WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 1, 2011

จิตรา คชเดช เทพธิดาแรงงาน และขบวนการแรงงานไทย

ที่มา Thai E-News



โดย เปลวเทียน ส่องทาง

ไม่นานมานี้ “ดีแต่พูด” “มือเปื้อนเลือด” ได้กลายเป็นวาทกรรมที่ทิ่มแทงหัวใจและเปลือยตัวตนของ นายกรัฐมนตรีอภิสทิธิ์ เวชชาชีวะ ได้อย่างตรงเป้า โดยความกล้าหาญของผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่ง ที่นำโดย จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์

ไม่นานมานี้เช่นกัน ผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่ง ได้แถลงวิพากษ์วิจารณ์การเตรียมจัดงานวันที่ 1 พฤษภาคม “วันกรรมกรสากล” (ที่ถูกรัฐไทยและผู้นำแรงงานอนุรักษ์นิยมรับใช้รัฐได้บิดเบือนให้กลายเป็นวันแรงงานแห่งชาติ) ของกระทรวงแรงงาน ฯ ที่ต้องการให้มีการจัดประกวดเทพธิดาแรงงาน โดยมีผู้นำแรงงานบางส่วนขานรับรับใช้รัฐ

ปรากฎการณ์ทั้งสอง เป็นสิ่งที่นำมาสู่การทบทวนขบคิดถึงแนวทางการขับเคลื่อนของขบวนการแรงงานไทยปัจจุบัน และความหมาย “ขบวนการแรงงานไทย” ซึ่งมักเป็นขบวนการของ “ผู้นำ” มากกว่า “ผู้ใช้แรงงาน” โดยรวม

หรือจัดองค์กรที่สถาปนาตนเองเป็นผู้นำโดยสมาชิกจำนวนไม่มาก ไม่มีส่วนร่วม หรือแม้มีจำนวนสมาชิกจำนวนมากแต่เป็นการจัดตั้งองค์กรแบบราชการ เพื่อต้องการเข้าเป็น”คณะกรรมการไตรภาคี”

อย่างไรก็ตาม ขบวนการแรงงานไทยนั้น เป็นขบวนการที่ไม่เป็นเอกภาพ มีทิศทางแนวทางหลัก อย่างน้อย 4 ประการ คือ

หนึ่ง เป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในระดับโรงงานหรือบริษัทที่ตนเองทำการผลิตอยู่ มักเป็นเรื่องสภาพการจ้างที่ไม่เป็นธรรม และไม่สนใจด้านนโยบายของรัฐ และด้านการเมืองแต่อย่างใด หรือเน้นลัทธิเศรษฐกิจ หรือลัทธิสหภาพเท่านั้น

สอง เป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนทั้งปัญหาระดับโรงงาน และขับเคลื่อนด้านนโยบาย เช่น พรบ.คุ้มครองความปลอดภัยในสถานประกบการ การผลักดันให้รัฐบาลลงนามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ILO ฯลฯ

และยังเกี่ยวข้องกับการเมืองระดับชาติในฐานะขบวนการอนุรักษ์นิยมขบวนการหนึ่งที่สนับสนุนการรัฐประหาร และหรือนิยมระบอบอำมาตยาธิปไตย มีผู้นำสำคัญ เช่น สมศักดิ์ โกสัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ สาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สมาพันธ์แรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมาฉันท์แรงงานไทย (เป็นกรรมการพรรคการเมืองใหม่ด้วย)

ตลอดทั้งบางส่วนมีแหล่งทุนสนับสนุนที่สำคัญคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์นิยมของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่มีกลุ่มอำมาตย์หมอครอบงำอยู่

สาม เป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนทั้งปัญหาระดับโรงงาน ระดับนโยบายเหมือนกัน แต่กลับเป็นขบวนการประชาธิปไตย สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านอำนาจนอกระบบของอำมาตยาธิปไตย เช่น กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มอดีตสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ หรือกลุ่มนี้เป็น “กรรมกรเสื้อแดง”

สี่ ขบวนการแรงงานที่ขับเคลื่อนเสมือนเป็นตัวแทนของรัฐ แม้จะอ้างชื่อเป็นขบวนการแรงานก็ตาม และพร้อมจะรับใช้ทุกรัฐบาล ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนขึ้นมามีอำนาจ หรือมาจากรัฐประหารก็ตาม เช่น กลุ่มที่เห็นด้วยกับการจัดงานประกวดเทพธิดาแรงงาน ทั้งๆที่เป็นการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง มองผู้หญิงเป็นเพียงสินค้าประกวดนิยามความงามของคณะกรรมการประกวดเท่านั้นเอง มากกว่าเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก และสำคัญต่อการสร้างสรรค์ให้กับสังคมไทย

สุนีย์ ไชยรส คนขวาสุดในภาพตอนเป็นเจ้าภาพจัดงานวันสตรีสากล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายคนอาจจะ คัดค้านการประกวดเทพธิดาแรงงาน เช่น สุนีย์ ไชยรส คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ฯลฯ แต่มิได้หมายความว่า จักสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่กลับสนับสนุนรัฐประหารที่ผ่านมา

และหลายคนกลับรับไม่ได้กับการที่ จิตรา คชเดช ถือป้ายประท้วง “ดีแต่พูด” “มือเปื้อนเลือด” เพราะทำให้เจ้าภาพจัดงานเชิญนายกรัฐมนตรีเสียหน้าไปด้วย ทั้งๆที่ “อุดมการความเสมอภาพหญิงชาย” ควรควบคู่กับ “อุดมการหลักประชาธิปไตย” แต่กลับตาลบัตร

ดังนั้นขบวนการแรงงานไทย จึงไม่มีอุดมการณ์และการขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ เป็นคำถามที่มวลคนงานพื้นฐาน ที่มิใช่ ผู้สถาปนาตนเอง เป็นผู้นำ ควรตรวจสอบอย่างยิ่ง

และแน่นอนว่าผู้เขียนสนับสนุน “กรรมกรคนเสื้อแดง” เนื่องเพราะเสรีภาพและประชาธิปไตยสำคัญยิ่งต่อขบวนการแรงาน เหมือนเช่นบทเรียนในยุคอำมาตย์และทหารครองเมือง ที่ จิตรา คชเดช เคยปาฐกถาเรื่อง“บทเรียนและการต่อสู้ของสหภาพแรงงานกับรัฐและทุนข้ามชาติ” ไว้ว่า …….. ในปี 2550 ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจัดให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ในขณะที่คนงานไทรอัมพ์กำลังจะยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเพื่อปากท้องของตัวเอง พวกเราไม่สามารถจัดให้มีการประชุมสมาชิกได้ พวกเรามีทหารมาแจ้งว่า ไม่ให้จัดการประชุม และเราก็มีทหารมาตั้งเต๊นท์ที่หน้าโรงงานเพื่อตรวจบัตรคนงานที่ทำโอที และถามว่าพวกเราจะไปใหนกัน…………

ขบวนการกรรมกรคนเสื้อสีแดง จงเจริญ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:งานเปิดตัวเฉลิมฉลอง 100 ปีวันสตรีสากล 8 มีนาคม ดุเดือด: อภิสิทธิ์ ถูกด่า "มือใครเปื้อนเลือด" "ดีแต่พูด"

ประเทศไทย(ไม่)ไปทางไหน ? เหมือนตะวันออกกลาง ผู้แทนฯเละ เพราะราษฎรใช้ไม่ได้

ที่มา มติชน





เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มจับกระแสเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Siam Intelligence Unit (SIU) ได้จัดเสวนาเรื่อง "ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน?" ณ อาคารมหิตลาธิเบศร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา รศ.ดร.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันตวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และรศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์


ศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเปิดงานว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาทั้งจากภายใน และภายนอก ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ไปจนถึงความขัดแย้งระดับชาติกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงอยากให้มีการอภิปรายเพื่อร่วมแสวงคำตอบว่า ประเทศไทยควรจะก้าวเดินไปในทิศทางใด เพื่อจะให้มีการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต


พลเอกบุญสร้าง :ไม่คิดว่าจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริง

พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาประเทศว่า ทุกฝ่ายต้องขับดันประเทศโดยมีเป้าหมายร่วมกัน สำหรับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ต้องมีความมั่งคั่ง ประชาชนอยู่ดีกินดี มีศักดิ์ศรี คนทุกคน ไม่ว่าจะนับถือลัทธิใด จะเสรีประชาธิปไตย, ประชาธิปไตยแบบมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคอมมิวนิสต์ ทั้งหมดต้องสามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างประเทศญี่ปุ่น ประชาชนของเขาต่างมีความรักสามัคคี มุ่งมั่นเสียสละ ในขณะที่ประเทศไทยเรา ณ ตอนนี้ ทุกคนต่างขับเคลื่อนไปคนละทิศละทาง
ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมฟังคนอื่น แต่ชอบพูดให้คนอื่นฟัง

เราบอกว่าประเทศเราไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เรากำลังพายเรือในอ่าง วนอยู่กับที่ไม่ไปไหน แม้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของบ้านเราจะมี แต่ด้านการเมืองและสังคมกลับแย่ พอเลือกตั้งเสร็จ รัฐบาลก็ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็เกิดปฏิวัติ เป็นอยู่อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา ปัญหาทั้งหมดจึงต้องแก้ที่คน ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบอะไรก็แล้วแต่ต้องพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระบอบนั้นๆ ระหว่างที่รอเยาวชนเติบโต รัฐบาลอาจจะตั้งโรงเรียนประชาธิปไตย สอนให้คนรู้เรื่องประชาธิปไตยมากขึ้น ส่วนข่าวลือที่ว่าจะมีการรัฐประหารหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดนั้น ยอมรับว่าเคยได้ยินมา แต่ไม่คิดว่าจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริง

อุทัย : สภาผู้แทนราษฎรเละ เพราะราษฎรใช้ไม่ได้


ด้านนายอุทัย พิมพ์ใจชน กล่าวว่า ทิศทางที่สำคัญของประเทศไทย คือ ประชาชนต้องมั่นใจ และแน่วแน่ในระบอบการปกครอง เพราะจะเห็นได้ว่า ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 แทนที่ประเทศจะพัฒนาอย่างมั่นคง ทุกคนกลับสับสนไม่มั่นใจในระบอบประชาธิปไตย ชาวบ้านกลับมองว่า สภาผู้แทนราษฎรมันโกง มันกิน มันกุ๊ย พอทนไม่ไหว ก็มีคนปฏิวัติเอาอำนาจกลับมาให้ประชาชนตัดสินใจเลือกใหม่ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่มั่นคงในทิศทางนี้ตั้งแต่แรก เราเลือกจะไม่เอาอะไรสักอย่าง ทั้งประชาธิปไตย เผด็จการ หรือคอมมิวนิสต์ แล้วประเทศจะดีได้อย่างไร ถ้าจะเลือกทิศทางใดแล้ว ก็ควรเอาให้มั่นคงไปเลย

นายอุทัยยังกล่าวอีกว่า ผู้แทนราษฎร คือเงาสะท้อนของประชาชน ที่สภาผู้แทนราษฎรเละ เพราะราษฎรใช้ไม่ได้ ถึงตัดสินใจเลือกคนเหล่านี้เข้ามาบริหารประเทศ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศ จึงต้องพัฒนาที่ราษฎรเป็นอันดับแรก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ประเทศญี่ปุ่น เขาสร้างคนมาตั้งแต่อนุบาล ตั้งแต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะฉะนั้นเขาถึงมีคนที่มีคุณภาพ ประเทศไทยก็น่าจะเริ่มจากตรงนี้ คือ พัฒนาคนรุ่นใหม่ ส่วนรุ่นเก่าถ้าใช้ไม่ได้ก็ปล่อยไป เพราะไม้แก่ดัดยาก สำหรับปัญหาของประเทศ ณ ตอนนี้ก็ต้องแก้เฉพาะหน้าไปก่อน พร้อมทั้งเสนอสูตร 5+5 ปี คือ 5 ปีแรก ให้เยาวชนได้เรียนรู้หลักของประชาธิปไตย อาจจะโดยการเข้าค่าย หรือการอบรม ส่วนอีก 5 ปีก็ปลูกฝังเรื่องศีลธรรมจรรยา ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาบุคคลได้ เพราะฉะนั้นแนวทางก็คือ ต้องแนวแน่ในทิศทางของระบอบการปกครอง และปูทางให้คนรุ่นใหม่ก้าวไปให้ถึง

โคทม : ร่วมลงสัตยาบัน จรรยาบรรณการเลือกตั้ง

รศ.ดร.โคทม อารียา มองว่า ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือ การแก้ปัญหาที่ความคิดและความเชื่อของคน เพราะคนหัวเก่าก็ไม่ค่อยอยากเปลี่ยน คนหัวใหม่ก็ไม่ค่อยอยากปรับ จึงเกิดเป็นชุดความคิด เป็นวาทกรรมที่แตกต่างกันอยู่ในสังคม

กลุ่มหนึ่ง มองว่า ประชาธิปไตยเดี๋ยวนี้ขาดคุณธรรม ขับเคลื่อนเป็นวงจรอุบาทว์ ที่นักการเมืองไม่ดีได้รับเลือกเข้ามาโดยการซื้อเสียง พอเกิดการปฏิวัติขึ้น แทนที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่ พวกหน้าเดิมๆก็ได้รับเลือกเข้ามาอีก โดยการซื้อเสียงแบบเดิม

แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองเรื่องอำมาตย์ ไม่มีความเท่าเทียมในสังคม มีแต่ความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่าง การเป็นเจ้าคนนายคน เพราะฉะน้ันปัญหาทั้งหมดจึงต้องแก้ที่ระบบ แก้ที่ชุดความเชื่อ ให้ความต่างระหว่าง ราชาธิปไตยกับประชาธิปไตยมีความลงตัว ให้ทุกคนเคารพและยอมรับในความแตกต่าง ทางความคิดความเชื่อของกันและกัน แล้วเปลี่ยนครรลองประชาธิปไตยโดยการปิดประตูรัฐประหาร ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ และอยู่เหนือการเมืองโดยเด็ดขาด

รศ.ดร. โคทม เชื่อว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้จะเกิดขึ้นแน่ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของทุกคน คือ ทำให้มีประชาธิปไตยที่ชอบธรรม และมีการเลือกตั้งที่เที่ยงธรรม ซึ่งต้องอาศัยการแข่งขันกันอย่างยุติธรรม อย่างมีกติกา อย่างมีจรรยาบรรณ โดยให้ประชาชนคอยจับตา เพราะนักการเมืองเขาไม่กลัวอะไร นอกจากกลัวสอบตก เราต้องบอกกับประชาชนอยู่เสมอว่า ไม่ใช่เงินไม่มากากไม่เป็น เพราะการกากบาทไม่ได้มีไว้เพื่อขาย

"ผมเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งพฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนได้ อย่าไปคิดว่าคนไทยจะยอมขายเสียงตลอดไม่มีอะไรที่ตายตัว "

นอกจากนั้น รศ.ดร. โคทม ยังอยากให้นักการเมืองร่วมลงนามให้สัตยาบัน ในจรรยาบรรณการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบในนโยบายและคำมั่นสัญญาที่เคยได้ให้ไว้ สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า กากบาทคือประกาศิต ลิขิตการเมืองไทย

