WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 6, 2011

สมิง แตงเพชร วีรชน 10 เมษายน 2553‎

ที่มา thaifreenews

โดย prainn

วันนี้(5 เมษายน 2554)พี่น้องเสื้อแดงร่วมไว้อาลัยงานฌาปณกิจศพ
วีรชนคุณสมิง แดงเพชร ณ วัดสมรโกฎิ จ.นนทบุรี
นายสมิง เเดงเพชร อายุ 49 ปี ถูกยิงที่ศีรษะบริเวณสี่เเยกคอกวัว
เมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2553
มีลูก 3 คน คือ
นางสาวบุญทริกา แตงเพชร อายุ 28 ปี
นางสาวสมัญญา แตงเพชร อายุ 19 ปี
นางสาวแพรวพลอย เเตงเพชร อายุ 15 ปี

คำไว้อาลัยจากลูกๆ
ถึงพ่อในวันที่พ่อหายไปจากโลกนี้แล้ว
แล้วคืนนั้นพ่อก็จากเราไปจริงๆ
ความเสียใจมีมากแค่ไหนไม่สามารถอธิบายได้
ถึงจะเสียใจแต่เราก็ภูมิใจว่าพ่อได้สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย
คิดว่าพ่อคงภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน
และทางครอบครัวยังได้รับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย

(เรารู้ตัวคนสั่งฆ่าประชาชน)











ภาพทั้งหมด>>>https://picasaweb.google.com/108313507613178447448/52011#

ทหารฆ่า..แต่ใครสั่ง......สมิง แตงเพชร วันนี้

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา



ทหารฆ่า..แต่ใครสั่ง..... สมิง แตงเพชร

พิธีณาปนกิจศพ วีรชนสมิง แตงเพชร
วันนี้ ณ เมรุ วัด สมรโกฏิ จ.นนทบุรี
นายสมิง เเตงเพชร อายุ 49 ปี
อาศัยอยู่ที่ ตำบลบางกระสอ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี
อาชีพ ค้าขาย เสียชีวิตเนื่องมาจากสมองมีอาการบวมช้ำฉีกขาดและมีเลือดออกในเนื้อสมอง
ถูกยิงบริเวณศีรษะบริเวณสี่เเยกคอกวัว เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อ10 เมษายน 2553
นายสมิง แตงเพชร มีลูก 3 คน คือ
นางสาวบุญทริกา แตงเพชร อายุ 28 ปี
นางสาวสมัญญา แตงเพชร อายุ 19 ปี
นางสาวแพรวพลอย เเตงเพชร อายุ 15 ปี
[/url]

คำไว้อาลัยจากลูกๆของนายสมิง เขียนไว้อาลัย
ถึงพ่อในวันที่พ่อหายไปจากโลกนี้แล้ว "
แล้วคืนนั้นพ่อก็จากเราไปจริงๆ
ความเสียใจมีมากแค่ไหนไม่สามารถอธิบายได้
ถึงจะเสียใจแต่เราก็ภูมิใจว่าพ่อได้สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย
คิดว่าพ่อคงภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน
และทางครอบครัวยังได้รับความช่วยเหลือจากทุกฝ่าย
[/url]

[/url]

แกนนำมากันเกือบครบอย่างนี้แฟนคลับจะไม่รักได้อย่างไร คงจะเป็นเพราะฝนตกและรถติดมากๆ
[/url]
[/url]

ไม่ว่าผู้ใดคนใด จะมีบ้านหรือคฤหาสน์ใหญ่โตสักแค่ไหนหรืออย่างอื่นที่เปรียบได้
[/url]

ก็ไม่พ้นต้องมาที่นี่
[/url]

หรืออำมาตย์จะบอกว่า ข้าไม่มาที่นี่...ข้าไปทุ่งพระสุเมรุ มันก็คือเชิงตะกอนเหมือนๆกันละว้า
[/url]

ร่างวีรชน นอนสงบนิ่ง คลุมด้วยธงชาติ3สี หนึ่งนั้นมีสีแดงอยู่ด้วย
[/url]

อาจารย์ธิดา ถาวรเศษรฐ์ รกท.นปช.มอบทุนการศึกษาให้น้องๆ
[/url]

ช่วงกล่าวไว้อาลัย ได้ยินพี่เปียพูดชัดๆเลยครับ ทหารฆ่าคุณสมิง แตงเพชรและ
คนที่เผาเมืองเป็นคนชุดเขียวที่ยังรับราชการอยู่ไม่รู้หมายถึงใครหว่า..
แล้วใครสั่งเผาล่ะ..พี่เปียยังไม่ได้เว้าครับ.....คงคราวหน้ามั้ง
[/url]

คุณอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานทอดผ้าบังสุกุล
[/url]
[/url]

เดินขึ้นเมรุอย่างองอาจ ผึ่งผายของชายชาตินักสู้ ประธานจุดไฟประชุมเพลิง
[/url]
[/url]
[/url]
[/url]

ติดตามด้วยแกนนำทั้งหมด
[/url]

มวลชนมาร่วมพิธี สีแดงทั้งลานวัด สีช่างตัดกับขาวสวยจัง
[/url]
[/url]
[/url]

โปรยแผ่ส่วนบุญกุศล ให้ธรณี ฟ้า ดินได้รับรู้......
[/url]

เมื่อแกนนำ ที่พวกเขารักลงจากเมรุ กรุเข้ามาทักทาย
[/url]
[/url]

มีบ้านหรือคฤหาสน์ราคากี่พันกี่หมื่นล้าน ก็ต้องมานอนที่นี่ทุกคน
[/url]

บทสุดท้าย ของมนุษย์ไม่ว่าจะยากดีมีจน รำ่รวยสักปานใด ก็มลายหายไปสิ้น
แต่ความดีมีเมตตาธรรมยังสถิตย์ สรรเสริญเยินยอกันตราบนานเท่านาน
ไอ้คุณเปรม..ดูไว้ซะหมดบทบาทของอมนุษย์ เมื่อไรพวกเขาก็จะขวัญถึงกันตราบนานเท่านานเช่นกัน
มรึง..เหี้ยมโหด อำมหิตจริงๆ
[/url]

บทความข่าวสด:"10 เมษา"ทวงยุติธรรม“วีรชนแดง” เชื่อ“ปชป.”เป็นรัฐบาล ชาติไร้ความสงบ

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

ใกล้ “10 เม.ย.”


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

โดย วงค์ ตาวัน


ใกล้ถึงวันที่ 10 เม.ย.แล้ว ม็อบเสื้อแดงคงจะมาชุมนุมกันมากมายเป็นพิเศษ เพราะเป็นวันครบ 1 ปีของเหตุการณ์นองเลือดเมื่อปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นยิงกันตายในวันที่ 10 เม.ย. 53 ก่อนจะสิ้นสุดลงในวันที่ 19 พ.ค.

จะเป็นอีกวันที่สร้างความระทึกขวัญให้กับรัฐบาลอภิสิทธิ์

เพราะตราบใดที่รัฐบาลไม่ยอมทำให้คดี 91 ศพเกิดความกระจ่าง

ม็อบแดงก็จะมีเงื่อนไขในการเรียกระดมคนมาชุมนุมสร้างแรงกดดันได้มากมาย

ไม่เพียงไม่คลี่คลาย ยังทำให้เกิดเงื่อนงำซ้ำซ้อนตามมาอีก!?

ในคดีนักข่าวญี่ปุ่น ซึ่งตายที่แยกคอกวัว ในวันที่ 10 นี่แหละ เดิมทีสรุปไปแล้วตามพยานหลักฐานว่า เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

แต่ล่าสุดกลับมาพลิกคดีใหม่ว่า ไม่มีพยานหลักฐานชี้ว่าใครเป็นผู้กระทำ

ใครที่สรุปสำนวนคดีแบบนี้ รัฐบาลน่าจะตรวจสอบเบื้องหน้าเบื้องหลังสักหน่อย ลึกๆ เป็นพวกแตงโม มะเขือเทศหรือเปล่า

เพราะถือเป็นการจุดชนวนให้ม็อบ 10 เม.ย.นี้ มีอารมณ์ร้อนแรงได้เป็นอย่างดี

เลยสงสัยกันว่า เดิมทีรัฐบาลเลือกวันยุบสภาเอาไว้ต้นเดือนพ.ค. เพื่อหนีม็อบแดงในวันที่ 19 พ.ค.

