WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, March 28, 2011

เสื้อแดงชนะเร็วไป!อันตราย!:บก.ลายจุด

ที่มา ประชาไท



โดย prainnสมบัติ บุญงามอนงค์
ร่วมเสวนางานเปิดตัวหนังสือ "ประชาธิปไตย เข้าใจไหม?"
บทเสวนาว่าด้วย สิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค
การเมืองภาคประชาน ธรรมาภิบาล และนิติรัฐ
ณ ตึก1 ห้อง103 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 26 มีนาคม 2554





Re:

โดย ice angel

บก.ลายจุด ยกตัวอย่างอ.จรัล บอกว่า มันเป็นปรากฏการณ์การดีเบท
นิยามการเป็นประชาธิปไตยและช่วงนี้เป็นช่วงการช่วงชิงนิยามความเป็นประชาธิปไตย

เรื่องที่เสื้อแดงพูดน้อยที่สุดคือ พูดเรื่องความเป็นประชาธิปไตย
ผมรู้สึกว่าแม้จะเป็นช่วงหัวเลี้ยงหัวต่อ ทางประวัติศาสตร์
เป็นการตื่นตัวในระหว่างการสู้รบ แต่ไม่ได้ถูกจัดการศึกษาทางการเมือง
มันรบทางการเมือง ไม่ได้ฝึกการบำเพ็ญเพียรภาวนา
เราใช้ความโกรธเกลียดกันอย่างต่อเนื่อง ....

ผมมีความเห็นว่า ด้วยบรรยากาศแบบนี้มันจะสร้างความคัดแย้ง
ถ้าเรายังมีสติอยู่บ้าง เราต้องฉกฉวยบ่มเพาะ สถานการณ์แบบนี้
โดยไม่ติดไปกับกับดัก การสู้รบกันแบบเสียเพื่อนเสียมิตรนั้น
เราต้องใช้โอกาสนี้ศึกษาและสร้างประชาธิปไตย

การล้มอำมาตย์ก็ไม่เกิดประชาธิปไตย
บางทีผมนึกกลัว ถ้าเสื้อแดงชนะเร็วไปผมยังนึกกลัว
ถ้าเรามีเป้าหมายเดียวกันคือสร้างประชาธิปไตย ผมอยากดึงเรื่องนี้ให้ยาวที่สุด
ด้วยบรรยากาศแบบนี้จะทำให้เราช่วงชิงสร้างกระบวนการเรียนรู้ประชาธิปไตย
เมล็ดพันธุ์มหาศาลที่เราจะบ่มเพาะปลูกสร้าง ในปัจจุบันนี้ไม่มีการบ่มเพาะ
การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ประชาธิปไตยที่มันกลมกล่อม
มันต้องมีทุกระดับการออกแบบในทุกระดับ และกลายเป็นวัฒนธรรม

คนนั้นสนใจและเบื่อการเมืองไปพร้อมกัน เพราะมันถูกกระทบ
ที่มันเบื่อการเมืองเพราะมันไม่คืบหน้า มันไม่เข้าใจมันไม่ก่อประโยชน์มันเสียเวลา
หากเราตอบโจทย์ของการเมืองได้ ตามการเมืองสนุก เขาตอบโจทย์มันได้

ดังนั้นเราสร้างกระบวนการให้มันกลมกล่อมกันได้เราจะสนุก
ปรากฏการณ์ตาสว่าง เกิดผลทางจิตวิทยา
ตาสว่าง เป็นภาวะปิดิ มีความสุข
กูรู้แล้ว มรึงรู้แล้วหรือยัง

อ่านข้อเสนอแก้กฎหมาย 112 และคำอภิปรายของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา ประชาไท

วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นตัวแทนกลุ่มนิติราษฏร์ในการนำเสนอประเด็นในการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยระบุว่าโดยหลักการแล้วสามารถสรุปได้เป็น 7 ประการ (อ่านรายละเอียดเหตุผล และการปรับแก้โดยละเอียดได้ด้านล่างสุด) ทุกข้อมีเหตุผลรองรับในทางวิชาการ โดยที่ทางกลุ่มฯ ไม่ประสงค์จะเคลื่อนไหวในทางการเมือง แต่หากใครจะนำไปรณรงค์ต่อก็ยินดี นอกจากนี้ข้อเสนอนี้ยังเป็นข้อเสนอประนีประนอมที่สุด แม้จะไม่แก้ปัญหาให้หมดไป แต่ก็น่าจะทำให้ปัญหาบรรเทาเบาบางได้ นอกจากนี้การนำเสนอและรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ยังเป็นการรับฟังความเห็นครั้งที่หนึ่ง ซึ่งยังจะรับฟังข้อถกเถียงทางวิชาการต่อไปอีกในครั้งหน้า ที่สำคัญ อยากเรียกร้องต่อนักวิชาการต่างๆ ให้มีปฏิกริยาต่อข้อเสนอนี้และแสดงข้อคิดเห็นไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือเห็นต่าง
ข้อเสนอ 7 ประการ สรุปได้ดังนี้
1.ยกเลิกมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพราะบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ปี 2519 ขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
2.เพิ่มเติมลักษณะความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา แทนที่จะเอาไว้ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
3.แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ เช่น การปลงพระชนม์ การประทุษร้าย
4.โทษจากเดิมให้จำคุก 3-15 ปีให้เปลี่ยนเป็นไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ, ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดนี้ต่อพระมหากษัตริย์, ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดนี้ต่อพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
5. เพิ่มเหตุยกเว้นความผิดให้การติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่มีความผิด
6.เพิ่มเหตุยกเว้นโทษความผิดฐานต่างๆในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ถ้าข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี การพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์
7.ผู้มีอำนาจกล่าวโทษเปลี่ยนจากบุคคลทั่วไปเป็นสำนักราชเลขาธิการ
คำอภิปรายของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ในที่สุดแล้วตัวบทกฎหมายเป็นสิ่งที่ขึ้นกับอุดมการณ์ทางการเมือง การตีความของศาลก็ไม่ได้แยกกันอยู่แบบโดดๆ ต่อให้เราแก้กฎหมายทั้งหลายแหล่ได้เอง ศาลจะตีความแบบให้เสรีภาพไหม ก็ไม่ ซึ่งเป็นความเห็นตรงกัน แต่มีปัญหาว่าการเสนอกฎหมายที่เป็นรูปธรรมอาจเกิดปัญหา สมมติ ถ้าใครดูหนัง JFK คงจะรู้ว่าโอลิเวอร์ สโตน มองว่ารองประธานาธิบดีเป็นคนวางแผนฆ่า โดยการปะติดปะต่อเหตุการณ์เชื่อมโยงเอาเอง เคสแบบนี้เป็นการเสนอความเป็นจริงที่เป็นข้อยกเว้นความผิดหรือเปล่า ถ้ามีการเสนอกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ในทิศทางเดียวกัน นี่จะเป็นขอยกเว้นหรือไม่ แน่นอนว่าในสหรัฐถือว่เป็นการแสดงความเห็นที่ได้รับการคุ้มครอง
ประเด็นการเสนอบทลงโทษ ยังเป็นระดับที่เท่ากันกับสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์นั้นได้รับการคุ้มครองในฐานะประมุขของรัฐ แต่กฎหมายที่คณะนิติราษฎร์เสนอนี้ให้ความคุ้มครองพระราชินี รัชทายาทด้วย ซึ่งต้องถือเป็นสามัญชน
กลับมาถึงประเด็นที่สำคัญมากๆ ลำพังตัวกฎหมายไม่มีความหมายโดยตัวเอง กฎหมายโดยตัวมันเองไม่มีอะไรหรอก ฝรั่งก็มีบทบัญญัติแบบนี้ แต่มันไม่มีความหมายอะไรเลย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเสนอแก้โดดๆ ไม่ได้ ซึ่งเป็นข้อสรุปของอาจารย์วรเจตน์ด้วยซ้ำ ต้องแก้กฎหมายไปพร้อมอุดมการณ์ ข้อเสนอของผมคือให้ยกเลิกอุดมการณ์ไปพร้อมๆ กัน ดังที่ก่อนหน้านี้ตัวเองเคยนำเสนอข้อเสนอ 8 ข้อไว้แล้ว เพราะกฎหมายหมิ่นไม่ได้อยู่ด้วยตัวเอง แต่อยู่ในระบบคิดที่ใหญ่โตมาก
ตัวกฎหมายนั้นเสนอได้ แต่ต้องเสนอให้ยกเลิกอย่างอื่นไปพร้อมๆ กันด้วย กรณีญี่ปุ่นเป็นกรณีที่น่าศึกษามาก จริงๆ แล้วในบรรดาประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็มักจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญว่าพระมหากษัตริย์เป็นที่เคารพสักการะ หรือไม่ก็ละเมิดไม่ได้ แต่ไม่เคยใช้สองคำนี้ด้วยกัน กรณีญี่ป่นที่เป็นต้นแบบของรัฐธรรมนูญที่ไทยลอกมานั้นเคยเขียนไว้เช่นนั้น แต่ตอนนี้ในรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นไม่มีคำนี้อยู่เลย แต่ใช้คำกลางๆ คือคำว่าสถาบันกษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์ถึงความสามัคคีของประชาน
ไทยมาถึงจุดที่ว่าการใช้อำนาจที่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์นั้น มาถึงจุดที่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ไม่อาจะบรรลุเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอประนีประนอมที่คณะนิติราษฎร์เสนอนี้ มีความเสี่ยง คือภายใต้อุดมการณ์หรือระบอบคิดทั้งหมด มันเป็นไปไม่ได้ หรือไม่เป็นประโยชน์นัก ข้อเสนอแบบนี้จะไม่ช่วยให้การอภิปรายกรณสวรรคตรัชกาลที่ 8 หรือกรณี 6 ตุลา ทำได้มากกว่านี้ ตราบใดที่ทุกสองทุ่มยังมีรายการข่าวแบบนี้ ตราบใดที่ทุกโรงเรียนยังมีการสั่งสอนแบบเดิม ต่อให้เกิดปาฏิหาริย์ทำให้แก้ไขกฎหมายได้ ก็ไม่มีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ที่ตนเสนอแนวทาง 8 ข้อไว้นั้น ประเด็นคือ อำนาจของพระมหากษัตริย์ไทยสะสมมาถึงจุดที่ว่าหากไม่เลิกก็ไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาไปพร้อมๆ กันได้
การนำเสนอของตนเองตลอดมานั้นอยากเสนอคนกลุ่มหนึ่งอยากให้ฟัง คือนักวิชาการ แต่กลับไม่มีผลอะไรเลย ผลสะเทือนกลับไปอยู่ที่มวลชนต่างๆ และตนรู้สึกผิดที่การที่ผมพูดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. (2553) มันทำให้คนทั่วไปกล้าพูด นำไปพูดและส่วนหนึ่งถูกจับ ทั้งที่จริงแล้วไม่ได้พูดอะไรซับซ้อนลึกลับ คนทั่วไปก็รู้และคิดได้ เราเป็นเสียงให้คนที่ไม่มีเสียงเราเพียงแต่พูดแทนเขาออกมา แต่ปัญหาคือ คนจำนวนมากพอฟังแล้วรู้สึกว่าพูดได้ เวทีเล็กทั้งหลายแหล่ก็เลยมีผลสะเทือนมาก และทำให้วงเสวนากลายเป็นม็อบไป
อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงกลุ่มที่จะรณรงค์ต่อจากนี้ไปว่า ประเด็นสถาบันกษัตริย์นั้น ขอเสนอ2 ข้อ คือ 1.เรื่องสองมาตรฐานเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ ถ้าเอาวิธีการแบบที่ทำกับสถาบัน มาใช้กับนักการเมือง เช่น มีข่าวทุกๆ สองทุ่ม และห้ามวิจารณ์นักการเมือง คุณจะทนได้แบบนี้ไหม ทำไมหมู่ปัญญาชนจึงสามารถทนเรื่องนี้ได้มากและนาน
อีกประเด็นคือ บทความใบตองแห้งซึ่งเพิ่งเขียนลงในเว็บไซต์ประชาไท คือ การเคารพสิทธิของคนที่รักในหลวง วิธีคิดพวกนี้มันผิดตรงที่ว่าเราไม่ได้จะละเมิดสิทธิเขา (คนที่รักในหลวง) เคยมีคนเสนอให้ลงประชามติ ซึ่งตนยินดีมาก แต่คำถามคือ การลงประชามติจริงๆ คืออะไร ถ้ามีรัฐบาลหนึ่งมีกฎหมายห้ามหมิ่นรัฐบาล มีการอบรมสั่งสอนประชาชนให้รักรัฐบาลมาเป็นสิบๆ ปี แล้วให้ลงคะแนนเสียง แล้วจะถือว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนจริงๆ ไหม ตนเองยินดีให้มีการลงประชามติ แต่ขอให้ทำตามแนวทางที่ตนเคยเสนอไว้8 ข้อ ลองใช้เป็นเวลาห้าปี แล้วมาลองลงประชามติกันดู
สิ่งที่แสดงออกกันตอนนี้ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิรักหรือเคารพในหลวงเลย อยากให้ตั้งคำถามกันดีๆ ว่าทำไมจึงเกิดการฆ่ากลางเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม (2553) คำถามง่ายมาก อภิสิทธิ์ไม่อยากลงจากตำแหน่ง ทั้งที่ ปชป. เคยยุบสภาด้วยเรื่องที่เล็กกว่านี้ ทุกคนยุบสภาด้วยเรื่องเล็กกว่านี้และกลับมาไม่ได้ รัฐบาลที่ยุบสภาแล้วกลับมาได้คือรัฐบาลทักษิณ ทำไมอภิสิททธิ์ไม่ยอม สุเทพ อนุพงษ์ไม่ยอม คำตอบง่ายๆ คือ กลัวพรรคเพื่อไทยชนะ ก็เพราะกลัวทักษิณขึ้นมา คำตอบก็คือกลัวว่าอำนาจความนิยมของทักษิณจะขึ้นมาเทียบกับสถาบันกษัตริย์ นี่คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด สมมติว่าวิกฤตการณ์การเมืองที่ผ่านมา การสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับราชวงศ์เลย แต่ปัญหาเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็ยังเป็นปัญหาใจกลางของเรื่องอยู่ดี เพราะคนจะไม่มีทางมาฆ่ากันถ้าสถาบันไม่ดำรงสถานะขนาดนี้ วิธีการแกก็คือต้องยุติสถานะนี้ คือเปลี่ยนให้เป็นองค์กรประมุขธรรมดาแบบญี่ปุ่น สวิสเซอร์แลนด์ ที่สำคัญ อยากขอร้องไปถึงปัญญาชนทุกคน ขอร้องว่าอย่าหลบซ่อนตัวเองไว้เบื้องหลังการรณรงค์เรื่องการตื่นรู้ในมาตรา112 เพราะมันไม่เพียงพอ อย่าหยุดแค่นี้ การเสนอให้ตื่นรู้ มันเหมือนกับตอนนี้ไฟกำลังไหม้บ้าน แล้วเรามาสอนกันว่าวิธีใช้ไม้ขีดไฟคืออะไร
นอกจากนี้การที่บอกว่าตนเสนออะไรใหญ่โต มันเป็นไปไม่ได้ มันไม่ใช่เพราะตน แต่เป็นเพราะสภาพการณ์ปัจจุบันนี้ต่างหาก
ตอบประเด็นอภิปราย
วรเจตน์: ในส่วนของความคิดเห็นของอาจารย์สมศักดิ์ เราก็เห็นประเด็นนี้ แต่ปัญหาคือเวลาเสนอตัวบทที่เป็นรูปธรรมก็มีข้อจำกัด ถูกรัดรึงอยู่โดยโครงสร้างของกฎหมายอาญาปัจจุบัน ลักษณะจึงออกมาแบบนี้ แต่ไม่ได้แปลว่ากลุ่มฯ พอใจกับการแก้ไขในลักษณะนี้ แต่ประเด็นเรื่องอัตราโทษเป็นประเด็นที่อภิปรายกันได้
ปัญหาใหญ่กลับไปที่ปัญหาเดิมคือ ปัญหาในแง่อุดมการณ์ว่าเรื่องนี้ต้องทำเป็นชุดใหญ่ ซึ่งก็มีเรื่องกฎหมายที่ต้องพูดถึง เช่น สถานะของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญในหมวดนี้ แต่นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ยังบกพร่องอยู่ และต้องพูดเรื่ององคมนตรี แต่ถือว่านี่คือการนับหนึ่งในการขับเคลื่อนต่อไปในทางวิชาการ
ทางกลุ่มฯ จะพยายามทำงานวิชาการในลักษณะนี้ต่อไปอีก แต่ก็มีปัญหาในแวดวงวิชาการ ผมรู้สึกและประเมินว่ามันมีความมืดมนอยู่ ผมไม่คิดว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการตอบรับในวงกว้าง ผมคิดว่าแวดวงวิชาการเองก็ไม่ต่างกับแวดวงอื่นๆ มันมีเครือข่าย มีผลประโยชน์ การจะให้ออกมาพูดในเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้น แม้แต่การคัดค้านก็ตาม
ปิยบุตร: ตอบ อ.สมศักดิ์ ว่า คนเราไม่ควรติดคุกด้วยคำพูด ถ้าทำได้ทั้งระบบคือเหลือแค่โทษปรับ ก็น่าจะเป็นไปได้ ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ยกเลิก ถ้าจะยกเลิกม.112 ก็ง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องมาคิดอะไรสลับซับซ้อน แต่สิ่งที่เสนอเราอยู่ในกรอบคือ เป็นข้อเสนอที่ประนีประนอมที่สุดแล้ว
