WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 3, 2011

Voice News 2 เมษายน 2554 (19.00น.)

ที่มา Voice TV



ประเด็นสำคัญในรายการข่าว Voice News ประจำวันนี้

- น้ำท่วมสุราษฎร์ธานีเพิ่ม

- ร.ต.อ.ปุระชัยแสดงวิสัยทัศน์

- หมอหงวน เพื่อสุขภาพคนไทย

น้ำท่วมสุราษฎร์ธานีเพิ่ม

หลายอำเภอในสุราษฏร์ธานี ระดับน้ำท่วมยังเพิ่มสูงขึ้น เหตุเป็นพื้นที่ต่ำ ใกล้แม่น้ำ เจ้าหน้าที่คาด 1 สัปดาห์ระดับน้ำลด ส่วนยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 35 ราย

ร.ต.อ.ปุระชัยแสดงวิสัยทัศน์

ร้อยตำรวจเอกปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ร่วมงานเปิดพรรครักษ์สันติ ระบุพร้อมช่วยเหลือบ้านเมือง แต่ยันยังไม่สังกัดพรรคการเมืองไหน

หมอหงวน เพื่อสุขภาพคนไทย

เส้นทางชีวิต นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ แพทย์นักปฎิรูป ผู้วางรากฐานระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อคนไทยกว่า 60 ล้านคน

เพื่อไทยหาตำแหน่งให้ "เสนาะ" 5 เม.ย.

ที่มา Voice TV

เพื่อไทยหาตำแหน่งให้

พรรคเพื่อไทยเตรียมประชุมพรรคเพื่อหาตำแหน่งให้กับนายเสนาะ แต่ไม่ชัดนั่งตำแหน่งแทนร.ต.อ.เฉลิม



นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในวันอังคารที่ 5 เมษายน นี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการประชุมผู้บริหารของพรรค เพื่อหารือถึงตำแหน่งในพรรคของ นายเสนาะ เทียนทอง รวมถึงรายชื่อ ส.ส. ของพรรคประชาราช ที่จะเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย แต่ในขณะนี้ ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องของ นายเสนาะ จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ประธาน ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรือไม่ เพราะยังไม่มีการหารือและพูดคุย แต่คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนอย่างแน่นอน



ส่วนกรณีที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และ ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดินที่จะเข้ามานั้น ทางพรรคเพื่อไทยก็ได้กันรายชื่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ไว้แล้ว 20 รายชื่อ สำหรับบุคคลสำคัญจากพรรคอื่นที่เตรียมมาสังกัดกับพรรคเพื่อไทย นอกจากนี้ รายชื่อ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด ขณะนี้ ตัวแทนของแต่ละภาคส่วนก็ได้ส่งชื่อมาครบแล้วเช่นกัน

บิ๊กเพื่อไทยชี้"เสนาะ"คุย"ทักษิณ"จบแล้ว ปั้น"มิ่งขวัญ"เป็นนายกฯ อ้าง"น้องสาวแม้ว-ส.ส.ส่วนใหญ่"ไม่ขัด

ที่มา มติชน

นายสุพล ฟองงาม เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มมิ่งขวัญ บุคคลใกล้ชิดนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวเมื่อ วันที่ 2 เมษายน ถึงกรณีที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ประกาศบนเวทีงานวันคล้ายวันเกิด 1 เมษายน ที่สนามกอล์ฟอัลไพน์ ย่านปทุมธานี ระหว่างการพูดคุยผ่านระบบสไกป์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะปั้นนายมิ่งขวัญ เป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยว่า ตลอด 2 สัปดาห์ติดต่อกันแล้วที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย พยายามสอบถามแกนนำพรรคภายในที่ประชุมพรรคถึงความชัดเจนเรื่องตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีมาตลอด ซึ่งขณะนี้ความคิดเห็นของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แบ่งเป็น 2 ความเห็นหลัก คือ 1.ต้องการให้พรรคมีความชัดเจนเรื่องแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ ส.ส.ได้ตอบคำถามชาวบ้านได้ว่าหัวหน้าที่แท้จริงของพรรคคือใคร และ 2.ส.ส.กลุ่มที่สนับสนุนนายมิ่งขวัญ เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้จะได้ข้อยุติต่อเมื่อเข้าสู่กระบวนการของที่ประชุมพรรค โดยมี ส.ส.เป็นผู้โหวตว่าใครเหมาะสมจะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผ่านกระบวนการรับรองจากคณะกรรมการบริหารพรรค


"ท่านเสนาะ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมือง การที่ท่านจะพูดอะไร จะประกาศอะไรนั้นต้องมีความชัดเจนพอสมควร ผมอยู่ในงานวันเกิดท่านด้วย ท่านเสนาะบอกว่า "ในเมื่ออุปโลกน์มิ่งขวัญเป็นนายกรัฐมนตรี ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว ทุกโพลที่ออกมาก็บอกว่าฝ่ายค้านชนะรัฐบาล ก็พร้อมจะสนับสนุนให้นายมิ่งขวัญ เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้ง" ซึ่งผมคิดว่า ท่านเสนาะคงได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงเบื้องลึกเบื้องหลังมาพอสมควรแล้ว ไม่เช่นนั้นท่านเสนาะไม่กล้าประกาศอะไรบนเวทีชัดเจนอย่างนี้หรอก” นายสุพลกล่าว


ด้านนายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทยและอดีตสมาชิกกลุ่มวังน้ำเย็น กล่าวว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย ขณะนี้คือชูนายมิ่งขวัญเป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้ง ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณและผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคหลายคนก็เห็นด้วย เพราะระหว่างที่นายเสนาะประกาศสนับสนุนนายมิ่งขวัญเป็นนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำพรรคคนอื่นๆ ก็อยู่ร่วมงานด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ พรรคเพื่อไทยเห็นชอบว่าจะให้นายมิ่งขวัญพิสูจน์ผลงานในการทำหน้าที่ผู้นำทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจ และหลังการอภิปรายโพลทุกสำนักก็ระบุตรงกันว่า นายมิ่งขวัญสอบผ่าน ซึ่งคนในพรรคก็พอใจกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ส่วนการเปิดตัวนายมิ่งขวัญเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการนั้น ต้องผ่านการประชุมพรรคเสียก่อน ซึ่งจะมีขึ้น 1-2 สัปดาห์ก่อนการประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่


"วันนี้เป็นที่รับทราบกันดีว่าพรรคเพื่อไทยจะชูนายมิ่งขวัญ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายมิ่งขวัญเองก็มีท่าทียินดี ส่วน ส.ส.เองก็มั่นใจว่า นายมิ่งขวัญมีคุณสมบัติสู้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ สำหรับกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไม่สนับสนุนนายมิ่งขวัญนั้น ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเราเป็นพรรคใหญ่ที่มีสมาชิกเป็นจำนวนมาก ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันบ้าง แต่หลังจากนี้ พวกตนจะเข้าพบ ร.ต.อ.เฉลิม เพื่อหารือเรื่องนี้ และเชื่อว่า ร.ต.อ.เฉลิมจะหายงอนและทุกอย่างก็จะจบด้วยดี" นายชูวิทย์กล่าว

งานเข้าไม่หยุด ปิดฉากไม่สวย

ที่มา ข่าวสด



ในตอนแรกนั้นดูเหมือนการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีประกาศล่วงหน้าว่าจะยุบสภาช่วงสัปดาห์แรกของเดือนพ.ค. จะเป็นตัวหล่อเย็นช่วยลดความร้อนแรงทางการเมืองลงไปได้มาก

เห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยต่างคนต่างอยู่ ก็เริ่มขยับหันมากลมเกลียวกันมากขึ้น บางพรรคถึงขั้นประกาศจับมือเป็นพันธมิตรทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

หวังผลข้ามช็อตไปยังสถานการณ์ภายหลังการเลือกตั้งที่จะผนึกกำลังต่อรองกลับเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ว่า 2 พรรคใหญ่ ประชาธิปัตย์หรือเพื่อไทยเป็นฝ่ายชนะ

ขณะที่ฝ่ายค้านพรรคเพื่อไทยก็ลดดีกรีการตรวจสอบรัฐบาลลงหลังจบศึกซักฟอก เพราะต้องเอาเวลามาจัดทัพจัดแถวหาคนลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งยังต้องรีบเร่งหาตัวผู้นำพรรคที่จะมาชูเป็นนายกฯ ให้ได้โดยเร็ว

ทางด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้โฟนอินส่งสัญญาณ ถึงพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ให้เตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง โดยตนเองพร้อมอำนวยความสะดวกทุกอย่างไม่ว่าการวางนโยบายหาเสียงหรือการวางท่อน้ำเลี้ยง

ในจังหวะการเปิดตัวของพรรคใหม่ที่มีชื่อ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นหัวหน้าพรรค ก็สามารถดึงดูดความสนใจของคนเกลียดมาร์ค-เบื่อแม้วได้ไม่น้อย

รวมถึงการที่บรรดานักการเมืองต่างพรรคพร้อมใจกันผลักดันกฎหมายลูก 3 ฉบับรองรับการเลือกตั้งและการทำงานของกกต. จนผ่านสภาวาระแรกไปอย่างรวดเร็ว

ทั้งยังได้รับการยืนยันจากเหล่าขุนทหารโดย เฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลา โหม ว่ากองทัพพร้อมหนุนการเลือกตั้ง จะไม่มีการทำปฏิวัติแน่นอน