ไปๆ มาๆ อาจจะต้องร่นมายุบก่อน 10 เม.ย. นี้หรือเปล่า!?

ถึงวันนี้ยังมีผู้คนบางส่วนเบื่อหน่ายว่า เมื่อไรม็อบแดงจะเลิกชุมนุมเสียที

คำตอบมีอยู่ว่า ม็อบไม่เลิกเพราะรัฐบาลไม่ยอมทำให้คดีคนตายกลางเมืองหลวงคลี่คลาย

มีหลายคดี มีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ

กลับสรุปเอาไว้ลอยๆ

ผู้เชี่ยวชาญการเมืองไทยบอกว่า ผู้มีอำนาจวันนี้ไม่รู้จักดูบทเรียนอดีต

ไม่รู้จักประวัติศาสตร์ 14 ต.ค. 2516, 6 ต.ค. 2519, 17 พ.ค. 35

จะพบว่าทุกเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐทำให้คนตายกลางเมืองนั้น ลงเอยไม่มีการสอบสวนดำเนินคดีใครเลย

เพราะทุกเหตุการณ์จบลงด้วยความรับผิดชอบทางการเมืองของผู้มีอำนาจ

หนีไปต่างประเทศบ้าง ยอมลาออกบ้าง เท่านี้ความขัดแย้งก็คลี่คลาย ไม่มีใครมาทวงถามให้ยืดเยื้อเช่นเหตุการณ์ครั้งหลังนี้

เมื่อไม่ยอมรับผิดชอบการเมืองก็ต้องเจอแรงกดดันทางคดีต่อไปอีก 20 ปี

รวมทั้งแรงกดดันจากม็อบด้วย!


(ที่มา ข่าวสดรายวัน , 4 เมษายน 2554)

ช็อตต่อช็อตวู้ดดี้เกิดมาแย่งอาหารสุนัขทรงเลี้ยง

ที่มา Thai E-News











พสกนิกรตัวอย่าง-คลิปรายการช่วงที่"วู้ดดี้"แสดงถึงความซาบซึ้งพระบารมีของพระราชวงศ์ ด้วยการนั่งพับเพียบนำอาหารสุนัขป้อนให้"คุณลูกหมี"สุนัขทรงเลี้ยง จากนั้นได้แบ่งครึ่งจากปากของสุนัขทรงเลี้ยงมาใส่ปากของตัวเองกินเข้าไปด้วย พร้อมกับพูดว่า"อร่อย" โดยที่เจ้าฟ้าหญิงเล็กทรงพระสรวลด้วยความพอพระทัย

ต่อมา“วู้ดดี้” ให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้นั่งร้องไห้อยู่ครึ่งชั่วโมง ขณะทูลสัมภาษณ์ เมื่อ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระราชทานสัมภาษณ์เรื่องขอความเป็นธรรมให้ในหลวง กับพระราชินี และข่าวลือต่างๆ

229ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้

ที่มา Thai E-News


ทางราชการได้ถือเอาวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปี อันเป็นวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่านเป็นวันรำลึกถึงพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับ 6 เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว จึงได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
6 เมษายน 2554

แม้ทหารที่จงรักภักดีกับพระเจ้าตากสิน จะพร้อมพลีชีพเพื่อพระองค์ แต่ก็มีพระราชดำรัสว่า “สิ้นบุญพ่อแล้ว อย่าให้ยากแก่ไพร่เลย” พระองค์ถูกประหารชีวิต เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 หรือวันนี้เมื่อ 229 ปีที่แล้ว พร้อมกับเชื้อพระวงศ์และขุนนางกว่า 150 คน รวมถึง พระยาพิชัยดาบหักด้วย

อย่างไรก็ตามทางราชการได้ถือว่าวันพระเจ้าตากสินมหาราช ตรงกับวันที่ 28 ธันวาคม อันเป็นวันคล้ายวันปราบดาภิเษกของพระองค์ท่าน จากปกติมักถือธรรมเนียมเอาวันสวรรคตเป็นวันรำลึกถึงมหาวีรกษัตริย์ แต่เนื่องจากวันสวรรคตของพระองค์ท่านตรงกับวันที่ 6เมษายน ได้ถือเป็นวันจักรีแล้ว ประวัติศาสตร์จึงต้องได้กำหนดวันพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีแทน อันแผกจากธรรมเนียม

ทรงเป็นวีรกษัตริย์ไทยอีกพระองค์หนึ่งที่ได้รับการเทิดทูน และเคารพบูชาจากประชาชนชาวไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงเพราะพระปรีชาสามารถในการรบที่กอบกู้ชาติไทยให้เป็นเอกราช และสร้างความเป็นปึกแผ่นแก่บ้านเมืองของเราเท่านั้น แต่พระองค์ยังเป็นผู้นำที่เปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว มีความกตัญญูและเสียสละต่อผืนแผ่นดินไทยอย่างยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนอีก

ระหว่างการโฆษณาชวนเชื่อกับการเมืองที่เป็นจริงกรณีพระเจ้าตากvsรัชกาลที่1

เรื่องหนึ่งที่กลายเป็นblack propagandaที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ไทยก็คือ การโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลงจากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช

การโหมโฆษณาชวนเชื่อนี้ทำให้คนไทยชั้นหลังๆจำนวนมากเชื่อตามไปเช่นนั้นจริงๆ แต่หากจะตั้งข้อสงสัยซักเล็กน้อยว่า ในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทยนั้นไม่เคยมีครั้งใดที่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย และประการสำคัญก็คือพระเจ้าตากสินนั้นมีรัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์อยู่แล้ว...ด้วยเหตุใดเล่า จึงจะไปยกราชสมบัติให้กับ"ท่านอื่น"

ความจริงนั้นปรากฎเป็นหลักฐานเอกสารชั้นต้นว่า พระเจ้าตากสินถูกยึดอำนาจ ถูกประหารชีวิต รัชทายาทและขุนนางใกล้ชิด รวมทั้งพระกุมารเล็กๆก็ถูกสังหารเกือบเรียบ ยกเว้นพระราชโอรสที่บังเอิญเกิดกับสนมที่เป็นลูกของรัชกาลที่1 หรือมีศักดิ์เป็นหลานรัชกาลที่1ของราชวงศ์จักรีที่รอดมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อรัชกาลที่1สวรรคตเพียง7วัน รัชทายาทคนสุดท้ายเชื้อสายของพระเจ้าตากก็ถูกสังหาร เพื่อขจัดเสี้ยนหนามไม่ให้เหลือซาก

หากมองด้วยสายตาของคนในยุคนั้น การปราบดาภิเษกดังกล่าว นักวิชาการเห็นว่าเป็นธรรมเนียมโบราณราชประเพณีโดยปกติ หาใช่การทรยศหักหลังแต่ประการใด ดังที่เคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้เรื่อยมาในหน้าประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรไทย

วาระสุดท้ายของมหาราชชาตินักรบ?

