WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 6, 2011

โหลดกระจายด่วน'ว่าที่'หนังสือต้องห้าม:เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ( Overcoming Fear of Monarchy in Thailand )

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2554

หนังสือ เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ: Overcoming Fear of Monarchy in Thailand เขียนโดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ นักกิจกรรมด้านแรงงาน ( เธอไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เพียงแต่นามสกุลพ้องกัน และอุดมคติคล้ายกัน )

จรรยาเปิดเผยว่า หนังสือฉบับนี้เขียนขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เพื่อถอดมายาภาพที่ปรุงแต่งแวดล้อมสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อที่ประชาชนในประเทศไทย จะได้ปฏิบัติตัวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในฐานะแห่งมนุษย์ที่เคารพในศักด์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

เป็นการเขียนด้วยความรักในประเทศชาติ เป็นการเขียนเพื่อต้องการเห็นทั้งสังคมไทยพัฒนาก้าวหน้า เป็นสังคมแห่งการใช้เหตุผล เป็นสังคมที่คนทั้งสังคมสามารถใช้ภูมิปัญญาและองค์แห่งความรู้ (อันจำเป็นยิ่งในสภาวะแห่งวิกฤติธรรมชาติในปัจจุบัน) เพื่อพัฒนาขับเคลื่อนไปด้วยกันด้วยความรัก ความเข้าใจ มุ่งหน้าสู่เส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เคารพทุกวิถีชีวิต วิถีการพัฒนาที่เคารพ รักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และเคารพในความหลากหลายของทุกสรรพสิ่ง

การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ สังคมต้องเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นและคำวิพากษ์วิจารณ์ของทุกฝ่าย ในสิ่งที่คิดว่าไม่สอดคล้องกับตรรกะแห่งเหตุผลด้วยเหตุผล โดยเฉพาะต่อกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายใต้การดูแลของงบประมาณของแผ่นดิน 2,000,000,000,0000 บาท (สองล้านล้านบาท) ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทน วุฒิสมาชิก และผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการใช้งบประมาณแผ่นดินทุกคน

หนังสือเล่มนี้ด้วยหลักฐานอ้างอิงมากมายของแหล่งที่มาของข้อมูล มันคืองานวิชาการชิ้นหนึ่งที่ไม่ควรถูกแบน หรือถูกเซ็นเซอร์ หรือถ้าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือต้องห้าม ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ที่คำโปรยหลังว่า . .

"เมื่อการใช้เสรีภาพในการพูดหรือนำเสนอความคิดเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อการเมืองไทย เพราะต้องการเห็นประชาชนในประเทศไทยมีสิทธิ เสรีภาพ และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในการกำหนดอนาคตที่ดีกว่านี้ ของตัวเองและของลูกหลาน ถูกนิยามว่าเป็นอาชญากรรมที่ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจำเป็นจะต้อง “หมิ่นฯ”



พร้อมกันนี้ ขอคัดคำนำมาเผยแพร่ในที่นี่ . .

การลุกขึ้นสู้ของประชาชนเพื่อขับไล่เผด็จการสุจินดา คราประยูร มาถึงจุดเดือดในเดือนพฤษภาคม 2535 มีรายงานผู้เสียชีวิต 48 คน จากการปราบปรามของทหารในเหตุการณ์ครั้งนี้

เป็นไปตามธรรมเนียมการเมืองไทย พระบาทสมเด็จระเจ้าอยู่หัวทรงเชิญให้แกนนำทั้งสองฝ่ายเข้าเฝ้าและอภัยโทษให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพระราชทานนายรัฐมนตรี ที่แม้ไม่ได้มาจากกระบวนการเลือกตั้ง แต่ก็ได้ผ่านร่างกฎหมาย 267 ฉบับภายในปีเดียว


นี่คือรูปธรรมการเมืองไทย “ประชาธิปไตยแบบไทยภายใต้พระมหากษัตริย์” อันเป็นนิยามแห่งความสับสน และการเมืองแห่งการขอโทษที่เราทำได้แค่นี้ ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่รอยครั้งแล้วครั้งเล่า ตามธรรมเนียมวิถีที่ตั้งอยู่บนการสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ คนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองโลกในแง่ดี ต่างก็หวังว่าเหตุการณ์พฤษภาเลือดปี 2535 จะเป็นการนองเลือดครั้งสุดท้ายที่กองทัพไทยกระทำกับประชาชนคนไทย และจะเป็นการสิ้นสุดได้เสียทีแห่งการเมืองคอรัปชั่น ผู้นำที่ละโมภโลภมากและโง่เขลาเบาปัญญาทางการเมือง ที่มีมาต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่ปี 2490 เมื่อทหารไทยได้เริ่มต้นกระวนการบดขยี้ขบวนการประชาธิปไตยของไทยที่เพิ่งผลิใบ

การเลือกตั้งที่ตามมาหลังจากเหตุการณ์พฤษภาเลือด ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเริ่มมีความหวังกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจนได้รัฐธรรมนูญ (ฉบับประชาชน) ปี 2540 ได้ระบุถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางด้านที่เคยถูกปฏิเสธ - อาทิเสรีภาพในการรวมตัวแสดงออกซึ่งความคิดเห็น แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ การจะขจัดปัดเป่าปัญหาคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกในกลไกของรัฐ ทหาร ตำรวจ และรวมทั้งในวัฒนธรรมการเมืองของไทยมาอย่างยาวนาน ต้องการมากกว่าเพียงแค่มีการระบุไว้ในมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ

สัญญาณแห่งการพัฒนาที่มีทีท่าว่าจะเป็นไปด้วยดีเหล่านี้ ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดโดยรัฐประหารปี 2549 ที่โค่นทักษิณได้สำเร็จ รวมทั้งยังได้ผลักประเทศไทยให้มุ่งหน้าสู่สงครามกลางเมือง

รัฐประหาร 2549 ทำให้คนไทยที่เคยแต่เพียงเฝ้ามองเหตุการณ์เมืองไทยอยู่รอบนอก จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถทนดูนิ่งเฉยได้อีกต่อไป และเข้ามาร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลายคนได้ลุกขึ้นมาทลายความกลัวแห่งกฎหมายเหล็ก “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เพราะเหตุใด ในรอบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ความหวังและแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสังคมที่ดีงามของพวกเขา จึงถูกบดขยี้และทำให้ขยับเยื้อนไม่ได้จากอำนาจของคณะองคมนตรี ทหารรักษาพระองค์ และพวกหัวหน้าผู้พิพากษาต่างๆ

ประเทศไทยมีประชากร 66 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ร่วมครึ่ง หรือมากกว่าครึ่งของประชากรทั้งประเทศยังคงดำรงวิถีชีวิตด้วยการพึงพิงอาหารที่ครอบครัวผลิตจากไร่นาของตัวเอง โดยมีครอบครัวเกษตรกร 5.7 ล้านครอบครัว ซึ่งนับเป็นตัวแทนของประชากรไม่ต่ำกว่า 40% ของทั้งประเทศ และในจำนวนนี้มีเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 40% ที่มีที่ดินทำกินไม่ถึงสิบไร่ หรือต้องทำนาด้วยระบบแบ่งผลผลิตกับเจ้าของที่ดิน หรือเป็นเกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินทำกิน และจำนวนมากต้องสร้างรายได้เสริมจากการเดินทางไปเป็นแรงงานรับจ้างนอกพื้นที่จากจำนวนเงินกู้ทั้งหมดในประเทศไทย 45% เป็นเงินที่มาจากการกู้นอกระบบที่กระทำในตลาดมืด และคิดดอกเบี้ยกันในอัตรามหาโหด ส่วนมากจะคิดดอกเบี้ยกันเป็นรายเดือน

หนี้สินของครอบครัวเกษตรกรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 300,000 บาทต่อครัวเรือน สูงกว่าหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของประชาชนทั้งประเทศเกือบเท่าตัว สวัสดิการสังคมที่มีอันจำกัดและครอบคลุมกำลังแรงงานเพียง 27% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด 38 ล้านคน คนงานที่ถูกจัดในกลุ่ม “แรงงานจ้างงานตัวเอง” ที่มีประมาณ 24 ล้านคน ไม่ได้รับสวัสดิการทางสังคมใดๆ และก็เผชิญความยุ่งยากต่างๆ นาๆ ในการเข้าถึงการใช้บริการการรัษาฟรีของรัฐบาล สรุปสั้นๆ ก็คือ 70% ของประชากรในประเทศไทย ต่างก็มีชีวิตอยู่บนชะตากรรมที่ไม่มีสวัสดิการทางสังคมใดๆ เลย

ประเทศไทยถูกจัดอยู่ที่ลำดับ 73 ของดัชนีชี้วัดการพัฒนาของสหประชาชาติเมื่อปี 2548 แต่ในการจัดลำดับประจำปี 2554 เราตกร่วงลงมาอยู่ที่ลำดับที่ 92



