WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 28, 2011

ทฤษฎีนักปกครอง ฉบับ "หมอเลี๊ยบ-สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี"

ที่มา มติชน



นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายพิเศษ เรื่อง "ยุทธศาสตร์ใหม่ ปฏิรูปสังคมไทย" ในงานอบรม โครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่น 2 (Leadership for Change) จัดโดยมูลนิธิสัมมาชีพ ร่วมกับเครือมติชน ที่อาคารข่าวสด เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ตอนหนึ่งว่า "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เคยกล่าวไว้ว่า If at first, the idea is not absurd, then there is no hope for it. ซึ่งหมายความว่า ถ้าเราคิดแบบเดิม ก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม แต่ถ้าเราคิดให้แปลก อาจมีความหวังขึ้นมาได้ เหมือนกรณีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครั้งที่เสนอครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนฟังก็หัวเราะไม่คิดว่าเป็นไปได้ ผู้สมัครส.ส.ก็ไม่กล้านำไปหาเสียง แม้แต่พรรคได้ตั้งรัฐบาลแล้วก็ยังพูดกันว่าไม่สามารถทำได้จริง แต่กลับทำให้เกิดการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างการจัดการทั่วประเทศ


อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ในความเป็นจริง ปัญหาของสังคมไทยไม่ได้ต่างจากปัญหาของสังคมโลก ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถเรียนรู้จากประเทศอื่นแล้วนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศเราได้ และพัฒนาต่อให้ดีขึ้น เห็นได้จากนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยเห็นตัวอย่างเมืองนอก ก็นำเข้ามาในประเทศไทยจนกลายเป็นที่นิยม เช่น กรณีคุณตัน ภาสกรนที อดีตผู้บริหารโออิชิ ทำร้านถ่ายรูปแต่งงานหรือบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น


นพ.สุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั่วโลก โดยตนเห็นว่าจะเกิด ความ(น่าจะ)เปลี่ยนแปลงภายในปี 2020 ขึ้น ดังนี้ เราจะต้องใช้ "ข้อมูล" จากข่าวสาร ทั้งอ่านหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ มาสังเคราะห์เป็น "ความรู้" และนำไปใช้เป็น "ทักษะใหม่" เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ จะมี "เทคโนโลยีชีวภาพ" ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ตนเคยคุยกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกคนหนึ่ง เขาบอกว่ากำลังทดลองสกัดแบคทีเรียเพื่อย่อยพืช เป็นน้ำมันรถยนต์ อีกไม่นานน่าจะสำเร็จ ซึ่งเทคโนโลยีชีวภาพตัวนี้เองจะเป็นคลื่นลูกที่สี่ต่อมาจากคลื่นลูกที่สาม (สังคมข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ)


ในยุคสมัยหน้าเป็นสมัยแห่งปัจเจกชน และการแบ่งสันปันส่วนการเป็นแกนนำ รวมถึงแนวคิดแบบ "One world, one mind, one time" คนส่วนใหญ่จะมีความคิดคล้ายกัน มองคล้ายกัน ในเวลาเดียวกัน เห็นได้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นหรือเหตุการณ์ที่ลิเบีย ที่เรารู้ข่าวหลังเกิดเหตุไม่กี่นาที แสดงว่าโลกเล็กลงแล้ว


อดีตรมว.คลัง กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ปกครองประเทศที่ดีตามหลักลัทธิเต๋า กล่าวถึงหลักผู้ปกครองไว้ว่า ผู้ปกครองที่ดีที่สุดนั้น ราษฎรเพียงแค่รู้ว่ามีเขาอยู่, ผู้ปกครองที่ดีรองลงมา ราษฎรรักและยกย่อง, ผู้ปกครองที่ดีรองลงมา ราษฎรกลัวเกรง และผู้ปกครองที่ดีรองลงมา ราษฎรชิงชัง เมื่อนักปกครองขาดศรัทธาในเต๋า มักต้องการให้ประชาชนมาศรัทธาในตน แต่สำหรับนักปกครองที่ยอดเยี่ยมนั้น เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว การทำงานได้ลุล่วงลงแล้ว ราษฎรพากันภาคภูมิใจและกู่ก้องว่า การงานนั้นล้วนสำเร็จลงด้วยความสามารถของเขา

จับกระแส"ปุระชัย"ลงเลือกตั้ง

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



1.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

2.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

จากการที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรมว.มหาดไทย เปิดตัวพร้อมลงสมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาสันติ ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาสันติ นำทัพสู้เลือกตั้ง

เป้าหมายหลักอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย

ชื่อของร.ต.อ.ปุระชัย จะจุดกระแสคนกรุงเทพฯ ติดหรือไม่ จะส่งผลแย่งชิงเก้าอี้ส.ส.ในพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน แกนนำพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์ไว้ดังนี้





1.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ส.ส.กทม. ผอ.พรรคประชาธิปัตย์

การมีชื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย ลงเล่นการเมืองในนามพรรคประชาสันติ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ต้องปรับอะไรมาก เราเตรียมตัวของเราเอง คงไม่กังวลว่า ใครจะลงตรงไหนในกทม.

พื้นที่กทม. เราต้องหาคนที่แข็งที่สุด 33 คน กรุงเทพฯ 23 คน ฝั่งธนบุรี 10 คน เราจะหาคนที่แกร่งที่สุด ไม่ว่าการแบ่งเขตออกมาอย่างไร คนกลุ่มนี้ 23 กับ 10 สามารถสลับไปสลับมาได้ ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคมีความคล่องตัวพอที่จะขยับพื้นที่ได้

เราจะดูคนเก่าก่อนว่าเขาคุ้นเคยกับพื้นที่ตรงไหน แต่ตอนนี้มั่นใจว่าส.ส.ของเราทำพื้นที่มาเต็มที่ในเขตใหญ่ เมื่อมาเป็นเขตเล็กก็ต้องปรับตัวนิดหน่อย

การกลับมาเล่นการเมืองของ ร.ต.อ.ปุระชัย อาจทำให้ประชาชนหวั่นไหวได้ แต่ผมคิดว่าคนกรุงเทพฯ จะดูอันดับแรกคือ ชื่อพรรคว่าพรรคมีความมั่นคงขนาดไหนในการทำพื้นที่ โดยเฉพาะกทม. จากนั้นจึงจะพิจารณาเรื่องตัวบุคคล ว่ามีคุณภาพเป็นตัวแทนของเขาในพื้นที่กทม.ได้หรือไม่ แล้วถึงจะดูเรื่องชื่อเสียง