ดังที่ทราบกันดีว่าหลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 แล้ว พระเจ้าตากสินที่เป็นคนไทยเชื้อสายจีน(ซึ่งเป็นที่ดูถูกของคนไทยสมัยนั้น แม้กระทั่งเวลาต่อมาอีกนับร้อยๆปี) ก็นำทัพกอบกู้เอกราชให้แก่ไทย แล้วสถาปนากรุงธนบุรี เป็นราชธานีใหม่

ทรงรวบรวมไทยให้เป็นปึกแผ่นแล้วปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2311 พระองค์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 6 เมษยา 2325 แม้จะมีคำบอกเล่าเชิงตำนานไว้บางสำนวนว่า พระองค์ได้หลีกทางให้พระยาจักรี สถาปนาราชวงศ์ใหม่ด้วยเหตุผลบางประการ และพระองค์ได้ดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบในสมณเพศสืบมา

แต่นั่นก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์กระซิบ การนั่งทางใน หรือการนิมิต ทว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ชี้ว่าพระองค์ถูกพระยาจักรี สั่งให้สำเร็จโทษเพื่อปราบดาภิเษกราชวงศ์ใหม่ และมีการกำจัดเสี้ยนหนามตามมาอีกหลายระลอก

กรณีของพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นนับว่าประหลาดไปจากกรณีอื่นที่กล่าวมาแล้ว คือการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในขณะที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อนสวรรคตลง แล้วเกิดปัญหาการสืบราชสมบัติ และการถูกประหารชีวิตนั้นกรณีอื่นๆมีการจับสึกจากสมณเพศก่อน แต่ในกรณีพระเจ้าตากสินนั้นบางหลักฐานชี้ว่า อาจเป็นไปได้ว่าถูกสั่งสำเร็จโทษประหารชีวิตด้วยการตัดพระเศียร ขณะที่ดำรงสมณเพศอยู่ก็เป็นได้

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในหนังสือ”การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" หน้า 575 ว่า*
" ( พระพุทธยอดฟ้าฯ) จึงมีรับสั่งให้เอาไปประหารชีวิตสำเร็จโทษเสีย เพชฌฆาตกับผู้คุม ก็ลากเอาตัวขึ้นแคร่หามไปกับทั้งสังขลิกพันธนาการ เจ้าตากสินจึงว่าแก่ผู้คุมเพชฌฆาตว่า ตัวเราก็สิ้นบุญจะถึงที่ตายแล้ว ช่วยพาเราแวะเข้าไปหาท่านผู้สำเร็จราชการ จะขอเจรจาด้วยสักสองสามคำ ผู้คุมก็ให้หามเข้ามา ครั้น ( พระพุทธยอดฟ้าฯ)ได้ทอดพระเนตร จึ่งโบกพระหัตถ์มิให้นำมาเฝ้า ผู้คุมแลเพชฌฆาตก็ให้หามออกไปนอกพระราชวัง ถึงหน้าป้อมวิชัยประสิทธิ์ ก็ประหารชีวิตตัดศีรษะเสีย ถึงแก่พิราลัย จึ่งรับสั่งให้เอาศพไปฝัง ณ วัดบางยี่เรือใต้"


"ชำแหละแผนรัฐประหารยึดกรุงธนบุรี"

ในบทความเขียนโดยปรามินทร์ เครือทอง ได้ลำดับเหตุการณ์การรัฐประหารไว้ว่า:

แผนรัฐประหารเริ่มขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 2324 ระหว่างการปราบปรามจลาจลในเขมร สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทราบข่าวความไม่ปกติในกรุงธนบุรี จึงให้พระยาสุริยอภัยผู้หลานมาคอยฟังเหตุการณ์อยู่ที่เมืองนครราชสีมา เวลาเดียวกัน สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ลอบทำสัญญากับแม่ทัพญวน ฝ่ายแม่ทัพญวนก็ให้กองทัพญวน-เขมรนั้นล้อมกองทัพกรมขุนอินทรพิทักษ์ไว้

แรมเดือน 4 พ.ศ. 2325 ขุนแก้ว น้องพระยาสรรค์, นายบุญนาค นายบ้านในเขตกรุงเก่า และขุนสุระ นายทองเลกทองนอก ทั้งสามได้คิดก่อกบฎขึ้น ชักชวนกันซ่องสุมประชาชนจะไปสำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ฝ่ายเจ้าเมืองอยุธยา พระอินทรอภัย หนีรอดมาได้ กราบบังคบทูลต่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พระองค์จึงให้พระยาสรรค์ขึ้นไปปราบ แต่ภายหลังได้กลายเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงธนบุรี

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2325 ทัพพระยาสรรค์ได้เข้าล้อมกำแพงพระนคร รบกับกองทัพซึ่งรักษาเมืองจนถึงเช้า ครั้นรุ่งเช้า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีบัญชาให้หยุดรบ พระยาสรรค์ก็ถวายพระพรให้ทรงผนวช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีก็ทรงออกผนวชเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2325 วันรุ่งขึ้น พระยาสรรค์ก็ออกว่าราชการชั่วคราว

แต่มาภายหลัง พระยาสรรค์ได้ปล่อยตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามมาช่วยกันรบป้องกันพระนครจากกองทัพพระยาสุริยอภัย ทั้งสองทัพรบกันเมื่อราว 2-3 เมษายน พ.ศ. 2325 พระยาสรรค์และกรมอนุรักษ์สงครามแตกพ่ายไป

จนเมื่อถึงวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกก็ยกทัพมาถึงกรุงธนบุรี

เมื่อมาถึงก็ชำระความถึงการกบฏ และอ้างอิงไปถึงว่าต้นเหตุเกิดจากความวิปลาสของพระเจ้าตากฯ จึงให้ชำระโทษไปเสียทั้งหมดโดยนำตัวไปประหารชีวิต และปราบดาภิเษกตนขึ้นเป็น ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์



ขณะที่ปรีดา ศรีชลาลัย กล่าวถึงวาระสุดท้ายของพระเจ้าตากสินฯไว้ในบทความเรื่อง”ปีสุดท้ายของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 ประจำเดือนธันวาคม 2524 ว่า”สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชถูกปลงพระชนม์ ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวชจนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์ หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ)”

ปรีดานำเสนอว่า ปฐมเหตุนั้นมาจากการที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองของเวียดนาม เมื่อพวกกบฏไตเซินได้ก่อการรัฐประหารต่อพระเจ้าเวียดนามยาลอง พ่ายแพ้ถอยร่นลงมาทางใต้ แล้วหวังจะได้กำลังฝ่ายเขมรเข้ามาช่วยสู้รบ จึงเข้าไปแทรกแซงการเมืองเขมร ซึ่งเป็นประเทศราชของไทย

พระเจ้าตากสินจึงโปรดเกล้าให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระมหาอุปราช องค์รัชทายาทเป็นแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยาจักรี(ด้วง) เจ้าพระยานครสวรรค์ เจ้าพระยาสุรสีห์(บุญมา น้องชายเจ้าพระยาจักรี ด้วง)และพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ เหล่านี้เป็นแม่ทัพรองๆลงมา ไปจัดการปราบ และเพื่อมิให้ญวนลุกลามเข้ามายึดเมืองเขมรเป็นที่มั่น โดยโปรดให้กองทัพไทยออกไปในเดือนยี่ ปีฉลู ตรงกับพ.ศ.2324

แทนที่จะจัดการปัญหาได้ตามแผน ปรีดาได้อ้างถึงพงศาวดารญวน ฉบับนายหยงทหารปืนใหญ่ แปล(เล่ม 2 หน้า 378)ว่า เรื่องผิดคาดหมด เพราะกองทัพไทยที่ยกออกไปครั้งนั้นทำงานต่างกัน แม่ทัพใหญ่พยายามจะรุดหน้าไป ฝ่ายแม่ทัพรองบางนายหาทางยับยั้งเสีย เพื่อหน่วงคอยฟังเหตุการณ์ทางกรุงธนบุรี เวลานั้นญวนได้ส่งกองทหารเข้าไปช่วยอยู่ในเมืองเขมรบ้าง แต่ไม่มากนัก ว่ากันตามส่วนกำลังที่ทั้งสองฝ่ายมีและจะต้องสู้กันอย่างแตกหัก อย่างไรเสียก็ควรจะหวังได้ว่ากองทัพไทยต้องทำงานได้ผลดีเป็นแน่ หากงานที่ทำนั้นไม่มีเรื่องอื่นเข้าแทรกแซง เพราะฝ่ายญวนอ่อนเต็มทีแล้ว ย่อมจะต้องการหย่าศึกกับไทยมากกว่า เพราะญวนมีภาระจะต้องสู้รบกับพวกราชวงศ์เล้(กบฏไตเซิน) ซึ่งกำลังตีรุกลงมาจากทางเหนืออย่างรุนแรง ถ้าขืนรบกับไทยเข้าอีก จะถูกตีกระหนาบสองหน้า อาจถึงเหลวแหลกหมดทางตั้งตัว

