ที่มา thaifreenews
โดย blablabla
ปากเป็นเอก เลขเป็นโท โง่หรือบ้า
โมหะพา วาจามั่ว เผยชั่วสิ้น
คำสำรอก บอกตัวตน คนเดินดิน
ใช้เล่ห์ลิ้น ถวิลสร้าง เส้นทางมาร....
เตรียมใส่สูท ผูกไท ไปตามนัด
แล้วนั่งขัด รองเท้า เอาให้พล่าน
ใจโสมม สมกัน พวกสันดาน
เที่ยวระราน ด้วยคำพูด สุดแสนเลว....
เลือกเพื่อไทย ได้ทักษิณ คืนถิ่นแน่
เลือกพรรคแย่ แน่ชัด พัดตกเหว
ช่วยหาเสียง “เลือกเพื่อไทย” ดี..ไม่เลว
ดั่งไฟเปลว โหมให้ เพื่อไทยมา....
ฟังคำพูด เยาะเย้ย เผยทาสแท้
มิใช่แค่ ตัวตน คนต่ำช้า
แต่เป็นเพราะ สันดาน สุดมารยา
จึงแบะท่า บ้าบอ ขอไปที....
เอ้า..มาช่วย หาเสียง คู่เคียงฝัน
ต่อเติมวัน ยิ้มร่า ว่าสุขศรี
เลือกเพื่อไทย ได้ทักษิณ อยู่กินดี
เลือกอัปรีย์ ได้มาร์ค-เทือก เชิญเลือกเอา....
เลือกเพื่อไทย อิ่มเอม เกษมศานต์
เลือกพรรคมาร หมองหม่น ดั่งคนเศร้า
เลือกเพื่อไทย สิ่งงดงาม ตามเป็นเงา
เลือกพรรคเน่า รอฉิบหาย ตายยกเมือง....
๓ บลา / ๕ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, April 5, 2011
ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 05/04/54
ภาคต่อ...“ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์” ทรงเผย “ในหลวงทุกข์เหลือเกิน” เหตุเผาบ้านเผาเมือง
ที่มา thaifreenews
โดย ขวดเปล่า
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2554 17:42 น.
“ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์” ประทานสัมภาษณ์เหตุเผาบ้านเมืองนำความทุกข์เหลือเกินสู่พระราชินี-ในหลวง กระทั่งอาการพระประชวรที่เริ่มดีกลับทรุดลง ทรงเล่าทั้ง 2 พระองค์ทรงงานหนักมาโดยตลอดโดยเฉพาะในยามประเทศเกิดวิกฤต จนบางครั้งแทบไม่มีเวลาบรรทม ตรัสอยากได้เวลาทีวีวันละ 10 นาทีหวังคนเข้าใจในหลวงทำอะไรอยู่ แต่ยังไม่กล้าขอ
เป็นการออกอากาศที่มีประชาชนคนไทยจำนวนมากให้ความสนใจติดตามชมสำหรับรายการ “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” เทปคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี หลังทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประทานสัมภาษณ์เรื่องราวส่วนพระองค์ โดยมี “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา” เป็นพิธีกรผู้ดำเนินรายการ
ผู้ดำเนินรายการ : ขอพระราชทานกราบทูลเกล้าฝ่าพระบาท ข้าพเจ้านายวู้ดดี้ ผู้ดำเนินรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ขอพระราชทานบันทึกเทปและพระราชทานสัมภาษณ์ใต้ฝ่าพระบาท ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม
ผู้ดำเนินรายการ : ต้องเรียนทูลกระหม่อมว่า วันนี้ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดในชีวิตตั้งแต่ทำรายการมา และต้องขอกราบอภัยถ้าข้าพเจ้าได้ทูลผิดในหลายๆ ครั้ง
ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมทอดพระเนตรรายการวู้ดดี้เกิดมาคุยบ่อยไหม พระพุทธเจ้าข้า?
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็ดูบ้างแต่ไม่ได้ดูทุกครั้งค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ : ถ้ามีโอกาสได้ทอดพระเนตรโทรทัศน์หรือว่าทีวี ทรงโปรดละครหรือว่าข่าวประเภทไหนพระพุทธเจ้าข้า?
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ดูหลายอย่างดูพวกสารคดีทางธรรมชาติ ละครก็ดูเป็นบ้างเรื่อง ละครไทยดูเป็นบางเรื่อง บางเรื่องก็ทำได้ดี แต่บ้างเรื่องก็ดูไปดูมาแล้วก็หลับ (ทรงพระสรวล)
ผู้ดำเนินรายการ : แสดงว่าดูไปดูมาละครเรื่องนั้นอาจจะเบื่อ
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : อาจจะเบื่อ (ทรงพระสรวล)
ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมทรงมีพระวินิจฉัยอย่างไรจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพเจ้าและทีมงานสัมภาษณ์พระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็อยากจะให้คนที่ดูรายการนี้รู้จักตัวฉันอย่างแท้จริง ดีกว่าฟังข่าวลืออย่างโน่นอย่างนี้ บางทีข่าวก็บิดเบือน อันนี้มาจากต้นตอเลย ก็การันตีแล้วว่าเป็นข่าวจริง
ผู้ดำเนินรายการ : เรื่องอะไรที่ทูลกระหม่อมกังวลใจอยู่ตอนนี้อยู่พระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็มีอะไรแปลกๆ เยอะ บางคนก็ลือไสยศาสตร์ บางทีก็บอกฉันว่า ที่ล้มเพราะถูกคนกระทำ ก็บอกว่าใครจะมากระทำเพราะไม่เคยไปทำร้ายใครใครจะมากระทำ
ผู้ดำเนินรายการ : และฝ่าพระบาทเองมีการรับมือกับปัญหาในชีวิตยังไงพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นเด็กวัด คืออยู่วัดป่าบ้านตาดมา 15 ปีกับหลวงตามหาบัว ยังไงคนเราต้องมีแน่สิ่งกระทบ ขอเรียกว่าสิ่งกระทบทางสังคม อย่างพวกแสงสีเสียง เสียงอะไรที่เราได้ยินมาเรารับมาล้วนทั้งดีและไม่ดี
พอพระท่านบอกว่า สรรเสริญควบคู่กับนินทา อยู่ในโลกนี้มันเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าถูกเขานินทาว่าร้ายถ้ายังกระทบใจเรา สิ่งที่เราต้องกระทำก็คือ พิจารณาตัวเองก่อน พระท่านสั่งให้พิจารณาตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปพิจารณาคนอื่น เราต้องดูตัวเราเองก่อนต้องพิจารณาตัวเราเองก่อน
ว่าสิ่งที่เขาว่าที่มากระทบเรานี้มันเป็นจริง เราเป็นจริงอย่างที่เขาว่าไหม ถ้าเราเป็นจริงต้องแก้ไขด้วยตัวเอง แก้ไขเสร็จแล้วก็วาง แต่พิจารณาแล้วไม่เป็นจริงก็วางเลย ต้องขอพูดเล่นๆ ว่า ถ้ามีของเราแบกไว้เราหนักไหม มันหนัก การปล่อยวางวางนี้มันเบาโอ้ยมันสบาย เพราะฉะนั้นต้องปล่อยวางให้อภัยได้
ผู้ดำเนินรายการ : แต่บางครั้งดูเหมือนจะยากพระพุทธเจ้าข้า อย่างข้าพพระพุทธเจ้ายังรู้สึกโรคจิตคือแบกอยู่ได้ บางครั้งยังต้องปล่อย แต่ก็คิดว่าพนักงานจะอยู่ยังไง มันไม่สามารถกลับบ้านไปปิดประตูได้เลย ทำไม่ได้
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ต้องทำให้ได้ค่อยๆ ทำการปล่อยวาง นี้เป็นสิ่งที่ทำยาก ตัวเราเองนี้ก็ทำยากแต่ต้องปล่อย อย่างแต่ก่อนเป็นคนนอนไม่หลับ สมัยสาวๆ เป็นคนนอนไม่หลับ แต่พอมาตอนหลังๆ อยู่กับหลวงตามหาบัว ก็ต้องบอกตัวเองว่า ต้องนอนแล้วนะ มันก็ต้องหลับ ทุกอย่างวางไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยคิดต่อ ตอนแรกทำยากค่ะ แต่สิ่งที่จะช่วยได้ในการทำคือการนั่งสมาธิ พอจิตนิ่งพอสงบมันจะกลายเป็นความสุข
ผู้ดำเนินรายการ : ทุกวันนี้ทูลกระหม่อมมีความสุขทุกวันเวลาที่ตื่นขึ้นมาไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็ไม่ทุกวันหรอกค่ะ ชีวิตคนเราก็ต้องมีสิ่งที่เราถูกใจไม่ถูกใจ มีทั้งนั้นที่จะมากระทบ แต่ฉันวาง ต้องหัดวางให้เร็ว
ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมบอกว่า ทรงเป็นเด็กวัดตอนนี้ทรงเสด็จฯ ไปที่วัดของหลวงตามหาบัวได้ข่าวว่าทรงอยู่ในกุฏิเล็กๆ เองพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : กุฏินี้ห้องห้องเดียวและก็นอนกับพื้น และก็มีห้องน้ำก็ห้องเล็กๆ เกือบเท่าห้องน้ำในเครื่องบิน อยู่ได้ ก็อยู่มาหลายปีแล้ว
ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมอยู่มาอย่างสบายๆ แต่ว่าตอนนี้ทูลกระหม่อมตัดทุกอย่างทิ้งมันทำใจยังไง
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : หลวงตามีวิธีสอนให้ทำใจ คือตอนที่เป็นลูกศิษย์หลวงตาใหม่ๆ ท่านยังไม่ให้ไปอยู่ในวัด ท่านบอกขอเตรียมความพร้อมก่อน ท่านให้ไปอยู่โรงแรม ตี 4 กว่าท่านให้เริ่มจากการใส่บาตรตอนเช้า พอใส่บาตรเสร็จจะเดินตามท่านเข้าไปทานอาหารเช้าพร้อมกับพระ จากนั้นท่านก็จะเทศน์ พอเทศน์เสร็จท่านก็จะให้พรเป็นอันจบกิจวัตรตอนเช้า พอตอนบ่ายท่านก็จะให้เข้าไปที่กุฏิหลวงตาและท่านก็จะสอนตัวต่อตัวและก็ติวเข้มเลย ว่ากิจวัตรประจำวันควรจะเป็นยังไงทำตัวยังไง
ผู้ดำเนินรายการ : หลวงตาสอนอะไรบ้างพุทธเจ้าข้า ที่ทรงจำได้
