ที่มา ประชาไท
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, April 4, 2011
คำประกาศ: 10 สิทธิและหลักการอินเทอร์เน็ต
อุ้ม’... จุดเปลี่ยนชีวิต‘หมอแว’
ที่มา ประชาไท
นางสาวอามีเน๊าะ อารง, นางสาวนิมาเรียม คะเนรัตน์, นางสาวสุกัญญา อธิกธาดา, นางสาวณัฐธิดา หูเขียว, นางสาวปริญญา สังข์ทอง -- นักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
“หมอแว” นายแพทย์แวมาฮาดี แวะดาโอ๊ะ
หมอเยียวยาสังคม
วิถีชุมชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นชุมชนที่มีชาวคนไทยที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นส่วนใหญ่ การดำเนินชีวิตย่อมมีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรม หรือวัฒนธรรม ด้วยเพราะในสามจังหวัดชายภาคใต้ ยังมีชาวพุทธและชาวคริสต์อาศัยผืนแผ่นดินเดียวกันมาเป็นเวลาช้านาน
หลายครั้งที่เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมกับวิถีมุสลิม จนนำไปสู่การเรียกร้องสิทธิของผู้ที่ถูกหลงลืม หรือถูกละเมิดจากผู้ปกครอง จะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม มักจะมีชายผู้หนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้ ชายผู้เรียกขานตัวเองว่า “แพทย์ของสังคม”
นั่นคือ “หมอแว” หรือนายแพทย์แวมาฮาดี แวะดาโอ๊ะ ลูกครึ่งจีนผสมมลายู จากหมู่บ้านยะกัง จังหวัดนราธิวาส ผู้มีบรรพบุรุษฝ่ายบิดามาจากเมืองจีน บรรพบุรุษฝ่ายมารดามาจากมาเลเซีย
ถึงแม้จะเกิดในครอบครัวยากจน แต่ทุกคนก็พยายามเรียนหนังสือ ในบรรดาพี่น้องเรียนแพทย์ 4 คน เรียนวิศวกรรมศาสตร์ 4 คน
หมอแวตระหนักเสมอว่าบ้านของเขายังขาดโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ รวมทั้งโอกาสการเข้าถึงการรักษาพยาบาลทางการแพทย์
“ที่ผมเจอในขณะที่ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล คือเรื่องความไม่เป็นธรรมในการจ่ายยา ยาราคาแพงจะใช้กับคนรวย ส่วนคนจนได้ยาคุณภาพต่ำราคาถูก ผมพยายามเรียกร้องสิทธิตรงนี้ให้กับประชาชน ก็มีปากเสียงกับผู้ร่วมงานอยู่เรื่อย แต่เราก็ภูมิใจเพราะสิ่งที่เราทะเลาะกับเขาในวันนั้น วันนี้มันเกิดผล...
“คนในพื้นที่ไม่ค่อยมีโอกาสมาเรียนแพทย์เรียนพยาบาล ต้องเอาคนจากที่อื่นมาเป็นหมอรักษาคนที่นี่ พอเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ย้ายออกไปกันหมด แล้วก็ส่งคนอื่นมา...การรักษาโรคก็ไม่จบ ทำไมไม่เอาเด็กที่นี่เรียนหมอเรียนพยาบาล ตามหลัก ‘อตฺตาหิ อตฺตโน นาโถ’ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน”
สู่ภาคประชาสังคม
นอกจากความไม่เป็นธรรมเรื่องสิทธิทางสาธารณสุข สิทธิการศึกษา นอกจากจะมองเห็นผ่านสายตาของผู้เป็นแพทย์แล้ว ประสบการณ์การทำงานร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO และภาคประชาสังคม ทำให้หมอแวมองเห็นข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิทางการสื่อสารอีกด้วย
“ผมร่วมงานกับ NGO แล้วก็มาทำงานภาคประชาสังคม ตอนนั้นมีการรณรงค์เรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน พูดถึงการเมืองแบบมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยทางตรง แล้วพูดถึงเรื่องวิทยุชุมชน มันสอดรับกับกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่บัญญัติไว้ว่า ‘คลื่นความถี่เป็นของสาธารณะ’ ตอนนั้นเราก็ออกมาต่อสู้เรื่องนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้แบบนี้ คลื่นวิทยุก็ต้องเป็นของของประชาชน…
“วิทยุสมัยนั้นมีอยู่ 500 สถานี ทหารเอาไป 200 ตำรวจเอาไป 200 กรมประชาสัมพันธ์เอาไป 100 ตกลงประชาชนไม่มีคลื่นวิทยุเป็นของตัวเองเลย เราจะผลิตรายการเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนก็จะต้องไปเช่าช่วงเวลาจาก อสมท. บ้าง ทหารบ้าง เราก็เลยเรียกร้องตรงนี้...
“ผมนำคณะไปศึกษาดูงานที่ประเทศเยอรมัน 11 คน เป็นเวลาเกือบ 1 เดือน เพื่อไปดูรูปแบบนำกลับมาใช้กับบ้านเรา เรื่องวิทยุชุมชนเป็นอีกประเด็นสาธารณะที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง ไปพูดออกทีวีบ้าง ในที่สัมมนาบ้าง ร่วมประท้วงบ้าง ออกไปเรียกร้องบ้าง ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่แหลมคมในขณะนั้น เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล... ”
สู้เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน
“ปี 2544 ผมเข้าไปเป็นตัวแทนในพื้นที่ภาคใต้เพื่อเคลื่อนไหวและเชื่อมโยงกับส่วนกลาง เราก็ได้สัญญาณที่ไม่ดีอยู่แล้วว่า การเคลื่อนไหวของเราค่อนข้างจะแหลมคมไป โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาสลับสับซ้อน การเรียกร้องของคนไทยในภาคอื่นๆ มีความยากลำบากแตกต่างจากคนที่นี่ บางประเด็นถ้าคนที่นี่ออกมาเรียกร้อง อาจจะถูกแปลงสารไปเป็นเรื่องอื่นได้ง่าย โดยเฉพาะการเรียกร้องเรื่องสิทธิมนุษยชน เรื่องความยุติธรรม มันล่อแหลมที่จะถูกนำไปเชื่อมโยงกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน บางทีเราเรียกร้องเรื่องหนึ่ง กลับถูกมองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
ด้วยพื้นที่สามจังหวัดมีลักษณะเฉพาะเป็น “พื้นที่สงคราม” รัฐเชื่อว่าขบวนการแบ่งแยกดินแดน อยู่เบื้องหลังความรุนแรงที่เกิดขึ้น จึงเลี่ยงไม่ได้ที่การเรียกร้องในลักษณะเห็นตรงกันข้ามกับรัฐ มักจะนำไปเชื่อมโยงกับปัญหาความมั่นคง ถึงแม้ลักษณะการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น จะไม่แตกต่างจากภาคประชาชนภาคอื่นๆ ของประเทศเลยก็ตาม
“อย่างกรณีที่ดินเทือกเขาบูโด เราบอกว่าเป็นที่ดินที่ประชาชนครอบครองมาก่อนประกาศเขตอุทยานแห่งชาติมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่รู้กี่ยุสมัยแล้ว รอบๆ เทือกเขาบูโดประกอบด้วย 9 อำเภอ 22 ตำบล มีประชาชนเข้าไปอยู่อาศัยทำกินประมาณ 5–6 พันครัวเรือน คนเหล่านี้เข้าไปปลูกยางพารา และไม้ผลอื่นๆ..
