WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 1, 2011

"ฮิ โรยูกิ" ตายฟรี "ธาริต" ยันทูตญี่ปุุ่น "ไม่มีพยานหลักฐาน"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าว
ภายหลังนายโนบุอากิ อิโตะ อัครราชทูตฝ่ายการเมือง สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย
และเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่น เดินทางเข้าพบ
เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น
จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ว่า



ดีเอสไอได้ชี้แจงความคืบหน้าว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ส่งสำนวนการชันสูตรพลิกศพ
เพิ่มเติมกลับมาที่ดีเอสไอ โดยสรุปความเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่า
การตายของนักข่าวญี่ปุ่นเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐใดอ้างว่า
เป็นผู้ทำให้นักข่าวญี่ปุ่นถึงแก่ความตาย
ซึ่งหลังจากนี้ดีเอสไอ
จะนำสำนวนการชันสูตรพลิกศพของตำรวจเข้าประชุมหารือกับอัยการสูงสุดต่อไป



นายธาริตกล่าวว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ที่เพราะมีการส่งกลับให้ตำรวจทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพ ดังนั้น
ต้องรอผลการหารือร่วมกับอัยการสูงสุด จึงยังไม่สามารถระบุถึงแนวทางดำเนินการต่อได้
ทั้งนี้ สำนวนชันสูตรพลิกศพที่ตำรวจส่งกลับมายังดีเอสไอ มีข้อมูลเพิ่มเติม
ทั้งการสอบพยานหลักฐานทั้งบุคคล วัตถุและผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าการตายของนักข่าวญี่ปุ่นเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับอัครราชทูตญี่ปุ่นไม่ได้แสดงท่าทีพอใจหรือไม่พอใจต่อการชี้แจงของดีเอสไอ
แต่ทำหน้าที่เพียงรับทราบความคืบหน้าของคดี แต่ได้แสดงความเป็นห่วง


http://www.go6tv.com/2011/03/blog-post_5680.html

Re:

จนท.ทูตญี่ปุ่น เข้ามาสอบถามความคืบหน้าการเสียชีวิตของ "ช่างภาพรอยเตอร์" ที่ดีเอสไอ



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม เจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ ฮิโร มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์
ชาวญี่ปุ่นที่ถูกกระสุนปืนสังหารเสียชีวิตในวันที่ 11 เมษายน 2553 บริเวณแยกคอกวัว
ระหว่างการสลายการชุมนุม นปช. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301562048&grpid=02&catid=&subcatid=

Re:

ทูตญี่ปุ่นพบธาริต ทวงคืบหน้า หาคนยิงช่างภาพ



อัครราชทูตญี่ปุ่น เข้าพบดีเอสไอ ติดตามความคืบหน้าคดี "ฮิโรยูกิ มูราโมโต"
ช่างภาพรอยเตอร์ "ธาริต" แจง สตช.ส่งสำนวนกลับมาให้แล้ว
ระบุไม่มีพยานยืนยัน จนท.เป็นยิง ถือว่าการตายเกิดจากบุคคลอื่น
เตรียมหารืออัยการสูงสุดสัปดาห์หน้า...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 มี.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
นายโนบูอากิ อิโตะ อัครราชทูตญี่ปุ่น ฝ่ายการเมือง พร้อมด้วย
นายจุนมา มารุยามา ตำรวจประสานงานสถานทูตญี่ปุ่น
ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี
การเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น
ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ทางดีเอสไอได้แจ้งความคืบหน้าว่า
หลังจากได้ส่งสำนวนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทำการสอบสวนเพิ่มเติม
ขณะนี้ทาง สตช.ได้ส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมมาให้ดีเอสไอแล้ว

โดยสาระสำคัญหลักมีอยู่ 2 ประการคือ
1. ยังไม่มีพยานใดที่บ่งชี้หรือยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐทำให้ นายมูราโมโต ถึงแก่ความตาย
2. ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดอ้างว่าเป็นผู้ทำให้นายมูราโมโต ถึงแก่ความตาย
ดังนั้น ถือว่าการตายเกิดจากบุคคลอื่นซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใคร จึงส่งสำนวนมายังดีเอสไอ

นายธาริต กล่าวต่อว่า สิ่งที่ดีเอสไอจะดำเนินการต่อไป คือ
ในสัปดาห์หน้าดีเอสไอจะประชุมร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.)
เพื่อพิจารณาดำเนินการหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป
ซึ่งเรื่องนี้เป็นสาระสำคัญที่ตนได้แจ้งให้อัครราชทูตญี่ปุ่นได้รับทราบ


http://www.thairath.co.th/content/region/160325

คลิบ ณัฐวุฒิดับเครื่องชนท่านผู้หญิง จจ.

ที่มา thaifreenews

โดย Tawan



http://www.youtube.com/watch?v=vsoEEAI5TsM


ายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ พูดปราศรัยบนเวทีราชประสงค์เมื่อเดือนพฤษภาคม53 ก่อนสลายการชุมนุมไม่กี่วัน ผมนั่งชุมนุมอยู่ในวันนั้นด้วย ได้บันทึกวีดีโอไว้ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการเมืองไทย จึงนำมาถ่ายทอดไว้ เพราะผู้พูดเป็นอดีตรองโฆษกรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ตัวละครอีกสองคน คือ พล.ต.อ พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร และนายอัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น เป็นข้าราชการอยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างถึง ท่านผู้หญิง จจ เป็นมือที่มองไม่เห็นคนหนึ่ง ที่การเมืองไทยต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ คำปราศรัยนี้มีคุณค่าควรที่อาจารย์เขียนตำราประวัติศาสตร์การเมือง นำไปอ้างอิง

.....ให้ใช้ความเด็ดขาดในการจัดการเรา เธอชื่อ ท่านผู้หญิงจจ. และผมพูดยอมรับผิดชอบครับ วันนี้ทราบข่าวว่า ท่านผู้หญิงจจ. ได้ให้คนใกล้ชิดออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่มีอำนาจในการสั่งผบ.ทบได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านนี้นั้น ผมถ้าไม่ชัวร์ไม่พูด ถ้าไม่ชัด ไม่เอามาแสดงบนเวทีนี้

ท่านผู้หญิงจจ คนนี้ เข้ามาแทรกแซงสถานการณ์การเมือง เป็นคนสำคัญอย่างที่สุดคนหนึ่ง ในการเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ในการเข้ามาแทรกแซงของการดำเนินการต่างๆ จนกลายเป็นความขัดแย้ง แตกแยกอย่างไม่อาจจะแก้ใขเยียวยาได้ในประเทศไทยปัจจุบัน............................

