WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 5, 2011

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กลไกลดความขัดแย้ง

ที่มา ประชาไท

ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นทั้งปรัชญา แนวคิด และกลวิธีในการเยียวยา สร้างความสามัคคีระหว่างเหยื่อการกระทำผิด ผู้กระทำผิด และสังคมขึ้นมาใหม่ โดยมุ่งให้ความสำคัญในการมองผู้กระทำอาชญากรรมเป็นเรื่องของความขัดแย้งของปัจเจก ( interpersonal conflict) ซึ่งเป็นการมองในมิติที่แตกต่างจากเดิมที่มองกันว่าอาชญากรรมเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎระเบียบของสังคมที่รัฐกำหนดไว้ภายใต้อำนาจอันชอบธรรม วิธีคิดแบบใหม่ที่ว่าอาชญากรรมเป็นเรื่องความขัดแย้งของปัจเจกทำให้แต่ละฝ่ายได้ตระหนักในความรับผิดชอบในการแก้ไขความขัดแย้งที่จะอยู่ร่วมกัน เป็นการมองแบบองค์รวมที่เปิดโอกาสให้ทั้งผู้กระทำผิดและเหยื่ออาชญากรรม และสังคมได้มีช่องทางแสดงท่าที ความรู้สึก จิตสำนึกของฝ่ายตน ในอันที่จะช่วยเยียวยาประสานรอยร้าวทางอารมณ์ระหว่างสมาชิกในสังคม เพื่อนำพาสังคมสู่ดุลยภาพที่มีความเมตาเอื้ออาทรต่อกัน

แนวคิดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เริ่มเผยแพร่กระจายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ภายหลังการประชุม UN Crime Congress ครั้งที่ 9 เมื่อ ค.ศ.1995 จากนั้นระหว่างปี พ.ศ. 2544-2546 ได้มีการประชุมวิชาการหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเตรียมการเพื่อนำประเทศไทยเข้าสู่การประชุม UN Crime Congress ครั้งที่11 ที่ได้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 18-25 เมษายน 2548 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ในการประชุมมีประเด็นอภิปรายที่เกี่ยวข้องกับหลักการพื้นฐานว่าด้วยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และแนวคิดดังกล่าวได้มีอิทธิพลในการเปลี่ยนกรอบแนวคิดของกระบวนการยุติธรรมไทยเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ [1] จนถึงปัจจุบัน

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นพัฒนาการรูปแบบหนึ่งของสังคมไทยที่สมาชิกในสังคมได้แสดงปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกันเมื่อมีพฤติกรรมอาชญากรรมหรือการกระทำผิดทางสังคมเกิดขึ้น ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำความผิด-เหยื่ออาชญากรรม และชุมชน จึงเป็นระบบความสัมพันธ์ที่ประชาชนในสังคมมีต่อกันในการควบคุมสังคมเมื่อมีความขัดแย้งที่เรียกว่าอาชญากรรมเกิดขึ้น และระบบนี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์ยึดโยงกับระบบสังคมอื่นๆโดยรวมในการสร้างแบบแผนทางสังคม โครงสร้างหน้าที่ในการยุติปัญหาความขัดแย้งเพื่อเสถียรภาพของสังคม

ความสัมพันธ์ดังกล่าวเกิดจากการกระทำระหว่างกันทางสังคม ระหว่างบุคคลที่มีความผูกพันกันทางสังคมแต่มีข้อขัดแย้งต่อกันในความสัมพันธ์ ซึ่งหมายถึงทั้งเหยื่อและผู้กระทำผิด กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในฐานะที่เป็นกลไกหนึ่งของสังคมจะเป็นตัวกำหนดหน้าที่ให้มีการทำงานร่วมกันเกิดขึ้นในสังคมนั้นๆ ระหว่างคู่กรณีและบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ในที่นี้ก็คือ ระหว่างเหยื่อ-ผู้กระทำผิด และชุมชน และอาจรวมถึงผู้สนับสนุนทั้งสองฝ่าย เพื่อให้ทุกฝ่ายในสังคมในชุมชนนั้นๆ ยอมรับว่ามีความขัดแย้ง มีการเอาเปรียบ หรือล่วงละเมิดต่อกันเกิดขึ้น และจะจัดการกับความขัดแย้งนั้นร่วมกันจริงจังอย่างไรที่จะทำให้ความขัดแย้งยุติลง มีผู้รับผิดชอบ มีการชดใช้เยียวยาในอันที่จะส่งผลให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคมต่อไป

ซึ่งกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Mediation for Restorative Germinal Care) ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่า ต้องใช้ได้กับความผิดเล็กน้อยเท่านั้น เพราะในหลายๆประเทศได้นำหลักการนี้ไปใช้สำเร็จมาแล้ว ทั้งในรวันดาที่มีความขัดแย้งเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ในมลรัฐเท็กซัส ใช้ในคดีฆาตกรรม และในประเทศแคนนาดาใช้ในคดีเกี่ยวกับการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ การนำหลักการนี้ไปใช้นอกจากสามารถทำให้คดีอาญายุติได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดแล้ว ยังทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันระหว่างคู่กรณี เพราะมีวิธีดำเนินการเน้นไปที่ผู้เสียหายเพื่อให้ผู้กระทำความผิดได้สำนึกต่อการกระทำของตนว่าการทำให้ผู้อื่นเสียหาย หรือการทำให้สังคมเดือดร้อนมีผลอย่างไร และที่สำคัญจะได้รู้ว่าการทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ครอบครัวของตนต้องเดือดร้อนนั้นเป็นอย่างไร อันจะมีผลทำให้สำนึกในการกระทำของตน

นอกจากนั้นยังเปิดโอกาสให้ชุมชนและสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดและร่วมแสดงความเอื้ออาทรในการให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้แก้ไขตนเองและร่วมคิดวิธีการเยียวยาผู้เสียหาย โดยผ่านคนกลางเป็น ผู้ไกล่เกลี่ยประนีประนอมหรือผู้ประสานงานการประชุมก็ได้ สุดท้ายเมื่อความขัดแย้งได้ยุติลงด้วยความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย จึงถือว่าเป็นความยุติธรรมอย่างแท้จริงซึ่งภายใต้การกลับคืนสู่สังคมด้วยความสมานฉันท์ นี้จะทำให้สังคมอยู่ได้อย่างสงบและปลอดภัยจากการกระทำความผิดซ้ำ

กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มีหลากหลายรูปแบบ [2] แต่ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความขัดแย้งของกลุ่มคนในสังคมไทยปัจจุบันนี้ควรจะใช้การประชุมกลุ่มโดยมีคนกลางคอยประสานความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายว่าแต่ละฝ่ายต้องการอะไร เป็นการประนอมข้อพิพาทเชิงสมานฉันท์ (Victim –Offender MediationหรือVOM) ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าการนัดเจรจาพูดคุยระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับแกนนำกลุ่ม นปช.ที่ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ และนายแพทย์เหวง โตจิราการ ที่ได้จัดขึ้น ณ สถาบันพระปกเกล้าเมื่อต้นปี พ.ศ. 2553 เป็นการเจรจาที่เกือบนำไปสู่ผลสำเร็จที่ทั้งสองฝ่ายรับกันได้และสังคมโดยรวมก็รับได้ แต่ต้องยุติและล้มเหลวเพราะการเจรจานั้นขาดองค์ประกอบที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ นั่นคือคนกลาง ที่จะคอยทำหน้าที่สะท้อนความต้องการของแต่ละฝ่ายให้อีกฝ่ายได้รับรู้ เมื่อขาดคนกลางจึงส่งผลให้ความรู้สึกนึกคิด และความต้องการของคู่กรณีที่นำเสนอและปรากฏต่อสาธารณะขาดการกลั่นกรอง จึงเกิดปรากฎการณ์ต่างฝ่ายต่างคิดต่างทำโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของสังคมโดยรวม

ดังนั้นรูปแบบการประชุมกลุ่มเพื่อความสมานฉันท์ที่มีผู้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มานั่งล้อมวงพูดคุยกัน โดยมีผู้คอยประประสานการประชุมที่มีความรู้ความชำนาญในการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และมีความเป็นกลางมาเป็นผู้ประสานการประชุมจึงเป็นทางออกของสังคมไทยและไม่สูญเสียหลักการความเป็น “ นิติรัฐ” แต่อย่างใด และเป็นที่ยอมรับว่าความยุติธรรมใดหากเกิดจากการตัดสินใจของคู่กรณีแล้วนั้นคือความยุติธรรมอย่างแท้จริง [3] และอาจถือได้ว่าเป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนและชุมชนได้คิดตัดสินใจเรื่องความถูกผิดความยุติธรรมให้เกิดขึ้นเอง กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) จึงไปไกลกว่าเรื่องประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม เพราะประชาชนสามารถกลับไปมีอำนาจสร้างความยุติธรรมได้โดยตรง แทนที่จะผูกขาดอำนาจไว้ที่รัฐเพียงอย่างเดียว

