WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, March 30, 2011

คนสีขาวบนเส้นทางสีเทา? ′ปุระชัย′ เฉียดโจร-เฉี่ยวนายกฯ

ที่มา มติชน



สัมภาษณ์พิเศษ โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ



"..เราไม่ใช่โจร ไม่ได้ไปปล้นใคร หลายคนบอกว่าเราฉกฉวยสถานการณ์ ขอบอกเลยว่าไม่ใช่ แต่เราเกิดขึ้นในภาวะขาดแคลนผู้นำ.."

ปี 2548 "เขา" หลุดวงโคจร "อำนาจเก่า" หลังเปิดฉากทำ "สงครามคนดี" กับ "เอ็นจีโอต้นทุนสูง" ก่อนหันหลังให้พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ซึ่งตัวเองเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง

ปี 2549 "เขา" กลับเข้ารัฐสภาด้วยแรงสนับสนุนจาก "ขั้วอำนาจใหม่" ในบทบาทสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทว่าไม่อาจรอดพ้นจาก "วิบากกรรมหมู่" โดยตกเป็นจำเลยร่วมในคดีทุจริตโครงการหวยบนดิน และคดีกล้ายาง ทั้งที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะ "ต้องคดีอาญา" เพราะไม่ได้ทำผิด-ประพฤติชั่ว-คอร์รัปชั่น

ปี 2554 "เขา" กลับมามีที่ยืนในทางการเมืองอีกครั้ง ในฐานะ "ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาสันติ"

"พรรค" ที่แปลงสภาพจาก "พรรคธรรมาธิปไตย" อดีต "หัวสำรอง" ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก่อนตัดสินคดียุบพรรคปี 2553 เนื่องจากมี "ธันวา ไกรฤกษ์" ลูกพี่ลูกน้อง "จุติ ไกรฤกษ์" รมว. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคที่ "ผู้ก่อตั้ง-ผู้ร่วมอุดมการณ์" มีหลายขั้ว-หลายเฉด ไม่ว่าจะเป็น "พันธ์เลิศ ใบหยก" อดีตรองเลขาธิการ ทรท. ที่มีชื่อติดบัญชี "ท่อน้ำเลี้ยง" กลุ่มคนเสื้อแดงของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

หรือ "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) น้องชาย "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รมว.กลาโหม ที่ถูกมองว่ามีสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ของ "เนวิน ชิดชอบ"

ในวันที่ตัดสินใจวกกลับสู่ปลักโคลนการเมือง "ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์" เจ้าของสมญา "คนดีไม่มีเสื่อม" ยอมรับว่าบทบาท "นักวิชาการ" ที่ทำในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา มีแต่ "พระคุณ" ไม่มี "พระเดช"

เมื่อ "วงรอบการเมือง" ย้อนกลับไปสู่จุดใกล้เคียงกับปี 2541 ที่มีการก่อตั้ง "พรรคคิดใหม่ทำใหม่" จึงเป็นจังหวะที่พรรค-พวก-เพื่อน "ปุระชัย" คิดลุยทำ "พรรคทางเลือกใหม่" อีกครั้ง

แต่ด้วยปฏิทินยุบสภาของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ที่กระชั้นเข้ามา ทำให้ "ปุระชัยกับพวก" ตัดสินใจยืม "หัว" ธรรมาธิปไตยที่จดทะเบียนไว้แล้ว และหาสมาชิกพรรคได้ครบ 5 พันคนตามกฎหมายกำหนดแล้ว ก่อนเปลี่ยนชื่อ แปลงอุดมคติ ปลดโลโก้เก่า รื้อโครงสร้างกรรมการบริหาร (กก.บห.) ใหม่

"หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมมีโอกาสสัมผัสคนเยอะ โดยเฉพาะคน กทม. บอกว่าถ้ามีการเลือกตั้งจะไม่ออกไปใช้สิทธิ เพราะไม่รู้จะเลือกใคร หรือถ้าออกไปเลือกก็จะโหวตโน เพราะลองมาหมดแล้วทั้งพรรคที่เป็นรัฐบาลและฝ่ายค้าน รู้สึกทางเลือกตันมาก ผมลองถามว่าถ้ามีพรรคทางเลือกใหม่เกิดขึ้นจะไปเลือกตั้งหรือไม่ เขาบอกว่าอาจจะไป เราจึงมานั่งคิดกันว่าถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งเสียสละ และเสนอตัวเป็นทางเลือกใหม่ ก็น่าจะดี"

การเกิดขึ้นท่ามกลางข่าวลือ "ปฏิวัติจำแลง" ทำให้หลายฝ่ายคลางแคลงใจว่ามี "สัญญาณพิเศษ" ช่วยทำคลอดหรือไม่ "ร.ต.อ.ปุระชัย" ปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมยืนยันว่าพรรคประชาสันติเกิดขึ้นด้วยตัวเอง

เป็นไปได้หรือไม่ว่ากองทัพไม่อยากใช้บริการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป). แล้ว จึงหาตัวช่วยใหม่?

เขาตอบทันควัน "ผมจบเตรียมทหาร (ตท.) รุ่น 9 ส่วนใหญ่เกษียณหมดแล้ว ถือว่าอาวุโสแล้ว ความเป็นรุ่นพี่ ถ้าน้องอยากจะมาพูดคุย มาได้ แต่กองทัพจะมาสั่งผม เป็นไปไม่ได้"

แล้วถ้าเป็นใบสั่งจาก "คนเหนือกองทัพ" ล่ะ?

"เราเป็นประชาชน ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร" เขากล่าวเลี่ยงๆ

ทว่าการมีชื่อ "อดีตประมุขสีกากี-น้องรักพี่เบิ้มสีเขียว" เข้ามาข้องแว้งกับพรรคประชาสันติ ทำให้สมมติฐานดังกล่าวคล้ายมีน้ำหนักขึ้นมา

"ร.ต.อ.ปุระชัย" อธิบายว่ารู้จัก-โยงใย "พล.ต.อ. พัชรวาท" มานาน เนื่องจากบิดาเป็นนายร้อยเทคนิคทหารบกรุ่นๆ กัน พอทั้งคู่มีลูก ก็ส่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ก่อนไปเรียน ตท.9 ด้วยกัน เป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ (นรต.) รุ่น 25 เหมือนกัน จากนั้นเมื่อรับราชการตำรวจก็อยู่หน่วยเดียวกัน พอ "บิ๊กปุ" มาเป็น รมว. มหาดไทยปี 2544 "บิ๊กป๊อด" ก็ไปเป็นผู้บัญชาการประจำกระทรวง ก่อนเป็น สนช. ด้วยกันในปี 2549

"เราไม่ต้องฮั้วอะไรกัน เพราะอยู่ในฐานะที่รู้จักกันดี ปกติเขาเป็นคนไม่ค่อยพูดนะ ข้อดีคือเก็บความลับเก่ง แต่จุดอ่อนคือทำให้หลายครั้งข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับเขา เป็นการเขียนไปเอง ซึ่งถูกบ้างผิดบ้าง"

การเขียนชื่อ "พล.ต.อ.พัชรวาท" ใส่พรรคประชาสันติถูกหรือผิด?

"ผู้ก่อตั้งพรรค"
ยืนยันยังไม่มีชื่อ "เพื่อนรัก" ในพรรค แต่อดีต ผบ.ตร. เห็นด้วยกับการมีพรรคทางเลือกให้ประชาชน แต่ไม่ได้เข้ามามีบทบาท หรือเป็นสมาชิกพรรค เพราะถ้ามีชื่อมันจะตกเป็นเป้าทั้งบวกและลบ

เช่นเดียวกับเจตจำนงเดิมของ "ร.ต.อ.ปุระชัย" ที่ต้องการยืนในตำแหน่ง "กองหลัง" ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่ง กก.บห. ไม่ลงสมัคร ส.ส. แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่สั่งสมมาทำให้ "ใคร" บางคนพยายามผลักเขาให้ออกมายืน "กองหน้า" ถึงขั้นชูขึ้นเป็น "โลโก้"

"คงไม่ใช่การเอาผมไปเป็นโลโก้ แต่ถ้าจะเอาชื่อผมไปแปะเป็นสมาชิกพรรค ให้ช่วยเขียนนโยบาย ผมยินดี ถ้าพรรคอยากให้เป็นหัวหน้า ก็ต้องรอดูผลอย่างเป็นทางการในการประชุมใหญ่สามัญ วันที่ 2 เมษายนก่อน ส่วนถ้าจะให้ลงสมัคร ส.ส. คงลงแบบบัญชีรายชื่อ"

พร้อมให้คนอื่นใช้ต้นทุนส่วนตัว?

"มันขึ้นอยู่กับผม ถ้าผมสบายใจ อยากช่วย ก็ไม่มีปัญหา"

ส่วนการกลับมาครั้งนี้ มั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกการเมืองกระชากความเสื่อมใส่?

"คนดีไม่มีเสื่อม" กล่าวว่า ทุกคนอย่าเอาตัวเองเป็นหลัก แต่ที่ผ่านมายืนยันและมั่นใจว่าไม่เคยทำอะไรเสียหาย มาครั้งนี้ถือว่าเข้ามาช่วยบ้านเมืองให้เป็นปกติ

"หลายคนบอกว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก แต่ผมคิดว่ามันเป็นเส้นทางของสุภาพบุรุษและสุภาษสตรี เราไม่ใช่โจร ไม่ได้ไปปล้นใคร หลายคนบอกว่าเราฉกฉวยสถานการณ์ ขอบอกเลยว่าไม่ใช่ แต่เราเกิดขึ้นในภาวะขาดแคลนผู้นำ และไม่มีพรรคทางเลือก"

ปฏิเสธไม่ได้ว่าความพยายามสลายความขัดแย้งของ "2 ขั้วอำนาจ" ด้วยทฤษฎี "พรรคทางเลือกที่ 3" หรือกระทั่งสอดตัวเข้าไปอยู่ใน "คู่ขัดแย้งหลัก" ตามทฤษฎี "โซ่ข้อกลาง" ไม่เคยสัมฤทธิผล ทำให้ "ร.ต.อ.ปุระชัย" ไม่แน่ใจว่าทฤษฎี "พรรคทางเลือกใหม่" จะออกฤทธิ์

"ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จ ไม่มีใครการันตีได้ พรรคต้องไม่เพ้อฝัน ทำการเมืองเป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าบอกว่าทุกคนต้องเลือกเรา เราต้องมีคะแนน อย่างนั้นไม่ใช่ แต่วันนี้เรามีข้อมูลว่ามีคนหลายแสนคนที่จะไม่ออกเสียง แต่ถ้ามีกลุ่มใหม่ๆ เข้ามา เขาอาจจะออกเสียง ดังนั้น ขอให้สบายใจได้ว่าเราไม่ได้ไปแย่งฐานเสียงใคร ไม่ได้คิดเป็นคู่แข่งพรรคไหน ไม่ได้คิดเอาเป็นเอาตายกับใคร"

จุดขายของพรรคประชาสันติอยู่ที่ความสด ใหม่ เป็นทางเลือก สร้างความหวังให้ "คนกลางๆ" ที่ไม่ฝักใฝ่สีไหน ไม่เอียงข้างใด โดยใช้ผลงาน-เกียรติประวัติ-ประสบการณ์การทำงานให้บ้านเมืองด้วยความซื่อสัตย์ เป็นเครื่องยืนยันความตั้งใจ

กล่าวคือขายภาพลักษณ์พรรคสีขาว ศูนย์รวมคนดี เก่ง ซื่อสัตย์ แต่ไม่มีนโยบาย

"สิ่งสำคัญคือคนกุมบังเหียน คนกับระบบมีความสำคัญ แต่คนต้องมาก่อน เขาบอกว่าคนดี ระบบดี ต้องดีแน่ คนดี ระบบแย่ พอแก้ไข คนแย่ ระบบดี ไม่ช้าก็ไป คนแย่ ระบบแย่ ก็บรรลัยเอย ดังนั้น สำคัญคือคน อย่าง ทรท. แรกๆ คนดี ระบบดี แต่ทำไปทำมา คนดีชักหายไป คนที่เข้ามาแทนที่เป็นอย่างไร ก็ลองไปคิดกันดู แต่ได้นำมาสู่การล่มสลายของพรรค"

หากเปรียบเทียบพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กับพรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคไหนมีส่วนผสมของคนดีที่น่าไปจัดรัฐบาลร่วมกันมากกว่า?

เขางดออกความเห็น-ไม่ก้าวล่วงพรรคอื่น พร้อมอุบไต๋ว่าคะแนนเสียงที่คนไทยเตรียมเทให้ "พรรคตรงกลาง" จะไปผสมขั้วซ้าย หรือผนึกขั้วขวา โดยบอกเพียงว่าให้ติดตามกันต่อไป

"การเลือกตั้งครั้งแรก จะได้กี่เสียงไม่เป็นไร จะได้เป็นฝ่ายค้าน หรือรัฐบาลไม่เป็นไร ถ้าได้เป็นฝ่ายค้านก็ดี ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ ได้เรียนรู้งาน ที่สำคัญคือเป็นฝ่ายค้านแผลน้อย แต่ถ้าได้เป็นรัฐบาล ก็ได้เข้าไปแก้ปัญหาให้บ้านเมือง"

เมื่อซักว่าสูตรจัดตั้งรัฐบาลต้องออกมาอย่างไร ถึงจะมีโอกาสเห็นชายชื่อ "ร.ต.อ.ปุระชัย" เป็นนายกฯ?