เพราะฉะนั้นเพื่อหาทางดีกับไทย แม่ทัพญวนชื่อเหงวียงหึวถว่าย จึงลอบแต่งทูตมาทาบทามทางแม่ทัพรองฝ่ายไทย พงศาวดารญวน เล่ม 2 หน้า 382 บันทึกไว้ว่านับเป็นโชคดีของญวน เป็นอันสมประสงค์ของแม่ทัพญวนโดยง่ายดาย เพราะว่าแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ต้องการจะให้กองทัพญวนและเขมรร่วมมือในทางลับอยู่เหมือนกัน และท่านแม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ยินดีจะช่วยกำลังแก่ญวนตามสมควรในโอกาสต่อไป เมื่อทำงานลับเสร็จสมหมายแล้ว แม่ทัพญวนกับแม่ทัพรองฝ่ายไทยได้ลอบทำสัญญาลับทางทหารต่อกัน ฝ่ายแม่ทัพญวนหักกระบี่และคันธงออกเป็น ๒ ท่อน แล้วแบ่งให้ไว้ฝ่ายละครึ่งตามธรรมเนียม เพื่อเป็นเครื่องหมายในการทำสัญญา ต่อจากนั้น แม่ทัพรองฝ่ายไทยก็ให้ญวนล้อมกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และทัพพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนรามภูเบศ ไว้อย่างแน่นหนา ตรึงทัพทั้งสองมิให้เคลื่อนที่ได้ ส่วนตนรีบเดินทัพย้อนกลับมากรุงธนบุรีโดยด่วน

ส่วนทางด้านกรุงธนบุรี มีผู้ยุยงชาวกรุงเก่าให้เกิดเข้าใจผิดในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และชักชวนทำการกบฏย่อยๆขึ้น ผู้ยุยงตัวสำคัญซึ่งแอบขึ้นไปตั้งทำการยุที่กรุงเก่า มี 3คน คือ นายบุนนาค, หลวงสุระ,หลวงชะนะ รวบรวมผู้คนตั้งเป็นกองรบเข้ารุมทำร้ายผู้รักษากรุงเก่า แล้วเดินทางมายังกรุงธนบุรี ในเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ถึงกรุงธนบุรีในตอนดึก ก็เริ่มยิงพระนครทันที ยังมีพวกกบฏแอบแฝงซ่องสุมอยู่ในกรุงธนบุรีอีก มีหลวงสรวิชิต (หน) เป็นต้น ก็ก่อการจลาจลขึ้นรับกับพวกกบฏที่ยกมาจากกรุงเก่า

ในชั้นต้น พวกกบฏขอให้พระสงฆ์เข้าไปถวายพระพร ทูลขอให้พระองค์เสด็จออกทรงผนวชเพื่อสะเดาะพระเคราะห์เมืองสัก 3 เดือน สมเด็จพระเจ้าตากสินฯทรงรับคำทูล โปรดให้ข้าราชการผู้ใหญ่ปรึกษาดูตามความสมควร เวลานั้นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีพระยาสรรคบุรี (บรรพบุรุษแห่งสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (มะซอน บรรพบุรุษแห่งสกุลศรีเพ็ญ) เป็นต้น ล้วนแต่ซื่อสัตย์จงรักภักดีในพระองค์อย่างยิ่งยวด ข้าราชการเหล่านั้นคงจะได้คำนึงถึงกำลังส่วนใหญ่ที่ต้องส่งออกไปภาคตะวันออก จะทำผลีผลามลงไปในขณะนี้ ฉวยว่ามีการผันแปรต่างประเทศด้านอื่นเกิดขึ้นแทรกแซง จะเรียกกำลังจากภาคตะวันออกกลับมาไม่ทันท่วงที

อีกประการหนึ่งพวกราษฎรก็ถูกปลุกปั่นให้เข้าใจผิดโดยการโฆษณาชวนเชื่อว่าพระเจ้าตากสินทรงมีพระสัญญาณวิปลาส คือเป็นบ้า หลงผิดว่าบรรลุโสดาบัน ทำการสั่งสอนพระสงฆ์ หากพระสงค์องค์ใดไม่ยินยอมก็ถูกจับเฆี่ยนตี(ซึ่งเป็นกล่าวหาที่ร้ายแรงมากที่สุดในเวลานั้น เป็นโทษฐานอนันตริยกรรมทีเดียว) ความเข้าใจผิดอาจลุกลามไปมาก ในเมื่อไม่รีบหาทางแก้ไข เสียแต่ในชั้นต้น ฉะนั้นควรจะมีทางมองเห็นทางเดียวที่ควรกระทำก่อน คือขอให้ทรงยอมตามความประสงค์ ดังที่พวกกบฏขอให้พระสงฆ์ทูลแล้วนั้น

พระเจ้าตากสินฯซึ่งสิ้นไร้ทั้งกำลัง และถูกโฆษณาชวนเชื่อว่าร้ายอย่างหนักหน่วงให้ขาดการสนับสนุนจากมวลชน ก็ได้ตกลงเสด็จออกทรงผนวช วันอาทิตย์ เดือน 4 แรม 12 ค่ำที่วัดแจ้ง อันเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง (เช่นเดียวกับวัดพระแก้วมรกตในวังหลวงทุกวันนี้) ในการเสด็จออกทรงผนวชนี้ ความจริงหาขาดจากพระราชตำแหน่งไม่ เพราะมีกำหนดแน่นอน ว่าจะเสด็จนิวัติกลับสู่ราชบัลลังก์ ภายหลังเมื่อทรงผนวชแล้ว 3 เดือน ส่วนราชการบ้านเมืองก็มีข้าหลวงรักษาพระนครตามธรรมเนียม

พระเจ้าตากสินทรงผนวชแล้ว 12 วัน พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) หลานเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ซึ่งโปรดให้ออกไปเป็นเจ้าเมืองนครราชสีมา ยกทัพมาจากนครราชสีมา โดยมิได้รับพระบรมราชานุญาต (ซึ่งถือเป็นพฤติการณ์กบฎในสมัยนั้น แม้กระทั่งสมัยนี้หากเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่มีคำสั่ง)

แต่ในพงศาวดารว่าเจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ให้รีบยกเข้ามาฟังเหตุการณ์ในกรุงก่อน (ดูพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 3) พวกกบฏมีนายบุนนาค หลวงสุระเป็นต้น เข้าสมทบกับพระยาสุริยอภัย (ทองอิน)

กาลครั้งนั้นพระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงระดมกำลังเท่าที่จะหาได้ในเวลานั้น รีบยกไปตีกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ที่ตำบลบ้านปูน ณ วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นเวลาภายหลังที่พระยาสุริยอภัย (ทองอิน) เดินทัพเข้ามาในกรุง และตั้งมั่นอยู่ 11 วัน แต่กำลังของกรมขุนอนุรักษ์สงครามไม่สามารถตีทำลายกองทัพพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) ลงได้ตามความประสงค์ เพราะกำลังน้อยกว่า ต้องล่าถอยไปทางวัดยาง ในที่สุดถูกพวกพระยาสุริยอภัย (ทองอิน) จับได้ พระยาสุริยอภัย (ทองอิน)จึงขยายวงค่ายแผ่กว้างออกมา จนใกล้พระราชวังหลวง

เมื่อกรมขุนอนุรักษ์สงครามถูกจับแล้ว 3 วัน พอเช้าวันที่ 6 เมษายน 2325 เจ้าพระยาจักรี (ด้วง) ก็รีบเดินกองทัพใหญ่มาถึงพระนคร ได้มีการสอบถามความเห็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เป็นจำนวนมาก(ซึ่งส่วนมากก็ล้วนอยู่ในสายของพระยาจักรีนั่นเอง) ว่าเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้แล้วจะควรทำอย่างไรต่อไป

