WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 6, 2011

สม ศักดิ์ เจียมฯ:เรียนถามฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ; ตาย 91 เจ็บ 2 พัน ไม่น่าสะเทือนใจกว่าการ"เผาบ้านเผาเมือง"หรือครับ? และเหตุใดไม่ทรงวิจารณ์พันธมิตรครับ?

ที่มา Thai E-News





การที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงแสดงออกซึ่งความสะเทือนใจกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมพันธมิตร 1 คนในปี 2551 ถึงกับโดยเสด็จในงานพระราชทานเพลิงศพ เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้อยู่ (ผมเองก็สะเทือนใจ) แต่กับผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน ที่ไม่ทรงเอ่ยถึงเลย แต่กลับทรงเอ่ยเฉพาะเรื่องการเผาตึกราม ที่ไม่ใช่ "บ้านเรือน" ด้วยซ้ำ แต่เป็นศูนย์การค้าชั้นสูง ออกจะเป็นอะไรที่ผมเข้าใจยากอยู่สักหน่อย



โดยดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
5 เมษายน 2554

ดังที่ผมชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้ ( https://www.facebook.com/note.php?note_id=189909174385653 ) การพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในรายการ "วู้ดดี้ เกิดมาคุย" เกิดขึ้นในปริบทที่ "ไม่ยุติธรรม" เพราะแม้พระองค์จะไม่ทรงอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" แต่ทรงพาดพิงถึงในหลวงและพระราชินี ซึ่งอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายนั้น และในทางปฏิบัติ สังคมไทยอยุ่ภายใต้ระบบการประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะแบบด้านเดียว ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชวงศ์ ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์พระราชวงศ์ไม่ว่าพระองค์ใด ก็ทำได้ลำบากอย่างยิ่ง (ซึ่งไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง)

แต่ข้อความบางตอนในคำสัมภาษณ์ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (3 เมษายน 2554) ได้กล่าวถึงประเด็นที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการเมืองไทยปัจจุบัน ในลักษณะที่ผมเห็นว่า ถ้าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้ง ก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความไม่ยุติธรรมที่มีอยู่แล้วให้หนักขึ้นอีก ผมหมายถึงข้อความต่อไปนี้ ในคำให้สัมภาษณ์ (เริ่มจากนาทีที่ 3.23 เป็นต้นไป ในคลิป YouTube นี้ ขอบคุณ CiNNtv1 สำหรับการอัพโหลด http://www.youtube.com/watch?v=BBpqpjHrqk4 )



จะเล่าไป ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่อยากพูดถึงใครว่าใครดีใครเลว ไม่รู้ เพราะไม่เคยคบนักการเมือง แต่ว่า รู้แต่ว่า เหตุการณ์ปีที่แล้ว ที่มีการเผาบ้านเผาเมืองกัน อันนั้นนำความทุกข์มาสู่พระเจ้าอยู่หัว [และ]สมเด็จฯเหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวนี่ จากที่ทรงหัดเดินได้น่ะ ตอนนั้นน่ะ ทรงทรุดเลย เป็นไข้ต้องให้น้ำเกลือ นอนแบ่บเลย สมเด็จฯก็เสียพระทัยมากเหลือเกิน ท่านรับสั่งว่า 'คราวที่เราถูกเผาเมืองนั้น คือสมัยเสียกรุงต่อพม่า กรุงศรีอยุธยา แต่คราวนี้ สะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะเป็นการที่คนไทยเผาเมืองไทยเอง'


ก่อนอื่น จะเห็นว่า แม้จะทรง "ออกตัว" ว่า "ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง" แต่คำสัมภาษณ์ตอนนี้ มีลักษณะการเมืองอย่างชัดเจนและมากด้วย (อันที่จริง ถ้าพูดถึง "การเมือง" ในความหมายกว้าง อย่างที่ยอมรับทั่วไปในวงการศึกษาวิชาการปัจจุบัน การสัมภาษณ์ทั้งหมดก็เป็นเรื่อง "การเมือง" ในตัวเองอยู่แล้ว) ผมขอย้ำว่า การที่ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ หรือมีพระราชดำรัสทางการเมืองแบบนี้ ในสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและสังคมปัจจุบัน เป็นเรื่อง "ไม่แฟร์" เลย มีหนังสือพิมพ์หรือทีวีใด จะกล้าแสดงความเห็นโต้แย้งด้วยตัวเองหรือเผยแพร่ความเห็นโต้แย้ง ไม่ว่า นสพ.หรือทีวีนั้น หรือคนอื่นๆ จะไม่เห็นด้วยอย่างไร หรือไม่ว่าคำสัมภาษณ์หรือพระราชดำรัสนั้นจะสามารถโต้แย้งได้เพียงใดก็ตาม ทั้งในแง่ข้อมูลหรือเหตุผล?

ประการต่อมา ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงอ้างอิงถึงพระสุขภาพกายและใจของทั้งในหลวงและพระราชินีว่าทรุดโทรมลงอย่างหนัก จากการที่มีการ "เผาบ้านเผาเมือง" เกิดขึ้นเมื่อปีกลาย

ในกรณีในหลวงนั้น เนื่องจากมีส่วนเกียวข้องกับพระพลานามัยในแง่ธรรมชาติ จึงยากจะประเมินว่า การที่ทรง "ทรุด" ถึงขั้น "นอนแบ่บ" นั้น เกิดจากที่ทรงเห็นการ "เผาบ้านเผาเมือง" หรือเกิดจากโรคาพยาธิอื่น ผมจึงขอละเว้นที่จะแสดงความเห็นต่อปัญหาพระพลานามัยของในหลวงโดยตรง และต้องถือว่าเรื่องที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงเล่าในส่วนนี้ เป็นการตีความเชิงการเมือง (political interpretation) หรือแสดงความเห็นทางการเมือง ของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ พูดง่ายๆคือ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เองทรงเห็นว่า การ "เผาบ้านเผาเมือง" ทำให้ในหลวง "ทรงทรุด" ถึงขั้น "เป็นไข้ต้องให้น้ำเกลือ นอนแบ่บเลย"

ในกรณ๊พระราชินีนั้น แม้คงเชื่อได้ว่า ทรง "เสียพระทัย" และทรงมีรับสั่งเปรียบเทียบการ "เผาบ้านเผาเมือง" ปีกลาย กับการ "เสียกรุง" จริงดังที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงเล่า เพราะเรามีหลักฐานแวดล้อมอื่น ที่ทำให้ทราบว่า พระราชินีทรงสนับสนุนผู้ที่มีความเห็นวิจารณ์การชุมนุมของเสื้อแดง ดูภาพ พระราชหัตถเลขา ที่มีถึงคุณนภัส ณ ป้อมเพ็ชร์ ข้างล่าง (ในจดหมายคุณนภัส ถึง CNN มีข้อความโจมตีการชุมนุมของเสื้อแดงหลายตอน การแสดงความไม่พอใจ CNN ของคุณนภัส อยู่บนพื้นฐานของการแสดงความไม่พอใจการชุมนุมของเสื้อแดง ดูจดหมายคุณนภัส ที่นี่ http://202.183.165.22/view/48815/45 )
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพระราชินีทรงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" และในเมื่อการอ้างพระราชดำรัสพระราชินีโดยฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เป็นไปในลักษณะที่ทรงเห็นชอบด้วย (endorse) กับพระราชดำรัสดังกล่าวอยู่แล้ว ในที่นี้ ผมจึงแสดงความเห็นต่อ คำให้สัมภาษณ์ของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ข้างต้นทั้งหมด ในฐานะที่เป็นความเห็นของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เอง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงแสดงทัศนะของพระองค์ต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปีกลายในลักษณะนี้ เพียง 2 สัปดาห์เศษหลังการชุมนุมยุติลงจากการปราบปรามของรัฐบาล (วันที่ 6 มิถุนายน 2553) ทรงมีพระราชดำรัสต่อคนไทยในนิวยอร์คว่า (ดูรายงานข่าวที่นี่ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000078685 ข้อความจากพระราชดำรัสข้างล่างนี้ ผมถอดจากคลิปประกอบรายงานข่าว เริ่มที่นาทีที่ 1.07)

เรื่องการเมือง ข้าพเจ้าไม่รู้ด้วยหรอก ว่า ใครจะเกลียดใคร ใครอยากจะชิงดีชิงเด่นกับใคร แต่ว่า ทำไปนี่ อย่างน้อยน่าจะมีจรรยาบรรณซักนิดนึง สงสารประชาชนตาดำๆ ซักนิดนึงว่าจะเดือดร้อนกันแค่ไหน อันนี้ที่ผ่านมา นอกจากจะเดือดร้อนเรื่องความเจ็บ ความป่วยแล้ว ก็ยังเดือดร้อนทางด้านธุรกิจ คือว่าการที่มีประท้วงนานๆ มีความรุนแรงเกิดขึ้นทำให้ภาคธุรกิจของเราเดือดร้อน ซึ่งก็กระทบเศรษฐกิจของประเทศไทย


จะเห็นว่าเนื้อหาของพระราชดำรัสที่นิวยอร์คกับพระราชดำรัสในรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เป็นไปในทางเดียวกัน คือทรงวิจารณ์การชุมนุมของเสื้อแดง โดยเฉพาะในส่วนที่เกียวกับผลกระทบต่อ "ภาคธุรกิจ" แม้แต่เรื่องการ "เผาบ้านเผาเมือง" นั้น ความจริง ก็ดังที่รู้กันว่า ไม่ใช่ "บ้านเมือง" ของประชาชนธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่แม้แต่ตลาดหรือร้านค้าบ้านช่องธรรมดา แต่คือ ศูนย์การค้าย่านธุรกิจระดับสูง แน่นอน เป็นสิทธิของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ที่จะหยิบยกเอาประเด็นผลกระทบต่อ "ภาคธุรกิจ" หรือการเผาศูนย์การค้าย่านธุรกิจระดับสูงขึ้นมาวิจารณ์



แต่สิ่งแรกที่น่าจะสะดุดใจผู้ติดตามการเมืองในระยะไม่กี่ปีนี้ ก็คือ เหตุใดในระหว่างหรือหลังการ "ประท้วงนานๆ" (คำของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ข้างต้น) ในกรณีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในปี 2551 ซึ่งรวมถึงการยึดครองสถานที่ราชการสำคัญที่สุดคือทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งยวดของ "ภาคธุรกิจ" ของประเทศ (และมากยิ่งกว่าภาคธุรกิจ) คือสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์จึงไม่ได้ทรงมีพระราชดำรัสในลักษณะเดียวกัน? อันที่จริง เราทราบกันดีว่า ทรงโดยเสด็จพระราชินีในงานพระราชทานเพลิงศพของผู้ประท้วงชาวพันธมิตรคนหนึ่ง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ในระหว่างที่การชุมนุมของพันธมิตรยังไม่ยุติด้วย (และถ้าข้อมูลจากโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ถูกต้อง ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ และนายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล เป็นผู้ขอให้พระราชินีเสด็จด้วยพระองค์เองด้วยซ้ำ)

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ทั้งในพระราชดำรัสที่นิวยอร์คและการสัมภาษณ์ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เหตุใดจึงไม่ทรงเอ่ยถึงเลย ถึงการที่มีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามของรัฐบาลถึงเกือบ 100 คน และพิการบาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคน? ถ้าอะไรจะน่า "สะเทือนใจ" ที่สุดจากเหตุการณ์พฤษภาคมปีกลาย ก็ควรจะเป็นเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ? ยิ่งกว่าเรื่องที่มีการเผาย่านธุรกิจระดับสูง (ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าฝีมือใคร แต่ต่อให้สมมุติว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุมก็ตาม)?