ความขัดแย้งทางสังคม และทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย หากนำแนวคิดกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) มาใช้ร่วมกับกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักและดำเนินการจริงจัง ความยุติธรรมที่เกิดขึ้นจึงเป็นความยุติธรรมบนพื้นฐานของความพึงพอใจของทั้งสองฝ่ายเพราะเกิดจากการตัดสินใจของคู่กรณีโดยตรง เพียงแต่มีคนกลางที่มีความรู้ความเข้าใจและมีความเป็นกลางเป็นผู้คอยประสานให้มีการเจรจาภายใต้บริบทของความสมานฉันท์ กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) จึงเป็นทางออกให้กับสังคมได้กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ปราศจากความโกรธแค้นต่อกัน

เชิงอรรถ

[1] จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. ดร. .กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์: ทางเลือกในการยุติข้อขัดแย้งทางอาญาสำหรับสังคมไทย.คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
[2] ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ . การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในการจัดการความขัดแย้งทางอาญาในศาลเยาวชนและครอบครัว. ภาคนิพนธ์ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการความขัดแย้งแบบบูรณาการ . มหาวิทยาลัยราชภัฎวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ . พ.ศ. 2550
[3] สุนทรียา เหมือนพะวงศ์ .ดร. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฎีกา สำนักงานศาลยุติธรรม :ความยุติธรรมเชิงเยียวยาสู่วิธีการแสวงหาความยุติธรรมร่วมสมัยแบบอื่นๆ การไกล่เกลี่ยฟื้นสัมพันธ์ในคดีอาญา.

วู้ดดี้พสกนิกรตัวอย่างแบ่งของกินสุนัขทรงเลี้ยง

ที่มา Thai E-News



พสกนิกรตัวอย่าง-คลิปรายการช่วงที่"วู้ดดี้"แสดงถึงความซาบซึ้งพระบารมีของพระราชวงศ์ ด้วยการนั่งพับเพียบนำอาหารสุนัขป้อนให้"คุณลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง จากนั้นได้แบ่งครึ่งจากปากของสุนัขทรงเลี้ยงมาใส่ปากของตัวเองกินเข้าไปด้วย พร้อมกับพูดว่า"อร่อย" โดยที่เจ้าฟ้าหญิงเล็กทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย

ต่อมา“วู้ดดี้” ให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง ขณะทูลสัมภาษณ์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระราชทานสัมภาษณ์เรื่องขอความเป็นธรรมให้ในหลวง กับพระราชินี และข่าวลือต่างๆ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือพิมพ์ข่าวสด ASTVผู้จัดการ และรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย

เมื่อเวลา 22.20 น. คืนวันอาทิตย์ 3 เมษายนที่ผ่านมา โทรทัศน์ได้เผยแพร่เทปโทรทัศน์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงประทานพระวโรกาสให้สัมภาษณ์พิเศษผ่านรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี ทรงเผย “ในหลวง-ราชินี” ทรงเป็นห่วงคนไทยอยากให้รักสามัคคีกลมเกลียวกันชาติจะได้เจริญก้าวหน้าต่อไป อีกทั้งอยากให้ 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรได้รับ ระบุ 15 ปีที่ผ่านมา เป็นเด็กวัด กินนอน ทำสมาธิอยู่ในกุฏิเล็กๆ ที่วัด กับหลวงตามหาบัว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเด็กวัด

ในคลิปสุดท้ายนี้"วู้ดดี้"แสดงถึงความซาบซึ้งพระบารมีของพระราชวงศ์ ด้วยการนั่งพับเพียบนำอาหารสุนัขป้อนให้"คุณลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง จากนั้นได้แบ่งครึ่งจากปากของสุนัขทรงเลี้ยงมาใส่ปากของตัวเองกินเข้าไปด้วย พร้อมกับพูดว่า"อร่อย" โดยที่เจ้าฟ้าหญิงเล็กทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย

ต่อมา“วู้ดดี้” วุฒิธร มิลินทจินดา ให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง ขณะทูลสัมภาษณ์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระราชทานสัมภาษณ์เรื่องขอความเป็นธรรมให้ในหลวง กับพระราชินี กับข่าวลือต่างๆ

“ผม นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง แล้วก็สัมภาษณ์ต่อยากมาก พระองค์เองก็เข้าพระทัย ผมก็ไม่ค่อยถนัดเรื่องราชาศัพท์ ก็ไม่รู้จะทูลอย่างไร ทุกเรื่องที่ประทานสัมภาษณ์ เรื่องในหลวง ผมรู้สึกสะเทือนอารมณ์มากทุกช่วงทุกเรื่อง ความรู้สึกมันมาโดยที่เราไม่รู้ตัว ผมคิดว่าพระองค์ก็มีความรู้สึกที่ชัดเจนกับทุกๆ ประเด็นที่ออกมา และ ก็คิดว่าประชาชนหรือพี่น้องชาวไทยได้ดูก็จะเข้าใจความรู้สึกของพระองค์และ ในหลวง ว่าพ่อของเรารู้สึกอย่างไรนาทีนี้ เวลาแผ่นดินเราร้องไห้ ท่านก็ร้อง เวลาเรามีสุขท่านก็มีสุข เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เทปนี้ทำให้ผมรู้สึกเลยว่า ผมเกิดมาผมมีพ่อมีแม่ และในเวลาเดียวกันผมก็มีพ่อมีแม่ที่ดูแลคนไทยทั้งประเทศ”








ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ พระราชทานสัมภาษณ์รายการทีวี ตรัสถึงความในพระทัยอยากให้คนรู้จักตัวตนอย่างแท้จริง ไม่อยากให้ไปฟังข่าวลือ หรือข่าวที่พูดๆ กันไป เผยการเกิดมาเป็นพระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมีหน้าที่มากมาย ไม่ได้สุขสบายอย่างที่หลายคนคิด ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ว่าต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชน ส่วนอาการประ ชวรชี้ต้องรีบหายแม้ยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะพระ เจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีก็ประชวรแต่ยังทรงงาน ทรงทุ่มเทเต็มที่ อยากให้ทั้ง 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรม โดยช่วงที่อยู่วัดป่าบ้านตาด เป็นช่วงที่สงบสุขทั้งกายและใจ เวลาเครียดอยู่กับ"ลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง เผยหลวงตาบัวสั่งไว้ก่อนละสังขารว่าอย่าร้องไห้

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 29 มี.ค. ที่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฉลองพระองค์ชุดกาวน์สีขาว ด้านในยังทรงชุดผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช พระราชทาน พระวโรกาสพิเศษสัมภาษณ์กับรายการโทรทัศน์วู้ดดี้เกิดมาคุย ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี โดยมีพิธีกร"วู้ดดี้"วุฒิธร มิลินทจินดา ทำหน้าที่สัมภาษณ์

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสถึงความรู้สึกว่า อยากให้คนที่ติดตามชมรายการได้รู้จักตัวตนของฉันอย่างแท้จริง ไม่อยากให้ไปฟังข่าวลือ หรือข่าวที่พูดๆ กันไป ณ วันนี้ คือตัวตนที่แท้จริงของฉันไม่มีบิดเบือน 15 ปีที่ผ่านมาเป็นเด็กวัด กินนอน ทำสมาธิอยู่ในกุฏิเล็กๆ ที่วัดกับหลวงตามหาบัว ทุกวันนี้ก็ยังเป็นเด็กวัด แม้ว่าหลวงตาฯปลงสังขารไปแล้ว มีกระแสข่าวมากมาย มีคำกล่าวว่ามากมาย มันย่อมมีผลกระทบกับชีวิตคนเราแน่นอน แต่อยากให้มองย้อนกลับไปพิจารณาคำนินทาว่ากล่าวนั้นว่า ตรงกับตัวเราหรือไม่ ถ้ามันเป็นจริงเราก็ต้องปรับปรุงแก้ไขตัวเองเสียก่อน แต่ถ้าไม่ตรงกับเรา ต้องปล่อยวางกับสิ่งเหล่านี้ทันที หลวงตาท่านสอนไว้ ตอนแรกเริ่มจะทำยากมาก แต่ก็พยายามสงบจิตใจและนึกถึงคำสอนของหลวงตา กำหนดลมหายใจ ทุกวันนี้สามารถทำได้อย่างสบายใจและสงบ


สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงอุ้ม "ลูกหมี" สุนัขทรงเลี้ยง ขณะพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เมื่อวันที่ 29 มี.ค.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสอีกว่า เรื่องในอดีตให้มันผ่านไป อนาคตคือสิ่งที่ยังมาไม่ถึง อย่าไปฟุ้งซ่านคาดเดา ให้อยู่กับปัจจุบัน การเกิดมาเป็นลูกของพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีมีหน้าที่มากมาย ไม่ได้สุขสบายอย่างที่หลายคนคิดหรือนึกภาพตามจินตนาการนิทานเจ้าหญิงเจ้าชาย ชีวิตถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่าต้องทำหน้าที่เพื่อประชาชน ต้องทำงานตั้งแต่อายุ 14 จนถึงเรียนจบปริญญาเอก

"ทุกวันนี้พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี ท่านยังทรงงานแม้ว่าจะมีอาการเจ็บป่วย เห็นท่านตรากตรำทำงานเพื่อประชาชนของท่านมาตั้งแต่เด็กๆ เดินทางไปในแหล่งที่ไม่มีแม้กระทั่งถนน ช่วยเหลือประชาชน เด็กยุคใหม่ไม่รู้แล้วว่าท่านทำอะไรให้บ้านเมืองบ้าง ใจจริงของฉันอยากจะขอเวลาจากรายการทีวีช่วงสั้นๆ แค่ 5 นาที 10 นาที ฉายพระราชกรณียกิจที่ท่านทำ สงสารท่านเถอะ ท่านทุ่มเทเต็มที่ เอาใจใส่ทุกรายละเอียดทุกงานที่ทำทั้ง 2 พระองค์ ซึ่งทั้ง 2 พระองค์ทรงเป็นห่วงเรื่องความสามัคคีของคนไทย อยากให้กลมเกลียว คนไทยต้องเข้มแข็ง ชาติจะได้เจริญก้าวหน้าต่อไป ฉันอยากให้ทั้ง 2 พระองค์ได้รับความยุติธรรมตามที่ท่านควรจะได้รับ" สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัส

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสถึงอาการป่วยว่าหลังจากที่ผ่าตัดแล้วต้องพักถึง 3 เดือน แต่นี่ก็เลยช่วง 3 เดือนมาแล้ว ยังเดินไม่ค่อยสะดวก แต่ก็ยังต้องทำงานเพราะช่วงที่พักฟื้นพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีท่านเสด็จฯไปเยี่ยมเอง จนทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว เราต้องรีบหาย ต้องรีบแข็งแรงตั้งใจที่จะหายและสามารถเดินได้ ทำงานได้ปกติ มาถวายงานท่านทั้ง 2 พระองค์ให้ได้เหมือนเดิม ช่วงนี้ได้รับมอบหมายให้ดูงานคณะแพทย์พอ.สว. ก็จะต้องเข้าไปรายงานความคืบหน้าให้ทั้ง 2 พระองค์ได้ทราบด้วย งานในส่วนของสถาบันวิจัยกับงานโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ก็ยังดำเนินต่อไป เมื่อมีปัญหา หรือมีเรื่องที่ต้องปรึกษาร่วมกับคณะก็ต้องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัสอีกว่า เวลาส่วนตัวของฉันจริงๆ คือช่วงที่ไปอยู่วัด เป็นช่วงที่สงบสุขทั้งกายและใจ นั่งสมาธิ สวดมนต์ เคยว้าเหว่เหมือนกัน ช่วงที่หลวงตาปลงสังขารไปใหม่ๆ ก็จะเอาดีวีดีคำสอนของท่านมาเปิดดู อ่านหนังสือของท่าน"หยดน้ำในใบบัว" หลวงตาท่านสอนว่าให้เก็บพ่อไว้ในใจ แล้วท่านจะอยู่กับทูลกระ หม่อมลูกตลอดไป(หลวงตาเรียกฟ้าหญิงว่าทูลกระหม่อมลูก) ฉันอยากไปอยู่วัดแต่ไม่เป็นที่ยอมรับของญาติมิตร เพราะเกรงว่าฉันจะหลุดไปจากโลกปัจจุบันนี้

"เวลาที่เหงาหรือเครียดก็มีคุยหรือระบายกับ "ลูกหมี" สุนัขที่ฉันเลี้ยง ลูกหมีเป็นสุนัขที่เข้าใจภาษาคน เพราะอยู่กับคนมาก เขาก็จะฉลาด เวลามีปัญหา หรือมีเรื่องมากระทบจิตใจไม่ว่าใครจะพูดอะไรข่าวจะออกมาในแง่ไหน หลักใหญ่ๆ คือจิตใจทุกอย่างสำคัญที่ใจ เมื่อใจเราคิดดีมีใจเป็นประธานแล้ว ทุกอย่างที่เราคิดก็จะดีตามมาเอง ก่อนที่หลวงตาจะปลงสังขารท่านสั่งไว้ว่าอย่าร้องไห้ ฉันก็จะไม่ร้องไห้ แม้กระทั้งท่านปลงสังขารก็ยังนิ่งอยู่ มีเกือบๆ เหมือนกัน หลวงตาท่านมาโปรดฉัน" สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ตรัส

สำหรับการพระราชทานสัมภาษณ์พิเศษของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รวมถึงการดูแลพระอาการประ ชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งทรงเผยให้ชมโต๊ะทรงงานและบันทึกพิเศษที่ท่านทรงพระอักษรจากใจ ความเชื่อเรื่องโลกแตกในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เรื่องสนุกอารมณ์ดีกับเรื่องสุนัขทรงเลี้ยงและสุนัขประจำตึกที่โรงพยาบาลศิริราช จะออกอากาศในรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" อาทิตย์ที่ 3 เม.ย.นี้ เวลา 22.30 น. ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี

ชมคลิปข่าว:คลิ้กที่นี่

*********
ข่าวเกี่ยวเนื่อง:

พสกนิกรปลื้ม"ลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยงฟ้าหญิงเล็ก คิดถึง"คุณต่งต๊ง"ที่เคยใส่เพชร150ล้านเดินแฟชั่นโชว์

-กระทู้เฉลิมไทย พันทิปซาบซึ้ง:ฟ้าหญิงทรงขอความเป็นธรรมให้แก่พระเจ้าอยู่หัวกับราชินี

-สมศักดิ์ เจียมฯ:บันทึกเปิดผนึก เรียน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ว่าด้วย "ความยุติธรรม"

เนปาล: วิกิลีกส์เปิดโปงการแทรกแซงของสหรัฐฯ ต่อกระบวนการสันติภาพที่เนปาล

ที่มา Thai E-News

นักกิจกรรมเหมาอิสต์

Nepal: WikiLeaks reveals US intervention against peace process
โดย Alistair Reith
ทีมา Green Left

ถอดความโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 เมษายน 2554




วิกิลิกส์ได้เผยแพร่เคเบิลลับของวงการฑูตสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม แสดงให้เห็นว่าอดีตฑูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศเนปาล เจมส์ มอริอาตี้(James Moriarty) ได้พยายามทุกช่องทางที่จะขัดขวางไม่ให้กระบวนการสันติภาพเนปาลสามารถเดิน หน้าสู่ความสำเร็จได้ เพื่อกีดกั้นกลุ่มเหมาอิสต์ไม่ให้ขึ้นสู่อำนาจ

กองทัพปลดแอกประชาชนที่นำโดยกลุ่มเหมาอิสต์ได้นำการต่อสู้ “สงครามประชาชน” ที่ยาวนานต่อเนื่องนับทศวรรษ เพื่อต่อต้านระบอบศักดินากษัตริย์ที่ปกครองเนปาลมาหลายร้อยปี การลุกขึ้นสู้ของประชาชนทั้งประเทศในปี 2549 สามารถโค่นสถาบันพระมหากษัตริย์ลงได้สำเร็จ และเปิดเส้นทางสู่การเลือกตั้งตัวแทนเข้าไปนั่งในสภาได้สำเร็จในปี 2551

กลุ่มเหมาอิสต์ชนะการเลือกตั้งและมีีที่นั่งมากที่สุดในสภา หลังจากที่รัฐบาลนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์เนปาล (UCPN-M) ถูกรัฐประหารที่นำโดยนายทหารระดับสูงในปี 2552 กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็ถูกบล๊อคไปด้วย


