WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 3, 2011

โอบล้อมคูเมืองแดงทั้งเชียงใหม่:สงกรานต์ ‘54ยึดเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงเสื้อแดงภาคเ

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

สงกรานต์ 2554 ยึดเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงเสื้อแดงภาคเหนือ ...แดงทุกกลุ่มภาคเหนือและทั้งแผ่นดิน ร่วมแสดงแสนยานุภาพ อย่าให้อำมาตย์เห็นว่าเราอ่อนแอ!!! ผูกมิตรภาพร่วมกันครับ "แดงทั้งแผ่นดิน"


แดงคือเลือด ไทยเชือด เลือดไทยหลั่ง
แดงถูกขัง ถูกเผา เอาแดงฆ่า
แดงขอสิทธิ์ อธิปไตย ไทยคืนมา
แดงเรียกหา นิติธรรม นำชาติไทย


ประพันธ์โดย คุณเกรียง กฤตยาธร


รูปภาพบนกระดาน
โดยกฤษณะ พุ่มสนธิ์



http://www.facebook.com/home.php#!/photo.php?fbid=211223578889399&set=a.133609626650795.21917.100000052767752&theater

• สหายคำมา ค่ำเมา ฅนบ่ฮู้ฟ้า
ครั้งแรกในชีวิต ผิงไฟแก้หนาว ปลายเดือนมีนา


กำแพงลม คมเฉียบ
แสงไฟแห่งศรัทธานี่ล่ะ ที่จะทำให้ได้ชัยเร็วๆนี้

Aoi Nongnoot
ถูกต้องนะคร๊าฟฟฟฟฟฟ...

Jitdee Jaidee
หนับหนุน..คร๊าบบบบบ

Lotus Red
ปีนี้อากาศดี เหมือนอยู่ต่างประเทศง่ะ

สหายคำมา ค่ำเมา ฅนบ่ฮู้ฟ้า
ปี๋ใหม่เมือง 12 เมษา มาผ่อคอนเสิร์ตอ้ายแป๊ะ บางสนาน แล้วรวดเล่นรอบก๋องไฟ ผิงไฟแก้หนาวท่าจะม่วน

Re:




รับข่าวสารแดงเชียงใหม่ผ่าน SMS

สนับสนุน " ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ "

และสถานีวิทยุ แดงเชียงใหม่ FM 91.15 MHz.

โดยการสมัครรับข่าวสารทาง SMS ผ่าน " Peopleplus Thai "

รับข่าวสารจากทั่วประเทศ และเสริมข่าวจากทีมงานแดงเชียงใหม่

เพียงเดือนละ 29 บาท

ทุกระบบ พิมพ์ LN แล้วส่งมาที่ 4847833

............................................................

เวปแดงเชียงใหม่ http://www.dangchiangmai.org/

สำหรับฟังสถานีวิทยุ Fm 91.15 MHz.
ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ :
www.dangchiangmai.org

Facebook : ศูนย์ข่าวแดงเชียงใหม่

http://www.facebook.com/login/setashome.php?ref=genlogin#!/home.php?sk=group_168621716523987



บล๊อค Daeng ChiangMai
รักประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการ ต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ สร้างขวัญกำลังใจและความสุขเพื่อปวงชน

http://deangchiangmai.blogspot.com
http://deangchiangmai2.blogspot.com


ร่วมกันเป็นเจ้าของสถานีวิทยุ กับแดงเชียงใหม่
5000 หุ้นๆละ 100 บาท
ชื่อบัญชี นปช.แดงเชียงใหม่ ธนาคารออมสิน เลขที่บัญชี 02 0012142 65 7 ( มีผู้รับผิดชอบบัญชี 3 ท่าน )
แล้วโทรหา ดาบชิต 081 289 5105

Re:

ถ่ายโฆษณาแดงเชียงใหม่
โดยปุ๊ก พันระวี

" ปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ " สงกรานต์คนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ 12 เมษายน เช้า - บ่าย รดน้ำดำหัวท่านนายก สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และผู้มีอาวุโสคนเสื้อแดง ช่วงค่ำชมคอนเสิร์ตเปิดอัลบัมของ " แป๊ะ บางสนาน " ที่ลานประชาธิปไตย สถานีวิทยุแดงเชียงใหม่ FM 91.15 MHz























http://www.facebook.com/home.php#!/album.php?fbid=210395508972113&id=100000049978375&aid=56969


ปี๋ใหม่เมืองแดงเจียงใหม่

โดยสหายคำมา ค่ำเมา ฅนบ่ฮู้ฟ้า

พระแก้วแดง พระประจำกลุ่ม ศูนย์ประสานงาน นปช.แดงเชียงใหม่



ใต้ฐานพระ

ชื่อพระพุทธทักษิณานุวัตร

(ทักษิณจะกลับมา)




http://www.facebook.com/home.php#!/album.php?fbid=157077037685232&id=100001488099335&aid=33469

มาตรา 112 ϟ กลุ่มนิติราษฎร์, อ.สมศักดิ์

ที่มา thaifreenews

โดย TFN

เรื่องบางเรื่องกระซิบไม่ได้
ทำไมเราต้องปฏิรูปประชาธิปไตย ทำไมเราต้องนำเรื่อง ม.112 มาพูด
มาตรา 112 ϟ กลุ่มนิติราษฎร์, อ.สมศักดิ์



Re:

กฎหมาย ม.112 27/03/11 p.2/10 วรเจตน์ ภาคีรัตน์


Re:

กฎหมาย ม.112 27/03/11 p.6/10 ประจิน

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมุมมองประชาชน
กฎหมาย ม.112 27/03/11 p.8/10 แลกเปลี่ยน



Re:

กฎหมาย ม.112 27/03/11 p.9/10 สรุป (ต้องดูให้ได้)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 02/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





สมเป็นคน ปากว่า ตาขยิบ
ทำมุบมิบ อ้อยสร้อย ละห้อยหา
พวกต่ำทราม สามานย์ สุดมารยา
อยากกลับมา เป็นอีกรอบ อย่างชอบใจ....

ก้าวไม่พ้น ความจริง ทุกสิ่งสร้าง
คนปูทาง ยิ้มร่า หน้าสดใส
บอกประเทศ โชคดี ไม่มีภัย
แล้วผลักดัน จัดให้ ไม่วอแว....

ดีแต่พูด สร้างภาพ ตราบาปท่วม
สองมือร่วม โอบไว้ ไม่แยแส
ใครจะพูด อย่างไร ก็ไม่แคร์
รู้เพียงแต่ เชิดชู ว่าดูดี....

สมเป็นยุค กาขาว คราวบัดซบ
คิดเลี่ยงหลบ ความระยำ ที่ทำนี้
หวังชูคอ สยายปีก เป็นอีกที
สร้างอัปรีย์ เกิดก่อ ต่อคนไทย....

ฆาตกร ใจทราม ตามที่เห็น
จะเบี่ยงเบน เว้นว่าง ไปทางไหน
เพราะตราบาป ที่มัน สั่งลั่นไก
ฆ่าคนไทย ด่าวดิ้น จนสิ้นลม....

คนชักใย ส่งเสริม ประเดิมฝัน
หวังอุ้มมัน ต่อไป ให้สาสม
เอากิเลส พวกตน คนโสมม
เชิญล่มจม ให้พอ ตอแหลแลนด์....


๓ บลา / ๒ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

คำถามอุบาทว์! ยังมีอยู่!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำไมคนจึงไม่เชื่อ...จะมีการเลือกตั้ง?
ทำไมสังคมยังระแวง...อำนาจนอกระบบ?
ทำไมข่าวลือ.... 'มือที่มองไม่เห็น'จึงยังมีอยู่?

