WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 28, 2011

คนไทยในเยอรมันร่วมขบวนเสื้อแดงนานาชาติ ผนึกฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศเคลื่อนพลยกเลิก#112

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มีนาคม 2554

กิจกรรมรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 เป็นไปอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดกลุ่มคนไทยในเยอรมนี ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ขึ้นที่ Saarbruecken เมืองหลวงของแคว้น Saarland







กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้นอกจากเพื่อหนุนเสริมความเคลื่อนไหวในประเทศไทย และคนไทยในระดับนานาชาติแล้ว ก็เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ในปัญหานี้ให้เป็นที่แพร่หลาย เพื่อนำไปสู่การยกเลิกมาตรา 112
********
ชมวิดิโอ หรือเทปเสียงงานอภิปรายนิติราษฎร์ ที่ธรรมศาสตร์ 27 มี.ค.54

เสียง ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11.mp3

vdo แบ่ง3ช่วง

ช่วง 1 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-1.wmvช่วง 2 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-2.wmvช่วง 3 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-3.wmv
*********

ก่อนหน้านี้คนไทยในต่างประเทศ ในนามเสื้อแดงนานาชาติได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรียกร้องให้ยกเลิกม.112

จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1 เสื้อแดงนานาชาติ :สนับสนุนให้ยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา 112


ถึง บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สถาบัน และหน่วยงานเกี่ยวข้อง อันสามารถกำหนดให้ข้อเรียกร้องที่ระบุในจดหมายนี้บรรลุผล

นับแต่มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองอย่างเผด็จการซ่อนรูป จากอำนาจรวมศูนย์ของบุคคล (Autocracy) และกลุ่มคณะบุคคล (Oligarchy) ร่วมมือประสานความสอดคล้อง โดยวิธีปฏิบัติบิดเบือนระบอบประชาธิปไตยด้วยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์และองค์กรอิสระ ทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยชี้นำบังคับให้กลุ่มการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งบางส่วนแปรพักตร์ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีคะแนนเสียงส่วนน้อย เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

เมื่อประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องให้กลับไปสู่การยอมรับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง รวมทั้งต่อต้านการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองโดยอำนาจแฝงเร้น หรือที่เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” ไปจนถึงการต่อต้านอำนาจนอกระบบของมือที่มองเห็น เช่นประธานองคมนตรี แต่กลุ่มอำนาจนอกระบบกลับไม่สนใจตอบสนอง จึงเป็นเหตุสำคัญทำให้ประชาชนเข้าร่วมประท้วงแบบสันติวิธีขยายจำนวนมากขึ้นหลายแสนคน ในนามแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.)

ด้วยความกลัวในพลังประชาชนและกลัวต่อความสูณเสียอำนาจ จึงใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม และพลแม่นปืน (สไน้เปอร์) เข้าปราบปรามเข่นฆ่าผู้ประท้วงที่ชุมนุมกันอย่างสันติ และปราศจากอาวุธ ระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน ถึง ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จนเป็นผลให้ประชาชนที่เรียกร้องต้องการให้มีประชาธิปไตยแท้จริง เสียชีวิตไม่น้อยกว่า ๙๑ คน บาดเจ็บเกือบสองพัน และสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผู้เข้าร่วมการชุมนุมระดับแกนนำที่รอดตายจำนวนมาก ถูกกฎหมายเถื่อนตามกวาดล้างคร่าชีวิตไม่ต่ำกว่า ๕ ราย และบางส่วนไม่น้อยกว่าสองร้อยคนถูกจับกุมคุมขัง ตั้งข้อหาร้ายแรงเป็นผู้ก่อการร้าย โดยไม่ได้รับสิทธิของการดำเนินคดีเฉกเช่นประเทศอารยะต่างๆในสากลโลก

ส่วนประชาชนที่เห็นพ้องและ/หรือ สนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ได้แสดงความคิดเห็นของตนอย่างเสรีตามสิทธิอันพึงมีของปัจเจกชนในสังคมประชาธิปไตย กลับถูกคุกคาม รังควาญ กลั่นแกล้งด้วยการแจ้งข้อหา ต้องการล้มสถาบันหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ อันเป็นความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ทำให้มีผู้ที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาดังกล่าวจำนวนมาก รวมทั้งหลายรายถูกตัดสินอย่างเร่งรัดให้รับโทษจำคุกเป็นเวลานานตั้งแต่ ๘ ปีถึง ๑๘ ปี ซึ่งขบวนการพิจารณาคดีทั้งหมดนั้น กระทำโดยลักษณะขัดหลักการและระเบียบกฏหมายสากลที่อาระยะประเทศยอมรับ

ด้วยเหตุแห่งความไม่ชอบในหลักปกครอง และกระบวนยุติธรรมดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ประเทศชาติเต็มไปด้วยความแตกแยก จนเป็นความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ฝ่ายกลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มสนับสนุน ยังพยายามอย่างไม่ลดละที่จะจุดไฟสร้างความเกลียดชัง เพื่อกล่าวหาประชาชนที่มีความคิดต่าง ยิ่งทำให้ประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก้าวมาสู่จุดที่ไม่สามารถถอยและพร้อมที่จะแตกหักเพื่อปกป้องตนเอง