"บางทีเรายังไม่ได้เดินก้าวแรกเลย ไปถามว่าจุดหมายก้าวที่ 100 อยู่ตรงไหน มันเป็นไปไม่ได้ ถ้าพูดไปก็เหมือนสร้างวิมานในอากาศ โดยหลักคือพรรคที่ได้เสียงข้างมาก ต้องได้เป็นนายกฯอยู่แล้ว ส่วนพรรคที่ได้เสียงน้อยก็ไม่ได้เป็น แต่สำหรับประเทศไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้"

ส่วนโพลหลายสำนักที่ระบุตรงกันว่าคะแนนความนิยม "อภิสิทธิ์-ร.ต.อ. ปุระชัย" ตีคู่สูสีกัน ทำให้ "คนการเมืองสีขาว" ยิ้มรับข่าวมีชื่อติดโผ "แคนดิเดตนายกฯ" ก่อนกล่าวว่า "นั่นคือเสียง บางครั้งมีเสียง แต่ถึงขั้นมีคะแนนหรือไม่เป็นอีกเรื่อง"

ถือเป็นการกระตุกตัวเองให้ฝันใกล้ๆ ในวันหวนคืนเส้นทางสีเทาในวงจรการเมือง!!!

"มา ร์ค"กลัวเปียก

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียแล้ว สำหรับข้อกล่าวของพรรคเพื่อไทยเรื่องการทำงานที่ล่าช้าของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ที่ล่าสุดเกิดภัยพิบัติขึ้น 2 เหตุการณ์ใหญ่ๆ ในไทย

เหตุการณ์แรกแผ่นดินไหวเขย่าภาคเหนือจนเกิดความเสียหายในหลายจังหวัดเมื่อคืนวันพฤหัสฯที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา

ตามติดๆ ด้วยเหตุการณ์ฝนถล่มจนเกิดน้ำท่วมใหญ่(อีกครั้ง)ใน 12 จังหวัดภาคใต้

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทยวิพากษ์การทำงานของนายอภิสิทธิ์ที่นิ่งดูดาย ไม่ใส่ใจความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

โจมตีว่าเป็นนายกฯเทวดา กลัวตาย กลัวเปียก

ที่ว่าล่าช้าก็มีมูลจริงๆ เพราะว่าทั้ง 2 เหตุการณ์ล่วงเลยมา 3-4 วันแล้ว

ชาวบ้านไม่เคยเห็นนายอภิสิทธิ์ลงพื้นที่ดูความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวเลย

จนมองกันว่าเพราะกลัวอาฟเตอร์ช็อกหรือเปล่า !?

ส่วนน้ำท่วมใหญ่และโคลนถล่ม ทั้งที่จ.นครศรีธรรม ราช สุราษฎร์ธานี ชุมพร พัทลุง ตรัง ฯลฯ

สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล

ผ่านมาแล้ว 3-4 วัน พี่น้องชาวปักษ์ใต้ก็ไม่เห็นเงานายอภิสิทธิ์ลงไปดูแล

ทั้งที่เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์แท้ๆ

ความจริงเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้ว นายอภิสิทธิ์โดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศเมื่อปีก่อน

ความอืดอาดล่าช้าเป็นที่ประจักษ์กันอยู่แล้ว

กว่าจะยอมลุยน้ำเข้าไปเยี่ยมผู้ประสบภัยก็ปล่อยให้ล่วงเลยกันจนน้ำใกล้แห้ง

พิธีกรรายการทีวีอย่างนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยังได้รับยกย่องมากกว่านายกรัฐมนตรี ในการออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนั้น

หลังน้ำลดลงแล้ว นโยบายการช่วยเหลือของรัฐบาลก็ยังช้ายิ่งกว่าเรือเกลือ

เงินเยียวยากว่าจะถึงมือชาวบ้านก็ต้องทวงแล้วทวงอีก

ยิ่งการป้องกันอุทกภัยก็ถือว่าล้มเหลว

ไม่มีการเตรียมการรับมือให้เป็นรูปธรรม

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กรมอุตุนิยมวิทยาเคยประกาศเตือนแล้วว่า ในปีนี้จะมีพายุดีเปรสชันเข้าถล่มไทยถึง 5 ลูกใหญ่

แค่พายุลูกแรกก็อ่วมไปทั้งภาคใต้

ไม่อยากย้ำจริงๆ ว่านี่คือผลพวงของนายกฯบ่มแก๊ส

เจียดเวลาขึ้นโพเดียมปาฐกถาไปดูความทุกข์ยากของประชาชนบ้าง

จะเป็นประโยชน์มากกว่านี้อีกเยอะ

ดิ ไอริช ไทมส์ สัมภาษณ์ นอม ชอมสกี้: การโจมตีจะเป็นปรปักษ์กับหลายชาติในโลกอาหรับ

ที่มา ประชาไท


ภาพจาก http://bellacaledonia.files.wordpress.com

"การแทรกแซงทางทหารในลิเบียนั้นถือเป็นข้อผิดพลาดอย่างรุนแรง" นอม ชอมสกี้ นักเคลื่อนไหว กล่าวต่อ ซานดร้า แซทเทอลี

นอม ชอมสกี้ เขียนถึงสงครามกลางเมืองสเปนในหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนซึ่งตอนนั้นเขามีอายุเพียงแค่ 10 ขวบ เขาเคยถูกจองจำด้วยกันกับ นอร์แมน เมลเลอร์ในปี 1967 จากการประท้วงต่อต้านสงครามในเวียตนามที่เพนตาก้อน และเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมาเขาถูกกักตัวโดยชาวอิสราเอลในขณะที่เขาพยายามจะเข้าไปในเวสต์แบงค์โดยใช้เส้นทางผ่านประเทศจอร์แดน

นักวิชาการชื่อก้องโลก และศาสตราจารย์ปลดเกษียนด้านภาษาศาสตร์แห่ง Massachusetts Institute of Technology (MIT) เขายังคงเป็นนักเคลื่อนไหวที่ยังมีความกระตือรือร้นอยู่ในวัย 82 ปี และเป็นนักวิจารณ์นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯด้วย

ชอมสกี้เตือนว่าการแทรกแซงทางทหารในลิเบียนั้นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่

“เมื่อสหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศสเลือกการแทรกแซงทางทหารแล้ว เราต้องตระหนักด้วยว่าประเทศเหล่านี้จะเป็นที่รังเกียจในภูมิภาคนี้ด้วยเหตุผลที่มีน้ำหนักมาก พวกคนรวยและผู้มีอำนาจนั้นสามารถพูดได้ว่าให้อยู่กับปัจจุบันไม่ใช่อดีต แต่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่โชคดีอย่างนั้น” ชอมสกี้ กล่าว

“การขู่แบบนี้ ผมมั่นใจว่ามันจะนำมาซึ่งความทรงจำที่เลวร้ายในภูมิภาคนั้น และผู้คนหลายคนในแอฟริกา และโลกอาหรับนั้นจะเป็นปฏิปักษ์กับการแทรกแซงทางทหาร”

ชอมสกี้ยังกล่าวต่ออีกด้วยว่าในโพลความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ในอียิปต์นั้นแสดงให้เห็นว่า 90% ของประชากรทั้งหมดเห็นว่า สหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุดที่เขาเคยเจอ

เขายังย้ำอีกด้วยว่าในลิเบียนั้นเป็นปัญหาทางด้านมนุษยธรรม “มันคือสงครามกลางเมือง และการเข้าไปแทรกแซงสงครามกลางเมืองนั้นยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้นไปอีก” เขากล่าวเสริมอีกว่า “เราอาจไม่เห็นด้วยกับมัน แต่มันก็มีคนที่สนับสนุนกัดดาฟี่”

พูดถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปาเลสไตน์ สถานการณ์ในแอฟริกาเหนือนั้นดูท่าจะไม่ดีขึ้น หากรายงานข้อเรียกร้องของรัฐบาลอิสราเอลต่อสหรัฐฯ เพื่อเงินสนับสนุนจำนวน 2 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ เพื่อรักษาความมั่นคงในภูมิภาค (ทางทหาร)

“นี่สามารถคาดการณ์ได้ว่ามันจะถูกนำมาใช้เพื่อให้อิสราเอลยังคงควบคุมสิ่งที่ยังพอจะเหลืออยู่ในปาเลสไตน์ได้มากขึ้น และเพื่อรักษาความสามารถในการใช้กำลังของอิสราเอล นี่ไม่ได้หมายความว่าอิสราเอลจะประสบความสำเร็จในการได้มาซึ่งเงินจำนวนนี้จากสหรัฐฯ แต่เจตนานั้นชัดเจน” ชอมสกี้กล่าว

เขายังมองเห็นการเปลี่ยนไปของอำนาจของสหรัฐฯ ที่มีในแถบแอฟริกาเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอียิปต์

เขาเชื่อว่าข้อสังเกตของ Wall Street Journal นั้นยังถูกต้องอีกด้วยที่ว่าชาติตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ตอนนี้กำลังประสบปัญหา

“ขณะนี้ยังไม่มีใครคิดออกว่าจะควบคุมปัจจัยใหม่ที่เกิดขึ้นนี้ สมมติฐานนั้นแน่นอนว่าเราจะต้องควบคุมมันให้ได้” ชอมสกี้ กล่าว

เกี่ยวกับการผกผันของพันธมิตรในโลกตะวันตกกับระบอบเผด็จการ ชอมสกี้ยกตัวอย่างและกล่าวว่ามันกลายเป็นว่าโลกตะวันตกในขณะนี้ เป็นไปไม่ได้แล้วที่จะสนับสนุนผู้นำเผด็จการที่ตนต้องการ

“ณ ตอนนี้มีแผนการที่ได้มีการนำไปปฏิบัติแล้ว โดยจะเห็นได้จากตัวอย่างที่เกิดขึ้นในโลกอาหรับ ที่มีการกำจัดผู้นำเผด็จการต่อเมื่อไม่สามารถสนับสนุนผู้นำเผด็จการนั้นได้อีกต่อไปแล้ว จึงทำการชูความรักในระบอบประชาธิปไตยแทน” เขากล่าว

ซาอุดิอาระเบียนั้นเป็นตัวอย่างของความขัดกันของนโยบายในโลกตะวันตก

ชอมสกี้ กล่าวว่า “ซาอุดิอาระเบียเป็นศูนย์กลางของอิสลามหัวรุนแรง อีกทั้งยังเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ และอังกฤษที่สนับสนุนอิสลามหัวรุนแรงให้แตกกันกับพวกชาตินิยมที่ไม่เคร่งศาสนา (secular nationalism) ซาอุดิอาระเบียเป็นเผด็จการที่โหดเหี้ยมทีเดียว ดูจากก่อนที่จะมีความวุ่นวายครั้งล่าสุด รัฐบาลกล่าวชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้เกิดความวุ่นวายขึ้น และแล้วมันก็เป็นจริง” (หมายความว่าใช้รัฐฯ ใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วง-ผู้แปล)

ดังที่เราได้เห็นแล้วว่าทหารของซาอุฯ นั้นถูกส่งเข้าไปในบาห์เรน จากนั้นก็มีผลตามมาที่น่ากลัว

ฮิลลารี คลินตัน เลขาธิการแห่งสหรัฐฯ แคทเทอรีน แอชตัน ประธานการต่างประเทศแห่งสหภาพยุโรป และวิลเลี่ยม เฮค เลขาธิการการต่างประเทศแห่งอังกฤษ ประชุมกันที่เจนีวาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพื่อทำการสนับสนุนคดีในดำเนินการฟ้องร้องกัดดาฟี่โดยศาลโลก(International Criminal Court (ICC)

“คำถามหนึ่งก็คือมันจะไปขัดกับแนวทางที่ดีกว่า นั่นคือ ทำการเอากัดดาฟี่ออกไปจากประเทศ”

“นอกจากนั้นแล้ว สำหรับจุดยืนของศาลโลกนั้นเราไม่สามารถมองข้ามความจริงที่ว่าสำหรับหลายประเทศแล้ว ศาลโลกนั้นถูกให้ชื่อว่าเอนเอียงเข้าทางกับโลกตะวันตก” ชอมสกี้ กล่าว

ชอมสกี้ สงสัยว่าทำไม จอร์จ บุช และ โทนี่ แบลร์นั้นไม่ถูกนำขึ้นศาลโลกจากกรณีบุกรุกอิรัก

“นี่คือการที่คนรวย และมีอำนาจนั้นพยายามละเว้นโทษของตัวเอง และนั่นไม่ได้หมายความว่าศาลโลกนั้นไม่มีประโยชน์ใดๆ แต่มันก็เป็นการลดทอนความเป็นบูรณภาพของตัวมันเอง” ชอมสกี้ กล่าว

พูดถึงเรื่องน้ำมัน และเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในแถบแอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลาง ชอมสกี้ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เรื่องของผลประโยชน์โดยมีอำนาจในการควบคุมน้ำมันนั้นเป็นแนวทางของนโยบายของอังกฤษมากว่าทศวรรษ อีกทั้งยังเป็นแนวทางของนโยบายของสหรัฐฯ มาเกือบจะนานเท่ากัน และแน่นอนมันก็ยังคงเป็นอยู่”

ใบตองแห้งออนไลน์: ขอบคุณความเห็นต่าง

ที่มา ประชาไท

หมอตุลย์โผล่ไปนิติราษฎร์ โดนเสิ้อแดงโห่ไล่!

