WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, March 29, 2011

ใบลาออก และเหตุผล 5 ประการ ผมหมดศรัทธาต่อพรรคประธิปัตย์

ที่มา thaifreenews

โดย NuDang

วันที่ 29 มีนาคม พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ ได้เผยแพร่ "หนังสือลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์" ผ่านสื่อต่างๆ เนื้อความของหนังสือลาออก มีใจความ ดังนี้

....กราบเรียนท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กระผมนายพรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ประเภทสามัญเลขที่ 43414075 โดยผมได้สมัครเป็นสมาชิกตั้งแต่ปีพ.ศ. 2541 ในสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังจะต้องตกเป็นฝ่ายค้านเพราะความนิยมกำลังถาโถมไปที่พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ก็พ่ายแพ้การเลือกตั้งทั่วไป และพรรคไทยรักไทยของ พ.ต.ท. ทักษิณก็ได้เป็นรัฐบาลสมัยแรก

ตอนนั้นตัวกระผมเองได้หอบหิ้วปริญญาตรีและโทกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาภายหลังเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจไม่นานนัก พร้อมกับความเชื่อที่ว่าคนเราทุกคนควรมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อสร้างสังคมที่ดี และการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีได้

ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมานั้น ผมเฝ้าติดตามความเป็นไปของการเมืองไทยในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมุ่งหวังที่จะเดินเข้าไปสู่สนามการเมืองแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้กำลังกาย สมอง เวลา และโอกาสเท่าที่มีในการตอบแทนสังคมบ้างทั้งในฐานะอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือนักเขียนมือสมัครเล่นในคอลัมน์หนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายปี

สาเหตุที่ตอนนั้นกระผมตัดสินใจส่งใบสมัครมาที่พรรคประชาธิปัตย์แทนที่จะเป็นพรรคไทยรักไทย ซึ่งสมัยนั้นจะมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัยกว่า และกำลังอยู่ในช่วงที่ได้รับความนิยมสูงขึ้นทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบท ก็เพราะว่า ตัวผมเองไม่เคยเชื่อเลยว่าเจ้าของกลุ่มทุนผูกขาดอย่าง พ.ต.ท. ทักษิณจะมีความจริงใจที่จะเสียสละในการเข้ามาช่วยเหลือประเทศชาติได้อย่างแท้จริง

แต่มีความเชื่อว่าเนื้อแท้ของกลุ่มทุนผูกขาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสัมปทานของรัฐมักจะต้องเอารัดเอาเปรียบประชาชนอย่างเป็นธรรมชาติ ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นพรรดการเมืองที่เก่าแก่ยาวนาน มีความเป็นสถาบันการเมืองมากที่สุดเท่าที่มีอยู่ในสังคมการเมืองไทย

แต่วันและเวลาสอนให้ผมได้เรียนรู้ถึงธรรมชาติของการเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงนั้นมีความลึกซึ้งมากกว่าภาพที่คนทั่ว ๆ ไปเห็นอยู่บนเวทีการเมืองที่เป็นทางการอยู่มากนัก แต่สำหรับผมแล้ว ช่วงเวลาสิบกว่าปีนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นเนื้อแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง และทำให้ผมได้คำตอบมาระยะหนึ่งแล้วว่าตัวเองนั้นคิดผิด ซึ่งผมขอประมวลเหตุผลมาประกอบดังต่อไปนี้

1. พรรคประชาธิปปัตย์จะไม่มีวันชนะใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ เพราะขาดความจริงใจมุ่งแต่สร้างภาพจอมปลอม ประโยคนี้เป็นสัจธรรมเสมอ มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคประชาธิปปัตย์และน่าจะเป็นจริงตลอดไปด้วย ตราบใดที่จะยังคงมีพรรคนี้อยู่ในเวทีการเมืองไทย เพราะประวัติศาสตร์บอกว่าพรรคประชาธิปัตย์มักจะได้อำนาจรัฐหรือได้เป็นรัฐบาลโดยการเพลี่ยงพล้ำของพรรคขั้วตรงข้าม และมีพลังอำนาจพิเศษที่มาหนุนอยู่ตลอด

ดังนั้นลักษณะของพรรคประชาธิปัตย์จะมักจะเชิดคนที่มีภาพลักษณ์ดี(สำหรับสังคมไทย) กล่าวคือมักจะเป็นคนที่มีลักษณะความสุภาพ อ่อนน้อมถ่อมตน หรือมีชาติตระกูลสูง หรือแม้กระทั่งคนมีหน้าตาดี นอกจากนี้อาจจะมีการเชิดชูภาพของความซื่อสัตย์เป็นจุดขาย แต่จะสังเกตได้ว่านั่นมักจะเป็นเพียงหน้าฉากของผู้นำพรรคเท่านั้น

แต่เบื้องหลังของผู้นำพรรคหรือแม้กระทั่งเบื้องหลังหน้ากากอันสวยหรูของผู้นำพรรค ก็มักจะมีบรรดานักการเมืองสกปรกที่หิวโหยอยู่ข้างหลังอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นพรรคประชาธิปปัตย์จึงไม่เคยนำเสนอแนวทางในการบริหารพัฒนาบ้านเมืองอันใดได้เลย ที่ทำอยู่ก็จะมีเพียงนโยบายเฉพาะกิจ หรือเพื่อการประชาสัมพันธ์หาเสียงเท่านั้น มุ่งจะเล่นแต่การเมืองแต่ไม่เคยพัฒนาบ้านเมือง

2. การมุ่งเล่นแต่การเมือง ทำให้บรรดานโยบายของพรรคที่ออกมา ขาดพื้นฐานด้านข้อมูลที่เป็นจริง ขาดการศึกษาและวิเคาระห์ถึงปัญหาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งความจริงแล้วพรรคประชาธิปัตย์ถึงแม้ว่าจะเป็นพรรคการเมืองที่แก่ที่สุด แต่ก็ไม่เคยมีนโยบายเป็นของตัวเองมาก่อน บรรดานโยบายของรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการคัดลอกและดัดแปลงมาจากนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยในอดีตทั้งสิ้น

แต่น่าเสียใจว่าการคัดลอกดัดแปลงนั้นกลับทำได้ย่ำแย่กว่าสมัยที่พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาลเสียอีก พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าการที่พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลายเป็นเพราะประชาชนหิวโหยในผลประโยชน์ ดังนั้นการเข้ามาของรัฐบาลอภิสิทธิ์จึงเริ่มต้นด้วยการหว่านโปรยผลประโยชน์

ตั้งแต่นโยบายแจกเงินกินเปล่าให้ประชาชนหัวละสองพันบาท แต่จะเห็นได้ว่าการแจกเงินกินเปล่าเหล่านั้นไม่ได้ทำให้คะแนนนิยมของพรรคสูงขึ้น กลับลดลงเสียด้วยซ้ำ เป็นเพราะเหตุใด? ก็เพราะว่าวิธีการแจกเงินสองพันบาทโดยใช้ฐานข้อมมูลประกันสังคมนั้นไม่สามารถจะนำเงินไปสู่คนยากคนจนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง ไปได้แค่เพียงคนชั้นกลางซึ่งมีข้อมูลอยู่ในทะเบียนฯเท่านั้น นโยบายนี้เหยียบย่ำหัวใจคนยากคนจนที่ส่วนใหญ่ที่ยากไร้ไม่มีที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย จะมีประกันสังคมได้อย่างไร

ในขณะที่นโยบายที่ลอกและสานต่อจากนโยบายไทยรักไทยอย่างโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือที่เรียกกันว่าโอท๊อป ซึ่งภาครัฐเคยจัดงานที่อิมแพคเมืองทองธานีเป็นประจำทุก ๆ ปี เป็นงานกึ่งตลาดนัดกึ่งแสดงสินค้า ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีทั้งจากผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม จากผู้นำเข้าและผู้ส่งออก ตลอดจนจากผู้บริโภคทั่ว ๆ ไป พอรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารก็ได้ย้ายสถานที่จัดงานมาตั้งอยู่ใจกลางเมือง ทั้งตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ทั้งในลานเอนกประสงค์หน้าห้างฯ บริเวณรอบสนามกีฬาแห่งชาติ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมางานโอท็อปก็ต้องพับฐานลงอย่างน่าเสียดาย

ด้วยเหตุผลหลายอย่าง ทั้งสถานที่จัดงานกระจัดกระจาย สภาพอากาศที่ไม่อำนวย ทำให้จำนวนคนเข้าชมงานลดน้อยลงอย่างมาก ผู้ค้าซึ่งมาจากต่างจังหวัดนอกจากจะขายสินค้าไม่ได้ ยังต้องแบกภาระค่ากินนอนเข้าไปอีกเพราะอดีตที่เคยอาศัยบริเวณจัดงานในอิมแพคฯก็ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร หัวอกคนยากคนจนและคนทำมาหากินซึ่งรัฐบาลประชาธิปัตย์ไม่เคยเข้าใจและคงไม่มีวันจะเข้าใจได้ สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ทำได้อย่างเชี่ยงชาญก็คือการใส่ไคล้ทำลายและช่วงชิงโอกาส ซึ่งล้วนเป็นเกมการเมืองทั้งสิ้น

3. บริหารไร้ประสิทธิภาพแต่โกงเป็นมาตรฐาน ด้วยนโยบายหว่านผลประโยชน์กับการสร้างภาพของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้รัฐต้องแบกภาระเพิ่มขึ้นมากมาย จะเห็นได้ว่ามีการกู้เงินมหาศาลกว่ารัฐบาลใดในอดีตเสียอีก แต่ลำพังการกู้นั้นมิสามารถทำให้รัฐบาลดำเนินนโยบายไร้ประสิทธิภาพเหล่านั้นต่อไปได้มากนัก

รัฐบาลชุดนี้จึงมีกระบวนการสร้างภาระโดยการรีดภาษีจากคนชั้นกลางในมิติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้ว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศมีความฝืดเคืองมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะรัฐบาลนอกจากไม่ส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศแล้ว กลับบั่นทอนกำลังการบริโภคของประชาชนไปเสียอีกด้วย