เรื่องของความเชื่อหากเกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้นได้ง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นผลอย่างชัดเจน
เฉกเช่นเดียวกับเรื่องของข่าวลือ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักจะดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่เงื่อนไขที่สนับสนุนข่าวลือยังคงมีน้ำหนัก
ตราบนั้นคนก็ยังจะเชื่อว่าข่าวลือเหล่านั้นมีความเป็นไปได้
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในขณะนี้เองก็เช่นกัน คำยืนยันในเรื่องการยุบสภาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งตามกฏหมายแล้วเป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็มแต่เพียงผู้เดียวในการที่จะประกาศยุบสภาเมื่อไหร่ก็ได้
และในวันนี้นายอภิสิทธิ์ได้ใช้ศักดิ์ศรีของความเป็นนายกรัฐมนตรี การันตีแล้วว่าจะยุบสภาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน!
สังคมจะไม่เชื่อก็คงไม่ได้แล้ว เพราะหากไม่ยุบสภาอนาคตบนเส้นทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ก็คงจะไร้น้ำหนัก ไร้ความเชื่อถือจากสังคมอีกต่อไป
ดังนั้น บางกอก ทูเดย์ เชื่อมั่นว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบิดพลิ้วหรือเบี้ยวไม่ยอมยุบสภาอย่างที่หลายๆฝ่ายห่วงกัน
โดยคำพูดของนายอภิสิทธิ์เองที่เป็นบ่วงรัดพันธนาการ เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ต้องยุบสภาอย่างแน่นอน
แต่บนความจำเป็นที่ต้องยุบสภา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้บรรยากาศการแตกต่างทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งในวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เฉพาะ “ขั้วสีเหลือง” และ “ขั้วสีแดง”เท่านั้น หากยังมี “ขั้วประชาธิปัตย์” “ขั้วอำนาจพิเศษ” และ “ขั้วของกองทัพ” ซึ่งล้วนแล้วแต่มีจุดยืนแห่งผลประโยชน์ทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไปทั้งสิ้น
แม้แต่กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคปลาไหล “ชาติไทยพัฒนา” ของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่พร้อมจะเสียบร่วมกับใครก็ได้ ขอเพียงแค่ไม่ต้องเป็นฝ่ายค้านเท่านั้นเป็นพอ รวมทั้งพรรคภูมิใจไทย ที่มี นายเนวิน ชิดชอบ เป็นซุปเปอร์ซีอีโอกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ สั่งพรรคซ้ายหันขวาหันได้ดั่งใจ แม้ว่าจะถูกตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมืองอยู่ก็ตาม
ก็เป็นอีกพรรคหนึ่งที่มีจุดยืนในการสนับสนุนผู้ที่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ดังนั้นโดยสถานการณ์ของการแตกต่างทางความคิดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในสังคมไทย นับตั้งแต่การทำรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เป็นต้นมา
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มาถึงวันนี้การตัดสินใจยุบสภาหรือไม่ยุบสภาก็ตาม กลายเป็นถูกมองว่า ยังไม่ใช่ทางออกของประเทศไทยในขณะนี้
เพราะต่อให้นายอภิสิทธิ์ไม่ยอมยุบสภาในช่วงเดือนพฤษภาคมตามสัญญาจริงๆ เมื่อถึงปลายปีนี้ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็ต้องครบวาระพ้นตำแหน่งสิ้นสุดอำนาจทางการเมืองไปอยู่ดี
สิ่งที่ทำได้จึงเป็นแค่การยื้อเวลาออกไป ยื้อจากกลางปีไปเป็นปลายปีเท่านั้นเอง
สำหรับคนที่มีการศึกษาในระดับที่สูง จบจากต่างประเทศ จบจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้เชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะดีดลูกคิดกี่ชั้นนายอภิสิทธิ์ก็คงจะต้องยุบสภาเพื่อรักษาคำพูด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ทางการเมืองเอาไว้ก่อน
ส่วนอนาคตว่าจะหาหนทางอย่างไรให้กลับมาเป็นรัฐบาล ก็ค่อยไปแก้ปัญหาตายเอาดาบหน้า เพราะตราบใดที่ขั้วอำนาจพิเศษและขั้วอำนาจกองทัพยังสนับสนุนโอกาสที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมายึดกุมอำนาจทางการเมืองสมัยที่สองก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ดังนั้นไม่ว่าวิเคราะห์จากกลุ่มใดขั้วใด ก็ล้วนมองตรงกันว่า การยุบสภานั้นเป็นไปได้แน่
เพียงแต่กลับเกิดปรากฎการณ์ของความไม่เชื่อถือว่า หลังการยุยสภาสังคมและประชาชนคนไทยจะมีโอกาสได้เลือกตั้งจริงหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ตลกมากๆ หากเป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตยทีแท้จริงที่ทั่วโลกยอมรับ เมื่อมีการยุบสภาก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ตามมา
ไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่ยุบสภาแล้วจะไม่มีการเลือกตั้ง ยกเว้นภายใต้เงื่อนไขเผด็จการครองอำนาจเท่านั้น
แต่กลายเป็นว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ประกาศย้ำแล้วย้ำอีก แต่สังคมก็ยังถามไถ่กันให้วุ่นว่า จะได้เลือกตั้งหรือเปล่า???
จึงถือเป็นปรากฏการณ์ “คำถามอุบาทว์” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในสังคมไทยที่ทำให้ทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการเมือง วงการธุรกิจ ชาวบ้านระดับรากหญ้า เมื่อพบปะเจอะเจอกันก็จะถามเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า
“ตกลงจะมีการเลือกตั้งหรือไม่?”
แม้ว่าจะเป็นคำถามอุบาทว์ที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นก็จริง แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ถือเป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เป็นสิ่งที่รัฐบาล และเป็นสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งขั้วอำนาจพิเศษ และขั้วอำนาจกองทัพ ควรจะต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมสังคมถึงเกิดความสงสัย และไม่เชื่อถือว่าจะมีการเลือกตั้งจริงๆ
เรื่องนี้แม้กระทั่งว่าหากมี “มือที่มองไม่เห็น”อยู่ในสังคมไทยขณะนี้จริงๆ มือที่มองไม่เห็นที่ว่าก็ควรจะต้องทบทวนย้อนคิดด้วยเช่นกัน ว่าทำไมประชาชนไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้ง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าความเลวร้ายของพฤติกรรม 2 มาตรฐานที่ผ่านมา ได้ทำลายความน่าเชื่อถือในการเลือกตั้ง ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมไปจนหมดสิ้นแล้ว
รวมทั้งพฤติการณ์ของขั้วอำนาจพิเศษ และ ขั้วอำนาจกองทัพ ที่ได้มีการหนุนและอุ้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จนทำให้ระบบยุติธรรมของประเทศยับเยินไปหมด เสื่อมเสียภาพลักษณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต
จึงทำให้คนไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือว่าจะมีเกิดขึ้นได้จริงๆ
ยังมีผู้คนมองว่า ตราบเท่าที่นายอภิสิทธิ์ยังเป็นเด็กดี ยังเป็นหมากที่สมควรถูกใช้เดินหรือเป็นม้าที่ขั้วอำนาจพิเศษยังคงเลือกที่จะใช้ขี่อยู่ต่อไป
ปรากฏการณ์เช่นนี้ รวมทั้งคำถามอุบาทว์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าห่วงใยเป็นอย่างมากสำหรับสังคมไทย เพราะในความเป็นจริงการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้น ควรที่จะต้องถือเป็น
ทางออกหนึ่งเดียวของประเทศไทยในขณะนี้
แต่ทำไมสังคมไทยกลับยังไม่เชื่อถือ แม้กระทั่งขนาดว่า ทั้งผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ พากันออกมายืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.นั้นออกมาพูดซ้ำซากไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดข่าวลือหรือหยุดความระแวงสงสัยในเรื่องการปฏิวัติไปได้เลย
สำคัญที่สุดก็คือ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศชัด ว่าจะมีการยุบสภา จะมีการเลือกตั้ง แต่คนกลับระแวงไม่เชื่อถือ
ทำให้อดมองอีกมุมหนึ่งไม่ได้ว่า ในเมื่อสังคมรู้ดีว่าในระบอบประชาธิปไตย การยุบสภาจะต้องตามมาด้วยการเลือกตั้ง ถ้าเช่นนั้นแล้วความหวาดระแวงจะเกิดขึ้นมาจาก การกลัวการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบใช่หรือไม่?
ซึ่งหากสังคมกลัวการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบจริงๆ ก็ต้องแปลว่า สังคมไทยในขณะนี้เชื่อว่า “อำนาจนอกระบบมีอยู่จริง” เช่นนั้นใช่หรือไม่
ใครเป็นคนทำให้สังคมไทยเชื่อว่ามีอำนาจนอกระบบอยู่จริงๆ
และใครเป็นคนที่ใช้อำนาจนอกระบบนั้นแทรกแซงการเมือง
คำถามที่เป็นงูกินหางเช่นนี้ เป็นวังวนที่เกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งสิ้นใช่หรือไม่
บ้านเมืองคงยากจะเดินหน้า และยากจะปรองดอง หากยังคงมีคำถามกันอยู่ในสังคม ว่าใครคือขั้วอำนาจนอกระบบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงจะต้องใช้ความกล้า และความรู้ที่ถูกปลูกฝังในเรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริงมาจากประเทศอังกฤษ หาทางยุติวงจรอำนาจนอกระบบให้ได้ เพื่อให้สังคมเลิกหวาดระแวง และขาดความเชื่อมั่นในเรื่องการเลือกตั้งที่จะมาถึง
เพราะไม่ว่าอย่างไร บางกอก ทูเดย์ ยังคงเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงไม่เชื่อว่า จะไม่มีการเลือกตั้ง!!!
เพราะการเลือกตั้ง ถือเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดที่จะปลดล็อคประเทศไทย
เพียงแต่จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
จะต้องไม่มีเงื่อนงำของขั้วอำนาจพิเศษ ไม่มีเงื่อนไขของขั้วอำนาจกองทัพ เข้ามาทำลายความน่าเชื่อถือและการยอมรับผลการเลือกตั้ง
จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่มีผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่ว่าพรรคกการเมืองใดจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งก็ตาม
ในหลักจิตวิทยาทั่วๆไปคนที่กลัวผีมักจะต้องกลัวความมืดด้วย เพราะในความมืดจะก่อให้เกิดความหวาดระแวงว่าจะมีผี
แต่ในสถานการณ์การเมืองในขณะนี้กำลังกลายเป็นว่า คนที่กลัวผีกลับเกิดความกลัวทั้งๆที่ยังไม่ทันมืด
นั่นคือขั้วอำนาจต่างๆในขณะนี้ล้วนกลัวว่าผลการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายชนะจะเป็นฝ่ายได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล จึงพยายามทำทุกอย่างที่จะขัดขวางการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
รวมถึงแม้กระทั่งการพยายามที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้ง หากยังไม่มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะ???
ไม่เป็นการกลัวผีทั้งๆที่ยังไม่ทันมืดไปหน่อยหรือ??