“อยู่ๆ พอปี 2542 รัฐก็บอกว่าที่ดินนี้เป็นของเขา เนื้อที่ทั้งหมด 96,000 ไร่ ทรัพย์สมบัติของประชาชนถูกรัฐยึดไปหมด สวนยางเข้าไปกรีดไม่ได้ พอต้นยางพาราหมดอายุจะเข้าไปโค่นปลูกใหม่ก็ไม่ได้ เราก็ต่อสู้เรื่องนี้กัน มีการประท้วงกันที่อำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส ผมก็เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสมาออกวิทยุ พยายามจูนความคิดเข้าหากัน แต่ประชาชนทนไม่ไหว เลยกลับไปขุดเสาหลักเขตที่รัฐเข้ามาปักทิ้ง ผมยังจำเหตุการณ์วันนั้นได้ กำนันยังบอกว่า เขาเคยเข้าป่ามาแล้ว โดนรัฐแบบนี้เขาอาจจะต้องเข้าป่าอีกครั้ง นี่คือการเรียกร้องของพวกเรา...”
นอกจากประเด็นป่าไม้ สิทธิทำกินบริเวณชายฝั่งก็ยังอยู่ในความสนใจของนายแพทย์คนนี้ด้วย
“อีกทั้งในกรณีของสิทธิทำกินบริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทย หมู่บ้านชาวประมงริมหาดนราทัศน์ มีพื้นที่ชายฝั่งยาว 5 กิโลเมตร เป็นเขตเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ ปลามักจะเข้ามาวางไข่ตามชายฝั่ง ตรงนี้ก็มีกฎหมายกำหนดชัดเจนว่า 5 ไมล์ทะเล หรือ 8 กิโลเมตร เป็นพื้นที่สาธารณะ ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับปลาได้ ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย เช้าไปเย็นกลับมาทานข้าวกับครอบครัว แต่พอมีประมงพาณิชย์เข้ามา ชาวบ้านได้รับการว่าจ้างให้เป็นลูกเรือพาณิชย์ วีถีชาวประมงก็เปลี่ยนไปออกทะเลนานเป็นเดือนๆ ได้กลับมาพบครอบครัวนานๆครั้ง แถมยังใช้อุปกรณ์จับปลาเป็นอวนลาก–อวนรุน ซึ่งเป็นเครื่องมือประมงทำลายล้างผิดกฎหมาย พวกเราไม่เห็นด้วยพยายามเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการ ขณะเดียวกันก็ทำปะการังเทียมจากท่อ PVC ฟื้นฟูระบบนิเวศน์ใต้น้ำ”
เจอข้อหาก่อการร้าย
การเรียกร้องดำเนินไปตามสิทธิของพลเมืองภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่ด้วยที่นี่คือดินแดนสงคราม วันหนึ่งเรื่องราวของนักต่อสู่เพื่อสิทธิของพลเมือง จึงถูกโยงสู่เข้าไปเกี่ยวพันกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
“วันที่ 10 มิถุนายน 2546 ผมกำลังออกไปพบปะชาวบ้านเหมือนทุกวัน ก็มีชายฉกรรจ์ประมาณ 10 คน รถสามคันวิ่งเข้ามากระชากอุ้มผมขึ้นไปบนรถยนต์ ตอนนั้นผมยังมีอาการงงๆ อยากรู้ว่ามันเป็นเรื่องอะไร คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิมนุษยชน ที่เราออกไปเรียกร้องสิทธิต่างๆ ให้กับชาวบ้าน อาจจะไปขัดกับผลประโยชน์อะไรใครหรือเปล่า บวกกับเรามีเชื้อสายมลายูด้วย...
“ระหว่างทางเขาบังคับให้เซ็นต์เอกสารตลอดทาง มีการทุบตี และจอดรถเป็นช่วงๆ พอถึงปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง เขานำผ้าร่มมาครอบหัวแล้วรูดสาย ผมหายใจสะดวกสลบไป ฟื้นอีกทีอยู่ในห้องมืดสี่เหลี่ยมไม่มีหน้าต่าง แต่มีแอร์ ไม่ทราบเลยว่าอยู่ที่ไหน จำได้ว่าตอนเราดิ้น เขาก็ทุบตี เท้าผมบวมมากเพราะถูกเหยียบไม่ให้ดิ้น ตอนนั้นก็เดินไม่ได้แล้ว สักพักก็มีคนเข้ามา 2 กลุ่มด้วยกัน...
“กลุ่มแรก เข้ามาเกลี้ยกล่อม กลุ่มสอง เข้ามาขู่ให้เราเซ็นต์เอกสารโดยไม่รู้มีข้อความอะไร พร้อมกับซ้อมให้รับสารภาพ วันนั้นผมเกือบถูกช๊อตด้วยไฟฟ้า เขาเตรียมจะช๊อตอยู่แล้ว แต่ผมด่ากลับไป คิดว่าไหนๆ จะตายอยู่แล้ว ขอด่าเป็นครั้งสุดท้าย จนฝ่ายตรงข้ามเลิกคิดช็อตไฟฟ้าผม...