การที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงแสดงออกซึ่งความสะเทือนใจกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมพันธมิตร 1 คนในปี 2551 ถึงกับโดยเสด็จในงานพระราชทานเพลิงศพ เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้อยู่ (ผมเองก็สะเทือนใจ) แต่กับผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน ที่ไม่ทรงเอ่ยถึงเลย แต่กลับทรงเอ่ยเฉพาะเรื่องการเผาตึกราม ที่ไม่ใช่ "บ้านเรือน" ด้วยซ้ำ แต่เป็นศูนย์การค้าชั้นสูง ออกจะเป็นอะไรที่ผมเข้าใจยากอยู่สักหน่อย

ปล. ในระหว่างเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สมเด็จพระเทพ ได้ทรงให้สัมภาษณ์ว่า "การฆ่าฟันหรือทำรุนแรงเป็นเรื่องไม่ดี การเสียทรัพย์สินไม่สำคัญเท่ากับชีวิตคน อยากให้เลิกฆ่าฟัน เลิกรุนแรงเพราะว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน" ในขณะที่บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในส่วนที่เกี่ยวกับวิกฤติเดือนพฤษภาคม 2535 มีความซับซ้อนมากกว่าที่มักจะนำมาโฆษณาประชาสัมพันธ์กัน เฉพาะข้อความพระราชดำรัสของพระเทพที่ว่า "การเสียทรัพย์สินไม่สำคัญเท่ากับชีวิตคน" นี้ ต้องถือว่าถูกต้องและเหมาะสมกว่าการยกประเด็น "เผาบ้านเผาเมือง" ขึ้นมาไฮไลต์

แน่นอนในระหว่างเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ที่เพิ่งผ่านมา ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายว่า สมเด็จพระเทพเองก็ไม่ได้ทรงให้สัมภาษณ์ในลักษณะเดียวกันนี้อีก

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


-คลิปสัมภาษณ์ฟ้าหญิงฯ:วู้ดดี้พสกนิกรตัวอย่างแบ่งของกินสุนัขทรงเลี้ยง

-กระทู้เฉลิมไทย:"จากที่พระเจ้าอยู่หัว ทรงหัดเดินได้ ตอนนั้นกลับทรุด เป็นไข้ ให้น้ำเกลือ" เป็นรับสั่งที่ทำให้เจ็บปวดยิ่งนัก

-กระทู้เฉลิมไทย พันทิปซาบซึ้ง:ฟ้าหญิงทรงขอความเป็นธรรมให้แก่พระเจ้าอยู่หัวกับราชินี

-สมศักดิ์ เจียมฯ:บันทึกเปิดผนึก เรียน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ว่าด้วย "ความยุติธรรม"

Tuesday, April 5, 2011

"หนังสือของสุเทพ" ประเทศไทยของเรา ความจริงของใคร

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 5 เมษายน 2554

นำเสนอในประเด็น

- พรรคใหญ่โชว์วิสัยทัศน์ เลือกตั้งอย่างไรให้เมืองไทยพ้นวิกฤต

- ผบ.ทบ.ยันมีเลือกตั้งแน่เตือนอย่ากังวลตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

-"สุเทพ" อัด"สดศรี" ปูดข่าวทหารจะปฏิวัติเงียบ

-"สุเทพ" เปิดตัวหนังสือ“ประเทศไทยของเราอย่าให้ใครเผาอีก”

- ศชอ. เผยยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมใต้ 85ราย"สุราษฏร์-นครฯ"ยังวิกฤติ

- ครม.อนุมัติงบกว่า 4,500 ล้านบาท ช่วยภาคใต้

- เครือข่ายคนไทยฯถอยช่วยวีระ ราตรี

- เยเมนเรียกร้องเลิกประท้วงส่งสัญญาณไม่ลาออกแน่

- แม่-ญาติขอเพื่อไทยช่วยวีระ-ราตรี

-"นพดล"เผยเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบาย

- ฝรั่งเศสลุยแทรกศึกไอวอรีฯพันศพ

- กัดดาฟี ขอพันธมิตรยุติรบ-ศึกมิสราตาพลดับ 124 ศพ

นายกฯพระราชทาน (1)

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



เสียงเรียกร้องนายกฯพระราชทานกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะต้องการนายกฯพระราชทานจริงๆ หรือเพราะต้องการใช้ข้อเรียกร้องนี้ส่งเสริมการรณรงค์ "โนโหวต-โหวตโน" (การงดใช้สิทธิในบัตรเลือกตั้ง) ก็ไม่ทราบได้ เข้าใจว่าผู้รณรงค์ต้องการคะแนน "โนโหวต" มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อทำให้รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่สูญเสียความชอบธรรมที่ได้จากการเลือกตั้งลง

เมื่อลงมาเล่นในกติกานับคะแนนรายหัว ซึ่งต้องรวมหัวที่ถูกประเมินว่าโง่ไว้ด้วย อย่างไรเสียคะแนน "งดออกเสียง" ก็ย่อมเป็นส่วนน้อยอยู่ดี จะทำลายความชอบธรรมของผู้ได้รับเลือกตั้งได้อย่างไร ตรรกะมันขัดกันเอง จึงต้องเดาต่อไปว่า ผู้รณรงค์ไม่ได้ต้องการ "ชัยชนะ" ในเกมนี้ แต่ต้องการคะแนน "งดออกเสียง" มากที่สุดเท่านั้น จำนวนของคะแนนนี้จะกลับกลายเป็นความชอบธรรมของผู้รณรงค์ในการปิดถนน หรือยึดทำเนียบและสนามบินในวันข้างหน้า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นในอนาคตก็ตาม เสียงของผู้รณรงค์จะยังดังอยู่เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ตำรวจยังต้องเปิดถนนด้วยวิธี "เจรจา" แทนการจับกุมส่งฟ้องศาลอย่างที่คนงานไทรอัมพ์โดนอยู่เวลานี้

และเมื่อต้องการคะแนนมากที่สุด จึงต้องดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ทางการเมืองอีก แม้ว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงปฏิเสธอย่างชัดแจ้งมาแล้วว่า ไม่ได้มีพระราชอำนาจจะทำเช่นนั้นได้

แต่ในครั้งนี้ผู้รณรงค์ไม่ได้ต้องการนายกฯพระราชทานจริง ต้องการเพียงคะแนนเสียง "โนโหวต-โหวตโน" เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผมสนใจความคิดเรื่องนายกฯพระราชทาน (ซึ่งขอนิยามใหม่ว่า นายกฯที่อาศัย "บารมี" ของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นฐานของความชอบธรรมเพียงอย่างเดียว เพราะผมไม่มีหลักฐานระบุได้อย่างไม่มีทางปฏิเสธว่า มีนายกฯไทยคนใดบ้างที่ "พระราชทาน" ลงมาจริงๆ) เพราะผมพบว่าเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาทางการเมืองมาแต่ต้น และนายกฯพระราชทานคนใด (ตามนิยามข้างต้นนะครับ) ก็ตาม ที่ไร้เดียงสาทางการเมืองเท่ากับตัวความคิด ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในทางการเมืองและการบริหารเลยสักคน

ความคิดเรื่องนายกฯพระราชทานนี้เกิดขึ้นครั้งแรกโดยอดีตที่ปรึกษาราชการแผ่นดินชาวอเมริกัน ผู้เคยเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และก็เหมือนนักกฎหมายอีกมากในโลกที่คิดว่า กฎหมายคือผู้สร้างและกำกับโลก ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าหรือตถตา

ในปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ตกเป็นเป้าโจมตีวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะโครงสร้างการบริหารของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม พระเจ้าแผ่นดินย่อมเป็นผู้อำนวยการสูงสุดของฝ่ายบริหาร, นิติบัญญัติ, ตุลาการ และแต่ผู้เดียว พระองค์จึงต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศทุกประการ

ราชสำนักตระหนักต่อภัยคุกคามทางการเมืองนี้อย่างดี จากการปรึกษาเป็นส่วนพระองค์ อดีตที่ปรึกษาราชการแผ่นดินผู้นี้ เสนอให้นำราชบัลลังก์หลบเสียจากเป้าวิพากษ์วิจารณ์ โดยให้ทรงแต่งตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขึ้นรับผิดชอบการบริหารแทน แต่บุคคลในตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์แต่ผู้เดียว จึงทรงแต่งตั้งและถอดถอนได้ตามพระราชอัธยาศัย เขาเสนอรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แต่เป็นความพยายามจะปฏิรูประบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญที่ตามมาอีกหนึ่งฉบับภายใต้ระบอบนั้น

พระมหากษัตริย์ทรงนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปรึกษากับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะที่ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี ไม่มีเจ้านายพระองค์ใดเห็นชอบด้วยเลย เหตุผลที่กราบทูลก็คือไม่มีประโยชน์ดังมุ่งหวัง เพราะเมื่อทรงแต่งตั้งถอดถอนอัครมหาเสนาบดีได้เอง ถึงอย่างไรก็ยังทรงเป็นผู้รับผิดชอบต่อการบริหารแต่ผู้เดียว และยังคงเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั่นเอง

นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่า เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ไม่เห็นชอบกับความคิดเรื่องนายกฯพระราชทาน ก็เพราะไม่อยากถูกกันออกไปจากอำนาจที่มีอยู่ เนื่องด้วยนายกฯพระราชทานคือผู้สัมปทานพระราชอำนาจในการบริหารไว้กับตนแต่ผู้เดียว ไม่อาจกระจายไปยังกลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์ได้อีก

ไม่ว่าการวิเคราะห์ของนักวิชาการเหล่านี้จะถูกต้องหรือไม่ แต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ตกมาถึงปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่บุคคลอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเครือข่ายของกลุ่มชนชั้นนำระดับสูง แม้องค์ประกอบของเครือข่ายนี้อาจไม่มีความหลากหลายมากนัก แต่ก็มีบุคคลอยู่ในเครือข่ายนี้จำนวนไม่น้อย ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชการระดับสูงที่ไว้วางพระราชหฤทัยจำนวนหนึ่ง

แต่ละคนก็มีเครือข่ายของตนเอง นับตั้งแต่ผู้เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาไปจนถึง "ศิษย์" อีกจำนวนมาก (หลายคนในกลุ่มนี้ล้วนมีรูปปั้นยืน-นั่งตากแดดตากฝนอยู่หน้ากระทรวงและกรมต่างๆ ของราชการไทยปัจจุบัน)

นายกฯพระราชทานทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นรูปปั้นไปตั้งแต่ยังไม่ทิวงคต ไม่มีพื้นที่สำหรับบทบาททางการเมืองใดๆ ได้อีกเลย

นี่คือความไร้เดียงสาทางการเมืองข้อแรกของคำปรึกษา

กล่าวคือ เมื่อจะมีสถาบันทางการเมืองใหม่คือนายกฯพระราชทาน ก็ต้องสร้างสถาบันทางการเมืองใหม่สำหรับกลุ่มชนชั้นนำไปพร้อมกัน และถ้าฉลาดลึกซึ้งไปกว่านั้น สถาบันทางการเมืองใหม่นี้ต้องผนวกเอาชนชั้นนำอื่นๆ ที่ยังไม่ได้อยู่ในเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ด้วย

นั่นคือต้องมีสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งมีบทบาทให้คำปรึกษาได้ทั้งในด้านการบริหาร, นิติบัญญัติ และตุลาการ

ในอาณานิคมอังกฤษ เกือบทุกแห่งล้วนมีสภาลักษณะนี้ ในระยะแรกอาจประชุมกันได้ต่อเมื่อผู้ว่าการฯ ขอคำปรึกษาเท่านั้น แต่มาในระยะหลังก็ถูกกดดันให้เปิดประชุมประจำ ตลอดจนริเริ่มประเด็นได้เอง แม้ว่าในระยะยาวแล้วสภาประเภทนี้ไม่ประสบความสำเร็จที่จะธำรงความเป็นเจ้าอาณานิคมไว้ได้ตลอดไป แต่ในระยะสั้นก็ช่วยทอนกำลังของฝ่ายชาตินิยมลงได้อย่างมาก เสริมความแข็งแกร่งของระบบจักรวรรดินิยมอังกฤษไว้ได้ช่วงหนึ่ง

กล่าวโดยสรุปก็คือ นายกฯพระราชทานไม่เคยอยู่ในสุญญากาศ "บารมี" ของสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้นายกฯบริหารงานไปได้อย่างราบรื่น เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เองก็ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ หากมีเครือข่ายที่กว้างขวางของตนเอง ซึ่งล้วนต้องการพื้นที่ทางการเมืองสำหรับการต่อรองกับนายกฯ พระราชทานเช่นกัน

"บารมี" ของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเริ่มฟื้นฟูขึ้นนับตั้งแต่รัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา หมายถึงเครือข่ายที่ยิ่งกว้างขวางขึ้น และหลากหลายมากขึ้นของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย (เช่นนอกจากงานศึกษาเรื่องโครงการพระราชดำริที่ทำได้อย่างดีแล้ว น่าจะมีใครสักคนกลับไปศึกษาประวัติของผู้ได้รับตราพระจุลจอมเกล้าฯ นับตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมาด้วย) จนถึงทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเครือข่ายทางสังคมและการเมืองที่กว้างใหญ่ที่สุด เชื่อมโยงทั้งทางตรงและทางอ้อมไปยังคนจำนวนมหึมาทั่วประเทศ นายกฯพระราชทานคนเดียว ไม่สามารถเป็นพื้นที่ทางการเมืองเพื่อรองรับจินตนาการทางการเมืองอันหลากหลาย และมักจะขัดแย้งกันเอง ของเครือข่ายมโหฬารนี้ได้

ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงเครือข่ายอื่นๆ ซึ่งอยู่นอกเครือข่ายสถาบันฯ อันนับวันก็ยิ่งเกิดขึ้นอย่างหลากหลายและจำนวนมาก ซึ่งไม่อาจถูกนายกฯพระราชทานริบพื้นที่ทางการเมืองซึ่งได้ผ่านการต่อสู้จนเปิดขึ้นเป็นของตนเองไปได้อย่างหน้าตาเฉย และในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา มีเหตุที่ทำให้จำนวนมากของคนเหล่านี้ เข้าไปอยู่ในเครือข่ายที่ไม่เชื่อมโยงทางอ้อมกับเครือข่ายสถาบันฯอีกต่อไป

ความคิดเรื่องนายกฯพระราชทานจึงยิ่งเป็นความไร้เดียงสาทางการเมืองหนักขึ้นไปอีก

และด้วยเหตุดังนั้น ส่วนใหญ่ของนายกฯพระราชทาน (ตามความหมายในนิยามข้างต้น) จึงไม่ประสบความสำเร็จทางการเมือง และดังนั้นจึงล้มเหลวด้านการบริหารไปพร้อมกัน

ส่วนน้อยของนายกฯพระราชทานที่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องดำเนินกิจการทางการเมืองและการบริหาร ในลักษณะยืดหยุ่นให้เหมาะกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ, สังคม และการเมืองในยุคสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง โดยไม่หวังพึ่งแต่ "บารมี" ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่มีการ "ปิดเทอม" ทางการเมือง ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ นอกจากไม่ "ปิดเทอม" แล้ว ยังเป็น "เทอม" ที่ต้องปล่อยให้การเมืองของกลุ่มต่างๆ ได้พัฒนาคลี่คลายไปไม่น้อยไปกว่าช่วงสมัยที่นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง เพียงแต่เหล่านายกฯพระราชทานเหล่านี้ พากันคิดว่าจะสามารถกำกับควบคุมการพัฒนาคลี่คลายได้ระดับหนึ่ง

จะเห็นได้ข้างหน้าว่า นายกฯพระราชทานที่ล้มเหลวที่สุด คือคนที่ไร้เดียงสาจนไป คิดว่าเพียงแต่อาศัยพระบารมีส่วนพระองค์เท่านั้น ก็จะทำให้ "การเมือง" ยุติลงชั่วคราว เพื่อขจัดกวาดล้างบ้านเมืองให้สะอาดบริสุทธิ์จนกลับมาสู่ประชาธิปไตยได้อีก

ตอนต่อไปจะกล่าวถึงนายกฯพระราชทาน (ตามความหมายในนิยามข้างต้น) แต่ละคน เพื่อแสดงให้เห็นความไร้เดียงสาทางการเมืองของความคิดนี้ โดยเฉพาะเมื่อจะนำกลับมาใช้ใน พ.ศ.นี้

เมื่อเสือพบ(นาง)สิงห์

ที่มา มติชน





ถือเป็น "ไฮไลต์" สำคัญ สำหรับการเผชิญหน้ากันระหว่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน กับ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย

ในการจัดงาน "ใจประสานใจช่วยไทยน้ำท่วม" เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11

งานนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มาในฐานะประธานวิทยาลัยตลาดทุน รุ่น 12 หรือ วตท.12 ไม่ได้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด

โดย "ยิ่งลักษณ์" นั้น มาแรงจริงๆ เข้ามานั่งเป็นประธานรุ่นปุ๊บก็สามารถระดมเงินจากรุ่นได้จำนวนทั้งสิ้น 3,550,000 บาทปั๊บ

มีแหล่งข่าวผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์การพบกันระหว่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไว้ได้ละเอียดยิบ

"ต้องขอบอกว่าเงินที่มอบผ่าน ′อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ′ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ทันที เรื่องนี้เป็นไปอย่างที่กลุ่ม F.O.Y. (กลุ่มเพื่อนยิ่งลักษณ์) บอกไว้ว่า ′ยิ่งลักษณ์′ อยู่ตรงไหนก็ตาม ก็พร้อมที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคม ในทุกสถานะจริงๆ

ในงานนี้มี "สื่อ" ที่ร่วมทำข่าวแอบมาแพร่งพรายออกมาว่า บรรยากาศแห่งการรับมอบภายใน "ห้องจัดงาน" ของช่อง 11 นั้นได้เรียก เสียง "ซี้ด" ให้กับบรรดา "คอการเมือง" เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ เนื่องจากการ "โคจร" มาพบกันระหว่าง "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะประธาน วตท.12 กับ "อภิสิทธิ์" ในฐานะ "สร.1" ซึ่งผู้ชมทั้งห้องส่ง "ลุ้น" ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่มาเจอหน้ากันอย่างจังๆ

มีการระบุว่า "อภิสิทธิ์" กับ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมายืนรอรับคณะ วตท.12 ที่มี "ยิ่งลักษณ์" นำมามอบเงินช่วยเหลือก็น่าจะปกติ ไม่มีอะไร

แต่มีคนสังเกต "ท่าที" ของ "อภิสิทธิ์" ว่าออกจะ "อึดอัด" และไม่ค่อยอยากเผชิญหน้าตรงๆ แถมยังไม่มีการทักทายกันตามมารยาท!