หนังสือฉบับนี้ เป็นบทความต่อเนื่องจากสองบทความขนาดยาวที่เขียนขึ้นมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ “ไพร่สู้ บนเส้นทาง 78 ปีประชาธิปไตย” (2552-2553 begin_of_the_skype_highlighting 2552-2553 end_of_the_skype_highlighting) และ “ทำไมถึงไม่รักxxx (2553) แต่บทความเรื่องนี้เจาะลึกลงไปมากขึ้นถึงอำนาจของลัทธิศักดินาที่ยังคงคุมขังและทรมานพัฒนาการทางสังคมและการเมืองของคนในประเทศไทยอยู่จนถึงปัจจุบัน

ดาวโหลดบทความได้ฟรีที่ 4Shared http://www.4shared.com/dir/x-Z1Geph/_online.html

หรือที่scribd http://www.scribd.com/doc/52073145/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-Overcoming-Fear-of-Monarchy-in-Thailand

อนึ่งหนังสือเล่มนี้จะเป็นเอกสารหลักที่่ใช้ประกอบการบรรยายที่เวทีเสวนา "เบืองหลังวิกฤติประเทศไทย" ที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ในวันที่ 10 เมษายน 2554 เพื่อร่วมรำลึกถึงมรณกรรม 10 เมษายน 2553 ครบรอบ 1 ปี ( คลิ้กโปสเตอร์ด้านล่าง )


**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เปิดตัวเครือข่ายประชาธิปไตย( คปต.) เดินเครื่องยกเลิก112 คืนอิสรภาพสุรชัย+220เหยื่อกฎหมายหมิ่น

เปิดตัวเครือข่ายประชาธิปไตย( คปต.) เดินเครื่องยกเลิก112 คืนอิสรภาพสุรชัย+220เหยื่อกฎหมายหมิ่น

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 พฤษภาคม 2554

กว่า 35 กลุ่มประชาธิปไตยทั้งในและต่างประเทศ ได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.)”- Democracy Networks เพื่อทำกิจกรรมรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยผู้ต้องหาจำนวน 220 คน ที่ต้องโทษกฎหมายหมิ่นฯ ให้ได้รับอิสระเสรีภาพหรือการประกันตัว

เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมวิชาการเกี่ยวกับมาตรา 112 และรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย โดยมีผู้แทนจากหลายกลุ่มทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วย

กลุ่มเสื้อแดงจากจังหวัดสตูล พัทลุง ราชบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ปทุมธานี กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชลบุรี ตราด ลพบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี นครสวรรค์ พะเยา ลำปาง เชียงราย กลุ่ม 24 มิถุนา แดงสยาม แดงตะวันออก สมัชชาสังคมก้าวหน้า พลังแดงชะอำ พลังหญิง สหายสีแดง ตัวแทนจากสหภาพแรงงาน สหภาพครู ทนายความ กลุ่มศิลปิน พระสงฆ์ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แนวร่วม LA และแดงเสรีชนเยอรมัน เป็นต้น เข้าร่วมประชุม

ในช่วงเช้าของการประชุมฯ เป็นการบรรยายทางวิชาการเกี่ยวกับมาตรา 112 โดย ผศ.ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ให้ที่ประชุมได้รับความรู้และความเข้าใจกฎหมายมาตรานี้ดียิ่งขึ้น

ส่วนในช่วงบ่าย เป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการรณรงค์ ดำเนินรายการโดยคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ดร.สุนัย จุลพงศธร และนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล

โดยที่ประชุมฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ต่อแนวคิดในการยกเลิกมาตรา 112 และร่วมกันเสนอกิจกรรมที่จะนำไปสู่การยกเลิกกฎหมายมาตราดังกล่าว เช่น

-การตั้งเวทีปราศรัยและเดินรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา112 ในวันสำคัญๆ

-การให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรา 112 กับสังคมในวงกว้างในรูปแบบต่างๆ เช่น บทความ แผ่นพับ ซีดี และโปสเตอร์ การทำซุ้มตั้งโต๊ะ/จัดนิทรรศการ

-ให้ประชาชนลงชื่อหรือแสดงความคิดเห็นต่อการยกเลิกมาตรา 112

-การทำหนังสือถึงนักการเมืองพรรคต่างๆ และหน่วยงานภาครัฐ ให้รับทราบ

-ตลอดจนให้ความรู้กับคนในครอบครัวของตนเองและรอบข้างให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรา 112

เพื่อสร้างเครือข่ายรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112ให้ครบทุกจังหวัด โดยแต่ละกลุ่มจะดำเนินการทำกิจกรรมที่เสนอมาข้างต้นไปพร้อมๆ กับการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมเข้าชื่อขั้นต่ำ 10,000 ชื่อ (ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ) เพื่อยกเลิกมาตรา 112 ผ่านทางรัฐสภา

ประเด็นที่สองที่หารือในที่ประชุมฯ คือการรณรงค์ให้อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้รับการประกันตัว หลังจากต้องโทษมาตรา 112 และถูกจองจำอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยภรรยาอาจารย์สุรชัย ได้เล่าให้ที่ประชุมฯ รับทราบว่า ถึงแม้อาจารย์สุรชัยจะยังมีกำลังใจดี แต่สุขภาพไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากอายุมาก ทั้งนี้ เคยยื่นขอความเป็นธรรมเพื่อให้ได้รับการประกันตัว แต่ถูกยกคำร้อง ล่าสุดอาจารย์สุรชัยจึงเขียนพินัยกรรมฝากตนไว้ กรณีถ้าต้องเสียชีวิตในคุก

ที่ประชุมฯ มีมติว่า ควรร่วมกันเขียนจดหมายถึงอาจารย์สุรชัย ซึ่งกลุ่มแดงสยามกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน มีการตั้งโต๊ะในสถานที่ต่างๆ และที่ชุมนุม เพื่อให้ผู้คนได้ลงชื่อเยี่ยมอาจารย์สุรชัย เขียนจดหมายร้องทุกข์ถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ ให้ช่วยเหลืออาจารย์สุรชัย และนักโทษมาตรา 112 (ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 220 คน ในประเทศไทย) ให้ได้รับอิสรภาพหรือการประกันตัว

โดยคณะทำงานเครือข่ายฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกลุ่มต่างๆ ข้างต้น และที่จะเข้าร่วมด้วยในอนาคต จะประชุมหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เสนอในที่ประชุมฯ ตลอดจนการจัดตั้งเวทีปราศรัยรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยนักโทษกฎหมายหมิ่นฯ ที่คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในวันครบรอบการต่อสู้ครั้งสำคัญของคนเสื้อแดง

( ข่าวเวอร์ชันภาษาอังกฤษ )

Democracy Networks Establishment with Activities
to Cancel Article 112 and free 220 Thai prisoners with lèse majestè charges


About 35 democratic groups in Thailand and abroad aggregated to set up Democracy Networks (DNs) to launch campaigns and activities for canceling Article 112 and freeing the current 220 Thai prisoners who have been charged under the lèse majestè law. A seminar and operational plan meeting was organized on April 3, 2011 for exchanging knowledge and information about Article 112 and brainstorming to prepare an action plan.

The meeting received considerable interest from representatives of the red shirts in many provinces across Thailand (e.g., Satun, Patthalung, Ratchaburi, Singburi, Nakhon Pathom, Pathumthani, Bangkok, Samutsakorn, Samutsongkhram, Samutprakan, Chonburi, Trat, Lopburi, Nakhonratchasima, Ubonratchathani, Udonthani, Nakhonsawan, Phayao, Lampang, Chiangrai) and various groups (e.g., the 24 Mituna Prachatippatai, Red Siam, Eastern Red, Social Moves, Cha-am Red Power, Palung Ying, Red Comrade, the representatives from labor union, lawyers, teachers, artists, monks, Student Confederation of Thailand, LA Ally, and Red Liberal German).

In the morning session, two invited speakers, Assistant Professor Dr. Somsak Jeamteerasakul and Associate Professor Dr. Pichit Likitkijsomboon, gave talks to the participants about Article 112 (the details cannot be described here). The afternoon session was moderated by Mr. Somyot Pruksakasemsuk, Dr. Sunai Julapongsathorn, and Dr.Pongsak Phusitsakul.

The participants exchanged views and expressed their opinions toward Article 112 and reached strong agreement to conduct several activities in parallel with heavy campaigns to cancel Article 112. As parts of the action plan, the DNs will provide more information to people in Thai society to have the right perception and understanding of Article 112, and its severe enforcement and use of punishment as an efficient tool of the dictatorship. The Article 112 information will be prepared and distributed to the public in the forms of seminars, stage speeches, street-rally campaigns, published articles in various media, such as CD-ROM, leaflets, posters, brochures, etc. One of the legitimacy activities is to expand the anti-112 networks to local areas across Thailand to seek more allies to cooperate and jointly sign the petition for canceling this article.