กระบวนการสันติภาพได้ริเริ่มขึ้นเป็นหนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบประชาธิปไตย แต่มันก็ถูกก่อกวนจากชนชั้นสูง โดยเฉพาะนายทหารระดับสูงรอยัลลิสต์ของกองทัพเนปาล

เคเบิลได้เผยตัวตนมอริอาตี้ผู้ขมขื่น ที่พยายามอย่างสุดลิ่มทิ่มประตูที่จะโน้มน้าวให้คนเชื่อว่า กระบวนการสันติภาพที่ลงนามโดยเหมาอิสต์ในปี 2549 นั้น เป็นเพียงแผนการณ์เพื่อที่จะช่วยให้พวกเหมาอิสต์สามารถขยายแนวคิดและวาระแห่งการปฏิวัติเท่านั้นเอง เคเบิลเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของท่านฑูตที่จะบล๊อคกระบวนการสันติภาพนี้

เคเบิลหลักชิ้นหนึ่งระบุวันที่ 22 กันยายน 2549 สถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่งถูกโค่นโดยการลุกขึ้นสู้ของมวลชนจำนวนมหาศาล ซึ่งกองทัพปลดแอกประชาชนเหมาอิสต์ได้ร่วมมือกับพรรคการเมืองกระแสหลักและ พรรคอนุรักษ์นิยมโค่นล้มพระมหากษัตริย์ที่่เผด็จการจนสำเร็จ

ในข้อตกลงซึ่งถูกทำให้หยุดชะงักไป กลุ่มเหมาอิสต์และพรรคการเมืองเหล่านี้ เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดให้มีการเลืิอกตั้งและเปิดสมัยสภาโดยทันทีเพื่อพิจารณาวาระหลักเพื่อการเปลี่ยนผ่านเนปาลอย่างขนานใหญ่ กลุ่มเหมาอิสต์ยุติการต่อสู้้ด้วยอาวุธ และเซ็นข้อตกลงสันติภาพในเดือนพฤศจิกายน 2549

กองทัพปลดแอกประชาชนเนปาลประกาศหยุดยิง และพรรคการเมืองแนวอนุรักษ์นิยมกว่ากลุ่มอื่นๆ ตกลงร่วมกันที่จะเริ่มปฎิรูปสังคมเนปาล


ในช่วงเวลาที่เคเบิลนี้เขียนขึ้นมา มันเป็นช่วงภาวะสูญญากาศทางการเมือง กษัตริย์เนปาลพ่ายแพ้บนท้องถนน และกองทัพเหมาอิสต์สามารถเดินบนท้องถนนกลางกรุงกาฎมัณฑุเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ กระนั้นก็ตาม มันก็ใช้เวลาอีกร่วมหนึ่งปีไปเพื่อการเจรจาระหว่างกันจนได้ข้อยุติเรื่องรัฐบาลรักษาการ โดยมีตัวแทนเหมาอิสต์อยู่ในคณะรัฐบาลรักษาการด้วย


ยามนี้มันได้เปิดเผยให้เห็น อย่างน้อยก็ในบางด้าน ว่าเพราะเหตุใดกระบวนการเหล่านี้จึงใช้เวลานานนัก เพราะจักรวรรดิอเมริกาได้แทรกแซงกระบวนการทางการเมืองของเนปาล เพื่อพยายามที่จะป้องกันไม่ได้กลุ่มเหมาอิสต์ ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองที่มีมวลชนสนับสนุนมากที่สุดในเนปาล เข้ามาอยู่ร่วมในคณะรัฐบาล

ในเคเบิล มอริอาตี้เขียนว่า “ มันดูเหมือนว่าเวลาแห่งการเผชิญหน้าในเนปาลกำลังย่างกรายเข้ามา . . . เหมาอิสต์จัดตั้งอย่างหนักและจัดการเดินขบวนครั้งใหญ่หลายครั้งตลอดเดือน ตุลาคมที่ผ่านมา . . . ถ้ารัฐบาลยังคงปฏิเสธที่จะยอมทำตามข้อเสนอของพวกเขา กลุ่มเหมาอิสต์ ตามแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้หลายแหล่ง ดูเหมือนว่าจะมีความพร้อมที่จะเคลื่อนเข้ามายังเมืองหลวงในเดือนพฤศจิกายน เพื่อใช้มาตรการรุนแรงในเมืองหลวง โดยใช้ภาพการเดินขบวนเป็นเครื่องบังหน้า” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกรงกลัวว่า “เส้นทางสู่อำนาจของ” เหมาอิสต์ จะเพิ่มมากขึ้นหลังจากโค่นพระมหากษัตริย์ลงได้แล้ว


ในช่วง 5 ปี นับตั้งแต่เคเบิลเหล่านี้ได้เขียนขึ้นมา พรรคคอมมิวนิสต์เหมาอิสต์เนปาล ยังคงยึดมั่นในกระบวนการสันติภาพ ยังคงริเริ่มและผลักดันแนวทางเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ๋ และการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยยึดมั่นในแนวทางการประท้วงอย่างสันติวิธี

กระบวนการสันติภาพยังคงอยู่ในสภาวะชะงักงัน การสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างบูรณาการถูกขัดขวางจากพรรคร่วมรัฐบาล เคเบิลระบุว่า เมื่อต้องเผชิญกับบล๊อคเหล่านี้ กลุ่มเหมาอิสต์ขู่ว่าจะออกไปถอนตัวออกไปจากกระบวนการเจรจา และหันกลับไปใช้มาตราการกดดันข้อเรียกร้องด้วยพลังมวลชน

ในเคเบิลเดือนกันยายน 2549 มาริอาตี้กล่าวว่า ข่าวดี คือ กลุ่มเหมาอิสต์ข่มขู่เรื่องเหล่านี้้เพื่อเป็นการบลั๊ฟทางการเมืองเท่านั้น จริงๆแล้วเหมาอิสต์มีมวลชนค่อนข้างน้อย และก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะกองทัพของรัฐบาลได้ถัาจะต้องสู้รบกันอย่างซึ่งๆ หน้า”


นี่คือคำกล่าวที่น่าขบขันยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมองย้อนไปในช่วงเวลานั้น เมื่อการเลือกตั้งได้จัดขึ้น สื่อกระแสหลักและรับบาลจากประเทศต่างๆ พากันให้ข่าวกันอย่างต่อเนื่องว่า เหมาอิสต์มีผู้สนับสนุนไม่มากนัก และมีการประมาณการว่าเหมาอิสต์จะได้รับเลือกเข้ามาโดยทิ้งช่วงห่างมากเป็น ลำดับที่สาม แต่ผลปรากฎว่า เหมาอิสต์พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดใน ประเทศ

ในเคเบิลที่จ่าหัวว่า “เราจำต้องทำอะไรบ้าง” มอริอาตี้ร่างยุทธศาสตร์ให้กับสหรัฐฯ เพื่อป้องกันไม่ให้การปฏิวัติของกลุ่มเหมาอิสต์ประสบความสำเร็จ


มอริอาตี้ประกาศว่า เราจำเป็นจะต้องเพิ่มความความเป็นไปได้ที่่บรรดาผู้นำที่นี่จะเลือกตัดสินใจในสิ่งที่ถูกต้อง ผมได้เข้าพบปะหารือกับนายกรัฐมนตรีอย่างสม่ำเสมอ ได้ขอร้องให้นายกรัฐมนตรี (จนถึงบัดนี้ ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ) สั่งการให้้กองกำลังตำรวจปฏิบัติหน้าที่ของผู้รักษากฎหมาย และยังได้สั่งการและกำกับให้ท่านนายกปฏิบัติตามคำขอร้องในระดับต่ำสุดคือ ไม่ให้กลุ่มกองกำลังติดอาวุธเหมาอิสต์ย่างเท้าเข้ามาอยู่ในรัฐบาลได้ (เท่าที่ปรากฎ ข้อเรียกร้องนี้ประสบความสำเร็จกว่าข้อแรก)


“พวกเรายังได้ผลักดันให้พรรคการเมืองหลักพรรคอื่น . . . ให้การสนับสนุนนายกรัฐมนตรี ในการจัดการกับกองกำลังติดอาวุธ และกดดันให้นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ตำรวจใช้กำลังจัดการกับกลุ่มเหมาอิสต์ ผมยังได้จุดประเด็นเหล่านี้โดยการไปเยี่ยมเยียนค่ายทหารหลายค่าย . . . และได้กล่าวประนามการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์อย่างเปิดเผย “รัฐมนตรีฝ่ายซ้ายได้พากันเรียกร้องให้ขับผมออกจากประเทศ แต่อย่างน้อยประชาชนบางคนที่นี่ เริ่มพูดคุยกันถึงเรื่องการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์บ้างแล้ว“