หากทุกคนตกลงกันว่า เราจะเอาประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่ได้ผลก็ย่อมขึ้นอยู่กับ การเลือกตั้งที่เที่ยงธรรม ซึ่งสื่อมวลชนจำเป็นต้องช่วยกระพือกระแส ให้ประชาชนเห็นความสำคัญในความชอบธรรมดังกล่าว เพราะจะทำให้สังคมไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ส่วนในคำถามที่ว่า เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ผู้ชุมนุมหรือการประท้วงหมดไปหรือไม่ ดร. โคทม มองว่า การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง แน่นอนว่าคงยังมีทะเลาะกันอีก แต่แม้เราจะเป็นพหุนิยม คือคิดต่างกันได้ แต่ทุกคนก็ควรจะต้องเคารพต่อกัน ใช้ความอดทนอดกลั้น ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า ถึงใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็คงถูกประท้วงอยู่เหมือนเดิม แต่หากเราสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้ ประชาชนก็คงจะพอใจ และยอมรับการบริหาร งานของรัฐบาลชุดต่อไป


สมภพ : ดิ่งลึกเข้าสู่ระบบครอบครัว ไม่แตกต่างตะวันออกกลาง

ด้าน รศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยมีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเปิดกว้าง ในเรื่องอื่นๆที่เป็นกติกาของสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน หรือการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยประสบปัญหามาโดยตลอด

เพราะในขณะที่เรามีองค์กรเศรษฐกิจที่ทันสมัย สามารถพัฒนาเป็นมืออาชีพได้ แต่เรากลับเลื่อนชั้นจาก เศรษฐกิจภาคผลิต (production economy)ไปเป็นเศรษฐกิจภาคบริการ (service base economy)ไม่ได้เสียที นั่นเพราะปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ ดิ่งลึกเข้าสู่ระบบครอบครัว จากพ่อสู่ลูกหลาน เป็นระบบการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ แทบไม่ต่างจาก ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้โอกาสที่ประเทศจะสามารถขับเคลื่อนอย่างมีพลวัต เป็นไปได้ยาก และหากประเทศไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ ไม่มีการปรับตัวเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า ยังคงใช้ระบบเศรษฐกิจ แบบยืมจมูกคนอื่นหายใจ รอให้ชาวต่างชาติมาลงทุน เป็นระบบเศรษฐกิจแบบจับกัง ด้วยแรงงานราคาถูก
ไม่มีแบรนด์ ประเทศไทยก็คงไม่สามารถจะเลื่อนชั้นไปเป็นเศรษฐกิจภาคบริการได้ ทั้งๆที่น่าจะมีโอกาส

รศ.ดร. สมภพ ได้กล่าวอีกว่า หากจะแก้ปัญหาด้วยการสวนกระแส ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง คงจะส่งผลกระทบมากแน่นอนภายใต้เศรษฐกิจระบบเปิดขนาดนี้ ดังนั้น ประเทศจะสามารถพัฒนาได้ ย่อมขึ้นอยู่กับระบบเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพ เพราะระบบการเลือกตั้ง คือเครื่องมือของระบบบริหารประชาธิปไตย ซึ่งตัวจะชี้วัดความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบุคคล ถ้าบุคคลที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งมีคุณภาพ สภาผู้แทนราษฎรมีคุณภาพ สิ่งต่างๆก็จะเกิดการขับเคลื่อนพัฒนาเป็นพลวัต ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง

คำถามจึงมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรถึงจะพัฒนาจิตสำนึกของคนให้มีวิจารณญาณในการใช้สิทธิ์ของตน ทุกครั้งที่มีการหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้ง


บทสรุป ประเทศไทยไม่ไปไหน ถ้าคนไม่พัฒนา

ในช่วงท้าย พลเอก บุญสร้าง ได้สรุปว่า เราควรจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้การศึกษาเพื่อให้ประชาชนเป็นคนดีของชาติ ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ต้องสอนเด็กให้เป็นคนดี คือ เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกัน ในส่วนของราชการก็ต้องเต็มกำลัง ประชาชนที่เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องสอนเด็กให้ดี ถ้าถามว่าสอนอะไร คงไม่ต้องเป็นวิชาการมากมาย แค่สอนให้พวกเขาเป็นคนดี แล้วไม่ว่าจะอยู่ในระบอบอะไร ก็ย่อมง่ายที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อคุณภาพของบุคคล


ด้าน ดร. โคทม กล่าวว่า ทุกคนน่าจะยอมรับในพหุนิยม หรือความหลากหลาย ความแตกต่าง และจะต้องมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น การเสวนาในประเด็นต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝึกให้คนเรา เป็นผู้ฟัง และคิดไตร่ตรองก่อนพูด รวมทั้งต้องพัฒนาทั้่งคนและระบบควบคู่กันไปเหมือนกับเราไปสอนเด็กว่าให้ระวังไฟไหม้ แต่เราไม่สนใจเรื่องระบบสายไฟ หรือระบบการดับไฟก็ไม่ได้

เพราะฉะนั้นนอกจากพัฒนาคน ให้การศึกษาคนแล้ว ก็ยังต้องมีระบบการเมืองที่ดี ระบบกฎหมายที่ดี ฯลฯ สิ่งสำคัญ คือ อยากให้ทุกคนเริ่มจากการทำในสิ่งที่ทำได้ใกล้ตัวก่อน แต่อย่าลืมเป้าหมายของเรา ที่เราอยากจะเห็นความเที่ยงธรรม ความสงบสันติ ความเจริญ และความสุขของมวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น จึงอยากเสนอข้อคิดที่เป็นจุดร่วม นั่นก็คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม ประเทศไทยถึงจะเดินไปได้


รศ.ดร. สมภพ กล่าวว่า มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอยู่ประมาณ 4-5 เรื่อง ที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมการรับมือ กับการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มโอกาสและลดปัญหาของประเทศ เรื่องแรก คือ ประเทศตะวันตกซึ่งเป็นผู้นำและมหาอำนาจ เริ่มเผชิญกับสภาวะอัศดงคตทางเศรษฐกิจ เพราะอิงกับการเงินมากเกินไป

เรื่องที่สอง จากสภาวะอัศดงคตของประเทศฝั่งตะวันตก ได้ส่งผลดีกับประเทศในแถบตะวันออก เช่น จีน อินเดีย รวมทั้งประเทศต่างๆในแถบเอเชีย ซึ่งจากผลการวิจัยเปรียบเทียบ พบว่า ทวีปเอเชียมีจำนวนประชากรรวม 60% ของโลก แต่ GDPรวมอยู่ที่ประมาณ 20% คือขนาดรวมแล้ว ก็ยังไม่เท่ากับอเมริกาเพียงประเทศเดียวเลย เพราะฉะนั้นเรามีโอกาสมากที่เจริญเติบโตไปได้อีกมาก

เรื่องที่สาม เราจะต้องเผชิญกับความไม่สมดุลของโลก ทั้งความไม่ดุลทางเศรษฐกิจ หรือ global economic imbalance ที่บ่อยขึ้นและถี่ขึ้น

เรื่องสี่ ความไม่สมดุลในสภาวะธรรมชาติโลก ทั้งภัยพิบัติธรรมชาติ รวมถึงความไม่สมดุลที่มนุษย์ ได้กระทำย่ำยีต่อธรรมชาติโลก ซึ่งเป็นที่มาของสภาวะโลกร้อน และความแปรปรวนทางอากาศต่างๆ