คนใต้ พรรคประชาธิปัตย์ และการเมืองสีเสื้อ

ที่มา ประชาไท

ชีวิต และการตัดสินใจทางการเมืองของ “คนใต้” มักถูกอธิบายผ่านบุคลิกภาพหรือ “ความเป็นคนใต้” เป็นหลัก ในด้านหนึ่งคนใต้ถูกวาดภาพให้เป็นคนมีใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย รักพวกพ้อง เชื่อมั่นในตนเอง และรักความเป็นอิสระ ขณะที่อีกด้านเพราะความที่เชื่อมั่นในตนเองและรักความเป็นอิสระ ภาพของคนใต้จึงเป็นคนที่ไม่ไว้ใจและไม่หวังพึ่งรัฐ รวมทั้งยังมักโต้เถียงคัดค้านเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการอยู่เสมอจนถูกขนาน นามว่าเป็นคน “หัวหมอ” ฉะนั้น คนใต้จึงเลือกพรรคประชาธิปัตย์เพราะความที่เห็นว่าเป็น “พวก” เดียวกันรวมทั้งคอยทำหน้าที่ตรวจสอบและทัดทานรัฐแทนพวกเขา ขณะเดียวกันคนใต้ก็ไม่เลือกพรรคเพื่อไทยรวมถึงพรรคอื่นๆ ที่ตั้งตามหลังมาเพราะไม่ต้องการอยู่ภายใต้รัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าแข็งแกร่ง ทว่าไร้ศีลธรรมและไม่สามารถตรวจสอบได้

อย่างไรก็ดี งานศึกษาเชิงมานุษยวิทยาเกี่ยวกับการเมืองเลือกตั้งในภาคใต้ของ Marc Askew ชี้ให้เห็นว่าชีวิตและการตัดสินใจทางการเมืองของ “คนใต้” ไม่สามารถอธิบายผ่านบุคลิกภาพของคนใต้ในลักษณะดังกล่าวได้ เพราะแม้ “ความเป็นคนใต้” จะก่อตัวขึ้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะทางนิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์ แต่สาเหตุที่ “ความเป็นคนใต้” กลายเป็นความจริงทางสังคมขึ้นมาก็เพราะได้รับการตอกย้ำโดยนักวิชาการท้อง ถิ่นด้านคติชนวิทยา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือถูกขยายความโดยพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งชู “ความเป็นคนใต้” ในการหาเสียง โดยพรรคประชาธิปัตย์ชูภาพคนใต้ที่แตกต่างจากคนภาคอื่นในแง่ที่เป็นผู้มีความ กระตือรือร้นทางการเมือง ชื่นชอบนักการเมืองที่มีคุณธรรม และต่อต้านอำนาจรัฐที่ฉ้อฉล ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอตัวว่าเป็น “พรรคคนใต้” ที่มีหัวหน้าพรรคที่ซื่อสัตย์และต่อต้านอำนาจรัฐที่อยุติธรรมมาอย่างต่อ เนื่องเช่นกันเพราะความที่มักเป็นฝ่ายค้าน ฉะนั้น เมื่อผนวกกับการอาศัยเครือข่ายสมัครพรรคพวกรวมทั้งกลวิธีการหาเสียงอื่นๆ เช่น การปราศรัย การเดินเคาะประตูบ้าน รวมทั้งการสัญญาว่าจะให้และการแจกเงิน การสร้างและชู “ความเป็นคนใต้” ในการหาเสียงก็ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถยึดครองสนามเลือกตั้งภาคใต้ได้ อย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ Askew เสนอว่าการที่คนใต้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นแต่เพียงผลพวงของ กลยุทธ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่อิงแอบกับ “ความเป็นคนใต้” หากแต่สาเหตุที่คนใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะพวกเขาต้องการสร้างตัวตน และชุมชนทางการเมืองในอุดมคติของพวกเขาด้วย คนใต้เห็นว่าการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์คือการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้ กระทำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อระบบการเมือง คือ ไม่ขายเสียง ต่อต้านการทุจริต และตรวจสอบรัฐบาล ฉะนั้น ยิ่งพรรคไทยรักไทยมีอิทธิพลและสามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เท่าใด พวกเขาก็ยิ่งสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มากเท่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นการทำให้ระบบการเมืองมีคุณธรรม ความรักและความภักดีที่คนใต้มีให้กับพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นผลของกระบวนการ ทั้งสองนี้

อย่างไรก็ดี การศึกษาการเมืองเลือกตั้งในภาคใต้ส่วนใหญ่ (ซึ่งรวมงานของ Askew ชิ้นนี้ด้วย) มักให้ความสำคัญกับความสำเร็จของกลวิธีทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่สู้จะกล่าวถึงความตึงเครียดหรือข้อจำกัดที่แฝงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่กล่าวถึงตัวตนและกระบวนการสร้างตัวตนทางการเมืองใน ลักษณะอื่นของคนใต้ที่แตกต่างหรือตรงกันข้าม เพราะคนในภาคใต้จำนวนหนึ่งไม่ได้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าเป็นพรรคการเมืองที่ไม่เคยแก้ไขปัญหาหรือว่าสร้างประโยชน์เชิง รูปธรรมให้กับคนในพื้นที่ พวกเขาเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ “แหลงหรอย” หรือเชี่ยวชาญในการใช้โวหาร แต่ไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศ พวกเขาจึงเลือกพรรคการเมืองอื่นมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ แม้พวกเขาเห็นด้วยว่า “คนใต้” มีบุคลิกเป็นคนใจนักเลงและรักพวกพ้อง แต่ก็ไม่เห็นว่าบุคลิกดังกล่าวจำเป็นจะต้องผูกอยู่แต่กับพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งยังเห็นว่าความเป็น “พรรคคนใต้” ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงเสียมากกว่า เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทำประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอันให้กับภาคใต้และคนใต้

นอกจากนี้ ผมคิดว่ามีเงื่อนไขการเมืองร่วมสมัยสำคัญ 2 ประการที่จะทำให้การอาศัย “ความเป็นคนใต้” ในการหาเสียงไม่สะดวกราบรื่นเหมือนเก่า ประการแรก การที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคฝ่ายค้าน ทำให้พรรคใช้คุณสมบัติข้อการตรวจสอบและคัดคานรัฐของพรรคในการบ่งชี้เข้ากับ “ความเป็นคนใต้” ที่มีนัยของความไม่ไว้ใจรัฐได้ค่อนข้างลำบาก ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือในการปราบ ปรามการทุจริตคอรัปชันเมื่อคราวที่สามารถกระทำได้ แต่กลับปล่อยให้เกิดการทุจริตคอรัปชันอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าในรัฐบาลใดๆ ที่ผ่านมา ยิ่งกว่านี้ ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับคนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ในภาคใต้ก่อให้ เกิดช่องว่างระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับคนใต้จำนวนหนึ่ง เช่น ชาวบ้านที่คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ในเขต จ.นครศรีธรรมราช จำนวนมากเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับโครงการดังกล่าว และกล่าวว่าจะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหากว่าพรรค ไม่แสดงจุดยืนคัดค้านโครงการให้ชัดเจนกว่านี้

