WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 4, 2011

วรเจตน์ ภาคีรัตน์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“ทางกลุ่ม (นิติราษฎร์) จะพยายามทำงานวิชาการในลักษณะนี้ต่อไปอีก
แต่ก็มีปัญหาในแวดวงวิชาการ ผมรู้สึกและประเมินว่ามีความมืดมนอยู่
ผมไม่คิดว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการตอบรับในวงกว้าง
ผมคิดว่าแวดวงวิชาการเองก็ไม่ต่างกับแวดวงอื่นๆ มันมีเครือข่าย มีผลประโยชน์
การจะให้ออกมาพูดในเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้น แม้แต่การคัดค้านก็ตาม”

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มนิติราษฎร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฎร)”
และเว็บไซต์ www. enlightened-jurists.com กล่าวตอบนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังการอภิปรายเรื่อง
“กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่งนายสมศักดิ์เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่เคลื่อนไหวให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในประเด็นสถาบันกษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง
เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองอย่างแยกกันไม่ออก
จึงต้องแก้ทั้งตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญและอุดมการณ์ทางความคิดไปพร้อมๆกัน
เพื่อให้ “สถาบันกษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์ถึงความสามัคคีของประ-ชาชน” อย่างแท้จริง
เพราะตราบใดที่ไม่สามารถหยุดการใช้อำนาจที่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ได้
ก็ไม่อาจจะบรรลุเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยได้

สถาบันกับวิกฤตการเมือง

นายสมศักดิ์ได้กล่าวถึงวิกฤตการณ์บ้านเมืองที่ดึงสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองว่า
ไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกเรื่องการใช้สิทธิรักหรือเคารพในหลวงเลย
โดยเฉพาะการเข่นฆ่ากลางเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
เช่นเดียวกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่นำสถาบันมาอ้าง
ในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
จนกลายเป็นความอัปยศและหายนะของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่คำแถลงที่มาของ “กลุ่มนิติราษฎร์” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ระบุว่า
รัฐประหาร 19 กันยา-ยน 2549 ของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นรัฐประหารที่อัปยศ
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ
ที่ประกอบอาชีพสอนวิชากฎหมายในสถานการณ์ที่คนจำนวนมากยินดีกับรัฐประหาร
ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถทำอะไรได้ จึงเกิด “กลุ่มนิติราษฎร์”
และตัดสินใจออกแถลงการณ์ประณามรัฐประหาร

“ภายหลังรัฐประหารสำเร็จประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์
ที่กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างบิดเบี้ยว ทั้งการตราตัวบทกฎหมาย
ที่ไม่สอดคล้องกับนิติรัฐประชาธิปไตย
การใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรผู้มีอำนาจไปในทิศทาง
ที่ไม่สนับสนุนนิติรัฐประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม
ซึ่งเราได้แสดงความเห็นผ่านแถลงการณ์สาธารณะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ”

จุดยืนกลุ่มนิติราษฎร์

กลุ่มนิติราษฎร์ที่ประกอบด้วยนักวิชาการที่ประ-กอบอาชีพสอนวิชากฎหมายคือ
น.ส.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
นายธีระ สุธีวรางกูร
นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
นายปิยบุตร แสงกนกกุล
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ
น.ส.สาวตรี สุขศรี
จึงเป็นการประกาศตัวเป็นปรปักษ์กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ เกรงกลัว
ทั้งที่ขณะนั้น คมช. ยังมีอำนาจ และกระแสต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก
ยังเป็นกระแสที่รุนแรง แต่กลุ่มนิติราษฎร์ให้เหตุผลว่า
หวังจะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมืองนิติรัฐประชาธิปไตย
เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ
“มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”

อย่างที่นายวรเจตน์ได้ประกาศใน “นิติราษฎร์ฉบับที่ 1” ว่า
นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ปฏิเสธไม่ได้ว่า
กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจและสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างบาดแผลที่ลึกอย่างยิ่ง
ให้กับวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์ไทย
สร้างความอยุติธรรมอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคม
ขณะที่คนจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทชี้นำสังคมและนักกฎหมายที่เป็นชนชั้นนำ
ก็ปิดล้อมความคิดความอ่านของผู้คนด้วยการ
ยกเอาข้อธรรม ความเชื่อในทางจารีตประเพณี
ตลอดจนบุคคลที่ถูกสร้างให้เป็นที่ยึดถือศรัทธาขึ้นเป็นกรงขัง
การใช้เหตุผลและสติปัญญาของผู้คน

“เพื่อจะไปให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ เราเห็นว่าสังคมไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์
จะต้องก้าวข้ามยุคมืดไปสู่ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา
หรือที่บางท่านเรียกว่ายุคภูมิธรรมหรือยุคพุทธิปัญญา
(Enlightenment; les Lumières; Aufklärung ดังที่ได้เคยเกิดมาแล้วในยุโรป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคภูมิธรรมหรือพุทธิปัญญาในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18
ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นรากฐานสำคัญ
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย”

นายวรเจตน์ขยายความลักษณะของ Enlightenment คือ
การเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิดในทุกแขนงวิชาในลักษณะ
การตั้งคำถาม
การวิพากษ์วิจารณ์
การสงสัยต่อสิ่งที่ยอมรับเด็ดขาดเป็นยุติ
ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิดต่าง เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
หรือคำสอนทางศาสนา โดยถือว่า “เหตุผล” มีคุณค่าเท่าเทียมกับ “ความดี”
การใช้สติปัญญาครุ่นคิดตรึกตรอง ไม่หลงเชื่ออะไรอย่างงมงายมีค่าเป็นคุณธรรม
ซึ่งมนุษย์ทั้งหลายสามารถได้รับการฝึกฝนให้ใช้สติปัญญาและถือว่า
เหตุผลเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างเท่าทัน
ดังคำขวัญของ Immanuel Kant (ค.ศ. 1724-1804) นักปรัชญาผู้เรืองนามชาวเยอรมัน
ที่ให้ไว้ว่า “จงกล้าที่จะใช้ปัญญาญาณแห่งตน!”
(Habe Mut, dich deines eigenen Verstandes zu bedienen!)

“ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญาคือ
ยุคที่เสรีภาพจะเข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิ์
ความเสมอภาคจะเข้าแทนที่ระบบชนชั้น
เหตุผล ความรู้ วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์จะเข้าแทนที่อคติและความงมงายทั้งหลาย” นายวรเจตน์กล่าว

ถูกยัดเยียดข้อหา

ขณะที่นายปิยบุตร อาจารย์หนุ่มไฟแรงของกลุ่ม
ตั้งคำถามกับสังคมการเมืองไทยแบบตรงๆในสภาวะที่สังคมแตกแยกแบ่งขั้วว่า
แม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในคณะนิติศาสตร์บรรยากาศยังเปลี่ยนไป
ทั้งในแง่กายภาพและด้านความรู้

“การรู้จัก ความคุ้นเคย เปลี่ยนไปเยอะมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่ 19 กันยา 2549
ทำให้คนเห็นต่างกันมากขึ้น ทะเลาะกันมากขึ้น
ในทางความคิดคุยกันไม่ค่อยสนิทใจกับคนคิดต่าง
แต่ผมพยายามไม่คุยเรื่องที่คุยแล้วอาจทะเลาะกัน
อย่างกลุ่ม 5 อาจารย์เราก็สนทนา กัน ตั้งวงคุยกัน บรรยากาศที่เห็นต่างกัน
หรือความ รู้สึกคุยกันไม่ได้เหมือนเดิมก็พอปรับตัวได้
แต่ขอข้อเดียว อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว คือ
ผมไม่ชอบข้อหากับวิธีการยัดข้อหา การแทงข้างหลัง
กล่าวร้ายกับกลุ่มพวกผมในที่ลับ ผมคิดว่าการคิดต่างน่าจะคุยกันตรงไปตรงมาได้
ยกตัวอย่างเช่น
มีข่าวลือพูดกันขนาดว่าจะไล่ให้พวกผมเผาตำราทิ้งไปอยู่ดูไบหรือมอนเตเนโกร
ซึ่งจริงๆถ้าไม่เห็นด้วยน่าจะแลกเปลี่ยนคุยกันตรงๆได้ในทางวิชาการ”

นักวิชาการแกะดำ

กลุ่มนิติราษฎร์ โดยเฉพาะนายวรเจตน์จึงตกเป็นเป้าที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรง
จากทั้งภาคประชาชนเสื้อเหลือง นักวิชาการ ฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้าม
และมีความคิดแตกต่างว่าเป็น “นักวิชาการเสื้อแดง” หรือ “นักวิชาการแกะดำ”
ทั้งที่ความเห็นหรือแถลงการณ์ต่างๆของกลุ่มนิติราษฎร์
เป็นการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการชัดเจน
โดยเฉพาะข้อกฎหมายและมิติในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

แต่ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์เกือบทุกเรื่อง
ล้วนทำให้ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญไม่พอใจ
โดยเฉพาะการชี้ให้สังคมเห็นถึงปัญหานิติรัฐและกระบวนการยุติธรรม “สองมาตรฐาน” ที่เกิดขึ้น

รัฐธรรมนูญอำพราง

อย่าง “รัฐธรรมนูญปี 2550” นายวรเจตน์ระบุว่า
เมื่อพิจารณาในทางนิติศาสตร์แล้วถือเป็นรัฐธรรมนูญ
ที่เขียนขัดแย้งกันเองมากที่สุดฉบับหนึ่ง
ซึ่งมีการซ่อนเร้นอำพรางแนวความคิดทางกฎหมาย
ที่เป็นปรปักษ์กับหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน

ส่วน “ตุลาการภิวัฒน์” เป็นหน้าฉาก
ที่เรียกร้องให้ศาลแผ่ขยายบทบาทเข้าไปแก้ปัญหาทางการเมือง
โดยอ้างอิงหลักการจากประเทศที่เป็นนิติรัฐ
แต่หลังฉากคือข้อเรียกร้องให้ศาลใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าจัดการกับปรปักษ์ทางการเมือง
โดยอ้างหลักกฎหมายจากต่างประเทศอย่างครึ่งๆกลางๆ
โดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะโครงสร้างอำนาจตุลาการของไทยเลยว่ามีพัฒนาการมาอย่างไร
ตลอดจนไม่ได้คำนึงถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง
โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ในระดับบน

“ตุลาการภิวัฒน์” (หรือบางท่านเรียกว่า ตลก. ภิวัฒน์)
จึงมีความหมายเท่ากับ “การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ”
ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น

ค้านคดียึดทรัพย์ “ทักษิณ”

นายวรเจตน์ยังระบุว่า
จากการตัดสินคดีหลายคดีนับตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่อยมา
จนกระทั่งหลังการรัฐประหาร ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
เป็นการตัดสินคดีที่องค์กรตุลาการ (ผู้พิพากษา ตุลาการ)
เข้าทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร
หรือตรวจสอบบรรดาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง
โดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องเป็นธรรมจริงหรือไม่
การกล่าวอ้างสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์”
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการให้คุณค่าในถ้อยคำดังกล่าวด้วยว่า
เป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นตัวแทนของคุณธรรมความดีงามทั้งปวง

อย่างคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตัดสินให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว 46,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553
กลุ่มคณาจารย์นิติราษฎร์ก็ออกบทวิเคราะห์คำพิพากษายึดทรัพย์ในทุกประเด็นว่าทำไมจึง
“ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้” เพราะเห็นว่าคำพิพากษาไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่า
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด
แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควร
นับตั้งแต่วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียวคือ
เกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
จนนำไปสู่การพิพากษาให้ยึดทรัพย์สิน

ประณามสลายเสื้อแดง

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน
ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
และนำไปสู่การใช้กำลังทหารนับหมื่นพร้อมอาวุธสงครามสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น
นายวรเจตน์ได้เขียนบทความเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนด
ที่เกี่ยวข้องโดยทันทีและ ไม่มีเงื่อนไข
เพราะเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
เป็นการใช้อำนาจเพื่อทำให้มาตรการที่ปรกติแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในทางเนื้อหาให้กลายเป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายในทางรูปแบบ
ซึ่งไม่ช่วยแก้ไขวิกฤตให้บรรเทาเบาบางลงแล้ว
ยังเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรงมากขึ้น