ผมถามอย่างนี้ครับ ว่าจริงใหม ว่าท่านไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงใดๆ ถามผ่านสื่อมวลชนอย่างนี้ว่า

1. จริงหรือไม่ เมื่อคราวพันธมิตรชุมนุม ขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ขณะนั้นพล.ต.ท อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พันธมิตรบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล บุกเข้ายึดโน่นยืดนี่ จนมีแนวโน้มที่ฝ่ายกำลังตำรวจจะเข้าไป เพื่อดำเนินการจับกุมผู้ชุมนุม

จริงหรือไม่ ที่ท่านผู้หญิง จ.จ คนนี้ โทรหา พล.ต.ท อัศวิน ขวัญเมือง บอกว่า

อย่าทำอะไรพันธมิตรเด็ดขาด (เสียงโห่ยาวนาน)

ท่านจะตอบอย่างไรตอบมา แต่ผมยืนยันที่ผมพูดได้ยินมาชัดเจน ว่าจริง ท่านบอกว่าท่านสั่งราชการไม่ได้ ท่านบอกว่าท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ท่านโทรสั่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และบอกว่า "อย่าทำอะไรพันธมิตรเด็ดขาด" นี่คืออะไร

ประการที่ 2 ครับ จริงหรือไม่ว่า เมื่อคราวที่พันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล แล้วนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก เดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แน่นอนครับ ยึดทำเนียบรัฐบาล ข้อหาร้ายแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจะจับกุมคัดค้านการประกันตัว จริงหรือไม่ว่า

ในวันเดียวกันนั้น พล.ต.อ พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผุ้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั่งอยู่ พณ ท่านสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีบังเอิญนั่งอยู่ด้วยกันกับพล.ต.อ พัชรวาท พร้อมคนใกล้ชิดนายกสมัครจำนวนหนึ่ง

ท่านผู้หญิง จ.จ โทรศัพท์ไปหา พล.ต.อ พัชรวาทว่า บอกว่า

" ต้องปล่อยนะ อย่าขังไว้ต้องยอมให้ประกันตัว ต้องปล่อยออกมา ขังเอาไว้ไม่ได้" จริงหรือไม่ท่านผู้หญิงจจ (ปรบมือ) ......................................

วันที่ท่านโทรศัพท์ พล.ต.อ พัชรวาท บังเอิญนายกสมัครนั่งอยู่ด้วยกัน พล.ต.อ พัชรวาทวางหูโทรศัพท์เสร็จ ก็บอกนายกสมัครว่า

ท่านผู้หญิง จจ โทรมา แล้วกล่าวอ้างสารพัดสารพัน ทำสถาบันเบื้องสูงให้ผู้คนเข้าใจคลุมเครือ

ท่านนายกสมัครได้ยินอย่างนั้น จึงรู้มูลเหตุว่า ทำไมสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวกไปมอบตัววันนั้นคดียึดทำเนียบรัฐบาล แล้วได้กลับมายึดทำเนียบใหม่ในเย็นวันเดียวกัน ไงครับ (ปรบมือ)........

วันนี้ท่านนายกสมัครล่วงลับ ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ผมไม่มีทางเอาวิญญาณท่านสมัครมาย่ำยี(ปรบมือ) นี่คือสิ่งที่ท่านสมัคร สุนทรเวชถ่ายเลือดไว้

และผมเห็นว่ามันถึงเวลากับประเทศไทย ถ้าไม่พูดความจริง เราออกจากวิกฤตินี้ไม่ได้(ปรบมือ)

ท่านผู้หญิง จจ ครับ ถ้าท่านบอกว่าที่ผมพูดมันไม่เป็นความจริง ถ้าท่านบอกที่ผมพูดมันไม่ใช่ ทั้งๆที่ท่านสมัครนั่งอยู่ต่อหน้า ผมบอกให้ก็ได้ หมายเลขโทรศัพท์ที่ท่านใช้วันนั้น แต่จะไม่บอกทุกตัวครับ เพราะถ้าบอกอย่างนั้น ก็จะกลายเป็นว่าผมบอกหมายเลขโทรศัพท์ท่าน และผู้คนที่เกิดอารมณ์ความรู้สึก จะโทรไปหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่วิถีของผม ไม่ใช่วิสัยของผม ลูกผู้ชายไม่ปฏิบัติเช่นนั้น(เสียงหวีด ปรบมือ) แต่ผมจะบอกให้ว่า

ในวันนั้นนะครับ ท่านโทรศัพท์เข้ามือถือ พล.ต อ พัชรวาท

ด้วยหมายเลข 081922จุดจุดจุด2 ครับ (เสียงเฮ) 081922เว้นสามตัวแล้วตัวสุดท้าย 2 ครับ (เฮ)

เพราะนี่คือสิ่งหนึ่งที่คับแค้นอยู่ในใจนายกสมัคร สุนทรเวช ในเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี(โห่ยาวนาน)


ประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์ เรื่อง ตัวแทน

มาตรา 797 อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทำการดั่งนั้น อันความเป็นตัวแทนนั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้

มาตรา 812 ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใดๆ เพราะความประมาทเลินเล่อ ของตัวแทนก็ดี เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือ นอกเหนืออำนาจก็ดี ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด

มาตรา 821 บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้น จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน


มาตรา 823 ถ้าตัวแทนกระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี หรือ ทำนอกทำเหนือขอบอำนาจก็ดี ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น

ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ท่านว่าตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดย ลำพังตนเอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกนั้นได้รู้อยู่ว่าตนทำการโดยปราศจากอำนาจ หรือ ทำนอกเหนือขอบอำนาจ

สวนดุสิตโพล ชี้ ดัชนีการเมืองไทย” ยังโงหัวไม่ขึ้น!!! สอบผ่านแค่ ผลงานนายกฯ นอกนั้นสอบตกเรียบ

ที่มา มติชน

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จัดทำดัชนีการเมืองไทย โดยมีตัวชี้วัดทั้งการบริหารงานของรัฐบาล ฝ่ายค้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน บทบาทสื่อมวลชนและอื่นๆ รวม 25 ประเด็น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม โดยสำรวจประชาชนทั่วประเทศเป็นประจำของทุกเดือน เพื่อเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ย ( ) ภาพรวมของการเมืองไทยออกมา ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้ได้สำรวจดัชนีการเมืองดังกล่าวจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 6,247 คน ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2554 สรุปผลได้ดังนี้

ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.21 คะแนน

ถ้าจำแนกตามภูมิภาค ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย โดยคะแนนเต็ม 10 ภาคใต้ 4.80 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ4.19 ภาคเหนือ 4.16 ภาคกลาง4.10 กรุงเทพฯ 3.89

ผลงานรัฐบาลที่ได้คะแนนเกินครึ่งมีเพียง 3 ประเด็นเท่านั้น ( คะแนนเต็ม 10 )

1 ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ 5.15
2 การจัดการศึกษาสำหรับประชาชน 5.10
3 ผลงานของนายกรัฐมนตรี 5.03

ผลงานรัฐบาลที่ได้คะแนนน้อย ไม่ถึง 4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 มีถึง 8 ประเด็น โดยเรียงลำดับจากประเด็นที่มีค่าคะแนนน้อยที่สุด คือ

1 การแก้ปัญหาคอรัปชั่น 3.25
2 การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล 3.27
3 การแก้ปัญหายาเสพติด 3.47
4 ราคาสินค้า 3.56
5 การปฏิบัติตนของนักการเมือง /ความสามัคคี 3.57
6 การแก้ปัญหาความยากจน 3.62
7 การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.70
8 ความสามัคคีของคนในชาติ 3.74

เปิดชื่อ "12 แกนนำเสื้อแดง"ลงสมัคร ส.ส.เพื่อไทย 3 คนขอลงแบบแบ่งเขต เตรียมแจ้งพรรคสัปดาห์นี้