ข้อเรียกร้องถึงกลุ่มคนอื่นๆ คือคนที่ดำรงสถานะแบบผม หรืออาจารย์สมศักดิ์ มีอภิสิทธิ์บางประการ มีข้อได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ อยู่ อาจจะไม่ใช่ข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ แต่ได้จากความเคารพนับถือ เสรีภาพทางวิชาการ เอาเงินส่วนรวมไปเรียนต่างประเทศ เมื่อได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ ก็ยิ่งต้องมีพันธะผูกพันต่อสังคมมากยิ่งกว่าปกติ
ผมสังเกตว่าหลังการเสวนาเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. 2553 ก็มีการพูดประเด็นเหล่านี้มาก ผมคิดถึงคนอย่างคุณดา ตอร์ปิโด ก็คือคนที่เขาอยากพูดแต่พูดไม่ได้ แต่เมื่อมีคนที่ไปส่งเสริมให้เขาพูด พอพูดแล้วก็โดนทุบอีก ภายใต้สังคมปัจจุบัน ไม่มีทางอื่นใดอีกเลยที่เราจะรักษาให้คนสามัญชนคนธรรมดาให้พูดเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างสอดคล้องกับประชาธิปไตย มันมีทางเดียวคือปัญญาชนทั้งหลายต้องออกมาช่วย ไม่ต้องไปผูกผ้าเป็นแกนนำหรอก ปัญญาชนคนหนึ่ง คนเดียวมันไม่พอ มันต้องพึ่งเป็นหลักร้อยหลักพัน และต้องทำให้เป็นประเด็นสาธารณ สถานการณ์ตอนนี้เขากำลังทยอยล่าเหยื่อ 112 ไม่ต้องกลัวว่าออกมาแล้วจะกลายเป็นลูกน้องสมศักดิ์ หรือกลายเป็นการ endorse (รับรองความชอบธรรม) ของขบวนการทางการเมือง
สำหรับรอยัลลิสม์ ต่อให้พวกท่านหลอกตัวเองอย่างไรก็ตาม แต่ด้วยมันสมองของท่าน ท่านสามารถประเมินได้อยู่แล้วว่า สถานการณ์แบบที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้จะดำเนินต่อไปอย่างนี้ได้ในอนาคตหรือ
มนุษย์อยู่ที่ไหนก็เป็นมนุษย์ มันมีสิทธิเสรีภาพ สักวันเขาก็จะรู้ว่าไม่มีใครมาอ้างสิทธิความชอบธรรมเหนือกว่าคนอื่น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ฝ่านรอยัลิสม์ทั้งหลายกังวลใจ แต่ได้โปรดเถิด แทนที่ท่านจะเอาพลังพวกนี้ไปแปรเปลี่ยนเป็นพลังอะไรก็ได้เพื่อรักษาสถานะพิเศษ ท่านเอาพลังเหล่านี้มาปรับตัวให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตยไม่ดีกว่าหรือ ในโลกปัจจุบัน สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งที่ตกยุคสมัยไปแล้ว วิธีเดียวที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์อยู่รอดต่อไป คือการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย สอดคล้องกับประชาธิปไต
000000000000000000000
ข้อเสนอ
การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท
พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์
โดยตระหนักว่ามนุษย์ ไมว่าจะชาติกำเนิดใด ดำรงตำแหน่งสถานะใด ย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีเสรีภาพ มีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีเหตุผล มีความสามารถอดทนอดกลั้นต่อความคิดเห็นที่แตกต่างและในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่จะขาดเสียมิได้ หากจะมีการจำกัดเสรีภาพดังกล่าว รัฐต้องกระทำเท่าที่จำเป็น และจะจำกัดจนถึงขนาดกระทบต่อสารัตถะแห่งเสรีภาพนั้นมิได้
กฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำาเร็จราชการแทนพระองค์ มีความไม่เหมาะสมทั้งในแง่ของโครงสร้างของบทบัญญัติ อัตราโทษ และการบังคับใช้ ประกอบกับกฎหมายดังกล่าวไม่มีการยกเว้นความผิดในกรณีที่บุคคลติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริตเพื่อรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญและการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งในปัจจุบันปรากฏชัดว่ากฎหมายดังกล่าวเปิดช่องให้บุคคลนำาไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือนำไปใช้โดยไม่สุจริตและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ คณะนิติราษฎร์จึงเห็นควรเสนอแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาต
มาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
ประเด็นที่ 1
การดำรงอยู่ของมาตรา 112
ข้อเสนอ
ยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา
เหตุผล
1. มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันได้รับการบัญญัติขึ้นโดยคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 วันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็น “กฎหมาย” ของคณะรัฐประหาร บทบัญญัติในมาตรานี้จึงขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย
2. ข้อเสนอของคณะนิติราษฎร์เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบทบัญญัติต่างๆ ในประมวลกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ จึงจำเป็นต้องยกเลิกบทบัญญัติมาตรา 112 ในลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพื่อนำไปบัญญัติขึ้นใหม่เป็นลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ประเด็นที่ 2
ตำแหน่งแห่งที่ของบทบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับเกียรติยศและชื่อเสียงของ
พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ข้อเสนอ
1. เพิ่มเติมลักษณะ .../... ความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
2. นำบทบัญญัติเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระ
มหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปบัญญัติไว้ในลักษณะ .../...
เหตุผล
โดยลักษณะของความผิด ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่มีสภาพร้ายแรงถึงขนาดกระทบกระเทือนต่อการดำารงอยู่ ต่อบูรณภาพ และต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ประเด็นที่ 3
ตำแหน่งที่ได้รับการคุ้มครอง
ข้อเสนอ
แบ่งแยกการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระมหากษัตริย์ออกจากการคุ้มครองสำหรับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ดังนี้
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ต้องระวางโทษ ...”
มาตรา ... “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษ ...”
เหตุผล
เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งแยกการคุ้มครองระหว่างตำแหน่งพระมหากษัตริย์กับตำแหน่งพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในความผิดฐานอื่นๆ กล่าวคือ
· ความผิดฐานปลงพระชนม์พระมหากษัตริย์ (มาตรา 107)
· ความผิดฐานปลงพระชนม์พระราชินี รัชทายาทและความผิดฐานฆ่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 109)
· ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระมหากษัตริย์ (มาตรา 108)
· ความผิดฐานกระทำการประทุษร้ายพระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (มาตรา 110)
ประเด็นที่ 4
อัตราโทษ
ข้อเสนอ
1. ไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ
2. ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์
3. ลดอัตราโทษให้เป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ สำาหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เหตุผล
1. ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีการกำาหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ดังนั้น ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงยิ่งไม่ควรมีการกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำในความผิดฐานดังกล่าว
2. เปิดโอกาสให้ศาลได้ใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษน้อยเพียงใดก็ได้ตามควรแก่กรณี
3. เป็นการคุ้มครองบุคคลในตำาแหน่งพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้สมแก่สถานะแห่งตำแหน่ง จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงที่สูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความร้ายแรงของการกระทำอันเป็นความผิดกับโทษที่ผู้กระทำความผิดนั้นควรได้รับ อันเป็นไปตามหลักความพอสมควรแก่เหตุซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ จึงกำหนดให้มีอัตราโทษขั้นสูงลดลงจากเดิม
4. โดยเหตุที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ ซึ่งมีสถานะแตกต่างจากพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จึงกำหนดอัตราโทษขั้นสูงให้แตกต่างกัน
หมายเหตุ : อัตราโทษสำหรับการหมิ่นประมาทในกรณีอื่น ๆ จะต้องปรับให้รับกับข้อเสนอนี้ต่อไป
ประเด็นที่ 5
เหตุยกเว้นความผิด
ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นความผิด ดังนี้
มาตรา ... “ผู้ใด ติชม แสดงความคิดเห็น หรือแสดงข้อความใดโดยสุจริต เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อธำรงไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการ หรือเพื่อประโยชน์สาธารณะ ผู้นั้นไม่มีความผิดตามมาตรา ... และมาตรา...”
เหตุผล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 45 รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อการดังกล่าว ไม่สมควรเป็นความผิดทางอาญา
ประเด็นที่ 6
เหตุยกเว้นโทษ
ข้อเสนอ
เพิ่มเติมเหตุยกเว้นโทษ ดังนี้
มาตรา ... “ความผิดฐานต่างๆในลักษณะนี้ ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อความนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
ถ้าข้อที่กล่าวหาว่าเป็นความผิดนั้นเป็นเรื่องความเป็นอยู่ส่วนพระองค์หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวแล้วแต่กรณี และการพิสูจน์นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ห้ามมิให้พิสูจน์
เหตุผล
แม้การกระทำานั้นเป็นความผิด แต่หากการกระทำนั้นเป็นการแสดงข้อความที่เป็นจริง และเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ก็สมควรได้รับการยกเว้นโทษ
ประเด็นที่ 7
ผู้มีอำนาจกล่าวโทษ
ข้อเสนอ
1. ห้ามบุคคลทั่วไปกล่าวโทษว่ามีการกระทำาความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
2.ให้สำนักราชเลขาธิการเป็นผู้กล่าวโทษว่ามีการกระทำาความผิดเกี่ยวกับพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
เหตุผล
1. เพื่อมิให้บุคคลทั่วไปนำาบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือนำไปใช้โดยไม่สุจริต
2.โดยเหตุที่สำนักราชเลขาธิการเป็นหน่วยงานของรัฐ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ จึงสมควรให้ทำาหน้าที่ปกป้องพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และเกียรติยศของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
ธีระ สุธีวรางกูร
สาวตรี สุขศรี
ปิยบุตร แสงกนกกุล
คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
ท่าพระจันทร์, 27 มีนาคม 2554.
นิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร www.enlightened-jurists.com
ท่านสามารถดาวน์โหลดข้อเสนอ+ร่างพระร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฯ ฉบับเต็มได้ที่