According to law code in the Thai Constitution, people can submit a petition with at least 10,000 signatures for a specific purpose/demand through the parliament system for consideration.

The second topic discussing in the afternoon meeting was to help Surachai Danwattananusorn (the Red Siam leader) and the current 220 prisoners who have been charged under the lèse majestè law. Surachai’s wife told the participants in the meeting that her husband has a good memtal condition, but his physical condition is not very good because of his age and the environment in the cell.

Surachai’s latest petition asking for bail was rejected, and now he feels that he might not be released, or he might be die in jail. His wife said that her husband wrote a testament and gave it to her in case he should die in prison. The DNs seriously discussed about what the networks can do to help Surachai and other prisoners facing similar charges.

In conclusion, three activities will be conducted, including 1) writing to the international human rights organizations and asking for help to free all Thai prisoners who are charged with lèse majestè; 2) writing to Surachai to give him encouragement and providing information about Article 112; and 3) setting up the tables with a book for people to write and express their condolences to Surachai at Red Shirt demonstrations and other possible areas.

For the coming historic day of the Red Shirts on May 19 this year, the DNs are planning to organize stage speeches about Article 112 and run campaigns to free the prisoners who are charged with lèse majestè. The action plans will be discussed in detail among the representatives from all groups under the networks.
***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สุรชัยฝากถึงมวลชนเสื้อแดง

-บันทึกทนายอานนท์ นำภา:เสียงกระซิบจากแดนตาราง

ภาพที่พี่หนุ่มกับพี่หมี พยุงร่างอากงกลับเข้าสู่แดนตารางทำให้ผมคิดถึงใครบางคน… ใครบางคนที่ไม่อาจเห็นภาพเหล่านี้ได้ นี่คือความไม่เท่าเทียมกันของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน …


คลิปสัมภาษณ์ทนายความดา ตอร์ปิโด:ความจริงหลังกรงขัง



Thailandmirror Talk สัมภาษณ์ ประเวศ ประภานุกูล "ทนายดา ตอปิโด" ผู้ต้องขังเหยื่อมาตรา 112

สุรชัยฝากถึงมวลชนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



โดย แอดมินเวบไซต์redsiam.tv

อ.สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ฝากข่าวถึงมวลชนเสื้อแดงที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่ประเทศที่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ทางทีมงานจึงรายงานข่าว ดังนี้

1. ขณะนี้ มีการฝากขัง 2 ครั้ง แต่ยังเหลือพยานอีก 1 ปากที่ยังสอบไม่เสร็จสิ้น และขณะนี้สำนวนได้ถูกส่งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้คณะกรรมการตรวจสอบสำนวน ดังนั้น ผู้ที่มีสิทธิ์สั่งให้มีการประกันตัวจึงอยู่ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เท่านั้น

2. ถ้าหากไม่ได้รับการประกันตัว หรือ ไม่มีการสั่งการปล่อยตัว เพราะมีเจตนาแอบแฝง เพราะคดีของอาจารย์ไม่ใช่อาชญากร เป็นเพียงอาชญากรรมทางความคิดเท่านั้น

3. ทางทีมทนายและผู้ดูแล ยังไม่ได้ยื่นประกัน เพราะต้องดูรูปการณ์และสัญญาณต่างๆ ด้วย เนื่องจากต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของ อ.สุรชัย เป็นสิ่งสำคัญ

4. ถ้าหากไม่มีการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ฉะนั้นศาลควรอนุญาตให้ประกันตัว อ.สุรชัย และคดี ม.112 อื่น เพราะไม่ได้มีเจตนาจะหลบหนี โดยดูจากคดีที่กำลังขึ้นศาลที่ผ่านมา 2 คดี มีการยื่นประกันตัว และไปขึ้นศาลตามปกติทุกครั้ง เพราะฉะนั้นการชี้แจ้งว่า สุรชัยจะหลบหนี อ.สุรชัย จึงชี้แจ้งว่าเป็นประเด็นที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

5. ฝากถึงพี่น้องเสื้อแดงให้ไปร่วมกับแดงสยาม และเครือข่ายประชาธิปไตยทุกเวทีและทุกงานเสวนา ที่มีการจัดงานเกี่ยวกับ ม.112 และการปล่อยตัวนักโทษการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข

สุดท้าย อ.สุรชัย ขอให้พี่น้องทุกคนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และ สิทธิที่เท่าเทียมกันของพี่น้องในประเทศ

สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์
4 เม.ย. 54 เวลา 11.15 น.
เรือนจำพิเศษกลางกรุงเทพ (คลองเปรม)
ตามลิงค์นี้ค่ะ http://www.redsiam.tv/webboard/index.php?topic=137.msg411#msg411

********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สุรชัย แซ่ด่าน เขียนพินัยกรรมจากคุกคลองเปรม

“ข้าพเจ้า นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ อายุ ๖๙ ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดัน เส้นเลือดหัวใจตีบ (ทำบายพาส ๗ ปี) ระบบขับถ่ายไม่ปกติ

ถ้าหากข้าพเจ้าเสียชีวิตในคุก ข้าพเจ้าขอให้ทำ ดังนี้

๑. ไม่มีการเผาศพจนกว่าประชาชนจะได้รับประชาธิปไตยที่สมบูรณ์

๒. ตระเวนศพของข้าพเจ้าไปทั่วประเทศ

๓. ให้มวลชนแต่ละจังหวัดเป็นเจ้าภาพสวดศพ

ลงชื่อ นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์

๓๑ มีนาคม ๕๔ เวลา ๑๑.๑๕ น.
เรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ”


-สุรชัยพินัยกรรม โดย กาหลิบ

-รวมพลังจม.หมื่นฉบับปล่อยสุรชัยเหยื่อคดีหมิ่น จัดนิทัศการกลางแจ้ง21เม.ย.นี้

สม ศักดิ์ เจียมฯ:เรียนถามฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ ; ตาย 91 เจ็บ 2 พัน ไม่น่าสะเทือนใจกว่าการ"เผาบ้านเผาเมือง"หรือครับ? และเหตุใดไม่ทรงวิจารณ์พันธมิตรครับ?

ที่มา Thai E-News





การที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงแสดงออกซึ่งความสะเทือนใจกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมพันธมิตร 1 คนในปี 2551 ถึงกับโดยเสด็จในงานพระราชทานเพลิงศพ เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้อยู่ (ผมเองก็สะเทือนใจ) แต่กับผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน ที่ไม่ทรงเอ่ยถึงเลย แต่กลับทรงเอ่ยเฉพาะเรื่องการเผาตึกราม ที่ไม่ใช่ "บ้านเรือน" ด้วยซ้ำ แต่เป็นศูนย์การค้าชั้นสูง ออกจะเป็นอะไรที่ผมเข้าใจยากอยู่สักหน่อย



โดยดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา เฟซบุ๊ค สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
5 เมษายน 2554

ดังที่ผมชี้ให้เห็นก่อนหน้านี้ ( https://www.facebook.com/note.php?note_id=189909174385653 ) การพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในรายการ "วู้ดดี้ เกิดมาคุย" เกิดขึ้นในปริบทที่ "ไม่ยุติธรรม" เพราะแม้พระองค์จะไม่ทรงอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" แต่ทรงพาดพิงถึงในหลวงและพระราชินี ซึ่งอยู่ในความคุ้มครองของกฎหมายนั้น และในทางปฏิบัติ สังคมไทยอยุ่ภายใต้ระบบการประชาสัมพันธ์และอบรมบ่มเพาะแบบด้านเดียว ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชวงศ์ ทำให้การวิพากษ์วิจารณ์พระราชวงศ์ไม่ว่าพระองค์ใด ก็ทำได้ลำบากอย่างยิ่ง (ซึ่งไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง)

แต่ข้อความบางตอนในคำสัมภาษณ์ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (3 เมษายน 2554) ได้กล่าวถึงประเด็นที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการเมืองไทยปัจจุบัน ในลักษณะที่ผมเห็นว่า ถ้าไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์โต้แย้ง ก็จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมความไม่ยุติธรรมที่มีอยู่แล้วให้หนักขึ้นอีก ผมหมายถึงข้อความต่อไปนี้ ในคำให้สัมภาษณ์ (เริ่มจากนาทีที่ 3.23 เป็นต้นไป ในคลิป YouTube นี้ ขอบคุณ CiNNtv1 สำหรับการอัพโหลด http://www.youtube.com/watch?v=BBpqpjHrqk4 )