ถ้ามองอย่างผิวเผินจึงดูเหมือนสถาน การณ์ในช่วงวาระสุดท้ายของรัฐบาล การเมืองจะเป็นไปอย่างราบรื่น ทุกฝ่ายพร้อมใจเดินหน้าเข้าสู่โหมดเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาเริ่มผ่านไปนานเข้า ขณะที่ห้วงเวลาการยุบสภาตามที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ระบุยังเหลืออีก 1 เดือน ทำให้เกิดกระแสข่าวสารพัดต่างๆ นานา จนหลายคนเริ่มไขว้เขว ไม่มั่นใจจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงหรือไม่

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าในสังคมไทยยังมีคนกลุ่มหนึ่งไม่ต้องการให้มีการเลือกตั้ง แล้วก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ แต่ได้พยายามเคลื่อนไหวโน้มน้าวสังคมให้เห็นคล้อยตามความคิดของตนเอง

ไม่ว่าการเรียกร้องให้มีการยุบสภาแต่ไม่ให้มีการเลือกตั้ง ให้เว้นวรรคนักการเมือง 3 ปี ขอพระราชทานนายกฯ และคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 7

นอกจากนี้ยังมีการพยายามที่จะกดดันให้ กกต.ลาออก เพื่อทำแท้งการเลือกตั้ง ซึ่งบังเอิญสอดรับกับกรณีนางสดศรี สัตยธรรม ประกาศพร้อมไขก๊อกหากได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย

นางสดศรีอ้างว่าไม่สบายใจที่มีความต้องการสกัดกั้นกฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับไม่ให้เสร็จ อีกทั้งการเลือกตั้งครั้งนี้ยังดูแปลกๆ เหมือนกับโยนลูกให้ กกต.รับไปทั้งหมด

ถึงแม้ต่อมา กกต.ทั้ง 4 คนที่เหลือจะยืนยันว่าพร้อมอยู่ต่อเพื่อทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ลุล่วง

แต่จากนั้นไม่กี่วันก็ยังเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ใครหลายคนซึ่งกำลังใจจดจ่ออยู่กับการเลือกตั้ง ต้องเกิดอาการหวาดระแวง คือเหตุการณ์สภาล่ม 3 วันติดต่อกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากกฎหมายลูก 3 ฉบับถึงจะผ่านสภาวาระแรก แต่เท่ากับเพิ่งจะคลอดได้แค่ครึ่งตัว เหลืออีกครึ่งตัวคือวาระ 2 และ 3 กำลังจ่อเข้าสภาวันที่ 7 เม.ย.

ทั้งฝ่ายที่อยากให้เลือกตั้งเร็ว และฝ่ายที่ไม่อยากให้เลือกตั้งเลย รวมถึงฝ่ายที่อยากให้เลือกตั้ง แต่อยากให้ยืดเวลาออกไปก่อน ก็เลยต้องไปลุ้นกันอีกยก

การที่สภาล่ม 3 วันติดต่อกันผลเสียหายที่ตามมา นอกจากทำให้การพิจารณาเห็นชอบบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซี ต้องเลื่อนออกไป

ยังเกิดการพูดกันมากว่าสาเหตุที่ส.ส.ไม่ยอมมาประชุมจนทำให้สภาล่มนั้น

เป็นเพราะนายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศยุบสภาล่วงหน้าชัดเจน ทำให้ส.ส.ต้องแย่งชิงกันลงพื้นที่แข่งกันหาเสียงแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าขืนอยู่ประชุมสภาอาจไม่ได้กลับมาเป็นส.ส.

อย่างที่ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวเปรียบเปรย ว่าสภาตอนนี้เหมือนบริษัทปิดแล้ว พนักงานรู้ว่าตนเองต้องตก งานจึงต้องไปหางานใหม่ จะให้มาอยู่ได้อย่างไร

ตามมาติดๆ กับเสียงตัดพ้อจากส.ส.ภาคใต้ พรรคประชาธิปัตย์ ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ใจดำ ไม่ยอมให้ ส.ส. พรรคลงพื้นที่ช่วยเหลือ ชาวบ้านที่ประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ เพราะมัวแต่ห่วงสภาจะล่ม

ทั้งที่ภาคใต้เป็นฐานเสียงของพรรคแท้ๆ ก็ยังอุตส่าห์มีคำถามขึ้นมาจนได้ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ ควร ฉับไวต่อการลงไปดูแลปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนมากกว่านี้หรือไม่

แล้วก็เป็นอะไรที่เหมือนซ้ำเติมรัฐบาลกับโครงการสำรวจอีสานโพล ของมหา วิทยาลัยขอนแก่น ระบุเสียงสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลของชาวอีสานลดต่ำลงทุกด้าน ไม่ว่าด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

เนื่องจากชาวอีสานมองว่ารัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องราคาสินค้าและค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้เป็นรูปธรรม

ไปๆ มาๆ ก็เหมือนวกกลับมาที่ความไร้ฝีมือด้านการ บริหารประเทศ และความเชื่องช้าต่อการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ซึ่งเป็นบุคลิกเดิมๆ ของประชาธิปัตย์

จากปัญหาที่พันกันจนยุ่งเหยิงจากเรื่องหนึ่งโยงไปอีกเรื่องหนึ่ง ชนิดคาถา 'ยุบสภา' ที่นายกฯ ท่องบ่นรายวันก็ช่วยคลี่คลายอะไรไม่ได้

ถึงยังหาความแน่นอนไม่ได้ว่าการเลือกตั้งใหม่จะเกิดขึ้นช้าหรือเร็ว

แต่ที่แน่ๆ คือมีสัญญาณหลายอย่างบ่งชี้รัฐบาลชุดนี้ปิดฉากตัวเองไม่สวย แน่นอน

'แดง'สวมเสื้อเพื่อไทยสู้เลือกตั้ง

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ



1.ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

2.ก่อแก้ว พิกุลทอง

3.เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล

ถูกจับตามองเมื่อพรรคเพื่อไทยประกาศเปิดโควตาของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดง ลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ เพื่อหวังดึงกระแสคนเสื้อแดงอุ้มชูพรรคสู่เป้าหมาย การเป็นรัฐบาลพรรคเดียว

แกนนำนปช. ได้เปิด ใจถึงการตัดสินใจเข้าสู่ระบบการ เมืองแทนการเมืองข้างถนน รวมทั้งลำดับบัญชีรายชื่อ และการนำเสนอนโยบาย เพื่อชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง



ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

แกนนำนปช.

ผมสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก มีความตั้งใจทำงานการเมือง และลงสมัคร ส.ส.ตั้งแต่อายุ 25 ในนามพรรคชาติพัฒนา และปี 2548 เป็นผู้สมัครในนามพรรคไทยรักไทย ตั้งใจจะทำงานการเมืองในระบบรัฐ สภาตั้งแต่ต้น

แต่เมื่อมีรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ก็ตัดสินใจออกมาต่อสู้ร่วมกับประชาชน ต่อต้านเผด็จการ จนพัฒนามาเป็นแกนนำนปช. แต่เมื่อมีการเลือกตั้งก็ไม่เคยไม่เสนอตัวเข้ามาทำงานการเมืองในระบบรัฐสภา เพราะเชื่อว่าหากการเมืองในระบบเข้มแข็ง จะเป็นแรงค้ำให้ประชาธิปไตยไม่ถูกอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง ประชาชนไม่ต้องเหนื่อยในการต่อสู้

ดังนั้น เราจึงต่อสู้เพื่อให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย ให้การเมืองในระบบเข้มแข็ง ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ประเทศต้องเดินหน้าด้วยการเมืองในระบบรัฐสภาอย่างนี้ต่อไป

สำหรับโควตาของนปช. ยืนยันว่าผมและนายจตุพร พรหมพันธุ์ รับหน้าที่เป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างแกนนำนปช.ที่ต้องการลงสมัครส.ส.กับพรรคเพื่อไทย แต่เราไม่เคยคุยกันเรื่องโควตา ไม่เคยเรียกร้องต่อรองใดๆและยอมรับการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรค เพราะทราบดีว่ายังมีนักการเมืองที่ทำงานร่วมกับพรรคจำนวนมาก

เราจึงไม่มีโควตาทั้งเรื่องจำนวนคน และลำดับที่ และเชื่อมั่นในดุลพินิจพรรคที่จะพิจารณา

ยืนยันว่าการเป็นแกนนำนปช.ไม่ใช่ใบ เบิกทางลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่คนที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจนเป็นที่รู้จักของประชาชน ควรได้รับโอกาสพิจารณาเป็นตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งด้วย

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นั้น ต้องยอม รับว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในภาวะไม่ปกติ ซึ่งไม่ได้เกิดจากภายใน แต่เกิดจากภายนอก ทำให้เราต้องเดินทางด้วยวิธีพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงและรับมือภัยคุกคามจากอำนาจนอกระบบตลอดเวลา

แต่เชื่อว่าเมื่อพรรคเปิดตัวผู้ที่เสนอชื่อเป็นนายกฯ จะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชน และให้การสนับสนุน และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจเราถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่

ส่วนพรรคจะเปิดตัวใคร ผมพร้อมยอมรับทั้งนั้น เพราะเมื่อตัดสินใจร่วมมาทำงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยแล้ว ก็เชื่อมั่นว่าพรรคจะหาตัวบุคคลที่เหมาะสมกับสถานการณ์ สามารถแก้ไขปัญหาและเป็นที่ยอมรับของประชาชน มานำเสนอได้อย่างแน่นอน



ก่อแก้ว พิกุลทอง

แกนนำนปช.

