WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 5, 2011

วู้ดดี้พสกนิกรตัวอย่างแบ่งของกินสุนัขทรงเลี้ยง

ที่มา Thai E-News



พสกนิกรตัวอย่าง-คลิปรายการช่วงที่"วู้ดดี้"แสดงถึงความซาบซึ้งพระบารมีของพระราชวงศ์ ด้วยการนั่งพับเพียบนำอาหารสุนัขป้อนให้"คุณลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง จากนั้นได้แบ่งครึ่งจากปากของสุนัขทรงเลี้ยงมาใส่ปากของตัวเองกินเข้าไปด้วย พร้อมกับพูดว่า"อร่อย" โดยที่เจ้าฟ้าหญิงเล็กทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย

ต่อมา“วู้ดดี้” ให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง ขณะทูลสัมภาษณ์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระราชทานสัมภาษณ์เรื่องขอความเป็นธรรมให้ในหลวง กับพระราชินี และข่าวลือต่างๆ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด ASTVผู้จัดการ และรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

เมื่อเวลา 22.20 น. คืนวันอาทิตย์ 3 เมษายนที่ผ่านมา โทรทัศน์ได้เผยแพร่เทปโทรทัศน์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงประทานพระวโรกาสให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี ทรงเผย “ในหลวง-ราชินี” ทรงเป็นห่วงคนไทยอยากให้รักสามัคคีกลมเกลียวกันชาติจะได้เจริญก้าวหน้าต่อไป อีกทั้งอยากให้ 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรได้รับ ระบุ 15 ปีที่ผ่านมา เป็นเด็กวัด กินนอน ทำสมาธิอยู่ในกุฏิเล็กๆ ที่วัด กับหลวงตามหาบัว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเด็กวัด

ในคลิปสุดท้ายนี้"วู้ดดี้"แสดงถึงความซาบซึ้งพระบารมีของพระราชวงศ์ ด้วยการนั่งพับเพียบนำอาหารสุนัขป้อนให้"คุณลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง จากนั้นได้แบ่งครึ่งจากปากของสุนัขทรงเลี้ยงมาใส่ปากของตัวเองกินเข้าไปด้วย พร้อมกับพูดว่า"อร่อย" โดยที่เจ้าฟ้าหญิงเล็กทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย

ต่อมา“วู้ดดี้” วุฒิธร มิลินทจินดา ให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง ขณะทูลสัมภาษณ์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระราชทานสัมภาษณ์เรื่องขอความเป็นธรรมให้ในหลวง กับพระราชินี กับข่าวลือต่างๆ

“ผม นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง แล้วก็สัมภาษณ์ต่อยากมาก พระองค์เองก็เข้าพระทัย ผมก็ไม่ค่อยถนัดเรื่องราชาศัพท์ ก็ไม่รู้จะทูลอย่างไร ทุกเรื่องที่ประทานสัมภาษณ์ เรื่องในหลวง ผมรู้สึกสะเทือนอารมณ์มากทุกช่วงทุกเรื่อง ความรู้สึกมันมาโดยที่เราไม่รู้ตัว ผมคิดว่าพระองค์ก็มีความรู้สึกที่ชัดเจนกับทุกๆ ประเด็นที่ออกมา และ ก็คิดว่าประชาชนหรือพี่น้องชาวไทยได้ดูก็จะเข้าใจความรู้สึกของพระองค์และ ในหลวง ว่าพ่อของเรารู้สึกอย่างไรนาทีนี้ เวลาแผ่นดินเราร้องไห้ ท่านก็ร้อง เวลาเรามีสุขท่านก็มีสุข เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เทปนี้ทำให้ผมรู้สึกเลยว่า ผมเกิดมาผมมีพ่อมีแม่ และในเวลาเดียวกันผมก็มีพ่อมีแม่ที่ดูแลคนไทยทั้งประเทศ”








ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ พระราชทานสัมภาษณ์รายการทีวี ตรัสถึงความในพระทัยอยากให้คนรู้จักตัวตนอย่างแท้จริง ไม่อยากให้ไปฟังข่าวลือ หรือข่าวที่พูดๆ กันไป เผยการเกิดมาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมีหน้าที่มากมาย ไม่ได้สุขสบายอย่างที่หลายคนคิด ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ว่าต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชน ส่วนอาการประ ชวรชี้ต้องรีบหายแม้ยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะพระ เจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีก็ประชวรแต่ยังทรงงาน ทรงทุ่มเทเต็มที่ อยากให้ทั้ง 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรม โดยช่วงที่อยู่วัดป่าบ้านตาด เป็นช่วงที่สงบสุขทั้งกายและใจ เวลาเครียดอยู่กับ"ลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง เผยหลวงตาบัวสั่งไว้ก่อนละสังขารว่าอย่าร้องไห้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฉลองพระองค์ชุดกาวน์สีขาว ด้านในยังทรงชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช พระราชทาน พระวโรกาสพิเศษสัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์วู้ดดี้เกิดมาคุย ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี โดยมีพิธีกร"วู้ดดี้"วุฒิธร มิลินทจินดา ทำหน้าที่สัมภาษณ์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสถึงความรู้สึกว่า อยากให้คนที่ติดตามชมรายการได้รู้จักตัวตนของฉันอย่างแท้จริง ไม่อยากให้ไปฟังข่าวลือ หรือข่าวที่พูดๆ กันไป ณ วันนี้ คือตัวตนที่แท้จริงของฉันไม่มีบิดเบือน 15 ปีที่ผ่านมาเป็นเด็กวัด กินนอน ทำสมาธิอยู่ในกุฏิเล็กๆ ที่วัดกับหลวงตามหาบัว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเด็กวัด แม้ว่าหลวงตาฯปลงสังขารไปแล้ว มีกระแสข่าวมากมาย มีคำกล่าวว่ามากมาย มันย่อมมีผลกระทบกับชีวิตคนเราแน่นอน แต่อยากให้มองย้อนกลับไปพิจารณาคำนินทาว่ากล่าวนั้นว่า ตรงกับตัวเราหรือไม่ ถ้ามันเป็นจริงเราก็ต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเองเสียก่อน แต่ถ้าไม่ตรงกับเรา ต้องปล่อยวางกับสิ่งเหล่านี้ทันที หลวงตาท่านสอนไว้ ตอนแรกเริ่มจะทำยากมาก แต่ก็พยายามสงบจิตใจและนึกถึงคำสอนของหลวงตา กำหนดลมหายใจ ทุกวันนี้สามารถทำได้อย่างสบายใจและสงบ


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงอุ้ม "ลูกหมี" สุนัขทรงเลี้ยง ขณะพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เมื่อวันที่ 29 มี.ค.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสอีกว่า เรื่องในอดีตให้มันผ่านไป อนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อย่าไปฟุ้งซ่านคาดเดา ให้อยู่กับปัจจุบัน การเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมีหน้าที่มากมาย ไม่ได้สุขสบายอย่างที่หลายคนคิดหรือนึกภาพตามจินตนาการนิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย ชีวิตถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชน ต้องทำงานตั้งแต่อายุ 14 จนถึงเรียนจบปริญญาเอก

"ทุกวันนี้พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ท่านยังทรงงานแม้ว่าจะมีอาการเจ็บป่วย เห็นท่านตรากตรำทำงานเพื่อประชาชนของท่านมาตั้งแต่เด็กๆ เดินทางไปในแหล่งที่ไม่มีแม้กระทั่งถนน ช่วยเหลือประชาชน เด็กยุคใหม่ไม่รู้แล้วว่าท่านทำอะไรให้บ้านเมืองบ้าง ใจจริงของฉันอยากจะขอเวลาจากรายการทีวีช่วงสั้นๆ แค่ 5 นาที 10 นาที ฉายพระราชกรณียกิจที่ท่านทำ สงสารท่านเถอะ ท่านทุ่มเทเต็มที่ เอาใจใส่ทุกรายละเอียดทุกงานที่ทำทั้ง 2 พระองค์ ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทรงเป็นห่วงเรื่องความสามัคคีของคนไทย อยากให้กลมเกลียว คนไทยต้องเข้มแข็ง ชาติจะได้เจริญก้าวหน้าต่อไป ฉันอยากให้ทั้ง 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรจะได้รับ" สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัส

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสถึงอาการป่วยว่าหลังจากที่ผ่าตัดแล้วต้องพักถึง 3 เดือน แต่นี่ก็เลยช่วง 3 เดือนมาแล้ว ยังเดินไม่ค่อยสะดวก แต่ก็ยังต้องทำงานเพราะช่วงที่พักฟื้นพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีท่านเสด็จฯไปเยี่ยมเอง จนทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราต้องรีบหาย ต้องรีบแข็งแรงตั้งใจที่จะหายและสามารถเดินได้ ทำงานได้ปกติ มาถวายงานท่านทั้ง 2 พระองค์ให้ได้เหมือนเดิม ช่วงนี้ได้รับมอบหมายให้ดูงานคณะแพทย์พอ.สว. ก็จะต้องเข้าไปรายงานความคืบหน้าให้ทั้ง 2 พระองค์ได้ทราบด้วย งานในส่วนของสถาบันวิจัยกับงานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ก็ยังดำเนินต่อไป เมื่อมีปัญหา หรือมีเรื่องที่ต้องปรึกษาร่วมกับคณะก็ต้องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสอีกว่า เวลาส่วนตัวของฉันจริงๆ คือช่วงที่ไปอยู่วัด เป็นช่วงที่สงบสุขทั้งกายและใจ นั่งสมาธิ สวดมนต์ เคยว้าเหว่เหมือนกัน ช่วงที่หลวงตาปลงสังขารไปใหม่ๆ ก็จะเอาดีวีดีคำสอนของท่านมาเปิดดู อ่านหนังสือของท่าน"หยดน้ำในใบบัว" หลวงตาท่านสอนว่าให้เก็บพ่อไว้ในใจ แล้วท่านจะอยู่กับทูลกระ หม่อมลูกตลอดไป(หลวงตาเรียกฟ้าหญิงว่าทูลกระหม่อมลูก) ฉันอยากไปอยู่วัดแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของญาติมิตร เพราะเกรงว่าฉันจะหลุดไปจากโลกปัจจุบันนี้

