WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 3, 2011

ประชาทัณฑ์

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



เหตุการณ์สภาล่ม 3 วันติดต่อกัน

ครั้งแรกในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี

ซึ่งพอเข้าใจได้ว่ากรณีเจบีซี เนื่องจากยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่หลายฝ่ายทั้งทหาร รัฐบาล และกระทรวงการต่างประเทศ

ม็อบพันธมิตรฯ ก็ปราศรัยข่มขู่ทุกวันว่าถ้าสมาชิกรัฐสภาคนใดรับรองเจบีซี จะถูกยื่นดำเนินคดีฐานทำให้ไทยเสียดินแดน

บรรดาส.ส.-ส.ว.เลยลังเล ไม่รู้ว่าเจบีซีขัดต่อรัฐธรรมนูญจริงหรือไม่ เกรงว่าถ้าเห็นชอบไปแล้วตนเองอาจเดือดร้อนภายหลัง

เลยหาทางเลี่ยงไม่เข้าร่วมประชุม

ต่อมาวันพุธ ประชุมสภาผู้แทนฯ พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การยาง ตรวจสอบแล้วมีส.ส.อยู่ในห้อง 229 คน จากทั้งหมด 474 คน ไม่ครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่ง 237 คน

หนนี้ นายชัย ถึงกับฟิวส์ขาด บอกจะเสนอนายกฯ ยุบสภาไปเลยรู้แล้วรู้รอด อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์เพราะส.ส.ไม่ยอมทำหน้าที่

แต่ไม่ทันขาดคำปรากฏว่าการประชุมวันพฤหัสฯ สภาผู้แทนฯ ทำ "แฮตทริก" ล่มเป็นรอบที่สาม แถมหนักกว่าเดิมคือมีส.ส.มาประชุมเพียง 218 คน

แล้วก็เหมือนทุกครั้งที่สภาล่ม รัฐบาลจะโทษฝ่ายค้านว่าจ้องตีรวน ฝ่ายค้านก็จะโยนบาปรัฐบาลว่าเป็นเสียงข้างมากเสียเปล่า แต่ไม่มีความรับผิดชอบ

เหตุผลรับฟังได้ทั้งสองฝ่ายแล้วแต่ใครเลือกมองมุมไหน

แต่ขอยกตัวอย่างสภาล่มเมื่อวันพุธ มีการเปิดเผยจำนวนส.ส.รัฐบาลที่ขาดประชุม

ประชาธิปัตย์ 17 ภูมิใจไทย 4 เพื่อแผ่นดิน 21 ชาติไทยพัฒนา 13 รวมชาติพัฒนา 3 กิจสังคม 2 และมาตุภูมิ 2 รวมทั้งสิ้น 62 คน

ขณะที่ในห้องประชุมขาดอีก 8 เสียงก็จะครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่ง แค่ประชาธิปัตย์มากันครึ่งเดียวของจำนวนที่ขาดไป สภาคงไม่ล่ม

ก่อนยุบสภาต้นเดือนพ.ค. เดือนเม.ย.ทั้งเดือนยังมีการประชุมสภาผู้แทนฯ อีก 8 ครั้ง เป็นพิจารณาร่างกฎหมาย 5 ครั้ง อีก 3 ครั้งพิจารณากระทู้ถามสด

ที่สำคัญกฎหมายลูก 3 ฉบับที่จะออกมารองรับการเลือกตั้ง ก็รวมอยู่ในจำนวนนี้ด้วย

ถ้าขืนสภายังล่มไม่เลิกอยู่อย่างนี้ ใครทิ้งหน้าที่ เบียดบังเอาเวลาของสภาที่เหลือน้อยอยู่แล้วไปหาเสียงเลือกตั้ง เอาตัวเองรอดไว้ก่อน ระวังประชาชนจะลงโทษ

ให้ "ตกงาน" ยาว

บทความมติชน(สุด): ”ไพร่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ”เมาต่างมุม ณ.เขาใหญ่ โบนันซ่า

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

”เมาต่างมุม”ณ.โบนันซ่า ตามสไตล์”สุภาพบุรุษไพร่” ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ


รายงานพิเศษ


ตั้งแต่ช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ของวันเสาร์ที่ 26 มีนาคม ถึงช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา กลุ่ม นปช. และคนเสื้อแดงไปรวมตัวกันในงานคอนเสิร์ต "รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม" ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ กันอย่างคึกคักพร้อมเพรียงน่าตื่นตาตื่นใจ

ว่ากันว่าจำนวนคนเสื้อแดงที่ไปร่วมงานคอนเสิร์ตดังกล่าว มีไม่น้อยหน้าจำนวนคนดูในงานคอนเสิร์ตวัยรุ่นแนวฮิปๆ คูลๆ อื่นๆ ที่เคยจัดขึ้น ณ สังเวียนโบนันซ่าเช่นเดียวกัน

และเผลอๆ จำนวนคนดูในคอนเสิร์ต "รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม" อาจมีมากกว่าด้วยซ้ำไป

แม้จะเป็นงานคอนเสิร์ตที่เน้นการร้องเพลงเป็นหลัก มากกว่าการปราศรัยทางการเมือง กระทั่งอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็ยังใช้เวลาส่วนใหญ่ในวิดีโอลิงก์ไปกับการร้องเพลง "เชียงรายรำลึก" และ "สั่งนาง"

แม้จะมี "เซอร์ไพรส์" เล็กๆ จำนวนหนึ่ง อาทิ การกลับมาปรากฏกายบนเวทีเสื้อแดงอีกครั้งหนึ่งของอดีตประธาน นปช. "วีระกานต์ (วีระ) มุสิกพงศ์" ซึ่งชี้แจงว่า ที่ผ่านมาไม่ได้ขึ้นเวทีคนเสื้อแดงเพราะติดเงื่อนไขการปล่อยตัวของศาล ซึ่งเป็นคนละเงื่อนไขกับ 7 แกนนำ นปช. รุ่นหลัง ที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัว

ดังนั้น เมื่อได้รับการลดทอนเงื่อนไขการปล่อยตัวในวันที่ 25 มีนาคม 2554 ให้มีความเท่าเทียมกับแกนนำรุ่นน้อง วีระกานต์จึงสามารถกลับมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงได้ พร้อมประกาศจะเดินหน้าจัดรายการโทรทัศน์ในสถานีทีวีดาวเทียม "เอเชียอัพเดต" อีกด้วย

หรือการขึ้นแสดงดนตรีเป็นเวลายาวนานพอสมควรของ "วัฒน์ วรรลยางกูร" และสมาชิกวงดนตรีคณะ "ท่าเสา" ซึ่งถือเป็นไม่กี่ครั้งในการชุมนุมช่วงหลังๆ ที่คนเสื้อแดง "กระแสรอง" กลุ่มเล็กๆ มีโอกาสได้ขึ้นเวทีใหญ่ของกลุ่ม นปช. หรือคนเสื้อแดง "กระแสหลัก"

แต่ไฮไลต์สำคัญในงานคอนเสิร์ตครั้งนี้ ก็ยังคงอยู่ที่การขึ้นเวทีปราศรัย-ร้องเพลงในช่วงเวลาเช้ามืดวันอาทิตย์ของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" เช่นเคย

และณัฐวุฒิ ณ โบนันซ่า เขาใหญ่ ก็ไม่ได้มีแค่ลีลาการปราศรัยที่ดึงดูดคนฟังหรือเหล่าแม่ยก, ท่าเต้นที่เขาเรียกว่า "การเต้นกวนตีนอำมาตย์" รวมถึงการร้องเพลงที่ล่มไปล่มมาอยู่หลายครั้งหลายหนเท่านั้น

เนื่องจากวันนั้น ณัฐวุฒิมีอีกหนึ่งลีลาสุดพิเศษในงานบันเทิงเฉลิมฉลองผ่อนคลายสำหรับกลุ่มคนเสื้อแดง นั่นคือ แกนนำ นปช. "ขวัญใจแม่ยก" ผู้นี้มีอาการ "เมา"

มีมุมมองแตกต่างกันในโลกออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์คอการเมืองและเครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊ก ต่อกรณีนี้