บรรดาข้าราชการที่ยังจงรักภักดีในพระองค์สมเด็จพระเจ้าตากสิน และเชื่อในพระราชปรีชาสามารถ ของพระองค์ ก็ยืนคำว่าควรไปกราบทูลอัญเชิญเสด็จ ขอให้ทรงลาผนวชออกมาครองราชสมบัติบริหารการแผ่นดินโดยด่วน หาไม่ก็ควรยกราชสมบัติให้รัชทายาทของพระองค์แทน เพราะมีรัชทายาทหลายพระองค์ ในเรื่องนี้ได้ความตามคำบอกเล่าจากเจ้านายบางองค์ในราชวงศ์จักรีว่า ข้าราชการพวกที่กล้าพูดเช่นนั้น ในที่สุดก็ถูกคุมตัวไปประหารชีวิตทั้งหมด

ส่วนสมเด็จพระเจ้าตากก็ถูกปลงพระชนม์ในวันนั้นเอง ณ พระวิหารที่ประทับในวัดแจ้ง (คือวัดอรุณราชวราราม ปัจจุบันนี้) รวมวันตั้งแต่เสด็จออกทรงผนวช จนถึงวันถูกปลงพระชนม์ เป็น 28 วัน โหรจดไว้ว่าดับขันธ์ ไม่ใช้คำว่าสิ้นพระชนม์หรือสวรรคต ก็เพื่อยืนยันว่า พระองค์ท่านถูกปลงพระชนม์ทั้งที่ทรงเพศเป็นพระภิกษุ จึงใช้คำว่าดับขันธ์ เพื่อให้เข้าใจว่ามิได้สวรรคตเมื่อลาผนวชออกมา ความจริงพระองค์ดำรงสมณเพศจนตลอดพระชนม์ชีพ

เมื่อการปลงพระชนม์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชิญพระศพไปฝังไว้ที่วัดอินทาราม บางยี่เรือ ใกล้ตลาดพลู คลองบางหลวง (เวลานั้นยังเรียกวัดบางยี่เรือ) บรรดาศพข้าราชการที่จงรักภักดีในพระองค์ มีเจ้าพระยานครราชสีมา (บุญคง ต้นสกุลกาญจนาคม) พระยาสรรค์ (บรรพบุรุษสกุลแพ่งสภา) พระยารามัญวงศ์ (ต้นสกุลศรีเพ็ญ) พระยาพิชัยดาบหัก (ทองดี ต้นสกุลวิชัยขัทคะ และพิชัยกุล) เป็นต้น จำนวนมากกว่า 150 นาย ก็ถูกฝังเรียงรายใกล้พระศพสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้น

ฝ่ายพระราชวงศ์ของพระเจ้าตากสินที่ยังเหลือ ถ้าเป็นเจ้าชายชั้นทรงพระเจริญวัยก็ถูกจับปลงพระชนม์หมด เอาไว้แต่ที่ทรงพระเยาว์ และเจ้าหญิง ถอดพระยศออกแล้วเรียกว่าหม่อม เหมือนกันทุกพระองค์ แม้จนกระทั่งสมเด็จพระราชินี และสมเด็จพระน้านาง เป็นการถอดอย่างที่ไม่เคยมีมา ฝ่ายเจ้าพระยาอินทวงศา อัครมหาเสนาธิบดีฝ่ายกลาโหม ขณะนั้นตั้งวังปราบบัญชาการทัพอยู่ที่ปากพระ ใกล้เมืองถลาง ทราบว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินฯถูกปลงพระชนม์แล้ว ก็ฆ่าตัวตายตามเสด็จ เพราะไม่ยอมเป็นข้าคนอื่น

ยังเหลือไว้แต่กรมขุนกษัตรานุชิต(เจ้าฟ้าเหม็น)ราชโอรสที่เกิดแต่ลูกสาวของพระยาจักรีที่ไว้ชีวิต(แต่เมื่อรัชกาลที่1สวรรคตลง ก็มีการหาเหตุขจัดเสี้ยนหนามในที่สุด โดยอ้างว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะทำการกบฎ โดยมีหลักฐานคือกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อกบฎ..)

ส่วนความเกี่ยวข้องกับญวน ตามสัญญาลับ ไทยต้องช่วยญวนต่อรบกับพวกราชวงศ์เล้ (ที่เรียกพวกกบฎไตเซิน) 2 ครั้ง และช่วยอาวุธยุทธภัณฑ์อีกนับไม่ถ้วน ผลสุดท้ายเมื่อญวนกลับตั้งราชวงศ์องเชียงสือสำเร็จ มีอำนาจใหญ่โตขึ้น ไทยต้องเสียเมืองพุทไธมาศแก่ญวน

พงศาวดารจากการบันทึกความทรงจำของคนร่วมสมัยระบุด้วยว่า หลังจากประหารชีวิตพระเจ้าตากไปไม่นาน มีการขุดพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิง พระพุทธยอดฟ้าและกรมพระราชวังบวรฯเสด็จไปทอดพระเนตร เห็นนางในน้อยใหญ่ร้องไห้รักอาลัยพระเจ้าตากก็ทรงกริ้ว สั่งเฆี่ยนนางในเหล่านั้น

อมรรัตน์ เทพกำปนาท กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขียนถึงพระราชอุตสาหะและน้ำพระทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชไว้ในบทความเรื่อง พระเจ้าตากสินมหาราช กับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในยุคกรุงธนบุรี ว่า คงเป็นเพราะการศึกสงครามที่ยังมีอยู่แทบตลอดรัชกาลนั่นเอง ซึ่งปัญหาความอดอยากนี้ นับว่าเป็นปัญหาหนักทีเดียว จนพระองค์ถึงกับเคยเอ่ยพระโอษฐ์ด้วยความทุกข์พระทัยว่า

“...บุคคลผู้ใด เป็นอาทิ คือ เทวดา บุคคลผู้มีฤทธิ์มาประสิทธิ์ มากระทำ ให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุขได้ แม้ผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจตัดบริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ความกรุณาเป็นสัตย์ฉะนี้...”

จากพระราชปรารภข้างต้น คงจะทำให้เราได้เห็นน้ำพระทัยของพระเจ้ากรุงธนบุรีอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าทรงตั้งใจเสียสละเพื่อราษฎรเพียงใด ตลอดรัชกาล พระองค์ต้องคิดทั้งเรื่องการรบข้าศึกศัตรู คิดเรื่องการฟื้นฟูและทำนุบำรุงบ้านเมือง คิดถึงการแก้ปัญหาปากท้องราษฎร แต่ละเรื่องนับเป็นภาระที่หนักยิ่ง

หากมิใช่เพราะพระปรีชาสามารถ น้ำพระทัยที่ห้าวหาญ และความเสียสละของพระองค์ท่านแล้ว คงยากที่คนไทยเราจะมีวันนี้ได้

ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก

#กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท(วังหน้าพระยาเสือ)

ภายหลังเจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าขึ้นเป็นรัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้น สมเด็จพระอนุชาในรัชกาลที่ 1 คือ กรมพระราชวังบวรฯ(บุญมา) เสด็จลงมาเฝ้าฯ กราบทูลว่าบรรดาบุตรชายน้อยๆ ของเจ้าตากสิน จะรับพระราชทานเอาไปใส่เรือล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่าไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยนหนามไปภายหน้า" (พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา, คลังวิทยา, ๒๕๑๖, น. ๔๖๐)

