WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 29, 2011

ความจริง 6 ตุลาคม 2519

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน





อ.วิภา เล่าเรื่องราว ความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อ 6 ตุลา 2519
ความจริงที่อำมหิต ความจริงที่ถูกปกปิด บิดเบือน
ใครคือฆาตกร ใครเป็นผุ้สั้งการ ทำไมไม่มีการชำระความจริง ทำไม?

อยากรู้ความจริง 6 ตุลาคม2519 อ่านได้ที่ www.2519.net

**********************************************************************************
ตัวอย่างบางส่วนจาก www.2519.net


ทำไม 6 ตุลา จึงไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก? (ถามโดย นิ สุนิสา)

น่าจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น
1. ไม่ใช่เรื่องน่าเปิดเผย เพราะไม่ใช่ความสำเร็จของผู้ใช้อำนาจ ตรงข้ามเป็นเรื่องชั่วร้าย ไม่ชอบธรรม เสื่อมเสียไปถึงต้นตระกูล
2. ไม่รู้จะเปิดเผยอะไรให้ไม่เสีย (ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง) นอกจากเรื่องที่กุขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งก็ได้พากันประโคมข่าวไปทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์แล้วชุดใหญ่ ปล่อยไว้ให้เป็นคดีมืดดำของแผ่นดินดีกว่า (ศาลไม่ได้ตัดสิน ไม่ได้ยกฟ้อง) และดูเหมือนเขาตั้งใจให้ปิดมากกว่าเปิด จึงเลือกทางออกด้วยการนิรโทษกรรมแทนการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด
3. สังคมไทย คนไทย คงยังไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันตามกฎหมายของคนในสังคม จึงยังยอมรับให้มีผู้อยู่เหนือกฎหมาย เหนือความรับผิดใดๆได้ สังคมไทยเป็นสังคมพุทธที่ไม่ได้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างหมดใจ จึงปล่อยให้คนผิดลอยนวล หรือมีข้อยกเว้น บางกรรมสำหรับบางคนไม่ต้องรับ

อย่างไรก็ดี www.2519.net ได้อาสาทำหน้าที่ “เปิดเผย” เท่าที่มีเรื่องให้เปิดแล้ว ช่วยกันแนะนำเพื่อนๆให้เข้ามาอ่าน เข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลมากๆละกันนะ...

กรรมมาธิการสิทธิในเยอรมันนีขอรับทราบข้อมูลในไทย

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel



นำรายการความคืบหน้า อ.จา เล่าถึงการเข้าไปให้ข้อมูลสิทธิมนุษยชนในรัฐสภาประเทศเยอรมัน
Human Right Commition และจะนำเรื่องสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนสังหารหมู่





ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 29/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ทำเป็นพูด ท้าทาย หมายเอาหน้า
แสร้งมารยา สาไถย ใจวิปริต
สมกับปาก จัญไร ไร้ความคิด
เพื่อปกปิด ความชั่ว ของตัวตน....

บทพิสูจน์ ฝีมือ คือคำตอบ
ใครจะชอบ ใครจะเป็น ล้วนเห็นผล
ทำอวดเก่ง ปากกล้า ท่าสัปดน
ที่แท้คน ชั่วช้า สุดสารเลว....

ไร้ศีลธรรม ระยำโฉด โหดอำมหิต
วิตกจริต ปากหมา พาดิ่งเหว
ดีแต่พูด ทำไม่เป็น เน้นเรื่องเลว
ดั่งไฟเปลว สุมประเทศ ทุกเขตคาม....

ประชาชน ตาดำดำ ยังช้ำหม่น
สุดสับสน ซึมเศร้า คอยเฝ้าถาม
เคยอยู่ดี มีสุข กันทุกยาม
กลับลุกลาม สู่ข้าวยาก ยุคหมากแพง....

ยังจะท้า ดีเบต ทุเรศไหม
คนจัญไร ทำซ่าส์ ท่ากำแหง
ไร้ผลงาน ยังมีน่า มาตะแบง
ไม่เสียแรง พวกห่า ที่บ้าเชียร์....

ไร้ฝีมือ ดีแต่พูด พิสูจน์แล้ว
คงมีแวว แผ่นดินแยก แตกสูญเสีย
ซ้ำสื่อชั่ว ถาโถม เข้าโลม-เลีย
กระเตงเฮี่ย กอดเก้าอี้ เห็นดีงาม....

๓ บลา / ๒๙ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ผลสำรวจมูลนิธิเอเชีย: เหลือง-แดงมีราว 10 ล้าน นักวิชาการชี้สองขั้ว ‘ขัดแย้งเทียม’ ต่างค่านิยมตัวบุคคล

ที่มา ประชาไท

ผลสำรวจเผยเหลืองแดงรวมกันร้อยละ 12 ของประชากร ‘นงเยาว์’ ฟันธงอนาคตขัดแย้งระดับภูมิภาค นโยบายข้างหน้าต้องแก้ ชี้ปัจจุบัน ‘สงครามเย็น’ เลือกตั้งหนหน้าสงครามจริง ‘กวี’ จวกสื่อหลักไม่ทันปัญหา เร่งพัฒนาสื่อชุมชน