บ้างก็ตำหนิติเตียนอาการเมาของณัฐวุฒิ ว่าถือเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม

บ้างก็ยังมองโลกในแง่สวยงามว่าณัฐวุฒิแกล้งเมา ซึ่งอาจถือเป็นกลยุทธ์การปราศรัยด้วยยุทธวิธีแบบ "ลับ ลวง พราง" ในอีกลักษณะหนึ่ง

ทว่า ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องต้องกันว่า ในงานวันนั้นณัฐวุฒิเมาจริงๆ เพียงแต่เขามีอาการเมาแบบ "กรึ่มๆ" เท่านั้น



หากลองปรับเปลี่ยนมุมมองให้พ้นไปจากสายตาของเหล่าวิญญูชนคุณธรรมจัด ผู้มักมาพร้อมกับสโลแกนประเภท "จน เครียด กินเหล้า"

อาการกรึ่มๆ ของณัฐวุฒิก็อาจแสดงให้เห็นถึงความเป็น "สุภาพบุรุษไพร่" หรือ แกนนำทางการเมืองที่มีความเป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญ และมีกิเลสตัณหาราคะเฉกเช่นคนปกติทั่วไป มิใช่ผู้นำประเภท "สูงซึ้งดึงไม่ลง" ลอยมาจากไหน

ขณะเดียวกัน ท่ามกลางการถูกกล่าวหาจากบางคนในฝ่ายรัฐบาลว่ากลุ่มคนเสื้อแดงมีลักษณะการจัดตั้งรวมตัวแบบพรรคคอมมิวนิสต์หรือฝ่ายซ้ายเก่า

อาการเมาแบบกรึ่มๆ ของ "แดงแม่เหล็ก" อย่างณัฐวุฒิ ก็คงไม่ใช่ "ความถูกต้องทางการเมือง" แบบซ้ายๆ หรือแบบ พคท. แต่อย่างใด

นอกจากนี้ ในการปราศรัยที่หน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยครั้งก่อน ณัฐวุฒิก็เคยยอมรับอย่างเปิดเผยเองว่า เขานั้นเป็น "คนดื่มเหล้า"

อันนำมาสู่การอุปมาถึงความหลากหลายของแนวคิดทางการเมืองที่ดำรงอยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างคมคายว่า มีทั้งคนที่ชอบดื่มวิสกี้เพียวๆ แบบ "ออน เดอะ ร็อก" และคนที่ชอบดื่มวิสกี้ผสมโซดา ซึ่งเขายอมรับว่าตนเองเป็นคนประเภทหลัง พร้อมกับแสดงความหวังว่าคนดื่มวิสกี้ทุกแบบน่าจะสามารถต่อสู้ทางการเมืองร่วมกันได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อลองปรับเปลี่ยนมุมมองให้เขยิบออกไปจากอาการเมาแบบกรึ่มๆ ที่แสดงออกมาบนเวทีคอนเสิร์ต "รุ่งอรุณแห่งความยุติธรรม" แล้ว การปราศรัยในช่วงประมาณ 20 นาทีแรก ก่อนจะร้องเพลงของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็ยังคงความน่าสนใจไว้เหมือนเดิม

โดยเฉพาะการปราศรัยช่วงต้นซึ่งณัฐวุฒิพูดว่า คนไทยจำนวนมากต้องการใครสักคนที่จะมาพูดแทนหัวใจของพวกเขาว่า หากบรรดาผู้มีอำนาจในสังคมคิดว่าตนเองอยู่สูงและประชาชนอยู่ต่ำ จึงสามารถจะเหยียบย่ำประชาชนอย่างไรก็ได้ ทั้งสองฝ่ายก็ต้องต่อสู้กันไปจนตาย

ซึ่ง "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ครุ่นคิดเกี่ยวกับประเด็นการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เห็นว่า ความเห็นดังกล่าวของณัฐวุฒินั้นมีความสอดคล้องต้องกันกับความคิดที่เขาเคยเสนอไว้

นั่นคือ แนวคิดเรื่อง "to be the voice of the voiceless" ซึ่งแปลว่า "การเป็นเสียงให้แก่ประชาชนคนอื่นที่ไม่มีเสียง"

อย่างน้อย นี่ก็เป็น "ดอกไม้" อีกหนึ่งดอกที่ถูกหยิบยื่นให้แก่ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยามเมื่อเขาปราศรัยในลักษณาการมึนเมานิดๆ ณ โบนันซ่า เขาใหญ่



แต่ในอีกด้านหนึ่ง สมศักดิ์ก็ยังแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการปราศรัยในช่วงต่อมาของณัฐวุฒิที่ยังคงยืนกรานถึงแนวทางการต่อสู้แบบ "กระซิบ ไม่ต้องตะโกน ตาสว่าง ไม่ต้องปากสว่าง" ของแกนนำ นปช.

นักวิชาการจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้นี้เห็นว่า แนวทางการต่อสู้ของณัฐวุฒิเป็น "ยุทธวิธี" ที่ต้องใช้การ "ลับ ลวง พราง" ในกรณีที่มีคนในสังคมจำนวนไม่น้อยอาจไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของตนเอง ซึ่งสมศักดิ์และรักษาการแกนนำ นปช. อย่าง "ธิดา ถาวรเศรษฐ" ก็ล้วนเคยเติบโตขึ้นมาใน "สำนัก" วิธีคิดเช่นนี้

ทว่า สำหรับปัญญาชนที่ผ่านการศึกษาในต่างประเทศหลังคริสต์ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา จะเห็นว่าสังคมไทยมี "อุดมการณ์ครอบงำ" หรือ "อำนาจนำ" (Hegemony) ซึ่งต้องทำการต่อสู้ด้วยการนำเอา "อุดมการณ์-วิธีคิด" อีกแบบหนึ่ง เข้ามาแทนที่ "อุดมการณ์ครอบงำ" ที่ดำรงอยู่เดิม

ผ่านการโต้แย้ง ถกเถียง และนำเสนอ อย่างตรงไปตรงมา ภายใต้กรอบของกฎหมายที่ทำได้ในขณะนั้น

ด้วยเหตุนี้ จากมุมมองของสมศักดิ์ที่แตกต่างจากณัฐวุฒิและแกนนำ นปช. การต่อสู้ทางการเมืองที่สำคัญ (และอาจจะที่สุด) ของสังคมไทย จึงเป็นการต่อสู้ระหว่าง "อุดมการณ์-วัฒนธรรม" แบบใหม่ กับ "อุดมการณ์-วัฒนธรรม" แบบเดิม

ไม่ใช่การเอาชนะกันทาง "ยุทธวิธี" ซึ่งเป็น "ประเด็นเรียกร้องทางการเมือง" เป็นประเด็นๆ ไป เช่น การเรียกร้องให้ยุบสภา เป็นต้น

ในปัจจุบัน สมศักดิ์เห็นว่า ณัฐวุฒิและแกนนำ นปช. สามารถ "ตะโกน" ในบางประเด็นได้อย่างไม่ผิดกฎหมาย มิใช่ต้อง "กระซิบ" อยู่เสมอไป



จากเสียงสะท้อนด้านบวกและการวิพากษ์วิจารณ์ของ "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" ที่มีต่อการปราศรัยเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2554 ณ โบนันซ่า ของ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ"

ทำให้เห็นได้ว่าการปราศรัยแบบมึนๆ เมาๆ กรึ่มๆ ของณัฐวุฒิ ยังคงมีประเด็นแหลมคมทางการเมือง

ในท่ามกลางอาการมึนๆ เมาๆ กรึ่มๆ ดังกล่าว ยังคงมี "เสียง" ที่เปรียบเป็นตัวแทนของ "ผู้ไม่มีเสียง" ดังก้องออกมา

แม้จะเป็นการพูดเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองแบบเมาๆ แต่ก็ยังสามารถดึงดูดมุมมองอื่นๆ มาร่วมสนทนาด้วยได้อีกครั้งหนึ่ง

นี่จึงเป็นการ "เมา" แบบ "สุภาพบุรุษไพร่" ที่เป็นทั้ง "เสียง" สำหรับ "คนไม่มีเสียง" และนำมาสู่การ "มองต่างมุม" อย่างน่าสนใจ