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 30 มีนาคมว่า รายชื่อแกนนำคนเสื้อแดงที่แสดงความจำนงลงสมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมี 12 คน ประกอบด้วย 1.นายจตุพร พรหมพันธุ์ 2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 4.นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ์ 5.นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก 6.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 7.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 8.นายชินวัตร หาบุญพาด 9.นายธนฤกต ชะเอมน้อย หรือวันชนะ เกิดดี นักร้องลูกทุ่ง 10.นางอุดมรัตน์ อาภรณ์รัตน์ ภรรยาของ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 11.นายสมชาย ใจมุ่ง หรือรังษี เสรีชัย นักร้องลูกทุ่ง และ 12.นายสมหวัง อัศราษี ส่วนแกนนำคนเสื้อแดงที่แจ้งความจำนงลงสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตมี 3 คน ได้แก่ 1.นายสมชาย ไพบูลย์ ต้องการลงสมัคร ส.ส.กทม. 2.นายวรชัย เหมะ ลงสมัคร ส.ส.สมุทรปราการ และ 3.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ลงสมัคร ส.ส.สุรินทร์ โดยนายณัฐวุฒิและนายจตุพรจะนำรายชื่อแกนนำคนเสื้อแดงทั้งหมดแจ้งต่อแกนนำพรรคเพื่อตัดสินใจภายในสัปดาห์นี้


ด้านนายณัฐวุฒิกล่าวถึงกรณีที่ นพ.เหวง โตจิราการ ระบุว่า พรรคเพื่อไทย (พท.) จะชนะการเลือกตั้งเกินครึ่ง โดยจะอยู่ในจำนวนประมาณ 250-270 เสียงว่า ข้อมูลดังกล่าวออกมาจากผลการทำโพลของพรรคเพื่อไทย และหน่วยราชการบางหน่วย ซึ่งสืบทราบว่าหน่วยราชการนี้จัดทำโพล และเราได้นำเอาออกมาเปรียบเทียบกับผลโพลของพรรคเพื่อไทย ซึ่งก็เห็นว่าตัวเลขทั้งหมดนั้นไม่ได้แตกต่างกันคือพรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้รับการเลือกมาจากประชาชนในอันดับที่ 1 จะต้องได้ตั้งรัฐบาล และหากทุกพรรคการเมืองดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ จะเป็นการเริ่มต้นของสันติภาพในประเทศ เพราะมันหมายถึงทุกพรรคการเมืองและผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศรับฟังเสียงความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง แต่หากพรรคที่ได้รับเลือกตั้งอันดับที่ 1 ไม่ได้ตั้งรัฐบาล ประชาชนก็อาจจะสรุปเอาเองได้ว่าผู้มีอำนาจของประเทศนี้ไม่ฟังเสียงของประชาชนและสถานการณ์อาจจะบานปลายเมื่อไรก็ได้

ล้าน คำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 31/03/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



สิ่งที่สร้าง ทางฝัน บันดาลผล
ความต้องการ ประชาชน อย่าทนฝืน
ความเป็นธรรม ยึดไว้ ต้องได้คืน
มิอาจฟื้น แค่แลเหลียว มาเยียวยา....

เหลือสิ่งเดียว คือได้เลือก อย่าเสือกใส
แม้นดื้อไป ก็บาดหมาง หมดทางหา
อำนาจมืด ยึดครอง เห็นสองตา
ยังจะมา ล่อลวง หลอกปวงชน....

อย่าสร้างความ ฮึกเหิม เพิ่มวิกฤติ
สิ่งถูก-ผิด ผ่านมา พาสับสน
ฉากหน้าสวย แค่สมอ้าง อำพรางตน
หวังหลอกคน สิ้นคิด ให้ปิดตา....

หากดึงดัน ฝันใฝ่ ในอำนาจ
คิดผูกขาด แย่งไป ก็ไร้ค่า
ภาพติดลบ สามานย์ ที่ผ่านมา
ปวงประชา เห็นหมด แล้วจดจำ....

ให้อำนาจ ประชาชน เป็นคนคิด
เลือกถูก-ผิด สิทธิ์เขามี อย่ายีย่ำ
เพราะนั่นคือ เสียงบริสุทธิ์ ยุติธรรม
เพื่อหนุนนำ ไขว่คว้า ประชาธิปไตย....


๓ บลา / ๓๑ มี.ค.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

คำ ถามที่ไม่เคยมีคำตอบคำอธิบาย จากท่านแกน และท่านกานต์ งานเปิดตัว

ที่มา thaifreenews


คำถามที่ไม่เคยมีคำตอบ คำอธิบาย


ทุนสนับสนุนใคร เข้ากระเป๋าใคร
ใครโปรโมทบ่อยๆ บนเวที จำเป็นหรือไม่ เพื่อรำลึกอะไร
... การต่อสู้ ชนะหรือแพ้ (ก็ยังไม่ทราบ?)
รายได้จากการขาย น้อยนิดถ้านำมาเทียบกับตัวเลขใช้จ่ายเพื่อการต่อสู้
แต่ถ้าสำหรับบุคคลแล้ว ก็ถือว่าโอเค ยอดใช้ได้


ขึ้นทะเบียนมวลชนแดงเพื่อรองรับฐานเสียง
เร่งรีบทำบัตรและมวลชนต้องจ่ายค่าทำบัตร 30 บาท แล้วได้เป็น นปช.แดงทั้งแผ่นดิน
ขายได้กี่ล้านใบครับช่วยตอบด้วย แล้วเงินไปอยู่ที่ไหน

"พรรคเสื้อแดงแดง" รอลงเลือกตั้ง (น่าจะสอดคล้องกับข้อเรียกร้องล่าสุด คือ
การยุบสภาสู่สนามเลือกตั้ง โดยเร็วที่สุด ...
ไอเดียใคร ใครแอบไปเจรจา ด้วยท่าทีประนีประนอม หลายครั้ง
จนล่าสุดแตกแยกกันทางความคิด รับเงื่อนไข ถึงเดือน พย.53 สวนทางกับกระแสมวลชนผู้ชุมนุม

.... แล้วสุดท้ายตามแผนในใจ
ใครจะเป็นหัวหน้าพรรคแดง ? หรือหัวหน้ามุ้งแดงในเพื่อไทย
ใครเอ่ยจะได้ลงสมัคร สส.กันทั่วหน้า และระดับท้องถิ่น รร.การเมือง)

**ปล.การพกบัตรนี้ไม่มีศักดิ์และ สิทธิใดๆในการดำรงชีวิตประจำวัน แต่ในทางเดียวกัน
กลับเป็นภัยมหันต์หากถูกตรวจค้นพบจากฝ่ายรัฐบาลทรราช
ซึ่งเป็นที่แน่ชัดว่ารายชื่อแดงลงทะเบียนเหล่านี้ ไปอยู่ในแฟ้มของ กอ.รมน. แล้ว

ปฎิเสธมาได้ครับ ว่าไม่จริง ...
*ผมเป็นคนช่างสังเกตุครับ อันนี้เขียนตั้งข้อสังเกตุมาตั้งแต่ปีที่แล้วก่อนสลายราชประสงค์

กระบวนการ "พลวัตรของประชาชนนับล้าน" มิใช่บริษัทจำกัดการนำโดยสามเกลอชาวใต้ ...
ย่อมเป็นสิทธิ์ในการไม่เห็นด้วยในแนวทางปฏิบัติ ถ้ามี

การถูกจองจำของแกนนำในขณะนี้ มิใช่เป็นความเสียสละเพื่อมวลชนส่วนใหญ่
แต่อย่างใดที่ไหน หากเป็นการยอมจำนนด้วยรักตัวกลัวตายส่วนตนเพราะจวนตัวพ่ายแพ้
โดยไม่มีเงื่อนไขต่อรองทั้งสิ้น

มิใช่การถอยเพื่อกลับมารุกรบวันหน้า แต่เป็นความพ่ายแพ้หมดรูป ซ้ำสองซ้ำซาก
ของ แม่ทัพผู้อ่อนแอ อ่อนด้อย ครับท่าน เข้าใจตรงกันไหม?