และเมื่อลงจากเวทีแล้วนักข่าวก็ตามสัมภาษณ์ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กลับได้คำตอบเรียกความรู้สึกทันทีว่า "คนไทยต้องช่วยกันค่ะ"

งานนี้ "กองเชียร์" ขอบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น "โนคอมเม้นท์" ให้คิดกันเอาเอง แต่ยังไม่วายมีเสียงกระซิบเบาๆ ว่างานนี้ "สร.1เสียแต้ม"

และนี่คืออีกเหตุการณ์หนึ่งที่เปรียบเทียบระหว่าง "อภิสิทธิ์" ผู้ที่ถูกระบุว่าไม่เอ่ยแม้กระทั่งคำขอบคุณสำหรับเงินบริจาคให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ กับคำกล่าวของ "ยิ่งลักษณ์" ที่ว่า "คนไทยต้องช่วยกันค่ะ"

จริงหรือไม่ คนทั้งสองคงรู้ดี

ที่มา : หน้า 11 ,มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 5 เมษายน 2554

เปิดใจ"ดร.นพดล กรรณิกา"เจ้าพ่อเอแบคโพลล์ ทำไม"เพื่อไทย"ชนะ"ประชาธิปัตย์"กลางกรุงเทพ

ที่มา มติชน



เมื่อไม่นานมานี้ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจเรื่องเรื่อง คะแนนนิยมของสาธารณชนต่อ พรรคการเมือง ในบรรยากาศโหมโรงปลุกกระแสเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจากผลโพลล์แสดงให้เห็นถึงชัยชนะของพรรคเพื่อไทยที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ในเขตกรุงเทพมหานคร และผลสำรวจที่ว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทย ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้มากเลือกพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงการที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ไม่เลือก 2 พรรค แต่ต้องการพรรคการเมืองที่ดีกว่า

ล่าสุด มติชนออนไลน์ สัมภาษณ์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ในประเด็นนัยทางการเมืองที่แสดงออกจากผลสำรวจ ข้อพิสูจน์เหตุผลที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่าประชาธิปัตย์ รวมทั้งอนาคตของการเมืองไทยที่เข้าโหมดเลือกตั้ง


จากผลสำรวจที่ออกมาพบว่า ในหลายๆข้อกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่า สิ่งนี้แสดงถึงความคิดเห็นของประชาชนทั่วๆไปอย่างไร ?

ประชาชนมีเหตุผลและทัศนะที่แตกต่างออกไป อีกทั้งพรรคการเมืองในประเทศ ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อน และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ต่อมาคือความเบื่อหน่ายนักการเมือง การแก่งแย่งชิงอำนาจของนักการเมือง การเอื้อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม จึงเป็นเหตุผลที่มีส่วนให้ประชาชนเลือกที่จะมองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่า

ผลสำรวจบอกว่า คนกรุงเทพมหานคร เลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การชุมนุมของคนเสื้อแดง อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ แต่ประเด็นในเรื่องนี้ก็คือ การที่คนกรุงเทพฯ ต้องการรัฐบาลที่สามารถสร้างความสุข ความมั่นคงในชีวิตของพวกเขาได้ อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินนโยบายที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ เช่น นโยบายรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน นโยบายน้ำฟรี-ไฟฟ้าฟรี ทำให้คนกรุงเทพฯรู้สึกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันต้องนำนโยบายของรัฐบาลชุดเก่ามาใช้

นั่นแสดงว่า คนกรุงเทพฯ มีความรู้สึกว่ารัฐบาลปัจจุบัน ไม่ได้ตอบสนองความต้องการต่างๆได้อย่างแท้จริง

มีความเป็นไปได้ คนกรุงเทพฯมีความคาดหวังต่อรัฐบาลสูง แต่นโยบายต่างๆที่จับต้องได้ ยังไปไม่ถึงประชาชนทุกชนชั้น คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ยังคงเดือดร้อนเหมือนเดิม มีการเลือกปฏิบัติกันเหมือนเดิม สิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของคนกรุงเทพฯออกมาได้อีกก็คือ การที่กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ประชาชนมีความสุขเป็นลำดับที่ 69 ของประเทศ และที่สำคัญการที่รัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่คนกรุงเทพฯก็ยังไม่รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตของตนดีขึ้นสักเท่าไหร่

กลุ่มตัวอย่างภาคกลางไม่เลือกพรรคใดถึงร้อยละ 47 เป็นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย จะสามารถเข้ายึดครองคะแนนเสียงที่ยังตัดสินใจเลือกพรรคใด

เป็นโอกาสที่ดี ของทั้งสองพรรคที่จะได้คะแนนเสียงเพิ่มเติม นอกจากในภาคที่มีฐานคะแนนเสียงของแต่ละพรรคเป็นทุนเดิม ซึ่งผมมองว่าถ้านอกจากสองพรรคนี้แล้ว คงยากที่จะมีพรรคอื่นที่จะได้คะแนนเสียงจำนวนมากจากภาคที่ผู้คนยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด ซึ่งมีปัจจัยมาจากนโยบายของพรรคการเมืองอื่นๆที่มีขนาดเล็ก และกลาง ที่ประกาศออมา ยังไม่เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนมากนัก พรรคการเมืองเหล่านี้จึงเป็นได้เพียงพรรคการเมืองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

เมื่อเทียบกับการประกาศนโยบายของพรรคขนาดใหญ่อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของพรรคมากกว่า ว่าจะสามารถปฏิบัติได้ตามที่ประกาศ แต่ผมขอบอกไว้ก่อนว่าพรรคใหญ่ๆเหล่านี้ ย่อมต้องมีกลุ่มผลประโยชน์ที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จึงทำให้มีโอกาสมากที่จะเกิดการทุจริตได้มากขึ้น

ข้าราชการเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าสาขาอาชีพอื่น สิ่งนี้สะท้อนถึงความคิดของกลุ่มข้าราชการซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้การเอาใจใส่เป็นพิเศษอย่างไร

ข้าราชการในรัฐบาลชุดปัจจุบันได้รับการเอาใจใส่มกาขึ้นตามมติ ครม. ที่ออกมา แต่ในขณะเดียวกัน การที่ข้าราชการมักจะรู้อะไรมากกว่าประชาชน เพราะมีโอกาสใกล้ชิดกับนักการเมือง จึงมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งการวิ่งเต้น ทุจริต คอรัปชั่น ข้าราชการหลายคนทำงานให้กับรัฐบาลมาหลายชุด ก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในการทำงานของรัฐบาล ยังไม่มีความจริงจังในการแก้ไขปัญหา

จากผลการวิจัยครั้งที่ผ่านๆมา ก็พบว่าข้าราชการส่วนใหญ่พบเห็นการซื้อขายตำแหน่งของบรรดานักการเมือง และมีความรู้สึกว่าไม่มีพรรคการเมืองใด ที่จะมีความใสสะอาดในการปฏิบัติงาน

ขณะเดียวกันข้าราชการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตที่เกิดขึ้น มีข้าราชการเพียงส่วนน้อย เท่านั้นที่จะมีเงินและบารมีมากพอ ที่จะวิ่งเข้าหานักการเมืองได้ ดังนั้นเมื่อมองเห็นการวิ่งเต้น ทุจริต ที่เกิดขึ้นต่อไป จึงต้องการมองหาพรรคการเมืองที่จะประกาศนโยบายที่จริงจัง และใสสะอาด

ถ้าเปลี่ยนผลสำรวจจาก “เลือกตั้งในวันนี้” เป็น “เลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม” คิดว่าผลสำรวจจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

คิดว่าผลสำรวจจะคล้ายคลึงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เวลาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยอื่น ที่เพิ่มเติมขึ้นมาในช่วงก่อนเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม เช่น ถ้าในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง รัฐบาลแสดงความจริงจังในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น มีการปฏิรูประบบการเมืองต่างๆ สร้างความเท่าเทียมกันในหมู่ประชาชน ให้เข้าถึงทรัพยากรและบริการจากรัฐบาลได้มากกว่านี้ เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้

หากผลการเลือกตั้งออกมา แล้วต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองไทยมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาต่อรองตำแหน่งทางการเมือง จนนักการเมืองไม่มีเวลาแก้ปัญหาให้กับประชาชน ประเทศไทยจะกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆหรือไม่

รัฐบาลผสมหรือรัฐบาลเสียงข้างมาก ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเทศจะดีขึ้นได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของนักการเมืองทุกฝ่าย ที่จะแสดงนัยของการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของนักการเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ประชาชนเห็นสำนึกทางการเมืองที่ว่า เมื่อได้เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศแล้ว จะต้องคำนึงที่ผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติมาก่อนประโยชน์ส่วนตน

จริงอยู่ที่เรื่องของพฤติกรรมนักการเมืองที่ไม่พึงประสงค์อาจจะต้องค่อยๆแก้ไปทีละนิด แต่ในขณะเดียวกันทางฝั่งประชาชน ไม่สามารถ อดทนรอการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นไปทีละน้อยได้อีก เนื่องจากได้รับความไม่ยุติธรรม ความไม่เท่าเทียมในการกระจายโอกาสจากรัฐบาล และการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่ล่าช้า มานานแล้ว ดังนั้นการจะทำให้ประเทศดีขึ้น ไม่กลับเข้าสู่วังวนเดิมอีก จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักการเมืองที่ชัดเจน และทำให้ประชาชนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เรื่องโดย สรพงศ์ อ่องแสงคุณ

"นพดล"เผยเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบายทุกมิติหลังสงกรานต์ แย้มตัวเลือกนายกฯมี 5 คน

ที่มา มติลน

นายนพดล ปัทมะ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 4 เมษายน ถึงผลโพลที่ระบุว่าพรรคเพื่อไทย(พท.)มีคะแนนนิยมดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในพื้นที่ กทม. ว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่พรรคเพื่อไทยก็ประมาทไม่ได้ จะต้องเร่งทำงานหนักต่อไป เพราะต้องเจอกับวิชามารทั้งหลายแหล่ ทั้งจากความพยายามที่ไม่ให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีความพยายามไม่ให้มีการเลือกตั้งอีก เราจึงยังต้องทำงานหนักต่อไป ทั้งนี้ หลังเทศกาลสงกรานต์ พรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวนโยบายของพรรคสำหรับการหาเสียง โดยจะเป็นนโยบายทุกมิติ ให้ประชาชนทุกคน เป็นแนวทางที่นำสันติสุขกลับคืนมาเพื่อความปรองดองของคนในชาติ บนพื้นฐานประชาธิปไตย และความยุติธรรม