อย่างไรก็ดีลูกของพระเจ้าตากสินองค์หนึ่งเหลือรอดมาได้ คือเจ้าฟ้าเหม็น เพราะเป็นหลานของรัชกาลที่ 1 ได้ขอยกเว้นชีวิตไว้ และโปรดสร้างวังท่าพระให้อยู่(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งมหาวิทยาลัยศิลปากร)แต่พอต่อมาเมื่อรัชกาลที่ 1 สวรรคตได้เพียง 7 วัน และผลัดแผ่นดินมาสู่รัชกาลที่ 2 พระราโชบายที่เคยมีมาแต่ต้นรัชกาลก็มาประสบผล

โดยคดีนี้พิลึกพิลั่นว่า อีกาได้คาบข่าวมาบอกว่าเจ้าฟ้าเหม็นจะก่อการกบฎแย่งชิงราชบัลลังก์ ในที่สุดก็มีการตั้งตุลาการขึ้นชำระความ ซึ่งตุลาการสมัยโน้นก็คงอาการประมาณเดียวกับสมัยนี้หละกระมัง คือหาหลักฐานไม่พบ โดยมีความตอนหนึ่งว่าไว้ดังนี้

มีรับสั่งโปรดเกล้าฯ ว่า อ้ายเมืองให้การถึงหม่อมเหม็น ทั้งนี้ยังเลื่อนลอยอยู่เห็นหาจริงไม่ แต่ทะว่าเป็นความแผ่นดิน จึงให้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย ตริตรองชำระเอาความจริง



ตุลาการศาลยุติธรรมในเวลานั้นตริตรองแล้วก็ชำระความออกมา ด้วยการที่เจ้าฟ้าเหม็นทรงถูกถอดยศเป็น "หม่อมเหม็น" นำไปสำเร็จโทษที่วัดปทุมคงคา ส่วนพระโอรส 6 พระองค์ของเจ้าฟ้าเหม็นก็ต้องโทษ "ตัดหวายอย่า่ไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่าไว้ลูก" คือ หม่อมเจ้าชายใหญ่ หม่อมเจ้าชายสุวรรณ หม่อมเจ้าชายหนูเผือก หม่อมเจ้าชายสวัสดิ์ หม่อมเจ้าชายเล็ก และ หม่อมเจ้าชายแดง ทรงถูกนำไป "ถ่วงน้ำ" ที่ปากอ่าว

ก็เป็นอันว่าพระราโชบายที่กำหนดไว้นับแต่ปราบดาภิเษกสถาปนาพระราชจักรีวงศ์ ก็มาบรรลุผลในตอนหลังรัชกาลที่ 1 สวรรคตลงเพียง 7 วันนั่นแล

แม้จะสิ้นวงศ์ไปแล้ว และแม้เหตุการณ์ผ่านไปนานถึง 229 ปี แต่กฤษฎาภินิหารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชนั้นก็บดบังมิได้..

******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์ชุด วิกฤตการณ์ในบั้นปลายรัชกาล ของราชอาณาจักรไทย 10 ตอนจบเต็มอิ่ม( มีสรุปย่อ )

โหลดกระจายด่วน'ว่าที่'หนังสือต้องห้าม:เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ( Overcoming Fear of Monarchy in Thailand )

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 เมษายน 2554

หนังสือ เอาชนะความกลัวพระบรมเดชานุภาพ: Overcoming Fear of Monarchy in Thailand เขียนโดยจรรยา ยิ้มประเสริฐ นักกิจกรรมด้านแรงงาน ( เธอไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เพียงแต่นามสกุลพ้องกัน และอุดมคติคล้ายกัน )

จรรยาเปิดเผยว่า หนังสือฉบับนี้เขียนขึ้นมาด้วยจุดประสงค์เพื่อถอดมายาภาพที่ปรุงแต่งแวดล้อมสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อที่ประชาชนในประเทศไทย จะได้ปฏิบัติตัวกับพระบรมวงศานุวงศ์ในฐานะแห่งมนุษย์ที่เคารพในศักด์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน

เป็นการเขียนด้วยความรักในประเทศชาติ เป็นการเขียนเพื่อต้องการเห็นทั้งสังคมไทยพัฒนาก้าวหน้า เป็นสังคมแห่งการใช้เหตุผล เป็นสังคมที่คนทั้งสังคมสามารถใช้ภูมิปัญญาและองค์แห่งความรู้ (อันจำเป็นยิ่งในสภาวะแห่งวิกฤติธรรมชาติในปัจจุบัน) เพื่อพัฒนาขับเคลื่อนไปด้วยกันด้วยความรัก ความเข้าใจ มุ่งหน้าสู่เส้นทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่เคารพทุกวิถีชีวิต วิถีการพัฒนาที่เคารพ รักษาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และเคารพในความหลากหลายของทุกสรรพสิ่ง

การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ สังคมต้องเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นและคำวิพากษ์วิจารณ์ของทุกฝ่าย ในสิ่งที่คิดว่าไม่สอดคล้องกับตรรกะแห่งเหตุผลด้วยเหตุผล โดยเฉพาะต่อกลุ่มบุคคลที่อยู่ภายใต้การดูแลของงบประมาณของแผ่นดิน 2,000,000,000,0000 บาท (สองล้านล้านบาท) ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทน วุฒิสมาชิก และผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการใช้งบประมาณแผ่นดินทุกคน

หนังสือเล่มนี้ด้วยหลักฐานอ้างอิงมากมายของแหล่งที่มาของข้อมูล มันคืองานวิชาการชิ้นหนึ่งที่ไม่ควรถูกแบน หรือถูกเซ็นเซอร์ หรือถ้าหนังสือเล่มนี้จะเป็นหนังสือต้องห้าม ข้าพเจ้าได้เขียนไว้ที่คำโปรยหลังว่า . .

"เมื่อการใช้เสรีภาพในการพูดหรือนำเสนอความคิดเห็นด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีต่อการเมืองไทย เพราะต้องการเห็นประชาชนในประเทศไทยมีสิทธิ เสรีภาพ และมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในการกำหนดอนาคตที่ดีกว่านี้ ของตัวเองและของลูกหลาน ถูกนิยามว่าเป็นอาชญากรรมที่ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ในประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ประชาชนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจำเป็นจะต้อง “หมิ่นฯ”



พร้อมกันนี้ ขอคัดคำนำมาเผยแพร่ในที่นี่ . .

การลุกขึ้นสู้ของประชาชนเพื่อขับไล่เผด็จการสุจินดา คราประยูร มาถึงจุดเดือดในเดือนพฤษภาคม 2535 มีรายงานผู้เสียชีวิต 48 คน จากการปราบปรามของทหารในเหตุการณ์ครั้งนี้

เป็นไปตามธรรมเนียมการเมืองไทย พระบาทสมเด็จระเจ้าอยู่หัวทรงเชิญให้แกนนำทั้งสองฝ่ายเข้าเฝ้าและอภัยโทษให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพระราชทานนายรัฐมนตรี ที่แม้ไม่ได้มาจากกระบวนการเลือกตั้ง แต่ก็ได้ผ่านร่างกฎหมาย 267 ฉบับภายในปีเดียว


นี่คือรูปธรรมการเมืองไทย “ประชาธิปไตยแบบไทยภายใต้พระมหากษัตริย์” อันเป็นนิยามแห่งความสับสน และการเมืองแห่งการขอโทษที่เราทำได้แค่นี้ ที่กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่รอยครั้งแล้วครั้งเล่า ตามธรรมเนียมวิถีที่ตั้งอยู่บนการสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ คนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองโลกในแง่ดี ต่างก็หวังว่าเหตุการณ์พฤษภาเลือดปี 2535 จะเป็นการนองเลือดครั้งสุดท้ายที่กองทัพไทยกระทำกับประชาชนคนไทย และจะเป็นการสิ้นสุดได้เสียทีแห่งการเมืองคอรัปชั่น ผู้นำที่ละโมภโลภมากและโง่เขลาเบาปัญญาทางการเมือง ที่มีมาต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่ปี 2490 เมื่อทหารไทยได้เริ่มต้นกระวนการบดขยี้ขบวนการประชาธิปไตยของไทยที่เพิ่งผลิใบ