http://www.enlightened-jurists.com/blog/27

ตัวช่วยเฮือกสุดท้ายของวีระ & ราตรี

ที่มา Thai E-News



โดย ปาแด งา มูกอ
28 มีนาคม 2554

ญาติวีระ-ราตรีจ่อขอทักษิณช่วยถ้านายกฯเหลว (ข่าว:ไอเอ็นเอ็น)

ส.ส. ปชป."พนิช" นำญาติ "วีระ-ราตรี" ยื่นหนังสือถึง นายกฯ ให้ความช่วยเหลือ ใน 7 วัน หากพ้นกำหนด อาจพึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ

นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นำญาติของ นายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ที่ถูกคุมขัง ในเรือนจำประเทศกัมพูชา เข้ายื่นหนังสือถึงนายกฯ เพื่อขอให้รัฐบาล เร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือทั้ง 2 คน ภายใน 7 วัน

ซึ่งน้องชายของนายวีระ เปิดเผยว่า หลังจาก 7 วัน ตามกำหนด ยังไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาล ทางญาติก็จะหาวิธีดำเนินการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยหาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ยื่นมือเข้ามาช่วยเจรจากับทางกัมพูชา พวกตนก็ยินดีและพร้อมจะให้ดำเนินการในทุกช่องทาง เพราะไม่เคยยึดติดกับกลุ่มการเมืองใด

ขณะเดียวกัน ล่าสุดที่ญาติได้เดินทางไปเยี่ยม นายวีระ ก็พบว่า อาการป่วยดีขึ้นมากตามลำดับ ด้าน นายพนิช ก็เชื่อว่า นายวีระ ไม่ต้องการให้มีการปลุกระดมทางเครือข่ายใด ๆ ทั้งสิ้น โดยต้องการเพียงแต่ให้ รัฐบาล เจรจากับทางกัมพูชา และได้รับการอภัยโทษโดยเร็วที่สุด


ผมอ่านข่าวพาดหัวในเรื่องนี้แล้ว ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ พ่อเจ้าประคุณ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ สายลับสมัครเล่น ในคดีจารกรรมตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และศาลได้ตัดสินจำคุก 7 ปี ปรับ 10 ล้านเรียล

เหตุการณ์ครั้งนั้นถ้าผมจำไม่ผิด เห็นท่าน พลเรือเอก บรรณวิทย์ เก่ง..(อะไรผมจำไม่ได้) อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหมและสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า การจับวิศวกรไทยในเขมรแท้จริงแล้วเป็นแค่แผนสร้างวีรบุรุษกำมะลอ ซึ่งจะไม่ยอมให้คนไทยถูกหลอกลวงด้วยการเล่นปาหี่เช่นนี้ ตอนแรกที่ได้ข่าวคนไทยถูกจับในเขมร ก็รู้สึกตกใจและเป็นห่วง เพราะเข้าใจว่าเขมรต้องการสร้างสถานการณ์ที่จะก่อสงครามกับประเทศไทย แต่ครั้น ตรวจสอบข่าวสารทางลึก ก็พบว่า เป็นแค่แผนการสร้างวีรบุรุษกำมะลอเพื่อให้นักโทษชายทักษิณ-เป็นพระเอกเท่านั้น (กับอีแค่แผนสร้างวีรบุรุษ แค่นี้น่ะ เด็กชั้น ป.4 มันก็รู้แล้ว นี่ถึงขนาดลงทุนตรวจสอบข่าวสารทางลึกเลยน่ะนี่ สุดยอดๆ) ตัวละครที่เกี่ยวข้อง เริ่มถูกเปิดเผยออกมาแล้วว่าผู้ถูกจับ เป็นลูกจ้างของบริษัทในเครือข่ายของนักโทษชายทักษิณ ถูกโทรศัพท์ตามตัวด่วนเพื่อรับทราบแผนการก่อนถูกจับ แล้วปล่อยข่าวว่ามีแผนสังหารนักโทษชาย โดยผู้ถูกจับเป็นสายลับไปลักลอบตรวจสอบเที่ยวบินของนักโทษชาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นสายลับ และไม่ได้เกี่ยวข้องในเรื่องการเมืองใดๆ เลยเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น ส่วนมารดาของผู้ถูกจับก็เป็นเครือญาติของนักการเมืองใหญ่ที่เพิ่งเข้าพรรคเพื่อไทย แกล้งออกมาโวยวายว่าลูกป่วยหนัก หากขาดยาอาจเสียชีวิต ทั้งๆ ที่ความจริงไม่ได้ป่วยดังที่พูดถึงเลย เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อกดดันรัฐบาล

พลเรือเอก บรรณวิทย์ สรุปว่าปาหี่เรื่องนี้ทำขึ้นโดยมีเป้าหมาย 3 ประการ คือ ช่วงแรก ต้องการสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลไทย และต้องการตบหน้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ทำให้เกิดพะว้าพะวัง ในวันที่นักโทษชายอยู่ในเขมร และจะจบลงด้วย วีรบุรุษ คือ นักโทษชายทักษิณ ( โอ้แม่เจ้า เป้าหมาย 3 ประการ ของแก ไม่รู้คิดออกมาจากส่วนไหนของร่างกาย โคตรสุดยอดจริงๆ )