วานนี้ (28 มี.ค.54) ที่โรงแรมดุสิตธานี มูลนิธิเอเชียได้แถลงผลการสำรวจความคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยในระดับประเทศ “การสำรวจความคิดเห็นพลเมืองไทยระดับประเทศ: มติมหาชนและการเมืองระหว่างขั้วสี” ซึ่งทำการสัมภาษณ์ประชาชนไทยแบบตัวต่อตัว โดยการสุ่มตัวอย่างจากประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 1,500 คน กระจายทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 17 กันยายน - 23 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา
สำรวจพบเหลือง-แดงราว 10 ล้านคน!
จากผลสำรวจพบว่า สังคมไทยในปัจจุบันไม่ได้แตกแยกออกเป็นสองขั้วทางการเมืองอย่างที่เข้าใจกัน จากข้อมูลระบุว่าจำนวนผู้ที่ยอมรับว่าเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงเป็นจำนวนร้อยละ 12 ของจำนวนประชากร ซึ่งหากแยกทั้งสองสีออกจากกันพบว่าเป็นเสื้อแดงร้อยละ 7 ในขณะที่เป็นเสื้อเหลืองร้อยละ 5 ส่วนอีกร้อยละ 76 ไม่เลือกอยู่ข้างสีใด ซึ่งอีกร้อยละ 12 เท่านั้นที่ยอมรับว่ามีความเอนเอียงไปทางสีใดสีหนึ่ง ทั้งยังพบว่าสมาชิกภายในกลุ่มเสื้อสีเดียวกันก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายไม่ได้ลงรอยกันเสมอไป ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ากลุ่มการเมืองสองขั้วสียึดถืออุดมการณ์อะไร
มีผู้ตอบแบบสอบถามส่วนน้อยเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่ระบุว่าเคยมีส่วนร่วมในการชุมนุมทางการเมืองในรอบสองปีที่ผ่านมา เมื่อถามความเห็นเกี่ยวกับการชุมนุมหลายครั้งที่เกิดขึ้นในรอบสี่ปีที่ผ่านมา เสียงข้างมากสองในสาม (ร้อยละ 66) สะท้อนว่าควรสั่งห้ามไม่ให้มีการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ มีกลุ่มตัวอย่างย่อยเพียงกลุ่มเดียวคือคนเสื้อแดงที่เสียงส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54) เห็นว่าควรยอมให้มีการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ได้
เสียงส่วนใหญ่ต้านใช้กำลังสลายการชุมนุม – รัฐควรรับผิดชอบ
ในประเด็นการใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 53 เชื่อว่าการใช้กำลังเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เมื่อให้ประเมินว่าฝ่ายไหนควรรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ร้อยละ 40 โทษฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ 37 โทษฝ่ายผู้ชุมนุม และร้อยละ 4 โทษทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 82 เชื่อว่ายังจะมีความรุนแรงที่เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอีกในปี 2554
ต่อคำถามที่ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผู้ตอบแบบสอบถามจะพิจารณาผู้สมัครที่สังกัดกลุ่มสีใดสีหนึ่งหรือไม่ ปรากฏว่ามีเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น ที่ตอบว่าจะพิจารณาเลือกผู้สมัครจากการสังกัดกลุ่มสี ขณะที่ร้อยละ 88 ตอบว่า จะพิจารณาเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองมากกว่า
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองพาประเทศเดินผิดทิศทาง
ในภาพรวม แม้ประชาชนส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามจะมีทัศนะว่าสถานการณ์ของประเทศยังเดินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องนัก แต่ทัศนะดังกล่าวก็เป็นไปในทางบวกมากขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการสำรวจความเห็นครั้งแรกของมูลนิธิเอเชียเมื่อปี 2552 โดยจากการสำรวจในปี 2553 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 54 เชื่อว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องนัก ลดลงจากตัวเลขร้อยละ 58 ในปีก่อนหน้านั้น
ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจในปี 2552 เห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยคะแนนร้อยละ 60 แต่ในปี 2553 ผู้ตอบแบบสำรวจกลับเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคนไทย คือ ประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยคะแนนร้อยละ 42
ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 52 มีความเข้าใจว่าการแบ่งฝ่ายหรือแยกขั้วในสังคมปัจจุบันมีพื้นฐานมาจากอุดมการณ์และแนวคิดทางการเมืองที่ตรงข้ามกัน ร้อยละ 18 เข้าใจว่าสาเหตุพื้นฐานของปัญหาการแบ่งฝ่ายมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ และร้อยละ9 คิดว่ามาจากความขัดแย้งระหว่างเมืองกับชนบท
เมื่อถามว่าประเทศไทยมีการใช้มาตรฐานความยุติธรรมที่แตกต่างกัน (สองมาตรฐาน) สำหรับกลุ่มคนที่แตกต่างกันหรือไม่? ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 67 แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้สองมาตรฐาน
คนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นประชาธิปไตยคือรูปแบบการปกครองดีที่สุด
การสำรวจความเห็นครั้งนี้ยังพบว่า ประชากรผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 93 เห็นว่าประชาธิปไตยคือรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 97 ที่เห็นว่า ถึงแม้คนไทยจะมีความแตกต่างกัน แต่ก็รวมตัวกันได้เพราะมีค่านิยมความเชื่อหลายประการเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่แสดงความเห็นไม่ยอมรับผู้นำที่เข้มแข็งซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 76 ในปี 2553 จากร้อยละ 68 ในปี 2552
ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามเกินครึ่ง (ร้อยละ 59) ทั้งจากเขตเมืองและชนบท ยังเชื่อว่ารัฐบาลที่ดีที่สุดคือรัฐบาลที่มีตัวแทนหลากหลายจากทุกภาคส่วนของสังคมมากกว่ารัฐบาลของผู้นำที่มีตัวแทนจากเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาสูงสุด
สำหรับประเด็นการควบคุมตรวจสอบสื่อ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 48 ระบุว่า ควรปล่อยให้ประชาชนทุกคนได้แสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างอิสระ ขณะที่ร้อยละ 46 ระบุว่า บางครั้ง การควบคุมตรวจสอบสื่อก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยส่งเสริมความสงบและเสถียรภาพในสังคม
ศาลคะแนนตกแต่ยังนำความเชื่อมั่น ‘ซื่อตรง’ ส.ส.ต่ำสุด
ในส่วนคำถามเกี่ยวกับสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ศาลยุติธรรมเป็นเพียงสถาบันเดียว ที่ผู้ตอบแบบสำรวจเกินครึ่ง คือ ร้อยละ 59 ในปี 2553 เห็นว่ามีความซื่อตรง "สูง" แต่คะแนนที่ศาลได้รับก็ลดลงจากร้อยละ 64 ในปี 2552 ขณะที่สถาบันตำรวจ ได้รับคะแนนความซื่อตรงต่ำเพียงร้อยละ 17 เช่นเดียวกับสถาบันสื่อและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 14 และร้อยละ 11 ตามลำดับ ที่เชื่อว่าสื่อมวลชนและ ส.ส. มีความซื่อตรง "สูง" แต่มีถึงร้อยละ 85 และร้อยละ 88 ตามลำดับ ที่แสดงความไม่มั่นใจต่อความซื่อตรงของสื่อมวลชนและ ส.ส.
สำหรับปี 2553 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ปรากฏว่าผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนความซื่อตรงในระดับ "สูง" แก่คณะกรรมการชุดนี้ เพียงร้อยละ 28 ขณะที่ร้อยละ 58 แสดงความไม่แน่ใจต่อความซื่อตรงของคอป.
ในประเด็นความเป็นกลาง ประชาชนร้อยละ 63 เห็นว่าศาลเป็นกลางและไม่มีอคติ โดยสถาบันกองทัพได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง คือ ร้อยละ 38 เห็นว่ากองทัพเป็นกลาง แต่มีถึงร้อยละ 56 ที่เชื่อว่ากองทัพมีความลำเอียง "เป็นบางครั้ง" หรือ "บ่อยครั้ง" ทั้งนี้สถาบันตำรวจเป็นสถาบันที่ได้รับการจัดอันดับความเป็นกลางด้วยคะแนนต่ำที่สุด คือ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 83 ที่เชื่อว่าตำรวจมีความลำเอียง "บ่อยครั้ง" หรือ "บางครั้ง" เช่นกันกับสถาบันสื่อที่ถูกผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 80 มองว่ามีความเอนเอียง
เสียงส่วนใหญ่เห็นควรปรองดองลดขัดแย้งก่อนเลือกตั้ง
ส่วนทางเลือกเพื่อการปรองดอง เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 79 เชื่อว่าควรปรองดองลดความขัดแย้งให้ได้ก่อนจัดให้มีเลือกตั้ง ประชาชนในเขตเมืองร้อยละ 74 สนับสนุนแนวคิดนี้ต่ำกว่าผู้สนับสนุนจากเขตชนบท(ร้อยละ 82) ซึ่งน่าสนใจว่า เสียงของประชากรในกรุงเทพฯ ที่สนับสนุนให้เกิดการปรองดองก่อนจัดการเลือกตั้ง(ร้อยละ 62) ต่ำว่าเสียงสนับสนุนจากภูมิภาคอื่นๆ สำหรับกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลืองมีฉันทามติในระดับใกล้เคียงกันว่าควรสนับสนุนให้เกิดการปรองดองก่อนจัดการเลือกตั้ง ส่วนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 27 ต้องการให้ใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบันต่อไปโดยไม่ต้องแก้ไข ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วประเทศร้อยละ 12 ประสงค์จะให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ใหม่ (ลดต่ำลงจากร้อยละ 27 ในปี 2552) เมื่อถามว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเลือกตั้งก่อนมีการเลือกตั้งหรือไม่ ผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นไม่ตรงกันหนึ่งในสี่(ร้อยละ 26) ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะที่ร้อยละ 29 ต้องการให้รอจนกว่ามีการปฏิรูปผ่านไปก่อน และอีกร้อยละ 40 อยากให้รอจนกว่ารัฐบาลอยู่จนครบวาระตามรัฐธรรมนูญ
‘พิชาย’ ชี้สองขั้ว ‘ขัดแย้งเทียม’ ค่านิยมประชาธิปไตยไม่ต่าง
จากผลสำรวจดังกล่าว ‘ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต’ รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่าถ้าเป็นตัวเลขการอนุมานเปอร์เซ็นต์ไปสู่จำนวนประชากรพบว่า คนที่กล้ายอมรับว่าตนเองสังกัดสีใดมีหลักสิบล้านคน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นความกล้าหาญในการแสดงจุดยืนของตนเอง ซึ่งใน 10 ล้านคนนี้ตนมองในภาพรวมของประชากรแล้วพบว่าไม่มีความขัดแย้งรุนแรง มีเพียงบางจุดแล้วมีส่วนขยายเท่านั้น ซึ่งจากผลสำรวจยังพบว่าค่านิยมหลักไม่ได้ต่างกันเลย เช่น ค่านิยมยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ค่านิยมเสียงข้างมาก ฯลฯ ซึ่งค่านิยมหลักทางประชาธิปไตยไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างคือมุมมองหรือทัศนะทางการเมืองที่แต่ละสีเผชิญหน้า เช่น การมองภาพรวมว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ จะมีความแตกต่างเพราะรากฐานการสนับสนุน เช่น คนเสื้อเหลืองในสมัยที่ยังสนับสนุนประชาธิปัตย์มองว่าเป็นประชาธิปไตย ในขณะที่ในสมัยอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวชมองว่าไม่เป็น กลับกัน ในฝั่งของเสื้อแดงมองว่ายุคอภิสิทธิ์ไม่เป็น แต่ในยุคอดีตนายกฯ สมัครเป็นประชาธิปไตย ซึ่งตนยังมองว่าค่านิยมหลักการประชาธิปไตยในสังคมพหุวัฒนธรรมยังดีอยู่ แม้จะบูดๆ เบี้ยวๆ ไปบ้าง
“เหลืองแดงขณะนี้เป็นความขัดแย้งแบบเทียม เพราะขัดแย้งในเชิงประชาชนกับประชาชน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงหรือหลอมรวมกันได้ในอนาคต” นักวิชาการจากนิด้ากล่าวและว่า การขัดแย้งนี้เป็นกระแสความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้สึกเบื่อหน่ายว่าประชาธิปไตยระบอบรัฐสภานี้ไม่สามารถแก้ปัญหาประชาธิปไตยในภาพรวมได้ ยิ่งผลสำรวจที่พบว่า ส.ส.มีคะแนนความซื่อตรงต่ำมาก อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวขึ้นในอนาคตอันใกล้
นักวิชาการ มช.เผยอนาคตขัดแย้งภูมิภาค ถามนโยบายพรรคการเมือง-รัฐบาลข้างหน้าทำอย่างไร?
ด้าน รศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นว่า จากผลการสำรวจทำให้เห็นว่า ความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของการล้มชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีลักษณะเป็นพหุสังคมมากขึ้น คือ คนที่มีความเห็นต่างกัน สามารถต่อสู้ ต่อรอง ขัดแย้งกันได้ ดังนั้น ประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงหมายถึงการประนีประนอมระหว่างเสียงส่วนใหญ่กับเสียงส่วนน้อย ซึ่งความหมายของประชาธิปไตยเช่นนี้เจริญเติบโตขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวต่างๆ ในสังคมไทยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และยุคก่อนหน้านั้น
นักวิชาการผู้นี้กล่าวด้วยว่า ต่อไป ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยจะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างคนเมืองกับคนชนบทอีกแล้ว แต่จะเป็นความขัดแย้งระหว่างภูมิภาค หรือ เป็นการเมืองของคนชนบทที่อิงกับสองแนวคิดหรือสองพรรคการเมือง เช่น คนใต้ปะทะกับคนเหนือและอีสาน โดยมีกรุงเทพฯเป็นเวทีกลางที่เปิดโอกาสให้ความขัดแย้งแตกต่างดังกล่าวได้เข้ามาปะทะกัน ปัญหาคือ นโยบายของพรรคการเมืองและรัฐบาลในอนาคตจะทำอย่างไรกับความแตกต่างตรงจุดนี้
นางนงเยาว์กล่าวต่อว่า คนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนราว 40 ล้านคน และโดยมากคนเหล่านี้ก็จะมาใช้สิทธิจริงๆ ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 20 ล้านคน ดังนั้น การที่ผลสำรวจนี้ระบุว่ามีคนไทยที่ประกาศตัวเป็นคนเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงอย่างชัดเจนประมาณร้อยละ 24 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือราว 10 ล้านคน จึงแสดงให้เห็นถึงจำนวนที่มิใช่น้อยของประชาชนผู้สนใจเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น และจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนทางการเมือง รวมทั้งผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งระดับคุณภาพในอนาคต
ชี้ปัจจุบัน ‘สงครามเย็น’ เลือกตั้งหนหน้าสงครามจริง
รศ.ดร.นงเยาว์กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ของตนในการทำวิจัยเรื่อง ′ผู้หญิงเสื้อแดง′ ในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่าหลังจากคนเสื้อแดงกลับบ้านเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 สถานการณ์ในภาคเหนือก็เหมือนกับ ′สงครามเย็น′ และสงครามจริงจะเกิดขึ้นอีกในการเลือกตั้งครั้งหน้า ในกรณีที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งที่ต่อสู้กันหนักมาก ดังนั้น ถ้าการเลือกตั้งคือเป้าหมายของสังคมไทย รัฐก็ต้องจัดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์กระบวนการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีหลายสายตาได้เข้าไปเกี่ยวข้องตรวจสอบตรงจุดนั้น และทุกฝ่ายจะได้มีความสบายใจกับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่ดำเนินการเช่นนั้น เราก็อาจจัดตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ภายหลังการเลือกตั้ง
อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังกล่าวถึง สถาบันสื่อที่มีศักยภาพจะช่วยพัฒนาให้ระบอบประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งขึ้นได้ แต่จากผลสำรวจครั้งนี้กลับปรากฏว่าสื่อมวลชนได้รับความนิยมต่ำมากรองจาก ส.ส. โดยสื่อส่วนใหญ่ที่ประชาชนผู้ตอบแบบสำรวจเสพก็คือโทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวบ้านไม่ไว้ใจและเบื่อสื่อโทรทัศน์ พวกเขาจึงไปค้นหาข้อมูลจากสื่อชนิดอื่นๆ ซึ่งทำให้ภาครัฐกล่าวหาว่าพวกเขาไปรับข้อมูลผิดๆ มาอีก
กวีฟันสื่อหลักไม่ทันปัญหา เร่งพัฒนาสื่อชุมชน
ส่วน ‘กวี จงกิจถาวร’ บรรณาธิการอาวุโส เครือเนชั่นเปิดเผยว่า จากผลสำรวจดังกล่าวทำให้เห็นว่า 1.ประชาชนทั้งสองขั้วสีและคนส่วนใหญ่ต้องการ ‘เวที’ แต่ปัจจุบันสื่อสารมวลชนยังไม่เท่าทันกับประเด็นปัญหา สื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อหลักที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มก็กลายเป็นเวทีที่ “คนโง่ออกมาพูด ส่วนคนฉลาดไม่พูดออกโทรทัศน์” จึงนำมาสู่ข้อ 2.ต้องพัฒนาสื่อชุมชน (Community Media) แต่ปัจจุบันคุณภาพของสื่อวิทยุ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนที่เข้าถึงประชาชนได้ดีที่สุดยังมีคุณภาพต่ำมาก จะหาทางออกอย่างไร?
บรรณาธิการอาวุโสเครือเนชั่นกล่าวอีกว่า เวลาพูดคำว่า ‘สื่อ’ คนมักจะมองแบบผ่านๆ ไม่ได้มองลึกลงไปในประเด็นปัญหา ซึ่งหากตนกล่าวตรงไปตรงมา ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องสื่อให้ได้ผลต้อง “ไล่ บ.ก.ข่าวออกให้หมด” เพราะยังมองปัญหาด้วยสายตาแบบเก่า วางประเด็นไม่ถูก จับประเด็นไม่ได้และลงไปเล่นด้วยกับความขัดแย้งก็มี ทั้งที่ควรเป็นตัวกลางในการเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้พูดและเป็นผู้ให้ความรู้กับประชาชน