“พอตื่นมาตอนเช้าของวันต่อมา ก็มีเอกสารบอกว่าจะปล่อยตัวกลับไป เอาเอกสารมาให้ผมเซ็นต์ผมก็ไม่ยอมเซ็นต์ อาหารผมก็ไม่กิน น้ำก็ไม่ดื่ม เพราะกลัวจะมียาพิษ สุดท้ายเขาจึงเอาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ถ้าไม่เซ็นต์เอกสารจะโยนผมลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ผมก็ไม่ยอมเซ็นต์ ตามสบายเลย ‘อินนาลิลลาฮ วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน.’ เป็นสิทธิของพระเจ้าและยังมีพระเจ้าที่เราจะกลับไปหา แต่สุดท้ายเขาก็ไม่รู้ว่าจะบังคับผมยังไง เพราะผมยืนยันว่าจะไม่เซ็นต์...
“พอบังคับไม่ได้ เขาจึงนำผมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพราะฆ่าผมก็ไม่ได้ เพราะภาคประชาสังคมจังหวัดนราธิวาสกว่า 500 คน ไปล้อมศาลากลางจังหวัดนราธิวาส เรียกร้องให้นำตัวผมกลับมา เพื่อนๆ อีกกลุ่มก็วิ่งหาผมที่จังหวัดยะลาแต่ก็ไม่พบ มีคนวงในมาบอกครอบครัวผมว่า ผมถูกจับตัวไปไว้ที่ไหน เพราะเขารับการกระทำแบบนี้ไม่ได้...
“เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็มีการยัดเยียดข้อกล่าวหาต่างๆ นาๆ กล่าวหาว่าผมเป็นสมาชิกกลุ่มเจไอ หรือญะมาอะห์ อิสลามียะห์ (Jama ah Islamiyah) กลุ่มก่อการร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในสามจังหวัดเราก็มีทั้งพูโล บีอาร์เอ็น แต่ก็ไม่คิดที่จะนำผมไปเข้าเป็นกลุ่มเหล่านี้ จากคดีใหญ่ก็มากล่าวหาคดีเล็กๆ คือคดีซ่องโจร...
“ผมต่อสู้ภายใต้กระบวนการยุติธรรมนานมาก ทนายผมก็ไม่ได้พบ เพราะถูกอุ้มไปเสียก่อน เพื่อนๆ ที่สามจังหวัดก็ไม่มีใครกล้าขึ้นมาเยี่ยม เพราะกลัววจะถูกกล่าวหาเป็นเจไอ มีเพียงเพื่อนๆ ที่เป็นไทยพุทธเข้ามาเยี่ยมเยือนอยู่ไม่ขาดสาย ภรรยาผมต้องอุ้มลูกบ้าง จูงลูกบ้าง ขึ้นไปเยี่ยมที่กรุงเทพฯ น่าสงสารมากครับ ตอนนั้นผมมีลูก 10 กว่าคน ลองคิดดูสิผมทำงานคนเดียว ภรรยาผมไม่ให้ทำงานเลยให้ดูแลลูกๆ จบพยาบาล จบครูก็ให้ดูแลลูก พอเราถูกจับลูกคนหนึ่งเรียนอยู่โรงเรียนนานาชาติ กัวลาลัมเปอร์ เกือบจะเสียศูนย์ไปแล้วเพราะรู้ข่าวผม ในที่สุดผมต้องเขียนจดหมายถึงลูก โดยให้ผู้คุมแสกนแล้วก็เมล์ไปที่บ้าน แล้วลูกตัวเล็กๆ ที่เรียนอยู่ชั้นอนุบาล เขารู้จักและจำเราได้แล้ว แต่สื่อกันยังไม่ได้ ผมต้องเป็นวาดรูปภาพ ส่งไปให้แม่อ่าน แม่ก็อ่านไปร้องไห้ไป ครั้งหนึ่งผมวาดรูปแม่กำลังหุงข้าว วาดเด็กสองสามคนกำลังล้างจาน ผมกำลังจะสื่อกับพวกเขาว่า ให้ช่วยแม่ล้างจานด้วย”
แม้ช่วงเวลานรกจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่า ความทรงจำดำมืดยังอยู่ในตัวเขามิรู้หาย
“จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ผมเริ่มจะมีอาการประสาทหลอน วันนี้ถ้าขึ้นเครื่องบินขนาดเล็กแบบสี่ที่นั่งชั้นธุรกิจ ผมนั่งไม่ได้ครับ ยอมเช็คอินแล้วลงเลย ขึ้นลิฟต์ถ้าไม่ใช่ลิฟต์ใสก็ขึ้นไม่ได้เพราะรู้สึกอึดอัด ถ้าพักตามโรงแรมต้องพักแค่ชั้น 2–3 เท่านั้น สุขภาพจิตเสียหมด ทำฟันก็ปิดตาไม่ได้ ต้องเปิดหน้าขณะทำฟัน เพราะรู้สึกอึดอัดมากเวลาที่มีผ้ามาปิดหน้า หรือเวลาที่ต้องอยู่ในที่แคบๆ”
แม้จะผ่านเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวและยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่ดูเหมือนว่า กำลังใจของนายแพทย์ผู้นี้มิเคยเลือนหาย ความศรัทธาในศาสนาและกำลังใจจากคนรอบข้างเป็นพลังผลักดันในเขาต่อสู้ต่อไป
สู้บนเวทีการเมือง
การก้าวผ่านประสบการณ์ตรงนี้ มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เขา ผันตัวเองเข้าสู่การเมือง
“แรงบันดาลที่ให้ลงการเมือง มาจากประชาชนมามอบเงิน 7 แสนบาทพร้อมรถ 1 คัน ตอนหลังก็ยังส่งเงินมาให้อีกกว่า 1 ล้านบาท หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมยังมีเงินเหลืออีก 6 แสนกว่าบาท ผมออกเยี่ยมชาวบ้านทั้งหมด 618 หมู่บ้าน ตื่นเช้ามาก็ออก ตกเย็นก็กลับ พอได้ได้รับเลือกตั้ง ก็ยังเวียนรอบไปเยี่ยมรอบที่ 3 หลังจากถูกรัฐประหาร ทหารที่ทำรัฐประหารก็เอาผมไปทำงานในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ…
“พอสภานิติบัญญัติแห่งชาติหมดอายุ ประชาชนต้องการเห็นการเมืองใหม่ ไม่ใช่คิดแต่เรื่องเดิมๆ เราเป็นผู้แทนราษฎรก็ต้องลงไปดูแลราษฎร ตอนนี้คิดจะทำพรรคการเมืองเป็นของตัวเองคือ “พรรคธรรมมาภิบาล” เอาสัก 7 ที่นั่ง พวกเราประชาชนจะได้มาอยู่ในการเมืองมิติใหม่ 1.มิตการมีส่วนร่วม 2.มิติความเป็นเจ้าของพรรค 3.มิติของการลดคอรัปชั่น ชุมชนอิสลามบอกว่าใครขโมยเงินไม่เกินหมื่นก็ต้องถูกตัดมือ แต่นี่ขโมยของประชาชนไม่รู้กี่ร้อยล้านต่อหน้าต่อตา ขโมยทรัพย์สมบัติของสาธารณะจำนานมาก แบบนี้ต้องประหารชีวิต 7 ชั่วโคตร การคอรัปชั่นเป็นมะเร็งสังคม อย่างน้อยต้องมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาพูดเรื่องนี้บ้าง”