ในขณะที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศ เราก็มักจะได้ยินข่าวการทุจริตมากขึ้นเป็นลำดับ บรรดาข่าวการทุจริตซึ่งส่วนใหญ่มาจากนโยบายจัดซื้อจัดจ้างการรับเหมาก่อสร้างมากมาย ซึ่งมีรูปแบบคลาสสิคโบราณ และน่าจะเป็นสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถพัฒนาก้าวข้ามไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฉาวโฉ่เกี่ยวกับโครงการนมโรงเรียน โครงการรถเมล์ โครงการต้นกล้าอาชีพของรัฐบาล ไปจนถึงโครงการรถเมล์BRT อภิมหาโครงการโมโนเรล โครงการซุปเปอร์สกายวอล์กของกรุงเทพมหานคร และอื่น ๆ อีกมากมาย ในขณะที่กฎเหล็ก 9 ข้อที่นายกอภิสิทธิ์ประกาศไว้เมื่อครั้งรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลับไม่เคยถูกกล่าวถึงอีกเลย

4. ไม่สร้างความปรองดองกลับสร้างความแตกแยก ก็ต้องยอมรับว่าในขณะที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศนั้น สังคมไทยอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งอย่างหนัก รัฐบาลประชาธิปัตย์เข้ามาพร้อมกับการต่อต้านของขั้วตรงข้ามในนามกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเริ่มก่อรูปมาตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหารรัฐบาลทักษิณ การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงนั้นต้องการล้มล้างรัฐบาลประชาธิปัตย์และคืนอำนาจแก่อีกขั้วการเมืองเป็นหลัก

ดังนั้นรัฐบาลชุดนี้จึงต้องเผชิญกับการชุมนุมต่อต้านหลายครั้ง และบ่อยครั้งก็ได้พัฒนาไปถึงการจลาจล ซึ่งครั้งที่รุนแรงมากที่สุดก็คือการเผาเมืองพฤษภาคม2553 ถึงแม้ว่าแก่นแกนของการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ที่พ.ต.ท. ทักษิณ โดยมีแนวร่วมหลายส่วนที่เกี่ยวกับขบวนการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย ความเท่าเทียมทางสังคม ฯลฯ

ดังนั้นขบวนการคนเสื้อแดงจึงกลายเป็นขบวนการที่ใหญ่และใหญ่มากยิ่งขึ้น ในขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็เกิดอาการฝ่อ และเลือกที่จะสร้างความปรองดองกับขบวนการเสื้อแดงโดยการย่ำยีหลักการของกฎหมาย ตั้งแต่การที่รัฐบาลไปเป็นแกนเคลื่อนไหวในการประกันตัวบรรดาแกนนำ ตลอดจนการละเว้นการติดตามทางคดีของผู้ก่อการเผาสถานที่ราชการ เอกชน ทำลายและปล้นทรัพย์สินในช่วงเหตุการณ์จลาจล การย่ำยีกฎหมายคือการสร้างความแตกแยกอันบาดลึก แต่เป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าทั้งนี้เป็นไปก็เพื่อจะลอยตัว รักษาอำนาจ และสามารถเป็นรัฐบาลต่อไปได้เรื่อย ๆ หรือเปล่า

5. สิ่งที่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์เขาพระวิหารแสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์ได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่นายกอภิสิทธิ์ได้เคยอภิปรายโจมตีในการยื่นยัตติไม่ไว้วางใจนายนพดล ปัทมะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวชเกี่ยวกับบูรณภาพเหนือดินแดนรอบตัวปราสาทเขาพระวิหาร กลับกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ดำเนินการเหมือนกับรัฐบาลพรรคพลังประชาชนและตรงกันข้ามกับสิ่งที่ตัวเองพูดไว้ในสภาอย่างสิ้นเชิง

หมายความว่าพรรคประธิปัตย์สามารถที่จะพูดอะไรก็ได้เพื่อให้เกิดโอกาสในการที่ตัวเองจะสามารถพลิกผันขึ้นมาถือครองอำนาจรัฐอย่างนั้นหรือ และผลของการบริหารประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังได้ทำให้ประเทศไทยดูเหมือนไร้เกียรติไร้ศักดิ์ศรี ตกเป็นเบี้ยล่างของบรรดาประเทศเพื่อนบ้าน จนในที่สุดประเทศไทยก็จะต้องสูญเสียอธิปไตยเหนือดินแดนไปด้วยเหตุผลของความโง่เขลาหรือการมีผลประโยชน์ต่างตอบแทนก็สุดแล้วแต่ที่จะคาดเดาได้ ซึ่งความเป็นจริงแล้วถ้าศึกษากันดี ๆ ก็จะเห็นได้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ดำเนินการเยี่ยงนี้ทำให้ประเทศชาติและสังคมไทยสูญเสียมาหลายครั้ง

ล่าสุดก็ครั้งที่ประเทศมีวิกฤติเศรษฐกิจ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์กับกรณี ป.ร.ส. ขายหนี้ของบรรดาไฟแนนซ์ที่รัฐบาลสั่งปิดลงไปให้กับบรรดากองทุนต่างชาติ จนทำให้ต่างชาติสามารถกอบโกยผลกำไรอันมหาศาลไปจากสังคมไทย ทิ้งไว้กับกองศพของคนล้มละลายเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง ผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม ผลจากการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลครั้งนั้น ทำให้ธนาคารเกือบทุกธนาคารในประเทศไทยต้องตกเป็นของต่างชาติในที่สุด หรือที่คนทั่ว ๆ ไปเค้าเรียกว่าเสียเอกราชทางการเงินนั่นเอง

ด้วยเหตุผลเบื้องต้นเพียง 5 ประการนี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยมีอุดมการณ์อะไรเพื่อประโยชน์ของประชาชนและสังคมไทย พรรคจึงเป็นเพียงมายาภาพหลอกลวงคนที่สิ้นหวังกับการเมืองไทยในชั่วขณะหนึ่ง ๆ เท่านั้น

ทุกวันนี้เราจะได้เห็นทั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีแข่งกันขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์ผลงานกันอย่างบ้าคลั่ง สมกับเป็นการเชิดปี่กลองสู้ศึกในเทศกาลเลือกตั้ง แต่กลับไม่เห็นรู้สึกถึงผลงานที่ออกมาอย่างกับในป้ายโฆษณาแต่อย่างใด ป้ายโฆษณาเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้ผู้คนซึ่งได้รับความลำบากทั้งชาวไร่ชาวนาที่ถูกกดราคาสินค้าเกษตร ทั้งคนชั้นกลางที่ถูกขูดรีดภาษีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งกับผู้บริโภคทั่วไปที่ถูกตีหัวจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ได้รู้สึกเจ็บแค้นอย่างเหนือคำบรรยาย ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งซึ่งหมดศรัทธาต่อพรรคประธิปัตย์ และประสงค์ที่จะลาออกจากสมาชิกพรรคนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

จึงเรียนมาเพื่อทราบ

พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ
ptorsuwan@yahoo.com

5fc0f220 5fc0f220

มีคนลองดีร้องเรียนTOT ฐาน Block bit แล้วชนะ

ที่มา thaifreenews

โดย Tawan

เรื่องของเขา

เรื่องเกิดเมื่อปี 2552 นายsuphakorn ได้ใช้บริการเน็ทของTOTความเร็ว 3Mbps เข้า bittorent โหลดหนังมาดูสบายเฉิบๆ วันดีคืนดี TOT เข้ามา Block โดยไม่บอกเหตุผลตามประสารัฐวิสาหกิจของรัฐบาล ที่ใช้อำนาจบาทใหญ่จนเคยชิน ผู้ใช้บริการขอยกเลิกเพื่อไปใช้บริการที่อื่นก็ไม่ยอม มีเงื่อนใขสารพัด ให้จ่ายโน่นจ่ายนี่ ใครๆยอมหงอให้หมด มีนายคนนี้ไม่ยอม ร้องไปที่ สบท.จนชนะ พนักงานTOT ต้องรีบมายกเลิกสัญญาให้โดยไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มอีก แจ้งว่าเกี่ยวกับนักการเมือง

จากเวปข้างล่างครับ

http://www.adslthailand.com/board/showthread.php?t=29857
04-Dec-2009 03:25 PM #1



suphakorn

รายงานผลของการร้องเรียนกับสบท.

ผมได้ร้องเรียนกับสบท.เรื่องเน็ตADSLของTOTแล้ว ค่อนข้างที่จะได้ผลเป็นอย่างดีเลยล่ะครับ เพราะว่าถ้ายกเลิกโดยไม่ร้องเรียนผมต้องเสียค่าปรับให้กับTOT 1000บาท เรียกว่าค่าที่ใช้ในการอัพสปีดครับ แต่ผมได้ร้องเรียนไปว่าให้ยกเลิกการบล๊อกในการดาวโหลดถ้าทำไม่ได้ก็ให้ยกเลิกการใช้เน็ตโดยไม่มีการเรียกร้องค่าปรับใดๆทั้งสิ้น ปรากฏว่าTOTยกเลิกการบล๊อกไม่ได้ เลยให้ผมยกเลิกโดยไม่เรียกร้องค่าปรับใดๆเลย แต่สำหรับลูกค้าที่เอาโมเด็มไปพร้อมทั้งอยู่ในสัญญา1ปี ต้องคืนโมเด็มพร้อมอุปกรณ์ครบคืนไปด้วยครับ

**งานนี้ต้องขอขอบคุณสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมเป็นอย่างสูงด้วยครับที่เข้ามาช่วยเหลือ**

หวังว่าเพื่อนๆคงเห็นว่าสบท.ช่วยได้จริงๆเลยครับ หลังจากที่ได้จดหมายตอบกลับมาจากสทบ.เมื่อวานนี้ วันนี้พนักงานTOTก็เอาเอกสารมาให้ลงชื่อยกเลิก แล้วตัดสัญญาณเน็ตในอีก20นาทีถัดมา ซึ่งพนักงานก็อธิบายให้ผมทราบถึงว่าเพราะอะไรที่ทำให้TOTต้องจำกัดสิทธิของการโหลด ผมก็ขอขอบคุณTOTมา ณ ที่นี้ด้วยครับ เข้าใจและเห็นใจพนักงานระดับล่างครับที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ครับ และหวังไว้ว่าTOTคงจะหาทางออกในเรื่องนี้ได้ด้วยดีครับ
Last edited by suphakorn; 04-Dec-2009 at 03:32 PM

อันนี้พนักงานทีโอทีแจ้งว่าเกี่ยวกับนักการเมืองครับ คงจะไม่เล่าให้ฟังครับ เพราะเดี๋ยวโดนแจ้งหมิ่นประมาทครับ

เอาใบร้องเรียนของสบท.มาให้พร้อมทั้งที่อยู่กรณีอยากร้องเรียนจริงๆ
ใบร้องเรียน
http://www.upload-thai.com/download....e17ad9dc562b47
ที่อยู่
สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.)
404 อาคารพหลโยธินเซ็นเตอร์ ชั้น2
ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทร 1200 เพื่อสอบถามรายละเอียดการร้องเรียนครับ
ตามกฎของสบท.จริงๆแล้วก็ต้องปล่อยสปีดให้เต็มตามความเร็วที่ต้องการครับ

ใบตอบรับร้องเรียนจากสบท.



