WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, April 7, 2011

เพื่อร่วมรำลึกวันจักรี: ย้อนประวัติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยสายตาของไพร่

ที่มา Thai E-News


โดย จรรยา ยิ้มประเสริฐ
7 เมษายน 2554


6 เมษายน 2554 เมื่อวานนี้ เป็นวันครบรอบ 229 ปี แห่งราชวงศ์จักรี เป็นวันสถาปนาปฐมบรมราชาแห่งราชวงศ์จักรี ตามที่เราท่านได้ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เกิดขึ้นหลังจากเจ้าพระยาจักรีทำรัฐประหารและประหารชีวิตพระเจ้ากรุงธนบุรี พระเจ้าตากสินมหาราช พร้อมทั้งครอบครัว และขุนนางที่จงรักภักดีทั้งหลาย

การโค่นราชวงศ์หนึ่งแล้วตั้งราชวงศ์ใหม่เกิดขึ้นตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทยในยุคสมัยสมบูรณาณาสิทธิราชย์ และราชวงศ์จักรีก็ไม่ได้มีประวัติแห่งการก่อกำเนิดที่แตกต่างจากราชวงศ์อื่นๆ เช่นกัน

ดังนั้นในการร่วมรำลึกวันจักรี ในฐานะประชาชน เราควรร่วมรำลึกอย่างมีสติ ด้วยการพยายามเข้าใจวิถีคิดและจิตวิทยาการเมืองแห่งราชวงศ์จักรี เพื่อสืบสานและรักษาอำนาจให้คงอยู่คู่ฟ้า

ราชวงศ์จักรีได้สืบทอดแนวคิดและจิตวิทยาการบริหารบ้านเมืองตามระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาจากราชอาญาจักรอยุธยา และราชอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลายในอดีต และปฏิบัติตาม “โองการสวรรค์” ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

วิถีการรักษาอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มักอิงแอบแนบชิดกับนายทหารเสนาบดี ควบคู่ไปกับส่งเสริมค่านิยมความเชื่อในเรื่อง “ความเป็นสมมุติเทพ” ที่ดำรงต่อเนื่องมาเนิ่ินนานหลายพันปีแห่งประวัติศาสตร์มหาราชา อันเป็นยุทธศาสตร์แห่งการดำรงอยู่และขยายราชอาญาจักร และเป็นยุทธศาสตร์เพื่อการสร้างความชอบธรรมและการยอมรับในหมู่ประชาชนว่า การเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ขึ้นเป็นผู้ปกครองแว้นแคว้นนั้นๆ นั้นเป็นโองการจากสวรรค์ ทั้งมหาจักรพรรดิจิ๋นซีฮ่องเต้ของจีน พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งมหาอาณาจักรขอมที่ยิ่งใหญ่ หรือแม้แต่พระเจ้าจอห์นแห่งอังกฤษที่ฉีกสัญญาประชาคมที่ทำไว้กับขุนพลจากเมืองต่างๆ เมื่อกว่า 800 ปีที่ผ่านมา (แม้ว่าสุดท้ายก็ต้องยอมทำสัญญาแมคนาคาร์ตาในปลายรัชกาลก็ตาม) ต่างก็อ้างว่าพระองค์ได้รับการแต่งตั้งจากสวรรค์

นั่นมันเนิ่นนานมามากแล้ว หลายร้อยปีมาแล้ว สถาบันกษัตริย์ในหลายประเทศปลาสนาการไปในช่วง 229 ปี

ภาพการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ด้วยเครื่องกิโยติน 21 มกราคม 1793 (พ.ศ. 2336)

พระราชวงศ์พระเจ้าซาร์ นิโคลัสที่ 2 ของรัสเซีย ทุกพระองค์ถูกสังหารโหดในวันที่ 17 กรกฎาคม 1918 (2461)

ภาพการปฏิวัติรัสเซียพ.ศ. 2460

ในช่วงเวลาหลายร้อยปีนี้ ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ต่างก็ทยอยถูกโค่นล้มโดยประชาชนในทั่วทุกมุมโลก สำหรับกษัตริย์ที่ชาญฉลาดต่างก็รู้ว่าจำต้องปรับตัวลงมาอยู่ร่วมกับประชาชนภายใต้รัฐธรรมนูญ

กษัตริย์ที่บ้าอำนาจที่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญต่างก็ถูกโค่น อย่างถอนรากถอนโคน และถูกประหารชีวิต (ชัดเจนที่สุดได้แก่ กรณีพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ของฝรั่งเศส พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ของรัสเซีย หรือร่วมสมัยในกรณีของพระเจ้าคยาเนนทราของเนปาล ที่ถูกโค่นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่รัฐบาลทักษิณถูกโค่นด้วยรัฐประหาร 2549 ของคณะปฏิรูปการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (หรือในอีกนัยยะหนึ่งก็คือรัฐประหาร โดยคณะรัฐประหารอ้างว่า เพื่อดึงอำนาจกลับไปสู่สถาบันพระมหากษัตริย์))

สมบูรณาญาธิราชย์แบบไทยไทย

ถ้ามองย้อนคร่าวๆ ไปยังบันทึกการเมืองสมัยอยุธยา ธนบุรี รัตนโกสินทร์ พวกเราจะเห็นการฆ่าฟันแย่งชิงกันขึ้นสู่อำนาจตลอดเวลา เกือบทุกรัชสมัย เกิดมาพร้อมกับวรรณกรรมเพื่อการกล่อมเกลาสังคม อาทิ ลิลิตโองการแช่งน้ำ ที่ใช้ประกอบการทำพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเพื่อสาบานตนต่อพระมหากษัตริย์ ที่ใช้มาตั้งแต่องค์ปฐมกษัตริยแห่งราชอาณาจักรอยุธยา และสืบสานต่อเนื่องมาจนถึงกรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ และจนถึงปัจจุบัน
แม้จะมีการพูดเรื่องทศพิธราชธรรมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช แต่ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่า การเมืองระบอบกษัตริย์ ไม่รู้จักกับคำว่า (หรือไม่มีนิยามคำว่า) “ความยุติธรรม” มีแต่เพียงคำว่า “พระราชอำนาจ”“พระราชโองการ” และ/หรือ “พระราชดำริ” เป็นต้น

ระบบสมบูรณาณาสิทธิราชย์ เพื่อการเมืองที่กดหัวคน จึงเป็นระบบการเมืองที่เหน็ดเหนื่อย ที่ไม่มีเสถียรภาพ ไม่ยั่งยืน เพราะมันต้องอยู่กับความหวาดระแวง ชิงไหวชิงพริบ ต่อสู้แย่งชิงอำนาจ ระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา

ประวัติศาสตร์เจ้าจึงเป็นประวัติศาตร์แห่งเขตแดนที่ไม่เคยอยู่นิ่ง - ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยสงครามและการนองเลือดแห่ง . .