จะเล่าไป ข้าพเจ้าเป็นคนไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง ไม่อยากพูดถึงใครว่าใครดีใครเลว ไม่รู้ เพราะไม่เคยคบนักการเมือง แต่ว่า รู้แต่ว่า เหตุการณ์ปีที่แล้ว ที่มีการเผาบ้านเผาเมืองกัน อันนั้นนำความทุกข์มาสู่พระเจ้าอยู่หัว [และ]สมเด็จฯเหลือเกิน พระเจ้าอยู่หัวนี่ จากที่ทรงหัดเดินได้น่ะ ตอนนั้นน่ะ ทรงทรุดเลย เป็นไข้ต้องให้น้ำเกลือ นอนแบ่บเลย สมเด็จฯก็เสียพระทัยมากเหลือเกิน ท่านรับสั่งว่า 'คราวที่เราถูกเผาเมืองนั้น คือสมัยเสียกรุงต่อพม่า กรุงศรีอยุธยา แต่คราวนี้ สะเทือนใจยิ่งกว่า เพราะเป็นการที่คนไทยเผาเมืองไทยเอง'


ก่อนอื่น จะเห็นว่า แม้จะทรง "ออกตัว" ว่า "ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง" แต่คำสัมภาษณ์ตอนนี้ มีลักษณะการเมืองอย่างชัดเจนและมากด้วย (อันที่จริง ถ้าพูดถึง "การเมือง" ในความหมายกว้าง อย่างที่ยอมรับทั่วไปในวงการศึกษาวิชาการปัจจุบัน การสัมภาษณ์ทั้งหมดก็เป็นเรื่อง "การเมือง" ในตัวเองอยู่แล้ว) ผมขอย้ำว่า การที่ทรงพระราชทานสัมภาษณ์ หรือมีพระราชดำรัสทางการเมืองแบบนี้ ในสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและสังคมปัจจุบัน เป็นเรื่อง "ไม่แฟร์" เลย มีหนังสือพิมพ์หรือทีวีใด จะกล้าแสดงความเห็นโต้แย้งด้วยตัวเองหรือเผยแพร่ความเห็นโต้แย้ง ไม่ว่า นสพ.หรือทีวีนั้น หรือคนอื่นๆ จะไม่เห็นด้วยอย่างไร หรือไม่ว่าคำสัมภาษณ์หรือพระราชดำรัสนั้นจะสามารถโต้แย้งได้เพียงใดก็ตาม ทั้งในแง่ข้อมูลหรือเหตุผล?

ประการต่อมา ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงอ้างอิงถึงพระสุขภาพกายและใจของทั้งในหลวงและพระราชินีว่าทรุดโทรมลงอย่างหนัก จากการที่มีการ "เผาบ้านเผาเมือง" เกิดขึ้นเมื่อปีกลาย

ในกรณีในหลวงนั้น เนื่องจากมีส่วนเกียวข้องกับพระพลานามัยในแง่ธรรมชาติ จึงยากจะประเมินว่า การที่ทรง "ทรุด" ถึงขั้น "นอนแบ่บ" นั้น เกิดจากที่ทรงเห็นการ "เผาบ้านเผาเมือง" หรือเกิดจากโรคาพยาธิอื่น ผมจึงขอละเว้นที่จะแสดงความเห็นต่อปัญหาพระพลานามัยของในหลวงโดยตรง และต้องถือว่าเรื่องที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงเล่าในส่วนนี้ เป็นการตีความเชิงการเมือง (political interpretation) หรือแสดงความเห็นทางการเมือง ของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ พูดง่ายๆคือ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เองทรงเห็นว่า การ "เผาบ้านเผาเมือง" ทำให้ในหลวง "ทรงทรุด" ถึงขั้น "เป็นไข้ต้องให้น้ำเกลือ นอนแบ่บเลย"

ในกรณ๊พระราชินีนั้น แม้คงเชื่อได้ว่า ทรง "เสียพระทัย" และทรงมีรับสั่งเปรียบเทียบการ "เผาบ้านเผาเมือง" ปีกลาย กับการ "เสียกรุง" จริงดังที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงเล่า เพราะเรามีหลักฐานแวดล้อมอื่น ที่ทำให้ทราบว่า พระราชินีทรงสนับสนุนผู้ที่มีความเห็นวิจารณ์การชุมนุมของเสื้อแดง ดูภาพ พระราชหัตถเลขา ที่มีถึงคุณนภัส ณ ป้อมเพ็ชร์ ข้างล่าง (ในจดหมายคุณนภัส ถึง CNN มีข้อความโจมตีการชุมนุมของเสื้อแดงหลายตอน การแสดงความไม่พอใจ CNN ของคุณนภัส อยู่บนพื้นฐานของการแสดงความไม่พอใจการชุมนุมของเสื้อแดง ดูจดหมายคุณนภัส ที่นี่ http://202.183.165.22/view/48815/45 )
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพระราชินีทรงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" และในเมื่อการอ้างพระราชดำรัสพระราชินีโดยฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ เป็นไปในลักษณะที่ทรงเห็นชอบด้วย (endorse) กับพระราชดำรัสดังกล่าวอยู่แล้ว ในที่นี้ ผมจึงแสดงความเห็นต่อ คำให้สัมภาษณ์ของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ข้างต้นทั้งหมด ในฐานะที่เป็นความเห็นของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เอง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงแสดงทัศนะของพระองค์ต่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคมปีกลายในลักษณะนี้ เพียง 2 สัปดาห์เศษหลังการชุมนุมยุติลงจากการปราบปรามของรัฐบาล (วันที่ 6 มิถุนายน 2553) ทรงมีพระราชดำรัสต่อคนไทยในนิวยอร์คว่า (ดูรายงานข่าวที่นี่ http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000078685 ข้อความจากพระราชดำรัสข้างล่างนี้ ผมถอดจากคลิปประกอบรายงานข่าว เริ่มที่นาทีที่ 1.07)

เรื่องการเมือง ข้าพเจ้าไม่รู้ด้วยหรอก ว่า ใครจะเกลียดใคร ใครอยากจะชิงดีชิงเด่นกับใคร แต่ว่า ทำไปนี่ อย่างน้อยน่าจะมีจรรยาบรรณซักนิดนึง สงสารประชาชนตาดำๆ ซักนิดนึงว่าจะเดือดร้อนกันแค่ไหน อันนี้ที่ผ่านมา นอกจากจะเดือดร้อนเรื่องความเจ็บ ความป่วยแล้ว ก็ยังเดือดร้อนทางด้านธุรกิจ คือว่าการที่มีประท้วงนานๆ มีความรุนแรงเกิดขึ้นทำให้ภาคธุรกิจของเราเดือดร้อน ซึ่งก็กระทบเศรษฐกิจของประเทศไทย


จะเห็นว่าเนื้อหาของพระราชดำรัสที่นิวยอร์คกับพระราชดำรัสในรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เป็นไปในทางเดียวกัน คือทรงวิจารณ์การชุมนุมของเสื้อแดง โดยเฉพาะในส่วนที่เกียวกับผลกระทบต่อ "ภาคธุรกิจ" แม้แต่เรื่องการ "เผาบ้านเผาเมือง" นั้น ความจริง ก็ดังที่รู้กันว่า ไม่ใช่ "บ้านเมือง" ของประชาชนธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่แม้แต่ตลาดหรือร้านค้าบ้านช่องธรรมดา แต่คือ ศูนย์การค้าย่านธุรกิจระดับสูง แน่นอน เป็นสิทธิของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ที่จะหยิบยกเอาประเด็นผลกระทบต่อ "ภาคธุรกิจ" หรือการเผาศูนย์การค้าย่านธุรกิจระดับสูงขึ้นมาวิจารณ์



แต่สิ่งแรกที่น่าจะสะดุดใจผู้ติดตามการเมืองในระยะไม่กี่ปีนี้ ก็คือ เหตุใดในระหว่างหรือหลังการ "ประท้วงนานๆ" (คำของฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ข้างต้น) ในกรณีของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในปี 2551 ซึ่งรวมถึงการยึดครองสถานที่ราชการสำคัญที่สุดคือทำเนียบรัฐบาล และสถานที่ที่เป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งยวดของ "ภาคธุรกิจ" ของประเทศ (และมากยิ่งกว่าภาคธุรกิจ) คือสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์จึงไม่ได้ทรงมีพระราชดำรัสในลักษณะเดียวกัน? อันที่จริง เราทราบกันดีว่า ทรงโดยเสด็จพระราชินีในงานพระราชทานเพลิงศพของผู้ประท้วงชาวพันธมิตรคนหนึ่ง เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 ในระหว่างที่การชุมนุมของพันธมิตรยังไม่ยุติด้วย (และถ้าข้อมูลจากโทรเลขวิกิลีกส์ ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน 2551 ถูกต้อง ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ และนายแพทย์ชัยชน โลว์เจริญกุล เป็นผู้ขอให้พระราชินีเสด็จด้วยพระองค์เองด้วยซ้ำ)

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ทั้งในพระราชดำรัสที่นิวยอร์คและการสัมภาษณ์ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" เหตุใดจึงไม่ทรงเอ่ยถึงเลย ถึงการที่มีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามของรัฐบาลถึงเกือบ 100 คน และพิการบาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคน? ถ้าอะไรจะน่า "สะเทือนใจ" ที่สุดจากเหตุการณ์พฤษภาคมปีกลาย ก็ควรจะเป็นเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ? ยิ่งกว่าเรื่องที่มีการเผาย่านธุรกิจระดับสูง (ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่าฝีมือใคร แต่ต่อให้สมมุติว่าเป็นฝีมือของผู้ชุมนุมก็ตาม)?

