WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 1, 2011

สังคมข่าวชาว เสื้อแดง(1-30เม.ย.):หนี้เลือด10เมษา

ที่มา Thai E-News


คิวเสื้อแดงเมษายน-ตารางกิจกรรมที่มีเวทีปราศรัยของชาวเสื้อแดงตลอดเดือนเมษายน 2554 แต่ในส่วนที่ไม่มีตารางนี้ให้อ่านเพิ่มในคอลัมน์นี้ จะมีการอัพเดตตลอดเดือน(คลิ้กภาพเพื่อขยายใหญ่)

หนี้เลือด 10 เมษาฯ -พล.ม.2รอ.กับเหยื่อสังหารนักข่าวญี่ปุ่นและเหยื่อ10เมษาฯ

เอกสารแผ่นนี้เปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต 19 รายรวมทั้งนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553
พล.ม.2รอ.มีชื่อเต็มๆว่า กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์
ปัจจุบันนี้มีพล.ต. สุรศักดิ์ บุญศิริ เป็น ผบ.พล.ม.2 รอ.

พ.อ.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้รับผิดชอบเหตุการณ์แยกคอกวัว เคยไล่เสธ.แดงออกจากกองทัพมาแล้ว

พ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผู้รับผิดชอบบริเวณถนนดินสอ ที่นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิต และนายวสันต์ ภู่ทอง ถูกยิงกระโหลกเปิด แต่พ.อ.ธรรมนูญก็บาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยมอาการบาดเจ็บด้วย(ภาพข่าว:เดลินิวส์)
*******
โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
1-30 เมษายน 2554

***คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงประจำวันที่ 1-30 เมษายน 2554 เดือนแห่งการรำลึกถึงการลุกขึ้นสู้ และอธรรมทรราชย์เข่นฆ่าประชาชนมือเปล่า แล้วอ้างชายชุดดำ ในเหตุการณ์เมษาเลือด 10 เมษายน 2553 ครบรอบ 1 ปี ก่อนที่จะปิดฉากยกที่สองของสายธารประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยลงในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ยกที่สามของการ"ปรับขบวนก้าวรุดไป สู่ชัยชนะของประชาชนฝ่ายประชาธิปไตย"กำลังดำเนินไปอย่างไม่ขาดสาย นับวันแต่จะขยายลุกลามไปทั่วหย่อมย่าน***

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดง นำเสนอกิจกรรม ข่าวคราวแวดวงคนเสื้อแดง และผู้รักชาติรักประชาธิปไตย ไม่ตอหลดตอแหลสะดีดสะดิ้นกันตามเคย ..หากมีข่าวคราวใดๆก็ช่วยกันส่งมาเผยแพร่ และหากมีข่าวกิจกรรมอะไรที่เราไม่ได้เสนอ ไม่ได้แปลว่าไทยอีนิวส์เลือกที่รักมักที่ชัง แต่เพราะเรา"ตกข่าว" (นี่ว่ากันตรงๆไม่ต้องมีฟอร์ม เพราะพวกเรามันคนกันเองทั้งนั้น)

หากเห็นว่าไทยอีนิวส์ตกข่าว ก็รบกวนส่งมาซ่อมได้ ไม่มีปัญหา ทางอีเมล์เดิมๆ thaienews99@googlegroups.com ไม่คิดค่าลงข่าว แต่ขอแรงหน่อย ช่วยกันกระจายต่อไป เผื่อใครเขาตกข่าว จะได้มีเพื่อนร่วมแดงกันเยอะๆ ***

***วิธีอ่านข่าวสังคม โปรแกรมกิจกรรม ให้อ่านเรียงลงไปเรื่อยๆ เราจะนำเสนอกิจกรรมเรียงตามลำดับวันตั้งแต่ 1 เมษายน เป็นต้นไปยันสิ้นเดือน โดยจะมีการอัพเดตเพิ่มเติมเข้ามาเป็นระยะทุกๆวันตามข่าวคราวกิจกรรมจำนวนครั้งที่เพิ่มขึ้น หากมีภาพหรือคลิปงานที่จัดไปแล้วก็จะนำมาลงให้ดูตรงปฏิทินวันงานจ้า...มีคนถามว่าทำไมข่างสังคมยาวววววววววววววววจังเลย เอ๊า!ก็คนเสื้อแดงเค๊าขยันหนะคร๊าบ***

***เริ่มที่รวมน้ำใจเสื้อแดงโลกไซเบอร์ช่วยน้ำท่วมใต้ ตั้งแต่ 1-4 เมษายน ทีมงานคนเสื้อแดงจากโลกไซเบอร์หลายเวบไซต์ เช่น InternetFreedom Prachatalk บ้านราชดำเนิน เป็นต้นได้สามัคคีร่วมใจตั้งเต้นท์รับสิ่งของบริจาคช่วยภัยน้ำท่วม ที่บริเวณอนุสาวรีชัยสมรภูมิ ด้านหน้าโรบินสันเก่า ต้องการสิ่งของต่างๆ เพื่อนำไปบริจาคดังนี้

1.ยารักษาโรค เช่น ยาขี้ผึ้ง ยาลดไข้
2.อาหารแห้ง เช่น ไวไว ยำยำ ข้าวสาร ปลากระป๋อง (งดบริจาคมาม่า)
3.เสื้อผ้า ผ้าอนามัย และอื่นๆ

หากท่านใดประสงค์บริจาคเงิน ก็เชิญร่วมบริจาคกันได้

ชื่อบัญชี คุณทิพย์นภา โรจน์สุริยาวงศ์
ธนาคาร กสิกรไทย
สาชา ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต (ออมทรัพย์)
เลขที่บ/ช 610-2-20950-6

หรือจะมาหยอดกล่องที่หน้าเต๊นท์ ก็ตามสะดวก ได้สิ่งของเงินทองเท่าไหร่ ก็จะส่งไปในนามของคนเสื้อแดงที่ทำได้เท่านั้น ส่งของอย่างช้าไม่เกินเช้าวันที่ 5 (ปลายทาง อบจ.จังหวัดกระบี่)

สอบถามเพิ่มเติม โทร 084-4686858***


***วันที่ 2 เมษายน เวลา09.00 น.ทำบุญวีรชน"เทิดศักดิ์" พบกัน วัดพลับพลาชัย งานนี้ตรงเวลา เอาศพ วีรชน"เทิดศักดิ์" ออกจากโรงเย็นเพื่อใส่โลงแดง วันที่ 2 เมษายน จะพิสูจน์หัวใจ ว่าเพื่อนไม่ทิ้งกันเป็นเช่นไร มีจริงหรือไม่ ใครคือคนที่ใช่

และแห่ศพไปจุดเสียชีวิต(สี่แยกคอกวัว) เพื่อทำพิธีเซ่นไหว้วิญญาณ เสร็จแล้วแห่ศพไปถ.สุขุมวิท(ซอย31บ้านนายมาร์ค) แล้วจะเคลื่อนไปตั้งบำเพ็ญกุศล(สวดพระอภิธรรม) 1 คืนที่วัดสีกัน ดอนเมือง(มีเวทีปราศรัย16.00น.เป็นต้นไป)

เผาวันที่ 3 เมษายน 54 15.00น. ฅนเสื้อแดงร่วมเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นช่วยกันใส่เสื้อแดงไปโดยพร้อมเพียงกัน

วีรชน เทอดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ อายุ 29 ปี ถูกยิงที่หัวใจ( เมื่อ 10 เมษาเลือด 2553 )***

*** 2 เม.ย.2554 เปิด ”บ้านชมรมคนรักอุดร” ชมรมคนรักอุดร นำโดย ขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรม และแกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เชืญชวนชาวเสื้อแดงร่วมงานเปิด ”บ้านชมรมคนรักอุดร”
และฉลอง ”อาคารอาณาจักรคนเสื้อแดง”สองชั้นครึ่ง มูลค่าการก่อสร้าง 5 ล้านบาท บนเนื้อที่18 ไร่ 3 งาน มูลค่าที่ดิน 15 ล้านบาท และครบรอบ 5 ปี ของการก่อตั้ง ”ชมรมคนรักอุดร”

โดยจะมีพิธีรับขวัญแกนนำ นปช.และครอบครัว ทั้งมีบายศรี 9 ชั้น เป็นน้ำใจจากชาวบ้านที่จัดทำให้แกนนำแล้ว ยังมีโฟนอิน จาก
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทำบุญเวลา07.00 น.ถวายพระเก้าวัด พิธีเจิมน้ำมนต์
เวลา 10.00 น.ถึง 13.00น. เปิด เวทีหมอลำ
เวลา 16.00 น.พบกับการ วง The Red และติดตามชมการถ่ายทอดสด
ทาง Asia update งานจะมีจนถึง 6 โมงเช้า***


*** 3 เมษายน จัดตั้งคณะกรรมการรณรงค์เลิกม.112 สมยศ พฤกษาเกษมสุข แจ้งว่า จะมีการประชุมหารือแนวทางการทำงานของกลุ่มย่อยเสื้อแดงทั่วประเทศ (ที่ไม่เห็นด้วยกับ มาตรา 112) ในวันที่ 3 เม.ย. ณ โรงแรมริเวอร์ จังหวัดนครปฐม จึงขอเรียนเชิญ แดงเสรีชนหัวก้าวหน้า ทั้งที่มีกลุ่ม และไม่มีกลุ่ม ที่เป็นนักคิด นักเขียน ศิลปิน หรือนักวิชาการ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียง เก็บค่าลงทะเบียน 300 บาท/คน***

***"ตาสว่าง!..กลางบึง" 3 เม.ย.นี้ 5โมงเย็น เวทีปราศรัยใหญ่ที่ข้างตลาดสดเทศบาล อ.จอมบึง ราชบุรี พบกับ ดร.สุทิน คลังแสง - ดร.สุนัย จุลพงษธร - สมยศ พฤกษาเกษมสุข ร่วมด้วยศิลปินแดงคนดัง ทอม ดันดี พร้อมวีดีโอลิงค์ คุณจักรภพ เพ็ญแข อย่าลืม "ตาสว่าง!..กลางบึง" ประสานงานเพิ่มเติมติดต่อ บริบูรณ์ 0818907921 ***


*** 3 เมษา วันตา(เหลือก)ที่อ่างทอง นำทีมปราศรัยโดย จตุพร อ.ธิดา หมอเหวง สส.สุนัย พายัพ
สุชาติ ธาดาธำรงเวช พร้อมด้วย 3 นักวิชาการสาวสวย 15.00น.เป็นต้นไป ที่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีอ่างทอง***

***9 เมษายน 2554 เชิญร่วม ประกายไฟเสวนา ในหัวข้อ "พระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ เกี่ยวอะไรกับเรา?" ณ ส านักงานกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ชั้น 5 อิมพีเรียล ลาดพร้าว เวลา 13.00 น. - 16.00 น.

