WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 1, 2011

เปิดชื่อ "12 แกนนำเสื้อแดง"ลงสมัคร ส.ส.เพื่อไทย 3 คนขอลงแบบแบ่งเขต เตรียมแจ้งพรรคสัปดาห์นี้

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 มีนาคมว่า รายชื่อแกนนำคนเสื้อแดงที่แสดงความจำนงลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมี 12 คน ประกอบด้วย 1.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 4.นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ 5.นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก 6.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 7.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 8.นายชินวัตร หาบุญพาด 9.นายธนฤกต ชะเอมน้อย หรือวันชนะ เกิดดี นักร้องลูกทุ่ง 10.นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ ภรรยาของ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 11.นายสมชาย ใจมุ่ง หรือรังษี เสรีชัย นักร้องลูกทุ่ง และ 12.นายสมหวัง อัศราษี ส่วนแกนนำคนเสื้อแดงที่แจ้งความจำนงลงสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตมี 3 คน ได้แก่ 1.นายสมชาย ไพบูลย์ ต้องการลงสมัคร ส.ส.กทม. 2.นายวรชัย เหมะ ลงสมัคร ส.ส.สมุทรปราการ และ 3.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ลงสมัคร ส.ส.สุรินทร์ โดยนายณัฐวุฒิและนายจตุพรจะนำรายชื่อแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหมดแจ้งต่อแกนนำพรรคเพื่อตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้


ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวถึงกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ ระบุว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) จะชนะการเลือกตั้งเกินครึ่ง โดยจะอยู่ในจำนวนประมาณ 250-270 เสียงว่า ข้อมูลดังกล่าวออกมาจากผลการทำโพลของพรรคเพื่อไทย และหน่วยราชการบางหน่วย ซึ่งสืบทราบว่าหน่วยราชการนี้จัดทำโพล และเราได้นำเอาออกมาเปรียบเทียบกับผลโพลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็เห็นว่าตัวเลขทั้งหมดนั้นไม่ได้แตกต่างกันคือพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกมาจากประชาชนในอันดับที่ 1 จะต้องได้ตั้งรัฐบาล และหากทุกพรรคการเมืองดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ จะเป็นการเริ่มต้นของสันติภาพในประเทศ เพราะมันหมายถึงทุกพรรคการเมืองและผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศรับฟังเสียงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง แต่หากพรรคที่ได้รับเลือกตั้งอันดับที่ 1 ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ประชาชนก็อาจจะสรุปเอาเองได้ว่าผู้มีอำนาจของประเทศนี้ไม่ฟังเสียงของประชาชนและสถานการณ์อาจจะบานปลายเมื่อไรก็ได้

ล้าน คำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 31/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



สิ่งที่สร้าง ทางฝัน บันดาลผล
ความต้องการ ประชาชน อย่าทนฝืน
ความเป็นธรรม ยึดไว้ ต้องได้คืน
มิอาจฟื้น แค่แลเหลียว มาเยียวยา....

เหลือสิ่งเดียว คือได้เลือก อย่าเสือกใส
แม้นดื้อไป ก็บาดหมาง หมดทางหา
อำนาจมืด ยึดครอง เห็นสองตา
ยังจะมา ล่อลวง หลอกปวงชน....

อย่าสร้างความ ฮึกเหิม เพิ่มวิกฤติ
สิ่งถูก-ผิด ผ่านมา พาสับสน
ฉากหน้าสวย แค่สมอ้าง อำพรางตน
หวังหลอกคน สิ้นคิด ให้ปิดตา....

หากดึงดัน ฝันใฝ่ ในอำนาจ
คิดผูกขาด แย่งไป ก็ไร้ค่า
ภาพติดลบ สามานย์ ที่ผ่านมา
ปวงประชา เห็นหมด แล้วจดจำ....

ให้อำนาจ ประชาชน เป็นคนคิด
เลือกถูก-ผิด สิทธิ์เขามี อย่ายีย่ำ
เพราะนั่นคือ เสียงบริสุทธิ์ ยุติธรรม
เพื่อหนุนนำ ไขว่คว้า ประชาธิปไตย....


๓ บลา / ๓๑ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

คำ ถามที่ไม่เคยมีคำตอบคำอธิบาย จากท่านแกน และท่านกานต์ งานเปิดตัว

ที่มา thaifreenews


คำถามที่ไม่เคยมีคำตอบ คำอธิบาย


ทุนสนับสนุนใคร เข้ากระเป๋าใคร
ใครโปรโมทบ่อยๆ บนเวที จำเป็นหรือไม่ เพื่อรำลึกอะไร
... การต่อสู้ ชนะหรือแพ้ (ก็ยังไม่ทราบ?)
รายได้จากการขาย น้อยนิดถ้านำมาเทียบกับตัวเลขใช้จ่ายเพื่อการต่อสู้
แต่ถ้าสำหรับบุคคลแล้ว ก็ถือว่าโอเค ยอดใช้ได้


ขึ้นทะเบียนมวลชนแดงเพื่อรองรับฐานเสียง
เร่งรีบทำบัตรและมวลชนต้องจ่ายค่าทำบัตร 30 บาท แล้วได้เป็น นปช.แดงทั้งแผ่นดิน
ขายได้กี่ล้านใบครับช่วยตอบด้วย แล้วเงินไปอยู่ที่ไหน

"พรรคเสื้อแดงแดง" รอลงเลือกตั้ง (น่าจะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องล่าสุด คือ
การยุบสภาสู่สนามเลือกตั้ง โดยเร็วที่สุด ...
ไอเดียใคร ใครแอบไปเจรจา ด้วยท่าทีประนีประนอม หลายครั้ง
จนล่าสุดแตกแยกกันทางความคิด รับเงื่อนไข ถึงเดือน พย.53 สวนทางกับกระแสมวลชนผู้ชุมนุม

.... แล้วสุดท้ายตามแผนในใจ
ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคแดง ? หรือหัวหน้ามุ้งแดงในเพื่อไทย
ใครเอ่ยจะได้ลงสมัคร สส.กันทั่วหน้า และระดับท้องถิ่น รร.การเมือง)

**ปล.การพกบัตรนี้ไม่มีศักดิ์และ สิทธิใดๆในการดำรงชีวิตประจำวัน แต่ในทางเดียวกัน
กลับเป็นภัยมหันต์หากถูกตรวจค้นพบจากฝ่ายรัฐบาลทรราช
ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่ารายชื่อแดงลงทะเบียนเหล่านี้ ไปอยู่ในแฟ้มของ กอ.รมน. แล้ว

ปฎิเสธมาได้ครับ ว่าไม่จริง ...
*ผมเป็นคนช่างสังเกตุครับ อันนี้เขียนตั้งข้อสังเกตุมาตั้งแต่ปีที่แล้วก่อนสลายราชประสงค์

กระบวนการ "พลวัตรของประชาชนนับล้าน" มิใช่บริษัทจำกัดการนำโดยสามเกลอชาวใต้ ...
ย่อมเป็นสิทธิ์ในการไม่เห็นด้วยในแนวทางปฏิบัติ ถ้ามี

การถูกจองจำของแกนนำในขณะนี้ มิใช่เป็นความเสียสละเพื่อมวลชนส่วนใหญ่
แต่อย่างใดที่ไหน หากเป็นการยอมจำนนด้วยรักตัวกลัวตายส่วนตนเพราะจวนตัวพ่ายแพ้
โดยไม่มีเงื่อนไขต่อรองทั้งสิ้น

มิใช่การถอยเพื่อกลับมารุกรบวันหน้า แต่เป็นความพ่ายแพ้หมดรูป ซ้ำสองซ้ำซาก
ของ แม่ทัพผู้อ่อนแอ อ่อนด้อย ครับท่าน เข้าใจตรงกันไหม?


ปกติแล้วผมมิได้ชมชอบ นายจำลองของปลอม หรือ นายจำลอง ผีเมือง คนนี้นัก
นับแต่เดิมทีก่อน พค.35 เสียอีก แต่ภาพโดนล้อมจับเหตุการณ์นี้ ในฐานะแกนนำ
หรือผู้นำการชุมนุม ผมว่า ภาพนี้ สวยงาม ครับ
ในบางครั้งเราก็ต้องนำยุทธวิธีของศัตรูมาศึกษาเพื่อปรับใช้บ้าง


แตกต่างจาก การยอมจำนน ขอมอบตัว กับจนท.ตำรวจ ในวันที่ 19 พค.53 จะอ้างเหตุผลใด
ก็สุดแท้แต่ ..ซึ่งผมก็ไม่มีความเชื่อสักนิดว่า ทหารที่ล้อมปราบเข้ามาวันนั้นจะกล้า ยิงทิ้งแกนนำ
พร้อมคนบนเวทีเป็นสิบคนตายเกลื่อน ต่อหน้าผู้ชุมนุมเป็นหมื่นคน

และการถอยเข้าไปในวัดปทุมทั้งหมดในสายวันที่19พค.53 หลังจากทราบผลว่าโดนรัฐบาลพร้อม
กลุ่ม สว.หักหลังปราบ น่าจะเป็นจุดหักมุมของเหตุการณ์และ การวางแผนหลบหนีของแกนนำ
หลักแล้วกลับมาต่อสู้ใหม่
จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่า
"หนีคือสุดยอดกลยุทธ์"... ซุนวู่
แสดงให้เห็นว่า ยังมีจิตใจเข้มแข็งต่อสู้รุกรบในวันหน้า ... ส่วนมวลชนนั้น ให้แกนรองทั้งหลายเป็น
ผู้สืบทอดเพื่อประวิงเวลา น่าจะแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของการนำ การนำจากภายนอกประเทศ
หรือใต้ดิน จะมีพลังในการขับเคลื่อนมวลชนผู้คลั่งแค้นได้เฉียบคมกว่า
ส่วนบนดิน หรือ
ในประเทศให้เป็น ภาระของ แกนนำวาระที่2 ชุดใหม่

เว้นเสียแต่ว่า เป้าประสงค์ของแกนนำ บางส่วน หวังผลเพียงแค่การเข้าไปในสภา โดยเกมส์
เลือกตั้งที่มุ่งหวังแต่ต้น สอดคล้องกันกับการเจรจารอมชอมทุกครั้ง และการแยกตัวออกไปของ ...
หัวหน้ากลุ่มแกนนำ ที่มุ่งหวังเพียงเป้าการเมืองของกลุ่มตัวเองเพื่อความยิ่งใหญ่ส่วนตัว


"กระทู้เสี้ยมให้แตกแยก"

วาทะกรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ ต่อต้านในโซเชี่ยลเน็ตเวอร์ค เพื่อคอมเพลนกลับ
ประเด็นนี้ น่าจะสายไปที่จะคิดเสียแล้วครับ ด้วยเหตุเพราะ
ความแตกแยกนั้นมีมาก่อนในส่วนของแกนนำ
สืบย้อนหลังไประหว่าง จักรภพ vs จตุพร หรือ กลุ่มวีระ vs กลุ่มอริสมันต์ ซึ่งนำพาให้เกิดการ
ล้มตายพ่ายแพ้ แก่มวลชนผู้สนับสนุน ถ้าเป็นสมัยโบราณนี่ พระอัยการสงคราม ว่าด้วยอัยการศึก
ท่านว่า แม่ทัพผู้หย่อนยานย่อท้อในการยุทธ เพียงครั้งแรกนี่ก็โดน ตัดหัวเสียบประจาน แล้ว
การมี เมตตาเห็นแก่คุณความดีที่มีแต่หนหลัง ให้โอกาสเป็นครั้งที่สองแก้ตัว ยังโลเลเหลาะแหละ
โทษคือ ประหาร ๗ชั่วโคตร ครับ
ผิดพลาดขนาดนี้ ทั้งที่ไม่สมควรจะแพ้ จำต้องมีกระบวนการตรวจสอบ วิพากษ์