ประการที่สอง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน “การเมืองสีเสื้อ” ทำให้คนใต้ประสบความยุ่งยากในการจัดความสัมพันธ์กับการเมืองเลือกตั้งและการ เคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะนอกจากความเห็นพ้องในการขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณที่พวกเขาเห็นว่าเป็นนักการเมืองที่ขาดศีลธรรม สาเหตุประการหนึ่งที่คนใต้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยในช่วงแรกก็เพราะว่าพันธมิตรฯ มีสายสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น ฉะนั้น การที่ปัจจุบันพันธมิตรฯ ประกาศตัวเป็นศัตรูกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลจึงส่งผลให้คนใต้จำนวน ไม่น้อยต้องจัดความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ ใหม่ ซึ่งก็ไม่ง่ายทั้งสองทาง เพราะหากเลือกพรรคประชาธิปัตย์พวกเขาก็ประสบปัญหาในการจัดวางตัวเองในการ เคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่หันไปสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการทดแทน ขณะเดียวกันหากเลือกพันธมิตรฯ พวกเขาก็อาจประสบปัญหาเมื่อถึงเวลาเข้าคูหาเลือกตั้ง เพราะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองใหม่จะส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งใน เขตพวกเขาหรือไม่ คนใต้จำนวนมากจึงหันหลังให้กับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันเพราะประสบกับ ความยุ่งยากลำบากใจในลักษณะดังกล่าวนี้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงื่อนไขการเมืองร่วมสมัยตั้งคำถามต่อ “ความเป็นคนใต้” ทั้งต่อพรรคประชาธิปัตย์และคนใต้อย่างแหลมคม พรรคประชาธิปัตย์ถูกถามว่าจะยังอ้างความเป็น “พรรคคนใต้” ที่มีศีลธรรมและตรวจสอบคัดคานรัฐต่อไปได้อย่างไรในสถานการณ์ที่พรรคได้รับ การ “อุ้มสม” ให้เป็นรัฐบาลที่แปดเปื้อนเสียเอง ขณะที่คนใต้ก็ถูกถามว่าจะยังสร้างตัวตนและชุมชนทางการเมืองเฉพาะบนพรรคประชา ธิปัตย์ต่อไปอีกนานเพียงไหนในสมัยที่การเมืองไทยกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่โดยมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นตัวแปรหลักขณะที่พรรคประชา ธิปัตย์มีแนวโน้มที่จะเป็นปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือคนใต้จะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร ผมเชื่อว่าการเมืองเรื่อง “ความคนใต้” จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

[เขียนโดย อนุสรณ์ อุณโณ เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน ในหนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ประจำวันที่ 25-31 มีนาคม 2554]

คนเสื้อแดงร่วมรำลึก ‘เทิดศักดิ์’ ที่เกิดเหตุ 10 เมษา แยกคอกวัว

ที่มา ประชาไท

2 เม.ย.54 ช่วงสายวันนี้มีการเคลื่อนศพของนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ หรือ โบ้ท ชายหนุ่มวัย 29 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เมษายนปีที่แล้วขณะเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเข้าสลายการชุมนุม จากวัดพลับพลาไชยไปยังสี่แยกคอกวัวสถานที่เกิดเหตุเพื่อจัดกิจกรรมไว้อาลัย โดยคนเสื้อแดงที่ทราบข่าวเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก หลังจากนั้นได้เคลื่อนศพไปยังวัดสีกัน ย่านดอนเมือง เพื่อสวดอภิธรรมในคืนนี้ ก่อนจะมีการฌาปนกิจในวันพรุ่งนี้ (3 เม.ย.) เวลา 17.00 น.
หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก facebook ของ Tewarit Bus Maneechay , Ngarkill Remeo และคลิปวีดิโอจาก Tewarit Bus Maneechay





สม ศักดิ์ เจียมฯ:ท้าให้คน"รักในหลวง"ทุกคนตอบ ประเด็นเรื่อง"สถาบันกษัตริย์ดีเยี่ยม - นักการเมืองเลวสุด"นี้ครับ พนันได้เลยว่าตอบไม่ได้

ที่มา Thai E-News



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom

ประโยคแบบนี้ ของผู้จงรักภักดี ที่เห็นกันบ่อยๆ ผิดตรงไหน?

"ความฉิบหายของบ้านเมืองไม่เคยมาจากสถาบัน ทุกเหตุการณ์ล้วนมาจากนักการเมืองทั้งสิ้น...ท่านก็อยู่ในวังของท่านทุกวัน ไอ้พวกที่ป่วนบ้านป่วนเมืองล้วนมาจากฝีมือนักการเมืองทั้งสิ้นครับ.... โกงก็นักการเมือง ทั้งโกง ทั้งกินงบของซาติจนจะฉิบหายกันแล้ว.... แต่ในหลายๆเหตุการณ์มักจะยุติที่สถาบันเป็นผู้ชี้ทางออกให้ .."


ผมยืมประโยคเหล่านี้มาจากคณ @Sky Bird (ที่มีคุณ @Thanachart Promsorn สนับสนุน) ในกระทู้นี้ของผม http://goo.gl/0N7rE ใครที่เคยฟังสัมภาษณ์อย่างหมอตุลย์ หรืออ่านตามเพจ จงรักภักดีต่างๆ ก็จะเห็นบ่อยๆ

แต่ประโยคแบบนี้ผิดมากๆ ด้วย เหตุผล 2 ประการ (ความจริงเป็นประการเดียว เพราะต่อเนื่องกัน) คือ

1. เป็นประโยคที่คนเถียงไม่ได้ แม้จะรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่....
2. ที่เถียงไม่ได้ ไมใช่เพราะ "เป็นความจริง" ครับ ตรงกันข้ามเลย เพราะมันไม่ได้วางอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ของ "ความจริง" ทีเรายอมรับกันในโลกปัจจุบันต่างหากครับ

เถียงไม่ได้ แม้จะไม่เห็นด้วยยังไง?

ผมว่า ถ้าผู้จงรักภักดี คิดดูให้ดี ก็คงน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก คือ สมมุติผมเกิดไม่เห็นด้วย แล้วจะให้ผมเถียงยังไง? จะให้เสนอในทางกลับกัน จากประโยคข้างบน ผมก็โดน ม.112 เล่นงานเท่านั้น คือ ต่อให้สมมุติ (ย้ำ สมมุติ) ผมมีทั้งข้อมูลและเหตุผลหนักแน่นสนับสนุน ในการที่จะเสนอกลับกันกับข้างบนที่พวกคุณเสนอ ผมก็ไม่สามารถเถียงได้อย่างเต็มที่ อย่างมากก็อาจจะแค่ "ชี้เป็นนัยๆ" แบบ"เบาๆ" ว่ามีข้อมูลหรือเหตุผลที่โต้แย้งได้เท่านั้น - ดังตัวอย่างข้างล่าง

และที่เถียงไม่ได้แบบนี้ นี่เอง ก็สะท้อนว่า ประโยคแบบนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ของ "ความจริง" ตามที่เรายอมรับกันปัจจุบัน

ลองดูประโยคข้างบนอีกที ทำไมพวกจงรักภักดี จึงคิดว่า นักการเมือง "เลว" อย่างที่ว่า?

ก็เพราะเราสามารถที่จะ ดีเบตเรื่องนักการเมืองได้ เราสามารถจะหยิบยกกรณีต่างๆเกี่ยวกับนักการเมืองมาอภิปรายได้ ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องศีลธรรม เรื่องเงินทอง แล้วพอเรายกได้ เราเรียนรู้เรื่องพวกนี้ ทางสาธารณะได้ เราก็ยอมรับว่า มันคือ "ความจริง"

ที่ประหลาดคือ ในทางกลับกัน เราไม่สามารถ ทำแบบเดียวกันในกรณีสถาบันกษัตริย์ได้ อย่างที่บอกว่า ต่อให้สมมุติว่าเรา มีข้อมูลหรือเหตุผลที่จะ (สมมุตินะครับ สมมุติ) เสนอในทางตรงข้ามเลยกับข้อความข้างบน เราก็ทำไมได้ .. แต่ "ประหลาด" ที่ บรรดาผู้จงรักภักดี กลับยอมรับว่า "ความจริง" เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างทีว่ามา ทั้งๆที่วางอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ที่ไม่สามารถมีการตรวจสอบเรื่องข้อมูล ไม่สามารถมีกาารเสนอ เรื่องเหตุผลในทางลบได้

พูดจริงๆนะครับ ยกเลิก ม.8 รธน. ยกเลิก 112 (เป็นอย่างน้อย) ให้ผมสิครับ แล้วผมจะแสดงให้ดูว่า สามารถที่จะมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน ในทางตรงกันข้ามเลยกับข้อสรุปข้างบนอย่างไรได้บ้าง

ในระหว่างที่ ผมยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายอยู่นี้ ให้ผมลองพูดแบบจำกัด แค่ยกตัวอย่างไม่กี่กรณีเท่านั้น เอาแค่ เรื่อง "หัวข้อ" ของกรณีเหล่านี้ คุณคิดหรือว่า ถ้ามีการให้เสรีภาพในการให้ข้อมูล ในการยกเหตุผลอภิปรายกันอย่างเต็มที่จริงๆ จะสามารถทำให้ข้อสรุปเกี่ยวกับสถาบันกษํตริย์ของคุณ "ยืน" อยู่แบบนั้นได้?