(ที่มา มติชนสุดสัปดาห์ , ฉบับวันที่ 1-7 เม.ย. 2554)

เดลินิวส์ รายงาน "ขวัญชัย ไพรพนา"ฉลองครบรอบ5ปีเปิด“อาณาจักรแดง”

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

"ขวัญชัย"ฉลองครบรอบ5ปีเปิดอาณาจักรแดง


นปช.แห่ร่วมงานฉลองครบรอบ 5 ปีพร้อมเปิดอาณาจักรแดง ขวัญชัย จัดปราศรัยครั้งใหญ่ ร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ
วันนี้ 2 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรพร้อมด้วยสมาชิกชมรมคนรักอุดรได้นิมนต์พระภิกษุ 9 วัด จำนวน 15 รูป มาร่วมทำพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี เวลา 07.00 น.นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรพร้อมด้วย นายวีระการ มุกสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อและแกนนำนปช.คนสำคัญได้เดินมาร่วมในพิธีเปิดป้ายและฉลองครบรอบ 5 ปี ชมรมคนรักอุดรด้วย

ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 2 เม.ย.54ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร บ้านหนองลีหู ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนอุดร พร้อมด้วยแกนนำนปช.คนสำคัญได้เดินทางมาร่วมเวทีชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงเป็นครั้งที่ 2 หลังจากได้รับการปล่อยตัวออกจากคุก โดยวันนี้มีแกนนำนปช.คนสำคัญเดินทางมาหลายคนไม่ว่าจะเป็นนายวีระการ มุกสิกพงษ์,จตุพร พรหมพันธุ์,ณัฐวุฒิ ไสเกื้อ,แรมโบ้อีสาน สุพร อัตถาวงศ์ และแกนนำคนเสื้อแดงที่เคยติดคุก รวมถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งก่อนจะมีการปราศรัยใหญ่ของคนเสื้อแดง ทางชมรมคนรักอุดรได้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้แก่แกนนำนปช.ทั้ง 7 คนด้วยเพื่อความเป็นศิริมงคลให้แก่คนเสื้อแดง

ส่วนบรรยากาศของการเดินทางมาร่วมเวทีปราศรัยมีคนเสื้อแดงจากหลายจังหวัดได้เดินทางมาร่วมฟังการปราศรัยของแกนนำคนเสื้อแดงจำนวนมาก และในเวลา 20.30 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะโฟนอินมายังเวทีคนเสื้อแดงที่จ.อุดรธานีด้วย

นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรธานี กล่าวว่า สำหรับการจัดงานวันนี้เป็นการเปิดป้ายฉลองครบรอบ 5 ปีของชมรมคนรักอุดรและเป็นการรวมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดง นอกจากจะมีแกนนำนปช.ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันที่ถนนราชประสงค์มาร่วมงานจำนวนมากครบทุกคน ซึ่งแกนนำคนสำคัญของคนเสื้อแดงเดินทางมาร่วมในการปราศรัยใหญ่เป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกที่เขาใหญ่

และพิเศษสุดวันนี้จะเป็นการเปิดตัวส.ส.ของพรรคเพื่อไทยก่อนใครตามเขตเลือกตั้งใหม่ของ จ.อุดรธานีจากเดิมมี 10 เขต 10 คนเหลือส.ส.เพียง 9 เขต 9 คนซึ่งตามการวางตัวผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ซึ่งตามที่พรรคเพื่อไทย กำหนดไว้ ส.ส.ใน จ.อุดรธานี มีดังนี้เขต 1 ศราวุธ เพชรพนมพร เขต 2 พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ เขต 3 อนันต์ ศรีพันธุ์ เขต 4 ขจิตร ชัยนิคม เขต 5 ทองดี มนิสสา ร เขต 6 เกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ เขต 7 จักรพรรดิ ไชยสาส์น เขต 8 เกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม เขต 9 เทียบจุฑา ขาวขำ ส่วนส.ส.แบบ ปาร์ตี้ลิสต์ วิเชียร ขาวขำ,ประสพ บุ ต่อพงษ์ ไชยสาส์น ประชา พรหมนอก และโควต้าของชมรมคนรักอุดรอีก 1 คน

การเปิดตัวของส.ส.ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จะขึ้นเวทีของคนเสื้อแดง ของชมรมคนรักอุดร เวลา19.30 น. ยืนยันว่าไม่ลงส.ส.แน่นอน และในเวลา 20.30 น.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของคนเสื้อแดงจะโฟนอินเข้ามายังเวทีคนเสื้อแดงด้วย


(ที่มา เดลินิวส์ ,2 เมษายน 2554)

โอบล้อมคูเมืองแดงทั้งเชียงใหม่:สงกรานต์ ‘54ยึดเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงเสื้อแดงภาคเ

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

สงกรานต์ 2554 ยึดเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงเสื้อแดงภาคเหนือ ...แดงทุกกลุ่มภาคเหนือและทั้งแผ่นดิน ร่วมแสดงแสนยานุภาพ อย่าให้อำมาตย์เห็นว่าเราอ่อนแอ!!! ผูกมิตรภาพร่วมกันครับ "แดงทั้งแผ่นดิน"


แดงคือเลือด ไทยเชือด เลือดไทยหลั่ง
แดงถูกขัง ถูกเผา เอาแดงฆ่า
แดงขอสิทธิ์ อธิปไตย ไทยคืนมา
แดงเรียกหา นิติธรรม นำชาติไทย


ประพันธ์โดย คุณเกรียง กฤตยาธร


รูปภาพบนกระดาน
โดยกฤษณะ พุ่มสนธิ์



http://www.facebook.com/home.php#!/photo.php?fbid=211223578889399&set=a.133609626650795.21917.100000052767752&theater

• สหายคำมา ค่ำเมา ฅนบ่ฮู้ฟ้า
ครั้งแรกในชีวิต ผิงไฟแก้หนาว ปลายเดือนมีนา


กำแพงลม คมเฉียบ
แสงไฟแห่งศรัทธานี่ล่ะ ที่จะทำให้ได้ชัยเร็วๆนี้

Aoi Nongnoot
ถูกต้องนะคร๊าฟฟฟฟฟฟ...

Jitdee Jaidee
หนับหนุน..คร๊าบบบบบ

Lotus Red
ปีนี้อากาศดี เหมือนอยู่ต่างประเทศง่ะ

สหายคำมา ค่ำเมา ฅนบ่ฮู้ฟ้า
ปี๋ใหม่เมือง 12 เมษา มาผ่อคอนเสิร์ตอ้ายแป๊ะ บางสนาน แล้วรวดเล่นรอบก๋องไฟ ผิงไฟแก้หนาวท่าจะม่วน

Re:




รับข่าวสารแดงเชียงใหม่ผ่าน SMS

สนับสนุน " ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ "

และสถานีวิทยุ แดงเชียงใหม่ FM 91.15 MHz.

โดยการสมัครรับข่าวสารทาง SMS ผ่าน " Peopleplus Thai "

รับข่าวสารจากทั่วประเทศ และเสริมข่าวจากทีมงานแดงเชียงใหม่

เพียงเดือนละ 29 บาท

ทุกระบบ พิมพ์ LN แล้วส่งมาที่ 4847833

............................................................