ถ้าฟังพาดหัวข่าว บางคนก็อาจสะใจ แต่พอฟังหมอตุลย์ให้สัมภาษณ์ประชาไท เห็นด้วยกับการแก้ไขไม่ให้กลั่นแกล้งกันทางการเมือง บางคนก็สับสน บ้างก็หาว่าแกยืนอยู่กลางกลุ่มคนเสื้อแดง เลยต้องทำเป็นเห็นด้วยไปงั้น

แต่ถ้าเราไม่มองในมุมของข้างใดเลย มองเฉพาะปรากฏการณ์ที่ผู้มีความเห็นแตกต่างกัน (แทบจะสุดขั้วด้วยซ้ำถ้ามองจากที่ผ่านมา) กล้าเดินเข้าไปรับฟังการอภิปรายของคนอีกข้าง และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็น โดยไม่วิตกต่อการแสดงปฏิกิริยาใดๆ

ถามว่านี่ก็คือบรรยากาศประชาธิปไตยที่เราต้องการไม่ใช่หรือ นี่ก็คือท่าทีที่ควรชื่นชมไม่ใช่หรือ

ไม่ใช่ว่าผมรู้จักหมอตุลย์จึงชื่นชม ต่อให้ไม่รู้จักก็ชื่นชม แต่เมื่อผมรู้จักทั้ง อ.วรเจตน์และหมอตุลย์ ก็เลยโทรไปคุยกับ อ.วรเจตน์ ซึ่งดีใจที่หมอตุลย์ไปฟัง และอยากให้แสดงความเห็นหน้าเวทีด้วยซ้ำ เพราะ อ.วรเจตน์ต้องการความเห็นหลากหลาย ต้องการให้โต้แย้งกันอย่างมีเหตุผล และหวังว่าจะได้เสวนากับหมอตุลย์หรือนักวิชาการนักกฎหมายที่เห็นต่าง ในบรรยากาศเอื้ออำนวยกว่านี้

ผมโทรไปคุยกับหมอตุลย์ หมอตุลย์ย้ำว่าฟังกลุ่มอาจารย์นิติราษฎร์แล้ว ฟังขึ้น แต่ก็บอกว่าคนที่คิดแก้ไข ม.112 มี 2 กลุ่ม คือกลุ่มคนที่บริสุทธิ์ใจ มีหลักวิชาการ กับกลุ่มคนที่ต้องการโจมตีโค่นล้มสถาบัน คนกลุ่มแรกต้องระวังจะตกเป็นเครื่องมือของคนกลุ่มหลัง

หมอตุลย์ย้ำความเห็นว่า ม.112 ควรจะแยกกำหนดโทษหลายระดับ เช่น สำหรับผู้ที่อาฆาตมาดร้ายหรือต้องการโค่นล้มราชบัลลังก์ ให้กำหนดโทษสูงสุด แต่กรณีที่เป็นการกล่าวกระทบกระเทียบ ตัวอย่างเช่นกรณีวีระ มุสิกพงศ์ ควรมีโทษสถานเบา หรือกรณีที่ไม่ยืนในโรงหนัง น่าจะมีโทษเบาโดยศาลสามารถตัดสินเพียงรอลงอาญาเท่านั้น

ในส่วนขั้นตอนของการดำเนินการ หมอตุลย์เห็นว่าควรให้อัยการหน่วยพิเศษเป็นผู้พิจารณาและฟ้องคดี โดยในกรณีที่เป็นความผิดซึ่งมีโทษสถานเบาสามารถให้ประกันตัวได้

นั่นคือความเห็นหมอตุลย์ ซึ่งไม่ใช่ผมเห็นด้วย แต่ก็ถือเป็นความเห็นเชิงบวก และยังดีกว่าพวกขวาคลั่ง ที่บางรายยังเอาหมอตุลย์ไปด่าในบล็อกอย่างสาดเสียเทเสีย หาว่าหมอตุลย์ “หลงป่า” ช็อกความรู้สึกประชาชน ตกหลุมพวกนักวิชาการเสื้อแดงล้มเจ้า หรือจะมีแนวคิดไปทางแดงล้มเจ้าก็บอกมาตรงๆ (นิสัยพันธมิตร ใครไม่เห็นด้วยกลายเป็นศัตรู ต่อให้เคยเป็นพวกกันเอง)

การที่หมอตุลย์ถูกโห่เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะมวลชนสั่งสมความไม่พอใจมานาน โดยเฉพาะบทบาทหมอตุลย์ในช่วงพฤษภา 53 แต่บางส่วนก็มีความเข้าใจผิดและขยายความเกลียดชังกันจากข่าวร่ำลือ เช่น บอกว่าหลังสลายม็อบหมอตุลย์ไปสนามศุภฯ คอยชี้ให้ทหารจับพวกเสื้อแดง (ยังกะหมอตุลย์เป็นหน่วยข่าวกรอง) หรือลือว่าไม่ยอมรักษาคนไข้เสื้อแดง ซึ่งหมอตุลย์ยืนยันกับผมว่าไม่จริง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นจรรยาแพทย์ จะปฏิเสธไม่รักษาใครใม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยมีหมอจุฬ่าฯ ประกาศไม่รักษาตำรวจ แต่ก็ไม่ใช่แก ที่ผ่านมาแกบอกว่ารักษาคนไข้ตั้งหลายคน ที่เห็นเปิดทีวีเสื้อแดงดูในห้องคนไข้เฉยเลย

ผมเห็นด้วยว่าเรื่องนี้เหลวไหล เพราะระบบโรงพยาบาล เราไปเข้าคิวทำบัตร พยาบาลข้างล่างเขาก็จะส่งขึ้นไปหาหมอตามอาการ หมอเลือกไม่ได้หรอกว่าใครเสื้อเหลืองเสื้อแดง หมอบางแผนกตรวจคนไข้วันละเป็นร้อย แทบไม่ได้เงยหน้าดูสีเสื้อคนไข้เลยด้วยซ้ำ

ใครไม่เชื่อก็ลองดู ลองไปทำบัตรแล้วเจาะจงขอพบหมอตุลย์ ใส่เสื้อแดงเข้าไปในห้อง ดูซิว่าหมอตุลย์จะรักษาไหม แต่ถ้าเป็นผู้ชาย แกคงไม่รับรักษา เพราะหมอตุลย์เป็นหมอสูตินรีเวช เชี่ยวชาญโรคมะเร็งปากมดลูก

ซึ่งไอ้การปลุกความเกลียดชังกันจากข่าวร่ำลือเนี่ย ที่ผ่านมาก็โดนกันหมดนะครับ ไม่ว่าแกนนำเสื้อเหลืองเสื้อแดง นักวิชาการ ไปถาม อ.วรเจตน์ดูสิ โดนมาสารพัด

ผมมองหมอตุลย์ว่าเป็นตัวแทนของคนชั้นกลางคนกรุงเทพฯ ที่เพิ่งตื่นตัวทางการเมือง เมื่อเกิดกระแสไล่ทักษิณ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร กับความเกลียดทักษิณในยุคนั้น ผู้รักประชาธิปไตยจำนวนมากรวมทั้งหมอเหวง ก็เคยไล่ทักษิณ เพียงแต่เราอาจเป็นคนที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองมาก่อน เคยต่อสู้เรื่องสิทธิมนุษยชนมาก่อน จนสั่งสมอุดมการณ์ประชาธิปไตยไว้มั่นคง

แต่หมอตุลย์คือตัวแทนของคนที่ไม่เคยมีพื้นฐานทางการเมือง เป็นคนรุ่นอายุสี่สิบกว่า ซึ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปลายทศวรรษ 2520 ถูกตัดขาดจากผลสะเทือนของการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยยุค 2516-2519 โดยสิ้นเชิง คนรุ่นนี้เรียนจบก็ทำงานตามสาขาอาชีพของตัว ยึดถือการทำหน้าที่ให้ดีที่สุด “ตามแนวพระราชดำรัส” สัมผัสการเมืองอยู่ห่างๆ สั่งสมความเกลียดชังนักการเมือง ไม่มีอุดมการณ์อะไรให้เขายึดมั่นนอกจากความ “รักในหลวง” และยกย่องคนดีมีคุณธรรมในทัศนะของคนชั้นกลาง (ผมรู้จักหมอตุลย์เพราะไปสัมภาษณ์คัดค้านการเอามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ซึ่งหมอตุลย์เห็นว่าจะทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพาณิชย์ นิสิตนักศีกษาต้องจ่ายแพง)

หมอตุลย์ในมุมมองของผมจึงเป็นตัวแทนคนชั้นกลางผู้ “บริสุทธิ์” ที่ถูกดึงเข้ามาในกระแส ได้รับข่าวสารแบบคนชั้นกลาง ที่มีหลากหลายทั้งจากสื่อ อีเมล์ ซุบซิบ คำร่ำลือปากต่อปาก จนเกิดความเกลียดชัง “ระบอบทักษิณ” ทั้งด้านที่มีเหตุผลและด้านที่ต่อเติมจนไร้เหตุผล โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสถาบัน คนเหล่านี้เคยเป็นมวลชนพันธมิตรอย่างแข็งขัน ก่อนจะพัฒนามาเป็นมวลชนเฟซบุค ที่สนับสนุนการปราบม็อบเสื้อแดง

ซึ่งแน่นอนว่าเป็นจุดที่เห็นต่างกันอย่างตรงข้าม เพราะในมุมมองของนักประชาธิปไตยนักสิทธิมนุษยชน แม้เราไม่ได้เห็นด้วยกับพฤติกรรมของเสื้อแดงทั้งหมด แต่ก็คัดค้านการใช้ความรุนแรงโดยรัฐบาลที่ไม่ชอบธรรม ขณะที่ในมุมมองของคนชั้นกลางคนกรุงเทพฯ เขามองว่านั่นคือการสนับสนุน “รัฐ” ให้ใช้อำนาจเพื่อคืนความสงบสู่สังคม (นี่เป็นมุมมองที่มีหลายมิติซ้อนกันอยู่ คือผู้ที่สนับสนุนให้ปราบม็อบ มีทั้งผู้สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์และสนับสนุน “รัฐ” พูดง่ายๆ ว่ามีตั้งแต่คนเกลียดทักษิณ เกลียด “แดงถ่อย” รักอภิสิทธิ์ ไปกระทั่งคนที่ไม่ได้ชอบรัฐบาลนักหรอก แต่เห็นว่า “รัฐ” ต้องทำหน้าที่รักษาความสงบ)

นั่นเป็นเรื่องที่ต้องต่อสู้ความคิดกันต่อไป แต่จุดที่น่าสนใจคือ พลังของคนชั้นกลางแบบหมอตุลย์ จะก้าวต่อไปทางไหน เพราะถึงวันนี้ ท่าทีของพวกเขาไม่ได้สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์เต็มตัวเหมือนก่อน เพราะโดยพื้นฐานความคิด พวกเขาเกลียดนักการเมืองอยู่แล้ว แม้ช่วงแรกๆ ยอมรับได้กับการผสมพันธ์มาร์ค-เนวิน แต่นานวันเข้าก็เริ่มผิดหวังกับอภิสิทธิ์ ขณะเดียวกัน พวกเขาก็ถอยห่างจากพันธมิตร ซึ่งไปไกลเสียจนสุดขั้วสุดโต่ง ดังจะเห็นได้ว่าหมอตุลย์ไปยื่นคัดค้าน JBC แต่หมอตุลย์ก็เลี่ยงๆ ไม่ขึ้นเวทีพันธมิตรซึ่งรู้กันอยู่แล้วว่าไปไม่รอด

ปฏิรูปสถาบัน

การที่หมอตุลย์สนับสนุนให้แก้ไขมาตรา 112 แม้เห็นต่างจากนิติราษฎร์ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะในทัศนะของผู้จงรักภักดีอย่างหมอตุลย์ ก็มองเห็นว่าถ้าปล่อยให้มีการใช้กฎหมายพร่ำเพรื่อ กลับเป็นผลเสียต่อสถาบัน ซึ่งสั่งสมบารมีมาด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ไม่ใช่พระเดช

อันที่จริงเราจะเห็นได้ว่า ผู้ต้องโทษในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้รับโทษสูงสุดตามคำพิพากษา เพราะเมื่อคดีสิ้นสุด และขอพระราชทานอภัยโทษ ก็มักได้อภัยโทษ เช่นกรณีสุวิชา ท่าค้อ นั่นแสดงว่าสถาบันเข้าใจดีว่า การใช้กฎหมายลงโทษรุนแรงไม่ใช่เรื่องดี ข้อเสนอของนิติราษฎร์ที่ให้ราชเลขาธิการเป็นผู้ฟ้องคดีเอง จึงเหมาะสมแล้ว

หมอตุลย์ให้สัมภาษณ์ว่า การดึงสถาบันกษัตริย์มาพูดบนเวทีทางการเมือง เป็นเรื่อง “ความเชื่อ” ว่าสถาบันเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง แต่ผมคิดว่าหมอตุลย์เข้าใจดี ในฐานะผู้ที่เคยเดินเข้าบ้านพลเอกเปรมมาแล้ว ว่า “ความเชื่อ” นั้นไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มันมีที่มาจากบทบาทของผู้ใกล้ชิดสถาบัน ตั้งแต่พลเอกเปรม พลเอกสุรยุทธ์ ไปจนปีย์ มาลากุล หรือองคมนตรีที่เรียงหน้าออกมาด่าทักษิณ

ประเด็นที่ผู้จงรักภักดีอย่างแท้จริงควรคิดต่อยอดไปจากวิกฤตครั้งนี้คือ ทำอย่างไรจะเอาสถาบันออกไปจากวิกฤต และทำอย่างไรจะให้สถาบันธำรงอยู่อย่างยั่งยืน เป็นทึ่เคารพเทิดทูนของพสกนิกร ซึ่งคำตอบคือต้องทำให้สถาบันปลอดพ้นจากความเกี่ยวข้องกับการเมือง ที่เป็นเรื่องของการต่อสู้แย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ ซึ่งมันไม่เข้าใครออกใคร ใครเข้ามาเกี่ยวข้องก็ต้องตกเป็นที่ครหาทั้งสิ้น

ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ออกแบบมาเพื่อให้สถาบันปลอดจากการเมือง ดังที่ผมกล่าวไปแล้ว แต่ก็ยังมีความไม่ชัดเจน ยังมีความคลุมเครือ ในหลายๆ ด้าน ซึ่งจะต้องแก้ไขทั้งตัวบทกฎหมายและการทำความเข้าใจร่วมกันของสังคม ในเรื่องของพระราชอำนาจ พระบารมี สถานะบทบาทของพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

ในเรื่องพระราชอำนาจ ต้องทำให้ชัดเจนว่า การลงพระปรมาภิไธยเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น ผู้มีอำนาจที่แท้จริงคือผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เพียงแต่ทรงมีพระราชอำนาจที่จะยับยั้งในบางกรณีที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เช่น ยับยั้งพระราชบัญญัติ หรือยับยั้งในกรณีที่กระบวนการพิจารณามีปัญหา