อย่างไรก็ตาม นายศิวรักษ์ ชุติพงษ วิศวกรไทย ได้เปิดใจหลังจากที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ว่า "ไม่คิดว่า การที่ถูกควบคุมตัวครั้งนี้ เป็นการจัดฉาก พร้อมกับยอมรับว่า ตลอด 32 วันที่ติดคุกในเขมร นอนไม่หลับสักคืน เพราะคิดมาก และกลัวว่าจะติดคุกยาวนาน"

ส่วนกรณี "คำรบ ปาลวัฒน์วิไชย " เลขานุการสถานทูตไทยในกัมพูชา หลังเกิดเหตุไม่เคยติดต่อกับตน และมารดา ทั้งที่อย่างน้อยน่าจะโทรศัพท์มาสอบถามมารดาบ้าง นอกจากนี้ ยังต้องการพบนายคำรบ เพื่อทราบเจตนารมณ์ ที่ให้ตนนำตารางการบินของทักษิณมามอบให้

นายศิวรักษ์ ยังกล่าวต่อว่า ตนซาบซึ้งที่สมเด็จนโรดม สีหมุนี พระราชทานอภัยโทษให้ ซึ่งอนาคตตนยังไม่ได้ปรึกษาใครในครอบครัว แต่โดยส่วนตัวแล้วตนอยากจะกลับไปทำงานที่ประเทศกัมพูชาอีก

ด้านนางสิมารักษ์ ณ นครพนม มารดาของนายศิวรักษ์ กล่าวว่า อยากให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทำให้ไทยและประเทศกัมพูชา กลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งนายฮุน เซน บอกว่า ท่านมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนคนไทย แต่ท่านมีปัญหากับผู้บริหารบางคนเท่านั้น

นายศิวรักษ์ ชุติพงษ วิศวกรไทย หลังจากที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ



“คำรบ" โผล่แล้ว ( ท่านบรรณวิทย์ ตัวละครของท่านที่ตกหล่นไป มันโผล่ออกมาแล้ว) ยันบริสุทธิ์ใจไม่มีใครสั่งล้วงความลับเที่ยวบิน "แม้ว" ลั่นเสียใจ "ศิวรักษ์" ต้องติดคุก (ข่าว:มติชนออนไลน์)

"คำรบ" เปิดใจครั้งแรก ปัดมีคนสั่งจารกรรมข้อมูลการบิน "ทักษิณ" แจงเป็นแนวทางทูตต้องรายงานความเคลื่อนไหวคนสำคัญ เสียใจปฏิบัติงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ "ศิวรักษ์" กลับได้รับผลกระทบทั้งที่บริสุทธิ์

นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่โดนขับออกนอกกัมพูชา หลังติดต่อขอทราบเที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จากนายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ซึ่งได้รับพระราชทานอภัยโทษพ้นการจำคุก 7 ปีข้อหาจารกรรมข้อมูล ว่า ได้ติดต่อไปหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงติดต่อหานายศิวรักษ์ เพื่อขอความอนุเคราะห์ตรวจสอบว่า พ.ต.ท.ทักษิณมาถึงกรุงพนมเปญแล้วจริงหรือไม่อย่างไร ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติทั่วไปของนักการทูตทุก ๆ ประเทศ ส่วนเหตุที่ต้องรายงานการเดินทางถึงกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น เนื่องจากทางราชการติดตามความเคลื่อนไหว ไม่ใช่เฉพาะกรณีนี้เท่านั้น หากได้ทราบว่ามีบุคคลสำคัญอื่น ๆ ไม่ว่าไทยและต่างประเทศไปกัมพูชา ก็ต้องรายงานด้วยเช่นกัน


เรื่องนี้ผู้วิเคราะห์เหตุการณ์ หน้าแตก ครับ มาดูว่า เป้าหมาย 3 ประการของเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นที่ท่านบรรณวิทย์ฯ วิเคราะห์ไว้ คือ ช่วงแรก ต้องการสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลไทย (หน้าแตกอันดับแรก มันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เขมรจะมาสร้างความขัดแย้งกับรัฐบาลไทย กับไอ้เรื่องขี้ปะติ๋วแบบนี้)

และต้องการตบหน้ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ทำให้เกิดพะว้าพะวัง ในวันที่นักโทษชายอยู่ในเขมร (หน้าแตกอันดับสอง ระดับสมองนายพล คิดได้แค่นี้น่ะ “ต้องการตบหน้า” “ทำให้เกิดพะว้าพะวัง” แต่ท่านควรมีมารยาทหน่อยที่ไปว่าท่านแม้วเป็น นักโทษชาย กับไอ้แค่ความผิดที่ไปเซ็นชื่อให้เมียซื้อที่ ให้เกียรติกันหน่อยเถอะครับ ในฐานะที่ท่านก็เคย ครับผม ครับผม ขอรับ ขอรับ เวลาท่านแม้วมีอำนาจ จำได้หรือเปล่า)

และจะจบลงด้วย วีรบุรุษ คือ นักโทษชายทักษิณ (ข้อนี้เอาคะแนนไปเต็มร้อยท่านบรรณวิทย์ วิเคราะห์แม่นจริงๆ แสดงว่าข่าวสารทางลึกของท่านทำงานได้ผล)

ที่นี้เรามาพูดถึงกรณีปัญหาของคุณวีระฯและคุณราตรีฯกันบ้าง อย่างที่ผมบรรยายเหตุการณ์กรณีคุณศิวรักษ์ฯเสียจนยืดยาว ผมคิดว่าไม่ว่าท่านแม้ว จะเป็นวีรบุรุษหรือฮีโร่ อะไรก็ตาม ผมก็ยังมั่นใจว่า ถ้าหากญาติพี่น้องของคุณวีระฯและคุณราตรีฯ ไปขอความช่วยเหลือจากท่านแม้วล่ะก็ ผมเชื่อว่าท่านแม้ว คงไม่ใจไม้ใส้ระกำเป็นแน่ และหากท่านแม้วรับปาก โพะคะเมีย(เพื่อนฝูง)ของท่านแม้ว อย่างท่านฮุนเซน ก็คง เจิงบาน สะเอย ปรับ บาน (อยากได้อะไรบอกมาได้เลย)

ผมขอฟันธงว่า จะต้องสำเร็จถ้าน้องชายคุณวีระฯและหลานสาวของคุณราตรีฯกล้าที่จะติดต่อกับท่านแม้วเพื่อขอความช่วยเหลือ ที่ผมกล้าฟันธงเพราะผมมีหลักฐานมาแสดง ความผูกพันและความรักใคร่ของท่านแม้วและสมเด็จฮุนเซน ไม่ใช่ขี้ไก่ที่ใครต่อใครที่ไม่ชอบหน้าจะไปดูถูกดูแคลน


ผมว่าดีกว่าไปเข้าพบท่านพนิช เห็บขะแมเกาะหัว ให้ช่วย อย่าว่าภายใน 7 วันที่รัฐบาลจะช่วยเลยครับ ขนาดแกยังโดนเข้าไปกี่วันล่ะ จนกระทั่งเห็บในคุกเขมรเกาะกินกบาลเอา จึงได้ออกจากคุกกลับประเทศไทยมาได้ (นี่ขนาดนายกฯมาร์ครู้คนเดียวน่ะ) ไม่มีทางหรอกภายใน 7 วัน นายกฯมาร์คมันไม่สนหรอก มันกลัว พะว้าพะวัง และจบลงด้วย วีรบุรุษ คือ นักโทษชายทักษิณ (ภาค 2) อย่างที่ท่านพลเรือเอกบรรณวิทย์ฯท่านวิเคราะห์ไว้ในภาคแรก ของเหตุการณ์คุณ ศิวรักษ์ ชุติพงษ์ นั่นเอง

เดินหน้าลุยเลยครับญาติๆของคุณวีระฯและคุณราตรีฯชาวไทยทุกคนในประเทศเป็นกำลังใจให้ครับ

คนไทยในเยอรมันร่วมขบวนเสื้อแดงนานาชาติ ผนึกฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศเคลื่อนพลยกเลิก#112

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 มีนาคม 2554

กิจกรรมรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 เป็นไปอย่างแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ ล่าสุดกลุ่มคนไทยในเยอรมนี ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ขึ้นที่ Saarbruecken เมืองหลวงของแคว้น Saarland