การตัดสินใจลงสมัครส.ส.ของแกนนำบางคน ทำตามยุทธศาสตร์ 2 ขา ของนปช. คือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในลักษณะมวลชนขาหนึ่ง อีกขาหนึ่งคือการลงสมัครส.ส.เพื่อเข้าไปทำหน้าที่ในสภา เพื่อแก้ปัญหาหลายๆ เรื่อง ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญ การติดตามตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียว หากเราเข้าไปทำหน้าที่ในสภา จะง่ายกว่าเดินนอกสภา

ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นตรงกันของแกนนำ ซึ่งขณะนี้มีผู้แสดงความจำนงขอลงสมัครทั้งระบบเขตและระบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคเพื่อไทยแล้ว 20 คน แต่เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องโควตา เป็นการแสดงความจำนงให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาอีกครั้ง สุดท้าย ผลการตัดสินใจเป็นเรื่องของพรรค

สำหรับลำดับการลงสมัคร ผมคงบอกไม่ได้ แต่หากจะให้แน่นอน ควรอยู่ในลำดับที่ไม่เกิน 50 แต่เป็นเรื่องยากที่คนทั้งกลุ่มจะได้รับการจัดอันดับดีทั้งหมด เพราะต้องมีนัก การเมืองกลุ่มอื่นๆ ด้วย

คาดว่าอย่างนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ต้องอยู่ลำดับดีๆ เพราะเขามีประโยชน์กับคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ส่วนคนอื่นๆ คงได้รับการจัดลำดับตามสมควร แต่กว่าจะนิ่ง คงเช้าวันลงสมัคร เพราะนักการเมืองต้องวิ่งให้ตนเองได้ลำดับที่ดีที่สุดอยู่แล้ว

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ ถือเป็นเรื่องสำคัญ จะเป็นตัวบ่งชี้ให้ประชาชนมาลงคะแนนเลือกพรรคเพื่อไทย แต่ก็เหมือนดาบ 2 คม หากเปิดตัวเร็วก็มีโอกาสถูกสหบาทาได้มาก

แต่เมื่อจะมีการเลือกตั้งก็ต้องเปิดตัว เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

เท่าที่เห็นชื่อที่ปรากฏออกมา ทั้ง 4 คน ประกอบด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ นายปานปรีย์ พหิทธานุกร และ นายวีรพงษ์ รามางกูร ล้วนมีความรู้ความสามารถด้านเศรษฐกิจ มีความประนีประนอมทั้งในพรรคและนอกพรรค และต้องการให้ประเทศพ้นจากวิกฤต แต่ใครจะเหมาะเป็นนายกฯ คงเป็นเรื่องของสถานการณ์

อย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ให้ความไว้วางใจ 100 เปอร์เซ็นต์ และส.ส.ในพรรคก็เกรงใจ แต่คนที่อยู่ตรงข้ามพ.ต.ท.ทักษิณคงไม่สบายใจนัก

ส่วนนายมิ่งขวัญ มีส.ส.กลุ่มใหญ่ให้การสนับสนุน หากได้เป็นนายกฯ คงไม่มีปัญหากับส.ส.กลุ่มอื่นๆ แต่อาจมีปัญหาเรื่องความไว้วางใจของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะมีบทเรียนสมัยที่นายสมัคร สุนทรเวช มาเป็นนายกฯ แล้ว

ขณะที่นายวีรพงษ์ แม้จะมีจุดเด่นเรื่องมีประสบการณ์ด้านเศรษฐกิจสูงสุด แต่ห่างเหินกับส.ส.ในพรรค แต่ได้ความสัมพันธ์กับคนในสังคม โดยเฉพาะจากบ้านสี่เสาเทเวศร์

นายปานปรีย์ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และมีความสัมพันธ์กับภาคส่วนในสังคม

ดังนั้น ทั้ง 4 มีความรู้ความสามารถหมด ใครจะมาเป็นก็ได้ แต่จะให้บอกว่าใครดีที่สุด คงไม่ใช่หน้าที่ของผม





เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล

แกนนำนปช. กลุ่มรักเชียงใหม่ 51

ได้รับการยืนยันจากผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยว่า จะส่งผมลงสมัครเลือกตั้งแน่นอน ส่วนจะเป็นจังหวัดไหน หรือเขตอะไร หรือจะลงแบบปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ ยังต้องรอความชัดเจนก่อน แต่จะอยู่ในเขตทางภาคเหนือ

หรือถ้าผมไม่ได้ลงส.ส. ก็ได้รับการยืนยันว่าจะได้เป็นนักการเมืองแน่นอน

ที่แน่ๆ ผู้ใหญ่ไฟเขียวแกนนำเสื้อแดงที่จะลงเลือกตั้ง ประกอบ ด้วย ผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง โดยเราจะทำงานแบบ 2 ขา คู่ขนานกันไประหว่าง ภาคประชาชน และนักการเมือง

ทั้งนี้ การคัดเลือกบุคคลของผู้ใหญ่ ต้องคัดบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ที่ไม่ใช่ปราศรัยเก่งอย่างเดียว

ยอมรับว่าจากที่เคยเป็นนักปราศรัย ผมคงต้องเปลี่ยนบทบาท เป็นนักสังคมมากขึ้น ต่อไปจะเร่งลงพื้นที่ นำข้อเปรียบเทียบ นโยบายที่เป็นความจริง ระหว่างการทำงานของอดีตพรรคไทยรักไทย กับการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่าเป็นอย่างไร ให้ประชาชนนำข้อเปรียบเทียบไปพิจารณา

ส่วนนโยบายการหาเสียงนับจากนี้ ยังต้องรอนโยบายของพรรคอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 เม.ย.นี้ก่อน แต่คาดว่าน่าจะเป็นในทางเดิมคือ นโยบายของไทยรักไทย เพียงแต่เรามาต่อยอด

ที่สำคัญเราจะชู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เหมือนเดิม หรือพูดง่ายๆ ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทยก็จะได้ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะกระแสของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีตก

ส่วนที่การวิจารณ์ว่าขณะนี้พรรคเพื่อไทยไม่มีหัว มีแคนดิเดตคนนั้นคนนี้นั้น ตรงนี้ไม่ต้องกังวล เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ มีบุคคลในใจอยู่แล้ว ขอให้มีความมั่นใจในพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อถึงวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ จะเปิดเผยเอง

มั่นใจว่าการเลือกตั้งที่จะถึง พรรคเพื่อไทยชนะขาดแน่นอน และพรรคประชาธิปัตย์ก็รู้ดีว่าเขาอยู่ในขาลง

แต่ถ้าหลังการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทยชนะ แล้วมีทหารเข้ามาบีบตั้งรัฐบาลอีก มั่นใจว่าครั้งนี้คนเสื้อแดงจะออกมามากกว่าครั้งก่อนแน่ และจะแรงกว่าทุกครั้งด้วย

แห่ศพเหยื่อ" 10เมย."

ที่มา ข่าวสด

ไปคอกวัว-เชิญวิญญาณ แกนนำแดงร่วมเผาวันนี้



แห่ศพ- คนเสื้อแดงแห่ศพนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ อายุ 29 ปี จากวัดพลับพลาไชย มาทำพิธีเรียกวิญญาณที่สี่แยกคอกวัว ซึ่งเป็นสถานที่ถูกยิง ก่อนเคลื่อนศพไปวัดสีกัน ย่านดอนเมือง โดยจะฌาปนกิจศพวันที่ 3 เม.ย.นี้

เสื้อแดงร่วมพิธีเคลื่อนศพ′เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์′ เหยื่อกระสุน ཆ เม.ย.′ โดยนำศพไปแยกคอกวัวเพื่อเชิญ วิญญาณจากจุดเกิดเหตุ ก่อนนำไปตั้งที่วัดสีกันดอนเมือง กำหนดเผาวันที่ 3 เม.ย.นี้ โดยจะมีแกนนำแดงมาร่วมพิธีพร้อมหน้า พ่อเหยื่อเผยต้องนอนเฝ้าศพทุกคืน หวั่นโดนเจ้าหน้าที่ขโมย ยันจะต่อสู้ต่อจนกว่าผู้สั่งการจะถูกลงโทษ ด้านเทือกแผ่นเสียงตกร่อง′คอมมิวนิสต์′ เรียกเพื่อไทยมาสู้กันตามวิถีประชาธิปไตย

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 2 เม.ย. ที่วัดพลับ พลาไชย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายบรรเจิด ฟุ้งกลิ่น จันทร์ อายุ 53 ปี บิดาของนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่น จันทร์ อายุ 29 ปี เหยื่อกระสุนปืนจากเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว พร้อมด้วยกลุ่มญาติของวีรชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์เดียวกันหลายคน และสมาชิกคนเสื้อแดงกว่า 700 คน ได้เดินทางมาร่วมงาน และช่วยกันเคลื่อนย้ายศพนายเทิดศักดิ์ ออกจากวัดพลับพลาไชย เพื่อนําไปประกอบพิธีทาง ศาสนาที่วัดสีกัน ย่านดอนเมือง ระหว่างนี้ทางญาติได้สั่งให้นําศพไปทำพิธีเชิญวิญญาณผู้ตายก่อนบริเวณจุดเกิดเหตุ สี่แยกคอกวัว ประมาณ 5 นาที ก่อนจะเคลื่อนศพต่อไปยังวัดสีกัน ดอนเมืองทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศพของนายเทิดศักดิ์ มาถึงวัดสีกัน ในเวลาประมาณ 13.45 น. และได้นําไปตั้งไว้ในศาลา 1/2 ซึ่งพบว่าภายในศาลามีโลงเปล่าและรูปถ่ายของนายเทิดศักดิ์ตั้งอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นทางญาติและคนเสื้อแดง จึงช่วยกันเอาศพมาบรรจุลงโลงที่เตรียมไว้ และจะมีการสวดพระอภิธรรมศพในเวลา 19.00 น. วันเดียวกันนี้เพียงคืนเดียว จากนั้นในวันที่ 3 เม.ย. เวลา 17.00 น. จะทําพิธีเผาทันที ซึ่งจะมีแกนนํานปช.มาร่วมงานครบทุกคน นําโดย นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฯลฯ

นายบรรเจิดกล่าวว่า ศพของนายเทิดศักดิ์ ลูกชายนั้นตนได้ถูกย้ายออกจากวัดหัวลําโพง แล้วนําไปฝากไว้ที่วัดพลับพลาไชย มานานเกือบ 1 ปี ซึ่งไม่มีใครรู้ เพราะช่วงแรกที่ลูกชายเสียชีวิตมีเจ้าหน้าที่เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในวัดหัวลําโพงจํานวนมาก จึงเกรงว่าศพลูกชายจะถูกขโมยไปจึงได้แอบย้าย

"ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ผมแอบไปนอนเฝ้าศพลูกชายที่วัดเกือบทุกคืนเพราะกลัวหาย หากวันไหนไม่ไปก็จะฝากเด็กวัดช่วยดูแล และสั่งห้ามบอกใครหากมีเจ้าหน้าที่หรือคนมาถาม ซึ่งเป็นช่วงระยะเวลาที่ลำบากมาก" นายบรรเจิดกล่าว

เยี่ยมอุดรฯ - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมแกนนำนปช.อื่นๆ ขึ้นเวทีเสื้อแดงที่ จ.อุดร ธานี ในงานเปิดป้ายตึก "อาณาจักรคนเสื้อแดง" ของนายขวัญชัย ไพรพนา โดยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วิดีโอลิงก์มาปราศรัยในช่วงค่ำ เมื่อ 2 เม.ย.



นายบรรเจิดกล่าวด้วยว่า ยังมีวีรชนที่เสียชีวิตพร้อมกับลูกชายหลายรายที่ยังไม่มีการนําไปผ่าพิสูจน์ และรัฐบาลก็ยังไม่รับผิดชอบ ไม่สามารถหาตัวผู้ก่อเหตุมาลงโทษได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ตนจะเผาลูกชายไปแล้วก็จะขอต่อสู้ให้กับลูกชายเพื่อให้เขาได้รับความเป็นธรรมตลอดไป หรือจนกว่าจะสามารถหาตัวผู้สั่งการและผู้ก่อเหตุยิงประชาชนในครั้งนี้มาเข้าคุกได้

นายบรรเจิดกล่าวต่อว่า สําหรับคดีของลูกชายตนนั้นทราบว่าได้ถูกโอนมายังกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และก็เป็น 1 ใน 64 ศพ ที่ทางดีเอสไอระบุว่ายังไม่สามารถหาตัวผู้กระทําผิดได้ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ตนก็จะขอต่อสู้และจะออกมาร่วมชุมนุมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมร่วมกับคนเสื้อแดงต่อไป ทุกๆ วันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. พร้อมกันนี้ก็ขอฝากไปยัง ดีเอสไอให้ช่วยดําเนินการเกี่ยวกับคดีของคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตกว่า 90 ศพนั้นให้ทําคดีแบบตรงไปตรงมา ใครกระทําผิดก็ว่าไปตามหลักฐาน และใครสั่งการหรือใครยิงประชาชนก็ว่าไปอย่างตรงไปตรงมา อย่าทำแบบ 2 มาตรฐานแบบนี้ เพราะผู้เสียชีวิตในแต่ละรายนั้นส่วนใหญ่ มีหลักฐานมากมายว่าใครเป็นผู้กระทําให้ตาย

ด้านนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม กล่าวเสริมว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาครอบครัวตนได้เดินทางไปร่วมงานศพของนายเทิดศักดิ์เหยื่อกระสุนปืนที่เสียชีวิต วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา แยกคอกวัว หลังจากเสร็จพิธีก็เดินทางไปยังเรือนจํากลางอุดรธานีทันที เพื่อไปพบกับบรรดาญาติของคนเสื้อแดงที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจําอุดรฯ เพราะขณะ นี้พวกเขาเดือดร้อนมากที่หัวหน้าครอบครัวต้องมาติดคุก หลังจากได้พบกับญาติพวกเขาแล้วก็จะสอบถามข้อมูลแต่ละรายว่าต้องการให้ช่วย เหลือด้านใดบ้าง เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเรื่องการยื่นขอประกันตัวคนเสื้อแดงที่ติดคุกอยู่ เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็จะเดินทางมาพบกับอธิบดีกรมคุ้ม ครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ที่กรุงเทพฯอีกครั้ง เพื่อมอบข้อมูลเหล่านี้ให้ไว้พิจารณาเกี่ยวกับการประกันตัวและเรื่องเงินค่าประกัน เพราะฐานะของผู้ต้องขังส่วนใหญ่ยากจน หาเช้ากินค่ำรายได้วันละไม่ถึง 200 บาท จึงต้องเร่งให้การช่วยเหลือโดยเร็ว

เมื่อเวลา 06.19 น. ที่จ.อุดรธานี นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรพร้อมด้วยสมาชิกชมรมคนรักอุดรได้นิมนต์พระภิกษุ 9 วัด จำนวน 9 รูป มาร่วมพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของอาณาจักรคนเสื้อแดงอุดรฯ ต่อมา เวลา 07.00 น. นายขวัญชัย พร้อมด้วยพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาคนที่ 2 ร่วมกันเป็นประธานเปิดป้ายตึกอาณาจักรคนเสื้อแดง ซึ่งสร้างด้วยวงเงิน 5 ล้านบาทเศษ ถือเป็นอาคารแห่งแรกของคนเสื้อแดงอุดรธานี พร้อมด้วยนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำนปช.คนสำคัญได้เดินทางมาร่วมในพิธีเปิดป้ายและฉลองครบรอบ 5 ปี ร่วมกับสมาชิกชมรมคนรักอุดรด้วย

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายขวัญชัย ได้ขึ้นเวทีพร้อมด้วยแกนนำ นปช.ทั้ง 7 คนที่ได้รับการปล่อยตัวจากคุก เพื่อรับการทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ โดยมีพราหมณ์ศักดิ์ระพี จากนครปฐมที่เป็นคนนำเลือดไปสาดที่หน้าทำเนียบครั้งที่ผ่านมาเป็นพราหมณ์ในพิธีพร้อมพานบายศรี โดยมีแกนนำ นปช.คนสำคัญเดินทางมาหลายคน อาทิ นายวีระกานต์ นายจตุพร นายณัฐวุฒิ นายสุพร อัตถาวงศ์ และในเวลา 19.30 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นปราศรัยใหญ่ จากนั้นเวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินมายังเวทีคนเสื้อแดงที่จ.อุดร ธานีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศของการเดินทางมาร่วมเวทีปราศรัยมีคนเสื้อแดงจากหลายจังหวัดได้เดินทางมาร่วมฟังการปราศรัยของแกนนำคนเสื้อแดงจำนวนมาก

นายขวัญชัยกล่าวว่า สำหรับการจัดงานวันนี้เป็นการเปิดป้ายฉลองครบรอบ 5 ปีของชมรมคนรักอุดรและเป็นการรวมพลคนเสื้อแดงครั้งใหญ่ของคนเสื้อแดง นอกจากจะมีแกนนำนปช. ที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันที่ถนนราชประสงค์มาร่วมงานจำนวนมากครบทุกคน ซึ่งแกนนำคนสำคัญของคนเสื้อแดงเดินทางมาร่วมในการปราศรัยใหญ่เป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกที่เขาใหญ่ และพิเศษสุดวันนี้จะเป็นการเปิดตัวส.ส. ของพรรคเพื่อไทยก่อนใครตามเขตเลือกตั้งใหม่ของจ.อุดรธานีจากเดิมมี 10 เขต 10 คน เหลือ ส.ส.เพียง 9 เขต 9 คน ตามการวางตัวผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.ในจ.อุดรธานีมีดังนี้ เขต 1 นายศราวุธ เพชรพนมพร, เขต 2 พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์, เขต 3 นายอนันต์ ศรีพันธุ์, เขต 4 นายขจิตร ชัยนิคม, เขต 5 นายทองดี มนิสสาร, เขต 6 นายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์, เขต 7 นายจักรพรรดิ ไชยสาส์น, เขต 8 นายเกรียงศักดิ์ ฝ้ายสีงาม และเขต 9 นายเทียบจุฑา ขาวขำ ส่วนส.ส.แบบปาร์ตี้ลิสต์ ประกอบด้วย นายวิเชียร ขาวขำ, นายประสพ บุษราคัม, นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก และโควตาของชมรมคนรักอุดรอีก 1 คน การเปิดตัวของส.ส.ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของพรรคเพื่อไทย

เทปรวมพลังศรัทธา 5 ปี ชมรมคนรักอุดร จ.อุดรธานี 02-04-54

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

seiko


1. ท่านสมชาย วงศวัสดิ์+ท่านทักษิณโฟนอิน(วีดีโอลิ้งค์)
ภาพ : http://seiko.ath.cx/02_04_54/taksin_udon..._04_54.wmv
เสียง : http://seiko.ath.cx/02_04_54/taksin_udon..._04_54.mp3

2. ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย
ภาพ : http://seiko.ath.cx/02_04_54/apiwan_udon..._04_54.wmv
เสียง : http://seiko.ath.cx/02_04_54/apiwan_udon..._04_54.mp3

3. จตุพร พรหมพันธุ์
ภาพ : http://seiko.ath.cx/02_04_54/jatuporn_ud..._04_54.wmv
เสียง : http://seiko.ath.cx/02_04_54/jatuporn_ud..._04_54.mp3

4. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ภาพ : http://seiko.ath.cx/02_04_54/nattawut_ud..._04_54.wmv
เสียง : http://seiko.ath.cx/02_04_54/nattawut_ud..._04_54.mp3

mediafire โหลดได้ที่นี่ครับ

http://www.mediafire.com/?c4cqjln3axg4l




http://www.internetfreedom.us/thread-19396.html

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 10 ล้าน แด่วีรชนที่เสียชีวิตเพื่อประชาธิปไตย

ที่มา thaifreenews

โดย เสรีภาพ



เมื่อคืนผมได้ฟังจตุพรพูดปราศรัยบนเวทีที่อุดรธานีได้พูดถึงสิ่งที่ได้ปรึกษากับท่านทักษิณเรื่องเงินชดเชยให้ผู้ที่เสียชีวิตจากการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ที่ถูกล้อมฆ่าอย่างโหดเหี้ยมโดยคำสั่งการภายใต้รัฐบาลมาร์ค ที่มี "อากงสั่งฆ่า อาม่าสั่งยิง" อยู่เบื้องหลัง

คำมั่นสัญญาว่าจำนวนเงิน 10 ล้านบาทและลูกหลานเรียนฟรีถ้าหากเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาลอาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันโดยทั่วไปว่ามากบ้างหรือน้อยบ้างอย่างไรก็ตามแต่ สำหรับผมแล้วทุกชีวิตที่สูญเสียไปเพื่อต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยให้คนไทยทุกคนอยู่อย่างมีเกียรติ อยู่อย่างมีศักดิ์ศรีของความมนุษย์ที่เป็นเจ้าของร่วมกัน ที่บรรพบุรุษของทุกคนได้ร่วมกันปกป้องประเทศนี้มาด้วยกัน ทุกคนจึงควรที่ได้จะสิทธิ์อย่างเท่าเทียมกัน การตีความคุณค่าของอุดมการณ์ให้เป็นจำนวนเงินนั้น สำหรับผมแล้วมันประเมิณค่าเป็นตัวเงินไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป

แต่สิ่งที่ผมได้มองย้อนกลับไปในอดีตนั้น ไม่เคยมีไพร่คนใดที่กล้าลุกขึ้นยืนสู้ท้าทายอำนาจรัฐอำมาตย์เผด็จการแล้วจะได้รับการชดเชยเป็นจำนวนเงินมากมายเพียงนี้ ส่วนใหญ่แล้วแทบจะไม่ได้รับการชดเชยเลยด้วยซ้ำไป ไม่ว่าจะเหตุการณ์ 14 ตค. 16 , 6 ตค. 19 , 17 พค.35 จนถึง 10 เมย.- 19 พค.53 มีแต่ฝ่ายอำมาตย์ที่ไล่ฆ่าประชาชนเท่านั้นที่ได้รับการปูนบำเหน็จเป็นอย่างดีเสมอมา

จึงทำให้ตัววีรชนและญาติวีรชนฝ่ายประชาธิปไตยต้องใช้ชีวิตอย่างอดอยากทุกข์ยากแสนเข็นเพราะเหตุต้องสูญเสียอาชีพ เสียโอกาส เสียอวัยวะและชีวิตไปกับการเรียกร้องประชาธิปไตยเช่นเดียวกับ นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ที่จบศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร (อาจจะเป็นเหตุทำให้มีวีรชนบางส่วนทนทุกข์ยากไม่ไหวต้องหันกลับไปรับใช้อำมาตย์เพื่อให้ยังชีพอยู่ได้) แต่กลับได้รับเพียงแค่กระสุนปืนเป็นสิ่งตอบแทน

ที่ผมได้เขียนมาทั้งหมดเพื่ออยากจะบอกว่าอุดมการณ์ที่เป็น "นามธรรม" ไม่สามารถจะตีคุณค่าเป็นจำนวนเงินได้ แต่เงินก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยชดเชยเยียวยาสิ่งต่างๆดังกล่าวที่ต้องเสียไป ให้วีรชนและญาติท่านต่างๆเหล่านี้ได้มีชีวิตอยู่อย่างภาคภูมิในขณะที่ยังมีลมหายใจ ในฐานะลูกหลานวีรชนคนกล้าท้าสู้เผด็จการ
สิ่งที่สำคัญยิ่งเหนือสิ่งอื่นใดถ้ารัฐบาลเพื่อไทยทำได้จริง มันจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่วีรชนฝ่ายประชาธิปไตยจะได้รับการเลี้ยวแลจากสังคมอย่างจริงจัง นำไปสู่การปลูกฝังให้อนุชนรุ่นหลังเอาแบบอย่าง เพื่อสร้างวัฒธรรมภูมิคุ้มกันต่อต้านการรัฐประหารสืบไป เป็นการฝังเก็บการรัฐประหารอย่างถาวร เพราะเมื่อใดที่ใครก็ตามจะใหญ่โตเพียงใด หาญกล้าจับอาวุธลากเศษเหล็กมายึดอำนาจอธิปไตยมันจะต้องเจอกับลูกหลานวีรชนประชาธิปไตยครับ

Re:

โดย Zs0

ข้อความของคุณเสรีภาพตรงนี้ ขอแสดงอาการคารวะ และอยากขอความกรุณาให้ ช่วยกันทำ

ทหาร ตำรวจ ข้าราชการได้รับการดูแล ยกย่อง ลูกหลานได้รับการอุ้มชู ทั้งที่ การจากไปของ
บางราย มีข้อครหา แต่ มองผ่านเสีย ให้เกียรติผู้ตาย

แต่กับประชาชนที่ เสียภาษีเป็นรายได้รัฐ ที่เป็น แกน ที่รัฐจะต้องเคารพและให้การดูแล
ถูกละเลย ต้องลุกขึ้นมาสู้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตน แต่เพื่อคนส่วนใหญ่
เพื่อชื่อเสียงเกียรติภูมิ ของประเทศ
นอกจากเงินทอง ที่มอบให้ ทายาทหรือบุพการี เพื่อแสดงความรับผิดชอบที่สังคมจะแบกรับภาระ
แทน วีรชน ที่จากไป หรือ วีรชนที่ พิการ บาดเจ็บ วีรกรรมทั้งหลายจะต้อง บันทึก และจารึก เพื่อ
เป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลัง ได้ตระหนัก ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งหมด
จึงอยากเห็นอนุสรณ์สถาน ตามจังหวัดต่างๆ
ในอเมริกา เมืองที่มีลูกหลานอาสาไปรบ เมื่อกลับมาแต่ร่างจะทำ อนุสรณ์ ใจกลางเมือง
ไม่ต้อง มโหฬาร แค่ ให้ญาตมาวางดอกไม้ และมายืนคารวะได้ ก็พอใจแล้ว

ซึ่ง คนที่อยู่ จะพยายาม ทำให้เกิดขึ้น ให้ได้ 5fc0f220

Re:

โดย BBBBB

ผมว่า อย่างไรก็ตาม การเยียวยาก็เป็นเรื่องจำเป็นเพราะว่า

-หลายท่าน ทั้งที่เป็นวีรชนไปแล้ว ผู้บาดเจ็บจนพิการ แผ้ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นธรรมด้วยการยัดเยียดข้อหาก่อการร้าย เป็นเสาหลักของบ้าน มีลูก เมีย และบุพการี ที่ได้รับความลำบากแสนสาหัสจากการขาดคนที่จะมาหาเงินมาจุนเจือข้าวปลาอาหารและปัจจัยสี่

-หลายท่านที่บาดเจ็บและทุพลภาพ นอกจากขาดรายได้แล้ว ยังไม่สามารถจะประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองแล้ว ยังต้องมีภาระค่ารักษาพยาบาล และ ค่าใช้จ่ายในการที่จะต้องเดินทางไปสถานพยาบาล

ตั้งหมดนี้ต้องใช้เงินทั้งสิ้น

และอัตราจะต้องเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเงินก้อนหรือแม้แต่การต้องออกมาในลักษณะมูลนิธิที่ติดตามจ่ายรายเดือน(ป้องกันเงินที่ได้หมดก่อนถึงเวลาอันควร)

Re:

โดย Bell

เราต้องการ ระบบการปกครองที่เข้มแข็ง มีสิอทธิเท่าเทียมกัน ตรวจสอบได้ แตะได้..