ไม่เคยมีการทบทวนบทเรียนความล้มเหลวพ่ายแพ้ เลยซักครั้งเดียว
ในขบวนการแดง นปช. แต่กลับจัดตั้ง กลุ่มต่อต้านการวิพากษ์และปกป้องแกนนำ
...ซ้ำยังเดินตามรอยแนวทางวิธีการเดิม ไม่เปลี่ยน
เชิดชูผู้นำที่หนีกลางคัน มีความพยายามอย่างสูงจะผลักดันชูเชิดให้สวมบทเก่าๆ ...
ใครจะกล้าเดินตามหลังแม่ทัพนักพูดที่มีประวัติการรบ อับอาย แพ้พ่าย และล้มตาย
โดยมิน่า เล่าครับท่านผู้เจริญทั้งหลาย หากทว่าจะมีท่านใดสมัครใจจะตามๆกันไปอีกก็ย่อมเป็นสิทธินะครับ
เพียงแต่ว่า ... อย่าละโมภความเป็นประชาธิปไตยไว้เพียงกลุ่มตนเพียงกลุ่มเดียว แล้วผลักให้กลุ่มอื่นเป็น
พวกเทียมบ้าง พวกล้มเจ้าจะแปดเปื้อนถูกตัวเองบ้าง เท่านั้นเองครับ

อีกเรื่องนะครับ ไหนๆก็ไหนๆ
เลิกร้องเพลงประจำตัวของแต่ละท่านแกน ได้ไหม ครับ
ฟังทีไร เหมือนเพลงประกอบการหาเสียงทุกทีสิผับผ่า ... แกนนำ 20 คน ก็ร้องเสียทุกคน
ไม่นับ เพลงที่ 2 ที่ 3 แลัวยังเพลงของขบวนการอีก และ ศิลปินจริงๆนับไม่ถ้วน .....
เมืองนอกเขาแซวแบบยิ้มๆนะครับสำหรับ ขบวนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยไทย
เป็นการต่อสู้เผด็จการเพื่อประชาธิปไตยแบบเบิร์ดๆ อะครับ ... น่าสนุกจริงๆ
ทำไมการเรียกร้องแบบสนุกสนาน เสือกตายจริงๆว๊ะ ฝรั่งบอก กรูหละเป็น งง






เชิงอรรถ

17 มีนาคม 2553 นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)
ได้ขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวกับผู้ชุมนุม ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ว่าตามที่ได้มีกลุ่มบุคคล 2 กลุ่ม 2 คน
ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและแนวทางการต่อสู้ของนปช.นั้นแกนนำยินดีรับฟัง

เสธ.แดง มีแนวทางการต่อสู้อย่างไรได้แสดงให้ประจักษ์แล้วคือไม่ใช่แนว ทางเดียวกับนปช.แดง
ทั้งแผ่นดินเช่นเดียวกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ วิจารณ์อย่างไรก็รับฟัง
แต่ขอบอกว่านายสุชัยก็ไม่ใช่นปช.แดงทั้งแผนดิน

"จึงต้องประกาศว่าบุคคลทั้งสองไม่ใช่เพื่อนเราไม่ใช่ นปช.แดงทั้งหมดแผ่นดิน ไม่อาจ
ให้มาเคลื่อนไหวในนามของนปช.ใดๆทั้งสิ้น ท่านคงเป็นท่านและอยู่ในกลุ่มของท่าน อย่า
ได้เกี่ยวข้องกันและกัน"


นายวีระ กล่าวว่า หากแม้นแนวทางของแกนนำนปช.ที่เขากล่าวมาผิดพลาด บกพร่อง
นำไปสู่ชัยชนะไม่ได้ จะน้อมรับ แต่ตราบใดที่ยังเป็นที่ยอมรับให้เคลื่อนไหวในนาม
นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ยืนยันว่าจะเอาชีวิตให้ท่านทั้งหลาย ไม่ทรยศต่อท่านอย่างแน่นอน

***ประโยคนี้ผมขออนุญาตท่านที่เคารพเสียมารยาท ด้วยการ ถุย ครับ

"ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่มีความปราถนาดีต่อกันอีกต่อไป ตัดขาดจากกัน ไม่เป็นเพื่อนกัน
ในแนวทางการต่อสู้"





โดยส่วนตัวแล้ว ผมชมชอบ

คุณจตุพร ด้วยเหตุลีลาท่าทีประเภท สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย แนวๆ Boxer
คุณเต้น ที่โวหารพรรณนา ลูกตอด ลูกต้อน ลูกฮา
คุณวิภูแถลง น้ำเสียงเร้าใจ มั่นใจสูง แลจริงจังจริงใจ
คุณกี้ นี่สู้มานานผ่านมาเยอะ ห้าวโหดหิน ศักดิ์เป็นเพื่อนของเพื่อนกันเสียด้วยสมัยยังร้องเพลงอมฮอลล์
นอกนั้นก็ พบเพื่อผ่าน ครับ

อย่างไรก็ดี อุดมการณ์ความมุ่งมั่นของผม ยิ่งใหญ่กว่าความรักความนิยมส่วนตัวครับ



ทั้งนี้ทั้งนั้น คำว่า "แกนนำ" ในบทความนี้ขอให้ท่าน เข้าใจว่าหมายถึง บทบาท ท่วงที เป้าหมาย
ของ ขบวนการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ไม่ได้อคติเป็นการส่วนตัวกับท่านใดท่านหนึ่งโดยเฉพาะ
ในการเสนอตัวมาเป็นผู้นำมวลชนเป็นแสนเป็นล้านนั้น ท่านต้องสามารถให้มวลชนตรวจสอบได้
เพราะท่านถือเป็น "บุคคลสาธารณะ" แล้ว อีกอย่างที่สำคัญมาก ท่านอาสานำเราไปสู้ ในหนทาง
ประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็อย่าพึงนำเอาวิธีคิดวิธีการของ เผด็จการ มาใช้กับพวกเรา

โดยความเคารพ .... รุ่งศิลา

<a href="http://www.4shared.com/embed/552861996/add2cf49/preview.swf" target="_blank">http://www.4shared.com/embed/552861996/add2cf49/preview.swf</a>

" ไข่มุกดำ "
"วีระอาจหาญ" นายวีระ มุสิกพงศ์ "ไข่มุกดำ"
เรากำลังต่อสู้ล้มล้าง "ลัทธิบูชาเทวดาโบราณ" เพื่อที่จะสร้าง "ลัทธิบูชาเทวดาตนใหม่
พิสิทธิ์คิโอ Pishitchio กับงานคอนเสิร์ต จมูกยาว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 29, 2011, 12:22:21 AM โดย rungsira » บันทึกการเข้า

...........................
................................รุ่งศิลา
........................บทความ ศาสตราวุธ

โดย rungsira

Thursday, March 31, 2011

ถ้า...มีเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 31 มีนาคม 2554)


ขออนุญาตตั้งสมมติฐานล่วงหน้าแบบมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนว่า

จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้นอย่างแน่นอนภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

แล้วถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง จะมีอะไรเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นบ้าง?

นักวิชาการท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพิ่งเสนอเอาไว้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่า

หลังเดือนพฤษภาคม 2553 เป็นต้นมา สถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคดังกล่าวก็เหมือนกำลังตกอยู่ในยุค "สงครามเย็น"

และคาดว่าจะมีสงครามจริงๆ เกิดขึ้นอีกครั้งผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า

ซึ่งจะเป็นสงครามที่มีการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง

รวมทั้งต้องการการมีส่วนร่วมตรวจสอบจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

เพราะหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เชื่อมั่นและไม่เชื่อถือในกระบวนการและผลการเลือกตั้งขึ้นมาแล้ว

รัฐบาลชุดใหม่ก็คงจะถูกจัดตั้งขึ้นไม่ได้ง่ายๆ ภายหลังการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ถ้าลองมองโลกในแง่ดีอีกมุมหนึ่ง

การเลือกตั้งครั้งหน้าก็อาจถือเป็นหนทางคลี่คลายหรือปลดปล่อยระบายความขัดแย้งทางการเมือง ที่มักลงเอยด้วยความรุนแรงเสียเลือดเสียเนื้อ ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เพราะการเลือกตั้งปี 2554 อาจมีอีกสถานะหนึ่งเป็นดัง "การลงประชามติ" ทางการเมืองของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงว่า

พวกเขาเห็นด้วยหรือไม่กับกระบวนการทางการเมืองไทยที่ถูกขับเคลื่อนโดยเครือข่ายผู้มีอำนาจบางกลุ่มตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา

ตั้งแต่การรัฐประหาร, การยุบพรรคการเมือง, การตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน เป็นต้น

ปัญหาน่าสนใจ คือ ถ้าผลการเลือกตั้ง (หรืออีกนัยหนึ่งคือ "การลงประชามติ") ออกมาว่า

ประชาชนจำนวนมาก (อาจไม่ถึงครึ่งหรือเกินครึ่งก็ได้) แสดงความไม่เห็นด้วยกับกระบวนการทางการเมืองเหล่านั้นผ่านการกาบัตรลงคะแนนเสียง

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปอีก?

จะมีใครไม่พอใจและพยายามดึงดันต้านทานผลการเลือกตั้ง ("ประชามติ") ดังกล่าวอีกหรือไม่?

หากมีความพยายามจะกระทำการ "คิดสั้น" เช่นนั้นอีกครั้ง

ไม่ว่าจะอย่างโฉ่งฉ่างหรือแนบเนียน (ซึ่งคนเริ่มรู้ทันกันเกือบหมดแล้ว)

เรื่องราวก็คงไม่คลี่คลายไปสู่วิถีทางที่ดีขึ้นอีกเหมือนกัน

ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งหน้าเกิดขึ้นจริง และชนชั้นปกครองไทยโดยรวมมีฉันทามติเห็นชอบด้วยกับการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว

ก็อยากฝากเนื้อหาบางส่วนของบทกวีการเมืองชิ้นหนึ่ง ที่ถูกแต่งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2552 เอาไว้ว่า

"...ความก้าวหน้าปรากฏในชนชั้นล่าง

การเลือกตั้งปี 50 ยืนยันได้

กองทัพยึดเบ็ดเสร็จกุมกลไก

แต่ไม่สามารถบล็อกโหวตทหารเกณฑ์..."

อย่า"งม งาย"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ออกมาปฏิเสธพัลวันรัฐบาลถือฤกษ์ 27 เม.ย.นี้ยุบสภา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยไปดูฤกษ์ดูวันเวลายุบสภา

หลังพรรคเพื่อไทยออกมาปูดข่าวนี้ อ้างว่ามีส.ส. ประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลว่า ถ้ายุบสภา 27 เม.ย.นี้ นายอภิสิทธิ์จะมีโอกาสกลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ

หลายคนอาจไม่เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ ซึ่งมีดีกรีนักเรียนนอกจบเกียรตินิยมจากออกซ์ฟอร์ด เป็นนักการเมืองหัวทันสมัยอัพเดตเฟซบุ๊กตลอดเวลา จะงมงายแบบนี้

แต่ถ้าย้อนกลับไปดูช่วง 2 ปีที่นายอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นรัฐบาล

มีการปรับฮวงจุ้ยทำเนียบไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ครั้ง

ปี 2553 นำต้นไทรกับต้นปาล์มยะวา 70 ต้นมาปลูกบริเวณตึกไทยคู่ฟ้าและตึกสันติไมตรี

เชื่อว่าเสริมดวงชะตา สร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาล

ก่อนปรับเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง เพราะซินแสติงว่าไม่ถูกหลัก

ต่อมาไม่นานก็มีปรับอีก นำกระถางต้นโกสนไปตั้งไว้ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยฯ นำเสาธงสีทองไปตั้งตามประตูทำเนียบ

พอปี 2554 ก็เชิญซินแสมาปรับฮวงจุ้ยทำเนียบอีกครั้ง นำกระถางใส่มะขามกับบานบุรีอย่างละ 7 ต้นมาตั้งไว้ที่ประตู 7

เชื่อว่าเสริมชะตา สร้างความน่าเกรงขาม

นำตู้อัญมณีไปวางไว้ในห้องทำงานนายกฯ และที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเสริมบารมีทั้งนายกฯ ทั้งพรรค

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไม่งมงายเลยหรือ!?