ภาพยนตร์กับการเป็นอนุสาวรีย์ทางความคิด: กรณีภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ที่มา ประชาไท

เมื่อพี่น้องลูมิแยร์สร้างกล้องบันทึกภาพยนตร์เครื่องแรกขึ้นในโลก หน้าที่ของมันในขณะนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงแต่เป็นการเลือกเก็บบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ที่มีบทกำกับการแสดงเกิดหลังจากนั้นเป็นเวลาพอสมควร และหลังจากนั้นดูเหมือนว่าเมื่อเราพูดถึงคำว่า "ภาพยนตร์" การรับรู้ขั้นต้นของเราคือภาพยนต์ที่มีบทกำกับในการแสดงอย่างเช่นปรากฏในปัจจุบัน

อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เคยตั้งคำถามในข้อสอบปลายภาคสำหรับนักเรียนภาควิชาประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งถึงภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ว่าเราควรมองภาพยนตร์เรื่องนี้ในบทบาทของอะไร? ผมจึงขอคัดย่อจากความทรงจำคร่าวๆ มาเรียบเรียง โดยผมมีความคิดเห็นดังนี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสร้างหน้าที่ใหม่ของภาพยนตร์(อย่างน้อยก็สำหรับประเทศไทย)นั่นก็คือ เป็นการ "สร้างอนุสาวรีย์" ทางความคิดให้เป็นมรดกของคนรุ่นต่อๆ ไป

เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของภาพยนตร์อิงประวัติศาตร์โดยเฉพาะในตะวันออกก็คือส่วนใหญ่เป็นการบอกเล่าแบบมุขปาฐะ ซึ่งไม่มีความชัดเจนเพราะไม่มีการจดบันทึกโดยละเอียด ถึงแม้จะมีการค้นคว้าและเก็บข้อมูลแต่ส่วนใหญ่ก็จะมีเพียงเค้าโครงเรื่องใหญ่ๆ ที่มีความเป็น Epic อยู่ค่อนข้างสูง[1]

ปัญหาก็คือสิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาเติมเต็มจินตนาการที่ขาดหายสำหรับแบบเรียนประวัติศาสตร์ในการศึกษาภาคบังคับที่ยังคงเว้าแหว่งด้วยการกล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ โดยหยาบๆ และนำไปออกข้อสอบเพื่อทดสอบความจำในชั้นเรียน

ถึงแม้ทีมงานจะมีการ "ออกตัว" ว่าเรื่องนี้มีการดัดแปลงจากเค้าโครงเรื่องและมีการค้นคว้าข้อมูลมาเป็นอย่างดี แต่ผู้รับสารย่อมได้รับการเติมเต็มตัวอักษรที่หายไประหว่างบรรทัดจากภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ

แน่นอนที่สุด อย่างน้อยภาพของพระนเรศวรที่คนรุ่นที่พ้นวัยศึกษาในรั้วสถาบันจะมีอยู่ในหัวก็คือภาพของผู้ชายหน้าไทย ใส่เสื้อผ้าสีดำและมีหมวกและเหล่าพลทหารที่ออกรบโดยมีโล่และผ้าประเจียดป้องกันตัว (หากคิดไม่ออกให้กลับไปหาธนบัตรชนิด 100 บาทรุ่นเก่า) ซึ่งเป็นภาพอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง ที่ตั้งอยู่ ณ อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ที่ๆ เชื่อว่าเป็นจุดทำสงครามยุทธหัตถี

แต่เมื่อมีภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้น ภาพของพระนเรศวรในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพของพันโท วันชนะ สวัสดี ในบทพระนเรศวรทรงเกราะแบบยุโรป และประทับปืนแนบบ่าจากการโปรโมทผ่านสื่อต่างกลับเข้ามาแทนที่ และแย่งชิงการเป็นความรับรู้หลักของสังคมไปเสียแล้ว

เฉกเช่นเดียวกันกับเมื่อเราคิดถึงสมเด็จพระสุริโยทัย (ไม่ใช่ "สุริโยไท" ผมเคยถามเพื่อนที่จบโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ถึงเรื่องนี้เธอเคยเล่าว่าพอภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉาย หลายๆ คนบอกว่าชื่อโรงเรียนของเธอสะกดผิด ทั้งที่โรงเรียนของเธอมีอายุเก่าแก่กว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว) ภาพแรกที่คุณคิดถึงในจินตนาการย่อมเป็นภาพของหม่อมหลวง ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ในผมทรงกระทุ่ม จากความเชื่อเดิมที่ว่าผู้หญิงไทยไว้ผมยาว

ในกรณีระดับโลกที่ฮือฮาก็จากภาพยนตร์เรื่อง "Braveheart” เมื่อ Mel Gibson ผู้สวมบทวีรบุรุษชาวสก็อตต์นาม William Wallace ได้ถูกขอให้เป็นแบบในการจัดทำอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษคนดังกล่าว

การเติมเต็มข้อความที่หายไปในหนังสือด้วยภาพจากภาพยนตร์นั้น ไม่น่าสนใจเท่ากับ "ข้อความ" และอุดมการณ์ที่ถูกแทรกและเติมเข้ามาระหว่างบรรทัดของบทภาพยนตร์

สิ่งที่น่าสนใจนั้นก็คือ "อนุสาวรีย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้" นั้นทรงพลังกว่าอนุสาวรีย์ที่เป็นสถานที่ให้นักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปเพื่อความบันเทิง เพราะมันเป็นการสถาปนาอำนาจนำทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ถูกฝังหัวมาโดยที่ผู้รับสารไม่รู้ตัวผ่านการบอกเล่าของตัวละครโดยทางตรงและทางอ้อม

ข้อสังเกตที่น่าขบขันก็คือทำไมเราสามารถเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับร้อยๆ ปีที่ผ่านไปได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างผ่านการศึกษาวิจัยของทีมสร้างภาพยนตร์ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านไปไม่นานอย่าง 14 ตุลา 16 หรือ 6 ตุลา 19 ที่ยังคงมีพยานปากสำคัญในเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมากกลับไม่ถูกเลือกที่จะนำมาถ่ายทอด[2] สิ่งที่น่าสนใจก็คือเราไม่ค่อยจะมีภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โดยเฉพาะหลังจากยุค 2475 ถ้าหากเราคิดถึงหนังพีเรียด เรามักจะมองย้อนกลับไปช่วงก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ หรือส่วนมากก็แค่อาศัยช่วงเวลาเป็นฉากหลังในการดำเนินเรื่องราว และส่วนใหญ่หนังประวัติศาสตร์ของไทยยังคงติดอยู่กับกรอบคิดของประวัติศาสตร์แบบ "ราชาชาตินิยม" ที่น่าสนใจคือภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์ของไทยกลับไม่เคยมีการสร้างขึ้นอย่างจริงจัง

หนำซ้ำอนุสาวรีย์ที่เป็นตัวแทนของการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน ยังถูกเตะถ่วงจนเวลาล่วงเลยเกือบ 30 ปีกว่าที่จะมีการสร้างขึ้น สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราอยู่ หากอนุสาวรีย์เป็นการบ่งบอกถึงความสำคัญของบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ ทำไมเรื่องเหล่านี้จึงถูกดึงไว้ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยและเป็นการต่อสู้ของ "ประชาชน"ไทย เพื่อประชาธิปไตยอันเป็นหลักสูงสุดของประเทศ หรือว่าจริงๆ แล้วเรามิได้ปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตย? หรือว่าเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นเสี้ยนหนามแทงตำใครหรือไม่?[3]

เพราะอนุสาวรีย์นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาในทุกยุคทุกสมัยในการถ่ายทอด "มรดกทางความคิด" ของผู้มีอำนาจยุคต่างๆ เรามีวีรชนบ้านบางระจันในยุคที่ผู้นำต้องการให้เรามีความสามัคคี เรามีศาลพันท้ายนรสิงห์เพื่อเชิดชูความศักดิ์สิทธิ์ของนิติรัฐ[4] แล้วปัจจุบันใครเป็นผู้นำทางการเมืองของประเทศไทยที่ต้องการจะถ่ายทอดความคิดผ่านอนุสาวรีย์ในโลกเสมือนแห่งนี้?

คำถามที่สำคัญก็คือ ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เข้าฉายในช่วงเวลานี้กำลังจะบอก "ข้อความ" อะไรกับเรา? ผู้กำกับต้องการจะสื่อสารระหว่างบบรรทัดอะไรกับเรา? "ผู้อำนวยการสร้าง" ต้องการอยากให้เรามีทัศนคติแบบใด? หากเรามองให้ลึกๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ใช่ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ธรรมดา แต่มันกำลังจะกลายเป็นอนุสาวรีย์ทางความคิดความเชื่อที่พยายามจะสร้างมายาคติแบบใหม่ให้กับสังคม โดยเฉพาะคนที่เข้าไปดูและไม่ตั้งคำถามและเชื่อทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนหน้าจอ

ถ้าคุณอยากรู้ ติดตามได้ทุกโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ....