...การชุมนุมคือเครื่องมือเดียวที่ชนชั้นล่างใช้ต่อสู้กับความไม่เป็นธรรม การชุมนุมทางการเมืองจะมีประโยชน์อะไรหากเราจะต้องขออนุญาตทุกครั้งที่ชุมนุม? กฏหมายเผด็จการก าลังจะคุกคามเสรีภาพของเราโดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วคุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้.....
เชิญร่วมพูดคุยถกเถียงในสิ่งที่"นักสู้เพื่อประชาธิปไตย"ทุกคนต้องรู้ไปกับ

- จิตรา คชเดช ที่ปรึษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ คนชูป้าย “ดีแต่พูด” ให้นายกอภิสิทธิ์
- วรดุลย์ ตุลารักษ์ นักเคลื่อนไหวยุคพฤษภาทมิฬ
- อานนท์ นำภา ทนายความ “สำนักราษฎรประสงค์”


ดำเนินรายการโดย ตัวแทนจากกลุ่ม “ประกายไฟการละคร” สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 084-660-1664***

***10 เมษายน 54 ครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ 10 เมษาเลือด2553 นปช.แดงทั้งแผ่นดินจัดกิจกรรมรำลึกครั้งสำคัญ งานอื่นพลาดได้แต่การรำลึกถึงวีรชนผู้เสียสสละพลีชีพ สมควรเป็นอย่างยิ่งที่พี่น้องต้องมากราบคารวะวิญญาณพวกเขาเหล่านั้น***

***10 เมษายน 2554 “4 ส.ตาสว่างกลางเมืองหลวง ครบรอบ 1 ปี วีรชน” ผู้ร่วมปราศรัย ดร..สุนัย จุลพงศธร, คุณสุทิน คลังแสง, คุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข, ดร.ศิลป์ ราศรี, กลุ่ม สนนท , กลุ่ม Gear of red แนวร่วมแดงสยาม และประชาชนทั่วไป เวทีหน้ากองสลาก ถนนราชดำเนิน วันที่ 10 เม.ย.54 เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00-02.00 น.***

***สงกรานต์แดงล้านนา-กำหนดการถ่ายทอดสด ภาคเหนือ วันที่ 11 เมษายน 54 ณ ตำบลแม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ เวทีใหญ่ นปช.แดงทั้งแผ่นดินร่วมกับ นปช. แดงเชียงใหม่ เริ่มออนแอร์ เวลา 15.30 น. เป็นต้น

โดยในวันจันทร์ ที่ 11 เมษายน ขอเชิญร่วมงาน การเปิดสถานีวิทยุ แม่โจ้เรดิโอ FM 101.25 MHz. สถานที่ บ้านแม่มยุรี บ้านสหกรณ์์นิคม 5 (ก่อนถึง ม.แม่โจ้)เช้าพิธีทำบุญ ค่ำมีเวทีปราศรัย จากแกนนำ นปช.ชุดใหญ่จากส่วนกลาง ***

กำหนดการถ่ายทอดสด ภาคเหนือ วันที่ 12 เมษายน 54 ภาคกลางวัน ประเพณีปีใหม่ เมืองแดงเชียงใหม่ รดน้ำดำหัว นายกฯสมชายวงศ์สวัสดิ์ และแกนนำ นปช.พร้อมร่วมเล่นน้ำสงกรานต์ กับ นปชแดงทั้งแผ่นดิน ที่ประตู ช้างเผือก

ภาค กลางคืน เริ่ม 16.00 น. เวที คอนเสริ์ต …แดงช่วยแดง…โดยแป๊ะ บางสนาน ณ. สถานีวิทยุ 91.15 หลัง รพ. แม่และเด็กกับเพื่อนชุดใหญ่ เป็นการหาทุนเพื่อเยียวยาครอบครัวคนเสื้อแดงเชียงใหม่ ที่ถูกจับกุมคุมขัง และยังไม่ได้ปลดปล่อยอยู่ในเรือนจำ 25 ครอบครัว

ในงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ ขายบัตรเข้าชม ท่านละ 100 บาท แบ่งขายเป็นสองกรณี

1.ให้ครอบครัวของผู้ต้องได้รับการเยียวยา นำไปจำหน่ายเองครอบครัวละ 100 บัตร รายได้เป็นของครอบครัวนั้นๆที่นำไปจำหน่าย (ส่งบัญชีคืนมาให้ ศูนย์ฯแดงเชียงใหม่)

2. ศูนย์แดงเชียงใหม่จำหน่ายให้กับผู้มีอุปการคุณในการช่วยเหลืองาน และจำหน่ายหน้าบริเวณจัดงาน รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้ว นำไปช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่ถูกต้องขังในเรือนจำทุกคน***

***21 เมษายน2554 ครบ 2 เดือนจับกุมสุรชัย แซ่ด่าน-เชิญร่วมกันเขียนจดหมาย หรือไปรษณียบัตรถึง สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ 87/2 หมู่ที่6 ซอยกรุงเทพนนท์14 ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 เริ่มวันนี้-ก่อน21เม.ย. จะได้นำจดหมายทั้งหมดมาเรียงร้อยต่อกันเพื่อให้เป็นจดหมายที่ยาวที่สุดในโลก และนำมาแสดงนิทรรศการกลางแจ้งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย รณรงค์ปล่อยเหยื่อคดีหมิ่น ยกเลิก112


เมื่อ 31 มีนาคมที่ผ่านมา คณะะกรรมการแดงสยามได้โพสต์ข้อความนี้ในกระดานสนทนาInternet Freedom ในหัวข้อเรื่อง เสียงบอกอาจารย์สุรชัย จากเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ เป็นพินัยกรรมความว่า

ข้าพเจ้า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ อายุ 69 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน เส้นเลือดหัวใจตีบ(ทำบายพาส 7 ปี) ระบบขับถ่ายไม่ปกติ

ถ้าหากข้าพเจ้าเสียชีวิตในคุก ข้าพเจ้าขอให้ทำ ดังนี้

1. ไม่มีการเผาศพจนกว่าประชาชนจะได้รับประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
2. ตระเวณศพของข้าพเจ้าไปทั่วประเทศ
3. ให้มวลชนแต่ละจังหวัดเป็นเจ้าภาพสวดศพ


ลงชื่อ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
31 มีนาคม 54 เวลา 11.15 น.
เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ***

***24 เมษายน 2554 "การประชุมสมัชชาประชาธิปไตยไทยในสหรัฐอเมริกา" ที่LA. เชิญผู้มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกท่านในสหรัฐอเมริกา พบกับ

-พ.อ. ดร. อภิวันท์ วิริยะชัย
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร

-ดร. สุนัย จุลพงศธร
สส.นครสวรรค์ พรรคเพื่อไทย

-วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิขวัญใจฝ่ายประชาธิปไตย

ใน"การประชุมสมัชชาประชาธิปไตยไทยในสหรัฐอเมริกา" (RED SHIRTS FORUM ON DEMOCRACY AND JUSTICE CRISIS IN THAILAND )ณ Doubletree Hotel Los Angeles/Commerce 5757 Telegraph Road | Commerce, CA 90040

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2011 ตั้งแต่เวลาบ่าย 2 โมง ถึง 2 ทุ่ม ขอน้อมเรียนเชิญทุกท่าน เข้าร่วมงานโดยไม่ต้องซื้อบัตร
เพียงแต่ช่วยค่าเช่าสถานที่เพียงท่านละ 10 เหรียญเท่านั้้น ในงานไม่มีการเสิร์ฟอาหาร โปรดเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้างาน

ห้ามพลาด....โอกาสดีๆอย่างนี้....เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก สอบถามรายละเอียดได้ที่

คุณนิดหน่อย 619 / 549-1857 คุณเบญจะ 310/ 706-7023
คุณสนั่น เมลโรส 323/286-8722 คุณวาสนา 818/ 731-1738 ***


***เชิญร่วมงานประชุมเพลิงศพวีรชน- นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานคณะทำงาน การประชุมเพลิงศพวีรชนทั้งหมดจำนวน 9 ศพ ที่เสียชีวิตจากการเรียกร้องประชาธิปไตยในช่วงวันที่ 10 เมษายน และช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ได้เปิดเผยว่า งานประชุมเพลิงศพวีรชนจะจัดในวันที่ 16 และ 18 พ.ค. 54 ซึ่่งเป็นเวลาครบรอบการเรียกร้องประชาธิปไตย และการเสียชีวิตอันเกิดจากการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์