"สำหรับนโยบายที่เรายังไม่เปิดเผยออกมา เพราะว่ากลัวถูกพรรคประชาธิปัตย์ลอก แต่เมื่อถึงเวลา ก็จะออกมาให้ครบวงจร จะมองให้เห็นภาพรวมของประเทศว่าจะเดินหน้าไปยังทิศทางไหน เราวางตัวอยู่ตรงไหนในอาเซียน และที่เหนือชั้นกว่านั้นคือจะมีนโยบายเกี่ยวกับการหารายได้ให้ประเทศ ไม่ใช่แค่การกู้มาแจกอย่างที่เป็นอยู่ " นายนพดลกล่าว และว่า สำหรับรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบระบบบัญชีรายชื่อ ขณะนี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง แต่จะยากในเรื่องการเรียงลำดับ โดยเฉพาะลำดับที่ 1-60 ถือว่ายากมาก แต่จะเรียบร้อยเสร็จสิ้นไม่น่าเกินหลังยุบสภา 1-2 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พร้อมกับการประกาศนโยบายเลยหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า จะเปิดตัวนโยบายก่อน แล้วเรื่องแคนดิเดตนายกฯจะตามหลังมา เนื่องจากเราต้องการกำหนดทิศทางของประเทศเสียก่อน สำหรับแคนดิเดตนายกฯตอนนี้มีตัวเลือกอยู่ประมาณ 5 คน สามารถเป็นใครก็ได้ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจ

"สุเทพ”แจกหนังสือแจงเหตุสลายม็อบ โจมตีเพื่อไทย-เสื้อแดง ขายงานสัปดาห์หนังสือฯด้วย

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 4 เมษายน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้ให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลนำพ็อคเก็ตบุ๊กที่ชื่อว่า “ ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก ” มาแจกจ่ายสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอให้ช่วยกันเผยแพร่ โดยหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหารวบรวมคำชี้แจงของนายสุเทพ ต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจเหตุสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ระหว่างวันที่ 10 เมษายน-19 พฤษภาคมปี่ที่แล้ว หน้าปกเป็นรูปนายสุเทพยืนชี้นิ้ว ชื่อหนังสือพิมพ์ด้วยสีแดง ฉากหลังเป็นภาพควันไฟหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีความหนา 111 หน้า ตีพิมพ์บนกระดาษนิวเอจพร้อมภาพประกอบ จัดพิมพ์จำนวน 2,000 เล่ม พร้อมขายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ในราคาเล่มละ 80 บาท

เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งโจมตีกลุ่มคนเสื้อและพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยนายสุเทพได้เขียนคำนำด้วยตัวเองส่วนหนึ่งว่า “ เป็นความคิดจะสร้างความวุ่นวาย เพียงเพื่อต้องการชิงอำนาจทางการเมือง และหาทางทำให้นักโทษหนีคดีไม่ต้องรับโทษ เมื่อทำแล้วก็มาโยนความผิดให้กับกองทัพและรัฐบาล โดยการบิดเบือนความจริงอย่างไม่ละอายใจ ”

ฤา...มองเห็นชีวิตไพร่มันไร้ค่า

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

ฤา...มองเห็นชีวิตไพร่มันไร้ค่า

เฮ้ย....จะตายสักกี่คนก็ช่างมัน
ขอให้ฉันอยู่ในอำนาจต่อ
ช่างเห็นคนไร้ค่าราคาพอ
ไม่เทียบหนอตึกรามอยากถามจริง

หลายชีวิตที่ตายใครกันเล่า
เข่นฆ่าเขาดับดิ้นสิ้นทุกสิ่ง
ญาติอยู่หลังทุกข์ตรมถมขีวิง
ใครสั่งยิงใครสั่งฆ่าตอบมาซี

มาร้องขอความเป็นธรรมน่าขำนัก
ใครใครเขาต่างประจักษ์กันแล้วนี่
คนสั่งฆ่าเป็นใครไร้ปราณี
สั่งเข่นฆ่าประชาชีจนวายวาง

จะวันนี้วันไหนหรือวันหน้า
หัวใจคนอย่างข้าขอลาห่าง
หมดสิ้นแล้วศรัทธามันจืดจาง
ขอเป็นไพร่.........ยืนเคียงข้างประชาน

วินิตยา
05/04/2554

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 05/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ปากเป็นเอก เลขเป็นโท โง่หรือบ้า
โมหะพา วาจามั่ว เผยชั่วสิ้น
คำสำรอก บอกตัวตน คนเดินดิน
ใช้เล่ห์ลิ้น ถวิลสร้าง เส้นทางมาร....

เตรียมใส่สูท ผูกไท ไปตามนัด
แล้วนั่งขัด รองเท้า เอาให้พล่าน
ใจโสมม สมกัน พวกสันดาน
เที่ยวระราน ด้วยคำพูด สุดแสนเลว....


เลือกเพื่อไทย ได้ทักษิณ คืนถิ่นแน่
เลือกพรรคแย่ แน่ชัด พัดตกเหว
ช่วยหาเสียง “เลือกเพื่อไทย” ดี..ไม่เลว
ดั่งไฟเปลว โหมให้ เพื่อไทยมา....

ฟังคำพูด เยาะเย้ย เผยทาสแท้
มิใช่แค่ ตัวตน คนต่ำช้า
แต่เป็นเพราะ สันดาน สุดมารยา
จึงแบะท่า บ้าบอ ขอไปที....

เอ้า..มาช่วย หาเสียง คู่เคียงฝัน
ต่อเติมวัน ยิ้มร่า ว่าสุขศรี
เลือกเพื่อไทย ได้ทักษิณ อยู่กินดี
เลือกอัปรีย์ ได้มาร์ค-เทือก เชิญเลือกเอา....

เลือกเพื่อไทย อิ่มเอม เกษมศานต์
เลือกพรรคมาร หมองหม่น ดั่งคนเศร้า
เลือกเพื่อไทย สิ่งงดงาม ตามเป็นเงา
เลือกพรรคเน่า รอฉิบหาย ตายยกเมือง....


๓ บลา / ๕ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

ภาคต่อ...“ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์” ทรงเผย “ในหลวงทุกข์เหลือเกิน” เหตุเผาบ้านเผาเมือง

ที่มา thaifreenews

โดย ขวดเปล่า



โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 เมษายน 2554 17:42 น.

“ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์” ประทานสัมภาษณ์เหตุเผาบ้านเมืองนำความทุกข์เหลือเกินสู่พระราชินี-ในหลวง กระทั่งอาการพระประชวรที่เริ่มดีกลับทรุดลง ทรงเล่าทั้ง 2 พระองค์ทรงงานหนักมาโดยตลอดโดยเฉพาะในยามประเทศเกิดวิกฤต จนบางครั้งแทบไม่มีเวลาบรรทม ตรัสอยากได้เวลาทีวีวันละ 10 นาทีหวังคนเข้าใจในหลวงทำอะไรอยู่ แต่ยังไม่กล้าขอ

เป็นการออกอากาศที่มีประชาชนคนไทยจำนวนมากให้ความสนใจติดตามชมสำหรับรายการ “วู้ดดี้ เกิดมาคุย” เทปคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (3 เม.ย.) ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี หลังทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประทานสัมภาษณ์เรื่องราวส่วนพระองค์ โดยมี “วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา” เป็นพิธีกรผู้ดำเนินรายการ

ผู้ดำเนินรายการ : ขอพระราชทานกราบทูลเกล้าฝ่าพระบาท ข้าพเจ้านายวู้ดดี้ ผู้ดำเนินรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย ขอพระราชทานบันทึกเทปและพระราชทานสัมภาษณ์ใต้ฝ่าพระบาท ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

ผู้ดำเนินรายการ : ต้องเรียนทูลกระหม่อมว่า วันนี้ข้าพเจ้ารู้สึกตื่นเต้นมากที่สุดในชีวิตตั้งแต่ทำรายการมา และต้องขอกราบอภัยถ้าข้าพเจ้าได้ทูลผิดในหลายๆ ครั้ง

ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมทอดพระเนตรรายการวู้ดดี้เกิดมาคุยบ่อยไหม พระพุทธเจ้าข้า?
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็ดูบ้างแต่ไม่ได้ดูทุกครั้งค่ะ

ผู้ดำเนินรายการ : ถ้ามีโอกาสได้ทอดพระเนตรโทรทัศน์หรือว่าทีวี ทรงโปรดละครหรือว่าข่าวประเภทไหนพระพุทธเจ้าข้า?
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ดูหลายอย่างดูพวกสารคดีทางธรรมชาติ ละครก็ดูเป็นบ้างเรื่อง ละครไทยดูเป็นบางเรื่อง บางเรื่องก็ทำได้ดี แต่บ้างเรื่องก็ดูไปดูมาแล้วก็หลับ (ทรงพระสรวล)

ผู้ดำเนินรายการ : แสดงว่าดูไปดูมาละครเรื่องนั้นอาจจะเบื่อ
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : อาจจะเบื่อ (ทรงพระสรวล)

ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมทรงมีพระวินิจฉัยอย่างไรจึงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าพเจ้าและทีมงานสัมภาษณ์พระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็อยากจะให้คนที่ดูรายการนี้รู้จักตัวฉันอย่างแท้จริง ดีกว่าฟังข่าวลืออย่างโน่นอย่างนี้ บางทีข่าวก็บิดเบือน อันนี้มาจากต้นตอเลย ก็การันตีแล้วว่าเป็นข่าวจริง

ผู้ดำเนินรายการ : เรื่องอะไรที่ทูลกระหม่อมกังวลใจอยู่ตอนนี้อยู่พระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็มีอะไรแปลกๆ เยอะ บางคนก็ลือไสยศาสตร์ บางทีก็บอกฉันว่า ที่ล้มเพราะถูกคนกระทำ ก็บอกว่าใครจะมากระทำเพราะไม่เคยไปทำร้ายใครใครจะมากระทำ

ผู้ดำเนินรายการ : และฝ่าพระบาทเองมีการรับมือกับปัญหาในชีวิตยังไงพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก่อนอื่นต้องบอกว่าเป็นเด็กวัด คืออยู่วัดป่าบ้านตาดมา 15 ปีกับหลวงตามหาบัว ยังไงคนเราต้องมีแน่สิ่งกระทบ ขอเรียกว่าสิ่งกระทบทางสังคม อย่างพวกแสงสีเสียง เสียงอะไรที่เราได้ยินมาเรารับมาล้วนทั้งดีและไม่ดี