เรื่องที่ห้า คือการที่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีไทยเป็นสมาชิก กำลังถูกขนาบด้วยความเปลี่ยนแปลง โดยภายหลังจากเหตุการณ์สึนามิและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นที่จะผ่านพ้นไปเชื่อว่า ญี่ปุ่นคงจะทำการโยกย้ายทั้งฐานการลงทุน และฐานประชากร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ออกมา นอกประเทศ นั่นเพราะระบบการขนส่งต่างๆที่ถูกทำลาย รวมทั้งปัญหาด้านพลังงาน ซึ่งคนญี่ปุ่นต้องพึ่งพลังงานจากนิวเคลียร์ถึง 30%

นอกจากนี้แล้ว ประเทศจีนก็นับเป็นอีกหนึ่งประเทศยักษ์ใหญ่ที่น่าจับตามอง ในเมื่อทั้งจีนและญี่ปุ่นจะเข้ามาแข่งขันกันที่ประเทศไทย และสมรภูมิอาเซียนอย่างดุเดือด เราจะมีนโยบายตั้งรับอย่างไร เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของการลงทุนจากจีนและญี่ปุ่นตรงนี้

เหมือนอย่างที่เราเห็นว่า แค่จีนมาตั้งศูนย์ค้าส่งที่บางนาตราดแค่ที่เดียว ก็แทบจะทำให้ทั้งประเทศลุกเป็นไฟแล้ว เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่สำคัญมากของประเทศไทย และถึงอีกห้าปีข้างหน้า ประเทศไทยก็จะเข้าสู่สมาคมอาเซียนอีกด้วย ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัย good governance policy ต้องมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และนโยบายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ก็จะต้องมาจากรัฐบาลที่ดี


( เรื่องและภาพ ชชานนท์ ลิ่มทอง )

"ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว-คนถูกรางวัล"อ่วม! เตรียมจ่ายภาษีย้อนหลัง พิษ"หวยบนดิน"ไม่จ่ายมีหมายติดหน้าบ้าน

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากผู้ค้าส่งสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ว่า ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากรยื่นหนังสือให้บรรดายี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่เคยขายสลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว (หวยบนดิน) ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ไปยื่นแบบเสียภาษีย้อนหลัง โดยบางรายถูกเรียกเก็บภาษีกว่า 30,000 บาท และเมื่อครั้งแรกที่ได้รับแจ้งนั้น ยังไม่ได้ไปชำระ จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายมาติดที่บ้านของผู้ค้าส่งเหล่านั้นให้ไปชำระภาษีด้วย ไม่เช่นนั้นจะถูกเก็บภาษีพร้อมค่าปรับด้วย

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรกล่าวยืนยันว่า กรมสรรพากรได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปแจ้งให้บรรดายี่ปั๊ว ซาปั๊วที่เคยขายหวยบนดินไปแจ้งยื่นแบบปรับปรุงการชำระภาษีเพิ่มเติมจริง เนื่องจากมีคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดีทุจริตหวยบนดินว่าผิดกฎหมาย และต้องเสียภาษีที่เกิดขึ้นจากการจำหน่ายสลากแบบเลขท้าย 2 และ 3 ตัว ทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้กรมสรรพากรต้องเก็บภาษีย้อนหลัง ทั้งในส่วนของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ที่ถูกรางวัลและยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่ขายหวยบนดิน หากกรมไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามมาตรา 157 กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงานสลากฯนั้น กรมได้เรียกเก็บภาษีย้อนหลังไปแล้ว ส่วนผู้ที่ถูกรางวัลนั้น ได้เริ่มจากผู้ที่ถูกรางวัลแจ๊คพ็อต ที่ได้เงินมากกว่า 1 ล้านบาทขึ้นไปก่อน จากนั้นก็ไล่ดูจากต้นขั้วของหวยบนดินที่ผู้ถูกรางวัลว่าซื้อจากยี่ปั๊ว ซาปั๊วรายใด จึงจะไปเก็บเงินภาษีย้อนหลังต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรายย่อยและรายกลางกระจายทั่วประเทศตามลักษณะการขาย

"เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่ออกไปเรียกเก็บภาษีหวยบนดินย้อนหลังนั้น จะไม่เรียกเก็บภาษี ณ จุดที่เกิดเหตุ แต่จะแจ้งให้ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือผู้ที่ถูกรางวัล ไปยื่นแบบชำระภาษีเพิ่มเติมที่กรมสรรพากร หรือที่ศาลากลางจังหวัดแต่ละแห่งที่อาศัยอยู่ จากนั้นจะให้ไปชำระภาษีที่สำนักงานสรรพากรเขตนั้นๆ ต่อไป และจะแจ้งให้ไปยื่นเสียภาษีย้อนหลัง 3 ครั้ง แต่หากเกิน 3 ครั้ง กรมสรรพากรจะออกจดหมายแจ้งประเมิน ซึ่งจะไม่มีการอุทธรณ์ ฎีกา และต้องเสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับ 2 เท่าด้วย" แหล่งข่าวกล่าว

ข้อมูล ที่ไม่ควรลืม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


เขียนถึงเรื่องรัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารงานแบบสร้างปัญหาให้องค์กรตำรวจมาโดยตลอด ด้วยความสงสัยว่า แล้วจะไปอาศัยมือไม้ตำรวจในช่วงเลือกตั้งนี้ได้อย่างไร

ไปจนถึงจะได้คะแนนเสียงจากชาวตำรวจกว่าสองแสนคน พร้อมครอบครัวญาติมิตรอีกจำนวนมากได้หรือ!?

มีผู้ส่งข้อมูลเข้ามาสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

บอกว่าอย่าลืมเน้น ด้วยการบริหารของนายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช.

ได้สร้างประวัติศาสตร์อัปยศให้องค์กรตำรวจ

ด้วยการไม่มีผบ.ตร.นั่งทำงานเกือบ 1 ปีเต็ม!

แล้วที่ไม่มีผบ.ตร. ไม่ใช่ว่าหาไม่ได้ เพราะมีพล.ต.อ.ที่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งผบ.ตร.ได้ ถูกต้องตามกฎหมาย มีนับสิบคน คุณสมบัติพร้อมทั้งนั้น

แต่ไม่มีความสามารถจะแต่งตั้งได้

พยายามจะดันพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้าที่ประชุมก.ต.ช. 2-3 หน ทั้งแพ้และทั้งล่ม

นี่แหละ รอยแผลใจที่นายกฯ คนนี้ฝากเอาไว้ ไม่สามารถหาผบ.ตร.ให้ชาวตำรวจได้

เรื่องต่อมาที่ผู้ส่งข้อมูลบอกให้เน้นหนักๆ ด้วย

คือ การสูญเสียพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อย่างน่าเศร้า!

นายตำรวจที่ทุ่มเททำงานหนักในพื้นที่ไฟใต้ แล้วปีสุดท้ายของชีวิตราชการ จะต้องได้รับการปูนบำเหน็จด้วยการย้ายไปลงสถานีตำรวจพ้นพื้นที่ไฟใต้ พักผ่อนในช่วงปีสุดท้าย

ที่ไหนได้ ไปติดเด็กนักการเมือง เลยต้องตายคาเก้าอี้ผกก.บันนังสตา

แล้วก่อนจะเสียชีวิต เขาได้เดินทางเข้ามายื่นร้องขอความเป็นธรรมที่ทำเนียบฯ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สุดท้ายเงียบหาย แล้วเขาก็ต้องตาย!

จนป่านนี้ยังไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารงานอย่างไร้ความเป็นธรรม

นี่คือ 2 กรณีใหญ่ๆ ที่หลายคนส่งข้อมูลมาตอกย้ำ ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เพื่อชาวตำรวจจะได้ตระหนัก อย่าวางตัวเอนเอียงไปเข้าข้างพรรคไหน โดยเฉพาะใครที่เคยทำความเสียหายเอาไว้ให้

พูดไปพูดมาทำให้ต้องระลึกพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ชื่อที่ก.ต.ช.ส่วนใหญ่สนับสนุนให้เป็นผบ.ตร.แต่นายกฯ ไม่ฟัง

หลังเกษียณอายุไปแล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังรับผิดชอบภารกิจอันสูงยิ่ง แต่ไม่เคยอวดอ้าง

นายกฯ คงพอจะรู้นะ!