งานศพวีรชนครั้งนี้มีขึ้น 2 วันคือ วันที่ 16 พ.ค. 54 เป็นวันเคลื่อนศพสู่วัด (ศพวีรชน เก็บไว้ที่วัดพลับพลาไชย เขตป้อมปราบ และวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแคนางเลิ้ง))

(วันที่ 17 พ.ค. 54 เว้น 1 วัน ตรงกับวันวิสาขะบูชา)

วันที่ 18 พ.ค. 54 เป็นวันประกอบพิธีประชุมเพลิง ณ วัดบำเพ็ญเหนือ เขตมีนบุรี กทม.(อยู่ถนนสุขาภิบาล3หรือถนนรามคำแหงอยู่เกือบถึงมีนบุรี)

หากว่าบ้านเมืองยังปกติ ไม่มีการเบี่ยงเบนไปทางไหนไม่มีการปฏิวัติในประเทศของเรา งานประชุมเพลิงศพวีรชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เสียชีวิตไปในการเรียกร้องประชาธิปไตย จะได้รับการเยียวยาจิตใจและจัดประชุมเพลิงอย่างสมเกียรติแน่นอน ขอให้คณะญาติๆวีรชนสบายใจได้ และพี่น้อง นปช.เตรียมตัวเตรียมใจร่วมงานนี้ให้ยิ่งใหญ่สมคำกล่าวที่ว่า" เรารักประชาธิไตย รักความเป็นธรรม รักวีรชนคนกล้า เพื่อประชาธิปไตย"***

*******มุมเสื้อแดงอินเตอร์*********

เสื้อแดงสหภาพยุโรปทอดผ้าป่าประชาธิปไตย
ได้เงินช่วยพี่น้องผู้บาดเจ็บ&ญาติวีรชนที่เสียสละ


ชาว นปช.อียู ขณะเข้าร่วมพิธี

สำเร็จลุล่วงไปอย่างงดงาม ได้รับผลบุญกันไปทั่วหน้ากับงานผ้าป่าประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี ที่เมืองซาโบรกเคิ่น

ซึ่งครั้งนี้ไม่มีการโฟนอินของแกนนำ แต่เป็นการโฟนอินของพี่น้องเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายม็อบที่ราชประสงค์ ได้สร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาในงาน และท่านที่ได้รับบาดเจ็บเองจนกลั้นน้ำตากันไว้ไม่อยู่ทั้งสองฝ่าย

ทางเจ้าภาพขอกราบขอบพระคุณพี่น้องเสื้อแดงจากหลายๆประเทศ ที่พร้อมใจกันมาร่วมงาน ซึ่งท่านนายกฯทักษิณ ได้รับเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และได้ร่วมทำบุญด้วย 2,000 ยูโร หลังจากถวายผ้าป่าเรียบร้อย ทางคณะกรรมการได้เปิดซองผ้าป่าที่พี่น้องร่วมกันทำบุญได้ยอดทั้งหมด 6,500 ยูโร+2,000 ยูโร(ของท่านนายกฯ)รวมเป็นเงิน8,500 ยูโร

จากนั้นทางพี่น้องเสื้อแดงได้ช่วยกันต่อยอดผ้าป่าจนได้เพิ่มเป็นจำนวน 10,166 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 426,972 บาท

ได้ถวายให้กับทางวัดพุทธบารมี ฮัมบวร์ก 6,000ยูโร(252,000บาท) ส่วนที่เหลือ4,166 ยูโร ใส่ซองถวายพระ 400 ยูโร

ยอดคงเหลือ 3,766 ยูโร (158,172 บาท) จำนวนเงินส่วนนี้ ทางวัดได้มอบกลับคืนไปให้เพื่อส่งไปช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่บาดเจ็บ ซึ่งทางคณะกรรมการได้ติดต่อประสานไปทางครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บแล้วจะนัดหมายส่งมอบเงินในเวลาต่อไป

ซึ่งจะแจ้งรายชื่อครอบครัวที่ได้รับการช่วยเหลือจากพวกเรา นปช.อียูหรือแดงยุโรป เร็วๆนี้ ที่www.thairedeu.com และ www.thairedgermany.net

ท่านใดที่มีรายชื่อของพี่น้องที่บาดเจ็บ และครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิต สามารถส่งเพิ่มเติมมาได้ที่ thairedeu@hotmail.com

กราบขอบพระคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้พวกเราในยุโรปด้วยค่ะ จาก ประชาสัมพันธ์ UDD-THAI OF EUROPE
ชมภาพทั้งหมดได้ที่นี่ http://www.thairedeu.com/page13.html***

สุรชัย แซ่ด่าน เขียนพินัยกรรม

ที่มา Thai E-News



ที่มา Internet Freedom

หมายหตุไทยอีนิวส์:1 ในคณะกรรมการแดงสยามได้โพสต์ข้อความนี้ในกระดานสนทนาInternet Freedom ในหัวข้อเรื่อง เสียงบอกอาจารย์สุรชัย จากเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ


ข้าพเจ้า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ อายุ 69 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน เส้นเลือดหัวใจตีบ(ทำบายพาส 7 ปี) ระบบขับถ่ายไม่ปกติ

ถ้าหากข้าพเจ้าเสียชีวิตในคุก ข้าพเจ้าขอให้ทำ ดังนี้

1. ไม่มีการเผาศพจนกว่าประชาชนจะได้รับประชาธิปไตยที่สมบูรณ์
2. ตระเวณศพของข้าพเจ้าไปทั่วประเทศ
3. ให้มวลชนแต่ละจังหวัดเป็นเจ้าภาพสวดศพ

ลงชื่อ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
31 มีนาคม 54 เวลา 11.15 น.
เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพฯ

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง: แดงสยามสยบความสับสน ออกประกาศยันชัดเจนไม่มีนโยบายโจมตีขัดแย้งกับแดงนปช.ทั้งแผ่นดิน

วิกิลีกส์ ไทยเคเบิลล่าสุด:รองนายกรัฐมนตรีสุเทพจะตกที่นั่งลำบากหรือไม่?

ที่มา Thai E-News



ที่มา Andrew Spooner

Asia Provocatuer ได้อ่านวิกีลีกส์เคเบิ้ลใหม่ที่ถูกเผยแพร่ได้ไม่นาน โดยในเคเบิลดังกล่าวระบุรายงานการพบปะกันในเดือนตุลาคม 2552 ระหว่างรองนายกรัฐมนตรี แห่งประเทศไทย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และเจ้าหน้าที่ชาวอเมริกันจากสถานทูตอเมริกา ในกรุงเทพมหานคร

แน่นอนว่า เราไม่สามารถเผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดได้ โดยไม่มีความเสี่ยงต่อการถูกลงโทษจำคุกหรือถูกแบนภายใต้กฎหมายทารุณที่ลิดรอนเสรีภาพทางการแสดงออกในประเทศไทย

หัวข้อของเคเบิลดังกล่าวในวิกิลีกส์ (ดูจากข้างล่าง) แสดงให้เห็นถึงเนื้อหาบางส่วนของการพบปะและหัวข้อหลักของการสนทนา

หัวข้อ: ประเทศไทย: ข้อมูลล่าสุดการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลของ *****
อ้างอิง: กรุงเทพมหานคร2488
“229327″,”10/13/2009 5:38″,”09BANGKOK2606″,”Embassy Bangkok”,”SECRET”,”09BANGKOK2488″,”VZCZCXRO8136
serial no is 09BANGKOK2606
วันที่ 13 ตุลาคม 2552

หลังจากอ่านเนื้อหาทั้งหมดของเคเบิลนี้ เห็นได้ชัดว่ารองนายกรัฐมนตรีสุเทพไม่ค่อยฉลาดในการเลือกใช้คำพูด ไม่เพียงแต่ให้ความเห็นเรื่องที่เป็นส่วนตัวอย่างมาก แต่นายสุเทพยังเปิดเผยข้อมูลความกังวลเรื่องสุขภาพส่วนตัวของบุคคลที่กล่าวถึงด้วย และคำพูดที่ไม่คำนึงความรู้สึกคนอื่นของนายสุเทพเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและไม่เป็นธรรม ไม่ว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงจะเป็นใครก็ตาม

ตามความเห็นของ Asia Provocateur แล้ว การเก็บความลับข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลควรจะเป็นสิ่งที่บุคคลในรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่ รัฐมนตรี หรือหน่วยงานรัฐให้ความเคารพอย่างเข้มงวด และนี่คือเหตุผลหลักอีกข้อที่เราตัดสินใจไม่เผยแพร่เนื้อหาทั้งหมดของเคเบิลดังกล่าวในวันนี้

จิตรา คชเดช เทพธิดาแรงงาน และขบวนการแรงงานไทย

ที่มา Thai E-News



โดย เปลวเทียน ส่องทาง

ไม่นานมานี้ “ดีแต่พูด” “มือเปื้อนเลือด” ได้กลายเป็นวาทกรรมที่ทิ่มแทงหัวใจและเปลือยตัวตนของ นายกรัฐมนตรีอภิสทิธิ์ เวชชาชีวะ ได้อย่างตรงเป้า โดยความกล้าหาญของผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่ง ที่นำโดย จิตรา คชเดช อดีตประธานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์

ไม่นานมานี้เช่นกัน ผู้ใช้แรงงานกลุ่มหนึ่ง ได้แถลงวิพากษ์วิจารณ์การเตรียมจัดงานวันที่ 1 พฤษภาคม “วันกรรมกรสากล” (ที่ถูกรัฐไทยและผู้นำแรงงานอนุรักษ์นิยมรับใช้รัฐได้บิดเบือนให้กลายเป็นวันแรงงานแห่งชาติ) ของกระทรวงแรงงาน ฯ ที่ต้องการให้มีการจัดประกวดเทพธิดาแรงงาน โดยมีผู้นำแรงงานบางส่วนขานรับรับใช้รัฐ