เชิงอรรถ
[1] (ในกรณีภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การทำยุทธหัตถี ,การหลั่งน้ำสิโณธก และการชนไก่)

[2] (ที่จริงมีอยู่ 2 เรื่องคือ 14 ตุลา สงครามประชาชน ซึ่งที่จริงแล้วดัดแปลงจากหนังสือ "คนล่าจันทร์" ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งเป็นมุมมองของเสกสรรค์ต่อเหตุการณ์ต่างๆ และ "ฟ้าใสหัวใจชื่นบาน" ที่จงใจล้อเลียนกลุ่มนักศึกษาที่เข้าป่าในช่วงหลัง 6 ตุลา 19 ให้ลดความน่าเชื่อถือเรื่องอุดมการณ์ และบริษัทอำนวยการสร้างเป็นของทายาทคนหนึ่งของผู้บัญชาการทหารเรือของคณะ คมช. ฐิติพันธุ์ เกยานนท์ บุตรชายของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์)

[3] กรณีดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจากภาพยนตร์สารคดี 100 ปีชาตกาลปรีดี พนมยงค์นั้น มีการกล่าวว่าสาเหตุที่ท่านไม่สามารถกลับเมืองไทยได้จวบจนเสียชีวิตนั้น เพราะว่าผู้ปกครองและผู้มีอิทธิพลของประเทศเกรงกลัวท่าน เห็นได้จากความพยายามลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับท่านจากสังคมไทย แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของท่านเอง ชื่อถนนประดิษฐ์มนูญธรรม ซอยปรีดี พนมยงค์ หรือสถาบันปรีดี นั้นถูกตั้งขึ้นหลังจากการอสัญกรรมของท่าน

[4] (ทั้งสองเรื่องที่กล่าวถึงถูกจัดทำเป็นภาพยนตร์แล้ว โดยเรื่องพันท้ายนรสิงห์กำลังจะถูกทำเป็นละครทางช่อง 3 โดยมีคุณหญิงหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ภรรยาของท่ายมุ้ย ควบคุมงานสร้าง และบทประพันธ์โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ ยุคล)

พระพุทธเจ้าเป็นคนไม่มีศาสนา

ที่มา ประชาไท

ภาพพจน์ของพระพุทธเจ้าที่เรารับรู้ผ่านคัมภีร์ทางพุทธศาสนานั้น มีสองภาพพจน์ที่ตรงข้ามกัน ภาพพจน์หนึ่งคือภาพของ “อภิมนุษย์” ที่บำเพ็ญบารมีมานับชาติไม่ถ้วน สุดท้ายไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต จากนั้นจึงมาเกิดเป็นมนุษย์และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า การถือกำเนิดก็มีปาฏิหาริย์เดินได้ 7 ก้าว และสามารถพูดได้ทันที รูปร่างก็สง่างามสมบูรณ์ด้วยมหาบุรุษลักษณะ จะทำอะไรไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด ก็ประสบความสำเร็จเหนือสามัญมนุษย์
แต่อีกภาพพจน์หนึ่งพระพุทธเจ้าคือคนธรรมดาที่มีชีวิตเลือดเนื้อ ผ่านความเจ็บปวดโศกเศร้า การดูหมิ่นเหยียดหยาม การเรียนรู้ลองผิดลองถูก ความล้มเหลวและความสำเร็จเยี่ยงสามัญมนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างแต่ว่าเป็นผู้พัฒนาปัญญาจนสามารถดำเนินชีวิติย่างมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณ
ในความเห็นของผม ชาวพุทธทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกนิยมภาพพจน์แบบไหนของพระพุทธเจ้าก็ได้ และสำหรับผมแล้ว ผมเลือกที่จะรักความเป็น “มนุษย์ธรรมดา” ของพระพุทธเจ้ามากกว่า เพราะผมรู้สึกว่าผมสามารถใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์ธรรมดาได้มากกว่า
พระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์ธรรมดาสอนสิ่งสำคัญสิ่งแรกแก่ผมคือ “เสรีภาพในการแสวงหาความจริง” ว่า ในการค้นพบความจริงนั้นเงื่อนไขข้อแรกเราต้องมีเสรีภาพจากความเชื่อทางศาสนาที่ถือปฏิบัติตามๆ กันมาก่อน (ดูเหมือนนวนิยายเรื่อง “สิทธารถะ” ของ เฮอร์มาน เฮสเส จะสะท้อนความเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้ง)
ดังที่เราเห็นได้จากเดิมทีพระพุทธเจ้าเคยนับถือศาสนาพราหมณ์ตามตระกูลศากยะ จนเรียนจบไตรเพท ต่อมาพระองค์ขบถต่อศาสนาของตระกูลอย่างถึงราก โดยการปลงผมออกบวชเป็นขอทานเลี้ยงชีพ ซึ่งตามจารีตของศาสนาตระกูลศากยะถือว่าการใช้ชีวิตเช่นนั้นต่ำต้อยเยี่ยง “จัณฑาล” ที่เป็นคนนอกวรรณะ
หลังจากนั้นพระองค์ก็มานับถือศาสนาแบบดาบสที่เชื่อว่าการบรรลุฌานสมาบัติคือคำตอบของความพ้นทุกข์ แต่เมื่อฝึกสมาธิจนได้สมาบัติ 8 แล้วพระองค์พบว่าสิ่งดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือหนีทุกชั่วคราวเท่านั้น จึงหันไปนับถือศาสนาใหม่อีกคือลัทธิบำเพ็ญทุกกรกิริยาที่เชื่อว่าการทรมานร่างกาย หรือเอาชนะความต้องการตามสัญชาตญาณทางกายภาพได้คือคำตอบของการมีอิสรภาพจากพันธนาการของกิเลสและความทุกข์
แต่ในที่สุดพระองค์ก็พบว่าเป็นไปไม่ได้ และเห็นว่าป่วยการที่จะเดินตามจารีตของลัทธิความเชื่อหรือศาสนาใดๆ อีกต่อไป จากนั้นก็กลายเป็น “คนไม่มีศาสนา” ไม่สมาทานหรือเดินตามความเชื่อใดๆ แต่หันมาใช้ปัญญาไตร่ตรอง “ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์” อย่างตรงไปตรงมา จึงทำให้ค้นพบความจริงของกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติแห่งการเกิดทุกข์และการดับทุกข์ ซึ่งเป็นความจริงตามกฎธรรมชาติที่ไม่ขึ้นกับลัทธิความเชื่อหรือจารีตทางศาสนาใดๆ
และเครื่องมือที่จะค้นพบความจริงดังกล่าว ก็ไม่ใช่เครื่องมือที่ถูกให้มาจากจารีตทางศาสนาหรือความเชื่อใดๆ หากแต่เป็น “ศักยภาพ” ที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกข์คน นั่นคือความสามารถในการใช้ปัญญาไตร่ตรองเพื่อทำความเข้าใจความทุกข์และการยุติความทุกข์ในชีวิตของตนเอง
สำหรับผมแล้ว ความน่าเคารพของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ความเปิดใจกว้างในการเรียนรู้ ความซื่อสัตย์ต่อความจริง (พิสูจน์ให้ชัดก่อนค่อยตัดสิน) บนพื้นฐานของการเคารพความเป็นมนุษย์ในความหมายที่ลึกสุดคือ “ความเป็นสัตว์ที่มีเสรีภาพ” ซึ่งในที่สุดพระองค์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสรีภาพในการแสวงหาความจริงสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับอิสรภาพทางจิตวิญญาณ
แน่นอนว่าการยืนยันว่า “เสรีภาพในการแสวงหาความจริงสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับอิสรภาพทางจิตวิญญาณ” ย่อมเป็นการยืนยันความหมายของความเป็นมนุษย์ในฐานะเป็น “สัตว์ที่มีเสรีภาพ”
และโดยการยืนยันเช่นนี้ย่อมเป็นการปฏิเสธโดยปริยายว่า การดำเนินชีวิตที่ไม่เคารพเสรีภาพในการแสวงหาความจริงด้วยสติปัญญาของตนเองย่อมไม่ใช่การมีชีวิตที่พึงปรารถนา และสังคมที่ปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริงย่อมไม่ใช่สังคมที่พึงปรารถนาด้วยเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสิ่งที่เราควรตั้งคำถามอย่างจริงจังคือ ทำไมโดย “การกระทำ” หรือโดยแบบอย่างการปฏิบัติตัวของพระพุทธเจ้ามีลักษณะของการปลดปล่อยให้เราเป็นเสรีชน ชวนให้เราเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ในการแสวงหาความหมายของชีวิต แต่ทว่าศาสนาพุทธในรูปของจารีตประเพณีที่ตกทอดมาถึงเรากลับเป็นเครื่องมือสร้างพันธนาการที่ซับซ้อน
ทั้งพันธนาการในรูปอุดมการณ์แห่งรัฐ เช่น พุทธศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือค้ำยันอุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ยกสถานะของพระมหากษัตริย์ให้เป็น “เทพ” (ทั้งที่พระพุทธเจ้าเองเป็น “คน”) ที่ศักดิ์สิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งสาระสำคัญแล้วอุดมการณ์ดังกล่าวขัดแย้งกับเสรีภาพในการแสวงหาความจริง
การปิดกั้นเสรีภาพในการแสวงหาความจริง หากพิจารณาจากความเป็นจริงที่ว่า “เสรีภาพในการแสวงหาความจริงสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับอิสรภาพทางจิตวิญญาณ” หรือความเป็นจริงที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเสรีภาพ” ย่อมถือเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
คำถามคือ สังคมที่ใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างอุดมการณ์ซึ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของประชาชน สมควรเรียกว่าเป็นสังคมพุทธหรือ? หากเราเป็นชาวพุทธและซื่อสัตย์ต่อความจริง (อย่างที่พระพุทธเจ้าทำเป็นแบบอย่าง) เราจะตอบคำถามนี้อย่างไร?
นอกจากนี้ โดยจารีตการใช้พุทธศาสนาสร้าง “คนดี” ในสังคมไทย คนดีที่เป็นผลิตผลของจารีตพุทธคือ “ผู้ปฏิบัติธรรม” ตามวิถีจริยธรรมเชิงปัจเจกที่ยึดอุดมคติว่า การปฏิบัติธรรมหมายถึงการปฏิบัติสมาธิ ทำบุญทำทาน เพื่อการมีชีวิตที่สุขสบายในโลกหนี้และโลกหน้า ได้ขึ้นสวรรค์ หรือบรรลุนิพพาน ซึ่งทั้งหมดนั้นมีลักษณะเป็นความดีส่วนตัวที่มุ่งประสงค์ต่อความสุขส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เสร็จแล้วชาวพุทธก็อธิบายกันว่า ถ้าแต่ละคนเป็นคนดีโดยการทำความดีต่างๆ ที่ว่ามานี้แล้วสังคมก็จะดีเอง
ที่สำคัญคือ “คนดี” และ “ความดี” ในความหมายดังกล่าว ไม่ได้เชื่อมโยงกับการชี้ชวนให้เห็นความสำคัญของการไตร่ตรอง หรือตระหนักรู้ในคุณค่าความหมายของความเป็นมนุษย์ในฐานะเป็น “สัตว์ที่มีเสรีภาพ” และไม่ได้สร้างมโนธรรมสำนึกในการปกป้อง “เสรีภาพในการแสวงหาความจริง” แต่อย่างใด
เมื่อพุทธแบบจารีตไม่ได้สร้างวัฒนธรรมแห่งการรู้คุณค่าและปกป้องเสรีภาพ ทั้งเสรีภาพในการแสวงหาความจริง และเสรีภาพในทางสังคมการเมือง คนที่คิดต่างจากพุทธแบบจารีต ตั้งคำถามกับพระ กับคัมภีร์ทางศาสนา คือ “คนบาป” และแน่นอนว่าชาวพุทธประเภทนักปฏิบัติธรรมตามแบบจารีตทั้งหลายก็ไม่แคร์ว่า ประชาชนจะถูกละเมิดเสรีภาพในทางสังคมการเมืองอย่างไรบ้าง
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวรวมๆ ได้ว่า นักปฏิบัติธรรมหรือชาวพุทธผู้เคร่งศาสนาในสังคมไทยปัจจุบันส่วนใหญ่ต่างเดินสวนทางกับพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ไม่มีศาสนาตามจารีตก่อนที่จะค้นพบ “ความจริง” และอิสรภาพ!