เคเบิลนี้พิสูจน์ว่าทูดสหรัฐฯ ไม่เพียงแต่ผลักดันให้กลุ่มเหมาอิสต์หลุดไปจากเป็นรัฐบาล แต่ยังเรียกร้องให้กำลังตำรวจปราบปรามขบวนการเหมาอิสต์อีกด้วย


มันเป็นการแทรกแซงการเมืองภายในของเนปาลอย่างอย่างหยาบคาย และน่ารังเกียจอย่างที่สุด - โดยเฉพาะมันชัดเจนว่า มีเป้าประสงค์เพื่อปิดกั้นพลังประชาชนและข้อเรียกร้องอันยุติธรรมของพวกเขา

หลังฉาก สหรัฐฯ ได้ต่อต้านกระบวนการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยในเนปาล - และสนับสนุนกลุ่มพลังทางการเมืองที่สามารถดำรงอำนาจกดขี่ประชาชนของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ต่อไป


สังคมชาวเนปาลต่างก็ชิงชังพวกตำรวจ ที่คอรัปชั่นกันทั้งระบบ ที่ใช้มาตราการทั้งการทรมาน ข่มขืนและลอบสังหารประชาชน


ในประเทศที่รัฐบาลเผิกเฉยต่อความอยู่ดีมีสุขของประชาชนในชนบทอย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ บ่อยทีเดียวที่สถานีตำรวจท้องถิ่น คือสำนักงานของรัฐฯ ที่มีเพียงแห่งเดียวในพื้นที่นั้น ไม่มีทั้งโรงพยาบาลหรือโรงเรียน มีเพียงพวกนักเลงหัวไม้ที่คอรัปชั่น และให้ความคุ้มครองเจ้าที่ดินและนายทุนเงินกู้เท่านั้น


ในช่วงสงครามประชาชนในทศวรรษที่ 2533 สิ่งแรกที่ขบวนการชาวนาที่ลุกขึ้นสู้กระทำคือ การโจมตีและทำลายโรงพักต่างๆ


พอถึงช่วงต้นทศวรรษ 2543 ตำรวจต่างก็ถูกขับให้ออกไปพ้นพื้นที่หมู่บ้านต่างๆ ในชนบททั่วเนปาล การเรียกร้องให้ตำรวจเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีพื้นที่ของเหมาอิสต์ หมายถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลดำรงไว้ซึ่งความโหดร้ายที่กระทำต่อประชาชนในช่วงแห่งสงครามปลดแอก

มอริอาตี้ยังคงได้เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมส่งอาวุธล๊อตใหญ่มาที่เนปาล


ตลอดช่วงระยะเวลาแห่งสงครามประชาชน สหรัฐฯและชาติตะวันตกได้บริจาคอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพแห่งพระมหากษัตริย์เนปาล แม้ว่าจะมีข่าวเกี่ยวกับความโหดร้ายที่พวกเขากระทำต่อประชาชนเผยแพร่ออกไปแล้วก็ตาม

มันแสดงให้เห็นว่า เพราะเหตุใด สหรัฐฯ มาสู่ข้อสรุปอย่างรวดเร็วในการมองทัพเนปาลในฐานะเครืองมือที่สหรัฐฯ วางใจมากที่สุด และเป็นพันธมิตรเพื่อร่วมกันกำจัดขบวนการปลดแอกประชาชน


มอริอาตี้เขียน “พวก เราจำเป็นจะต้องเตรียมรับมือในความเป็นไปได้ที่เหมาอิสต์จะกลับไปใช้ความรุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ในเดือนพฤศจิกายน ประเด็นสำคัญคือการประนามการใช้ความรุนแรงของกลุ่มเหมาอิสต์อย่างรวดเร็วที่สุด ในขณะเดียวกันก็จัดการส่งอาวุธ 4,500 กระบอกหรือมากกว่านั้นที่มีในคลังอาวุธมาให้กับกองทัพเนปาลมาโดยทันที

“อาวุธเหล่่านั้นจะส่งผลสะเทือนทางเทคนิคในทันที แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มันจะช่วยอุ้มรัฐบาลที่อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาลให้ต้องยอมแพ้ในอยู่ต่อไปได้”

ถ้ามีกองกำลังต่อต้านความรุนแรงที่พร้อมรับคำสั่ง สหรัฐฯ ก็มีความพร้อมที่จะให้อาวุธปืนกับพวกเขาตามที่ต้องการเพื่อใช้ในการบดขยี้ประชาชนของตัวเองที่ลุกขึ้นมาต่อสู้


เมื่อกระบวนการสันติภาพกำลังดำเนินไปด้วยดี สถานฑูตสหรัฐฯ ได้ทุกทุกวิถีทางในอำนาจที่มี เพื่อจะทำลายกระบวนการสันติภาพ และแสวงหาหนทางที่จะบดขยี้กลุ่มเหมาอิสต์และมวลชนของพวกเขา - แม้แต่ว่าจะต้องจ่ายด้วยราคาแห่งการจุดไฟสงครามประชาชนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งก็ตาม

ถ้ากระบวนการสันติภาพเนปาลล้มเหลวและมีการปะทะระหว่างมวลชนเกิดขึ้นจริงๆ ในอนาคต ความผิดจะไม่ได้เกิดจากกลุ่มเหมาอิสต์ พวกเขาได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนอดกั้นอย่างถึงที่สุด ที่จะปรานีปรานอมกับกระบวนการสันติภาพ พวกเขาได้เสียสละอย่างมากแล้ว

พวกเรารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า สหรัฐฯ พยายามจะทำให้กระบวนสันติภาพต้องหยุดชะงัก

เคเบิลเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของอินเดียในเนปาลด้วยเช่นกัน เนปาลโดยพฤตินัยเป็นอาณานิคมของอินเดียมานานมาก ทั้งนักการเมือง ระบบเศรษฐกิจ และกองทัพของเนปาล รวมทั้งในอีกหลายแง่มุมของวีถีสังคมล้วนอยู่ภายใต้การครอบงำของอินเดีย

หนึ่งข้อเรียกร้องสำคัญของบวนการเหมาอิสต์คือการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมนี้ และเริ่มจัดรูปแบบความสันพันธ์ระหว่างสองประเทศขึ้นมาใหม่ บนพื้นฐานแห่งการเคารพในความเท่าเทียม เคารพอธิปไตยและอำนาจในการตัดสินอนาคตของตัวเองของชาวเนปาล


เหมาอิสต์ได้กล่าวหาอินเดียที่เข้ามาแทรกแซงกระบวนการทางการเมืองของเนปาลมานานแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความพยายามที่จะบิดเบื้อนความหมายที่แท้จริงของการต่อสู้ของพวกเขาและรวมทั้งมุ่งทำลายขบวนการเหมาอิสต์

มันคือความลับที่รับรู้กันอย่างกว้างขวาง แต่ยามนี้มันมีหลักฐานสำคัญที่ชี้ชัด


ในเคเบิลของมอริอาตี้ของเดือนกันยายน 2549 เขาได้เปิดเผยให้เห็นถึงบทบาทของฑูตอินเดียในความพยายามบล๊อครัฐบาลรักษาการที่มีกลุ่มเหมาอิสต์รวมอยู่ด้วย และในการผลักดันให้ตำรวจใช้ความรุนแรงเหมือนที่เคยทำ

เขากล่าวผมได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรอินเดียที่นี่ และในนามส่วนตัว เขาได้กดดันข้อเสนอเดียวกับผม “คือตำรวจจำเป็นจะต้องทำหน้าที่ผู้พิทักษ์กฎหมาย และรัฐบาลเนปาลไม่ควรปล่อยให้กองกำลังเหมาอิสต์เข้ามานั่งอยู่ในรัฐบาลรักษาการ”


มอริอาตี้จบเคเบิลเขาด้วยการเขียน “ชัยชนะของเหมาอิสต์จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจให้กับกองกำลังฝ่ายซ้ายทั้งหลายและเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของทั้งภูมิภาค ดังนั้นจึงจำเป็นที่พวกเราจะต้องทำทุกวิถีทางที่สามารถทำได้เพื่อป้องกันผลที่จะเกิดตามมา”

ชัยชนะของเหมาอิสต์จะนำสิ่งเหล่านี้มาแน่นอนและมากกว่านี้อีก


ในยุคสมัยแห่งวิกฤติทุนนิยมเช่นนี้ คุณภาพของวิถีชีวิตลดต่ำลง สินค้าขึ้นราคา สงครามจักรวรรดินิยมและความพยายามควบคุมขบวนการปลดแอกประชาชนที่ปะทุขึ้น ทั่วโลก การที่เนปาลได้รับอิสระภาพ และเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างขนานใหญ่ จะกลายเป็นดังเช่นแสงไฟแห่งความหวังในท่ามกลางความมืดมิด