ปรากฎการณ์ทั้งสอง เป็นสิ่งที่นำมาสู่การทบทวนขบคิดถึงแนวทางการขับเคลื่อนของขบวนการแรงงานไทยปัจจุบัน และความหมาย “ขบวนการแรงงานไทย” ซึ่งมักเป็นขบวนการของ “ผู้นำ” มากกว่า “ผู้ใช้แรงงาน” โดยรวม

หรือจัดองค์กรที่สถาปนาตนเองเป็นผู้นำโดยสมาชิกจำนวนไม่มาก ไม่มีส่วนร่วม หรือแม้มีจำนวนสมาชิกจำนวนมากแต่เป็นการจัดตั้งองค์กรแบบราชการ เพื่อต้องการเข้าเป็น”คณะกรรมการไตรภาคี”

อย่างไรก็ตาม ขบวนการแรงงานไทยนั้น เป็นขบวนการที่ไม่เป็นเอกภาพ มีทิศทางแนวทางหลัก อย่างน้อย 4 ประการ คือ

หนึ่ง เป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในระดับโรงงานหรือบริษัทที่ตนเองทำการผลิตอยู่ มักเป็นเรื่องสภาพการจ้างที่ไม่เป็นธรรม และไม่สนใจด้านนโยบายของรัฐ และด้านการเมืองแต่อย่างใด หรือเน้นลัทธิเศรษฐกิจ หรือลัทธิสหภาพเท่านั้น

สอง เป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนทั้งปัญหาระดับโรงงาน และขับเคลื่อนด้านนโยบาย เช่น พรบ.คุ้มครองความปลอดภัยในสถานประกบการ การผลักดันให้รัฐบาลลงนามสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ILO ฯลฯ

และยังเกี่ยวข้องกับการเมืองระดับชาติในฐานะขบวนการอนุรักษ์นิยมขบวนการหนึ่งที่สนับสนุนการรัฐประหาร และหรือนิยมระบอบอำมาตยาธิปไตย มีผู้นำสำคัญ เช่น สมศักดิ์ โกสัยสุข หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ สาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สมาพันธ์แรงงาน รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ชาลี ลอยสูง ประธานคณะกรรมการสมาฉันท์แรงงานไทย (เป็นกรรมการพรรคการเมืองใหม่ด้วย)

ตลอดทั้งบางส่วนมีแหล่งทุนสนับสนุนที่สำคัญคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งเป็นองค์กรอนุรักษ์นิยมของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยที่มีกลุ่มอำมาตย์หมอครอบงำอยู่

สาม เป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนทั้งปัญหาระดับโรงงาน ระดับนโยบายเหมือนกัน แต่กลับเป็นขบวนการประชาธิปไตย สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านอำนาจนอกระบบของอำมาตยาธิปไตย เช่น กรรมกรแดงเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มอดีตสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ หรือกลุ่มนี้เป็น “กรรมกรเสื้อแดง”

สี่ ขบวนการแรงงานที่ขับเคลื่อนเสมือนเป็นตัวแทนของรัฐ แม้จะอ้างชื่อเป็นขบวนการแรงานก็ตาม และพร้อมจะรับใช้ทุกรัฐบาล ไม่ว่าพรรคการเมืองไหนขึ้นมามีอำนาจ หรือมาจากรัฐประหารก็ตาม เช่น กลุ่มที่เห็นด้วยกับการจัดงานประกวดเทพธิดาแรงงาน ทั้งๆที่เป็นการลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง มองผู้หญิงเป็นเพียงสินค้าประกวดนิยามความงามของคณะกรรมการประกวดเท่านั้นเอง มากกว่าเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิงซึ่งเป็นผู้ใช้แรงงานจำนวนมาก และสำคัญต่อการสร้างสรรค์ให้กับสังคมไทย

สุนีย์ ไชยรส คนขวาสุดในภาพตอนเป็นเจ้าภาพจัดงานวันสตรีสากล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลายคนอาจจะ คัดค้านการประกวดเทพธิดาแรงงาน เช่น สุนีย์ ไชยรส คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ฯลฯ แต่มิได้หมายความว่า จักสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่กลับสนับสนุนรัฐประหารที่ผ่านมา

และหลายคนกลับรับไม่ได้กับการที่ จิตรา คชเดช ถือป้ายประท้วง “ดีแต่พูด” “มือเปื้อนเลือด” เพราะทำให้เจ้าภาพจัดงานเชิญนายกรัฐมนตรีเสียหน้าไปด้วย ทั้งๆที่ “อุดมการความเสมอภาพหญิงชาย” ควรควบคู่กับ “อุดมการหลักประชาธิปไตย” แต่กลับตาลบัตร

ดังนั้นขบวนการแรงงานไทย จึงไม่มีอุดมการณ์และการขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ เป็นคำถามที่มวลคนงานพื้นฐาน ที่มิใช่ ผู้สถาปนาตนเอง เป็นผู้นำ ควรตรวจสอบอย่างยิ่ง

และแน่นอนว่าผู้เขียนสนับสนุน “กรรมกรคนเสื้อแดง” เนื่องเพราะเสรีภาพและประชาธิปไตยสำคัญยิ่งต่อขบวนการแรงาน เหมือนเช่นบทเรียนในยุคอำมาตย์และทหารครองเมือง ที่ จิตรา คชเดช เคยปาฐกถาเรื่อง“บทเรียนและการต่อสู้ของสหภาพแรงงานกับรัฐและทุนข้ามชาติ” ไว้ว่า …….. ในปี 2550 ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจัดให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ในขณะที่คนงานไทรอัมพ์กำลังจะยื่นข้อเรียกร้องเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเพื่อปากท้องของตัวเอง พวกเราไม่สามารถจัดให้มีการประชุมสมาชิกได้ พวกเรามีทหารมาแจ้งว่า ไม่ให้จัดการประชุม และเราก็มีทหารมาตั้งเต๊นท์ที่หน้าโรงงานเพื่อตรวจบัตรคนงานที่ทำโอที และถามว่าพวกเราจะไปใหนกัน…………

ขบวนการกรรมกรคนเสื้อสีแดง จงเจริญ

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:งานเปิดตัวเฉลิมฉลอง 100 ปีวันสตรีสากล 8 มีนาคม ดุเดือด: อภิสิทธิ์ ถูกด่า "มือใครเปื้อนเลือด" "ดีแต่พูด"

ประเทศไทย(ไม่)ไปทางไหน ? เหมือนตะวันออกกลาง ผู้แทนฯเละ เพราะราษฎรใช้ไม่ได้

ที่มา มติชน





เมื่อไม่นานมานี้ กลุ่มจับกระแสเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ Siam Intelligence Unit (SIU) ได้จัดเสวนาเรื่อง "ประเทศไทยจะไปทางไหนกัน?" ณ อาคารมหิตลาธิเบศร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา รศ.ดร.โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันตวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล และรศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์


ศาสตราจารย์ นายแพทย์ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเปิดงานว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาทั้งจากภายใน และภายนอก ตั้งแต่ระดับรากหญ้า ไปจนถึงความขัดแย้งระดับชาติกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงอยากให้มีการอภิปรายเพื่อร่วมแสวงคำตอบว่า ประเทศไทยควรจะก้าวเดินไปในทิศทางใด เพื่อจะให้มีการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไปในอนาคต


พลเอกบุญสร้าง :ไม่คิดว่าจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริง

พลเอก บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ได้เสนอแนวทางในการพัฒนาประเทศว่า ทุกฝ่ายต้องขับดันประเทศโดยมีเป้าหมายร่วมกัน สำหรับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ต้องมีความมั่งคั่ง ประชาชนอยู่ดีกินดี มีศักดิ์ศรี คนทุกคน ไม่ว่าจะนับถือลัทธิใด จะเสรีประชาธิปไตย, ประชาธิปไตยแบบมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือคอมมิวนิสต์ ทั้งหมดต้องสามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างประเทศญี่ปุ่น ประชาชนของเขาต่างมีความรักสามัคคี มุ่งมั่นเสียสละ ในขณะที่ประเทศไทยเรา ณ ตอนนี้ ทุกคนต่างขับเคลื่อนไปคนละทิศละทาง
ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมฟังคนอื่น แต่ชอบพูดให้คนอื่นฟัง

เราบอกว่าประเทศเราไม่ได้อยู่นิ่ง แต่เรากำลังพายเรือในอ่าง วนอยู่กับที่ไม่ไปไหน แม้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของบ้านเราจะมี แต่ด้านการเมืองและสังคมกลับแย่ พอเลือกตั้งเสร็จ รัฐบาลก็ไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วก็เกิดปฏิวัติ เป็นอยู่อย่างนี้ซ้ำไปซ้ำมา ปัญหาทั้งหมดจึงต้องแก้ที่คน ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบอะไรก็แล้วแต่ต้องพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระบอบนั้นๆ ระหว่างที่รอเยาวชนเติบโต รัฐบาลอาจจะตั้งโรงเรียนประชาธิปไตย สอนให้คนรู้เรื่องประชาธิปไตยมากขึ้น ส่วนข่าวลือที่ว่าจะมีการรัฐประหารหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดนั้น ยอมรับว่าเคยได้ยินมา แต่ไม่คิดว่าจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นจริง