การที่ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ทรงแสดงออกซึ่งความสะเทือนใจกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมพันธมิตร 1 คนในปี 2551 ถึงกับโดยเสด็จในงานพระราชทานเพลิงศพ เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้อยู่ (ผมเองก็สะเทือนใจ) แต่กับผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน ที่ไม่ทรงเอ่ยถึงเลย แต่กลับทรงเอ่ยเฉพาะเรื่องการเผาตึกราม ที่ไม่ใช่ "บ้านเรือน" ด้วยซ้ำ แต่เป็นศูนย์การค้าชั้นสูง ออกจะเป็นอะไรที่ผมเข้าใจยากอยู่สักหน่อย

ปล. ในระหว่างเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 สมเด็จพระเทพ ได้ทรงให้สัมภาษณ์ว่า "การฆ่าฟันหรือทำรุนแรงเป็นเรื่องไม่ดี การเสียทรัพย์สินไม่สำคัญเท่ากับชีวิตคน อยากให้เลิกฆ่าฟัน เลิกรุนแรงเพราะว่าเราเป็นคนไทยด้วยกัน" ในขณะที่บทบาทของสถาบันกษัตริย์ในส่วนที่เกี่ยวกับวิกฤติเดือนพฤษภาคม 2535 มีความซับซ้อนมากกว่าที่มักจะนำมาโฆษณาประชาสัมพันธ์กัน เฉพาะข้อความพระราชดำรัสของพระเทพที่ว่า "การเสียทรัพย์สินไม่สำคัญเท่ากับชีวิตคน" นี้ ต้องถือว่าถูกต้องและเหมาะสมกว่าการยกประเด็น "เผาบ้านเผาเมือง" ขึ้นมาไฮไลต์

แน่นอนในระหว่างเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ที่เพิ่งผ่านมา ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายว่า สมเด็จพระเทพเองก็ไม่ได้ทรงให้สัมภาษณ์ในลักษณะเดียวกันนี้อีก

*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:


-คลิปสัมภาษณ์ฟ้าหญิงฯ:วู้ดดี้พสกนิกรตัวอย่างแบ่งของกินสุนัขทรงเลี้ยง

-กระทู้เฉลิมไทย:"จากที่พระเจ้าอยู่หัว ทรงหัดเดินได้ ตอนนั้นกลับทรุด เป็นไข้ ให้น้ำเกลือ" เป็นรับสั่งที่ทำให้เจ็บปวดยิ่งนัก

-กระทู้เฉลิมไทย พันทิปซาบซึ้ง:ฟ้าหญิงทรงขอความเป็นธรรมให้แก่พระเจ้าอยู่หัวกับราชินี

-สมศักดิ์ เจียมฯ:บันทึกเปิดผนึก เรียน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ว่าด้วย "ความยุติธรรม"

Tuesday, April 5, 2011

"หนังสือของสุเทพ" ประเทศไทยของเรา ความจริงของใคร

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำวันจันทร์ที่ 5 เมษายน 2554

นำเสนอในประเด็น

- พรรคใหญ่โชว์วิสัยทัศน์ เลือกตั้งอย่างไรให้เมืองไทยพ้นวิกฤต

- ผบ.ทบ.ยันมีเลือกตั้งแน่เตือนอย่ากังวลตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

-"สุเทพ" อัด"สดศรี" ปูดข่าวทหารจะปฏิวัติเงียบ

-"สุเทพ" เปิดตัวหนังสือ“ประเทศไทยของเราอย่าให้ใครเผาอีก”

- ศชอ. เผยยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วมใต้ 85ราย"สุราษฏร์-นครฯ"ยังวิกฤติ

- ครม.อนุมัติงบกว่า 4,500 ล้านบาท ช่วยภาคใต้

- เครือข่ายคนไทยฯถอยช่วยวีระ ราตรี

- เยเมนเรียกร้องเลิกประท้วงส่งสัญญาณไม่ลาออกแน่

- แม่-ญาติขอเพื่อไทยช่วยวีระ-ราตรี

-"นพดล"เผยเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบาย

- ฝรั่งเศสลุยแทรกศึกไอวอรีฯพันศพ

- กัดดาฟี ขอพันธมิตรยุติรบ-ศึกมิสราตาพลดับ 124 ศพ

นายกฯพระราชทาน (1)

ที่มา มติชน



โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์



เสียงเรียกร้องนายกฯพระราชทานกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพราะต้องการนายกฯพระราชทานจริงๆ หรือเพราะต้องการใช้ข้อเรียกร้องนี้ส่งเสริมการรณรงค์ "โนโหวต-โหวตโน" (การงดใช้สิทธิในบัตรเลือกตั้ง) ก็ไม่ทราบได้ เข้าใจว่าผู้รณรงค์ต้องการคะแนน "โนโหวต" มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อทำให้รัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นใหม่สูญเสียความชอบธรรมที่ได้จากการเลือกตั้งลง

เมื่อลงมาเล่นในกติกานับคะแนนรายหัว ซึ่งต้องรวมหัวที่ถูกประเมินว่าโง่ไว้ด้วย อย่างไรเสียคะแนน "งดออกเสียง" ก็ย่อมเป็นส่วนน้อยอยู่ดี จะทำลายความชอบธรรมของผู้ได้รับเลือกตั้งได้อย่างไร ตรรกะมันขัดกันเอง จึงต้องเดาต่อไปว่า ผู้รณรงค์ไม่ได้ต้องการ "ชัยชนะ" ในเกมนี้ แต่ต้องการคะแนน "งดออกเสียง" มากที่สุดเท่านั้น จำนวนของคะแนนนี้จะกลับกลายเป็นความชอบธรรมของผู้รณรงค์ในการปิดถนน หรือยึดทำเนียบและสนามบินในวันข้างหน้า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นในอนาคตก็ตาม เสียงของผู้รณรงค์จะยังดังอยู่เท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม ตำรวจยังต้องเปิดถนนด้วยวิธี "เจรจา" แทนการจับกุมส่งฟ้องศาลอย่างที่คนงานไทรอัมพ์โดนอยู่เวลานี้

และเมื่อต้องการคะแนนมากที่สุด จึงต้องดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ทางการเมืองอีก แม้ว่าพระมหากษัตริย์ได้ทรงปฏิเสธอย่างชัดแจ้งมาแล้วว่า ไม่ได้มีพระราชอำนาจจะทำเช่นนั้นได้

แต่ในครั้งนี้ผู้รณรงค์ไม่ได้ต้องการนายกฯพระราชทานจริง ต้องการเพียงคะแนนเสียง "โนโหวต-โหวตโน" เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผมสนใจความคิดเรื่องนายกฯพระราชทาน (ซึ่งขอนิยามใหม่ว่า นายกฯที่อาศัย "บารมี" ของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นฐานของความชอบธรรมเพียงอย่างเดียว เพราะผมไม่มีหลักฐานระบุได้อย่างไม่มีทางปฏิเสธว่า มีนายกฯไทยคนใดบ้างที่ "พระราชทาน" ลงมาจริงๆ) เพราะผมพบว่าเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาทางการเมืองมาแต่ต้น และนายกฯพระราชทานคนใด (ตามนิยามข้างต้นนะครับ) ก็ตาม ที่ไร้เดียงสาทางการเมืองเท่ากับตัวความคิด ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จในทางการเมืองและการบริหารเลยสักคน

ความคิดเรื่องนายกฯพระราชทานนี้เกิดขึ้นครั้งแรกโดยอดีตที่ปรึกษาราชการแผ่นดินชาวอเมริกัน ผู้เคยเป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และก็เหมือนนักกฎหมายอีกมากในโลกที่คิดว่า กฎหมายคือผู้สร้างและกำกับโลก ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้าหรือตถตา

ในปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ตกเป็นเป้าโจมตีวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เพราะโครงสร้างการบริหารของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม พระเจ้าแผ่นดินย่อมเป็นผู้อำนวยการสูงสุดของฝ่ายบริหาร, นิติบัญญัติ, ตุลาการ และแต่ผู้เดียว พระองค์จึงต้องรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศทุกประการ

ราชสำนักตระหนักต่อภัยคุกคามทางการเมืองนี้อย่างดี จากการปรึกษาเป็นส่วนพระองค์ อดีตที่ปรึกษาราชการแผ่นดินผู้นี้ เสนอให้นำราชบัลลังก์หลบเสียจากเป้าวิพากษ์วิจารณ์ โดยให้ทรงแต่งตั้งตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีขึ้นรับผิดชอบการบริหารแทน แต่บุคคลในตำแหน่งนี้ต้องรับผิดชอบต่อพระมหากษัตริย์แต่ผู้เดียว จึงทรงแต่งตั้งและถอดถอนได้ตามพระราชอัธยาศัย เขาเสนอรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย ซึ่งไม่ใช่รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย แต่เป็นความพยายามจะปฏิรูประบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญที่ตามมาอีกหนึ่งฉบับภายใต้ระบอบนั้น

พระมหากษัตริย์ทรงนำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปรึกษากับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะที่ดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรี ไม่มีเจ้านายพระองค์ใดเห็นชอบด้วยเลย เหตุผลที่กราบทูลก็คือไม่มีประโยชน์ดังมุ่งหวัง เพราะเมื่อทรงแต่งตั้งถอดถอนอัครมหาเสนาบดีได้เอง ถึงอย่างไรก็ยังทรงเป็นผู้รับผิดชอบต่อการบริหารแต่ผู้เดียว และยังคงเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์อยู่นั่นเอง

นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่า เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ไม่เห็นชอบกับความคิดเรื่องนายกฯพระราชทาน ก็เพราะไม่อยากถูกกันออกไปจากอำนาจที่มีอยู่ เนื่องด้วยนายกฯพระราชทานคือผู้สัมปทานพระราชอำนาจในการบริหารไว้กับตนแต่ผู้เดียว ไม่อาจกระจายไปยังกลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์ได้อีก

ไม่ว่าการวิเคราะห์ของนักวิชาการเหล่านี้จะถูกต้องหรือไม่ แต่ประเด็นที่น่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า ตกมาถึงปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ใช่บุคคลอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นเครือข่ายของกลุ่มชนชั้นนำระดับสูง แม้องค์ประกอบของเครือข่ายนี้อาจไม่มีความหลากหลายมากนัก แต่ก็มีบุคคลอยู่ในเครือข่ายนี้จำนวนไม่น้อย ประกอบด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ และข้าราชการระดับสูงที่ไว้วางพระราชหฤทัยจำนวนหนึ่ง

แต่ละคนก็มีเครือข่ายของตนเอง นับตั้งแต่ผู้เคยอยู่ใต้บังคับบัญชาไปจนถึง "ศิษย์" อีกจำนวนมาก (หลายคนในกลุ่มนี้ล้วนมีรูปปั้นยืน-นั่งตากแดดตากฝนอยู่หน้ากระทรวงและกรมต่างๆ ของราชการไทยปัจจุบัน)

นายกฯพระราชทานทำให้คนเหล่านี้กลายเป็นรูปปั้นไปตั้งแต่ยังไม่ทิวงคต ไม่มีพื้นที่สำหรับบทบาททางการเมืองใดๆ ได้อีกเลย

นี่คือความไร้เดียงสาทางการเมืองข้อแรกของคำปรึกษา

กล่าวคือ เมื่อจะมีสถาบันทางการเมืองใหม่คือนายกฯพระราชทาน ก็ต้องสร้างสถาบันทางการเมืองใหม่สำหรับกลุ่มชนชั้นนำไปพร้อมกัน และถ้าฉลาดลึกซึ้งไปกว่านั้น สถาบันทางการเมืองใหม่นี้ต้องผนวกเอาชนชั้นนำอื่นๆ ที่ยังไม่ได้อยู่ในเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้ด้วย

นั่นคือต้องมีสภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน ซึ่งมีบทบาทให้คำปรึกษาได้ทั้งในด้านการบริหาร, นิติบัญญัติ และตุลาการ

ในอาณานิคมอังกฤษ เกือบทุกแห่งล้วนมีสภาลักษณะนี้ ในระยะแรกอาจประชุมกันได้ต่อเมื่อผู้ว่าการฯ ขอคำปรึกษาเท่านั้น แต่มาในระยะหลังก็ถูกกดดันให้เปิดประชุมประจำ ตลอดจนริเริ่มประเด็นได้เอง แม้ว่าในระยะยาวแล้วสภาประเภทนี้ไม่ประสบความสำเร็จที่จะธำรงความเป็นเจ้าอาณานิคมไว้ได้ตลอดไป แต่ในระยะสั้นก็ช่วยทอนกำลังของฝ่ายชาตินิยมลงได้อย่างมาก เสริมความแข็งแกร่งของระบบจักรวรรดินิยมอังกฤษไว้ได้ช่วงหนึ่ง

กล่าวโดยสรุปก็คือ นายกฯพระราชทานไม่เคยอยู่ในสุญญากาศ "บารมี" ของสถาบันพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียวไม่พอที่จะทำให้นายกฯบริหารงานไปได้อย่างราบรื่น เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์เองก็ไม่ได้อยู่ในสุญญากาศ หากมีเครือข่ายที่กว้างขวางของตนเอง ซึ่งล้วนต้องการพื้นที่ทางการเมืองสำหรับการต่อรองกับนายกฯ พระราชทานเช่นกัน

"บารมี" ของสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเริ่มฟื้นฟูขึ้นนับตั้งแต่รัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา หมายถึงเครือข่ายที่ยิ่งกว้างขวางขึ้น และหลากหลายมากขึ้นของสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย (เช่นนอกจากงานศึกษาเรื่องโครงการพระราชดำริที่ทำได้อย่างดีแล้ว น่าจะมีใครสักคนกลับไปศึกษาประวัติของผู้ได้รับตราพระจุลจอมเกล้าฯ นับตั้งแต่ 2490 เป็นต้นมาด้วย) จนถึงทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่าเป็นเครือข่ายทางสังคมและการเมืองที่กว้างใหญ่ที่สุด เชื่อมโยงทั้งทางตรงและทางอ้อมไปยังคนจำนวนมหึมาทั่วประเทศ นายกฯพระราชทานคนเดียว ไม่สามารถเป็นพื้นที่ทางการเมืองเพื่อรองรับจินตนาการทางการเมืองอันหลากหลาย และมักจะขัดแย้งกันเอง ของเครือข่ายมโหฬารนี้ได้

ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงเครือข่ายอื่นๆ ซึ่งอยู่นอกเครือข่ายสถาบันฯ อันนับวันก็ยิ่งเกิดขึ้นอย่างหลากหลายและจำนวนมาก ซึ่งไม่อาจถูกนายกฯพระราชทานริบพื้นที่ทางการเมืองซึ่งได้ผ่านการต่อสู้จนเปิดขึ้นเป็นของตนเองไปได้อย่างหน้าตาเฉย และในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา มีเหตุที่ทำให้จำนวนมากของคนเหล่านี้ เข้าไปอยู่ในเครือข่ายที่ไม่เชื่อมโยงทางอ้อมกับเครือข่ายสถาบันฯอีกต่อไป

ความคิดเรื่องนายกฯพระราชทานจึงยิ่งเป็นความไร้เดียงสาทางการเมืองหนักขึ้นไปอีก

และด้วยเหตุดังนั้น ส่วนใหญ่ของนายกฯพระราชทาน (ตามความหมายในนิยามข้างต้น) จึงไม่ประสบความสำเร็จทางการเมือง และดังนั้นจึงล้มเหลวด้านการบริหารไปพร้อมกัน

ส่วนน้อยของนายกฯพระราชทานที่ประสบความสำเร็จ ก็ต้องดำเนินกิจการทางการเมืองและการบริหาร ในลักษณะยืดหยุ่นให้เหมาะกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ, สังคม และการเมืองในยุคสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง โดยไม่หวังพึ่งแต่ "บารมี" ของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว และด้วยเหตุดังนั้นจึงไม่มีการ "ปิดเทอม" ทางการเมือง ตรงกันข้ามด้วยซ้ำ นอกจากไม่ "ปิดเทอม" แล้ว ยังเป็น "เทอม" ที่ต้องปล่อยให้การเมืองของกลุ่มต่างๆ ได้พัฒนาคลี่คลายไปไม่น้อยไปกว่าช่วงสมัยที่นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง เพียงแต่เหล่านายกฯพระราชทานเหล่านี้ พากันคิดว่าจะสามารถกำกับควบคุมการพัฒนาคลี่คลายได้ระดับหนึ่ง

จะเห็นได้ข้างหน้าว่า นายกฯพระราชทานที่ล้มเหลวที่สุด คือคนที่ไร้เดียงสาจนไป คิดว่าเพียงแต่อาศัยพระบารมีส่วนพระองค์เท่านั้น ก็จะทำให้ "การเมือง" ยุติลงชั่วคราว เพื่อขจัดกวาดล้างบ้านเมืองให้สะอาดบริสุทธิ์จนกลับมาสู่ประชาธิปไตยได้อีก