==> การรักษาอำนาจและอาณาเขตแดน (ของเจ้า) ==> การขยายอาณาเขต ==> การกู้แผ่นดิน ==> การแย่งชิงในราชสำนัก ==> เกิดราชวงศ์ใหม่

เป็นวัฎจักรหมุนวนกันอย่างนี้ ไม่รู้จบไม่รู้สิ้น จนกว่าจะเจ้าจะยอมรับในระบอบประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ที่ทุกคนได้รับการปฎิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

การเมืองกษัตริย์จึงเป็นการเมืองของศักดินาชนชั้นสูง การเมืองของกษัตริย์ อุปราช และเสนาบดีกลาโหม

เป็นการเมืองที่ประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น - ทั้งขึ้นทั้งล่อง - หรือที่สุภาษิตว่าไว้ว่า “เมื่อช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกราญ” เป็นการเมืองที่แน่นอนว่าประชาชนต่างก็ไม่พอใจ และต่างก็ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ประชาชนต้องเสี่ยงชีวิตในฐานะทหาร เสียชีวิตจากการปล้นสะดมภ์ ขาดอาหาร และถูกจับเป็นเชลยข้ามเขตแดนกันไปมา ตามแต่ว่าศึกครั้งนี้มหาราชองค์ไหนคือผู้ชนะ

ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีคำว่า “ประชาชน” มีแต่คำว่า ไพร่ ทาส เลก ที่ไม่มีอธิปไตยของชีวิตตัวเอง เป็นเพียงกำลังแรงงาน สนมนางกำนัล เครื่องบำเรอความใคร่ และกองกำลังทหารที่หล่อเลี้ยงความมั่งคั่งแห่งเมืองหลวง

ในระบบศักดินาสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เจ้าศักดินาคนไหนก็ตามที่เริ่มมีอิทธิพลและมีไพร่ทาสมากเกินไป จะถูกจับตามอง และถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพของพระมหากษัตริย์หรือขุนนางที่ฉ้อฉลคนอื่น พวกเขามักจะถูกกำจัดทิ้งอย่างง่ายดาย ฆ่าเรียบ เผาเรียบ พร้อมกับยึดไพร่ ทาส มาเแจกจ่ายระหว่างกลุ่มที่ชนะ

นี่คือการเมืองแห่งอำนาจของลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์ไทย เป็นการเมืองแห่งการรบราฆ่าฟัน จี้ปล้น แย่งชิง เผาบ้าน เผาเมือง กันอยู่ตลอดเวลา มันโหดร้ายยิ่งนัก

ด้วยเหตุนี้ลัทธิสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ดำรงตนด้วยการบ่มเพาะความเชื่อว่ากษัตริย์คือโอรสสวรรค์ จึงถูกท้าทายจากพลังประชาชนควบคู่มาพร้อมกับประวัติศาตร์ราชสำนัก เพราะในตัวลัทธิแนวคิดนี้ มันขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ที่มีความรักอิสรภาพ รักสงบ และรักความเป็นไท ประชาชนทั่วไปต่างก็ต้องการดำรงชีวิตด้วยความเข้าใจและเคารพในธรรมชาติ พึ่งตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน รวมทั้งลงแรงช่วยเหลือกันและกันในเทือกสวนไร่นา ดังนั้นพวกเขาไม่ต้องการเป็นข้า ไพร่ หรือทาสของใครทั้งนั้น

การลุกขึ้นโค่นเผด็จการและกษัตริย์ในโลกปัจจุับัน

ลัทธิการปกครองระบบกษัตริย์ และเผด็จการทหารที่อยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน ต่างก็กำลังอยู่ในภาวะอกสั่นขวัญหาย อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในหลายประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศในอาฟริกา และตะวันออกกลางที่การเปลี่ยนผ่านได้เกินอายุขัยมานานร่วมศตวรรษ จนอยู่หลงยุค หลงสมัย และกลายเป็นตัวตลกในหมู่ประชาคมโลกมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประชาชนในประเทศเหล่านั้นก็รู้ดี และกำลังลุกขึ้นสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและยุติหลายศตวรรษแห่งชีวิตที่ถูกกดขี่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์และเผด็จการทหาร

ประเทศที่ปกครองด้วยลัทธิมหาราชเอกบุรุษ และเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภา ที่อยู่รอดมาถึงปัจจุบัน (เหลืออยู่น้อยเต็มที่) ต่างก็อยู่่เกินอายุขัย และต่างก็พยายามอย่างหนัก และทุ่มเทงบประมาณของรัฐ(อันจำกัด) จำนวนมากมายมหาศาล ไปกับการสร้างภาพและปลูกฝังความคิดแห่ง “สมมติเทพ” และ “ความศักดิ์สิทธิ์” ให้กับองค์พระมหากษัตริย์กันอย่างบ้าคลั่ง ทั้งพัฒนากลไกที่ซับซ้อนและวิจิตรบรรจงมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งพัฒนาการแห่งเครื่องประดับอาภรณ์และพระราชธรรมเนียมต่างๆ

บทเรียนของกษัตริย์ฆวน คาร์ลอส คือบทเรียนแห่งการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญอย่างน่าชื่นชม



สุรเสียงพระเจ้าฆวน คาร์ลอส ที่ ๑ แห่งสเปน มีพระราชดำรัสปฏิเสธการรัฐประหาร 2521

ประวัติศาสตร์ไพร่

การลุกขึ้นสู้ของประชาชนที่อาฟริกาตอนเหนือและตะวันออกกลางในช่วงปลายปีที่่ผ่านจนถึงขณะนี้ คือประวัติศาสตร์การลุกขึ้นสู้ของประชาชนแห่งยุคสมัยปัจจุบัน

ภาพการประท้วงกษัตริย์บาร์เรน กุมภาพันธ์ 2554

ประชาชนอียิปต์ลุกขึ้นขับไล่เผด็จการมูบารัค 25 มกราคม 2554 ทั้งประเทศและต่อเนื่อง มูบารัคต้องยอมลาออกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2554

จากศรีปราชญ์ถึงณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

เราจะเห็นได้ว่า แม้ประวัติศาสตร์มักจะเขียนโดยชนชั้นสูงเพื่อชนชั้นสูงเป็นส่วนใหญ่ มันก็ยังทิ้งเรื่องราวให้เราอ่านระหว่างบันทัดได้อยู่บ้างจากบันทึกเหล่านี้ได้บ้าง อาทิ มันได้บันทึกจิตวิญญาณอิสระของมนุษย์คนหนึ่งไว้เช่นกันเมื่อร่วมสี่ร้อยปีที่ผ่านมา จิตวิญญาณของมหากวีแห่งยุคสมัยพระเจ้านารายณ์ “ศรีปราชญ์” ที่ยิ่งใหญ่จนแม้แต่นักประวัติศาสตร์ราชสำนักก็ไม่อาจไม่บันทึกความยิ่งใหญ่ของเขา ที่ตอบโต้ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระสนมของพระนารายณ์ ที่กล่าวหาศรีปราชญ์ว่า . .

หะหายกระต่ายเต้น ชมจันทร์
มันบ่เจียมตัวมัน ต่ำต้อย
นกยูงหางกระสัน ถึงเมฆ
มันบ่เจียมตัวน้อย ต่ำต้อยเดียรฉาน

ศรีปราชญ์ย้อนตอบ . .

หะหายกระต่ายเต้น ชมแข
สูงส่งสุดตาแล สู่ฟ้า
ระดูฤดีแด สัตว์สู่ กันนา
อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นเดียวกัน
การตอบโต้ครั้งนี้ระหว่างศรีปราชญ์ มหากวีแห่งยุคสมัยกับพระสนมของพระนารายณ์ ทำให้เขาติดคุกหลวงและถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราชจนถูกประหารชีวิต ซึ่งเขาได้เขียนบทกลอนในวันประหารชีวิตไว้ว่า . .
ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน
เราก็ศิษย์อาจารย์ หนึ่งบ้าง
เราผิดท่านประหาร เราชอบ
เราบ่ผิดท่านมล้าง ดาบนี้คืนสนอง

นี่เป็นบทกวีแห่งเสรีชนเมื่อกว่่าสี่ร้อยปีที่ผ่านมา. .