เพราะการใช้อำนาจเรื่องหนึ่งเรื่องใดในทางการเมืองการปกครอง ย่อมมีผู้ได้ประโยชน์เสียประโยชน์ มีผู้พึงพอใจมีผู้ไม่พอใจ นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราปรารถนาให้สถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกตัวอย่างการแต่งตั้งบุคคล ก็ต้องมีทั้งผู้สมหวังผิดหวัง จึงต้องทำให้ชัดเจนว่าการโปรดเกล้าฯ เป็นเพียงสัญลักษณ์ สถาบันไม่มีส่วนแม้กระผีกในการเลือกใคร

ซึ่งบางเรื่องก็เข้าใจกันชัดเจน เช่น รัฐธรรมนูญมาตรา 108 เขียนว่าพระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการที่จะยุบสภา คงไม่มีไอ้บ้าที่ไหนเชื่อว่าในหลวงท่านสั่งให้ยุบสภา เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่านายกฯ เป็นคนยุบสภา แต่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เป็นเชิงสัญลักษณ์

แต่บางเรื่องก็มีความคลุมเครือ เช่น การโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ซึ่งปรากฏเป็นข่าวเสมอว่า ต้องให้พลเอกเปรมพิจารณากลั่นกรองโผทหารก่อน มีข่าว “เด็กป๋า” คนนั้นคนนี้ได้ดี ต่อไปหมดพลเอกเปรมก็คงเป็นพลเอกสุรยุทธ์ ทั้งที่ความจริงแล้ว พลเอกเปรมไม่มีอำนาจใดๆ เลย ที่จะมาเกี่ยวข้องกับโผทหาร แต่อย่าโทษสื่อนะครับ ไม่มีไฟก็ไม่มีควัน

ฉะนั้นเรื่องแบบนี้ต้องทำให้ชัดเจน สมมติเช่นอาจต้องประกาศรายชื่อก่อนทูลเกล้าฯ ยกเลิกประเพณีที่ว่ายังไม่เปิดเผยโผจนกว่าจะทูลเกล้าฯ ซึ่งถ้าทำมาตามระบบ เช่นปัจจุบันที่มีสภากลาโหมกลั่นกรองก่อน การเปิดเผยชื่อก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร ถ้าสภากลาโหมเสนอชื่อโดยเปิดเผย แล้ว รมว.กลาโหมจะเปลี่ยนโผ คุณก็ต้องมีเหตุผล ว่าทำไมถึงเปลี่ยนโผ

ถามว่าถ้าทูลเกล้าฯ ไปแล้ว สถาบันยับยั้งได้ไหม อาจได้ ในกรณีที่สภากลาโหมและรัฐมนตรีดึงดันใช้อำนาจไม่ฟังใคร สมมติตั้งพลเอกคนนี้เป็น ผบ.ทบ.แล้วมีอดีต ผบ.ทบ.กับนายพลเกษียณนับร้อยคนเข้าชื่อกันถวายฎีกาเป็นหางว่าว แบบนั้นยับยั้งได้สิครับ เพราะมันแสดงว่าคุณไม่เป็นประชาธิปไตย สร้างความขัดแย้งแตกแยก

แต่โดยหลักแล้ว นายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อประชาชน ในฐานะที่ประชาชนเลือกเขามา นี่คือหลักนิติรัฐ ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดชอบ พลเอกเปรมไม่ใช่ผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน และสถาบันก็อยู่เบื้องสูง ไม่อยู่ในสถานะที่จะให้มารับผิดชอบต่อประชาชน

ทำความคลุมเครือให้กระจ่าง

ผมเคยสัมภาษณ์องคมนตรีมาหลายท่าน พล.อ.สุรยุทธ์ 2 ครั้ง อ.เกษม วัฒนชัย 2 ครั้ง พล.อ.พิจิตร 1 ครั้ง แถม ดร.สุเมธอีกครั้ง บอกได้ว่าทุกท่านเป็นคนที่ผมชื่นชม และพูดได้เต็มปากว่าเป็น “คนดี” แม้จะเห็นต่างกันบางเรื่อง สมมติเช่น “บิ๊กเสือ” ท่านคือนายทหารที่มีเกียรติประวัติสูงส่ง เป็นสุภาพบุรุษทุกกระเบียดนิ้ว กล้าหาญ เสียสละ รักลูกน้อง ลองไปถามทหารรุ่นหลังดู ไม่เคยมีใครนินทาไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลัง มีกิตติศัพท์ในความสัตย์ซื่อ ตรงไปตรงมา โผงผาง ขวานผ่าซาก ไม่เคยพัวพันเรื่องผลประโยชน์ใดใดในกองทัพแม้แต่น้อย

แต่ถ้าพูดเรื่องทัศนะประชาธิปไตย กล่าวได้ว่า “บิ๊กเสือ” 0% เพราะท่านมีแต่จะเอ็กเซอร์ไซด์สถานเดียว

ดร.สุเมธก็เป็นคนดี ที่ยกมือไหว้ได้สนิทใจ ถึงจะดู “แอ๊บแบ๊ว” บางเรื่อง ที่ผมแซวว่าท่านขี่เฟอร์รารีไปพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ใช่ผมค้านเศรษฐกิจพอเพียง แต่ท่านควรเข้าใจว่า ในประเทศนี้ 60 กว่าล้านคนไม่มีใครไม่ชอบรถเฟอร์รารี แต่จะมีซักกี่คนที่เขาเอาเฟอร์รารีมาขายให้ในราคาถูก ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานะอย่างท่าน (แบบเดียวกับ พล.อ.สุรยุทธ์ซื้อบ้านสนามกอล์ฟในราคาลดพิเศษ พิเศษมาก) ฉะนั้นการพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงต้องพูดไปพร้อมๆ กับการปรับโครงสร้างสังคม การสร้างความเท่าเทียม ไม่ใช่พูดแล้วมีผลค้ำจุนโครงสร้างเดิม

พลเอกเปรมก็เป็นคนดี ตามที่ได้ฟังคำเล่าขาน ทั้งวงนอกวงใน แม้มีบางคนไม่พอใจแต่คนชื่นชมมากกว่า กระนั้นพลเอกเปรมมีสายสัมพันธ์ที่กว้างขวาง “เพื่อนป๋า” “ลูกป๋า” มีตั้งแต่คนดีที่โลกยกย่อง ไปจนบิ๊กทหารที่ตายแล้วมีมรดกมหาศาลโดยไม่รู้ว่าเอามาจากไหน พลเอกเปรมมีเพื่อนพ้องเป็นกลุ่มนักธุรกิจระดับชาติ พลเอกเปรมมีมูลนิธิรัฐบุรุษ ที่ผู้รับสัมปทานรายใหญ่ เช่นเสี่ยเจริญโรงเหล้า หรือคิงพาวเวอร์ฯ บริจาคสม่ำเสมอ

ถามว่าถ้าพลเอกเปรมเป็นแค่อดีตนายกฯ อดีต ผบ.ทบ.จะมีบารมีขนาดนี้ไหม

ในสังคมไทย หรืออาจกล่าวได้ว่าสังคมตะวันออก สายสัมพันธ์ น้ำใจ น้ำมิตรไมตรี กับอำนาจและผลประโยชน์ พัวพันกันอย่างแยกไม่ออก ตั้งแต่ระดับบนถึงระดับล่างสุด สมมติคุณเป็นตำรวจจราจร ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา แต่ไอ้คนที่ขับรถฝ่าไฟแดงดันเป็นเพื่อนบ้านกัน ถ้าคุณเขียนใบสั่งปรับตามพิกัด ก็ถูกด่ามองหน้ากันไม่ติด หรือตำรวจบุกจับบ่อน เจอครูสมัยมัธยมเป็นหนึ่งในนักพนัน ยกมือไหว้ผู้มีพระคุณ เอ้า ช่วยครูหน่อยเหอะ ถ้ามีชื่อเป็นผู้ต้องหาจะถูกไล่ออกจากราชการ

เราจึงต้องยึดหลักการทำให้อำนาจนั้นชัดเจน มีการถ่วงดุลได้ และตรวจสอบได้ ป้องกันการวิ่งเต้นเข้าหาสร้างความผูกพันกับ “ขั้วอำนาจ” ที่ตรวจสอบไม่ได้

การทำให้พระราชอำนาจเป็นที่ชัดเจน และมีอยู่อย่างจำกัด เพื่อปลอดพ้นจากความเกี่ยวข้องพัวพันกับการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ อันเป็นปกติวิสัยโลกย์ โดยเฉพาะในสังคมทุนนิยม จึงเป็นเรื่องสำคัญ ในอันที่จะธำรงสถาบันให้เป็นที่เคารพสักการะ โดยไม่จำเป็นต้องมีมาตรา 8 ในรัฐธรรมนูญ (เหมือนไม่จำเป็นต้องเขียนว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะความเคารพนับถือเป็นเสรีภาพ)

นั่นคือสาระเดียวกันที่ผู้จงรักภักดีสามารถเห็นพ้องกับข้อเสนอ “ปฏิรูปสถาบัน” ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งก็รวมถึงการจำกัดบทบาทหรือยกเลิกองคมนตรี

อันที่จริงการเขียนเรื่ององคมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องตลกนะครับ ต่อให้มองจากมุมของผู้จงรักภักดี เพราะองคมนตรีเป็นที่ปรึกษาในหลวง พระองค์ท่านควรจะเลือกใครก็ได้ตามพระราชอัธยาศัย และเป็นการส่วนพระองค์ ไม่จำเป็นต้องให้ประธานรัฐสภาไปเกี่ยวข้องรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวน ไม่จำเป็นต้องคุณสมบัติ ก็เรื่องของในหลวง รัฐธรรมนูญไปยุ่งอะไรด้วย ไม่ต้องมีคำว่า “องคมนตรี” พระองค์ท่านก็สามารถตั้งที่ปรึกษาส่วนพระองค์ตามพระราชอัธยาศัย

ยิ่งรัฐธรรมนูญ 50 ยิ่งแล้วใหญ่ ไปแอบเขียนไว้ในมาตรา 196 วรรคสอง ให้มีบำเหน็จบำนาญขององคมนตรีซึ่งพ้นจากตำแหน่ง บ้าไปแล้ว เพราะในทางปฏิบัติองคมนตรีอยู่ในตำแหน่งจนตาย หรือถ้าองคมนตรีคนไหนในหลวงโปรดเกล้าฯ ให้ออก (ซึ่งไม่เคยมี) ถามว่ายังควรจะให้บำเหน็จบำนาญอยู่ไหม

การทำให้ “เคลียร์-คัท” ในหลายๆ เรื่องเป็นสิ่งจำเป็น ที่ผู้จงรักภักดีที่แท้จริงควรยอมรับ อย่างเช่นที่สำนักข่าวต่างประเทศไปลงว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แล้ว ดร.สุเมธท่านออกมาโต้ว่าไม่จริง เพราะสำนักงานทรัพย์สินไม่ใช่สมบัติของพระองค์ กระทรวงการคลังดูแล

ความจริงเรื่องนี้ก็มีปัญหาอยู่ มีปัญหาซับซ้อนด้วย เพราะสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ในสถานะที่ไม่ชัดเจนอย่างยิ่ง ว่าเป็นหน่วยงานอะไร กฤษฎีกาเคยตีความหลายครั้ง ก็ตีความกลับไปกลับมา ว่าเป็นส่วนราขการหรือเป็นเอกชน (ดูเหมือนครั้งหลังสุดตีความเป็นส่วนราชการ) แม้จะมี รมว.คลังเป็นประธาน อย่าง ดร.สุเมธพูด แต่กฎหมายก็เขียนไว้ว่าสามารถนำไปใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัย ซึ่งมันลักลั่นกัน จริงไหมครับ บอกว่าไม่ใช่สมบัติส่วนพระองค์ แต่สามารถนำไปใช้จ่ายตามพระราชอัธยาศัย มันจึงลักลั่นว่าจะเป็นหน่วยราชการก็ไม่เชิง จะเป็นสมบัติส่วนพระองค์ ดร.สุเมธก็ว่าไม่ใช่

มันมีเรื่องทับซ้อนคลุมเครืออยู่เยอะ เช่น ท่านบอกว่า รมว.คลังเป็นประธาน แต่ถามว่า รมว.คลังมีอำนาจเปลี่ยนบอร์ด หรือเปลี่ยนแปลงแต่งตั้งผู้อำนวยการไหม ผมก็ไม่เคยเห็น

นอกจากนี้สำนักงานทรัพย์สินฯ ยังมีปัญหาอีกว่าจะดำเนินกิจการอย่างไร เพราะมีทั้ง 2 บทบาท คือช่วยเหลือประชาชน เช่นให้ที่ดินเช่าพักอาศัยราคาถูก กับการต่อสู้แข่งขันทางธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งต้องแสวงกำไรสูงสุด ฟาดฟันแข่งขันกับกลุ่มทุนทั้งหลาย ซึ่งตอนหลังๆ บทบาท 2 ด้านก็เริ่มขัดแย้งกัน เช่น ทรัพย์สินฯ ไล่ที่ชาวบ้านมาสร้างคอมเพล็กซ์ ซึ่งทำให้สับสนอีก เพราะถ้ามองตามมาตรฐานของธุรกิจเอกชน ก็เป็นเรื่องธรรมดา เป็นความชอบธรรมในระบบทุนนิยม ที่ต้องบริหารจัดการให้ได้ประโยชน์สูงสุด แต่พอเป็นทรัพย์สินฯ มันยังไงก็ไม่รู้

แต่ผมเห็นด้วยกับ ดร.สุเมธนะครับ ที่ว่าในหลวงท่านทรงใช้จ่ายน้อยที่สุด ท่านประหยัด จนเป็นต้นแบบของความพอเพียง เพราะฉะนั้น ที่กฎหมายเขียนว่านำไปใช้จ่ายได้ตามพระราชอัธยาศัย ก็เขียนไว้เปล่าๆ เท่านั้นเอง ควรจะแก้ไขเสียให้เกิดความชัดเจน

ใบตองแห้ง
30 มี.ค.54

คลิปที่นี่ความ จริงจาก3อาจารย์สาว:มาร์คขึ้นชั้นระดับโลกจัดการพิบัติภัยเทียบเท่าเผด็จการ พม่า

ที่มา Thai E-News


เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย อย่างญี่ปุ่น ซึ่งประสบกับภัยพิบัติรุนแรง แต่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ แต่การจัดการสาธารณภัยของรัฐบาลไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับรัฐบาลเผด็จการทหาร อย่างพม่ามากกว่า


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา DNN-Asia Update TV

รายการที่นี่ความจริง ทางโทรทัศน์ Asia Update-DNN ประจำวันอังคารที่ 29 มีนาคม ดำเนินรายการโดย 3 นักวิชาการสาว ผศ.ดร.สุดา รังกุพันธ์ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อาจารย์หวาน) ,รศ.สุดสงวน สุธีสร อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อาจารย์ตุ้ม) และ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก อาจารย์พิเศษคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล (อาจารย์จา)...