เรื่องของเรา

TOT ใช้อำนาจบาทใหญ่ Block เวปเสื้อแดงหลายๆเวป ตามอำเภอใจ นายสั่งมาก็ทำตาม ยึกๆยักๆ ไม่มีมาตรฐานอ้างอิง ไม่แจ้งให้ผู้บริโภครับทราบเหตุผล ผู้บริโภคหลายท่านมาตั้งร้านค้าซื้อขายสินค้าอยู่ในเวปเหล่านี้ พลอยเดือดร้อนไปด้วย ตวามเสียหายนับเป็นจำนวนเงินได้
ขอเสนอให้ผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อน ลองร้องเรียนไปที่สบท.ดูบ้าง อย่างน้อย
1. ขอทราบเหตุผลของTOT ผ่าน สบท. ว่าอ้างอิง พรก ฉุกเฉินจริงหรือไม่ หรืออ้างอิงกฏหมายใด ข้อใด มาตราใด มีคำสั่งจากศาลหรือไม่
2. ขอทราบว่าเป็นนโยบายของบริษัทเอง หรือคำสั่งจากICT หรือคำสั่งจากนักการเมืองผู้ใด
3. มีกระทู้ใด เรื่องใด ที่TOT เห็นว่าไม่สมควรจะเผยแพร่ ถึงกับสั่ง block ยกเวป ถ้าเจ้าของเวปลบกระทู้นั้น เรื่องนั้นแล้ว จะยกเลิกการblock หรือไม่
4.ถ้าได้เรื่อง แจ้งต่อไปที่คณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์
5 . ถ้าไม่ได้เรื่อง ขอยกเลิกกวนบาทาไปเรื่อยๆ แบบผู้ร้องคนนี้

แบบฟอร์มร้องเรียน









ขอใบร้องเรียนที่นี่

http://www.tci.or.th/complain_here.php#complain_here

http://www.tci.or.th/


Re:

มีผู้ให้ความเห็นในเรื่องนี้มากมาย

ตามกฎของสบท.จริงๆแล้วก็ต้องปล่อยสปีดให้เต็มตามความเร็วที่ต้องการครับ

comment1

โฮ้ย! ขนาด Upload ชาวบ้านเขาให้ 1 เม็กมาตั้งนานแล้วตะแกยังงมโข่งก้มหน้าก้มตาบีบ bandwidth อยู่เลยชาติเจริญละครับทีนี้

comment2

ผมก็เพิ่งจบจากการร้องเรียนคุณภาพสัญญาณของ3BB และได้รับค่าเสียโอกาส มาเป็นจำนวน 1890 บาทครับ (3เดือน)

comment3

จำกัดเพื่อจะให้แสดงออกหละมั้ง ว่าไม่สนับสนุนช่องทางที่สามารถใช้ Download ของละเมิดลิขสิทธิ์ได้โดยเป็นส่วนตัว(ที่หลีกกฎหมายบ้านเราได้) จึงจำกัดความเร็วการส่งข้อมูลไว้ เดาได้แค่นี้แหละครับ ถ้าเกี่ยวกับการเมือง ZzZz

comment4

เออ สงสัยจังว่านักการภารโรง ไปเกี่ยวอะไรกะเรื่องบล็อคบิท ใบ้ๆ ให้หน่อยไม่ได้เหรอค่ะ
แต่ถ้าให้เดาเองก็จะเดาว่า สงสัยนักการภารโรงบางคนที่มีอิทธิพลใน xOx ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพวกแผ่นผี
เช่น หนังก็อป เพลงก็อป แวมไพร์ หนังโป๊ โปรแกรม และอีกสารพัดของละเมิดลิขสิทธ์ ที่วางขายกันทั่วไปตามห้าง ตามตลาด

ทีนี้พอเน็ต xOx มันโหลดได้เร็ว คนเกือบครึ่งค่อนประเทศเลยนั่งโหลดบิทอยู่กับบ้านไม่ออกมาอุดหนุนแผ่นผีกันบ้างเลย
นายทุนแผ่นผี ซึ่งก็คงเป็นพวกนักการภารโรงและเกี่ยวข้องกับ xOx ขายแผ่นไม่ได้ รายได้ลดลง ก็คงใช้สมองอันเป็นเลิศในด้านการโกงกิน คิดกันหนัก
วิเคราะห์สาเหตุที่แผ่นผีขายได้น้อยลง ก็มาพบว่าเป็นเพราะเว็บบิทเฟื่องฟู คนหันมาโหลดที่บ้านกันนี่เอง
ดังนั้นเราจึงต้องทำการตัดวงจรการโหลดบิทด้วยการสั่งให้บล็อคบิทเสียเลย

แล้ว xOx ก็มีลูกค้าเกือบ 1 ล้านราย แน่นอนมากที่สุดในประเทศ และครอบคลุมทั่วประเทศที่สุด
ตัดขานักโหลดที่ xOx ก็เหมือนตัดขานักโหลดได้กว่าครึ่งทั่วประเทศ “แหม ฉลาดจังเราที่คิดวิธีนี้ได้...(นักการภารโรงคิดในใจ)”

ก็ยังสงสัยว่า xOx ก็มีลูกค้าเยอะ แต่ทำไมแบนด์วิธในประเทศมีน้อยจัง
ราคามันก็ถูกนะ ทำไมไม่เพิ่มเยอะๆ ทีแบนด์วิธต่างประเทศราคาแพงๆ ยังเพิ่มได้เลย มา ลองมาดูกัน

xOx มีลูกค้าราว 940,000 ราย มีอินเตอร์ประมาณ 22 G โลคอลแค่ประมาณ 50 G
True มีลูกค้าราว 700,000 ราย มีอินเตอร์ประมาณ 17 G โลคอลประมาณ 61 G
3BB มีลูกค้าราว 600,000 ราย มีอินเตอร์ประมาณ 15 G โลคอลประมาณ 64 G

ถ้าลองเทียบรายอื่นๆ แล้ว xOx มีลูกค้าขนาดนี้ ควรจะมีลิงก์โลคอลประมาณ 85-90 G ซะด้วยซ้ำ

และถ้านี่เป็นสาเหตุให้ xOx บล็อคบิท ดังนั้นลูกค้า xOx ก็คงต้องหมดหวังกับการอัพเกรดสปีดเหมือนที่ค่ายอื่นเขาทำกัน
เพราะก็คงใช้วิธีเดียวกัน ไม่ให้ลูกคค้าได้อัพสปีด หรือดึงเวลาให้อัพสปีดช้าที่สุดเท่าทีจะทำได้
เพราะยิ่งเน็ต xOx สปีดเร็วขึ้นมากเท่าไหร่ คนก็จะโหลดบิทได้มากขึ้นเท่านั้น แผ่นผีก็จะขายได้น้อยลง

Re:

จากคุณ neilos ราชดำเนินครับ

ขอยืนยันการทำงานของ สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม นี้ด้วยตัวเองอีกคนเลยครับว่าดีและคุ้มครองผู้บริโภคดีมาก
เพียงแต่ใช้เวลาหน่อยเท่านั้น

เพราะมีเหตุให้ร้องเรียนกับเค้า 1 เรื่องเหมือนกัน เป็นเรื่่องการแจ้งขอยกเลิกการใช้บริการอินเตอร์เน็ท ที่บ้านต่างจังหวัด (บริษัท M...........)
คือตามสัญญาครบ 1 ปีเลยไปแจ้งขอยกเลิก พนักงานสาขาบอกว่าแจ้งยกเลิกได้แต่ต้องจ่ายเงินไปอีก 1 เดือน ให้เหตุผลข้างๆ คูๆ
พอโทรไปที่ call center ทางนู่นยิ่งไม่รู้เรื่องอีกให้เราจ่ายตามที่สาขาบอก

ความจริงมันเป็นเงินไม่กี่บาท (ห้าร้อยกว่าบาท) แต่เราเห็นว่าไม่เป็นธรรม (เรื่องมันยาวกว่านั่นเยอะ)
ตอนแรกโทรไปที่สคบ. ก่อน เค้าตอบมาว่าถ้าเกี่ยวกับโทรศํพท์หรืออินเตอร์เน็ทให้แจ้งที่ สบท. ได้เลย เลยแต่งหนังสือร้องเรียนไป

เจ้าหน้าที่ก็โทรมาสอบถามรายละเอียด แล้วเค้าก็เอาไปดำเนินการ จนในที่สุดผู้ให้บริการก็โทรมาแจ้งว่าไม่ต้องจ่ายเพิ่มแล้วนะคะ
เรื่องยุติแล้วนะค่ะ (แหงล่ะให้จ่าย กรูก็ไม่จ่ายหรอก) เราก็โอเค ไม่ต้องจ่ายก็ถูกต้องแล้ว

อยู่ๆ เมื่อซักเดือนที่แล้ว(1 ปีหลังร้องเรียน) เจ้าหน้าที่สบท. โทรมาถามว่าเรื่องของพี่ยังค้างอยู่ในระบบครับ เราก็บอกว่าทางนู่นโทรมาเคลียร์แล้วว่าเราไม่ต้องจ่าย แค่นี้เราก็พอใจแล้ว
เจ้าหน้าที่สบท. บอกว่าไม่ได้ครับ ทางนู่นต้องทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรณ์มาให้เราด้วยถึงจะถือว่าจบสมบูรณ์ แล้วก็บอกว่าจะโทรไปทวงให้
3 วันต่อมา จม. ลงทะเบียนจากผู้ให้บริการก็มาถึงบ้านผมเรียบร้อย..........