ที่จริงแล้วรัฐบาลในอดีตก็มีการปรับฮวงจุ้ยกันให้เห็น แต่รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนว่าจะปรับเยอะไปหน่อย

ต้องรอดูว่าวันยุบสภาจะเป็น 27 เม.ย.นี้หรือเปล่า

ว่าไปแล้ว จะยุบวันที่เท่าไหร่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แต่การจะชนะเลือกตั้ง กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหรือไม่ มันอยู่ที่ผลงานที่ผ่านมามากกว่า

และผลงานของนายอภิสิทธิ์ก็ประจักษ์ต่อสังคมไปแล้ว

ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายม็อบแดง 91 ศพบาดเจ็บอีก 2 พันคนเลย

ยิ่งสะท้อนถึงความบกพร่องทางความคิดเรื่อง ประชาธิปไตยของรัฐบาลเข้าไปอีก

ยิ่งสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองเข้าไปใหญ่

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ข้าวยากหมากแพง แถมยังสร้างหนี้มหาศาล

ล่าสุดก็ความอืดอาดล่าช้าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ทั้งแผ่นดินไหวภาคเหนือ น้ำท่วมภาคใต้

กว่ารัฐบาลจะขยับก็พินาศไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

ผลงานเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหรือไม่

จะเสริมดวงหรือพึ่งไสยศาสตร์ก็ช่วยอะไรไม่ได้

จดหมายถึงสารคดี “ประเด็นอยู่ที่จรรยาชีพ” ครับท่านบรรณาธิการ

ที่มา ประชาไท

อ้างถึงบทบรรณาธิการในสารคดีฉบับที่ 313 เดือนมีนาคม 2554 หน้า 14-15

ผมรู้สึกสลดใจกับบทบรรณาธิการในฉบับดังกล่าว ซึ่งเข้าใจว่าเขียนโดยอ้างอิงกับการที่มีนักเขียนของสารคดีส่งจดหมายท้วงติงและลาออกประท้วงการลง Advertorial ให้กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) โดยไม่แจ้งให้ผู้อ่านทราบในฉบับก่อนหน้านี้

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้อ่านบทบรรณาธิการดังกล่าว ที่ใช้ชื่อว่า “ปั้นน้ำเป็นตัว” มีเนื้อหาสรุปโดยสั้นว่า บรรณาธิการเหมารวมว่าทุกคนคงเคยปั้นน้ำเป็นตัว ท่านได้ยกตัวอย่างนักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง หรือแม้แต่สมองของคน คนมักจะเชื่อเรื่องเล่าของแหล่งที่น่าเชื่อถือ และในสังคมมนุษย์ปัจจุบันก็เต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่โกหก ดังนั้น บรรณาธิการจึงประกาศว่า โปรดอ่านทุกหน้าใน สารคดี ด้วยความใคร่ครวญ และอย่าเชื่อมั่นว่ามีแต่ความจริงอันเป็นที่สุด ไม่ว่าหน้านั้นจะมีคำว่า “พื้นที่ประชาสัมพันธ์” หรือไม่ก็ตาม’

อ่านบทบรรณาธิการฉบับนี้แล้ว เหมือนโดนตีแสกหน้า

ถึงอยากจะยกประโยชน์ให้จำเลยในแง่ที่ว่า บรรณาธิการอาจจะมีความตั้งใจจริงที่จะให้ผู้อ่านระมัดระวังและใช้วิจารณญาณในการอ่านสารคดีและเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวให้มากขึ้น แต่นัยที่แสดงออกอย่างเด่นชัด ไม่ว่าบรรณาธิการจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามคือ “การแก้ตัวอย่างขาดความรับผิดชอบ” อันเนื่องมาจาก “ความไม่สำนึกว่าได้กระทำความผิด” เหตุผลและตัวอย่างที่พยายามยกมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่ของบทโฆษณา ปตท. ในสารคดีฉบับก่อนหน้านั้น ก็มีตรรกะที่บิดเบี้ยว ซึ่งจะขออธิบายยกตัวอย่างในภายหลัง

นัยของบทบรรณาธิการ พยายามจะเตือนทุกท่านด้วยความหวังดีว่า เราอยู่บนโลกแห่งความลวง ดังนั้น ระวังให้ดี แต่ประเด็นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เราอยู่บนโลกแห่งความลวงหรือไม่

ประเด็นอยู่ที่เรื่อง “จรรยาชีพ” และ “ความรับผิดชอบต่อสังคม”

ความลวงของโลกไม่ได้มาเกี่ยวอะไรกับการลงบทโฆษณาดังกล่าวแม้แต่น้อย สิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างสำคัญคือ จรรยาชีพของคนทำหนังสือสารคดี และความรับผิดชอบต่อสังคม ในแง่ของการตระหนักรู้ว่าอะไรคือเป้าหมายของการลงโฆษณาด้วยวิธีดังกล่าวของบริษัท ซึ่งตามหลักวิชาชีพได้มีทางออกไว้ให้แล้วด้วยการยินยอมให้รับเงินจากบริษัทเพื่อลงโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยอิงกับความน่าเชื่อถือและของนิตยสาร แต่ต้องแจ้งให้ผู้อ่านรับทราบล่วงหน้าด้วยข้อความว่า “พื้นที่โฆษณา” หรือ “พื้นที่ประชาสัมพันธ์” ไม่ว่ามันจะเขียนด้วยตัวอักษรที่ใช้สีกลมกลืนกับพื้นหลังและด้วยขนาดตัวอักษรที่เล็กเพียงใดก็ตาม

บรรณาธิการทราบดีอยู่แล้วว่ามนุษย์มักจะเชื่อโดยง่าย หากได้ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จึงสมควรจะทราบต่อไปอีกด้วยว่าบทความใน “สารคดี” คือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อมการลงโฆษณาด้วยวิธีดังกล่าว โดยไม่แสดงข้อความเตือน ทำให้อาจตีความได้ว่าเป็นความ “จงใจ” ที่จะหลอกลวงผู้สนับสนุนนิตยสาร “เพื่อหวังอามิสสินจ้าง” โดยไม่คำนึงถึงหลักการทางวิชาชีพ และความรับผิดชอบต่อสังคม

แน่นอนว่า ผู้อ่านควรจะรับข้อมูลอย่างระมัดระวัง รอบคอบ ไม่ด่วนเชื่อ ไม่ยึดถือว่าสิ่งที่ได้อ่านเป็นความจริงแท้ แม้ว่าโลกจะเต็มไปด้วยความลวง แต่สังคมไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน ด้วยข้อจำกัดด้านต่าง ๆ เช่น เวลา ประสบการณ์ การเข้าถึงข้อมูล ฯลฯ จึงต้องมีการสร้างสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่เสมือนผู้รับรองความน่าเชื่อถือเบื้องต้นของข้อมูลเหล่านั้น และสารคดีเองก็เป็นสถาบันหนึ่งที่สังคมเชื่อว่าสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ การละเว้นไม่ทำหน้าที่อย่างจงใจของสารคดีจึงมีผลต่อสังคม

หากใช้ตรรกะของบรรณาธิการที่ว่า เราอยู่บนโลกแห่งความลวง นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ อาจจะลวงเราได้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไรครับ? การที่เราไม่เชื่อ สถาบันที่ทำหน้าที่รับรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลก็อาจส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในระดับหนึ่ง (ผมไม่ได้หมายความว่าให้เชื่อโดยไม่ตั้งคำถาม แต่หมายถึงหากไม่เชื่ออย่างสุดโต่งและสงสัย ตรวจสอบตลอดเวลา) แต่สังคมจะวุ่นวายและกลียุคกว่านั้น หากสถาบันเหล่านั้นไม่ทำหน้าที่คัดกรอง และตรวจสอบความจริง และปัดภาระด้วยการบอกว่า เราอยู่บนโลกแห่งความลวง ดังนั้น ทุกคนระวังให้ดีก็แล้วกัน!!!

ลองนึกภาพเราไปหาหมอ แล้วหมอก็จ่ายยาให้เราโดยไม่สนว่าจะถูกกับโรคหรือไม่ แต่เน้นจ่ายยาที่บริษัทยาให้ค่าคอมมิสชั่นแพง ๆ คนไข้จะกินยานั้นหรือไม่ หรือไปหายาอื่น ก็แล้วแต่วิจารณญาณดูก็แล้วกัน

ก่อนจะจบจดหมายฉบับนี้ ผมขอกลับไปที่เรื่องตรรกะของบรรณาธิการสักนิด

หลักคิดและตัวอย่างที่บรรณาธิการพยายามยกมาสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองนั้น มันไม่ตรงกับประเด็นเรื่องโลกแห่งความลวง ในกรณีของนักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ ชัดเจนว่า เขาพูดในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งตามธรรมเนียมของวัฒนธรรมของฝรั่ง ถือเป็นวันโกหก ดังนั้นในวันนี้ หากมีอะไรแปลกประหลาด ทุกคนจะระวังไว้ก่อนว่า อาจมีการอำครั้งใหญ่เกิดขึ้น วันที่ 1 เมษายน นี่ล่ะครับ คือ ข้อความ “พื้นที่ประชาสัมพันธ์” ที่จะทำให้ผู้รับสารระแวดระวังข้อมูลข่าวสารที่กำลังจะรับฟัง และควรจะตระหนักไว้ด้วยว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จะไม่มีวันโกหกแบบนี้ในวันอื่น ๆ และต่อให้เป็นวันที่ 1 เมษายน พวกเขาก็จะไม่โกหกเพื่อหาประโยชน์ใส่กระเป๋าตนเอง แต่จะอำ เพื่อกระตุ้นให้คนได้ไปคิดต่อ กรณีของการทดสอบยาก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทดสอบทางการแพทย์ ไม่ใช่การโกหก สิ่งที่เป็นการโกหกเพียงอย่างเดียวน่าจะเป็นการที่คนเรามักจะเคยปั้นน้ำเป็นตัวตอนเด็ก ที่เกิดขึ้นเพราะความเยาว์ ความเขลา และขาดความรับผิดชอบต่อสังคม

ท้ายนี้ หวังว่าสารคดีคงจะรับฟังเสียงหนึ่ง (และคาดว่าจะไม่ใช่เสียงเดียว) ที่พยายามทำตัวเป็น “ป้ายเตือน” โค้งอันตราย ด้วยความไม่อยากเห็นสารคดีแหกโค้งสิ้นชีพลงไปด้วยวัยไม่เต็มสามสิบ