ปกติแล้วผมมิได้ชมชอบ นายจำลองของปลอม หรือ นายจำลอง ผีเมือง คนนี้นัก
นับแต่เดิมทีก่อน พค.35 เสียอีก แต่ภาพโดนล้อมจับเหตุการณ์นี้ ในฐานะแกนนำ
หรือผู้นำการชุมนุม ผมว่า ภาพนี้ สวยงาม ครับ
ในบางครั้งเราก็ต้องนำยุทธวิธีของศัตรูมาศึกษาเพื่อปรับใช้บ้าง


แตกต่างจาก การยอมจำนน ขอมอบตัว กับจนท.ตำรวจ ในวันที่ 19 พค.53 จะอ้างเหตุผลใด
ก็สุดแท้แต่ ..ซึ่งผมก็ไม่มีความเชื่อสักนิดว่า ทหารที่ล้อมปราบเข้ามาวันนั้นจะกล้า ยิงทิ้งแกนนำ
พร้อมคนบนเวทีเป็นสิบคนตายเกลื่อน ต่อหน้าผู้ชุมนุมเป็นหมื่นคน

และการถอยเข้าไปในวัดปทุมทั้งหมดในสายวันที่19พค.53 หลังจากทราบผลว่าโดนรัฐบาลพร้อม
กลุ่ม สว.หักหลังปราบ น่าจะเป็นจุดหักมุมของเหตุการณ์และ การวางแผนหลบหนีของแกนนำ
หลักแล้วกลับมาต่อสู้ใหม่
จะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่า
"หนีคือสุดยอดกลยุทธ์"... ซุนวู่
แสดงให้เห็นว่า ยังมีจิตใจเข้มแข็งต่อสู้รุกรบในวันหน้า ... ส่วนมวลชนนั้น ให้แกนรองทั้งหลายเป็น
ผู้สืบทอดเพื่อประวิงเวลา น่าจะแสดงให้เห็นถึงจุดยืนของการนำ การนำจากภายนอกประเทศ
หรือใต้ดิน จะมีพลังในการขับเคลื่อนมวลชนผู้คลั่งแค้นได้เฉียบคมกว่า
ส่วนบนดิน หรือ
ในประเทศให้เป็น ภาระของ แกนนำวาระที่2 ชุดใหม่

เว้นเสียแต่ว่า เป้าประสงค์ของแกนนำ บางส่วน หวังผลเพียงแค่การเข้าไปในสภา โดยเกมส์
เลือกตั้งที่มุ่งหวังแต่ต้น สอดคล้องกันกับการเจรจารอมชอมทุกครั้ง และการแยกตัวออกไปของ ...
หัวหน้ากลุ่มแกนนำ ที่มุ่งหวังเพียงเป้าการเมืองของกลุ่มตัวเองเพื่อความยิ่งใหญ่ส่วนตัว


"กระทู้เสี้ยมให้แตกแยก"

วาทะกรรมที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อใช้ ต่อต้านในโซเชี่ยลเน็ตเวอร์ค เพื่อคอมเพลนกลับ
ประเด็นนี้ น่าจะสายไปที่จะคิดเสียแล้วครับ ด้วยเหตุเพราะ
ความแตกแยกนั้นมีมาก่อนในส่วนของแกนนำ
สืบย้อนหลังไประหว่าง จักรภพ vs จตุพร หรือ กลุ่มวีระ vs กลุ่มอริสมันต์ ซึ่งนำพาให้เกิดการ
ล้มตายพ่ายแพ้ แก่มวลชนผู้สนับสนุน ถ้าเป็นสมัยโบราณนี่ พระอัยการสงคราม ว่าด้วยอัยการศึก
ท่านว่า แม่ทัพผู้หย่อนยานย่อท้อในการยุทธ เพียงครั้งแรกนี่ก็โดน ตัดหัวเสียบประจาน แล้ว
การมี เมตตาเห็นแก่คุณความดีที่มีแต่หนหลัง ให้โอกาสเป็นครั้งที่สองแก้ตัว ยังโลเลเหลาะแหละ
โทษคือ ประหาร ๗ชั่วโคตร ครับ
ผิดพลาดขนาดนี้ ทั้งที่ไม่สมควรจะแพ้ จำต้องมีกระบวนการตรวจสอบ วิพากษ์



ไม่เคยมีการทบทวนบทเรียนความล้มเหลวพ่ายแพ้ เลยซักครั้งเดียว
ในขบวนการแดง นปช. แต่กลับจัดตั้ง กลุ่มต่อต้านการวิพากษ์และปกป้องแกนนำ
...ซ้ำยังเดินตามรอยแนวทางวิธีการเดิม ไม่เปลี่ยน
เชิดชูผู้นำที่หนีกลางคัน มีความพยายามอย่างสูงจะผลักดันชูเชิดให้สวมบทเก่าๆ ...
ใครจะกล้าเดินตามหลังแม่ทัพนักพูดที่มีประวัติการรบ อับอาย แพ้พ่าย และล้มตาย
โดยมิน่า เล่าครับท่านผู้เจริญทั้งหลาย หากทว่าจะมีท่านใดสมัครใจจะตามๆกันไปอีกก็ย่อมเป็นสิทธินะครับ
เพียงแต่ว่า ... อย่าละโมภความเป็นประชาธิปไตยไว้เพียงกลุ่มตนเพียงกลุ่มเดียว แล้วผลักให้กลุ่มอื่นเป็น
พวกเทียมบ้าง พวกล้มเจ้าจะแปดเปื้อนถูกตัวเองบ้าง เท่านั้นเองครับ

อีกเรื่องนะครับ ไหนๆก็ไหนๆ
เลิกร้องเพลงประจำตัวของแต่ละท่านแกน ได้ไหม ครับ
ฟังทีไร เหมือนเพลงประกอบการหาเสียงทุกทีสิผับผ่า ... แกนนำ 20 คน ก็ร้องเสียทุกคน
ไม่นับ เพลงที่ 2 ที่ 3 แลัวยังเพลงของขบวนการอีก และ ศิลปินจริงๆนับไม่ถ้วน .....
เมืองนอกเขาแซวแบบยิ้มๆนะครับสำหรับ ขบวนการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยไทย
เป็นการต่อสู้เผด็จการเพื่อประชาธิปไตยแบบเบิร์ดๆ อะครับ ... น่าสนุกจริงๆ
ทำไมการเรียกร้องแบบสนุกสนาน เสือกตายจริงๆว๊ะ ฝรั่งบอก กรูหละเป็น งง






เชิงอรรถ

17 มีนาคม 2553 นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)
ได้ขึ้นเวทีปราศรัย กล่าวกับผู้ชุมนุม ที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ว่าตามที่ได้มีกลุ่มบุคคล 2 กลุ่ม 2 คน
ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและแนวทางการต่อสู้ของนปช.นั้นแกนนำยินดีรับฟัง

เสธ.แดง มีแนวทางการต่อสู้อย่างไรได้แสดงให้ประจักษ์แล้วคือไม่ใช่แนว ทางเดียวกับนปช.แดง
ทั้งแผ่นดินเช่นเดียวกับนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ วิจารณ์อย่างไรก็รับฟัง
แต่ขอบอกว่านายสุชัยก็ไม่ใช่นปช.แดงทั้งแผนดิน