อุทัย : สภาผู้แทนราษฎรเละ เพราะราษฎรใช้ไม่ได้


ด้านนายอุทัย พิมพ์ใจชน กล่าวว่า ทิศทางที่สำคัญของประเทศไทย คือ ประชาชนต้องมั่นใจ และแน่วแน่ในระบอบการปกครอง เพราะจะเห็นได้ว่า ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ในปี พ.ศ. 2475 แทนที่ประเทศจะพัฒนาอย่างมั่นคง ทุกคนกลับสับสนไม่มั่นใจในระบอบประชาธิปไตย ชาวบ้านกลับมองว่า สภาผู้แทนราษฎรมันโกง มันกิน มันกุ๊ย พอทนไม่ไหว ก็มีคนปฏิวัติเอาอำนาจกลับมาให้ประชาชนตัดสินใจเลือกใหม่ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่มั่นคงในทิศทางนี้ตั้งแต่แรก เราเลือกจะไม่เอาอะไรสักอย่าง ทั้งประชาธิปไตย เผด็จการ หรือคอมมิวนิสต์ แล้วประเทศจะดีได้อย่างไร ถ้าจะเลือกทิศทางใดแล้ว ก็ควรเอาให้มั่นคงไปเลย

นายอุทัยยังกล่าวอีกว่า ผู้แทนราษฎร คือเงาสะท้อนของประชาชน ที่สภาผู้แทนราษฎรเละ เพราะราษฎรใช้ไม่ได้ ถึงตัดสินใจเลือกคนเหล่านี้เข้ามาบริหารประเทศ จุดเริ่มต้นของการพัฒนาประเทศ จึงต้องพัฒนาที่ราษฎรเป็นอันดับแรก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ประเทศญี่ปุ่น เขาสร้างคนมาตั้งแต่อนุบาล ตั้งแต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะฉะนั้นเขาถึงมีคนที่มีคุณภาพ ประเทศไทยก็น่าจะเริ่มจากตรงนี้ คือ พัฒนาคนรุ่นใหม่ ส่วนรุ่นเก่าถ้าใช้ไม่ได้ก็ปล่อยไป เพราะไม้แก่ดัดยาก สำหรับปัญหาของประเทศ ณ ตอนนี้ก็ต้องแก้เฉพาะหน้าไปก่อน พร้อมทั้งเสนอสูตร 5+5 ปี คือ 5 ปีแรก ให้เยาวชนได้เรียนรู้หลักของประชาธิปไตย อาจจะโดยการเข้าค่าย หรือการอบรม ส่วนอีก 5 ปีก็ปลูกฝังเรื่องศีลธรรมจรรยา ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาบุคคลได้ เพราะฉะนั้นแนวทางก็คือ ต้องแนวแน่ในทิศทางของระบอบการปกครอง และปูทางให้คนรุ่นใหม่ก้าวไปให้ถึง

โคทม : ร่วมลงสัตยาบัน จรรยาบรรณการเลือกตั้ง

รศ.ดร.โคทม อารียา มองว่า ประเด็นสำคัญในเรื่องนี้ คือ การแก้ปัญหาที่ความคิดและความเชื่อของคน เพราะคนหัวเก่าก็ไม่ค่อยอยากเปลี่ยน คนหัวใหม่ก็ไม่ค่อยอยากปรับ จึงเกิดเป็นชุดความคิด เป็นวาทกรรมที่แตกต่างกันอยู่ในสังคม

กลุ่มหนึ่ง มองว่า ประชาธิปไตยเดี๋ยวนี้ขาดคุณธรรม ขับเคลื่อนเป็นวงจรอุบาทว์ ที่นักการเมืองไม่ดีได้รับเลือกเข้ามาโดยการซื้อเสียง พอเกิดการปฏิวัติขึ้น แทนที่จะได้รัฐบาลชุดใหม่ พวกหน้าเดิมๆก็ได้รับเลือกเข้ามาอีก โดยการซื้อเสียงแบบเดิม

แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองเรื่องอำมาตย์ ไม่มีความเท่าเทียมในสังคม มีแต่ความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่าง การเป็นเจ้าคนนายคน เพราะฉะน้ันปัญหาทั้งหมดจึงต้องแก้ที่ระบบ แก้ที่ชุดความเชื่อ ให้ความต่างระหว่าง ราชาธิปไตยกับประชาธิปไตยมีความลงตัว ให้ทุกคนเคารพและยอมรับในความแตกต่าง ทางความคิดความเชื่อของกันและกัน แล้วเปลี่ยนครรลองประชาธิปไตยโดยการปิดประตูรัฐประหาร ไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา และเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ภายใต้รัฐธรรมนูญ และอยู่เหนือการเมืองโดยเด็ดขาด

รศ.ดร. โคทม เชื่อว่า การเลือกตั้งในครั้งนี้จะเกิดขึ้นแน่ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของทุกคน คือ ทำให้มีประชาธิปไตยที่ชอบธรรม และมีการเลือกตั้งที่เที่ยงธรรม ซึ่งต้องอาศัยการแข่งขันกันอย่างยุติธรรม อย่างมีกติกา อย่างมีจรรยาบรรณ โดยให้ประชาชนคอยจับตา เพราะนักการเมืองเขาไม่กลัวอะไร นอกจากกลัวสอบตก เราต้องบอกกับประชาชนอยู่เสมอว่า ไม่ใช่เงินไม่มากากไม่เป็น เพราะการกากบาทไม่ได้มีไว้เพื่อขาย

"ผมเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งพฤติกรรมของคนจะเปลี่ยนได้ อย่าไปคิดว่าคนไทยจะยอมขายเสียงตลอดไม่มีอะไรที่ตายตัว "

นอกจากนั้น รศ.ดร. โคทม ยังอยากให้นักการเมืองร่วมลงนามให้สัตยาบัน ในจรรยาบรรณการเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนได้ตรวจสอบในนโยบายและคำมั่นสัญญาที่เคยได้ให้ไว้ สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า กากบาทคือประกาศิต ลิขิตการเมืองไทย

หากทุกคนตกลงกันว่า เราจะเอาประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่ได้ผลก็ย่อมขึ้นอยู่กับ การเลือกตั้งที่เที่ยงธรรม ซึ่งสื่อมวลชนจำเป็นต้องช่วยกระพือกระแส ให้ประชาชนเห็นความสำคัญในความชอบธรรมดังกล่าว เพราะจะทำให้สังคมไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ส่วนในคำถามที่ว่า เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว จะทำให้ผู้ชุมนุมหรือการประท้วงหมดไปหรือไม่ ดร. โคทม มองว่า การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง แน่นอนว่าคงยังมีทะเลาะกันอีก แต่แม้เราจะเป็นพหุนิยม คือคิดต่างกันได้ แต่ทุกคนก็ควรจะต้องเคารพต่อกัน ใช้ความอดทนอดกลั้น ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า ถึงใครจะขึ้นมาเป็นนายกฯ ก็คงถูกประท้วงอยู่เหมือนเดิม แต่หากเราสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนได้ ประชาชนก็คงจะพอใจ และยอมรับการบริหาร งานของรัฐบาลชุดต่อไป


สมภพ : ดิ่งลึกเข้าสู่ระบบครอบครัว ไม่แตกต่างตะวันออกกลาง

ด้าน รศ.ดร. สมภพ มานะรังสรรค์ กล่าวว่า ทุกวันนี้ประเทศไทยมีการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็จำเป็นต้องเปิดกว้าง ในเรื่องอื่นๆที่เป็นกติกาของสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน หรือการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยประสบปัญหามาโดยตลอด

เพราะในขณะที่เรามีองค์กรเศรษฐกิจที่ทันสมัย สามารถพัฒนาเป็นมืออาชีพได้ แต่เรากลับเลื่อนชั้นจาก เศรษฐกิจภาคผลิต (production economy)ไปเป็นเศรษฐกิจภาคบริการ (service base economy)ไม่ได้เสียที นั่นเพราะปัญหาการเมืองภายในประเทศที่ ดิ่งลึกเข้าสู่ระบบครอบครัว จากพ่อสู่ลูกหลาน เป็นระบบการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ แทบไม่ต่างจาก ประเทศในแถบตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้โอกาสที่ประเทศจะสามารถขับเคลื่อนอย่างมีพลวัต เป็นไปได้ยาก และหากประเทศไทยยังคงย่ำอยู่กับที่ ไม่มีการปรับตัวเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า ยังคงใช้ระบบเศรษฐกิจ แบบยืมจมูกคนอื่นหายใจ รอให้ชาวต่างชาติมาลงทุน เป็นระบบเศรษฐกิจแบบจับกัง ด้วยแรงงานราคาถูก
ไม่มีแบรนด์ ประเทศไทยก็คงไม่สามารถจะเลื่อนชั้นไปเป็นเศรษฐกิจภาคบริการได้ ทั้งๆที่น่าจะมีโอกาส

รศ.ดร. สมภพ ได้กล่าวอีกว่า หากจะแก้ปัญหาด้วยการสวนกระแส ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง คงจะส่งผลกระทบมากแน่นอนภายใต้เศรษฐกิจระบบเปิดขนาดนี้ ดังนั้น ประเทศจะสามารถพัฒนาได้ ย่อมขึ้นอยู่กับระบบเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพ เพราะระบบการเลือกตั้ง คือเครื่องมือของระบบบริหารประชาธิปไตย ซึ่งตัวจะชี้วัดความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของบุคคล ถ้าบุคคลที่ใช้สิทธิ์เลือกตั้งมีคุณภาพ สภาผู้แทนราษฎรมีคุณภาพ สิ่งต่างๆก็จะเกิดการขับเคลื่อนพัฒนาเป็นพลวัต ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง

คำถามจึงมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรถึงจะพัฒนาจิตสำนึกของคนให้มีวิจารณญาณในการใช้สิทธิ์ของตน ทุกครั้งที่มีการหย่อนบัตรในคูหาเลือกตั้ง


บทสรุป ประเทศไทยไม่ไปไหน ถ้าคนไม่พัฒนา

ในช่วงท้าย พลเอก บุญสร้าง ได้สรุปว่า เราควรจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้การศึกษาเพื่อให้ประชาชนเป็นคนดีของชาติ ทุกคนต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ ต้องสอนเด็กให้เป็นคนดี คือ เรื่องนี้ทุกคนต้องช่วยกัน ในส่วนของราชการก็ต้องเต็มกำลัง ประชาชนที่เป็นผู้ใหญ่ก็ต้องสอนเด็กให้ดี ถ้าถามว่าสอนอะไร คงไม่ต้องเป็นวิชาการมากมาย แค่สอนให้พวกเขาเป็นคนดี แล้วไม่ว่าจะอยู่ในระบอบอะไร ก็ย่อมง่ายที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพต่อคุณภาพของบุคคล


ด้าน ดร. โคทม กล่าวว่า ทุกคนน่าจะยอมรับในพหุนิยม หรือความหลากหลาย ความแตกต่าง และจะต้องมีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็น การเสวนาในประเด็นต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝึกให้คนเรา เป็นผู้ฟัง และคิดไตร่ตรองก่อนพูด รวมทั้งต้องพัฒนาทั้่งคนและระบบควบคู่กันไปเหมือนกับเราไปสอนเด็กว่าให้ระวังไฟไหม้ แต่เราไม่สนใจเรื่องระบบสายไฟ หรือระบบการดับไฟก็ไม่ได้

เพราะฉะนั้นนอกจากพัฒนาคน ให้การศึกษาคนแล้ว ก็ยังต้องมีระบบการเมืองที่ดี ระบบกฎหมายที่ดี ฯลฯ สิ่งสำคัญ คือ อยากให้ทุกคนเริ่มจากการทำในสิ่งที่ทำได้ใกล้ตัวก่อน แต่อย่าลืมเป้าหมายของเรา ที่เราอยากจะเห็นความเที่ยงธรรม ความสงบสันติ ความเจริญ และความสุขของมวลมนุษยชาติ เพราะฉะนั้น จึงอยากเสนอข้อคิดที่เป็นจุดร่วม นั่นก็คือ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม ประเทศไทยถึงจะเดินไปได้


รศ.ดร. สมภพ กล่าวว่า มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอยู่ประมาณ 4-5 เรื่อง ที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมการรับมือ กับการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มโอกาสและลดปัญหาของประเทศ เรื่องแรก คือ ประเทศตะวันตกซึ่งเป็นผู้นำและมหาอำนาจ เริ่มเผชิญกับสภาวะอัศดงคตทางเศรษฐกิจ เพราะอิงกับการเงินมากเกินไป

เรื่องที่สอง จากสภาวะอัศดงคตของประเทศฝั่งตะวันตก ได้ส่งผลดีกับประเทศในแถบตะวันออก เช่น จีน อินเดีย รวมทั้งประเทศต่างๆในแถบเอเชีย ซึ่งจากผลการวิจัยเปรียบเทียบ พบว่า ทวีปเอเชียมีจำนวนประชากรรวม 60% ของโลก แต่ GDPรวมอยู่ที่ประมาณ 20% คือขนาดรวมแล้ว ก็ยังไม่เท่ากับอเมริกาเพียงประเทศเดียวเลย เพราะฉะนั้นเรามีโอกาสมากที่เจริญเติบโตไปได้อีกมาก

เรื่องที่สาม เราจะต้องเผชิญกับความไม่สมดุลของโลก ทั้งความไม่ดุลทางเศรษฐกิจ หรือ global economic imbalance ที่บ่อยขึ้นและถี่ขึ้น

เรื่องสี่ ความไม่สมดุลในสภาวะธรรมชาติโลก ทั้งภัยพิบัติธรรมชาติ รวมถึงความไม่สมดุลที่มนุษย์ ได้กระทำย่ำยีต่อธรรมชาติโลก ซึ่งเป็นที่มาของสภาวะโลกร้อน และความแปรปรวนทางอากาศต่างๆ

เรื่องที่ห้า คือการที่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งมีไทยเป็นสมาชิก กำลังถูกขนาบด้วยความเปลี่ยนแปลง โดยภายหลังจากเหตุการณ์สึนามิและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่นที่จะผ่านพ้นไปเชื่อว่า ญี่ปุ่นคงจะทำการโยกย้ายทั้งฐานการลงทุน และฐานประชากร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ออกมา นอกประเทศ นั่นเพราะระบบการขนส่งต่างๆที่ถูกทำลาย รวมทั้งปัญหาด้านพลังงาน ซึ่งคนญี่ปุ่นต้องพึ่งพลังงานจากนิวเคลียร์ถึง 30%

นอกจากนี้แล้ว ประเทศจีนก็นับเป็นอีกหนึ่งประเทศยักษ์ใหญ่ที่น่าจับตามอง ในเมื่อทั้งจีนและญี่ปุ่นจะเข้ามาแข่งขันกันที่ประเทศไทย และสมรภูมิอาเซียนอย่างดุเดือด เราจะมีนโยบายตั้งรับอย่างไร เพื่อที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ของการลงทุนจากจีนและญี่ปุ่นตรงนี้

เหมือนอย่างที่เราเห็นว่า แค่จีนมาตั้งศูนย์ค้าส่งที่บางนาตราดแค่ที่เดียว ก็แทบจะทำให้ทั้งประเทศลุกเป็นไฟแล้ว เพราะฉะนั้น นี่จึงเป็นโอกาสที่สำคัญมากของประเทศไทย และถึงอีกห้าปีข้างหน้า ประเทศไทยก็จะเข้าสู่สมาคมอาเซียนอีกด้วย ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดเหล่านี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องอาศัย good governance policy ต้องมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และนโยบายดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ก็จะต้องมาจากรัฐบาลที่ดี


( เรื่องและภาพ ชชานนท์ ลิ่มทอง )

"ยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว-คนถูกรางวัล"อ่วม! เตรียมจ่ายภาษีย้อนหลัง พิษ"หวยบนดิน"ไม่จ่ายมีหมายติดหน้าบ้าน

ที่มา มติชน

แหล่งข่าวจากผู้ค้าส่งสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ว่า ขณะนี้มีเจ้าหน้าที่จากกรมสรรพากรยื่นหนังสือให้บรรดายี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่เคยขายสลากเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว (หวยบนดิน) ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ให้ไปยื่นแบบเสียภาษีย้อนหลัง โดยบางรายถูกเรียกเก็บภาษีกว่า 30,000 บาท และเมื่อครั้งแรกที่ได้รับแจ้งนั้น ยังไม่ได้ไปชำระ จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนำหมายมาติดที่บ้านของผู้ค้าส่งเหล่านั้นให้ไปชำระภาษีด้วย ไม่เช่นนั้นจะถูกเก็บภาษีพร้อมค่าปรับด้วย

แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรกล่าวยืนยันว่า กรมสรรพากรได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปแจ้งให้บรรดายี่ปั๊ว ซาปั๊วที่เคยขายหวยบนดินไปแจ้งยื่นแบบปรับปรุงการชำระภาษีเพิ่มเติมจริง เนื่องจากมีคำสั่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดีทุจริตหวยบนดินว่าผิดกฎหมาย และต้องเสียภาษีที่เกิดขึ้นจากการจำหน่ายสลากแบบเลขท้าย 2 และ 3 ตัว ทั้งภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้กรมสรรพากรต้องเก็บภาษีย้อนหลัง ทั้งในส่วนของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ที่ถูกรางวัลและยี่ปั๊ว ซาปั๊ว ที่ขายหวยบนดิน หากกรมไม่ปฏิบัติตามจะมีความผิดตามมาตรา 157 กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ทั้งนี้ ในส่วนของสำนักงานสลากฯนั้น กรมได้เรียกเก็บภาษีย้อนหลังไปแล้ว ส่วนผู้ที่ถูกรางวัลนั้น ได้เริ่มจากผู้ที่ถูกรางวัลแจ๊คพ็อต ที่ได้เงินมากกว่า 1 ล้านบาทขึ้นไปก่อน จากนั้นก็ไล่ดูจากต้นขั้วของหวยบนดินที่ผู้ถูกรางวัลว่าซื้อจากยี่ปั๊ว ซาปั๊วรายใด จึงจะไปเก็บเงินภาษีย้อนหลังต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรายย่อยและรายกลางกระจายทั่วประเทศตามลักษณะการขาย

"เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่ออกไปเรียกเก็บภาษีหวยบนดินย้อนหลังนั้น จะไม่เรียกเก็บภาษี ณ จุดที่เกิดเหตุ แต่จะแจ้งให้ยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือผู้ที่ถูกรางวัล ไปยื่นแบบชำระภาษีเพิ่มเติมที่กรมสรรพากร หรือที่ศาลากลางจังหวัดแต่ละแห่งที่อาศัยอยู่ จากนั้นจะให้ไปชำระภาษีที่สำนักงานสรรพากรเขตนั้นๆ ต่อไป และจะแจ้งให้ไปยื่นเสียภาษีย้อนหลัง 3 ครั้ง แต่หากเกิน 3 ครั้ง กรมสรรพากรจะออกจดหมายแจ้งประเมิน ซึ่งจะไม่มีการอุทธรณ์ ฎีกา และต้องเสียภาษีพร้อมเบี้ยปรับ 2 เท่าด้วย" แหล่งข่าวกล่าว

ข้อมูล ที่ไม่ควรลืม

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน


เขียนถึงเรื่องรัฐบาลประชาธิปัตย์บริหารงานแบบสร้างปัญหาให้องค์กรตำรวจมาโดยตลอด ด้วยความสงสัยว่า แล้วจะไปอาศัยมือไม้ตำรวจในช่วงเลือกตั้งนี้ได้อย่างไร

ไปจนถึงจะได้คะแนนเสียงจากชาวตำรวจกว่าสองแสนคน พร้อมครอบครัวญาติมิตรอีกจำนวนมากได้หรือ!?