สำหรับการร่วมรำลึก 229 แห่งราชวงศ์จักรี ข้าพเจ้าขอนำคำปราศรัยของณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ที่หน้ารัฐสภา เป็นคำปราศรัยที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นคำปราศรัยแห่งประวัติศาสตร์ร่วมสมัย มาบันทึกปิดท้ายบทความ เพื่อเป็นบันทึกแห่งยุคสมัยของหน้าประวัติศาสตร์การลุกขึ้นสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนไทย

เราเกิดบนผืนแผ่นดิน เราโตบนผืนแผ่นดิน เราก้าวเดินบนผืนแผ่นดิน เมื่อเรายืนอยู่บนดิน เราจึงห่างไกลเหลือเกินกับท้องฟ้า ... พี่น้องครับ...

เมื่อเรายืนอยู่บนดิน ต้องแหงนคอตั้งบ่า แล้วเราก็รู้ว่า ... ฟ้าอยู่ไกล...
เมื่อเราอยู่บนดิน แล้วก้มหน้าลงมา เราจึงรู้ว่า ... เรามีค่า เพียงดิน ...
แต่ผมแน่ใจว่า ... ด้วยพลังของคนเสื้อแดง ที่มันจะมากขึ้น ทุกวัน ทุกวัน ขยายตัวเพิ่มขึ้น ทุกนาที ทุกนาที


แม้เรายืนอยู่บนผืนดิน แม้เราพูดอยู่บนผืนดิน แต่จะได้ยินถึงท้องฟ้า แน่นอน!


เสียงไชโยโห่ร้องของเราในยามนี้ จากคนที่มีค่าเพียงดิน จากคนที่เกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดิน จะได้ยินถึงท้องฟ้า แน่นอน!


คนเสื้อแดง จะบอกดิน บอกฟ้าว่า ... คนอย่างข้า ก็มีหัวใจ...!
คนเสื้อแดง จะบอกดิน บอกฟ้าว่า ... ข้าก็คือคนไทย...!
คนเสื้อแดง จะถามดิน ถามฟ้าว่า ... ถ้าไม่มีที่ยืนที่สมคุณค่า...!
จะถามดิน ถามฟ้าว่า... จะให้ข้าหาที่ยืนเองหรืออย่างไร...!
เสียงไชโยโห่ร้องของคนเสื้อแดง จะได้ยินถึงดิน ถึงฟ้า...!

ไม่มีบทจบไหนจะงดงามและจุดประกายแห่งความหวังของการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสังคมที่เท่าเทียมและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว ในวาระครบรอบ 229 ปีแห่งรัตนโกสินทร์





ข่าวที่ผ่านมาในไทยอีนิวส์

216ปีกิโยตินบั่นพระเศียรราชินีมารี อังตัวเนต

92ปีวันอวสานราชวงศ์โรมานอฟรัสเซีย

จากเวบไซด์กลุ่มนิติราษฎร เมื่อฆวน คาร์ลอสปฏิเสธรัฐประหาร - ปิยบุตร แสงกนกกุล

คลิปนายอำเภอสาวหมัดใส่ม็อบไล่มาร์ค-เทือก

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
7 เมษายน 2554

มติชนออนไลน์รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ จ.กาฬสินธุ์ กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (2) 4 ภาค จากพื้นที่ จ.สกลนคร กาฬสินธุ์ และ นครพนม กว่า 500 คน นำโดยนายบุญใส ก้อนดินจี่ แกนนำ เดินทางมาชุมนุมปิดถนนบริเวณสี่แยกอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อประท้วงและปราศรัยโจมตี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เนื่องจากไม่พอใจกรณีไม่จ่ายเงินชดเชยค่าประกอบอาชีพให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ที่ตกค้างใน จ.กาฬสินธุ์ สกลนคร ยโสธร นครพนม อุดรธานี หนองบัวลำภู และ มุกดาหาร หลังผ่านการพิจารณาคัดกรองไปแล้ว ส่งผลให้การจราจรติดขัด

ในระหว่างนั้นนายรักษ์ ลี้ทรงศักดิ์ นายอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ขับรถยนต์ประจำตำแหน่งมาตามเส้นทางดังกล่าว แต่ไม่สามารถผ่านทางได้ จึงบีบแตรและขับฝ่าด่านผู้ชุมนุมเข้ามา พร้อมตะโกนต่อว่า และลงไปไล่ชกต่อยผู้ชุมนุม ทำให้เกิดการชุลมุนท่ามกลางการตกตะลึงของชาวบ้าน จากนั้นเจ้าหน้าที่ อส. ตำรวจ พยายามแยกตัวนายรักษ์ออกมา ขณะที่แกนนำ ผรท.ได้ประกาศยุติการชุมนุมทันที เพราะเกรงจะเกิดเหตุร้าย พร้อมนัดชุมนุมประท้วงปิดถนนอีกครั้งในวันที่ 11 เมษายนต่อเนื่องไปจนกว่ากลุ่ม ผรท. 3,000 คน จะได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาล

นายรักษ์ ลี้ทรงศักดิ์ นายอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ ออกมายอมรับ เหตุกระชากคอเสื้อ แกนนำผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ขณะที่รวมตัวปิดถนน บริเวณสี่แยกอำเภอสมเด็จ เพื่อประท้วงนายกรัฐมนตรี เหตุไม่พิจารณาเงินชดเชย

โดยนายอำเภอสมเด็จ เผยว่า ตนได้ก่อเหตุจริง แต่ไม่ได้ยกเท้าพยายามจะถีบ หรือทำร้ายผู้ชุมนุม เหตุเกิดขึ้นขณะตนขับรถไปถึงสี่แยก และขอทางเพื่อจะขอไปจอดรถอีกฝั่งหนึ่งของทางแยก ซึ่งกำลังรีบไปประชุมกำนัน- ผู้ใหญ่บ้าน แต่กลุ่มม็อบไม่ยอมให้ผ่าน เลยลงจากรถไปเจรจา และถามว่าทำไมมาปิดถนน และขอดูหน้า ก่อนกระชากตัวแกนนำ เพื่อจะรู้เป็นใคร ซึ่งการที่กระชากตัวแกนนำนั้น ก็เพราะกลุ่มผู้ชุม ด่าทอหยาบคาย และยืนยันว่า ไม่ได้มีการชกต่อย หรือทำร้ายร่างกาย ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นยังไม่มีผู้บังคับบัญชาเรียกไปสอบถาม หรือตำหนิแต่อย่างใด โดยการชุมนุมนี้มีมานานแล้ว นายอำเภอก็ต้องมาแก้ไขปัญหา แต่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่รับฟัง ส่วนเรื่องเงินชดเชยนั้น งบประมาณผ่านพิจารณาแล้ว แต่ก็มีขั้นตอนการดำเนินการ ซึ่งไม่สามารถกำหนดว่าเป็นเวลาใด แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังไม่ฟัง

"ผมถามไปว่าถือดีอย่างไรมาปิดถนน อย่างนี้ และผมแต่งชุดข้าราชการนัดประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านอยู่ แต่ไม่ได้ประชุมเพราะมีการปิดถนน ผมเลยต้องมาเจรจา แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นยืนยันว่าแค่กระชากเสื้อไม่ได้ชกต่อย"นายอำเภอสมเด็จกล่าว



ทางด้าน นายบุญใส ก้อนดินจี่ แกนนำกลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ที่ถูกกระชากคอเสื้อ กล่าวว่า นายอำเภอ กระทำการจริง และมีการต่อยหมัดมาที่ตนเอง ซึ่งขณะนั้นกำลังปราศรัยอยู่ และการปิดถนน ก็จะมีขั้นตอน เป็นลำดับ แต่ในขณะเกิดเหตุ ยอมรับว่า ปิดการจราจรทุกช่องทาง เนื่องจากไม่มีคำตอบในเรื่องดังกล่าว และการชุมนุมมีมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่มีคำตอบจึงต้องดำเนินการปิดถนน แต่ก็ไม่คาดคิดว่า นายอำเภอจะกระทำการเช่นนี้