“วันนี้เราลืมถามประเด็นนี้ไป
เพราะเราไปพูดถึงเรื่องคืนความสุข กลายเป็นว่าคนมาชุมนุมสร้างความทุกข์
คนที่คิดอย่างนี้ไม่รู้ว่าคนที่มาชุมนุมจำนวนไม่น้อยเขาทุกข์กว่าพวกคุณไม่รู้กี่เท่า
แล้วก็ไม่เคยมีความสุขอย่างที่พวกคุณมี ภายใต้โครงสร้างของสังคมที่เป็นอยู่นี้
หลายคนรู้สึกโล่งใจว่าจบสักทีหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่านี่คือการสร้างปัญหาใหม่
ซึ่งมันจะแก้ยากกว่าเดิม”

โดยเฉพาะการทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงการเผากลางเมืองนั้น
รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ซึ่งเกิดหลังการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
เพราะ 2 เดือนของการชุมนุมไม่ เกิดการเผา
หรืออาจบอกว่าคนเสื้อแดงคือคนที่รักษาบ้าน เมืองไว้ไม่ให้ถูกเผา
แต่เมื่อรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายจึงทำให้เกิดการเผา คือ
ถ้าไม่มีการใช้อาวุธหนักเข้าสลายการชุมนุมก็จะไม่มีการเผาหรือไม่มีการเปิดโอกาสให้เผา
เหมือนกรณีที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตถึง 91 ศพ บอกว่าไม่รู้ใครยิง แต่กลับบอกว่าทหารไม่ได้ยิง
ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากเกิดความรุนแรงแบบนี้
รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว ทั้งที่เคยพูดว่า
ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่าหรือต้องมาก่อนความรับผิดชอบทางกฎหมาย

ประเด็นร้อนมาตรา 112

โดยเฉพาะการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
และยิ่งทำให้กลุ่มนิติราษฎร์ถูกต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมากยิ่งขึ้นนั้น
กลุ่มนิติราษฎร์ตระหนักดี โดยนายปิยบุตรยืนยันว่า เป็นข้อ เสนอที่ถือว่า
ประนีประนอมที่สุดแล้ว เพราะคนเราไม่ควรติดคุกด้วยคำพูด ถ้าทำได้ทั้งระบบ คือ
เหลือแค่โทษปรับก็น่าจะเป็นไปได้
ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรสลับซับซ้อน
(อ่านบทความประกอบในคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย หน้า 9)

“ผมสังเกตว่าหลังการเสวนาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ก็มีการพูดประเด็นเหล่านี้มาก
ผมคิดถึงคนอย่างคุณดา ตอร์ปิโด คือคนที่เขาอยากพูดแต่พูดไม่ได้
แต่เมื่อมีคนไปส่งเสริมให้เขาพูด พอพูดแล้วก็โดนทุบอีก
ภายใต้สังคมปัจจุบันไม่มีทางอื่นใดอีกเลยที่เราจะรักษา
ให้สามัญชนคนธรรมดาพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างสอด คล้องกับประชาธิปไตย
มีทางเดียวคือปัญญาชนทั้งหลาย ต้องออกมาช่วย
ไม่ต้องไปผูกผ้าเป็นแกนนำหรอก ปัญญาชนคนหนึ่งคนเดียวไม่พอ
ต้องพึ่งเป็นหลักร้อยหลักพัน และต้องทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ” นายปิยบุตรกล่าว

จุดเทียนกลางพายุ

ขณะที่นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวถึงเรื่องมาตรา 112 ว่า
ภาคประชาชนหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว
ให้ปฏิรูปหรือยกเลิกมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมไทย
รวมทั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนพยายามจุดประเด็นนี้เมื่อหลายปีก่อน
มีการนำเสนอให้ถกเถียง แลกเปลี่ยน
ไม่ให้ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแอบอ้างเรื่องความจงรักภักดี
เพื่อทำลายศัตรูทางการเมือง แต่เรื่องก็เงียบหายไป

ด้านนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ให้ความเห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่
ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในวงการนิติศาสตร์
เพราะ วงการนิติศาสตร์ค่อนข้างจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากกว่าเสรีนิยม
จึงไม่เคยมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้มาก่อน แม้ยากจะเห็นเป็นรูปธรรม
แต่กลุ่มนิติราษฎร์ก็เหมือน “จุดเทียนกลางพายุ” ทำได้แค่เสนอ
อย่าไปคาดหวังกับฝ่ายการเมือง เพราะคงไม่มีใครกล้า กลัวจนหัวหด

อย่างไรก็ตาม นายพนัสเชื่อว่าอย่างน้อยจะปลุกกระแสวงวิชาการนิติศาสตร์รุ่นใหม่
ให้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกมากขึ้น ซึ่งคงไม่มากนัก
แต่อาจถูกนักวิชาการสาขาอื่นออกมาโต้แย้ง อย่างในอดีต
ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ออกมาโต้แย้ง
เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์เรื่องมาตรา 112 จึงเป็นห่วงกลุ่มนิติราษฎร์มากกว่า
เพราะถูกเพ่งเล็งแน่นอน

“ผมคิดว่ากลุ่มนิติราษฎร์เป็นความหวังของคนในวงการวิชาการ อาจเรียกว่า
เป็นธูปดอกเดียวที่มีประกายไฟเล็กๆจุดหนึ่งเท่านั้นเอง และเชื่อว่า
จะทำให้นักวิชาการคนอื่นๆกล้าทำแบบพวกเขา โดยเฉพาะถ้าอิงกับวิชาการ
และหลักการจริงๆไม่น่าจะต้องกลัวอะไร
เพียงแต่ว่านักวิชาการส่วนใหญ่ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเอง
ที่สำคัญในวงการนิติศาสตร์เราจะไปหวังเฉพาะนักวิชาการอย่างเดียวไม่ได้
การจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแวดวงนิติศาสตร์จริงๆได้ต้องพวกปฏิบัติ เช่น
พวกผู้พิพากษา อัยการ ไม่ต้องกล้าอะไรมาก
แค่ตัดสินคดีตามหลักวิชาอย่างที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอก็แก้ปัญหาได้มากอยู่แล้ว”