"เวลาที่เหงาหรือเครียดก็มีคุยหรือระบายกับ "ลูกหมี" สุนัขที่ฉันเลี้ยง ลูกหมีเป็นสุนัขที่เข้าใจภาษาคน เพราะอยู่กับคนมาก เขาก็จะฉลาด เวลามีปัญหา หรือมีเรื่องมากระทบจิตใจไม่ว่าใครจะพูดอะไรข่าวจะออกมาในแง่ไหน หลักใหญ่ๆ คือจิตใจทุกอย่างสำคัญที่ใจ เมื่อใจเราคิดดีมีใจเป็นประธานแล้ว ทุกอย่างที่เราคิดก็จะดีตามมาเอง ก่อนที่หลวงตาจะปลงสังขารท่านสั่งไว้ว่าอย่าร้องไห้ ฉันก็จะไม่ร้องไห้ แม้กระทั้งท่านปลงสังขารก็ยังนิ่งอยู่ มีเกือบๆ เหมือนกัน หลวงตาท่านมาโปรดฉัน" สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัส

สำหรับการพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รวมถึงการดูแลพระอาการประ ชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งทรงเผยให้ชมโต๊ะทรงงานและบันทึกพิเศษที่ท่านทรงพระอักษรจากใจ ความเชื่อเรื่องโลกแตกในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เรื่องสนุกอารมณ์ดีกับเรื่องสุนัขทรงเลี้ยงและสุนัขประจำตึกที่โรงพยาบาลศิริราช จะออกอากาศในรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" อาทิตย์ที่ 3 เม.ย.นี้ เวลา 22.30 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

ชมคลิปข่าว:คลิ้กที่นี่

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

พสกนิกรปลื้ม"ลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยงฟ้าหญิงเล็ก คิดถึง"คุณต่งต๊ง"ที่เคยใส่เพชร150ล้านเดินแฟชั่นโชว์

-กระทู้เฉลิมไทย พันทิปซาบซึ้ง:ฟ้าหญิงทรงขอความเป็นธรรมให้แก่พระเจ้าอยู่หัวกับราชินี

-สมศักดิ์ เจียมฯ:บันทึกเปิดผนึก เรียน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ว่าด้วย "ความยุติธรรม"

เนปาล: วิกิลีกส์เปิดโปงการแทรกแซงของสหรัฐฯ ต่อกระบวนการสันติภาพที่เนปาล

ที่มา Thai E-News

นักกิจกรรมเหมาอิสต์

Nepal: WikiLeaks reveals US intervention against peace process
โดย Alistair Reith
ทีมา Green Left

ถอดความโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2554




วิกิลิกส์ได้เผยแพร่เคเบิลลับของวงการฑูตสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม แสดงให้เห็นว่าอดีตฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศเนปาล เจมส์ มอริอาตี้(James Moriarty) ได้พยายามทุกช่องทางที่จะขัดขวางไม่ให้กระบวนการสันติภาพเนปาลสามารถเดิน หน้าสู่ความสำเร็จได้ เพื่อกีดกั้นกลุ่มเหมาอิสต์ไม่ให้ขึ้นสู่อำนาจ

กองทัพปลดแอกประชาชนที่นำโดยกลุ่มเหมาอิสต์ได้นำการต่อสู้ “สงครามประชาชน” ที่ยาวนานต่อเนื่องนับทศวรรษ เพื่อต่อต้านระบอบศักดินากษัตริย์ที่ปกครองเนปาลมาหลายร้อยปี การลุกขึ้นสู้ของประชาชนทั้งประเทศในปี 2549 สามารถโค่นสถาบันพระมหากษัตริย์ลงได้สำเร็จ และเปิดเส้นทางสู่การเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาได้สำเร็จในปี 2551

กลุ่มเหมาอิสต์ชนะการเลือกตั้งและมีีที่นั่งมากที่สุดในสภา หลังจากที่รัฐบาลนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์เนปาล (UCPN-M) ถูกรัฐประหารที่นำโดยนายทหารระดับสูงในปี 2552 กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็ถูกบล๊อคไปด้วย


กระบวนการสันติภาพได้ริเริ่มขึ้นเป็นหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่มันก็ถูกก่อกวนจากชนชั้นสูง โดยเฉพาะนายทหารระดับสูงรอยัลลิสต์ของกองทัพเนปาล

เคเบิลได้เผยตัวตนมอริอาตี้ผู้ขมขื่น ที่พยายามอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูที่จะโน้มน้าวให้คนเชื่อว่า กระบวนการสันติภาพที่ลงนามโดยเหมาอิสต์ในปี 2549 นั้น เป็นเพียงแผนการณ์เพื่อที่จะช่วยให้พวกเหมาอิสต์สามารถขยายแนวคิดและวาระแห่งการปฏิวัติเท่านั้นเอง เคเบิลเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของท่านฑูตที่จะบล๊อคกระบวนการสันติภาพนี้

เคเบิลหลักชิ้นหนึ่งระบุวันที่ 22 กันยายน 2549 สถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่งถูกโค่นโดยการลุกขึ้นสู้ของมวลชนจำนวนมหาศาล ซึ่งกองทัพปลดแอกประชาชนเหมาอิสต์ได้ร่วมมือกับพรรคการเมืองกระแสหลักและ พรรคอนุรักษ์นิยมโค่นล้มพระมหากษัตริย์ที่่เผด็จการจนสำเร็จ

ในข้อตกลงซึ่งถูกทำให้หยุดชะงักไป กลุ่มเหมาอิสต์และพรรคการเมืองเหล่านี้ เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดให้มีการเลืิอกตั้งและเปิดสมัยสภาโดยทันทีเพื่อพิจารณาวาระหลักเพื่อการเปลี่ยนผ่านเนปาลอย่างขนานใหญ่ กลุ่มเหมาอิสต์ยุติการต่อสู้้ด้วยอาวุธ และเซ็นข้อตกลงสันติภาพในเดือนพฤศจิกายน 2549

กองทัพปลดแอกประชาชนเนปาลประกาศหยุดยิง และพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมกว่ากลุ่มอื่นๆ ตกลงร่วมกันที่จะเริ่มปฎิรูปสังคมเนปาล


ในช่วงเวลาที่เคเบิลนี้เขียนขึ้นมา มันเป็นช่วงภาวะสูญญากาศทางการเมือง กษัตริย์เนปาลพ่ายแพ้บนท้องถนน และกองทัพเหมาอิสต์สามารถเดินบนท้องถนนกลางกรุงกาฎมัณฑุเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ กระนั้นก็ตาม มันก็ใช้เวลาอีกร่วมหนึ่งปีไปเพื่อการเจรจาระหว่างกันจนได้ข้อยุติเรื่องรัฐบาลรักษาการ โดยมีตัวแทนเหมาอิสต์อยู่ในคณะรัฐบาลรักษาการด้วย


ยามนี้มันได้เปิดเผยให้เห็น อย่างน้อยก็ในบางด้าน ว่าเพราะเหตุใดกระบวนการเหล่านี้จึงใช้เวลานานนัก เพราะจักรวรรดิอเมริกาได้แทรกแซงกระบวนการทางการเมืองของเนปาล เพื่อพยายามที่จะป้องกันไม่ได้กลุ่มเหมาอิสต์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีมวลชนสนับสนุนมากที่สุดในเนปาล เข้ามาอยู่ร่วมในคณะรัฐบาล

ในเคเบิล มอริอาตี้เขียนว่า “ มันดูเหมือนว่าเวลาแห่งการเผชิญหน้าในเนปาลกำลังย่างกรายเข้ามา . . . เหมาอิสต์จัดตั้งอย่างหนักและจัดการเดินขบวนครั้งใหญ่หลายครั้งตลอดเดือน ตุลาคมที่ผ่านมา . . . ถ้ารัฐบาลยังคงปฏิเสธที่จะยอมทำตามข้อเสนอของพวกเขา กลุ่มเหมาอิสต์ ตามแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หลายแหล่ง ดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมที่จะเคลื่อนเข้ามายังเมืองหลวงในเดือนพฤศจิกายน เพื่อใช้มาตรการรุนแรงในเมืองหลวง โดยใช้ภาพการเดินขบวนเป็นเครื่องบังหน้า” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกรงกลัวว่า “เส้นทางสู่อำนาจของ” เหมาอิสต์ จะเพิ่มมากขึ้นหลังจากโค่นพระมหากษัตริย์ลงได้แล้ว