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : สอนมากมาย แต่ว่าหลักใหญ่สำคัญที่ใจ คนเรามีใจเป็นประธาน ถ้าใจดีแล้วทุกอย่างก็จะดีตามด้วย และท่านก็สอนอย่างพอมีความทุกข์ก็ไปหาท่าน ท่านก็สอนว่า อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเราไม่สามารถดึงมาแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น เรื่องในอดีตให้ปล่อยวางไปเลยอย่าคิด
ผู้ดำเนินรายการ : หลวงตาท่านดุไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่ดุค่ะ และท่านก็สอนต่ออีกว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ไม่ควรที่จะไปคาดเดาจินตนาการ เพราะฉะนั้นจะทำให้ฟุ้งซ่านขอให้อยู่ในปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้วอนาคตก็จะดีเอง
ผู้ดำเนินรายการ : เรียกหลวงตาท่านว่าอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ท่านพ่อค่ะ
ผู้ดำเนินรายการ : หลวงตาเรียกใต้ฝ่าพระบาทว่าอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : หลวงตาท่านเรียกทูลกระหม่อมลูก
ผู้ดำเนินรายการ : หลังจากหลวงตามหาบัวจากโลกของเราไปแล้ว ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างพระพุทธเจ้าข้าวินาทีนี้
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ต้องใช้คำว่าว้าเหว่เหมือนกัน แต่ว่าหลวงตาท่านบอกว่า ให้เก็บพ่อไว้ในใจ แล้วพ่อจะอยู่ในทูลกระหม่อมลูกตลอดไป
ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมอยากฝึกธรรมะเอง อยากฝึกไปถึงขั้นไหนพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่ คิดแค่ว่าอยากจะเป็นข้างต้นบรรลุพระโสดาบันตามความเชื่อของพระพุทธศาสนา ถ้าบรรลุพระโสดาบันแล้วจิตจะไมมีวันตกไปอยู่ในความชั่ว มันจะดีแล้วมันก็จะดีไปตลอด แม้ว่าต้องมาเกิดในโลกมนุษย์นี้บ้างก็อีก 7 ชาติ บ้างก็อีก 3 ชาติ บ้างก็ชาติเดียว อันนี้ท่านเขียนไว้ในพระไตรปิฎก และก็ที่พูดถึงว่ามีชาติกี่ชาติ ไม่รู้ว่าใครสัมภาษณ์ใคร ต้องถามคุณวู้ดดี้ว่าอยากเกิดอีกไหมคะ
ผู้ดำเนินรายการ : ข้าพพระพุทธเจ้ายอมรับว่า อยากพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าอยากที่จะอยู่บนโลกนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามีความสุขที่ได้อยู่บนโลกนี้ไม่อยากตาย แต่ทุกคนบอกว่าจะต้องตาย ไปจากโลกนี้หรือนิพพานอะไรซักอย่าง ถึงจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง แต่ว่าพระพุทธเจ้ายังยึดติดอยู่ ไม่อยากตายพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : คนเราเกิดมาต้องตายหมดทุกคนเพราะฉะนั้นการเกิดก็มีทุกข์แล้ว ลองสังเกตดูนะคุณวู้ดดี้ มีเด็กคนไหนไหมเกิดมาแล้วหัวเราะ เกิดมามีแต่ร้องไห้เลย (พระพุทธเจ้าข้า) เพราะฉะนั้นแสดงว่ามีทุกข์ เพราะฉะนั้นการแก่บางคนก็ไม่อยากแก่ และการเจ็บนี้ไม่มีใครอยากเจ็บ และไม่มีใครอยากตาย เพราะฉะนั้นคุณวู้ดดี้ต้องซ้ำๆ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ถ้าจะแจงให้ละเอียด ความทุกข์บนโลกมนุษย์มีอีกเยอะเลย สู้เราตายไปให้พ้นเลยไม่ดีกว่าเหรอ
ผู้ดำเนินรายการ : อยากตายแล้วพระพุทธเจ้าข้า
ผู้ดำเนินรายการ : อย่างผู้หญิงบางคนจะยึดติดกับแบรนด์เนม ทูลกระหม่อมเองรู้สึกอย่างไร หลังจากศึกษาธรรมะแล้วทิ้งได้ไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็ยังชอบนะแต่ว่าไม่ถึงกับติด เพราะว่าหลวงตาท่านสอนไม่ให้ยึดติดกับอะไรทั้งสิ้น แต่จริงๆ แล้วในตัวฉันยังเป็นคนชอบแต่งตัว ฉันยังเหมือนผู้หญิงธรรมดาแต่ว่าบาปในส่วนอื่นๆ มาอยู่กับหลวงตาก็ลดลงไปเยอะ คือไม่ทำบาปอะไรอย่างอื่น การฆ่าสัตว์ แม้แต่มด แม้แต่ยุงเคยตบ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ตบแล้ว (แต่ก่อนตบใช่ไหมพระพุทธเจ้าค่ะ) เคย สมัยก่อนเคยแต่ตอนนี้ไม่แล้ว
ผู้ดำเนินรายการ : จะทำยังไงพระพุทธเจ้าข้า เวลานั่งสมาธิมันมาไต่ กัดอยู่
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : บางทีก็เอาปากเป่าถ้าตัวมันเบาๆ แต่ถ้ามันตัวโตหน่อยก็ค่อยคีบไปปล่อยข้างนอก
ผู้ดำเนินรายการ : แล้วเจ้ามดตัวน้อยๆ ไม่กัดเหรอพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่กัดค่ะ สงสัยมันเรียนธรรมะด้วย
ผู้ดำเนินรายการ : ทรงหวังที่จะนิพพานเลยหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็อยากนะแต่ชาตินี้คงทำไม่ได้เพราะว่ายังถูกผูกมัดด้วยหน้าที่ คือเกิดมาเป็นลูกพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่มากมาย คือเป็นอะไรที่ยังต้องทำอะไรเกี่ยวกับทางโลกมาก เคยคิดว่าอยากจะไปอยู่วัดเลย แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของญาติมิตร เลยเสาร์-อาทิตย์ไปๆ มาๆ
ผู้ดำเนินรายการ : ไม่เป็นที่ยอมรับของญาติมิตรหมายความว่ายังไงพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : คือเขาไม่อยากให้ไปเพราะเขากลัวว่าจะหลุดไปเลย คือกลัวจะไปทางสายนั้นเลย คือเขาห่วงว่าจะติดต่อไม่ได้ กลัวจะไปเป็นอุบาสิกาอยู่ที่วัดเลย
ผู้ดำเนินรายการ : นอกจากปฏิบัติธรรมแล้วใต้ฝ่าพระบาทยังทรงเป็นกำลังสำคัญ ดำเนินการจัดทำผ้าป่าสำคัญช่วยชาติของหลวงตาและปัจจุบันนี้ยังคงดำเนินไปถึงขั้นใดแล้วพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ตอนนี้ทองที่ได้หลังจากที่หลวงตาจะละสังขารนี่อยู่ที่ 12 ตันในคลังหลวง แต่ช่วงที่หลวงตาละสังขารไปแล้วรอพระราชทานเพลิงอยู่ 1 เดือนนี้ก็มีคนมาบริจาคทั้งเงินทั้งทอง เข้าใจว่าคงจะถึง 13 ตันแล้ว เพราะว่าคนมาบริจาคเยอะ แล้วพูดก็ไม่น่าเชื่อ เงินเพียงแค่ 30 วันได้มา 600 ล้าน แต่ใน 600 ล้านหลวงตาเขียนไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจนว่า ให้ไปซื้อทองเข้าคลังหลวง ท่านระบุไว้อย่างชัดเจนเลย แต่จริงๆ แล้วก็อยากจะดำเนินเจตนารมณ์ต่อจากหลวงตาเหมือนกัน แต่ก็เกรงพระบารมีของตัวฉันเองนี้จะไม่เท่าหลวงตาก็อาจจะทำได้แต่ช้าหน่อย
ผู้ดำเนินรายการ : ทรงพระกรรแสงเยอะไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่ค่ะ เพราะว่าหลวงตาสั่งไว้ไม่ให้ร้องไห้ แต่มันก็จุกๆ ขึ้นมาเกือบๆ เหมือนกัน
ผู้ดำเนินรายการ : มันต้องคิดบ้างสิใช่ไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ใช่ แต่ตอนที่รู้สึกอีกตอนนึงก็คือตอนพระราชทานเพลิง แล้วพอไปเห็นอัฐิท่านนี้ใจนี้กึกแล้ว เอ๊ะ ใจเราจะทนได้ไหม เพราะว่าเคยเห็นท่านเป็นองค์ๆ เคยคุยกับท่าน เห็นอีกทีท่านเป็นกระดูกไปแล้ว คือว่าหลวงตาท่านอยากให้เป็นอย่างนั้น อยากจะให้ดูและจะได้พิจารณา จะได้ไม่ยึดติด
ผู้ดำเนินรายการ : เขาบอกว่าการที่เราเป็นเจ้าสบายเหลือเกิน มีทุกอย่างเพรียบพร้อม ทูลกระหม่อมรู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้พระเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ถือว่าตลกดี ชีวิตฉันนี้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า เกิดเป็นเจ้าต้องรับใช้ประชาชน แล้วท่านก็ใช้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ที่เริ่มออกเยี่ยมราษฎรไปอยู่หน่วยแพทย์ (พอ.สว.) ของท่าน ดูแลประชาชน ท่านเริ่มใช้ตั้งแต่อายุ 14 ปี แล้วการเรียนก็จำเป็นต้องเรียนพิเศษกลางคืน
ต้องทำงานถวายก่อนแล้วเรียนพิเศษตอนกลางคืน ทำอย่างนี้มาจนจบปริญญาเอก ซึ่งมันยากเพราะเวลามีเรียนมันน้อย เวลาพักผ่อนก็น้อย มันก็ง่วง เพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว แล้วยังต้องเรียนอีก แต่ก็เข้าใจทูลกระหม่อมเสด็จพ่อเสด็จแม่ว่า ท่านให้ทำเพื่ออะไร ทำไมต้องทำงานเพราะมีหน้าที่ เข้าใจ และยิ่งตอนนี้อายุมากขึ้นด้วยยิ่งเข้าใจเสด็จพ่อมากขึ้นเลย
ผู้ดำเนินรายการ : เข้าใจว่าอย่างไรบ้างพระเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : เข้าใจว่าเป็นเจ้าเราต้องบำเพ็ญบารมี คือให้ทานและบารมี ให้ทานให้ความสุขแก่ราษฎร ให้ความสุขยังไง เช่น เขาป่วยเราก็รักษา เขาไม่มีอาชีพทำก็นำมาอบรมให้มีอาชีพทำ เขามีปัญหาทางเกษตรกรรม เช่นน้ำไม่พอ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสร้างเขื่อนให้เขา บุกไปดูพื้นที่ว่าต้องทำเขื่อนตรงโน้นตรงนี้เพื่อให้ราษฎรมีน้ำใช้ นี้คือพ่ออยู่หัว และสมเด็จพระราชินี ทรงทำอย่างนี้มา 60 ปี