พอพระท่านบอกว่า สรรเสริญควบคู่กับนินทา อยู่ในโลกนี้มันเลี่ยงไม่ได้ แต่ว่าถูกเขานินทาว่าร้ายถ้ายังกระทบใจเรา สิ่งที่เราต้องกระทำก็คือ พิจารณาตัวเองก่อน พระท่านสั่งให้พิจารณาตัวเองก่อน ก่อนที่จะไปพิจารณาคนอื่น เราต้องดูตัวเราเองก่อนต้องพิจารณาตัวเราเองก่อน

ว่าสิ่งที่เขาว่าที่มากระทบเรานี้มันเป็นจริง เราเป็นจริงอย่างที่เขาว่าไหม ถ้าเราเป็นจริงต้องแก้ไขด้วยตัวเอง แก้ไขเสร็จแล้วก็วาง แต่พิจารณาแล้วไม่เป็นจริงก็วางเลย ต้องขอพูดเล่นๆ ว่า ถ้ามีของเราแบกไว้เราหนักไหม มันหนัก การปล่อยวางวางนี้มันเบาโอ้ยมันสบาย เพราะฉะนั้นต้องปล่อยวางให้อภัยได้

ผู้ดำเนินรายการ : แต่บางครั้งดูเหมือนจะยากพระพุทธเจ้าข้า อย่างข้าพพระพุทธเจ้ายังรู้สึกโรคจิตคือแบกอยู่ได้ บางครั้งยังต้องปล่อย แต่ก็คิดว่าพนักงานจะอยู่ยังไง มันไม่สามารถกลับบ้านไปปิดประตูได้เลย ทำไม่ได้
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ต้องทำให้ได้ค่อยๆ ทำการปล่อยวาง นี้เป็นสิ่งที่ทำยาก ตัวเราเองนี้ก็ทำยากแต่ต้องปล่อย อย่างแต่ก่อนเป็นคนนอนไม่หลับ สมัยสาวๆ เป็นคนนอนไม่หลับ แต่พอมาตอนหลังๆ อยู่กับหลวงตามหาบัว ก็ต้องบอกตัวเองว่า ต้องนอนแล้วนะ มันก็ต้องหลับ ทุกอย่างวางไว้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยคิดต่อ ตอนแรกทำยากค่ะ แต่สิ่งที่จะช่วยได้ในการทำคือการนั่งสมาธิ พอจิตนิ่งพอสงบมันจะกลายเป็นความสุข

ผู้ดำเนินรายการ : ทุกวันนี้ทูลกระหม่อมมีความสุขทุกวันเวลาที่ตื่นขึ้นมาไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็ไม่ทุกวันหรอกค่ะ ชีวิตคนเราก็ต้องมีสิ่งที่เราถูกใจไม่ถูกใจ มีทั้งนั้นที่จะมากระทบ แต่ฉันวาง ต้องหัดวางให้เร็ว

ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมบอกว่า ทรงเป็นเด็กวัดตอนนี้ทรงเสด็จฯ ไปที่วัดของหลวงตามหาบัวได้ข่าวว่าทรงอยู่ในกุฏิเล็กๆ เองพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : กุฏินี้ห้องห้องเดียวและก็นอนกับพื้น และก็มีห้องน้ำก็ห้องเล็กๆ เกือบเท่าห้องน้ำในเครื่องบิน อยู่ได้ ก็อยู่มาหลายปีแล้ว

ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมอยู่มาอย่างสบายๆ แต่ว่าตอนนี้ทูลกระหม่อมตัดทุกอย่างทิ้งมันทำใจยังไง
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : หลวงตามีวิธีสอนให้ทำใจ คือตอนที่เป็นลูกศิษย์หลวงตาใหม่ๆ ท่านยังไม่ให้ไปอยู่ในวัด ท่านบอกขอเตรียมความพร้อมก่อน ท่านให้ไปอยู่โรงแรม ตี 4 กว่าท่านให้เริ่มจากการใส่บาตรตอนเช้า พอใส่บาตรเสร็จจะเดินตามท่านเข้าไปทานอาหารเช้าพร้อมกับพระ จากนั้นท่านก็จะเทศน์ พอเทศน์เสร็จท่านก็จะให้พรเป็นอันจบกิจวัตรตอนเช้า พอตอนบ่ายท่านก็จะให้เข้าไปที่กุฏิหลวงตาและท่านก็จะสอนตัวต่อตัวและก็ติวเข้มเลย ว่ากิจวัตรประจำวันควรจะเป็นยังไงทำตัวยังไง

ผู้ดำเนินรายการ : หลวงตาสอนอะไรบ้างพุทธเจ้าข้า ที่ทรงจำได้
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : สอนมากมาย แต่ว่าหลักใหญ่สำคัญที่ใจ คนเรามีใจเป็นประธาน ถ้าใจดีแล้วทุกอย่างก็จะดีตามด้วย และท่านก็สอนอย่างพอมีความทุกข์ก็ไปหาท่าน ท่านก็สอนว่า อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้วเราไม่สามารถดึงมาแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น เรื่องในอดีตให้ปล่อยวางไปเลยอย่าคิด

ผู้ดำเนินรายการ : หลวงตาท่านดุไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่ดุค่ะ และท่านก็สอนต่ออีกว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ไม่ควรที่จะไปคาดเดาจินตนาการ เพราะฉะนั้นจะทำให้ฟุ้งซ่านขอให้อยู่ในปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุดแล้วอนาคตก็จะดีเอง

ผู้ดำเนินรายการ : เรียกหลวงตาท่านว่าอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ท่านพ่อค่ะ

ผู้ดำเนินรายการ : หลวงตาเรียกใต้ฝ่าพระบาทว่าอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : หลวงตาท่านเรียกทูลกระหม่อมลูก

ผู้ดำเนินรายการ : หลังจากหลวงตามหาบัวจากโลกของเราไปแล้ว ทรงรู้สึกอย่างไรบ้างพระพุทธเจ้าข้าวินาทีนี้
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ต้องใช้คำว่าว้าเหว่เหมือนกัน แต่ว่าหลวงตาท่านบอกว่า ให้เก็บพ่อไว้ในใจ แล้วพ่อจะอยู่ในทูลกระหม่อมลูกตลอดไป

ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมอยากฝึกธรรมะเอง อยากฝึกไปถึงขั้นไหนพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่ คิดแค่ว่าอยากจะเป็นข้างต้นบรรลุพระโสดาบันตามความเชื่อของพระพุทธศาสนา ถ้าบรรลุพระโสดาบันแล้วจิตจะไมมีวันตกไปอยู่ในความชั่ว มันจะดีแล้วมันก็จะดีไปตลอด แม้ว่าต้องมาเกิดในโลกมนุษย์นี้บ้างก็อีก 7 ชาติ บ้างก็อีก 3 ชาติ บ้างก็ชาติเดียว อันนี้ท่านเขียนไว้ในพระไตรปิฎก และก็ที่พูดถึงว่ามีชาติกี่ชาติ ไม่รู้ว่าใครสัมภาษณ์ใคร ต้องถามคุณวู้ดดี้ว่าอยากเกิดอีกไหมคะ

ผู้ดำเนินรายการ : ข้าพพระพุทธเจ้ายอมรับว่า อยากพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าอยากที่จะอยู่บนโลกนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามีความสุขที่ได้อยู่บนโลกนี้ไม่อยากตาย แต่ทุกคนบอกว่าจะต้องตาย ไปจากโลกนี้หรือนิพพานอะไรซักอย่าง ถึงจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง แต่ว่าพระพุทธเจ้ายังยึดติดอยู่ ไม่อยากตายพระพุทธเจ้าข้า

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : คนเราเกิดมาต้องตายหมดทุกคนเพราะฉะนั้นการเกิดก็มีทุกข์แล้ว ลองสังเกตดูนะคุณวู้ดดี้ มีเด็กคนไหนไหมเกิดมาแล้วหัวเราะ เกิดมามีแต่ร้องไห้เลย (พระพุทธเจ้าข้า) เพราะฉะนั้นแสดงว่ามีทุกข์ เพราะฉะนั้นการแก่บางคนก็ไม่อยากแก่ และการเจ็บนี้ไม่มีใครอยากเจ็บ และไม่มีใครอยากตาย เพราะฉะนั้นคุณวู้ดดี้ต้องซ้ำๆ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ถ้าจะแจงให้ละเอียด ความทุกข์บนโลกมนุษย์มีอีกเยอะเลย สู้เราตายไปให้พ้นเลยไม่ดีกว่าเหรอ

ผู้ดำเนินรายการ : อยากตายแล้วพระพุทธเจ้าข้า

ผู้ดำเนินรายการ : อย่างผู้หญิงบางคนจะยึดติดกับแบรนด์เนม ทูลกระหม่อมเองรู้สึกอย่างไร หลังจากศึกษาธรรมะแล้วทิ้งได้ไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็ยังชอบนะแต่ว่าไม่ถึงกับติด เพราะว่าหลวงตาท่านสอนไม่ให้ยึดติดกับอะไรทั้งสิ้น แต่จริงๆ แล้วในตัวฉันยังเป็นคนชอบแต่งตัว ฉันยังเหมือนผู้หญิงธรรมดาแต่ว่าบาปในส่วนอื่นๆ มาอยู่กับหลวงตาก็ลดลงไปเยอะ คือไม่ทำบาปอะไรอย่างอื่น การฆ่าสัตว์ แม้แต่มด แม้แต่ยุงเคยตบ เดี๋ยวนี้ก็ไม่ตบแล้ว (แต่ก่อนตบใช่ไหมพระพุทธเจ้าค่ะ) เคย สมัยก่อนเคยแต่ตอนนี้ไม่แล้ว

ผู้ดำเนินรายการ : จะทำยังไงพระพุทธเจ้าข้า เวลานั่งสมาธิมันมาไต่ กัดอยู่
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : บางทีก็เอาปากเป่าถ้าตัวมันเบาๆ แต่ถ้ามันตัวโตหน่อยก็ค่อยคีบไปปล่อยข้างนอก

ผู้ดำเนินรายการ : แล้วเจ้ามดตัวน้อยๆ ไม่กัดเหรอพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่กัดค่ะ สงสัยมันเรียนธรรมะด้วย