เวปแดงเชียงใหม่ http://www.dangchiangmai.org/

สำหรับฟังสถานีวิทยุ Fm 91.15 MHz.
ศูนย์ประสานงานกลาง นปช.แดงเชียงใหม่ :
www.dangchiangmai.org

Facebook : ศูนย์ข่าวแดงเชียงใหม่

http://www.facebook.com/login/setashome.php?ref=genlogin#!/home.php?sk=group_168621716523987



บล๊อค Daeng ChiangMai
รักประชาธิปไตยไม่เอาเผด็จการ ต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ สร้างขวัญกำลังใจและความสุขเพื่อปวงชน

http://deangchiangmai.blogspot.com
http://deangchiangmai2.blogspot.com


ร่วมกันเป็นเจ้าของสถานีวิทยุ กับแดงเชียงใหม่
5000 หุ้นๆละ 100 บาท
ชื่อบัญชี นปช.แดงเชียงใหม่ ธนาคารออมสิน เลขที่บัญชี 02 0012142 65 7 ( มีผู้รับผิดชอบบัญชี 3 ท่าน )
แล้วโทรหา ดาบชิต 081 289 5105

Re:

ถ่ายโฆษณาแดงเชียงใหม่
โดยปุ๊ก พันระวี

" ปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ " สงกรานต์คนเสื้อแดงที่เชียงใหม่ 12 เมษายน เช้า - บ่าย รดน้ำดำหัวท่านนายก สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และผู้มีอาวุโสคนเสื้อแดง ช่วงค่ำชมคอนเสิร์ตเปิดอัลบัมของ " แป๊ะ บางสนาน " ที่ลานประชาธิปไตย สถานีวิทยุแดงเชียงใหม่ FM 91.15 MHz























http://www.facebook.com/home.php#!/album.php?fbid=210395508972113&id=100000049978375&aid=56969


ปี๋ใหม่เมืองแดงเจียงใหม่

โดยสหายคำมา ค่ำเมา ฅนบ่ฮู้ฟ้า

พระแก้วแดง พระประจำกลุ่ม ศูนย์ประสานงาน นปช.แดงเชียงใหม่



ใต้ฐานพระ

ชื่อพระพุทธทักษิณานุวัตร

(ทักษิณจะกลับมา)




http://www.facebook.com/home.php#!/album.php?fbid=157077037685232&id=100001488099335&aid=33469

มาตรา 112 ϟ กลุ่มนิติราษฎร์, อ.สมศักดิ์

ที่มา thaifreenews

โดย TFN

เรื่องบางเรื่องกระซิบไม่ได้
ทำไมเราต้องปฏิรูปประชาธิปไตย ทำไมเราต้องนำเรื่อง ม.112 มาพูด
มาตรา 112 ϟ กลุ่มนิติราษฎร์, อ.สมศักดิ์



Re:

กฎหมาย ม.112 27/03/11 p.2/10 วรเจตน์ ภาคีรัตน์


Re:

กฎหมาย ม.112 27/03/11 p.6/10 ประจิน

แลกเปลี่ยนความคิดเห็นมุมมองประชาชน
กฎหมาย ม.112 27/03/11 p.8/10 แลกเปลี่ยน



Re:

กฎหมาย ม.112 27/03/11 p.9/10 สรุป (ต้องดูให้ได้)

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 02/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





สมเป็นคน ปากว่า ตาขยิบ
ทำมุบมิบ อ้อยสร้อย ละห้อยหา
พวกต่ำทราม สามานย์ สุดมารยา
อยากกลับมา เป็นอีกรอบ อย่างชอบใจ....

ก้าวไม่พ้น ความจริง ทุกสิ่งสร้าง
คนปูทาง ยิ้มร่า หน้าสดใส
บอกประเทศ โชคดี ไม่มีภัย
แล้วผลักดัน จัดให้ ไม่วอแว....

ดีแต่พูด สร้างภาพ ตราบาปท่วม
สองมือร่วม โอบไว้ ไม่แยแส
ใครจะพูด อย่างไร ก็ไม่แคร์
รู้เพียงแต่ เชิดชู ว่าดูดี....

สมเป็นยุค กาขาว คราวบัดซบ
คิดเลี่ยงหลบ ความระยำ ที่ทำนี้
หวังชูคอ สยายปีก เป็นอีกที
สร้างอัปรีย์ เกิดก่อ ต่อคนไทย....

ฆาตกร ใจทราม ตามที่เห็น
จะเบี่ยงเบน เว้นว่าง ไปทางไหน
เพราะตราบาป ที่มัน สั่งลั่นไก
ฆ่าคนไทย ด่าวดิ้น จนสิ้นลม....

คนชักใย ส่งเสริม ประเดิมฝัน
หวังอุ้มมัน ต่อไป ให้สาสม
เอากิเลส พวกตน คนโสมม
เชิญล่มจม ให้พอ ตอแหลแลนด์....


๓ บลา / ๒ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

คำถามอุบาทว์! ยังมีอยู่!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทำไมคนจึงไม่เชื่อ...จะมีการเลือกตั้ง?
ทำไมสังคมยังระแวง...อำนาจนอกระบบ?
ทำไมข่าวลือ.... 'มือที่มองไม่เห็น'จึงยังมีอยู่?