ผู้ดำเนินรายการ : ทุกวันนี้ทูลกระหม่อมทรงเสด็จไปเยี่ยมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสเรื่องไหนเป็นพิเศษบ้างไหม พระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : คือตอนนี้ฉันทำ (พอ. สว.) หรือหน่วยแพทย์อาสามา 2 ปี ส่วนมากสมเด็จพ่อก็จะทรงถามว่า ไป พอ.สว.ครั้งนี้เป็นยังไงบ้าง ท่านจะถามตลอด เป็นยังไงบ้างราษฎร เจ็บป่วยมากไหม ชาว พอ.สว.ยังอินคูสสปิริตหรือเปล่า มีปัญหาหรือเปล่า ไปที่ไหนมาบ้างท่านจะถามตลอด ท่านจะ 83 แล้วแต่สมองยังแอ็กทีฟมาก
อินคูสสปิริต หมายถึงยังสามัคคีกัน ทำงานกันด้วยใจเบิกบาน ฉันสอนชาว พอ.สว.เสมอว่า ทำงานแบบไม่ทุกข์ ไม่ใช่ว่าเจอคนไข้ที่ต่อล้อต่อเถียงแล้วเกิดหงุดหงิดขึ้นมา ก็บอกว่าไม่ได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ เราเป็นหมอเราต้องรู้จักว่าจรรยาบรรณแพทย์คืออะไร คือคนไข้เขาเจ็บป่วยมาเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะอารมณ์ไม่ดี เราต้องรับตรงนั้นให้ได้ ถ้าเราจะทำอาชีพคุณหมอ เราก็บอกเขาว่า รับมาแล้วเราก็ไม่ต้องแบกมันไว้นะ วางมันไปเลยจบ
ผู้ดำเนินรายการ : วัยรุ่นส่วนใหญ่จะได้รับรู้เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านทางเพลงสรรเสริญพระบารมีตอนก่อนที่เขาจะดูหนังกัน เห็นโครงการมากมาย แต่เชื่อว่าน้อยคนจะได้มีโอกาสตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วู้ดดี้รู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักขนาดหนักเลย เพราะได้ข่าวว่าทรงงานตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เลยจริงไหมพระเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : จริง ท่านทรงงานท่านตรากตรำมากนะ เมื่อท่านเสด็จเยี่ยมบ้านชาวเขาแถวเชียงใหม่ บางครั้งไม่มีทางก็ต้องเดินทางข้ามเขา บางทีข้ามเขา 7-8 ลูก บางครั้งฉันเคยตามเสด็จแล้วเราคือต้องอยู่หน่วยแพทย์ ก็ต้องแบกเป้ยา เพราะว่าอยู่หน่วยแพทย์ก็ต้องใช้ยาได้ ก็ตอนนั้นยังอายุน้อย คือตอนนั้นยังสาวอยู่รู้สึกว่ามันรำเค็ญ เจอหมู่บ้านก็อยากให้มีคนป่วยเยอะๆ จะได้ระบายยาออกจากเป้เพราะมันหนักมาก มันหนัก 14 กิโล
ผู้ดำเนินรายการ : ในขณะเดียวกันเวลาได้ยินเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง เวลาท่านทอดพระเนตรท่านรู้สึกอย่างไรพระเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็รู้สึกว่าจะได้เห็นภาพวิถีชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างละนิดอย่างละหน่อย ฉันว่าน้อยเกินไป ถึงจะน้อยก็ยังภูมิใจอยู่ว่า เด็กรุ่นใหม่อายุ 20 นี้ก็ค่อยรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวทำอะไร คือไม่ได้พูดว่าจะโปรโมตว่าตัวเองเป็นเจ้า แต่อยากให้ทูลกระหม่อมพ่อได้รับความเป็นยุติธรรมที่ท่านควรจะได้รับ รวมทั้งสมเด็จแม่ด้วย ท่านทรงตรากตรำเหลือเกิน
จริงๆ อยาก แต่ยังไม่กล้าขอ อยากขอเวลาทีวี วันละ 10 นาที หลังข่าว อยากจะฉายหนังสั้นพระราชกรณียกิจว่า พระองค์นี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีทรงอะไรบ้าง สงสารท่านเถอะ ตอนท่านทรงงานทุ่มพระทัยเต็มที่สำหรับประชาชนคนไทย ทั้งสองพระองค์ท่านเอาใจใส่มาก พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตามงานชลประทาน ท่านให้คนมาเข้าเฝ้าฯ ที่โรงพยาบาลทุกวันที่โรงพยาบาล
ผู้ดำเนินรายการ : ตอนนี้เหรอพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ใช่
ผู้ดำเนินรายการ : แล้วจะมีเวลาบรรทมเหรอพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ท่านบรรทมดึกมาก บางครั้งท่านก็บรรทมไม่หลับ บางครั้งก็บรรทมน้อย บางครั้งมีการส่งรูปปัญหาต่างๆ เข้า ท่านก็คอยตาม อย่างน้ำท่วมคนลำบากไหม ท่านก็ทรงให้ส่งถุงยังชีพไปให้ แต่พอท่านทอดพระเนตรทางโทรทัศน์ว่าทางนั้นก็น้ำท่วม ทางนี้ร้อน ทางโน้นก็บาดเจ็บ ท่านนี้ตามช่วยเหลือโดยที่ไม่บอกใครด้วย คือท่านปิดทองหลังพระจริงๆ คือถ้าไม่ได้เป็นลูกท่านคงไม่รู้จริงๆ
ผู้ดำเนินรายการ : เท่าที่คนรุ่นใหม่เขาดูสื่อ ว่าสำนักพระราชวังจัดการทุกอย่าง พระองค์ท่านก็....
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ท่านสั่งเอง
ผู้ดำเนินรายการ : ทุกครั้งที่ถุงยังชีวิตออกไปพระเจ้าอยู่หัวก็...
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ใช่ท่านสั่งเอง
ผู้ดำเนินรายการ : สำนักพระราชวังจะไม่สามารถส่งไปได้ถ้าพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงรับสั่ง มีประเด็นไหนไหมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นห่วงมากที่สุดอันดับต้นๆ เลย คืออะไรพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : พูดตรงๆ ทั้งสองพระองค์เป็นห่วงความสามัคคีกลมเกลียวกันในชาติไทย เพราะว่าถ้าแตกแยกกัน ศัตรูนี้จะทำร้ายเราง่ายมาก คนไทยเราต้องเข้มแข็ง มีมิตรจิตมิตรใจต่อกัน สามัคคีกัน ชาติจึงจะเจริญได้ เพราะว่าจะเล่าไปข้าพเจ้าเป็นคนไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่อยากพูดถึงใครว่าใครดีใครเลวไม่รู้ เพราะไม่เคยคบนักการเมือง
แต่ว่า...รู้แต่ว่า เหตุการณ์ปีที่แล้ว ที่มีการเผาบ้านเผาเมืองกัน อันนั้นนำความทุกข์มาสู่พระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จฯ เหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวจากที่ทรงหัดเดินได้ ตอนนั้นทรงทรุดเลย เป็นไข้ต้องให้น้ำเกลือนอนแบ่บเลย สมเด็จฯ ก็เสียพระทัยมากเลย ท่านรับสั่งว่า คราวที่เราถูกเผาเมืองนั้น คือสมัยเสียกรุงต่อพม่า กรุงศรีอยุธยา แต่คราวนี้สะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะเป็นการที่คนไทยเผาเมืองไทยเอง
ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมคิดว่า ประเทศชาติของเราจะสามารถเดินหน้าเป็นปึกแผ่นด้วยวิธีใดหลังจากนี้ ด้วยวิธีใดบ้างพระพุทธเจ้าข้า เพราะว่าใครที่ชมอยู่ทางบ้านอาจจะสับสน ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : จริงๆ แล้วการแบ่งก๊กแบ่งเหล่านี่ มันเป็นของไม่ดีสำหรับบ้านเมือง คือมีอะไรก็น่าจะค่อยพูดค่อยจาอย่าทำอะไรรุนแรง การแบ่งก๊กแบ่งเหล่าปิดถนนมันทำให้จราจรติดขัดบ้าง คนก็อารมณ์ไม่ดี แล้วข้าพเจ้าไม่เข้าข้างใครไม่ว่าสีอะไรต่อสีอะไร
ต้องยกคำพูดของท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย ตอนนี้เป็นอาจารย์ที่ดูแลทางธรรมะของข้าพเจ้าต่อจากหลวงตามหาบัว อาจารย์อินทร์ถวายนี่เป็นลูกศิษย์ที่สนิทที่สุดคนหนึ่งของหลวงตามหาบัว ท่านบอกว่า เคยมีคนมาถามท่านว่า เชียร์สีแดงหรือสีเหลือง ท่านบอกว่าสีกลัก สีกลักนั่นคือสีที่ย้อมเป็นจีวรพระ ท่านบอกท่านเชียร์สีกลักเช่นเดียวกันตัวฉันเองก็คงเชียร์สีกลักเหมือนกัน
ผู้ดำเนินรายการ : พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะได้เริ่มเชียร์สีกลักด้วยบ้าง ทูลกระหม่อมเองก็ประชวร แต่ก็ยังเสด็จไปหลายพื้นที่มากโดยวีลแชร์ อึดอัดไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่ค่ะ เพราะว่าทำนี่มันทำด้วยใจ คือที่ออก พว.สว.ก็ได้ถามแพทย์เขาแล้วว่าไม่อันตรายใช่ไหม ตอนที่ช่วงหลวงตาป่วยนี่ จริงๆ แล้วอันตรายสำหรับฉันที่จะเดินทาง แต่ข้าพเจ้าบอกว่า หลวงตาไม่สบายยังไงก็ต้องไป หมอก็บอกว่า งั้นต้องเอ็กเซอร์ไซส์ตลอด คือเอ็กเซอร์ไซส์ท่าต่างๆ มีหลายท่า ซึ่งเหนื่อยมากเลย กว่าจะถึงอุดรธานีเอ็กเซอร์ไซส์ไป 3 ท่า ท่าละ 160 ครั้ง
ผู้ดำเนินรายการ : บนเครื่องบินหรือพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ใช่