ในช่วง 5 ปี นับตั้งแต่เคเบิลเหล่านี้ได้เขียนขึ้นมา พรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์เนปาล ยังคงยึดมั่นในกระบวนการสันติภาพ ยังคงริเริ่มและผลักดันแนวทางเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ๋ และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยยึดมั่นในแนวทางการประท้วงอย่างสันติวิธี

กระบวนการสันติภาพยังคงอยู่ในสภาวะชะงักงัน การสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างบูรณาการถูกขัดขวางจากพรรคร่วมรัฐบาล เคเบิลระบุว่า เมื่อต้องเผชิญกับบล๊อคเหล่านี้ กลุ่มเหมาอิสต์ขู่ว่าจะออกไปถอนตัวออกไปจากกระบวนการเจรจา และหันกลับไปใช้มาตราการกดดันข้อเรียกร้องด้วยพลังมวลชน

ในเคเบิลเดือนกันยายน 2549 มาริอาตี้กล่าวว่า ข่าวดี คือ กลุ่มเหมาอิสต์ข่มขู่เรื่องเหล่านี้้เพื่อเป็นการบลั๊ฟทางการเมืองเท่านั้น จริงๆแล้วเหมาอิสต์มีมวลชนค่อนข้างน้อย และก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะกองทัพของรัฐบาลได้ถัาจะต้องสู้รบกันอย่างซึ่งๆ หน้า”


นี่คือคำกล่าวที่น่าขบขันยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนไปในช่วงเวลานั้น เมื่อการเลือกตั้งได้จัดขึ้น สื่อกระแสหลักและรับบาลจากประเทศต่างๆ พากันให้ข่าวกันอย่างต่อเนื่องว่า เหมาอิสต์มีผู้สนับสนุนไม่มากนัก และมีการประมาณการว่าเหมาอิสต์จะได้รับเลือกเข้ามาโดยทิ้งช่วงห่างมากเป็น ลำดับที่สาม แต่ผลปรากฎว่า เหมาอิสต์พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน ประเทศ

ในเคเบิลที่จ่าหัวว่า “เราจำต้องทำอะไรบ้าง” มอริอาตี้ร่างยุทธศาสตร์ให้กับสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้การปฏิวัติของกลุ่มเหมาอิสต์ประสบความสำเร็จ


มอริอาตี้ประกาศว่า เราจำเป็นจะต้องเพิ่มความความเป็นไปได้ที่่บรรดาผู้นำที่นี่จะเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ผมได้เข้าพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีอย่างสม่ำเสมอ ได้ขอร้องให้นายกรัฐมนตรี (จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ) สั่งการให้้กองกำลังตำรวจปฏิบัติหน้าที่ของผู้รักษากฎหมาย และยังได้สั่งการและกำกับให้ท่านนายกปฏิบัติตามคำขอร้องในระดับต่ำสุดคือ ไม่ให้กลุ่มกองกำลังติดอาวุธเหมาอิสต์ย่างเท้าเข้ามาอยู่ในรัฐบาลได้ (เท่าที่ปรากฎ ข้อเรียกร้องนี้ประสบความสำเร็จกว่าข้อแรก)


“พวกเรายังได้ผลักดันให้พรรคการเมืองหลักพรรคอื่น . . . ให้การสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ในการจัดการกับกองกำลังติดอาวุธ และกดดันให้นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ตำรวจใช้กำลังจัดการกับกลุ่มเหมาอิสต์ ผมยังได้จุดประเด็นเหล่านี้โดยการไปเยี่ยมเยียนค่ายทหารหลายค่าย . . . และได้กล่าวประนามการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์อย่างเปิดเผย “รัฐมนตรีฝ่ายซ้ายได้พากันเรียกร้องให้ขับผมออกจากประเทศ แต่อย่างน้อยประชาชนบางคนที่นี่ เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์บ้างแล้ว“


เคเบิลนี้พิสูจน์ว่าทูดสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ผลักดันให้กลุ่มเหมาอิสต์หลุดไปจากเป็นรัฐบาล แต่ยังเรียกร้องให้กำลังตำรวจปราบปรามขบวนการเหมาอิสต์อีกด้วย


มันเป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของเนปาลอย่างอย่างหยาบคาย และน่ารังเกียจอย่างที่สุด - โดยเฉพาะมันชัดเจนว่า มีเป้าประสงค์เพื่อปิดกั้นพลังประชาชนและข้อเรียกร้องอันยุติธรรมของพวกเขา

หลังฉาก สหรัฐฯ ได้ต่อต้านกระบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในเนปาล - และสนับสนุนกลุ่มพลังทางการเมืองที่สามารถดำรงอำนาจกดขี่ประชาชนของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ต่อไป


สังคมชาวเนปาลต่างก็ชิงชังพวกตำรวจ ที่คอรัปชั่นกันทั้งระบบ ที่ใช้มาตราการทั้งการทรมาน ข่มขืนและลอบสังหารประชาชน


ในประเทศที่รัฐบาลเผิกเฉยต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในชนบทอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ บ่อยทีเดียวที่สถานีตำรวจท้องถิ่น คือสำนักงานของรัฐฯ ที่มีเพียงแห่งเดียวในพื้นที่นั้น ไม่มีทั้งโรงพยาบาลหรือโรงเรียน มีเพียงพวกนักเลงหัวไม้ที่คอรัปชั่น และให้ความคุ้มครองเจ้าที่ดินและนายทุนเงินกู้เท่านั้น


ในช่วงสงครามประชาชนในทศวรรษที่ 2533 สิ่งแรกที่ขบวนการชาวนาที่ลุกขึ้นสู้กระทำคือ การโจมตีและทำลายโรงพักต่างๆ


พอถึงช่วงต้นทศวรรษ 2543 ตำรวจต่างก็ถูกขับให้ออกไปพ้นพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ในชนบททั่วเนปาล การเรียกร้องให้ตำรวจเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีพื้นที่ของเหมาอิสต์ หมายถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลดำรงไว้ซึ่งความโหดร้ายที่กระทำต่อประชาชนในช่วงแห่งสงครามปลดแอก

มอริอาตี้ยังคงได้เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมส่งอาวุธล๊อตใหญ่มาที่เนปาล


ตลอดช่วงระยะเวลาแห่งสงครามประชาชน สหรัฐฯและชาติตะวันตกได้บริจาคอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล แม้ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับความโหดร้ายที่พวกเขากระทำต่อประชาชนเผยแพร่ออกไปแล้วก็ตาม

มันแสดงให้เห็นว่า เพราะเหตุใด สหรัฐฯ มาสู่ข้อสรุปอย่างรวดเร็วในการมองทัพเนปาลในฐานะเครืองมือที่สหรัฐฯ วางใจมากที่สุด และเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันกำจัดขบวนการปลดแอกประชาชน


มอริอาตี้เขียน “พวก เราจำเป็นจะต้องเตรียมรับมือในความเป็นไปได้ที่เหมาอิสต์จะกลับไปใช้ความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ในเดือนพฤศจิกายน ประเด็นสำคัญคือการประนามการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์อย่างรวดเร็วที่สุด ในขณะเดียวกันก็จัดการส่งอาวุธ 4,500 กระบอกหรือมากกว่านั้นที่มีในคลังอาวุธมาให้กับกองทัพเนปาลมาโดยทันที

“อาวุธเหล่่านั้นจะส่งผลสะเทือนทางเทคนิคในทันที แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มันจะช่วยอุ้มรัฐบาลที่อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาลให้ต้องยอมแพ้ในอยู่ต่อไปได้”

ถ้ามีกองกำลังต่อต้านความรุนแรงที่พร้อมรับคำสั่ง สหรัฐฯ ก็มีความพร้อมที่จะให้อาวุธปืนกับพวกเขาตามที่ต้องการเพื่อใช้ในการบดขยี้ประชาชนของตัวเองที่ลุกขึ้นมาต่อสู้


เมื่อกระบวนการสันติภาพกำลังดำเนินไปด้วยดี สถานฑูตสหรัฐฯ ได้ทุกทุกวิถีทางในอำนาจที่มี เพื่อจะทำลายกระบวนการสันติภาพ และแสวงหาหนทางที่จะบดขยี้กลุ่มเหมาอิสต์และมวลชนของพวกเขา - แม้แต่ว่าจะต้องจ่ายด้วยราคาแห่งการจุดไฟสงครามประชาชนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็ตาม

ถ้ากระบวนการสันติภาพเนปาลล้มเหลวและมีการปะทะระหว่างมวลชนเกิดขึ้นจริงๆ ในอนาคต ความผิดจะไม่ได้เกิดจากกลุ่มเหมาอิสต์ พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกั้นอย่างถึงที่สุด ที่จะปรานีปรานอมกับกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้เสียสละอย่างมากแล้ว

พวกเรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า สหรัฐฯ พยายามจะทำให้กระบวนสันติภาพต้องหยุดชะงัก

เคเบิลเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอินเดียในเนปาลด้วยเช่นกัน เนปาลโดยพฤตินัยเป็นอาณานิคมของอินเดียมานานมาก ทั้งนักการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และกองทัพของเนปาล รวมทั้งในอีกหลายแง่มุมของวีถีสังคมล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำของอินเดีย

หนึ่งข้อเรียกร้องสำคัญของบวนการเหมาอิสต์คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมนี้ และเริ่มจัดรูปแบบความสันพันธ์ระหว่างสองประเทศขึ้นมาใหม่ บนพื้นฐานแห่งการเคารพในความเท่าเทียม เคารพอธิปไตยและอำนาจในการตัดสินอนาคตของตัวเองของชาวเนปาล