กิจกรรมรณรงค์ครั้งนี้นอกจากเพื่อหนุนเสริมความเคลื่อนไหวในประเทศไทย และคนไทยในระดับนานาชาติแล้ว ก็เพื่อสร้างความตระหนักรับรู้ในปัญหานี้ให้เป็นที่แพร่หลาย เพื่อนำไปสู่การยกเลิกมาตรา 112
********
ชมวิดิโอ หรือเทปเสียงงานอภิปรายนิติราษฎร์ ที่ธรรมศาสตร์ 27 มี.ค.54

เสียง ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11.mp3

vdo แบ่ง3ช่วง

ช่วง 1 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-1.wmvช่วง 2 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-2.wmvช่วง 3 ftp://baygon5.no-ip.org/savefiles/27-03-11/niti27-03-11-3.wmv
*********

ก่อนหน้านี้คนไทยในต่างประเทศ ในนามเสื้อแดงนานาชาติได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรียกร้องให้ยกเลิกม.112

จดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 1 เสื้อแดงนานาชาติ :สนับสนุนให้ยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา 112


ถึง บุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สถาบัน และหน่วยงานเกี่ยวข้อง อันสามารถกำหนดให้ข้อเรียกร้องที่ระบุในจดหมายนี้บรรลุผล

นับแต่มีการรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นต้นมา ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้การปกครองอย่างเผด็จการซ่อนรูป จากอำนาจรวมศูนย์ของบุคคล (Autocracy) และกลุ่มคณะบุคคล (Oligarchy) ร่วมมือประสานความสอดคล้อง โดยวิธีปฏิบัติบิดเบือนระบอบประชาธิปไตยด้วยกระบวนการตุลาการภิวัฒน์และองค์กรอิสระ ทำลายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยชี้นำบังคับให้กลุ่มการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งบางส่วนแปรพักตร์ไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีคะแนนเสียงส่วนน้อย เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

เมื่อประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องให้กลับไปสู่การยอมรับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง รวมทั้งต่อต้านการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองโดยอำนาจแฝงเร้น หรือที่เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” ไปจนถึงการต่อต้านอำนาจนอกระบบของมือที่มองเห็น เช่นประธานองคมนตรี แต่กลุ่มอำนาจนอกระบบกลับไม่สนใจตอบสนอง จึงเป็นเหตุสำคัญทำให้ประชาชนเข้าร่วมประท้วงแบบสันติวิธีขยายจำนวนมากขึ้นหลายแสนคน ในนามแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.)

ด้วยความกลัวในพลังประชาชนและกลัวต่อความสูณเสียอำนาจ จึงใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม และพลแม่นปืน (สไน้เปอร์) เข้าปราบปรามเข่นฆ่าผู้ประท้วงที่ชุมนุมกันอย่างสันติ และปราศจากอาวุธ ระหว่างวันที่ ๑๐ เมษายน ถึง ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ จนเป็นผลให้ประชาชนที่เรียกร้องต้องการให้มีประชาธิปไตยแท้จริง เสียชีวิตไม่น้อยกว่า ๙๑ คน บาดเจ็บเกือบสองพัน และสูญหายอีกจำนวนหนึ่ง

ไม่เพียงแต่เท่านั้น ผู้เข้าร่วมการชุมนุมระดับแกนนำที่รอดตายจำนวนมาก ถูกกฎหมายเถื่อนตามกวาดล้างคร่าชีวิตไม่ต่ำกว่า ๕ ราย และบางส่วนไม่น้อยกว่าสองร้อยคนถูกจับกุมคุมขัง ตั้งข้อหาร้ายแรงเป็นผู้ก่อการร้าย โดยไม่ได้รับสิทธิของการดำเนินคดีเฉกเช่นประเทศอารยะต่างๆในสากลโลก

ส่วนประชาชนที่เห็นพ้องและ/หรือ สนับสนุนการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ได้แสดงความคิดเห็นของตนอย่างเสรีตามสิทธิอันพึงมีของปัจเจกชนในสังคมประชาธิปไตย กลับถูกคุกคาม รังควาญ กลั่นแกล้งด้วยการแจ้งข้อหา ต้องการล้มสถาบันหรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพฯ อันเป็นความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ทำให้มีผู้ที่ถูกคุมขังด้วยข้อหาดังกล่าวจำนวนมาก รวมทั้งหลายรายถูกตัดสินอย่างเร่งรัดให้รับโทษจำคุกเป็นเวลานานตั้งแต่ ๘ ปีถึง ๑๘ ปี ซึ่งขบวนการพิจารณาคดีทั้งหมดนั้น กระทำโดยลักษณะขัดหลักการและระเบียบกฏหมายสากลที่อาระยะประเทศยอมรับ

ด้วยเหตุแห่งความไม่ชอบในหลักปกครอง และกระบวนยุติธรรมดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ประเทศชาติเต็มไปด้วยความแตกแยก จนเป็นความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น ฝ่ายกลุ่มผู้กุมอำนาจและกลุ่มสนับสนุน ยังพยายามอย่างไม่ลดละที่จะจุดไฟสร้างความเกลียดชัง เพื่อกล่าวหาประชาชนที่มีความคิดต่าง ยิ่งทำให้ประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม ก้าวมาสู่จุดที่ไม่สามารถถอยและพร้อมที่จะแตกหักเพื่อปกป้องตนเอง

ดังนั้น พวกเราผู้ยึดมันในความถูกต้อง ความยุติธรรม และรักประธิปไตย ที่มีชื่อต่อท้ายจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้เห็นพ้องร่วมกันว่า เพื่อระงับยับยั้งแนวโน้มมิคสัญญีในชาติเสียแต่บัดนี้ และเชื่อว่าจะเป็นหนทางเดียวที่แก้ปัญหาได้ จึงขอเรียกร้องต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

๑. ยกเลิกกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒ เสียโดยสิ้นเชิง เพราะการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นบรรลุได้ด้วยการบังคับใช้กฏหมายอาญาปกติซึ่งมีอยู่แล้ว การคงมาตรา ๑๑๒ ไว้รังแต่จะทำให้เสื่อมเสียแก่สถาบันมากยิ่งขึ้น ด้วยเพราะถูกนำมาใช้ทางผลประโยชน์การเมือง และการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม

๒. ปลดปล่อยผู้ต้องหา และผู้ต้องโทษทางการเมืองทั้งหมดโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นข้อหาผู้ก่อการร้ายจากผลแห่งการประกาศใช้พระราชกำหนดปฏิบัติราชการสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือข้อหาหมิ่นตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา ๑๑๒

๓. เร่งรัดการสืบสวน เพื่อนำคนผิดมาลงโทษ กรณีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน และการกระชับพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓

สุดท้ายนี้ จึงขอปฏิญานว่า จะร่วมยืนเคียงข้างกับพี่น้องคนไทยทั่วทุกมุมโลก พี่น้องคนไทยผู้ยึดมันในหลักการประชาธิปไตยในประเทศทุกคน รณรงค์ต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้ง ในการที่จะทำให้ได้รับการตอบสนองจากข้อเรียกร้องและทำให้ประเทศไทยมีประชาธิปไตยสมบูรณ์ ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งปณิธานไว้โดยเร็ว

ร่วมลงนามโดย

Thai Red Australia
Red USA
แดงสังคมนิยม Sweden
Thai Red Japan
Red in Japan
แดงแนวร่วม Taiwan
แดงแนวร่วม Greek
********
จดหมายเปิดผนึกฉบับภาษาอังกฤษ


March 10, 2011

An Appeal for Justice:

An Open Letter to the People of Thailand and Their Representatives:

Ever since the military coup of September 19, 2006 that overthrew the legitimate government of Prime Minister Thaksin Shinawatra whose Thai Rak Thai Party was overwhelmingly elected into office.

Thailand now ruled by Dictatorial Power of Autocracy and Oligarchy.

The group of these ruling elite has been lying and distorting facts, claiming that Thailand is a democratic state. They were brutal. They used every tools in their disposals, including Military, Judicial, and ‘Independent Bodies’ whose mandate is to be fair and impartial, destroying the governments elected by the people.

They used the military and its apparatus to force MPs to switch side. And helped forming the current Thai government of Mr. Abhisit Vejjajiva which literally can be said was born from the military womb.