โพลย้ำชัด! ผลงาน‘มาร์ค’แย่

มา บางกอกทูเดย์



แม้อภิสิทธิ์ยังหวิดตก
‘คะแนนปราบโกง’บ๊วยสุด
ตลอดมาจุดแข้.ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ คือการขายภาพลักษณ์

คือการโปรโมทว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีการศึกษาระดับสูง มีสถานะทางสังคมเป็นที่รู้จัก ชาติตระกูลดีมีประวัติ

แต่จุดอ่อนที่ถูกตั้งข้อสังเกตุตลอดมา ก็คือ การทำงานไม่เป็น

เพราะนายอภิสิทธิ์ ในชีวิตยังไม่เคยทำงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันที่จะสามารถนำมากล่าวอ้างจริงๆจังๆได้เลย

ในขณะที่การก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแบบข้ามขั้น มาแบบขึ้นลิฟท์ภายใต้การอุ้มของขั้วอำนาจพิเศษ และขั้วอำนาจกองทัพ ยิ่งทำให้การทำงานของนายอภิสิทธิ์ บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งดูมีความเป็นเด็กน้อยมากยิ่งขึ้นไปอีก

ซึ่งเรื่องนี้แม้ว่านายอภิสิทธิ์ จะมีองครักษ์เป็นพลพรรคปากกล้า ที่ตั้งขึ้นมาเป็นโฆษกประจำตัวบ้าง โฆษกพรรคบ้าง และแม้แต่กระทั่งโฆษกรัฐบาล แต่ทั้ง 3 โฆษกก็ไม่สามารถที่จะกลบจุดอ่อนในการบริหารของนายอภิสิทธิ์ได้เลย

อย่างล่าสุด “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่ได้มีการจัดทำดัชนีการเมืองไทย โดยมีตัวชี้วัดทั้งการบริหารงานของรัฐบาล ฝ่ายค้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน บทบาทสื่อมวลชนและอื่นๆ รวม 25 ประเด็น

ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม

เป็นการสำรวจประชาชนทั่วประเทศเป็นประจำของทุกเดือน เพื่อเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ยภาพรวมของการเมืองไทยออกมา

ปรากฏว่าในเดือนมีนาคมนี้ได้สำรวจดัชนีการเมืองดังกล่าวจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 6,247 คน ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2554 สรุปผลอกมาแล้ว ทำให้ขั้วรัฐบาล และทำให้นายอภิสิทธิ์ คงต้องคิดหนักมากขึ้น

เพราะการที่อยากจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อาจจะไม่ง่ายอย่างที่ฝันแล้วก็เป็นได้

เพราะวันนี้ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.21 คะแนน หรือเท่ากับว่าคะแนนการเมืองของไทยในวันนี้ยังสอบตก

ทั้งๆที่นายอภิสิทธิ์ ประกาศปาวๆว่าจะทำการเมืองให้เข้มแข็ง ให้เกิดการปรองดองให้ได้ แต่ประชาชนกลับมองไม่เห็นผลงาน

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ถ้าจำแนกตามภูมิภาค ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย โดยคะแนนเต็ม 10 ภาคใต้ฐานเสียงประชาธิปัตย์เองแท้ๆ ยังให้คะแนนแค่ 4.80

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.19 ภาคเหนือ 4.16 เป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจ เพราะผลงาน 2 มาตรฐานทางการเมือง และผลงาน 91 ศพที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องประชาธิปไตย จะให้คะแนนการเมืองดีได้อย่างไร

ส่วนภาคกลาง ก็ให้แค่ 4.10 เท่านั้น คงเพราะรู้เห็นและเจออะไรด้วยตัวเองกันเยอะ

แต่ที่แย่ยิ่งกว่า ก็คือกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในแวดวงข้อมูลข่าวสาร และอยู่ใกล้ชิดสถานการณ์ทางการเมือง ที่จนถึงวันนี้รัฐบาลไม่สามารถที่จะเยียวยาบาดแผลและการแตกต่างทางความคิดใดๆได้เลย

ฉะนั้นคะแนนจากคนกรุงเทพฯจึงให้ต่ำที่สุด คือแค่ 3.89 เท่านั้น

และคะแนนที่สะท้อนออกมาในเรื่องผลงานรัฐบาล ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะผงงานที่ได้คะแนนเกินครึ่งมีเพียง 3 ประเด็นเท่านั้น

เรื่องแรก คือ เรื่องข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ ได้คะแนน 5.15

ตามมาด้วยเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับประชาชน ได้เกินครึ่งมานิดหน่อย คือ 5.10 ทั้งๆที่มีการปาวๆว่า นโยบายเรียนฟรีได้ผลงาน... แต่ประชาชนกลับตั้งคำถามว่า เรียนฟรีกับผีที่ไหน

คำว่าฟรี จะต้องฟรีจริงๆ แต่นี่ทุกครอบครัวยังต้องจ่ายค่าเทอม ยังต้องกู้หนี้ยืมสินมาซื้อเสื้อผ้า ซื้อกระเป๋า ให้ลูก

ทุกอย่างเป็นแค่ ดีแต่พูด ไปวันๆ

ขึ้นคัทเอาต์หราแบบไม่ละอาย หรือไม่เช่นนั้น คนทั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็คงสอบตกภาษาไทย จึงไม่เข้าใจว่า คำว่า “เรียนฟรี”จะต้องหมายถึงอะไร

สิ่งที่สร้างภาพนั้นใช้คำว่าเรียนฟรีได้หรือ???

และสุดท้ายคะแนนที่สอบผ่านอย่างเฉียดฉิว คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ไปแบบหวุดหวิดแค่ 5.03

เรียกว่าถ้าคะแนนหายไปแค่ 0.04 เท่านั้นนายอภิสิทธิ์ ก็สอบตกแล้ว

ก็จะโทษว่าใครได้ เพราะแม้แต่แค่ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้ ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ มาแต่อ้อนแต่ออกแล้ว ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ ยังมัวแต่เอ้อระเหย ไม่คิดจะลงไปเยี่ยมเยียน

ไปหลังจากที่ทีมข่าวของช่อง 3 ลงไปทำข่าวแล้วตั้ง 3 วัน

และเชื่อกันว่าเป็นการไปก็เพราะว่ามีเสียงสะท้อนเชิงลบดังระงมไปหมดแล้ว นั่นแหละถึงได้รู้สึกร้อนตัวว่าต้องลงพื้นที่เสียหน่อย

ฉะนั้นคะแนนนายอภิสิทธิ์ในเดือนมีนาคมนี้จึงฉิวเฉียวเจียนตกเอามากๆ

แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มีคะแนนผลงานที่ได้คะแนนน้อย ไม่ถึง 4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 มากมายหลายเรื่อง อย่างน้อยที่สุดคือปาเข้าไปถึง 8 ประเด็นเลยทีเดียว

ไล่มาตั้งแต่การปาวๆว่าจะสร้างความสามัคคีของคนในชาติ แต่ประชาชนมองไม่เห็นว่าทำได้จริงตรงไหน จึงให้คะแนนแค่ 3.74

ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุยโอ่ว่าเศรษฐกิจดีแล้ว แข็งแรงแล้ว แต่ประชาชนมองตรงกันข้าม แถมยังเห็นว่านอกจากเศณษฐกิจไม่ดีแล้ว คนยังตกงานอีกเพียบ จึงทำให้คะแนนในการการแก้ปัญหาการว่างงานของรัฐบาลนี้ได้แค่ 3.70