"จึงต้องประกาศว่าบุคคลทั้งสองไม่ใช่เพื่อนเราไม่ใช่ นปช.แดงทั้งหมดแผ่นดิน ไม่อาจ
ให้มาเคลื่อนไหวในนามของนปช.ใดๆทั้งสิ้น ท่านคงเป็นท่านและอยู่ในกลุ่มของท่าน อย่า
ได้เกี่ยวข้องกันและกัน"


นายวีระ กล่าวว่า หากแม้นแนวทางของแกนนำนปช.ที่เขากล่าวมาผิดพลาด บกพร่อง
นำไปสู่ชัยชนะไม่ได้ จะน้อมรับ แต่ตราบใดที่ยังเป็นที่ยอมรับให้เคลื่อนไหวในนาม
นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ยืนยันว่าจะเอาชีวิตให้ท่านทั้งหลาย ไม่ทรยศต่อท่านอย่างแน่นอน

***ประโยคนี้ผมขออนุญาตท่านที่เคารพเสียมารยาท ด้วยการ ถุย ครับ

"ขอย้ำอีกครั้งว่าไม่มีความปราถนาดีต่อกันอีกต่อไป ตัดขาดจากกัน ไม่เป็นเพื่อนกัน
ในแนวทางการต่อสู้"





โดยส่วนตัวแล้ว ผมชมชอบ

คุณจตุพร ด้วยเหตุลีลาท่าทีประเภท สู้ไม่ถอย กัดไม่ปล่อย แนวๆ Boxer
คุณเต้น ที่โวหารพรรณนา ลูกตอด ลูกต้อน ลูกฮา
คุณวิภูแถลง น้ำเสียงเร้าใจ มั่นใจสูง แลจริงจังจริงใจ
คุณกี้ นี่สู้มานานผ่านมาเยอะ ห้าวโหดหิน ศักดิ์เป็นเพื่อนของเพื่อนกันเสียด้วยสมัยยังร้องเพลงอมฮอลล์
นอกนั้นก็ พบเพื่อผ่าน ครับ

อย่างไรก็ดี อุดมการณ์ความมุ่งมั่นของผม ยิ่งใหญ่กว่าความรักความนิยมส่วนตัวครับ



ทั้งนี้ทั้งนั้น คำว่า "แกนนำ" ในบทความนี้ขอให้ท่าน เข้าใจว่าหมายถึง บทบาท ท่วงที เป้าหมาย
ของ ขบวนการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ไม่ได้อคติเป็นการส่วนตัวกับท่านใดท่านหนึ่งโดยเฉพาะ
ในการเสนอตัวมาเป็นผู้นำมวลชนเป็นแสนเป็นล้านนั้น ท่านต้องสามารถให้มวลชนตรวจสอบได้
เพราะท่านถือเป็น "บุคคลสาธารณะ" แล้ว อีกอย่างที่สำคัญมาก ท่านอาสานำเราไปสู้ ในหนทาง
ประชาธิปไตย ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ ก็อย่าพึงนำเอาวิธีคิดวิธีการของ เผด็จการ มาใช้กับพวกเรา

โดยความเคารพ .... รุ่งศิลา

<a href="http://www.4shared.com/embed/552861996/add2cf49/preview.swf" target="_blank">http://www.4shared.com/embed/552861996/add2cf49/preview.swf</a>

" ไข่มุกดำ "
"วีระอาจหาญ" นายวีระ มุสิกพงศ์ "ไข่มุกดำ"
เรากำลังต่อสู้ล้มล้าง "ลัทธิบูชาเทวดาโบราณ" เพื่อที่จะสร้าง "ลัทธิบูชาเทวดาตนใหม่
พิสิทธิ์คิโอ Pishitchio กับงานคอนเสิร์ต จมูกยาว

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 29, 2011, 12:22:21 AM โดย rungsira » บันทึกการเข้า

...........................
................................รุ่งศิลา
........................บทความ ศาสตราวุธ

โดย rungsira

Thursday, March 31, 2011

ถ้า...มีเลือกตั้ง

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 31 มีนาคม 2554)


ขออนุญาตตั้งสมมติฐานล่วงหน้าแบบมองโลกในแง่ดีไว้ก่อนว่า

จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกิดขึ้นอย่างแน่นอนภายในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

แล้วถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริง จะมีอะไรเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นบ้าง?

นักวิชาการท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพิ่งเสนอเอาไว้เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ว่า

หลังเดือนพฤษภาคม 2553 เป็นต้นมา สถานการณ์ทางการเมืองในภูมิภาคดังกล่าวก็เหมือนกำลังตกอยู่ในยุค "สงครามเย็น"

และคาดว่าจะมีสงครามจริงๆ เกิดขึ้นอีกครั้งผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้า

ซึ่งจะเป็นสงครามที่มีการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วง

รวมทั้งต้องการการมีส่วนร่วมตรวจสอบจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

เพราะหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เชื่อมั่นและไม่เชื่อถือในกระบวนการและผลการเลือกตั้งขึ้นมาแล้ว

รัฐบาลชุดใหม่ก็คงจะถูกจัดตั้งขึ้นไม่ได้ง่ายๆ ภายหลังการเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ถ้าลองมองโลกในแง่ดีอีกมุมหนึ่ง

การเลือกตั้งครั้งหน้าก็อาจถือเป็นหนทางคลี่คลายหรือปลดปล่อยระบายความขัดแย้งทางการเมือง ที่มักลงเอยด้วยความรุนแรงเสียเลือดเสียเนื้อ ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา

เพราะการเลือกตั้งปี 2554 อาจมีอีกสถานะหนึ่งเป็นดัง "การลงประชามติ" ทางการเมืองของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงว่า

พวกเขาเห็นด้วยหรือไม่กับกระบวนการทางการเมืองไทยที่ถูกขับเคลื่อนโดยเครือข่ายผู้มีอำนาจบางกลุ่มตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา

ตั้งแต่การรัฐประหาร, การยุบพรรคการเมือง, การตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร และระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน เป็นต้น

ปัญหาน่าสนใจ คือ ถ้าผลการเลือกตั้ง (หรืออีกนัยหนึ่งคือ "การลงประชามติ") ออกมาว่า

ประชาชนจำนวนมาก (อาจไม่ถึงครึ่งหรือเกินครึ่งก็ได้) แสดงความไม่เห็นด้วยกับกระบวนการทางการเมืองเหล่านั้นผ่านการกาบัตรลงคะแนนเสียง

แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปอีก?

จะมีใครไม่พอใจและพยายามดึงดันต้านทานผลการเลือกตั้ง ("ประชามติ") ดังกล่าวอีกหรือไม่?

หากมีความพยายามจะกระทำการ "คิดสั้น" เช่นนั้นอีกครั้ง

ไม่ว่าจะอย่างโฉ่งฉ่างหรือแนบเนียน (ซึ่งคนเริ่มรู้ทันกันเกือบหมดแล้ว)

เรื่องราวก็คงไม่คลี่คลายไปสู่วิถีทางที่ดีขึ้นอีกเหมือนกัน

ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งหน้าเกิดขึ้นจริง และชนชั้นปกครองไทยโดยรวมมีฉันทามติเห็นชอบด้วยกับการจัดการเลือกตั้งดังกล่าว

ก็อยากฝากเนื้อหาบางส่วนของบทกวีการเมืองชิ้นหนึ่ง ที่ถูกแต่งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2552 เอาไว้ว่า

"...ความก้าวหน้าปรากฏในชนชั้นล่าง

การเลือกตั้งปี 50 ยืนยันได้

กองทัพยึดเบ็ดเสร็จกุมกลไก

แต่ไม่สามารถบล็อกโหวตทหารเกณฑ์..."