เหตุการณ์จริงที่ได้เจอมาเองเลยครับ

3 เมษา วันตา(เหลือก)ที่อ่างทอง

ที่มา thaifreenews

โดย หงส์ศาลาแดง

สถานที่จัดงาน อยู่ไกล้โรงเรียนสตรีอ่างทอง ทางไปสุพรรณ



งานนี้ท่านจะได้ชิมไก่ย่างลุงจุกแน่นอน 555
ตกลงอ่างทองมีงานปราศรัยใหญ่ครับ(งานหลัก)
มีผู้ปราศรัยมากมาย จตุพร อ.ธิดา หมอเหวง อ.สุนัย พายัพ
ท่านสุชาติ ธาดาธำรงเวช ก็มาครับ
3 สาว ดร.คนสวยมากันครบครับ



เราชาวไร่ชาวนา รอต้อนรับทุกๆท่านด้วยใจจริงครับ(ภาพเก่าข้างทำเนียบ)

ติดต่อสอบถามที่ อ.อ๊อด 087-1005-306

ความจริง 6 ตุลาคม 2519

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน





อ.วิภา เล่าเรื่องราว ความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อ 6 ตุลา 2519
ความจริงที่อำมหิต ความจริงที่ถูกปกปิด บิดเบือน
ใครคือฆาตกร ใครเป็นผุ้สั้งการ ทำไมไม่มีการชำระความจริง ทำไม?

อยากรู้ความจริง 6 ตุลาคม2519 อ่านได้ที่ www.2519.net

**********************************************************************************
ตัวอย่างบางส่วนจาก www.2519.net


ทำไม 6 ตุลา จึงไม่ได้รับการเปิดเผยมากนัก? (ถามโดย นิ สุนิสา)

น่าจะมาจากหลายสาเหตุ เช่น
1. ไม่ใช่เรื่องน่าเปิดเผย เพราะไม่ใช่ความสำเร็จของผู้ใช้อำนาจ ตรงข้ามเป็นเรื่องชั่วร้าย ไม่ชอบธรรม เสื่อมเสียไปถึงต้นตระกูล
2. ไม่รู้จะเปิดเผยอะไรให้ไม่เสีย (ถึงผู้อยู่เบื้องหลัง) นอกจากเรื่องที่กุขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งก็ได้พากันประโคมข่าวไปทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์แล้วชุดใหญ่ ปล่อยไว้ให้เป็นคดีมืดดำของแผ่นดินดีกว่า (ศาลไม่ได้ตัดสิน ไม่ได้ยกฟ้อง) และดูเหมือนเขาตั้งใจให้ปิดมากกว่าเปิด จึงเลือกทางออกด้วยการนิรโทษกรรมแทนการพิจารณาคดีตามกระบวนการยุติธรรมให้ถึงที่สุด
3. สังคมไทย คนไทย คงยังไม่เชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันตามกฎหมายของคนในสังคม จึงยังยอมรับให้มีผู้อยู่เหนือกฎหมาย เหนือความรับผิดใดๆได้ สังคมไทยเป็นสังคมพุทธที่ไม่ได้เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมอย่างหมดใจ จึงปล่อยให้คนผิดลอยนวล หรือมีข้อยกเว้น บางกรรมสำหรับบางคนไม่ต้องรับ

อย่างไรก็ดี www.2519.net ได้อาสาทำหน้าที่ “เปิดเผย” เท่าที่มีเรื่องให้เปิดแล้ว ช่วยกันแนะนำเพื่อนๆให้เข้ามาอ่าน เข้ามาแลกเปลี่ยนข้อมูลมากๆละกันนะ...

กรรมมาธิการสิทธิในเยอรมันนีขอรับทราบข้อมูลในไทย

ที่มา thaifreenews

โดย ice angel



นำรายการความคืบหน้า อ.จา เล่าถึงการเข้าไปให้ข้อมูลสิทธิมนุษยชนในรัฐสภาประเทศเยอรมัน
Human Right Commition และจะนำเรื่องสืบสวนหาข้อมูลเพิ่มเติมผู้อยู่เบื้องหลังการวางแผนสังหารหมู่





ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 29/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ทำเป็นพูด ท้าทาย หมายเอาหน้า
แสร้งมารยา สาไถย ใจวิปริต
สมกับปาก จัญไร ไร้ความคิด
เพื่อปกปิด ความชั่ว ของตัวตน....

บทพิสูจน์ ฝีมือ คือคำตอบ
ใครจะชอบ ใครจะเป็น ล้วนเห็นผล
ทำอวดเก่ง ปากกล้า ท่าสัปดน
ที่แท้คน ชั่วช้า สุดสารเลว....

ไร้ศีลธรรม ระยำโฉด โหดอำมหิต
วิตกจริต ปากหมา พาดิ่งเหว
ดีแต่พูด ทำไม่เป็น เน้นเรื่องเลว
ดั่งไฟเปลว สุมประเทศ ทุกเขตคาม....

ประชาชน ตาดำดำ ยังช้ำหม่น
สุดสับสน ซึมเศร้า คอยเฝ้าถาม
เคยอยู่ดี มีสุข กันทุกยาม
กลับลุกลาม สู่ข้าวยาก ยุคหมากแพง....

ยังจะท้า ดีเบต ทุเรศไหม
คนจัญไร ทำซ่าส์ ท่ากำแหง
ไร้ผลงาน ยังมีน่า มาตะแบง
ไม่เสียแรง พวกห่า ที่บ้าเชียร์....

ไร้ฝีมือ ดีแต่พูด พิสูจน์แล้ว
คงมีแวว แผ่นดินแยก แตกสูญเสีย
ซ้ำสื่อชั่ว ถาโถม เข้าโลม-เลีย
กระเตงเฮี่ย กอดเก้าอี้ เห็นดีงาม....

๓ บลา / ๒๙ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ผลสำรวจมูลนิธิเอเชีย: เหลือง-แดงมีราว 10 ล้าน นักวิชาการชี้สองขั้ว ‘ขัดแย้งเทียม’ ต่างค่านิยมตัวบุคคล

ที่มา ประชาไท

ผลสำรวจเผยเหลืองแดงรวมกันร้อยละ 12 ของประชากร ‘นงเยาว์’ ฟันธงอนาคตขัดแย้งระดับภูมิภาค นโยบายข้างหน้าต้องแก้ ชี้ปัจจุบัน ‘สงครามเย็น’ เลือกตั้งหนหน้าสงครามจริง ‘กวี’ จวกสื่อหลักไม่ทันปัญหา เร่งพัฒนาสื่อชุมชน