มีผู้ส่งข้อมูลเข้ามาสนับสนุนเป็นจำนวนมาก

บอกว่าอย่าลืมเน้น ด้วยการบริหารของนายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติหรือก.ต.ช.

ได้สร้างประวัติศาสตร์อัปยศให้องค์กรตำรวจ

ด้วยการไม่มีผบ.ตร.นั่งทำงานเกือบ 1 ปีเต็ม!

แล้วที่ไม่มีผบ.ตร. ไม่ใช่ว่าหาไม่ได้ เพราะมีพล.ต.อ.ที่สามารถขึ้นดำรงตำแหน่งผบ.ตร.ได้ ถูกต้องตามกฎหมาย มีนับสิบคน คุณสมบัติพร้อมทั้งนั้น

แต่ไม่มีความสามารถจะแต่งตั้งได้

พยายามจะดันพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ เข้าที่ประชุมก.ต.ช. 2-3 หน ทั้งแพ้และทั้งล่ม

นี่แหละ รอยแผลใจที่นายกฯ คนนี้ฝากเอาไว้ ไม่สามารถหาผบ.ตร.ให้ชาวตำรวจได้

เรื่องต่อมาที่ผู้ส่งข้อมูลบอกให้เน้นหนักๆ ด้วย

คือ การสูญเสียพล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา อย่างน่าเศร้า!

นายตำรวจที่ทุ่มเททำงานหนักในพื้นที่ไฟใต้ แล้วปีสุดท้ายของชีวิตราชการ จะต้องได้รับการปูนบำเหน็จด้วยการย้ายไปลงสถานีตำรวจพ้นพื้นที่ไฟใต้ พักผ่อนในช่วงปีสุดท้าย

ที่ไหนได้ ไปติดเด็กนักการเมือง เลยต้องตายคาเก้าอี้ผกก.บันนังสตา

แล้วก่อนจะเสียชีวิต เขาได้เดินทางเข้ามายื่นร้องขอความเป็นธรรมที่ทำเนียบฯ ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สุดท้ายเงียบหาย แล้วเขาก็ต้องตาย!

จนป่านนี้ยังไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบต่อการบริหารงานอย่างไร้ความเป็นธรรม

นี่คือ 2 กรณีใหญ่ๆ ที่หลายคนส่งข้อมูลมาตอกย้ำ ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เพื่อชาวตำรวจจะได้ตระหนัก อย่าวางตัวเอนเอียงไปเข้าข้างพรรคไหน โดยเฉพาะใครที่เคยทำความเสียหายเอาไว้ให้

พูดไปพูดมาทำให้ต้องระลึกพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย ชื่อที่ก.ต.ช.ส่วนใหญ่สนับสนุนให้เป็นผบ.ตร.แต่นายกฯ ไม่ฟัง

หลังเกษียณอายุไปแล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังรับผิดชอบภารกิจอันสูงยิ่ง แต่ไม่เคยอวดอ้าง

นายกฯ คงพอจะรู้นะ!

โพลย้ำชัด! ผลงาน‘มาร์ค’แย่

มา บางกอกทูเดย์



แม้อภิสิทธิ์ยังหวิดตก
‘คะแนนปราบโกง’บ๊วยสุด
ตลอดมาจุดแข้.ของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ คือการขายภาพลักษณ์

คือการโปรโมทว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ มีการศึกษาระดับสูง มีสถานะทางสังคมเป็นที่รู้จัก ชาติตระกูลดีมีประวัติ

แต่จุดอ่อนที่ถูกตั้งข้อสังเกตุตลอดมา ก็คือ การทำงานไม่เป็น

เพราะนายอภิสิทธิ์ ในชีวิตยังไม่เคยทำงานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันที่จะสามารถนำมากล่าวอ้างจริงๆจังๆได้เลย

ในขณะที่การก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแบบข้ามขั้น มาแบบขึ้นลิฟท์ภายใต้การอุ้มของขั้วอำนาจพิเศษ และขั้วอำนาจกองทัพ ยิ่งทำให้การทำงานของนายอภิสิทธิ์ บนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยิ่งดูมีความเป็นเด็กน้อยมากยิ่งขึ้นไปอีก

ซึ่งเรื่องนี้แม้ว่านายอภิสิทธิ์ จะมีองครักษ์เป็นพลพรรคปากกล้า ที่ตั้งขึ้นมาเป็นโฆษกประจำตัวบ้าง โฆษกพรรคบ้าง และแม้แต่กระทั่งโฆษกรัฐบาล แต่ทั้ง 3 โฆษกก็ไม่สามารถที่จะกลบจุดอ่อนในการบริหารของนายอภิสิทธิ์ได้เลย

อย่างล่าสุด “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ที่ได้มีการจัดทำดัชนีการเมืองไทย โดยมีตัวชี้วัดทั้งการบริหารงานของรัฐบาล ฝ่ายค้าน ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน บทบาทสื่อมวลชนและอื่นๆ รวม 25 ประเด็น

ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่จะบอกได้ว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม

เป็นการสำรวจประชาชนทั่วประเทศเป็นประจำของทุกเดือน เพื่อเปรียบเทียบเดือนต่อเดือน โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ยภาพรวมของการเมืองไทยออกมา

ปรากฏว่าในเดือนมีนาคมนี้ได้สำรวจดัชนีการเมืองดังกล่าวจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 6,247 คน ระหว่างวันที่ 25-31 มีนาคม 2554 สรุปผลอกมาแล้ว ทำให้ขั้วรัฐบาล และทำให้นายอภิสิทธิ์ คงต้องคิดหนักมากขึ้น

เพราะการที่อยากจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 อาจจะไม่ง่ายอย่างที่ฝันแล้วก็เป็นได้

เพราะวันนี้ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 4.21 คะแนน หรือเท่ากับว่าคะแนนการเมืองของไทยในวันนี้ยังสอบตก

ทั้งๆที่นายอภิสิทธิ์ ประกาศปาวๆว่าจะทำการเมืองให้เข้มแข็ง ให้เกิดการปรองดองให้ได้ แต่ประชาชนกลับมองไม่เห็นผลงาน

ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ถ้าจำแนกตามภูมิภาค ประชาชนให้คะแนนดัชนีการเมืองไทย โดยคะแนนเต็ม 10 ภาคใต้ฐานเสียงประชาธิปัตย์เองแท้ๆ ยังให้คะแนนแค่ 4.80

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4.19 ภาคเหนือ 4.16 เป็นเรื่องที่ไม่น่าประหลาดใจ เพราะผลงาน 2 มาตรฐานทางการเมือง และผลงาน 91 ศพที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องประชาธิปไตย จะให้คะแนนการเมืองดีได้อย่างไร

ส่วนภาคกลาง ก็ให้แค่ 4.10 เท่านั้น คงเพราะรู้เห็นและเจออะไรด้วยตัวเองกันเยอะ

แต่ที่แย่ยิ่งกว่า ก็คือกรุงเทพฯ ซึ่งอยู่ในแวดวงข้อมูลข่าวสาร และอยู่ใกล้ชิดสถานการณ์ทางการเมือง ที่จนถึงวันนี้รัฐบาลไม่สามารถที่จะเยียวยาบาดแผลและการแตกต่างทางความคิดใดๆได้เลย

ฉะนั้นคะแนนจากคนกรุงเทพฯจึงให้ต่ำที่สุด คือแค่ 3.89 เท่านั้น

และคะแนนที่สะท้อนออกมาในเรื่องผลงานรัฐบาล ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะผงงานที่ได้คะแนนเกินครึ่งมีเพียง 3 ประเด็นเท่านั้น

เรื่องแรก คือ เรื่องข่าวสารที่เผยแพร่จากสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับรู้ ได้คะแนน 5.15

ตามมาด้วยเรื่องการจัดการศึกษาสำหรับประชาชน ได้เกินครึ่งมานิดหน่อย คือ 5.10 ทั้งๆที่มีการปาวๆว่า นโยบายเรียนฟรีได้ผลงาน... แต่ประชาชนกลับตั้งคำถามว่า เรียนฟรีกับผีที่ไหน

คำว่าฟรี จะต้องฟรีจริงๆ แต่นี่ทุกครอบครัวยังต้องจ่ายค่าเทอม ยังต้องกู้หนี้ยืมสินมาซื้อเสื้อผ้า ซื้อกระเป๋า ให้ลูก

ทุกอย่างเป็นแค่ ดีแต่พูด ไปวันๆ

ขึ้นคัทเอาต์หราแบบไม่ละอาย หรือไม่เช่นนั้น คนทั้งพรรคประชาธิปัตย์ก็คงสอบตกภาษาไทย จึงไม่เข้าใจว่า คำว่า “เรียนฟรี”จะต้องหมายถึงอะไร

สิ่งที่สร้างภาพนั้นใช้คำว่าเรียนฟรีได้หรือ???