และแล้ว ในปี 2554 ในยามที่ประชาชนยึดครองถนนทั่วทั้งอาฟริกาและตะวันออกกลาง ในทันทีทันใดนั้น คำว่า “ปฏิวัติ” ไม่ได้ดูเป็นคำที่ล้าสมัยหรือว่าเปล่งออกมาจากการยึดมั่นอุดมการณ์เท่านั้น แต่มันเป็นปรากฎการณ์ร่วมสมัย ที่เติบโตอย่างมั่นคง ทันท่วงที และมันคือความจริง ชัยชนะของเหมาอิสต์ในเนปาล ได้ส่งกระแสคลื่นที่ซ๊อคทั้งสังคมโลกและมัน “เป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพ” อย่างแท้จริงต่อเผด็จการทั้งหลาย ไม่ใช่เฉพาะในอาฟริกาเท่านั้น


ไม่ว่าสถานฑูตสหรัฐฯ จะพยายามจะแค่ไหนก็ตามที่จะเปลี่ยนแปลงความจริงเรื่องนี้ ก็ไม่สามารถจะทำได้สำเร็จอีกต่อไป

สวัสดีความเศร้า ศอ.บต.

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ

นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. มั่นใจการทำงานคณะกรรมการที่ปรึกษา ศอ.บต.ใหม่ ซึ่งผ่านการเลือกตั้งจากผู้แทนแขนงต่างๆ รวม 9 ประเภท สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาให้กับประชาชนได้มากขึ้น แม้การเลือกตั้งจะไม่ค่อยมีความคึกคัก เนื่องจากถูกกลุ่มการเมืองและผู้มีอิทธิพลจัดตั้งไว้หมดแล้ว ยกเว้นการเลือกตั้งในกลุ่มสื่อมวลชนที่ฝ่าคะแนนจัดตั้งของนักการเมืองท้องถิ่นไปได้

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.54 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เปิดการลงคะแนน เพื่อเลือกตั้ง คณะกรรมการที่ปรึกษา ศอ.บต. ซึ่งประกอบด้วย ประเภทผู้แทนสื่อมวลชน ประเภทสถาบันปอเนาะ ประเภทโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ประเภทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประเภทกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประเภทผู้นำสตรี ประเภทผู้นำพัฒนาสังคมภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้แทนกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและอีหม่ามประจำมัสยิด และประเภทผู้แทนผู้สอนและบุคลากรทางการศึกษา รวม 9 ประเภท จำนวน 49 คน
การดำเนินการเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ์ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากในทุกประเภท มีการจัดตั้งจากฝ่ายการเมืองและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มาล่วงหน้าแล้ว

ที่มีการแข่งขันสูงเป็นการคัดเลือกผู้แทนสื่อมวลชน เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งเพียง 1 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งระหว่าง นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศและหัวหน้าศูนย์ข่าวเดลินิวส์ภาคใต้ จ.สงขลา กับ นายหมุดตาเหล็บ โหดหีม นายกสมาคมผู้สื่อข่าววิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ จ.สงขลา และมีตำแหน่งเป็นนักการเมืองในพื้นที่ จ.สงขลา การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความดุเดือด ผลการนับคะแนน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ชนะทิ้งห่างด้วยคะแนน 159 ต่อ 95คะแนน

ด้านนายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากนี้ได้นำผู้ผ่านการเลือกตั้งทั้ง 44 คน เพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีออกประกาศแต่งตั้งต่อไป และรวมกับอีก 5 คน ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีจะมีคัดเลือกขึ้นมา รวมเป็น 49 คน จากรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามา เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ เป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ มีประสบการณ์ในการร่วมกันแก้ปัญหาด้านพัฒนา และเป็นที่ยอมรับของประชาชน

ตนมั่นใจว่า ศอ.บต.ใหม่นี้ จะรวบรวมนำความคิด ที่มีความหลากหลาย และเป็นความคิดจากบุคคลที่นำความคิดจากประชาชนในพื้นที่ จะเป็นกำลังสำคัญในการเดินหน้าแก้ปัญหาในพื้นที่ประสบผลสำเร็จได้มากขึ้น


อ่านแล้วเศร้าจริงๆชายแดนใต้

( เขียนไม่ออกบอกไม่ถูก ครับ )

เสื้อแดงสหภาพยุโรปทอดผ้าป่าประชาธิปไตย เชิญผู้บาดเจ็บ-ญาติผู้เสียชีวิตติดต่อรับความช่วยเหลือ

ที่มา Thai E-News





โดย ประชาสัมพันธ์ UDD-THAI OF EUROPE


ชาว นปช.อียู ขณะเข้าร่วมพิธีทอดผ้าป่าประชาธิปไตยของเสื้อแดงสหภาพยุโรป

สำเร็จลุล่วงไปอย่างงดงาม ได้รับผลบุญกันไปทั่วหน้ากับงานผ้าป่าประชาธิปไตยไทยในเยอรมนี ที่เมืองซาโบรกเคิ่น

ซึ่งครั้งนี้ไม่มีการโฟนอินของแกนนำ แต่เป็นการโฟนอินของพี่น้องเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายม็อบที่ราชประสงค์ ได้สร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาในงาน และท่านที่ได้รับบาดเจ็บเองจนกลั้นน้ำตากันไว้ไม่อยู่ทั้งสองฝ่าย

ทางเจ้าภาพขอกราบขอบพระคุณพี่น้องเสื้อแดงจากหลายๆประเทศ ที่พร้อมใจกันมาร่วมงาน ซึ่งท่านนายกฯทักษิณ ได้รับเป็นประธานฝ่ายฆราวาส และได้ร่วมทำบุญด้วย 2,000 ยูโร หลังจากถวายผ้าป่าเรียบร้อย ทางคณะกรรมการได้เปิดซองผ้าป่าที่พี่น้องร่วมกันทำบุญได้ยอดทั้งหมด 6,500 ยูโร+2,000 ยูโร(ของท่านนายกฯ)รวมเป็นเงิน8,500 ยูโร

จากนั้นทางพี่น้องเสื้อแดงได้ช่วยกันต่อยอดผ้าป่าจนได้เพิ่มเป็นจำนวน 10,166 ยูโร คิดเป็นเงินไทย 426,972 บาท

ได้ถวายให้กับทางวัดพุทธบารมี ฮัมบวร์ก 6,000ยูโร(252,000บาท) ส่วนที่เหลือ4,166 ยูโร ใส่ซองถวายพระ 400 ยูโร

ยอดคงเหลือ 3,766 ยูโร (158,172 บาท) จำนวนเงินส่วนนี้ ทางวัดได้มอบกลับคืนไปให้เพื่อส่งไปช่วยเหลือพี่น้องเสื้อแดงที่บาดเจ็บ ซึ่งทางคณะกรรมการได้ติดต่อประสานไปทางครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บแล้วจะนัดหมายส่งมอบเงินในเวลาต่อไป

ซึ่งจะแจ้งรายชื่อครอบครัวที่ได้รับการช่วยเหลือจากพวกเรา นปช.อียูหรือแดงยุโรป เร็วๆนี้ ที่www.thairedeu.com และ www.thairedgermany.net

ท่านใดที่มีรายชื่อของพี่น้องที่บาดเจ็บ และครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิต สามารถส่งเพิ่มเติมมาได้ที่ thairedeu@hotmail.com

กราบขอบพระคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้พวกเราในยุโรปด้วยค่ะ จาก ประชาสัมพันธ์ UDD-THAI OF EUROPE

ชมภาพทั้งหมดได้ที่นี่ http://www.thairedeu.com/page13.html***

Monday, April 4, 2011

สมศักดิ์การเมืองใหม่ Candidate นายกฯ ไม่สนปิดเทอม

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 4 เมษายน 2554

นำเสนอในประเด็น

- ประชาสันติล่ม ปุระชัยทิ้งเสรี...ดับฝันหลากสี

- "ปุระชัย"เปิดตัว ลงส.ส.บัญชีรายชื่อเบอร์ 1"รักษ์สันติ"

- บิ๊กเพื่อไทยชี้"เสนาะ"คุย"ทักษิณ"จบแล้ว ปั้น"มิ่งขวัญ"เป็นนายกฯ

- 'ทักษิณ'โฟนอินที่อุดรฯ ชูไอเดียเครดิตการ์ดให้เกษตรกร

- คนเสื้อแดงร่วมรำลึก ‘เทิดศักดิ์’ที่เกิดเหตุ 10 เมษา แยกคอกวัว

- สมศักดิ์”แจง “การเมืองใหม่”สั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ ไม่อย่างนั้นไม่ประชาธิปไตย