เหมาอิสต์ได้กล่าวหาอินเดียที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองของเนปาลมานานแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความพยายามที่จะบิดเบื้อนความหมายที่แท้จริงของการต่อสู้ของพวกเขาและรวมทั้งมุ่งทำลายขบวนการเหมาอิสต์

มันคือความลับที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง แต่ยามนี้มันมีหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัด


ในเคเบิลของมอริอาตี้ของเดือนกันยายน 2549 เขาได้เปิดเผยให้เห็นถึงบทบาทของฑูตอินเดียในความพยายามบล๊อครัฐบาลรักษาการที่มีกลุ่มเหมาอิสต์รวมอยู่ด้วย และในการผลักดันให้ตำรวจใช้ความรุนแรงเหมือนที่เคยทำ

เขากล่าวผมได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรอินเดียที่นี่ และในนามส่วนตัว เขาได้กดดันข้อเสนอเดียวกับผม “คือตำรวจจำเป็นจะต้องทำหน้าที่ผู้พิทักษ์กฎหมาย และรัฐบาลเนปาลไม่ควรปล่อยให้กองกำลังเหมาอิสต์เข้ามานั่งอยู่ในรัฐบาลรักษาการ”


มอริอาตี้จบเคเบิลเขาด้วยการเขียน “ชัยชนะของเหมาอิสต์จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับกองกำลังฝ่ายซ้ายทั้งหลายและเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค ดังนั้นจึงจำเป็นที่พวกเราจะต้องทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันผลที่จะเกิดตามมา”

ชัยชนะของเหมาอิสต์จะนำสิ่งเหล่านี้มาแน่นอนและมากกว่านี้อีก


ในยุคสมัยแห่งวิกฤติทุนนิยมเช่นนี้ คุณภาพของวิถีชีวิตลดต่ำลง สินค้าขึ้นราคา สงครามจักรวรรดินิยมและความพยายามควบคุมขบวนการปลดแอกประชาชนที่ปะทุขึ้น ทั่วโลก การที่เนปาลได้รับอิสระภาพ และเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างขนานใหญ่ จะกลายเป็นดังเช่นแสงไฟแห่งความหวังในท่ามกลางความมืดมิด

และแล้ว ในปี 2554 ในยามที่ประชาชนยึดครองถนนทั่วทั้งอาฟริกาและตะวันออกกลาง ในทันทีทันใดนั้น คำว่า “ปฏิวัติ” ไม่ได้ดูเป็นคำที่ล้าสมัยหรือว่าเปล่งออกมาจากการยึดมั่นอุดมการณ์เท่านั้น แต่มันเป็นปรากฎการณ์ร่วมสมัย ที่เติบโตอย่างมั่นคง ทันท่วงที และมันคือความจริง ชัยชนะของเหมาอิสต์ในเนปาล ได้ส่งกระแสคลื่นที่ซ๊อคทั้งสังคมโลกและมัน “เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ” อย่างแท้จริงต่อเผด็จการทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะในอาฟริกาเท่านั้น


ไม่ว่าสถานฑูตสหรัฐฯ จะพยายามจะแค่ไหนก็ตามที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงเรื่องนี้ ก็ไม่สามารถจะทำได้สำเร็จอีกต่อไป

สวัสดีความเศร้า ศอ.บต.

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ

นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. มั่นใจการทำงานคณะกรรมการที่ปรึกษา ศอ.บต.ใหม่ ซึ่งผ่านการเลือกตั้งจากผู้แทนแขนงต่างๆ รวม 9 ประเภท สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาให้กับประชาชนได้มากขึ้น แม้การเลือกตั้งจะไม่ค่อยมีความคึกคัก เนื่องจากถูกกลุ่มการเมืองและผู้มีอิทธิพลจัดตั้งไว้หมดแล้ว ยกเว้นการเลือกตั้งในกลุ่มสื่อมวลชนที่ฝ่าคะแนนจัดตั้งของนักการเมืองท้องถิ่นไปได้

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.54 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เปิดการลงคะแนน เพื่อเลือกตั้ง คณะกรรมการที่ปรึกษา ศอ.บต. ซึ่งประกอบด้วย ประเภทผู้แทนสื่อมวลชน ประเภทสถาบันปอเนาะ ประเภทโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ประเภทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเภทกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประเภทผู้นำสตรี ประเภทผู้นำพัฒนาสังคมภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้แทนกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอีหม่ามประจำมัสยิด และประเภทผู้แทนผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา รวม 9 ประเภท จำนวน 49 คน
การดำเนินการเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากในทุกประเภท มีการจัดตั้งจากฝ่ายการเมืองและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มาล่วงหน้าแล้ว

ที่มีการแข่งขันสูงเป็นการคัดเลือกผู้แทนสื่อมวลชน เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งเพียง 1 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระหว่าง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศและหัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคใต้ จ.สงขลา กับ นายหมุดตาเหล็บ โหดหีม นายกสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ จ.สงขลา และมีตำแหน่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จ.สงขลา การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความดุเดือด ผลการนับคะแนน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ชนะทิ้งห่างด้วยคะแนน 159 ต่อ 95คะแนน

ด้านนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากนี้ได้นำผู้ผ่านการเลือกตั้งทั้ง 44 คน เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีออกประกาศแต่งตั้งต่อไป และรวมกับอีก 5 คน ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีจะมีคัดเลือกขึ้นมา รวมเป็น 49 คน จากรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ มีประสบการณ์ในการร่วมกันแก้ปัญหาด้านพัฒนา และเป็นที่ยอมรับของประชาชน

ตนมั่นใจว่า ศอ.บต.ใหม่นี้ จะรวบรวมนำความคิด ที่มีความหลากหลาย และเป็นความคิดจากบุคคลที่นำความคิดจากประชาชนในพื้นที่ จะเป็นกำลังสำคัญในการเดินหน้าแก้ปัญหาในพื้นที่ประสบผลสำเร็จได้มากขึ้น


อ่านแล้วเศร้าจริงๆชายแดนใต้

( เขียนไม่ออกบอกไม่ถูก ครับ )

เสื้อแดงสหภาพยุโรปทอดผ้าป่าประชาธิปไตย เชิญผู้บาดเจ็บ-ญาติผู้เสียชีวิตติดต่อรับความช่วยเหลือ

ที่มา Thai E-News





โดย ประชาสัมพันธ์ UDD-THAI OF EUROPE


ชาว นปช.อียู ขณะเข้าร่วมพิธีทอดผ้าป่าประชาธิปไตยของเสื้อแดงสหภาพยุโรป

สำเร็จลุล่วงไปอย่างงดงาม ได้รับผลบุญกันไปทั่วหน้ากับงานผ้าป่าประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี ที่เมืองซาโบรกเคิ่น

ซึ่งครั้งนี้ไม่มีการโฟนอินของแกนนำ แต่เป็นการโฟนอินของพี่น้องเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายม็อบที่ราชประสงค์ ได้สร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาในงาน และท่านที่ได้รับบาดเจ็บเองจนกลั้นน้ำตากันไว้ไม่อยู่ทั้งสองฝ่าย

ทางเจ้าภาพขอกราบขอบพระคุณพี่น้องเสื้อแดงจากหลายๆประเทศ ที่พร้อมใจกันมาร่วมงาน ซึ่งท่านนายกฯทักษิณ ได้รับเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และได้ร่วมทำบุญด้วย 2,000 ยูโร หลังจากถวายผ้าป่าเรียบร้อย ทางคณะกรรมการได้เปิดซองผ้าป่าที่พี่น้องร่วมกันทำบุญได้ยอดทั้งหมด 6,500 ยูโร+2,000 ยูโร(ของท่านนายกฯ)รวมเป็นเงิน8,500 ยูโร

จากนั้นทางพี่น้องเสื้อแดงได้ช่วยกันต่อยอดผ้าป่าจนได้เพิ่มเป็นจำนวน 10,166 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 426,972 บาท

ได้ถวายให้กับทางวัดพุทธบารมี ฮัมบวร์ก 6,000ยูโร(252,000บาท) ส่วนที่เหลือ4,166 ยูโร ใส่ซองถวายพระ 400 ยูโร

ยอดคงเหลือ 3,766 ยูโร (158,172 บาท) จำนวนเงินส่วนนี้ ทางวัดได้มอบกลับคืนไปให้เพื่อส่งไปช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่บาดเจ็บ ซึ่งทางคณะกรรมการได้ติดต่อประสานไปทางครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บแล้วจะนัดหมายส่งมอบเงินในเวลาต่อไป

ซึ่งจะแจ้งรายชื่อครอบครัวที่ได้รับการช่วยเหลือจากพวกเรา นปช.อียูหรือแดงยุโรป เร็วๆนี้ ที่www.thairedeu.com และ www.thairedgermany.net

ท่านใดที่มีรายชื่อของพี่น้องที่บาดเจ็บ และครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิต สามารถส่งเพิ่มเติมมาได้ที่ thairedeu@hotmail.com

กราบขอบพระคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้พวกเราในยุโรปด้วยค่ะ จาก ประชาสัมพันธ์ UDD-THAI OF EUROPE