รายการที่นี่ความจริง วันอังคารที่ 29 มีนาคม:ประเด็นแรก : การจัดการสาธารณภัยในประเทศประชาธิปไตย vs. ประเทศเผด็จการ

นระยะนี้ ได้เกิดภัยธรรมชาติต่างๆ ขึ้นมากมายทั้งในต่างประเทศ และในประเทศเราเอง เช่น น้ำท่วมในภาคใต้ แผ่นดินไหวในพื้นที่ชายแดนไทย-พม่า แต่รัฐบาลกลับไม่เข้าไปแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที และยังด้อยประสิทธภาพในการบรรเทาสาธารณภัย

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย อย่างญี่ปุ่น ซึ่งประสบกับภัยพิบัติรุนแรง แต่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ที่จริงแล้ว การจัดการสาธารณภัยของรัฐบาลไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับรัฐบาลเผด็จการทหาร อย่างพม่ามากกว่า เพราะมีความล่าช้า พยายามปกปิดข้อมูลข่าวสาร ขาดระบบการเตือนภัยแม้จะได้ผ่านเหตุการณ์สึนามิมาแล้ว ไม่ส่งเสริมการซ้อมหลบภัย และไม่มีความจริงใจในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

ประเด็นที่ 2 : ประชาชนไทยจะได้เลือกตั้ง หรือรัฐประหาร

แม้นายอภิสิทธิจะได้ออกมาส่งสัญญาณทั้งต่อคนไทย และต่างประเทศว่า จะมีการเลือกตั้งในไม่ช้านี้ แต่ในระยะนี้กลับมีสัญญาณที่ชวนให้คิดว่า อาจเกิดการอ้างสถานการณ์บางอย่างเพื่อทำการยึดอำนาจอีกครั้งก็ได้ เช่น การที่นางสดศรี หนึ่งในกรรมการการเลือกตั้ง แสดงท่าทีว่าจะลาออก และอาจมีกรรมการอื่นๆ ลาออกอีก ซึ่งอาจทำให้กรรมการไม่ครบ จัดการเลือกตั้งไม่ได้ จนเป็นเหตุให้เกิดสูญญากาศทางการเมือง

เกิดกระแสว่าอาจมีการขอให้ใช้มาตรา ๗ ขอนายกพระราชทาน ในประเด็นนี้ อ.ตุ้มได้ย้ำว่ามาตรา ๗ เป็นเพียงมาตราที่อุดช่องว่างทางกฎหมายเท่านั้น นั่นคือ เมื่อไม่มีการบัญญัติกฎหมายไว้ให้ใช้ธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา ไม่ได้มีไว้สำหรับแต่งตั้งนายกพระราชทานแต่อย่างใด


เงื่อนไขที่คณะทหารมักใช้เป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจ เช่น รัฐบาลทุจริตคอรัปชั่น การแทรกแซงองค์กรอิสระ ความแตกแยกในประชาชน การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และในขณะนี้ได้มีความพยายามจุดชนวนความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาขึ้นอีกครั้ง

ทั้งที่ไทยได้ยอมรับทำตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่จะให้ผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซียเข้ามาร่วมกำกับดูแลการแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน


นอกจากนี้ การลาออกของนายอานันท์ ปันยารชุน จากคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะแต่งตัว “ตั้งโต๊ะ” รอรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากการยึดอำนาจหรือเปล่า

ฟ้าหญิง ตรัส:ไม่อยากให้ฟังข่าวลือ ฉันอยากให้ในหลวง พระราชินีได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรจะได้รับ

ที่มา Thai E-News


ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ พระราชทานสัมภาษณ์รายการทีวี ตรัสถึงความในพระทัยอยากให้คนรู้จักตัวตนอย่างแท้จริง ไม่อยากให้ไปฟังข่าวลือ หรือข่าวที่พูดๆ กันไป เผยการเกิดมาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมีหน้าที่มากมาย ไม่ได้สุขสบายอย่างที่หลายคนคิด ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ว่าต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชน ส่วนอาการประ ชวรชี้ต้องรีบหายแม้ยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะพระ เจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีก็ประชวรแต่ยังทรงงาน ทรงทุ่มเทเต็มที่ อยากให้ทั้ง 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรม โดยช่วงที่อยู่วัดป่าบ้านตาด เป็นช่วงที่สงบสุขทั้งกายและใจ เวลาเครียดอยู่กับ"ลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง เผยหลวงตาบัวสั่งไว้ก่อนละสังขารว่าอย่าร้องไห้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฉลองพระองค์ชุดกาวน์สีขาว ด้านในยังทรงชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช พระราชทาน พระวโรกาสพิเศษสัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์วู้ดดี้เกิดมาคุย ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี โดยมีพิธีกร"วู้ดดี้"วุฒิธร มิลินทจินดา ทำหน้าที่สัมภาษณ์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสถึงความรู้สึกว่า อยากให้คนที่ติดตามชมรายการได้รู้จักตัวตนของฉันอย่างแท้จริง ไม่อยากให้ไปฟังข่าวลือ หรือข่าวที่พูดๆ กันไป ณ วันนี้ คือตัวตนที่แท้จริงของฉันไม่มีบิดเบือน 15 ปีที่ผ่านมาเป็นเด็กวัด กินนอน ทำสมาธิอยู่ในกุฏิเล็กๆ ที่วัดกับหลวงตามหาบัว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเด็กวัด แม้ว่าหลวงตาฯปลงสังขารไปแล้ว มีกระแสข่าวมากมาย มีคำกล่าวว่ามากมาย มันย่อมมีผลกระทบกับชีวิตคนเราแน่นอน แต่อยากให้มองย้อนกลับไปพิจารณาคำนินทาว่ากล่าวนั้นว่า ตรงกับตัวเราหรือไม่ ถ้ามันเป็นจริงเราก็ต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเองเสียก่อน แต่ถ้าไม่ตรงกับเรา ต้องปล่อยวางกับสิ่งเหล่านี้ทันที หลวงตาท่านสอนไว้ ตอนแรกเริ่มจะทำยากมาก แต่ก็พยายามสงบจิตใจและนึกถึงคำสอนของหลวงตา กำหนดลมหายใจ ทุกวันนี้สามารถทำได้อย่างสบายใจและสงบ


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงอุ้ม "ลูกหมี" สุนัขทรงเลี้ยง ขณะพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เมื่อวันที่ 29 มี.ค.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสอีกว่า เรื่องในอดีตให้มันผ่านไป อนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อย่าไปฟุ้งซ่านคาดเดา ให้อยู่กับปัจจุบัน การเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมีหน้าที่มากมาย ไม่ได้สุขสบายอย่างที่หลายคนคิดหรือนึกภาพตามจินตนาการนิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย ชีวิตถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชน ต้องทำงานตั้งแต่อายุ 14 จนถึงเรียนจบปริญญาเอก

"ทุกวันนี้พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ท่านยังทรงงานแม้ว่าจะมีอาการเจ็บป่วย เห็นท่านตรากตรำทำงานเพื่อประชาชนของท่านมาตั้งแต่เด็กๆ เดินทางไปในแหล่งที่ไม่มีแม้กระทั่งถนน ช่วยเหลือประชาชน เด็กยุคใหม่ไม่รู้แล้วว่าท่านทำอะไรให้บ้านเมืองบ้าง ใจจริงของฉันอยากจะขอเวลาจากรายการทีวีช่วงสั้นๆ แค่ 5 นาที 10 นาที ฉายพระราชกรณียกิจที่ท่านทำ สงสารท่านเถอะ ท่านทุ่มเทเต็มที่ เอาใจใส่ทุกรายละเอียดทุกงานที่ทำทั้ง 2 พระองค์ ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทรงเป็นห่วงเรื่องความสามัคคีของคนไทย อยากให้กลมเกลียว คนไทยต้องเข้มแข็ง ชาติจะได้เจริญก้าวหน้าต่อไป ฉันอยากให้ทั้ง 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรจะได้รับ" สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัส

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสถึงอาการป่วยว่าหลังจากที่ผ่าตัดแล้วต้องพักถึง 3 เดือน แต่นี่ก็เลยช่วง 3 เดือนมาแล้ว ยังเดินไม่ค่อยสะดวก แต่ก็ยังต้องทำงานเพราะช่วงที่พักฟื้นพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีท่านเสด็จฯไปเยี่ยมเอง จนทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราต้องรีบหาย ต้องรีบแข็งแรงตั้งใจที่จะหายและสามารถเดินได้ ทำงานได้ปกติ มาถวายงานท่านทั้ง 2 พระองค์ให้ได้เหมือนเดิม ช่วงนี้ได้รับมอบหมายให้ดูงานคณะแพทย์พอ.สว. ก็จะต้องเข้าไปรายงานความคืบหน้าให้ทั้ง 2 พระองค์ได้ทราบด้วย งานในส่วนของสถาบันวิจัยกับงานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ก็ยังดำเนินต่อไป เมื่อมีปัญหา หรือมีเรื่องที่ต้องปรึกษาร่วมกับคณะก็ต้องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสอีกว่า เวลาส่วนตัวของฉันจริงๆ คือช่วงที่ไปอยู่วัด เป็นช่วงที่สงบสุขทั้งกายและใจ นั่งสมาธิ สวดมนต์ เคยว้าเหว่เหมือนกัน ช่วงที่หลวงตาปลงสังขารไปใหม่ๆ ก็จะเอาดีวีดีคำสอนของท่านมาเปิดดู อ่านหนังสือของท่าน"หยดน้ำในใบบัว" หลวงตาท่านสอนว่าให้เก็บพ่อไว้ในใจ แล้วท่านจะอยู่กับทูลกระ หม่อมลูกตลอดไป(หลวงตาเรียกฟ้าหญิงว่าทูลกระหม่อมลูก) ฉันอยากไปอยู่วัดแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของญาติมิตร เพราะเกรงว่าฉันจะหลุดไปจากโลกปัจจุบันนี้

"เวลาที่เหงาหรือเครียดก็มีคุยหรือระบายกับ "ลูกหมี" สุนัขที่ฉันเลี้ยง ลูกหมีเป็นสุนัขที่เข้าใจภาษาคน เพราะอยู่กับคนมาก เขาก็จะฉลาด เวลามีปัญหา หรือมีเรื่องมากระทบจิตใจไม่ว่าใครจะพูดอะไรข่าวจะออกมาในแง่ไหน หลักใหญ่ๆ คือจิตใจทุกอย่างสำคัญที่ใจ เมื่อใจเราคิดดีมีใจเป็นประธานแล้ว ทุกอย่างที่เราคิดก็จะดีตามมาเอง ก่อนที่หลวงตาจะปลงสังขารท่านสั่งไว้ว่าอย่าร้องไห้ ฉันก็จะไม่ร้องไห้ แม้กระทั้งท่านปลงสังขารก็ยังนิ่งอยู่ มีเกือบๆ เหมือนกัน หลวงตาท่านมาโปรดฉัน" สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัส

สำหรับการพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รวมถึงการดูแลพระอาการประ ชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งทรงเผยให้ชมโต๊ะทรงงานและบันทึกพิเศษที่ท่านทรงพระอักษรจากใจ ความเชื่อเรื่องโลกแตกในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เรื่องสนุกอารมณ์ดีกับเรื่องสุนัขทรงเลี้ยงและสุนัขประจำตึกที่โรงพยาบาลศิริราช จะออกอากาศในรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" อาทิตย์ที่ 3 เม.ย.นี้ เวลา 22.30 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

ชมคลิปข่าว:คลิ้กที่นี่

คลิปสมศักดิ์ เจียมฯ:ไม่ใช่แค่#112แต่เป็นอุดมการณ์กษัตริย์นิยม และคลิปคุณซาบซึ้งปะทะหมอตุลย์

ที่มา Thai E-News


คลิปดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แสดงความคิดเห็นในงานนิติราษฎร์ อภิปรายเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยชี้ว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงเรื่องต้องแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เท่านั้น แต่เป็นเรื่องอุดมการณ์กษัตริย์นิยมของไทย และสถานะของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปว่า ต้องทำให้เป็นสถาบันแบบญี่ปุ่น หรือในยุโรป

คลิปคุณซาบซึ้งปะทะหมอตุลย์:ไอ้ชาติชั่ว ไอ้ชาติหมา ไอ้สัตว์นรก

ในงานนิติราษฎร์เสวนา เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา หมอตุลย์ แกนนำเสื้อหลากสีมาด้อมๆมองๆหน้างานด้วย แต่เกิดเหตุปะทะคารมกับสตรีคนหนึ่งขึ้นเสียก่อน