วงเสวนาประเทศไทยจะไปทางไหน เชื่อไม่มีรัฐประหาร เลือกตั้งแน่ ความแตกแยกไม่จบ

ที่มา ประชาไท


30 มี.ค.54 เวลา 13.00 น. กลุ่มจับกระแสเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Siam Intelligence Unit (SIU)จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน”
ณ อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการกล่าวรายงาน โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาร่วมเสวนาโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารกองทัพไทย, อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร, รศ.ดร.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
ต้นเหตุปัญหาการเมืองไทยต้องแก้ทั้งที่ “คน” และ “ระบบ”
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ กล่าวว่า ต้นตอปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบันเกิดจากคนในสังคมแตกแยกกันไปหลายทิศหลายทางโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งเป็นเป้าหมายร่วมกันว่าในท้ายที่สุดแล้วประชาชนต้องได้อยู่ดีกินดี มีศักดิ์ศรี และประเทศชาติมั่งคั่ง คนที่จะร่วมกันขับดันประเทศได้ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน แต่ตอนนี้หลายฝ่ายขับเคลื่อนกันไปคนละทาง บางฝ่ายไม่ยอมฟังคนอื่นแต่ชอบพูดให้คนอื่นฟัง ประเทศที่เจริญก้าวหน้าแล้วเขาสามัคคีและมีเอกภาพกันมากกว่าเรา ขณะที่เรากำลังชักเย่อกันอยู่ ทางแก้ปัญหาคือเราต้องเตรียมคนให้เหมาะให้มีคุณภาพต่อระบอบการปกครอง โดยต้องให้การศึกษา ให้คนมีความรู้เรื่องประชาธิปไตย หน้าที่พลเมือง และศีลธรรมจรรยา
ด้านอุทัย พิมพ์ใจชน มองว่า ปัญหาการเมืองในปัจจุบันเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในทิศทางประชาธิปไตย จึงเกิดการกลับไปสู่จุดเริ่มที่การยึดอำนาจวนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่คณะราษฎร์ปฏิวัติเมื่อ 2475 ถือเป็นหมุดหมายว่าเราจะเดินไปในเส้นทางประชาธิปไตย แต่บางช่วงก็เกิดความไม่มั่นใจในประชาธิไตยจึงปล่อยให้เกิดการรัฐประหาร เช่น 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ถ้าเราอดทนและปล่อยให้กระบวนการประชาธิไตยเยียวยาตัวมันเอง เราก็คงผ่านช่วงนั้นมาได้โดยไม่เกิดการรัฐประหาร
“เราไม่เอาอะไรสักอย่าง ประชาธิปไตย เผด็จการ คอมมิวนิสต์ จะเอาอะไรก็เอาไปให้มั่นคงไปเลย แล้วจะเอาดีได้อย่างไร ถ้าจะรัฐประหารก็เอาอำนาจเลย อย่าคืนมานะ แต่ถ้าเอาประชาธิปไตยก็ต้องทน” อุทัยกล่าว
ทางออกจากปัญหานี้คือ สังคมต้องแน่วแน่ในหนทางการปกครองประชาธิปไตย ต้องปูทางไปให้ถึงโดยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพโดยให้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย เศรษฐกิจ การเมือง ศีลธรรม วินัย ตั้งแต่เด็ก ๆ เหมือนที่ญี่ปุ่นทำ ผ่านไปสิบปีจะได้คนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ
ส่วน รศ.ดร.โคทม อารียา เสนอว่า ปัญหาอยู่ที่ความคิดความเชื่อสองชุดของคนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯที่ขัดแย้งกัน คือ ฝ่ายหนึ่งว่าราชาธิปไตยดี อีกฝ่ายก็ว่าประชาธิปไตยดี ทะเลาะกันมา 79 ปีก็ยังไม่ลงตัว ยังหาจุดพอดีไม่เจอ เพราะว่าฝ่าย “เก่าไม่อยากเปลี่ยน” “ใหม่ไม่ค่อยอยากปรับ” นี่คือลักษณะพหุนิยมของสังคม และตอนนี้สังคมกำลังเผชิญกับวาทกรรมสองอย่างได้แก่ “ประชาธิปไตยขาดคุณธรรม” ใช้อธิบายถึงวงจรอุบาทว์ของนักการเมืองไทย อีกวาทกรรมหนึ่งก็คือ “การเมืองไทยเป็นการเมืองเรื่องอำมาตย์” ซึ่งวาทกรรมสองฝ่ายนี้เป็นปัจจัยนำมาสู่การขัดแย้งทางความคิดที่สำคัญในปัจจุบัน ความขัดแย้งนี้ไม่มีวันจบ เราต้องแก้ปัญหาที่ระบบ เพราะแก้เป็นคน ๆ ไปมันก็เท่านั้น
ด้าร รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ เสริมประเด็นนี้ในด้านเศรษฐกิจว่า ปัญหาด้านเศรษฐกิจของไทยคือยังไม่สามารถเลื่อนชั้นไปสู่เศรษฐกิจภาคบริการ (Service economy) เนื่องจากการเมืองดิ่งลึกเข้าสู่ระบบครอบครัวผ่านทายาททางการเมือง ซึ่งในทางพฤตินัยคืออำนาจอยู่ในมือคนจำนวนน้อย เศรษฐกิจจึงอยากที่จะเกิดพลวัตเลื่อนชั้นไปสู่ภาคบริการ ถ้าคนมีคุณภาพ พลวัตการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองก็เคลื่อนไปได้ง่าย พร้อมเสนอแนะรัฐบาลในอนาคตควรมี Good Governance Policy ที่จะพัฒนามาตรฐานระบบการเงินไทย เพื่อรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาเซียนจะเป็นสมรภูมิที่จีนและญี่ปุ่นจะเข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือดด้วย
รัฐประหารไม่ใช่ทางออก
จากการร่วมอภิปรายของวิทยากร มีความเห็นตรงกันประการหนึ่งต่อสภาพการเมืองไทยว่า รัฐประหารไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา โดย พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า โดยเหตุโดยผลแล้วคิดว่าไม่น่าจะมี และไม่ควรมีรัฐประหาร ที่ผ่านมาการเมืองไทยอยู่ในสภาพพายเรือในอ่างมานานแล้ว เกิดรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง ขัดแย้งแล้วก็จบที่รัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้สังคมแย่ เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องมุ่งแก้ไปตามวิธีการของระบอบนั้น ๆ ทันที
เช่นเดียวกับนายอุทัย พิมพ์ใจชน มีความเห็นว่ากระบวนการประชาธิปไตยมีหลักการอยู่ตรงที่การวิพากษ์วิจารณ์ การตรวจสอบถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจทั้งจากในสภาและจากภาคสังคม ใครจะชั่วดีอย่างไรสังคมก็รู้และตรวจสอบได้ แต่ถ้ารัฐประหารไปแล้วอำนาจมันจะทำให้ปิดเงียบ สังคมไม่รู้
ด้าน รศ.ดร.โคทม อารียา เพิ่มเติมว่า สื่อมวลชนไม่ควรมีปฏิกิริยามากต่อกระแสข่าวรัฐประหาร ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิด ควรเปิดกว้างแนวทางประชาธิปไตบแบบถกแถลง ยอมรับความแตกต่างของคนอื่น และควรปิดประตูรัฐประหารเสีย
เลือกตั้งมีแน่ ความแตกแยกยังไม่จบ
สำหรับประเด็นเรื่องการเลือกตั้งครั้งใหม่หลังการยุบสภาต้นดือนพฤษภาคมนี้เวทีเสวนาเห็นว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างแน่นอน แม้จะมีข่าวลือว่าไม่มีการเลือกตั้งออกมาเป็นระยะ ซึ่งความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายก็ยังคงดำรงอยู่ เพราะแน่นอนว่าย่อมมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะและฝ่ายตรงข้ามก็จะประท้วงคัดค้าน อาจมีความรุนแรงบ้างประปรายจากลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่พอใจ การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้ายยังมีการทะเลาะกันอยู่เพราะนี่คือพหุนิยม แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ต้องเคารพกันและกัน ที่ผ่านมาสังคมไทยมีบทเรียนจากความเสียหายจากความขัดแย้งมาแล้ว คงจะเกิดการเรียนรู้ และอยู่ที่ประชาชนทุกคนเอง ที่จะร่วมมือกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสเที่ยงธรรม ให้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือพัฒนาประชาธิปไตยของเราให้ก้าวไปข้างหน้า

สม ศักดิ์ เจียมฯ:บันทึกเปิดผนึก เรียน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ว่าด้วย "ความยุติธรรม"

ที่มา Thai E-News


โดย ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


[ ผมทราบว่า ในราชาศัพท์ การ "แอ๊ดเดรส" เจ้านายระดับ "เจ้าฟ้า" นั้น ใช้คำประเภท "ขอพระราชทานกราบทูลทราบฝ่าพระบาท" และ "ใต้ฝ่าพระบาท" และคำเรียกตัวเองว่า "ข้าพระพุทธเจ้า" แต่ว่า (1) นี่เป็นบทความสำหรับการอภิปรายสาธารณะ ที่ต้องการให้อ่านกันสะดวก และ (2) "ใต้ฝ่าพระบาท" เอง ทรงมีหลายสถานะ รวมทั้งสถานะความเป็น "นักวิชาการ/อาจารย์" แบบเดียวกับผม ผมเลือกทีจะพูดในสถานะแบบนี้ เพื่อความสะดวก ในส่วนอื่นๆของบทความนี้ ผมก็เลือกที่จะใช้ราชาศัพท์เท่าที่จำเป็นเพื่อความสุภาพ แต่ไม่ได้ใช้ในทุกๆประโยค ทุกๆกรณีเพื่อความสะดวก ]

ผมรู้สึกสนใจอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ออกทีวีในรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" ตามที่มีรายงานข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ โดยเฉพาะทาง "ข่าวสด" ที่ผมใช้อ้างอิงในบทความนี้ ( http://goo.gl/vv3Rb )

อย่างไรก็ตามมีประเด็นสำคัญพื้นฐานเกี่ยวกับคำสัมภาษณ์นี้ ที่ผมเห็นว่า ควรจะได้แลกเปลี่ยนกับพระองค์และสาธารณะ

ตามรายงานข่าว พระองค์ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ตอนหนึ่งว่า

ใจจริงของฉันอยากจะขอเวลาจากรายการทีวีช่วงสั้นๆ แค่ 5 นาที 10 นาที ฉายพระราชกรณียกิจที่ท่านทำ สงสารท่านเถอะ ท่านทุ่มเทเต็มที่ เอาใจใส่ทุกรายละเอียดทุกงานที่ทำทั้ง 2 พระองค์ ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทรงเป็นห่วงเรื่องความสามัคคีของคนไทย อยากให้กลมเกลียว คนไทยต้องเข้มแข็ง ชาติจะได้เจริญก้าวหน้าต่อไป ฉันอยากให้ทั้ง 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรจะได้รับ


เรื่องที่ทรงเรียกร้อง "ความยุติธรรม" ให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถนี้ได้เป็นประเด็นหลักที่หนังสือพิมพ์ที่รายงานเรื่่องการพระราชทานสัมภาษณ์นี้ นำไปพาดหัว

ในความเห็นของผม ปัญหามีอยู่ว่า การให้สัมภาษณ์ที่ทรงเรียกร้อง "ความยุติธรรม" ให้กับ 2 พระองค์ นี้ โดยการให้สัมภาษณ์เอง เป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรม หรือพูดง่ายๆคือ ไม่แฟร์ ถ้าถือตามความหมายของคำนี้ตามที่ยอมรับกันทั่วไป

กล่าวคือ ในขณะที่พระองค์ (ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์) ไม่ได้ทรงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่เรียกกันว่ากฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ก็จริง

แต่โดยประเพณีของการตีความกฎหมายนี้ในลักษณะครอบจักรวาลที่ผ่านๆมา และในปริบทของการที่ประเทศไทยอยู่ภายใต้ระบบการประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะพลเมืองตั้งแต่เด็กๆแบบด้านเดียวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระราชวงศ์ทุกพระองค์ไม่ว่าระดับใด (รวมทั้งฟ้าหญิงจุฬาภรณ์) โดยที่การประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะดังกล่าว ไม่เคยเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ โต้แย้ง ได้

ผลก็คือ แม้แต่การให้สัมภาษณ์ของพระองค์ (ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์) เช่นนี้ ก็ยากที่จะมีใครกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเมื่อเนื้อหาของการให้สัมภาษณ์นี้ เกี่ยวพันถึงในหลวงและพระราชินี ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอาญามาตรา 112 การจะวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพาดพิงถึง 2 พระองค์ด้วย (เช่น ทรงไม่ได้รับ "ความยุติธรรม" หรือไม่อย่างไร เป็นต้น)

ตามหลักการที่ทั่วโลกอารยะถือกันในปัจจุบัน การที่บุคคลสาธารณะ แสดงความเห็นต่อสาธารณะในเรื่องที่เป็นสาธารณะ เช่นที่ทรงให้สัมภาษณ์นี้ จะต้องเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้วิพากษ์วิจารณ์ แสดงความไม่เห็นด้วย หรือกระทั่งโต้แย้งได้ การไม่เปิดโอกาสเช่นนั้น ย่อมถือเป็นการ "ไม่แฟร์" หรือ "ไม่ยุติธรรม"

ในปริบทสังคมไทยทั้งทางกฎหมายและทางการประชาสัมพันธ์อบรมบ่มเพาะดังกล่าว ทำให้การพระราชสัมภาษณ์ที่ทรงเรียกร้อง "ความยุติธรรม" นี้ จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการประชาสัมพันธ์ด้านเดียวอบรมบ่มเพาะด้านเดียวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระราชวงศ์ ที่ตรวจสอบไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์โต้แย้งไม่ได้ ซึ่ง "ไม่ยุติธรรม" ไปโดยปริยาย

........................................