ผู้ดำเนินรายการ : ทรงหวังที่จะนิพพานเลยหรือไม่ พระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็อยากนะแต่ชาตินี้คงทำไม่ได้เพราะว่ายังถูกผูกมัดด้วยหน้าที่ คือเกิดมาเป็นลูกพระเจ้าอยู่หัว มีหน้าที่มากมาย คือเป็นอะไรที่ยังต้องทำอะไรเกี่ยวกับทางโลกมาก เคยคิดว่าอยากจะไปอยู่วัดเลย แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของญาติมิตร เลยเสาร์-อาทิตย์ไปๆ มาๆ

ผู้ดำเนินรายการ : ไม่เป็นที่ยอมรับของญาติมิตรหมายความว่ายังไงพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : คือเขาไม่อยากให้ไปเพราะเขากลัวว่าจะหลุดไปเลย คือกลัวจะไปทางสายนั้นเลย คือเขาห่วงว่าจะติดต่อไม่ได้ กลัวจะไปเป็นอุบาสิกาอยู่ที่วัดเลย

ผู้ดำเนินรายการ : นอกจากปฏิบัติธรรมแล้วใต้ฝ่าพระบาทยังทรงเป็นกำลังสำคัญ ดำเนินการจัดทำผ้าป่าสำคัญช่วยชาติของหลวงตาและปัจจุบันนี้ยังคงดำเนินไปถึงขั้นใดแล้วพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ตอนนี้ทองที่ได้หลังจากที่หลวงตาจะละสังขารนี่อยู่ที่ 12 ตันในคลังหลวง แต่ช่วงที่หลวงตาละสังขารไปแล้วรอพระราชทานเพลิงอยู่ 1 เดือนนี้ก็มีคนมาบริจาคทั้งเงินทั้งทอง เข้าใจว่าคงจะถึง 13 ตันแล้ว เพราะว่าคนมาบริจาคเยอะ แล้วพูดก็ไม่น่าเชื่อ เงินเพียงแค่ 30 วันได้มา 600 ล้าน แต่ใน 600 ล้านหลวงตาเขียนไว้ในพินัยกรรมอย่างชัดเจนว่า ให้ไปซื้อทองเข้าคลังหลวง ท่านระบุไว้อย่างชัดเจนเลย แต่จริงๆ แล้วก็อยากจะดำเนินเจตนารมณ์ต่อจากหลวงตาเหมือนกัน แต่ก็เกรงพระบารมีของตัวฉันเองนี้จะไม่เท่าหลวงตาก็อาจจะทำได้แต่ช้าหน่อย

ผู้ดำเนินรายการ : ทรงพระกรรแสงเยอะไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่ค่ะ เพราะว่าหลวงตาสั่งไว้ไม่ให้ร้องไห้ แต่มันก็จุกๆ ขึ้นมาเกือบๆ เหมือนกัน

ผู้ดำเนินรายการ : มันต้องคิดบ้างสิใช่ไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ใช่ แต่ตอนที่รู้สึกอีกตอนนึงก็คือตอนพระราชทานเพลิง แล้วพอไปเห็นอัฐิท่านนี้ใจนี้กึกแล้ว เอ๊ะ ใจเราจะทนได้ไหม เพราะว่าเคยเห็นท่านเป็นองค์ๆ เคยคุยกับท่าน เห็นอีกทีท่านเป็นกระดูกไปแล้ว คือว่าหลวงตาท่านอยากให้เป็นอย่างนั้น อยากจะให้ดูและจะได้พิจารณา จะได้ไม่ยึดติด

ผู้ดำเนินรายการ : เขาบอกว่าการที่เราเป็นเจ้าสบายเหลือเกิน มีทุกอย่างเพรียบพร้อม ทูลกระหม่อมรู้สึกอย่างไรกับประโยคนี้พระเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ถือว่าตลกดี ชีวิตฉันนี้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กว่า เกิดเป็นเจ้าต้องรับใช้ประชาชน แล้วท่านก็ใช้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ที่เริ่มออกเยี่ยมราษฎรไปอยู่หน่วยแพทย์ (พอ.สว.) ของท่าน ดูแลประชาชน ท่านเริ่มใช้ตั้งแต่อายุ 14 ปี แล้วการเรียนก็จำเป็นต้องเรียนพิเศษกลางคืน

ต้องทำงานถวายก่อนแล้วเรียนพิเศษตอนกลางคืน ทำอย่างนี้มาจนจบปริญญาเอก ซึ่งมันยากเพราะเวลามีเรียนมันน้อย เวลาพักผ่อนก็น้อย มันก็ง่วง เพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว แล้วยังต้องเรียนอีก แต่ก็เข้าใจทูลกระหม่อมเสด็จพ่อเสด็จแม่ว่า ท่านให้ทำเพื่ออะไร ทำไมต้องทำงานเพราะมีหน้าที่ เข้าใจ และยิ่งตอนนี้อายุมากขึ้นด้วยยิ่งเข้าใจเสด็จพ่อมากขึ้นเลย

ผู้ดำเนินรายการ : เข้าใจว่าอย่างไรบ้างพระเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : เข้าใจว่าเป็นเจ้าเราต้องบำเพ็ญบารมี คือให้ทานและบารมี ให้ทานให้ความสุขแก่ราษฎร ให้ความสุขยังไง เช่น เขาป่วยเราก็รักษา เขาไม่มีอาชีพทำก็นำมาอบรมให้มีอาชีพทำ เขามีปัญหาทางเกษตรกรรม เช่นน้ำไม่พอ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงสร้างเขื่อนให้เขา บุกไปดูพื้นที่ว่าต้องทำเขื่อนตรงโน้นตรงนี้เพื่อให้ราษฎรมีน้ำใช้ นี้คือพ่ออยู่หัว และสมเด็จพระราชินี ทรงทำอย่างนี้มา 60 ปี

ผู้ดำเนินรายการ : ทุกวันนี้ทูลกระหม่อมทรงเสด็จไปเยี่ยมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่โรงพยาบาลศิริราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสเรื่องไหนเป็นพิเศษบ้างไหม พระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : คือตอนนี้ฉันทำ (พอ. สว.) หรือหน่วยแพทย์อาสามา 2 ปี ส่วนมากสมเด็จพ่อก็จะทรงถามว่า ไป พอ.สว.ครั้งนี้เป็นยังไงบ้าง ท่านจะถามตลอด เป็นยังไงบ้างราษฎร เจ็บป่วยมากไหม ชาว พอ.สว.ยังอินคูสสปิริตหรือเปล่า มีปัญหาหรือเปล่า ไปที่ไหนมาบ้างท่านจะถามตลอด ท่านจะ 83 แล้วแต่สมองยังแอ็กทีฟมาก

อินคูสสปิริต หมายถึงยังสามัคคีกัน ทำงานกันด้วยใจเบิกบาน ฉันสอนชาว พอ.สว.เสมอว่า ทำงานแบบไม่ทุกข์ ไม่ใช่ว่าเจอคนไข้ที่ต่อล้อต่อเถียงแล้วเกิดหงุดหงิดขึ้นมา ก็บอกว่าไม่ได้ ทำอย่างนั้นไม่ได้ เราเป็นหมอเราต้องรู้จักว่าจรรยาบรรณแพทย์คืออะไร คือคนไข้เขาเจ็บป่วยมาเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะอารมณ์ไม่ดี เราต้องรับตรงนั้นให้ได้ ถ้าเราจะทำอาชีพคุณหมอ เราก็บอกเขาว่า รับมาแล้วเราก็ไม่ต้องแบกมันไว้นะ วางมันไปเลยจบ

ผู้ดำเนินรายการ : วัยรุ่นส่วนใหญ่จะได้รับรู้เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านทางเพลงสรรเสริญพระบารมีตอนก่อนที่เขาจะดูหนังกัน เห็นโครงการมากมาย แต่เชื่อว่าน้อยคนจะได้มีโอกาสตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วู้ดดี้รู้ว่าพระองค์ท่านทรงงานหนักขนาดหนักเลย เพราะได้ข่าวว่าทรงงานตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เลยจริงไหมพระเจ้าข้า

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : จริง ท่านทรงงานท่านตรากตรำมากนะ เมื่อท่านเสด็จเยี่ยมบ้านชาวเขาแถวเชียงใหม่ บางครั้งไม่มีทางก็ต้องเดินทางข้ามเขา บางทีข้ามเขา 7-8 ลูก บางครั้งฉันเคยตามเสด็จแล้วเราคือต้องอยู่หน่วยแพทย์ ก็ต้องแบกเป้ยา เพราะว่าอยู่หน่วยแพทย์ก็ต้องใช้ยาได้ ก็ตอนนั้นยังอายุน้อย คือตอนนั้นยังสาวอยู่รู้สึกว่ามันรำเค็ญ เจอหมู่บ้านก็อยากให้มีคนป่วยเยอะๆ จะได้ระบายยาออกจากเป้เพราะมันหนักมาก มันหนัก 14 กิโล

ผู้ดำเนินรายการ : ในขณะเดียวกันเวลาได้ยินเพลงสรรเสริญฯ ในโรงหนัง เวลาท่านทอดพระเนตรท่านรู้สึกอย่างไรพระเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ก็รู้สึกว่าจะได้เห็นภาพวิถีชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างละนิดอย่างละหน่อย ฉันว่าน้อยเกินไป ถึงจะน้อยก็ยังภูมิใจอยู่ว่า เด็กรุ่นใหม่อายุ 20 นี้ก็ค่อยรู้ว่าพระเจ้าอยู่หัวทำอะไร คือไม่ได้พูดว่าจะโปรโมตว่าตัวเองเป็นเจ้า แต่อยากให้ทูลกระหม่อมพ่อได้รับความเป็นยุติธรรมที่ท่านควรจะได้รับ รวมทั้งสมเด็จแม่ด้วย ท่านทรงตรากตรำเหลือเกิน

จริงๆ อยาก แต่ยังไม่กล้าขอ อยากขอเวลาทีวี วันละ 10 นาที หลังข่าว อยากจะฉายหนังสั้นพระราชกรณียกิจว่า พระองค์นี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระราชินีทรงอะไรบ้าง สงสารท่านเถอะ ตอนท่านทรงงานทุ่มพระทัยเต็มที่สำหรับประชาชนคนไทย ทั้งสองพระองค์ท่านเอาใจใส่มาก พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงตามงานชลประทาน ท่านให้คนมาเข้าเฝ้าฯ ที่โรงพยาบาลทุกวันที่โรงพยาบาล