(เอาตั้งแต่ต้นรัชกาล) กรณีสวรรคต ร.8, กรณีทรงแต่งตั้งสฤษดิ์ เป็นผู้รักษาพระนคร หลังสฤษดิ์รัฐประหาร โดยที่พระบรมราชโองการแต่งตั้งนั้น ไมมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ตามที่ รธน.บอก, กรณีที่สถาบันกษัตริย์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบอบสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส, กรณีการประทะหน้าสวนจิตรฯในเช้าวันที่ 14 ตุลา, กรณีความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับ กลุ่มอย่างลูกเสือชาวบ้าน ไปจนถึงกรณี 6 ตุลา, กรณีทรัพย์สินของรัฐหลายพันล้าน อยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันกษัตริย์ โดยที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยทั้งสิ้น (ซึ่งผิดหลักการมากๆ ไม่มีประเทศไหนในโลกสมัยใหม่ให้ทำกัน รวมทั้งของไทยเอง

ลองนึกว่า ถ้ายกทรัพย์สินหลายพันล้านให้ นายกฯควบคุมโดยสิ้นเชิง จะมีใครยอมไหม? ต่อให้เป็น นายกฯ"มือสะอาด" แบบปรีดี หรือ ป๋วย กลับชาติมาเกิดก็ตาม?) กรณีค่าใช้จ่ายต่างๆเกียวกับสถาบันกษัตริย์ (นึกถึงการ "เดินทาง" หรือการใช้ "ยานพาหนะ" ประเภทต่างๆของพระราชวงศ์บางพระองค์)

ไปจนถึงแม้แต่กรณีเรื่องที่พูดกันถึง "ความวิเศษ" ของ "โครงการหลวง" คุณรู้ได้ยังไว่า "วิเศษ" จริงๆ? ในเมื่อไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่สามารถนำมาวิพากษ์เอาผิด หรือที่เรียกว่า accountability กันได้?)

ในแง่การเมือง ก็เถอะ เรื่องที่อ้างเรื่อง "แก้วิกฤติ" น่ะ ถ้าให้อภิปรายกันจริงๆถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษํตริย์กับทหาร อย่างเต็มที่ล่ะ?


ทั้งหมดที่พูดมานี้ ผมเพียงพูดแบบ ย่อที่สุด เฉพาะหัวข้อเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดในแต่ละประเด็น และไม่ได้พูดถึงอีกนับไม่ถ้วนประเด็นเลยด้วยซ้ำ เพราะพูดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ถ้าสังคมไทยมีเสรีภาพในการพูดเรือ่งพวกนี้จริงๆ คุณคิดว่า ข้อสรุปเรื่อง "ความดี-ไม่ดี" ระหว่างสถาบันกษัตริย์-นักการเมือง ของคุณจะเป็นเหมือนแบบที่ชอบพูดๆกัน แลผมยกมาข้างบนนั้นได้จริงๆหรือ?

ทุกวันนี้ ที่คุณยังพูดแบบที่พูดมาซ้ำๆกันได้ ก็เพราะคนที่ไม่เห็นด้วย เขาเถียงไม่ได้ เพราะมีกฎหมายห้ามไว้ เพราะสังคมไทยไม่ยอมให้มีการเถียงในสิ่งที่คุณพูดมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีข้อมูลหรือเหตุผลประกอบอย่างหนักแน่นขนาดไหน

เพราะพวกคุณ "หลอกตัวเอง" ในเรื่องอะไรคือความจริง ไม่จริง คุณยอมรับว่า เป็น "ความจริง" เรื่องเกียวกับนักการเมือง ที่คุณสามารถมีข้อมูลด้านลบได้ สามารถเถียงกัน ให้เหตุผลชักจูงกันในทางลบได้ ... แต่พอมาถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ ที่ทำแบบเดียวกันไม่ได้ ที่คุณรับมาแต่ข้อมูลด้านเดียว แบบถูก "โปรแกรม" ใส่หัวมาแต่เด็กๆ และไม่มีสภาพแวดล้อมทางสังคม ให้ถกเถียง ให้โต้แย้งในสาธาารณะได้ คุณกลับเชื่อวา นั่นเป็น "ความจริง" เหมือนกัน

ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ไร้เหตุผล ไร้สามัญสำนึกมากๆหรือครับ?

ลองกลับไปอ่านเฉพาะหัวข้อกรณีต่างๆที่ผมเขียนมาข้างบนอีกที ถ้ามีเสรีภาพในการอภิปรายโต้แย้ง ให้ข้อมูลในประเด็นเหล่านั้นได้เต็มที่จริงๆ ข้อสรุปเกียวกับสถาบันกษัตริย์ของสังคมไทย จะเป็นแบบที่เป็นหรือ?

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คลิปสมศักดิ์ เจียมฯ:ไม่ใช่แค่#112แต่เป็นอุดมการณ์กษัตริย์นิยม และสถานะกษัตริย์ในสังคมไทย



คลิปดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แสดงความคิดเห็นในงานนิติราษฎร์ อภิปรายเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยชี้ว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงเรื่องต้องแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เท่านั้น แต่เป็นเรื่องอุดมการณ์กษัตริย์นิยมของไทย และสถานะของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปว่า ต้องทำให้เป็นสถาบันแบบญี่ปุ่น หรือในยุโรป

คลิปคุณซาบซึ้งปะทะหมอตุลย์:ไอ้ชาติชั่ว ไอ้ชาติหมา ไอ้สัตว์นรก

ในงานนิติราษฎร์เสวนา เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา หมอตุลย์ แกนนำเสื้อหลากสีมาด้อมๆมองๆหน้างานด้วย แต่เกิดเหตุปะทะคารมกับสตรีคนหนึ่งขึ้นเสียก่อน

คลิปสัมภาษณ์ทนายความดา ตอร์ปิโด:ความจริงหลังกรงขัง

Thailandmirror Talk สัมภาษณ์ ประเวศ ประภานุกูล "ทนายดา ตอปิโด" ผู้ต้องขังเหยื่อมาตรา 112

๒๕๕๔ มีแต่ “หัวใจแดง” และพลังศักดิ์สิทธิ์

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
2 เมษายน 2554


แดงสยามสยบความสับสน ออกประกาศยันชัดเจนไม่มีนโยบายโจมตีขัดแย้งกับแดงนปช.ทั้งแผ่นดิน ข่าวตามลิ้
ค์นี้ http://thaienews.blogspot.com/2011/03/blog-post_29.html


ผมเห็นข่าวนี้แล้วนึกถึงบทความที่ผมเขียนไว้ในเรื่อง สัญญาณบอกเหตุ คงพบเหตุอาเภทภัย และ เรื่อง ระวัง!แผนลับทำลายแดงทางอินเตอร์เนท ผมนึกไม่ถึงว่ามันจะเกิดขึ้นเร็ว (เร็วเหมือนกับน้ำที่มันกำลังจะท่วมบ้านในขณะนี้ หลังจากท่วมหนักมาเมื่อ 1 พ.ย.53)

เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ขอประชามติแดงทั้งแผ่นดินกันเลย ว่าต่อไปนี้จะไม่มีคำว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดิน,แดงสยาม,แดงแท้,แดงเทียม หรือสารพัดแดง อะไรก็ตาม

ให้มีเพียงพลังมหาชน “หัวใจแดง”ทั้งแผ่นดิน จะได้หมดเรื่องหมดราวเสียที แล้วเดินหน้าโค่นล้มสิ่งที่พวกเราทุกคนมุ่งหวัง


แผนการ กิจกรรม จุดมุ่งหมาย ทุกอย่างดำเนินการไปตามปกติ

เชื่อเถอะครับ ฝ่ายตรงข้ามมันยังไม่หยุดเพียงเท่านี้ นี่เพียงเริ่มต้นเท่านั้น ขวากหนามระเบิดเวลายังรออยู่ข้างหน้าอีกมากมาย

และเชื่ออีกเถอะครับว่า แก้วที่มันมีรอยร้าวแล้วยากที่จะประสานให้มันคงรูปแบบเดิมได้ แต่พวกเราโดยเฉพาะนักรบไซเบอร์หัวใจแดงทุกท่าน ภารกิจของพวกเราจะต้องหนักเพิ่มเป็นสองเท่าน่ะครับ

พวกท่านทุกคนคือผู้ที่จะประคองให้ “พลังศักดิ์สิทธิ์หัวใจแดง” เดินไปสู่จุดเป้าหมายอย่างมั่นคงและปลอดภัย

“พลังศักดิ์สิทธิ์” คืออะไร?