เรื่องของความเชื่อหากเกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่องยากอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงความเชื่อนั้นได้ง่ายๆ ตราบใดที่ยังไม่มีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นผลอย่างชัดเจน
เฉกเช่นเดียวกับเรื่องของข่าวลือ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็มักจะดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่เงื่อนไขที่สนับสนุนข่าวลือยังคงมีน้ำหนัก
ตราบนั้นคนก็ยังจะเชื่อว่าข่าวลือเหล่านั้นมีความเป็นไปได้
ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นกับสังคมไทยในขณะนี้เองก็เช่นกัน คำยืนยันในเรื่องการยุบสภาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งตามกฏหมายแล้วเป็นบุคคลที่มีอำนาจเต็มแต่เพียงผู้เดียวในการที่จะประกาศยุบสภาเมื่อไหร่ก็ได้
และในวันนี้นายอภิสิทธิ์ได้ใช้ศักดิ์ศรีของความเป็นนายกรัฐมนตรี การันตีแล้วว่าจะยุบสภาในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน!
สังคมจะไม่เชื่อก็คงไม่ได้แล้ว เพราะหากไม่ยุบสภาอนาคตบนเส้นทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ก็คงจะไร้น้ำหนัก ไร้ความเชื่อถือจากสังคมอีกต่อไป
ดังนั้น บางกอก ทูเดย์ เชื่อมั่นว่าในฐานะนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบิดพลิ้วหรือเบี้ยวไม่ยอมยุบสภาอย่างที่หลายๆฝ่ายห่วงกัน
โดยคำพูดของนายอภิสิทธิ์เองที่เป็นบ่วงรัดพันธนาการ เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ต้องยุบสภาอย่างแน่นอน
แต่บนความจำเป็นที่ต้องยุบสภา ก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้บรรยากาศการแตกต่างทางความคิดที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งในวันนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เฉพาะ “ขั้วสีเหลือง” และ “ขั้วสีแดง”เท่านั้น หากยังมี “ขั้วประชาธิปัตย์” “ขั้วอำนาจพิเศษ” และ “ขั้วของกองทัพ” ซึ่งล้วนแล้วแต่มีจุดยืนแห่งผลประโยชน์ทางการเมืองที่แตกต่างกันออกไปทั้งสิ้น
แม้แต่กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคปลาไหล “ชาติไทยพัฒนา” ของ นายบรรหาร ศิลปอาชา ที่พร้อมจะเสียบร่วมกับใครก็ได้ ขอเพียงแค่ไม่ต้องเป็นฝ่ายค้านเท่านั้นเป็นพอ รวมทั้งพรรคภูมิใจไทย ที่มี นายเนวิน ชิดชอบ เป็นซุปเปอร์ซีอีโอกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ สั่งพรรคซ้ายหันขวาหันได้ดั่งใจ แม้ว่าจะถูกตัดสินให้เว้นวรรคทางการเมืองอยู่ก็ตาม
ก็เป็นอีกพรรคหนึ่งที่มีจุดยืนในการสนับสนุนผู้ที่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
ดังนั้นโดยสถานการณ์ของการแตกต่างทางความคิดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในสังคมไทย นับตั้งแต่การทำรัฐประหาร 19 กันยา 2549 เป็นต้นมา
ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้มาถึงวันนี้การตัดสินใจยุบสภาหรือไม่ยุบสภาก็ตาม กลายเป็นถูกมองว่า ยังไม่ใช่ทางออกของประเทศไทยในขณะนี้
เพราะต่อให้นายอภิสิทธิ์ไม่ยอมยุบสภาในช่วงเดือนพฤษภาคมตามสัญญาจริงๆ เมื่อถึงปลายปีนี้ รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็ต้องครบวาระพ้นตำแหน่งสิ้นสุดอำนาจทางการเมืองไปอยู่ดี
สิ่งที่ทำได้จึงเป็นแค่การยื้อเวลาออกไป ยื้อจากกลางปีไปเป็นปลายปีเท่านั้นเอง
สำหรับคนที่มีการศึกษาในระดับที่สูง จบจากต่างประเทศ จบจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้เชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะดีดลูกคิดกี่ชั้นนายอภิสิทธิ์ก็คงจะต้องยุบสภาเพื่อรักษาคำพูด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ทางการเมืองเอาไว้ก่อน
ส่วนอนาคตว่าจะหาหนทางอย่างไรให้กลับมาเป็นรัฐบาล ก็ค่อยไปแก้ปัญหาตายเอาดาบหน้า เพราะตราบใดที่ขั้วอำนาจพิเศษและขั้วอำนาจกองทัพยังสนับสนุนโอกาสที่นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จะกลับมายึดกุมอำนาจทางการเมืองสมัยที่สองก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ดังนั้นไม่ว่าวิเคราะห์จากกลุ่มใดขั้วใด ก็ล้วนมองตรงกันว่า การยุบสภานั้นเป็นไปได้แน่
เพียงแต่กลับเกิดปรากฎการณ์ของความไม่เชื่อถือว่า หลังการยุยสภาสังคมและประชาชนคนไทยจะมีโอกาสได้เลือกตั้งจริงหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ตลกมากๆ หากเป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
เนื่องจากในระบอบประชาธิปไตยทีแท้จริงที่ทั่วโลกยอมรับ เมื่อมีการยุบสภาก็ต้องมีการเลือกตั้งใหม่ตามมา
ไม่มีเหตุผลใดๆเลยที่ยุบสภาแล้วจะไม่มีการเลือกตั้ง ยกเว้นภายใต้เงื่อนไขเผด็จการครองอำนาจเท่านั้น
แต่กลายเป็นว่า ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ประกาศย้ำแล้วย้ำอีก แต่สังคมก็ยังถามไถ่กันให้วุ่นว่า จะได้เลือกตั้งหรือเปล่า???
จึงถือเป็นปรากฏการณ์ “คำถามอุบาทว์” ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในสังคมไทยที่ทำให้ทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นแวดวงการเมือง วงการธุรกิจ ชาวบ้านระดับรากหญ้า เมื่อพบปะเจอะเจอกันก็จะถามเป็นเสียงเดียวกันหมดว่า
“ตกลงจะมีการเลือกตั้งหรือไม่?”
แม้ว่าจะเป็นคำถามอุบาทว์ที่ไม่สมควรจะเกิดขึ้นก็จริง แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ถือเป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เป็นสิ่งที่รัฐบาล และเป็นสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งขั้วอำนาจพิเศษ และขั้วอำนาจกองทัพ ควรจะต้องตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมสังคมถึงเกิดความสงสัย และไม่เชื่อถือว่าจะมีการเลือกตั้งจริงๆ
เรื่องนี้แม้กระทั่งว่าหากมี “มือที่มองไม่เห็น”อยู่ในสังคมไทยขณะนี้จริงๆ มือที่มองไม่เห็นที่ว่าก็ควรจะต้องทบทวนย้อนคิดด้วยเช่นกัน ว่าทำไมประชาชนไม่เชื่อว่าจะมีการเลือกตั้ง
เป็นไปได้หรือไม่ว่าความเลวร้ายของพฤติกรรม 2 มาตรฐานที่ผ่านมา ได้ทำลายความน่าเชื่อถือในการเลือกตั้ง ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมไปจนหมดสิ้นแล้ว
รวมทั้งพฤติการณ์ของขั้วอำนาจพิเศษ และ ขั้วอำนาจกองทัพ ที่ได้มีการหนุนและอุ้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จนทำให้ระบบยุติธรรมของประเทศยับเยินไปหมด เสื่อมเสียภาพลักษณ์อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในอดีต
จึงทำให้คนไม่เชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือว่าจะมีเกิดขึ้นได้จริงๆ
ยังมีผู้คนมองว่า ตราบเท่าที่นายอภิสิทธิ์ยังเป็นเด็กดี ยังเป็นหมากที่สมควรถูกใช้เดินหรือเป็นม้าที่ขั้วอำนาจพิเศษยังคงเลือกที่จะใช้ขี่อยู่ต่อไป
ปรากฏการณ์เช่นนี้ รวมทั้งคำถามอุบาทว์ที่เกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าห่วงใยเป็นอย่างมากสำหรับสังคมไทย เพราะในความเป็นจริงการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึงนั้น ควรที่จะต้องถือเป็น
ทางออกหนึ่งเดียวของประเทศไทยในขณะนี้
แต่ทำไมสังคมไทยกลับยังไม่เชื่อถือ แม้กระทั่งขนาดว่า ทั้งผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ พากันออกมายืนยันว่าจะไม่มีการปฏิวัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.นั้นออกมาพูดซ้ำซากไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้วก็ตาม
แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดข่าวลือหรือหยุดความระแวงสงสัยในเรื่องการปฏิวัติไปได้เลย
สำคัญที่สุดก็คือ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศชัด ว่าจะมีการยุบสภา จะมีการเลือกตั้ง แต่คนกลับระแวงไม่เชื่อถือ
ทำให้อดมองอีกมุมหนึ่งไม่ได้ว่า ในเมื่อสังคมรู้ดีว่าในระบอบประชาธิปไตย การยุบสภาจะต้องตามมาด้วยการเลือกตั้ง ถ้าเช่นนั้นแล้วความหวาดระแวงจะเกิดขึ้นมาจาก การกลัวการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบใช่หรือไม่?
ซึ่งหากสังคมกลัวการแทรกแซงของอำนาจนอกระบบจริงๆ ก็ต้องแปลว่า สังคมไทยในขณะนี้เชื่อว่า “อำนาจนอกระบบมีอยู่จริง” เช่นนั้นใช่หรือไม่
ใครเป็นคนทำให้สังคมไทยเชื่อว่ามีอำนาจนอกระบบอยู่จริงๆ
และใครเป็นคนที่ใช้อำนาจนอกระบบนั้นแทรกแซงการเมือง
คำถามที่เป็นงูกินหางเช่นนี้ เป็นวังวนที่เกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทั้งสิ้นใช่หรือไม่
บ้านเมืองคงยากจะเดินหน้า และยากจะปรองดอง หากยังคงมีคำถามกันอยู่ในสังคม ว่าใครคือขั้วอำนาจนอกระบบ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงจะต้องใช้ความกล้า และความรู้ที่ถูกปลูกฝังในเรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริงมาจากประเทศอังกฤษ หาทางยุติวงจรอำนาจนอกระบบให้ได้ เพื่อให้สังคมเลิกหวาดระแวง และขาดความเชื่อมั่นในเรื่องการเลือกตั้งที่จะมาถึง
เพราะไม่ว่าอย่างไร บางกอก ทูเดย์ ยังคงเชื่อมั่นว่า การเลือกตั้งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวดในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงไม่เชื่อว่า จะไม่มีการเลือกตั้ง!!!
เพราะการเลือกตั้ง ถือเป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดที่จะปลดล็อคประเทศไทย
เพียงแต่จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม
จะต้องไม่มีเงื่อนงำของขั้วอำนาจพิเศษ ไม่มีเงื่อนไขของขั้วอำนาจกองทัพ เข้ามาทำลายความน่าเชื่อถือและการยอมรับผลการเลือกตั้ง
จะต้องเป็นการเลือกตั้งที่มีผลการเลือกตั้งเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย ไม่ว่าพรรคกการเมืองใดจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งก็ตาม
ในหลักจิตวิทยาทั่วๆไปคนที่กลัวผีมักจะต้องกลัวความมืดด้วย เพราะในความมืดจะก่อให้เกิดความหวาดระแวงว่าจะมีผี
แต่ในสถานการณ์การเมืองในขณะนี้กำลังกลายเป็นว่า คนที่กลัวผีกลับเกิดความกลัวทั้งๆที่ยังไม่ทันมืด
นั่นคือขั้วอำนาจต่างๆในขณะนี้ล้วนกลัวว่าผลการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายชนะจะเป็นฝ่ายได้รับสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล จึงพยายามทำทุกอย่างที่จะขัดขวางการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
รวมถึงแม้กระทั่งการพยายามที่จะไม่ให้มีการเลือกตั้ง หากยังไม่มั่นใจว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะ???
ไม่เป็นการกลัวผีทั้งๆที่ยังไม่ทันมืดไปหน่อยหรือ??