ผู้ดำเนินรายการ : แล้วตอนนี้อาการของพระอุรุ หรือต้นขานี่เป็นอย่างไรแล้วพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : อย่าใช้ราชาศัพท์มากนะ เพราะว่าฉันเองไม่ค่อยรู้ราชาศัพท์จะไปกันใหญ่
ผู้ดำเนินรายการ : ข้าพระพุทธเจ้าก็ท่องมา
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : แปลว่าอะไรนะ
ผู้ดำเนินรายการ : เขาบอกว่าต้นขาพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ท่องมาทั้งคืน (เสียงทีมงานแทรกพระอุรุแปลว่า กระดูกต้นขา)
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : กระดูกต้นขา ตอนนี้เพิ่งจะทราบ
ผู้ดำเนินรายการ : ตอนนี้กระดูกต้นขาเป็นอย่างไรบ้างพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ตอนนี้กระดูกติดดีแล้ว แต่ว่าเดินยังเดินลำบาก เพราะความที่มันไม่ได้เดินมา 3 เดือนมันแข็งไปหมดเลย
ผู้ดำเนินรายการ : เวลาใต้ฝ่าพระบาทประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้กำลังพระทัยอย่างไรบ้างพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : การให้กำลังใจของท่านคือ อย่างสมเด็จฯ นี่พระสุขภาพพลานามัยดีมาก ท่านก็จะมาเยี่ยมบ่อย ตอนที่ผ่าไทรอยด์ จำได้ว่าท่านมาเยี่ยมบ่อยมาก ตอนที่กระดูกหักนี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยนึกเลยว่าท่านจะมา
ทั้งๆ ที่ท่านต้องนั่งรถเข็นแต่ท่านก็เสด็จฯ มา พอเห็นเขาก็น้ำตาคลอแล้วว่า เออพ่อแม่ห่วงถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งใจที่หาย ตั้งใจพยายามทำอย่างดีที่สุดที่จะทำให้หาย ก็บอกกับพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จฯ เหมือนกันว่า มีกำลังใจและตั้งใจที่จะหายเพื่อที่จะมาถวายงานต่อไป
ทั้งนี้ ในตอนท้ายรายการ ผู้ดำเนินรายการได้ถามถึงพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเทปดังกล่าวนั้นจะออกอากาศอีกครั้งในคืนวันอาทิตย์ที่ 10 เมษายนนี้
http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9540000042301
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
เหตุการณ์นั้นมีคนตายเกือบร้อยศพ เจ็บกว่าสองพันคน โดยส่วนตัวผมแล้ว ชีวิตคนมีค่ากว่าวัตถุมากมาย ชีวิตหนึ่งชีวิตเราไม่อาจสร้างทดแทนได้ ตึกรามบ้านช่องต่อให้มากมายแค่ไหน หากคนยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้
เราก็เห็นแล้วว่าญี่ปุ่นกลัยเยอรมันโดนทำลายแค่ไหน แต่เขาก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้
ความเจ็บปวดของคนที่สูญเสียคนอันเป็นที่รัก ยากที่ตึกไหนจะมีค่าเทียบเท่า
แต่เราไม่สามารถคืนชีวิตคนที่ตายไปแล้วให้กลับคืนมาใหม่ได้ ความเจ็บปวดของญาติพี่น้องในการสูญเสียคนที่เรารัก เราไม่อาจชดใช้ให้พวกเขาได้
โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมห่วงชีวิตคนมากกว่า
และก็พิสูจน์แล้วว่า ตึกที่โดนเผา่นั้นน่าจะเป็นฝ่ายอำนาจรัฐเอง
ชีวิตคนจะชดใช้ให้พวกเขาอย่างไร
ผมเสียใจกับชีวิตคนที่จากไปมากกว่า แม้พวกเขาจะเป็นคนเล็กๆ ในสังคมก็ตาม แต่พวกเขา "ยิ่งใหญ่เหนือคนทั่วไป" ที่มีจิตใจต่อสู้เพื่อเสรีภาพของพี่น้องร่วมชาติ
ผมคิดของผมอย่างนี้ ชีวิตคนที่สูญไป ไม่มีค่าหรืออย่างไร เราทำไมต้องเสียดายตึกมากกว่าชีวิตของคน
ลมเปลี่ยนทิศ ไทยรัฐ:“ชาวใต้”นับล้านระทมทุกข์ “ปชป.”มัวห่วงประชุม“หัวคะแนน”
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
วิกฤตซ้ำใต้ รัฐบาล ปชป.ทำอะไร
วิกฤตฝนหลงฤดูที่ตกหนักต่อเนื่องจน น้ำท่วม แผ่นดินถล่ม ที่เกิดขึ้นในภาคใต้นานนับสัปดาห์ในเวลานี้ ต้องบอกว่ารุนแรงและสาหัสกว่าตอน น้ำท่วมหาดใหญ่ เยอะ ล่าสุดรัฐบาลประกาศ เพิ่มพื้นที่ภัยพิบัติอีก 2 จังหวัด รวมเป็น 10 จังหวัด แล้ว ประกอบด้วย ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, กระบี่, พังงา, ตรัง, พัทลุง, สงขลา, สตูล และนราธิวาส
มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั้งสิ้น 579,062 ครัวเรือน รวม 2,004,350 คน พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 900,000 ไร่ ถนน สะพาน และบ้านเรือนพังอีกไม่รู้เท่าไร
แต่น่าแปลกที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ กลับไม่ค่อยทุ่มเทให้การช่วยเหลือประชาชนใน 10 จังหวัดภาคใต้ที่กำลังเดือดร้อนสักเท่าไร ทั้งๆที่มีคนเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคน ไร้ที่อยู่อาศัย ไม่มีข้าวกิน ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ ไม่มีไฟฟ้า
วันเสาร์ที่ 2 เมษายนที่ผ่านมานี้เอง คุณเทพเทือก สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มีข่าวว่าจะดัน คุณกรณ์ จาติกวณิช หรือ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แทน คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในอนาคตอันไม่ไกลนี้ กลับพาผู้บริหารพรรคไปนั่งสัมมนาเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์กว่า 2,000 คน ที่โรงแรมสมุย ปาล์ม บีช รีสอร์ท บนเกาะสมุย ด้วยความสบายอกสบายใจ
ผมไม่เข้าใจ ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ บริหารบ้านเมืองกันแบบไหน
ระหว่าง ประชาชน 2 ล้านกว่าคน ใน 10 จังหวัดใต้ ซึ่งกำลังเดือดร้อนสาหัสจากพายุฝนพัดถล่มกว่าสัปดาห์จนเกิดน้ำท่วม ดินถล่ม ถนนพัง สะพานขาด ติดต่อโลกภายนอกไม่ได้ บ้านเรือนเสียหายไปเกือบ 6 แสนครัวเรือน และที่สำคัญกว่านี้ ประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกว่า 2 ล้านคนนี้ล้วนเป็น ฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง เลือกพรรคประชาธิปัตย์มาไม่รู้กี่หน
เทียบกับ การประชุมหัวคะแนนเพื่อหาเสียง ทั้งๆที่ยังไม่ได้ยุบสภา
เรื่องไหนจะสำคัญกว่ากัน
แต่ดูเหมือน คุณสุเทพ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะให้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า เขาให้ความสำคัญกับการประชุมกับหัวคะแนน เพื่อวางแผนหาเสียงเลือกตั้ง มากกว่าความเดือดร้อนของคนใต้กว่า 2 ล้านคนใน 10 จังหวัด ที่ลงคะแนนเลือกพวกเขา แถมยังไปจัดประชุมกันที่เกาะสมุยให้คนใต้เจ็บใจเล่นอีกด้วย
ถ้าผมเป็น นายกฯอภิสิทธิ์ หรือ รองนายกฯสุเทพ ผมจะยุติกิจกรรมอย่างอื่นทั้งหมด และ ระดมลูกพรรคประชาธิปัตย์สายใต้ทุกคน ทั้ง รัฐมนตรี ส.ส. และ หัวคะแนนพรรค ลงไปให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนใต้กว่า 2 ล้านคนโดยเร็วที่สุด คนเราจะเห็นน้ำใจกันก็ในยามที่เดือดร้อนที่สุดนี่แหละ
แต่พรรคประชาธิปัตย์กลับไม่มีใจให้ นายกฯอภิสิทธิ์ก็แค่บินลงไปเยี่ยมประเดี๋ยวประด๋าวเป็นข่าวแล้วก็กลับ
การช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องที่ประสบภัยพิบัติในภาคใต้ครั้งนี้ ผมขอแสดงความชื่นชม 3 เหล่าทัพ คือ ทัพบก ทัพเรือ ทัพอากาศ ที่ทุ่มกำลังลงไปมากมาย ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ตลอด 24 ชั่วโมง แม้ในตอนแรกจะยังฝืดๆก็ตาม แต่สามสี่วันมานี้ถือว่าใช้ได้และเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง สมควรได้รับคำชมเชย
การช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพที่สุด น่าจะเป็น เฮลิคอปเตอร์ กองทัพบก ที่ส่งไปช่วยส่งเสบียงอาหารและอพยพผู้คนที่ติดอยู่ตามที่ต่างๆ 7 ลำ เป็นแบบ ฮิวอี้ 3 ลำ ซีนุก 2 ลำ และแบล็กฮอว์ค 2 ลำ กองทัพอากาศก็ส่งเครื่องบินติดเครื่องกระจายเสียง บินกระจายข่าวให้ประชาชนไปรวมตัวกันที่จุดช่วยเหลือ และส่งเครื่องบินติดกล้องตรวจการณ์ขึ้นบิน เพื่อส่งข้อมูลจากกล้องไปที่ศูนย์บรรเทาสาธารณภัย เพื่อรู้จุดช่วยเหลือ เป็นต้น
แค่ การเลือกช่วยเหลือประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากภัยพิบัติ 2 ล้านกว่าคน กับ การประชุมหัวคะแนนพรรค รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ยัง เลือกอย่างหลัง
ก็ไม่รู้อยากเป็นรัฐบาลไปเพื่อหาอะไรไม่ทราบ.