ตอนต่อไปจะกล่าวถึงนายกฯพระราชทาน (ตามความหมายในนิยามข้างต้น) แต่ละคน เพื่อแสดงให้เห็นความไร้เดียงสาทางการเมืองของความคิดนี้ โดยเฉพาะเมื่อจะนำกลับมาใช้ใน พ.ศ.นี้

เมื่อเสือพบ(นาง)สิงห์

ที่มา มติชน





ถือเป็น "ไฮไลต์" สำคัญ สำหรับการเผชิญหน้ากันระหว่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน กับ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย

ในการจัดงาน "ใจประสานใจช่วยไทยน้ำท่วม" เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11

งานนี้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มาในฐานะประธานวิทยาลัยตลาดทุน รุ่น 12 หรือ วตท.12 ไม่ได้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด

โดย "ยิ่งลักษณ์" นั้น มาแรงจริงๆ เข้ามานั่งเป็นประธานรุ่นปุ๊บก็สามารถระดมเงินจากรุ่นได้จำนวนทั้งสิ้น 3,550,000 บาทปั๊บ

มีแหล่งข่าวผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เล่าเรื่องราวเหตุการณ์การพบกันระหว่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" และ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไว้ได้ละเอียดยิบ

"ต้องขอบอกว่าเงินที่มอบผ่าน ′อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ′ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ทันที เรื่องนี้เป็นไปอย่างที่กลุ่ม F.O.Y. (กลุ่มเพื่อนยิ่งลักษณ์) บอกไว้ว่า ′ยิ่งลักษณ์′ อยู่ตรงไหนก็ตาม ก็พร้อมที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคม ในทุกสถานะจริงๆ

ในงานนี้มี "สื่อ" ที่ร่วมทำข่าวแอบมาแพร่งพรายออกมาว่า บรรยากาศแห่งการรับมอบภายใน "ห้องจัดงาน" ของช่อง 11 นั้นได้เรียก เสียง "ซี้ด" ให้กับบรรดา "คอการเมือง" เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ เนื่องจากการ "โคจร" มาพบกันระหว่าง "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะประธาน วตท.12 กับ "อภิสิทธิ์" ในฐานะ "สร.1" ซึ่งผู้ชมทั้งห้องส่ง "ลุ้น" ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เพราะถือว่าเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่มาเจอหน้ากันอย่างจังๆ

มีการระบุว่า "อภิสิทธิ์" กับ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีมายืนรอรับคณะ วตท.12 ที่มี "ยิ่งลักษณ์" นำมามอบเงินช่วยเหลือก็น่าจะปกติ ไม่มีอะไร

แต่มีคนสังเกต "ท่าที" ของ "อภิสิทธิ์" ว่าออกจะ "อึดอัด" และไม่ค่อยอยากเผชิญหน้าตรงๆ แถมยังไม่มีการทักทายกันตามมารยาท!

และเมื่อลงจากเวทีแล้วนักข่าวก็ตามสัมภาษณ์ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กลับได้คำตอบเรียกความรู้สึกทันทีว่า "คนไทยต้องช่วยกันค่ะ"

งานนี้ "กองเชียร์" ขอบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น "โนคอมเม้นท์" ให้คิดกันเอาเอง แต่ยังไม่วายมีเสียงกระซิบเบาๆ ว่างานนี้ "สร.1เสียแต้ม"

และนี่คืออีกเหตุการณ์หนึ่งที่เปรียบเทียบระหว่าง "อภิสิทธิ์" ผู้ที่ถูกระบุว่าไม่เอ่ยแม้กระทั่งคำขอบคุณสำหรับเงินบริจาคให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ กับคำกล่าวของ "ยิ่งลักษณ์" ที่ว่า "คนไทยต้องช่วยกันค่ะ"

จริงหรือไม่ คนทั้งสองคงรู้ดี

ที่มา : หน้า 11 ,มติชนรายวัน ฉบับวันอังคารที่ 5 เมษายน 2554

เปิดใจ"ดร.นพดล กรรณิกา"เจ้าพ่อเอแบคโพลล์ ทำไม"เพื่อไทย"ชนะ"ประชาธิปัตย์"กลางกรุงเทพ

ที่มา มติชน



เมื่อไม่นานมานี้ สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ เผยผลสำรวจเรื่องเรื่อง คะแนนนิยมของสาธารณชนต่อ พรรคการเมือง ในบรรยากาศโหมโรงปลุกกระแสเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจากผลโพลล์แสดงให้เห็นถึงชัยชนะของพรรคเพื่อไทยที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ในเขตกรุงเทพมหานคร และผลสำรวจที่ว่า กลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ส่วนใหญ่เลือกพรรคเพื่อไทย ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้มากเลือกพรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงการที่กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ไม่เลือก 2 พรรค แต่ต้องการพรรคการเมืองที่ดีกว่า

ล่าสุด มติชนออนไลน์ สัมภาษณ์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ ในประเด็นนัยทางการเมืองที่แสดงออกจากผลสำรวจ ข้อพิสูจน์เหตุผลที่คนกรุงเทพฯเลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่าประชาธิปัตย์ รวมทั้งอนาคตของการเมืองไทยที่เข้าโหมดเลือกตั้ง


จากผลสำรวจที่ออกมาพบว่า ในหลายๆข้อกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ มองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่า สิ่งนี้แสดงถึงความคิดเห็นของประชาชนทั่วๆไปอย่างไร ?

ประชาชนมีเหตุผลและทัศนะที่แตกต่างออกไป อีกทั้งพรรคการเมืองในประเทศ ณ ขณะนี้ยังไม่สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อน และตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ต่อมาคือความเบื่อหน่ายนักการเมือง การแก่งแย่งชิงอำนาจของนักการเมือง การเอื้อผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม จึงเป็นเหตุผลที่มีส่วนให้ประชาชนเลือกที่จะมองหาพรรคการเมืองที่ดีกว่า

ผลสำรวจบอกว่า คนกรุงเทพมหานคร เลือกพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

การชุมนุมของคนเสื้อแดง อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับคนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ แต่ประเด็นในเรื่องนี้ก็คือ การที่คนกรุงเทพฯ ต้องการรัฐบาลที่สามารถสร้างความสุข ความมั่นคงในชีวิตของพวกเขาได้ อีกปัจจัยหนึ่งคือการที่รัฐบาลชุดปัจจุบันดำเนินนโยบายที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านี้ เช่น นโยบายรถเมล์ฟรีเพื่อประชาชน นโยบายน้ำฟรี-ไฟฟ้าฟรี ทำให้คนกรุงเทพฯรู้สึกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันต้องนำนโยบายของรัฐบาลชุดเก่ามาใช้

นั่นแสดงว่า คนกรุงเทพฯ มีความรู้สึกว่ารัฐบาลปัจจุบัน ไม่ได้ตอบสนองความต้องการต่างๆได้อย่างแท้จริง

มีความเป็นไปได้ คนกรุงเทพฯมีความคาดหวังต่อรัฐบาลสูง แต่นโยบายต่างๆที่จับต้องได้ ยังไปไม่ถึงประชาชนทุกชนชั้น คนกรุงเทพฯส่วนใหญ่ยังคงเดือดร้อนเหมือนเดิม มีการเลือกปฏิบัติกันเหมือนเดิม สิ่งที่สะท้อนความรู้สึกของคนกรุงเทพฯออกมาได้อีกก็คือ การที่กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองที่ประชาชนมีความสุขเป็นลำดับที่ 69 ของประเทศ และที่สำคัญการที่รัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯก็มาจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่คนกรุงเทพฯก็ยังไม่รู้สึกว่าคุณภาพชีวิตของตนดีขึ้นสักเท่าไหร่

กลุ่มตัวอย่างภาคกลางไม่เลือกพรรคใดถึงร้อยละ 47 เป็นโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย จะสามารถเข้ายึดครองคะแนนเสียงที่ยังตัดสินใจเลือกพรรคใด

เป็นโอกาสที่ดี ของทั้งสองพรรคที่จะได้คะแนนเสียงเพิ่มเติม นอกจากในภาคที่มีฐานคะแนนเสียงของแต่ละพรรคเป็นทุนเดิม ซึ่งผมมองว่าถ้านอกจากสองพรรคนี้แล้ว คงยากที่จะมีพรรคอื่นที่จะได้คะแนนเสียงจำนวนมากจากภาคที่ผู้คนยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด ซึ่งมีปัจจัยมาจากนโยบายของพรรคการเมืองอื่นๆที่มีขนาดเล็ก และกลาง ที่ประกาศออมา ยังไม่เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนมากนัก พรรคการเมืองเหล่านี้จึงเป็นได้เพียงพรรคการเมืองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต

เมื่อเทียบกับการประกาศนโยบายของพรรคขนาดใหญ่อย่างเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของพรรคมากกว่า ว่าจะสามารถปฏิบัติได้ตามที่ประกาศ แต่ผมขอบอกไว้ก่อนว่าพรรคใหญ่ๆเหล่านี้ ย่อมต้องมีกลุ่มผลประโยชน์ที่คอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง จึงทำให้มีโอกาสมากที่จะเกิดการทุจริตได้มากขึ้น