คนใต้ พรรคประชาธิปัตย์ และการเมืองสีเสื้อ

ที่มา ประชาไท

ชีวิต และการตัดสินใจทางการเมืองของ “คนใต้” มักถูกอธิบายผ่านบุคลิกภาพหรือ “ความเป็นคนใต้” เป็นหลัก ในด้านหนึ่งคนใต้ถูกวาดภาพให้เป็นคนมีใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย รักพวกพ้อง เชื่อมั่นในตนเอง และรักความเป็นอิสระ ขณะที่อีกด้านเพราะความที่เชื่อมั่นในตนเองและรักความเป็นอิสระ ภาพของคนใต้จึงเป็นคนที่ไม่ไว้ใจและไม่หวังพึ่งรัฐ รวมทั้งยังมักโต้เถียงคัดค้านเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการอยู่เสมอจนถูกขนาน นามว่าเป็นคน “หัวหมอ” ฉะนั้น คนใต้จึงเลือกพรรคประชาธิปัตย์เพราะความที่เห็นว่าเป็น “พวก” เดียวกันรวมทั้งคอยทำหน้าที่ตรวจสอบและทัดทานรัฐแทนพวกเขา ขณะเดียวกันคนใต้ก็ไม่เลือกพรรคเพื่อไทยรวมถึงพรรคอื่นๆ ที่ตั้งตามหลังมาเพราะไม่ต้องการอยู่ภายใต้รัฐบาลที่พวกเขาเห็นว่าแข็งแกร่ง ทว่าไร้ศีลธรรมและไม่สามารถตรวจสอบได้

อย่างไรก็ดี งานศึกษาเชิงมานุษยวิทยาเกี่ยวกับการเมืองเลือกตั้งในภาคใต้ของ Marc Askew ชี้ให้เห็นว่าชีวิตและการตัดสินใจทางการเมืองของ “คนใต้” ไม่สามารถอธิบายผ่านบุคลิกภาพของคนใต้ในลักษณะดังกล่าวได้ เพราะแม้ “ความเป็นคนใต้” จะก่อตัวขึ้นภายใต้เงื่อนไขเฉพาะทางนิเวศวิทยาและประวัติศาสตร์ แต่สาเหตุที่ “ความเป็นคนใต้” กลายเป็นความจริงทางสังคมขึ้นมาก็เพราะได้รับการตอกย้ำโดยนักวิชาการท้อง ถิ่นด้านคติชนวิทยา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือถูกขยายความโดยพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งชู “ความเป็นคนใต้” ในการหาเสียง โดยพรรคประชาธิปัตย์ชูภาพคนใต้ที่แตกต่างจากคนภาคอื่นในแง่ที่เป็นผู้มีความ กระตือรือร้นทางการเมือง ชื่นชอบนักการเมืองที่มีคุณธรรม และต่อต้านอำนาจรัฐที่ฉ้อฉล ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็เสนอตัวว่าเป็น “พรรคคนใต้” ที่มีหัวหน้าพรรคที่ซื่อสัตย์และต่อต้านอำนาจรัฐที่อยุติธรรมมาอย่างต่อ เนื่องเช่นกันเพราะความที่มักเป็นฝ่ายค้าน ฉะนั้น เมื่อผนวกกับการอาศัยเครือข่ายสมัครพรรคพวกรวมทั้งกลวิธีการหาเสียงอื่นๆ เช่น การปราศรัย การเดินเคาะประตูบ้าน รวมทั้งการสัญญาว่าจะให้และการแจกเงิน การสร้างและชู “ความเป็นคนใต้” ในการหาเสียงก็ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์สามารถยึดครองสนามเลือกตั้งภาคใต้ได้ อย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จนับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2530 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ Askew เสนอว่าการที่คนใต้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นแต่เพียงผลพวงของ กลยุทธ์ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ที่อิงแอบกับ “ความเป็นคนใต้” หากแต่สาเหตุที่คนใต้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะพวกเขาต้องการสร้างตัวตน และชุมชนทางการเมืองในอุดมคติของพวกเขาด้วย คนใต้เห็นว่าการสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์คือการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาได้ กระทำในสิ่งที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อระบบการเมือง คือ ไม่ขายเสียง ต่อต้านการทุจริต และตรวจสอบรัฐบาล ฉะนั้น ยิ่งพรรคไทยรักไทยมีอิทธิพลและสามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้เท่าใด พวกเขาก็ยิ่งสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มากเท่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นการทำให้ระบบการเมืองมีคุณธรรม ความรักและความภักดีที่คนใต้มีให้กับพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นผลของกระบวนการ ทั้งสองนี้

อย่างไรก็ดี การศึกษาการเมืองเลือกตั้งในภาคใต้ส่วนใหญ่ (ซึ่งรวมงานของ Askew ชิ้นนี้ด้วย) มักให้ความสำคัญกับความสำเร็จของกลวิธีทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่สู้จะกล่าวถึงความตึงเครียดหรือข้อจำกัดที่แฝงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่กล่าวถึงตัวตนและกระบวนการสร้างตัวตนทางการเมืองใน ลักษณะอื่นของคนใต้ที่แตกต่างหรือตรงกันข้าม เพราะคนในภาคใต้จำนวนหนึ่งไม่ได้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าเป็นพรรคการเมืองที่ไม่เคยแก้ไขปัญหาหรือว่าสร้างประโยชน์เชิง รูปธรรมให้กับคนในพื้นที่ พวกเขาเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ “แหลงหรอย” หรือเชี่ยวชาญในการใช้โวหาร แต่ไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศ พวกเขาจึงเลือกพรรคการเมืองอื่นมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ แม้พวกเขาเห็นด้วยว่า “คนใต้” มีบุคลิกเป็นคนใจนักเลงและรักพวกพ้อง แต่ก็ไม่เห็นว่าบุคลิกดังกล่าวจำเป็นจะต้องผูกอยู่แต่กับพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งยังเห็นว่าความเป็น “พรรคคนใต้” ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นกลยุทธ์ในการหาเสียงเสียมากกว่า เพราะพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทำประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอันให้กับภาคใต้และคนใต้

นอกจากนี้ ผมคิดว่ามีเงื่อนไขการเมืองร่วมสมัยสำคัญ 2 ประการที่จะทำให้การอาศัย “ความเป็นคนใต้” ในการหาเสียงไม่สะดวกราบรื่นเหมือนเก่า ประการแรก การที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคฝ่ายค้าน ทำให้พรรคใช้คุณสมบัติข้อการตรวจสอบและคัดคานรัฐของพรรคในการบ่งชี้เข้ากับ “ความเป็นคนใต้” ที่มีนัยของความไม่ไว้ใจรัฐได้ค่อนข้างลำบาก ขณะเดียวกันพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ใช้อำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือในการปราบ ปรามการทุจริตคอรัปชันเมื่อคราวที่สามารถกระทำได้ แต่กลับปล่อยให้เกิดการทุจริตคอรัปชันอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าในรัฐบาลใดๆ ที่ผ่านมา ยิ่งกว่านี้ ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับคนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ในภาคใต้ก่อให้ เกิดช่องว่างระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับคนใต้จำนวนหนึ่ง เช่น ชาวบ้านที่คัดค้านโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ในเขต จ.นครศรีธรรมราช จำนวนมากเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนรู้เห็นเป็นใจกับโครงการดังกล่าว และกล่าวว่าจะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าหากว่าพรรค ไม่แสดงจุดยืนคัดค้านโครงการให้ชัดเจนกว่านี้