ทั้งนี้ ไม่ได้หวั่นไหวกับการที่ร.ต.อ.ปุระชัย มาลงเล่นการเมือง โดยเฉพาะสนามกทม. เรารู้ว่าพรรคขนาดเล็กหรือขนาดกลางต้องพยายามจัดทัพเพื่อสอดแทรกพื้นที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเราทำการบ้านอยู่ตลอด ครั้งนี้เราพยายามปรับเพื่อให้ไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

3.วิชาญ มีนชัยนันท์

4.องอาจ คล้ามไพบูลย์



เราหวังว่าส.สในพื้นที่กรุงเทพฯ 30 คน ต้องได้กลับมาอย่างน้อย 30 คน



2.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ส.ส.กทม. แกนนำภาคกทม. พรรคเพื่อไทย

คงเร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลกระทบของพรรคประชาสันติต่อฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย เพราะตอนนี้เราทราบเพียงว่าพรรคประชาสันติ จะมีร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น

แต่องค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของพี่น้องชาวกทม. คือผู้สมัคร และนโยบายของพรรค ยังไม่มีออกมา จึงตอบไม่ได้ว่ามีผลเป็นคุณหรือเป็นโทษกับพรรคเพื่อไทย จึงต้องรอดูสักนิด

อย่างไรก็ตาม การที่มีพรรคการเมืองเสนอตัวขึ้นมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เหนืออื่นใด สิ่งที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด และมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรค คือการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

สำหรับพรรคเพื่อไทยวันนี้ มีความเชื่อมั่นในพื้นที่กทม.สูงขึ้นมาก หลังจากรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาล บริหารราชการผิดพลาด ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบกับพี่น้องคนกทม.โดยตรง

ทำให้ประชาชนต้องการเปลี่ยนกลับไปหาพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ดี มีประสบการณ์และเคยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จมาแล้ว อย่างพรรคเพื่อไทย จึงมีเสียงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมากขึ้น

จึงมั่นใจว่าในการเลือกตั้งทั่วไปที่รัฐธรรมนูญลดส.ส.เขตในกทม.เหลือ 33 เขต พรรคเพื่อไทยน่าจะได้ส.ส. 20 คนขึ้นไป



3.วิชาญ มีนชัยนันท์

ส.ส.กทม. ประธานภาคกทม. พรรคเพื่อไทย

ส่วนตัวเห็นว่าทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้ง ย่อมมีกลุ่มทางการเมืองที่จะเสนอตัวมาเป็นทางเลือกใหม่ รวมทั้งสถานการณ์ที่คนมีความสับสนเพราะเหตุการณ์ทางการเมือง ก็อาจมองว่าเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้

แต่หากดูตัวบุคคลที่ก่อตั้งพรรค คนที่เป็นคอการเมืองพอจะรู้ว่าทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นนักการเมืองเก่าทั้งนั้น บางคนอาจเว้นวรรค ไม่ลงสมัครส.ส.ด้วยเหตุผลบางประการ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นของใหม่

อย่างตัวร.ต.อ.ปุระชัย เองก็เคยเล่นการเมืองกับพรรคพลังธรรม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนมาได้โอกาสในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ตำแหน่งรมว.มหาดไทย นโยบายต่างๆ อาทิ จัดระเบียบสังคมก็เป็นนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้น

ผมคิดว่า คนกทม.ทราบดีว่าตอนนี้การเมืองเป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ขั้วการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยหรือพรรคไทยรักไทยเดิม การต่อสู้ก็ยังอยู่แค่นี้ แต่อาจมีประชาชนที่ยังสับสน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ

นอกจากนี้ หากดูคนรอบข้างและนายทุนของพรรค พบว่ามีความเกี่ยวพันกับกลุ่มก้อนการเมืองใด บางพรรคอาจไม่มีฐานเสียงในกทม. ก็ต้องตั้งพรรคไว้เป็นสาขา เพื่อให้เป็นทางเลือกของคนกทม. หรืออาจตั้งพรรคไว้เพื่อรวมเสียงเข้าร่วมเป็นรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในระยะยาวพรรคประชาสันติจะไม่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย เพราะประชาชนรู้เท่าทันแล้ว



4.องอาจ คล้ามไพบูลย์

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์

การเลือกตั้งในกรุงเทพฯ คนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งโดยเฉพาะระดับนำของแต่ละพรรค ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น

นอกจากนี้ การเลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯ ยังเป็นเวทีที่แต่ละพรรคคัดเลือกผู้สมัครที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดมาลง ซึ่งร.ต.อ.ปุระชัย คงจะคัดเลือกผู้สมัครที่มีความเหมาะสมที่สุดมาลงเช่นกัน

ผมขอต้อนรับร.ต.อ.ปุระชัย กลับเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ที่ผมบอกว่าเรายินดีต้อนรับ เพราะเรามีประสบการณ์ในการแข่งขันกับพรรคใหม่ หรือผู้สมัครใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนมาแล้วหลายพรรค สลับสับเปลี่ยนมาเรื่อย

ถ้าย้อนหลังไปไกลหน่อยอาจเป็นพรรคประชากรไทย พรรคกิจสังคม พรรคพลังธรรม พรรคนำไทย แต่ละพรรคล้วนแต่เป็นพรรคที่มีผู้นำพรรคมีชื่อเสียงทั้งนั้น ดังนั้น สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นกระบวนการแข่งขันเลือกตั้งตามปกติ

และการที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เป็นที่ชื่นชอบของคนกรุงเทพฯ พรรคต้องปรับกลยุทธ์อะไรหรือไม่นั้น ต้องดูว่าผู้สมัครเป็นใคร เพราะการแข่งขันในการเลือกตั้งมีหลายองค์ประกอบรวมๆ กัน

ชัยชนะไม่ได้ขึ้นกับผู้นำพรรคเท่านั้น แต่ต้องอาศัยทั้งชื่อเสียงของพรรค ชื่อเสียงของผู้นำพรรค ชื่อเสียงของผู้สมัคร รวมทั้งนโยบายที่ถูกใจประชาชน กระแสการเมืองและสถานการณ์ในขณะนั้น

และขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนในด้านอื่น คงต้องดูความชัดเจนมากขึ้นเพราะตอนนี้เราได้ยินเฉพาะชื่อของ ร.ต.อ.ปุระชัย เท่านั้น ส่วนเรื่องของพรรค และผู้สมัครก็ยังไม่ชัดเจน นโยบายก็ยังไม่มี

พี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ เท่าที่ตนมีประสบการณ์ เวลาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งจะพิจารณาด้วยความรอบคอบจากหลายองค์ประกอบด้วยกัน

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งต้องยอมรับว่ามีคนลงมาสมัครแข่ง ยิ่งมีคู่แข่งเพิ่มเท่าไหร่เราก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเท่านั้น และทุกพรรคถือว่าเป็นคู่แข่งสำคัญทั้งนั้น

เลิกฟุ้งซ่าน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



อาจเป็นเพราะ นายกฯ อภิสิทธิ์ ประกาศจะยุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.

ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นยังเหลือเวลาอีกเดือนเศษ มากพอให้ใครต่อใครทั้งฝ่ายที่อยากและไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา

บ้างกลัวว่าทหารจะปฏิวัติเสียก่อน บ้างก็กลัวกกต.ทั้ง 5 คนจะลาออกจนไม่เหลือใครทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง

เรื่องปฏิวัตินั้นที่จริงน่าจะจบไปตั้งแต่ 'บิ๊กตู่' พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ยืนยันกองทัพพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้ง

และไม่ทำปฏิวัติเด็ดขาด

ตรงนี้ยังมีประเด็นสอดแทรกอยู่หน่อยตรงที่ บิ๊กตู่ พูดต่อไปด้วยว่า "ไม่ว่าพรรคใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผมก็เป็นผบ.ทบ.เหมือนเดิม" ทำให้มีการนำไปตีความทำนองว่า 'เก้าอี้ข้าใครอย่าแตะ'

บิ๊กตู่ เลยร้อนใจต้องรีบออกมาอธิบายว่าที่พูดไม่ได้หมายความอย่างนั้น

ที่ต้องการสื่อความหมายจริงๆ คือไม่ว่าพรรคใดมาเป็นรัฐบาล ตนเองก็ไม่ได้มีตำแหน่งสูงขึ้นไปกว่านี้ ยังเป็นผบ.ทบ.เหมือนเดิม

พูดอีกอย่างคือทหารไม่จำเป็นต้องไป 'ล้มกระดาน' การเลือกตั้ง เพราะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย

ทีนี้มาถึงเรื่องที่ นางสดศรี สัตยธรรม บ่นเบื่อการเมืองน้ำเน่า และบอกจะลาออกจาก กกต. ถ้าได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ทำให้ฝ่ายที่อยากเห็นการเลือกตั้งตกอกตกใจเกรงว่า กกต.ที่เหลืออีก 4 คนอาจถอดใจตามอย่างนางสดศรี ไม่ต้องทั้ง 4 คน แค่อีก 2 คนก็เจ๊งทันที

เพราะกฎหมายกำหนดให้ กกต.ต้องมีอย่างน้อย 3 คนถึงจะคงสภาพทำหน้าที่ต่อไปได้

แต่ประเด็นนี้ก็น่าจะจบไปได้เช่นกัน

เนื่องจาก กกต. 4 คน โดยเฉพาะ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายสมชัย จึงประเสริฐ นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น ต่างยืนยันพร้อมอยู่ทำหน้าที่ต่อไป

ขณะที่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ใช้วิธี 'แทงกั๊ก' ว่าถ้ามีใครมากดดันก็จะลาออกเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่ออก

คิดในแง่ดี นายอภิชาต อาจแค่ต้องการพูดตีกันหรือดักคอไว้ก่อนเท่านั้น

คงไม่ได้จะชี้ช่องให้ฝ่ายผู้มีอำนาจ ฉวยโอกาสกด ดันเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ที่จะไม่มีการเลือกตั้ง

ฉะนั้น ควรเลิกฟุ้งซ่านกันได้แล้ว

ขบวนการเสื้อแดง จะไปขุดหา คนอย่างซูจี หรือคานธี จากไหน หรือจะเอา ลิเบียโมเดล

ที่มา thaifreenews

โดย จิตรา คชเดช...แฝงฝันวันคืนเสรี

ผู้นำขบวนการลิเบียโมเดล คือใคร ผมยังไม่ทราบชื่อเลย (คงตกข่าว)
ไม่มีอะไรหรอกครับ เห็นคนอึดอัด กับสภาพแกนนำ นปช. กันหนาตา(จากการอ่าน)
มองไปที่ ทักสิน .... อ่าาาาา ท่าน จะเทียบเท่า ซูจี(ที่ยังไม่ถึงจุดหมายเหมือนกัน)
หรือ จะไปเทียบชื่อกะ ท่าน คานธี ก็ยังอีกไกล ทั้งแนวทาง และหัวใจ
มองไป ที่ หัวขบวน นปช.แต่ละหน่วย แต่ละคนก็มีดีมีด้อย ไปคนละอย่างสองอย่าง
หาเด่นๆ แบบ ขงเบ้ง หรือ โจโฉ ไม่ได้ ... กลุ้มโว๊ยยยย
หรือจะ เอาแบบ สุรชัยโมเดิล ผู้คนก็ยังตามไม่ทัน ท่านเล่นบทผู้มาก่อนกาล
ทำได้แค่วาทะกรรม และบัดนี้ ก็เป็นสัญญาลักษณ์สถิตย์อยู่ ณ ที่จองจำ
สู้กะอำมาตย์หน้าด้านใจดำกระหายเลือด นี่มันยากจริงๆ
ยิ่งตาสว่าง แลทะลุเงา ได้ ยิ่งหวังผลสูง......กำ ของ ไควแลนแดนทุย(ประเทศในฝันของผม ไม่ใช่ไทยแลนด์นะจ๊ะ)

โดย ลูกชาวนาไทย



ผมคิดว่าทักษิณคือ สุมาอี้โมเดล จะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม แต่ยังไงทักษิณก็ต้องใช้ สุมาอี้โมเดลอยู่แล้ว

ขงเบ้งยังอยู่ สุมาอี้ก็จัดงานเลี้ยงสนุกสนานในค่าย ไม่ออกรบ จะรบบ้างก็แค่ยั่วข้าศึกให้มันรำคาญเล่น

สมรภูมิราชประสงค์ ได้สอนสุมาอี้อย่างชัดเจนว่า บางทีหากขงเบ้งยังอยู่ ก็ไม่ควรรบ

แต่หากขงเบ้งจากไปแล้ว "สุมาอี้" คือ มือหนึ่งแห่งแผ่นดิน ทอดตาทั้งแผ่นดินก็ไม่มีใครเทียบสุมาอี้ได้ วันนั้นคือ วันที่โลกนี้เป็นของสุมาอี้

วันนี้ขงเบ้งอาจคิดอย่างเจ็บช้ำว่า "ตูไม่ควรสร้างสุมาอี้" ขึ้นมาในยามแก่เลย

Long live the people !, long live democracy !