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งก่อน เพราะดูจากภาพข่าวที่เผยแพร่ เหมือนนายอำเภอจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายผู้ชุมนุม และอาจจะเป็นการป้องกันตัวมากกว่า เนื่องจากบริเวณนั้นมีชายใส่หมวกไหมพรมล้อมรอบตัวอยู่จึงอยากเปิดหมวกออกดูว่าเป็นใคร ซึ่งก็ต้องให้โอกาสนายอำเภอชี้แจงด้วย และไม่ควรปรักปรำฝ่ายเดียว แต่ถ้าตรวจสอบแล้วเป็นอย่างไรก็ต้องว่าไปตามนั้น อย่างไรก็ดี หากมองแง่ดีถือว่า นายอำเภอเกาะติดพื้นที่ ไม่ได้ทิ้งพื้นที่ไปไหน

สงครามไซเบอร์ระหว่างรัฐกับประชาชน (ฉบับพิสดาร)

ที่มา Thai E-News



โดย ปาแด งา มูกอ
7 เมษายน 2554

วันนี้ผมถือโอกาสมอบตำราพิชัยสงครามตอนพิชิตศึกอินเตอร์เนท (ภาคพิสดาร) ให้กับกลุ่มมวลชน เพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใน facebook และพี่น้องร่วมชาติที่หวงแหนประชาธิปไตย ทุกท่านครับ อาจจะมีประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย ลองพิจารณาดูน่ะครับ

ก่อนที่เราทุกคนจะแยกย้ายกันปฏิบัติภารกิจเพื่อให้ถึงจุดเป้าหมายที่เราทุกคนหวังไว้ คือ 1.โค่นอำมาตย์ 2.เอาประชาธิไตยของพวกกูคืนมา.

“อันสงครามไซเบอร์นั้น คือการใช่เล่ห์เพทุบาย ฉะนั้น รบได้ให้แสดงรบไม่ได้ จะรุกให้แสดงไม่รุก ใกล้ให้แสดงไกล ไกลให้แสดงใกล้ ให้ล่อด้วยประโยชน์ ให้ชิงเมื่อระส่ำระสาย ข้าศึกแน่นให้เตรียมรับ ข้าศึกแข็งให้หลีกเลี่ยง ข้าศึกโกรธง่ายให้ก่อกวน ข้าศึกยโสให้เหิมเกริม ข้าศึกสบายให้เหนื่อยล้า ข้าศึกกลมเกลียวให้แยกสลาย ให้จู่โจมเมื่อไม่ระวังตัว ให้รุกรบเมื่อไม่คาดคิด นี้คืออัจฉริยะของนักรบไซเบอร์ อันจักกำหนดล่วงหน้ามิได้”-“ซุนกู”


สงครามรูปแบบใหม่เริ่มขึ้นแล้ว


หลักการทำสงครามไซเบอร์ หรือสงครามทางอินเตอร์เนท คือ

-เราจะไม่แหงนคอตั้งบ่าบุกขึ้นไปตีข้าศึกที่ยึดที่มั่นบนภู

-เราจะไม่บุกตีข้าศึกที่หันหลังอิงเนินสี่เสาเทเวศร์

-เราจะไม่ไล่ตามตีข้าศึกที่ทำทีแสร้งแพ้ล่าถอยแบบเขายายเที่ยง

-เราจะไม่โจมตีกำลังที่เข้มแข็งของข้าศึก

-เราจะไม่ไปสนใจกองกำลังที่ข้าศึกส่งมาล่อ เข้ามาแฝง ไม่ว่าจะแดงเทียม แดงปลอม มะเขือเทศ หรือแตงโม

-การล้อมข้าศึกต้องเปิดช่องว่างไว้ ถ้าข้าศึกจนตรอก จงอย่ารุกบีบกระชั้นจนเกินไป เหมือนศึกรัฐสภาที่มีหมาจนตรอกปีนกำแพงหนี

เหล่านี้คือ หลักการสัประยุทธ์ทางอินเตอร์เนท

ดังนั้น การทำสงครามไซเบอร์หรือสงครามอินเตอร์เนท จะประสบชัยชนะได้ ก็ด้วยอาศัยเล่ห์กลอุบาย คือพิจารณาว่า มีความได้เปรียบหรือไม่ แล้วจึงค่อยปฏิบัติการ และปรับเปลี่ยนยุทธวิธีด้วยการกระจายหรือรวมกำลัง

ดังนั้น เวลาเดินทัพบนจอคอมพิวเตอร์จะต้องไปได้รวดเร็วดุจลมกรด หยุดทัพได้สงบนิ่งดุจไม้ในพงไพร รุกตีก้องฮือโหมดุจไฟลาม ตั้งรับได้มั่นคงดุจขุนเขา ซุ่มซ่อนได้ดุจเมฆดำคลุมฟ้า และบุกตะลุยศึกได้ฉับไวดุจสายฟ้าฟาด ต้องชั่งใจตรองดูผลได้ผลเสียให้ถ่องแท้ก่อน จึงค่อยปฏิบัติการ ผู้ใดเข้าใจการแปรทางอ้อมให้เป็นทางลัดก็จักชนะ

นี่คือหัวใจของการสัประยุทธ์ทางอินเตอร์เนท

ตำราพิชัยสงครามโบราณ กล่าวว่า “ด้วยว่าเมื่อรบกัน จะสั่งการด้วยวาจาคงไม่ได้ยิน จำต้องตีฆ้องกลอง แลจะใช้สัญญาณมือสั่งการ ก็คงไม่เห็น จำต้องโบกธงแทน ” มา ณ สมัยปัจจุบันจำเป็นต้องใช้อินเตอร์เนท แทนโบกธง จึงมีไว้เพื่อให้กองทัพประชาชนชาวอินเตอร์เนท ปฏิบัติการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

เราต้องทำลายขวัญและกองทัพข้าศึก และสั่นคลอนการตัดสินใจของแม่ทัพฝ่ายข้าศึก กองทัพเมื่อแรกรบจะมีขวัญสู้รบเต็มเปี่ยม แต่พอผ่านไปสักช่วงหนึ่งขวัญสู้รบก็จะค่อย ๆ ลดหย่อนลงเรื่อย ๆ และสุดท้ายจะไม่มีขวัญสู้รบเหลืออยู่ ผู้ช่ำชองการสงครามไซเบอร์ จึงพึงหลีกเลี่ยงข้าศึกที่มีขวัญสู้รบดีเยี่ยม มีงบประมาณเหลือเฟือจากภาษือากรของทวยราษฏร์ มีเครื่องมืออุปกรณ์ทันสมัย มีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งดุจขุนเขาเหลียงซานที่ด้านหลังทวารเป็นรูกลวง ให้รอจนกว่าข้าศึกจะขวัญตก ฟัดกันเอง แย่งงบกันเอง แย่งตำแหน่งหน้าที่กันเอง จึงค่อยเข้าตี

นี่คือวิธีควบคุมขวัญทหารนักรบไซเบอร์

เราจะใช้นักรบไซเบอร์ประชาชนที่มีระเบียบวินัยดี ไปโจมตีข้าศึกที่แตกแถวสับสนอลหม่าน เหมือนเหตุการณ์สัประยุทธ์ที่สี่แยกคอกวัว เราจะใช้นักรบไซเบอร์ประชาชนที่ใจเย็นสุขุมโจมตีข้าศึกที่วู่วามบุ่มบ่ามปัญญาควาย แบบผู้ครองรัฐเทพเทือก แม่ทัพตุ๊ดตู่ และมือตีนดีเอสไอ