แม้ทุกวันนี้ จะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง แต่ดูเหมือนว่าความทรงจำอันดำมืด และความเศร้าใจต่อความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม ยังคงฝังลึกในหัวใจของชายผู้นี้
ฟ้องเพื่อบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์
“หลังจากออกมา ผมก็ฟ้องแพ่งเรียกไป 132 ล้านบาท ไม่ได้หวังอะไรมาก แค่ต้องการพูดต่อหน้าศาล เพื่อจะได้ถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ตอนนี้คดีกำลังพิจารณาอยู่ ถ้าได้ผมรับค่าชดเชย ส่วนหนึ่งจะมอบให้กับมูลนิธิสมชาย นีละไพจิตร อีกส่วนนำไปช่วยเหลือผู้ที่ถูกกระทำโดยอธรรม และส่วนสุดท้ายอยากจะนำไปสร้างศูนย์เล็กๆ มีสระน้ำ มีต้นไม้ มีห้องสมุด ใช้อบรมให้เด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี…”
ในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง หมอแวเริ่มต้นทำทุกอย่าง ทั้งทำเพื่อครอบครัว ทำเพื่อเพื่อนบ้าน และทำเพื่อพี่น้องร่วมศาสนา ด้วยสายตาที่มองเห็นถึงความเดือดร้อนของพลเมืองผู้ถูกหลงลืม หรือถูกรังแกจากรัฐ จนกลายเป็นศัตรูของรัฐด้านความมั่นคง
ทั้งๆ ที่ NGO หรือผู้ทำงานภาคประชาสังคม น่าจะเป็นแขนขาของรัฐเข้าช่วยเหลือประชาชน ที่รัฐไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง ทว่า NGO และภาคประชาสังคมในสังคมไทย กลับกลายเป็นคู่ตรงข้ามของรัฐ ยิ่งในพื้นที่ล่อแหลม ดูเหมือน NGO และภาคประชาสังคม จะถูกจับตามองอย่างเข้มงวด
ขณะที่สถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาครัฐยังไม่สามารถจัดการกับ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ได้ NGO และภาคประชาสังคม ที่เข้ามาช่วยเหลือมวลชนแทนรัฐ กลับถูกผลักให้เป็นศัตรูของรัฐ ความขัดแย้งจึงถูกทำให้ซับซ้อนยิ่งขึ้น
ถึงเวลาแล้วหรือยัง รัฐจะปรับตัวเพื่อหาพันธมิตรเพิ่มมากขึ้น และเปลี่ยนประเด็น จากความหวาดระแวงและความกลัว อันเป็นแรงขับทางอารมณ์ ที่นำไปสู่การขยายตัวความขัดแย้ง มาสร้างความไว้วางใจ และความร่วมมือจากคนในพื้นที่ให้มากที่สุด ทั้งหมดไม่ใช่เพื่อชาวบ้าน และคนทำงานในพื้นที่เท่านั้น แต่เพื่อรัฐเองจะได้ง่ายต่อการแกะรอยและออกแบบการรับมือต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
อย่างน้อยๆ ความขัดแย้งแฝง (Latent conflict) ระหว่างภาคประชาสังคมกับรัฐ จะผ่อนคลายขึ้น และเมื่อวันนั้น รัฐอาจมีสายตามองเห็น ความขัดแย้งที่แท้จริง (Real conflict) ของสถานการณ์สามจังหวัดก็อาจเป็นได้
โปรดรับการคารวะจากฉัน:บทกวีแด่วีรชน 10 เมษายน 2553
ที่มา ประชาไท
เสียงปืน ดังขึ้น เมื่อย่ำค่ำ
เพลงรำ หยุดลง ตรงเดือนเสี้ยว
ห่ากระสุน พุ่งเข้าใส่ ใช่ห่าเดียว
ฟ้าสีเปลี่ยว โปรยเพลิง เป็นเปลวควัน
สองมือเปล่า พุ่งเข้าท้า ห่ากระสุน
ร่างแหลกพรุน ล่วงลับ มิดับฝัน
ชูธงแดง แกว่งไกว ไปพร้อมกัน
แม้ไหวหวั่น ไม่สั่นไหว ตายก็ยอม
มัจจุราช บรรเลง เพลงเดือนดับ
เห่กล่อมรับ ความตาย อันหวานหอม
เลือดคาวคลุ้ง กลบกลิ่นฝัน อันตรมตรอม
ไม่ได้เด็ด มาดมดอม หนอ...ประชาธิปไตย
นักสู้..ผ่านฟ้า เธอสละ แล้วทุกสิ่่ง
ขื่นขมเมื่อความจริง แผดเผา เราหม่นไหม้
ทระนงเกินกว่า จะขอเมตตา จากผู้ใด
พลังแห่งคนตาย จักสุมไฟ ให้ไหม้ฟ้า
คนเป็นสู่คนตาย เพียงชั่วไหว ใบไม้เปลี่ยน
ดวงดาวที่หมุนเวียน คือดวงเทียน แสวงหา
ส่งต่อสู่คนเป็น ในคืนเพ็ญ แสงโรยรา
โลกใหม่ใกล้เข้ามา เอื้อมมือคว้า มาแนบใจ
เจตจำนงแห่งคนตาย หล่อเลี้ยงให้ คนเป็นสู้
น้ำตาที่พรั่งพรู ยังไหลอยู่ ไม่ขาดสาย
ลมโศกเดือนเมษา ยังขื่นคาว ปวดร้าวใจ
หยดเลือดคนยากไร้ บนถนน ยังข้นแดง
กระสุนกี่ร้อยสาย พรากใบไม้ ในป่าเปลี่ยว
กระชากกลีบดอกเสี้ยว ให้แหลกร้าว ใต้เงาแสง
คนตายจักเปลี่ยนโลก สุมไฟโศก ให้เดือดแดง
ฟังสิ! เสียงสาปแช่ง ใครสั่งฆ่า น่าชิงชัง
โอ้นักสู้ผ่านฟ้า โปรดรับการคารวะ จากฉัน
เราอาจเคยสบตากัน ในสายธาร แห่งรักและหวัง
ท้องถนนในเมืองนี้ มีร่างเธอทอดลงถมทาง
หัวใจเธอถอดวาง ถางเส้นทาง สู่เสรี
ท้องถนนในเมืองนี้ มีร่างเธอ ทอดลงถมทาง
หัวใจเธอถอดวาง ถางเส้นทาง ประชาธิปไตย
2 เมษายน 2554
เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
คนเสื้อแดงร่วมรำลึก ‘เทิดศักดิ์’ ที่เกิดเหตุ 10 เมษา แยกคอกวัว
นักปรัชญาชายขอบ: ม.8/ม.112 กับปัญหาญาณวิทยา และศีลธรรมภาคสาธารณะ
ที่มา ประชาไท
นักปรัชญาชายขอบ
เป็นความจริงว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 8 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่บังคับความจงรักภักดี และปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริงเกี่ยวบทบาทของพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็น “บุคคลสาธารณะ”
ที่ว่า “บังคับความจงรักภักดี” หมายความว่าโดยรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้” มีผลให้ประชาชนต้องเคารพสักการะหรือจงรักภักดีเท่านั้น ไม่มีเสรีภาพในการเลือกว่าจะเคารพสักการะหรือจงรักภักดีหรือไม่
ที่ว่า “ปิดกั้นเสรีภาพในการพูดความจริง” หมายความว่า ประชาชนต้องพูดหรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ (พระราชินี รัชทายาท ฯลฯ) ในทางบวกเท่านั้น ไม่มีเสรีภาพในการเลือกที่จะพูดทั้งในทางบวกและทางลบแม้ว่าจะเป็นความจริงที่เป็นประโยชน์แก่การตรวจสอบสาธารณะก็ตาม
ฉะนั้น ม.8 และ ม.112 นอกจากจะขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยคือ หลักเสรีภาพ และหลักความเสมอภาคแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาที่สำคัญตามมาอีก 2 ประการ คือ ปัญหาทางญาณวิทยาและศีลธรรมภาคสาธารณะ
ปัญหาทางญาณวิทยา (epistemology) คือ ประชาชนไม่สามารถ “รู้” ความจริงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ได้ เนื่องจากในทางญาณวิทยาการ รู้ความจริง หมายถึงการมีข้อพิสูจน์หรือเหตุผลสนับสนุน (justification) แต่ ม.8 และ ม.112 กำหนดให้แสดงข้อพิสูจน์หรือเหตุผลสนับสนุน “เรื่องราว” ด้านบวกเพียงด้านเดียวเท่านั้น
การรับรู้ “เรื่องราวด้านเดียว” ยังไม่อาจตัดสินได้ว่าจริงหรือเท็จ เช่น (สมมติ) ในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชมีการประชาสัมพันธ์ด้านเดียวว่า พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรมโดยอ้างถึงพระราชกรณียกิจมากมายที่เป็นประโยชน์แก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน แต่ไม่อนุญาตให้มีการเสนอข้อเท็จจริงในด้านตรงกันข้าม วิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบหรือแสดงเหตุผลโต้แย้งว่า “เรื่องราวต่างๆ” นั้นมีปัญหา หรือมีข้อที่น่ากังขาอย่างไรบ้าง
เมื่อรับข้อมูลเพียงด้านเดียว ไม่สามารถรับรู้ข้อมูลที่ตรงกันข้ามได้ ประชาชนจึงไม่มีทางเปรียบเทียบตัดสินได้ว่า เรื่องราวด้านเดียวที่รับฟังมานั้นจริงหรือเท็จ หากมีการยืนยันว่าเป็นความจริง ก็ไม่ใช่การยืนยันจาก “ความรู้” ที่ผ่านการพิสูจน์หรือมีเหตุผลสนับสนุนชัดแจ้งแล้ว แต่เป็นการยืนยันจาก “ความเชื่อ” ที่หล่อหลอมสืบทอดต่อๆ กันมา
ในทางญาณวิทยา ความจริงที่ยืนยันจาก “ความเชื่อ” ที่หล่อหลอมสืบทอดต่อๆ กันมา เป็นความจริงที่มีน้ำหนักความน่าเชื่อถือน้อยที่สุด (หรือไม่มีฐานะเป็น “ความจริง” เลย เป็นได้เพียง “ความเชื่อ” เท่านั้น)
ฉะนั้น ม.8 และ ม.112 จึงก่อให้เกิดปัญหาทางญาณวิทยาที่สำคัญคือ เป็นกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้ประชาชนรู้ “ความจริง” เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ หรือเป็นกฎหมายที่บังคับให้ประชาชนต้องมี “ความเชื่อ” ในเรื่องราวเชิงบวกของพระมหากษัตริย์เพียงด้านเดียวเท่านั้น
สิ่งที่น่าคิดคือ พระเจ้าสร้างมนุษย์ แต่พระองค์ก็ให้มนุษย์มีเสรีภาพที่จะไม่เชื่อ และหรือปฏิเสธพระองค์ได้ แต่เหตุใด ม.8 และ ม.112 จึงไม่ให้เสรีภาพแก่ประชาชน (ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย) ที่จะไม่เชื่อหรือแสดงเหตุผลโต้แย้งความจริงด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ได้
ความเชื่อเรื่องพระเจ้า แม้จะมีปัญหาทางญาณวิทยาว่า “เรารู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้ามีจริง” แต่ก็ไม่มีปัญหาในเรื่องเสรีภาพที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์ แสดงเหตุผลโต้แย้งและหรือปฏิเสธพระเจ้าก็ได้
ฉะนั้น กล่าวอย่างถึงที่สุด ม.8 และ ม.112 จึงทำให้ความจริงด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์มีสถานะเป็น “ความจริงสัมบูรณ์” (absolute) ที่ไม่อนุญาตให้ใครพิสูจน์ในเชิงโต้แย้งได้ยิ่งกว่าความจริงเกี่ยวกับพระเจ้าเสียอีก !