แสงเทียนท่ามกลางความมืดสลัว

การออกมาแสดงจุดยืนทางวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์จึงเป็นดั่งแสงสว่างของเปลวเทียนเล่มเล็กๆ
ท่ามกลางความมืดมน แต่แสงเทียนนี้จะทำให้นักวิชาการนิติศาสตร์และสาขาอื่นๆ
ที่ปลีกวิเวก คิดแต่ความสุขส่วนตัว หรือหลบอยู่ในซอกมุม
เพราะความกลัวต่ออำนาจรัฐลุกขึ้นมากล้าพูด กล้าวิจารณ์ในเชิงวิชาการ
ตามอุดมการณ์อย่างแท้จริงได้บ้าง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มนิติราษฎร์

โดยเฉพาะข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ที่ไม่ต่างกับ “วาระแห่งชาติ”
หรืออาจเรียกว่าเป็น “วาระแห่งสิทธิมนุษยชน” อย่างแท้จริง
ซึ่งพรรคการเมืองต้องนำไปประกาศเป็นนโยบาย
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ประกาศต่อสู้เพื่อประชาชนและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ยกเว้นพรรคเพื่อไทยจะเป็นแค่พรรคการเมืองน้ำเน่าที่โกหกตอแหล
เพียงเพื่อให้ได้อำนาจและผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น!

อย่างไรก็ตาม วันนี้ถือว่ากลุ่มนิติราษฎร์ได้จุดเทียน
เพื่อให้สังคมไทยได้เห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดสลัวทั้งทางวิชาการและการเมือง

กลุ่มนิติราษฎร์จึงเป็นดั่ง “แสงเทียนท่ามกลางความมืดสลัว”
ที่ปลุกวงการวิชาการที่กำลังหลับไหลให้ตื่นขึ้นมา
ยอมรับความจริงและต่อสู้เพื่อประชาชน
ไม่ใช่หลับไหล ขายวิญญาณ เพื่อผล ประโยชน์ของตัวเองอย่างเช่นทุกวันนี้

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 305 วันที่ 2 - 8 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 16-17
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน



http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10258

สำหรับผมแล้ว นี่คือเกมถอดรหัสประเทศไทย แล้วท่านจะได้เห็นอะไรที่ล่อนจ้อนอย่างคาดไม่ถึง

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

Eagle

สำหรับผมแล้ว นี่คือ เกมถอดรหัสประเทศไทย

ยิ่งถอดยิ่งสนุก ยิ่งถอดยิ่งตื่นเต้น

ใครก็ตามที่ถอดรหัสออก เราเรียกเขาว่า "คนตาสว่าง"

สำหรับท่านที่มาทีหลัง ค่อยๆถอดนะครับ

แล้วท่านจะได้เห็นอะไรที่ล่อนจ้อนอย่างคาดไม่ถึง


กราบหัวใจคนตาสว่างทุกคนนะครับพี่น้องครับ

จาก แป๊ะ บางสนาน











มอบตัวแล้ว! อดีตจนท.ศาลรธน.ปล่อยคลิปฉาวยุบประชาธิปัตย์

ที่มา thaifreenews

โดย ขวดเปล่า



มอบตัวแล้ว! อดีตจนท.ศาลรธน.ปล่อยคลิปฉาวยุบประชาธิปัตย์
โดย ทีมข่าวอาชญากรรม 4 เมษายน 2554 11:16 น.

"ชุติมา" อดีตเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญเดินทางเข้ามอบตัวกองปราบฯ คดีเผยแพร่คลิปยุบพรรคประชาธิปัตย์ ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาขอให้การในชั้นศาล ยื่น 7.5 หมื่นขอประกันตัว อยู่ระหว่างพนักงานสอบปากคำอย่างเคร่งเครียด





วันนี้ (4 เม.ย.) เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ กองปราบปราม น.ส.ชุติมา หรือพิมพิจญ์ แสนสินรังสี อายุ 29 ปี อดีตข้าราชการระดับ 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 2568/2553 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานรู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำการใด ๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 พร้อมด้วย นายประชุม ทองมี ทนายความเดินทางเข้ามอบตัวต่อ พ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รองผบก.ป. ซึ่งน.ส.ชุติมา ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่มารอทำข่าว อย่างไรก็ตามขณะนี้พนักงานสอบสวนกำลังสอบปากคำ น.ส.ชุติมา อย่างเคร่งเครียด

จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาและขอให้การในชั้นศาล พร้อมกันนั้นได้นำเงินสด 75,000 บาทยื่นเป็นหลักทรัพย์ขอประกันตัว ซึ่งคาดว่าพนักงานสอบสวนจะอนุญาตให้ประกันตัวไปได้เช่นเดียวกับนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ต้องหาอีกรายที่เข้ามอบตัวไปแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ น.ส.ชุติมา ถูกกล่าวหาว่าร่วมกับนายพสิษฐ์ ลักลอบบันทึกคลิปวิดีโอการประชุมของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9540000042170&#Comment

เสื้อแดงอาลัย-เผาเหยื่อกระสุนคอกวัว แห่ล้นวัด พ่อ-แม่จี้ หาคนยิง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo


เผาแดง- แกนนำ นปช.และคนเสื้อแดงจำนวนมาก
แห่ร่วมฌาปนกิจศพ นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ เหยื่อกระสุนในเหตุการณ์ 10 เม.ย.53
ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าสลด ที่วัดสีกัน ดอนเมือง วันที่ 3 เม.ย.