ผู้ "นิยมเจ้า" จำนวนไม่น้อย มักจะโต้แย้งว่า การมี "กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" และการห้ามการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้ง ตรวจสอบการประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะแบบด้านเดียวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระราชวงศ์ทุกพระองค์ เป็นเพราะ พระราชวงศ์ไม่อยู่ในฐานะที่จะมาโต้แย้งหรือตอบโต้การตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์ได้ (มักจะพูดกันทำนองว่า "พระองค์ท่านไม่สามารถตอบโต้ได้" จึงต้องให้รัฐทำการ "ตอบโต้" ด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่รุนแรงในระดับที่ไม่มีประเทศอารยะที่ไหนอนุญาตให้มี)

ความจริง "เหตุผล" หรือข้อโต้แย้งนี้ ไม่มีน้ำหนัก ไม่เป็นเหตุผลแต่แรก เพราะ เป็นการให้เหตุผลแบบกลับหัวหลับหาง เอาปลายเหตุมาอ้างเป็นต้นเหตุ

การที่มีผู้เรียกร้องให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ (accountability) เกี่ยวกับพระราชวงศ์นั้น เริ่มมาจากการที่พระราชวงศ์ได้เข้ามามีบทบาททางสาธารณะในทุกด้านอย่างมหาศาล โดยมีระบบการประชาสัมพันธ์ด้านเดียวอบรมบ่มเพาะด้านเดียว เป็นเครื่องพยุงส่งเสริมบทบาทเหล่านั้น ซึงตามบรรทัดฐานที่ยอมรับกันทั่วไปในโลกอารยะ (รวมทั้งในประเทศไทยในกรณีอื่นๆ) บทบาทสาธารณะทุกอย่างของบุคคลสาธารณะและการประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะทีเป็นสาธารณะในลักษณะนี้ จะต้องได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบโต้แย้งกระทั่งเสนอให้เอาผิดได้แต่แรก

ถ้าไม่มีบทบาทและระบบการประชาสัมพันธ์อบรมบ่มเพาะด้านเดียวเกี่ยวกับพระราชวงศ์แต่แรก ก็ไม่มีความจำเป็นหรือการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบวิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอเอาผิด (accountability) แต่แรก

พูดง่ายๆคือ ถ้าไม่ต้องการให้มีการเรียกร้องเรื่อง accountability ไม่ต้องการให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบพระราชวงศ์ ก็ต้องไม่มีบทบาทอันมหาศาลและระบบการประชาสัมพันธ์ด้านเดียวอบรมบ่มเพาะด้านเดียวเกี่ยวกับพระราชวงศ์ แต่แรก


การมีสิ่งเหล่านี้แต่แรก แล้วเมื่อมีคนเรียกร้องเรื่อง accountability ต่อสิ่งเหล่านี้ แล้วฝ่าย "นิยมเจ้า" กลับมาอ้างว่าห้ามไม่ให้ทำ เพราะพระราชวงศ์ "ไม่สามารถออกมาตอบโต้เองได้" จึงเป็นการอ้างที่ภาวะปลายเหตุ อันเป็นภาวะที่เกิดจากการทำผิดหลักการเรื่องนี้แต่แรก

การที่ประเทศประชาธิปไตยทุกประเทศที่ยังมีพระราชวงศ์เป็นประมุข ไม่อนุญาตให้มีบทบาทสาธารณะของพระราชวงศ์และไม่อนุญาตให้มีระบบการประชาสัมพันธ์ด้านเดียว อบรมบ่มเพาะพลเมืองด้านเดียวเกี่ยวกับพระราชวงศ์ ในลักษณะที่ประเทศไทยมี นับแต่สมัยเผด็จการสฤษดิ์ ก็เพราะถือกันว่า การมีบทบาทสาธารณะและระบบประชาสัมพันธ์อบรมบ่มเพาะพลเมืองเกี่ยวกับเรื่องใดๆก็ตามนั้น จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบเอาผิดของสาธารณะได้แต่ต้น

พวก "นิยมเจ้า" ของไทย ยอมให้มีการทำผิดหลักการเรื่องการมีบทบาทสาธารณะและประชาสัมพันธ์อบรมบ่มเพาะซึงเป็นเรื่องสาธารณะ เกี่ยวกับพระราชวงศ์ โดยไม่มีการวิพากษ์ตรวจสอบแต่ต้น ซึ่งการยอมให้มีภาวะนี้ (ถ้ายืมคำที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงใช้) ต้องถือเป็นความไม่ "ยุติธรรม" แต่เมื่อมีคนเรียกร้องให้ปฏิบัติให้ถูกตามหลักการนี้ ให้ยุติภาวะ "ไม่ยุติธรรม" นี้ พวกเขาก็มาอ้างเรื่อง "พระราชวงศ์ตอบโต้ไม่ได้" ซึ่งเป็นการอ้างในลักษณะที่ ต้องการรักษาภาวะที่ "ไม่ยุติธรรม" ที่เกิดขึ้นก่อน จึงไม่สามารถเอาเรื่อง "ความยุติธรรม" มาอ้างได้

พูดง่ายๆคือ พวกเขากำลังอ้างว่า "ไม่ยุติธรรม ที่จะให้คนวิพากษ์วิจารณ์ เพราะพระราชวงศ์ตอบโต้ไม่ได้" ความจริงที่มีคนต้องการวิพากษ์วิจารณ์นั้น เกิดจากการที่สังคมไทยยอมให้มีความ "ไม่ยุติธรรม" เกิดขึ้นก่อน คือการยอมให้มีบทบาทสาธารณะอย่างมหาศาลของราชวงศ์ และมีระบบประชาสัมพันธ์อบรมบ่มเพาะแบบด้านเดียวมาพยุงบทบาทนั้น อย่างไม่มี accountability ก่อน ซึ่งไม่มีประเทศอารยะที่ไหน ยอมให้มี "ความไม่ยุติธรรม" เช่นนี้ เกิดขึ้นแต่แรก

เป็นการผิดหลักการที่สังคมไทยเองใช้กับเรื่องสาธารณะทั้งหลายแต่แรก

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ฟ้าหญิงตรัส:ไม่อยากให้ฟังข่าวลือ ฉันอยากให้ในหลวง พระราชินีได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรจะได้รับ

กองทัพไทย เป็นของใคร ? งบของใคร?

ที่มา Thai E-News


มีความผิดปกติเป็นอย่างมาก ในเดือนมีนาคมนี้ ที่มีแต่เรื่องการจัดตั้งหน่วยกำลังทางทหารค่อนข้างถี่ รวบรัดผิดสังเกต ดูลุกลี้ลุกลนเหมือนคนโดนยาสั่ง



โดย ปาแด งา มูกอ
31 มีนาคม 2554

มีความผิดปกติเป็นอย่างมาก ในเดือนมีนาคมนี้ ที่มีแต่เรื่องการจัดตั้งหน่วยกำลังทางทหารค่อนข้างถี่ รวบรัดผิดสังเกต ดูลุกลี้ลุกลนเหมือนคนโดนยาสั่ง ยังไงชอบกล

ผมจะลำดับคำพูด ของการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารประเทศแต่ละคนก่อนน่ะครับ แล้วจึงค่อยวิเคราะห์ความผิดสังเกตให้ท่านผู้อ่านได้เห็นกันชัดๆว่า แต่ละคนมันพูดอะไรของมัน ดูลุกลี้ลุกลนเหมือนคนโดนยาสั่ง จริงๆ

เริ่มต้นศักราชแห่งปีการผลาญงบประมาณ


วันที่ 6 ม.ค.2554 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เปิดบ้านให้ พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. นำทหารม้าจากทั่วประเทศ เข้าขอพรปีใหม่ ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ โดย พล.อ.เปรม สวมเสื้อสีส้ม เป็นสีประจำวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันเกิด (26ส.ค.) ปัจจุบัน พลเอก เปรม อายุ 91 ปี

พล.อ.ทรงกิตติ เปิดเผยว่า พล.อ.เปรม บอกกับทหารม้า ให้มีความรักสามัคคี รวมกันเป็นหนึ่ง เพื่อดูแลชาติบ้านเมืองและปกป้องสถาบัน สำหรับพล.อ. เปรม เป็นนายทหารเหล่าม้า ซึ่งเป็นที่รักเคารพของทหารม้า จนพร้อมกันตั้งฉายาเรียกว่า "ป๋า"

ส่วนการจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 ตามแนวคิดของ พล.อ.เปรมนั้น พลเอกทรงกิตติ กล่าวว่า ทางกองทัพบกได้มีการจัดโครงสร้าง หรือการเตรียมกำลัง เราต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เราไม่ได้หมายถึงจะต้องเป็นกองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) หรือกองพลทหารราบ หน่วยบิน หรือกองเรืออะไรต่างๆ แต่เรามองในภาพรวม ดูถึงความเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ และภัยคุกคามในโอกาสต่างๆ ทุกอย่างไม่สามารถหยุดนิ่งได้ จะต้องมีการเคลื่อนไหว และปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสมของแต่ละสถานการณ์

แหล่งข่าวในกลาโหม กล่าวว่า การตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 ที่ จ.ขอนแก่น ได้ผ่านการพิจารณา และอนุมัติของสภากลาโหม ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เป็นประธาน ขณะนี้รอการนำเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยงบประมาณผูกพันปีแรก 1 พันล้านบาท จากโครงการระยะยาว 10 ปี ทั้งหมด 7 หมื่นล้านบาท แต่หากไม่มีงบประมาณ ก็ให้ชะลอการซื้อรถถังไว้ก่อน

วันที่ 2 มีนาคม 2554 นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้อนุมัติงบลับ กว่า 2.3 พันล้านบาท (สังเกตคำว่า 2.3 พันล้านบาทน่ะครับ) เพื่อดำเนินการจัดตั้ง กองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) จ.เชียงใหม่ และกองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) จ.ขอนแก่น ว่า กระทรวงกลาโหมได้เสนอ ครม.เรื่องความจำเป็นที่จะตั้งกองพลใหม่ขึ้นมาดูแลพื้นที่ความมั่นคงทางภาคเหนือและภาคอีสาน 2 กองพล โดยมีเหตุผลความจำเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ และการตั้งกองพลก็ต้องใช้เวลาจึงเริ่มปีนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดตั้งกองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) จ.ขอนแก่น เป็นเพียงความต้องการของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเพียงคนเดียวที่จะใช้ชื่อตัวเอง ทั้งที่มีกองพลทหารม้าที่มีอยู่เดิม 2 แห่ง ก็ยังบรรจุอัตรากำลังพลไม่เต็ม นายสุเทพ กล่าวว่า ต้องขออภัย พอลงรายละเอียดเรื่องนี้ตนตอบไม่ได้ ต้องถามทาง รมว.กลาโหม