เสื้อแดงมหาสารคามคึกคัก ทักษิณโฟนอินอีก

ที่มา ข่าวสด

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 27 มีนาคม กลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงใน จ.มหาสารคาม และจากจังหวัดทั่วภาคอีสาน กว่า 5,000 คน ทยอยเดินทางมารับฟังการปราศรัยของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ แกนนำ นปช. อย่างคึกคัก ท่ามกลางการความรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.เมืองมหาสารคาม กว่า 200 นาย โดยมีการตั้งด่านตรวจอาวุธอย่างเข้มงวด ตลอดริมถนนถีนานนท์มีรถยนต์ของคนเสื้อแดงจอดเต็มทั้งสองฝั่ง ทำให้คนเสื้อแดงจากต่างจังหวัดหลายร้อยคนต้องจอดรถเดินเท้าเข้ามายังเวที ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร นอกจากนี้รถยนต์อีก กว่า 200 คัน ต้องเข้าไปจอดในสวนสาธารณหนองข่า ตรงข้ามวัดป่าศุภมิตรสิทธาราม

บนเวทีได้มีการแสดงหมอลำ ร้องรำทำเพลงสร้างความสนุกสนานให้กับผู้ชุมนุม จากนั้นแกนนำ นปช.มหาสารคาม ก็สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล และปลุกระดมมวลอย่างต่อเนื่อง โดยมี นายชาติอาทิตย์ ทัณฑะรักษ์ แกนนำ นปช.มหาสารคาม เป็นพิธีกรดำเนินรายการบนเวที

เวลา 19.30 น. นายสุทิน คลังแสง อดีต ส.ส.มหาสารคาม เขต 6 พรรคไทยรักไทย และประธาน นปช.มหาสารคาม ได้ขึ้นเวทีกล่าวขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงทุคนที่มาร่วมทำบุญทอดผ้าป่า และร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ ซึ่งรายได้จากการจัดงานทั้งหมด กว่า 500,000 บาท จะนำไปเป็นกองทุนคนเสื้อแดงมหาสารคาม และก่อตั้งสถานีวิทยุธรรมาธิปไตย เอฟเอ็ม 99.25 เมกะเฮิร์ตซ์ เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือนความจริง

ต่อมาเวลา 20.30 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ แกนนำ นปช. ได้ขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวถึงกรณีที่กองทัพเบิกกระสุนปืน จำนวน 300,000 นัด ไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเดือนเมษายน - พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่รัฐบาลไม่ตอบคำถามเกี่ยวกับการเบิกกระสุนของกองทัพ เป็นการจนมุมของรัฐบาล เพราะจำนวนกระสุนที่หายไปนั้น สอดคล้องกับการเสียชีวิตของกลุ่ม นปช. ทั้ง 91 ศพ

ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศจะยุบสภาในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม นั้น ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะทำตามคำพูด แต่ขณะนี้มีบุคคลมีสีบางกลุ่มไปบล็อกคนของพรรคเพื่อไทย แต่ถึงอย่างไรพรรคเพื่อไทยจะต้องเดินหน้าไปถึงการเลือกตั้งให้ได้ เพราะผลโพลจากหลายสำนักระบุว่า พรรคเพื่อไทยจะคว้าชัยทั่วประเทศ แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องระวังเพราะอาจถูกปล้นชัยชนะได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องสู้กับกลโกง ไม่ให้มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารเหมือนครั้งที่ผ่านมา

เวลา 21.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โฟนอินมายังเวทีปราศรัย กล่าวว่า จะกลับมาคืนศักดิ์ศรีความเป็นไทยให้กับทุกคน โดยการปลดหนี้ ลูกหลานมีที่เรียน มีงานทำ ต่อไปนักศึกษาที่จบปริญญาตรีจะต้องมีงานทำและมีรายได้ขั้นต่ำ 15,000 บาท แต่ทั้งหมดจะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงทุกคน เลือก ส.ส. ของพรรคเพื่อไทย เพราะหากได้เสียงข้างมากก็จะได้จัดตั้งรัฐบาล และได้กลับมาทำงานสานต่อนโยบายต่างๆ ที่เคยให้ไว้กับประชาชน ส่วนคนที่เคยอยู่พรรคเพื่อไทยแต่ย้ายหนีไปสังกัดพรรคอื่น ขอให้พี่น้องประชาชนคนเสื้อแดงกวาดล้างให้เกลี้ยง

รายงานข่าวแจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เวลาในการโฟนอินมายังเวทีปราศรัย ประมาณ 10 นาที หลังจบการปราศรัยได้มีการจุดพลุดังสนั่นหลายสิบนัด ก่อนแยกย้ายกันกลับภูมิลำเนา

"นิติราษฎร์"กับข้อเสนอใหม่ว่าด้วย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ที่มา thaifreenews

โดย bozo




ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์

เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่ม "นิติราษฎร์" (นิติราษฎร์เพื่อราษฎร)
ได้จัดเสวนาทางวิชาการเรื่อง "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"
โดยมีวิทยากรร่วมเสวนา ได้แก่
อ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์,
อ.สาวตรี สุขศรี,
อ. ปิยบุตร แสงกนกกุล และมี
อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

อ.ประจำภาคประวัติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เข้าร่วมฟังและแลกเปลี่ยนการเสวนาด้วย

อ. วรเจตน์ กล่าวว่า ในแง่ของปัญหาที่เกิดขึ้นกับบทมาตรา 112
ปัญหาที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือ
ระดับของอัตราโทษ ซึ่งต้องยอมรับว่าโทษมีความรุนแรง
เมื่อเปรียบเทียบกับโทษที่เกิดในลักษณะเดียวกันในก่อนหน้านี้
ซึ่งพบว่ามีความแตกต่างค่อนข้างมาก เท่าที่ค้นข้อมูลพบว่า
พระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาท นั้นกำหนดไว้ว่ามี
โทษ จำคุกไม่เกินสามปี ปรับเป็นเงินไม่เกิน 1,500 บาท ตัวนี้เป็นกฎตัวแรก
ตั้งแต่รัตนโกสินทร์ศก 118 มาในรศ. 127 ก็โทษเพิ่มขึ้นไปเล็กน้อยเป็นไม่เกินเจ็ดปี