ประการที่สอง ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน “การเมืองสีเสื้อ” ทำให้คนใต้ประสบความยุ่งยากในการจัดความสัมพันธ์กับการเมืองเลือกตั้งและการ เคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะนอกจากความเห็นพ้องในการขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณที่พวกเขาเห็นว่าเป็นนักการเมืองที่ขาดศีลธรรม สาเหตุประการหนึ่งที่คนใต้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยในช่วงแรกก็เพราะว่าพันธมิตรฯ มีสายสัมพันธ์อันดีกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น ฉะนั้น การที่ปัจจุบันพันธมิตรฯ ประกาศตัวเป็นศัตรูกับพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นรัฐบาลจึงส่งผลให้คนใต้จำนวน ไม่น้อยต้องจัดความสัมพันธ์กับพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ ใหม่ ซึ่งก็ไม่ง่ายทั้งสองทาง เพราะหากเลือกพรรคประชาธิปัตย์พวกเขาก็ประสบปัญหาในการจัดวางตัวเองในการ เคลื่อนไหวทางการเมือง เพราะอย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่หันไปสนับสนุนกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นการทดแทน ขณะเดียวกันหากเลือกพันธมิตรฯ พวกเขาก็อาจประสบปัญหาเมื่อถึงเวลาเข้าคูหาเลือกตั้ง เพราะยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพรรคการเมืองใหม่จะส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งใน เขตพวกเขาหรือไม่ คนใต้จำนวนมากจึงหันหลังให้กับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันเพราะประสบกับ ความยุ่งยากลำบากใจในลักษณะดังกล่าวนี้

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เงื่อนไขการเมืองร่วมสมัยตั้งคำถามต่อ “ความเป็นคนใต้” ทั้งต่อพรรคประชาธิปัตย์และคนใต้อย่างแหลมคม พรรคประชาธิปัตย์ถูกถามว่าจะยังอ้างความเป็น “พรรคคนใต้” ที่มีศีลธรรมและตรวจสอบคัดคานรัฐต่อไปได้อย่างไรในสถานการณ์ที่พรรคได้รับ การ “อุ้มสม” ให้เป็นรัฐบาลที่แปดเปื้อนเสียเอง ขณะที่คนใต้ก็ถูกถามว่าจะยังสร้างตัวตนและชุมชนทางการเมืองเฉพาะบนพรรคประชา ธิปัตย์ต่อไปอีกนานเพียงไหนในสมัยที่การเมืองไทยกำลังก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง ครั้งใหญ่โดยมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นตัวแปรหลักขณะที่พรรคประชา ธิปัตย์มีแนวโน้มที่จะเป็นปฏิกิริยาต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือคนใต้จะตอบคำถามเหล่านี้อย่างไร ผมเชื่อว่าการเมืองเรื่อง “ความคนใต้” จะเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ

[เขียนโดย อนุสรณ์ อุณโณ เผยแพร่ครั้งแรกในคอลัมน์ คิดอย่างคน ในหนังสือรายสัปดาห์ มหาประชาชน ประจำวันที่ 25-31 มีนาคม 2554]

คนเสื้อแดงร่วมรำลึก ‘เทิดศักดิ์’ ที่เกิดเหตุ 10 เมษา แยกคอกวัว

ที่มา ประชาไท

2 เม.ย.54 ช่วงสายวันนี้มีการเคลื่อนศพของนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ หรือ โบ้ท ชายหนุ่มวัย 29 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เมษายนปีที่แล้วขณะเจ้าหน้าที่ทหารกำลังเข้าสลายการชุมนุม จากวัดพลับพลาไชยไปยังสี่แยกคอกวัวสถานที่เกิดเหตุเพื่อจัดกิจกรรมไว้อาลัย โดยคนเสื้อแดงที่ทราบข่าวเดินทางมาร่วมงานจำนวนมาก หลังจากนั้นได้เคลื่อนศพไปยังวัดสีกัน ย่านดอนเมือง เพื่อสวดอภิธรรมในคืนนี้ ก่อนจะมีการฌาปนกิจในวันพรุ่งนี้ (3 เม.ย.) เวลา 17.00 น.
หมายเหตุ ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก facebook ของ Tewarit Bus Maneechay , Ngarkill Remeo และคลิปวีดิโอจาก Tewarit Bus Maneechay





สม ศักดิ์ เจียมฯ:ท้าให้คน"รักในหลวง"ทุกคนตอบ ประเด็นเรื่อง"สถาบันกษัตริย์ดีเยี่ยม - นักการเมืองเลวสุด"นี้ครับ พนันได้เลยว่าตอบไม่ได้

ที่มา Thai E-News



โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา กระดานสนทนาInternet Freedom

ประโยคแบบนี้ ของผู้จงรักภักดี ที่เห็นกันบ่อยๆ ผิดตรงไหน?

"ความฉิบหายของบ้านเมืองไม่เคยมาจากสถาบัน ทุกเหตุการณ์ล้วนมาจากนักการเมืองทั้งสิ้น...ท่านก็อยู่ในวังของท่านทุกวัน ไอ้พวกที่ป่วนบ้านป่วนเมืองล้วนมาจากฝีมือนักการเมืองทั้งสิ้นครับ.... โกงก็นักการเมือง ทั้งโกง ทั้งกินงบของซาติจนจะฉิบหายกันแล้ว.... แต่ในหลายๆเหตุการณ์มักจะยุติที่สถาบันเป็นผู้ชี้ทางออกให้ .."


ผมยืมประโยคเหล่านี้มาจากคณ @Sky Bird (ที่มีคุณ @Thanachart Promsorn สนับสนุน) ในกระทู้นี้ของผม http://goo.gl/0N7rE ใครที่เคยฟังสัมภาษณ์อย่างหมอตุลย์ หรืออ่านตามเพจ จงรักภักดีต่างๆ ก็จะเห็นบ่อยๆ

แต่ประโยคแบบนี้ผิดมากๆ ด้วย เหตุผล 2 ประการ (ความจริงเป็นประการเดียว เพราะต่อเนื่องกัน) คือ

1. เป็นประโยคที่คนเถียงไม่ได้ แม้จะรู้สึกไม่เห็นด้วย แต่....
2. ที่เถียงไม่ได้ ไมใช่เพราะ "เป็นความจริง" ครับ ตรงกันข้ามเลย เพราะมันไม่ได้วางอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ของ "ความจริง" ทีเรายอมรับกันในโลกปัจจุบันต่างหากครับ

เถียงไม่ได้ แม้จะไม่เห็นด้วยยังไง?

ผมว่า ถ้าผู้จงรักภักดี คิดดูให้ดี ก็คงน่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก คือ สมมุติผมเกิดไม่เห็นด้วย แล้วจะให้ผมเถียงยังไง? จะให้เสนอในทางกลับกัน จากประโยคข้างบน ผมก็โดน ม.112 เล่นงานเท่านั้น คือ ต่อให้สมมุติ (ย้ำ สมมุติ) ผมมีทั้งข้อมูลและเหตุผลหนักแน่นสนับสนุน ในการที่จะเสนอกลับกันกับข้างบนที่พวกคุณเสนอ ผมก็ไม่สามารถเถียงได้อย่างเต็มที่ อย่างมากก็อาจจะแค่ "ชี้เป็นนัยๆ" แบบ"เบาๆ" ว่ามีข้อมูลหรือเหตุผลที่โต้แย้งได้เท่านั้น - ดังตัวอย่างข้างล่าง

และที่เถียงไม่ได้แบบนี้ นี่เอง ก็สะท้อนว่า ประโยคแบบนี้ ไม่ได้ตั้งอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ของ "ความจริง" ตามที่เรายอมรับกันปัจจุบัน

ลองดูประโยคข้างบนอีกที ทำไมพวกจงรักภักดี จึงคิดว่า นักการเมือง "เลว" อย่างที่ว่า?