ต้องขออภัย พอลงรายละเอียดเรื่องนี้ตน (เทพเทือก) ตอบไม่ได้ หรือไม่กล้าตอบ

**********


วิเคราะห์บทสัมภาษณ์

นี่ไงครับหลักฐานระดับ “ลับที่สุด” ที่เทพเทือกไม่กล้าตอบ ขืนตอบมีหวังโดนบูทนาบหน้าแน่ๆ

วันที่ 17 มีนาคม 2554 พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ลุกขึ้นชี้แจง ในสภา กรณีถูกพาดพิง เรื่องการจัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 และกองพลทหารม้าที่ 3 ว่าใช้เวลาการจัดตั้งทั้งสิ้น 3 ปี แต่ใช้งบประมาณเพียง 2,000 ล้านบาท (สังเกตคำว่า 2,000 ล้านบาทน่ะครับ)ไม่ใช่ 70,000 ล้านบาท ตามที่เข้าใจกันก่อนหน้านี้

ส่วนการจัดตั้ง พล.ร.7 นั้น ก็ใช้งบประมาณเพียง 9,000 ล้านบาท (สังเกตคำว่า 9,000 ล้านบาทน่ะครับ)ไม่ใช่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งการจัดตั้งกองพลเหล่านี้ ต้องผ่านการตรวจสอบจากสภากลาโหม อยู่แล้ว

วิเคราะห์บทสัมภาษณ์

งบประมาณของการก่อตั้งทั้งสองกองพล ระหว่างคำพูดของเทพเทือก รองนายกฝ่าย ค.ม.ที่ว่า
“เพื่อดำเนินการจัดตั้ง กองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) จ.เชียงใหม่ และกองพลทหารม้าที่ 3 (พล.ม.3) จ.ขอนแก่น 2.3 พันล้าน”
และคำพูดของ พล.อ.ประวิตร รมว.ก.ห. ที่ลุกขึ้นชี้แจงในสภา ว่า
“งบจัดตั้ง พล.ม.3 ใช้งบเพียง 2,000 ล้านบาท ส่วนงบจัดตั้ง พล.ร.7 ใช้งบเพียง 9,000 ล้านบาท”


สรุปแล้วทั้งสองกองพล มันก็เท่ากับใช้งบเพียง 1.1 หมื่นล้านบาท แล้วอีก 1.2 หมื่นล้านบาท มันไปซุกอยู่ที่ไหนว่ะ หือ รองนายกฝ่าย ค.ม. และ รมว.ก.ห.

แต่ที่แน่ๆ งบประมาณเฉพาะของ กองพลทหารม้าที่ 3 กองพลเดียวที่ใช้งบผูกพันปีแรก 1 พันล้านบาท จากโครงการระยะยาว 10 ปี ทั้งหมด 7 หมื่นล้านบาท แต่เพราะประเทศไทยตอนนี้เงินมันไม่มี หมดหน้าตักแล้ว “ก็ให้ชะลอการซื้อรถถังไว้ก่อน” นี่ล่ะครับเจ้าตัวสำคัญ เจ้ารถถังนี่แหล่ะครับ ที่ทำให้งบในการจัดตั้ง กองพลทหารม้าที่ 3 เหลือเพียง 2,000 ล้านบาท แต่ยังไงเสีย ตูก็จะหาเรื่องตั้ง กองพลทหาราบที่ 7 ขึ้นมาเพื่อเอางบอีก 9,000 ล้านบาท ใครจะทำไม กองพลนี้ป๋าไม่เกี่ยว

ความวัวยังไม่ทันหายเหม็น ความควายก็เข้ามาแทรก กองพลใหม่อาณาจักรภาคใต้ ความหวังของใคร? เทพเทือก,ผบ.ทบ.โดนยาสั่งจากใคร?


ผมขออธิบายถึงความเป็นมาของ กองพลทหารราบที่ 15 ( พล.ร.15 ) ให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบก่อนน่ะครับ

ในยุคสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ครม.ในสมัยนั้นได้มีมติเห็นชอบในการจัดตั้ง กองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร.15) โดยใช้ค่ายอิงคยุทธบริหาร อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เป็นที่ตั้งหลัก

ทั้งนี้ไม่ใช่การจัดตั้งกองพลขึ้นใหม่ แต่เป็นการโอนย้ายกองพลทหารราบที่ 16 อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ไปอยู่แทน โดยใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการโครงการเป็นเวลา 4 ปี ตั้งแต่ปี 2548-2551 โดยที่ประชุม ครม. ได้ให้ทางกระทรวงกลาโหมไปหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อปรับลดงบประมาณที่จัดตั้งอีกครั้งหนึ่ง

ในส่วนของกำลังพลที่โอนย้ายไปอยู่กองพล ที่จัดตั้งขึ้นใหม่คิดเป็นร้อยละ 35 ของกำลังพลในหน่วยเดิม มียศ ร.อ.ขึ้นไป ในส่วนของกำลังพลหลักชั้นประทวนตั้งแต่ร้อยโทลงไปจนถึงทหารเกณฑ์

ทาง ครม.ได้อนุมัติอัตรากำลังพลใหม่รวม 12,000 นาย ภายในระยะเวลา 4 ปี สำหรับกองพลทหารราบที่ 15 นี้มีการจัดแบ่งเป็น 3 กองพันทหารราบเบาประจำใน จ.ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส มีนายทหารยศ พล.ต.เป็น ผบ.พล.ร.15

อยู่ภายใต้การดูแลสั่งการของ ผอ.กอ.สสส.จชต.ในแต่ละกองพันจะประกอบไปด้วย 3 กองร้อยหลัก คือ กองร้อยทหารเสนารักษ์ กองร้อยทหารช่างพัฒนา และกองร้อยปฏิบัติการจิตวิทยา ทั้งนี้ ทหารในกองพลทหารราบที่ 15 ยังมีขีดความสามารถในการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วย

ประวัติ กองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร.15) ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย

กองพลพัฒนาและพิทักษ์ทรัพยากร

๑. นามค่ายและสถานที่ตั้ง
๑.๑ นามค่าย : “ ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ”
๑.๒ สถานที่ตั้ง : เลขที่ ๘ ถ.เพชรเกษม (กม.ที่ ๒๓๙ – ๒๔๒) ต.หนองแก อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์

๒. หน่วยทหารที่ตั้งอยู่ในค่าย

๒.๑ บก.และร้อยบก.พล.พท. โดยแปรสภาพมาจาก บก. และ ร้อย.บก.พล.ร.๑๖
๒.๒ กรม พท.๑ โดยแปรสภาพมาจาก ร.๑๖๑
๒.๓ กรม พท.๑ พัน.๑ โดยแปรสภาพมาจาก ร.๑๖๑ พัน.๑
๒.๔ กรม พท.๑ พัน.๒ เป็นหน่วยจัดตั้งขึ้นใหม่
๒.๕ กรม พท.๒ โดยแปรสภาพมาจาก ร.๑๖๒
๒.๖ กรม พท.๒ พัน.๑ โดยแปรสภาพมาจาก ร.๑๖๒ พัน.๑
๒.๗ กรม พท.๒ พัน.๒ เป็นหน่วยจัดตั้งขึ้นใหม่

๓. ประวัติความเป็นมาของการจัดตั้ง

เดิมเป็นหน่วยกองพลทหารราบที่ ๑๖ ซึ่งได้จัดตั้งตามคำสั่ง ทบ. ที่ ๑๐๒/๒๔ เมื่อ ๒๙ มิ.ย.๒๔ โดยเป็นหน่วยทหารกองหนุนในระดับกองพลเพื่อเป็นกำลังเสริมตามแผนเผชิญเหตุ ซึ่งได้บรรจุกำลังประจำการ ๓๐% และบรรจุกำลัง สำรอง ๗๐% เมื่อเริ่มจัดตั้งมีที่ตั้งชั่วคราวอยู่ในศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จว.ประจวบคีรีขันธ์ และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้ย้ายจากที่ตั้งชั่วคราวมาเข้าที่ตั้งปกติถาวร ณ บริเวณตรงข้ามสวนสนประดิพัทธ์ ต.หนองแก อ.หัวหิน จว.ประจวบคีรีขันธ์

ต่อมาได้มีมติคณะรัฐมนตรี ให้ กองทัพบก ดำเนินการจัดตั้งหน่วยทหารเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ รับผิดชอบการปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงภายใน และให้ความปลอดภัยแก่ประชาชน โดยน้อมนำแนวทางพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๓ ประการ คือ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาเป็นแนวทางในการดำเนินการ โดยให้ กองพลทหารราบที่ ๑๖ เป็นฐานในการจัดตั้ง /แปรสภาพหน่วย และให้ใช้ชื่อหน่วยว่า “กองพลพัฒนาและพิทักษ์ทรัพยากร” เมื่อ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๘ ตามคำสั่ง ทบ. ลับ-เฉพาะ ที่ ๒๓/๔๘ ลง ๒๔ มี.ค. ๔๘

ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ได้รับพระราชทานนามค่าย เมื่อวันที่ ๙ พ.ย. ๒๕๓๕ โดยประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานนามค่ายทหาร ใน ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๙ ตอนที่ ๑๕๒ ลง ๑ ธ.ค. ๓๕ หน้า ๑๓๕๔๒

ประวัติความเป็นมาของนามค่ายได้มาจากพระวีรกรรมของสมเด็จพระศรีสุริโยทัย พระผู้สืบเชื้อสายจากราชวงศ์สุโขทัย พระอัครมเหสีคู่พระทัยในสนามยุทธหัตถีของ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งทรงเป็นกษัตราธิราช พระองค์ที่ ๑๒ ของราชวงศ์สุพรรณภูมิ แห่งแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา ด้วยพระวีรกรรมแห่งสมเด็จพระศรีสุริโยทัย คราวทำศึกกับพม่า เมื่อ วันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีวอก พุทธศักราช ๒๐๙๑ ที่ทรงคชาธารตามเสด็จ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิออกศึก โดยทรงเครื่องพิชัยยุทธเป็นชาย ในระหว่างการชนช้างของ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิกับพระเจ้าแปร แห่งพม่า ช้างของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเสียเชิงแก่ช้างพระเจ้าแปรทำให้ตกอยู่ในอันตราย เห็นดังนั้น สมเด็จพระสุริโยทัย จึงทรงขับช้างเข้าช่วย และเสียทีถูกพระแสงของ้าวของพระเจ้าแปรสิ้นพระชนม์

ด้วยพระวีรกรรมดังกล่าว แสดงออกถึงความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ในการอาสาศึก จนสิ้นพระชนม์ ซึ่งถือเป็นแบบอย่างของเหล่าทหาร ดังนั้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ แด่พระองค์ท่าน ในฐานะวีรกษัตรี กอปรกับในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นปีมหามงคล เนื่องในวโรกาสครบรอบสิริพระชนมพรรษา ๕ รอบ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงได้นำความกราบบังคมทูลขอพระราชทาน นามค่ายว่า “ ค่ายสมเด็จพระสุริโยทัย ”

หมายเหตุ สำหรับ นขต. พล.พท. ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในค่ายธนะรัชต์ อ.ปราณบุรี จว.ประจวบคีรีขันธ์ ประกอบด้วย

- กรม พท. ๓ โดยแปรสภาพมาจาก ร.๑๖๓
- กรม พท. ๓ พัน ๑ โดยแปรสภาพมาจาก ร.๑๖๓ พัน ๑
- กรม พท. ๓ พัน ๒ เป็นหน่วยจัดตั้งขึ้นใหม่