อย่างไรก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญาในปัจจุบันที่มีการบัญญัติ มาตรา 112 นั้น
โทษที่มีการบัญญัติในครั้งแรกไม่มีบทลงโทษขั้นต่ำแต่ใช้จำคุกไม่เกินเจ็ดปี
แต่ไปแก้ไขหลัง ตุลาคม พ.ศ. 2519 กฎหมาย ปัจจุบันสังเกตได้ว่า
บทลงโทษ อย่างต่ำต้อง 3 ปี หมายความว่า
ศาลมีดุลยพินิจให้อยู่ในช่วงกว้างของโทษคือ 12 ปี ต่างจากช่วงแรกที่มีโทษขั้นต่ำ
ศาลจะสั่งน้อยเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งปัจจุบันโทษกำหนดเอาไว้สูง กล่าวคือ
ศาลต้องการจะลงโทษปรับก็ทำไม่ได้
เพราะกฎหมายไม่เปิดช่อง จึงต้องลงโทษอย่างน้อยสามปี


ความไม่สมเหตุผลของโทษคือ
แต่เดิมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์โทษยังเป็นไม่เกิน 3 ปี
แต่ในระบอบประชาธิปไตยกลับกำหนดโทษถึง 3-15 ปี



ประการต่อมาคือ
การไม่มีเหตุยกเว้นความผิด ในทางกฎหมายบุคคลธรรมดามีกำหนดข้อยกเว้นไว้
โดยการหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดานั้นทำเพื่อการป้องกันตนไม่มีความผิด
แต่ขณะที่การหมิ่นประมาทกษัตริย์นั้นไม่ได้กำหนดเหตุยกเว้นความผิดเอาไว้
แปลว่าการติชมด้วยความเป็นธรรมก็สุ่มเสี่ยงต่อการเข้าองค์ประกอบความผิด
ซึ่งเป็นปัญหาในทางกฎหมายอาญาด้านสารบัญญัติ


ในทางกฎหมายอาญาวิธีสบัญญัติ เวลาที่มีการพิจาณาคดีศาล
ศาลเองได้ใช้บทบัญญัติในการดำเนินคดีเป็นการลับ
เพื่อประโยชน์ ความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี หรือป้องกันความลับไม่ให้เผยแพร่ไป
หนำซ้ำยังปรากฎว่าคดีแบบนี้อย่าง กรณี"ดา ตอร์ปิโด"
ที่ทนายของคุณดา ได้หยิบยก ประเด็นต่อสู้ว่า มาตรา 117 ขัดต่อรฐธรรมนูญ
ซึ่งตรงนี้คือปัญหาในระดับตัวบท


ปัญหาที่สำคัญกว่าตัวบทเป็นปัญหาในระดับอุดมการณ์
พบว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทเป็นความผิดที่มีมาแต่เดิมในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ซึ่งมีความแตกต่างกับไอเดียประชาธิปไตย เพราะฉะนั้น
ในแง่ตัวบท ตัวกฎหมายนั้นไม่มีชีวิตแต่ถูกใช้โดยองค์กร ที่มีอำนาจในการตีความ
ซึ่งอาจไปในทางรุนแรงและร้ายกาจได้
องค์กรเหล่านี้เป็นคนให้ความหมายว่าหมิ่นประมาท หรือดูหมิ่น
แต่การให้ความหมายของคนให้ความหมายสัมพันธ์กับสำนึกของคนให้ความหมายด้วย
เมื่อไม่เข้าใจความหมายในการปกครองก็มีผลต่อสำนึกจึงส่งผลต่อการตีความ



ถามว่าทำไมจึงเกิดอุดมการณ์แบบนี้ อยากชี้ให้เห็นว่า
ในเชิงอุดมการณ์เรามีอุดมการณ์หลักคือประชาธิปไตย
แต่การพูดถึงเรื่องสถาบันในสภาอาจทำไม่ได้ ไม่บังควรที่จะพูดถึง
มันสะท้อนวิธีคิดอุดมการณ์ผ่านกลไกรัฐมาอย่างยาวนาน
เรื่องการจัดการความผิดไม่สามารถทำได้ในแง่ตัวบท
แต่อาจเชื่อมโยงไปถึงอุดมการณ์


ในแง่ทางวิชาการ การปรับเปลี่ยนอุดมการณ์เป็นเรื่องใหญ่ และยาก
แต่ควรจะทำ เป็นการสู้กันของสำนึกสองประการ
ซึ่งต้องเอาเหตุผลว่ากัน แต่หลายคนเอาอารมณ์ความรู้สึกมาใส่
ในวิชานิติศาสตร์การต่อสู้ในแง่อุดมการณ์เป็นเรื่องยาก
คดีบางคดีที่เกิดในศาลปกครอง ศาลปกครองที่ดำเนินกรณี
ความตกลงระหว่างราชอาณาจักรไทยและญี่ปุ่น
สำหรับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ( JTEPA)
มีคนไปฟ้องศาลปกครอง ศาลตัดสินว่าฟ้องไม่ได้เพราะไม่อยู่ในอำนาจ
แต่ในคดีลงนามความเข้าใจร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งคุณนพดล ปัทมะ ถูกฟ้อง
ศาลปกครองกลับรับพิจารณา
แสดงให้เห็นว่ามีวิธีคิดเบื้องหลังที่เป็นปัญหา
การทำให้ไอเดียของคนขยับเข้าไปใกล้กับปชต.
ปัญหาก็จะลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดไป
เรื่องตัวบทมีความสำคัญ การขยับขับเคลื่อนอาจช่วยเรื่องอุดมการณ์ได้


กล่าวโดยสรุปแล้ว ปัญหาที่พบเป็นปัญหาสองระดับซ้อนกันคือ
ตัว "บท" และ"อุดมการณ์" ที่เป็นตัวกำกับการตีความขององค์กรในกระบวนยุติธรรม
การแก้ปัญหาต้องแก้ไปพร้อมกันหลายวิธี ที่สุดแล้ว
ถ้าจะมีอยู่ก็จะมีอยู่โดยสอดรับกับอุดมการณ์ในระบอบประชาธิปไตย