เผยพบ “ศูนย์กลาง” แผ่นดินไหวในวันที่ 24 ที่ “เชียงราย-น่าน” ไม่ใช่อาฟเตอร์ช็อคจากพม่า

ที่มา ประชาไท

กรมอุตุฯ เผยผลตรวจย้อนหลังพบศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ “เชียงราย-น่าน” รวม 3 จุด เชื่อหลังเหตุแผ่นดินไหวหนักในพม่า กระตุ้นรอยเลื่อนเล็กๆ ในไทย เบื้องต้นอยู่ระหว่างตรวจสอบผลกระทบ แจง ปชช.อย่าตื่นตระหนก แต่อย่าประมาท
28 มี.ค.54 เวลา 11.00 น. นายอดิศร ฟุ้งขจร หัวหน้ากลุ่มงานแผ่นดินไหว ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ และรองโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กลุ่มงานแผ่นดินไหว ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ได้ตรวจสอบย้อนหลังเพื่อตรวจรายงานการเกิดแผ่นดินไหวจากเครื่องวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนืออย่างละเอียดอีกครั้ง และพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากว่า ในคืนวันที่ 24 มีนาคมที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7 ริกเตอร์ ศูนย์กลางรัฐฉาน ประเทศพม่า เพียง 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น พบว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณรอยเลื่อนของประเทศไทยรวม 3 จุด ไม่ใช่การเกิดอาฟเตอร์ช็อคจากเหตุแผ่นดินไหวที่พม่าอย่างที่หลายฝ่ายคิด
“จุดแรกที่พบคือ เวลา 21.17 น. เกิดแผ่นดินไหวมีศูนย์กลางที่ อ.เวียงสา จ.น่าน ความแรง 4 ริกเตอร์ เพราะการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนปัว จุดที่สองเกิดเวลา 22.09 น. มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ความแรง 3.0 ริกเตอร์ เกิดจากการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน และจุดที่สาม เวลา 22.15 น. มีศูนย์กลางที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ความแรง 3.4 ริกเตอร์ เกิดจากการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน” นายอดิศร กล่าว
นายอดิศรกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ และเชื่อว่าหลังเหตุแผ่นดินไหวอย่างหนักในพม่า น่าจะส่งผลให้เกิดแรงกระตุ้นรอยเลื่อนเล็กๆ ในประเทศไทย ทำให้เคลื่อนตัวเป็นจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอีกหลายจุดตามมา รายงานไปยังกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว เบื้องต้นอยู่ระหว่างตรวจสอบผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขอแจ้งเตือนมายังประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือว่าอย่าตื่นตระหนก แต่อย่าประมาทขอให้เตรียมศึกษาวิธีปฏิบัติตัวป้องกันเพื่อรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวที่อาจมาถึง

สถานการณ์ “การเมืองไทย” ต้องมองให้เห็น “ความจริง”

ที่มา ประชาไท

ชื่อบทความเดิม: สถานการณ์การเมืองไทย ต้องมองให้เห็นความจริง จึงจะขับเคลื่อนได้ถูกต้อง และสามารถ change ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติได้จริง
ก.*ประเทศไทยวิกฤตหนัก จากโครงสร้างและระบบที่ไม่เป็นธรรม สถาบันสำคัญของสังคม โดยเฉพาะกระบวนการทางการเมืองและกระบวนการยุติธรรม ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ไม่มีความเป็นธรรม ขาดประสิทธิภาพ ไม่ได้ประสิทธิผล ตกอยู่ในระบบอุปถัมภ์ ไม่มีความเป็นอิสระ ตามไม่ทันและไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะแก้ปัญหาใหญ่ของชาติได้ และจมอยู่ในวังวนกับปัญหาของตนเอง เอาผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก
คน สังคมไทยขาด ผู้นำที่มีบารมีระดับรัฐบุรุษที่สังคมทุกฝ่ายยอมรับ คนมีหน้าที่ขาดความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้นำทางการเมืองขาดความรู้ประสบการณ์อุดมการณ์และความเสียสละกล้าหาญเพื่อส่วนรวม จนปัญหาทุกเรื่องทุกด้าน มาบรรจบกันเป็นวิกฤตใหญ่ของประชาชนและประเทศ
ข.การมองเห็นความจริงของสังคมยากมาก เพราะโลกและสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อยู่ในภาวะสับสนซับซ้อน (Complex system) และโกลาหล (Chaos) อีกทั้งองค์ความรู้ของสังคม มีไม่พอ หรือไม่ทันกับวิกฤตใหญ่ และคนก็ไม่สนใจศึกษาหาความรู้ความจริง แต่มองแค่ปรากฏการณ์และข่าวเท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคม คือ สังคมไทยยังไม่มีทางออก ยังไม่มีแนวทางการแก้ปัญหาที่ได้ผลจริง, สถาบัน พรรค กลุ่มคน และปัจเจกชน มีวิธีคิด มุมมอง จากจุดยืนหน้าที่และผลประโยชน์ของตน ใจไม่ใหญ่มองไม่ไกลไปถึงอนาคต มัวแต่แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ และขับเคลื่อนไป โดยไม่สนใจกับกลุ่มหรือคนอื่นๆ ขาดแนวคิดเรื่องการแสวงหาความร่วมมือกับฝ่ายอื่นคนอื่น ที่อยู่บนพื้นฐานของความเคารพและให้เกียรติกัน โดยผลที่เกิดขึ้น มักจะเป็นการทำลายตนเองมากกว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ ทั้งต่อองค์กรของตนเอง และการหาทางออกให้กับประชาชนและประเทศชาติ
การขาดความรู้และข้อเท็จจริง ทำให้ทุกฝ่ายเสนอทางออก มีลักษณะเอียงซ้ายป่ายขวา เชื่อคนและข่าวลือที่มีข้อมูลตรงกับความคิดและผลประโยชน์ของตน เอาข่าวตามสื่อมาวิจารณ์บอกเล่าต่อกลุ่มองค์กรและสาธารณะ ขณะเดียวกันคนในสังกัดหรือมวลชน มักจะเชื่อตามผู้นำที่ตนเชื่อถือศรัทธา และพร้อมจะทำตามโดยไม่คิด หรือขาดความรู้ข้อมูลที่จะคิด ลักษณะเช่นนี้ ทำให้สื่อมีอำนาจสูง และผู้นำทุกวงการมักจะใช้สื่อเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อให้แก่ประชาชนเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม ขณะเดียวกับผู้นำหรือสื่อก็ขาดความรับผิดชอบและการสรุปบทเรียน ทำให้ความผิดถูกทำซ้ำ และความถูกต้องไม่เกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นยาก
ทัศนะการใช้ความคิดและผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก ไม่ศึกษาหาความรู้และความเป็นจริง การเชื่อ และฟังแต่เรื่องที่ถูกจริตกับตน จากผู้คนและคนใกล้ชิดคนรอบข้างที่มักจะสรรเสริญเยินยอ และพร้อมที่จะรับฟังคำสั่งอย่างดุษฎีโดยไม่โต้แย้ง และการไม่รับฟังคนและความคิดที่แตกต่างจากตน รวมทั้งการขาดความเคารพผู้คน (มวลชน) เป็นเหตุแห่งความเสื่อมของผู้นำ และเป็นการปิดปัญญา ที่จะนำความจริงและทางออกมาสู่สังคม
ค.มาดูเรื่องและประเด็นสำคัญ ที่เกิดขึ้น และมองแตกต่างกันของผู้คนในสังคมไทยปัจจุบัน
1.เรื่องการเลือกตั้ง
๑. มีหรือไม่มีการเลือกตั้ง
๒. การเลือกตั้งใหม่ จะเป็นการแก้ไขปัญหาวิกฤตของสังคมได้หรือไม่
๓. การไม่มีการเลือกตั้ง จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ทางใด กกต.ลาออกเหลือไม่ถึง 3 คน, กฎหมายลูกไม่ผ่านรัฐสภา, มาตรา 3, มาตรา 7 ฯลฯ
๔. การรัฐประหาร การปฏิวัติของประชามหาชน รัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลพระราชทาน ผลดีผลเสีย
๕. การ Vote NO ควรทำหรือไม่ จะได้ผลจริงจังไหม ผลดีผลเสียที่เกิดขึ้น ใครได้ใครเสีย
๖. ผลของการเลือกตั้ง จะมีการยุบพรรค การให้ใบเหลืองใบแดง
2.ใครเป็นรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา
๑. พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทย โดยมี นายอภิสิทธิ์ เป็นนายก
๒. พรรคเพื่อไทย กับพรรคขนาดกลาง sme โดยมี นอมินีทักษิณ หรือ เสธหนั่นฯ เป็นนายก
3.การปฏิรูปสังคมและการเมือง
๑. โอกาสและความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น
๒. จะเกิดหรือควรเกิดก่อน หรือ หลังการเลือกตั้ง
๓. ใครจะเป็นผู้ทำ พรรคการเมือง (เสนอเป็นสัญญาประชาคม) ผู้นำสังคม นักธุรกิจ ภาคประชาชน
4.กรณีความขัดแย้งเรื่องข้อพิพาทระหว่าง ไทยกับกัมพูชา
๑. ความเป็นเอกภาพของรัฐบาลพรรคร่วมและข้าราชการประจำ นายก. รมว.ต่างประเทศ รมว.กลาโหม
๒. ความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาล ฝ่ายค้าน พธม. ฯลฯ มีความเป็นไปได้ไหม และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
๓. จะจบลงอย่างไร และเมื่อใด พื้นที่ 4.6 ตร.กม (2880ไร่) พื้นที่ชายแดนอื่นๆ และพื้นที่ทางทะเล
๔. กรณีมรดกโลกและพื้นที่บริเวณมรกดโลก, การเป็นคณะกรรมการมรดกโลกของไทย ฯลฯ
๕. กรณีคุณวีระ และ คุณราตรี จะได้รับการปล่อยจากคุก เมื่อใด และอย่างไร
๖. กรณีศาลกัมพูชา ตัดสินว่า7คนไทย มีความผิดรุกล้ำแดนดินแดนกัมพูชา จะมีผลต่อการเสียดินแดน?
5.การชุมนุมของ พธม., กลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ, กองทัพธรรม
๑. ผลสำเร็จ ผลดี ผลเสีย จะชุมนุมยาวแค่ไหน และจะหยุดเมื่อไหร่ ก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง
๒. เป้าหมายที่แท้จริง คืออะไร ต่อต้านระบอบทักษิณ ปกป้องสถาบัน สร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือผลประโยชน์ส่วนตน
๓. การสนับสนุนจากมวลชนเดิม พธม. ประชาชน มีมากน้อยแค่ไหน เพราะอะไร
๔. คดีของแกนนำ พธม.คดี 7ตุลาคม 2551 เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่
๕. จะมีการนิรโทษกรรมหรือไม่ อย่างไร และเมื่อใด
6.การเคลื่อนไหวของนปช. กลุ่มคนเสื้อแดงหลากหลายกลุ่ม รวมทั้งนักวิชาการและสื่อแดง ฯ
๑. ผลสำเร็จ ผลดี ผลเสีย จะชุมนุมยาวแค่ไหน และจะหยุดเมื่อไหร่ ก่อนหรือหลังการเลือกตั้ง
๒. เป้าหมายที่แท้จริง คืออะไร เปลี่ยนแปลงการปกครองฯ รับใช้ทักษิณ สร้างประชาธิปไตย หรือผลประโยชน์ส่วนตน
๓. การสนับสนุนจากมวลชนเดิม, ประชาชน มีมากน้อยแค่ไหน เพราะอะไร
๔. คดีของแกนนำ คดี 2552-3 เกิดขึ้นเพราะอะไร และจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่
๕. จะมีการนิรโทษกรรมหรือไม่ อย่างไร และเมื่อใด
ง.ข้อเสนอแนะ
1.สถาบันหลักที่สำคัญของสังคม จะต้องมีการปรับตัวครั้งใหญ่ ให้ทันสมัย มีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ ได้ประสิทธิผล มีความเป็นอิสระ และมีศักยภาพเพียงพอ ที่จะแก้ปัญหาใหญ่ของชาติได้
2.คน สังคมไทยต้องพัฒนาให้มีคุณภาพและมีความรับผิดชอบและเร่งพัฒนาสร้างความเป็นผู้นำในทุกระดับ
3.ผู้นำทางการเมือง ต้องมีความรู้ประสบการณ์อุดมการณ์และความเสียสละกล้าหาญเพื่อส่วนรวม
4.พรรคการเมืองทุกพรรค โดยเฉพาะพรรคที่จะเป็นรัฐบาลสมัยหน้า ควรจะมีนโยบายปฏิรูปสังคมและการเมืองที่เป็นรูปธรรมทำได้จริง เสนอเป็น สัญญาประชาคม ให้กับประชาชนในการเลือกตั้ง
5.พรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นพรรคสีขาว มีโอกาสมากกว่าทุกพรรค เพราะเน้นการประสานงานในสภาเข้ากับการเคลื่อนนอกสภา และการร่วมมือกับทุกภาคส่วนในสังคม และประกอบด้วยคนมีอุดมการณ์ที่ได้ผ่านการพิสูจน์ จนเป็นที่ยอมรับของประชาชนและสังคม และมีลักษณะทั่วประเทศ ควรจะมีการเสนอนโยบายหลักเฉพาะหน้าที่สำคัญ โดยเฉพาะการปฏิรูปสังคมการเมือง และการเลือกตั้ง ภาคประชาชนและกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์รักชาติรักประชาธิปไตย ควรจะให้การสนับสนุน
6.รัฐบาลทั้งรัฐบาลนี้ และรัฐบาลใหม่ ควรมีวาระแห่งชาติ เรื่องการแก้ปัญหาอธิปไตยไทย ทั้งต่อกัมพูชา และประเทศที่มีดินแดนติดกับไทย รวมทั้งเรื่องเขตแดนในทะเลด้วย
7.พรรคการเมือง และนักการเมือง นอกจากจะต้องยอมรับการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนนอกรัฐสภา เพราะเป็นเรื่องของประชาธิปไตยแล้ว ควรจะต้องมีนโยบายส่งเสริมและสนับสนุนให้เข้มแข็งอีกด้วย
8.ภาคประชาชนจะต้องเร่งพัฒนาปรับปรุงตนเองอย่างเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และให้มีความเข้มแข็งและคุณภาพพอเพียงทั้งตัวองค์กรและบุคคล ที่จะเผชิญกับวิกฤตใหญ่ที่จะเกิดขึ้นภายในไม่กี่ปีที่จะมาถึง และต้องสามารถประสานความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการทำงานแก้ไขวิกฤตใหญ่ของประชาชน และประเทศได้ โดยเฉพาะกับรัฐบาลและรัฐสภา รวมทั้งภาควิชาการสื่อต่างๆและภาคประชาชนด้วยกัน โดยเฉพาะกับคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) และคณะกรรมการปฏิรูป (คปร.)