ชมภาพทั้งหมดได้ที่นี่ http://www.thairedeu.com/page13.html***

Monday, April 4, 2011

สมศักดิ์การเมืองใหม่ Candidate นายกฯ ไม่สนปิดเทอม

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2554

นำเสนอในประเด็น

- ประชาสันติล่ม ปุระชัยทิ้งเสรี...ดับฝันหลากสี

- "ปุระชัย"เปิดตัว ลงส.ส.บัญชีรายชื่อเบอร์ 1"รักษ์สันติ"

- บิ๊กเพื่อไทยชี้"เสนาะ"คุย"ทักษิณ"จบแล้ว ปั้น"มิ่งขวัญ"เป็นนายกฯ

- 'ทักษิณ'โฟนอินที่อุดรฯ ชูไอเดียเครดิตการ์ดให้เกษตรกร

- คนเสื้อแดงร่วมรำลึก ‘เทิดศักดิ์’ที่เกิดเหตุ 10 เมษา แยกคอกวัว

- สมศักดิ์”แจง “การเมืองใหม่”สั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นไม่ประชาธิปไตย

- เอแบคโพลล์ชี้กระแสนิยมก่อนเลือกตั้ง ปชป.-พท.คะแนนสูสี

- VOTE NO คำตอบสุดท้าย ดัดสันดานนักการเมือง “พันธุ์ชั่ว”

- "อภิสิทธิ์-ผบ.ตร."ล่องใต้ลง"สุราษฎร์-สงขลา-พัทลุง"ตรวจน้ำท่วม

- โสภณ พรโชคชัย: อย่าตกใจนักกับภัยธรรมชาติในขณะนี้

- อนุสรณ์ อุณโณ: งานของ Marc Askew คนใต้ พรรคประชาธิปัตย์ และการเมืองสีเสื้อ

งานวิเคราะห์ประชาธิปัตย์

-ใจ อึ๊งภากรณ์: ขบวนการเสื้อแดงกับปัญหาการเลือกตั้ง

- ไอวอรี่โคสต์ เครียด เสียชีวิตมากกว่า 100

- สถานการณ์ความรุนแรงในลิเบีย

- ยูเอ็น ถูกโจมตี กรณีอัฟกานิสถาน

แกนนำ นปช.ร่วมเผาศพเหยื่อ 10 เมษา 53

ที่มา Voice TV









แกนนำ นปช.ร้องรัฐบาลสมัยหน้าชูเรื่องการค้นหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา53 เป็นภาระกิจสำคัญ ควบคู่การเยียวยาญาติผู้เสียชีวิต

งานฌาปนกิจศพนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม 10 เมษายน 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว จัดขึ้นที่เมรุวัดสีกัน เขตดอนเมือง เมื่อเย็นวานนี้ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงไปร่วมงานจำนวนมากจนเกือบเต็มพื้นที่วัด นอกจากนี้ยังมีสมาชิคพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เข้าร่วมงานด้วย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวยืนยันว่าผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับการลงโทษ แม้กระบวนยุติธรรมของไทยจะไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ แต่กฎแห่งกรรมจะลงทัณฑ์ตั้งแต่ผู้ลงมือ, ผู้สั่งการ ไปจนถึงผู้อยู่เบื้องหลัง อย่างแน่นอน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ภาระกิจสำคัญของรัฐบาลสมัยหน้า คือการสืบสวนและค้นหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 53 พร้อมทั้งเยียวยาผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต เนื่องจากรัฐบาลในชุดปัจจุบันยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ

ส่วนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เมษา 53 รายอื่นๆ จะทยอยประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ในวันที่ 5 เมษายนนี้ จะมีพิธีฌาปนกิจศพนายสมิง แตงเพชร ณ เมรุวัดสมรโกฏิ เวลา 17.00น. และในวันที่ 18 พฤษภาคม 54 จะมีพิธีฌาปนกิจผู้เสียชีวิตอีก 7 ศพ

ปุ ปุ ปุ - มาร์ค

ที่มา มติชน

โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 เมษายน 2554)



การคืนสู่การเมืองของ "ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์" ในนาม "ประชาสันติ" แล้วพลิกผันสู่ "รักษ์สันติ"

สะท้อนบุคลิก ร.ต.อ.ปุระชัยที่ต้อง "กุมสภาพ" ทุกเรื่องเอาไว้ในมือ

ทำให้ก้าวแรกมี "สะดุด" เล็กๆ ให้เห็น

และหลายฝ่ายเชื่อว่าการสะดุดนี้ที่สะท้อน ความไม่พร้อม ระดับหนึ่ง

ซึ่งไปตอกย้ำความเชื่อว่า รักษ์สันติของ ร.ต.อ.ปุระชัย คงไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะขึ้นมาเป็น "การเมืองขั้วที่ 3" ได้

กระนั้น ชื่อของ ร.ต.อ.ปุระชัย ก็ไม่สามารถมองข้าม

เนื่องจากน่าจะสร้างแรงกระเพื่อมไปกระทบขั้วการเมืองที่ 1 และที่ 2 ได้

ซึ่งก็น่าสนใจว่า ระหว่างขั้วที่ 1 คือ พรรคประชาธิปัตย์ กับขั้วที่ 2 พรรคเพื่อไทย ใครจะรับแรงกระเพื่อมมากกว่ากัน

เบื้องต้นดูเหมือนขั้วที่ 2 จะได้รับผลมากกว่า เพราะมีประเมินว่า แม้ ร.ต.อ.ปุระชัยจะเป็นนักการเมือง แต่ก็มีภาพ "ข้าราชการ" และดำรงความเข้มข้น "ฝ่ายอนุรักษ์" เอาไว้มาก

"กองทัพ" น่าจะสบายใจ เมื่อพูดถึง ร.ต.อ.ปุระชัย

ตามเหตุผลนี้ ร.ต.อ.ปุระชัย จึงเป็นพลังเสริมให้กับฝ่ายรัฐบาลขณะนี้มากกว่าพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม หากถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พึงพอใจ กับ "พลังเสริม" นี้หรือไม่

ประเด็นนี้น่าถกแถลง

ต้องยอมรับว่าการปรากฏตัวขึ้นมาของ ร.ต.อ.ปุระชัยนั้น จุดเด่นคือ "ความเป็นคนดี เป็นนักบริหาร เป็นนักปฏิบัติ" (จริงหรือไม่จริงอย่างไร ยังไม่ขอวิจารณ์ในที่นี้)

คุณสมบัติดังกล่าว สังคมเคยคาดหวังจากนายอภิสิทธิ์

แต่ 2 ปีที่ผ่านมา คำวิจารณ์ "ดีแต่พูด" กลบความคาดหวังนั้นเสียสิ้น

นี่เองจึงเป็น "โอกาส" และ "จังหวะ" ที่ทำให้ ร.ต.อ.ปุระชัยมองเห็น และเสนอตัวออกมา

เท่ากับว่า ร.ต.อ.ปุระชัยได้กลายเป็นตัวเปรียบเทียบของนายอภิสิทธิ์ในทันที

นายอภิสิทธิ์คงไม่ชื่นชอบเท่าใดนัก

ยิ่งมีกระแส "ขานรับ" ร.ต.อ.ปุระชัยมากเพียงใด ก็เท่ากับปฏิเสธนายอภิสิทธิ์มากขึ้นเท่านั้น

ต้องไม่ลืมว่า นายอภิสิทธิ์ยังคงเป็นจุดขายของพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นด้วย

จึงไม่ค่อยดีนักหากถูกดิสเครดิตเช่นนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางฝ่ายมองไป "หลังเลือกตั้ง" ด้วยอีกว่า การจะมัดพรรคร่วมในปัจจุบันเอาไว้เพื่อจัดรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทย การจะดำรงสูตรการเมืองเช่นเดิม คือ ยังให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป อาจจะไม่ได้การขานรับจากสังคมเท่าที่ควร

ยิ่งหากพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นที่ 1 การที่พรรคร่วมเดิมจะมีความ "ชอบธรรม" ในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลแข่ง จำเป็นต้องเสนอ "ตัวละครใหม่" ให้สังคมพิจารณา

จะมัวไปเข็นนายอภิสิทธิ์ต่อไปคงไม่ไหว

หากเทียบชื่อแคนดิเดตในฟากพรรคร่วมรัฐบาลที่มีการพูดถึง ไม่ว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ชื่อของ ร.ต.อ.ปุระชัยน่าจะโดดเด่นกว่า

และตรงนี้ก็ไปสอดคล้องกับเสียงกระซิบกระซาบว่า ร.ต.อ.ปุระชัย คือ หนึ่งในกลไก สำคัญของ "เนวินคอนเนคชั่น"

หากเป็นเช่นนั้น "จริง" โอกาสที่ "ส้ม" จะหล่นใส่ ร.ต.อ.ปุระชัย ก็ได้

แล้วใครจะผิดหวัง ต้องเป็นนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้การปรากฏขึ้นมาของ ร.ต.อ.ปุระชัย ถึงจะถูกมองว่าเป็นพลังเสริมให้กับขั้วรัฐบาลขณะนี้

แต่ก็เป็นพลังเสริมที่ไม่ได้ทำให้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ยินดีสักเท่าไหร่ !?!?

ว่าด้วย "ค่าตอบแทน" ของ "คน" ในประเทศนี้ .......!!!!