ขอถือโอกาสอธิบายความหมายของคำว่า “พลังศักดิ์สิทธิ์” เพื่อให้ท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่มี “พลัง” นี้อยู่ในตัวของท่านอยู่แล้ว จะได้เพิ่มและรักษา “พลัง”ตัวนี้ให้มากยิ่งขึ้นไป

“พลังศักดิ์สิทธิ์” คือ “พลังชนิดหนึ่ง” ที่มีอยู่ในตัวของเราๆท่านๆทุกคนที่เป็นคนปกติทั่วไป เป็น “พลัง” ที่ไม่แสดงออกมาอย่างพร่ำเพรื่อ และที่สำคัญเราก็ไม่สามารถที่จะนำ “พลัง” ตัวนี้มาใช้เป็นการส่วนตัวได้

เหมือนเช่น “พลัง”ตัวหนึ่ง ที่เวลาเกิดเหตุการณ์คับขัน ตกใจสุดขีด ตู้เย็นทั้งใบ ตุ่มน้ำทั้งใบ เราสามารถที่จะหยกมันหรือแบกมันขึ้นบ่าอย่างหน้าตาเฉย (เวลาเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ หรือน้ำท่วม) ตึก 2 ชั้นสามารถกระโดดลงมาถึงพื้นได้อย่างสบายๆ ว่ายน้ำ,ดำน้ำได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งที่ว่ายน้ำไม่เป็น (เวลาตำรวจเข้าบุกจับเล่นการพนัน) พลังเหล่านี้มีจริงครับ และเชื่อว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงได้เคยประสบหรือพบเห็นมาด้วยตัวเองแล้ว

“พลังศักดิ์สิทธิ์” จึงเป็นพลังที่เหนือกว่าพลังทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดจากภายในจิตใจของมนุษย์ เป็นพลังแห่งความเสียสละ เป็นพลังที่มีจุดหมายหรือเป้าประสงค์เดียวกัน และต้องเป็นจุดหมายหรือเป้าประสงค์เพื่อส่วนรวมของสังคมและประเทศชาติ ที่สำคัญที่สุดมันเป็น “พลัง” ที่ไม่อาจซื้อได้ด้วยเงินตราหรือทรัพย์ศฤงคารใดๆ

ดังนั้นการที่พลังมวลชนนับหมื่นนับแสนมารวมตัวในสถานที่เดียวกัน เป้าประสงค์เดียวกัน (ยกเว้นการเข้าชมคอนเสิร์ต) รวมตัวกันต่อสู้ เรียกร้องโดยไม่คิดถึงชีวิตตัวเอง มันจึงไม่ใช่เรื่องธรรมดา

ยกเว้นท่านที่ชอบแอบหลังตู้เย็น(คำเปรียบเทียบภาคใต้) หรือแอบหลังเว๊ด(คำเปรียบเทียบภาคกลาง) ที่ไม่เคยโผล่ออกมาร่วมกับ “พลังศักดิ์สิทธิ์” นี้เลย

แต่พอเหตุการณ์ผ่านพ้นไป (ดันเสือก...!!! รู้ดีทุกเรื่องไปหมด แล้วยังเสือกมาสอนมาสั่ง) บุคคลเหล่านี้มีมากมายเหลือเกินในปัจจุบัน โดยเฉพาะในโลกยุค ไอที

สิ่งนี้แหล่ะครับที่ผมหวั่นวิตก ยิ่งไปพบคำแนะนำของเจ้าพ่ออินเทอร์เนต นักถลกหนังหัว ที่ทรงพลังมากที่สุดในปัจจุบัน จูเลียน อัสซานจ์ ที่พูดว่า “อินเทอร์เนตคือเครื่องมือสอดแนมประชาชน ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ยิ่งทำให้ความหวั่นวิตกของผมกลายเป็นวิตกกังวล วิตกจริต เพิ่มขึ้นมาทันที

หรือนี่คือเหตุการณ์ปัจจุบันที่ใช้อินเทอร์เนตสอดแนมกันเอง

ในเมื่อ “พลังศักดิ์สิทธิ์” เป็นพลังแห่งความเสียสละ เป็นพลังที่มีจุดหมายหรือเป้าประสงค์เดียวกัน และมีจุดหมายหรือเป้าประสงค์เพื่อส่วนรวมของสังคมและประเทศชาติ ที่ไม่อาจซื้อได้ด้วยเงินตราหรือทรัพย์ศฤงคารใดๆ ได้แล้ว

ทำไม….? “พลังศักดิ์สิทธิ์” ไม่ว่าของกลุ่มคนเสื้อเหลือง หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จึงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายหรือเป้าประสงค์ที่วางไว้ได้ ทำไม....?

คำตอบก็คือ เพราะ “พลังศักดิ์สิทธิ์” มันได้ถูกใช้อย่างพร่ำเพรื่อ และถูกนำไปใช้นอกลู่นอกทางจากเป้าประสงค์หลัก จนส่งผลให้ “พลัง” ตัวนี้หมดความศักดิ์สิทธิ์ไปในที่สุด

ตัวอย่างที่เห็นชัดและได้พิสูจน์แล้ว ก็คือ “พลังศักดิ์สิทธิ์”ของกลุ่มคนเสื้อเหลือง ที่กำลังตายซากอยู่ในทุกวันนี้

ทีนี้เรามาดู “พลังศักดิ์สิทธิ์” ของกลุ่มคนเสื้อแดงกันบ้าง “พลัง” ตัวนี้ของ กลุ่มคนเสื้อแดง ยังคงมีอยู่ (ถึงแม้ว่าเริ่มจะใช้มันอย่างพร่ำเพรื่อขึ้นมาบ้างแล้ว) เพราะยังไม่ได้ใช้ “พลัง” ตัวนี้ออกนอกลู่นอกทางจากเป้าประสงค์หลักมากนัก แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ไม่แน่ ผมเกรงว่า “พลังศักดิ์สิทธิ์” ของกลุ่มคนเสื้อแดงจะเข้าอีหรอบเดียวกับ “พลังตายซาก” ของกลุ่มคนเสื้อเหลืองในขณะนี้ ไม่เชื่อคอยดู

มีความคิดเห็น,วิเคราะห์,แนะนำ จากบุคคลหลายท่านว่า ทำไมการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย การเรียกร้องความเป็นธรรม หรือการเรียกร้องในเรื่องอื่นๆ (ที่เริ่มแตกหน่อออกกอ สะเปะสะปะ เละเทะ ขึ้นเรื่อยๆ) ของกลุ่มคนเสื้อแดง จึงไม่ต่อสู้เรียกร้องเหมือนอย่างประเทศอื่นๆที่เขาทำกัน มีการยกตัวอย่างในประเทศอียิปต์ ลิเบีย ตูนีเซีย และเลยไปถึงการปฏิวัติในฝรั่งเศส (ที่ทั้งผม ท่านผู้อ่าน และท่านที่แนะนำ ยังไม่รู้ว่าเป็นวุ้นอยู่ที่ไหน) ขึ้นมาเปรียบเทียบหรือชี้แนะ

จริงครับ และใช่ครับ ที่เราจำเป็นต้องศึกษาประวัติศาสตร์การต่อสู้ในหลายๆประเทศ ไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม แต่ท่านต้องไม่ลืมว่านี่คือประเทศไทย ที่ประเทศอื่นเขาไม่เหมือนเรา อัตลักษณ์ประจำตัวของประเทศไทย ที่เริ่มมาเมื่อประมาณ 3,500 ปี ก่อนพุทธศักราช ที่ชนชาติไทยได้อพยพข้ามเทือกเขาเทียนชาน จนมาถึงก่อนประวัติศาสตร์สุโขทัย ตั้งแต่สมัยพระเจ้าพีล่อโก๊ะ โก๊ะล่อฝง กษัตริย์น่านเจ้า เรื่อยๆๆๆๆๆๆ ลงมาจนถึง การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆลงมาจนถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน ท่านคิดว่า ท่านสามารถพลิกประวัติศาสตร์หรือพลิกฝาท่อ กทม.ด้วยฝ่ามือน้อยๆของท่านได้หรือ

ผมตอบสั้นๆเพียงคำเดียวครับว่า ยากส์......และโคตรที่จะยากส์ ครับ

เหตุการณ์การต่อสู้เรียกร้องในประเทศอืยิปต์ (ตามประวัติศาสตร์และตามอัตตลักษณ์ของประเทศนี้ก็มีลักษณะคล้ายๆกับของประเทศไทยเรา) ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์ และไม่ใช่เรื่องที่จะมายกย่อง ให้เป็นตัวอย่างของประเทศไทย

ประเทศไทยนี่แหล่ะครับ คือต้นตำรับการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม โดยปราศจากอาวุธ ของโลกยุคใหม่ ที่เริ่มจากเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 เรื่อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆมาถึง รุ่น นปช.แดงทั้งแผ่นดิน

ดังนั้นท่านที่ชอบเอ่ยถึง อียิปต์ ลิเบีย ตูนีเซีย อืยิปต์ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ท่านกำลังดูถูกตัวเองอยู่น่ะครับ เราเป็นต้นตำรับเก่าแก่ ที่เก่าแก่กว่า ร้านโกฮับเจ้าเก่า ที่รังสิตเสียอีก