และสุดท้ายคะแนนที่สอบผ่านอย่างเฉียดฉิว คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ไปแบบหวุดหวิดแค่ 5.03

เรียกว่าถ้าคะแนนหายไปแค่ 0.04 เท่านั้นนายอภิสิทธิ์ ก็สอบตกแล้ว

ก็จะโทษว่าใครได้ เพราะแม้แต่แค่ปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดภาคใต้ ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ มาแต่อ้อนแต่ออกแล้ว ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ ยังมัวแต่เอ้อระเหย ไม่คิดจะลงไปเยี่ยมเยียน

ไปหลังจากที่ทีมข่าวของช่อง 3 ลงไปทำข่าวแล้วตั้ง 3 วัน

และเชื่อกันว่าเป็นการไปก็เพราะว่ามีเสียงสะท้อนเชิงลบดังระงมไปหมดแล้ว นั่นแหละถึงได้รู้สึกร้อนตัวว่าต้องลงพื้นที่เสียหน่อย

ฉะนั้นคะแนนนายอภิสิทธิ์ในเดือนมีนาคมนี้จึงฉิวเฉียวเจียนตกเอามากๆ

แต่ที่ร้ายที่สุดก็คือ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ มีคะแนนผลงานที่ได้คะแนนน้อย ไม่ถึง 4 คะแนน จากคะแนนเต็ม 10 มากมายหลายเรื่อง อย่างน้อยที่สุดคือปาเข้าไปถึง 8 ประเด็นเลยทีเดียว

ไล่มาตั้งแต่การปาวๆว่าจะสร้างความสามัคคีของคนในชาติ แต่ประชาชนมองไม่เห็นว่าทำได้จริงตรงไหน จึงให้คะแนนแค่ 3.74

ทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุยโอ่ว่าเศรษฐกิจดีแล้ว แข็งแรงแล้ว แต่ประชาชนมองตรงกันข้าม แถมยังเห็นว่านอกจากเศณษฐกิจไม่ดีแล้ว คนยังตกงานอีกเพียบ จึงทำให้คะแนนในการการแก้ปัญหาการว่างงานของรัฐบาลนี้ได้แค่ 3.70

และคะแนนการแก้ปัญหาความยากจน ประชาชนบอกว่าเอาไปแค่ 3.62 ก็ถือว่าสูงมากแล้ว

ส่วนเรื่องการปฏิบัติตนของนักการเมือง เรื่องของความสามัคคี รัฐบาลนี้ได้คะแนนไปแค่ 3.57

และเพราะว่าจนถึงวันนี้นอกจากสินค้าขาดแคลนขาดตลาด น้ำมันพืช น้ำตาลทราย มีปัญหาหมด แถมธุรกิจกำลังจ่อคิวขอปรับคาคาสินค้ากันอีกเป็นพรวน คะแนนในเรื่องราคาสินค้าของรัฐบาลชุดนี้เลยมีแค่ 3.56

ขณะเดียวกันเรื่องของยาเสพติดที่กลับมาทำลายสังคม ทำลายจิตใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง ทำให้การแก้ปัญหายาเสพติดในสายตาของประชาชน มองว่า 3.47 บางทียังอาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ

ผลงานรองบ๊วยของรัฐบาลชุดนี้คือ การแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพล ซึ่งได้คะแนนไปแค่ 3.27 และไม่สามารถที่จะโทษใครได้ เพราะ 2 มาตรฐานทำให้ระบบยุติธรรมยับเยิน จนสังคมมีผู้มีอิทธิพลทั้งในระบบและนอกระบบเกลื่อนกลาดไปหมด

แต่ที่เป็นผลงานย่ำแย่มากที่สุด กลับเป็นจุดขายจุดสร้างภาพลักษณ์ของรัฐบาลนี้ ที่มักจะเอาชั่วโยนใส่คนอื่นมาตลอดว่าเปรอะเปื้อนทุจริต แต่พอมาเป็นรัฐบาลเอง กลับมีคนรอบข้าง มีพรรคร่วมรัฐบาลที่ฉาวโฉ่เรื่องทุจริตคอรัปชั่นซ้ำแล้วซ้ำอีก

ซ้ำซากตลอด จนทำให้ประชาชนให้คะแนนในการแก้ปัญหาคอรัปชั่นของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ แค่ 3.25 จากคะแนนเต็ม 10

ก็ไม่รู้ว่าสวนดุสิตโพล จะช่วยเป็นกระจกให้รัฐบาล ให้นายอภิสิทธิ์ได้เพียงใด???

เพราะจิตสำนึกสอนกันไม่ได้เสียด้วย

ความ รักและความอบอุ่นที่พี่น้องแดงยุโรปมีให้กัน

ที่มา thaifreenews

โดย red-eu

ภาพแบบนี้ในต่างแดนหาดูได้ยาก เพราะแต่ละเขตแต่ละเมืองมีแต่ฝรั่งหัวทองทั้งนั้น นานๆจะพบเจอคนไทยสักคน แต่การรวมตัวของพี่น้องแดงยุโรป ในนาม UDD THAI OF EU หรือ นปช.อียู สามารถผนึกกำลังกันได้เหนี่ยวแน่นไม่ว่าจะมีผู้หวังดีประสงค์ร้ายพยายามทำร้ายให้พวกเราเสียหาย แตกแยกพวกเราก็ไม่หวั่นไหว มีแต่เห็นใจและรักกันมากขึ้น พูดอย่างเดียวอาจไม่เชื่อมาดูภาพกันดีกว่า

http://www.thairedeu.com/wp/?p=180

งามไส้‘สภาล่ม’แฮตทริก3วันติดนับองค์ ประชุม2หนยังไม่รอด

ที่มา ข่าวสด


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาผ่านกฎหมายเรียงตามมาตรา ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย จนถึงมาตรา 17 ได้มีการสงวนคำแปรญัตติได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวางใช้เวลานาน 5 ชั่วโมงเศษ ซึ่งส่วนใหญ่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในการแก้ไข แต่ในซีกกรรมาธิการได้ยืนตามมติเสียงข้างมาก

จนกระทั่ง พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานการประชุมซึ่งก่อนที่จะมีการขอลงมติในมาตรา17 ของร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.ซึ่งเกี่ยวกับการกำหนดสัดส่วนคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย

จากนั้น พ.อ.อภิวันท์ ได้สั่งตรวจสอบองค์ประชุมให้สมาชิกแสดงตนก่อนลงคะแนนโดยครั้งแรกปรากฎว่ามี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมเพียง 223 คนซึ่งไม่ครบองค์ประชุม แต่ นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอขอให้มีการตรวจสอบนับองค์ประชุมอีกครั้ง อ้างว่าเนื่องจากมี ส.ส.จำนวนมากที่ติดประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับ กำลังเข้ามายังห้องประชุมเพื่อแสดงตน

ทั้งนี้พ.อ.อภิวันท์ ได้กล่าวย้ำว่าจะรออีก 3 นาที จากนั้นได้ขอให้ตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้ง ปรากฎว่าองค์ประชุมกลับเหลือจำนวน ส.ส.เพียง 218 คนเท่านั้น เสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งจำนวน 237 คนจากสส.ทั้งหมด 474 คน เมื่อองค์ประชุมไม่ครบจึงทำให้องค์ประชุมล่มและทำให้ไม่สามารถลงมติมาตราดังกล่าวได้ ประธานจึงสั่งปิดประชุมทันทีในเวลา 15.15 น.

ก่อนหน้านี้ ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นี้ นายชัย ได้กล่าวระหว่างการประชุมก่อนที่องค์ประชุมจะล่มว่า ขอให้สส.ผู้เสนอคำแปรญัตติเห็นด้วยกับคำชี้แจงและการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญ เพราะถ้าผู้เสนอคำแปรญัตติและ กมธ.ไม่สามารถตกลงกันได้ ทำให้ต้องตัดสินด้วยเสียงของที่ประชุมซึ่งอาจจะมีผลให้องค์ประชุมต้องล่มอีกเพราะมีส.ส.จำนวนหนึ่งไม่ได้เข้าห้องประชุม

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าในวันที่ 1 เม.ย. ทางคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมรัฐบาล ได้ประสานขอให้นายชัย งดการประชุมสภาฯโดยอ้างว่ามี ส.ส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์จำนวนหนึ่งจะต้องลงพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วม แต่นายชัยยังยืนยันจะกำหนดการประชุมตามเดิมเนื่องจากเป็นเพียงการพิจารณากระทู้ถามสด ซึ่งใช้องค์ประชุมเพียง 1 ใน 5 หรือเท่ากับ 95 คน เท่านั้น

สำหรับการประชุมของฝ่ายนิติบัญญัติในสัปดาห์นี้ได้ยุติลงกลางคันมาแล้วถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ตั้งแต่การประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 มี.ค.และการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 30 มี.ค.และ ล่าสุดในวันที่ 31 มี.ค

มีรายงานจากรัฐสภาว่านายชัย ได้สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำหนังสือเวียนแจ้งสมาชิกรัฐสภาถึงการนัดประชุมร่วมรัฐสภา ในวันที่ 19 เม.ย. และ 26 เม.ย. ภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี เตรียมประกาศยุบสภาในเดือนพ.ค. เพื่อเร่งพิจารณาเรื่องที่บรรจุอยู่ในระเบียบวาระรอการพิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา ตามมาตรา 190 จำนวน 18 เรื่อง

ในส่วนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งกำหนดการประชุมเดือน เม.ย. ก่อนการยุบสภา เหลืออีก 8 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 7 เม.ย. ประชุมเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 8 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนด วันที่ 20 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 21 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 22 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาฯ วันที่ 27 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. วันที่ 28 เม.ย. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ. และวันที่ 29 เม.ย. เพื่อพิจารณากระทู้ถามสดและรายงานที่เสนอต่อสภาฯ