"ลม เปลี่ยนทิศ"
(ที่มา ไทยรัฐ , 4 เม.ย. 2554)
บทความมติชน :“มาร์ค”ผิดเต็มประตู แก้ปัญหา“น้ำท่วม”ล่าช้าซ้ำซาก
ที่มา thaifreenews
โดย lovethai
คิดแบบ "เฟอร์รารี่"
คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
โดย สรกล อดุลยานนท์
เห็นการแก้ปัญหาอุทกภัยภาคใต้ของรัฐบาลแล้วผมคิดถึงเรื่องโรงพยาบาลเด็ก กับ "เฟอร์รารี่" ขึ้นมา
โรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ออกแบบห้องฉุกเฉินสำหรับเด็กด้วยวิธีการใหม่
เขาติดต่อทีมงานของ "เฟอร์รารี่" มาช่วยวางแผน
ทีมงานชุดนี้ คือทีมในสนามแข่งรถสูตร 1 แบบเดียวกับรถแข่งที่ "กระทิงแดง" นำมาโชว์ที่ถนนราชดำเนิน
เพราะในสนามแข่งรถที่เร็วที่สุดในโลก หากเกิดปัญหากับตัวรถขึ้นมา ทีมนี้ต้องจัดการแก้ปัญหาในเวลาที่เร็วที่สุด
ไม่ใช่ชั่วโมง ไม่ใช่นาที
แต่เขาคิดเป็น "วินาที"
ทุกอย่างต้องคิดละเอียดทุกขั้นตอน
เอา "เวลา" เป็นตัวตั้ง
ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลเด็ก มีเป้าหมายเดียวกับทีมเฟอร์รารี่ คือต้องนำเด็กที่ป่วยหนักเข้าห้องฉุกเฉินให้เร็วที่สุด อุปกรณ์ทุกอย่างต้องพร้อมที่สุด และแพทย์ต้องปฏิบัติการให้เร็วที่สุด
หลักคิดแบบนี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ควรนำมาใช้กับการแก้ปัญหาน้ำท่วม
เอา "เวลา" มาเป็น "เป้าหมาย"
โดยเฉพาะการแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด
1.การสื่อสารติดต่อกับภาครัฐ 2.ที่พัก-ห้องน้ำ 3.อาหาร-น้ำดื่ม 4.ยารักษาโรค 5.เสื้อผ้า
ทุกปัญหาต้องกำหนดเป้าหมายการแก้ปัญหาด้วย "เวลา"
เกิดน้ำท่วมขึ้น ต้องสามารถติดต่อหน่วยงานรัฐได้ภายในเวลาเท่าไร
เมื่อหน่วยงานของรัฐรู้ปัญหา ต้องส่งความช่วยเหลือไปถึงมือผู้เดือดร้อนภายในเวลาเท่าไร
ต้องกำหนดแผนงานและเป้าหมายเวลาเป็น "ชั่วโมง"
ไม่ใช่ 3 วัน 7 วัน ชาวบ้านยังต้องช่วยตัวเองอยู่เลย
อย่าลืมว่าคนที่เดือดร้อน 1 ชั่วโมง ก็เหมือนกับ 1 วัน
"นาฬิกาความรู้สึก" มันวิ่งเร็ว
อุปกรณ์ต่างๆ เช่น เรือท้องแบนต้องเตรียมพร้อม อาหาร-น้ำดื่ม ต้องออกแบบไว้เลย ต้องไม่เสียง่าย เปิดกินง่าย และมีวัสดุห่อหุ้มไม่ให้เปียกน้ำ ฯลฯ
เลิกเสียทีเถอะครับ น้ำท่วมที่นครศรีธรรมราช-กระบี่ แต่ส่งอาหาร-น้ำดื่มจากกรุงเทพฯไปช่วย
ทำไมไม่ซื้อจากจังหวัดใกล้ๆ เพื่อลดเวลาการขนส่ง
ทำไมไม่วางแผนประสานงานกับเทสโก้โลตัส บิ๊กซี หรือบริษัทเครื่องดื่มไว้ก่อน
มีปัญหาเมื่อไรก็ประสานงานให้ส่งจากจังหวัดใกล้เคียงไปก่อนเลย
อย่าลืมว่า "เวลา" มี "ราคา"
"ธนินท์ เจียรวนนท์" เจ้าสัวซีพี เจ้าของแนวคิด "2 สูง" ที่ "อภิสิทธิ์" นำมาใช้เคยบอกไว้ว่า "คนทำผิดครั้งแรกไม่ผิด แต่ทำผิดในสิ่งเดิม ครั้งที่ 2 นั่นคือ ความผิดที่แท้จริง"
น้ำท่วมครั้งนี้ ผมเห็นทุกหน่วยงานทำงานกันอย่างหนัก
แต่ที่น่าเสียดาย คือแผนในการแก้ปัญหาไม่ดีเลย
ครับ ถ้าน้ำท่วมใหญ่แบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในรอบ 10 ปี รัฐบาลยังสามารถอ้างเหตุผลได้ว่าเหนือความคาดหมาย
แต่น้ำท่วมใหญ่เพิ่งเกิดไม่นาน ไม่กี่เดือนเอง
รอยแผลยังสดๆ อยู่เลย
การแก้ปัญหาควรจะดีกว่านี้ไม่ใช่หรือครับ !
(ที่มา มติชน , 2 เมษายน 2554)
ญาติ'วีระ-ราตรี'บุกยื่นหนังสือขอ'ทักษิณ'ช่วยพ้นคุกเขมร
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
แม่และน้องชายวีระ สมความคิดพร้อมญาติ น.ส.ราตรี บุกพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือ
ขอให้ อดีตนายกฯ 'ทักษิณ' ช่วยพ้นคุกเขมร ตัดพ้อรัฐบาล ไม่ชัดเจน แต่ยันไม่ได้เกิดความขัดแย้ง...
วันที่ 4 เม.ย. นางวิไลวรรณ และ นายปรีชา สมความคิด แม่และน้องชายของ นายวีระ สมความคิด
พร้อมด้วย นางสาววริสา ทองเงิน ญาติ ของนางสาวราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์
เดินทางเข้าพบนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เพื่อยื่นหนังสือ
ขอความช่วยเหลือ นายวีระ และ นางสาวราตรี
ที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเปรย์ซอว์ ประเทศกัมพูชา
โดยนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ฝ่ายของนางวิไลวรรณ ได้ประสานมายังตน
ให้ช่วยดำเนินการในเรื่องดังกล่าวโดยนายนพดลได้เป็นตัวแทนในการรับหนังสือ
ด้าน นางวิไลวรรณ กล่าวว่า เป็นระยะเวลานานกว่า 4 เดือนแล้ว
ที่ลูกของตนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ที่สำคัญร่างกายของคุณวีระก็ป่วยจากการที่ครอบฟันหลุด
ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ประกอบกับ โรคประจำตัวที่เป็นมานานกว่า 10 ปี ทั้งนี้
ได้รอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลมา 4 เดือนแล้ว ยังไม่คืบหน้า
ซึ่งปัจจุบันสุขภาพของตนก็ไม่ไหว จะไปเยี่ยมลูกก็ลำบาก เห็นสภาพแล้วทนไม่ไหว
รู้สึกเครียดมาก หมดหนทางแล้ว จนนึกถึงทางพรรคเพื่อไทย ที่ได้เคยให้ความช่วยเหลือ
นายศิวรักษ์ ชุติพงษ์ ในข้อหาเดียวกันกับทั้ง 2 คน ดังนั้น
จึงอยากให้ทางพรรคเพื่อไทยดำเนินการอีกแนวทางหนึ่ง
ขณะที่นายปรีชา สมความคิด กล่าวว่า การที่เดินทางมายื่นหนังสือ ขอให้พรรคเพื่อไทยช่วยนั้น
ยืนยันไม่ได้มีความขัดแย้งกับทางรัฐบาล ยังคงให้เกียรติ ในเรื่องการช่วยเหลือ
นายวีระ และ นางสาวราตรี ซึ่งในช่วงเดือนแรกที่ถูกจับ ทางครอบครัวก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว
แต่พอเวลาผ่านไปรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน ทั้งนี้ ล่าสุดวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา
ได้มีการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อใช้อำนาจรัฐในการเจรจากับรัฐบาลของกัมพูชา
ให้ช่วยบุคคลทั้ง 2 โดยขีดเส้นไว้ 7 วัน ซึ่งเวลาดังกล่าวได้ล่วงเลยมาแล้ว
แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันใด ๆ จากภาครัฐ ดังนั้นทางครอบครัว
จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือทางพรรคเพื่อไทยอีกแนวทางหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม
เรื่องดังกล่าวทางครอบครัวได้ดำเนินการ โดยที่ยังไม่ได้ปรึกษากับนายวีระ
เพราะคิดว่า อยากให้หลายฝ่ายช่วยกันดำเนินการ ช่วยเหลือพี่ชายของตนออกมาได้เร็วที่สุด
ส่วนนางสาวริสา กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า ยังไงก็ได้ แต่ขอให้น.ส.ราตรีกลับมาโดยเร็วที่สุดก็พอ
ทั้งนี้ นายนพดล ซึ่งเป็นตัวแทนรับหนังสือ กล่าวว่า จะส่งหนังสือไปให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ
แต่ตอนนี้อดีตนายกรัฐมนตรี กำลังเดินทางอยู่แถวประเทศตะวันออกกลาง
จากนั้น คงต้องไปหารือกับ สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่าสามารถช่วยเหลือได้หรือไม่
โดยทั้งนี้ ทางพรรคมองเห็นว่าเป็นเรื่องของหลักมนุษยธรรม
การที่นายวีระและนางสาวราตรี เป็นคนไทย ดังนั้น ต้องช่วยกัน ไม่ได้มองว่าเป็นการขัดแย้ง
อีกทั้งคงต้องรอดูท่าทีของนายวีระ อีกด้วย ว่ารับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นและเห็นด้วยหรือไม่
ที่จะให้พรรคเพื่อไทยช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม
กระบวนการเบื้องต้น คงเป็นเรื่องภายในของประเทศกัมพูชา ที่จะต้องมีการหารือกันอีกครั้ง
http://www.thairath.co.th/content/pol/161241
Re:
โดย ลูกชาวนาไทย
ช่วย ก็จะหาว่าแทรกแซงระบบยุติธรรมของกัมพูชา และคนที่ทำผิดก็ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากทักษิณเลย
เขาใช้เป็นแค่หมากกดดันรัฐบาลเท่านั้น
แต่ผมไม่มีความเห็นเรื่องนี้ จะปฎิเสธก็จะหาว่าไร้มนุษยธรรม รับปากหากทำไม่ได้ก็เสียหาย
ดังนั้นรับเรื่องไว้แล้วติดต่อกัมพูชาอย่างเป็นทางการก็พอแล้ว ส่วนเขาจะตกลงหรือไม่ ก็ต้องแล้วแต่กัมพูชา
เรื่องนี้มันดังมากแล้ว ยากที่จะใช้ความสัีมพันธ์ส่วนตัวได้ กรณีวิศวกร นั้นมันเป็นการกระทำต่อทักษิณโดยตรง ไม่ได้เป็นผลประโยชน์อะไรของกัมพูชา เขาแค่ดูแลเกิดในบ้านเขาเท่านั้น คนกัมพูชาก็คงไม่ได้คิดอะไรมาก ถือว่าคนที่โดนประทุษร้าย เขาอภัยให้แล้ว ขอร้อง เขาก็แสดงน้ำใจอภัยโทษมา
กรณี นายวีระ สมความคิด เป็นการท้าทายอำนาจของกัมพูชาโดยตรง เป็นผลเกียติภูมิของประเทศเขา หากกัมพูชายอมให้ทักษิณล็อบบี้เรื่องนี้ ฮุนเซนก็คงเสียหาย จะหาว่าถูกแทรกแซงอธิปไตย ยังไงก็ต้องให้เรื่องเงียบไปก่อนอย่างน้อยก็ติดคุกสองสามปีแน่นอน และเขาคงไม่ยอมในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์
ตาสว่างที่อ่างทอง
ที่มา thaifreenews
โดย vinitaya
ตาสว่างที่อ่างทอง
สามเมษาตาสว่างที่อ่างทอง
ประชาร้องเย้ยฟ้าข้าจะสู้
จะยืนหยัดท้าอธรรมที่ทำกู
ให้โลกรู้คนเสื้อแดงไม่เลิกรา
พร้อมลุกสู้ยืนหยัดขจัดภัย
เผด็จการผลาญไทยให้สิ้นท่า
นำประชาธิปไตยให้กลับมา
ใช้ปกครองพาราประเทศไทย
พวกอำมาตย์ไร้ธรรมระยำแย่
ที่รังแกประชาจงจำไว้
ประชาชนเขารู้ทันท่านเป็นใคร
ตาสว่างกันไปทั้งแผ่นดิน
จากนี้ไปเขารู้สิ้นแผ่นดินทั่ว
อำมาตย์ชั่วตัวกาลีเขารู้สิ้น