เสื้อแดงแห่แน่นวัดสีกัน ดอนเมืองร่วมฌาปนกิจศพแนวร่วม
ที่ถูกยิงตายคาสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553
มี'สมชาย วงศ์สวัสดิ์'เป็นประธาน แกนนำมากันครบพร้อมเสื้อแดงอีกหลายพัน
'จตุพร-ณัฐวุฒิ' ยันต้องมีผู้รับผิดชอบการตายของคนเสื้อแดง
ฮึ่มไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลชุดใหม่ต้องจัดการเรื่องนี้ ไม่เช่นนั้นเสื้อแดงจะรวมพลังกันอีก
ด้านพ่อแม่เหยื่อกระสุนโวยผ่านมาเกือบปีไม่มีอะไรคืบหน้า รบ.ไม่เคยมาช่วยเหลือเยียวยา

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 3 เม.ย. ที่วัดสีกัน ดอนเมือง
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน
ในพิธีฌาปนกิจศพ นายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ แนวร่วมนปช. ที่ถูกยิงเสียชีวิต
ในเหตุการณ์สลายการชุมนุม บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53
โดยมีแกนนำ นปช. และส.ส. พรรคเพื่อไทยหลายคนเดินทางมาร่วมพิธี อาทิ
นางธิดา โตจิราการ รักษาการประธาน นปช.
นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช.
น.พ.เหวง โตจิราการ
นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
นายก่อแก้ว พิกุลทอง
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย
นายสุพร อัตถาวงศ์
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์
นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
และมีมวลชนคนเสื้อแดงกว่า 4,000 คน มาร่วมไว้อาลัยอย่างเนืองแน่น

เริ่มพิธีแกนนำนปช. ร่วมเคลื่อนหีบศพนายเทิดศักดิ์ จากศาลา 1/2
เวียนรอบเมรุ 3 รอบ ร่วมทอดผ้าบังสุกุล และกล่าวคำไว้อาลัยแก่วีรชน
โดยนายจตุพรกล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจกับพ่อแม่ของนายเทิดศักดิ์
ท่านได้ให้กำเนิดบุตรที่กล้าหาญ ผู้พลีชีพเพื่อประชาธิปไตย
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราผ่านความเจ็บปวดและขมขื่น
แต่ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทวงถามความยุติธรรมให้กลับมาอีก
ไม่ว่าฆาตกรจะเป็นใคร มีอำนาจเพียงใด
แต่เมื่อลั่นกระสุนใส่ประชาชน ก็ต้องรับผิดชอบตามโทษทัณฑ์ของบ้านเมือง
และแม้กฎหมายจะเอาผิดไม่ได้ แต่เวรกรรมจะตามทันแน่นอน
การตายของเทิดศักดิ์ จะไม่สูญเปล่า ขอเป็นกำลังใจให้พ่อแม่ของเทิดศักดิ์
ลูกของท่านรักความยุติธรรม แต่โชคร้ายที่ถูกฆาตกรเข่นฆ่า
ชื่อของเทิดศักดิ์จะถูกจารึกไว้ในกระบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายจตุพรพูดจบ
นายบรรเจิด และนางสุวิมล ฟุ้งกลิ่นจันทร์ พ่อแม่ของนายเทิดศักดิ์ ถึงกับร้องไห้
และก้มลงกราบนายจตุพร จากนั้นนายณัฐวุฒิ กล่าวไว้อาลัยว่า
ตลอดเวลาที่เราต่อสู้มา สิ่งที่เราอยากเห็นมากที่สุดคือ
อำนาจอธิปไตยกลับมาเป็นของประชาชน
เราไม่ต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ต้องการเป็นผู้วิเศษ
เราต้องการเพียงความยุติธรรมเท่านั้น
แต่ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองไม่สามารถให้ได้
ขอให้ความสูญเสียของเทิดศักดิ์ เป็นพลังในการก้าวต่อไปข้างหน้าของคนเสื้อแดง
ผู้ที่ต้องรับผิดชอบโศกนาฏกรรมนี้ คือผู้ลงมือฆ่า ผู้สั่งการ และผู้อยู่เบื้องหลัง

นางธิดา กล่าวว่า การเสียสละของเทิดศักดิ์ แม้ผ่านมาแล้วปีกว่า
แต่เรารู้สึกเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
การตายนี้ทำให้เรารู้ว่า ระบอบอมาตยาธิปไตยเข่นฆ่าประชาชน
มาตั้งแต่เหตุ การณ์ 14 ตุลา, 6 ตุลา
และไม่มีการรับผิดชอบการตายของวีรชนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
เราจะร่วมสู้กันต่อไป ไม่ให้การตายของเทิดศักดิ์สูญเปล่า
ขอให้วิญญาณของเทิดศักดิ์ทราบว่า
การตายของบางคนแม้จะช้าแต่ก็เบากว่านุ่น
แต่การตายของเทิดศักดิ์ แม้จะเร็วแต่ก็ยิ่งใหญ่กว่าขุนเขา

จากนั้นนางธิดา เป็นตัวแทนนำทุกคนยืนสงบนิ่งไว้อาลัย
และเริ่มวางดอกไม้จันทน์ โดยนายสมชาย เป็นคนแรก ตามด้วยแกนนำ นปช.ทั้ง หมด
และคนเสื้อแดงที่มารวมตัวกันจนเนืองแน่นบริเวณพิธี
และบางคนเข้ามาสวมกอดนางสุวิมล ที่สูญเสียลูกชายไปในเหตุการณ์ครั้งนี้

ด้านนางสุวิมล กล่าวว่า วันเกิดเหตุพยายามโทร.หาลูกชายและนัดเจอกันที่ราชประสงค์
ขณะนั้นลูกบอกว่าอยู่ที่สี่แยกคอกวัว โทรศัพท์คุยกันครั้งสุดท้ายเมื่อเวลา 19.54 น.
และหลังจากนั้นก็ติดต่อกันไม่ได้อีกเลย จากเกิดเหตุถึงวันนี้เป็นเวลาเกือบ 1 ปีแล้ว
แต่คดียังไม่คืบหน้าไปถึงไหน
เพราะเจ้าหน้าที่รัฐมัวแต่โยนเรื่องกันไปมา ไม่กล้ายอมรับความจริง
ถึงแม้จะมีหลักฐานพิสูจน์แล้วว่าเป็นการยิงโดยเจ้าหน้าที่แต่รัฐบาลก็ยังพยายามยื้อเวลาต่อไป