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



ผมสนับสนุนครับ ในการให้การเยียวยาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสืยชีวิต คนตายให้ครอบครัวได้ัรับการชดเชย 10 ล้าน คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะเิงินจำนวนนี้สำหรับประเทศขนาดกลางอย่างประเทศไทยไม่ใช่เงินมากมายอะไร เพราะหากใช้เงินเพื่อการเยียวยาทั้งหมดก็คงไม่เกิน 2,000 ล้านบาท (หมายถึงรวมถึงคนเจ็บที่พิการด้วย)

ส่วนลูกหลานก็ให้ทุนเรียนต่อไปจนถึงชั้นสูงสุดที่เขาจะเรียนได้ (เช่น ปริญญาเอก อาจไปไม่ถึงทุกคนก็ตามแต่สติปัญญา)

เราไม่จำเป็นต้องแคร์การวิจารณ์ของพวกเสื้อเหลือง เราถึงว่าคนที่ตายไป คือ วีรบุุรุษที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

อาจมีเกีียรติภูมิสูงกว่าทหารผ่านศึกที่ผ่านมาด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาอาสาเข้าสู้เอง และถือว่าเป็น "นักรบพิทักษ์เสรีชน" อย่างแท้จริง พวกเขามีใจกล้าหาญกว่าทหารผ่านศึก เพราะสู้กับ "ศัตรูของประชาชนด้วยมือเปล่า" สู้แม้จะรู้ว่าสู้ไม่ได้ ความกล้าหาญจึงเป็นที่น่ายกย่องอย่างแท้จริง

ปล. ไม่ต้องให้ทหารที่ตายจากการปราบประชาชนนะครับ ถือเป็นโจรก่อการร้ายด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาืถืออาวุธสงครามเข้าห้ำหั่นประชาชนมือเปล่า เป็นผู้ก่อการร้ายตัวจริง

Long live the people !, long live democracy !

กรณี อ.สมศักดิ์ เจียมฯ ได้ทำลาย "การคุ้มครองทางจารีต" ลงอย่างสิ้นเชิง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย

การคุ้มครองห้ามวิจารณ์ คนชั้นสูงนั้น กฎหมาย 112 คุ้มครองแค่ 4 บุคคลเท่านั้น คือ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัททายาท ผู้สำเร็จ (ตอนนี้ไม่มี)

แต่ก่อนคนไทยไม่กล้าวิจารณ์แม้แต่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เท่านั้น เพราะคนชั้นสูงเหล่านี้พยายามสร้างกรอบทางจารีตขึ้นมาคุ้มครอง เช่น คำกล่าวจ้าบจ้วง เบื้องสูง อันที่จริง พล.อ.เปรม ไม่ได้สูงส่งอะไร เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ในสังคมประชาธิปไตยไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร หากพฤติกรรมให้วิจารณ์ได้ ด่าได้ ก็ต้องวิจารณ์ ต้องด่า และยิ่งเป็นบุคคลสาธารณะ กินเงินเดือนสาธารณะ อยู่บ้านจากภาษีของประชาชน ยิ่งต้องวิจารณ์ให้หนัก

การวิจารณ์ของ อ.สมศักดิ์ ซึ่งเป็นการวิจารณ์เชิงวิชาการ กรณีการวิจารณ์ความเห็นของ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯ น่าจะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีอย่างหนึ่งของสังคมประชาธิปไตย เพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่กระทบถึง "สาธารณะ" หรือ "นโยบายสาธารณะ" ต่างๆ ประชาชนควรมีสิทธิวิจารณ์ได้ หากไม่เห็นด้วย หรือเห็นเป็นอย่างอื่น ซึ่งการวิจารณ์ประเด็นในความเห็นทางวิชาการนั้นน่าจะทำได้ (รวมทั้งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วย เพราะเป็นแนวคิดทางการเมืองที่กระทบต่อสาธารณะชน ควรมีสิทธิวิจารณ์ในทางวิชาการได้) ไม่ควรมีความเห็นใดศักดิ์สิทธิ์ จนวิจารณ์ไม่ได้ แม้แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า พระองค์ยังให้วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้เลย คนอื่นๆ เป็นเพียงบุคคลธรรมดายิ่งควรวิจารณ์ได้ (วิจารณ์ต่างจากด่านะครับ)

ผมคิดว่าการมาตรฐาน "การคุ้มครองทางจารีต" กำลังจะหมดไป การใช้มาตรการทางสังคมเพื่อควบคุมคนนั้นเริ่มจะไม่ได้ผล เพราะ ""สังคมคนเสื้อแดง" นั้นใหญ่มากพอที่คนที่ถูกมาตรการทางสังคม (พวกเสื้อเหลือง) ทำลาย ก็คงไม่ค่อยแคร์เท่าไหร่ เพราะสามารถอยู่ในสังคมได้โดยไม่ต้องแคร์พวกเสื้อเหลือง หรือพวกอนุรักษ์นิยม ตรงกันข้ามกลับกลายเป็น ขวัญใจของคนเสื้อแดงด้วยซ้ำไป ได้รับเกียรติมากขึ้นด้วยซ้ำ เหมือน กรณี อ.สมศักดิ์ หากเป็นสมัยก่อนคงอยู่ไม่ไ่ด้แน่นอน คงโดนกดดันจนต้องลาออกจากอาจารย์แน่ๆ

วันนี้ อ.สมศักดิ์ กลายเป็นวีรบุรุษของคนเสื้อแดง อยู่ในสังคมได้สบาย และมีเกียรติยศศักดิ์ศรี อย่างสูงด้วย

ประเทศไทยควรเป็นสังคมประชาธิปไตยเสียที

Re:

โดย BBBBB

ม่เข้าใจเรื่องของอากง ส่งSMS ถึงนายก ใยจึงเป็นโทษร้ายแรงขนาดไม่ให้ประกัน

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



อ้างถึง
ไม่เข้าใจเรื่องของอากง ส่งSMS ถึงนายก ใยจึงเป็นโทษร้ายแรงขนาดไม่ให้ประกัน

ข้อความคงมีปัญหาเรื่อง 112 กระมังครับ

Re:

โดย เสรีภาพ



อ้างถึง
(รวมทั้งเรื่อง เศรษฐกิจพอเพียงด้วย เพราะเป็นแนวคิดทางการเมืองที่กระทบต่อสาธารณะชน ควรมีสิทธิวิจารณ์ในทางวิชาการได้) ไม่ควรมีความเห็นใดศักดิ์สิทธิ์ จนวิจารณ์ไม่ได้ แม้แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้า พระองค์ยังให้วิจารณ์ได้ ตรวจสอบได้เลย คนอื่นๆ เป็นเพียงบุคคลธรรมดายิ่งควรวิจารณ์ได้ (วิจารณ์ต่างจากด่านะครับ)

เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ อยากให้ประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์โครงการต่างๆที่เป็นสาธารณะ เพราะมันอาจจะส่งผลกระทบต่อสังคมไม่มากก็น้อย

ไม่อาว..ไม่พูด “112”

ที่มา โลกวันนี้

โดย bozo



“การมีบทบัญญัติคุ้มครองเกียรติของบุคคล
ในตำแหน่งประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษยิ่งกว่าบุคคลธรรมดาก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปรกติแต่อย่างใด
บทบัญญัติที่คุ้มครองประมุขของรัฐไว้เป็นพิเศษนี้มีปรากฏเช่นกัน
แม้ในประเทศที่มีรูปของรัฐเป็นสาธารณรัฐ ซึ่งประมุขของรัฐเป็นประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม การบัญญัติคุ้มครองพระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไว้
เท่ากับประมุขของรัฐ ทั้งๆที่บุคคลในตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่ประมุขของรัฐ
และได้รับความคุ้มครองตามหลักทั่วไปอยู่แล้ว ย่อมหาเหตุผลรองรับได้ยาก”

แถลงการณ์นิติราษฎร์ ฉบับที่ 16 ในเว็บไซต์ “นิติราษฎร์ นิติศาสตร์เพื่อราษฎร”
โดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ได้ให้เหตุผลถึง “ปัญหาของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์”
ซึ่งกลุ่มนิติราษฎร์จะมีการจัดอภิปรายเรื่อง “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ในวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม เวลา 13.00-15.00 น. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังจากมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนและเปลี่ยนวิทยากร
ที่จะมาเสวนาเป็นนักวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์ทั้งหมดคือ
นายวรเจตน์
นายธีระ สุธีวรางกูร
นายปิยบุตร แสงกนกกุล และ
นางสาวสาวตรี สุขศรี

การจัดเสวนาดังกล่าวจะมีแถลงการณ์ของกลุ่มนิติราษฎร์
ที่เป็นข้อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
และจะเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น
รณรงค์เพื่อให้ประชาชนมีความตื่นรู้ในกฎหมายหมิ่นฯด้วย

อัตราโทษสูงเกินไป

นายวรเจตน์กล่าวถึงเหตุผลที่ต้องพูดถึงมาตรา 112 ว่า
เพราะในห้วงเวลาที่ผ่านมาดูเหมือนว่าความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น
หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท
หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้าง ทั้งนี้
ไม่ใช่เพียงเพราะสถิติการจับกุมดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหาว่า
กระทำความผิดฐานนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
และในหลายกรณีผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น
แต่เพราะความลึกลับของการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในลักษณะเช่นนี้
ประกอบกับความพยายามของหน่วยงานของรัฐที่เริ่มให้ความหมายใหม่ของความผิดฐานนี้ว่า
เป็นความผิดฐานล้มเจ้าด้วย จึงทำให้สาธารณชนที่ไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ออกมาเคลื่อนไหว
รณรงค์ให้ยกเลิกหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เริ่มอึกทึกกึกก้องดำเนินคู่ขนานไปกับความเงียบงันของแวดวงวิชาการนิติศาสตร์
เหมือนกับเรื่องครึกโครมอื้อฉาวอีกหลายเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในห้วงเวลาที่ผ่านมา