ก็เพราะเราสามารถที่จะ ดีเบตเรื่องนักการเมืองได้ เราสามารถจะหยิบยกกรณีต่างๆเกี่ยวกับนักการเมืองมาอภิปรายได้ ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องศีลธรรม เรื่องเงินทอง แล้วพอเรายกได้ เราเรียนรู้เรื่องพวกนี้ ทางสาธารณะได้ เราก็ยอมรับว่า มันคือ "ความจริง"

ที่ประหลาดคือ ในทางกลับกัน เราไม่สามารถ ทำแบบเดียวกันในกรณีสถาบันกษัตริย์ได้ อย่างที่บอกว่า ต่อให้สมมุติว่าเรา มีข้อมูลหรือเหตุผลที่จะ (สมมุตินะครับ สมมุติ) เสนอในทางตรงข้ามเลยกับข้อความข้างบน เราก็ทำไมได้ .. แต่ "ประหลาด" ที่ บรรดาผู้จงรักภักดี กลับยอมรับว่า "ความจริง" เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างทีว่ามา ทั้งๆที่วางอยู่บน "ฐาน" หรือ "บรรทัดฐาน" ที่ไม่สามารถมีการตรวจสอบเรื่องข้อมูล ไม่สามารถมีกาารเสนอ เรื่องเหตุผลในทางลบได้

พูดจริงๆนะครับ ยกเลิก ม.8 รธน. ยกเลิก 112 (เป็นอย่างน้อย) ให้ผมสิครับ แล้วผมจะแสดงให้ดูว่า สามารถที่จะมีข้อมูลและเหตุผลสนับสนุน ในทางตรงกันข้ามเลยกับข้อสรุปข้างบนอย่างไรได้บ้าง

ในระหว่างที่ ผมยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายอยู่นี้ ให้ผมลองพูดแบบจำกัด แค่ยกตัวอย่างไม่กี่กรณีเท่านั้น เอาแค่ เรื่อง "หัวข้อ" ของกรณีเหล่านี้ คุณคิดหรือว่า ถ้ามีการให้เสรีภาพในการให้ข้อมูล ในการยกเหตุผลอภิปรายกันอย่างเต็มที่จริงๆ จะสามารถทำให้ข้อสรุปเกี่ยวกับสถาบันกษํตริย์ของคุณ "ยืน" อยู่แบบนั้นได้?

(เอาตั้งแต่ต้นรัชกาล) กรณีสวรรคต ร.8, กรณีทรงแต่งตั้งสฤษดิ์ เป็นผู้รักษาพระนคร หลังสฤษดิ์รัฐประหาร โดยที่พระบรมราชโองการแต่งตั้งนั้น ไมมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ตามที่ รธน.บอก, กรณีที่สถาบันกษัตริย์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับระบอบสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส, กรณีการประทะหน้าสวนจิตรฯในเช้าวันที่ 14 ตุลา, กรณีความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษัตริย์กับ กลุ่มอย่างลูกเสือชาวบ้าน ไปจนถึงกรณี 6 ตุลา, กรณีทรัพย์สินของรัฐหลายพันล้าน อยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันกษัตริย์ โดยที่ไม่สามารถตรวจสอบได้เลยทั้งสิ้น (ซึ่งผิดหลักการมากๆ ไม่มีประเทศไหนในโลกสมัยใหม่ให้ทำกัน รวมทั้งของไทยเอง

ลองนึกว่า ถ้ายกทรัพย์สินหลายพันล้านให้ นายกฯควบคุมโดยสิ้นเชิง จะมีใครยอมไหม? ต่อให้เป็น นายกฯ"มือสะอาด" แบบปรีดี หรือ ป๋วย กลับชาติมาเกิดก็ตาม?) กรณีค่าใช้จ่ายต่างๆเกียวกับสถาบันกษัตริย์ (นึกถึงการ "เดินทาง" หรือการใช้ "ยานพาหนะ" ประเภทต่างๆของพระราชวงศ์บางพระองค์)

ไปจนถึงแม้แต่กรณีเรื่องที่พูดกันถึง "ความวิเศษ" ของ "โครงการหลวง" คุณรู้ได้ยังไว่า "วิเศษ" จริงๆ? ในเมื่อไม่สามารถตรวจสอบได้ ไม่สามารถนำมาวิพากษ์เอาผิด หรือที่เรียกว่า accountability กันได้?)

ในแง่การเมือง ก็เถอะ เรื่องที่อ้างเรื่อง "แก้วิกฤติ" น่ะ ถ้าให้อภิปรายกันจริงๆถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกษํตริย์กับทหาร อย่างเต็มที่ล่ะ?


ทั้งหมดที่พูดมานี้ ผมเพียงพูดแบบ ย่อที่สุด เฉพาะหัวข้อเท่านั้น ไม่ได้ลงรายละเอียดในแต่ละประเด็น และไม่ได้พูดถึงอีกนับไม่ถ้วนประเด็นเลยด้วยซ้ำ เพราะพูดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว

ถ้าสังคมไทยมีเสรีภาพในการพูดเรือ่งพวกนี้จริงๆ คุณคิดว่า ข้อสรุปเรื่อง "ความดี-ไม่ดี" ระหว่างสถาบันกษัตริย์-นักการเมือง ของคุณจะเป็นเหมือนแบบที่ชอบพูดๆกัน แลผมยกมาข้างบนนั้นได้จริงๆหรือ?

ทุกวันนี้ ที่คุณยังพูดแบบที่พูดมาซ้ำๆกันได้ ก็เพราะคนที่ไม่เห็นด้วย เขาเถียงไม่ได้ เพราะมีกฎหมายห้ามไว้ เพราะสังคมไทยไม่ยอมให้มีการเถียงในสิ่งที่คุณพูดมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีข้อมูลหรือเหตุผลประกอบอย่างหนักแน่นขนาดไหน

เพราะพวกคุณ "หลอกตัวเอง" ในเรื่องอะไรคือความจริง ไม่จริง คุณยอมรับว่า เป็น "ความจริง" เรื่องเกียวกับนักการเมือง ที่คุณสามารถมีข้อมูลด้านลบได้ สามารถเถียงกัน ให้เหตุผลชักจูงกันในทางลบได้ ... แต่พอมาถึงเรื่องสถาบันกษัตริย์ ที่ทำแบบเดียวกันไม่ได้ ที่คุณรับมาแต่ข้อมูลด้านเดียว แบบถูก "โปรแกรม" ใส่หัวมาแต่เด็กๆ และไม่มีสภาพแวดล้อมทางสังคม ให้ถกเถียง ให้โต้แย้งในสาธาารณะได้ คุณกลับเชื่อวา นั่นเป็น "ความจริง" เหมือนกัน

ไม่รู้สึกว่าเป็นอะไรที่ไร้เหตุผล ไร้สามัญสำนึกมากๆหรือครับ?

ลองกลับไปอ่านเฉพาะหัวข้อกรณีต่างๆที่ผมเขียนมาข้างบนอีกที ถ้ามีเสรีภาพในการอภิปรายโต้แย้ง ให้ข้อมูลในประเด็นเหล่านั้นได้เต็มที่จริงๆ ข้อสรุปเกียวกับสถาบันกษัตริย์ของสังคมไทย จะเป็นแบบที่เป็นหรือ?

*********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:คลิปสมศักดิ์ เจียมฯ:ไม่ใช่แค่#112แต่เป็นอุดมการณ์กษัตริย์นิยม และสถานะกษัตริย์ในสังคมไทย



คลิปดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แสดงความคิดเห็นในงานนิติราษฎร์ อภิปรายเรื่องกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยชี้ว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่เพียงเรื่องต้องแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เท่านั้น แต่เป็นเรื่องอุดมการณ์กษัตริย์นิยมของไทย และสถานะของสถาบันกษัตริย์ในสังคมไทย พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปว่า ต้องทำให้เป็นสถาบันแบบญี่ปุ่น หรือในยุโรป

คลิปคุณซาบซึ้งปะทะหมอตุลย์:ไอ้ชาติชั่ว ไอ้ชาติหมา ไอ้สัตว์นรก

ในงานนิติราษฎร์เสวนา เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา หมอตุลย์ แกนนำเสื้อหลากสีมาด้อมๆมองๆหน้างานด้วย แต่เกิดเหตุปะทะคารมกับสตรีคนหนึ่งขึ้นเสียก่อน

คลิปสัมภาษณ์ทนายความดา ตอร์ปิโด:ความจริงหลังกรงขัง

Thailandmirror Talk สัมภาษณ์ ประเวศ ประภานุกูล "ทนายดา ตอปิโด" ผู้ต้องขังเหยื่อมาตรา 112