อย่า"งม งาย"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ออกมาปฏิเสธพัลวันรัฐบาลถือฤกษ์ 27 เม.ย.นี้ยุบสภา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ยืนยันว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่เคยไปดูฤกษ์ดูวันเวลายุบสภา

หลังพรรคเพื่อไทยออกมาปูดข่าวนี้ อ้างว่ามีส.ส. ประชาธิปัตย์ให้ข้อมูลว่า ถ้ายุบสภา 27 เม.ย.นี้ นายอภิสิทธิ์จะมีโอกาสกลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ

หลายคนอาจไม่เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ ซึ่งมีดีกรีนักเรียนนอกจบเกียรตินิยมจากออกซ์ฟอร์ด เป็นนักการเมืองหัวทันสมัยอัพเดตเฟซบุ๊กตลอดเวลา จะงมงายแบบนี้

แต่ถ้าย้อนกลับไปดูช่วง 2 ปีที่นายอภิสิทธิ์เข้ามาเป็นรัฐบาล

มีการปรับฮวงจุ้ยทำเนียบไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5-6 ครั้ง

ปี 2553 นำต้นไทรกับต้นปาล์มยะวา 70 ต้นมาปลูกบริเวณตึกไทยคู่ฟ้าและตึกสันติไมตรี

เชื่อว่าเสริมดวงชะตา สร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาล

ก่อนปรับเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง เพราะซินแสติงว่าไม่ถูกหลัก

ต่อมาไม่นานก็มีปรับอีก นำกระถางต้นโกสนไปตั้งไว้ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยฯ นำเสาธงสีทองไปตั้งตามประตูทำเนียบ

พอปี 2554 ก็เชิญซินแสมาปรับฮวงจุ้ยทำเนียบอีกครั้ง นำกระถางใส่มะขามกับบานบุรีอย่างละ 7 ต้นมาตั้งไว้ที่ประตู 7

เชื่อว่าเสริมชะตา สร้างความน่าเกรงขาม

นำตู้อัญมณีไปวางไว้ในห้องทำงานนายกฯ และที่พรรคประชาธิปัตย์ เพื่อเสริมบารมีทั้งนายกฯ ทั้งพรรค

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ไม่งมงายเลยหรือ!?

ที่จริงแล้วรัฐบาลในอดีตก็มีการปรับฮวงจุ้ยกันให้เห็น แต่รัฐบาลชุดนี้ดูเหมือนว่าจะปรับเยอะไปหน่อย

ต้องรอดูว่าวันยุบสภาจะเป็น 27 เม.ย.นี้หรือเปล่า

ว่าไปแล้ว จะยุบวันที่เท่าไหร่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

แต่การจะชนะเลือกตั้ง กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหรือไม่ มันอยู่ที่ผลงานที่ผ่านมามากกว่า

และผลงานของนายอภิสิทธิ์ก็ประจักษ์ต่อสังคมไปแล้ว

ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายม็อบแดง 91 ศพบาดเจ็บอีก 2 พันคนเลย

ยิ่งสะท้อนถึงความบกพร่องทางความคิดเรื่อง ประชาธิปไตยของรัฐบาลเข้าไปอีก

ยิ่งสร้างความแตกแยกในบ้านเมืองเข้าไปใหญ่

การแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า ข้าวยากหมากแพง แถมยังสร้างหนี้มหาศาล

ล่าสุดก็ความอืดอาดล่าช้าในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ทั้งแผ่นดินไหวภาคเหนือ น้ำท่วมภาคใต้

กว่ารัฐบาลจะขยับก็พินาศไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว

ผลงานเหล่านี้จะเป็นตัวชี้วัดว่าพรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหรือไม่

จะเสริมดวงหรือพึ่งไสยศาสตร์ก็ช่วยอะไรไม่ได้

จดหมายถึงสารคดี “ประเด็นอยู่ที่จรรยาชีพ” ครับท่านบรรณาธิการ

ที่มา ประชาไท

อ้างถึงบทบรรณาธิการในสารคดีฉบับที่ 313 เดือนมีนาคม 2554 หน้า 14-15

ผมรู้สึกสลดใจกับบทบรรณาธิการในฉบับดังกล่าว ซึ่งเข้าใจว่าเขียนโดยอ้างอิงกับการที่มีนักเขียนของสารคดีส่งจดหมายท้วงติงและลาออกประท้วงการลง Advertorial ให้กับการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) โดยไม่แจ้งให้ผู้อ่านทราบในฉบับก่อนหน้านี้

สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้อ่านบทบรรณาธิการดังกล่าว ที่ใช้ชื่อว่า “ปั้นน้ำเป็นตัว” มีเนื้อหาสรุปโดยสั้นว่า บรรณาธิการเหมารวมว่าทุกคนคงเคยปั้นน้ำเป็นตัว ท่านได้ยกตัวอย่างนักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดัง หรือแม้แต่สมองของคน คนมักจะเชื่อเรื่องเล่าของแหล่งที่น่าเชื่อถือ และในสังคมมนุษย์ปัจจุบันก็เต็มไปด้วยเรื่องเล่าที่โกหก ดังนั้น บรรณาธิการจึงประกาศว่า โปรดอ่านทุกหน้าใน สารคดี ด้วยความใคร่ครวญ และอย่าเชื่อมั่นว่ามีแต่ความจริงอันเป็นที่สุด ไม่ว่าหน้านั้นจะมีคำว่า “พื้นที่ประชาสัมพันธ์” หรือไม่ก็ตาม’

อ่านบทบรรณาธิการฉบับนี้แล้ว เหมือนโดนตีแสกหน้า

ถึงอยากจะยกประโยชน์ให้จำเลยในแง่ที่ว่า บรรณาธิการอาจจะมีความตั้งใจจริงที่จะให้ผู้อ่านระมัดระวังและใช้วิจารณญาณในการอ่านสารคดีและเรื่องราวต่าง ๆ รอบตัวให้มากขึ้น แต่นัยที่แสดงออกอย่างเด่นชัด ไม่ว่าบรรณาธิการจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตามคือ “การแก้ตัวอย่างขาดความรับผิดชอบ” อันเนื่องมาจาก “ความไม่สำนึกว่าได้กระทำความผิด” เหตุผลและตัวอย่างที่พยายามยกมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการดำรงอยู่ของบทโฆษณา ปตท. ในสารคดีฉบับก่อนหน้านั้น ก็มีตรรกะที่บิดเบี้ยว ซึ่งจะขออธิบายยกตัวอย่างในภายหลัง

นัยของบทบรรณาธิการ พยายามจะเตือนทุกท่านด้วยความหวังดีว่า เราอยู่บนโลกแห่งความลวง ดังนั้น ระวังให้ดี แต่ประเด็นของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่เราอยู่บนโลกแห่งความลวงหรือไม่

ประเด็นอยู่ที่เรื่อง “จรรยาชีพ” และ “ความรับผิดชอบต่อสังคม”