"ที่ผ่านมาครอบครัวไม่เคยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
ได้แค่เงินช่วยเหลือจาก นปช. 5 หมื่นบาท ตอนที่ยังไม่ถูกสลายการชุมนุม
และหลังจากนั้นก็ได้รับจากศูนย์เยียวยาของ นปช.อีก 3 หมื่นบาท
สิ่งที่อยากบอกรัฐบาลขณะนี้ คือขอให้นำตัวผู้ทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด
แต่ก็รู้ดีว่าคำขอนี้คงไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นคนทำ"
มารดากล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

นายณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางช่วยเหลือผู้เสียชีวิตวันที่ 10 เม.ย. ว่า
การเยียวยาที่ทำอยู่ขณะนี้เป็นการทำงานประสานเชื่อมกันกับหลายหน่วยงาน หลายองค์กร
ที่ในส่วนของ นปช.เอง มีศูนย์เยียวยาที่จะรับเงินบริจาคไปใช้
สำหรับดูแลคนเจ็บ และคนที่ถูกคุมขังอยู่
ส่วนเรื่องคดีความตราบใดที่รัฐบาลยังมีอำนาจ ความยุติธรรมคงจะยังไม่เกิดขึ้นแน่นอน
แต่เราก็จะเดินหน้าเรียกร้องความยุติธรรมทั้งในระดับประเทศ และต่างประเทศ
และไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลชุดถัดไป มีหน้าที่เยียวยา
และทำความจริงให้ปรากฏ ถ้าไม่ทำคนเสื้อแดงก็จะออกมาอีก

ผู้สื่อข่าวถามถึงการดำเนินการของนปช.ในวาระครบรอบ 1 ปี
เหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่กำลังจะมาถึง นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า
ไม่เคยลืมเหตุการณ์ 10 เม.ย. ประเทศและประชาชนควรได้รับบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ผู้มีอำนาจต้องเข้าใจเสียทีว่าไม่มีทางที่ท่านจะก้าวข้ามซากศพได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ
จากนี้ไปคนเสื้อแดงต้องตั้งสติในการต่อสู้ ยืนยันว่าเราจะใช้หลักการสันติวิธีเท่านั้น

ด้านนางธิดา กล่าวถึง กิจกรรมของคนเสื้อแดงในวันที่ 10 เม.ย. นี้ว่า
กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. โดยจะเปิดหลักสูตรโรงเรียนการเมือง
จากนั้นวันที่ 10 เม.ย. จะจัดกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
โดยช่วงเช้า เป็นการทำสังฆทานอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่คนเเสื้อแดงที่เสียชีวิต
จากเหตุการณ์สลายการชุมนุม
และเวลา 15.00 น. เป็นต้นไปจะนำญาติของผู้เสียชีวิตมาขึ้นเวทีเรียกร้องความเป็นธรรม
โดยเฉพาะคดีของ ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ซึ่งขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เอาแต่โยนเรื่องไปมา
อย่างไรก็ตาม จะแถลงถึงรูปแบบกิจกรรมที่ชัดเจนอีกครั้งในวันที่ 6 เม.ย.นี้



http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdOakEwTURRMU5BPT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1TMHdOQzB3TkE9PQ==

Re:

คลิปฌาปนกิจศพ "เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์" วัดสีกัน


เขียนโดย Go6

เทิดศักดิ์1- พี่แปะร้องกราบหัวใจ




เทิดศักดิ์2-พร้อมพงศ์ทอดผ้าฯ



เทิดศักดิ์3-อ.มานิตทอดผ้าฯ



เทิดศักดิ์4-ทอดผ้าบังสุกุล



เทิดศักดิ์5-จตุพรทอดผ้าฯ



เทิดศักดิ์6-วีระกานต์ทอดผ้าฯ



เทิดศักดิ์7- ดร.อภิวันท์ทอดผ้าฯ



เทิดศักดิ์9-แกนนำทอดผ้าฯ



เทิดศักดิ์10-นายกฯสมชายจุดเพลิง



(หมายเหตุ ยังมีคลิปที่กำลังทยอยอัพเดทตลอดทั้งวันที่ 4 เมษายน
โปรดติดตามได้หรือไปชมได้จากลิ้งข้างล่างนี้)

http://www.youtube.com/user/go6tv?feature=mhum#p/u/6/aoXpNYPJ-Tw



http://www.go6tv.com/2011/04/blog-post_03.html

ผมไม่เอาคนดีมีคุณธรรม มาตรา 7 ผมต้องการนายกฯ ที่ ผม/ประชาชน เลือกเอง

ที่มา thaifreenews

โดย ลูกชาวนาไทย



คือไม่รู้เป็นอะไร ผมจะอ้วกกับคำว่าคนดีมีคุณธรรม ประเทศไทยฉิบหายอยู่ทุกวันนี้ ก็เพราะคำว่า "คนดีมีคุณธรรม" เราฉิบหายมา 5 ปีแล้ว กับการพยายามแสวงหา "คนดีมีคุณธรรม" ซึ่งพิสูจน์ได้แค่ว่า "มีคุณธรรมในความเห็๋นของใคร" แค่นั้น แต่ไม่ใช่ของประชาชนอย่างแน่นอน

เริ่มต้นด้วย พล.อ.เปรม สุรยุทธ จุลลานนท์ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พวกนี้ คือ "มาตรฐาน" คนดี ของพวกอำมาตย์ ที่นำความฉิบหายมาสู่ประเทศไทยทั้งสิ้น