ดังนั้น พวกเราผู้ยึดมันในความถูกต้อง ความยุติธรรม และรักประธิปไตย ที่มีชื่อต่อท้ายจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้เห็นพ้องร่วมกันว่า เพื่อระงับยับยั้งแนวโน้มมิคสัญญีในชาติเสียแต่บัดนี้ และเชื่อว่าจะเป็นหนทางเดียวที่แก้ปัญหาได้ จึงขอเรียกร้องต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

๑. ยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ เสียโดยสิ้นเชิง เพราะการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นบรรลุได้ด้วยการบังคับใช้กฏหมายอาญาปกติซึ่งมีอยู่แล้ว การคงมาตรา ๑๑๒ ไว้รังแต่จะทำให้เสื่อมเสียแก่สถาบันมากยิ่งขึ้น ด้วยเพราะถูกนำมาใช้ทางผลประโยชน์การเมือง และการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม

๒. ปลดปล่อยผู้ต้องหา และผู้ต้องโทษทางการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นข้อหาผู้ก่อการร้ายจากผลแห่งการประกาศใช้พระราชกำหนดปฏิบัติราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือข้อหาหมิ่นตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒

๓. เร่งรัดการสืบสวน เพื่อนำคนผิดมาลงโทษ กรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน และการกระชับพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สุดท้ายนี้ จึงขอปฏิญานว่า จะร่วมยืนเคียงข้างกับพี่น้องคนไทยทั่วทุกมุมโลก พี่น้องคนไทยผู้ยึดมันในหลักการประชาธิปไตยในประเทศทุกคน รณรงค์ต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้ง ในการที่จะทำให้ได้รับการตอบสนองจากข้อเรียกร้องและทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งปณิธานไว้โดยเร็ว

ร่วมลงนามโดย

Thai Red Australia
Red USA
แดงสังคมนิยม Sweden
Thai Red Japan
Red in Japan
แดงแนวร่วม Taiwan
แดงแนวร่วม Greek
********
จดหมายเปิดผนึกฉบับภาษาอังกฤษ


March 10, 2011

An Appeal for Justice:

An Open Letter to the People of Thailand and Their Representatives:

Ever since the military coup of September 19, 2006 that overthrew the legitimate government of Prime Minister Thaksin Shinawatra whose Thai Rak Thai Party was overwhelmingly elected into office.

Thailand now ruled by Dictatorial Power of Autocracy and Oligarchy.

The group of these ruling elite has been lying and distorting facts, claiming that Thailand is a democratic state. They were brutal. They used every tools in their disposals, including Military, Judicial, and ‘Independent Bodies’ whose mandate is to be fair and impartial, destroying the governments elected by the people.

They used the military and its apparatus to force MPs to switch side. And helped forming the current Thai government of Mr. Abhisit Vejjajiva which literally can be said was born from the military womb.

Once the people learnt of the truth, they came out en-masse to protect their rights. Under the banner of United Front for Democracy against Dictatorship or UDD, they demanded the return of power to the people through electoral process, demanding ‘no political interference’ from hidden power or ‘Invisible Hands’, and Privy Council.

What they got in return were bullets in the heads in 2009 and 2010!

During 10 April to 19 May 2010, the ruling elite used military force (tanks and snipers) to disperse the demonstrators in Bangkok, resulted in 91 deaths, almost 2000 injuries, hundred missing.

Many local leaders of the UDD who survived the ‘Bangkok Massacre’ went home, some into hiding. There was news report of no less than 5 local leaders were assassinated. Over 200 remained in jails on terrorism charge for exercising their Constitution Rights of peaceful assembly.

Those in jails seldom allowed to have bails, If bails were granted, amount was so large that beyond the means of many families and friends to provide.

Now Thailand behaves as a 3rd rate nation.

People who agreed or supported the ideal of democracy or against the political interference of Thai politics from ‘Outsider’ by expressing their views in public were harass, intimidated and/or charged with Les Majeste (LM) under Criminal Law 112.

Any citizens of the world can see the oddness of this law. Everyone can file the LM charge. Once file, the authorities have to investigate and proceed with the charge. If the authority refuses to do so may misconstrue as an act of disrespect and/or constitutes as violation of the LM itself. So every LM accusations are taken seriously by the authorities. Often it is used to stifle dissents and now more than ever becomes a political tool.

Cases of LM skyrocketed. As of today, 5 more will be charged, and 39 more will be investigated. The penalty is unusually harsh. For each counts, the minimum penalty is 3 years, and maximum 15 years. This penalty is much harsher than during the time of absolute monarchy!

No wonder Thailand is now divided.

The small ruling elite, in light of this awareness, seek to ignore. The flame of injustice is still hotly burning. How long can people take?

As concerned Thais, we are afraid that Thailand will be next in line for chaos and violent just like Libya should Thailand remains status quo. Movement for Democracy is spreading.

To prevent this destructive path, we believe Thailand must change. A sense of justice and fair play must be restored.

To achieve that end, we would like to propose the followings for your consideration:

1. Campaign to reform Les Majeste Law. Help free Khun Surachai Danwattananusorn and many others charged with Les Majeste. Les Majeste Law shall not be used for any political purpose, gain, or to stifle dissents. We believe the first step is to abolish Section 112 of the Criminal Law. There are laws currently in the book such as Defamation is sufficient enough to protect the institution of Monarchy.