อ.ปิยบุตร นำเสนอว่า ประเด็นกฎหมายของอุดมการณ์ของผู้ดำเนินกฎหมายนั้น
กฎหมายไม่มีวัตถุประสงค์ของมันเอง แง่มุมความเป็นกฎหมายมันไปสร้างอุดมการณ์
เวลาเราพูดถึงกฎหมายนั้น เรานึกว่าข้อพิพาทยุติได้ด้วยกฎหมาย
กฎหมายต้องมีการบังคับ เป็นบรรทัดฐานของสังคม
ความเป็นกฎหมายต้องย้ำเรื่องศาล ตุลาการ เป็นอิสระ
กฎหมายเป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรม


แง่มุมที่สองคืออุดมการณ์ไปครอบงำกฎหมาย และผู้ปฎิบัติทางกฎหมาย
เวลาจะดำเนินการใดๆก็จะทำโดยสอดรับกับอุดมการณ์โยงที่เขาอาจไม่รู้ตัวเอง
เพราะฉะนั้น อุดมกาณณ์จึงมีความสำคัญกับกฎหมาย
ในสังคมปัจจุบันที่บรรดาผู้ปฎิบัติทางกฎหมายถูกครอบงำทางอุดมการณ์
ก็จะไม่มีทางเห็นการเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญใดๆ


ความผิดฐานละเมิดนั้นมีมาแต่โบราณ
เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำให้องค์อธิปัตย์มีความศักดิ์สิทธิ์
ทำมากเข้าก็เกิดพวกนักปรัชญาที่เริ่มวิจารณ์ มีงานเขียนหลายงาน
สุดท้ายคนที่จะวินิจฉัยจะเป็นความสมดุล
ระหว่างชื่อเสียง และเกียรติยศ มาชนกับ"เสรีภาพในความคิดเห็น"


ตัวอย่างของการหมิ่นในต่างประเทศ อาจแบ่งได้เป็นสามรูปแบบคือ
ประเทศที่มีกฎหมายหมิ่นประมาทแต่ไม่นำมาใช้ เช่นเดนมาร์ก
เวลาที่มีการพูดหมิ่นให้ไปใช้กฎหมายแบบคนธรรมดา มีโทษจำคุกไม่เกินสี่เดือน
แต่อาจเพิ่มโทษเป็นสองเท่าเมื่อคนที่ถูกดูหมิ่นเป็นกษัตรย์
แต่จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าไม่เคยมีการเพิ่มโทษเลย
จนกระทั่งมีกลุ่มกรีนพีช บุกงานเลี้ยงก็อาจโดนเป็นกลุ่มแรก
สองคือ มีแต่เอามาใช้เป็นครั้งคราว แค่โทษปรับ เช่น ฮอลแลนด์ ที่ไม่ใช้มานานแล้ว
แต่เมื่อปี 2007 ก็เอามาใช้ในกรณีที่ดูหมิ่นและมีการว่ากล่าวแบบชัดเจน
สามคือ ประเทศที่มีกฎหมายความผิดฐานหมิ่นประมาทประมุขของรัฐ
และนำมาใช้ลงโทษจำคุกสม่ำเสมอ อาทิ
โมร็อคโค แต่โทษจำคุกต่ำสุดสามปี สูงสุดห้าปี


ปัญหาอยู่ที่การที่ให้คุณค่ากับเรื่องอะไร
อย่างประเทศอื่นที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยกำกับก็มีการลงโทษที่เหมาะสม
แต่สำหรับศาลในบ้านเราก็อาจเป็นอีกแบบหนึ่ง



อ.สาวตรี กล่าวว่า ข้อมูลจากการศึกษาของ "David Strecksuss" พบว่า
ความผิดมาตรา 112 ระหว่างปีพ.ศ. 2535-2547
มีฟ้องคดี น้อยกว่า 10 คดี(เฉลี่ยแล้วฟ้องปีละประมาณ 0.8 คดี)
พอช่วงปี 48-52 มี 547 คดี เฉลี่ยแล้วฟ้องประมาณปีละ 109
จำนวน ช่วงระยะเวลา 4- 5 ปีเพิ่มขึ้น
อัตราคดีเพิ่มขึ้นราว 131 เท่า ในจำนวนคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผิด 247 คดี


หากแยกประเด็นแล้วพบว่า
มีการพยายามเอามาตรา 112 เอาไปผนวกกับความผิดเรื่องคอมพิวเตอร์
ที่มีการเอาถ้อยคำหมิ่นไปลงในเน็ต
พบว่ามี 31 คดีอย่างเป็นทางการ ตัดสินผิด 5 คดี ยกฟ้อง 1 คดี
และยังอยู่ระหว่างพิจารณา 2 คดีอยู่ในขั้นตอนสอบ
ตั้งข้อหาอีก 15 คดีซึ่ง 1 ใน 15 คดี ทั้งนี้
ยังพบอีกว่ามีการบล็อกเว็บไซต์หมิ่น 5 หมื่น จากการปิดทั้งหมด 7 หมื่นเว็บไซต์


ข้อเสนอ

สำหรับข้อเสนอของกลุ่ม 7 ประเด็น คือ
ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
เนื่องจากเป็นฐานคำสั่งที่มาจากคณะรัฐประหาร จึงขาดความชอบธรรมในทางปชต.
เพื่อให้มีการนำไปบัญญัติอีกลักษณะขึ้นใหม่
หมายความว่าเอามาตรานี้ออกจากลักษณะความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

สองคือ ตำแหน่งแห่งที่ว่าด้วยตำแหน่งที่บัญญัติขึ้นใหม่ให้เพิ่มลักษณะขึ้นใหม่
เนื่องจากความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และอาฆาตมาดร้ายนี้
ไม่มีความผิดร้ายแรงต่อการดำรงอยู่ของราชอาณาจักร
จึงสมควรให้มีลักษณะเฉพาะ
ไม่สามารถถูกนำไปกล่าวอ้างว่าเป็นความมั่นคงของราชอาณาจักรได้
ในขณะที่ในส่วนเกี่ยวกับการประทุษร้าย ปลงพระชนม์จะคงไว้
ให้มีการขยับเฉพาะมาตรา 112

สามคือ ตำแหน่งที่ได้รับการคุ้มครองให้มีการแบ่งแยก
การคุ้มครองสำหรับตำแหน่งกษัตริย์ ออกจากการคุ้มครอง
สำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
โดยบัญญัติมาตราขึ้นมาใหม่แบ่งแยกเป็นสองมาตรา
เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองกับกษัตริย์ พระราชินี
ซึงได้มีการแยกความผิดฐานปลงพระชนม์กษัตริย์ และราชินี รัชทายาท