ห้าปีมานี้ ประเทศไทยฉิบหายเพราะพวกคนดี มีคุณธรรมมากที่สุด

ตอนนี้มีการสร้างกระแส นายกฯมาตรา 7 รัฐประหารเงียบโดยคนชั้นนำ เพื่อไม่ต้องการให้มีเลือกตั้ง ถางทางเบื้องต้นมาโดย คอลัมนิสต์ไทยรัฐ เขียนเสนับสนุนไม่ให้มีเลือกตั้ง ตามมาด้วยการรณรงค์ No Vote และให้ประชาชนปฎิวัติโดยมีทหารอารักขา ของพวกพันธมิตร สะพานมัฆวาน โดยคนพวกนี้กล่าวหาว่า "นักการเมืองเลว" ต้องการปิดเทอมประเทศไทยกำจัดนักการเมืองเลวให้หมด โดยเอาภาพการทุจริตคอรัปชั่นอย่างมโหราฬของรัฐบาลอภิสิทธิ์ มาเป็นข้ออ้าง

ทั้งๆ ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ คือ รัฐบาลที่คนพวกนี้จับมายัดใส่มือประชาชนโดยปล้นอำนาจของประชาชนไป อุ้มมาเอง คุ้มครองเอง แล้วทำมาตอแหลว่านักการเมืองเลว นักการเมืองเลว เพราะมันมั่นใจว่า "คนอุ้มเบื้องหลัง "ทั้งทหาร ขบวนการยุติธรรมทั้งหลายช่วยเหลืออุ้มชูพวกมัน มันจึงไม่แคร์ประชาชน

หากนักการเมืองเลว "คนที่อุ้มอยู่เบื้องหลังนั้น "เลวกว่าหลายเท่า

ตอนนี้ผมคิดว่า "ระบอบอำมาตย์จนมุมแล้ว" รัฐบาลอย่าง สุรยุทธ์ จุลลานนทฺ์ก็ไปไม่รอด รัฐบาลที่ตัวเองอุ้มมาคือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ถึงกับพูดว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ พิสูจน์ได้ว่า "นักการเมืองเลว" โดยการรับรองของพันธมิตรด้วยซ้ำว่าเลวจริงๆ

วันนี้ยังจะมาเสนอหน้า "เสนอนายกฯ มาตรา 7 " หาคนดีที่สร้างความฉิบหายให้กับคนไทยมาอีก มันควรหมดเวลาแล้วสำหรับอำนาจที่อยู่เบื้องหลัง

ผมฟันธงว่าประเทศไทยต้องเป็นอย่างประเทศบนภูเขาหิมาลัยแน่นอน กับความพยายาม "ทำให้น้ำนิ่ง" ของพวกอำมาตย์ สุดท้ายล่มสลายแน่นอน

วันนี้ชาวบ้านเขาตาสว่างหมดแล้ว การเอานายกฯ มาตรา 7 มา เท่ากับฝ่ายอำมาตย์ทั้งหลายยื่นมือออกมาเอง เอาคนของตนออกมาเอง ต่อไปก็ไม่มีกันชนอีกแล้ว

คนเสื้อแดงบางกลุ่มที่กำลัง "รำคาญ" กับการเลือกตั้ง และอยากมุ่งหน้าไป "ปฎิวัติประชาชน" เลย คงได้มีเงื่อนไขสู้ต่อไปอย่างแน่นอน และคนเสื้อแดงกลางๆ ที่คิดว่า "เมื่อมีการเลือกตั้ง" เราก็ต้องสู้ในโหมดเลือกตั้ง ก็คงออกไปร่วมมือกับแดงปฎิวัติประชาชนอย่างแน่นอน

แม้ผมจะสนับสนุนการต่อสู้ในแนวทางรัฐสภาอย่างสันติ แต่ผม "สังหรณ์ใจลึกๆ " นานแล้วว่า มันจะไม่ออกมาอย่างนั้น แต่ไม่อยากตีตนก่อนสถานการณ์เท่านั้น เพราะการสร้างกระแสก่อนสถานการณ์เกิดขึ้นนั้นไม่มีประโยชน์อะไร ต้องรอให้เงื่อนไชมันพร้อมมูลเท่านั้น เราจึงจะสามารถผลักกระแสปฎิวัติประชาชนต่อไปได้


ผมฟันธง ทันทีที่มีนายกฯ มาตรา 7 คนเสื้อแดง ก็มีเงื่อนไขการชุมนุมเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งนี้ได้ทันที และมีความชอบธรรมอย่างสมบูรณ์ด้วย

หากมีความพยายามที่จะดึงพรรคเพื่อไทยไปร่วม เพื่อให้เป็น "รัฐบาลแห่งชาติ" นักการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่ไปร่วมกับ รัฐบาลมาตรา 7 นี้ จะถือว่าทรยศกับประชาชน เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน วันนั้นเขาก็ไม่ใช่นักการเมืองในสายเสื้อแดงอีกต่อไป เขาเป็นเช่นเดียวกับเนวิน คนทรยศ เขาก็ขาดจากขบวนการประชาชนในทันที

ผมสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น ไม่สนับสนุนให้ได้อำนาจด้วยวิธีการอื่น เพราะหากเป็นอย่างนั้น มันก็ขาดจากความสัมพันธ์กับประชาชนทันที กลายเป็น "คนของอำมาตย์" ที่ต้องรับผิดชอบต่อ "ความต้องการของอำมาตย์" ไปทันที ไม่ได้รับผิดชอบต่อความต้องการของประชาชน

Re:

คุณ จตุพร กับคุณณัฐวุติ ควรออกมาตอบโต้กับการสร้างกระแสนี้ได้แล้วครับ พวกเขามียุทธศาสตร์อย่างนี้ เราสามารถจับทางได้จาก "ปรากฎการณ์" ที่เกิดขึ้นเป็นนัยๆ กับกระแสนี้แล้ว

การออกมาตอบโต้ แนวความคิดนี้ได้แล้ว ควรออกมาจุดพลุสร้างกระแสการต่อต้านกับแนวคิด นายกฯมาตรา 7 นี้ได้แล้วครับ และเป็นเงื่อนไขให้เสื้อแดงได้สร้างกิจกรรมทางการเมือง เพื่อเตรียมตัวรับมือกับ "ยุทธศาสตร์นายกฯ มาตรา 7" ของพวกอำมาตย์นี้ได้แล้ว

การจุดพลุสร้างกระแส โดยคุณจตุพรนั้นมีความชอบธรรม เพราะคุณจตุพรเป็น สส. ย่อมมีความชอบธรรมที่จะต่อต้านกับความคิดที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้ได้อย่างเต็มที่