2. We believe in healing the wound. The first step must be to free all Political Prisoners and Prisoners of Conscience. This would include those arrested for demonstrations during the Emergency Decree. Wound cannot be healed if victims still victimized.

3. Truth and Reconciliation Commission has to be more effective, and impartial. It is almost one year since the ‘Bangkok Massacre’ and the commission has not yet issue a single report. Reconciliation and Forgiveness are very important--- but truth must come first. The perpetrators of murder have to be identified. Should amnesties be considered, it must be made aware that this does not change the fact that overthrowing the government in a coup or shooting unarmed civilians is wrong and against the law. We believe those responsible for the massacre during 10 April through 19 May 2010 should be brought to justice.

We understand that this undertaken is not easy, but necessary. We also understand that this idea is not new in Thailand. Many have done or making similar plea before us. We admire and applaud them and would like to follow their footsteps.

We wrote this letter to you, the People of Thailand as well as the representatives of the Thai People because we strongly believe that if Thailand is truly to be democratic and civilized, actions must come from you.

We the undersigned are committed to the course of justice. We want to see a better Thailand. We pledge to work together with friends around the world to help bring justice, peace, democracy, and prosperity to Thailand.

“If mind can conceive it, and your heart can believe it, we know you can achieve it”

Yours Truly,



Thai Red Australia
Red USA
แดงสังคมนิยม Sweden
Thai Red Japan
Red in Japan
แดงแนวร่วม Taiwan
แดงแนวร่วม Greek

ยกเลิก-กิจกรรมรณรงค์ยกเลิกมาตรา112 เป็นไปอย่างแพร่หลาย ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่"คณะชาวไทยผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา"เคยเคลื่อนไหวยื่นจดหมายต่อรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เมื่อปี2536 หรือ 18 ปีที่แล้ว ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญาหลายมาตรา เพื่อไม่ให้ฝ่ายต่างๆนำสถาบันกษัตริย์ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งกระทบกระเทือนต่อสถาบันฯเอง และให้ประชาชนแสดงความเห็นได้โดยเปิดเผยเช่นเดียวกับอารยะประเทศทั่วโลก เหตุการณ์ผ่านไป 18 ปี การณรงค์ประเด็นนี้กลับมาอีกคำรบ


*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-อภิปรายนิติราษฎร์ พร้อมด้วยข้อเสนอ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112

-เคลื่อนไหวใหญ่เลิก#112วันนี้ เจ้ย-อภิชาติพงศ์โดดร่วมนักวิชาการ-คนดังระดับโลกตื่นรู้กฎหมายหมิ่นฯ

ใกล้หายนะ....กระทู้ดักคออำมาตย์

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





เมื่อคนชั่ว มุ่งร้าย ทำลายบ้าน
แล้วรุกราน สิทธิชน คนทั้งผอง
ใช้กลเกม เล่ห์กล เพื่อตนครอง
ฉีกครรลอง แห่งวิถี อันดีงาม....

หวังขีดเส้น เป็นแนว แล้วเหยียบมิด
สร้างจริต นำพา น่าเกรงขาม
แล้วผงาด ชุบตัว เพียงชั่วยาม
คนเฮตาม ชื่นชม อย่างสมใจ....

อย่าสร้างภาพ หลอกลวง เป็นบ่วงบาป
ตนถูกสาป ยังเริงร่า ว่ายิ่งใหญ่
อย่าขุดหลุม ฝังตน พร้อมคนไทย
หายนะ มันเข้าใกล้ ไม่รู้ตัว....

ช่างมืดมน หนทาง ทุกย่างก้าว
แผ่นดินร้าว ฟ้ามืดมิด ปิดสลัว
เดี๋ยวร้อนหนาว เดี๋ยวฝน จนน่ากลัว
ใจสั่นรัว มองไป ไร้ทิศทาง....

ฝากกลอนนี้ ถึงอำมาตย์ ผู้ขลาดเขลา
อย่าคิดเอา อำนาจ สร้างบาดหมาง
อย่าฮึกเหิม เพิ่มระยำ เพื่ออำพราง
แม้นสุดทาง หลังพิงฝา จะท้าชน....

๓ บลา / ๒๘ มี.ค.๕๔ (บ่าย)
http://3blabla.blogspot.com

ความน่ากลัวของระบอบอวตาร:รุ่งโรจน์ วรรณศูทร

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ร่วมเสวนางานเปิดตัวหนังสือ "ประชาธิปไตย เข้าใจไหม?"
บทเสวนาว่าด้วย สิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค
การเมืองภาคประชาน ธรรมาภิบาล และนิติรัฐ
ณ ตึก1 ห้อง103 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 26 มีนาคม 2554



ดีเอสไอไม่พบผิดปกติ แกนนำแดงขึ้นเวทีเขาใหญ่

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"ธาริต" เผยดีเอสไอไม่พบความผิดปกติ
แกนนำ นปช. ขึ้นเวทีเสื้อแดงที่เขาใหญ่ แจงชง ครม.เพิ่ม 24 ฐานความผิดคดีพิเศษ...