สั่งสังหารคนตายหลายชีวิน
คนอ่างทองรู้สิ้นตาสว่างกัน
นับจากนี้จะเดินหน้าไม่ลามือ
อุดมการณ์ยืดถือไม่เหหัน
ตะโกนกู่ทายท้าทุกคืนวัน
จากนี้นั้นประชาจะท้าทาย
เสียงสาปแช่งทุกแห่งจะแข่งขัน
จากตรงนั้นไปตรงนี้ไม่มีหาย
เกิดเพราะฆ่าประชาชนจนมากมาย
คนจึงแช่งอยากให้ตายทุกคืนวัน
วินิตยา
04/04/2554
‘พสิษฐ์’เตรียมขึ้นเวทีเสื้อแดงชุมนุมครบรอบ1ปี10เม.ย.มีเซอร์ไพรส์ 'จตุพร' ดักคออย
ที่มา thaifreenews
โดย สุรชัย..namome
‘พสิษฐ์’เตรียมขึ้นเวทีเสื้อแดงชุมนุมครบรอบ1ปี10เม.ย.มีเซอร์ไพรส์ 'จตุพร' ดักคออย่าอุ้ม
“นาย พสิษฐ์จะขึ้นปราศรัยในเวลาประมาณ 18.00 น. โดยจะเป็นการเปิดใจพูดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด ขอร้องผู้มีอำนาจว่าอย่าได้หิ้วตัวนายพสิษฐ์ไปก่อนที่จะได้พูดความจริงกับ ประชาชน หรืออย่าตัดสัญญาณถ่ายทอดช่วงที่นายพสิษฐ์พูด”
“พสิษฐ์” เข้ามอบตัวกับตำรวจแล้ว ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เผยหลบไปอยู่ฮ่องกงตั้งแต่เกิดเรื่องและเข้าประเทศทางภาคใต้โดยไม่ผ่านด่าน ตรวจคนเข้าเมือง เตรียมขึ้นเวทีเสื้อแดงปราศรัยครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. “จตุพร” ระบุจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ผูกโยงให้เห็นขบวนการยุบพรรคพลังประชาชน ดักคอฝ่ายคุมอำนาจอย่าชิงอุ้มตัวไปก่อน โฆษก นปช. คุยเวทีปราศรัยจะมีเซอร์ไพรส์ให้ตื่นเต้นตลอดเวลา “ธิดา” ปลุกเสื้อแดงร่วมสอดส่องการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม เพราะบางฝ่ายยังมีแนวคิดสร้างสถานการณ์เพื่อปิดประเทศจัดระเบียบตามที่ต้อง การนาน 5 ปี
นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ต้องหาตามหมายจับคดีเป็นเจ้าพนักงานรู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำการใดๆอันมิชอบด้วยหน้าที่ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 เดินทางมาพร้อมนายประชุม ทองมี ทนายความ เข้ามอบตัวที่กองปราบปราม
“พสิษฐ์” ปฏิเสธข้อหาได้ประกันตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานสอบสวนใช้เวลาสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมง โดยนายพสิษฐ์ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จากนั้นยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด 75,000 บาทประกันตัวออกไป
พ.ต.อ.นัยวัฒน์ ผะเดิมชิต รอง ผบก.ป. เปิดเผยว่า นายพสิษฐ์ให้การว่าหลบไปอยู่ที่ฮ่องกง เข้ามอบตัวเพราะทนแรงกดดันจากการติดตามของเจ้าหน้าที่ไม่ไหวและไม่อยากอยู่ แบบหลบซ่อนจึงเดินทางกลับประเทศ แต่ไม่ได้ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองปรกติ โดยหลบเข้ามาทางภาคใต้ ส่วนผู้ต้องหาอีกคนที่ร่วมกันกระทำความผิดคือ น.ส.ชุติมา หรือพิมพิจญ์ แสนสินรังสี อายุ 29 ปี อดีตข้าราชการระดับ 3 ศาลรัฐธรรมนูญ นายพสิษฐ์ยืนยันว่าไม่ได้ติดต่อกัน
ตำรวจเร่งสรุปสำนวนส่งอัยการ
“ได้ขอให้นายพสิษฐ์ติดต่อกับ น.ส.ชุติมาเพื่อให้เข้ามอบตัวเพราะเชื่อว่ายังหลบอยู่ภายในประเทศ ส่วนเรื่องการรักษาความปลอดภัยนายพสิษฐ์นั้นเชื่อว่าเขามีคนดูแลอยู่แล้วจึง ไม่ได้ร้องขอเรื่องนี้กับตำรวจ” พ.ต.อ.นัยวัฒน์กล่าวและว่า จะพยายามเร่งสรุปสำนวนคดีส่งให้อัยการภายในสัปดาห์นี้
ด้านนายพสิษฐ์ไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดกับผู้สื่อข่าว โดยกล่าวเพียงว่า “เขาไม่ให้ผมพูด”
นปช. ดึง “พสิษฐ์” ขึ้นเวทีปราศรัย
นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน เปิดเผยว่า การชุมนุมของ นปช. ในวันที่ 10 เม.ย. นี้ นายพสิษฐ์ที่เป็นจิ๊กซอว์คนสำคัญในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ตกเป็นผู้ต้องหาหลังเปิดเผยคลิปการสนทนาของคนในพรรคประชาธิปัตย์เกี่ยว กับคดียุบพรรค และเปิดโปงการโกงสอบเข้าเจ้าหน้าที่ศาลจะร่วมขึ้นเวทีปราศรัยด้วย
ล็อกคิวพูด 6 โมงเย็นวันที่ 10 เม.ย.
“นายพสิษฐ์จะขึ้นปราศรัยในเวลาประมาณ 18.00 น. โดยจะเป็นการเปิดใจพูดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมด ขอร้องผู้มีอำนาจว่าอย่าได้หิ้วตัวนายพสิษฐ์ไปก่อนที่จะได้พูดความจริงกับ ประชาชน หรืออย่าตัดสัญญาณถ่ายทอดช่วงที่นายพสิษฐ์พูด”
นายจตุพรกล่าวอีกว่า สัปดาห์หน้าจะเดินทางไปสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่ง ชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมญาติผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม เพื่อยื่นให้สอบเอาผิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมายในกรณีการชันสูตรพลิกศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ สลายการชุมนุม
จี้ศาลชี้แจงไม่ให้ประกันแนวร่วม
ส่วนการช่วยเหลือประกันตัวแนวร่วมทั่วประเทศนั้น นายจตุพรกล่าวว่า หากศาลยังไม่ให้ประกันตัวต้องชี้แจงเหตุผลให้ได้ การอ้างว่าเป็นคดีร้ายแรงไม่เหมาะสม เพราะระดับแกนนำที่ถูกตั้งข้อหาก่อการร้ายได้รับการประกันตัวทุกคน ไม่มีข้อหาไหนร้ายแรงกว่านี้แล้ว ศาลต้องอธิบายว่าใช้มาตรฐานอะไรในการพิจารณา
นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ โฆษก นปช. กล่าวว่า การชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. จะเริ่มเวลา 15.00 น. โดยการนิมนต์พระสงฆ์มารับสังฆทานเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต จากนั้นจะเริ่มการปราศรัยโดยจะมีเซอร์ไพรส์ทุกช่วงเวลา
ยันยังมีความพยายามล้มเลือกตั้ง
“ขณะนี้ยังมีกลุ่มกระบวนการไม่ต้องการเลือกตั้ง เป็นกลุ่มที่สนับสนุนปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยพยายามบีบให้คณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ลาออกเพื่อจัดการเลือกตั้งไม่ได้ หรือแม้มีเลือกตั้งก็จะใช้วิธีการเดิมๆจัดการกับฝ่ายตรงข้าม ขอให้พี่น้องเสื้อแดงจับตาระวังและเตรียมตัวให้พร้อม”
นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. กล่าวว่า วันนี้ยังมีแนวร่วมอีกหลายคนที่ไม่ได้รับการประกันตัว โดยอ้างว่าเป็นคดีร้ายแรง แสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองยังไม่ปรกติ ซึ่งทีมกฎหมายจะยื่นอุทธรณ์ขอประกันตัวแนวร่วมที่เหลือทุกคนโดยเร็ว
เรียกร้องเสื้อแดงตรวจสอบเลือกตั้ง
“ยืนยันว่ายังมีกลุ่มจารีตนิยมสุดโต่งต้องการทำรัฐประหาร ไม่อยากให้มีการเลือกตั้ง โดยต้องการให้ปิดประเทศ 5 ปี แต่คนเสื้อแดงต้องการให้มีการเลือกตั้ง โดยจะตรวจสอบให้เป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม ขอให้มั่นใจว่ายุคนี้จะเป็นยุคสุดท้ายของระบอบอำมาตยาธิปไตย เพราะเขาไม่อาจต้านกระแสของประชาชนที่ต้องการความเท่าเทียม ความเสมอภาคได้อีกต่อไป” นางธิดากล่าวและว่า ขอให้คนเสื้อแดงมั่นใจว่าการต่อสู้ของเราเดินมาถูกทางแล้ว
วรเจตน์ ภาคีรัตน์
ที่มา thaifreenews
โดย bozo
“ทางกลุ่ม (นิติราษฎร์) จะพยายามทำงานวิชาการในลักษณะนี้ต่อไปอีก
แต่ก็มีปัญหาในแวดวงวิชาการ ผมรู้สึกและประเมินว่ามีความมืดมนอยู่
ผมไม่คิดว่าข้อเสนอนี้จะได้รับการตอบรับในวงกว้าง
ผมคิดว่าแวดวงวิชาการเองก็ไม่ต่างกับแวดวงอื่นๆ มันมีเครือข่าย มีผลประโยชน์
การจะให้ออกมาพูดในเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องยาก แต่อย่างน้อยก็เป็นการกระตุ้น แม้แต่การคัดค้านก็ตาม”
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง “กลุ่มนิติราษฎร์ (นิติศาสตร์เพื่อราษฎร)”
และเว็บไซต์ www. enlightened-jurists.com กล่าวตอบนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังการอภิปรายเรื่อง
“กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา
ซึ่งนายสมศักดิ์เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่เคลื่อนไหวให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในประเด็นสถาบันกษัตริย์มาอย่างต่อเนื่อง
เพราะเห็นว่าที่ผ่านมาสถาบันกษัตริย์เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองอย่างแยกกันไม่ออก
จึงต้องแก้ทั้งตัวบทกฎหมายในรัฐธรรมนูญและอุดมการณ์ทางความคิดไปพร้อมๆกัน
เพื่อให้ “สถาบันกษัตริย์ทรงเป็นสัญลักษณ์ถึงความสามัคคีของประ-ชาชน” อย่างแท้จริง
เพราะตราบใดที่ไม่สามารถหยุดการใช้อำนาจที่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ได้
ก็ไม่อาจจะบรรลุเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยได้
สถาบันกับวิกฤตการเมือง
นายสมศักดิ์ได้กล่าวถึงวิกฤตการณ์บ้านเมืองที่ดึงสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองว่า
ไม่ใช่สิ่งที่แสดงออกเรื่องการใช้สิทธิรักหรือเคารพในหลวงเลย
โดยเฉพาะการเข่นฆ่ากลางเมืองเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553
เช่นเดียวกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่นำสถาบันมาอ้าง
ในการทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
จนกลายเป็นความอัปยศและหายนะของประเทศมาจนถึงทุกวันนี้