พล.ร.๑๕

ประวัติหน่วย

“พล.ร.๑๕ ” ถือกำเนิดจากการเปลี่ยนนามหน่วย “กองพลพัฒนาและพิทักษ์ทรัพยากร” เป็น “ กองพลทหารราบที่ ๑๕ ” ตามคำสั่ง กองทัพบก (เฉพาะ) ลับมาก ที่ ๑๘/๕๐ ลง๑๔ มี.ค.๕๐ เรื่องการเปลี่ยนนามหน่วย พล.พท. และ นขต.พล.พท. โดยให้เปลี่ยนนามหน่วย และเครื่องหมายสังกัด จากเดิม พล.พท. เป็น “ พล.ร.๑๕ ” และใช้ อจย. ๗ - ๒๑ เป็นอัตราการจัดอาวุธยุทโธปกรณ์

ที่ตั้งหน่วย

ที่ตั้งปกติชั่วคราว : ค่ายเด็จพระสุริโยทัย ต.หนองแก อ.หัวหิน จว. ประจวบคีรีขันธ์
ที่ตั้งปกติถาวร : ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จว. ปัตตานี
ภารกิจของหน่วย : พัฒนาประเทศ ปฏิบัติการรบรักษาความมั่นคงภายในและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่
การปฏิบัติที่สำคัญ : จัดตั้ง กองกำลังศรีสุนทร ปฏิบัติงานในพื้นที่ จชต.ห้วงตั้งแต่ ต.ค.๔๘ จนจบภารกิจใน ก.ย.๕๐
เกียรติประวัติของหน่วย :
วันสถาปนาหน่วย : วันที่ ๑ เม.ย. วันสถาปนาหน่วย พล.ร.๑๕

เมื่อท่านผู้อ่านได้รับทราบประวัติความเป็นมาของกองพลนี้แล้ว ทีนี้ก็มาช่วยกันวิเคราะห์กันว่า ในเมื่อปัจจุบัน การปฏิบัติงานของ กองพลทหารราบที่ 17 ที่อยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้บวก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ก็เป็นไปโดยปกติ อู้บ้าง ขยันบ้าง ขัดขากันเองบ้าง แล้วอยู่ๆวันดีคืนดีก็มาอ้างถึงความจำเป็นที่จะต้องตั้งกองพลนี้ ในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ได้ มันอะไรกันหนักหนาที่ต้องร้อนรนให้มันเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคม พุทธศักราช 2554 ให้จงได้

ประเด็นนี้มันมีที่มาที่ไปครับ

ประเด็นที่ 1 มีการตั้งคำถามจากนักรบชายแดนใต้ว่า กองพลทหารราบที่ 15 จะเป็นกองพลที่ต้องดูแลสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน คือการก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำไมจึงมีความเร่งด่วนต่ำกว่า กองพลทหารม้าที่ 3 ?

ประเด็นนี้น่าจะเป็นการต่อต้าน “เจ้าของความฝัน พล.ม.3” โดยตรง เพราะกำลังพลส่วนใหญ่ของ พล.ร.15 ไม่ใช่คนใต้ทั้งหมด ดังนั้นกำลังพลเหล่านี้จึงไม่เข้าใจ “เจ้าของความฝัน” เท่าใดนัก

ประเด็นที่ 2 ปัจจุบัน กองพลทหารราบที่15 จะมีที่ตั้งถาวรอยู่ที่ ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ส่วนบริเวณค่ายอิงคยุทธบริหารเป็นที่ตั้งชั่วคราวไปก่อนจนกว่าที่ตั้งถาวรที่ปัตตานีจะเสร็จ ที่พอจะทราบก็มีโรงเรียนนายสิบมาซุ่มดูพื้นที่ กับ หน่วยรักษาพระองค์ พื้นที่กว้างขวางมากครับ

เดิมพื้นที่นี้มี บก.พล.ร.16 กรม ร.161 พัน1 กรม ร.162 พัน1 และมีศูนย์วิวัฒพลเมือง วันนี้ไม่คึกคักเหมือนเก่าเงียบเหงาเพราะบุคคลากรส่วนใหญ่ลงไปปฎิบัติหน้าที่ 3 จชต.กันเกือบหมด

ปัญหาที่จะตามมาหลังจากย้ายไปอยู่ที่ตั้งถาวรกันแล้ว ก็คือเรื่องการย้ายสำมะโนครัวของครอบครัว กำลังพลส่วนใหญ่ที่อยู่ตามบ้านพักต่างๆซึ่งจะต้องย้ายตามสามีไปด้วยวิถีชีวิตที่จะต้องเปลี่ยน

พักหลังๆที่ได้ทราบข่าวมาว่าแนวหลังค่อนข้างดูหดหู่บางครอบครัวก็แตกแยกเพราะหัวหน้าครอบครัวไปอยู่ที่ 3 จชต. ตั้งแต่ปี 48 ไม่ได้เปลี่ยนผลัดเหมือนหน่วยอื่น ไม่มีกำลังพลหมุนเวียนทำให้เกิดปัญหาครอบครัวตามมา โยกกำลังพลกันสนุกเลยละครับ

ยกตัวอย่าง สิบเอก สุเทพ. ตำแหน่งนายสิบยานยนต์ พัน1 อยู่ไปได้3เดือน โยกไปเป็นหน่วยข่าว จากหน่วยข่าวโยกไปเติมกำลังให้ พัน 2 ที่จัดตั้งใหม่ให้ครบ อจย.เป็นตำแหน่ง หัวหน้าชุดยิง จากนั้นโยกไปอยู่ โครงการพระราชดำริ จากนั้นโยกไปอยู่สาย กร.พัน2 จากนั้นโยกกลับอยู่ พัน1 ตำแหน่งหัวหน้าชุดยิง จากนั้นพอ พัน3 จัดตั้งโยกไปอยู่ พัน3 อีกตำแหน่ง เห็นแล้วเหนื่อยแทนเลยครับ นี้ยกตัวอย่างแค่ นายสิบที่ชื่อสุเทพ คนเดียวนะครับ ส่วนนายทหารไม่ต้องพูดถึงเละยิ่งกว่านี้หลายเท่า

ทีนี้เราก็จะมาดูถึงการตั้ง กองพลทหารราบที่ 15 ทางภาคใต้ ว่ามันลุกลี้ลุกลนกันยังไง

วันที่ 8 มีนาคม 2554 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งกองพลทหารราบที่ 15 ( พล.ร.15) เมื่อไหร่จะแล้วเสร็จจะได้ไม่ต้องสับเปลี่ยนกำลัง นายถวิลกล่าวว่า มันไม่ง่าย เป็นเรื่องเร่งด่วน สำหรับการผลิตกำลังพลก็ต้องหมุนเวียนไปก่อน การแต่งตั้งกองพลทหารราบที่ 15 มันต้องใช้เวลา

เมื่อถามด้วยว่า 7 ปีที่ผ่านมาทำไมถึงล่าช้า นายถวิลกล่าวว่า เรื่องสถานการณ์ภาคใต้มันเป็นสถานการณ์ใหม่ มันเปลี่ยนจาก 30-40 ปีที่แล้ว ไม่ใช่การต่อสู้ของคอมมิวนิสต์แล้ว แต่บางอย่างอาจจะนำมาใช้ได้ บางอย่างพัฒนาขึ้นมาใหม่ เจ้าหน้าที่กำลังพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมา จึงจำเป็นต้องหมุนเวียนกำลังพล

วิเคราะห์บทสัมภาษณ์


สำหรับท่านถวิล เปลี่ยนศรี เลขา สมช.ท่านนี้ ท่านน่าจะเป็นสมภารเจ้าวัดเสียมากกว่า เพราะท่านมุสาไม่เป็น มีอะไรก็พูดตรงๆไม่อ้อมค้อม แต่ผมขอฟันธงว่า คำพูดของท่านมันเบาเหมือนปุยนุ่น หรือลูกโป่งฟองสบู่ที่เด็กๆชอบเป่าเล่น ถึงแม้จะพูดตามความเป็นจริงก็ตาม อย่างเช่นเรื่อง “ผังล้มเจ้า” ที่ดันไปพูดความจริงเสียหมดว่า ผังล้มเจ้า เป็นความผิดพลาด เป็นตราบาปของ ศอฉ. อ้าวแล้วท่านในฐานะ เลขาศูนย์อับเฉา ท่านมิต้องมีตราบาปติดตัวไปจนตายเหมือนกับคนอื่นเขาหรอกหรือ ท่านถวิล

แผนผัง “ล้มเจ้า” (ฉบับอิ๊กคิวซัง) เป็นแค่การวิเคราะห์เชื่อมโยงบุคคล ที่ฝ่ายยุทธการปัญญาอ่อน ที่มือซนได้ขีดเขียนเล่นในขณะนั่งถ่ายทุกข์เท่านั้นเอง

วันที่ 22 มี.ค. 2554 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีประเด็นหนึ่งที่ผู้สื่อข่าวถามถึงเรื่อง การตั้งกองพลทหารราบที่ 15 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายเทพเทือกได้ตอบอย่างฉะฉานว่า
“...ความคืบหน้าในการตั้งกองพลทหารราบที่ 15 ต้องใช้เวลานานหน่อย แต่ขณะนี้ดำเนินการไปได้มากแล้ว และจะพยายามเร่งรัดให้เร็วที่สุด…”


วิเคราะห์บทสัมภาษณ์

มาอีหรอบเดียวกันกับการตั้ง กองพลทหารม้าที่ 3 และ กองพลทหารราบที่ 7 ที่ว่า “กระทรวงกลาโหมได้เสนอ ครม.เรื่องความจำเป็นที่จะตั้งกองพลใหม่ขึ้นมาดูแลพื้นที่ความมั่นคงทางภาคเหนือและภาคอีสาน 2 กองพล โดยมีเหตุผลความจำเป็นเรื่องความมั่นคงของประเทศ และการตั้งกองพลก็ต้องใช้เวลา จึงเริ่มปีนี้ ” แนวเดียวกันเลยไอ้คำว่า “ใช้เวลานานหน่อย” กับคำว่า “ต้องใช้เวลา”

แต่ดันเสือกร้อนรนรีบตั้งหาพระแสงอะไร เจ้าเทพเทือก ประชาชนเขาสงสัย

วันที่ 23 มี.ค. 2554 ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. เปิดงาน "ประธานชมรมทำดีมีอาชีพ และประธานสภาสันติสุขตำบล พบผู้บริหารระดับสูง" 290 ตำบล ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการช่วยแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

พล. อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การแก้ปัญหาภาคใต้ต้องลดปัญหาภัยแทรกซ้อน ทั้งกลุ่มอิทธิพลค้าของเถื่อน ทำผิดกฎหมาย ซึ่งแพร่กระจายในหลายหมู่บ้าน ตนกำชับไม่ให้เจ้าหน้าที่ทำผิดกฎหมาย หากผิดต้องถูกลงโทษ และผู้ที่กระทำความผิดต้องได้รับการดูแลอย่างยุติธรรม เจ้าหน้าที่จะไม่ใช้มาตรการรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่ผู้ก่อความไม่สงบจะมีอาวุธ

เหตุการณ์ทั้งกรือเซะ ตากใบ เป็นเรื่องที่เราไม่สบายใจ ขณะนี้เรื่องทั้งหมดอยู่ในกระบวนการยุติธรรม (พลาดอีกเรื่องหนึ่งแล้วเจอไมค์ไม่ได้จริงๆ เรื่องนี้มีปมที่ลึกมากๆครับท่านผู้อ่าน คราวหน้าผมจะนำมาขยายความให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันต่อไปว่า ทำไม? ไกรศักดิ์ “ซ้ายผับ”กับปณิธาณ “เลียไข่” จึงพยายามที่จะขุดเหตุการณ์ทั้งสองขึ้นมา เพื่อหวังผลอะไร ? ท่านผู้อ่านคงจะเริ่มอ่านเกมส์ออกแล้วล่ะสิ )

ประชาชนและรัฐต้องช่วยกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ยอมรับว่าการดูแลรักษาความปลอดภัยตอนนี้ยังไม่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะพื้นที่กว้างไกล แต่ก็น่ายินดีที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ส่วนที่มีคนบอกว่า บางโครงการที่ลงไปในหมู่บ้านประชาชนไม่ต้องการ ยืนยันว่าทุกโครงการผ่านสภาตำบล ถ้าต้องการให้บ้านเมืองไปได้ต้องช่วยกันแก้ปัญหา อย่าให้ร้ายทะเลาะกัน

จาก นั้นพล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประชาชนในพื้นที่อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ไม่เห็นด้วยที่ทหารจะย้ายฐานออกจากพื้นที่ว่า ให้แม่ทัพภาคที่ 4 พิจารณาทบทวนว่า ระยะยาวจะทำอย่างไรให้ดูแลพื้นที่ให้ปลอดภัยทั้งหมด และให้ประชาชนมีความมั่นใจ ขณะนี้เรามี พล.ร.15 (กองพลทหารราบที่ 15)ซึ่งจะดูแลพื้นที่ให้ปลอดภัยทั้งหมด แต่จะต้องปรับพื้นที่รับผิดชอบให้เหมาะสมขึ้น หรือบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยเก่ากับหน่วยใหม่ ซึ่งคงต้องพิจารณาอีกครั้งโดยให้แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ตัดสินใจ ทั้งนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพอใจของประชาชน ต้องรอติดตามผลต่อไป

ห่างกันแค่ 1 วัน มันมาอีกแล้ว!!!

