร อันเปิดช่องให้ใครก็ได้สามารถแจ้งความกล่าวโทษให้ดำเนินคดีข้อหานี้ได้ ส่งผลให้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพง่ายต่อการถูกใช้เป็นอาวุธเพื่อกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยเห็นได้จากสถิติที่มีการกล่าวหาและจับกุมผู้ต้องหา ในคดีหมิ่นฯ มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างมาก กล่าวคือ จากเดิมที่มีคดีเฉลี่ยราว 10 คดีต่อปี แต่นับแต่ปี 2548-2552 กลับมีคดีจำนวนมากถึง 547 คดี ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ไทย

นอกจากนี้ในหลายคดีผู้ถูกกล่าวหาถูกฟ้องเพราะวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ หลายคดีถูกฟ้องเพราะเป็นตัวกลางทางอินเทอร์เน็ต หรือเป็นสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวตามหน้าที่ แสดงให้เห็นว่ามีการใช้กฎหมายและตีความกฎหมายไปในลักษณะที่กว้างขวาง ผิดต่อหลักการของกฎหมายอาญา ที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัด ระหว่างกรณีการวิพากษ์วิจารณ์กับการดูหมิ่นนั้นแตกต่างกันอย่างไร การหมิ่นประมาทกับการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต แตกต่างกันอย่างไร ส่งผลให้สังคมไทยโดยรวมตกอยู่ในความหวาดกลัวต่อการแสดงความคิดเห็นเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สาธารณะ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีหน้าที่รักษากฎหมายหวาดกลัว ที่จะอนุญาตให้ผู้ถูกจับกุมได้รับสิทธิในการประกันตัว หลายคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐโน้มน้าวให้ผู้ต้องหาทำเรื่องให้เงียบโดยไม่ให้แจ้งข้อมูลกับสื่อมวลชน ทั้งยังโน้มน้าวให้ยอมรับสารภาพโดยข่มขู่ว่าคดีลักษณะนี้สู้ยากแต่หากยอมรับก็จะได้ลดโทษกึ่งหนึ่ง หลายครั้งการดำเนินคดีและกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยลับ ทำให้ไม่อยู่ในวิสัยที่จะตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการได้

“โครงการ มาตรา112 ฯ เห็นถึงความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ของกฎหมายมาตรานี้กับสังคมไทย และด้วยเหตุนี้ สมาชิกของเครือข่ายจึงมุ่งรณรงค์ในเป้าหมาย 3 ประการ ได้แก่ หนึ่ง การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับมาตราว่าด้วยพระมหากษัตริย์ สอง ส่งเสริมให้เกิดการถกเถียงถึงผลกระทบที่รอบด้านจากกฎหมายหมิ่นฯ เป็นประเด็นสาธารณะ และประการสุดท้าย เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มและผู้สนใจร่วมกันหาทางออก บนพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตย โดยมีบุคคลต่างตามรายชื่อแนบท้ายนี้ร่วมลงนามในแถลงการณ์” ปราบกล่าว

“เวทีนี้อาจมีคนเห็นปัญหาแล้วว่ากระทบต่อสิทธิเสรีภาพอย่างไร บางคนโดนขโมยเวลาในชีวิตไปเป็นสิบปี แต่อย่าลืมว่าประเทศไทยไม่ได้อยู่แค่ในรั้วธรรมศาสตร์ ในรั้วเองหลายคนก็ยังไม่รับรู้ หลายคนยังเข้าใจว่าการพูดเรื่องนี้ การยกเลิกมาตรานี้ เป็นการกระทำการหมิ่น ยกเลิกสถาบัน นี่คือข้อกล่าวหาและทัศนคติในสังคมโดยรวมที่มีอยู่ จึงไม่อยากให้เราจำกัดสิทธิองคนที่ยังไม่รับรู้ต่อปัญหานี้ วิธีการควรค่อยๆ คุยกัน มาตรานี้มีปัญหาอย่างไร มีคนได้รับผลกระทบอย่างไร เปิดโอกาสให้เขาได้พูดในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย เราโดนปิดปากแล้ว เราเองก็จะไม่ไปปิดปากบุคคลอื่น” จีรนุช เปรมชัยพร ผอ.เว็บประชาไท หนึ่งในคณะรณรงค์กล่าว


ภาพโดย กอล์ฟ ประกัน

หลังจากนั้น เวลาประมาณ 18.00 น. กลุ่ม 24 มิ.ย. แดงสยาม สนนท. วงดนตรีท่าเสาร์ จิตรา คชเดช เดินขบวนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมตะโกนคำว่า "ยกเลิก 112" ไปตลอดเส้นทางเพื่อไปรวมกัน ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประกาศจุดยืนให้มีการยกเลิกมาตรา 112 เนื่องจากถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ลิดรอนสิทธเสรีภาพของประชาชน โดยมีการตั้งเวทีปราศรัยบริเวณอนุสาวรีย์ฯ ในงานนี้ นางสุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์ แม่ของนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ผู้เสียชีวิตในวันที่ 10 เมษายน 2553 ได้ประชาสัมพันธ์งานฌาปณกิจศพลูกชายที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 เมษายนที่จะถึงนี้ หลังจากเก็บรักษาศพลูกไว้เพื่อรอให้มีการชันสูตรตามกฎหมายอาญา แต่ศาลยกคำร้อง

บล็อกเกอร์ในพม่าเผยภาพ "เมืองเล็น" หลังเหตุแผ่นดินไหว

ที่มา ประชาไท

บล็อกเกอร์ในพม่าลงภาพเมืองเล็น อยู่ห่างจากชายแดนไทย-พม่าที่เมืองท่าขี้เหล็กไปราว 60 กม. หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวเมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. นอกจากอาคารบ้านเรือนจำนวนมากจะทรุดตัวลงมาแล้ว พระธาตุที่วัดในเมืองเล็นก็พังเอียงลงมาทั้งองค์

เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา บล็อกเกอร์ในพม่าใช้ชื่อว่า “Aung Kyaw Min” [1] , [2] ได้ลงภาพความเสียหายหลังเหตุแผ่นดินไหวเมื่อ 24 มี.ค. ในเว็บบล็อกของเขา โดยภาพชุดล่าสุดดังกล่าวเป็นภาพความเสียหายที่ตำบลเมืองเล็น ห่างจากกิ่งอำเภอต้าเหล่อ หรือท่าเดื่อ จ.ท่าขี้เหล็ก ในประเทศพม่า ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือราว 20 กิโลเมตร

โดยนอกจากอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายแล้ว เจดีย์ที่วัดแห่งหนึ่งที่เมืองเล็น ก็ได้รับความเสียหายด้วย นอกจากนี้บล็อกเกอร์รายดังกล่าวยังเผยให้เห็นภาพเต็นท์พักชั่วคราวสำหรับผู้ ประสบภัยแผ่นดินไหว และภาพประชาชนในพื้นที่ขับรถกระบะตระเวนแจกจ่ายสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย ด้วย

โดยก่อนหน้านี้บล็อกเกอร์รายดังกล่าว ได้เผยภาพความเสียหายที่เมืองต้าเหล่อ หรือ ท่าเดื่อ หลังแผ่นดินไหวเมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. โดยเมืองท่าเดื่อ ตั้งอยู่ระหว่างเส้นทางจากเมืองท่าขี้เหล็ก ไปเมืองเชียงตุง ห่างจากเมืองท่าขี้เหล็ก ตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย ไปทางทิศเหนือราว 48 กิโลเมตร โดยสะพานข้ามแม่น้ำได้รับความเสียหายไม่สามารถใช้สัญจรได้ ขณะที่อาคารบ้านเรือนในเมืองพังเสียหาย [ข่าวก่อนหน้านี้]

ทั้งนี้เมื่อคืนวันที่ 24 มี.ค. ที่ผ่านมา เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.8 ริคเตอร์ ศูนย์กลางอยู่ใกล้กับท่าเดื่อ-เมืองเล็น บริเวณรัฐฉานภาคตะวันออก ห่างจากชายแดนไทย-พม่า ที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ราว 48 กม. โดยหลังเกิดเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมากทั้งที่เมืองท่าเดือ เมืองพะยาก เมืองเล็น และบ้านจากูนี่

สภาพเต็นท์พักชั่วคราว ของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เมืองเล็น รัฐฉานภาคตะวันออก (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

ความเสียหายหลังแผ่นดินไหว ที่เมืองเล็น รัฐฉานภาคตะวันออก (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

ความเสียหายหลังแผ่นดินไหว ที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองเล็น รัฐฉานภาคตะวันออก (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

สภาพบ้านเรือนที่เมืองเล็น ซึ่งเสียหายหลังแผ่นดินไหว (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)


สภาพบ้านเรือนที่เมืองเล็น ซึ่งเสียหายหลังแผ่นดินไหว (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

พิธีบำเพ็ญกุศลศพผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว ที่เมืองเล็น (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

เสาไฟฟ้าหักโค่น หลังเหตุแผ่นดินไหว ที่หน้าวัดหลวง ในเมืองเล็น รัฐฉานภาคตะวันออก (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

สภาพเต็นท์พักชั่วคราว ของผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เมืองเล็น รัฐฉานภาคตะวันออก (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

เจดีย์ที่วัดแห่งหนึ่งที่เมืองเล็น หักโค่นลงมาทั้งองค์ (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

ประชาชนที่เมืองเล็นช่วยกันแจกจ่ายสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

ประชาชนที่เมืองเล็นช่วยกันแจกจ่ายสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

ประชาชนที่เมืองเล็นช่วยกันแจกจ่ายสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ที่มาของภาพ: Aung Kyaw Min/akm-kuntha)

ที่มาของภาพ: บล็อกเกอร์ Aung Kyaw Min/akm-kuntha [1] , [2]

‘หมอตุลย์’ เห็นควรแก้ ม.112 ป้องกันกลั่นแกล้งทางการเมือง

ที่มา ประชาไท

น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเสื้อหลากสี ให้สัมภาษณ์ต้องมีมาตรา 112 อยู่ แต่เห็นด้วยแก้ไข เพราะถูกใช้กลั่นแกล้งกันทางการเมือง เสนอให้หน่วยพิเศษฟ้อง-ลดโทษขั้นต่ำ เพื่อให้มีหมายเรียก มีการประกันตัว

27 มี.ค.54 น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำกลุ่มเสื้อหลากสี เดินทางมาร่วมงานเสวนาเรื่อง “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” จัดโดยกลุ่มนิติราษฎร์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นฯ หรือมาตรา 112 ว่า โดยส่วนตัวเห็นว่ากฎหมายคุ้มครองสถาบันกษัตริย์ยังต้องมีอยู่ เนื่องจากกษัตริย์ควรมีสถานะที่สังคมให้ความเคารพสักการะ แต่กระบวนการดำเนินคดีที่ทำให้เกิดการกลั่นแกล้งกันนั้นเห็นว่าเกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ใช่ทุกกรณี อย่างไรก็ตาม ควรจะมีการแก้ไขในขั้นตอนเริ่มต้นการดำเนินคดี จากที่เปิดกว้างให้ผู้ใดก็ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ควรมีกระบวนการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง เช่นอาจให้อัยการพิเศษ หรือหน่วยงานพิเศษเป็นผู้พิจารณาและดำเนินการฟ้องคดี