นี่คือวิธีคุมจิตใจนักรบไซเบอร์ประชาชน

เราจะใช้สมรภูมิที่อยู่ใกล้ (ทั้งบ้านเราเอง สำนักงานของเรา ร้านเนททั่วไป แม้ในห้องน้ำ ) รับมือกับข้าศึกที่เดินทางมาไกล ทั้งจากอีสานเหนือใต้ รวมทั้งบูรพาพยัคฆ์ +วงศ์เทวัญ

และเราจะใช้นักรบไซเบอร์ประชาชนที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว รับมือกับข้าศึกที่เหนื่อยล้า ทั้งเราจะใช้นักรบไซเบอร์ประชาชนที่อิ่มท้อง ไปโจมตีข้าศึกที่หิวโหย ที่ไม่ได้รับส่วนแบ่งจากการคอรัปชั่น ฉ้อราษฏรบังหลวง กินบ้านกินเมือง

นี่คือวิธีคุมกำลังรบของกองทัพไซเบอร์

เราจะไม่เข้าตีสกัดข้าศึกที่ตั้งขบวนทัพรถถังและปักธงทิวไว้อย่างเป็นระเบียบ เราจะไม่จู่โจมข้าศึกที่ตั้งค่ายอย่างแน่นหนา พร้อมสไนเปอร์ดูน่าเกรงขาม ทั้งที่เป็นอาวุธที่ประชาชนซื้อให้

นี่คือวิธีพลิกแพลงกลยุทธ์

ผู้สันทัดการเข้าตีทางอินเตอร์เนท จักประหนึ่งเคลื่อนตัวอยู่เหนือฟากฟ้า ฉะนั้น จึงสามารถพิทักษ์ตนเอง ให้ได้รับชัยชนะอย่างสมบูรณ์ หยั่งเห็นในชัยชนะมิเกินซึ่งคนทั้งปวงรู้ หาใช่ความยอดเยี่ยมที่แท้ไม่ ฉะนั้น ยกขนนกขึ้นได้ใช่ว่าทรงพลัง เห็นแสงเดือนตะวัน ใช่ว่าตาสว่าง ได้ยินเสียงฟ้าคำรณใช่ว่าโสตไว

ที่โบราณเรียกว่าผู้สันทัดการรบนั้น คือผู้ที่เอาชนะได้ง่าย ฉะนั้น ชัยชนะของผู้สันทัดการรบ จึงมิได้ชื่อว่ามีสติปัญญา มิมีความชอบในเชิงกล้าหาญ ชัยชนะของเขาจึงมีพึงกังขา เหตุที่มิพึงกังขา ก็เพราะปฏิบัติการของเขาจักต้องชนะ จึงชนะผู้ต้องพ่ายแพ้ ฉะนั้น ผู้สันทัดการรบทางอินเตอร์จึงตั้งอยู่ในฐานะไม่แพ้ และไม่สูญเสียโอกาสทำให้ข้าศึกต้องแพ้

เหตุนี้ ฝ่ายชนะรู้ว่าชนะก่อนจึงออกรบ ฝ่ายแพ้รบก่อนแล้วจึงหวังว่าจะชนะ ฉะนั้น ผู้สันทัดการบัญชาทัพ ทางอินเตอร์เนท จักจรรโลงไว้ซึ่งมรรคและกฎระเบียบ จึงสามารถกำหนดชัยชนะและพ่ายแพ้ได้


หลักแห่งการทำศึกทางอินเตอร์เนท มี หนึ่งคือวินิจฉัย สองคือคำนวณ สามคือปริมาณ สี่คือเปรียบเทียบ ห้าคือชัยชนะ พื้นที่ก่อให้เกิดการวินิจฉัย การวินิจฉัยก่อให้เกิดการคำนวณ การคำนวณก่อให้เกิดปริมาณ ปริมาณก่อให้เกิดการเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบก่อให้เกิดชัยชนะ

ฉะนั้น กองทัพประชาชนชาวอินเตอร์เนท ที่ชนะจึงประดุจเอาหนึ่งอี้ไปเปรียบกับหนึ่งจู กองทัพของอ้ายมาร์คเผียงแห่งเสี่ยมก๊ก ที่แพ้ จึงประดุจเอาหนึ่งจูไปเปรียบกับหนึ่งอี้ ไพร่พลของฝ่ายประชาชนชาวอินเตอร์เนท จึงเสมือนปล่อยน้ำที่กักในลำธารสูงแปดพันเซียะ ให้ทะลักกระโจนลงมาพังทะลายรัฐสภาและทำเนียบ

นี้คือรูปลักษณ์ของการรบทางอินเตอร์เนท

ยังมีพิชัยสงครามภาค 2 โปรดติดตามน่ะครับ


สิ่งที่ควรระมัดระวัง ขออีกครั้งเดียวก่อนแยกย้ายกันไปปฏิบัติการเพื่อประชาชน


เรื่อง Cyber crime
As an individual
คือ อาชญากรรมทางไซเบอร์



Walware Attack คือโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูล
Virus code ที่สามารถ Copy ตัวเองและแพร่ไปยังคอมพิวเตอร์เครื่อง อื่นๆ ได้โดยอาศัยพาหะ เช่น USB,Email attachment,CD
Warm : Standalone Malware Program ที่สามารถแพร่กระจายตัวเองได้ผ่านทางระบบเครือข่ายใน 1 วินาที มันสามารถแพร่กระจายได้ถึง 2500 เครื่อง
Trojan horse: โปรแกรมที่บรรจุเข้าไปในคอมพิวเตอร์เพื่อเก็บข้อมูลเป็นหลัก
Bot Zombie: computer ที่ติด Warm หรือ Trojan แล้วและถูกควบคุมให้ทำงานผ่านทาง network
Dos : เป็นการโจมตี ที่มีจุดประสงค์ให้ PC เหยื่อไม่สามารถให้บริการได้โดยการ floods ข้อมูล


การป้องกัน

-ติดตั้ง Anti-virus/Anti-Spy ware และ update อย่างสม่ำเสมอ
-update os Patch/ Service Pack อย่างสม่ำเสมอ เช่น Window update
-Paton software ที่ใช้งานทั้งหมด เช่น Adobe Flash Player Plug-ins
ระมัดระวังในการ Download Software ไม่เปิด E-mail จากคนที่คุณไม่รู้จัก
-Spwware:เป็นโปรแกรมที่บันทึกการกระทำของ User และส่งผ่าน internet ไปยังผู้สร้าง spwware
-Adware: เป็นโปรแกรมที่จะ Download สิ่งโฆษณาอัตโนมัติลงมาที่เครื่อง
-Key logger คือจะบันทึกข้อมูลของผู้ใช้บริการในด้านการซื้อของทางอินเตอร์เน็ตหรือข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ
การระวังตัว
Download จาก Site ที่เชื่อใจได้สิ่งที่ D/L ผิดกฎหมายหรือไม่ Copy right ลองคิดว่าจะเสี่ยง D/L ข้อมูลนั้น ๆ หรือไม่
Phishing: ใช้เทคนิค Social Engineer เพื่อหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต เพื่อขอข้อมูลที่สำคัญ เช่น รหัสผ่านหรือหมายเลขบัตรเครดิต

พ.ร.บ คอมพิวเตอร์ 2550
โพสข้อความเท็จ
ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนเสียหาย
ส่งผลกระทบต่อความมั่งคงของประเทศ
โทษสูงสุดจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000บาท

Wednesday, April 6, 2011

นักวิชาการออสซี่ตั้งคำถาม เลือกตั้งไทยจะ "เป็นธรรม" ได้อย่างไร? เมื่อผู้เล่นอีกฝ่ายถูกกันออกจากสนาม

ที่มา มติชน



แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นักวิชาการด้านมานุษยวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ผู้ให้ความสนใจกับประเด็นการเมืองไทยร่วมสมัย ได้เขียนบทความขนาดสั้นเผยแพร่ในเว็บล็อก "นิว มันดาลา" (นวมณฑล) โดยตั้งคำถามว่า ถ้าประเทศไทยมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้นภายในเดือนกรกฎาคมนี้ การเลือกตั้งดังกล่าวจะดำเนินไปอย่างยุติธรรมหรือไม่?