การเลือกตั้งที่ตามมาหลังจากเหตุการณ์พฤษภาเลือด ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนเริ่มมีความหวังกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจนได้รัฐธรรมนูญ (ฉบับประชาชน) ปี 2540 ได้ระบุถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางด้านที่เคยถูกปฏิเสธ - อาทิเสรีภาพในการรวมตัวแสดงออกซึ่งความคิดเห็น แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ไม่ใช่ไม้กายสิทธิ์ การจะขจัดปัดเป่าปัญหาคอรัปชั่นที่ฝังรากลึกในกลไกของรัฐ ทหาร ตำรวจ และรวมทั้งในวัฒนธรรมการเมืองของไทยมาอย่างยาวนาน ต้องการมากกว่าเพียงแค่มีการระบุไว้ในมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ

สัญญาณแห่งการพัฒนาที่มีทีท่าว่าจะเป็นไปด้วยดีเหล่านี้ ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดโดยรัฐประหารปี 2549 ที่โค่นทักษิณได้สำเร็จ รวมทั้งยังได้ผลักประเทศไทยให้มุ่งหน้าสู่สงครามกลางเมือง

รัฐประหาร 2549 ทำให้คนไทยที่เคยแต่เพียงเฝ้ามองเหตุการณ์เมืองไทยอยู่รอบนอก จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถทนดูนิ่งเฉยได้อีกต่อไป และเข้ามาร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย หลายคนได้ลุกขึ้นมาทลายความกลัวแห่งกฎหมายเหล็ก “กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และเริ่มวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า เพราะเหตุใด ในรอบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ความหวังและแรงบันดาลใจเพื่อสร้างสังคมที่ดีงามของพวกเขา จึงถูกบดขยี้และทำให้ขยับเยื้อนไม่ได้จากอำนาจของคณะองคมนตรี ทหารรักษาพระองค์ และพวกหัวหน้าผู้พิพากษาต่างๆ

ประเทศไทยมีประชากร 66 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ร่วมครึ่ง หรือมากกว่าครึ่งของประชากรทั้งประเทศยังคงดำรงวิถีชีวิตด้วยการพึงพิงอาหารที่ครอบครัวผลิตจากไร่นาของตัวเอง โดยมีครอบครัวเกษตรกร 5.7 ล้านครอบครัว ซึ่งนับเป็นตัวแทนของประชากรไม่ต่ำกว่า 40% ของทั้งประเทศ และในจำนวนนี้มีเกษตรกรไม่ต่ำกว่า 40% ที่มีที่ดินทำกินไม่ถึงสิบไร่ หรือต้องทำนาด้วยระบบแบ่งผลผลิตกับเจ้าของที่ดิน หรือเป็นเกษตรกรที่ต้องเช่าที่ดินทำกิน และจำนวนมากต้องสร้างรายได้เสริมจากการเดินทางไปเป็นแรงงานรับจ้างนอกพื้นที่จากจำนวนเงินกู้ทั้งหมดในประเทศไทย 45% เป็นเงินที่มาจากการกู้นอกระบบที่กระทำในตลาดมืด และคิดดอกเบี้ยกันในอัตรามหาโหด ส่วนมากจะคิดดอกเบี้ยกันเป็นรายเดือน

หนี้สินของครอบครัวเกษตรกรโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 300,000 บาทต่อครัวเรือน สูงกว่าหนี้สินเฉลี่ยต่อครัวเรือนของประชาชนทั้งประเทศเกือบเท่าตัว สวัสดิการสังคมที่มีอันจำกัดและครอบคลุมกำลังแรงงานเพียง 27% ของจำนวนแรงงานทั้งหมด 38 ล้านคน คนงานที่ถูกจัดในกลุ่ม “แรงงานจ้างงานตัวเอง” ที่มีประมาณ 24 ล้านคน ไม่ได้รับสวัสดิการทางสังคมใดๆ และก็เผชิญความยุ่งยากต่างๆ นาๆ ในการเข้าถึงการใช้บริการการรัษาฟรีของรัฐบาล สรุปสั้นๆ ก็คือ 70% ของประชากรในประเทศไทย ต่างก็มีชีวิตอยู่บนชะตากรรมที่ไม่มีสวัสดิการทางสังคมใดๆ เลย

ประเทศไทยถูกจัดอยู่ที่ลำดับ 73 ของดัชนีชี้วัดการพัฒนาของสหประชาชาติเมื่อปี 2548 แต่ในการจัดลำดับประจำปี 2554 เราตกร่วงลงมาอยู่ที่ลำดับที่ 92



หนังสือฉบับนี้ เป็นบทความต่อเนื่องจากสองบทความขนาดยาวที่เขียนขึ้นมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ “ไพร่สู้ บนเส้นทาง 78 ปีประชาธิปไตย” (2552-2553 begin_of_the_skype_highlighting 2552-2553 end_of_the_skype_highlighting) และ “ทำไมถึงไม่รักxxx (2553) แต่บทความเรื่องนี้เจาะลึกลงไปมากขึ้นถึงอำนาจของลัทธิศักดินาที่ยังคงคุมขังและทรมานพัฒนาการทางสังคมและการเมืองของคนในประเทศไทยอยู่จนถึงปัจจุบัน

ดาวโหลดบทความได้ฟรีที่ 4Shared http://www.4shared.com/dir/x-Z1Geph/_online.html

หรือที่scribd http://www.scribd.com/doc/52073145/%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A7-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E-Overcoming-Fear-of-Monarchy-in-Thailand

อนึ่งหนังสือเล่มนี้จะเป็นเอกสารหลักที่่ใช้ประกอบการบรรยายที่เวทีเสวนา "เบืองหลังวิกฤติประเทศไทย" ที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ในวันที่ 10 เมษายน 2554 เพื่อร่วมรำลึกถึงมรณกรรม 10 เมษายน 2553 ครบรอบ 1 ปี ( คลิ้กโปสเตอร์ด้านล่าง )


**********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:เปิดตัวเครือข่ายประชาธิปไตย( คปต.) เดินเครื่องยกเลิก112 คืนอิสรภาพสุรชัย+220เหยื่อกฎหมายหมิ่น

เปิดตัวเครือข่ายประชาธิปไตย( คปต.) เดินเครื่องยกเลิก112 คืนอิสรภาพสุรชัย+220เหยื่อกฎหมายหมิ่น

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 พฤษภาคม 2554

กว่า 35 กลุ่มประชาธิปไตยทั้งในและต่างประเทศ ได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายประชาธิปไตย (คปต.)”- Democracy Networks เพื่อทำกิจกรรมรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยผู้ต้องหาจำนวน 220 คน ที่ต้องโทษกฎหมายหมิ่นฯ ให้ได้รับอิสระเสรีภาพหรือการประกันตัว

เมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ได้มีการจัดประชุมวิชาการเกี่ยวกับมาตรา 112 และรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย โดยมีผู้แทนจากหลายกลุ่มทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมประชุมฯ ประกอบด้วย

กลุ่มเสื้อแดงจากจังหวัดสตูล พัทลุง ราชบุรี สิงห์บุรี นครปฐม ปทุมธานี กรุงเทพฯ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชลบุรี ตราด ลพบุรี นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี นครสวรรค์ พะเยา ลำปาง เชียงราย กลุ่ม 24 มิถุนา แดงสยาม แดงตะวันออก สมัชชาสังคมก้าวหน้า พลังแดงชะอำ พลังหญิง สหายสีแดง ตัวแทนจากสหภาพแรงงาน สหภาพครู ทนายความ กลุ่มศิลปิน พระสงฆ์ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย แนวร่วม LA และแดงเสรีชนเยอรมัน เป็นต้น เข้าร่วมประชุม

ในช่วงเช้าของการประชุมฯ เป็นการบรรยายทางวิชาการเกี่ยวกับมาตรา 112 โดย ผศ.ดร. สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และ รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ ให้ที่ประชุมได้รับความรู้และความเข้าใจกฎหมายมาตรานี้ดียิ่งขึ้น