ในส่วนของอัตราโทษที่ถูกวิจารณ์ว่าสูงเกินไปนั้น น.พ.ตุลย์เห็นว่าบทลงโทษที่สูงก็แปลว่าเป็นสิ่งที่ไม่อยากให้ผู้ใดกระทำ ต่อให้มีโทษถึงประหารชีวิต ถ้าไม่มีการกระทำผิดก็ไม่มีใครถูกประหาร อย่างไรก็ดี การออกหมายจับทันทีโดยไม่ออกหมายเรียก หรือการไม่ให้ประกันตัวเนื่องจากโทษหนักเกินกว่า 3 ปีนั้นก่อให้เกิดปัญหา ดังนั้นจึงอยากให้แก้ไขโทษต่ำสุดที่อาจเริ่มต้นที่ 6 เดือน เพื่อให้ตำรวจออกหมายเรียกและผู้ต้องหามีสิทธิประกันตัว อีกทั้งในบางกรณีที่ไม่ใช่การดูหมิ่นหรืออาฆาตมาดร้ายอย่างชัดเจนก็ไม่ควรต้องโทษถึง 3 ปี เช่น การกล่าวกระทบกระเทียบ หรือการไม่ยืนในโรงหนัง

“โจทย์หลักของผมคือเห็นว่ามีการกลั่นแกล้งกันจริง แต่ไม่ทุกเคส และทำอย่างไรให้คนที่ถูกกลั่นแกล้งไม่โดนอีก หรือไม่เกิดการกลั่นแกล้งกันอีก” น.พ.ตุลย์กล่าว

เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับแนวคิดของนักวิชาการจากกลุ่มนิติราษฎร์ที่เคยเสนอว่าการวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ควรจะกระทำได้ตามกรอบของกฎหมาย สอดคล้องกับหลักการในระบอบประชาธิปไตย น.พ.ตุลย์ กล่าวว่า เห็นด้วยว่าควรมีการวิจารณ์ได้ แต่เส้นแบ่งก็เบาบางมากระหว่างการวิจารณ์หรือการดูหมิ่น หมิ่นประมาท จึงอยากให้มีหน่วยงานพิเศษพิจารณาเรื่องนี้ และหน่วยงานนั้นก็ควรนำแนวคิดนี้มาพิจารณาด้วย

เมื่อถามเห็นอย่างไรที่ในปัจจุบันมีการรณรงค์เรื่อง มาตรา 112 หลายรูปแบบ ทั้งเสนอให้แก้ไขรวมถึงเสนอให้ยกเลิก นพ.ตุลย์ กล่าวว่า แต่ละกลุ่มก็คงมีเหตุผลแตกต่างกันไป

“ผมเอา แต่ขอแก้ไข เพราะเห็นข้อดีและข้อเสียในตัวกฎหมาย หลายคนก็คงเห็นตรงกันว่าสมควรปรับปรุง ในทางกลับกัน ถ้ากลุ่มรณรงค์อยากให้ยกเลิกทำเพื่อจะได้หมิ่นโดยไม่ถูกลงโทษ อันนี้เป็นเรื่องไม่เหมาะสม”

เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่นำเอาสถาบันกษัตริย์มากล่าวหาบุคคลต่างๆ จนเป็นกระแสหลังรัฐประหาร นพ.ตุลย์กล่าวว่า ถ้าไม่มีผู้กระทำการให้เป็นประเด็นก่อน อีกฝ่ายก็ไม่สามารถยกประเด็นมากล่าวหากันได้ ตนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องดึงสถาบันกษัตริย์มาพูดบนเวทีทางการเมืองด้วย เพียงเพราะ ‘ความเชื่อ’ ว่าสถาบันกษัตริย์เกี่ยวพันกับเหตุการณ์ทางการเมือง ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองร้อนแรงและมีสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม มีการโต้เถียงระหว่างน.พ.ตุลย์กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาฟังสัมมนาครู่หนึ่ง และระหว่างที่น.พ.ตุลย์เดินทางกลับมีเสียงโห่จากกลุ่มคนที่ร่วมมาร่วมงานและอยู่บริเวณลานโล่งของคณะนิติศาสตร์จำนวนหนึ่ง

"ศิวิไลซ์" ใน "หายนะ"

ที่มา ประชาไท

ความเสียหายทางสังคมและเศรษฐกิจในประเทศญี่ปุ่นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ “สึนามิ” โศกนาฏกรรมที่เพิ่งเกิดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น หรือ เขต Tohoku มีความรุนแรงถึงระดับ 9.0 ริกเตอร์ นับเป็นแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น และเป็นอันดับ 5 ของโลก คลื่นสึนามิครั้งนี้ความเร็วถึง 800 กม.ต่อชั่วโมง ความสูงถึง 10 เมตร ส่งผลให้จังหวัดมิยางิและจังหวัดฟุคุชิมาได้รับความเสียหายอย่างหนัก รายงานล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นกว่า 10,000 คน ประกอบกับรายชื่อผู้สูญหายอีก 17,541 คน

สึนามินับเป็นภัยพิบัติที่เกิดจากอำนาจทางธรรมชาติก่อให้เกิดหายนะเป็นภัยคุมคามที่ร้ายแรงที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินในวงกว้างรองลงมาจากน้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุไซโคลน

ความเสียหายครั้งมโหฬารนี้นอกจากทรัพย์สินอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ถนนหนทาง โทรศัพท์ ประปา ไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน รถยนต์ เรือโดยสาร รถไฟฟ้า เครื่องบินฯลฯจะพังพินาศยับเยินแล้ว แรงกระแทกจากแผ่นดินไหวทำให้ระบบทำความเย็นและดักจับธาตุซีเซียมของเตาปฏิกรณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมาพังใช้การไม่ได้เกิดระเบิด

แรงระเบิดทำให้เตาปฏิมากรณ์ตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการหลอมละลายซึ่งนั่นจะนำไปสู่การแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีสู่ชั้นบรรยากาศโลกในปริมาณมหาศาล ระดับสารกัมมันตภาพรังสีในอากาศบริเวณภายในรัศมีรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ-ไดอิจิ อยู่ในขั้นเป็นอันตรายยิ่งต่อร่างกายมนุษย์