วานนี้ (28 มี.ค.54) ที่โรงแรมดุสิตธานี มูลนิธิเอเชียได้แถลงผลการสำรวจความคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวไทยในระดับประเทศ “การสำรวจความคิดเห็นพลเมืองไทยระดับประเทศ: มติมหาชนและการเมืองระหว่างขั้วสี” ซึ่งทำการสัมภาษณ์ประชาชนไทยแบบตัวต่อตัว โดยการสุ่มตัวอย่างจากประชากรผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 1,500 คน กระจายทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 17 กันยายน - 23 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา
สำรวจพบเหลือง-แดงราว 10 ล้านคน!
จากผลสำรวจพบว่า สังคมไทยในปัจจุบันไม่ได้แตกแยกออกเป็นสองขั้วทางการเมืองอย่างที่เข้าใจกัน จากข้อมูลระบุว่าจำนวนผู้ที่ยอมรับว่าเป็นเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงเป็นจำนวนร้อยละ 12 ของจำนวนประชากร ซึ่งหากแยกทั้งสองสีออกจากกันพบว่าเป็นเสื้อแดงร้อยละ 7 ในขณะที่เป็นเสื้อเหลืองร้อยละ 5 ส่วนอีกร้อยละ 76 ไม่เลือกอยู่ข้างสีใด ซึ่งอีกร้อยละ 12 เท่านั้นที่ยอมรับว่ามีความเอนเอียงไปทางสีใดสีหนึ่ง ทั้งยังพบว่าสมาชิกภายในกลุ่มเสื้อสีเดียวกันก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายไม่ได้ลงรอยกันเสมอไป ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่ากลุ่มการเมืองสองขั้วสียึดถืออุดมการณ์อะไร
มีผู้ตอบแบบสอบถามส่วนน้อยเพียงร้อยละ 2 เท่านั้นที่ระบุว่าเคยมีส่วนร่วมในการชุมนุมทางการเมืองในรอบสองปีที่ผ่านมา เมื่อถามความเห็นเกี่ยวกับการชุมนุมหลายครั้งที่เกิดขึ้นในรอบสี่ปีที่ผ่านมา เสียงข้างมากสองในสาม (ร้อยละ 66) สะท้อนว่าควรสั่งห้ามไม่ให้มีการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ มีกลุ่มตัวอย่างย่อยเพียงกลุ่มเดียวคือคนเสื้อแดงที่เสียงส่วนใหญ่ (ร้อยละ 54) เห็นว่าควรยอมให้มีการชุมนุมประท้วงขนาดใหญ่ได้
เสียงส่วนใหญ่ต้านใช้กำลังสลายการชุมนุม – รัฐควรรับผิดชอบ
ในประเด็นการใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 53 เชื่อว่าการใช้กำลังเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เมื่อให้ประเมินว่าฝ่ายไหนควรรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ร้อยละ 40 โทษฝ่ายรัฐบาล ร้อยละ 37 โทษฝ่ายผู้ชุมนุม และร้อยละ 4 โทษทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 82 เชื่อว่ายังจะมีความรุนแรงที่เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอีกในปี 2554
ต่อคำถามที่ว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผู้ตอบแบบสอบถามจะพิจารณาผู้สมัครที่สังกัดกลุ่มสีใดสีหนึ่งหรือไม่ ปรากฏว่ามีเพียงร้อยละ 4 เท่านั้น ที่ตอบว่าจะพิจารณาเลือกผู้สมัครจากการสังกัดกลุ่มสี ขณะที่ร้อยละ 88 ตอบว่า จะพิจารณาเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองมากกว่า
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองพาประเทศเดินผิดทิศทาง
ในภาพรวม แม้ประชาชนส่วนใหญ่ผู้ตอบแบบสอบถามจะมีทัศนะว่าสถานการณ์ของประเทศยังเดินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องนัก แต่ทัศนะดังกล่าวก็เป็นไปในทางบวกมากขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการสำรวจความเห็นครั้งแรกของมูลนิธิเอเชียเมื่อปี 2552 โดยจากการสำรวจในปี 2553 พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 54 เชื่อว่าประเทศไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องนัก ลดลงจากตัวเลขร้อยละ 58 ในปีก่อนหน้านั้น
ทั้งนี้ ผู้ตอบแบบสำรวจในปี 2552 เห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยคะแนนร้อยละ 60 แต่ในปี 2553 ผู้ตอบแบบสำรวจกลับเห็นว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของคนไทย คือ ประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยคะแนนร้อยละ 42
ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 52 มีความเข้าใจว่าการแบ่งฝ่ายหรือแยกขั้วในสังคมปัจจุบันมีพื้นฐานมาจากอุดมการณ์และแนวคิดทางการเมืองที่ตรงข้ามกัน ร้อยละ 18 เข้าใจว่าสาเหตุพื้นฐานของปัญหาการแบ่งฝ่ายมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจ และร้อยละ9 คิดว่ามาจากความขัดแย้งระหว่างเมืองกับชนบท
เมื่อถามว่าประเทศไทยมีการใช้มาตรฐานความยุติธรรมที่แตกต่างกัน (สองมาตรฐาน) สำหรับกลุ่มคนที่แตกต่างกันหรือไม่? ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 67 แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับการใช้สองมาตรฐาน
คนส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นประชาธิปไตยคือรูปแบบการปกครองดีที่สุด
การสำรวจความเห็นครั้งนี้ยังพบว่า ประชากรผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 93 เห็นว่าประชาธิปไตยคือรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด เช่นเดียวกับ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 97 ที่เห็นว่า ถึงแม้คนไทยจะมีความแตกต่างกัน แต่ก็รวมตัวกันได้เพราะมีค่านิยมความเชื่อหลายประการเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม มีจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามที่แสดงความเห็นไม่ยอมรับผู้นำที่เข้มแข็งซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 76 ในปี 2553 จากร้อยละ 68 ในปี 2552
ขณะเดียวกัน ผู้ตอบแบบสอบถามเกินครึ่ง (ร้อยละ 59) ทั้งจากเขตเมืองและชนบท ยังเชื่อว่ารัฐบาลที่ดีที่สุดคือรัฐบาลที่มีตัวแทนหลากหลายจากทุกภาคส่วนของสังคมมากกว่ารัฐบาลของผู้นำที่มีตัวแทนจากเฉพาะผู้ที่มีการศึกษาสูงสุด
สำหรับประเด็นการควบคุมตรวจสอบสื่อ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 48 ระบุว่า ควรปล่อยให้ประชาชนทุกคนได้แสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างอิสระ ขณะที่ร้อยละ 46 ระบุว่า บางครั้ง การควบคุมตรวจสอบสื่อก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยส่งเสริมความสงบและเสถียรภาพในสังคม
ศาลคะแนนตกแต่ยังนำความเชื่อมั่น ‘ซื่อตรง’ ส.ส.ต่ำสุด
ในส่วนคำถามเกี่ยวกับสถาบันในระบอบประชาธิปไตย ศาลยุติธรรมเป็นเพียงสถาบันเดียว ที่ผู้ตอบแบบสำรวจเกินครึ่ง คือ ร้อยละ 59 ในปี 2553 เห็นว่ามีความซื่อตรง "สูง" แต่คะแนนที่ศาลได้รับก็ลดลงจากร้อยละ 64 ในปี 2552 ขณะที่สถาบันตำรวจ ได้รับคะแนนความซื่อตรงต่ำเพียงร้อยละ 17 เช่นเดียวกับสถาบันสื่อและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ที่มีผู้ตอบแบบสอบถามเพียงร้อยละ 14 และร้อยละ 11 ตามลำดับ ที่เชื่อว่าสื่อมวลชนและ ส.ส. มีความซื่อตรง "สูง" แต่มีถึงร้อยละ 85 และร้อยละ 88 ตามลำดับ ที่แสดงความไม่มั่นใจต่อความซื่อตรงของสื่อมวลชนและ ส.ส.
สำหรับปี 2553 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ปรากฏว่าผู้ตอบแบบสอบถามให้คะแนนความซื่อตรงในระดับ "สูง" แก่คณะกรรมการชุดนี้ เพียงร้อยละ 28 ขณะที่ร้อยละ 58 แสดงความไม่แน่ใจต่อความซื่อตรงของคอป.
ในประเด็นความเป็นกลาง ประชาชนร้อยละ 63 เห็นว่าศาลเป็นกลางและไม่มีอคติ โดยสถาบันกองทัพได้คะแนนมาเป็นอันดับสอง คือ ร้อยละ 38 เห็นว่ากองทัพเป็นกลาง แต่มีถึงร้อยละ 56 ที่เชื่อว่ากองทัพมีความลำเอียง "เป็นบางครั้ง" หรือ "บ่อยครั้ง" ทั้งนี้สถาบันตำรวจเป็นสถาบันที่ได้รับการจัดอันดับความเป็นกลางด้วยคะแนนต่ำที่สุด คือ ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 83 ที่เชื่อว่าตำรวจมีความลำเอียง "บ่อยครั้ง" หรือ "บางครั้ง" เช่นกันกับสถาบันสื่อที่ถูกผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 80 มองว่ามีความเอนเอียง
เสียงส่วนใหญ่เห็นควรปรองดองลดขัดแย้งก่อนเลือกตั้ง
ส่วนทางเลือกเพื่อการปรองดอง เสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 79 เชื่อว่าควรปรองดองลดความขัดแย้งให้ได้ก่อนจัดให้มีเลือกตั้ง ประชาชนในเขตเมืองร้อยละ 74 สนับสนุนแนวคิดนี้ต่ำกว่าผู้สนับสนุนจากเขตชนบท(ร้อยละ 82) ซึ่งน่าสนใจว่า เสียงของประชากรในกรุงเทพฯ ที่สนับสนุนให้เกิดการปรองดองก่อนจัดการเลือกตั้ง(ร้อยละ 62) ต่ำว่าเสียงสนับสนุนจากภูมิภาคอื่นๆ สำหรับกลุ่มเสื้อแดงและเสื้อเหลืองมีฉันทามติในระดับใกล้เคียงกันว่าควรสนับสนุนให้เกิดการปรองดองก่อนจัดการเลือกตั้ง ส่วนประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 27 ต้องการให้ใช้รัฐธรรมนูญปัจจุบันต่อไปโดยไม่ต้องแก้ไข ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วประเทศร้อยละ 12 ประสงค์จะให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้ใหม่ (ลดต่ำลงจากร้อยละ 27 ในปี 2552) เมื่อถามว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและปฏิรูปการเลือกตั้งก่อนมีการเลือกตั้งหรือไม่ ผู้ตอบแบบสำรวจมีความเห็นไม่ตรงกันหนึ่งในสี่(ร้อยละ 26) ต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขณะที่ร้อยละ 29 ต้องการให้รอจนกว่ามีการปฏิรูปผ่านไปก่อน และอีกร้อยละ 40 อยากให้รอจนกว่ารัฐบาลอยู่จนครบวาระตามรัฐธรรมนูญ
‘พิชาย’ ชี้สองขั้ว ‘ขัดแย้งเทียม’ ค่านิยมประชาธิปไตยไม่ต่าง
จากผลสำรวจดังกล่าว ‘ผศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต’ รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่าถ้าเป็นตัวเลขการอนุมานเปอร์เซ็นต์ไปสู่จำนวนประชากรพบว่า คนที่กล้ายอมรับว่าตนเองสังกัดสีใดมีหลักสิบล้านคน นับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เป็นความกล้าหาญในการแสดงจุดยืนของตนเอง ซึ่งใน 10 ล้านคนนี้ตนมองในภาพรวมของประชากรแล้วพบว่าไม่มีความขัดแย้งรุนแรง มีเพียงบางจุดแล้วมีส่วนขยายเท่านั้น ซึ่งจากผลสำรวจยังพบว่าค่านิยมหลักไม่ได้ต่างกันเลย เช่น ค่านิยมยอมรับความแตกต่างหลากหลาย ค่านิยมเสียงข้างมาก ฯลฯ ซึ่งค่านิยมหลักทางประชาธิปไตยไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างคือมุมมองหรือทัศนะทางการเมืองที่แต่ละสีเผชิญหน้า เช่น การมองภาพรวมว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ จะมีความแตกต่างเพราะรากฐานการสนับสนุน เช่น คนเสื้อเหลืองในสมัยที่ยังสนับสนุนประชาธิปัตย์มองว่าเป็นประชาธิปไตย ในขณะที่ในสมัยอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวชมองว่าไม่เป็น กลับกัน ในฝั่งของเสื้อแดงมองว่ายุคอภิสิทธิ์ไม่เป็น แต่ในยุคอดีตนายกฯ สมัครเป็นประชาธิปไตย ซึ่งตนยังมองว่าค่านิยมหลักการประชาธิปไตยในสังคมพหุวัฒนธรรมยังดีอยู่ แม้จะบูดๆ เบี้ยวๆ ไปบ้าง
“เหลืองแดงขณะนี้เป็นความขัดแย้งแบบเทียม เพราะขัดแย้งในเชิงประชาชนกับประชาชน ซึ่งสามารถเชื่อมโยงหรือหลอมรวมกันได้ในอนาคต” นักวิชาการจากนิด้ากล่าวและว่า การขัดแย้งนี้เป็นกระแสความขัดแย้งทางความคิด ซึ่งอาจนำไปสู่ความรู้สึกเบื่อหน่ายว่าประชาธิปไตยระบอบรัฐสภานี้ไม่สามารถแก้ปัญหาประชาธิปไตยในภาพรวมได้ ยิ่งผลสำรวจที่พบว่า ส.ส.มีคะแนนความซื่อตรงต่ำมาก อาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาดังกล่าวขึ้นในอนาคตอันใกล้
นักวิชาการ มช.เผยอนาคตขัดแย้งภูมิภาค ถามนโยบายพรรคการเมือง-รัฐบาลข้างหน้าทำอย่างไร?
ด้าน รศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงความเห็นว่า จากผลการสำรวจทำให้เห็นว่า ความขัดแย้งในสังคมที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องของการล้มชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่สังคมไทยกำลังก้าวไปสู่ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีลักษณะเป็นพหุสังคมมากขึ้น คือ คนที่มีความเห็นต่างกัน สามารถต่อสู้ ต่อรอง ขัดแย้งกันได้ ดังนั้น ประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงหมายถึงการประนีประนอมระหว่างเสียงส่วนใหญ่กับเสียงส่วนน้อย ซึ่งความหมายของประชาธิปไตยเช่นนี้เจริญเติบโตขึ้นมาจากการเคลื่อนไหวต่างๆ ในสังคมไทยช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา และยุคก่อนหน้านั้น
นักวิชาการผู้นี้กล่าวด้วยว่า ต่อไป ความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยจะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างคนเมืองกับคนชนบทอีกแล้ว แต่จะเป็นความขัดแย้งระหว่างภูมิภาค หรือ เป็นการเมืองของคนชนบทที่อิงกับสองแนวคิดหรือสองพรรคการเมือง เช่น คนใต้ปะทะกับคนเหนือและอีสาน โดยมีกรุงเทพฯเป็นเวทีกลางที่เปิดโอกาสให้ความขัดแย้งแตกต่างดังกล่าวได้เข้ามาปะทะกัน ปัญหาคือ นโยบายของพรรคการเมืองและรัฐบาลในอนาคตจะทำอย่างไรกับความแตกต่างตรงจุดนี้
นางนงเยาว์กล่าวต่อว่า คนไทยที่มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวนราว 40 ล้านคน และโดยมากคนเหล่านี้ก็จะมาใช้สิทธิจริงๆ ประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 20 ล้านคน ดังนั้น การที่ผลสำรวจนี้ระบุว่ามีคนไทยที่ประกาศตัวเป็นคนเสื้อเหลืองหรือเสื้อแดงอย่างชัดเจนประมาณร้อยละ 24 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง หรือราว 10 ล้านคน จึงแสดงให้เห็นถึงจำนวนที่มิใช่น้อยของประชาชนผู้สนใจเรื่องการเมืองอย่างเข้มข้น และจะเป็นพลังในการขับเคลื่อนทางการเมือง รวมทั้งผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งระดับคุณภาพในอนาคต
ชี้ปัจจุบัน ‘สงครามเย็น’ เลือกตั้งหนหน้าสงครามจริง
รศ.ดร.นงเยาว์กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ของตนในการทำวิจัยเรื่อง ′ผู้หญิงเสื้อแดง′ ในพื้นที่ภาคเหนือ พบว่าหลังจากคนเสื้อแดงกลับบ้านเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 สถานการณ์ในภาคเหนือก็เหมือนกับ ′สงครามเย็น′ และสงครามจริงจะเกิดขึ้นอีกในการเลือกตั้งครั้งหน้า ในกรณีที่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงๆ ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งที่ต่อสู้กันหนักมาก ดังนั้น ถ้าการเลือกตั้งคือเป้าหมายของสังคมไทย รัฐก็ต้องจัดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์กระบวนการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีหลายสายตาได้เข้าไปเกี่ยวข้องตรวจสอบตรงจุดนั้น และทุกฝ่ายจะได้มีความสบายใจกับการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น เพราะถ้าไม่ดำเนินการเช่นนั้น เราก็อาจจัดตั้งรัฐบาลกันไม่ได้ภายหลังการเลือกตั้ง
อาจารย์คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยังกล่าวถึง สถาบันสื่อที่มีศักยภาพจะช่วยพัฒนาให้ระบอบประชาธิปไตยมีความเข้มแข็งขึ้นได้ แต่จากผลสำรวจครั้งนี้กลับปรากฏว่าสื่อมวลชนได้รับความนิยมต่ำมากรองจาก ส.ส. โดยสื่อส่วนใหญ่ที่ประชาชนผู้ตอบแบบสำรวจเสพก็คือโทรทัศน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวบ้านไม่ไว้ใจและเบื่อสื่อโทรทัศน์ พวกเขาจึงไปค้นหาข้อมูลจากสื่อชนิดอื่นๆ ซึ่งทำให้ภาครัฐกล่าวหาว่าพวกเขาไปรับข้อมูลผิดๆ มาอีก
กวีฟันสื่อหลักไม่ทันปัญหา เร่งพัฒนาสื่อชุมชน
ส่วน ‘กวี จงกิจถาวร’ บรรณาธิการอาวุโส เครือเนชั่นเปิดเผยว่า จากผลสำรวจดังกล่าวทำให้เห็นว่า 1.ประชาชนทั้งสองขั้วสีและคนส่วนใหญ่ต้องการ ‘เวที’ แต่ปัจจุบันสื่อสารมวลชนยังไม่เท่าทันกับประเด็นปัญหา สื่อโทรทัศน์ซึ่งเป็นสื่อหลักที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มก็กลายเป็นเวทีที่ “คนโง่ออกมาพูด ส่วนคนฉลาดไม่พูดออกโทรทัศน์” จึงนำมาสู่ข้อ 2.ต้องพัฒนาสื่อชุมชน (Community Media) แต่ปัจจุบันคุณภาพของสื่อวิทยุ โดยเฉพาะวิทยุชุมชนที่เข้าถึงประชาชนได้ดีที่สุดยังมีคุณภาพต่ำมาก จะหาทางออกอย่างไร?
บรรณาธิการอาวุโสเครือเนชั่นกล่าวอีกว่า เวลาพูดคำว่า ‘สื่อ’ คนมักจะมองแบบผ่านๆ ไม่ได้มองลึกลงไปในประเด็นปัญหา ซึ่งหากตนกล่าวตรงไปตรงมา ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องสื่อให้ได้ผลต้อง “ไล่ บ.ก.ข่าวออกให้หมด” เพราะยังมองปัญหาด้วยสายตาแบบเก่า วางประเด็นไม่ถูก จับประเด็นไม่ได้และลงไปเล่นด้วยกับความขัดแย้งก็มี ทั้งที่ควรเป็นตัวกลางในการเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายได้พูดและเป็นผู้ให้ความรู้กับประชาชน