ที่มา มติชน

ประธานองคมนตรี เงินเดือน 114,000 บาท


องคมนตรี เงินเดือน 104,500 บาท


ประธานศาลฎีกา เงินเดือน 75, 590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
ผู้ช่วยผู้พิพากษา เงินเดือน 17,560 -18,950 บาท
ประธานศาลปกครองสูงสุด เงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
ตุลาการศาลปกครองชั้นต้น เงินเดือน 67,560 บาท เงินประจำตำแหน่ง 30,000 บาท
อัยการ 8 เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
อัยการ 1 เงินเดือน 17,560 - 18,950 บาท


นายกรัฐมนตรี เงินเดือน 75, 590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000


รองนายกรัฐมนตรี เงินเดือน 74,420 บาท เงินประจำตำแหน่ง 45,000 บาท
รัฐมนตรี เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เงินเดือน 47, 250 บาท

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท


ประธานวุฒิสภา เงินเดือน 74,420 บาท เงิน เงินประจำตำแหน่ง 45,500 บาท
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
รองประธานวุฒิสภา เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42, 500 บาท


ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน 71,230 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,330 บาท
สมาชิกวุฒิสภา เงินเดือน 71,230 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,330 บาท


ข้าราชการทหาร ระดับนายพล ระดับ น.9 ชั้น 9.5 เงินเดือน 70,930 บาท
ต่ำสุด ระดับ 1 พ.1 -ระดับ 25 เงินเดือน 1,360- 6,050 บาท

ข้าราชการพลเรือนสามัญ ขั้นสูง ระดับสูง เงินเดือน 69,810 บาท
ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประภททั่วไป ปฎิบัติงาน ขั้นต่ำ เงินเดือน 4,870 บาท

ข้าราชการครู ขั้นสูง คศ. 5 เงินเดือน 66,480 บาท
ข้าราชการครูผู้ช่วย ขั้นต่ำชั่วคราว เงินเดือนเริ่มที่ 7,940 บาท
บัญชีอัตราเงินวิทยฐานะ ครูเชี่ยวชาญพิเศษ 15,600 บาท
ครูเชี่ยวชาญ 9,900 บาท
ครูชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท
ครูชำนาญการ 3,500 บาท

วิศวกร สาขาต่างๆ เงินเดือน เริ่มต้นที่ 12,000 บาท สูงสุดที่ 60,000 บาท โบนัสและสวัสดิการต่างหากแล้วแต่ระดับการจ่ายของบริษัท

แพทย์ สาขาต่างๆ

ขึ้นอยู่กับรายได้แต่ละแพทย์เฉพาะทาง

ในส่วนของระบบราชการจะอยู่ในระดับโครงสร้างของข้าราชการ ซึ่งอาจเสริมรายได้จากการไปเป็นแพทย์พิเศษตามสถานพยาบาลต่างๆ อีก หรือคลินิก

ขณะที่แพทย์ของเอกชน ก็ขึ้นอยู่กับรายได้ของเฉพาะทางนั้นๆ บางรายมีรายได้สูงสุดต่อเดือนนับล้านบาท


งานด้านคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์, เจ้าหน้าที่ Network ,เว็บมาสเตอร์ เงินเดือน 12,000-50,000 บาท

กราฟฟิก ดีไซน์เนอร์ เงินเดือน 15,000 บาท ขึ้นไป

ผู้สื่อข่าว-ช่างภาพหนังสือพิมพ์/วิทยุ/เว็บไซต์ เงินเดือน 7,000 - 25,000 บาท
ระดับหัวหน้าข่าว 23,000-35,000 บาท
ระดับบรรณาธิการบริหาร 30,000 บาท ขึ้นไป

ผู้สื่อข่าว-ช่างภาพโทรทัศน์/ผู้ประกาศข่าว เงินเดือน 12,000 - 40,000 บาท
ระดับหัวหน้าข่าว 30,000 - 50,000 บาท
ระดับบรรณาธิการบริหาร 40,000 บาท ขึ้นไป


คอลัมนิสต์,นักเขียน นิตยสาร เงินเดือน 9,000-50,000 บาท ขึ้นไป


พนักงานบัญชี เริ่มต้นที่ 9,000 บาทขึ้นไป

พนักงานบริษัททางด้านสายงานต่างๆ เริ่มต้นที่ 10,000 บาท ขึ้นไป

สาวไซด์ไลน์ การขายวิวจะเริ่มที่ 90 หรือ 100 บาทขึ้นไป สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ต่อครั้ง ถ้าเป็นเดือน เฉลี่ย เดือนละ 3-4 หมื่นบาท


พนักงานโรงแรม ในระดับทั่วไป เงินเดือน 4,000 บาท ขึ้นไป ไม่รวมค่า เซอร์วิส ชาร์ต
พนักงานโรงแรม แผนกต้อนรับ เงินเดือน 10,000 บาทขึ้น ไม่รวมค่าเซอร์วิส ชาร์ต
พนักงานขับรถลีมูซีน ประจําโรงแรมห้าดาว-สนามบิน เงินเดือน 16,600 บาท ขึ้นไป

โชเฟอร์ขับแท็กซี่ เฉลี่ยรายได้วันละ 250 บาท ขึ้นไป (หักค่าเช่า+น้ำมันแล้ว)


รถจักรยานยนต์รับจ้าง เฉลี่ยรายได้วันละ 300 บาท ขึ้นไป (หักค่าวิน+น้ำมันแล้ว)

เกษตรกร รายได้ขึ้นอยู่กับผลผลิตสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ทำสวน ปลูกพืช ผัก ผลไม้ หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ การทำประมง

สำหรับผู้ใช้แรงงานทุกประเภท ค่าแรงขั้นต่ำ เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 215 บาท ขึ้นไป

นี่เป็นเพียงรายได้ส่วนหนึ่งจากหลากหลายอาชีพ ไม่ใช่ทั้งหมด ยังคงเหลือพวกทำอาชีพธุรกิจส่วนตัว ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า พ่อค้า แม่ขาย และ ฯลฯ จะเห็นได้ว่า รายได้ ระหว่างผู้มีการศึกษา ผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับต่ำ เศรษฐี ชนชั้นกลาง รากหญ้า ผู้มีอำนาจ กับผู้มีสิทธิแค่ตอนเลือกตั้ง ล้วนมีมูลค่่าทางค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน จึงทำให้ช่องว่างระหว่าง รวย และจน ห่างกันเยอะ จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใด ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย จึงไม่หมดสิ้นไปเสียที...

สตอเบอรี่ (แหล)

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เพียงรอยแย้ม แจ่มพิศ พินิจฝัน
ละอองดาว พราวพลัน อกสั่นผวา
ริ้วระรื่น ชื่นสะท้าน บังม่านตา
ละเลียดฟ้า ลาล่วงลับ หายวับไป....

ขมุกขมัว สลัวแสลง แสงดับมืด
คำหวิววืด จืดสนิท คิดผลักใส
สตอบอแหล แถแถก จนแปลกใจ
หวานแค่ไหน ใครชำเลือง ให้เปลืองตา....

เห็นคำห่วง บ่วงสยอง สนองผิด
หวังยึดติด คิดมั่น เสกสรรหา
รอยรสหวาน ซ่านลิ้น กลิ่นโชยมา
แค่มารยา เสแสร้ง แสดงละคร....

อ้อมกอดรัก ผลักใส ให้ไกลออก
เล่ห์ลิ้นหลอก ร้อนลุ่ม ดั่งสุมขอน
ภาพที่สร้าง ทางร้าย หมายวิงวอน
คำออดอ้อน สตอเบอรี่ เปลี่ยนสีจาง....

๓ บลา / ๔ เม.ย.๕๔ (บ่าย)
http://3blabla.blogspot.com

วรเจตน์ ภาคีรัตน์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



“ทางกลุ่ม (นิติราษฎร์) จะพยายามทำงานวิชาการในลักษณะนี้ต่อไปอีก
แต่ก็มีปัญหาในแวดวงวิชาการ ผมรู้สึกและประเมินว่ามีความมืดมนอยู่
ผมไม่คิดว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการตอบรับในวงกว้าง
ผมคิดว่าแวดวงวิชาการเองก็ไม่ต่างกับแวดวงอื่นๆ มันมีเครือข่าย มีผลประโยชน์
การจะให้ออกมาพูดในเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้น แม้แต่การคัดค้านก็ตาม”

นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มนิติราษฎร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฎร)”
และเว็บไซต์ www. enlightened-jurists.com กล่าวตอบนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังการอภิปรายเรื่อง
“กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่งนายสมศักดิ์เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่เคลื่อนไหวให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในประเด็นสถาบันกษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง
เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองอย่างแยกกันไม่ออก
จึงต้องแก้ทั้งตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญและอุดมการณ์ทางความคิดไปพร้อมๆกัน
เพื่อให้ “สถาบันกษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์ถึงความสามัคคีของประ-ชาชน” อย่างแท้จริง
เพราะตราบใดที่ไม่สามารถหยุดการใช้อำนาจที่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ได้
ก็ไม่อาจจะบรรลุเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยได้

สถาบันกับวิกฤตการเมือง

นายสมศักดิ์ได้กล่าวถึงวิกฤตการณ์บ้านเมืองที่ดึงสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองว่า
ไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกเรื่องการใช้สิทธิรักหรือเคารพในหลวงเลย
โดยเฉพาะการเข่นฆ่ากลางเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
เช่นเดียวกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่นำสถาบันมาอ้าง
ในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
จนกลายเป็นความอัปยศและหายนะของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้