Once the people learnt of the truth, they came out en-masse to protect their rights. Under the banner of United Front for Democracy against Dictatorship or UDD, they demanded the return of power to the people through electoral process, demanding ‘no political interference’ from hidden power or ‘Invisible Hands’, and Privy Council.

What they got in return were bullets in the heads in 2009 and 2010!

During 10 April to 19 May 2010, the ruling elite used military force (tanks and snipers) to disperse the demonstrators in Bangkok, resulted in 91 deaths, almost 2000 injuries, hundred missing.

Many local leaders of the UDD who survived the ‘Bangkok Massacre’ went home, some into hiding. There was news report of no less than 5 local leaders were assassinated. Over 200 remained in jails on terrorism charge for exercising their Constitution Rights of peaceful assembly.

Those in jails seldom allowed to have bails, If bails were granted, amount was so large that beyond the means of many families and friends to provide.

Now Thailand behaves as a 3rd rate nation.

People who agreed or supported the ideal of democracy or against the political interference of Thai politics from ‘Outsider’ by expressing their views in public were harass, intimidated and/or charged with Les Majeste (LM) under Criminal Law 112.

Any citizens of the world can see the oddness of this law. Everyone can file the LM charge. Once file, the authorities have to investigate and proceed with the charge. If the authority refuses to do so may misconstrue as an act of disrespect and/or constitutes as violation of the LM itself. So every LM accusations are taken seriously by the authorities. Often it is used to stifle dissents and now more than ever becomes a political tool.

Cases of LM skyrocketed. As of today, 5 more will be charged, and 39 more will be investigated. The penalty is unusually harsh. For each counts, the minimum penalty is 3 years, and maximum 15 years. This penalty is much harsher than during the time of absolute monarchy!

No wonder Thailand is now divided.

The small ruling elite, in light of this awareness, seek to ignore. The flame of injustice is still hotly burning. How long can people take?

As concerned Thais, we are afraid that Thailand will be next in line for chaos and violent just like Libya should Thailand remains status quo. Movement for Democracy is spreading.

To prevent this destructive path, we believe Thailand must change. A sense of justice and fair play must be restored.

To achieve that end, we would like to propose the followings for your consideration:

1. Campaign to reform Les Majeste Law. Help free Khun Surachai Danwattananusorn and many others charged with Les Majeste. Les Majeste Law shall not be used for any political purpose, gain, or to stifle dissents. We believe the first step is to abolish Section 112 of the Criminal Law. There are laws currently in the book such as Defamation is sufficient enough to protect the institution of Monarchy.

2. We believe in healing the wound. The first step must be to free all Political Prisoners and Prisoners of Conscience. This would include those arrested for demonstrations during the Emergency Decree. Wound cannot be healed if victims still victimized.

3. Truth and Reconciliation Commission has to be more effective, and impartial. It is almost one year since the ‘Bangkok Massacre’ and the commission has not yet issue a single report. Reconciliation and Forgiveness are very important--- but truth must come first. The perpetrators of murder have to be identified. Should amnesties be considered, it must be made aware that this does not change the fact that overthrowing the government in a coup or shooting unarmed civilians is wrong and against the law. We believe those responsible for the massacre during 10 April through 19 May 2010 should be brought to justice.

We understand that this undertaken is not easy, but necessary. We also understand that this idea is not new in Thailand. Many have done or making similar plea before us. We admire and applaud them and would like to follow their footsteps.

We wrote this letter to you, the People of Thailand as well as the representatives of the Thai People because we strongly believe that if Thailand is truly to be democratic and civilized, actions must come from you.

We the undersigned are committed to the course of justice. We want to see a better Thailand. We pledge to work together with friends around the world to help bring justice, peace, democracy, and prosperity to Thailand.

“If mind can conceive it, and your heart can believe it, we know you can achieve it”

Yours Truly,



Thai Red Australia
Red USA
แดงสังคมนิยม Sweden
Thai Red Japan
Red in Japan
แดงแนวร่วม Taiwan
แดงแนวร่วม Greek

ยกเลิก-กิจกรรมรณรงค์ยกเลิกมาตรา112 เป็นไปอย่างแพร่หลาย ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่"คณะชาวไทยผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา"เคยเคลื่อนไหวยื่นจดหมายต่อรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เมื่อปี2536 หรือ 18 ปีที่แล้ว ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญาหลายมาตรา เพื่อไม่ให้ฝ่ายต่างๆนำสถาบันกษัตริย์ไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งกระทบกระเทือนต่อสถาบันฯเอง และให้ประชาชนแสดงความเห็นได้โดยเปิดเผยเช่นเดียวกับอารยะประเทศทั่วโลก เหตุการณ์ผ่านไป 18 ปี การณรงค์ประเด็นนี้กลับมาอีกคำรบ


*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-อภิปรายนิติราษฎร์ พร้อมด้วยข้อเสนอ การแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับกฎหมายมาตรา 112

-เคลื่อนไหวใหญ่เลิก#112วันนี้ เจ้ย-อภิชาติพงศ์โดดร่วมนักวิชาการ-คนดังระดับโลกตื่นรู้กฎหมายหมิ่นฯ

ใกล้หายนะ....กระทู้ดักคออำมาตย์

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





เมื่อคนชั่ว มุ่งร้าย ทำลายบ้าน
แล้วรุกราน สิทธิชน คนทั้งผอง
ใช้กลเกม เล่ห์กล เพื่อตนครอง
ฉีกครรลอง แห่งวิถี อันดีงาม....

หวังขีดเส้น เป็นแนว แล้วเหยียบมิด
สร้างจริต นำพา น่าเกรงขาม
แล้วผงาด ชุบตัว เพียงชั่วยาม
คนเฮตาม ชื่นชม อย่างสมใจ....

อย่าสร้างภาพ หลอกลวง เป็นบ่วงบาป
ตนถูกสาป ยังเริงร่า ว่ายิ่งใหญ่
อย่าขุดหลุม ฝังตน พร้อมคนไทย
หายนะ มันเข้าใกล้ ไม่รู้ตัว....

ช่างมืดมน หนทาง ทุกย่างก้าว
แผ่นดินร้าว ฟ้ามืดมิด ปิดสลัว
เดี๋ยวร้อนหนาว เดี๋ยวฝน จนน่ากลัว
ใจสั่นรัว มองไป ไร้ทิศทาง....

ฝากกลอนนี้ ถึงอำมาตย์ ผู้ขลาดเขลา
อย่าคิดเอา อำนาจ สร้างบาดหมาง
อย่าฮึกเหิม เพิ่มระยำ เพื่ออำพราง
แม้นสุดทาง หลังพิงฝา จะท้าชน....

๓ บลา / ๒๘ มี.ค.๕๔ (บ่าย)
http://3blabla.blogspot.com

ความน่ากลัวของระบอบอวตาร:รุ่งโรจน์ วรรณศูทร

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

รุ่งโรจน์ วรรณศูทร
ร่วมเสวนางานเปิดตัวหนังสือ "ประชาธิปไตย เข้าใจไหม?"
บทเสวนาว่าด้วย สิทธิ เสรีภาพ และเสมอภาค
การเมืองภาคประชาน ธรรมาภิบาล และนิติรัฐ
ณ ตึก1 ห้อง103 คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วันที่ 26 มีนาคม 2554



ดีเอสไอไม่พบผิดปกติ แกนนำแดงขึ้นเวทีเขาใหญ่

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"ธาริต" เผยดีเอสไอไม่พบความผิดปกติ
แกนนำ นปช. ขึ้นเวทีเสื้อแดงที่เขาใหญ่ แจงชง ครม.เพิ่ม 24 ฐานความผิดคดีพิเศษ...