ภาพยนตร์กับการเป็นอนุสาวรีย์ทางความคิด: กรณีภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ที่มา ประชาไท

เมื่อพี่น้องลูมิแยร์สร้างกล้องบันทึกภาพยนตร์เครื่องแรกขึ้นในโลก หน้าที่ของมันในขณะนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงแต่เป็นการเลือกเก็บบันทึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ที่มีบทกำกับการแสดงเกิดหลังจากนั้นเป็นเวลาพอสมควร และหลังจากนั้นดูเหมือนว่าเมื่อเราพูดถึงคำว่า "ภาพยนตร์" การรับรู้ขั้นต้นของเราคือภาพยนต์ที่มีบทกำกับในการแสดงอย่างเช่นปรากฏในปัจจุบัน

อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เคยตั้งคำถามในข้อสอบปลายภาคสำหรับนักเรียนภาควิชาประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งถึงภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ว่าเราควรมองภาพยนตร์เรื่องนี้ในบทบาทของอะไร? ผมจึงขอคัดย่อจากความทรงจำคร่าวๆ มาเรียบเรียง โดยผมมีความคิดเห็นดังนี้

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการสร้างหน้าที่ใหม่ของภาพยนตร์(อย่างน้อยก็สำหรับประเทศไทย)นั่นก็คือ เป็นการ "สร้างอนุสาวรีย์" ทางความคิดให้เป็นมรดกของคนรุ่นต่อๆ ไป

เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้ ข้อจำกัดอย่างหนึ่งของภาพยนตร์อิงประวัติศาตร์โดยเฉพาะในตะวันออกก็คือส่วนใหญ่เป็นการบอกเล่าแบบมุขปาฐะ ซึ่งไม่มีความชัดเจนเพราะไม่มีการจดบันทึกโดยละเอียด ถึงแม้จะมีการค้นคว้าและเก็บข้อมูลแต่ส่วนใหญ่ก็จะมีเพียงเค้าโครงเรื่องใหญ่ๆ ที่มีความเป็น Epic อยู่ค่อนข้างสูง[1]

ปัญหาก็คือสิ่งเหล่านี้ได้เข้ามาเติมเต็มจินตนาการที่ขาดหายสำหรับแบบเรียนประวัติศาสตร์ในการศึกษาภาคบังคับที่ยังคงเว้าแหว่งด้วยการกล่าวถึงเหตุการณ์ต่างๆ โดยหยาบๆ และนำไปออกข้อสอบเพื่อทดสอบความจำในชั้นเรียน

ถึงแม้ทีมงานจะมีการ "ออกตัว" ว่าเรื่องนี้มีการดัดแปลงจากเค้าโครงเรื่องและมีการค้นคว้าข้อมูลมาเป็นอย่างดี แต่ผู้รับสารย่อมได้รับการเติมเต็มตัวอักษรที่หายไประหว่างบรรทัดจากภาพที่ปรากฏบนหน้าจอ

แน่นอนที่สุด อย่างน้อยภาพของพระนเรศวรที่คนรุ่นที่พ้นวัยศึกษาในรั้วสถาบันจะมีอยู่ในหัวก็คือภาพของผู้ชายหน้าไทย ใส่เสื้อผ้าสีดำและมีหมวกและเหล่าพลทหารที่ออกรบโดยมีโล่และผ้าประเจียดป้องกันตัว (หากคิดไม่ออกให้กลับไปหาธนบัตรชนิด 100 บาทรุ่นเก่า) ซึ่งเป็นภาพอนุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรทรงช้าง ที่ตั้งอยู่ ณ อำเภอดอนเจดีย์ จ.สุพรรณบุรี ที่ๆ เชื่อว่าเป็นจุดทำสงครามยุทธหัตถี

แต่เมื่อมีภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้น ภาพของพระนเรศวรในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ภาพของพันโท วันชนะ สวัสดี ในบทพระนเรศวรทรงเกราะแบบยุโรป และประทับปืนแนบบ่าจากการโปรโมทผ่านสื่อต่างกลับเข้ามาแทนที่ และแย่งชิงการเป็นความรับรู้หลักของสังคมไปเสียแล้ว

เฉกเช่นเดียวกันกับเมื่อเราคิดถึงสมเด็จพระสุริโยทัย (ไม่ใช่ "สุริโยไท" ผมเคยถามเพื่อนที่จบโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ถึงเรื่องนี้เธอเคยเล่าว่าพอภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉาย หลายๆ คนบอกว่าชื่อโรงเรียนของเธอสะกดผิด ทั้งที่โรงเรียนของเธอมีอายุเก่าแก่กว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว) ภาพแรกที่คุณคิดถึงในจินตนาการย่อมเป็นภาพของหม่อมหลวง ปิยาภัสร์ ภิรมย์ภักดี ในผมทรงกระทุ่ม จากความเชื่อเดิมที่ว่าผู้หญิงไทยไว้ผมยาว

ในกรณีระดับโลกที่ฮือฮาก็จากภาพยนตร์เรื่อง "Braveheart” เมื่อ Mel Gibson ผู้สวมบทวีรบุรุษชาวสก็อตต์นาม William Wallace ได้ถูกขอให้เป็นแบบในการจัดทำอนุสาวรีย์ของวีรบุรุษคนดังกล่าว