ขณะที่คำแถลงที่มาของ “กลุ่มนิติราษฎร์” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ระบุว่า
รัฐประหาร 19 กันยา-ยน 2549 ของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นรัฐประหารที่อัปยศ
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ
ที่ประกอบอาชีพสอนวิชากฎหมายในสถานการณ์ที่คนจำนวนมากยินดีกับรัฐประหาร
ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถทำอะไรได้ จึงเกิด “กลุ่มนิติราษฎร์”
และตัดสินใจออกแถลงการณ์ประณามรัฐประหาร

“ภายหลังรัฐประหารสำเร็จประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์
ที่กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างบิดเบี้ยว ทั้งการตราตัวบทกฎหมาย
ที่ไม่สอดคล้องกับนิติรัฐประชาธิปไตย
การใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรผู้มีอำนาจไปในทิศทาง
ที่ไม่สนับสนุนนิติรัฐประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม
ซึ่งเราได้แสดงความเห็นผ่านแถลงการณ์สาธารณะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ”

จุดยืนกลุ่มนิติราษฎร์

กลุ่มนิติราษฎร์ที่ประกอบด้วยนักวิชาการที่ประ-กอบอาชีพสอนวิชากฎหมายคือ
น.ส.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
นายธีระ สุธีวรางกูร
นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
นายปิยบุตร แสงกนกกุล
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ
น.ส.สาวตรี สุขศรี
จึงเป็นการประกาศตัวเป็นปรปักษ์กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ เกรงกลัว
ทั้งที่ขณะนั้น คมช. ยังมีอำนาจ และกระแสต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก
ยังเป็นกระแสที่รุนแรง แต่กลุ่มนิติราษฎร์ให้เหตุผลว่า
หวังจะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมืองนิติรัฐประชาธิปไตย
เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ
“มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”

อย่างที่นายวรเจตน์ได้ประกาศใน “นิติราษฎร์ฉบับที่ 1” ว่า
นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ปฏิเสธไม่ได้ว่า
กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจและสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างบาดแผลที่ลึกอย่างยิ่ง
ให้กับวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์ไทย
สร้างความอยุติธรรมอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคม
ขณะที่คนจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทชี้นำสังคมและนักกฎหมายที่เป็นชนชั้นนำ
ก็ปิดล้อมความคิดความอ่านของผู้คนด้วยการ
ยกเอาข้อธรรม ความเชื่อในทางจารีตประเพณี
ตลอดจนบุคคลที่ถูกสร้างให้เป็นที่ยึดถือศรัทธาขึ้นเป็นกรงขัง
การใช้เหตุผลและสติปัญญาของผู้คน

“เพื่อจะไปให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ เราเห็นว่าสังคมไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์
จะต้องก้าวข้ามยุคมืดไปสู่ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา
หรือที่บางท่านเรียกว่ายุคภูมิธรรมหรือยุคพุทธิปัญญา
(Enlightenment; les Lumières; Aufklärung ดังที่ได้เคยเกิดมาแล้วในยุโรป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคภูมิธรรมหรือพุทธิปัญญาในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18
ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นรากฐานสำคัญ
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย”

นายวรเจตน์ขยายความลักษณะของ Enlightenment คือ
การเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิดในทุกแขนงวิชาในลักษณะ
การตั้งคำถาม
การวิพากษ์วิจารณ์
การสงสัยต่อสิ่งที่ยอมรับเด็ดขาดเป็นยุติ
ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิดต่าง เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
หรือคำสอนทางศาสนา โดยถือว่า “เหตุผล” มีคุณค่าเท่าเทียมกับ “ความดี”
การใช้สติปัญญาครุ่นคิดตรึกตรอง ไม่หลงเชื่ออะไรอย่างงมงายมีค่าเป็นคุณธรรม
ซึ่งมนุษย์ทั้งหลายสามารถได้รับการฝึกฝนให้ใช้สติปัญญาและถือว่า
เหตุผลเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างเท่าทัน
ดังคำขวัญของ Immanuel Kant (ค.ศ. 1724-1804) นักปรัชญาผู้เรืองนามชาวเยอรมัน
ที่ให้ไว้ว่า “จงกล้าที่จะใช้ปัญญาญาณแห่งตน!”
(Habe Mut, dich deines eigenen Verstandes zu bedienen!)

“ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญาคือ
ยุคที่เสรีภาพจะเข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิ์
ความเสมอภาคจะเข้าแทนที่ระบบชนชั้น
เหตุผล ความรู้ วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์จะเข้าแทนที่อคติและความงมงายทั้งหลาย” นายวรเจตน์กล่าว

ถูกยัดเยียดข้อหา

ขณะที่นายปิยบุตร อาจารย์หนุ่มไฟแรงของกลุ่ม
ตั้งคำถามกับสังคมการเมืองไทยแบบตรงๆในสภาวะที่สังคมแตกแยกแบ่งขั้วว่า
แม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในคณะนิติศาสตร์บรรยากาศยังเปลี่ยนไป
ทั้งในแง่กายภาพและด้านความรู้

“การรู้จัก ความคุ้นเคย เปลี่ยนไปเยอะมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่ 19 กันยา 2549
ทำให้คนเห็นต่างกันมากขึ้น ทะเลาะกันมากขึ้น
ในทางความคิดคุยกันไม่ค่อยสนิทใจกับคนคิดต่าง
แต่ผมพยายามไม่คุยเรื่องที่คุยแล้วอาจทะเลาะกัน
อย่างกลุ่ม 5 อาจารย์เราก็สนทนา กัน ตั้งวงคุยกัน บรรยากาศที่เห็นต่างกัน
หรือความ รู้สึกคุยกันไม่ได้เหมือนเดิมก็พอปรับตัวได้
แต่ขอข้อเดียว อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว คือ
ผมไม่ชอบข้อหากับวิธีการยัดข้อหา การแทงข้างหลัง
กล่าวร้ายกับกลุ่มพวกผมในที่ลับ ผมคิดว่าการคิดต่างน่าจะคุยกันตรงไปตรงมาได้
ยกตัวอย่างเช่น
มีข่าวลือพูดกันขนาดว่าจะไล่ให้พวกผมเผาตำราทิ้งไปอยู่ดูไบหรือมอนเตเนโกร
ซึ่งจริงๆถ้าไม่เห็นด้วยน่าจะแลกเปลี่ยนคุยกันตรงๆได้ในทางวิชาการ”

นักวิชาการแกะดำ

กลุ่มนิติราษฎร์ โดยเฉพาะนายวรเจตน์จึงตกเป็นเป้าที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรง
จากทั้งภาคประชาชนเสื้อเหลือง นักวิชาการ ฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้าม
และมีความคิดแตกต่างว่าเป็น “นักวิชาการเสื้อแดง” หรือ “นักวิชาการแกะดำ”
ทั้งที่ความเห็นหรือแถลงการณ์ต่างๆของกลุ่มนิติราษฎร์
เป็นการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการชัดเจน
โดยเฉพาะข้อกฎหมายและมิติในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

แต่ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์เกือบทุกเรื่อง
ล้วนทำให้ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญไม่พอใจ
โดยเฉพาะการชี้ให้สังคมเห็นถึงปัญหานิติรัฐและกระบวนการยุติธรรม “สองมาตรฐาน” ที่เกิดขึ้น

รัฐธรรมนูญอำพราง

อย่าง “รัฐธรรมนูญปี 2550” นายวรเจตน์ระบุว่า
เมื่อพิจารณาในทางนิติศาสตร์แล้วถือเป็นรัฐธรรมนูญ
ที่เขียนขัดแย้งกันเองมากที่สุดฉบับหนึ่ง
ซึ่งมีการซ่อนเร้นอำพรางแนวความคิดทางกฎหมาย
ที่เป็นปรปักษ์กับหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน

ส่วน “ตุลาการภิวัฒน์” เป็นหน้าฉาก
ที่เรียกร้องให้ศาลแผ่ขยายบทบาทเข้าไปแก้ปัญหาทางการเมือง
โดยอ้างอิงหลักการจากประเทศที่เป็นนิติรัฐ
แต่หลังฉากคือข้อเรียกร้องให้ศาลใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าจัดการกับปรปักษ์ทางการเมือง
โดยอ้างหลักกฎหมายจากต่างประเทศอย่างครึ่งๆกลางๆ
โดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะโครงสร้างอำนาจตุลาการของไทยเลยว่ามีพัฒนาการมาอย่างไร
ตลอดจนไม่ได้คำนึงถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง
โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ในระดับบน

“ตุลาการภิวัฒน์” (หรือบางท่านเรียกว่า ตลก. ภิวัฒน์)
จึงมีความหมายเท่ากับ “การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ”
ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น

ค้านคดียึดทรัพย์ “ทักษิณ”

นายวรเจตน์ยังระบุว่า
จากการตัดสินคดีหลายคดีนับตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่อยมา
จนกระทั่งหลังการรัฐประหาร ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
เป็นการตัดสินคดีที่องค์กรตุลาการ (ผู้พิพากษา ตุลาการ)
เข้าทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร
หรือตรวจสอบบรรดาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง
โดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องเป็นธรรมจริงหรือไม่
การกล่าวอ้างสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์”
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการให้คุณค่าในถ้อยคำดังกล่าวด้วยว่า
เป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นตัวแทนของคุณธรรมความดีงามทั้งปวง