- เอแบคโพลล์ชี้กระแสนิยมก่อนเลือกตั้ง ปชป.-พท.คะแนนสูสี

- VOTE NO คำตอบสุดท้าย ดัดสันดานนักการเมือง “พันธุ์ชั่ว”

- "อภิสิทธิ์-ผบ.ตร."ล่องใต้ลง"สุราษฎร์-สงขลา-พัทลุง"ตรวจน้ำท่วม

- โสภณ พรโชคชัย: อย่าตกใจนักกับภัยธรรมชาติในขณะนี้

- อนุสรณ์ อุณโณ: งานของ Marc Askew คนใต้ พรรคประชาธิปัตย์ และการเมืองสีเสื้อ

งานวิเคราะห์ประชาธิปัตย์

-ใจ อึ๊งภากรณ์: ขบวนการเสื้อแดงกับปัญหาการเลือกตั้ง

- ไอวอรี่โคสต์ เครียด เสียชีวิตมากกว่า 100

- สถานการณ์ความรุนแรงในลิเบีย

- ยูเอ็น ถูกโจมตี กรณีอัฟกานิสถาน

แกนนำ นปช.ร่วมเผาศพเหยื่อ 10 เมษา 53

ที่มา Voice TV









แกนนำ นปช.ร้องรัฐบาลสมัยหน้าชูเรื่องการค้นหาข้อเท็จจริงเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา53 เป็นภาระกิจสำคัญ ควบคู่การเยียวยาญาติผู้เสียชีวิต

งานฌาปนกิจศพนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม 10 เมษายน 2553 บริเวณสี่แยกคอกวัว จัดขึ้นที่เมรุวัดสีกัน เขตดอนเมือง เมื่อเย็นวานนี้ โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงไปร่วมงานจำนวนมากจนเกือบเต็มพื้นที่วัด นอกจากนี้ยังมีสมาชิคพรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เข้าร่วมงานด้วย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. กล่าวยืนยันว่าผู้กระทำความผิดจะต้องได้รับการลงโทษ แม้กระบวนยุติธรรมของไทยจะไม่สามารถเอาผิดตามกฎหมายได้ แต่กฎแห่งกรรมจะลงทัณฑ์ตั้งแต่ผู้ลงมือ, ผู้สั่งการ ไปจนถึงผู้อยู่เบื้องหลัง อย่างแน่นอน

ด้าน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ภาระกิจสำคัญของรัฐบาลสมัยหน้า คือการสืบสวนและค้นหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ เมษา-พฤษภา 53 พร้อมทั้งเยียวยาผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต เนื่องจากรัฐบาลในชุดปัจจุบันยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ

ส่วนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เมษา 53 รายอื่นๆ จะทยอยประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ในวันที่ 5 เมษายนนี้ จะมีพิธีฌาปนกิจศพนายสมิง แตงเพชร ณ เมรุวัดสมรโกฏิ เวลา 17.00น. และในวันที่ 18 พฤษภาคม 54 จะมีพิธีฌาปนกิจผู้เสียชีวิตอีก 7 ศพ

ปุ ปุ ปุ - มาร์ค

ที่มา มติชน

โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 3 เมษายน 2554)



การคืนสู่การเมืองของ "ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์" ในนาม "ประชาสันติ" แล้วพลิกผันสู่ "รักษ์สันติ"

สะท้อนบุคลิก ร.ต.อ.ปุระชัยที่ต้อง "กุมสภาพ" ทุกเรื่องเอาไว้ในมือ

ทำให้ก้าวแรกมี "สะดุด" เล็กๆ ให้เห็น

และหลายฝ่ายเชื่อว่าการสะดุดนี้ที่สะท้อน ความไม่พร้อม ระดับหนึ่ง

ซึ่งไปตอกย้ำความเชื่อว่า รักษ์สันติของ ร.ต.อ.ปุระชัย คงไม่มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะขึ้นมาเป็น "การเมืองขั้วที่ 3" ได้

กระนั้น ชื่อของ ร.ต.อ.ปุระชัย ก็ไม่สามารถมองข้าม

เนื่องจากน่าจะสร้างแรงกระเพื่อมไปกระทบขั้วการเมืองที่ 1 และที่ 2 ได้

ซึ่งก็น่าสนใจว่า ระหว่างขั้วที่ 1 คือ พรรคประชาธิปัตย์ กับขั้วที่ 2 พรรคเพื่อไทย ใครจะรับแรงกระเพื่อมมากกว่ากัน

เบื้องต้นดูเหมือนขั้วที่ 2 จะได้รับผลมากกว่า เพราะมีประเมินว่า แม้ ร.ต.อ.ปุระชัยจะเป็นนักการเมือง แต่ก็มีภาพ "ข้าราชการ" และดำรงความเข้มข้น "ฝ่ายอนุรักษ์" เอาไว้มาก

"กองทัพ" น่าจะสบายใจ เมื่อพูดถึง ร.ต.อ.ปุระชัย

ตามเหตุผลนี้ ร.ต.อ.ปุระชัย จึงเป็นพลังเสริมให้กับฝ่ายรัฐบาลขณะนี้มากกว่าพรรคเพื่อไทย

อย่างไรก็ตาม หากถามว่า พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พึงพอใจ กับ "พลังเสริม" นี้หรือไม่

ประเด็นนี้น่าถกแถลง

ต้องยอมรับว่าการปรากฏตัวขึ้นมาของ ร.ต.อ.ปุระชัยนั้น จุดเด่นคือ "ความเป็นคนดี เป็นนักบริหาร เป็นนักปฏิบัติ" (จริงหรือไม่จริงอย่างไร ยังไม่ขอวิจารณ์ในที่นี้)

คุณสมบัติดังกล่าว สังคมเคยคาดหวังจากนายอภิสิทธิ์

แต่ 2 ปีที่ผ่านมา คำวิจารณ์ "ดีแต่พูด" กลบความคาดหวังนั้นเสียสิ้น

นี่เองจึงเป็น "โอกาส" และ "จังหวะ" ที่ทำให้ ร.ต.อ.ปุระชัยมองเห็น และเสนอตัวออกมา

เท่ากับว่า ร.ต.อ.ปุระชัยได้กลายเป็นตัวเปรียบเทียบของนายอภิสิทธิ์ในทันที

นายอภิสิทธิ์คงไม่ชื่นชอบเท่าใดนัก

ยิ่งมีกระแส "ขานรับ" ร.ต.อ.ปุระชัยมากเพียงใด ก็เท่ากับปฏิเสธนายอภิสิทธิ์มากขึ้นเท่านั้น

ต้องไม่ลืมว่า นายอภิสิทธิ์ยังคงเป็นจุดขายของพรรคประชาธิปัตย์ สำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นด้วย

จึงไม่ค่อยดีนักหากถูกดิสเครดิตเช่นนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบางฝ่ายมองไป "หลังเลือกตั้ง" ด้วยอีกว่า การจะมัดพรรคร่วมในปัจจุบันเอาไว้เพื่อจัดรัฐบาลแข่งกับพรรคเพื่อไทย การจะดำรงสูตรการเมืองเช่นเดิม คือ ยังให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป อาจจะไม่ได้การขานรับจากสังคมเท่าที่ควร

ยิ่งหากพรรคเพื่อไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นที่ 1 การที่พรรคร่วมเดิมจะมีความ "ชอบธรรม" ในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลแข่ง จำเป็นต้องเสนอ "ตัวละครใหม่" ให้สังคมพิจารณา

จะมัวไปเข็นนายอภิสิทธิ์ต่อไปคงไม่ไหว

หากเทียบชื่อแคนดิเดตในฟากพรรคร่วมรัฐบาลที่มีการพูดถึง ไม่ว่า พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ชื่อของ ร.ต.อ.ปุระชัยน่าจะโดดเด่นกว่า

และตรงนี้ก็ไปสอดคล้องกับเสียงกระซิบกระซาบว่า ร.ต.อ.ปุระชัย คือ หนึ่งในกลไก สำคัญของ "เนวินคอนเนคชั่น"

หากเป็นเช่นนั้น "จริง" โอกาสที่ "ส้ม" จะหล่นใส่ ร.ต.อ.ปุระชัย ก็ได้

แล้วใครจะผิดหวัง ต้องเป็นนายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้การปรากฏขึ้นมาของ ร.ต.อ.ปุระชัย ถึงจะถูกมองว่าเป็นพลังเสริมให้กับขั้วรัฐบาลขณะนี้

แต่ก็เป็นพลังเสริมที่ไม่ได้ทำให้นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์ยินดีสักเท่าไหร่ !?!?