ธนาคารโลกประมาณการณ์ว่า มูลค่าความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิครั้งนี้จะสูงถึง 2.35 แสนล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าต้นทุนความเสียหายของเหตุแผ่นดินไหวที่เมืองโกเบเมื่อปี 2538 ที่ระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ และคาดว่าบริษัทประกันจะมีต้นทุนในการจ่ายค่าชดเชยเป็นวงเงินสูงถึง 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์

ภาพโศกนาฏกรรมที่เต็มไปด้วยความหดหู่เศร้าสร้อยของญี่ปุ่นถูกแพร่ทางสื่อต่างๆ ใครเลยจะคิดว่าประเทศซึ่งก้าวล้ำนำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกจะต้องประสบชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นนี้

นอกจากภาพปรักหักพังของอาคาร ถนน เรือลำใหญ่ รถยนต์ เครื่องบินถูกลากซัดดูดกลืนจากคลื่นยักษ์พังพินาศย่อยยับแล้ว สื่อมวลชนได้แพร่ภาพชาวญี่ปุ่นเข้าคิวซื้อข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นในภาวะหนีตาย ภาพการเข้าคิวรับถุงยังชีพของบริจาคอย่างเป็นระเบียบ และภาพขบวนรถหนีตายเรียงเป็นทิวแถวยาวเหยียดโดยไม่มีใครเอะอะโวยวาย ไม่มีรถคันไหนขับแซงกันเลยทั้งที่เลนส์ข้างๆ ก็โล่งว่าง เป็นภาพที่น่านำมาเป็นแบบอย่างด้านการบ่มเพาะประชากรด้านการรักษาระเบียบวินัยยิ่งนัก

คนญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่ที่ได้ชื่อว่ามีระเบียบวินัย และตรงต่อเวลาเป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะซื้อของ หรืออะไร คนญี่ปุ่นจะเข้าแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ช่วงเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิยิ่งทำให้เราได้เห็นภาพเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ในสถานการณ์ลำบากเดือดร้อนขนาดนี้ ก็ไม่ได้ทำให้ระเบียบวินัยของเขาหย่อนยานลงเลยแม้แต่น้อย หากเป็นในประเทศอื่นเราอาจเห็นภาพความวุ่นวายของผู้คนที่เห็นแก่ตัวต้องการเอาชีวิตรอด หรือข่าวในบางประเทศเมื่อคราน้ำมันปาล์มขาดตลาดยังปรากฏข่าวประชาชนบางส่วนยิ่งกันซื้อแค่น้ำมันปาล์มคนละไม่กี่ขวดถึงขั้นทะเลาะชกต่อยกันให้ชวนหัว และในหลายประเทศเวลาเกิดภัยพิบัติแบบนี้ เราจะได้ยินข่าวการปล้นสะดม ลักเล็กขโมยน้อยอยู่บ่อยๆ แต่เหตุการณ์เช่นว่านี้ไม่เกิดขึ้นที่ญี่ปุ่น

คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของคนญี่ปุ่นที่น่ายกย่องคือ "ความเป็นชาตินิยม" ชาวญี่ปุ่นจะรักชาติ รักวัฒนธรรมของตนเอง เราจะเห็นว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีอันก้าวหน้าทันสมัย ในขณะเดียวกันวัฒนธรรมเก่าแก่แต่ครั้งโบร่ำโบราณก็ยังคงได้รับการอนุรักษ์สืบทอดแก่อนุชนตามลำดับ

ชาวญี่ปุ่นต้องช่วยตัวเองให้อยู่รอดท่ามกลางภัยพิบัติมาหลายพันปี ทั้งจากสภาพอากาศเหน็บหนาว พายุถล่ม แผ่นดินไหว น้ำท่วม เขาสั่งสอนให้ลูกหลานเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติเนื่องจากทราบดีอยู่แล้วตั้งแต่ครั้งบรรพชนว่าใต้พื้นพิภพที่ตนอาศัยอยู่มีสภาพแปรปรวนเช่นไร เด็กญี่ปุ่นต้องเรียนรู้วิธีหลบภัยทั้งเวลาเกิดเหตุขณะอาศัยอยู่ภายในตัวอาคารหรือเวลาที่ควรวิ่งสู่ที่สูงเมื่อได้ยินสัญญาณเตือนภัย และถูกบ่มเพาะระเบียบวินัยที่ควรปฏิบัติในกิจวัตรประจำวัน

เหตุสะเทือนขวัญจากภัยพิบัติที่คนญี่ปุ่นต้องประสบครั้งนี้ นอกจากได้เรียนรู้ชีวิตของชาวญี่ปุ่นที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ได้เห็นความน่าสะพรึงกลัวอันโหดร้ายที่มนุษย์ต้องยอมศิโรราบให้กับพลังอำนาจของธรรมชาติแล้ว ยังได้ประจักษ์ถึงความศิวิไลซ์ของชาวญี่ปุ่นที่ควรค่าแก่การยกย่องยิ่งนัก

อภิปรายนิติราษฎร์ พร้อมด้วยข้อเสนอ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มีนาคม 2554

ทีมา ประชาไท


คนล้นห้องประชุมคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในงาน นิติราษฎร์ จัดเสวนาเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย วรเจตน์ ภาคีรัตน์, ธีระ สุธีวรางกูร, สาวตรี สุขศรี และปิยบุตร แสงกนกกุล

ทั้งนี้หมอตุลย์แห่งกลุ่มเสื้อหลากสีพร้อมพวกพ้องมาแอบสังเกตุการณ์แต่ไม่กล้าเข้าห้องประชุม หลังถูกคนจำนวนหนึ่งโห่ไล่ จนต้องรีบออกจากงาน