เมื่อเช้าวันที่28 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธาริต เพ็งดิษฐ์
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดง
เปิดเวทีปราศรัยที่บริเวณใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
และมีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ที่ยื่นประกันตัว ไปขึ้นเวทีด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ดีเอสไอต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน
การจะพูดหรือตัดสินอะไรไปในวันนี้เป็นเรื่องที่เร็วเกินไป
และเท่าที่ดูในการปราศรัยยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

ส่วนการที่ดีเอสไอเคยทำเรื่องเสนออัยการไปในเรื่องการถอนประกันตัวแกนนำ
แต่อัยการไม่เห็นด้วยนั้น นายธาริต กล่าวว่า
ดีเอสไอจะทำอะไรต่อไปก็คงเป็นความเห็นของอัยการ
ดีเอสไอจะดูเฉพาะเรื่องที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าเท่านั้น ที่แล้วมาเป็นดุลพินิจของอัยการ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
วันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีการนำเสนอเพิ่มฐานความผิดขึ้นอีก 24 ฐานความผิด อาทิ
ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ คอมพิวเตอร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้
และความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ.


http://www.thairath.co.th/content/pol/159392

มาทำอะไรกันเนี้ย

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ





รัฐบาลคุณถึงขนาดเอาเงินภาษีมาจ้างคนรักสถาบันแล้วหรือ?!

ที่มา Thai E-News



โดย บังสุกุล
ที่มา กระดานสนทนา Internet Freedom

เข้าไปดูกันเองครับ เอาสถาบันมาบังหน้าแจกเงินคนให้มารักสถาบัน ในโครงการ อสป. อาสาสมัครปกป้องสถาบัน

แท้จริงเอาในหลวงมาอ้าง เอาเลขบัตรประชาชนเพื่ออะไรไม่ทราบ

เครือข่ายยาเสพติดในเรือนจำ

ที่มา มติชน



คอลัมน์ ณ ริมคลองประปา โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ได้รับเชิญจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปอภิปรายในหลักสูตร "ผู้บริหารงานยุติธรรมระดับสูง" ของกระทรวงยุติธรรม เรื่อง "แนวความคิดในการพัฒนากระทรวงยุติธรรม" ทำให้ต้องค้นคว้าข้อมูลหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงยุติธรรม เพื่อไปใช้ในการอภิปราย ปรากฏว่าพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์หรือผู้ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำซึ่งมีทั้งนักโทษเด็ดขาดและผู้ต้องขัง (คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา ไต่สวน สอบสวน) ดังนี้

จำนวนผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ สำรวจ ณ วันที่ 1 มกราคม 2554 มีจำนวน 220,776 คน แบ่งเป็น นักโทษเด็ดขาด 159,626 คน ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา, ไต่สวน-พิจารณาในศาล, สอบสวน (ในชั้นพนักงานสอบสวน) จำนวน 58,991 คน ผู้ต้องกักขัง (แทนค่าปรับ?) 1,795 คน

ในจำนวนนี้ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งหมด เป็นคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด จำนวน 128,750 คน หรือประมาณร้อยละ 58 (ตัวเลขผู้ต้องราชทัณฑ์ในคดียาเสพติดบางครั้งสูงถึงกว่าร้อยละ 60)

เมื่อจำแนกผู้ต้องราชทัณฑ์ตามเพศพบว่า เป็นชายจำนวน 189,042 คน เป็นคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด จำนวน 104,447 คน หรือประมาณร้อยละ 55.7, เป็น หญิงจำนวน 31,734 คน เป็นคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด จำนวน 24,303 คน หรือสูงถึงร้อยละ 76.58

แม้สัดส่วนผู้หญิงที่ต้องราชทัณฑ์มีเพียงร้อยละ 14.3 ของผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งหมด แต่ปรากฏว่า สัดส่วนของผู้ต้องราชทัณฑ์ของผู้หญิงในคดียาเสพติดสูงกว่าชายมาก ทำให้น่าศึกษาว่า อะไรเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ผู้หญิงถูกดึงเข้าสู่เครือข่ายยาเสพติดจำนวนมาก

เมื่อนำตัวเลขผู้ต้องขังที่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา ไต่สวน สอบสวน ในคดียาเสพติดมาจำแนกเปรียบเทียบกับผู้ต้องขังทั้งหมด พบว่า มีสัดส่วนใกล้เคียงกับผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งหมดคือประมาณร้อยละ 60 ซึ่งผู้หญิงมีสัดส่วนสูงกว่า

ตัวเลขผู้ต้องราชทัณฑ์เหล่านี้ สอดคล้องกับปัญหายาเสพติดที่กำลังขยายตัวและกัดกินสังคมไทยอย่างหนักหน่วงอยู่ในขณะนี้

ขณะเดียวกันอาจเป็นตัวบ่งบอกด้วยว่า นอกจากชุมชนแออัด และสถานศึกษาต่างๆ ที่เป็นแหล่งค้ายาเสพติดแล้ว เรือนจำที่เต็มไปด้วยผู้ต้องราชทัณฑ์ในคดียาเสพติดกว่า 120,000 คน ก็เป็นแหล่งค้ายาเสพติดแหล่งใหญ่และมีผลประโยชน์มหาศาล

เพราะจำนวนผู้ต้องราชทัณฑ์กว่า 120,000 คนนี้ นอกจากผู้ค้ารายย่อยแล้ว ยังมีบรรดา "ขาใหญ่" ที่เป็นเครือข่ายยาเสพติดอยู่เป็นจำนวนมาก