การทำให้ความจริงด้านเดียวเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นความจริงสัมบูรณ์ที่พิสูจน์ในเชิงโต้แย้งไม่ได้ดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาตามมาคือ ทำให้ความจริงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ “ไม่เป็นวิทยาศาสตร์” และขัดต่อหลักศีลธรรมภาคสาธารณะตามระบอบประชาธิปไตยอย่างมีนัยสำคัญ
เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเรียกร้อง (requirement) ความกระตือรือร้นของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบบทบาทหน้าที่ของบุคคลสาธารณะ การเอาจริงเอาจังในการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงการมี “ศีลธรรมภาคสาธารณะ” ของประชาชนซึ่งเป็นการมีศีลธรรมที่ควรยกย่องส่งเสริม
แต่ ม.8 และ ม.112 ที่กำหนดให้ความจริงด้านเดียวของสถาบันกษัตริย์เป็นความจริงสัมบูรณ์ที่ไม่อาจพิสูจน์เชิงโต้แย้งได้ ย่อมเป็นกฎหมายที่ขัดต่อการมีศีลธรรมภาคสาธารณะดังกล่าวของประชาชน ซึ่งเป็นศีลธรรมที่จำเป็นในระบอบประชาธิปไตย
ฉะนั้น ไม่ว่าจะมองในแง่หลักเสรีภาพ หลักความเสมอภาค หรือในแง่ญาณวิทยาและศีลธรรมภาคสาธารณะ ม.8 และ ม.112 ย่อมสมควรยกเลิก
สถาบันกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยควรถูกคุ้มครองด้วยกฎหมายที่บัญญัติขึ้นบน “หลักความยุติธรรมขั้นพื้นฐาน” ตามระบอบประชาธิปไตย คือ หลักเสรีภาพและหลักความเสมอภาค
และสถานะของความจริงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในทางญาณวิทยา ควรเป็น “ความจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์” ที่สามารถพิสูจน์โต้แย้งได้
ซึ่งหมายถึงเป็นความจริงที่ไม่ขัดแย้งกับศีลธรรมภาคสาธารณะตามระบอบประชาธิปไตยที่ยืนยันเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบบทบาทหน้าที่ของ “บุคคลสาธารณะ”โดยประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาอธิปไตยที่แท้จริง!
.................................................
หมายเหตุ: ผมได้แง่คิดในการเขียนบทความนี้จากข้อเขียนและการอภิปรายประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์ในบริบทสังคม-การเมืองไทยในหลายวาระของ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
เห็ดสดกรี๊ดใส่ไทยอีนิวส์โผล่พรรคพันธมิตรผิดตรงไหน?
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา กระดานสนทนาประชาทอล์ก
4 เมษายน 2554
คมชัดลึก รายงานว่า นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวชี้แจงอย่างมีอารมณ์กรณีที่มีเวปไชต์ไทยอีนิวส์โพสรูปการตรวจเยี่ยมสำนักงานสาขาพรรคการเมืองใหม่ (ก.ก.ม.) ที่จ.ขอนแก่นเมื่อวันที่ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา
และมีการระบุข้อความในเชิงกล่าวอ้างว่าให้ความช่วยเหลือพรรคการเมืองใหม่ในการสนับสนุนการรัฐประหารเพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้งว่า ตนไปตรวจเยี่ยมจริงแต่ในวันดังกล่าวไปตรวจเยี่ยมพรรคกาเมือง 2 พรรค
คือพรรคการเมืองใหม่ และพรรคพลังพัฒนา ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนำเสนอว่าตนไปตรวจเยี่ยมพรรคการเมืองใหม่เพียงพรรคเดียว และที่ผ่านมาตนก็ไปตรวจเยี่ยมสาขาพรคอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ไปเป็นประจำ เพราะมีสาขาพรรคหลายสาขา รวมทั้งการที่ไปพรรคการเมืองในครั้งนี้ตนก็ไปกับผู้บริหารระดับสูงในกกต. การไปสาขาพรรคการเมืองใหม่นั้นตนไม่ได้ไปเพื่อมีแนวคิดที่จะให้มีการรัฐประหาร และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็เคยโจมตีตนมาตลอดจึงไม่น่าเป็นเรื่องที่จะเอาใจใคร
ทั้งนี้ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอภาพข่าวที่นำมาจากกระดานสนทนาประชาทอล์กที่ได้นำเสนอภาพข่าวนางสดศรี เดินทางไปร่วมงานพรรคการเมืองใหม่ สาขา2 จังหวัดขอนแก่นเปิดทำการสาขา และมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมอย่างกว้างขวาง
ทั้งนี้นางสดศรีแสดงทัศนะสอดคล้องกับกลุ่มพันธมิตรฯในช่วงนี้ โดยเธอแสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งจะไม่แก้ไขปัญหาประเทศ ให้ทหารทำรัฐประหารอาจดีกว่า ขณะที่เวทีพันธมิตรเรียกร้องให้ทำรัฐประหาร คัดค้านการเลือกตั้ง หากเลือกตั้งก็ให้กา"โหวตโน" แม้พรรคการเมืองใหม่ ที่เป็นสาขาของพันธมิตรประกาศพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งก็ตาม
นางสดศรียังบอกว่าจะลาออกเพื่อไปเป็นกรรมการในหน่วยงานอื่น ซึ่งทำให้มีเสียงวิจารณ์ว่าการกระทำของนางเพื่อปูทางไปสู่ความยุ่งยาก หากไม่มีการเบือกตั้ง เช่น การรัฐประหาร หรือการเรียกร้องนายกฯมาตรา 7