ขณะที่คำแถลงที่มาของ “กลุ่มนิติราษฎร์” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ระบุว่า
รัฐประหาร 19 กันยา-ยน 2549 ของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นรัฐประหารที่อัปยศ
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมตัวกันของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ
ที่ประกอบอาชีพสอนวิชากฎหมายในสถานการณ์ที่คนจำนวนมากยินดีกับรัฐประหาร
ส่วนผู้ที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถทำอะไรได้ จึงเกิด “กลุ่มนิติราษฎร์”
และตัดสินใจออกแถลงการณ์ประณามรัฐประหาร
“ภายหลังรัฐประหารสำเร็จประเทศไทยตกอยู่ภายใต้สถานการณ์
ที่กฎหมายถูกนำไปใช้อย่างบิดเบี้ยว ทั้งการตราตัวบทกฎหมาย
ที่ไม่สอดคล้องกับนิติรัฐประชาธิปไตย
การใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรผู้มีอำนาจไปในทิศทาง
ที่ไม่สนับสนุนนิติรัฐประชาธิปไตย และก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรม
ซึ่งเราได้แสดงความเห็นผ่านแถลงการณ์สาธารณะวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์เหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ”
จุดยืนกลุ่มนิติราษฎร์
กลุ่มนิติราษฎร์ที่ประกอบด้วยนักวิชาการที่ประ-กอบอาชีพสอนวิชากฎหมายคือ
น.ส.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา
นายฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล
นายธีระ สุธีวรางกูร
นายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
นายปิยบุตร แสงกนกกุล
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ และ
น.ส.สาวตรี สุขศรี
จึงเป็นการประกาศตัวเป็นปรปักษ์กับอำนาจเผด็จการอย่างไม่ เกรงกลัว
ทั้งที่ขณะนั้น คมช. ยังมีอำนาจ และกระแสต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพวก
ยังเป็นกระแสที่รุนแรง แต่กลุ่มนิติราษฎร์ให้เหตุผลว่า
หวังจะเป็นฟันเฟืองหนึ่งในการสถาปนาอุดมการณ์กฎหมาย-การเมืองนิติรัฐประชาธิปไตย
เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” และ
“มนุษย์ทั้งปวงเกิดมามีอิสระและเสมอภาคกันในศักดิ์ศรีและสิทธิ”
อย่างที่นายวรเจตน์ได้ประกาศใน “นิติราษฎร์ฉบับที่ 1” ว่า
นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ปฏิเสธไม่ได้ว่า
กฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วงชิงอำนาจและสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจ
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างบาดแผลที่ลึกอย่างยิ่ง
ให้กับวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์ไทย
สร้างความอยุติธรรมอย่างรุนแรงให้เกิดขึ้นกับผู้คนในสังคม
ขณะที่คนจำนวนหนึ่งที่มีบทบาทชี้นำสังคมและนักกฎหมายที่เป็นชนชั้นนำ
ก็ปิดล้อมความคิดความอ่านของผู้คนด้วยการ
ยกเอาข้อธรรม ความเชื่อในทางจารีตประเพณี
ตลอดจนบุคคลที่ถูกสร้างให้เป็นที่ยึดถือศรัทธาขึ้นเป็นกรงขัง
การใช้เหตุผลและสติปัญญาของผู้คน
“เพื่อจะไปให้พ้นจากสภาวะเช่นนี้ เราเห็นว่าสังคมไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการกฎหมายและวงวิชาการนิติศาสตร์
จะต้องก้าวข้ามยุคมืดไปสู่ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญา
หรือที่บางท่านเรียกว่ายุคภูมิธรรมหรือยุคพุทธิปัญญา
(Enlightenment; les Lumières; Aufklärung ดังที่ได้เคยเกิดมาแล้วในยุโรป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุคภูมิธรรมหรือพุทธิปัญญาในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18
ซึ่งในที่สุดแล้วเป็นรากฐานสำคัญ
ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย”
นายวรเจตน์ขยายความลักษณะของ Enlightenment คือ
การเกิดความเคลื่อนไหวทางความคิดในทุกแขนงวิชาในลักษณะ
การตั้งคำถาม
การวิพากษ์วิจารณ์
การสงสัยต่อสิ่งที่ยอมรับเด็ดขาดเป็นยุติ
ห้ามโต้แย้ง ห้ามคิดต่าง เช่น ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
หรือคำสอนทางศาสนา โดยถือว่า “เหตุผล” มีคุณค่าเท่าเทียมกับ “ความดี”
การใช้สติปัญญาครุ่นคิดตรึกตรอง ไม่หลงเชื่ออะไรอย่างงมงายมีค่าเป็นคุณธรรม
ซึ่งมนุษย์ทั้งหลายสามารถได้รับการฝึกฝนให้ใช้สติปัญญาและถือว่า
เหตุผลเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการรับรู้ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบตัวอย่างเท่าทัน
ดังคำขวัญของ Immanuel Kant (ค.ศ. 1724-1804) นักปรัชญาผู้เรืองนามชาวเยอรมัน
ที่ให้ไว้ว่า “จงกล้าที่จะใช้ปัญญาญาณแห่งตน!”
(Habe Mut, dich deines eigenen Verstandes zu bedienen!)
“ยุคแห่งความสว่างไสวทางสติปัญญาคือ
ยุคที่เสรีภาพจะเข้าแทนที่สมบูรณาญาสิทธิ์
ความเสมอภาคจะเข้าแทนที่ระบบชนชั้น
เหตุผล ความรู้ วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์จะเข้าแทนที่อคติและความงมงายทั้งหลาย” นายวรเจตน์กล่าว
ถูกยัดเยียดข้อหา
ขณะที่นายปิยบุตร อาจารย์หนุ่มไฟแรงของกลุ่ม
ตั้งคำถามกับสังคมการเมืองไทยแบบตรงๆในสภาวะที่สังคมแตกแยกแบ่งขั้วว่า
แม้แต่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในคณะนิติศาสตร์บรรยากาศยังเปลี่ยนไป
ทั้งในแง่กายภาพและด้านความรู้
“การรู้จัก ความคุ้นเคย เปลี่ยนไปเยอะมาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่ 19 กันยา 2549
ทำให้คนเห็นต่างกันมากขึ้น ทะเลาะกันมากขึ้น
ในทางความคิดคุยกันไม่ค่อยสนิทใจกับคนคิดต่าง
แต่ผมพยายามไม่คุยเรื่องที่คุยแล้วอาจทะเลาะกัน
อย่างกลุ่ม 5 อาจารย์เราก็สนทนา กัน ตั้งวงคุยกัน บรรยากาศที่เห็นต่างกัน
หรือความ รู้สึกคุยกันไม่ได้เหมือนเดิมก็พอปรับตัวได้
แต่ขอข้อเดียว อันนี้เป็นความรู้สึกส่วนตัว คือ
ผมไม่ชอบข้อหากับวิธีการยัดข้อหา การแทงข้างหลัง
กล่าวร้ายกับกลุ่มพวกผมในที่ลับ ผมคิดว่าการคิดต่างน่าจะคุยกันตรงไปตรงมาได้
ยกตัวอย่างเช่น
มีข่าวลือพูดกันขนาดว่าจะไล่ให้พวกผมเผาตำราทิ้งไปอยู่ดูไบหรือมอนเตเนโกร
ซึ่งจริงๆถ้าไม่เห็นด้วยน่าจะแลกเปลี่ยนคุยกันตรงๆได้ในทางวิชาการ”
นักวิชาการแกะดำ
กลุ่มนิติราษฎร์ โดยเฉพาะนายวรเจตน์จึงตกเป็นเป้าที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรง
จากทั้งภาคประชาชนเสื้อเหลือง นักวิชาการ ฝ่ายการเมืองที่อยู่ตรงข้าม
และมีความคิดแตกต่างว่าเป็น “นักวิชาการเสื้อแดง” หรือ “นักวิชาการแกะดำ”
ทั้งที่ความเห็นหรือแถลงการณ์ต่างๆของกลุ่มนิติราษฎร์
เป็นการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงวิชาการชัดเจน
โดยเฉพาะข้อกฎหมายและมิติในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
แต่ต้องยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์เกือบทุกเรื่อง
ล้วนทำให้ผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจนอกรัฐธรรมนูญไม่พอใจ
โดยเฉพาะการชี้ให้สังคมเห็นถึงปัญหานิติรัฐและกระบวนการยุติธรรม “สองมาตรฐาน” ที่เกิดขึ้น
รัฐธรรมนูญอำพราง
อย่าง “รัฐธรรมนูญปี 2550” นายวรเจตน์ระบุว่า
เมื่อพิจารณาในทางนิติศาสตร์แล้วถือเป็นรัฐธรรมนูญ
ที่เขียนขัดแย้งกันเองมากที่สุดฉบับหนึ่ง
ซึ่งมีการซ่อนเร้นอำพรางแนวความคิดทางกฎหมาย
ที่เป็นปรปักษ์กับหลักนิติรัฐหรือหลักนิติธรรมอย่างชัดเจน
ส่วน “ตุลาการภิวัฒน์” เป็นหน้าฉาก
ที่เรียกร้องให้ศาลแผ่ขยายบทบาทเข้าไปแก้ปัญหาทางการเมือง
โดยอ้างอิงหลักการจากประเทศที่เป็นนิติรัฐ
แต่หลังฉากคือข้อเรียกร้องให้ศาลใช้อำนาจทางกฎหมายเข้าจัดการกับปรปักษ์ทางการเมือง
โดยอ้างหลักกฎหมายจากต่างประเทศอย่างครึ่งๆกลางๆ
โดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะโครงสร้างอำนาจตุลาการของไทยเลยว่ามีพัฒนาการมาอย่างไร
ตลอดจนไม่ได้คำนึงถึงโครงข่ายความสัมพันธ์ของกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมือง
โดยเฉพาะกลุ่มผลประโยชน์ในระดับบน
“ตุลาการภิวัฒน์” (หรือบางท่านเรียกว่า ตลก. ภิวัฒน์)
จึงมีความหมายเท่ากับ “การบิดเบือนการใช้อำนาจตุลาการ”
ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายถือว่าเป็นความผิดอาญาเท่านั้น
ค้านคดียึดทรัพย์ “ทักษิณ”
นายวรเจตน์ยังระบุว่า
จากการตัดสินคดีหลายคดีนับตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เรื่อยมา
จนกระทั่งหลังการรัฐประหาร ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
เป็นการตัดสินคดีที่องค์กรตุลาการ (ผู้พิพากษา ตุลาการ)
เข้าทบทวนตรวจสอบการใช้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร
หรือตรวจสอบบรรดาบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในทางการเมือง
โดยสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องเป็นธรรมจริงหรือไม่
การกล่าวอ้างสิ่งที่เรียกว่า “ตุลาการภิวัฒน์”
ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการให้คุณค่าในถ้อยคำดังกล่าวด้วยว่า
เป็นสิ่งที่ดีหรือเป็นตัวแทนของคุณธรรมความดีงามทั้งปวง