โดยเฉพาะปัญหาอัตราโทษของมาตรา 112 ที่ปัจจุบันกำหนดโทษจำคุก 3-15 ปี
ซึ่งเป็นโทษที่ได้รับการกำหนดขึ้นโดยขาดความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย
เพราะเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 23 ตุลาคม 2519
(หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา) เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับความผิดฐานหมิ่น
พระบรมเดชานุภาพตามพระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาทด้วย
การพูดหรือเขียนถ้อยคำเท็จออกโฆษณาการ ร.ศ. 118 มาตรา 4 อันเป็นกฎหมาย
ที่บัญญัติในสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว พบว่า
โทษหมิ่นประมาทพระผู้เป็นเจ้าซึ่งดำรงสยาม รัฐมณฑลนั้น
มีโทษจำคุกไม่เกินกว่า 3 ปี
หรือให้ปรับเป็นเงินไม่เกินกว่า 1,500 บาท
หรือทั้งจำและปรับ

แม้แต่ในประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ. 2500 โทษตามมาตรา 112 คือ
โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีการกำหนดโทษขั้นต่ำไว้ จึงกล่าวได้ว่า
อัตราโทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายปัจจุบัน
ขาดความสอดคล้องกับหลักความพอสมควรแก่เหตุอย่างสิ้นเชิง

ตำนานปรีดี พนมยงค์

“นักปรัชญาชายขอบ” เขียนบทความ “ม.112 ขัดต่อหลักความยุติธรรมอย่างไร?”
ในเว็บไซต์ประชาไท ตั้งประเด็นว่า
“มองจากหลักความยุติธรรมตามระบอบประชาธิปไตยหรือหลักการ
“พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม” มาตรา 112
และรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ย่อมสมควรถูกยกเลิกหรือแก้ไขปรับปรุง
ให้ไปกันได้กับหลักเสรีภาพและความเสมอภาค”
แม้เรื่องสถาบันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในสังคมไทย
แต่ต้องยอมรับว่าวิกฤตการเมืองที่ผ่านมา มาตรา 112 ได้ถูกนำไปเป็นข้ออ้าง
หรือเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
โดยไม่คำนึงว่าจะกระทบ กระเทือนต่อสถาบันและสิทธิเสรีภาพ
ที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างไร

บทความได้ยกข้อเขียนชื่อ “พลิกตำนาน-เบื้องลึก รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์”
โดยอ้างถึงคำพูดของ “ดุษฎี พนมยงค์ บุญทัศนกุล” ทายาทลำดับที่ 5 จากทั้งหมด 6 คน
ของ “ปรีดี-พูนศุข พนมยงค์” ที่ระบุว่า

“ดุษฎี” เริ่มน้ำตาคลอเมื่อต้องพูดถึงความรู้สึกของผู้เป็นพ่อหลังเกิดกรณีสวรรคตรัชกาลที่ 8 ว่า

“ทุกคนชอบถาม แต่คุณพ่อไม่เคยบอกอะไรกับลูก
หรือแม้แต่คุณแม่ คุณพ่อเคยพูดกับนักเรียนไทยในอังกฤษบอกว่า
ประวัติศาสตร์เมื่อถึงเวลาแล้วประวัติศาสตร์จะบอกเองว่าได้เกิดอะไร
นี่คุณพ่อพูดแค่นี้ คุณพ่อมีความดีอยู่อย่างคือไม่เคยใส่ร้ายใคร
คุณพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์สังคม
และเป็นคนไม่พูดเรื่อยเปื่อยโดยไม่มีหลักฐาน ยืนยันไม่ใส่ร้ายใคร”

ยิ่งหากให้สรุปถึงเหตุการณ์ที่ “รัฐบุรุษอาวุโส” เคยเสียใจที่สุดนั้น
“ดุษฎี” พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“คุณพ่อไม่ได้พูด...แต่พวกเราพูด
แต่ละไว้ จุด จุด จุด บอกแล้วว่าไม่พูดย้อนหลัง พูดแต่ข้างหน้า”

สิทธิความเป็นมนุษย์!

บทความดังกล่าวยังถามต่อ “ความเป็นมนุษย์” ในแง่ที่ว่า
ทุกคนควรมีเสรีภาพในการพูดความจริงเพื่อปลดเปลื้องตนเองจากการเข้าใจผิดของสังคม
หรือจากการถูกลงโทษทางสังคม ฯลฯ ที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่?

เพราะหากมองในมิติทางสังคมและการเมืองในสังคมเสรีประชาธิปไตยแล้ว
สังคมที่ยอมรับกฎหมายที่ขัดต่อหลักความยุติธรรมย่อมเป็นสังคม
ที่ยอมรับระบบอยุติธรรมต่อความเป็นมนุษย์นั่นเอง
เพราะสังคมเสรีประชาธิปไตย กฎหมายต้องบัญญัติบนหลักความยุติธรรมพื้นฐาน 2 ประการคือ
หลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นระหว่างชนชั้นปกครองกับประชาชน
หรือประชาชนกับประชาชน

“นักปรัชญาชายขอบ” จึงเห็นด้วยที่คนเสื้อแดงจะรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112
รวมทั้งต้องการให้พรรคการเมืองที่คนเสื้อแดงสนับสนุนมีวาระที่ชัดเจน
ในการรณรงค์เรื่องนี้ด้วย

กรณีกษัตริย์สเปน

การเคลื่อนไหวให้ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 ยิ่งมีมากขึ้น
หลังจากเมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมาศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปได้วินิจฉัย
คดี Otegi Mondragon v. Spain ซึ่งศาลยืนยันว่า
การที่ศาลภายในแห่งรัฐสเปนพิพากษาลงโทษบุคคล
ในความผิดฐานหมิ่น ประมาทกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส แห่งสเปนนั้นเป็นการละเมิดเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็นตามที่อนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรปรับรองไว้
ในมาตรา 10 ของอนุสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรปวรรคแรกที่บัญญัติว่า

“บุคคลมีสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก สิทธินี้ประกอบด้วย
เสรีภาพในความคิดเห็น เสรีภาพในการรับหรือสื่อสารข้อมูลข่าวสาร
หรือความคิดโดยปราศจากการแทรกแซงของเจ้าหน้าที่รัฐ...”
และวรรคสองบัญญัติว่า “การใช้เสรีภาพดังกล่าวซึ่งต้องประกอบด้วยหน้าที่
และความรับผิดอาจอยู่ภายใต้รูปแบบ เงื่อน ไข ข้อจำกัด
หรือการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด
ซึ่งต้องเป็นมาตรการจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย
เพื่อความมั่นคงแห่งชาติ
การบูรณาการดินแดน ความปลอดภัยสาธารณะ
การรักษาระเบียบ
การป้องกันอาชญากรรม การคุ้มครองสุขภาพและศีลธรรม
การคุ้มครองชื่อเสียงหรือสิทธิของบุคคลอื่น
เพื่อมิให้มีการเปิดเผยข้อมูลลับ
หรือเพื่อประกันอำนาจหน้าที่และความเป็นอิสระขององค์กรตุลาการ”

โดยคดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2547 เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสเปนขอหมายศาล
เพื่อบุกเข้าไปสำนักงานของหนังสือพิมพ์ Euskaldunon Egunkaria
เพื่อตรวจค้นและสั่งปิดหนังสือพิมพ์ เนื่องจากมีหลักฐานว่า
หนังสือพิมพ์นี้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนบาสก์ (ETA)
นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังจับกุมกรรมการบริหารและบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อีก 10 คน
หลังการคุมขังโดยลับผ่านไป 5 วัน มีการร้องเรียนจากผู้เกี่ยวข้องกับผู้ถูกคุมขังว่า
เจ้าหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังทั้ง 10 อย่างทารุณ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ กษัตริย์สเปนได้รับการเชื้อเชิญ
และต้อนรับจากหัวหน้ารัฐบาลของประชาคมปกครองตนเองบาสก์
ในพิธีเปิดโรงไฟฟ้า ณ เมือง Biscaye ในวันเดียวกันนั้น
นาย Arnaldo Otegi Mondragon โฆษกของกลุ่มชาตินิยมบาสก์ Sozialista Abertzaleak
ในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงข่าวว่า
การเสด็จของกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส นั้นน่าเวทนาและน่าสลดใจ
เขาเห็นว่าการที่หัวหน้ารัฐบาลของแคว้น บาสก์ไปร่วมงาน
เปิดโรงไฟฟ้ากับกษัตริย์สเปนนั้นเป็นเรื่องน่าเศร้าอย่างยิ่ง
นับเป็น “นโยบายอันน่าละอายอย่างแท้จริง” และ “ภาพๆเดียวแทนคำพูดนับพัน”

นาย Otegi Mondragon ยังกล่าวถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ที่บุกเข้าไปปิดสำนักพิมพ์ของหนังสือพิมพ์ Eu-skaldunon Egunkaria
และจับกุมผู้ต้องหา 10 รายว่า “ผู้รับผิดชอบการทรมานผู้ต้องหา คือ
กษัตริย์นี่แหละ ที่ปกป้องการทรมาน และระบอบราชาธิปไตยของกษัตริย์
ได้บังคับประชาชนด้วยวิธีการทรมานและรุนแรง”

นาย Otegi Mondragon จึงถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลฎีกาพิพากษาว่า
นาย Otegi Mondragon มีความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 490 วรรคสาม ต้องรับโทษจำคุก 1 ปี
นาย Otegi Mondragon จึงใช้ช่องทางร้องทุกข์ต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไปแต่ไม่สำเร็จ
เขายังไม่ยอมแพ้และเดินหน้าร้องต่อศาลสิทธิมนุษยชนยุโรป จนมีคำตัดสินดังกล่าวว่า
เป็นการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามอนุสัญญาสิทธิมนุษยชน

อนาคตกษัตริย์ในยุโรป?