ส่วนในช่วงบ่าย เป็นการระดมความคิดเห็นเพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการรณรงค์ ดำเนินรายการโดยคุณสมยศ พฤกษาเกษมสุข ดร.สุนัย จุลพงศธร และนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ ภูสิทธิ์สกุล

โดยที่ประชุมฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ต่อแนวคิดในการยกเลิกมาตรา 112 และร่วมกันเสนอกิจกรรมที่จะนำไปสู่การยกเลิกกฎหมายมาตราดังกล่าว เช่น

-การตั้งเวทีปราศรัยและเดินรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา112 ในวันสำคัญๆ

-การให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรา 112 กับสังคมในวงกว้างในรูปแบบต่างๆ เช่น บทความ แผ่นพับ ซีดี และโปสเตอร์ การทำซุ้มตั้งโต๊ะ/จัดนิทรรศการ

-ให้ประชาชนลงชื่อหรือแสดงความคิดเห็นต่อการยกเลิกมาตรา 112

-การทำหนังสือถึงนักการเมืองพรรคต่างๆ และหน่วยงานภาครัฐ ให้รับทราบ

-ตลอดจนให้ความรู้กับคนในครอบครัวของตนเองและรอบข้างให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับมาตรา 112

เพื่อสร้างเครือข่ายรณรงค์ยกเลิกมาตรา 112ให้ครบทุกจังหวัด โดยแต่ละกลุ่มจะดำเนินการทำกิจกรรมที่เสนอมาข้างต้นไปพร้อมๆ กับการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมเข้าชื่อขั้นต่ำ 10,000 ชื่อ (ที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ) เพื่อยกเลิกมาตรา 112 ผ่านทางรัฐสภา

ประเด็นที่สองที่หารือในที่ประชุมฯ คือการรณรงค์ให้อาจารย์สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้รับการประกันตัว หลังจากต้องโทษมาตรา 112 และถูกจองจำอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยภรรยาอาจารย์สุรชัย ได้เล่าให้ที่ประชุมฯ รับทราบว่า ถึงแม้อาจารย์สุรชัยจะยังมีกำลังใจดี แต่สุขภาพไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากอายุมาก ทั้งนี้ เคยยื่นขอความเป็นธรรมเพื่อให้ได้รับการประกันตัว แต่ถูกยกคำร้อง ล่าสุดอาจารย์สุรชัยจึงเขียนพินัยกรรมฝากตนไว้ กรณีถ้าต้องเสียชีวิตในคุก

ที่ประชุมฯ มีมติว่า ควรร่วมกันเขียนจดหมายถึงอาจารย์สุรชัย ซึ่งกลุ่มแดงสยามกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน มีการตั้งโต๊ะในสถานที่ต่างๆ และที่ชุมนุม เพื่อให้ผู้คนได้ลงชื่อเยี่ยมอาจารย์สุรชัย เขียนจดหมายร้องทุกข์ถึงองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ ให้ช่วยเหลืออาจารย์สุรชัย และนักโทษมาตรา 112 (ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 220 คน ในประเทศไทย) ให้ได้รับอิสรภาพหรือการประกันตัว

โดยคณะทำงานเครือข่ายฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกลุ่มต่างๆ ข้างต้น และที่จะเข้าร่วมด้วยในอนาคต จะประชุมหารือในรายละเอียดเกี่ยวกับการทำกิจกรรมต่างๆ ที่เสนอในที่ประชุมฯ ตลอดจนการจัดตั้งเวทีปราศรัยรณรงค์ให้ยกเลิกมาตรา 112 และปล่อยนักโทษกฎหมายหมิ่นฯ ที่คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ในวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในวันครบรอบการต่อสู้ครั้งสำคัญของคนเสื้อแดง

( ข่าวเวอร์ชันภาษาอังกฤษ )

Democracy Networks Establishment with Activities
to Cancel Article 112 and free 220 Thai prisoners with lèse majestè charges


About 35 democratic groups in Thailand and abroad aggregated to set up Democracy Networks (DNs) to launch campaigns and activities for canceling Article 112 and freeing the current 220 Thai prisoners who have been charged under the lèse majestè law. A seminar and operational plan meeting was organized on April 3, 2011 for exchanging knowledge and information about Article 112 and brainstorming to prepare an action plan.

The meeting received considerable interest from representatives of the red shirts in many provinces across Thailand (e.g., Satun, Patthalung, Ratchaburi, Singburi, Nakhon Pathom, Pathumthani, Bangkok, Samutsakorn, Samutsongkhram, Samutprakan, Chonburi, Trat, Lopburi, Nakhonratchasima, Ubonratchathani, Udonthani, Nakhonsawan, Phayao, Lampang, Chiangrai) and various groups (e.g., the 24 Mituna Prachatippatai, Red Siam, Eastern Red, Social Moves, Cha-am Red Power, Palung Ying, Red Comrade, the representatives from labor union, lawyers, teachers, artists, monks, Student Confederation of Thailand, LA Ally, and Red Liberal German).

In the morning session, two invited speakers, Assistant Professor Dr. Somsak Jeamteerasakul and Associate Professor Dr. Pichit Likitkijsomboon, gave talks to the participants about Article 112 (the details cannot be described here). The afternoon session was moderated by Mr. Somyot Pruksakasemsuk, Dr. Sunai Julapongsathorn, and Dr.Pongsak Phusitsakul.

The participants exchanged views and expressed their opinions toward Article 112 and reached strong agreement to conduct several activities in parallel with heavy campaigns to cancel Article 112. As parts of the action plan, the DNs will provide more information to people in Thai society to have the right perception and understanding of Article 112, and its severe enforcement and use of punishment as an efficient tool of the dictatorship. The Article 112 information will be prepared and distributed to the public in the forms of seminars, stage speeches, street-rally campaigns, published articles in various media, such as CD-ROM, leaflets, posters, brochures, etc. One of the legitimacy activities is to expand the anti-112 networks to local areas across Thailand to seek more allies to cooperate and jointly sign the petition for canceling this article.

According to law code in the Thai Constitution, people can submit a petition with at least 10,000 signatures for a specific purpose/demand through the parliament system for consideration.

The second topic discussing in the afternoon meeting was to help Surachai Danwattananusorn (the Red Siam leader) and the current 220 prisoners who have been charged under the lèse majestè law. Surachai’s wife told the participants in the meeting that her husband has a good memtal condition, but his physical condition is not very good because of his age and the environment in the cell.

Surachai’s latest petition asking for bail was rejected, and now he feels that he might not be released, or he might be die in jail. His wife said that her husband wrote a testament and gave it to her in case he should die in prison. The DNs seriously discussed about what the networks can do to help Surachai and other prisoners facing similar charges.

In conclusion, three activities will be conducted, including 1) writing to the international human rights organizations and asking for help to free all Thai prisoners who are charged with lèse majestè; 2) writing to Surachai to give him encouragement and providing information about Article 112; and 3) setting up the tables with a book for people to write and express their condolences to Surachai at Red Shirt demonstrations and other possible areas.

For the coming historic day of the Red Shirts on May 19 this year, the DNs are planning to organize stage speeches about Article 112 and run campaigns to free the prisoners who are charged with lèse majestè. The action plans will be discussed in detail among the representatives from all groups under the networks.
***********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สุรชัยฝากถึงมวลชนเสื้อแดง

-บันทึกทนายอานนท์ นำภา:เสียงกระซิบจากแดนตาราง

ภาพที่พี่หนุ่มกับพี่หมี พยุงร่างอากงกลับเข้าสู่แดนตารางทำให้ผมคิดถึงใครบางคน… ใครบางคนที่ไม่อาจเห็นภาพเหล่านี้ได้ นี่คือความไม่เท่าเทียมกันของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน …


คลิปสัมภาษณ์ทนายความดา ตอร์ปิโด:ความจริงหลังกรงขัง



Thailandmirror Talk สัมภาษณ์ ประเวศ ประภานุกูล "ทนายดา ตอปิโด" ผู้ต้องขังเหยื่อมาตรา 112