และคะแนนการแก้ปัญหาความยากจน ประชาชนบอกว่าเอาไปแค่ 3.62 ก็ถือว่าสูงมากแล้ว

ส่วนเรื่องการปฏิบัติตนของนักการเมือง เรื่องของความสามัคคี รัฐบาลนี้ได้คะแนนไปแค่ 3.57

และเพราะว่าจนถึงวันนี้นอกจากสินค้าขาดแคลนขาดตลาด น้ำมันพืช น้ำตาลทราย มีปัญหาหมด แถมธุรกิจกำลังจ่อคิวขอปรับคาคาสินค้ากันอีกเป็นพรวน คะแนนในเรื่องราคาสินค้าของรัฐบาลชุดนี้เลยมีแค่ 3.56

ขณะเดียวกันเรื่องของยาเสพติดที่กลับมาทำลายสังคม ทำลายจิตใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้การแก้ปัญหายาเสพติดในสายตาของประชาชน มองว่า 3.47 บางทียังอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ

ผลงานรองบ๊วยของรัฐบาลชุดนี้คือ การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล ซึ่งได้คะแนนไปแค่ 3.27 และไม่สามารถที่จะโทษใครได้ เพราะ 2 มาตรฐานทำให้ระบบยุติธรรมยับเยิน จนสังคมมีผู้มีอิทธิพลทั้งในระบบและนอกระบบเกลื่อนกลาดไปหมด

แต่ที่เป็นผลงานย่ำแย่มากที่สุด กลับเป็นจุดขายจุดสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลนี้ ที่มักจะเอาชั่วโยนใส่คนอื่นมาตลอดว่าเปรอะเปื้อนทุจริต แต่พอมาเป็นรัฐบาลเอง กลับมีคนรอบข้าง มีพรรคร่วมรัฐบาลที่ฉาวโฉ่เรื่องทุจริตคอรัปชั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ซ้ำซากตลอด จนทำให้ประชาชนให้คะแนนในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แค่ 3.25 จากคะแนนเต็ม 10

ก็ไม่รู้ว่าสวนดุสิตโพล จะช่วยเป็นกระจกให้รัฐบาล ให้นายอภิสิทธิ์ได้เพียงใด???

เพราะจิตสำนึกสอนกันไม่ได้เสียด้วย

ความ รักและความอบอุ่นที่พี่น้องแดงยุโรปมีให้กัน

ที่มา thaifreenews

โดย red-eu

ภาพแบบนี้ในต่างแดนหาดูได้ยาก เพราะแต่ละเขตแต่ละเมืองมีแต่ฝรั่งหัวทองทั้งนั้น นานๆจะพบเจอคนไทยสักคน แต่การรวมตัวของพี่น้องแดงยุโรป ในนาม UDD THAI OF EU หรือ นปช.อียู สามารถผนึกกำลังกันได้เหนี่ยวแน่นไม่ว่าจะมีผู้หวังดีประสงค์ร้ายพยายามทำร้ายให้พวกเราเสียหาย แตกแยกพวกเราก็ไม่หวั่นไหว มีแต่เห็นใจและรักกันมากขึ้น พูดอย่างเดียวอาจไม่เชื่อมาดูภาพกันดีกว่า

http://www.thairedeu.com/wp/?p=180

งามไส้‘สภาล่ม’แฮตทริก3วันติดนับองค์ ประชุม2หนยังไม่รอด

ที่มา ข่าวสด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาผ่านกฎหมายเรียงตามมาตรา ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย จนถึงมาตรา 17 ได้มีการสงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางใช้เวลานาน 5 ชั่วโมงเศษ ซึ่งส่วนใหญ่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในการแก้ไข แต่ในซีกกรรมาธิการได้ยืนตามมติเสียงข้างมาก

จนกระทั่ง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุมซึ่งก่อนที่จะมีการขอลงมติในมาตรา17 ของร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.ซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย

จากนั้น พ.อ.อภิวันท์ ได้สั่งตรวจสอบองค์ประชุมให้สมาชิกแสดงตนก่อนลงคะแนนโดยครั้งแรกปรากฎว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมเพียง 223 คนซึ่งไม่ครบองค์ประชุม แต่ นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอขอให้มีการตรวจสอบนับองค์ประชุมอีกครั้ง อ้างว่าเนื่องจากมี ส.ส.จำนวนมากที่ติดประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ กำลังเข้ามายังห้องประชุมเพื่อแสดงตน

ทั้งนี้พ.อ.อภิวันท์ ได้กล่าวย้ำว่าจะรออีก 3 นาที จากนั้นได้ขอให้ตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้ง ปรากฎว่าองค์ประชุมกลับเหลือจำนวน ส.ส.เพียง 218 คนเท่านั้น เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งจำนวน 237 คนจากสส.ทั้งหมด 474 คน เมื่อองค์ประชุมไม่ครบจึงทำให้องค์ประชุมล่มและทำให้ไม่สามารถลงมติมาตราดังกล่าวได้ ประธานจึงสั่งปิดประชุมทันทีในเวลา 15.15 น.

ก่อนหน้านี้ ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ นายชัย ได้กล่าวระหว่างการประชุมก่อนที่องค์ประชุมจะล่มว่า ขอให้สส.ผู้เสนอคำแปรญัตติเห็นด้วยกับคำชี้แจงและการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ เพราะถ้าผู้เสนอคำแปรญัตติและ กมธ.ไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้ต้องตัดสินด้วยเสียงของที่ประชุมซึ่งอาจจะมีผลให้องค์ประชุมต้องล่มอีกเพราะมีส.ส.จำนวนหนึ่งไม่ได้เข้าห้องประชุม

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าในวันที่ 1 เม.ย. ทางคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมรัฐบาล ได้ประสานขอให้นายชัย งดการประชุมสภาฯโดยอ้างว่ามี ส.ส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งจะต้องลงพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม แต่นายชัยยังยืนยันจะกำหนดการประชุมตามเดิมเนื่องจากเป็นเพียงการพิจารณากระทู้ถามสด ซึ่งใช้องค์ประชุมเพียง 1 ใน 5 หรือเท่ากับ 95 คน เท่านั้น

สำหรับการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติในสัปดาห์นี้ได้ยุติลงกลางคันมาแล้วถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่การประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 มี.ค.และการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 30 มี.ค.และ ล่าสุดในวันที่ 31 มี.ค

มีรายงานจากรัฐสภาว่านายชัย ได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือเวียนแจ้งสมาชิกรัฐสภาถึงการนัดประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 19 เม.ย. และ 26 เม.ย. ภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี เตรียมประกาศยุบสภาในเดือนพ.ค. เพื่อเร่งพิจารณาเรื่องที่บรรจุอยู่ในระเบียบวาระรอการพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 จำนวน 18 เรื่อง

ในส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งกำหนดการประชุมเดือน เม.ย. ก่อนการยุบสภา เหลืออีก 8 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 7 เม.ย. ประชุมเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 8 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด วันที่ 20 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 21 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 22 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาฯ วันที่ 27 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 28 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. และวันที่ 29 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาฯ

"ฮิ โรยูกิ" ตายฟรี "ธาริต" ยันทูตญี่ปุุ่น "ไม่มีพยานหลักฐาน"

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

เขียนโดย JJ_Sathon



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าว
ภายหลังนายโนบุอากิ อิโตะ อัครราชทูตฝ่ายการเมือง สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย
และเจ้าหน้าที่ตำรวจญี่ปุ่น เดินทางเข้าพบ
เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น
จากเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองเมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ว่า