สี่คือ เรื่องอัตราโทษปรับให้ไม่กำหนดอัตราโทษขั้นต่ำ,
ลดอัตราโทษจำคุกขั้นสูงเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี
พร้อมกำหนดโทษปรับไม่เกิน สามหมื่นบาท

ห้าคือ เพิ่มเติมเหตุละเว้นความผิด
กรณีการติชม แสดงความคิดเห็น โดยสุจริต เพื่อธำรงไว้
ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือสาธารณะ บุคคลนั้นไม่มีความผิด

หกคือ เพิ่มเติมเหตุยกเว้นโทษ
ความผิดฐานต่างๆดังกล่าวถ้าผู้ถูกกล่าวหาคนดังกล่าว
พิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

เจ็ดคือ ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษว่ามีการกระทำผิด
โดยให้ สำนักเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษ
เพื่อไม่ให้บุคคลนำบทบัญญัติเป็นเครื่องมือทางการเมือง
หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต
แต่อาจมีข้อโต้แย้งว่าดึงเอาหน่วยงานใกล้ชิด
แต่ทางปฎิบัตินั้นสำนักนี้ก็ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

จึงขอเรียกร้องให้นักวิชาการต่างๆให้แสดงความคิดเห็นไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือต่างก็ตาม


ด้านอ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่ได้เข้าฟังการเสวนาเสนอความเห็นว่า
ประเด็นสำคัญคือ ที่สุดแล้วตัวบทกฎหมายขึ้นอยู่กับอุดมการณ์
การตีความของศาล สังคมโดยรวมขึ้นอยู่กับตรงนั้น
ปัญหาคือการเสนอกฎหมายที่เป็นรูปธรรมตามที่ได้กลุ่มเสนอมานั้น
กรณีข้อเสนอว่า "ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงแล้วเป็นข้อยกเว้นโทษ"


กรณีนี้ ลองเปรียบเทียบกับหนังของโอลิเวอร์ สโตน
เรื่อง "เจเอฟเค" โอลิเวอร์ สโตน นำเสนอทฤษฎีกล่าวหาว่า
รองปธน.เป็นคนฆ่าเจเอฟเค เพื่อให้ตัวเองขึ้นตรองตำหน่ง
แล้วเราลองสมมติว่า อันนี้จะมีใครพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้
ซึ่งลองมองที่เราเองตราบใดเท่าที่สังคมเรามีอุดมการณ์แบบนี้
ศาลจะไม่มีทางตัดสินเป็นข้อยกเว้นเลย


"ประเด็นลำพังตัวกฎหมายนั้นไม่มีทางที่จะมีความสำคัญโดยตัวมันเอง
กฎหมายเสนอแก้โดดๆไม่ได้ ต้องแก้ไปพร้อมกับอุดมการณ์นั้น"



ทัศนะวิชาการ"วรเจตน์" ผ่านนิติราษฎร์ ว่าด้วยปัญหากฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1300081597&grpid=01&catid=02


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301224030&grpid=01&catid=&subcatid=

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ดีครับที่มีการพูดกันอย่างชัดเจนในทางวิชาการ นี่จึงนับว่าเป็นการสัมมนาครั้งแรกในทางวิชาการเรื่องกฎหมายหมิ่น

ซึ่งนับว่าสังคมเราก้าวหน้าไปมาก เมื่อก่อนนี้ใครแตะเรื่องแบบนี้ไม่ได้เลย แต่วันนี้มีการพูดอย่างเป็นวิชาการแล้ว ขอเสนอของ "นิติราษฎร์" ผมไม่คิดว่าจะมีใครที่มี "ใจเป็นธรรมและเป็นอารยชน" สามารถโต้แย้งได้ ไม่ว่าปราชญ์ที่ไหนก็คงโต้แย้งเหตุผลนี้ได้ยาก ดังนั้นจึงนับว่าเป็นข้อเสนอที่มีเหตุมีผลมากที่สุด

ผมคิดว่าในที่สุดแล้วสังคมมนุษย์ที่มีอารยธรรม สิ่งที่เป็นเหตุเป็นผลย่อมชนะในที่สุด เพราะฝ่ายอำมาตย์คงยากที่จะหยิบยกเหตุผลอื่นขึ้นมาโต้แย้งได้ นอกจากต่อสู้ด้วยอำนาจเท่านั้น ซึ่งในที่สุดก็จะพ่ายแพ้

การเสนอแบบให้ "ยกเลิก" ต่อต้านอย่างเดียวนั้น "ไม่เกิดพลังทางจริยธรรม" เพราะหากฝ่ายตรงข้ามโต้แย้งว่า "หากไม่หมิ่น" ก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร เราก็ตอบทางเหตุและผลได้ยาก

แต่ "นิติราษฎร์" ได้เสนอโต้แย้งในส่วนของ "ความสมเหตุสมผล" ของกฎหมายนี้

ในทางวิชาการแน่นอน "ประมุขของรัฐ" ควรได้รับการคุ้มครอง แต่การคุ้มครองต้อง "พอควร" และสอดครองกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่ใช่คุ้มครองตามอุดมการณ์อื่น ซึ่งไม่สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ซึ่งหากเมื่อ นิติราษฎร์ค้นไปจริงๆ แล้ว แม้แต่ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราษฎร์ การคุ้มครองกษัตริย์ ก็ไม่ได้รุนแรง ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้

ดังนั้น"คำถามทางจริยธรรม" ที่นิติราษฎร์" โยนเข้ามาในสังคมนี้ จึงมีน้ำหนักมากที่สุด

ผมว่า อาจารย์กฎหมายกลุ่มนี้ไม่เสียชาติเกิดแล้วที่เรียนกฎหมาย ก็ต้องทำกฎหมายให้มันมีหลักของนิติธรรมให้ได้ ไม่ใช่เรียนกฎหมายเพื่อบิดเบือนกฎหมายเหมือนนักกฎหมายรุ่นก่อนหน้านี้

Long live the people !, long live democracy !

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 28/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ยุคคนทราม ครองเมือง เรืองอำนาจ
คิดผูกขาด วาดทาง เพื่อสร้างฝัน
ใช้เล่ห์กล คนพาล สันดานมัน
ด้วยสารพัน แยบยล ของคนเลว....

จึงวนเวียน วังวน ของคนอุบาทว์
ประเทศชาติ พินาศยิ่ง กว่าดิ่งเหว
เติมทุกข์ยาก หมองไหม้ ดั่งไฟเปลว
ยิ่งแหลกเหลว ยิ่งโหมเชื้อ เพื่อทำลาย....