ผู้ดำเนินรายการ : ตอนนี้เหรอพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ใช่

ผู้ดำเนินรายการ : แล้วจะมีเวลาบรรทมเหรอพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ท่านบรรทมดึกมาก บางครั้งท่านก็บรรทมไม่หลับ บางครั้งก็บรรทมน้อย บางครั้งมีการส่งรูปปัญหาต่างๆ เข้า ท่านก็คอยตาม อย่างน้ำท่วมคนลำบากไหม ท่านก็ทรงให้ส่งถุงยังชีพไปให้ แต่พอท่านทอดพระเนตรทางโทรทัศน์ว่าทางนั้นก็น้ำท่วม ทางนี้ร้อน ทางโน้นก็บาดเจ็บ ท่านนี้ตามช่วยเหลือโดยที่ไม่บอกใครด้วย คือท่านปิดทองหลังพระจริงๆ คือถ้าไม่ได้เป็นลูกท่านคงไม่รู้จริงๆ

ผู้ดำเนินรายการ : เท่าที่คนรุ่นใหม่เขาดูสื่อ ว่าสำนักพระราชวังจัดการทุกอย่าง พระองค์ท่านก็....
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ท่านสั่งเอง

ผู้ดำเนินรายการ : ทุกครั้งที่ถุงยังชีวิตออกไปพระเจ้าอยู่หัวก็...
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ใช่ท่านสั่งเอง

ผู้ดำเนินรายการ : สำนักพระราชวังจะไม่สามารถส่งไปได้ถ้าพระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงรับสั่ง มีประเด็นไหนไหมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นห่วงมากที่สุดอันดับต้นๆ เลย คืออะไรพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : พูดตรงๆ ทั้งสองพระองค์เป็นห่วงความสามัคคีกลมเกลียวกันในชาติไทย เพราะว่าถ้าแตกแยกกัน ศัตรูนี้จะทำร้ายเราง่ายมาก คนไทยเราต้องเข้มแข็ง มีมิตรจิตมิตรใจต่อกัน สามัคคีกัน ชาติจึงจะเจริญได้ เพราะว่าจะเล่าไปข้าพเจ้าเป็นคนไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่อยากพูดถึงใครว่าใครดีใครเลวไม่รู้ เพราะไม่เคยคบนักการเมือง

แต่ว่า...รู้แต่ว่า เหตุการณ์ปีที่แล้ว ที่มีการเผาบ้านเผาเมืองกัน อันนั้นนำความทุกข์มาสู่พระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จฯ เหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวจากที่ทรงหัดเดินได้ ตอนนั้นทรงทรุดเลย เป็นไข้ต้องให้น้ำเกลือนอนแบ่บเลย สมเด็จฯ ก็เสียพระทัยมากเลย ท่านรับสั่งว่า คราวที่เราถูกเผาเมืองนั้น คือสมัยเสียกรุงต่อพม่า กรุงศรีอยุธยา แต่คราวนี้สะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะเป็นการที่คนไทยเผาเมืองไทยเอง

ผู้ดำเนินรายการ : ทูลกระหม่อมคิดว่า ประเทศชาติของเราจะสามารถเดินหน้าเป็นปึกแผ่นด้วยวิธีใดหลังจากนี้ ด้วยวิธีใดบ้างพระพุทธเจ้าข้า เพราะว่าใครที่ชมอยู่ทางบ้านอาจจะสับสน ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : จริงๆ แล้วการแบ่งก๊กแบ่งเหล่านี่ มันเป็นของไม่ดีสำหรับบ้านเมือง คือมีอะไรก็น่าจะค่อยพูดค่อยจาอย่าทำอะไรรุนแรง การแบ่งก๊กแบ่งเหล่าปิดถนนมันทำให้จราจรติดขัดบ้าง คนก็อารมณ์ไม่ดี แล้วข้าพเจ้าไม่เข้าข้างใครไม่ว่าสีอะไรต่อสีอะไร


ต้องยกคำพูดของท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย ตอนนี้เป็นอาจารย์ที่ดูแลทางธรรมะของข้าพเจ้าต่อจากหลวงตามหาบัว อาจารย์อินทร์ถวายนี่เป็นลูกศิษย์ที่สนิทที่สุดคนหนึ่งของหลวงตามหาบัว ท่านบอกว่า เคยมีคนมาถามท่านว่า เชียร์สีแดงหรือสีเหลือง ท่านบอกว่าสีกลัก สีกลักนั่นคือสีที่ย้อมเป็นจีวรพระ ท่านบอกท่านเชียร์สีกลักเช่นเดียวกันตัวฉันเองก็คงเชียร์สีกลักเหมือนกัน

ผู้ดำเนินรายการ : พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจะได้เริ่มเชียร์สีกลักด้วยบ้าง ทูลกระหม่อมเองก็ประชวร แต่ก็ยังเสด็จไปหลายพื้นที่มากโดยวีลแชร์ อึดอัดไหมพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ไม่ค่ะ เพราะว่าทำนี่มันทำด้วยใจ คือที่ออก พว.สว.ก็ได้ถามแพทย์เขาแล้วว่าไม่อันตรายใช่ไหม ตอนที่ช่วงหลวงตาป่วยนี่ จริงๆ แล้วอันตรายสำหรับฉันที่จะเดินทาง แต่ข้าพเจ้าบอกว่า หลวงตาไม่สบายยังไงก็ต้องไป หมอก็บอกว่า งั้นต้องเอ็กเซอร์ไซส์ตลอด คือเอ็กเซอร์ไซส์ท่าต่างๆ มีหลายท่า ซึ่งเหนื่อยมากเลย กว่าจะถึงอุดรธานีเอ็กเซอร์ไซส์ไป 3 ท่า ท่าละ 160 ครั้ง

ผู้ดำเนินรายการ : บนเครื่องบินหรือพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ใช่

ผู้ดำเนินรายการ : แล้วตอนนี้อาการของพระอุรุ หรือต้นขานี่เป็นอย่างไรแล้วพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : อย่าใช้ราชาศัพท์มากนะ เพราะว่าฉันเองไม่ค่อยรู้ราชาศัพท์จะไปกันใหญ่

ผู้ดำเนินรายการ : ข้าพระพุทธเจ้าก็ท่องมา
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : แปลว่าอะไรนะ

ผู้ดำเนินรายการ : เขาบอกว่าต้นขาพระพุทธเจ้าข้า พระพุทธเจ้าก็ท่องมาทั้งคืน (เสียงทีมงานแทรกพระอุรุแปลว่า กระดูกต้นขา)
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : กระดูกต้นขา ตอนนี้เพิ่งจะทราบ

ผู้ดำเนินรายการ : ตอนนี้กระดูกต้นขาเป็นอย่างไรบ้างพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : ตอนนี้กระดูกติดดีแล้ว แต่ว่าเดินยังเดินลำบาก เพราะความที่มันไม่ได้เดินมา 3 เดือนมันแข็งไปหมดเลย

ผู้ดำเนินรายการ : เวลาใต้ฝ่าพระบาทประชวร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงให้กำลังพระทัยอย่างไรบ้างพระพุทธเจ้าข้า
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ : การให้กำลังใจของท่านคือ อย่างสมเด็จฯ นี่พระสุขภาพพลานามัยดีมาก ท่านก็จะมาเยี่ยมบ่อย ตอนที่ผ่าไทรอยด์ จำได้ว่าท่านมาเยี่ยมบ่อยมาก ตอนที่กระดูกหักนี่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เคยนึกเลยว่าท่านจะมา

ทั้งๆ ที่ท่านต้องนั่งรถเข็นแต่ท่านก็เสด็จฯ มา พอเห็นเขาก็น้ำตาคลอแล้วว่า เออพ่อแม่ห่วงถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องตั้งใจที่หาย ตั้งใจพยายามทำอย่างดีที่สุดที่จะทำให้หาย ก็บอกกับพระเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จฯ เหมือนกันว่า มีกำลังใจและตั้งใจที่จะหายเพื่อที่จะมาถวายงานต่อไป

ทั้งนี้ ในตอนท้ายรายการ ผู้ดำเนินรายการได้ถามถึงพระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเทปดังกล่าวนั้นจะออกอากาศอีกครั้งในคืนวันอาทิตย์ที่ 10 เมษายนนี้

http://www.manager.co.th/Entertainment/ViewNews.aspx?NewsID=9540000042301

Re:

โดย ลูกชาวนาไทย



เหตุการณ์นั้นมีคนตายเกือบร้อยศพ เจ็บกว่าสองพันคน โดยส่วนตัวผมแล้ว ชีวิตคนมีค่ากว่าวัตถุมากมาย ชีวิตหนึ่งชีวิตเราไม่อาจสร้างทดแทนได้ ตึกรามบ้านช่องต่อให้มากมายแค่ไหน หากคนยังมีชีวิตอยู่ก็สามารถสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้

เราก็เห็นแล้วว่าญี่ปุ่นกลัยเยอรมันโดนทำลายแค่ไหน แต่เขาก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้
ความเจ็บปวดของคนที่สูญเสียคนอันเป็นที่รัก ยากที่ตึกไหนจะมีค่าเทียบเท่า

แต่เราไม่สามารถคืนชีวิตคนที่ตายไปแล้วให้กลับคืนมาใหม่ได้ ความเจ็บปวดของญาติพี่น้องในการสูญเสียคนที่เรารัก เราไม่อาจชดใช้ให้พวกเขาได้

โดยส่วนตัวผมแล้ว ผมห่วงชีวิตคนมากกว่า

และก็พิสูจน์แล้วว่า ตึกที่โดนเผา่นั้นน่าจะเป็นฝ่ายอำนาจรัฐเอง

ชีวิตคนจะชดใช้ให้พวกเขาอย่างไร

ผมเสียใจกับชีวิตคนที่จากไปมากกว่า แม้พวกเขาจะเป็นคนเล็กๆ ในสังคมก็ตาม แต่พวกเขา "ยิ่งใหญ่เหนือคนทั่วไป" ที่มีจิตใจต่อสู้เพื่อเสรีภาพของพี่น้องร่วมชาติ

ผมคิดของผมอย่างนี้ ชีวิตคนที่สูญไป ไม่มีค่าหรืออย่างไร เราทำไมต้องเสียดายตึกมากกว่าชีวิตของคน