ผบ.ทบ.เร่งสร้างความพร้อม กองพลทหารราบที่ 15 คุมจังหวัดชายแดนใต้ รับภารกิจดับไฟใต้เบ็ดเสร็จหน่วยงานเดียว

วันที่ 25 มีนาคม 2554 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ ผบ.ทย. ได้สัมภาษณ์ถึงการสร้างความพร้อมให้กับกองพลทหารราบที่ 15 (พล.ร. 15) เพื่อให้เข้ามารับผิดชอบพื้นที่ทั้งหมดในอนาคต ว่า ดำเนินการตามระยะเวลา อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยังไม่เรียบร้อยถึงขั้นมีการใช้ความรุนแรง พล.ร. 15 ยังรับผิดชอบหน่วยเดียวไม่ไหว เนื่องจากมีเพียงกองพลเดียว จึงยังจำเป็นต้องให้กำลังพลจากหน่วยอื่น ๆ เข้ามาเสริมการทำงาน

แต่เมื่อใดที่สถานการณ์เรียบร้อยก็ต้องค่อย ๆ ลดทหารจากส่วนอื่นลงไป ซึ่งเรื่องนี้กองทัพบกมีแผนอยู่แล้ว และเกิดกรณีประชาชนในพื้นที่ไม่ต้องการให้ พล.ร.15 เข้ามาดูแลเพราะต้องการให้หน่วยเดิมดูแลต่อไป ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะต่อไปพล.ร. 15 ต้องรับผิดชอบทั้งหมด

และในเดือนเมษายนนี้จะเริ่มปรับพื้นที่ใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ การจัดอัตรากำลังยังเท่าเดิม ตรงไหนปกติแล้ว เราก็จะผ่องถ่ายไปให้ พล.ร. 15 เขารับไป ประชาชนต้องเข้าใจ ต้องไว้ใจ เพราะพล.ร. 15 เขาไม่ไปไหน เขาอยู่ในพื้นที่ คนอาจไม่เข้าใจคิดว่าทำไมอยู่แป๊บเดียวก็เปลี่ยน แต่ความจริงเขาไปหลายรอบแล้ว ก่อนไปก็ต้องอบรมตั้ง 6-7 เดือน เรื่องระเบียบวินัย วัฒนธรรม ศาสนา แต่จะให้รู้ทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ แต่เรารู้ว่าอะไรที่เราไปทำแล้วไม่ผิดเขา

ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ประเมินผลการทำงานของแต่ละเหล่าทัพที่เข้าไปเสริมการทำงานในพื้นที่มาตลอด และพบว่าดีขึ้นกว่าเดิม ในส่วนใดที่เขาใช้อาวุธเราก็ต้องใช้อาวุธก็ใช้ แต่ถ้าเขาไม่ใช้อาวุธ เราก็ใช้กฎหมายการสร้างความเข้าใจ ซึ่งทำมาตลอด

วิเคราะห์บทสัมภาษณ์

นี่ไงครับที่ผมบอกว่า การตั้งหน่วยกำลังทางทหารระดับ กองพลในเดือน มีนาคม นี้มันดูลุกลี้ลุกลนเหมือนคนโดนยาสั่ง ยังไงชอบกล!!!

ท้ายนี้ได้ข่าว โคตรลับ มาว่า ได้มีการเตรียมขอโปรดเกล้า ชื่อค่าย ของ กองพลทหารราบที่ 15 ว่า “ค่ายพญาตานี” ครับผม

พสกนิกรปลื้ม"ลูก หมี"สุนัขทรงเลี้ยงฟ้าหญิงเล็ก คิดถึง"คุณต่งต๊ง"ที่เคยใส่เพชร150ล้านเดินแฟชั่นโชว์

ที่มา Thai E-News



(ภาพบน)สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงอุ้ม "ลูกหมี" สุนัขทรงเลี้ยง ขณะพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" (ภาพล่าง)"คุณต่งต๊ง"สุนัขทรงเลี้ยงเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ เมื่อครั้งงานแฟชั่น ชุดคริสต์มาส ด็อก ขึ้นเวทีในชุดคลุมซานตาคลอสสีแดง ประดับเพชร 150 ล้าน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 มีนาคม 2554

พสกนิกรต่างปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นในการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงอุ้ม "ลูกหมี" สุนัขทรงเลี้ยง พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา (อ่าน :กระทู้เฉลิมไทย พันทิปซาบซึ้ง ฟ้าหญิงทรงขอความเป็นธรรมให้แก่พระเจ้าอยู่หัวกับราชินี)

อย่างไรก็ดีพสกนิกรผู้จงรักภักดีจำนวนไม่น้อย ก็หวนนึกถึง"คุณต่งต๊ง"สุนัขทรงเลี้ยงอีก 1 สุนัขของเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ไม่ได้ โดยในกระดานสนทนาประชาทอล์กพสกนิกรก็อยากทราบข่าวคราวคุณต่งต๊งกันมาก

ทั้งนี้หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันที่ วันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2552 นำเสนอข่าวพาดหัวเรื่อง "คุณต่งต๊ง"สุนัขทรงเลี้ยง-ใส่เพชร150ล. ฟ้าหญิงเล็ก ให้เปิดตัว เดินแฟชั่น โดยมีรายละเอียดข่าวดังนี้

ฮือฮา "คุณต่งต๊ง" สุนัขทรงเลี้ยงเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ เปิดตัวครั้งแรกในงานแฟชั่น ชุดคริสต์มาส ด็อก ขึ้นเวทีในชุดคลุมซานตาคลอสสีแดง ประดับเพชร 150 ล้าน ต่อด้วยการแสดงความสามารถต่อหน้าประชา ชนจำนวนมาก เผยเป็นพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟ เวอร์ เพศผู้ อายุ 4 ปี ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพฯ

ฮือฮาเปิดตัว"คุณต่งต๊ง" สุนัขทรงเลี้ยงเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 11 ธ.ค.ภายในงาน "ที คัพ ด็อก 2009 แอท เซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า" ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระมหา กรุณาธิคุณ พระราชทานสุนัขทรงเลี้ยง "คุณต่งต๊ง" พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เพศผู้ อายุ 4 ปี มาร่วมเดินแฟชั่นโชว์ในชุดคริสต์มาส ด็อก พร้อมทั้งร่วมโชว์ความสามารถ ท่ามกลางประชาชนจำนวนมากรอชื่นชมความสวยงามและความสามารถของสุนัขทรงเลี้ยง "คุณต่งต๊ง"

ดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา ผู้ช่วยกก.ผจก. ใหญ่ สายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ปิ่นเกล้า กล่าวบนเวทีถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า จากกระแสนิยม การเลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็กในปัจจุบัน การจัดงานครั้งนี้จึงมุ่งหวังเป็นสื่อกลางให้ผู้รักสุนัขพันธุ์เล็กมีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้การดูแลสุนัข ระหว่างผู้เลี้ยงด้วยกันเอง รวมถึงผู้เชี่ยวชาญ และสัตวแพทย์

จากนั้นมีการเดินแฟชั่นโชว์ ซึ่งเป็นไฮไลต์ของงาน โดย 3 ดาราสาวสวยเซ็กซี่ ซาร่า มาลากุล เลน, หมิง-ชาลิสา บุญครองทรัพย์ และไอซ์-อภิษฎา เครือคงคา อุ้มสุนัขพันธุ์เล็ก ชิวาว่า เดินแฟชั่น ปิดท้ายด้วยการเดินแบบชุด ฟินาเร่ โดย"คุณต่งต๊ง" สุนัขทรงเลี้ยงของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในชุดคลุมแบบซานตาคลอส สีแดง ประดับเพชร 100 กว่ากะรัต มูลค่าเกือบ 150 ล้านบาท เป็นเพชรสีขาว 300 กว่าเม็ด เพชรเม็ดใหญ่ 1 เม็ดหนัก 8 กะรัต และเพชร สีเหลืองอีก 7 เม็ดๆ ละ 1 กะรัตกว่า

นอกจากเดินแฟชั่นโชว์แล้ว "คุณต่งต๊ง"ยังแสดงความสามารถ ด้วยการทำตามคำสั่งครูฝึก ทั้งยืนสองขา คาบตะกร้าเดิน สร้างความตื่นเต้นประทับใจให้กับประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมงาน หลายคนใช้กล้องและโทรศัพท์ถ่ายภาพ"คุณต่งต๊ง"ตลอดการแสดง โดยสุนัขทรงเลี้ยงของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไม่ได้แสดงอาการตื่นแต่อย่างใด

ภายหลังเสร็จสิ้นการแสดง ทางผู้จัดงานนำภาพการเดินแฟชั่นโชว์ของ"คุณต่งต๊ง" 1 ภาพ มาจัดประมูลเพื่อนำรายได้มอบให้กับสถาบัน วิจัยโรคมะเร็ง โดยภาพดังกล่าวจะเปิดประมูลไปจนถึงวันที่ 16 ธ.ค.ที่ลานโปรโมชั่น ชั้นจี ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ซึ่งราคาประมูลวันแรกมีผู้เสนอจำนวนสูงสุดที่ 150,000 บาท

สำหรับ"คุณต่งต๊ง" สุนัขทรงเลี้ยงของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เกิดเมื่อวันที่ 18 ส.ค.2548 มีแม่ชื่อคุณเค้าแมว พ่อชื่อคุณโกลด์ คลอดออกมาทั้งหมด 9 สุนัข "คุณต่งต๊ง"เป็นสุนัขที่ 2 มีอุปนิสัยร่างเริง เรียบร้อย ช่างสังเกต ช่างเอาอกเอาใจ สุขภาพแข็งแรง ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันประสูติของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

ส่วนที่มาของชื่อ"ต่งต๊ง"นั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงได้แนวทางจากการเสด็จพระราช ดำเนินเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน พระราชทานชื่อลูกสุนัขทรงเลี้ยงทั้งหมดเป็นภาษาจีน และงานนี้ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ"คุณต่งต๊ง"




สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงอุ้ม "ลูกหมี" สุนัขทรงเลี้ยง ขณะพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เมื่อวันที่ 29 มี.ค.(ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด )

************
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ฟ้าหญิงตรัส:ไม่อยากให้ฟังข่าวลือ ฉันอยากให้ในหลวง พระราชินีได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรจะได้รับ

--กระทู้เฉลิมไทย พันทิปซาบซึ้ง:ฟ้าหญิงทรงขอความเป็นธรรมให้แก่พระเจ้าอยู่หัวกับราชินี