โหมดเลือกตั้ง หวังไว้ ใสสะอาด
ช่วยเติมวาด แห่งผล ชนมั่นหมาย
เดินสู่ทาง อบอุ่น เลิกวุ่นวาย
แล้วผ่องถ่าย สิ่งงดงาม ตามวิธี....

ขออย่ามี อำนาจ ที่วาดหวัง
ถาโถมสั่ง หมุนเวียน เปลี่ยนวิถี
ปล้นอำนาจ ประชาชน คนดีดี
ด้วยอัปรีย์ แห่งอำนาจ ผูกขาดมา....

ขออำนาจ ในมือ ที่ถืออยู่
เปิดทางสู้ ด้วยใจ ที่ใฝ่หา
ช่วยปลูกต้น ประชาธิปไตย ให้งามตา
เพื่อประชา เพื่อผองชน เพื่อคนไทย....

๓ บลา / ๒๘ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

สีสัน...คอนเสิร์ต 4 โมงเย็นยัน 6 โมงเช้า รุ่งอรุณกับความยุติธรรม BONANZA....

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut



งานนี้คนเสื้อแดงมีความสุขกันจริงๆ อากาศก็เป็นใจด้วย แม้จะมีเสียวบ้างนิดหน่อยจากฝนตอนหัวค่ำและตอนตี3กว่าก่อนจตุพรขึ้นเวที ก็ถือว่าเป็นการพรมน้ำมนต์จากขุนป่าขุนเขาแล้วกัน...

มีภาพมานิดหน่อย ที่แตกต่างจากเต็นท์อื่นคนเต็นนี้มีหมูกระทะด้วย...ตอนเย็นกลิ่มหอมหวลยั่วยวนเต็นท์อื่นซะ มีเหล้าดีๆพร้อมเบียร์เย็นๆ เพลงๆจากแกนนำคนเสื้อแดง สาวๆเสื้อแดงก็สวยหลายๆคน มือไม่ว่างหยิบกล้องมาถ่ายไม่ทันเสียดายจริงๆ กว่าจะฟื้นก็เที่ยงคืน หลังเลื่อกตั้งถ้าชนะและได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเชื่อว่าต้องมีอีกครั้งแน่ๆ เอ้าใครงานนี้พลาดไม่ต้องเสียใจมีอีกแน่....


2011 03 27@0332 Bonanza ณัฐวุฒิ + Youtube Playlist

ที่มา thaifreenews

โดย Tuxedo

Youtube Playlist >> 2011-03-26 Bonanza

ผมว่าคนเสื้อแดงเริ่มเข้าใจกันและเริ่มปรับตัวกันแล้วทั้งสองกลุ่มใหญ่

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



เพิ่งกลับจากงานแต่งงานน้่องเสื้อแดง (ทั้งเจ้าบ่าวและสาว) มา ก็ได้คุยกัน ผมคิดว่าตอนนี้ทั้งแดงสยามและแดง นปช. ส่วนใหญ่ที่อยู่ในเว็บจะเริ่มปรับความคิดกันได้แล้ว คือ แดงสยามก็เนียนขึ้น เลิกด่าฝ่ายแดง นปช. ไปบ้างแล้ว กรณีวีระขึ้นเวที ผมคาดว่าคงด่ากันจม แต่ไม่มีแฮะ อันที่จริงก็น่าจะด่าได้

แดง นปช.ก็เริ่มยอมรับการวิพาร์กของ แดงสยาม นปช. แกนนำใหญ่ๆ หลายคนก็ไม่ได้อวยแล้ว ที่ขึ้นเวทีไปอวยนั้นก็เป็นพวกไม่ใหญ่เท่าใดนัก (พวก สส. ก็ต้องสร้างเกราะคุ้มกันตัวเอง) แดงติดคุก ที่เพิ่งออกมา ก็รู้กันว่าตาสว่างกันหมดแล้ว แต่จะฟันข้าศึก คงไม่ต้องเงื้อดาบมาจากปากซอย ให้เขายิงสวนก่อนได้ฟันเขา

ผมคิดว่าการโต้แย้งกันเป็นเรื่องธรรมชาติของสังคมประชาธิปไตยที่มีความหลากหลาย ไม่ได้จัดตั้งมาแบบพันธมิตร ต่างคนต่างพกเอาความคิด ความเชื่อ ของตนเองมาจากบ้านทั้งสิ้น ดังนั้นระดับความต้องการจึงแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

ส่วนพวกอำมาตย์ที่ สามารถเจาะช่องรอยร้าวมาขยายต่อได้บ้าง เราคงไม่จำเป็นต้องใส่ใจอะไร ขบวนการประชาธิปไตยนั้นแม้แตกแยกกันในความคิดในบางช่วงของสถานการณ์ แต่เมื่อสถานการณ์พัฒนาไป สุดท้ายก็จะสามารถปรับจูนความแตกต่างทางความคิดกันได้เอง

Long live the people !, long live democracy !

Re:

โดย jomyut

นั่นนะซิครับ....เมื่อคืนผมก็ตื่นตาตื่นใจที่เวทีโบนันซ่า...ตอนคุณวีระขึ้นบนเวที...ผมนึกว่าคนคงไม่ค่อยต้อนรับไม่คึกคักแต่กาลกลับกัน...คนยืนตบมือกันสนั่นประมาณ3นาทีทั้งตีนตบ ทั้งปรบมือ โห่ร้องกันกึกก้อง...

บรรยากาศเก่าของ 3 เกลอเริ่มกลับมาทันที...ก็ไม่รู้เกิดอะไร...แต่สำหรับผม...ไม่ได้รู้สึกโกรธอะไรใครไม่ว่าจะแกนนำคนไหน หรือแดงกลุ่มอะไร...เพราะผมถือว่าเค้าได้แสดงความกล้าหาญ อดทน ที่แสดงตัวตน และยืนอยู่ข้างหน้า นำอุดมการณ์ปชต.เรียกร้องความเป็นธรรม หยุด 2 มาตรฐาน(แหมเพลงนี้นี่สุดยอดเมื่อคืน ตอนคุณวันชนะร้องได้ไพเราะจริงๆคนนี่ดิ้นกันแบบร้องไปด้วยซิ้งไปด้วยทั้งเนื้อเพลง จังหวะ สุดยอดจริงๆ ใครไม่เคยฟังลองไปหาฟังดู)