มาถึงตรงนี้แล้ว ผมขออนุญาตสรุปสั้นๆเพื่อให้ท่านผู้อ่านเข้าใจง่ายๆถึง “หัวใจ” แห่ง “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่ไม่ใช่เกิดจากทางด้านวิชาการ ที่ไม่ใช่เกิดจากทางด้านยุทธวิธี แต่มันเกิดจากการปฏิบัติในเหตุการณ์การต่อสู้เรียกร้องที่แท้จริง ของจริง และเสียงจริง


ข้อที่ ๑ : หัวใจ
ข้อที่ ๒ : เด็ดเดียว
ข้อที่ ๓ : รวมพลัง
ข้อที่ ๔ : ครั้งเดียวจบ


ข้อที่ ๑ : หัวใจ

มวลชนนับหมื่นนับแสนมารวมตัวในสถานที่เดียวกัน มีจุดหมายหรือเป้าประสงค์เดียวกัน นั่นคือ หัวใจ

ข้อที่ ๒ : เด็ดเดียว

รวมตัวได้แล้ว มีจุดหมายหรือเป้าประสงค์เดียวกันแล้ว (โดยปราศจากเต๊นท์อาหาร สุขาเคลื่อนที่ ดนตรีไพเราะ นักพูดน้ำลายสอ ) ไม่ว่าร้อน ไม่ว่าหนาว ไม่ว่าฝน ไม่สนไม่สะท้านหวั่นไหว นั่นคือ เด็ดเดี่ยว

ข้อที่ ๓ : รวมพลัง

หัวใจ พร้อม เป้าหมายพร้อม ทุกคนเด็ดเดี่ยว นั่นคือ รวมพลัง

ข้อที่ ๔ : ครั้งเดียวจบ

ข้อนี้สำคัญมากๆน่ะครับ เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 / 6 ตุลา 19 การปฏิบัติการตามจุดหมายหรือเป้าประสงค์ที่วางไว้ต้องเสร็จสิ้นทันที ไม่ยืดเยื้อ ไม่อ้อยสร้อย ถึงแม้จะต้องสูญเสียชีวิต สาบสูญ หรือพิกลพิการ นี่คือ ครั้งเดียวจบ

หัวใจ และ ภารกิจ ทั้ง 4 ข้อ ดูออกจะง่ายๆของใครบางคน แต่มันก็ได้สร้างความสูญเสียต่อ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ของผู้วายชนม์ไปอย่างมากมายเหมือนกัน นี่คือ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ที่แตกต่างไปจาก “พลังความคิด” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างดาษดื่นในปัจจุบันนี้

ท่านเข้าใจคำว่า “พลังศักดิ์สิทธิ์” ดีขึ้นแล้วหรือยัง

ท้ายนี้ ผมขออนุญาตแขวะ “กลุ่มพลังความคิด” ที่ต่างเป็นห่วงเป็นใยและหวังดี ต่อ “พลังศักดิ์สิทธิ์” นปช.แดงทั้งแผ่นดิน สักนิดหนึ่ง พร้อมทั้งขออนุญาตแสดงความคิดที่หากเป็นไปได้

ดีไหม...? หาก“พลังศักดิ์สิทธิ์” ของกลุ่ม นปช.แดงทั้งแผ่นดินหรือแดงทั้งทั่วโลก ต่างมาร่วมกันสร้าง “พลังศักด์สิทธิ์ตัวนี้” ให้เกิดพลังหนทางใหม่ ในลักษณะเหมือนดั่ง “กลุ่มกรีนพีซ”

เหตุผลก็คือ

ประการแรก หลีกเลี่ยงและไม่ต้องปฏิบัติตาม หัวใจ “พลังศักดิ์สิทธิ์” ในข้อที่ 4 คือครั้งเดียวจบ

ประการที่สอง ยืดเยื้อและอ้อยสร้อยได้ ตามอัธยาศัย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ในแต่ละปัญหา

ประการที่สาม ปลอดภัยไร้กังวล ไม่ต้องมายุ่งวุ่นวายกับการสรรหาแกนนำ,แนวร่วม มาทำหน้าที่ควบคุม ดูแล สั่งการ ชี้นิ้วแล้วนอน

เป้าหมายหลัก (ภาคการเมืองและสังคม)

ประการแรก ไม่ขึ้น ไม่เกี่ยว ไม่แลเหลียว พรรคการเมือง,บุคคล,หรือกลุ่มบุคคลทางการเมือง

ประการที่สอง จับตา ติดตาม ตรวจสอบ ถลกหนังหัว พรรคการเมือง,นักเลือกตั้ง (ไม่เว้นแม้กระทั่งพรรคเพื่อไทย) ที่กำลังจะคลอดจากครรภ์ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน (ไม่ใช่การผสมพันธุ์เทียมในกระบอกของกลุ่มเสื้อหลืองที่ให้กำเนิดพรรคประชาธิปัตย์) ในไม่ช้านี้

ประการที่สาม ต่อสู้เรียกร้อง เปิดโปงเบื้องหลัง เปิดเผยความชั่ว เด็ดหัวคนเลว ในทุกๆปัญหาที่สร้างความเดือดร้อน ความไม่เป็นธรรมแก่สังคมโดยรวม

เป็นไงครับ ท่านผู้อ่าน ท่าน นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ท่านกลุ่มพลังความคิดทั้งหลาย ท่านว่าดีมั้ย แต่ที่น่าหนักใจที่สุด ( ในโลกนี้มันไม่มีความสมบูรณ์แบบให้เลือกเลย จริงๆ) ก็คือ “ฉันใดที่มีจ่าฝูงในหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ในสังคมหมู่มากของมวลมนุษย์ ก็จำเป็นต้องมีแกนนำมาดูสั่งการ ฉันนั้น” นี่แหล่ะครับ สุภาษิตกะเหรี่ยงบทนี้แหล่ะที่ทำให้ผมหนักใจ

เอาแบบนี้ดีไหมครับ ท่านผู้อ่าน โหวตกันแบบประชาธิปไตย ฉบับ นปช.แดง 2554 กันเลยว่า

ถ้าท่านเห็นด้วยที่จะเปลี่ยนแปลง “พลังศักดิ์สิทธิ์” ไปเป็นรูปแบบการเมืองภาคประชาชนในลักษณะกลุ่มกรีนพีซ ให้กดคำว่า “เห็นด้วย” เมื่อมติส่วนใหญ่เห็นด้วย ก็ให้เปลี่ยน “พลังศักดิ์สิทธิ์”ไปเป็น “RED PEACE” ได้เลย

ส่วน หัวหน้าแกนนำ และทีมงาน ในฐานะที่ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตาตัวจริง และไม่เคยรู้จักกับท่านมาก่อนทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผมขอเสนอท่าน บก.ลายจุด เข้าแข่งขันชิงชัยตำแหน่งนี้ครับ รวมถึงทีมงานอย่าง ท่าน 3 อาจารย์สาว ผมคิดว่าบุคลิก การวางแผน กิจกรรม การเคลื่อนไหว ของทุกท่านในทุกๆครั้งที่ผ่านมา หลังจากแกนนำ นปช.แดง ทั้ง 7 เดินทางไปพักผ่อนในที่จำกัด ก็ได้ท่าน บก.ลายจุด และ สามอาจารย์สาว นี่แหล่ะ ที่เป็นคนจุดพลุส่องสว่างในแนวทางใหม่ ของการต่อสู้เชิง “สัญลักษณ์” ให้กับ นปช.แดง จนกลายเป็นเชื้อไวรัส+แบคทีเรียสายพันธุ์ใหม่ แพร่ขจรขจายไปทั่วทุกมุมโลกที่คนไทยอาศัยอยู่

เหมาะสมไหมครับ ถ้าทุกท่านเห็นว่าเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง ช่วยกันสานฝันให้ผมหน่อยเถอะครับ ผมกราบล่ะ ผมจะได้นอนตาหลับ(แต่ยังไม่ตายน่ะครับ) เหมือนกับใครบางคนที่กำลังจะตายตาหลับ หลังจากสิ่งที่เธอ มุ่งหวังและรอคอยมันมาแสนนาน

รัฐบาลชุดนี้ได้ตอบสนองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในงบประมาณที่เป็นภาษีของประชาชน 2,3000 ล้านบาท...!!!!