ปอกเปลือกเห็ดสด-รายการปอกเปลือกทางโทรทัศน์Spring newsในหัวข้อ"ถ้าหากไม่มีการเลือกตั้ง" บก.ลายจุดและนักวิชาการที่ร่วมรายการได้วิพากษ์วิจารณ์"เห็ดสด"อย่างรุนแรง กรณีจะไม่ทำหน้าที่เป็นกรรมการเลือกตั้ง ทั้งที่เสนอตัวเข้ามาแล้ว เปรียบเทียบกับเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นเข้าไปดับไฟจากกัมมันตรังสีนิวเคลัยร์ ยังเสียสละชีวิตทำหน้าที่แม้รู้ตัวจะตาย แต่เห็ดสดกลับจะหนีหน้าที่
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง มาดูข่าวพวก"คนดี" :กล่าวหา'ลูกสดศรี'ลักทรัพย์เพื่อนนร.กฎหมายที่ญี่ปุ่น
ขอสดุดีวีรชน เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์
ที่มา Thai E-News
ทีมข่าวไทยอีนิวส์ขอร่วมสดุดีวีรชนเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ขอร่วมชื่นชมครอบครัวฟุ้งกลิ่นจันทร์แม้ในความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ ยังยืนตระหง่านยึดมั่นประชาธิปไตย
3 เมษายน 2554

10 เมษายน 2553 นายเทิดศักดิ์ ฟุ่งกลิ่นจันทร์ พร้อมด้วยวีรชนคนเสื้อแดงอีก 18 คนถูกยิงเสียชีววิตที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย พร้อมด้วยนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น นายฮิโรยูกิ มูราโมโต้
"นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ อายุ 29 ปี อาศัยอยู่ในเขตคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจาก มีบาดเเผลบริเวณทรวงอก ทะลุหัวใจและปอด ผู้เป็นพ่อได้เขียนข้อความไว้อาลัยถึงลูกชายถึงแม้จะรู้ว่าเขาคงไม่ได้อ่าน แล้วก็ตาม แต่ในฐานะพ่อที่ออกมาบอกถึงการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่" มติชน, 12 พฤษภาคม 2553"เมื่อวันที่ 3 เมษายน กลุ่มคนเสื้อแดงพร้อมด้วยแกนนำเดินทางมาร่วมงานเผาศพ นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ที่เสียชีวิตจากการถูกยิงบริเวณสี่แยกคอกวัว วันที่ 10 เม.ย. 53 ณ เมรุวัดทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง" มติชน 3 เมษายน 2554













พร้อมกันนี้ขอร่วมรำลึกถึงวีรชนทั้ง 19 คนที่เสียชีวิตในวันที่ 10 เมษายน 2553

- นายสวาท วงงาม อายุ 43 ปี ถูกยิงศีรษะด้านบนข้างขวาทะลุขมับซ้าย
- นายธวัฒนะชัย กลัดสุข อายุ 36 ปี ถูกยิงอกซ้ายทะลุหลัง
- นายทศชัย เมฆงามฟ้า อายุ 44 ปี ถูกยิงอกซ้ายทะลุหลัง
- นายจรูญ ฉายแม้น อายุ 46 ปี ถูกยิงอกขวากระสุนฝังใน
- นายวสันต์ ภู่ทอง อายุ 39 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า
- นายสยาม วัฒนนุกุล อายุ 53 ปี ถูกยิงอกทะลุหลัง
- นายมนต์ชัย แซ่จอง อายุ 54 ปี ระบบหายใจล้มเหลวจากโรคถุงลมโป่งพอง เสียชีวิตที่ ร.พ.
- นายอำพน ตติยรัตน์ อายุ 26 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า
- นายยุทธนา ทองเจริญพูลพร อายุ 23 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า
- นายไพรศล ทิพย์ลม อายุ 37 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหน้าทะลุท้ายทอย เสียชีวิตที่ ร.พ.
- นายเกรียงไกร ทาน้อย อายุ 24 ปี ถูกยิงสะโพก กระสุนฝังในช่องท้อง เสียชีวิตที่ ร.พ.
- นายคะนึง ฉัตรเท อายุ 50 ปี ถูกยิงอกขวา กระสุนฝังใน
- นายสมิง แตงเพชร อายุ 49 ปี ถูกยิงศีรษะ
- นายสมศักดิ์ แก้วสาน อายุ 34 ปี ถูกยิงหลังทะลุอกซ้าย
- นายบุญธรรม ทองผุย อายุ 40 ปี ถูกยิงหน้าผากซ้ายทะลุศีรษะด้านหลังส่วนบน
- นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ อายุ 29 ปี แผลที่หน้าอกซ้าย
- นายมานะ อาจราญ อายุ 23 ปี ถูกยิงศีรษะด้านหลังทะลุด้านหน้า
- นายอนันต์ สิริกุลวานณิชย์ อายุ 54 ปี ถูกยิงเสียชีวิต
- ชายไม่ทราบชื่อ อายุ 40-50 ปี บาดแผลเข้าสะโพกขวาตัดเส้นเลือดแดงใหญ่ที่ขาหนีบ เสียชีวิตที่ ร.พ.
- พลทหารภูริวัฒน์ ประพันธ์ อายุ 25 ปี แผลเปิดกะโหลกท้ายทอย
- พลทหารอนุพงษ์ เมืองราพัน อายุ 21 ปี ทรวงอกฟกช้ำ น่อง 2 ข้างฉีกขาด
- นายนภพล เผ่าพนัส อายุ 30 ปี ถูกยิงที่ท้อง เสียชีวิตที่ ร.พ
- พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อายุ 43 ปี ท้ายทอยขวาฉีกขาด น่อง 2 ข้างฉีกขาด เสียชีวิตที่ ร.พ.
- พลทหารสิงหา อ่อนทรง อกซ้าย และด้านหน้าต้นขาซ้ายฉีกขาด
- พลทหารอนุพงศ์ หอมมาลี อายุ 22 ปี ถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะ เสียชีวิตที่ ร.พ.
ขอรำลึกถึง Mr.Hiroyuki Muramoto อายุ 43 ปี นักข่าวรอยเตอร์ที่เสียชีวิตจากการถูกยิงที่หน้าอก ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นไม่ทอดทิ้งเขาและพยายามติดตามความคืบหน้าการสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของคุณฮิโรยูกิอย่างใกล้ชิด
Sunday, April 3, 2011
สิ่งที่เสื้อแดงต้องทำ : คุณปลื้ม
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
http://www.youtube.com/watch?v=MTbJS0Ry65U&feature=player_embedded
Wattana Praisonta
http://www.facebook.com/login/setashome.php?ref=genlogin#!/wattana.praisonta/posts/197863753587939
Re:
โดย tongtata
ผมต้องการประชาธิปไตยที่มี ดร.ทักษิณเป็นของแถม! . .