ประชาไทรายงานข่าว " อ่านข้อเสนอแก้กฎหมาย 112 และคำอภิปรายของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล"

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นตัวแทนกลุ่มนิติราษฏร์ในการนำเสนอประเด็นในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยระบุว่าโดยหลักการแล้วสามารถสรุปได้เป็น 7 ประการ (อ่านรายละเอียดเหตุผล และการปรับแก้โดยละเอียดได้ด้านล่างสุด) ทุก ข้อมีเหตุผลรองรับในทางวิชาการ โดยที่ทางกลุ่มฯ ไม่ประสงค์จะเคลื่อนไหวในทางการเมือง แต่หากใครจะนำไปรณรงค์ต่อก็ยินดี นอกจากนี้ข้อเสนอนี้ยังเป็นข้อเสนอประนีประนอมที่สุด แม้จะไม่แก้ปัญหาให้หมดไป แต่ก็น่าจะทำให้ปัญหาบรรเทาเบาบางได้ นอกจากนี้การนำเสนอและรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ยังเป็นการรับฟังความเห็น ครั้งที่หนึ่ง ซึ่งยังจะรับฟังข้อถกเถียงทางวิชาการต่อไปอีกในครั้งหน้า ที่สำคัญ อยากเรียกร้องต่อนักวิชาการต่างๆ ให้มีปฏิกริยาต่อข้อเสนอนี้และแสดงข้อคิดเห็นไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง
ข้อเสนอ 7 ประการ สรุปได้ดังนี้

1.ยกเลิก มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพราะบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำสั่งของ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ปี 2519 ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย

2.เพิ่มเติมลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา แทนที่จะเอาไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

3. แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับ ตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ เช่น การปลงพระชนม์ การประทุษร้าย

4.โทษ จากเดิมให้จำคุก 3-15 ปีให้เปลี่ยนเป็นไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ, ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดนี้ต่อพระมหากษัตริย์, ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดนี้ต่อพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดให้การติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีความผิด

6.เพิ่ม เหตุยกเว้นโทษความผิดฐานต่างๆในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์ หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี การพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์

7.ผู้มีอำนาจกล่าวโทษเปลี่ยนจากบุคคลทั่วไปเป็นสำนักราชเลขาธิการ
คำอภิปรายของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ในที่สุดแล้วตัวบทกฎหมายเป็นสิ่งที่ขึ้นกับอุดมการณ์ทางการเมือง การตีความของศาลก็ไม่ได้แยกกันอยู่แบบโดดๆ ต่อให้เราแก้กฎหมายทั้งหลายแหล่ได้เอง ศาลจะตีความแบบให้เสรีภาพไหม ก็ไม่ ซึ่งเป็นความเห็นตรงกัน แต่มีปัญหาว่าการเสนอกฎหมายที่เป็นรูปธรรมอาจเกิดปัญหา สมมติ ถ้าใครดูหนัง JFK คงจะรู้ว่าโอลิเวอร์ สโตน มองว่ารองประธานาธิบดีเป็นคนวางแผนฆ่า โดยการปะติดปะต่อเหตุการณ์เชื่อมโยงเอาเอง เคสแบบนี้เป็นการเสนอความเป็นจริงที่เป็นข้อยกเว้นความผิดหรือเปล่า ถ้ามีการเสนอกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ในทิศทางเดียวกัน นี่จะเป็นขอยกเว้นหรือไม่ แน่นอนว่าในสหรัฐถือว่เป็นการแสดงความเห็นที่ได้รับการคุ้มครอง
ประเด็นการเสนอบทลงโทษ ยังเป็นระดับที่เท่ากันกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์นั้นได้รับการคุ้มครองในฐานะประมุขของรัฐ แต่กฎหมายที่คณะนิติราษฎร์เสนอนี้ให้ความคุ้มครองพระราชินี รัชทายาทด้วย ซึ่งต้องถือเป็นสามัญชน

กลับมาถึงประเด็นที่สำคัญมากๆ ลำพังตัวกฎหมายไม่มีความหมายโดยตัวเอง กฎหมายโดยตัวมันเองไม่มีอะไรหรอก ฝรั่งก็มีบทบัญญัติแบบนี้ แต่มันไม่มีความหมายอะไรเลย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสนอแก้โดดๆ ไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อสรุปของอาจารย์วรเจตน์ด้วยซ้ำ ต้องแก้กฎหมายไปพร้อมอุดมการณ์ ข้อเสนอของผมคือให้ยกเลิกอุดมการณ์ไปพร้อมๆ กัน ดังที่ก่อนหน้านี้ตัวเองเคยนำเสนอข้อเสนอ 8 ข้อไว้แล้ว เพราะกฎหมายหมิ่นไม่ได้อยู่ด้วยตัวเอง แต่อยู่ในระบบคิดที่ใหญ่โตมาก
ตัวกฎหมายนั้นเสนอได้ แต่ต้องเสนอให้ยกเลิกอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันด้วย กรณีญี่ปุ่นเป็นกรณีที่น่าศึกษามาก จริงๆ แล้วในบรรดาประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็มักจะเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญว่าพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ หรือไม่ก็ละเมิดไม่ได้ แต่ไม่เคยใช้สองคำนี้ด้วยกัน กรณีญี่ป่นที่เป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญที่ไทยลอกมานั้นเคยเขียนไว้เช่นนั้น แต่ตอนนี้ในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นไม่มีคำนี้อยู่เลย แต่ใช้คำกลางๆ คือคำว่าสถาบันกษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์ถึงความสามัคคีของประชาน
ไทยมาถึงจุดที่ว่าการใช้อำนาจที่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์นั้น มาถึงจุดที่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไม่อาจะบรรลุเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอประนีประนอมที่คณะนิติราษฎร์เสนอนี้ มีความเสี่ยง คือภายใต้อุดมการณ์หรือระบอบคิดทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้ หรือไม่เป็นประโยชน์นัก ข้อเสนอแบบนี้จะไม่ช่วยให้การอภิปรายกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 หรือกรณี 6 ตุลาฯ ทำได้มากกว่านี้ ตราบใดที่ทุกสองทุ่มยังมีรายการข่าวแบบนี้ ตราบใดที่ทุกโรงเรียนยังมีการสั่งสอนแบบเดิม ต่อให้เกิดปาฏิหาริย์ทำให้แก้ไขกฎหมายได้ ก็ไม่มีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ที่ตนเสนอแนวทาง 8 ข้อไว้นั้น ประเด็นคือ อำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยสะสมมาถึงจุดที่ว่าหากไม่เลิกก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันได้
การนำเสนอของตนเองตลอดมานั้นอยากเสนอคนกลุ่มหนึ่งอยากให้ฟัง คือนักวิชาการ แต่กลับไม่มีผลอะไรเลย ผลสะเทือนกลับไปอยู่ที่มวลชนต่างๆ และตนรู้สึกผิดที่การที่ผมพูดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. (2553) มันทำให้คนทั่วไปกล้าพูด นำไปพูดและส่วนหนึ่งถูกจับ ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้พูดอะไรซับซ้อนลึกลับ คนทั่วไปก็รู้และคิดได้ เราเป็นเสียงให้คนที่ไม่มีเสียงเราเพียงแต่พูด แทนเขาออกมา แต่ปัญหาคือ คนจำนวนมากพอฟังแล้วรู้สึกว่าพูดได้ เวทีเล็กทั้งหลายแหล่ก็เลยมีผลสะเทือนมาก และทำให้วงเสวนากลายเป็นม็อบไป
อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงกลุ่มที่จะรณรงค์ต่อจากนี้ไปว่า ประเด็นสถาบันกษัตริย์นั้น ขอเสนอ2 ข้อ คือ