สำคัญกว่าชีวิตคน:ความตายของ'Central World'และการก่อกำเนิดใหม่ -เสื้อแดงกับการสร้างตำนานทางวัฒนธรรมของกฎุมพีชาวกรุง

ที่มา Thai E-News


สำคัญกว่าชีวิตคน-สิ่งที่ชนชั้นกลางชาวกรุงทำหลังเหตุการณ์ 19 พฤษภา 2553 คือนำดอกไม้ไปวางไว้อาลัยห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และกวาดเก็บทำความสะอาดพื้นที่ชุมนุม และร้องเพลง"ขอความสุขของเราจงคืนกลับมา" จนกระทั่งบก.ลายจุด นักกิจกรรมเสื้อแดงต้องจัดกิจกรรมไปร้องตะโกนว่า"ที่นี่มีคนตาย(พวกคุณรู้ไหม หรือแกล้งไม่รับรู้)

โดย ดร.จิม เทย์เลอร์
2 เมษายน 2554

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ดร.จิม เทย์เลอร์ นักวิชาการทางด้านมานุษยวิทยา แห่งมหาวิทยาลัย Adelaide ประเทศออสเตรเลีย ได้ตีพิมพ์บทความทางวิชาการเรื่อง Larger Than Life: 'Central World' and its Demise and Rebirth - Red Shirts and the Creation of an Urban Cultural Myth in Thailand ( สำคัญกว่าชีวิตคน:ความตายของ'Central World'และการก่อกำเนิดใหม่ -เสื้อแดงกับการสร้างตำนานทางวัฒนธรรมของชาวกรุง )เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์ สถาบันวิจัยเอเชีย มหาวิทยาลัยแห่งชาติของสิงคโปร์ ในเดือนมีนาคมปีนี้

โดยดร.จิม เทย์เลอร์ กล่าวสรุปรวบยอดเกี่ยวกับรายงานทางวิชาการนี้ไว้ดังนี้


รายงานฉบับนี้พุ่งไปที่ผลกระทบทางด้านวัฒนธรรมและการเมืองจากเหตุการณ์ลอบวางเพลิง Central World ในกรุงเทพฯ อันเป็นห้างสรรพสินค้าของผู้บริโภคที่เป็นชนชั้นนำ/ชนชั้นกลางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในย่านเอเชีย "ศูนย์กลางแห่งไลฟสไตล์ของชีวิต"และพื้นที่แห่งความฝัน

การเผาทำลายมัน ได้กลายเป็นตำนานบทใหม่ของชาวกรุง เพราะเท่ากับเป็นการโจมตีที่กลางใจของชาวกรุงผู้มีค่านิยมแห่งความสมัยใหม่

ห้างสรรพสินค้านี้ตั้งติดอยู่กับบริเวณที่กลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตย"เสื้อแดง"ปักหลักชุมนุมอยู่ที่แยกราชประสงค์ และในฉากตอนจบในวันสุดท้ายของการปราบปรามรุนแรง 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งผมยืนยันว่า การทำลายสัญลักษณ์ของเศรษฐกิจโดยการทำลายล้างห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ได้ส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อเหตุการณ์ทางการเมืองที่ตามมา

ด้วยการตอบสนองของระบอบปกครองผ่านศาลพิเศษและการจัดการวิกฤตของทหาร นับจากนั้นไปผู้นำการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงกลายเป็นกบฎ ถูกใช้วาทกรรมว่าเป็น"ผู้ก่อการร้าย"ต่อรัฐ ไม่ต่างไปจากการใช้เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ในสหรัฐฯ

ผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุมประท้วงจากเขตชนบท ผู้หญิง เด็ก และผู้ชายถูกกล่าวหาในเชิงติเตียนจากกฎุมพี ชนชั้นกลางในเมือง ผู้ที่อยู่ข้างรัฐว่า เป็นผู้รับผิดชอบต่อการวางเพลิง

ทว่าผมยืนยันด้วยหลักฐานว่าข้อกล่าวหานี้ขัดกันต่อความจริง;ว่าในความเป็นจริง และในทางปฏิบัติเป็นเพียงมายาภาพซึ่งรัฐใช้เป็นเหตุอ้างในการสังหารหมู่ผู้ประท้วง และการไล่ล่าแม่มดมาเซ่นเป็นเหยื่อสังเวย หลังการปราบปรามผู้ประท้วงในนครหลวงกรุงเทพฯ

อ่านรายละเอียดรายงานที่น่าสนใจอย่างยิ่งฉบับนี้ตามลิ้งค์นี้ http://www.ari.nus.edu.sg/docs/wps/wps11_150.pdf
ป้ายประกาศหน้าเวบไซต์ของเซ็นทรัล เวิลด์ภายหลังห้างถูกเผาไม่กี่วัน

Saturday, April 2, 2011

ทัก ษินอ้อนป๋าเหนาะร่วมงานพท.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินอวยพรวันเกิด "ป๋าเหนาะ" อ้อนร่วมงานเพื่อไทย
มั่นใจพรรคชนะเลือกตั้งท่วมท้น


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
ได้โฟนอินเข้ามาในงานวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 78 ปี ของ นายเสนาะ เทียนทอง
หัวหน้าพรรคประชาราช ที่บ้านพักในสนามกอล์ฟอัลไพน์ ว่า

วันนี้เป็นวันพิเศษ มีนักการเมืองมาร่วมงานอย่างมากมาย
ทำให้ตนนึกถึงงานวันเกิดของนายเสนาะ เมื่อปี 2543
ซึ่งตอนนั้นนายเสนาะ อายุ 67 ปี จำได้ว่าครั้งนั้นเป็นงานที่ยิ่งใหญ่
แบบที่ตนไม่เคยเห็นมาก่อน และยังเป็นปีที่พรรคไทยรักไทยเพิ่งเกิด
และตนได้ใช้เวลาจีบนายเสนาะ มาร่วมงานการเมืองด้วยกันอยู่นาน
เพื่อช่วยกันแก้วิกฤติเศรษฐกิจปี 43 โดยนายเสนาะได้ช่วยดูแลงานทางภาคอีสาน

"ขณะนี้ประเทศยังมีวิกฤติมากจึงขอชวนให้พี่เหนาะมาร่วมงานกับเพื่อไทยอีกครั้ง
รวมทั้งอยากชวนคนอื่นๆ เข้ามาทำงานร่วมกันด้วย
ปีนี้รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มากินขนมอร่อยๆ ในงานวันเกิด แต่ปีหน้าได้ไปแน่
เพราะมั่นใจว่าเพื่อไทยจะชนะเลือกตั้งเข้ามาอย่างล้นหลาม เหมือนปี 43
ที่ค่อนข้างชัดเจนว่า ไทยรักไทย ชนะเลือกตั้ง
แต่เขาก็เอา ป.ป.ช. มาเล่นงาน
แต่สุดท้ายไทยรักไทยก็ชนะเลือกตั้งอยู่ดี"
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว


http://www.posttoday.com/ข่าว/การเมือง/81874/ทักษินอ้อนป๋าเหนาะร่วมงานพท-

Re:



พ.ต.ท.ทักษิณ ​กล่าวอีกว่า วันเกิดปีหน้า
ตนจะต้องไปร่วมงานด้วยแน่นอน
หลังจากวันนี้แล้วความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยที่จะชนะการเลือกตั้ง
จะได้เป็นรัฐบาล ตั้งแต่ปี2548 เป็นปีที่ไทยรุ่งเรือง
คนไทยในต่างแดนต่างภูมิใจ ประเทศไทยมีบทบาทกับโลกอย่างมาก
ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้อย่างรวดเร็ว
แต่ปีนี้บ้านเมืองเราหมดบทบาทจากเวทีโลกแล้ว
หมดเวลาที่เราจะโยนความผิดให้ใคร
ทุกคนน่าจะมีความรับผิดชอบร่วมกัน
และช่วยกันคิด ทำอย่างไรให้สังคมไทยมีความสุข
และกลับมารักกันเหมือนเดิมและภาคภูมิใจในความเป็นไทย

"นอกจากพี่เหนาะ แล้ว
ผมยังคิดจะเชิญพี่ประชา (พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก) มาอยู่พรรคเพื่อไทยด้วย
มาช่วยให้บ้านเมืองของเรากลับมารุ่งเรืองเหมือนเดิม
ผมขอจีบพี่เหนาะ มาอยู่ด้วยกัน เพื่อให้ฟื้นฟูบ้านเมืองของเรา
เชื่อว่าคนที่เป็นักการเมือง ย่อมมีหัวใจรักชาติบ้านเมือง
เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนหยุดเถอะ
หยุดคิดถึงตัวเองซักนิดให้คิดถึงประเทศชาติเป็นสำคัญก่อน"
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า
กรณีที่ สภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบกับกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
ขอขอบคุณพระเจ้า และทุกคนที่เกี่ยวข้อง
ตราบใดที่ประเทศยังไม่นิ่งต้องช่วยกันคนละไม้คนละมือ
บ้านเมืองจะสงบต่อเมื่อกติกาเป็นธรรม
ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าตนจะอยู่ที่ไหน ก็ช่วยพรรคเพื่อไทย และประเทศไทยแน่นอน


จากนั้น นายเสนาะ ได้กล่าวยืนยันว่า
จะทำงานกับพรรคเพื่อไทยนับแต่นี้เป็นต้นไป พร้อมบอกว่า
คนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ยืนอยู่ตรงนี้แล้ว คือว่า
ที่นายกรัฐมตรี จะได้หรือไม่ได้อยู่ที่อนาคต ผู้สื่อข่าวรายงาน ว่า
บุคคลที่นายเสนาะ ชี้คือ นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์​ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย


http://www.thairath.co.th/content/pol/160643