คลิปสัมภาษณ์ทนายความดา ตอร์ปิโด:ความจริงหลังกรงขัง

Thailandmirror Talk สัมภาษณ์ ประเวศ ประภานุกูล "ทนายดา ตอปิโด" ผู้ต้องขังเหยื่อมาตรา 112

ทะเหี้ย-มรับครึ่ง เดียวสังหารหมู่วัดปทุม เปิดปากส่องจากรางBTSสู้ชุดดำ หมอพรทิพย์สวนเหยื่อมือเปล่า

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา Asia Update


คณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ(คอป.) ชุดนายสมชาย หอมละออ ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้การ ทั้งญาติผู้ตาย ตัวแทนผู้สื่อข่าวภาคสนาม แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกศพ และตัวแทนทหาร

นายอิสรนันท์ อิทธิสารนัย ผู้สื่อข่าวไทยรัฐภาคสนาม กล่าวให้ข้อมูลกับคอป.ว่า มีการยิงลงมาในแนวดิ่ง และเห็นเงาของคนอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมวนาราม และไม่พบว่าคนเสื้อแดงยิงตอบโต้แต่อย่างใด

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนนันท์ ผู้ชันสตรพลิกศพ 6 ศพวัดปทุมฯกล่าวว่าจากการชันสูตรไม่พบเขม่าดินปืนในมือหรือตัวผู้ตาย จึงเป็นหลักฐานว่าผู้ตายไม่ได้ใช้อาวุธยิงต่อสู้กับทหาร

ขณะที่ญาติของนางสาวกมลเกด อัคฮาด ถามตัวแทนทหารว่าให้ตอบว่ามีทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าBTSจริงหรือไม่ และการเปิดเผยสำนวนของDSIในการอภิปรายไม่ไว้วางใจของนายจตุพร พรหมพันธุ์นั้นเป็นความจริงหรือไม่

ขณะที่ตัวแทนจากกองทัพ กล่าวว่า มีชายชุดดำยิงใส่ทหารบนภาคพื้น ทำให้ทหารบนรางรถไฟฟ้ายิงสวนเป็นการเตือน แต่ไม่มีใครเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากการยิงของทหารแต่อย่างใด

ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลล่าสุดกรณี 6 ศพวัดปทุมฯว่า เมื่อแกนนำเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุมแล้ว ผู้ชุมนุมส่วนหนึ่งได้ย้ายเข้าไปในเขตวัดปทุมวนาราม แต่เหตุที่เกิดขึ้นก็เนื่องจากว่ามีผู้ก่อการร้ายแฝงเข้าไปอยู่ในวัดด้วย พร้อมทั้งระบุว่าผู้ตายในวัดปทุมมีเพียง3 ศพ ไม่ใช่ 6 ศพ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-มัดคออาชญากรบงการทะเหี้ย..มสังหารหมู่ เปิดคลิปตู่+วรวัจน์จัดหนักถลกหนังแฉมือเผาCTWถึงซีด

-ข้อมูลมัดแน่นสังหารหมู่10เมษา-19พฤษภา ใครฆ่าเสธ.แดง ใครเหี้ย..มสังหารหมู่วัดปทุม ใครเผาCTW?

ไทยอี นิวส์ร่วมส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ภาคใต้

ที่มา Thai E-News



แผนที่จังหวัดที่ได้รับผลกระทบอุทกภัย 2554

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 มีนาคม 2554

ช่วงนี้อากาศแปรปรวน เดือนที่เคยร้อนที่สุด กลายเป็นหนาวจนต้องผิงไฟ ฤดูที่ทั้งประเทศขาดแคลนน้ำ กลับปรากฎมหันตภัยน้ำท่วมภาคใต้อย่างหนักอีกรอบ ในขณะที่คนที่ถูกน้ำท่วมเมื่อเดือนตุลาคม - พฤศจิกายนเมื่อปีที่ผ่านมายังไม่ได้รับความช่วยเหลือกันทั่วครบทุกครอบครัว ผู้ได้รับผลกระทบใหม่เพิ่มสมทบขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย

รัฐบาลที่เก่งแต่กู้เงินมาถลุงเล่นในหมู่อำมาตย์ ดีแต่พูดรายวัน แต่จะควักงบประมาณมาเยียวยาและช่วยเหลือฉุกเฉินประชาชนที่เผชิญกับวิกฤติธรรมชาติ มันช่างยากเย็นแสนเข็ญ กว่าการเซ็นต์อนุมัติเงินให้ทหารซื้อเรือดำน้ำมาขับเล่น ซื้อเครื่องบินรบมาขับโชว์

ไทยอีนิวส์ขอร่วมแสดงความห่วงใยต่อวิกฤติประเทศไทย และขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนเข็มแข็ง ยามนี้สังคมต้องช่วยกันแบ่งปันและดูแลกันและกัน

สำหรับการติดตามรายงานความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมสามารถเข้าไปดูที่เวบ ศูนย์ข้อมูล ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม Thai Flood http://www.thaiflood.com/

ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูล ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม Thai Flood รายงานว่าจนถึงวันนี้ มี

ผู้เสียชีวิต 8 ราย มีกระทบ 5 จังหวัด 42 อำเภอ ประชนเดือดร้อน 71,875 ครัวเรือน รวม 268,781 คน

ภาพวีดีโอความน้ำท่วมที่ภาคใต้



บ้านมหา ดอทคอม สรุปรายงานสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ 29 มีนาคม 2554 ได้กระชับและครอบคลุม ไทยอีนิวส์จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อในที่นี่ด้วยเช่นกัน

สุราษฎร์วิกฤติท่วมวงกว้างแม่น้ำตาปีล้น

สถานการณ์น้ำท่วม จ.สุราษฎร์ธานี วิกฤติ ฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำน้ำท่วมขยายวงกว้าง โดยเฉพาะ อ.ดอนสัก อ.วิภาวดี อ.ไชยา ขณะน้ำในแม่น้ำตาปี ล้นตลิ่งแล้ว

สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.สุราษฎร์ธานี เข้าสู่ภาวะวิกฤติ ยังคงมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง พื้นที่น้ำท่วมขยายออกไป เป็น 17 อำเภอ โดยระดับน้ำในแม่น้ำตาปีล้นตลิ่ง และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำที่ท่วมอยู่ใน อ.พระแสง อ.เคียนซา อ.เวียงสระ และ อ.พุนพิน เพิ่มสูงขึ้นอีก ประกอบกับมีน้ำทะเลหนุน ทำให้การระบายน้ำลงสู่ทะเล เป็นไปได้อย่างล่าช้า น้ำในแม่น้ำตาปีล่าสุด วัดได้ 6.37 เมตร สูงกว่าระดับตลิ่ง 87 เซนติเมตร และหากยังมีตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ระดับน้ำอาจสูงถึง 7 เมตร ในเย็นวันนี้ 29 มีนาคม 2554

ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี โดยเฉลี่ยเกิน 100 มิลลิเมตร ทั้งจังหวัดและมีฝนมากที่สุดใน อ.ดอนสัก วัดได้ 425 มิลลิเมตร อ.วิภาวดี วัดได้ 210 มิลลิเมตร และ อ.ไชยา 280 มิลลิเมตร นอกจากนั้นถนนสายเอเชีย หรือทางหลวงหมายเลข 41 ถูกน้ำท่วมสูงในหลายจุด ทั้งขาขึ้นและขาล่อง ใน อ.ไชยา อ.ท่าฉาง และ อ.ท่าชนะ ระดับน้ำสูงและรถเล็ก ไม่สามารถสัญจรไปมาได้ และมีแนวโน้มว่า สะพานอาจจะขาดในไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า

นครศรี!ฝนถล่มทั้งจังหวัดจมน้ำ

นครศรีธรรมราชอ่วม! เร่งอพยพชาวบ้านพื้นที่เสี่ยง อ.ลานสกา ดินสไลด์ปิดถนน ทำรถสัญจรไม่ได้ หน้าวัดพระบรมธาตุ เสาไฟฟ้าล้มขวางถนน

เนื่องจากฝนตกหนักตลอด 5 วันที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ทำให้ให้พื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีน้ำท่วมสูงบางแห่งระดับน้ำลึกถึง 3 เมตร ซึ่งตลอดคืนที่ผ่านมาฝนยังคงตกหนักและลมกรรโชกแรง และมีต้นไม้หักโค่น ซึ่งล่าสุดเมื่อคืนที่ผ่านมาที่เขาธง ถนนสายลานสกา-ช้างกลาง ต.เขาแก้ว อ.ลานสกา นครศรีธรรมราช เกิดดินสไลด์ลงมาทับถนน ส่งผลให้รถทุกชนิดไม่สามารถใช้เส้นทางดังกล่าวได้ ส่วนที่ ต.ทุ่งใส อ.สิชล น้ำท่วมถนนสายนคร-สุราษฎร์ ซึ่งเป็นถนนสายหลัก ทั้งรถใหญ่รถเล็กไม่สามารถเดินทางผ่านจุดดังกล่าวได้เช่นกัน รวมทั้งที่ถนนริมทะเลสายปากพนัง-หัวไทร ต.ขนาบนาค น้ำทะเลหนุนขึ้นมาครึ่งเลน ทำให้รถราผ่านไปมาลำบาก

ที่ ต.แหลมตะลุมพุก อ.ปากพนัง นครศรีธรรมราช ชาวบ้านได้อพยพออกจากพื้นที่เนื่องจากมีคลื่นลมแรง สูงประมาณ 2-3 เมตร ลมกรรโชกแรง นอกจากนั้นที่วัดหน้าพระบรมธาตุ ต.ในเมือง อ.เมือง นครศรีธรรมราช มีต้นไม้ใหญ่ล้มทับสายไฟฟ้า ทำให้เสาไฟล้มขวางถนน การจราจรติดขัดอย่างรุนแรง ขณะที่ อย่างไรก็ตามในพื้นที่ ม.4 และ ม.6 ต.ขุนทะเล อ.ลานสกา นครศรีธรรมราช และพื้นที่ อ.สิชล มีน้ำท่วมสูงในหมู่บ้านต่างๆ และมีกำลัง ตชด.42 ค่ายศรีนครินทรา อ.ทุ่งสง นครศรีธรรมราช








ขบวนรถไฟสายใต้หยุดวิ่งทุกขบวน หลังน้ำท่วมหนักเหนือรางรถไฟ ขณะที่บขส.ยังเดินรถได้ เลี่ยงจุดน้ำท่วมสูง

นางนวลอนงค์ วงษ์จันทร์ หัวหน้าประชาสัมพันธ์การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เปิดเผยว่า การเดินรถไฟในเส้นทางสายใต้ ในวันนี้นั้น วิ่งได้แค่ช่วงเช้า ในเส้นทาง กรุงเทพมหานคร-สุราษฎร์ธานี ขบวนรถออกในเวลา 08.05 น. แต่จะวิ่งได้ถึงแค่สถานีชุมพร เท่านั้น ส่วนเส้นทางลงใต้อื่นๆ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. - 22.00 น. งดให้บริการ โดยประชาชนที่ซื้อตั๋วไปแล้ว สามารถคืนตั๋วได้เต็มราคา

สถานการณ์ระดับน้ำ บริเวณเส้นทางรถไฟ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี มีน้ำท่วมเหนือสันรางสูง 30-40 เซนติเมตร

ด้าน นางสาวระพิพรรณ วรรณพินทุ ผู้อำนวยการกองประชาสัมพันธ์ บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดเผยว่า บขส. ยังให้บริการเดินรถในเส้นทางสายใต้ตามปกติ แม้ว่าในบางพื้นที่จะมีน้ำท่วมสูง อาทิ สุราษฎร์ธานี อ.ท่าศาลา เป็นต้น โดย บขส. จะใช้การเดินรถ วิ่งอ้อมในเส้นทางอื่นแทน


5 จว.จมน้ำ-เดือดร้อน3แสนคน
มีพื้นที่ประสบปัญหาน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลันและน้ำล้นตลิ่ง 5จังหวัด ราษฎรเดือดร้อน 71,875ครัวเรือน จำนวน 268,781คน ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ตรังและจ.ชุมพร มีผู้เสียชีวิต 6ราย (จ.นครศรีธรรมราช 5รายและจ.พัทลุง 1ราย) เส้นทางจราจรที่ผ่านไม่ได้ 8เส้นทาง ส่วนสถานการณ์ การเกิดฝนตกหนัก จะมีบริเวณ อ.ตะกั่วทุ่งและอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา โดยสั่งการให้เตรียมอพยพประชาชนและทางตอนเหนือของ จ.ภูเก็ต คือ อ.ถลาง ขณะเดียวกัน กรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนด้วยว่า จะมีฝนตกหนักที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร อาจเกิดน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานีและจ.นครศรีธรรมราช ซึ่งได้สั่งให้เฝ้าระวังและพร้อมอพยพแล้ว


เมืองคอนตาย 5 - เสียหาย300ล้าน
มีราษฎรได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 139,754คน มีผู้เสียชีวิตรวม 5ราย มีการอพยพประชาชนกว่าหนึ่งพันคน มีบ้านเรือนเสียหายบางส่วน 3หลัง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 42,600ไร่ ถนนเสียหายกว่า 600สาย ส่วนความเสียหายอื่นๆ อยู่ระหว่างการสำรวจ มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 300ล้านบาท ส่วนท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช ยังคงปิดให้บริการทุกเที่ยวบิน การสัญจรทางรถไฟให้ผู้เดินทางไปใช้บริการที่สถานีรถไฟ อ.ทุ่งสงและเส้นทางในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช มีเพียงถนนราชดำเนินเส้นเดียว ที่สามารถใช้งานได้ ส่วนเส้นทางสายเชื่อมต่อถนนราชดำเนิน ทั้งด้านตะวันออกและด้านตะวันตก มีเพียงบางเส้นทางที่สามารถใช้การได้