ว่าด้วย "ค่าตอบแทน" ของ "คน" ในประเทศนี้ .......!!!!

ที่มา มติชน

ประธานองคมนตรี เงินเดือน 114,000 บาท


องคมนตรี เงินเดือน 104,500 บาท


ประธานศาลฎีกา เงินเดือน 75, 590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
ผู้ช่วยผู้พิพากษา เงินเดือน 17,560 -18,950 บาท
ประธานศาลปกครองสูงสุด เงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท
ตุลาการศาลปกครองชั้นต้น เงินเดือน 67,560 บาท เงินประจำตำแหน่ง 30,000 บาท
อัยการ 8 เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
อัยการ 1 เงินเดือน 17,560 - 18,950 บาท


นายกรัฐมนตรี เงินเดือน 75, 590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000


รองนายกรัฐมนตรี เงินเดือน 74,420 บาท เงินประจำตำแหน่ง 45,000 บาท
รัฐมนตรี เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เงินเดือน 47, 250 บาท

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท


ประธานวุฒิสภา เงินเดือน 74,420 บาท เงิน เงินประจำตำแหน่ง 45,500 บาท
รองประธานสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
รองประธานวุฒิสภา เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42, 500 บาท


ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน 73,240 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,500 บาท
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เงินเดือน 71,230 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,330 บาท
สมาชิกวุฒิสภา เงินเดือน 71,230 บาท เงินประจำตำแหน่ง 42,330 บาท


ข้าราชการทหาร ระดับนายพล ระดับ น.9 ชั้น 9.5 เงินเดือน 70,930 บาท
ต่ำสุด ระดับ 1 พ.1 -ระดับ 25 เงินเดือน 1,360- 6,050 บาท

ข้าราชการพลเรือนสามัญ ขั้นสูง ระดับสูง เงินเดือน 69,810 บาท
ข้าราชการพลเรือนสามัญ ประภททั่วไป ปฎิบัติงาน ขั้นต่ำ เงินเดือน 4,870 บาท

ข้าราชการครู ขั้นสูง คศ. 5 เงินเดือน 66,480 บาท
ข้าราชการครูผู้ช่วย ขั้นต่ำชั่วคราว เงินเดือนเริ่มที่ 7,940 บาท
บัญชีอัตราเงินวิทยฐานะ ครูเชี่ยวชาญพิเศษ 15,600 บาท
ครูเชี่ยวชาญ 9,900 บาท
ครูชำนาญการพิเศษ 5,600 บาท
ครูชำนาญการ 3,500 บาท

วิศวกร สาขาต่างๆ เงินเดือน เริ่มต้นที่ 12,000 บาท สูงสุดที่ 60,000 บาท โบนัสและสวัสดิการต่างหากแล้วแต่ระดับการจ่ายของบริษัท

แพทย์ สาขาต่างๆ

ขึ้นอยู่กับรายได้แต่ละแพทย์เฉพาะทาง

ในส่วนของระบบราชการจะอยู่ในระดับโครงสร้างของข้าราชการ ซึ่งอาจเสริมรายได้จากการไปเป็นแพทย์พิเศษตามสถานพยาบาลต่างๆ อีก หรือคลินิก

ขณะที่แพทย์ของเอกชน ก็ขึ้นอยู่กับรายได้ของเฉพาะทางนั้นๆ บางรายมีรายได้สูงสุดต่อเดือนนับล้านบาท


งานด้านคอมพิวเตอร์ โปรแกรมเมอร์, เจ้าหน้าที่ Network ,เว็บมาสเตอร์ เงินเดือน 12,000-50,000 บาท

กราฟฟิก ดีไซน์เนอร์ เงินเดือน 15,000 บาท ขึ้นไป

ผู้สื่อข่าว-ช่างภาพหนังสือพิมพ์/วิทยุ/เว็บไซต์ เงินเดือน 7,000 - 25,000 บาท
ระดับหัวหน้าข่าว 23,000-35,000 บาท
ระดับบรรณาธิการบริหาร 30,000 บาท ขึ้นไป

ผู้สื่อข่าว-ช่างภาพโทรทัศน์/ผู้ประกาศข่าว เงินเดือน 12,000 - 40,000 บาท
ระดับหัวหน้าข่าว 30,000 - 50,000 บาท
ระดับบรรณาธิการบริหาร 40,000 บาท ขึ้นไป


คอลัมนิสต์,นักเขียน นิตยสาร เงินเดือน 9,000-50,000 บาท ขึ้นไป


พนักงานบัญชี เริ่มต้นที่ 9,000 บาทขึ้นไป

พนักงานบริษัททางด้านสายงานต่างๆ เริ่มต้นที่ 10,000 บาท ขึ้นไป

สาวไซด์ไลน์ การขายวิวจะเริ่มที่ 90 หรือ 100 บาทขึ้นไป สูงสุดไม่เกิน 1,000 บาท ต่อครั้ง ถ้าเป็นเดือน เฉลี่ย เดือนละ 3-4 หมื่นบาท


พนักงานโรงแรม ในระดับทั่วไป เงินเดือน 4,000 บาท ขึ้นไป ไม่รวมค่า เซอร์วิส ชาร์ต
พนักงานโรงแรม แผนกต้อนรับ เงินเดือน 10,000 บาทขึ้น ไม่รวมค่าเซอร์วิส ชาร์ต
พนักงานขับรถลีมูซีน ประจําโรงแรมห้าดาว-สนามบิน เงินเดือน 16,600 บาท ขึ้นไป

โชเฟอร์ขับแท็กซี่ เฉลี่ยรายได้วันละ 250 บาท ขึ้นไป (หักค่าเช่า+น้ำมันแล้ว)


รถจักรยานยนต์รับจ้าง เฉลี่ยรายได้วันละ 300 บาท ขึ้นไป (หักค่าวิน+น้ำมันแล้ว)

เกษตรกร รายได้ขึ้นอยู่กับผลผลิตสินค้าเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการทำไร่ ทำสวน ปลูกพืช ผัก ผลไม้ หรือแม้แต่การเลี้ยงสัตว์ การทำประมง

สำหรับผู้ใช้แรงงานทุกประเภท ค่าแรงขั้นต่ำ เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 215 บาท ขึ้นไป

นี่เป็นเพียงรายได้ส่วนหนึ่งจากหลากหลายอาชีพ ไม่ใช่ทั้งหมด ยังคงเหลือพวกทำอาชีพธุรกิจส่วนตัว ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า พ่อค้า แม่ขาย และ ฯลฯ จะเห็นได้ว่า รายได้ ระหว่างผู้มีการศึกษา ผู้ที่ได้รับการศึกษาระดับต่ำ เศรษฐี ชนชั้นกลาง รากหญ้า ผู้มีอำนาจ กับผู้มีสิทธิแค่ตอนเลือกตั้ง ล้วนมีมูลค่่าทางค่าตอบแทนที่แตกต่างกัน จึงทำให้ช่องว่างระหว่าง รวย และจน ห่างกันเยอะ จึงไม่น่าแปลกใจว่า เหตุใด ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย จึงไม่หมดสิ้นไปเสียที...

สตอเบอรี่ (แหล)

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla



เพียงรอยแย้ม แจ่มพิศ พินิจฝัน
ละอองดาว พราวพลัน อกสั่นผวา
ริ้วระรื่น ชื่นสะท้าน บังม่านตา
ละเลียดฟ้า ลาล่วงลับ หายวับไป....

ขมุกขมัว สลัวแสลง แสงดับมืด
คำหวิววืด จืดสนิท คิดผลักใส
สตอบอแหล แถแถก จนแปลกใจ
หวานแค่ไหน ใครชำเลือง ให้เปลืองตา....

เห็นคำห่วง บ่วงสยอง สนองผิด
หวังยึดติด คิดมั่น เสกสรรหา
รอยรสหวาน ซ่านลิ้น กลิ่นโชยมา
แค่มารยา เสแสร้ง แสดงละคร....

อ้อมกอดรัก ผลักใส ให้ไกลออก
เล่ห์ลิ้นหลอก ร้อนลุ่ม ดั่งสุมขอน
ภาพที่สร้าง ทางร้าย หมายวิงวอน
คำออดอ้อน สตอเบอรี่ เปลี่ยนสีจาง....

๓ บลา / ๔ เม.ย.๕๔ (บ่าย)
http://3blabla.blogspot.com