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมจึงมีการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในเรือนจำต่างๆ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่ายยาเสพติดในการบงการ สั่งซื้อหรือสั่งขายยานรกดังกล่าวโดยที่กรมราชทัณฑ์และผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการสั่งตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาขายผ้าเอาหน้ารอดและไม่ได้ผลใดๆ เพราะไม่มีทางที่ทางกรมราชทัณฑ์จะตัดสัญญาณโทรศัพท์ได้ 24 ชั่วโมงเนื่องจากจะกระทบต่อประชาชนที่อยู่รอบๆ เรือนจำ

ดังนั้น "ขาใหญ่" จึงใช้วิธีการส่งข้อความสั้น (SMS) แทน เมื่อมีการเปิดสัญญาณโทรศัพท์ข้อความเหล่านั้นก็จะถูกส่งออกไปทันทีและตรวจสอบได้ยาก

ด้วยจำนวนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากการค้ายาเสพติด ทำให้เครือข่ายเหล่านี้สามารถสร้างและขยายอิทธิพลครอบงำผู้คุมหรือพัศดีเรือนจำต่างๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการค้ายาเสพติดในรูปแบบต่างๆ เช่น การช่วยกันลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาในเรือนจำ

มีผู้เล่าว่า พัศดีหรือผู้คุมตามเรือนจำในจังหวัดต่างๆ มักมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้น "ขาใหญ่" ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำเดียวกันก็จะสั่งให้บรรดาลูกสมุนไปสืบดูว่า ลูกเมียของผู้คุมอยู่ที่ไหน จากนั้นก็จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในเชิงบังคับให้ร่วมมือในการค้ายา มิเช่นนั้นแล้วลูกเมียของผู้คุมอาจเป็นอันตราย และถ้าร่วมมือด้วยยังจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าด้วย

"ขาใหญ่" ในเรือนจำ ยังดึงผู้ต้องราชทัณฑ์ที่มีประวัติอาชญากรรมโชกโชนมาเข้าเป็นพวกด้วยการเรียกมาเจรจาและให้สัญญาว่า จะดูแลลูกเมียที่อยู่ข้างนอกให้เป็นอย่างดี ทำให้เครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวขยายอิทธิพลในเรือนจำได้อย่างกว้างขวาง

ขบวนการค้ายาเสพติดในเรือนจำจึงมีอิทธิพลมาก ต้องอาศัยการทุ่มเททรัพยากรและการวางแผนอย่างรัดกุมในการปราบปรามแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่องเท่านั้น จึงจะประสบผล

ไม่ใช่ทำแบบฉาบฉวยตื้นเขินด้วยการเดินสายตรวจเพื่อให้สื่อมวลชนทำข่าวหรือแค่ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือให้ดูตื่นเต้นเท่านั้น

ทฤษฎีนักปกครอง ฉบับ "หมอเลี๊ยบ-สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี"

ที่มา มติชน



นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บรรยายพิเศษ เรื่อง "ยุทธศาสตร์ใหม่ ปฏิรูปสังคมไทย" ในงานอบรม โครงการผู้นำ-นำการเปลี่ยนแปลง รุ่น 2 (Leadership for Change) จัดโดยมูลนิธิสัมมาชีพ ร่วมกับเครือมติชน ที่อาคารข่าวสด เมื่อวันที่ 27 มี.ค. ตอนหนึ่งว่า "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เคยกล่าวไว้ว่า If at first, the idea is not absurd, then there is no hope for it. ซึ่งหมายความว่า ถ้าเราคิดแบบเดิม ก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิม แต่ถ้าเราคิดให้แปลก อาจมีความหวังขึ้นมาได้ เหมือนกรณีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ครั้งที่เสนอครั้งแรกเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คนฟังก็หัวเราะไม่คิดว่าเป็นไปได้ ผู้สมัครส.ส.ก็ไม่กล้านำไปหาเสียง แม้แต่พรรคได้ตั้งรัฐบาลแล้วก็ยังพูดกันว่าไม่สามารถทำได้จริง แต่กลับทำให้เกิดการปฏิรูประบบสาธารณสุขครั้งใหญ่ เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างการจัดการทั่วประเทศ


อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ในความเป็นจริง ปัญหาของสังคมไทยไม่ได้ต่างจากปัญหาของสังคมโลก ซึ่งตรงนี้เราไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ แต่สามารถเรียนรู้จากประเทศอื่นแล้วนำมาประยุกต์ใช้กับประเทศเราได้ และพัฒนาต่อให้ดีขึ้น เห็นได้จากนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยเห็นตัวอย่างเมืองนอก ก็นำเข้ามาในประเทศไทยจนกลายเป็นที่นิยม เช่น กรณีคุณตัน ภาสกรนที อดีตผู้บริหารโออิชิ ทำร้านถ่ายรูปแต่งงานหรือบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่น