อย่างคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตัดสินให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว 46,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553
กลุ่มคณาจารย์นิติราษฎร์ก็ออกบทวิเคราะห์คำพิพากษายึดทรัพย์ในทุกประเด็นว่าทำไมจึง
“ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้” เพราะเห็นว่าคำพิพากษาไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่า
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด
แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควร
นับตั้งแต่วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียวคือ
เกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
จนนำไปสู่การพิพากษาให้ยึดทรัพย์สิน

ประณามสลายเสื้อแดง

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน
ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
และนำไปสู่การใช้กำลังทหารนับหมื่นพร้อมอาวุธสงครามสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น
นายวรเจตน์ได้เขียนบทความเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนด
ที่เกี่ยวข้องโดยทันทีและ ไม่มีเงื่อนไข
เพราะเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
เป็นการใช้อำนาจเพื่อทำให้มาตรการที่ปรกติแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในทางเนื้อหาให้กลายเป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายในทางรูปแบบ
ซึ่งไม่ช่วยแก้ไขวิกฤตให้บรรเทาเบาบางลงแล้ว
ยังเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรงมากขึ้น

“วันนี้เราลืมถามประเด็นนี้ไป
เพราะเราไปพูดถึงเรื่องคืนความสุข กลายเป็นว่าคนมาชุมนุมสร้างความทุกข์
คนที่คิดอย่างนี้ไม่รู้ว่าคนที่มาชุมนุมจำนวนไม่น้อยเขาทุกข์กว่าพวกคุณไม่รู้กี่เท่า
แล้วก็ไม่เคยมีความสุขอย่างที่พวกคุณมี ภายใต้โครงสร้างของสังคมที่เป็นอยู่นี้
หลายคนรู้สึกโล่งใจว่าจบสักทีหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่านี่คือการสร้างปัญหาใหม่
ซึ่งมันจะแก้ยากกว่าเดิม”

โดยเฉพาะการทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงการเผากลางเมืองนั้น
รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ซึ่งเกิดหลังการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
เพราะ 2 เดือนของการชุมนุมไม่ เกิดการเผา
หรืออาจบอกว่าคนเสื้อแดงคือคนที่รักษาบ้าน เมืองไว้ไม่ให้ถูกเผา
แต่เมื่อรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายจึงทำให้เกิดการเผา คือ
ถ้าไม่มีการใช้อาวุธหนักเข้าสลายการชุมนุมก็จะไม่มีการเผาหรือไม่มีการเปิดโอกาสให้เผา
เหมือนกรณีที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตถึง 91 ศพ บอกว่าไม่รู้ใครยิง แต่กลับบอกว่าทหารไม่ได้ยิง
ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากเกิดความรุนแรงแบบนี้
รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว ทั้งที่เคยพูดว่า
ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่าหรือต้องมาก่อนความรับผิดชอบทางกฎหมาย

ประเด็นร้อนมาตรา 112

โดยเฉพาะการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
และยิ่งทำให้กลุ่มนิติราษฎร์ถูกต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมากยิ่งขึ้นนั้น
กลุ่มนิติราษฎร์ตระหนักดี โดยนายปิยบุตรยืนยันว่า เป็นข้อ เสนอที่ถือว่า
ประนีประนอมที่สุดแล้ว เพราะคนเราไม่ควรติดคุกด้วยคำพูด ถ้าทำได้ทั้งระบบ คือ
เหลือแค่โทษปรับก็น่าจะเป็นไปได้
ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรสลับซับซ้อน
(อ่านบทความประกอบในคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย หน้า 9)

“ผมสังเกตว่าหลังการเสวนาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ก็มีการพูดประเด็นเหล่านี้มาก
ผมคิดถึงคนอย่างคุณดา ตอร์ปิโด คือคนที่เขาอยากพูดแต่พูดไม่ได้
แต่เมื่อมีคนไปส่งเสริมให้เขาพูด พอพูดแล้วก็โดนทุบอีก
ภายใต้สังคมปัจจุบันไม่มีทางอื่นใดอีกเลยที่เราจะรักษา
ให้สามัญชนคนธรรมดาพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างสอด คล้องกับประชาธิปไตย
มีทางเดียวคือปัญญาชนทั้งหลาย ต้องออกมาช่วย
ไม่ต้องไปผูกผ้าเป็นแกนนำหรอก ปัญญาชนคนหนึ่งคนเดียวไม่พอ
ต้องพึ่งเป็นหลักร้อยหลักพัน และต้องทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ” นายปิยบุตรกล่าว

จุดเทียนกลางพายุ

ขณะที่นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวถึงเรื่องมาตรา 112 ว่า
ภาคประชาชนหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว
ให้ปฏิรูปหรือยกเลิกมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมไทย
รวมทั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนพยายามจุดประเด็นนี้เมื่อหลายปีก่อน
มีการนำเสนอให้ถกเถียง แลกเปลี่ยน
ไม่ให้ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแอบอ้างเรื่องความจงรักภักดี
เพื่อทำลายศัตรูทางการเมือง แต่เรื่องก็เงียบหายไป

ด้านนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ให้ความเห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่
ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในวงการนิติศาสตร์
เพราะ วงการนิติศาสตร์ค่อนข้างจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากกว่าเสรีนิยม
จึงไม่เคยมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้มาก่อน แม้ยากจะเห็นเป็นรูปธรรม
แต่กลุ่มนิติราษฎร์ก็เหมือน “จุดเทียนกลางพายุ” ทำได้แค่เสนอ
อย่าไปคาดหวังกับฝ่ายการเมือง เพราะคงไม่มีใครกล้า กลัวจนหัวหด

อย่างไรก็ตาม นายพนัสเชื่อว่าอย่างน้อยจะปลุกกระแสวงวิชาการนิติศาสตร์รุ่นใหม่
ให้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกมากขึ้น ซึ่งคงไม่มากนัก
แต่อาจถูกนักวิชาการสาขาอื่นออกมาโต้แย้ง อย่างในอดีต
ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ออกมาโต้แย้ง
เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์เรื่องมาตรา 112 จึงเป็นห่วงกลุ่มนิติราษฎร์มากกว่า
เพราะถูกเพ่งเล็งแน่นอน

“ผมคิดว่ากลุ่มนิติราษฎร์เป็นความหวังของคนในวงการวิชาการ อาจเรียกว่า
เป็นธูปดอกเดียวที่มีประกายไฟเล็กๆจุดหนึ่งเท่านั้นเอง และเชื่อว่า
จะทำให้นักวิชาการคนอื่นๆกล้าทำแบบพวกเขา โดยเฉพาะถ้าอิงกับวิชาการ
และหลักการจริงๆไม่น่าจะต้องกลัวอะไร
เพียงแต่ว่านักวิชาการส่วนใหญ่ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเอง
ที่สำคัญในวงการนิติศาสตร์เราจะไปหวังเฉพาะนักวิชาการอย่างเดียวไม่ได้
การจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแวดวงนิติศาสตร์จริงๆได้ต้องพวกปฏิบัติ เช่น
พวกผู้พิพากษา อัยการ ไม่ต้องกล้าอะไรมาก
แค่ตัดสินคดีตามหลักวิชาอย่างที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอก็แก้ปัญหาได้มากอยู่แล้ว”

แสงเทียนท่ามกลางความมืดสลัว

การออกมาแสดงจุดยืนทางวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์จึงเป็นดั่งแสงสว่างของเปลวเทียนเล่มเล็กๆ
ท่ามกลางความมืดมน แต่แสงเทียนนี้จะทำให้นักวิชาการนิติศาสตร์และสาขาอื่นๆ
ที่ปลีกวิเวก คิดแต่ความสุขส่วนตัว หรือหลบอยู่ในซอกมุม
เพราะความกลัวต่ออำนาจรัฐลุกขึ้นมากล้าพูด กล้าวิจารณ์ในเชิงวิชาการ
ตามอุดมการณ์อย่างแท้จริงได้บ้าง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มนิติราษฎร์

โดยเฉพาะข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ที่ไม่ต่างกับ “วาระแห่งชาติ”
หรืออาจเรียกว่าเป็น “วาระแห่งสิทธิมนุษยชน” อย่างแท้จริง
ซึ่งพรรคการเมืองต้องนำไปประกาศเป็นนโยบาย
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ประกาศต่อสู้เพื่อประชาชนและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ยกเว้นพรรคเพื่อไทยจะเป็นแค่พรรคการเมืองน้ำเน่าที่โกหกตอแหล
เพียงเพื่อให้ได้อำนาจและผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น!

อย่างไรก็ตาม วันนี้ถือว่ากลุ่มนิติราษฎร์ได้จุดเทียน
เพื่อให้สังคมไทยได้เห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดสลัวทั้งทางวิชาการและการเมือง

กลุ่มนิติราษฎร์จึงเป็นดั่ง “แสงเทียนท่ามกลางความมืดสลัว”
ที่ปลุกวงการวิชาการที่กำลังหลับไหลให้ตื่นขึ้นมา
ยอมรับความจริงและต่อสู้เพื่อประชาชน
ไม่ใช่หลับไหล ขายวิญญาณ เพื่อผล ประโยชน์ของตัวเองอย่างเช่นทุกวันนี้

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 305 วันที่ 2 - 8 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 16-17
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน



http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10258