ข้อสันนิษฐานจากข้อเท็จจริง:เสื้อแดงอาจสูญเสียมากกว่า 91 ศพในเหตุการณ์เมษา-พฤษภา53

ที่มา Thai E-News



โดย Pegasus
29 มีนาคม 2554

ได้ฟังการอภิปรายในรัฐสภาว่า ทหารมีการใช้อาวุธชนิดพิเศษที่เรียกว่าสไนเปอร์ โดยมีขนาดกระสุน 7.62 มิลลิเมตร (.30 นิ้ว) โดยเบิกไป 3,000 นัด ส่งคืน ประมาณ 500 นัดใช้ไป 2,500 นัด และก็มีชื่อคนคุมสั่งยิงและหน่วยงานที่ออกมายิงประชาชนไปแล้ว

สิ่งที่น่าคิดแต่ยังไม่เห็นใครนำมาวิเคราะห์กันคือผลของการใช้สไนเปอร์นั้นคืออะไร หมายความว่าอย่างไร เกิดอะไรขึ้นกับกระสุน 2,500 นัดนั้น

ก่อนจะพูดกันต่อไปขอยกเอาข้อมูลจากวิกิพีเดียในเรื่องของอาวุธชนิดนี้มาวางไว้เพื่อที่จะได้ไม่มีข้อสงสัยกันโดยจะสรุปต่อท้ายต่อไป ดังนี้

Accuracy


Comparison of 0.5, 1, and 3 MOA extreme spread levels against a human torso at 800 m (left) and a human head at 100 m (right)

A military-issue battle rifle or assault rifle is usually capable of between 3-6minute of angle (MOA) (1-2 mrad) accuracy. A standard-issue military sniper rifle is typically capable of 1-3 MOA (0.3-1 mrad) accuracy, with a police sniper rifle capable of 0.25-1.5 MOA (0.1-0.5 mrad) accuracy. For comparison, a competition target or benchrest rifle may be capable of accuracy up to 0.15-0.3 MOA (0.05-0.1 mrad).

A 1 MOA (0.3 mrad) average extreme spread for a 5-shot group (meaning the center-to-center distance between the two most distant bullet holes in a shot-group) translates into 69% probability that the bullet's point of impact will be in the circle with center in point of aim and diameter of 25 cm at 800 m (about 8 inches at 800 yards), which is considered sufficient to ensure a high probability of hitting a human shape at that distance.

In 1982 a U.S. Army draft requirement for a Sniper Weapon System was: "The System will: (6) Have an accuracy of no more than 0.75 MOA (0.2 mrad) for a 5-shot group at 1,500 meters when fired from a supported, non-benchrest position".[6] Actual Sniper Weapon System (M24) adopted in 1988 has stated maximum effective range of 800 meters and a maximum allowed average mean radius (AMR) of 1.9 inches at 300 yards from a machine rest, what corresponds to a 1.6 MOA (0.5 mrad) extreme spread for a 5-shot group when using 7.62 x 51 mm M118 Special Ball cartridges.[7][8][9]


Precision Weapon Engagement Ranges & Dispersion according to the US Army.

A 2008 United States military market survey for a Precision Sniper Rifle (PSR) calls for 1 MOA (0.3 mrad) extreme vertical spread for all shots in a 5-round group fired at targets at 300, 600, 900, 1,200 and 1,500 meters.[10][11]In 2009 a United States Special Operations Command market survey calls for 1 MOA (0.3 mrad) extreme vertical spread for all shots in a 10-round group fired at targets at 300, 600, 900, 1,200 and 1,500 meters.[12][13] The 2009 Precession Sniper Rifle requirements state that the PSR when fired without suppressor shall provide a confidence factor of 80% that the weapon and ammunition combination is capable of holding 1 MOA extreme vertical spread. This shall be calculated from 150 ten (10) round groups that were fired unsuppressed. No individual group shall exceed 1.5 MOA (0.5 mrad) extreme vertical spread. All accuracy will be taken at the 1,500 meter point.[14][15] In 2008 the US military adopted the M110 Semi-Automatic Sniper System which has corresponding maximum allowed extreme spread of 1.8 MOA (0.5 mrad) for a 5-shot group on 300 feet, using M118LR ammunition or equivalent.[7][8][16] In 2010 maximum bullet dispersion requirement for M24 .300 Winchester Magnum corresponds[7][8] 1.4 MOAextreme spread for 5 shot group on 100 meters.[17]

Although accuracy standards for police rifles do not widely exist, rifles are frequently seen with accuracy levels from 0.5-1.5 MOA (0.2-0.5 mrad).[18] For typical policing situations an extreme spread accuracy level no better than 1 MOA (0.3 mrad) is usually all that is required. This is because police typically employ their rifles at short ranges.[19] At 100 m or less, a rifle with a relatively low accuracy of only 1 MOA (0.3 mrad) should be able to repeatedly hit a 3 cm (1.2 inch) target. A 3 cm diameter target is smaller than the brain stem which is targeted by police snipers for its quick killing effect.[20]

[edit]Maximum effective range

Cartridge Maximum effective range[21][22]

7.62x 39mm ...................350 m
5.56x45mm.....................550 m
7.62x51mm (.308 Winchester)...800 m
7.62x54mm R ..................800 m
.30-06 Springfield............800 m
7 mm Remington Magnum.........900–1,100 m
.300 Winchester Magnum........900–1,200 m
.338 Lapua Magnum............1,200-1,500 m
.50 BMG (12.7x99mm NATO)
12.7x108mm (Russian).........1,500–2,000 m
14.5x114mm...................1,800–2,300 m
.408 Chey Tac................2,300 m

Unlike police sniper rifles, military sniper rifles tend to be employed at the greatest possible distances so that range advantages like the increased difficulty to spot and engage the sniper can be exploited. The most popular military sniper rifles (in terms of numbers in service) are chambered for 7.62 mm (0.30 inch) caliber ammunition, such as 7.62x51mm and 7.62x54mm R. Since sniper rifles of this class must compete with several other types of military weapons with similar range, snipers invariably must employ skilled fieldcraft to conceal their position.