นพ.สุรพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั่วโลก โดยตนเห็นว่าจะเกิด ความ(น่าจะ)เปลี่ยนแปลงภายในปี 2020 ขึ้น ดังนี้ เราจะต้องใช้ "ข้อมูล" จากข่าวสาร ทั้งอ่านหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ต และเว็บไซต์ มาสังเคราะห์เป็น "ความรู้" และนำไปใช้เป็น "ทักษะใหม่" เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ จะมี "เทคโนโลยีชีวภาพ" ซึ่งเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ตนเคยคุยกับนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกคนหนึ่ง เขาบอกว่ากำลังทดลองสกัดแบคทีเรียเพื่อย่อยพืช เป็นน้ำมันรถยนต์ อีกไม่นานน่าจะสำเร็จ ซึ่งเทคโนโลยีชีวภาพตัวนี้เองจะเป็นคลื่นลูกที่สี่ต่อมาจากคลื่นลูกที่สาม (สังคมข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ)


ในยุคสมัยหน้าเป็นสมัยแห่งปัจเจกชน และการแบ่งสันปันส่วนการเป็นแกนนำ รวมถึงแนวคิดแบบ "One world, one mind, one time" คนส่วนใหญ่จะมีความคิดคล้ายกัน มองคล้ายกัน ในเวลาเดียวกัน เห็นได้จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นหรือเหตุการณ์ที่ลิเบีย ที่เรารู้ข่าวหลังเกิดเหตุไม่กี่นาที แสดงว่าโลกเล็กลงแล้ว


อดีตรมว.คลัง กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ปกครองประเทศที่ดีตามหลักลัทธิเต๋า กล่าวถึงหลักผู้ปกครองไว้ว่า ผู้ปกครองที่ดีที่สุดนั้น ราษฎรเพียงแค่รู้ว่ามีเขาอยู่, ผู้ปกครองที่ดีรองลงมา ราษฎรรักและยกย่อง, ผู้ปกครองที่ดีรองลงมา ราษฎรกลัวเกรง และผู้ปกครองที่ดีรองลงมา ราษฎรชิงชัง เมื่อนักปกครองขาดศรัทธาในเต๋า มักต้องการให้ประชาชนมาศรัทธาในตน แต่สำหรับนักปกครองที่ยอดเยี่ยมนั้น เมื่อภารกิจเสร็จสิ้นลงแล้ว การทำงานได้ลุล่วงลงแล้ว ราษฎรพากันภาคภูมิใจและกู่ก้องว่า การงานนั้นล้วนสำเร็จลงด้วยความสามารถของเขา

จับกระแส"ปุระชัย"ลงเลือกตั้ง

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



1.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

2.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

จากการที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรมว.มหาดไทย เปิดตัวพร้อมลงสมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาสันติ ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่าจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาสันติ นำทัพสู้เลือกตั้ง

เป้าหมายหลักอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ฐานเสียงสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย

ชื่อของร.ต.อ.ปุระชัย จะจุดกระแสคนกรุงเทพฯ ติดหรือไม่ จะส่งผลแย่งชิงเก้าอี้ส.ส.ในพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน แกนนำพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย วิเคราะห์ไว้ดังนี้





1.ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

ส.ส.กทม. ผอ.พรรคประชาธิปัตย์

การมีชื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย ลงเล่นการเมืองในนามพรรคประชาสันติ พรรคประชาธิปัตย์คงไม่ต้องปรับอะไรมาก เราเตรียมตัวของเราเอง คงไม่กังวลว่า ใครจะลงตรงไหนในกทม.

พื้นที่กทม. เราต้องหาคนที่แข็งที่สุด 33 คน กรุงเทพฯ 23 คน ฝั่งธนบุรี 10 คน เราจะหาคนที่แกร่งที่สุด ไม่ว่าการแบ่งเขตออกมาอย่างไร คนกลุ่มนี้ 23 กับ 10 สามารถสลับไปสลับมาได้ ส.ส.กรุงเทพฯ ของพรรคมีความคล่องตัวพอที่จะขยับพื้นที่ได้

เราจะดูคนเก่าก่อนว่าเขาคุ้นเคยกับพื้นที่ตรงไหน แต่ตอนนี้มั่นใจว่าส.ส.ของเราทำพื้นที่มาเต็มที่ในเขตใหญ่ เมื่อมาเป็นเขตเล็กก็ต้องปรับตัวนิดหน่อย

การกลับมาเล่นการเมืองของ ร.ต.อ.ปุระชัย อาจทำให้ประชาชนหวั่นไหวได้ แต่ผมคิดว่าคนกรุงเทพฯ จะดูอันดับแรกคือ ชื่อพรรคว่าพรรคมีความมั่นคงขนาดไหนในการทำพื้นที่ โดยเฉพาะกทม. จากนั้นจึงจะพิจารณาเรื่องตัวบุคคล ว่ามีคุณภาพเป็นตัวแทนของเขาในพื้นที่กทม.ได้หรือไม่ แล้วถึงจะดูเรื่องชื่อเสียง

ทั้งนี้ ไม่ได้หวั่นไหวกับการที่ร.ต.อ.ปุระชัย มาลงเล่นการเมือง โดยเฉพาะสนามกทม. เรารู้ว่าพรรคขนาดเล็กหรือขนาดกลางต้องพยายามจัดทัพเพื่อสอดแทรกพื้นที่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเราทำการบ้านอยู่ตลอด ครั้งนี้เราพยายามปรับเพื่อให้ไม่เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

3.วิชาญ มีนชัยนันท์

4.องอาจ คล้ามไพบูลย์



เราหวังว่าส.สในพื้นที่กรุงเทพฯ 30 คน ต้องได้กลับมาอย่างน้อย 30 คน



2.น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ส.ส.กทม. แกนนำภาคกทม. พรรคเพื่อไทย