อย่างคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ตัดสินให้ยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว 46,000 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553
กลุ่มคณาจารย์นิติราษฎร์ก็ออกบทวิเคราะห์คำพิพากษายึดทรัพย์ในทุกประเด็นว่าทำไมจึง
“ไม่อาจเห็นพ้องด้วยได้” เพราะเห็นว่าคำพิพากษาไม่ได้วินิจฉัยแยกแยะว่า
ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการกระทำที่เป็นการเอื้อประโยชน์แต่ละกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด
แต่วินิจฉัยว่าราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นอย่างไม่สมควร
นับตั้งแต่วันที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีสาเหตุเพียงประการเดียวคือ
เกิดจากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
จนนำไปสู่การพิพากษาให้ยึดทรัพย์สิน
ประณามสลายเสื้อแดง
ส่วนการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน
ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
และนำไปสู่การใช้กำลังทหารนับหมื่นพร้อมอาวุธสงครามสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น
นายวรเจตน์ได้เขียนบทความเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ คำสั่ง และข้อกำหนด
ที่เกี่ยวข้องโดยทันทีและ ไม่มีเงื่อนไข
เพราะเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างร้ายแรง
เป็นการใช้อำนาจเพื่อทำให้มาตรการที่ปรกติแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในทางเนื้อหาให้กลายเป็นมาตรการที่ชอบด้วยกฎหมายในทางรูปแบบ
ซึ่งไม่ช่วยแก้ไขวิกฤตให้บรรเทาเบาบางลงแล้ว
ยังเป็นตัวเร่งให้สถานการณ์ตึงเครียดและรุนแรงมากขึ้น
“วันนี้เราลืมถามประเด็นนี้ไป
เพราะเราไปพูดถึงเรื่องคืนความสุข กลายเป็นว่าคนมาชุมนุมสร้างความทุกข์
คนที่คิดอย่างนี้ไม่รู้ว่าคนที่มาชุมนุมจำนวนไม่น้อยเขาทุกข์กว่าพวกคุณไม่รู้กี่เท่า
แล้วก็ไม่เคยมีความสุขอย่างที่พวกคุณมี ภายใต้โครงสร้างของสังคมที่เป็นอยู่นี้
หลายคนรู้สึกโล่งใจว่าจบสักทีหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่านี่คือการสร้างปัญหาใหม่
ซึ่งมันจะแก้ยากกว่าเดิม”
โดยเฉพาะการทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงการเผากลางเมืองนั้น
รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ซึ่งเกิดหลังการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
เพราะ 2 เดือนของการชุมนุมไม่ เกิดการเผา
หรืออาจบอกว่าคนเสื้อแดงคือคนที่รักษาบ้าน เมืองไว้ไม่ให้ถูกเผา
แต่เมื่อรัฐบาลใช้กำลังเข้าสลายจึงทำให้เกิดการเผา คือ
ถ้าไม่มีการใช้อาวุธหนักเข้าสลายการชุมนุมก็จะไม่มีการเผาหรือไม่มีการเปิดโอกาสให้เผา
เหมือนกรณีที่มีผู้ถูกยิงเสียชีวิตถึง 91 ศพ บอกว่าไม่รู้ใครยิง แต่กลับบอกว่าทหารไม่ได้ยิง
ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง หากเกิดความรุนแรงแบบนี้
รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองแล้ว ทั้งที่เคยพูดว่า
ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่าหรือต้องมาก่อนความรับผิดชอบทางกฎหมาย
ประเด็นร้อนมาตรา 112
โดยเฉพาะการเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”
ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
และยิ่งทำให้กลุ่มนิติราษฎร์ถูกต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมากยิ่งขึ้นนั้น
กลุ่มนิติราษฎร์ตระหนักดี โดยนายปิยบุตรยืนยันว่า เป็นข้อ เสนอที่ถือว่า
ประนีประนอมที่สุดแล้ว เพราะคนเราไม่ควรติดคุกด้วยคำพูด ถ้าทำได้ทั้งระบบ คือ
เหลือแค่โทษปรับก็น่าจะเป็นไปได้
ส่วนเรื่องข้อเสนอให้ยกเลิกมาตรา 112 ไม่จำเป็นต้องคิดอะไรสลับซับซ้อน
(อ่านบทความประกอบในคอลัมน์ถนนประชาธิปไตย หน้า 9)
“ผมสังเกตว่าหลังการเสวนาเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2553 ก็มีการพูดประเด็นเหล่านี้มาก
ผมคิดถึงคนอย่างคุณดา ตอร์ปิโด คือคนที่เขาอยากพูดแต่พูดไม่ได้
แต่เมื่อมีคนไปส่งเสริมให้เขาพูด พอพูดแล้วก็โดนทุบอีก
ภายใต้สังคมปัจจุบันไม่มีทางอื่นใดอีกเลยที่เราจะรักษา
ให้สามัญชนคนธรรมดาพูดเรื่องสถาบันกษัตริย์อย่างสอด คล้องกับประชาธิปไตย
มีทางเดียวคือปัญญาชนทั้งหลาย ต้องออกมาช่วย
ไม่ต้องไปผูกผ้าเป็นแกนนำหรอก ปัญญาชนคนหนึ่งคนเดียวไม่พอ
ต้องพึ่งเป็นหลักร้อยหลักพัน และต้องทำให้เป็นประเด็นสาธารณะ” นายปิยบุตรกล่าว
จุดเทียนกลางพายุ
ขณะที่นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวถึงเรื่องมาตรา 112 ว่า
ภาคประชาชนหลายฝ่ายออกมาเคลื่อนไหว
ให้ปฏิรูปหรือยกเลิกมาตั้งแต่ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมไทย
รวมทั้งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนพยายามจุดประเด็นนี้เมื่อหลายปีก่อน
มีการนำเสนอให้ถกเถียง แลกเปลี่ยน
ไม่ให้ใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองไปแอบอ้างเรื่องความจงรักภักดี
เพื่อทำลายศัตรูทางการเมือง แต่เรื่องก็เงียบหายไป
ด้านนายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ให้ความเห็นถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มนิติราษฎร์ว่า ถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่
ที่ไม่มีใครคิดว่าจะเกิดขึ้นได้ในวงการนิติศาสตร์
เพราะ วงการนิติศาสตร์ค่อนข้างจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยมมากกว่าเสรีนิยม
จึงไม่เคยมีความคิดก้าวหน้าเช่นนี้มาก่อน แม้ยากจะเห็นเป็นรูปธรรม
แต่กลุ่มนิติราษฎร์ก็เหมือน “จุดเทียนกลางพายุ” ทำได้แค่เสนอ
อย่าไปคาดหวังกับฝ่ายการเมือง เพราะคงไม่มีใครกล้า กลัวจนหัวหด
อย่างไรก็ตาม นายพนัสเชื่อว่าอย่างน้อยจะปลุกกระแสวงวิชาการนิติศาสตร์รุ่นใหม่
ให้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกมากขึ้น ซึ่งคงไม่มากนัก
แต่อาจถูกนักวิชาการสาขาอื่นออกมาโต้แย้ง อย่างในอดีต
ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ออกมาโต้แย้ง
เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์เรื่องมาตรา 112 จึงเป็นห่วงกลุ่มนิติราษฎร์มากกว่า
เพราะถูกเพ่งเล็งแน่นอน
“ผมคิดว่ากลุ่มนิติราษฎร์เป็นความหวังของคนในวงการวิชาการ อาจเรียกว่า
เป็นธูปดอกเดียวที่มีประกายไฟเล็กๆจุดหนึ่งเท่านั้นเอง และเชื่อว่า
จะทำให้นักวิชาการคนอื่นๆกล้าทำแบบพวกเขา โดยเฉพาะถ้าอิงกับวิชาการ
และหลักการจริงๆไม่น่าจะต้องกลัวอะไร
เพียงแต่ว่านักวิชาการส่วนใหญ่ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัวเอง
ที่สำคัญในวงการนิติศาสตร์เราจะไปหวังเฉพาะนักวิชาการอย่างเดียวไม่ได้
การจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแวดวงนิติศาสตร์จริงๆได้ต้องพวกปฏิบัติ เช่น
พวกผู้พิพากษา อัยการ ไม่ต้องกล้าอะไรมาก
แค่ตัดสินคดีตามหลักวิชาอย่างที่กลุ่มนิติราษฎร์เสนอก็แก้ปัญหาได้มากอยู่แล้ว”
แสงเทียนท่ามกลางความมืดสลัว
การออกมาแสดงจุดยืนทางวิชาการของกลุ่มนิติราษฎร์จึงเป็นดั่งแสงสว่างของเปลวเทียนเล่มเล็กๆ
ท่ามกลางความมืดมน แต่แสงเทียนนี้จะทำให้นักวิชาการนิติศาสตร์และสาขาอื่นๆ
ที่ปลีกวิเวก คิดแต่ความสุขส่วนตัว หรือหลบอยู่ในซอกมุม
เพราะความกลัวต่ออำนาจรัฐลุกขึ้นมากล้าพูด กล้าวิจารณ์ในเชิงวิชาการ
ตามอุดมการณ์อย่างแท้จริงได้บ้าง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มนิติราษฎร์
โดยเฉพาะข้อเสนอให้แก้ไขมาตรา 112 ที่ไม่ต่างกับ “วาระแห่งชาติ”
หรืออาจเรียกว่าเป็น “วาระแห่งสิทธิมนุษยชน” อย่างแท้จริง
ซึ่งพรรคการเมืองต้องนำไปประกาศเป็นนโยบาย
โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่ประกาศต่อสู้เพื่อประชาชนและประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ยกเว้นพรรคเพื่อไทยจะเป็นแค่พรรคการเมืองน้ำเน่าที่โกหกตอแหล
เพียงเพื่อให้ได้อำนาจและผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องเท่านั้น!
อย่างไรก็ตาม วันนี้ถือว่ากลุ่มนิติราษฎร์ได้จุดเทียน
เพื่อให้สังคมไทยได้เห็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดสลัวทั้งทางวิชาการและการเมือง
กลุ่มนิติราษฎร์จึงเป็นดั่ง “แสงเทียนท่ามกลางความมืดสลัว”
ที่ปลุกวงการวิชาการที่กำลังหลับไหลให้ตื่นขึ้นมา
ยอมรับความจริงและต่อสู้เพื่อประชาชน
ไม่ใช่หลับไหล ขายวิญญาณ เพื่อผล ประโยชน์ของตัวเองอย่างเช่นทุกวันนี้
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 305 วันที่ 2 - 8 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 16-17
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน
http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10258
นักข่าวพลเมือง: ‘เยาวชน’ แจ้งข่าว ‘คนอุดรฯ’ เวทีรับฟังความเห็นเหมืองโปแตชมิชอบ
ที่มา ประชาไท
ฅนนอกคุก
ที่มา ประชาไท
ธีร์ อันมัย