วอล์คเกอร์วิเคราะห์ว่า ด้านหนึ่ง การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นอาจมี "ความบริสุทธิ์ยุติธรรม" ในแง่ของกระบวนการเลือกตั้งขั้นพื้นฐาน โดยเขาไม่ค่อยเห็นพ้องต้องกันกับความคิดของพรรคฝ่ายค้านอย่าง พรรคเพื่อไทย หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่ระบุว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะโกงการเลือกตั้งและกระทำการใดๆ ซึ่งจะช่วยส่งผลให้ตนเองได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกสมัย เพราะนี่คือข้อกล่าวหาที่เคยใช้เล่นงาน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพันธมิตรมาก่อน และเป็นที่คาดการณ์ได้ว่า ข้อกล่าวหาเช่นนั้นก็จะถูกนำกลับมาใช้เล่นงานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นกัน


นักวิชาการชาวออสเตรเลียผู้นี้เห็นว่า การกล่าวอ้างถึงการโกงการเลือกตั้งนั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางการเมืองในสังคมไทย ทว่าถึงที่สุดแล้ว ประเพณีทางการเมืองอันอันตรายเช่นนี้ ก็จะกร่อนเซาะทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งไปในตัวด้วย


ทั้งนี้ วอล์คเกอร์ยังไม่เคยเห็นหลักฐานชัดเจนใดๆ ที่จะระบุว่าผลการเลือกตั้งครั้งหลังๆ ในประเทศไทยมิได้สะท้อนให้เห็นถึงเจตจำนงแท้จริงของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น การเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ.2554 ก็คงไม่มีอะไรแตกต่างไปจากการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งก่อนหน้านั้น และมันจะเป็นการเลือกตั้งที่ "ยุติธรรม" หากพิจารณาจากกระบวนการจัดการเลือกตั้งในภาพรวมทั้งหมด


อย่างไรก็ตาม ถ้าอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้งภายหลังการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเด็นว่าด้วย "ความยุติธรรม" ก็จะยิ่งขยายใหญ่ออกไปจนยากเกินเยียวยา พร้อมด้วยคำถามที่ว่า


การเลือกตั้งดังกล่าวยังมี "ความเป็นธรรม" อยู่หรือไม่ เมื่อมีคนเชื่อกันอย่างกว้างขวางว่า ผู้มีอำนาจมีแนวโน้มจะยอมรับผลการเลือกตั้งเพียงรูปแบบเดียว?

การเลือกตั้งดังกล่าวยังมี "ความเป็นธรรม" อยู่หรือไม่ เมื่อพรรคฝ่ายค้านหลักถูกตัดสินยุบพรรคโดยกระบวนการยุติธรรม และไม่ใช่เพียงครั้งเดียวแต่เรื่องที่ว่าเกิดขึ้นมาแล้วถึงสองครั้ง?

การเลือกตั้งดังกล่าวยังมี "ความเป็นธรรม" อยู่หรือไม่ เมื่อนักการเมืองคนสำคัญๆ ของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ล้วนถูกห้ามทำงานการเมืองอย่างเป็นทางการ?

และ การเลือกตั้งดังกล่าวยังมี "ความเป็นธรรม" อยู่หรือไม่ ถ้าผู้นำที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของสังคมไทย (ซึ่งหลุดออกจากตำแหน่งด้วยการทำรัฐประหารอย่างผิดกฎหมาย) ไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันในสนามดังกล่าวได้?


นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียสรุปว่า จากคำถามทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่า ชะตากรรมทางการเมืองของทักษิณ ชินวัตร ถือเป็นสิ่งที่ยุ่งยากมากที่สุดสำหรับอนาคตทางการเมืองไทย เพราะตราบใดที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สมัครใจหรือไม่สามารถจะเผชิญหน้ากับทักษิณในสนามเลือกตั้ง พวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาว่าตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่ "ไม่เป็นธรรม" ต่อไป


หลายคนอาจคิดว่าสัญญาณเตือนถึงความชอบธรรมของรัฐบาลในลักษณะดังกล่าว ถือเป็นราคาที่ต้องจ่ายอันสมเหตุสมผล เพื่อจะปลดปล่อยประเทศไทยออกจากทักษิณ แต่ราคาที่ถูกใช้จ่ายออกไป ก็คือ "ความเป็นธรรมในการเลือกตั้ง" ซึ่งอาจส่งผลให้การแก้ไขปัญหาระยะสั้นบางประการประสบผลสำเร็จ ทว่าในระยะยาวแล้ว มันจะนำไปสู่ความสูญเสียราคาแพงสูงลิบลิ่วอย่างแท้จริง

“ปชป.เหลว- เพื่อไทยขยาด” ภาระใหญ่ภาคประชาชน

ที่มา มติชน







เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง เมื่อนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศจะยุบสภาภายในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม ทว่า ความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองแต่ละพรรคมุ่งไปที่การช่วงชิงอำนาจ ใครจะจับขั้วใคร รอเป็นรัฐบาลกับพรรคไหนมากกว่า นำเสนอนโยบายที่หวังจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ลดความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรมที่ กัดกินสังคมไทยมาช้านาน


ไล่สำรวจ การขับเคลื่อนของแต่ละพรรค พรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสสูงจะชนะเป็นที่1 ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยังสะลาวนอยู่กับปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคว่า จะชูใครเป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีระหว่างยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่พลาดเก้าอี้ตัวนี้แล้ว ก็กำลังเป็นระเบิดในพรรคอยู่

ไม่พ้นกับดักประชานิยม

ส่วนนโยบายที่จะใช้ในการหาเสียง แกนนำพรรคเพื่อไทยบอกว่า จะประกาศได้ในเดือนเม.ย. แต่ที่ทีมเศรษฐกิจของพรรคเปิดมาก่อนหน้านี้ ก็เห็นเค้าโครงว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดนโยบายประชานิยมสมัยทักษิณ และเกทับพรรคประชาธิปัตย์

เช่น เพิ่มค่าแรง 300 บาทต่อวันขณะที่พรรคประชาธิปัตย์จะให้ได้ 250 บาท ส่วนราคาผลิตผลทางการเกษตร ก็จะนำ “โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร” กลับมาแทนที่ “โครงการประกันรายได้” ที่พรรคประชาธิปัตย์นำมาใช้ พร้อมสัญญาว่า จะทำราคาข้าวให้ได้เกวียนละ 1.5 หมื่นบาท ส่วนเบี้ยยังชีพคนชราก็จะเบิ้ลให้สูงเดือนละพันบาท จากที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้คนละ 500 บาท

หลายนโยบายเน้น มหกรรม ลดแลกแจกกำลังสอง ต่อยอดประชานิยมจากไทยรักไทยและพลังประชาชน

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ดูได้เปรียบเพราะเป็นรัฐบาลและเดินหน้านโยบายต่างๆ มาก่อนหน้านี้ เช่น โครงการเรียนฟรี เบี้ยยังชีพ 500 บาท บัตรทองรักษาโรค ซึ่งเป็นถือเป็นโครงการยอดนิยมตามผลสำรวจของโพลสำนักต่างๆ

ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนยุบสภา พรรคประชาธิปัตย์ ออกนโยบายชุดใหญ่ เอาใจรากหญ้า และกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ ไม่ว่า การนำแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคน เข้าสู่ระบบประกันสงคม โครงการปล่อยกู้แท๊กซี่ และ วินมอเตอร์ไซด์เข้มแข็ง โดยรัฐบาลได้จัดระเบียบวินตามตรอกซอกซอยต่างๆ และ เตรียมงบจัดเสื้อวินฯ และหมวกกันน็อคไว้ให้ 2.4 แสนใบ ส่วนนโยบายพลังงาน ก็จะตรึงราคาก๊าซหุงต้ม น้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ไม่ให้คนจนเดือนร้อน

กรอบนโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์จะนำไปหาเสียงเพิ่มเติม ตามที่ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลง เน้นใน 4 ด้าน

กรอบแรกคือการเร่งเพิ่มรายได้ในการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 25% ภายใน 2 ปี การปรับเพิ่มระบบการประกันสินค้าเกษตร ร่วมกับการสมทบเบี้ยยังชีพให้กับผู้สูงอายุ 2.การลดภาระค่าใช้จ่ายโดยให้ครอบครัวคนยากจนใช้ไฟฟรี แบ่งเบาภาระการเล่าเรียนด้วยการขับเคลื่อนโครงการเรียนฟรี 15 ปี และเพิ่มทุนการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย และแก้ไขปัญหาภาระหนี้นอกระบบให้ครบ 1 ล้านครอบครัว

3.ขจัดปัญหายาเสพติด โดยจัดตั้งกองกำลังพิเศษ 2,500 นายเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ และ 4. แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในประเทศ โดยเดินหน้าปฏิรูปประเทศ จัดสรรที่ทำกิน มอบโฉนดชุมชน สร้างระบบสวัสดิการให้คนไทยโดยการขยายระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมคนทั้ง 25 ล้านคนให้ครบ

พรรคเล็กไร้ทางออก ขอแค่รวมขั้ว

นั่นเป็นจุดยืนของสองพรรคใหญ่ กวาดตามาดูพรรคเล็กพรรคน้อย หรือพรรคร่วมรัฐบาล ณ วันนี้ ไม่มีพรรคไหนประกาศนโยบายอะไรที่ชัดเจนนอกจากไหลตามน้ำ

เช่น พรรคภูมิใจไทยอันดับ 3 รองจากพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์ “บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ “รองหัวหน้าพรรค กล่าวว่า พรรคจะเน้นไปที่การสร้าง ถนน และแหล่งน้ำ ขณะที่พรรคชาติไทยพัฒนา ตัวแปรอีกพรรค ก็ยังไม่ประกาศนโยบาย มีแต่แพ็คคู่กับพรรคภูมิไจไทยเพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการรวมขั้วตั้งรัฐบาล

ไม่ต้องพูดถึงพรรคเล็กพรรคน้อยอย่าง พรรคเพื่อแผ่นดินที่แตกออกเป็นสารพัดก๊ก ซึ่งยังเอาตัวเองไม่รอด พรรครวมชาติพัฒนาของ สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ได้กลุ่มการเมือง “3 พี” พินิจ จารุสมบัติ ปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ และ ไพโรจน์ สุวรรณฉวี มาร่วม แต่ก็ยังไม่มีนโยบายออกมานอกจากตรึงพื้นที่เลือกตั้งให้ได้ ส.ส.มากที่สุด หรือ พรรคกิจสังคม พรรคมาตุภูมิ พรรคประชาราช กระทั่ง พรรคน้องใหม่อย่าง พรรคประชาสันติของกลุ่มเพื่อน ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ทุกพรรคมุ่งแค่ว่า “ฉันจะได้ส.ส.เท่าไร” “เราจะรวมกับใครเป็นรัฐบาล”

นักการเมืองจึงต่างมุ่งชิงอำนาจ มากกว่าจะเสนอนโยบายปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้ประชาชนได้เลือกในวาระปฏิรูป ประเทศกบการเลือกตั้งครั้งสำคัญหนนี้ นโยบายหลายตัวที่โยนเข้าสู่จอทีวีตามโลโก้ของแต่ละพรรค เป็นแนวอภิมหาประชานิยม เพียงแต่ใครให้มากกว่าใครซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ประชานิยม เป็นนโยบายไฟไหม้ฟาง ไม่ได้ช่วยฟื้นฟูประเทศในระยะยาว แต่สร้างหนี้มหาศาลในอนาคต

จนถึงวันนี้ยังไม่มีพรรคใดกล้าประกาศนโยบายปฏิรูปภาษี หรือเดินหน้าภาษีมรดก ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งที่ นี่เป็นมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เมื่อผลการศึกษาพบว่า มีช่องว่างด้านรายได้ระหว่าง ชนชั้นบนชนชั้นล่างห่างถึง 12 เท่า

เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะ ถ้านโยบายปฏิรูปเหล่านี้มีผลออกมา ย่อมต้องกระทบต่อ ผู้มีฐานะ ชนชั้นปกครอง นักการเมืองด้วยกัน ที่เกือบครึ่งของ ส.ส.และ ส.ว.มีที่ดินรกร้างเป็นร้อยเป็นพันไร่ และเป็นผู้ร่ำรวยมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ดังนั้น พรรคการเมืองจึงไม่กล้าทำ เพราะจะกระทบกับ คนในพรรค

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เองก็มีชนชั้นปกครอง นายทุน นักธุรกิจไม่น้อย ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยให้ความหวังด้วยการประกาศตั้งแต่ช่วงรับตำแหน่งใหม่ว่า จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูปภาษีเพื่อสร้างความเป็นธรรม โดยจะให้กระทรวงการคลังดำเนินการ ส่วนภาษีที่ดินก็เคยระบุว่า จะทำให้ภาษีโรงเรือนกับภาษีบำรุงท้องที่มารวมกันและจะเป็นฐานรายได้ที่เป็น กอบเป็นกำให้กับท้องถิ่น แต่จนถึงขณะนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เพราะถูกต่อต้านจากคนในพรรค

แม้แต่พรรคเพื่อไทยเองที่สถาปนาเป็นพรรคไพร่ เป็นพรรคของคนชั้นล่าง แต่นักการเมืองในพรรคนี้ก็ไม่ต่างจากพรรคประชาธิปัตย์ คือเต็มไปด้วยนักธุรกิจ กลุ่มทุน นักเลือกตั้งอาชีพ ซึ่งว่าไปแล้วก็มีกันแทบทุกพรรค ฝ่ายการเมืองจึงไม่อยากจะผลักดันนโยบายภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก ออกมาบังคับใช้

นโยบายปฏิรูประบบภาษีเหล่านี้ หากปฏิบัติได้จริง นอกจากจะลดความเหลี่อมล้ำ แล้วยังจะช่วยให้รัฐมีรายได้เพื่อนำมาสร้างสวัสดิการให้กับประชาชน เกิดความมั่นคงในชีวิต ซึ่งปัจจุบันรายได้ของรัฐไม่ได้เพิ่มขึ้นมากมาย ตรงกันข้าม นับวันรัฐต้องใช้เงินทุ่มไปกับนโยบายประชานิยมที่ประเทศนี้ได้ติดกับดักจน งอมแงมไปแล้ว ซึ่งก็กระทบกับฐานะการคลังของประเทศ