1.เรื่องสองมาตรฐานเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ถ้าเอาวิธีการแบบที่ทำกับสถาบันมาใช้กับนักการเมือง เช่น มีข่าวทุกๆ สองทุ่ม และห้ามวิจารณ์นักการเมือง คุณจะทนได้แบบนี้ไหม ทำไมหมู่ปัญญาชนจึงสามารถทนเรื่องนี้ได้มากและนาน
อีกประเด็นคือ บทความใบตองแห้งซึ่งเพิ่งเขียนลงในเว็บไซต์ประชาไท คือ การเคารพสิทธิของคนที่รักในหลวง วิธีคิดพวกนี้มันผิดตรงที่ว่าเราไม่ได้จะละเมิดสิทธิเขา (คนที่รักในหลวง) เคยมีคนเสนอให้ลงประชามติ ซึ่งตนยินดีมาก แต่คำถาม คือ การลงประชามติจริงๆ คืออะไร ถ้ามีรัฐบาลหนึ่งมีกฎหมายห้ามหมิ่นรัฐบาล มีการอบรมสั่งสอนประชาชนให้รักรัฐบาลมาเป็นสิบๆ ปี แล้วให้ลงคะแนนเสียง แล้วจะถือว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนจริงๆ ไหม ตนเองยินดีให้มีการลงประชามติ แต่ขอให้ทำตามแนวทางที่ตนเคยเสนอไว้ 8 ข้อ ลองใช้เป็นเวลาห้าปี แล้วมาลองลงประชามติกันดู
สิ่งที่แสดงออกกันตอนนี้ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิรักหรือเคารพในหลวงเลย อยากให้ตั้งคำถามกันดีๆ ว่าทำไมจึงเกิดการฆ่ากลางเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม (2553) คำถามง่ายมาก อภิสิทธิ์ไม่อยากลงจากตำแหน่ง ทั้งที่ ปชป. เคยยุบสภาด้วยเรื่องที่เล็กกว่านี้ ทุกคนยุบสภาด้วยเรื่องเล็กกว่านี้และกลับมาไม่ได้ รัฐบาลที่ยุบสภาแล้วกลับมาได้คือรัฐบาลทักษิณ ทำไมอภิสิททธิ์ไม่ยอม สุเทพ อนุพงษ์ไม่ยอม คำตอบง่ายๆ คือ กลัวพรรคเพื่อไทยชนะ ก็เพราะกลัวทักษิณขึ้นมา คำตอบก็คือกลัวว่าอำนาจความนิยมของทักษิณจะขึ้นมาเทียบกับสถาบันกษัตริย์ นี่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด สมมติว่าวิกฤตการณ์การเมืองที่ผ่านมา การสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย แต่ปัญหาเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็ยังเป็นปัญหาใจกลางของเรื่องอยู่ดี เพราะคนจะไม่มีทางมาฆ่ากันถ้าสถาบันไม่ดำรงสถานะขนาดนี้ วิธีการแก้ก็คือต้องยุติสถานะนี้ คือเปลี่ยนให้เป็นองค์กรประมุขธรรมดาแบบญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ ที่สำคัญ อยากขอร้องไปถึงปัญญาชนทุกคน ขอร้องว่าอย่าหลบซ่อนตัวเองไว้เบื้องหลังการรณรงค์เรื่องการตื่นรู้ในมาตรา112 เพราะมันไม่เพียงพอ อย่าหยุดแค่นี้ การเสนอให้ตื่นรู้ มันเหมือนกับตอนนี้ไฟกำลังไหม้บ้าน แล้วเรามาสอนกันว่าวิธีใช้ไม้ขีดไฟคืออะไร
นอกจากนี้การที่บอกว่าตนเสนออะไรใหญ่โต มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เพราะตน แต่เป็นเพราะสภาพการณ์ปัจจุบันนี้ต่างหาก
ตอบประเด็นอภิปราย
วรเจตน์: ในส่วนของความคิดเห็นของอาจารย์สมศักดิ์ เราก็เห็นประเด็นนี้ แต่ปัญหาคือเวลาเสนอตัวบทที่เป็นรูปธรรมก็มีข้อจำกัด ถูกรัดรึงอยู่โดยโครงสร้างของกฎหมายอาญาปัจจุบัน ลักษณะจึงออกมาแบบนี้ แต่ไม่ได้แปลว่ากลุ่มฯ พอใจกับการแก้ไขในลักษณะนี้ แต่ประเด็นเรื่องอัตราโทษเป็นประเด็นที่อภิปรายกันได้