Re:
โดย สุรชัย..namome
สั้นๆ ชัดเจน ขอร่วมด้วยช่วยแชร์ด้วยคนนะคะ
ประกาศนางสงกรานต์ปี 54 ระหว่างเทพีทรงปืนของอำมาตย์ศักดินาVSเทพีทรงหนังสะติ๊กของชาวไพร่
ที่มา Thai E-News
นางสงกรานต์ของอำมาตย์ศักดินานามว่า กาฬกิณีเทวี หัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาเหนือหลังกุญชร(ช้าง)ส่วนนางสงกรานต์ของมวลประชา นามว่า คุณท่านนารีแดงมหาเทวีศรีประชา อาภรณ์แพรแดง ภักษาหารข้าวแกง หัตถ์ซ้ายทรงหนังสติ๊ก เสด็จนั่งมาเหนือ อาชา (ม้าสีขาว)
โดย ปาแด งา มูกอ
3 เมษายน 2554
วันนี้ขออนุญาตร่วมอวยชัยปีใหม่ไทย ขอนำประกาศสงกรานต์ปี 2554 มาฝากท่านผู้อ่านได้หายเครียดกันบ้าง
ระหว่างนางสงกรานต์ตัวจริง (นางหรือนางสาวก็ไม่ทราบได้) เอาเป็นว่าคุณกาฬกิณีเทวี ก็แล้วกัน กับ นางสงกรานต์ของคนเสื้อแดงหัวใจแดงทั้งแผ่นดิน คุณท่านนารีแดงมหาเทวีศรีประชา ว่าใครจะเจ๋งกว่าใคร
นางสงกรานต์ศักดินาอำมาตย์:ประกาศสงกรานต์จุลศักราช ๑๓๗๓
พุทธศักราช ๒๕๕๔
ปีเถาะ ตรีศก จันทรคติเป็นปกติมาส ปกติวาร สุริยคติเป็นปกติสุรทิน
วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ เมษายน เวลา ๑๓ นาฬิกา ๓๓ นาที ๓๖ วินาที
ตรงกับเวลา ๑๓ นาฬิกา ๕๑ นาที ๓๖ วินาที (เวลามาตรฐานประเทศไทย)
นางสงกรานต์นามว่า กาฬกิณีเทวี ทรงพาหุรัด ทัดดอกมณฑา อาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา
หัตถ์ขวาทรงขอช้าง หัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาเหนือหลังกุญชร(ช้าง)เป็นพาหนะ
เกณฑ์พิรุณศาสตร์ปีนี้ พุธ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๖๐๐ ห่า
ตกในเขาจักรวาล ๒๔๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๘๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๑๒๐ ห่า ตกในโลกมนุษย์ ๖๐ ห่า
เกณฑ์นาคราชให้น้ำปีเถาะ นาคราชให้น้ำ ๒ ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีน้อย กลางปีงาม และปลายปีอุดมดีแล
เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในนา จะได้ ๑๐ ส่วน เสียเพียงส่วนเดียว ธัญญาหาร มังสาหารบริบูรณ์ ประชาชนทั้งหลายจะอยู่เย็นเป็นสุข
วันเถลิงศกตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๖ เมษายน เวลา ๑๗ นาฬิกา ๓๑ นาที ๑๒ วินาที
นางสงกรานต์ไพร่ฟ้าประชาชี:ประกาศสงกรานต์จุลศักราช ๑๓๗๓
พุทธศักราช ๒๕๕๔

ปีเถาะ ตรีศก จันทรคติเป็นปกติมาส ปกติวาร สุริยคติเป็นปกติสุรทิน
วันมหาสงกรานต์ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๔ เมษายน เวลา ๑๓ นาฬิกา ๓๓ นาที ๓๖ วินาที
นางสงกรานต์นามว่า คุณท่านนารีแดงมหาเทวีศรีประชา ไม่ทรงพาหุรัด ไม่ทัดดอกอะไร
อาภรณ์แพรแดง ภักษาหารข้าวแกง หัตถ์ขวาทรงขอประชาธิปไตย หัตถ์ซ้ายทรงหนังสติ๊ก เสด็จนั่งมาเหนือ อาชา (ม้าสีขาว) เป็นพาหนะ
เกณฑ์พิรุณศาสตร์ปีนี้ พุธ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๖๐๐ ห่า
ตกในเขาจักรวาล ๖๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๘๐ ห่า ตกในมหาสมุทร ๒๐ ห่า ตกใน 14 จังหวัดภาคใต้ ๔๔๐ ห่า
เกณฑ์นาคราชให้น้ำปีเถาะ นาคราชให้น้ำ ๒ ตัว ทำนายว่า ฝนต้นปีหนัก กลางปีหนักมาก และปลายปีโคตรหนักแล
เกณฑ์ธัญญาหารชื่อ ลาภะ ข้าวกล้าในนา จะได้ ๑๐ ส่วน เสีย ๕ ส่วน (อยู่ในโควตารัฐบาลแย่งกันแดก) ธัญญาหาร มังสาหารแพงหูฉี่ ประชาชีทั้งหลายจะอดอยากยากแค้น
วันเถลิงศกครบรอบ ๑ปี (เมษา-พฤษภา อำมหิต)
ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๐ เมษายน เวลา ๑๗ นาฬิกา ๓๑ นาที ๑๒ วินาที
พรรคการเมืองใหม่ไม่ต้องเสียเวลาลงเลือกตั้งหรอก
ที่มา Voice TV
สุริยะ ใสพูดไว้ว่า 'พันธมิตรฯ และพรรคการเมืองใหม่มีเป้าหมายไม่ต่างกัน คือการสร้างการเมืองที่สะอาดและสามารถแก้ไขปัญหาของประเทศชาติและประชาชนได้ อย่างแท้จริงและยั่งยืน
แต่เนื่องจากพรรคการเมืองใหม่ ต้องดำเนินกิจกรรมภายใต้ พ.ร.บ.พรรคการเมือง มีกฎหมายควบคุมกำกับตลอดเวลา จึงต้องระมัดระวังในการแสดงบทบาท เพราะอาจถูกมองว่าต่อต้านระบบการเมืองการปกครองจนเป็นเหตุให้มีการกลั่น แกล้งเพื่อยุบพรรคได้'