เมื่อเช้าวันที่28 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายธาริต เพ็งดิษฐ์
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดง
เปิดเวทีปราศรัยที่บริเวณใกล้กับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
และมีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
ที่ยื่นประกันตัว ไปขึ้นเวทีด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ดีเอสไอต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อน
การจะพูดหรือตัดสินอะไรไปในวันนี้เป็นเรื่องที่เร็วเกินไป
และเท่าที่ดูในการปราศรัยยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษ

ส่วนการที่ดีเอสไอเคยทำเรื่องเสนออัยการไปในเรื่องการถอนประกันตัวแกนนำ
แต่อัยการไม่เห็นด้วยนั้น นายธาริต กล่าวว่า
ดีเอสไอจะทำอะไรต่อไปก็คงเป็นความเห็นของอัยการ
ดีเอสไอจะดูเฉพาะเรื่องที่จะเกิดขึ้นในภายหน้าเท่านั้น ที่แล้วมาเป็นดุลพินิจของอัยการ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
วันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษมีการนำเสนอเพิ่มฐานความผิดขึ้นอีก 24 ฐานความผิด อาทิ
ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ คอมพิวเตอร์ ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้
และความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ.


http://www.thairath.co.th/content/pol/159392

มาทำอะไรกันเนี้ย

ที่มา thaifreenews

โดย คนเมืองกาญ





รัฐบาลคุณถึงขนาดเอาเงินภาษีมาจ้างคนรักสถาบันแล้วหรือ?!

ที่มา Thai E-News



โดย บังสุกุล
ที่มา กระดานสนทนา Internet Freedom

เข้าไปดูกันเองครับ เอาสถาบันมาบังหน้าแจกเงินคนให้มารักสถาบัน ในโครงการ อสป. อาสาสมัครปกป้องสถาบัน

แท้จริงเอาในหลวงมาอ้าง เอาเลขบัตรประชาชนเพื่ออะไรไม่ทราบ

เครือข่ายยาเสพติดในเรือนจำ

ที่มา มติชน



คอลัมน์ ณ ริมคลองประปา โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ได้รับเชิญจากกระทรวงยุติธรรมให้ไปอภิปรายในหลักสูตร "ผู้บริหารงานยุติธรรมระดับสูง" ของกระทรวงยุติธรรม เรื่อง "แนวความคิดในการพัฒนากระทรวงยุติธรรม" ทำให้ต้องค้นคว้าข้อมูลหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงยุติธรรม เพื่อไปใช้ในการอภิปราย ปรากฏว่าพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถิติผู้ต้องราชทัณฑ์หรือผู้ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำซึ่งมีทั้งนักโทษเด็ดขาดและผู้ต้องขัง (คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา ไต่สวน สอบสวน) ดังนี้

จำนวนผู้ต้องราชทัณฑ์ทั่วประเทศ สำรวจ ณ วันที่ 1 มกราคม 2554 มีจำนวน 220,776 คน แบ่งเป็น นักโทษเด็ดขาด 159,626 คน ผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา, ไต่สวน-พิจารณาในศาล, สอบสวน (ในชั้นพนักงานสอบสวน) จำนวน 58,991 คน ผู้ต้องกักขัง (แทนค่าปรับ?) 1,795 คน

ในจำนวนนี้ผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งหมด เป็นคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด จำนวน 128,750 คน หรือประมาณร้อยละ 58 (ตัวเลขผู้ต้องราชทัณฑ์ในคดียาเสพติดบางครั้งสูงถึงกว่าร้อยละ 60)

เมื่อจำแนกผู้ต้องราชทัณฑ์ตามเพศพบว่า เป็นชายจำนวน 189,042 คน เป็นคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด จำนวน 104,447 คน หรือประมาณร้อยละ 55.7, เป็น หญิงจำนวน 31,734 คน เป็นคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด จำนวน 24,303 คน หรือสูงถึงร้อยละ 76.58

แม้สัดส่วนผู้หญิงที่ต้องราชทัณฑ์มีเพียงร้อยละ 14.3 ของผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งหมด แต่ปรากฏว่า สัดส่วนของผู้ต้องราชทัณฑ์ของผู้หญิงในคดียาเสพติดสูงกว่าชายมาก ทำให้น่าศึกษาว่า อะไรเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ผู้หญิงถูกดึงเข้าสู่เครือข่ายยาเสพติดจำนวนมาก

เมื่อนำตัวเลขผู้ต้องขังที่คดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ฎีกา ไต่สวน สอบสวน ในคดียาเสพติดมาจำแนกเปรียบเทียบกับผู้ต้องขังทั้งหมด พบว่า มีสัดส่วนใกล้เคียงกับผู้ต้องราชทัณฑ์ทั้งหมดคือประมาณร้อยละ 60 ซึ่งผู้หญิงมีสัดส่วนสูงกว่า

ตัวเลขผู้ต้องราชทัณฑ์เหล่านี้ สอดคล้องกับปัญหายาเสพติดที่กำลังขยายตัวและกัดกินสังคมไทยอย่างหนักหน่วงอยู่ในขณะนี้

ขณะเดียวกันอาจเป็นตัวบ่งบอกด้วยว่า นอกจากชุมชนแออัด และสถานศึกษาต่างๆ ที่เป็นแหล่งค้ายาเสพติดแล้ว เรือนจำที่เต็มไปด้วยผู้ต้องราชทัณฑ์ในคดียาเสพติดกว่า 120,000 คน ก็เป็นแหล่งค้ายาเสพติดแหล่งใหญ่และมีผลประโยชน์มหาศาล

เพราะจำนวนผู้ต้องราชทัณฑ์กว่า 120,000 คนนี้ นอกจากผู้ค้ารายย่อยแล้ว ยังมีบรรดา "ขาใหญ่" ที่เป็นเครือข่ายยาเสพติดอยู่เป็นจำนวนมาก

จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมจึงมีการลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในเรือนจำต่างๆ เพื่อใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครือข่ายยาเสพติดในการบงการ สั่งซื้อหรือสั่งขายยานรกดังกล่าวโดยที่กรมราชทัณฑ์และผู้บริหารระดับสูงในกระทรวงยุติธรรมไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการสั่งตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาขายผ้าเอาหน้ารอดและไม่ได้ผลใดๆ เพราะไม่มีทางที่ทางกรมราชทัณฑ์จะตัดสัญญาณโทรศัพท์ได้ 24 ชั่วโมงเนื่องจากจะกระทบต่อประชาชนที่อยู่รอบๆ เรือนจำ

ดังนั้น "ขาใหญ่" จึงใช้วิธีการส่งข้อความสั้น (SMS) แทน เมื่อมีการเปิดสัญญาณโทรศัพท์ข้อความเหล่านั้นก็จะถูกส่งออกไปทันทีและตรวจสอบได้ยาก

ด้วยจำนวนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลจากการค้ายาเสพติด ทำให้เครือข่ายเหล่านี้สามารถสร้างและขยายอิทธิพลครอบงำผู้คุมหรือพัศดีเรือนจำต่างๆ เพื่อให้ความร่วมมือในการค้ายาเสพติดในรูปแบบต่างๆ เช่น การช่วยกันลักลอบนำโทรศัพท์มือถือเข้ามาในเรือนจำ

มีผู้เล่าว่า พัศดีหรือผู้คุมตามเรือนจำในจังหวัดต่างๆ มักมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนั้น "ขาใหญ่" ที่ถูกขังอยู่ในเรือนจำเดียวกันก็จะสั่งให้บรรดาลูกสมุนไปสืบดูว่า ลูกเมียของผู้คุมอยู่ที่ไหน จากนั้นก็จะนำมาใช้เป็นข้อมูลในเชิงบังคับให้ร่วมมือในการค้ายา มิเช่นนั้นแล้วลูกเมียของผู้คุมอาจเป็นอันตราย และถ้าร่วมมือด้วยยังจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าด้วย

"ขาใหญ่" ในเรือนจำ ยังดึงผู้ต้องราชทัณฑ์ที่มีประวัติอาชญากรรมโชกโชนมาเข้าเป็นพวกด้วยการเรียกมาเจรจาและให้สัญญาว่า จะดูแลลูกเมียที่อยู่ข้างนอกให้เป็นอย่างดี ทำให้เครือข่ายยาเสพติดดังกล่าวขยายอิทธิพลในเรือนจำได้อย่างกว้างขวาง

ขบวนการค้ายาเสพติดในเรือนจำจึงมีอิทธิพลมาก ต้องอาศัยการทุ่มเททรัพยากรและการวางแผนอย่างรัดกุมในการปราบปรามแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่องเท่านั้น จึงจะประสบผล

ไม่ใช่ทำแบบฉาบฉวยตื้นเขินด้วยการเดินสายตรวจเพื่อให้สื่อมวลชนทำข่าวหรือแค่ตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือให้ดูตื่นเต้นเท่านั้น