การเติมเต็มข้อความที่หายไปในหนังสือด้วยภาพจากภาพยนตร์นั้น ไม่น่าสนใจเท่ากับ "ข้อความ" และอุดมการณ์ที่ถูกแทรกและเติมเข้ามาระหว่างบรรทัดของบทภาพยนตร์

สิ่งที่น่าสนใจนั้นก็คือ "อนุสาวรีย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้" นั้นทรงพลังกว่าอนุสาวรีย์ที่เป็นสถานที่ให้นักท่องเที่ยวไปยืนถ่ายรูปเพื่อความบันเทิง เพราะมันเป็นการสถาปนาอำนาจนำทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่ถูกฝังหัวมาโดยที่ผู้รับสารไม่รู้ตัวผ่านการบอกเล่าของตัวละครโดยทางตรงและทางอ้อม

ข้อสังเกตที่น่าขบขันก็คือทำไมเราสามารถเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับร้อยๆ ปีที่ผ่านไปได้อย่างเป็นรูปเป็นร่างผ่านการศึกษาวิจัยของทีมสร้างภาพยนตร์ แต่เหตุการณ์ที่ผ่านไปไม่นานอย่าง 14 ตุลา 16 หรือ 6 ตุลา 19 ที่ยังคงมีพยานปากสำคัญในเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมากกลับไม่ถูกเลือกที่จะนำมาถ่ายทอด[2] สิ่งที่น่าสนใจก็คือเราไม่ค่อยจะมีภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ร่วมสมัย โดยเฉพาะหลังจากยุค 2475 ถ้าหากเราคิดถึงหนังพีเรียด เรามักจะมองย้อนกลับไปช่วงก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ หรือส่วนมากก็แค่อาศัยช่วงเวลาเป็นฉากหลังในการดำเนินเรื่องราว และส่วนใหญ่หนังประวัติศาสตร์ของไทยยังคงติดอยู่กับกรอบคิดของประวัติศาสตร์แบบ "ราชาชาตินิยม" ที่น่าสนใจคือภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนผ่านของประวัติศาสตร์ของไทยกลับไม่เคยมีการสร้างขึ้นอย่างจริงจัง

หนำซ้ำอนุสาวรีย์ที่เป็นตัวแทนของการต่อสู้เรียกร้องของประชาชน ยังถูกเตะถ่วงจนเวลาล่วงเลยเกือบ 30 ปีกว่าที่จะมีการสร้างขึ้น สิ่งเหล่านี้กำลังบอกอะไรเราอยู่ หากอนุสาวรีย์เป็นการบ่งบอกถึงความสำคัญของบันทึกประวัติศาสตร์ของชาติ ทำไมเรื่องเหล่านี้จึงถูกดึงไว้ทั้งที่เป็นประวัติศาสตร์ร่วมสมัยและเป็นการต่อสู้ของ "ประชาชน"ไทย เพื่อประชาธิปไตยอันเป็นหลักสูงสุดของประเทศ หรือว่าจริงๆ แล้วเรามิได้ปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตย? หรือว่าเรื่องราวเหล่านี้มันเป็นเสี้ยนหนามแทงตำใครหรือไม่?[3]

เพราะอนุสาวรีย์นั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมาในทุกยุคทุกสมัยในการถ่ายทอด "มรดกทางความคิด" ของผู้มีอำนาจยุคต่างๆ เรามีวีรชนบ้านบางระจันในยุคที่ผู้นำต้องการให้เรามีความสามัคคี เรามีศาลพันท้ายนรสิงห์เพื่อเชิดชูความศักดิ์สิทธิ์ของนิติรัฐ[4] แล้วปัจจุบันใครเป็นผู้นำทางการเมืองของประเทศไทยที่ต้องการจะถ่ายทอดความคิดผ่านอนุสาวรีย์ในโลกเสมือนแห่งนี้?

คำถามที่สำคัญก็คือ ภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่เข้าฉายในช่วงเวลานี้กำลังจะบอก "ข้อความ" อะไรกับเรา? ผู้กำกับต้องการจะสื่อสารระหว่างบบรรทัดอะไรกับเรา? "ผู้อำนวยการสร้าง" ต้องการอยากให้เรามีทัศนคติแบบใด? หากเรามองให้ลึกๆ ภาพยนตร์เรื่องนี้จะไม่ใช่ภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ธรรมดา แต่มันกำลังจะกลายเป็นอนุสาวรีย์ทางความคิดความเชื่อที่พยายามจะสร้างมายาคติแบบใหม่ให้กับสังคม โดยเฉพาะคนที่เข้าไปดูและไม่ตั้งคำถามและเชื่อทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นบนหน้าจอ

ถ้าคุณอยากรู้ ติดตามได้ทุกโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ....


เชิงอรรถ
[1] (ในกรณีภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การทำยุทธหัตถี ,การหลั่งน้ำสิโณธก และการชนไก่)

[2] (ที่จริงมีอยู่ 2 เรื่องคือ 14 ตุลา สงครามประชาชน ซึ่งที่จริงแล้วดัดแปลงจากหนังสือ "คนล่าจันทร์" ของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งเป็นมุมมองของเสกสรรค์ต่อเหตุการณ์ต่างๆ และ "ฟ้าใสหัวใจชื่นบาน" ที่จงใจล้อเลียนกลุ่มนักศึกษาที่เข้าป่าในช่วงหลัง 6 ตุลา 19 ให้ลดความน่าเชื่อถือเรื่องอุดมการณ์ และบริษัทอำนวยการสร้างเป็นของทายาทคนหนึ่งของผู้บัญชาการทหารเรือของคณะ คมช. ฐิติพันธุ์ เกยานนท์ บุตรชายของ พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์)

[3] กรณีดังกล่าวเคยเกิดขึ้นกับ ศ.ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งจากภาพยนตร์สารคดี 100 ปีชาตกาลปรีดี พนมยงค์นั้น มีการกล่าวว่าสาเหตุที่ท่านไม่สามารถกลับเมืองไทยได้จวบจนเสียชีวิตนั้น เพราะว่าผู้ปกครองและผู้มีอิทธิพลของประเทศเกรงกลัวท่าน เห็นได้จากความพยายามลบเลือนความทรงจำเกี่ยวกับท่านจากสังคมไทย แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ของท่านเอง ชื่อถนนประดิษฐ์มนูญธรรม ซอยปรีดี พนมยงค์ หรือสถาบันปรีดี นั้นถูกตั้งขึ้นหลังจากการอสัญกรรมของท่าน

[4] (ทั้งสองเรื่องที่กล่าวถึงถูกจัดทำเป็นภาพยนตร์แล้ว โดยเรื่องพันท้ายนรสิงห์กำลังจะถูกทำเป็นละครทางช่อง 3 โดยมีคุณหญิงหม่อมกมลา ยุคล ณ อยุธยา ภรรยาของท่ายมุ้ย ควบคุมงานสร้าง และบทประพันธ์โดย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภานุพันธ์ ยุคล)