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ให้ความเห็นถึงคำวินิจฉัย
ที่ว่ากฎหมายที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ขัดกับเสรีภาพในการแสดงออก
แต่รัฐธรรมนูญสเปนกำหนดให้กษัตริย์ไม่ต้องรับผิด และไม่อาจถูกละเมิด
ไม่อาจกีดขวางการวิจารณ์กษัตริย์ เช่นนี้แล้วในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น
สเปนจะมีการผลักดันให้แก้ไขหรือยกเลิกความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์หรือไม่
ประเทศอื่นๆในยุโรปที่เป็นประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุขจะดำเนินการแก้ไข
หรือยกเลิกกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์หรือไม่

เพราะคดีนาย Otegi Mondragon มีความสำคัญต่อระบบกฎหมายและระบอบ
การเมืองการปกครองของประเทศในยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่ประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์
ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญ หมุดหมายของประวัติศาสตร์
เนื่องจากศาลสิทธิมนุษยชนยอมรับว่าความผิดฐานหมิ่นประมาท
กษัตริย์ไม่ได้แตกต่างไปกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป

ที่สำคัญคำวินิจฉัยอาจส่งผลสะเทือนถึงระบบรัฐธรรมนูญของประเทศประชาธิปไตย
ที่มีกษัตริย์เป็นประมุขในยุโรปว่าในอนาคตบทบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองเป็นพิเศษ
แก่กษัตริย์จะเอาอย่างไรต่อไป คงเดิม ลดความเข้มข้น หรือยกเลิก?

อิงแอบสถาบัน?

โดยเฉพาะวิกฤตการเมืองไทยตั้งแต่ปลายปี 2548 จนถึงปัจจุบันพบว่า
มีการดึงเอาสถาบันไปเกี่ยวโยงอย่างชัดเจน อย่างเอกสารของ “วิกิลีกส์” ที่เปิดเผย
โทรเลขของนายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
ที่ส่งรายงานไปยังกรุงวอชิงตัน ฉบับลงวันที่ 20 กันยายน 2549,
1 ตุลาคม 2551, 6 พฤศจิกายน 2551, 25 มกราคม 2553
และมีการเสนอผ่านหนังสือพิมพ์ “เดอะการ์เดี้ยน” ของอังกฤษ
เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2553 ซึ่งระบุชื่อบุคคลสำคัญคือ
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี และ
นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี
ก็ทำให้การเมืองไทยสั่นสะเทือนอย่างมาก
เพราะมีเนื้อหาที่สำคัญและน่าสนใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับการเมืองไทย
ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
รวมถึงการยึดโยงไปถึงสถาบันเบื้องสูงที่ถูกดึงมาใช้เป็นเครื่องมือและเงื่อนไข
ทางการเมืองเพื่อโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และประชาชน
ที่มีความคิดเห็นตรงข้ามกับกลุ่มชนชั้นสูง

แม้แต่รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชีย
(Asian Human Rights Commission : AHCR) ยังได้กล่าวถึง
การละมิดสิทธิมนุษยชนในไทยในช่วงการชุมนุมของกลุ่ม
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่า
ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่มีอำนาจ
เยี่ยง “รัฐทหาร” ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการ
ในสถานการณ์ฉุกเฉินกล่าวหาและจับกุมแกนนำ นปช.
และคนเสื้อแดงในข้อหาก่อการร้ายและล้มเจ้า
โดยอ้างแผนผังที่ทำขึ้นมา และเหยื่อหนึ่งในนั้นคือ
“ดา ตอร์ปิโด” หรือ น.ส.ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ที่ถูกตัดสินจำคุก 18 ปี

ขณะที่ผู้ต้องหาคดีหมิ่นฯก็มีอีกหลายคน แม้แต่ชาวต่างชาติ รวมทั้งล่าสุดคือ
กรณีนายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ผู้ออกแบบเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ ที่ถูกตัดสินให้จำคุก 13 ปี
(อ่านรายละเอียดในคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย หน้า 9)

รณรงค์ไม่เอา 112

เช่นเดียวกับเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับนายสุรชัย แซ่ด่าน หรือนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
แกนนำกลุ่มแดงสยาม ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112
ซึ่งนายสุรชัยประกาศว่าจะรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112
เพื่อเปลี่ยนแปลงสถาบันเบื้องสูงให้พ้นวังวนการเมือง

คำพูดของนายสุรชัยจึงเหมือนการปลุกกระแสให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวยกเลิกมาตรา 112
กลับมาแพร่หลายอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่กลุ่ม “ไม่เอา 112” ที่แพร่กระจายในสื่อออนไลน์เท่านั้น
แต่ยังทำให้วงการนักวิชาการตื่นตัวและรณรงค์เคลื่อนไหวอย่างมากเช่นกัน

เนื่องจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
มีการใช้สถาบันเบื้องสูงเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมืองมาตลอด
ตั้งแต่รัฐประหารพฤศจิกายน 2490 ที่นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ใส่ความ พ.อ. ณรงค์ กิตติขจร บุตรชายจอมพลถนอม กิตติขจร
มักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกของประเทศไทย
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ใส่ความนักศึกษาเล่นละครดูหมิ่นองค์รัชทายาท
หรือรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็อ้าง พ.ต.ท.ทักษิณจาบจ้วงและคิดล้มล้างสถาบัน
(หาอ่านได้จากหนังสือ “ขบวนการลิ้มเจ้า” โดยทีมข่าวโลกวันนี้
ที่เคยเปิดเผยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมือง
ที่มีความพยายามอิงแอบ แนบชิด และบิดเบือน)
และเอาสถาบันเบื้องสูงมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง
ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามโดยใช้วาทกรรมบิดเบือนต่างๆ

ไม่เอา...ไม่พูด!

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จึงไม่เคยแยกออกจากการเมืองไทยเลย
แล้วยังทำให้ประชาชนที่มีความคิดเห็นต่างในเรื่องสิทธิเสรีภาพและความยุติธรรม
ต้องปิดปากเหมือนคนเป็นใบ้ เพราะการครอบงำทางวัฒนธรรมอุดมการณ์
ที่ทำให้ทุกคนห้ามวิพากษ์วิจารณ์ แม้จะถูกนำมาเป็นเครื่องมือ
เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของคนบางกลุ่มก็ตาม

โดยเฉพาะบุคคลทั้งปวงที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม
ซึ่งนายวรเจตน์ระบุว่าจะต้องตีความให้สอด คล้องกับอุดมการณ์ของการปกครอง
ในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ใช้และตีความ
เพื่อรับใช้อุดมการณ์ของการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งพ้นสมัยไปแล้ว

การรณรงค์ให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
จึงต้องยกเลิกตัวบทในปัจจุบันเพื่อสร้างตัวบทใหม่ที่สอดคล้องกับหลักการ
ในทางรัฐธรรมนูญและในทางกฎหมายอาญา
ทั้งต้องยกเลิกอุดมการณ์ในการตีความตัวบทมาตรา 112 ที่ผ่านมาด้วย
ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอภิปรายถึงสถานะของพระมหากษัตริย์ในทางรัฐธรรมนูญ
วิเคราะห์แยกแยะส่วนที่สอดคล้องและส่วนที่ขัดแย้งกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย
บังคับใช้ส่วนที่สอดคล้อง แก้ไขส่วนที่ขัดแย้ง
และกำหนดกฎเกณฑ์ให้สอดรับกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

การเปิดโลกทัศน์ให้มองเห็นความเป็นจริงในสังคม
จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องมีการ “พูด” และ “สื่อสาร” ออกไปให้เห็น “ความจริง”

การ “ไม่พูด” หรือ “พูดไม่ได้” นอกจากจะเป็นอุปสรรคแล้ว
อาจก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยจนสร้างความเข้าใจผิดมาแทน
หรือเกิดความเชื่อใหม่ๆจากข้อมูลที่ผ่านวิธี“กระซิบ” อย่างคลุมเครือ

นิสัยคนไทยขนานแท้...
ถ้าเริ่มต้นด้วยประโยค “เรื่องนี้พูดไม่ได้...ห้ามพูด...อย่าไปบอกใคร?” นั่นหมายความว่า
เรื่องนั้นจะกลายเป็นหัวข้อฮิตในสังคมนินทา ที่กระจายไปอย่างรวดเร็วกว่าเชื้อโรค
หรือกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดเสียอีก

การพูดเรื่อง “112” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเชิงวิชาการ
จึงเป็นเรื่องที่สร้างคุณูปการต่อการดำรงอยู่ของทุกสถาบัน

“ชาติ” ประกอบด้วยสรรพสิ่ง หากขาด
ซึ่ง “ประชาชน” ย่อมมิอาจดำรงเป็นชาติได้ การเปิดปากเปิดใจของประชาชนในชาติ
จึงเป็นสิ่งที่ควรเปิดหูเปิดตารับรู้ และควรสนับสนุนมากกว่าปิดกั้น

“ตาสว่าง” ไม่จำเป็นต้อง “ปากสว่าง”

แต่จำเป็นต้อง “ใจสว่าง”...เพื่อเปิดทางรับแสงสว่างแห่งประชาธิปไตยที่สาดฉายไปในทุกแผ่นดิน!!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 304 วันที่ 26 มีนาคม – 1 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 16
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10168