ความลวงของโลกไม่ได้มาเกี่ยวอะไรกับการลงบทโฆษณาดังกล่าวแม้แต่น้อย สิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างสำคัญคือ จรรยาชีพของคนทำหนังสือสารคดี และความรับผิดชอบต่อสังคม ในแง่ของการตระหนักรู้ว่าอะไรคือเป้าหมายของการลงโฆษณาด้วยวิธีดังกล่าวของบริษัท ซึ่งตามหลักวิชาชีพได้มีทางออกไว้ให้แล้วด้วยการยินยอมให้รับเงินจากบริษัทเพื่อลงโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยอิงกับความน่าเชื่อถือและของนิตยสาร แต่ต้องแจ้งให้ผู้อ่านรับทราบล่วงหน้าด้วยข้อความว่า “พื้นที่โฆษณา” หรือ “พื้นที่ประชาสัมพันธ์” ไม่ว่ามันจะเขียนด้วยตัวอักษรที่ใช้สีกลมกลืนกับพื้นหลังและด้วยขนาดตัวอักษรที่เล็กเพียงใดก็ตาม

บรรณาธิการทราบดีอยู่แล้วว่ามนุษย์มักจะเชื่อโดยง่าย หากได้ข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จึงสมควรจะทราบต่อไปอีกด้วยว่าบทความใน “สารคดี” คือแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้านสิ่งแวดล้อมการลงโฆษณาด้วยวิธีดังกล่าว โดยไม่แสดงข้อความเตือน ทำให้อาจตีความได้ว่าเป็นความ “จงใจ” ที่จะหลอกลวงผู้สนับสนุนนิตยสาร “เพื่อหวังอามิสสินจ้าง” โดยไม่คำนึงถึงหลักการทางวิชาชีพ และความรับผิดชอบต่อสังคม

แน่นอนว่า ผู้อ่านควรจะรับข้อมูลอย่างระมัดระวัง รอบคอบ ไม่ด่วนเชื่อ ไม่ยึดถือว่าสิ่งที่ได้อ่านเป็นความจริงแท้ แม้ว่าโลกจะเต็มไปด้วยความลวง แต่สังคมไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วนรอบด้าน ด้วยข้อจำกัดด้านต่าง ๆ เช่น เวลา ประสบการณ์ การเข้าถึงข้อมูล ฯลฯ จึงต้องมีการสร้างสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่เสมือนผู้รับรองความน่าเชื่อถือเบื้องต้นของข้อมูลเหล่านั้น และสารคดีเองก็เป็นสถาบันหนึ่งที่สังคมเชื่อว่าสามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ การละเว้นไม่ทำหน้าที่อย่างจงใจของสารคดีจึงมีผลต่อสังคม

หากใช้ตรรกะของบรรณาธิการที่ว่า เราอยู่บนโลกแห่งความลวง นักดาราศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ แพทย์ อาจจะลวงเราได้ แล้วสังคมจะอยู่อย่างไรครับ? การที่เราไม่เชื่อ สถาบันที่ทำหน้าที่รับรองความน่าเชื่อถือของข้อมูลก็อาจส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในระดับหนึ่ง (ผมไม่ได้หมายความว่าให้เชื่อโดยไม่ตั้งคำถาม แต่หมายถึงหากไม่เชื่ออย่างสุดโต่งและสงสัย ตรวจสอบตลอดเวลา) แต่สังคมจะวุ่นวายและกลียุคกว่านั้น หากสถาบันเหล่านั้นไม่ทำหน้าที่คัดกรอง และตรวจสอบความจริง และปัดภาระด้วยการบอกว่า เราอยู่บนโลกแห่งความลวง ดังนั้น ทุกคนระวังให้ดีก็แล้วกัน!!!

ลองนึกภาพเราไปหาหมอ แล้วหมอก็จ่ายยาให้เราโดยไม่สนว่าจะถูกกับโรคหรือไม่ แต่เน้นจ่ายยาที่บริษัทยาให้ค่าคอมมิสชั่นแพง ๆ คนไข้จะกินยานั้นหรือไม่ หรือไปหายาอื่น ก็แล้วแต่วิจารณญาณดูก็แล้วกัน

ก่อนจะจบจดหมายฉบับนี้ ผมขอกลับไปที่เรื่องตรรกะของบรรณาธิการสักนิด

หลักคิดและตัวอย่างที่บรรณาธิการพยายามยกมาสร้างความชอบธรรมให้กับตนเองนั้น มันไม่ตรงกับประเด็นเรื่องโลกแห่งความลวง ในกรณีของนักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ ชัดเจนว่า เขาพูดในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งตามธรรมเนียมของวัฒนธรรมของฝรั่ง ถือเป็นวันโกหก ดังนั้นในวันนี้ หากมีอะไรแปลกประหลาด ทุกคนจะระวังไว้ก่อนว่า อาจมีการอำครั้งใหญ่เกิดขึ้น วันที่ 1 เมษายน นี่ล่ะครับ คือ ข้อความ “พื้นที่ประชาสัมพันธ์” ที่จะทำให้ผู้รับสารระแวดระวังข้อมูลข่าวสารที่กำลังจะรับฟัง และควรจะตระหนักไว้ด้วยว่า บรรดานักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จะไม่มีวันโกหกแบบนี้ในวันอื่น ๆ และต่อให้เป็นวันที่ 1 เมษายน พวกเขาก็จะไม่โกหกเพื่อหาประโยชน์ใส่กระเป๋าตนเอง แต่จะอำ เพื่อกระตุ้นให้คนได้ไปคิดต่อ กรณีของการทดสอบยาก็เช่นเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือการทดสอบทางการแพทย์ ไม่ใช่การโกหก สิ่งที่เป็นการโกหกเพียงอย่างเดียวน่าจะเป็นการที่คนเรามักจะเคยปั้นน้ำเป็นตัวตอนเด็ก ที่เกิดขึ้นเพราะความเยาว์ ความเขลา และขาดความรับผิดชอบต่อสังคม

ท้ายนี้ หวังว่าสารคดีคงจะรับฟังเสียงหนึ่ง (และคาดว่าจะไม่ใช่เสียงเดียว) ที่พยายามทำตัวเป็น “ป้ายเตือน” โค้งอันตราย ด้วยความไม่อยากเห็นสารคดีแหกโค้งสิ้นชีพลงไปด้วยวัยไม่เต็มสามสิบ