The recent trend in specialised military sniper rifles is towards larger calibres that offer relatively favorable hit probabilities at greater range, such as the anti-personnel .338 Lapua Magnum cartridge and anti-materiel cartridges like the .50 BMG and the 14.5x114mm. This allows snipers to take fewer risks, and spend less time finding concealment when facing enemies that are not equipped with similar weapons.
Maximum range claims made by military organizations and materiel manufacturers regarding sniper weapon systems are not based on consistent or strictly scientific criteria. The problem is only the bullet interacts after a relatively long flight path with the target (can also be a materiel target for a sniper bullet).

This implies that variables such as the minimal required hit probability, local atmospheric conditions, properties and velocity of the employed bullet (parts), properties of the target and the desired terminal effect are major relevant factors that determine the maximum effective range of the employed system.
Source : http://en.wikipedia.org/wiki/Sniper_rifle

มาดูข้อน่าสังเกตแรกคือความแม่นยำจากรูปแรกจะเห็นด้านซ้ายมือเป็นเป้ารูปคนครึ่งตัวตั้งแต่อกขึ้นไปถึงศีรษะ บทความบอกว่าในระยะ 800 เมตรซึ่งเป็นระยะแม่นยำของอาวุธปืนสไนเปอร์ขนาด 7.62 มิลลิเมตรนี้ซึ่งมีอยู่สองแบบด้วยกันนั้นจะเป็นวงรูปสีเขียวมีความกว้างสูงสุด 25 เซนติเมตร

เทียบแล้วก็สั้นกว่าไม้บรรทัดนิดหน่อย ดังนั้นในระยะ 800 เมตรต้องเข้าหน้าอกแน่นอนไม่มีเหลือ สำหรับในระยะที่ต้องการให้ยิงตัดก้านสมองให้หมดความรู้สึกทีเดียวนั้นจะใช้ระยะห่างไม่เกิน 100 เมตร จะเลือกยิงตัดเส้นประสาทได้ทันทีทำให้ผู้ที่ถือปืนอยู่ไม่สามารถเหนี่ยวไกปืนยิงไปเองได้อีกซึ่งในกรณีจะไม่กล่าวถึง

สำหรับการชุมนุมและการเลือกยิงโดยหน่วยสไนเปอร์นั้น ดูจากระยะทั้งหมดแล้วไม่เกิน 800 เมตรแน่นอน และน่าจะน้อยกว่า 300 เมตรด้วยซ้ำ เพราะประชาชนไม่มีอาวุธต่อสู้การเข้ามาใกล้กว่าระยะยิงของอาวุธปืนนั้นทำได้ง่าย ดังนั้นการยิงที่ศีรษะเหมือนยิงสัตว์เล่นนั้นปรากฏอยู่ทั่วไป

ประเด็นที่สำคัญยิ่งคือความแม่นยำที่ว่านี้ยืนยันโดยทางสถิติว่าการจะเป็นนักยิงปืนพวกนี้และใช้งานได้ต้องผ่านเกณฑ์การยิงที่เรียกว่าเข้าเป้าดำไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ตามคำพูดนี้ “The 2009 Precession Sniper Rifle requirements state that the PSR when fired without suppressor shall provide a confidence factor of 80% that the weapon and ammunition combination is capable of holding 1 MOA extreme vertical spread.”

และนี่เป็นการยิงด้วยการประทับปืนเปล่าๆไม่มีเครื่องรองรับให้มั่นคงอะไร แบบในสนามรบที่ต้องเคลื่อนที่ตลอดเวลาดังนั้นกรณีของไทยที่มีการขึ้นไปบนตึกและเตรียมการต่างๆอย่างสบายใจนั้นความแม่นยำต้องสูงกว่านี้

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ให้ถือว่ามีความแม่นยำอยู่ที่ร้อยละ 90 ถ้ายิงคนละนัดเพราะจริงๆก็ยิงเท่านี้พอสำหรับการเด็ดชีพแล้วก็จะเป็นผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตอยู่ที่ ไม่ต่ำกว่า 2,250 คน(0.90x2500=2,250)

นอกจากนั้น กระสุนที่ใช้กับอาวุธสงครามทั่วไปเช่นเอ็ม16 อีกกว่า100,000 นัดนั้น สมมติว่ามีการยิงแบบสุ่มและยิงใส่ประชาชนด้วยปืนเอ็ม 16 ติดกล้อง ตีเสียว่ายิงใส่ประชาชนเพียงร้อยละ 1 นอกนั้นยิงใส่ฟ้า ใส่ดิน โดนโดยไม่เสียชีวิตไปจำนวนหนึ่งก็ 2,000 คน

ที่ทราบกันอยู่แล้วที่เหลือก็จะมีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า1,000 คน รวมผู้ที่เสียชีวิตตามหลักฐานของทางหน่วยทหารยืนยันเองเรื่องสไนเปอร์และเอ็ม 16 ติดกล้องจึงน่าจะไม่ต่ำกว่า 3,250 คน

ตัวเลขนี้มีเหตุผลไม่เกินเลยและคิดให้ในเกณฑ์ขั้นต่ำมากอยู่แล้ว แต่ซากศพก็คงไม่พบเพราะมีการลากเก็บไปทำลายตามที่เคยทำมาแล้วหลายครั้งหลายคราว

จากการคำนวณนี้อยากให้ฝ่ายประชาธิปไตยยกข้อมูลนี้มาขยายความกันและวิพากษ์ วิจารณ์กันให้กว้างขวาง เพราะข้อมูลพื้นฐานมาจากฝ่ายทหารเอง และข้อมูลที่นำมาอ้างอิงก็เป็นมาตรฐานสากล การเรียกร้องทวงถามความเป็นธรรมสมควรได้รับการยกระดับขึ้นให้มากกว่านี้ และเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (คงหวังลูกน้องของฝ่ายเผด็จการที่มาเป็นคณะกรรมการอะไรต่างๆในไทยได้ยาก)

เพื่อเปรียบเทียบผลของการเป็นนักสไนเปอร์ที่ยิงพลเรือนปราศจากอาวุธผลสุดท้ายเป็นอย่างไร ก็จะขอนำเอาผลการตัดสินลงโทษของกระบวนการยุติธรรมที่มีความเป็นธรรมและมีคุณธรรมเพราะเป็นประชาธิปไตย คือการตัดสินลงโทษทหารอเมริกันที่ใช้อาวุธสไนเปอร์ยิงพลเรือนที่ปราศจากอาวุธในอัฟกานิสถาน ลองดูว่าความยุติธรรมของเขาเป็นอย่างไร และลองดูที่ความคิดของทหารอเมริกันนั้นเองที่มีความเป็นมนุษย์มากกว่าทหารไทยมากนัก

“ทหารฐานทัพสหรัฐฯถูกศาลตัดสินจำคุก 24 ปีในคดีที่ก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิ์ชาวอัฟกานิสถานอย่างโหดเหี้ยมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

ศาลสหรัฐฯตัดสินลงโทษนายเจเรมี มอร์ล็อค ทหารหน่วยรบพิเศษประจำฐานทัพสหรัฐฯ 1 ใน 5 ผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในหน่วยที่เรียกกันเองว่า "ทีมสังหาร" ข้อหาเจตนาฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวม 3 กระทง จำคุก 24 ปี การตัดสินคดีดังกล่าวถือว่าเป็นคำตัดสินในคดีของกองทัพสหรัฐฯที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

มอร์ล็อคกล่าวปฏิญาณก่อนให้การในชั้นศาลด้วยการแสดงความเสียใจกับครอบครัวของเหยื่อและประชาชนชาวอัฟกานิสถาน พร้อมพูดว่าตนเองไร้ศีลธรรมที่ทำให้พลเรือนชาวอัฟกานิสถานที่ไร้อาวุธเสียชีวิต 3 ศพ ด้วยการทิ้งระเบิดและกราดกระสุนไรเฟิลเข้าใส่ พร้อมให้การกับอัยการว่าเป็นมือขวาของ หัวหน้าทีมสิบตรีคัลวิล กิบบ์ส ซึ่งสั่งให้มอร์ล็อคสุ่มเลือกเหยื่อสังหาร

"นอกจากนี้ยอมรับว่ามีสติตลอดที่กระทำลงไปเป็นสิ่งผิด" ขัดแย้งกับคำแนะนำของทนายที่ให้บอกว่าตกอยู่ในอาการเสพยา อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าเสพกัญชาสัปดาห์ละ 3-4 ครัง นับแต่ได้รับคำสั่งออกปฏิบัติการที่อัฟกานิสถาน

ก่อนนี้นิตยสารเดอร์ส สปีเกล ในเยอรมนี ได้ตีพิมพ์หลายภาพที่เห็นการสังหารอย่างโหดเหี้ยม หนึ่งในนั้นมีภาพที่มอร์ล็อคนั่งยองๆ ทำหน้ายิ้มกริ่มจิกศีรษะผู้ชายบนกองศพที่จมเลือดต่อหน้ากล้องถ่ายรูป


ด้านเพนตากอน หรือ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ทหารใช้ยาเสพติดปฏิบัติการ ซึ่งไม่ว่า หากพิสูจน์พบความจริงหรือไม่แต่ก็ถือว่าทำให้เพนตากอนต้องเสียชื่อเสียงและภาพลักษณ์ต่อชาวโลก

ส่วนทีมสังหารอีก 7 คน อยู่ระหว่างการสอบสวน ขณะที่เพื่อนอีก 4 คนถูกตัดสินและรับโทษจำคุกไปแล้ว”


Nick Nostitz ผู้สื่อข่าวอิสระชาวเยอรมันกับภาพถ่ายของเขาในเหตุการณ์ทหารยิงสังหารผู้ประท้วงเสื้อแดงอย่างทารรุณโหดร้าย

สำหรับในประเทศไทยคงไม่ต้องพูดกัน ดังที่เห็นจากความเห็นของผู้สื่อข่าวชาวเยอรมันซึ่งเป็นคนนอกไม่เกี่ยวกับการเมืองภายในประเทศว่าเขาคิดอย่างไรกับทหารไทยเวลายิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธลองเปรียบเทียบกับความเป็นคนในโลกศิวิไลซ์ในคอลัมน์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับนรกนี่คือการปกครองด้วยระบบโบราณล้าหลังและเป็นเผด็จการจึงหล่อหลอมให้สังคมเป็นอะไรที่น่าสะอิดสะเอียนอย่างยิ่ง