ประกาศภัยพิบัติยกจว.23 อำเภอ ของนครศรีธรรมราช
มีประกาศให้ จ.นครศรีธรรมราช ทั้ง 23อำเภอเป็นเขตพื้นที่พิบัติภัยน้ำท่วมแล้ว เพื่อจะได้เตรียมช่วยเหลือชาวบ้านได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอที่ติดกับเชิงเขาทุกแห่ง และ เตรียมมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังภัยน้ำป่าทะลักท่วมและภูเขาถล่มดินสไลด์ ตลอด 24ชั่วโมง อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงหลังจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาฯแจ้งว่า ฝนอาจตกหนักถึงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ซึ่งจะทำให้สถานการณ์รุนแรงและน่าเป็นห่วงอย่างมาก


ช่วยผู้ป่วยอ.บนพิตำหวุดหวิด
ส่วนที่ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถนนและสะพานถูกกระแสน้ำป่าตัดขาดหลายแห่ง ทำให้ราษฎรไม่สามารถออกมาสู่ภายนอกได้ โดยเฉพาะ นายเขียว แก้วนุ่น อายุ 70ปี ราษฎร ม.7 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ ซึ่งป่วยหนักปัสสาวะเป็นเลือดต้องรีบส่ง ร.พ.ด่วน แต่ไม่สามารถนำร่างนายเขียวไปส่ง ร.พ.ได้ ทางกองทัพภาคที่4 จึงส่งเฮลิคอปเตอร์บินมารับตัว นายเขียว ส่งรักษาตัวที่ ร.พ.ค่ายวชิราวุธ กองทัพภาคที่4และแพทย์ช่วยเหลือจนพ้นขีดอันตรายแล้ว


ระทึก!นับ100ชีวิตยังติดบนเขา
นายธนพล ไชยชาญ ผจก.บริษัทเหมืองแร่พี่แอนด์เอสแบริ่งไม่นิ่ง จำกัด ซึ่งตั้งอยู่บนภูเขาไม้ไผ่ บ้านกรุงชิง ม. 8 ต.กรุงชิง อ.นบพิตำ เข้าขอความช่วยเหลือจาก ค่ายวชิราวุธ กองทัพภาค 4 อ.เมืองนครศรีธรรมราช เพื่อให้ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปช่วยนำคนงานเหมืองแร่ 20 คนและชาวบ้านกว่าร้อยชีวิต ที่ติดอยู่บนเหมืองแร่ ซึ่งไม่สามารถลงมาได้เนื่องจากถนนและสะพานขาดหลายแห่ง ต้องติดอยู่บนเหมืองแร่บนภูเขานาน 5 วันแล้ว ไฟฟ้าก็ดับหมดเนื่องจากกระแสน้ำป่าพัดเสาไฟฟ้าล้มหมด ไม่มีอาหารกินมานาน 5วันแล้ว แต่กองทัพภาคที่4 ไม่สามารถนำเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปช่วยเหลือได้ เนื่องจากฝนตกหนัก สภาพอากาศปิดอย่างต่อเนื่อง ต้องรอให้อากาศเปิด จึงสามารถเริ่มปฏิบัติ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า จะปฏิบัติการในช่วงใดได้


ชุมพรคลื่นซัดเรือประมงจม8ลำ
สถานการณ์ที่ จ.ชุมพร ล่าสุด น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎร พื้นที่การเกษตรและสิ่งสาธารณูปโภค ได้รับความเสียหาย 6 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง สวี ทุ่งตะโก หลังสวน ละแมและอ.พะโต๊ะ ราษฎรเดือดร้อนกว่า 2หมื่นคน ประเมินค่าเสียหายกว่า 10 ล้านบาท

เวลาประมาณ 01.00น.ที่ผ่านมา เรือประมงชายฝั่งซึ่งจอดทอดสมออยู่ปากอ่าวด่านสวี ถูกคลื่นลมโหมกระหน่ำ ซัดเรือจมทะเล 8ลำ ขณะนี้ยังไม่สามารถกู้เรือขึ้นบนฝั่งได้


ตรัง ยังจมบาดาล 4อำเภอ
ที่ จ.ตรัง น้ำท่วม 4 อำเภอ ประกอบด้วย อ.เมือง อ.นาโยง อ.ห้วยยอดและอ.รัษฎา บ้านเรือนเดือดร้อน 2,000 หลังและมีผู้ประสบภัย 1,700คน โดยเฉพาะ อ.นาโยง ถูกน้ำท่วมหนักที่สุด โดยระดับน้ำบางจุดยังคงทรงตัว บางจุดก็ลดระดับลงเล็กน้อยและยังคงมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่องในบางพื้นที่ แม้จะไม่รุนแรงมากนักก็ตาม


พัทลุงภัยพิบัติ 11 อำเภอ - ตาย 1 ศพ
ด้านสถานการณ์น้ำท่วม จ.พัทลุง แม้ฝนจะหยุดตกแล้ว แต่ยังมีน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ทั้ง 11อำเภอ โดยเฉพาะบริเวณที่ราบลุ่มและพื้นที่ริมทะเลสาบสงขลาของ อ.เขาชัยสน อ.บางแก้ว อ.ปากพะยูน อ.ควนขนุนและอ.เมืองพัทลุง เนื่องจากน้ำป่าจากเทือกเขาบรรทัดไหลบ่ามาสบทบและน้ำทะเลสาบหนุนสูง โดยมีผู้ประสบภัยเดือดร้อน 10,886ครัวเรือน จำนวน 41,605คน เบี้องต้นจากการสำรวจความเสียหายไม่ต่ำกว่า 20ล้านบาทและทางจังหวัดพัทลุงออกประกาศพื้นที่ภัยพิบัติน้ำท่วมเพิ่มอีก 3อำเภอ คือ อ.ป่าบอน อ.ตะโหมดและอ.ป่าพะยูน เพิ่มจากเดิมที่ได้ประกาศไปก่อนนี้ 8 อำเภอ รวมเป็น 11อำเภอและมีรายงานผู้เสียชีวิต 1ราย คือ ด.ช.ซอดีหรีน เส็นเกลี้ยง อายุ 7ปี อยู่บ้านเลขที่36 ม.7 ต.คลองเฉลิม อ.กงหรา ที่จมน้ำเสียชีวิตเมื่อวันที่ 25มีนาคมที่ผ่านมา


สงขลาท่วมหนักประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว
พื้นที่ริมทะเลสาบสงขลา อ.ระโนด อ.กระแสสินธุ์ น้ำท่วมหนัก ทางจังหวัดประกาศเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว หลัง รับน้ำจาก จ.นครศรีธรรมราช และพัทลุง

สถานการณ์น้ำท่วมใน จ.สงขลา ขณะนี้ได้เกิดภาวะน้ำท่วมแล้ว โดยเฉพาะพื้นที่ ที่อยู่ติดริมทะเลสาบสงขลา โดยทางจังหวัดได้มีการประกาศให้เป็นเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินแล้ว 2 อำเภอ คือ อำเภอระโนด และอำเภอกระแสสินธุ์ โดย อำเภอระโนด เกิดน้ำท่วม 12 ตำบล 64 หมู่บ้าน ประชาชน เดือดร้อน 8,095 ครัวเรือน รวม 24,394 คน อำเภอกระแสสินธุ์ เกิดน้ำท่วมใน 2 ตำบล 9 หมู่บ้าน ประชาชนเดือดร้อน 1,370 ครัวเรือน 3,952 คน โดยน้ำที่ไหลเข้าท่วมทั้ง 2 อำเภอ เป็นผลมาจากปริมาณน้ำที่ไหลมาจาก จ.นครศรีธรรมราช และ จ.พัทลุง ประกอบกับในพื้นที่ จ.สงขลา มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมอย่างรวดเร็ว





ภาพถ่ายโดย สุวัฒน์ เกิดมณี เอกบรรณฯ 39 ค่ะ (บรรณารักษ์ ม.วลัยลักษณ์)
ที่มา เวบอาสาดุสิต

ไทยรัฐเกาะติดสถานการณ์ รายงานข่าวต่อเนื่องทุช่วงเวลา

30/3/2011 02:00 น. กองทัพเรือ ใช้เรือหลวงบางปะกง เข้ารับนักท่องเที่ยว

กองทัพเรือ ใช้เรือหลวงบางปะกง เข้ารับนักท่องเที่ยวที่ติดทะเลคลั่ง บนหมู่เกาะสิมิลันจำนวนกว่าร้อยชีวิต กลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว

30/3/2011 01:03 น. นั่งเรือยางบุกฝ่าทะเลคลั่ง ช่วยลูกเรือบรรทุกปูนของบริษัทปูนซีเมนต์ 9 ชีวิต

ตำรวจน้ำสุดกล้าหาญ นั่งเรือยางบุกฝ่าทะเลคลั่ง ช่วยลูกเรือบรรทุกปูนของบริษัทปูนซีเมนต์ 9 ชีวิตที่ถูกคลื่นสูง 5 เมตรซัดเรือจม จนต้องติดอยู่กลางทะเลตรัง กลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย

30/3/2011 01:02 น. น้ำป่าทะลักเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจพื้นที่เกาะสมุย

ฝนตกหนักต่อเนื่องหลายวัน ส่งผลให้น้ำป่าทะลักเข้าท่วมเขตเศรษฐกิจพื้นที่เกาะสมุย น้ำท่วมสูงเกือบ 2 เมตร เจ้าหน้าที่เร่งอพยพประชาชนที่ได้รับผลกระทบออกนอกพื้นที่

30/3/2011 01:02 น. ยังเข้าไปรับนักท่องเที่ยว ออกจากเกาะเต่าไม่ได้

เรือหลวงสุโขทัย ยังเข้าไปรับนักท่องเที่ยว ออกจากเกาะเต่าไม่ได้ เนื่องจากคลื่นแรง ททท. ประสานกองทัพเรือให้ส่งเรือรบมาช่วยทั้ง 3 เกาะ

29/3/2011 20:33 น.ากาศแปรปรวน การบินไทยยกเลิกเที่ยวบินไปสมุย

การบินไทยแจ้งยกเลิกเที่ยวบินเดินทางไปสมุยทั้งหมด หลังสภาพอากาศแปรปรวน #Thaiflood

29/3/2011 20:00 น. เรือหลวงจักรีนฤเบศรมุ่งหน้าช่วยผู้ประสบภัยตามเกาะต่างๆใน จ.สุราษฎร์

เรือหลวงจักรีนฤเบศรออกจากท่าเรือจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ มุ่งหน้าไปช่วยผู้ประสบภัยที่เกาะต่างๆ ใน จ.สุราษฎร์ธานี

29/3/2011 16:11 น. ส่งเรือรบหลวงรับ 103 นักท่องเที่ยวกลับเข้าฝั่งที่พังงา

กองเรือภาค3 ส่งเรือรบหลวง2ลำ นำ103นักท่องเที่ยว กลับเข้าฝั่งที่พังงา หลังติดพายุตั้งแต่ 27มี.ค. #Thaiflood

29/3/2011 15:33 น.สุราษฎร์ฯท่วมหนัก เร่งย้ายนักโทษออกจากเรือนจำหนีน้ำ

น้ำท่วมสุราษฎร์ฯยังวิกฤติหนัก เส้นทางการจราจรถูกปิดตาย เนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านเจ้าหน้าที่เร่งเคลื่อนย้ายนักโทษออกจากเรือนจำ หลังน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ขณะที่การรถไฟประกาศหยุดเดินรถอย่างไม่มีกำหนด

29/3/2011 15:30 น. "มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก" ชวนร่วมบริจาคช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ร่วมบริจาคช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมกับ "มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก" เลขที่บัญชี 020-2-53333-8 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.princess-pa-foundation.or.th

29/3/2011 15:27 น. นายอำเภอพิปูน จ.นครศรีธรรมราช ยืนยันอ่างเก็บน้ำไม่ได้ร้าวหรือแตก แค่น้ำเต็ม

29/3/2011
15:20 น. สุราษฎร์ฯท่วมหนัก เร่งย้ายนักโทษออกจากเรือนจำหนีน้ำ

น้ำท่วมสุราษฎร์ฯยังวิกฤติหนัก เส้นทางการจราจรถูกปิดตาย เนื่องจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้านเจ้าหน้าที่เร่งเคลื่อนย้ายนักโทษออกจากเรือนจำ หลังน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ขณะที่การรถไฟประกาศหยุดเดินรถอย่างไม่มีกำหนด

29/3/2011 15:18 น. 'อ้อม-พิยดา'ระทึกเจอฝนถล่มติดเกาะเต่า

นางเอกดัง 'อ้อม - พิยดา' ติดเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี กับเพื่อนดารา 'โอ๋ - เพชรลดา' และ 'ป้อง - ณวัฒน์' เผยเมื่อวานคลื่นลมแรงมาก ต้นไม้ล้ม เรือรบสุโขทัยเตรียมเข้าช่วยเหลือ

29/3/2011 15:17 น. เร่งช่วยนักท่องเที่ยว เรือหลวงบางปะกง ติดเกาะสิมิลัน-สุรินทร์

เจ้าหน้าที่ประกาศปิดถนนเพชรเกษมสายเขานางหงส์-ถ้ำ ทองหลาง หลังดินสไลด์-ถนนทรุดตัว จนรถยนต์ไม่สามารถผ่านไปมาได้ ส่วนเส้นทางบางเหรียง-พนม น้ำท่วมไหลเชี่ยวสูงกว่า 1 เมตร

29/3/2011 15:00 น. น้ำป่าทะลักพัดคอสะพานขาด ที่ อ.สุไหงปาดี นราธิวาส กว่า100หลังคาเรือนถูกตัดขาด

29/3/201113:53 น. ยอดตายพุ่ง 7 ราย"มาร์ค"ปล่อยคาราวานซับน้ำตาพรุ่งนี้

คชอ.เตรียมของบ 20 ล้าน ช่วยใต้น้ำท่วม คาด 5-7 วันจะเข้าสู่ปกติ นครศรีฯ ยังวิกฤต ปิดสนามบินอีกวัน เตือนหลายจังหวัดน้ำท่วมฉับพลัน นักท่องเที่ยวงดเดินทางไปทะเลฝั่งอันดามัน พรุ่งนี้

29/3/2011 13:52 น. ในหลวงพระราชทานถุงยังชีพช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ นำสิ่งของพระราชทานช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม จ.สุราษฎร์ธานี พัทลุง และนครศรีธรรมราช

29/3/2011 13:15 น. สถานีรถไฟชุมพรโกลาหลผู้โดยสารตกค้างเกือบ2พันคน

วิกฤติสถานีรถไฟชุมพรท่วมหนัก รางรถไฟเสียหายหลายสิบกิโลเมตร ผู้โดยสารกรุงเทพฯ-สุไหงโกลกตกค้างรวม 2 พันคน

29/3/2011 13:14 น. ประกาศภัยพิบัติน้ำท่วม 7 จ.ใต้-รบ.จัดงานช่วย 31 มี.ค.