ขอ "แกนนำ" จงจำคำที่ให้ไว้ ต่อหน้าศพ "วีรชน"

ที่มา thaifreenews

โดย แมวอ้วนอ้วน



คงจะมีภาพจากงานศพวีรชน "เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์" จากอีกหลายๆ กล้อง
แต่ผมก็อยากจะขอลงภาพไว้ด้วย เพื่อร่วมรำลึก วีรชนเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์
วีรชนที่เสียชีวิตจากการต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับทหารที่ใช้อาวุธสงครามเข้ากระทำต่อประชาชนมือเปล่า
และได้โดนยิงเข้าที่บริเวณหน้าอก ถึง 4 นัด กระสุนทำลายหัวใจ ชีวิตทันที


พวกท่าน (แกนนำ) อาจจะเคยกล่าวสิ่งต่างๆ มามากมาย ทั้งก่อนเหตุการณ์ และหลังเหตุการณ์สูญเสีย
และผมเชื่อว่าหลังจากที่พวกท่าน ได้มีเวลาตกผลึกทางความคิด อีกกว่า 10 เดือน
ผมเชื่อว่า คำพูดที่พวกท่าน พูดออกมาต่อหน้าศพวีรชน คงได้กลั่นกรองออกมาจากใจท่านแล้ว

ผมจึงอยากจะขอให้ "แกนนำ" ทุกท่าน จงจำคำที่ให้ไว้ ต่อหน้าศพ "วีรชน" และกระทำตามนั้นจริงๆ



Re:
ผมไปร่วมงานด้วยเสื้อสีแดงเพื่อเป็นการให้เกียรติวีรชน (ปกติผมไม่ค่อยได้ใส่เสื้อสีแดง)

เป็นงานศพวีรชนคนเสื้อแดงที่ได้รับเกียรติจากไพร่แดงอย่างเราๆ มาร่วมงานกันจนแน่นวัด
ไม่จำเป็นต้องมีพิธีการจากเทวดาไหนๆ มีแต่เพียงไพร่แดง







คุณพ่อ คุณแม่ ของวีรชนเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ยังคงเข้มแข็ง ยังคงสู้ต่อ ซาบซึ่ง

Re:

ศพวีรชนถูกแบกขึ้นมาอย่างสมเกียรติ สมศักดิ์ศรี ที่วีรชนควรได้รับ ท่ามกลางผุ้มาร่วมไว้อาลัย









Re:

ตัวแทนพรรคเพื่อไทยได้ขึ้นมาทอดผ้าบังสุกุลเป็นคนแรก

และตามด้วยลุงยิ้มและน้องเอ็ม ผู้ซึ่งค่อยช่วยเหลือติดต่อประสานงาน ทำกิจกรรมเพื่อช่วยเยียวยาครอบครัววีรชน
ที่เสียชีวิต มาโดยตลอด ...... ขอขอบคุณลุงยิ้ม และน้องเอ็ม ด้วยครับ


ต่อด้วยแกนนำ ที่ให้เกียรติมากัน เป็นจำนวนมาก


ปกติช่วงหลังๆ มานี้ (ตั้งแต่ก่อนชุมนุมใหญ๋ปี เมษาเลือด 2552) ผมไม่ค่อยได้ถ่ายภาพ "แกนนำ" นักหรอกครับ
อาจจะเพราะถ่ายภาพการชุมนุมมาหลายปีแล้วตั้งแต่สมัยที่ยังคาดผ้าสีเหลืองชุมนุมขับไล่ คมช.
แต่วันนี้ผมขอถ่ายภาพ "แกนนำ" ทั้งหลาย อีกสักครั้ง
เพื่อขอให้พวกท่าน ได้จำภาพ จำคำที่ให้ไว้ ต่อหน้าศพ "วีรชน" เพื่อร่วมสู้ต่อไปจนถึงเป้าหมายของวีรชน




ใครจะลงก่อนที่สถานนีไหนก็ไม่ว่ากัน ขอสิ่งสำคัญอย่าเพียงแค่มาหาเสียงไปวันๆ อย่าลืมคำที่ให้ไว้กับวีรชน


ดร.อภิวันท์ ดูจะเป็นท่านเดียวที่ ยกมือไหว้มาที่รูปถ่ายวีรชน (ท่านอื่นๆ อาจจะไม่ทันได้คิดอะไรก็เป็นได้นะครับ)


Re:


คุณแม่ พยายามกล่ำกลืนน้ำตา ไม่ให้ปล่อยโฮ ออกมา ขณะที่ท่าน "แกนนำ" กล่าวคำอาลัยต่อหน้าศพ "วีรชน"

ขอ "แกนนำ" จงจำคำที่ให้ไว้ ต่อหน้าศพ "วีรชน"






Re:







ซาบซึ่ง

Re:

โดย สุรชัย..namome

วีรชนประชาธิปไตย
โดย Thailand Mirror

ภาพวันฌาปนกิจ วีรชนประชาธิปไตย
เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ วัดสีกัน 3 เมษายน 2554

http://www.facebook.com/home.php#!/album.php?aid=58948&id=100000014066831

งานศพคุณ เทิดศักดิ์ที่วัดสีกัน
โดยเรืองศิลป์ พัฒนโชติ





























http://www.facebook.com/login/setashome.php?ref=genlogin#!/album.php?fbid=1486535183612&id=1840902100&aid=53153

ศพ เทอดศักดิ์2 เมษายน 2011
โดยเรืองศิลป์ พัฒนโชติ

http://www.facebook.com/home.php#!/album.php?fbid=1486300817753&id=1840902100&aid=53139

วีรชนเทิดศักดิ์ คุณจะไม่ตายเปล่า

http://www.youtube.com/watch?v=e3WoCn4-Nvg&feature=mfu_in_order&list=UL

งานเผาศพวีรชนเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ วัดสีกัน ดอนเมือง ลุงยิ้มตาสว่างกล่าวขอบคุณผู้ที่มาร่วมงาน 03-04-54