วงเสวนาประเทศไทยจะไปทางไหน เชื่อไม่มีรัฐประหาร เลือกตั้งแน่ ความแตกแยกไม่จบ

ที่มา ประชาไท


30 มี.ค.54 เวลา 13.00 น. กลุ่มจับกระแสเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Siam Intelligence Unit (SIU)จัดงานเสวนาวิชาการเรื่อง “ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน”
ณ อาคารมหิตลาธิเบศร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีการกล่าวรายงาน โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษาร่วมเสวนาโดย พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารกองทัพไทย, อุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร, รศ.ดร.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ
ต้นเหตุปัญหาการเมืองไทยต้องแก้ทั้งที่ “คน” และ “ระบบ”
พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ กล่าวว่า ต้นตอปัญหาต่าง ๆ ในปัจจุบันเกิดจากคนในสังคมแตกแยกกันไปหลายทิศหลายทางโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์แห่งชาติซึ่งเป็นเป้าหมายร่วมกันว่าในท้ายที่สุดแล้วประชาชนต้องได้อยู่ดีกินดี มีศักดิ์ศรี และประเทศชาติมั่งคั่ง คนที่จะร่วมกันขับดันประเทศได้ต้องมีเป้าหมายร่วมกัน แต่ตอนนี้หลายฝ่ายขับเคลื่อนกันไปคนละทาง บางฝ่ายไม่ยอมฟังคนอื่นแต่ชอบพูดให้คนอื่นฟัง ประเทศที่เจริญก้าวหน้าแล้วเขาสามัคคีและมีเอกภาพกันมากกว่าเรา ขณะที่เรากำลังชักเย่อกันอยู่ ทางแก้ปัญหาคือเราต้องเตรียมคนให้เหมาะให้มีคุณภาพต่อระบอบการปกครอง โดยต้องให้การศึกษา ให้คนมีความรู้เรื่องประชาธิปไตย หน้าที่พลเมือง และศีลธรรมจรรยา
ด้านอุทัย พิมพ์ใจชน มองว่า ปัญหาการเมืองในปัจจุบันเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในทิศทางประชาธิปไตย จึงเกิดการกลับไปสู่จุดเริ่มที่การยึดอำนาจวนเวียนเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่คณะราษฎร์ปฏิวัติเมื่อ 2475 ถือเป็นหมุดหมายว่าเราจะเดินไปในเส้นทางประชาธิปไตย แต่บางช่วงก็เกิดความไม่มั่นใจในประชาธิไตยจึงปล่อยให้เกิดการรัฐประหาร เช่น 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา ถ้าเราอดทนและปล่อยให้กระบวนการประชาธิไตยเยียวยาตัวมันเอง เราก็คงผ่านช่วงนั้นมาได้โดยไม่เกิดการรัฐประหาร
“เราไม่เอาอะไรสักอย่าง ประชาธิปไตย เผด็จการ คอมมิวนิสต์ จะเอาอะไรก็เอาไปให้มั่นคงไปเลย แล้วจะเอาดีได้อย่างไร ถ้าจะรัฐประหารก็เอาอำนาจเลย อย่าคืนมานะ แต่ถ้าเอาประชาธิปไตยก็ต้องทน” อุทัยกล่าว
ทางออกจากปัญหานี้คือ สังคมต้องแน่วแน่ในหนทางการปกครองประชาธิปไตย ต้องปูทางไปให้ถึงโดยการสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพโดยให้การศึกษาเรื่องประชาธิปไตย เศรษฐกิจ การเมือง ศีลธรรม วินัย ตั้งแต่เด็ก ๆ เหมือนที่ญี่ปุ่นทำ ผ่านไปสิบปีจะได้คนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ
ส่วน รศ.ดร.โคทม อารียา เสนอว่า ปัญหาอยู่ที่ความคิดความเชื่อสองชุดของคนไทยโดยเฉพาะคนกรุงเทพฯที่ขัดแย้งกัน คือ ฝ่ายหนึ่งว่าราชาธิปไตยดี อีกฝ่ายก็ว่าประชาธิปไตยดี ทะเลาะกันมา 79 ปีก็ยังไม่ลงตัว ยังหาจุดพอดีไม่เจอ เพราะว่าฝ่าย “เก่าไม่อยากเปลี่ยน” “ใหม่ไม่ค่อยอยากปรับ” นี่คือลักษณะพหุนิยมของสังคม และตอนนี้สังคมกำลังเผชิญกับวาทกรรมสองอย่างได้แก่ “ประชาธิปไตยขาดคุณธรรม” ใช้อธิบายถึงวงจรอุบาทว์ของนักการเมืองไทย อีกวาทกรรมหนึ่งก็คือ “การเมืองไทยเป็นการเมืองเรื่องอำมาตย์” ซึ่งวาทกรรมสองฝ่ายนี้เป็นปัจจัยนำมาสู่การขัดแย้งทางความคิดที่สำคัญในปัจจุบัน ความขัดแย้งนี้ไม่มีวันจบ เราต้องแก้ปัญหาที่ระบบ เพราะแก้เป็นคน ๆ ไปมันก็เท่านั้น
ด้าร รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ เสริมประเด็นนี้ในด้านเศรษฐกิจว่า ปัญหาด้านเศรษฐกิจของไทยคือยังไม่สามารถเลื่อนชั้นไปสู่เศรษฐกิจภาคบริการ (Service economy) เนื่องจากการเมืองดิ่งลึกเข้าสู่ระบบครอบครัวผ่านทายาททางการเมือง ซึ่งในทางพฤตินัยคืออำนาจอยู่ในมือคนจำนวนน้อย เศรษฐกิจจึงอยากที่จะเกิดพลวัตเลื่อนชั้นไปสู่ภาคบริการ ถ้าคนมีคุณภาพ พลวัตการพัฒนาเศรษฐกิจการเมืองก็เคลื่อนไปได้ง่าย พร้อมเสนอแนะรัฐบาลในอนาคตควรมี Good Governance Policy ที่จะพัฒนามาตรฐานระบบการเงินไทย เพื่อรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งอาเซียนจะเป็นสมรภูมิที่จีนและญี่ปุ่นจะเข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือดด้วย
รัฐประหารไม่ใช่ทางออก
จากการร่วมอภิปรายของวิทยากร มีความเห็นตรงกันประการหนึ่งต่อสภาพการเมืองไทยว่า รัฐประหารไม่ใช่หนทางแก้ปัญหา โดย พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า โดยเหตุโดยผลแล้วคิดว่าไม่น่าจะมี และไม่ควรมีรัฐประหาร ที่ผ่านมาการเมืองไทยอยู่ในสภาพพายเรือในอ่างมานานแล้ว เกิดรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง ขัดแย้งแล้วก็จบที่รัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้สังคมแย่ เมื่อเกิดปัญหาก็ต้องมุ่งแก้ไปตามวิธีการของระบอบนั้น ๆ ทันที
เช่นเดียวกับนายอุทัย พิมพ์ใจชน มีความเห็นว่ากระบวนการประชาธิปไตยมีหลักการอยู่ตรงที่การวิพากษ์วิจารณ์ การตรวจสอบถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจทั้งจากในสภาและจากภาคสังคม ใครจะชั่วดีอย่างไรสังคมก็รู้และตรวจสอบได้ แต่ถ้ารัฐประหารไปแล้วอำนาจมันจะทำให้ปิดเงียบ สังคมไม่รู้
ด้าน รศ.ดร.โคทม อารียา เพิ่มเติมว่า สื่อมวลชนไม่ควรมีปฏิกิริยามากต่อกระแสข่าวรัฐประหาร ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิด ควรเปิดกว้างแนวทางประชาธิปไตบแบบถกแถลง ยอมรับความแตกต่างของคนอื่น และควรปิดประตูรัฐประหารเสีย
เลือกตั้งมีแน่ ความแตกแยกยังไม่จบ
สำหรับประเด็นเรื่องการเลือกตั้งครั้งใหม่หลังการยุบสภาต้นดือนพฤษภาคมนี้เวทีเสวนาเห็นว่า การเลือกตั้งจะมีขึ้นอย่างแน่นอน แม้จะมีข่าวลือว่าไม่มีการเลือกตั้งออกมาเป็นระยะ ซึ่งความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายก็ยังคงดำรงอยู่ เพราะแน่นอนว่าย่อมมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะและฝ่ายตรงข้ามก็จะประท้วงคัดค้าน อาจมีความรุนแรงบ้างประปรายจากลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่พอใจ การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้ายยังมีการทะเลาะกันอยู่เพราะนี่คือพหุนิยม แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน ต้องเคารพกันและกัน ที่ผ่านมาสังคมไทยมีบทเรียนจากความเสียหายจากความขัดแย้งมาแล้ว คงจะเกิดการเรียนรู้ และอยู่ที่ประชาชนทุกคนเอง ที่จะร่วมมือกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสเที่ยงธรรม ให้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือพัฒนาประชาธิปไตยของเราให้ก้าวไปข้างหน้า