ดีเอสไอได้ชี้แจงความคืบหน้าว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้ส่งสำนวนการชันสูตรพลิกศพ
เพิ่มเติมกลับมาที่ดีเอสไอ โดยสรุปความเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานใดยืนยันว่า
การตายของนักข่าวญี่ปุ่นเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ และไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐใดอ้างว่า
เป็นผู้ทำให้นักข่าวญี่ปุ่นถึงแก่ความตาย
ซึ่งหลังจากนี้ดีเอสไอ
จะนำสำนวนการชันสูตรพลิกศพของตำรวจเข้าประชุมหารือกับอัยการสูงสุดต่อไป



นายธาริตกล่าวว่า กรณีนี้เป็นกรณีที่ไม่เคยเกิดขึ้น
ที่เพราะมีการส่งกลับให้ตำรวจทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพ ดังนั้น
ต้องรอผลการหารือร่วมกับอัยการสูงสุด จึงยังไม่สามารถระบุถึงแนวทางดำเนินการต่อได้
ทั้งนี้ สำนวนชันสูตรพลิกศพที่ตำรวจส่งกลับมายังดีเอสไอ มีข้อมูลเพิ่มเติม
ทั้งการสอบพยานหลักฐานทั้งบุคคล วัตถุและผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าการตายของนักข่าวญี่ปุ่นเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐ
สำหรับอัครราชทูตญี่ปุ่นไม่ได้แสดงท่าทีพอใจหรือไม่พอใจต่อการชี้แจงของดีเอสไอ
แต่ทำหน้าที่เพียงรับทราบความคืบหน้าของคดี แต่ได้แสดงความเป็นห่วง


http://www.go6tv.com/2011/03/blog-post_5680.html

Re:

จนท.ทูตญี่ปุ่น เข้ามาสอบถามความคืบหน้าการเสียชีวิตของ "ช่างภาพรอยเตอร์" ที่ดีเอสไอ



เมื่อวันที่ 31 มีนาคม เจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย เดินทางเข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์
อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
เพื่อสอบถามความคืบหน้าคดีการเสียชีวิตของ ฮิโร มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์
ชาวญี่ปุ่นที่ถูกกระสุนปืนสังหารเสียชีวิตในวันที่ 11 เมษายน 2553 บริเวณแยกคอกวัว
ระหว่างการสลายการชุมนุม นปช. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1301562048&grpid=02&catid=&subcatid=

Re:

ทูตญี่ปุ่นพบธาริต ทวงคืบหน้า หาคนยิงช่างภาพ



อัครราชทูตญี่ปุ่น เข้าพบดีเอสไอ ติดตามความคืบหน้าคดี "ฮิโรยูกิ มูราโมโต"
ช่างภาพรอยเตอร์ "ธาริต" แจง สตช.ส่งสำนวนกลับมาให้แล้ว
ระบุไม่มีพยานยืนยัน จนท.เป็นยิง ถือว่าการตายเกิดจากบุคคลอื่น
เตรียมหารืออัยการสูงสุดสัปดาห์หน้า...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 31 มี.ค. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
นายโนบูอากิ อิโตะ อัครราชทูตญี่ปุ่น ฝ่ายการเมือง พร้อมด้วย
นายจุนมา มารุยามา ตำรวจประสานงานสถานทูตญี่ปุ่น
ได้เข้าพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี
การเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น
ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ทางดีเอสไอได้แจ้งความคืบหน้าว่า
หลังจากได้ส่งสำนวนให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทำการสอบสวนเพิ่มเติม
ขณะนี้ทาง สตช.ได้ส่งสำนวนการสอบสวนเพิ่มเติมมาให้ดีเอสไอแล้ว

โดยสาระสำคัญหลักมีอยู่ 2 ประการคือ
1. ยังไม่มีพยานใดที่บ่งชี้หรือยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐทำให้ นายมูราโมโต ถึงแก่ความตาย
2. ไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐคนใดอ้างว่าเป็นผู้ทำให้นายมูราโมโต ถึงแก่ความตาย
ดังนั้น ถือว่าการตายเกิดจากบุคคลอื่นซึ่งยังไม่ทราบว่าเป็นใคร จึงส่งสำนวนมายังดีเอสไอ

นายธาริต กล่าวต่อว่า สิ่งที่ดีเอสไอจะดำเนินการต่อไป คือ
ในสัปดาห์หน้าดีเอสไอจะประชุมร่วมกับสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.)
เพื่อพิจารณาดำเนินการหาผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีต่อไป
ซึ่งเรื่องนี้เป็นสาระสำคัญที่ตนได้แจ้งให้อัครราชทูตญี่ปุ่นได้รับทราบ


http://www.thairath.co.th/content/region/160325

คลิบ ณัฐวุฒิดับเครื่องชนท่านผู้หญิง จจ.

ที่มา thaifreenews

โดย Tawan



http://www.youtube.com/watch?v=vsoEEAI5TsM


ายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ พูดปราศรัยบนเวทีราชประสงค์เมื่อเดือนพฤษภาคม53 ก่อนสลายการชุมนุมไม่กี่วัน ผมนั่งชุมนุมอยู่ในวันนั้นด้วย ได้บันทึกวีดีโอไว้ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อการเมืองไทย จึงนำมาถ่ายทอดไว้ เพราะผู้พูดเป็นอดีตรองโฆษกรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ตัวละครอีกสองคน คือ พล.ต.อ พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผบ.ตร และนายอัศวิน ขวัญเมือง ผบช.น เป็นข้าราชการอยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างถึง ท่านผู้หญิง จจ เป็นมือที่มองไม่เห็นคนหนึ่ง ที่การเมืองไทยต้องนำมาศึกษาวิเคราะห์ คำปราศรัยนี้มีคุณค่าควรที่อาจารย์เขียนตำราประวัติศาสตร์การเมือง นำไปอ้างอิง

.....ให้ใช้ความเด็ดขาดในการจัดการเรา เธอชื่อ ท่านผู้หญิงจจ. และผมพูดยอมรับผิดชอบครับ วันนี้ทราบข่าวว่า ท่านผู้หญิงจจ. ได้ให้คนใกล้ชิดออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่มีอำนาจในการสั่งผบ.ทบได้ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านนี้นั้น ผมถ้าไม่ชัวร์ไม่พูด ถ้าไม่ชัด ไม่เอามาแสดงบนเวทีนี้

ท่านผู้หญิงจจ คนนี้ เข้ามาแทรกแซงสถานการณ์การเมือง เป็นคนสำคัญอย่างที่สุดคนหนึ่ง ในการเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ในการเข้ามาแทรกแซงของการดำเนินการต่างๆ จนกลายเป็นความขัดแย้ง แตกแยกอย่างไม่อาจจะแก้ใขเยียวยาได้ในประเทศไทยปัจจุบัน............................