ปัญหาใหญ่กลับไปที่ปัญหาเดิมคือ ปัญหาในแง่อุดมการณ์ว่าเรื่องนี้ต้องทำเป็นชุดใหญ่ ซึ่งก็มีเรื่องกฎหมายที่ต้องพูดถึง เช่น สถานะของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญในหมวดนี้ แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ยังบกพร่องอยู่ และต้องพูดเรื่ององคมนตรี แต่ถือว่านี่คือการนับหนึ่งในการขับเคลื่อนต่อไปในทางวิชาการ
ทางกลุ่มฯ จะพยายามทำงานวิชาการในลักษณะนี้ต่อไปอีก แต่ก็มีปัญหาในแวดวงวิชาการ ผมรู้สึกและประเมินว่ามันมีความมืดมนอยู่ ผมไม่คิดว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการตอบรับในวงกว้าง ผมคิดว่าแวดวงวิชาการเองก็ไม่ต่างกับแวดวงอื่นๆ มันมีเครือข่าย มีผลประโยชน์ การจะให้ออกมาพูดในเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้น แม้แต่การคัดค้านก็ตาม
ปิยบุตร: ตอบ อ.สมศักดิ์ ว่า คนเราไม่ควรติดคุกด้วยคำพูด ถ้าทำได้ทั้งระบบคือเหลือแค่โทษปรับ ก็น่าจะเป็นไปได้ ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ยกเลิก ถ้าจะยกเลิกม.112 ก็ง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องมาคิดอะไรสลับซับซ้อน แต่สิ่งที่เสนอเราอยู่ในกรอบคือ เป็นข้อเสนอที่ประนีประนอมที่สุดแล้ว
ข้อเรียกร้องถึงกลุ่มคนอื่นๆ คือคนที่ดำรงสถานะแบบผม หรืออาจารย์สมศักดิ์ มีอภิสิทธิ์บางประการ มีข้อได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ อยู่ อาจจะไม่ใช่ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แต่ได้จากความเคารพนับถือ เสรีภาพทางวิชาการ เอาเงินส่วนรวมไปเรียนต่างประเทศ เมื่อได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ก็ยิ่งต้องมีพันธะผูกพันต่อสังคมมากยิ่งกว่าปกติ
ผมสังเกตว่าหลังการเสวนาเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2553 ก็มีการพูดประเด็นเหล่านี้มาก ผมคิดถึงคนอย่างคุณดา ตอร์ปิ โด ก็คือคนที่เขาอยากพูดแต่พูดไม่ได้ แต่เมื่อมีคนที่ไปส่งเสริมให้เขาพูด พอพูดแล้วก็โดนทุบอีก ภายใต้สังคมปัจจุบัน ไม่มีทางอื่นใดอีกเลยที่เราจะรักษาให้คนสามัญชนคนธรรมดาให้พูดเรื่องสถาบัน กษัตริย์อย่างสอดคล้องกับประชาธิปไตย มันมีทางเดียวคือปัญญาชนทั้งหลายต้องออกมาช่วย ไม่ต้องไปผูกผ้าเป็นแกนนำหรอก ปัญญาชนคนหนึ่ง คนเดียวมันไม่พอ มันต้องพึ่งเป็นหลักร้อยหลักพัน และต้องทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ สถานการณ์ตอนนี้เขากำลังทยอยล่าเหยื่อ 112 ไม่ต้องกลัวว่าออกมาแล้วจะกลายเป็นลูกน้องสมศักดิ์ หรือกลายเป็นการ endorse (รับรองความชอบธรรม) ของขบวนการทางการเมือง
สำหรับรอยัลลิสม์ ต่อให้พวกท่านหลอกตัวเองอย่างไรก็ตาม แต่ด้วยมันสมองของท่าน ท่านสามารถประเมินได้อยู่แล้วว่า สถานการณ์แบบที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้จะดำเนินต่อไปอย่างนี้ได้ในอนาคตหรือ