รัฐบาลประกาศพื้นที่ 7 จังหวัดภาตใต้ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง สงขลา กระบี่ เป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติอุทกภัย ยอมรับห่วงสถานการณ์อาจหนักกว่าปี 53 ขณะที่สั่งผู้ว่าฯนครศรีธรรมราชอพยพชาวบ้านบริเวณแหลมตะลุมพุกแล้ว

29/3/2011 12:49 น. น้ำท่วมเมืองคอนสูญราว300ล้าน

ฝนยังตกหนักในจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นในพื้นที่ราบลุ่มต่ำ เสียหายราว 300 ล้านบาท บ้านเรือนและวัดถูกต้นไม้ล้มทับเสียหายกินพื้นที่กว้างประชาชนถูกตัดขาดจาก โลกภายนอก

29/3/2011 12:26 น. น้ำท่วมหนัก รถไฟประกาศงดเดินสายใต้ชั่วคราว 20 ขบวน

การรถไฟแห่งประเทศไทย ประกาศงดเดินรถสายใต้ชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะเป็นปกติ หลังน้ำท่วมสูงเหนือสันรางกว่า 20 ซม. และกระแสน้ำพัดพาหินรองรางไปจำนวนมากทำให้ขบวนรถไม่สามารถเดินไปได้

29/3/2011 12:25 น. กรมทรัพยากรธรณี เตือนดินถล่ม ในพื้นที่ภาคใต้

ย่านตาขาวเกิดน้ำป่าไหลเข้าท่วมพื้นที่ ขณะที่มีดินไหลในอำเภอลานสกา นครศรีธรรมราช ด้านกรมทรัพยากรธรณีออกประกาศเตือนภัย สั่งอาสาสมัครเครือข่ายเฝ้าระวังติดตามใกล้ชิด พร้อมเตือนประชาชนและเปิดไซเรนแจ้งสถานการณ์

29/3/2011 09:38 น. สมุยวิกฤติหาดเฉวงน้ำท่วมถึงคอเครื่องบิน-เรือยังงด

สถานการณ์ฝนถล่ม และน้ำท่วมเกาะสมุยยังน่าห่วง หาดเฉวงบางจุดท่วมถึงคอ เครื่องบิน-เรือยังหยุดให้บริการ ทำให้นักท่องเที่ยวตกค้างเพียบ ขณะที่ชาวบ้านผวาเร่งตุนเชื้อเพลิงกับอาหาร

29/3/2011 09:16 น. ฝนตกหนัก!ชาวพังงาอดนอนเฝ้าน้ำ จนท.ใช้เรือท้องแบนส่งอาหารนักโทษ

คลองพังงาระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมคลองเริ่มผวา เฝ้าระวังน้ำไม่ได้หลับไม่ได้นอน ส่วนที่เรือนจำชั่วคราวเขาทอย เจ้าหน้าที่ต้องใช้เรือท้องแบนนำอาหารเข้าไปให้นักโทษ

29/3/2011 08:16 น. ชาวบ้านพื้นที่เสี่ยง ริมน้ำสายบุรี เตรียมอพยพหนีน้ำ

ฝนตกต่อเนื่องตลอดคืนที่ผ่านมา ชาวยะลาที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายบุรี หวั่นน้ำท่วมฉับพลัน เตรียมอพยพครอบครัวและสัตว์เลี้ยง ออกจากพื้นที่เสี่ยง

29/3/2011 07:49 น. นครศรีฯทุกข์หนัก ถูกเมินน้ำท่วม ออกอุบายอพยพ

ชาวบ้านปากพูน นครศรีธรรมราชสุดทน น้ำท่วมบ้าน 2 ชั้นหลายวัน ขาดการเหลียวแลจากเจ้าหน้าที่ และเกรงว่าจระเข้จากฟาร์มเทศบาลจะหลุดเข้าบ้าน จึงพร้อมใจออกอุบายโรงงานทำอิฐถล่ม มีคนติดอยู่บ้างใน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยอพยพหนีน้ำกลางดึก

28/3/2011 20:53 น. นายกฯเตรียมบินลงใต้ดูน้ำท่วม 30 มี.ค.

นายกฯสั่งสำรวจสภาพเขื่อน จ.กาญจนบุรี แม้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแต่ไม่ต้องการประมาท ส่วนการช่วยเหลือชาวบ้านก็ทำได้พอสมควร โดยเตรียมบินลงพื้นที่จ.นครศรีธรรมราชไปเป็นวันที่ 30 มี.ค....

28/3/2011 19:59 น. กรมชลประทาน ระบุระดับน้ำทะเลสาบสงขลายังสูงขึ้น

@PR_RID ระดับน้ำทะเลสาบสงขลายังสูงขึ้น เนื่องจากน้ำที่ท่วมขังอ.ระโนด กระแสสินธุ์ สะทิงพระ สิงหนคร+น้ำจากเทือกเขาบรรทัดที่ไหลลงมาสมทบด้วย

28/3/2011 19:51 น. ปภ.รายงานผู้เสียชีวิตน้ำท่วมภาคใต้ ทั้งหมด 7 รายปชช.เดือดร้อน 265,562 ครัวเรือน

@floodcenter: นำ้ท่วมจ.นครฯ พัทลุง สุราษฎร์ ตรัง ชุมพร สงขลา ผู้เสียชีวิต 7 ราย(นครฯ6 พัทลุง1) ปชช.ได้รับความเดือดร้อน265,562ครัวเรือน884,878คน

28/3/2011 19:27 น. สุราษฎร์น้ำท่วมคร่า2ศพ คาดเหยื่อไม่เห็นถนนเลยขับรถตกคูจมน้ำตาย

สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พรากชีวิต 2 ศพในจ.สุราษฎร์ธานี โดยรายแรกเป็นชายวัย 44 ปี ขี่ จยย.มาไม่เห็นทางเพราะน้ำท่วม รถจึงตกลงไปในคูน้ำทับร่างจนจมน้ำตาย ส่วนรายที่ 2 เป็นคุณยายวัย 80 ปี เจอน้ำป่าไหลทะลักเข้าบ้าน ญาติๆ พาหนีไม่ทันหายไปกับสายน้ำ พบร่างอีกทีก็จมน้ำตายเสียแล้ว

28/3/2011 18:45 น. งดเรือโดยสารกระบี่-พีพี นักท่องเที่ยวตกค้างเพียบ

เรือโดยสารกระบี่-พีพีหยุดวิ่ง หลังคลื่นลมแรง จากฝนที่ตกหนัก ขณะที่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ที่ต้องการเดินทางไปเกาะพีพีตกค้างร่วม 60 คน ส่วนที่บนเกาะพีพียังมีคนตกค้างนับร้อย...

แดงสยาม สยบความสับสน ออกประกาศยันชัดเจนไม่มีนโยบายโจมตีขัดแย้งกับแดงนปช.ทั้งแผ่นดิน

ที่มา Thai E-News



ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom

หมายเหตุไทยอีนิวส์:วันนี้คณะกรรมการแดงสยาม ได้ออกประกาศฉบับหนึ่งมีเนื้อหาว่า ไม่มีนโยบายการโจมตีนปช. หรือคัดค้านการเลือกตั้ง หลังจากที่เวบไซต์www.redsiam.infoได้ประกาศก่อนหน้านั้นมีเนื้อหาโจมตีนปช.


ประกาศจากคณะกรรมการแดงสยาม

ในนามคณะกรรมการแดงสยาม อ.สุรชัย เนื่องจากมีกลุ่มบุคคลใช้ "แดงสยาม" ในการออกแถลงข่าวและทำกิจกรรมด้านอื่น ๆ เพื่อโจมตีและต่อต้าน "นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" การกระทำดังกล่าวไม่ใช่มติของคณะกรรมการองค์กรแดงสยามภายใต้นโยบายของ อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

ฉะนั้น "แดงสยาม" จึงไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบุคคลดังกล่าว อีกทั้งเว็บไซต์ที่เป็นสื่อกลางในการติดต่อและส่งข่าวสารถึงเพื่อนร่วมอุดมการณ์มีเพ​ียง http://www.redsiam.tv เท่านั้น

จึงแจ้งมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

คณะกรรมการแดงสยาม อ.สุรชัย
เวบไซต์redsiam.info


เวบไซต์redsiam.tv

ก่อนหน้าที่คณะกรรมการแดงสยาม อ.สุรชัยจะออกประกาศดังกล่าว สืบเนื่องจากเวบไซต์ http://redsiam.info ได้แจ้งในเวบไซต์ดังกล่าวว่า ขอเรียน นโยบายเวปเรานะครับ http://redsiam.info/home.html

1.ต่อต้าน นปช.แดงทั้งแผ่นดินทุกรูปแบบ
2.ไม่เสนอข่าว-คลิป-ข่าวสั้นการเคลื่อนไหวของพวก นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ทุกชนิด
3.ไม่วางลิงค์ให้โหลด-หรือแปะลิงค์เกี่ยวกับ นปช.แดงทั้งแผ่นดินทุกชนิด ยกเว้นความชั่วๆของพวกมัน


กรรมการแดงสยามรายหนึ่งชี้แจงเพิ่มเติมใน กระดานสนทนาInternet Freedomว่า หลังจากเห็นประกาศดังกล่าว จึงเป็นเหตุผลที่กรรมการแดงสยามโดยการนำของอาจารย์สุรชัย ต้องเข้ามาประกาศให้ทราบ

"ความจริงผมว่าทุกๆ ฝ่ายก็ไม่สบายใจที่มีแต่ภาพของความขัดแย้งกัน ในยามนี้ทุกคนควรสามัคคีกัน เราต้องการความสามัคคี เพื่อชนะศัตรู การที่มีการแตกแยกกันในแต่ละกลุ่มไม่ใช่เรื่องดีนัก สำหรับกรณีเรื่องเวบ .info หรือ .tv หากมีท่านใดมีข้อสงสัย ก็ดูอย่างที่บอกไปครับ .info ขอรับการสนุนในนามบุคคลท่านหนึ่ง ส่วน .tv ขอรับการสนับสนุนในนาม อ.สุรชัย คงไม่ต้องถกเถียงกันตรงประเด็นนี้อีกแล้ว"

กรรมการแดงสยามรายนี้แจ้งว่า แดงสยามได้มีการจัดกิจกรรมเวทีปราศรัยต่อเนื่อง ล่าสุดก็ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ที่ผ่านมาจัดกิจกรรมอยู่ที่บริเวณเจดีย์ขาว เชิงสะพานปิ่นเกล้า แม้จะมีผู้ปราศรัยบางรายกล่าวพาดพิงนปช."เราก็เคารพสิทธิของแต่ละท่านครับ แต่หากการโจมตีกัน ก็เป็นเรื่องสิทธิส่วนบุคคลของแต่ละท่าน เราคงไปจำกัดสิทธิไม่ได้ เพียงแต่แดงสยามคงไม่มีนโยบายต่อต้าน นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ดังเช่นความเห็นที่โพสต์ไว้ให้เห็นในเวบไซต์redsiam.info ครับ และคิดว่า พวกเรายังยึดมั่นในแนวทางการต่อสู้ที่ชัดเจนว่าเราต้องการอะไร ไม่เอาเรื่องอื่นมาเป็นประเด็นให้หลงทางกันไปครับ "

ไทยอีนิวส์ได้สอบถามไปยังคุณชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ 1 ในคณะกรรมการแดงสยาม อ.สุรชัย ได้ยอมรับว่าคณะกรรมการฯได้ออกประกาศดังกล่าวจริง เพื่อสยบความสับสนที่เกิดขึ้นว่า แดงสยามไม่ได้มีนโยบายจะไปโจมตีนปช.แดงทั้งแผ่นดินใดๆ โดยวันนี้เพิ่งไปเยี่ยมอ.สุรชัยมาก็ยืนยันว่า ทั้งแดงสยามและนปช.มีเป้าหมายเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงเหมือนกัน จึงไม่มีเหตุต้องไปขัดแย้งโจมตีกัน เพียงแต่ต่างวิธีการในการทำงานเท่านั้น รวมทั้งไม่คัดค้านการเลิอกตั้งด้วย ส่วนถึงวันเลือกตั้งใครจะใข้สิทธิ์เลือกพรรคการเมืองใด หรือกาโหวตโนก็เป็นสิทธิของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

"ที่คณะกรรมการแดงสยามจำเป็นต้องออกประกาศนี้เพราะคนสับสนมาก อยากให้เข้าใจตรงกันว่าเราไม่มีนโยบายโจมตีหรือขัดแย้งกับแดงนปช.ทั้งแผ่นดิน ไม่คัดค้านการเลือกตั้ง ส่วนการกระทำของเวบไซต์redsiam.infoนั้นไม่เกี่ยวข้องใดๆกับแดงสยามเลย"คุณชัยนรินทร์กล่าว

อย่างไรก็ดีหากwww.redsiam.infoอยากให้ข้อมูลอีกด้าน ทางไทยอีนิวส์ก็ยินดีจะเผยแพร่ต่อผู้อ่านของเราต่อไป