พระพุทธเจ้าเป็นคนไม่มีศาสนา

ที่มา ประชาไท

ภาพพจน์ของพระพุทธเจ้าที่เรารับรู้ผ่านคัมภีร์ทางพุทธศาสนานั้น มีสองภาพพจน์ที่ตรงข้ามกัน ภาพพจน์หนึ่งคือภาพของ “อภิมนุษย์” ที่บำเพ็ญบารมีมานับชาติไม่ถ้วน สุดท้ายไปเสวยสุขอยู่บนสวรรค์ชั้นดุสิต จากนั้นจึงมาเกิดเป็นมนุษย์และตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า การถือกำเนิดก็มีปาฏิหาริย์เดินได้ 7 ก้าว และสามารถพูดได้ทันที รูปร่างก็สง่างามสมบูรณ์ด้วยมหาบุรุษลักษณะ จะทำอะไรไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใด ก็ประสบความสำเร็จเหนือสามัญมนุษย์
แต่อีกภาพพจน์หนึ่งพระพุทธเจ้าคือคนธรรมดาที่มีชีวิตเลือดเนื้อ ผ่านความเจ็บปวดโศกเศร้า การดูหมิ่นเหยียดหยาม การเรียนรู้ลองผิดลองถูก ความล้มเหลวและความสำเร็จเยี่ยงสามัญมนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างแต่ว่าเป็นผู้พัฒนาปัญญาจนสามารถดำเนินชีวิติย่างมีอิสรภาพทางจิตวิญญาณ
ในความเห็นของผม ชาวพุทธทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกนิยมภาพพจน์แบบไหนของพระพุทธเจ้าก็ได้ และสำหรับผมแล้ว ผมเลือกที่จะรักความเป็น “มนุษย์ธรรมดา” ของพระพุทธเจ้ามากกว่า เพราะผมรู้สึกว่าผมสามารถใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์ธรรมดาได้มากกว่า
พระพุทธเจ้าที่เป็นมนุษย์ธรรมดาสอนสิ่งสำคัญสิ่งแรกแก่ผมคือ “เสรีภาพในการแสวงหาความจริง” ว่า ในการค้นพบความจริงนั้นเงื่อนไขข้อแรกเราต้องมีเสรีภาพจากความเชื่อทางศาสนาที่ถือปฏิบัติตามๆ กันมาก่อน (ดูเหมือนนวนิยายเรื่อง “สิทธารถะ” ของ เฮอร์มาน เฮสเส จะสะท้อนความเข้าใจประเด็นนี้อย่างลึกซึ้ง)
ดังที่เราเห็นได้จากเดิมทีพระพุทธเจ้าเคยนับถือศาสนาพราหมณ์ตามตระกูลศากยะ จนเรียนจบไตรเพท ต่อมาพระองค์ขบถต่อศาสนาของตระกูลอย่างถึงราก โดยการปลงผมออกบวชเป็นขอทานเลี้ยงชีพ ซึ่งตามจารีตของศาสนาตระกูลศากยะถือว่าการใช้ชีวิตเช่นนั้นต่ำต้อยเยี่ยง “จัณฑาล” ที่เป็นคนนอกวรรณะ
หลังจากนั้นพระองค์ก็มานับถือศาสนาแบบดาบสที่เชื่อว่าการบรรลุฌานสมาบัติคือคำตอบของความพ้นทุกข์ แต่เมื่อฝึกสมาธิจนได้สมาบัติ 8 แล้วพระองค์พบว่าสิ่งดังกล่าวเป็นเพียงเครื่องมือหนีทุกชั่วคราวเท่านั้น จึงหันไปนับถือศาสนาใหม่อีกคือลัทธิบำเพ็ญทุกกรกิริยาที่เชื่อว่าการทรมานร่างกาย หรือเอาชนะความต้องการตามสัญชาตญาณทางกายภาพได้คือคำตอบของการมีอิสรภาพจากพันธนาการของกิเลสและความทุกข์
แต่ในที่สุดพระองค์ก็พบว่าเป็นไปไม่ได้ และเห็นว่าป่วยการที่จะเดินตามจารีตของลัทธิความเชื่อหรือศาสนาใดๆ อีกต่อไป จากนั้นก็กลายเป็น “คนไม่มีศาสนา” ไม่สมาทานหรือเดินตามความเชื่อใดๆ แต่หันมาใช้ปัญญาไตร่ตรอง “ธรรมชาติของความเป็นมนุษย์” อย่างตรงไปตรงมา จึงทำให้ค้นพบความจริงของกระบวนการแห่งเหตุปัจจัยที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติแห่งการเกิดทุกข์และการดับทุกข์ ซึ่งเป็นความจริงตามกฎธรรมชาติที่ไม่ขึ้นกับลัทธิความเชื่อหรือจารีตทางศาสนาใดๆ
และเครื่องมือที่จะค้นพบความจริงดังกล่าว ก็ไม่ใช่เครื่องมือที่ถูกให้มาจากจารีตทางศาสนาหรือความเชื่อใดๆ หากแต่เป็น “ศักยภาพ” ที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกข์คน นั่นคือความสามารถในการใช้ปัญญาไตร่ตรองเพื่อทำความเข้าใจความทุกข์และการยุติความทุกข์ในชีวิตของตนเอง
สำหรับผมแล้ว ความน่าเคารพของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ความเปิดใจกว้างในการเรียนรู้ ความซื่อสัตย์ต่อความจริง (พิสูจน์ให้ชัดก่อนค่อยตัดสิน) บนพื้นฐานของการเคารพความเป็นมนุษย์ในความหมายที่ลึกสุดคือ “ความเป็นสัตว์ที่มีเสรีภาพ” ซึ่งในที่สุดพระองค์แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เสรีภาพในการแสวงหาความจริงสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับอิสรภาพทางจิตวิญญาณ
แน่นอนว่าการยืนยันว่า “เสรีภาพในการแสวงหาความจริงสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับอิสรภาพทางจิตวิญญาณ” ย่อมเป็นการยืนยันความหมายของความเป็นมนุษย์ในฐานะเป็น “สัตว์ที่มีเสรีภาพ”
และโดยการยืนยันเช่นนี้ย่อมเป็นการปฏิเสธโดยปริยายว่า การดำเนินชีวิตที่ไม่เคารพเสรีภาพในการแสวงหาความจริงด้วยสติปัญญาของตนเองย่อมไม่ใช่การมีชีวิตที่พึงปรารถนา และสังคมที่ปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริงย่อมไม่ใช่สังคมที่พึงปรารถนาด้วยเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าสิ่งที่เราควรตั้งคำถามอย่างจริงจังคือ ทำไมโดย “การกระทำ” หรือโดยแบบอย่างการปฏิบัติตัวของพระพุทธเจ้ามีลักษณะของการปลดปล่อยให้เราเป็นเสรีชน ชวนให้เราเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ในการแสวงหาความหมายของชีวิต แต่ทว่าศาสนาพุทธในรูปของจารีตประเพณีที่ตกทอดมาถึงเรากลับเป็นเครื่องมือสร้างพันธนาการที่ซับซ้อน
ทั้งพันธนาการในรูปอุดมการณ์แห่งรัฐ เช่น พุทธศาสนาถูกใช้เป็นเครื่องมือค้ำยันอุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ยกสถานะของพระมหากษัตริย์ให้เป็น “เทพ” (ทั้งที่พระพุทธเจ้าเองเป็น “คน”) ที่ศักดิ์สิทธิ์วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบไม่ได้ ซึ่งสาระสำคัญแล้วอุดมการณ์ดังกล่าวขัดแย้งกับเสรีภาพในการแสวงหาความจริง
การปิดกั้นเสรีภาพในการแสวงหาความจริง หากพิจารณาจากความเป็นจริงที่ว่า “เสรีภาพในการแสวงหาความจริงสัมพันธ์อย่างจำเป็นกับอิสรภาพทางจิตวิญญาณ” หรือความเป็นจริงที่ว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ที่มีเสรีภาพ” ย่อมถือเป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญยิ่ง
คำถามคือ สังคมที่ใช้พุทธศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างอุดมการณ์ซึ่งลดทอนความเป็นมนุษย์ของประชาชน สมควรเรียกว่าเป็นสังคมพุทธหรือ? หากเราเป็นชาวพุทธและซื่อสัตย์ต่อความจริง (อย่างที่พระพุทธเจ้าทำเป็นแบบอย่าง) เราจะตอบคำถามนี้อย่างไร?
นอกจากนี้ โดยจารีตการใช้พุทธศาสนาสร้าง “คนดี” ในสังคมไทย คนดีที่เป็นผลิตผลของจารีตพุทธคือ “ผู้ปฏิบัติธรรม” ตามวิถีจริยธรรมเชิงปัจเจกที่ยึดอุดมคติว่า การปฏิบัติธรรมหมายถึงการปฏิบัติสมาธิ ทำบุญทำทาน เพื่อการมีชีวิตที่สุขสบายในโลกหนี้และโลกหน้า ได้ขึ้นสวรรค์ หรือบรรลุนิพพาน ซึ่งทั้งหมดนั้นมีลักษณะเป็นความดีส่วนตัวที่มุ่งประสงค์ต่อความสุขส่วนตัวเป็นที่ตั้ง เสร็จแล้วชาวพุทธก็อธิบายกันว่า ถ้าแต่ละคนเป็นคนดีโดยการทำความดีต่างๆ ที่ว่ามานี้แล้วสังคมก็จะดีเอง
ที่สำคัญคือ “คนดี” และ “ความดี” ในความหมายดังกล่าว ไม่ได้เชื่อมโยงกับการชี้ชวนให้เห็นความสำคัญของการไตร่ตรอง หรือตระหนักรู้ในคุณค่าความหมายของความเป็นมนุษย์ในฐานะเป็น “สัตว์ที่มีเสรีภาพ” และไม่ได้สร้างมโนธรรมสำนึกในการปกป้อง “เสรีภาพในการแสวงหาความจริง” แต่อย่างใด
เมื่อพุทธแบบจารีตไม่ได้สร้างวัฒนธรรมแห่งการรู้คุณค่าและปกป้องเสรีภาพ ทั้งเสรีภาพในการแสวงหาความจริง และเสรีภาพในทางสังคมการเมือง คนที่คิดต่างจากพุทธแบบจารีต ตั้งคำถามกับพระ กับคัมภีร์ทางศาสนา คือ “คนบาป” และแน่นอนว่าชาวพุทธประเภทนักปฏิบัติธรรมตามแบบจารีตทั้งหลายก็ไม่แคร์ว่า ประชาชนจะถูกละเมิดเสรีภาพในทางสังคมการเมืองอย่างไรบ้าง
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวรวมๆ ได้ว่า นักปฏิบัติธรรมหรือชาวพุทธผู้เคร่งศาสนาในสังคมไทยปัจจุบันส่วนใหญ่ต่างเดินสวนทางกับพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ไม่มีศาสนาตามจารีตก่อนที่จะค้นพบ “ความจริง” และอิสรภาพ!

เผยพบ “ศูนย์กลาง” แผ่นดินไหวในวันที่ 24 ที่ “เชียงราย-น่าน” ไม่ใช่อาฟเตอร์ช็อคจากพม่า

ที่มา ประชาไท

กรมอุตุฯ เผยผลตรวจย้อนหลังพบศูนย์กลางแผ่นดินไหวที่ “เชียงราย-น่าน” รวม 3 จุด เชื่อหลังเหตุแผ่นดินไหวหนักในพม่า กระตุ้นรอยเลื่อนเล็กๆ ในไทย เบื้องต้นอยู่ระหว่างตรวจสอบผลกระทบ แจง ปชช.อย่าตื่นตระหนก แต่อย่าประมาท
28 มี.ค.54 เวลา 11.00 น. นายอดิศร ฟุ้งขจร หัวหน้ากลุ่มงานแผ่นดินไหว ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ และรองโฆษกกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่กลุ่มงานแผ่นดินไหว ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ ได้ตรวจสอบย้อนหลังเพื่อตรวจรายงานการเกิดแผ่นดินไหวจากเครื่องวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่ภาคเหนืออย่างละเอียดอีกครั้ง และพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากว่า ในคืนวันที่ 24 มีนาคมที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7 ริกเตอร์ ศูนย์กลางรัฐฉาน ประเทศพม่า เพียง 1 ชั่วโมงหลังจากนั้น พบว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณรอยเลื่อนของประเทศไทยรวม 3 จุด ไม่ใช่การเกิดอาฟเตอร์ช็อคจากเหตุแผ่นดินไหวที่พม่าอย่างที่หลายฝ่ายคิด
“จุดแรกที่พบคือ เวลา 21.17 น. เกิดแผ่นดินไหวมีศูนย์กลางที่ อ.เวียงสา จ.น่าน ความแรง 4 ริกเตอร์ เพราะการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนปัว จุดที่สองเกิดเวลา 22.09 น. มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ความแรง 3.0 ริกเตอร์ เกิดจากการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน และจุดที่สาม เวลา 22.15 น. มีศูนย์กลางที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ความแรง 3.4 ริกเตอร์ เกิดจากการเคลื่อนตัวของกลุ่มรอยเลื่อนแม่จัน” นายอดิศร กล่าว
นายอดิศรกล่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ และเชื่อว่าหลังเหตุแผ่นดินไหวอย่างหนักในพม่า น่าจะส่งผลให้เกิดแรงกระตุ้นรอยเลื่อนเล็กๆ ในประเทศไทย ทำให้เคลื่อนตัวเป็นจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวอีกหลายจุดตามมา รายงานไปยังกรมอุตุนิยมวิทยาแล้ว เบื้องต้นอยู่ระหว่างตรวจสอบผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว ขอแจ้งเตือนมายังประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือว่าอย่าตื่นตระหนก แต่อย่าประมาทขอให้เตรียมศึกษาวิธีปฏิบัติตัวป้องกันเพื่อรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวที่อาจมาถึง