มนุษย์อยู่ที่ไหนก็เป็นมนุษย์ มันมีสิทธิเสรีภาพ สักวันเขาก็จะรู้ว่าไม่มีใครมาอ้างสิทธิความชอบธรรมเหนือกว่าคนอื่น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ฝ่านรอยัลิสม์ทั้งหลายกังวลใจ แต่ได้โปรดเถิด แทนที่ท่านจะเอาพลังพวกนี้ไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังอะไรก็ได้เพื่อรักษาสถานะ พิเศษ ท่านเอาพลังเหล่านี้มาปรับตัวให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตยไม่ดีกว่าหรือ ในโลกปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่ตกยุคสมัยไปแล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอดต่อไป คือการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย สอดคล้องกับประชาธิปไตย
000000000000000000000

ข้อเสนอ
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท
พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์
โดย ตระหนักว่ามนุษย์ ไมว่าจะชาติกำเนิดใด ดำรงตำแหน่งสถานะใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีเหตุผล มีความสามารถอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่างและในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ หากจะมีการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว รัฐต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และจะจำกัดจนถึงขนาดกระทบต่อสารัตถะแห่งเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมาย เกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์ มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่ของโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้ ประกอบกับกฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำาไปใช้เป็น เครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์จึงเห็นควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่น ประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาต
มาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
ประเด็นที่ 1
การดำรงอยู่ของมาตรา 112
ข้อเสนอ
ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
เหตุผล
1. มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำ สั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 วันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็น “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร บทบัญญัติในมาตรานี้จึงขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
2. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบทบัญญัติต่างๆ ในประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 112 ในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อนำไปบัญญัติขึ้นใหม่เป็นลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ประเด็นที่ 2
ตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเกียรติยศและชื่อเสียงของ
พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ข้อเสนอ
1. เพิ่มเติมลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
2. นำบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระ
มหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปบัญญัติไว้ในลักษณะ .../...
เหตุผล
โดย ลักษณะของความผิด ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีสภาพร้ายแรงถึงขนาดกระทบกระเทือนต่อการดำารงอยู่ ต่อบูรณภาพ และต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ประเด็นที่ 3
ตำแหน่งที่ได้รับการคุ้มครอง
ข้อเสนอ
แบ่ง แยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่ง พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ...”
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ ...”
เหตุผล
เพื่อ ให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับ ตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ กล่าวคือ
· ความผิดฐานปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ (มาตรา 107)
· ความผิดฐานปลงพระชนม์พระราชินี รัชทายาทและความผิดฐานฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 109)
· ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ (มาตรา 108)
· ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 110)
ประเด็นที่ 4
อัตราโทษ
ข้อเสนอ
1. ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ
2. ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
3. ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำาหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เหตุผล
1. ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีการกำาหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าว
2. เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษน้อยเพียงใดก็ได้ตามควรแก่กรณี
3. เป็นการคุ้มครองบุคคลในตำาแหน่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้สมแก่สถานะแห่งตำแหน่ง จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงที่สูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับ โทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ อันเป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงลดลงจากเดิม
4. โดยเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ ซึ่งมีสถานะแตกต่างจากพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงกำหนดอัตราโทษขั้นสูงให้แตกต่างกัน
หมายเหตุ : อัตราโทษสำหรับการหมิ่นประมาทในกรณีอื่น ๆ จะต้องปรับให้รับกับข้อเสนอนี้ต่อไป
ประเด็นที่ 5
เหตุยกเว้นความผิด
ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นความผิด ดังนี้
มาตรา ... “ผู้ใด ติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิดตามมาตรา ... และมาตรา...”
เหตุผล
รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 45 รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อการดังกล่าว ไม่สมควรเป็นความผิดทางอาญา
ประเด็นที่ 6
เหตุยกเว้นโทษ
ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นโทษ ดังนี้
มาตรา ... “ความผิดฐานต่างๆในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
ถ้า ข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์หรือความ เป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์
เหตุผล
แม้การกระทำานั้นเป็นความผิด แต่หากการกระทำนั้นเป็นการแสดงข้อความที่เป็นจริง และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ก็สมควรได้รับการยกเว้นโทษ
ประเด็นที่ 7
ผู้มีอำนาจกล่าวโทษ
ข้อเสนอ
1. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษว่ามีการกระทำาความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหา กษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
2.ให้ สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษว่ามีการกระทำาความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติ ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เหตุผล
1. เพื่อมิให้บุคคลทั่วไปนำาบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต
2.โดย เหตุที่สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ จึงสมควรให้ทำาหน้าที่ปกป้องพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, 27 มีนาคม 2554.
นิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร www.enlightened-jurists.com
ท่านสามารถดาวน์โหลดข้อเสนอ+ร่างพระร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบับเต็มได้ที่

http://www.enlightened-jurists.com/blog/27




ทั้งนี้ที่งานเสวนาครั้งนี้ กลุ่มรณรงค์มาตรา 112 ได้ทำการเปิดการรณรงค์ พร้อมนำเดินขบวนรณรงค์ไม่เอามาตรา 112 ไปยังไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ขอบคุณภาพถ่ายโดยPedz Yukz









ประชาชนกว่าห้าแสนคนเดินขบวนประท้วงการตัดสวัสดิการสังคมที่อังกฤษ

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 มีนาคม 2554
ขอบคุณภาพจาก The Guardian

สหภาพแรงงานต่างๆ ที่อังกฤษ นำการประท้วงครั้งใหญ่ต่อต้านนโยบายการตัดสวัสดิการสังคมของรัฐบาลเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่มีผู้ร่วมเดินขบวนกว่า 500,000 คน



เรามาดูภาพการต่อสู้ของประชาชนอังกฤษต้นแบบประชาธิปไตย ที่ยังคงต่อสู้เพื่อสิทธิตัวเองต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 800 ปีแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สิ่งที่คนอังกฤษบอกกับพวกเรามาตลอด คือ


"ถ้าอยากได้อะไรต้องสู้ไห้ได้มาด้วยตัวเอง และเมื่อได้มาแล้วก็ต้องสู้เพื่อรักษามันไว้ด้วยพลังประชาชน"

BBC รายงานว่า มีกลุ่มผู้ประท้วงกลุ่มเล็กๆ โจมตีร้านค้าและธนาคาร และส่งผลให้มีผู้ประท้วงถูกจับ 214 คน บาดเจ็บ 66 คน ที่รวมทั้งตัวรวจ 13 คน


แต่ไฉนการต่อสู้ในเมืองไทยยังรอพึ่งฟ้า พึ่งฝน เมื่อพึ่งฟ้าพึ่งฝน พึ่งเทวดาไม่ได้ ก็เชื่อตามคำทำนายเรื่อง "นารีขี่ม้าขาว"





นารีขี่ม้าขาวในประเทศไทย ที่ทุกคนกำลังรอ คือการเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการภาพประชาชนของผู้หญิงไทย ที่เด่นชัดที่สุดในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนไทย - ผู้หญิงที่เข้ามาร่วมสู้อยู่แถวหน้า ที่มากันเป็นล้านคน ไม่ใช่แค่คนเดียว