ผมถามอย่างนี้ครับ ว่าจริงใหม ว่าท่านไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงใดๆ ถามผ่านสื่อมวลชนอย่างนี้ว่า

1. จริงหรือไม่ เมื่อคราวพันธมิตรชุมนุม ขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ขณะนั้นพล.ต.ท อัศวิน ขวัญเมือง เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พันธมิตรบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล บุกเข้ายึดโน่นยืดนี่ จนมีแนวโน้มที่ฝ่ายกำลังตำรวจจะเข้าไป เพื่อดำเนินการจับกุมผู้ชุมนุม

จริงหรือไม่ ที่ท่านผู้หญิง จ.จ คนนี้ โทรหา พล.ต.ท อัศวิน ขวัญเมือง บอกว่า

อย่าทำอะไรพันธมิตรเด็ดขาด (เสียงโห่ยาวนาน)

ท่านจะตอบอย่างไรตอบมา แต่ผมยืนยันที่ผมพูดได้ยินมาชัดเจน ว่าจริง ท่านบอกว่าท่านสั่งราชการไม่ได้ ท่านบอกว่าท่านไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แต่ท่านโทรสั่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และบอกว่า "อย่าทำอะไรพันธมิตรเด็ดขาด" นี่คืออะไร

ประการที่ 2 ครับ จริงหรือไม่ว่า เมื่อคราวที่พันธมิตรยึดทำเนียบรัฐบาล แล้วนายสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวก เดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แน่นอนครับ ยึดทำเนียบรัฐบาล ข้อหาร้ายแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมจะจับกุมคัดค้านการประกันตัว จริงหรือไม่ว่า

ในวันเดียวกันนั้น พล.ต.อ พัชรวาท วงศ์สุวรรณ ผุ้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินั่งอยู่ พณ ท่านสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีบังเอิญนั่งอยู่ด้วยกันกับพล.ต.อ พัชรวาท พร้อมคนใกล้ชิดนายกสมัครจำนวนหนึ่ง

ท่านผู้หญิง จ.จ โทรศัพท์ไปหา พล.ต.อ พัชรวาทว่า บอกว่า

" ต้องปล่อยนะ อย่าขังไว้ต้องยอมให้ประกันตัว ต้องปล่อยออกมา ขังเอาไว้ไม่ได้" จริงหรือไม่ท่านผู้หญิงจจ (ปรบมือ) ......................................

วันที่ท่านโทรศัพท์ พล.ต.อ พัชรวาท บังเอิญนายกสมัครนั่งอยู่ด้วยกัน พล.ต.อ พัชรวาทวางหูโทรศัพท์เสร็จ ก็บอกนายกสมัครว่า

ท่านผู้หญิง จจ โทรมา แล้วกล่าวอ้างสารพัดสารพัน ทำสถาบันเบื้องสูงให้ผู้คนเข้าใจคลุมเครือ

ท่านนายกสมัครได้ยินอย่างนั้น จึงรู้มูลเหตุว่า ทำไมสนธิ ลิ้มทองกุลกับพวกไปมอบตัววันนั้นคดียึดทำเนียบรัฐบาล แล้วได้กลับมายึดทำเนียบใหม่ในเย็นวันเดียวกัน ไงครับ (ปรบมือ)........

วันนี้ท่านนายกสมัครล่วงลับ ถ้าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง ผมไม่มีทางเอาวิญญาณท่านสมัครมาย่ำยี(ปรบมือ) นี่คือสิ่งที่ท่านสมัคร สุนทรเวชถ่ายเลือดไว้

และผมเห็นว่ามันถึงเวลากับประเทศไทย ถ้าไม่พูดความจริง เราออกจากวิกฤตินี้ไม่ได้(ปรบมือ)

ท่านผู้หญิง จจ ครับ ถ้าท่านบอกว่าที่ผมพูดมันไม่เป็นความจริง ถ้าท่านบอกที่ผมพูดมันไม่ใช่ ทั้งๆที่ท่านสมัครนั่งอยู่ต่อหน้า ผมบอกให้ก็ได้ หมายเลขโทรศัพท์ที่ท่านใช้วันนั้น แต่จะไม่บอกทุกตัวครับ เพราะถ้าบอกอย่างนั้น ก็จะกลายเป็นว่าผมบอกหมายเลขโทรศัพท์ท่าน และผู้คนที่เกิดอารมณ์ความรู้สึก จะโทรไปหรือเปล่า ซึ่งไม่ใช่วิถีของผม ไม่ใช่วิสัยของผม ลูกผู้ชายไม่ปฏิบัติเช่นนั้น(เสียงหวีด ปรบมือ) แต่ผมจะบอกให้ว่า

ในวันนั้นนะครับ ท่านโทรศัพท์เข้ามือถือ พล.ต อ พัชรวาท

ด้วยหมายเลข 081922จุดจุดจุด2 ครับ (เสียงเฮ) 081922เว้นสามตัวแล้วตัวสุดท้าย 2 ครับ (เฮ)

เพราะนี่คือสิ่งหนึ่งที่คับแค้นอยู่ในใจนายกสมัคร สุนทรเวช ในเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี(โห่ยาวนาน)


ประมวลกฏหมายแพ่งและพานิชย์ เรื่อง ตัวแทน

มาตรา 797 อันว่าสัญญาตัวแทนนั้น คือสัญญาซึ่งให้บุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ตัวแทน มีอำนาจทำการแทนบุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่าตัวการ และตกลงจะทำการดั่งนั้น อันความเป็นตัวแทนนั้นจะเป็นโดยตั้งแต่งแสดงออกชัดหรือโดยปริยายก็ย่อมได้

มาตรา 812 ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใดๆ เพราะความประมาทเลินเล่อ ของตัวแทนก็ดี เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือ นอกเหนืออำนาจก็ดี ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด

มาตรา 821 บุคคลผู้ใดเชิดบุคคลอีกคนหนึ่งออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี รู้แล้วยอมให้บุคคลอีกคนหนึ่งเชิดตัวเขาเองออกแสดงเป็นตัวแทนของตนก็ดี ท่านว่าบุคคลผู้นั้น จะต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตเสมือนว่าบุคคลอีกคนหนึ่งนั้นเป็นตัวแทนของตน


มาตรา 823 ถ้าตัวแทนกระทำการอันใดอันหนึ่งโดยปราศจากอำนาจก็ดี หรือ ทำนอกทำเหนือขอบอำนาจก็ดี ท่านว่าย่อมไม่ผูกพันตัวการ เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบันแก่การนั้น

ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ท่านว่าตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดย ลำพังตนเอง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าบุคคลภายนอกนั้นได้รู้อยู่ว่าตนทำการโดยปราศจากอำนาจ หรือ ทำนอกเหนือขอบอำนาจ

สวนดุสิตโพล ชี้ ดัชนีการเมืองไทย” ยังโงหัวไม่ขึ้น!!! สอบผ่านแค่ ผลงานนายกฯ นอกนั้นสอบตกเรียบ

ที่มา มติชน

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จัดทำดัชนีการเมืองไทย โดยมีตัวชี้วัดทั้งการบริหารงานของรัฐบาล ฝ่ายค้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน บทบาทสื่อมวลชนและอื่นๆ รวม 25 ประเด็น ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม โดยสำรวจประชาชนทั่วประเทศเป็นประจำของทุกเดือน เพื่อเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ย ( ) ภาพรวมของการเมืองไทยออกมา ซึ่งในเดือนมีนาคมนี้ได้สำรวจดัชนีการเมืองดังกล่าวจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 6,247 คน ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2554 สรุปผลได้ดังนี้

ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.21 คะแนน

ถ้าจำแนกตามภูมิภาค ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย โดยคะแนนเต็ม 10 ภาคใต้ 4.80 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ4.19 ภาคเหนือ 4.16 ภาคกลาง4.10 กรุงเทพฯ 3.89

ผลงานรัฐบาลที่ได้คะแนนเกินครึ่งมีเพียง 3 ประเด็นเท่านั้น ( คะแนนเต็ม 10 )

1 ข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ 5.15
2 การจัดการศึกษาสำหรับประชาชน 5.10
3 ผลงานของนายกรัฐมนตรี 5.03

ผลงานรัฐบาลที่ได้คะแนนน้อย ไม่ถึง 4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 มีถึง 8 ประเด็น โดยเรียงลำดับจากประเด็นที่มีค่าคะแนนน้อยที่สุด คือ

1 การแก้ปัญหาคอรัปชั่น 3.25
2 การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล 3.27
3 การแก้ปัญหายาเสพติด 3.47
4 ราคาสินค้า 3.56
5 การปฏิบัติตนของนักการเมือง /ความสามัคคี 3.57
6 การแก้ปัญหาความยากจน 3.62
7 การแก้ปัญหาการว่างงาน 3.70
8 ความสามัคคีของคนในชาติ 3.74