คงเร็วเกินไปที่จะพูดถึงผลกระทบของพรรคประชาสันติต่อฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย เพราะตอนนี้เราทราบเพียงว่าพรรคประชาสันติ จะมีร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นหัวหน้าพรรคเท่านั้น

แต่องค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจของพี่น้องชาวกทม. คือผู้สมัคร และนโยบายของพรรค ยังไม่มีออกมา จึงตอบไม่ได้ว่ามีผลเป็นคุณหรือเป็นโทษกับพรรคเพื่อไทย จึงต้องรอดูสักนิด

อย่างไรก็ตาม การที่มีพรรคการเมืองเสนอตัวขึ้นมาเป็นทางเลือกให้ประชาชนถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เหนืออื่นใด สิ่งที่จะทำให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุด และมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงของพรรคการเมืองทุกพรรค คือการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม

สำหรับพรรคเพื่อไทยวันนี้ มีความเชื่อมั่นในพื้นที่กทม.สูงขึ้นมาก หลังจากรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาล บริหารราชการผิดพลาด ก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของประชาชน เกิดภาวะข้าวยากหมากแพง ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบกับพี่น้องคนกทม.โดยตรง

ทำให้ประชาชนต้องการเปลี่ยนกลับไปหาพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ดี มีประสบการณ์และเคยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้สำเร็จมาแล้ว อย่างพรรคเพื่อไทย จึงมีเสียงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยมากขึ้น

จึงมั่นใจว่าในการเลือกตั้งทั่วไปที่รัฐธรรมนูญลดส.ส.เขตในกทม.เหลือ 33 เขต พรรคเพื่อไทยน่าจะได้ส.ส. 20 คนขึ้นไป



3.วิชาญ มีนชัยนันท์

ส.ส.กทม. ประธานภาคกทม. พรรคเพื่อไทย

ส่วนตัวเห็นว่าทุกครั้งที่จะมีการเลือกตั้ง ย่อมมีกลุ่มทางการเมืองที่จะเสนอตัวมาเป็นทางเลือกใหม่ รวมทั้งสถานการณ์ที่คนมีความสับสนเพราะเหตุการณ์ทางการเมือง ก็อาจมองว่าเป็นทางเลือกให้ประชาชนได้

แต่หากดูตัวบุคคลที่ก่อตั้งพรรค คนที่เป็นคอการเมืองพอจะรู้ว่าทุกคนล้วนแล้วแต่เป็นนักการเมืองเก่าทั้งนั้น บางคนอาจเว้นวรรค ไม่ลงสมัครส.ส.ด้วยเหตุผลบางประการ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นของใหม่

อย่างตัวร.ต.อ.ปุระชัย เองก็เคยเล่นการเมืองกับพรรคพลังธรรม แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนมาได้โอกาสในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ตำแหน่งรมว.มหาดไทย นโยบายต่างๆ อาทิ จัดระเบียบสังคมก็เป็นนโยบายของรัฐบาลในสมัยนั้น

ผมคิดว่า คนกทม.ทราบดีว่าตอนนี้การเมืองเป็นการแข่งขันระหว่าง 2 ขั้วการเมืองใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยหรือพรรคไทยรักไทยเดิม การต่อสู้ก็ยังอยู่แค่นี้ แต่อาจมีประชาชนที่ยังสับสน จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีการตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับ

นอกจากนี้ หากดูคนรอบข้างและนายทุนของพรรค พบว่ามีความเกี่ยวพันกับกลุ่มก้อนการเมืองใด บางพรรคอาจไม่มีฐานเสียงในกทม. ก็ต้องตั้งพรรคไว้เป็นสาขา เพื่อให้เป็นทางเลือกของคนกทม. หรืออาจตั้งพรรคไว้เพื่อรวมเสียงเข้าร่วมเป็นรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในระยะยาวพรรคประชาสันติจะไม่มีผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย เพราะประชาชนรู้เท่าทันแล้ว



4.องอาจ คล้ามไพบูลย์

รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ประธานส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์

การเลือกตั้งในกรุงเทพฯ คนที่ลงสมัครรับเลือกตั้งโดยเฉพาะระดับนำของแต่ละพรรค ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น

นอกจากนี้ การเลือกตั้งในเขตกรุงเทพฯ ยังเป็นเวทีที่แต่ละพรรคคัดเลือกผู้สมัครที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดมาลง ซึ่งร.ต.อ.ปุระชัย คงจะคัดเลือกผู้สมัครที่มีความเหมาะสมที่สุดมาลงเช่นกัน

ผมขอต้อนรับร.ต.อ.ปุระชัย กลับเข้ามาสู่แวดวงการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง ที่ผมบอกว่าเรายินดีต้อนรับ เพราะเรามีประสบการณ์ในการแข่งขันกับพรรคใหม่ หรือผู้สมัครใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เปลี่ยนมาแล้วหลายพรรค สลับสับเปลี่ยนมาเรื่อย