หน้าที่ของฝ่ายประชาธิปไตยคือ นำเรื่องการสังหารประชาชนที่ไม่มีอาวุธนี้ออกไม่น้อยกว่า 3 พันคนนี้ออกมาเผยแพร่ให้มากที่สุดและชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าจะคิดเข้าข้างตัวเองอย่างไรทหารที่ออกมาสังหารประชาชนจะต้องได้รับการตัดสินความด้วยกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า และขนาดยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทหารก็ยังถูกหักหลังด้วยหน่วยงานของรัฐบาลเองรวบรวมหลักฐานชี้ให้เห็นแล้วว่าเป็นผู้สั่งการและสังหารประชาชน มีชื่อ มีสังกัดชัดเจนดังที่ปรากฏเป็นข่าวแล้วเช่นทุกวันนี้

สิ่งที่กังวลอยู่เรื่องเดียวคือ เราได้เตรียมตัวสำหรับการเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่น่าจะมีขึ้นก่อนวันชุมนุมใหญ่ในเดือนพฤษภาคมนี้หรือไม่และอย่างไร

มีการชี้แจงกับเสื้อแดงกลุ่มต่างๆอย่างละเอียดในทุกแง่มุมถึงการต่อสู้เมื่อมีการใช้อาวุธสงครามเช่นนี้อีกครั้งอย่างไร หรือไม่ และมีการเตรียมลุกฮือหรือไม่อย่างไร ถ้ามีการโกงเลือกตั้ง หรือ สร้างสุญญากาศให้ต้องมีนายกฯพระราชทาน หรือที่สุดคือการยึดอำนาจ แล้วกวาดล้าง

แต่ละเหตุการณ์ได้เตรียมอะไร ไว้อย่างไรบ้าง ไม่ต้องบอกมากถ้าเป็นความลับขอให้รู้ว่ามีก็พอใจกันแล้ว แต่อย่าจบแค่มีรัฐประหารมาอนุสาวรีย์ฯ เลยขั้นนั้นมาไกลแล้ว

ส่วนจะทำอย่างไรหวังว่าจะรู้กันอย่างทะลุปรุโปร่งกันแล้ว เพราะเมื่อเสนอตัวเป็นแกนนำก็ย่อมรู้ดีเป็นธรรมดา ขอร้องอย่างเดียวว่าถ้าคิดอะไรไม่ออกขอให้นำข่าวการประท้วงและการต่อสู้ของประเทศอื่นๆมาเล่าให้ประชาชนฟังเพื่อให้เห็นภาพว่าควรเตรียมตัวอย่างไร สู้อย่างไร ใช้เวลาเท่าไร และควรจะจบอย่างไร ให้มวลชนเข้าใจไว้ล่วงหน้า เพราะเมื่อเกิดเหตุคงต่างกลุ่มต่างทำหน้าที่

การเรียกมารวมตัวเป็นเป้านิ่งที่เวทีเหมือนที่ราชประสงค์คงไม่เกิดอีกแล้ว

มีบางท่านบอกว่า ประเทศในอัฟริกาเหนือลอกเราแล้วก็ทำสำเร็จ ประเด็นนี้อยากจะขยายความให้ชัดๆชี้ให้เห็นว่า ประเทศต่างๆเหล่านั้นได้แรงบันดาลใจจากเสื้อแดงเราตามที่ซีเอ็นเอ็นได้กล่าวอ้าง แต่เขาลอกการบ้านแล้วเอาไปคิด พอเข้าสู่ห้องสอบเขาทำข้อสอบและสู้ทำข้อสอบจนได้ชัยชนะ แต่ของเราทำการบ้านได้หมดแต่พอจะเข้าห้องสอบ เรากลับขอเลิกสอบเสียดื้อๆ ขอกลับไปเรียนซ้ำใหม่ จะเริ่มเลือกตั้ง ถูกแกล้ง ถูกปลด ถูกยุบอีกรอบ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาจึงสู้ชนะแล้วเราหยุดอยู่กับที่

จริงอยู่การเข้าสู่การเลือกตั้งและส่งทีมงานจาก นปช.ลงหาเสียงในพื้นที่แยกออกจากมวลชนเพื่อเจาะให้ได้จำนวน ส.ส.เกินกว่า 250คน ยังมีความจำเป็นเพื่อทำให้ฝ่ายเผด็จการหมดทางเลือก เกิดความไม่แน่ใจจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษอีกครั้ง ก็จะทำให้เข้าทางในการต่อสู้และจบได้เร็วขึ้น

ถ้าเป็นเช่นนั้น นปช.ส่วนใหญ่ก็จำเป็นต้องไม่อยู่กับมวลชนในการชุมนุม แต่คงต้องลงหาเสียงในพื้นที่ให้น่าตื่นตระหนก นอกจากจะได้มวลชนเพิ่มแล้วก็เป็นการเร่งให้ฝ่ายเผด็จการต้องรีบตัดสินใจใช้กำลังและนำไปสู่ความพ่ายแพ้เร็วขึ้น

ถ้าเหตุการณ์จะเป็นเช่นที่กล่าวมาในส่วนของมวลชนก็ต้องไม่เสียเวลามากเกินไป ต้องรีบให้ความรู้ผ่านโรงเรียนฯในเรื่องที่จำเป็นโดยด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพรวมในการต่อสู้แบบต่างๆ เช่นเวลาในการสู้นับตั้งแต่มีเสียงปืนแตกของอียิปต์ 18 วัน แม้ว่าตอนนี้คณะทหารอียิปต์จะหักหลังพยายามแอบกวาดล้างฝ่ายประชาธิปไตยก็ตามเขาก็ยังไม่หยุด

ในลิเบียทหารเริ่มยิงประชาชน 15 กุมภาพันธ์ 1 สัปดาห์ประชาชนจับอาวุธถึง 16 มีนาคม แล้วสหประชาชาติเข้าแทรกแซงตั้งแต่ 17 มีนาคม ถึงปัจจุบันกำลังทางอากาศลิเบียใช้ไม่ได้และเกิดการยันกันอยู่ ฝ่ายรัฐบาลปฏิวัติกลับมาได้เปรียบอีกครั้งแต่ต้นเหตุเพราะรัฐบาลฝ่ายปฏิวัติ (ฝรั่งเศสรับรองรัฐบาลใหม่ของฝ่ายปฏิวัติแล้วจึงเท่ากับมีสงครามกลางเมืองตามกฎหมายระหว่างประเทศโดยกลุ่มที่มีศักดิ์ศรีเท่ากันไม่ใช่กลุ่มก่อการร้าย) ยึดเมืองสำคัญๆไว้ได้ทั่วประเทศ ต่างประเทศจึงให้การสนับสนุนนอกเหนือจากเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ

อยากถามว่า ประเทศไทยมีเหมือนเขตของเสื้อแดงมากน้อยแค่ไหน และอยู่ตรงไหนที่พอจะเป็นที่มั่นได้หากเกิดสงครามกลางเมือง สิ่งต่างๆเหล่านี้คือสิ่งที่ต้องเตรียม ก่อนที่กระแสลมประชาธิปไตยจะยุติลง แล้วประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศล้าหลังและหมดพลังการต่อสู้ตามไปด้วย

การซื้อเวลาของฝ่ายเผด็จการจึงเป็นกรณีหนึ่งที่ต้องรู้เท่าทันด้วย อย่าประนีประนอม หรือเสียเวลาเจรจามากนัก ประเทศที่ชนะการต่อสู้จะเห็นได้ว่าไม่มีที่ไหน สู้ไป เจรจาไปเลย ต่างยื่นเงื่อนไขเด็ดขาด และชี้ไปชัดๆที่ตัวปัญหาทั้งสิ้น(กรณีอียิปต์คือ มูบารัค ไม่ใช่นายกฯที่บริหารประเทศ)

เพราะการเจรจากันทั้งในและนอกเวทีการต่อสู้นั้นเป็นเพียงยุทธวิธีเท่านั้นไม่ใช่ยุทธศาสตร์หลักในการต่อสู้ ถ้านำมาเป็นแนวทางหลักก็เท่ากับพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่สู้เช่นนั้นแลฯ

หวังว่าคำถามต่างๆเหล่านี้จะไม่ทำให้กลายเป็นแดงเทียม แดงเสี้ยม แดงฯลฯ เพราะใครจะไปรู้ว่าแดงกลุ่มไหนจะเป็นอย่างไรในอนาคต

ดูมันทำ!เห็ดสดโผล่ร่วมเปิดพรรคสาวกพันธมิตร

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาประชาทอล์ก
28 มีนาคม 2554

กระดานสนทนาประชาทอล์กได้นำเสนอภาพข่าวนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)เดินทางไปร่วมงานพรรคการเมืองใหม่ สาขา2 จังหวัดขอนแก่นเปิดทำการสาขา และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้นางสดศรีแสดงทัศนะสอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯในช่วงนี้ โดยเธอแสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งจะไม่แก้ไขปัญหาประเทศ ให้ทหารทำรัฐประหารอาจดีกว่า ขณะที่เวทีพันธมิตรเรียกร้องให้ทำรัฐประหาร คัดค้านการเลือกตั้ง หากเลือกตั้งก็ให้กา"โหวตโน" แม้พรรคการเมืองใหม่ ที่เป็นสาขาของพันธมิตรประกาศพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งก็ตาม

นางสดศรียังบอกว่าจะลาออกเพื่อไปเป็นกรรมการในหน่วยงานอื่น ซึ่งทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าการกระทำของนางเพื่อปูทางไปสู่ความยุ่งยาก หากไม่มีการเบือกตั้ง เช่น การรัฐประหาร หรือการเรียกร้องนายกฯมาตรา 7







ปอกเปลือกเห็ดสด-รายการปอกเปลือกทางโทรทัศน์Spring newsในหัวข้อ"ถ้าหากไม่มีการเลือกตั้ง" บก.ลายจุดและนักวิชาการที่ร่วมรายการได้วิพากษ์วิจารณ์"เห็ดสด"อย่างรุนแรง กรณีจะไม่ทำหน้าที่เป็นกรรมการเลือกตั้ง ทั้งที่เสนอตัวเข้ามาแล้ว เปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเข้าไปดับไฟจากกัมมันตรังสีนิวเคลัยร์ ยังเสียสละชีวิตทำหน้าที่แม้รู้ตัวจะตาย แต่เห็ดสดกลับจะหนีหน้าที่

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง มาดูข่าวพวก"คนดี" :กล่าวหา'ลูกสดศรี'ลักทรัพย์เพื่อนนร.กฎหมายที่ญี่ปุ่น