ข้าราชการเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าสาขาอาชีพอื่น สิ่งนี้สะท้อนถึงความคิดของกลุ่มข้าราชการซึ่งเป็นกลุ่มคนที่รัฐบาลชุดปัจจุบันให้การเอาใจใส่เป็นพิเศษอย่างไร

ข้าราชการในรัฐบาลชุดปัจจุบันได้รับการเอาใจใส่มกาขึ้นตามมติ ครม. ที่ออกมา แต่ในขณะเดียวกัน การที่ข้าราชการมักจะรู้อะไรมากกว่าประชาชน เพราะมีโอกาสใกล้ชิดกับนักการเมือง จึงมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งการวิ่งเต้น ทุจริต คอรัปชั่น ข้าราชการหลายคนทำงานให้กับรัฐบาลมาหลายชุด ก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในการทำงานของรัฐบาล ยังไม่มีความจริงจังในการแก้ไขปัญหา

จากผลการวิจัยครั้งที่ผ่านๆมา ก็พบว่าข้าราชการส่วนใหญ่พบเห็นการซื้อขายตำแหน่งของบรรดานักการเมือง และมีความรู้สึกว่าไม่มีพรรคการเมืองใด ที่จะมีความใสสะอาดในการปฏิบัติงาน

ขณะเดียวกันข้าราชการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตที่เกิดขึ้น มีข้าราชการเพียงส่วนน้อย เท่านั้นที่จะมีเงินและบารมีมากพอ ที่จะวิ่งเข้าหานักการเมืองได้ ดังนั้นเมื่อมองเห็นการวิ่งเต้น ทุจริต ที่เกิดขึ้นต่อไป จึงต้องการมองหาพรรคการเมืองที่จะประกาศนโยบายที่จริงจัง และใสสะอาด

ถ้าเปลี่ยนผลสำรวจจาก “เลือกตั้งในวันนี้” เป็น “เลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม” คิดว่าผลสำรวจจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

คิดว่าผลสำรวจจะคล้ายคลึงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เวลาไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เว้นแต่ว่าจะมีปัจจัยอื่น ที่เพิ่มเติมขึ้นมาในช่วงก่อนเลือกตั้งเดือนกรกฎาคม เช่น ถ้าในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง รัฐบาลแสดงความจริงจังในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น มีการปฏิรูประบบการเมืองต่างๆ สร้างความเท่าเทียมกันในหมู่ประชาชน ให้เข้าถึงทรัพยากรและบริการจากรัฐบาลได้มากกว่านี้ เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้

หากผลการเลือกตั้งออกมา แล้วต้องมีการจัดตั้งรัฐบาลผสม ซึ่งเป็นปัญหาทางการเมืองไทยมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องการเจรจาต่อรองตำแหน่งทางการเมือง จนนักการเมืองไม่มีเวลาแก้ปัญหาให้กับประชาชน ประเทศไทยจะกลับเข้าสู่วังวนเดิมๆหรือไม่

รัฐบาลผสมหรือรัฐบาลเสียงข้างมาก ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่ประเทศจะดีขึ้นได้ ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของนักการเมืองทุกฝ่าย ที่จะแสดงนัยของการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของนักการเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้ประชาชนเห็นสำนึกทางการเมืองที่ว่า เมื่อได้เข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศแล้ว จะต้องคำนึงที่ผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติมาก่อนประโยชน์ส่วนตน

จริงอยู่ที่เรื่องของพฤติกรรมนักการเมืองที่ไม่พึงประสงค์อาจจะต้องค่อยๆแก้ไปทีละนิด แต่ในขณะเดียวกันทางฝั่งประชาชน ไม่สามารถ อดทนรอการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นไปทีละน้อยได้อีก เนื่องจากได้รับความไม่ยุติธรรม ความไม่เท่าเทียมในการกระจายโอกาสจากรัฐบาล และการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่ล่าช้า มานานแล้ว ดังนั้นการจะทำให้ประเทศดีขึ้น ไม่กลับเข้าสู่วังวนเดิมอีก จะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักการเมืองที่ชัดเจน และทำให้ประชาชนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เรื่องโดย สรพงศ์ อ่องแสงคุณ

"นพดล"เผยเพื่อไทยเตรียมเปิดนโยบายทุกมิติหลังสงกรานต์ แย้มตัวเลือกนายกฯมี 5 คน

ที่มา มติลน

นายนพดล ปัทมะ อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน และที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อวันที่ 4 เมษายน ถึงผลโพลที่ระบุว่าพรรคเพื่อไทย(พท.)มีคะแนนนิยมดีกว่าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในพื้นที่ กทม. ว่า เป็นเรื่องที่ดี แต่พรรคเพื่อไทยก็ประมาทไม่ได้ จะต้องเร่งทำงานหนักต่อไป เพราะต้องเจอกับวิชามารทั้งหลายแหล่ ทั้งจากความพยายามที่ไม่ให้พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีความพยายามไม่ให้มีการเลือกตั้งอีก เราจึงยังต้องทำงานหนักต่อไป ทั้งนี้ หลังเทศกาลสงกรานต์ พรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวนโยบายของพรรคสำหรับการหาเสียง โดยจะเป็นนโยบายทุกมิติ ให้ประชาชนทุกคน เป็นแนวทางที่นำสันติสุขกลับคืนมาเพื่อความปรองดองของคนในชาติ บนพื้นฐานประชาธิปไตย และความยุติธรรม


"สำหรับนโยบายที่เรายังไม่เปิดเผยออกมา เพราะว่ากลัวถูกพรรคประชาธิปัตย์ลอก แต่เมื่อถึงเวลา ก็จะออกมาให้ครบวงจร จะมองให้เห็นภาพรวมของประเทศว่าจะเดินหน้าไปยังทิศทางไหน เราวางตัวอยู่ตรงไหนในอาเซียน และที่เหนือชั้นกว่านั้นคือจะมีนโยบายเกี่ยวกับการหารายได้ให้ประเทศ ไม่ใช่แค่การกู้มาแจกอย่างที่เป็นอยู่ " นายนพดลกล่าว และว่า สำหรับรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบระบบบัญชีรายชื่อ ขณะนี้ก็มีอยู่ส่วนหนึ่ง แต่จะยากในเรื่องการเรียงลำดับ โดยเฉพาะลำดับที่ 1-60 ถือว่ายากมาก แต่จะเรียบร้อยเสร็จสิ้นไม่น่าเกินหลังยุบสภา 1-2 วัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พร้อมกับการประกาศนโยบายเลยหรือไม่ นายนพดลกล่าวว่า จะเปิดตัวนโยบายก่อน แล้วเรื่องแคนดิเดตนายกฯจะตามหลังมา เนื่องจากเราต้องการกำหนดทิศทางของประเทศเสียก่อน สำหรับแคนดิเดตนายกฯตอนนี้มีตัวเลือกอยู่ประมาณ 5 คน สามารถเป็นใครก็ได้ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจ

"สุเทพ”แจกหนังสือแจงเหตุสลายม็อบ โจมตีเพื่อไทย-เสื้อแดง ขายงานสัปดาห์หนังสือฯด้วย

ที่มา มติชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 4 เมษายน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้ให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลนำพ็อคเก็ตบุ๊กที่ชื่อว่า “ ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก ” มาแจกจ่ายสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอให้ช่วยกันเผยแพร่ โดยหนังสือดังกล่าวมีเนื้อหารวบรวมคำชี้แจงของนายสุเทพ ต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจเหตุสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ระหว่างวันที่ 10 เมษายน-19 พฤษภาคมปี่ที่แล้ว หน้าปกเป็นรูปนายสุเทพยืนชี้นิ้ว ชื่อหนังสือพิมพ์ด้วยสีแดง ฉากหลังเป็นภาพควันไฟหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีความหนา 111 หน้า ตีพิมพ์บนกระดาษนิวเอจพร้อมภาพประกอบ จัดพิมพ์จำนวน 2,000 เล่ม พร้อมขายในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ในราคาเล่มละ 80 บาท

เนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งโจมตีกลุ่มคนเสื้อและพรรคเพื่อไทย (พท.) โดยนายสุเทพได้เขียนคำนำด้วยตัวเองส่วนหนึ่งว่า “ เป็นความคิดจะสร้างความวุ่นวาย เพียงเพื่อต้องการชิงอำนาจทางการเมือง และหาทางทำให้นักโทษหนีคดีไม่ต้องรับโทษ เมื่อทำแล้วก็มาโยนความผิดให้กับกองทัพและรัฐบาล โดยการบิดเบือนความจริงอย่างไม่ละอายใจ ”