ถ้าย้อนหลังไปไกลหน่อยอาจเป็นพรรคประชากรไทย พรรคกิจสังคม พรรคพลังธรรม พรรคนำไทย แต่ละพรรคล้วนแต่เป็นพรรคที่มีผู้นำพรรคมีชื่อเสียงทั้งนั้น ดังนั้น สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นกระบวนการแข่งขันเลือกตั้งตามปกติ

และการที่ ร.ต.อ.ปุระชัย เป็นที่ชื่นชอบของคนกรุงเทพฯ พรรคต้องปรับกลยุทธ์อะไรหรือไม่นั้น ต้องดูว่าผู้สมัครเป็นใคร เพราะการแข่งขันในการเลือกตั้งมีหลายองค์ประกอบรวมๆ กัน

ชัยชนะไม่ได้ขึ้นกับผู้นำพรรคเท่านั้น แต่ต้องอาศัยทั้งชื่อเสียงของพรรค ชื่อเสียงของผู้นำพรรค ชื่อเสียงของผู้สมัคร รวมทั้งนโยบายที่ถูกใจประชาชน กระแสการเมืองและสถานการณ์ในขณะนั้น

และขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจนในด้านอื่น คงต้องดูความชัดเจนมากขึ้นเพราะตอนนี้เราได้ยินเฉพาะชื่อของ ร.ต.อ.ปุระชัย เท่านั้น ส่วนเรื่องของพรรค และผู้สมัครก็ยังไม่ชัดเจน นโยบายก็ยังไม่มี

พี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ เท่าที่ตนมีประสบการณ์ เวลาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งจะพิจารณาด้วยความรอบคอบจากหลายองค์ประกอบด้วยกัน

ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งต้องยอมรับว่ามีคนลงมาสมัครแข่ง ยิ่งมีคู่แข่งเพิ่มเท่าไหร่เราก็ต้องทำงานหนักมากขึ้นเท่านั้น และทุกพรรคถือว่าเป็นคู่แข่งสำคัญทั้งนั้น

เลิกฟุ้งซ่าน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



อาจเป็นเพราะ นายกฯ อภิสิทธิ์ ประกาศจะยุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค.

ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นยังเหลือเวลาอีกเดือนเศษ มากพอให้ใครต่อใครทั้งฝ่ายที่อยากและไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง คิดฟุ้งซ่านไปต่างๆ นานา

บ้างกลัวว่าทหารจะปฏิวัติเสียก่อน บ้างก็กลัวกกต.ทั้ง 5 คนจะลาออกจนไม่เหลือใครทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง

เรื่องปฏิวัตินั้นที่จริงน่าจะจบไปตั้งแต่ 'บิ๊กตู่' พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ยืนยันกองทัพพร้อมสนับสนุนการเลือกตั้ง

และไม่ทำปฏิวัติเด็ดขาด

ตรงนี้ยังมีประเด็นสอดแทรกอยู่หน่อยตรงที่ บิ๊กตู่ พูดต่อไปด้วยว่า "ไม่ว่าพรรคใดขึ้นมาเป็นรัฐบาล ผมก็เป็นผบ.ทบ.เหมือนเดิม" ทำให้มีการนำไปตีความทำนองว่า 'เก้าอี้ข้าใครอย่าแตะ'

บิ๊กตู่ เลยร้อนใจต้องรีบออกมาอธิบายว่าที่พูดไม่ได้หมายความอย่างนั้น

ที่ต้องการสื่อความหมายจริงๆ คือไม่ว่าพรรคใดมาเป็นรัฐบาล ตนเองก็ไม่ได้มีตำแหน่งสูงขึ้นไปกว่านี้ ยังเป็นผบ.ทบ.เหมือนเดิม

พูดอีกอย่างคือทหารไม่จำเป็นต้องไป 'ล้มกระดาน' การเลือกตั้ง เพราะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วย

ทีนี้มาถึงเรื่องที่ นางสดศรี สัตยธรรม บ่นเบื่อการเมืองน้ำเน่า และบอกจะลาออกจาก กกต. ถ้าได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

ทำให้ฝ่ายที่อยากเห็นการเลือกตั้งตกอกตกใจเกรงว่า กกต.ที่เหลืออีก 4 คนอาจถอดใจตามอย่างนางสดศรี ไม่ต้องทั้ง 4 คน แค่อีก 2 คนก็เจ๊งทันที

เพราะกฎหมายกำหนดให้ กกต.ต้องมีอย่างน้อย 3 คนถึงจะคงสภาพทำหน้าที่ต่อไปได้

แต่ประเด็นนี้ก็น่าจะจบไปได้เช่นกัน

เนื่องจาก กกต. 4 คน โดยเฉพาะ นายประพันธ์ นัยโกวิท นายสมชัย จึงประเสริฐ นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น ต่างยืนยันพร้อมอยู่ทำหน้าที่ต่อไป

ขณะที่ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ใช้วิธี 'แทงกั๊ก' ว่าถ้ามีใครมากดดันก็จะลาออกเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มี ก็ไม่ออก

คิดในแง่ดี นายอภิชาต อาจแค่ต้องการพูดตีกันหรือดักคอไว้ก่อนเท่านั้น

คงไม่ได้จะชี้ช่องให้ฝ่ายผู้มีอำนาจ ฉวยโอกาสกด ดันเพื่อเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้ที่จะไม่มีการเลือกตั้ง

ฉะนั้น ควรเลิกฟุ้งซ่านกันได้แล้ว