เดินหน้าปฏิรูปภาษี หารายได้ สร้างสวัสดิการ

ดร.สมชัย จิตสุชน ผอ.วิจัยด้านการพัฒนาเศรษฐกิจส่วนรวมและการกระจายรายได้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) เคยนำเสนอ เรื่อง “การปฏิรูประบบภาษี” ในเวทีประชุม ปฏิรูปประเทศไทยเพื่อสุขภาวะของคนไทย ครั้งที่ 39 ที่สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เมื่อปีที่แล้ว โดยให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า หากรัฐต้องการสร้างสวิสการถ้วนหน้าให้กับประชาชนให้ได้ในปี 2560 รัฐจะต้องมีรายจ่าย 2.3 – 3.5 แสนล้านบาท โดยรัฐต้องทำ 5 เรื่องพร้อมๆ กัน เพื่อให้มีรายได้พอ ควรเก็บ VAT 7 – 10% ขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ยกเลิก BOI ให้เงินไหลกลับเข้ากระเป๋า ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 20 % และเร่งคลอดภาษีที่ดินฯ

“การจัดสวัสดิการถ้วนหน้าในปี 2560 จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเพิ่มการจัดเก็บภาษีให้เหมาะสม และหากจะทำให้ระบบภาษีเกิดความเป็นธรรมจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีหลักความเสมอ ภาค ทางภาษี ให้คนรวยจ่ายมาก คนจนจ่ายน้อย และยกเลิกแนวคิดจัดเก็บภาษีแตกต่างตามอาชีพ ซึ่งควรเก็บภาษีตามความสามารถในการจ่าย เช่น เกษตรกร นักธุรกิจ พ่อค้า คนไทยยังเสียภาษีไม่เสมอภาค ดังนั้นควรเริ่มจากการขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยยกเลิกแนวคิดจัดเก็บภาษีแตกต่างตามอาชีพ แต่เก็บภาษีตามความสามารถในการจ่าย ยกเครื่องค่าลดหย่อนและยกเว้นต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องปรับอัตราภาษี”

ดร.สมชัย บอกด้วยว่า การภาษีทรัพย์สิน ปัจจุบันเก็บจากฐานทรัพย์สินไม่มาก เช่น ภาษีรถยนต์ ก็ไม่ได้เก็บตามมูลค่า ภาษีบำรุงท้องที่ เก็บตามมูลค่าและฐานมูลค่าที่ล้าสมัย และอัตราต่ำมาก ขณะที่ภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน ก็เก็บเฉพาะเมื่อมีการขาย ดังนั้น ประเทศไทยยังไม่มีภาษีทรัพย์สินที่เก็บเป็นเรื่องเป็นราว จึงเป็นที่มาว่า พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ควรเร่งผลักดันออกมา

ความเห็นของนักวิชาการทีดีอาร์ไอผู้นี้ สอดคล้องกับนักวิชาการรายอื่นๆ ที่เคยเสนอมาแล้ว กล่าวคือ ต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีครั้งใหญ่ในประเทศไทย ทั้งในแง่ของฐานผู้เสียภาษีที่จะต้องกว้างขวาง มีช่องให้หลบรอดหรือหลีกหนีที่เป็นการเอาเปรียบคนอื่นๆ ในสังคมน้อยที่สุด และสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการ เดินหน้า ภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก

เมื่อฝ่ายการเมืองไม่นำเสนอ “นโยบายเชิงโครงสร้าง” ในการหาเสียง เห็นทีภาคประชาชน นักวิชาการ ผู้รักความเป็นความเป็นธรรมทั้งหลาย ต้องออกแรงขับเคลื่อนให้หนักเพื่อ “จุดกระแสนำ” ใน การเลือกตั้งครั้งนี้ เหมือนที่เคยประสบความสำเร็จ จากการรณรงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับเพื่อปฏิรูปการเมือง จนบรรหาร ศิลปอาชา นำไปหาเสียงและได้เป็นนายกฯ ที่สุดก็ต้องดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เป็นภาระภาคประชาชนที่ต้องบีบนักการเมืองในจังหวะที่ “กระแสปฏิรูป” ได้ก่อตัวเข้มข้นมากขึ้น


เรื่อง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย www.thaireform.in.th

ศึกสองประธานาธิบดีในไอวอรี่โคสต์ ส่อแววยุติหลังฝรั่งเศสและยูเอ็นใช้กำลังเข้าแทรกแซง

ที่มา ประชาไท

ความรุนแรงทางการเมืองของไอวอรี่ โคสต์ซึ่งดำเนินมาเกือบปีอันเนื่องจากการอดีตประธานาธิบดีไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง และใช้กำลังกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเป็นเหตุให้ประชาชนเสียชีวิตไปหลายร้อยคนกำลังจะสิ้นสุดลง โดยฝ่ายอดีตประธานาธิบดีขอเจรจายอมแพ้หลังถูกฝรั่งเศสและกองกำลังรักษาสันติภาพโจมตีวานนี้

สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา ทหารฝรั่งเศสร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพแห่งสหประชาชาติได้ร่วมกันโจมตีฐานที่มั่นทางทหารของฝ่ายประธานาธิบดีบากโบ (Laurent Gbagbo) ขณะเดียวกัน กองกำลังฝ่ายของนายอลัสซาน อูอัตทารา ผู้นำซึ่งเป็นคู่ชิงตำแหน่งประธานาธิดีของนายบากโบก็เปิดฉากโจมตีกรุงอาบิดจัน เมืองหลวงขอไอวอรี่โคสต์อีกระลอกหนึ่ง

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศส นายอแลง จูปเป้ กล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรของฝรั่งเศสว่า การเจรจาเพื่อให้นายบากโบลงจากอำนาจนั้นกำลังจะสำเร็จ ซึ่งเป็นการให้ข้อมูลที่สอดคล้องกับโฆษกส่วนตัวของนายบากโบที่ยอมรับว่ามีการเจรจาเกิดขึ้น โดยอยู่บนพื้นฐานของการยอมรับว่านายอูอัตทาราเป็นประธานธิบดี

โฆษกส่วนตัวของนายบากโบกล่าวด้วยว่า ข้อต่อรองเพื่อแลกกับการยุติการใช้กำลังของฝ่ายอดีตประธานาธิบดีบากโบคือการรับประกันความปลอดภัยของตัวเขาและผู้เกี่ยวข้อง

องค์การสหประชาชาติเผยว่าผู้บัญชาการทหาร ผู้บัญชาการตำรวจ และผู้บัญชาการหน่วยรักษาความปลอดภัยแห่งสาธารณรัฐได้ยอมเปิดการเจรจาแล้ว

ทั้งนี้ นายบากโบเป็นอดีตประธานาธิบดีของสาธารณรัฐไอวอรี่ โคสต์ ซึ่งแพ้การเลือกตั้งให้กับนายอลัสซาน อูอัตทารา เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม อดีตประธานาธิบดีผู้นี้ปฏิเสธที่จะลงจากอำนาจและไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง พร้อมทั้งใช้กำลังทางทหารปราบปราบฝ่ายต่อต้านซึ่งสนับสนุนผลการเลือกตั้ง และสนับสนุนผู้นำคนใหม่คือนายอลัสซาน อูอัตทารา (Alassane Ouattara) อย่างรุนแรง

องค์การสหประชาชาติระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามโดยใช้กองกำลังทหารไปจำนวนมากกว่า 500 คน และประชาชนอีกราว 1 ล้านคนต้องละทิ้งบ้านเรือน

ผู้สื่อข่าวบีบีซีตั้งข้อสังเกตว่าบรรยากาศภายในเมืองหลวงผ่อนคลายลงอย่างมากภายหลังข่าวการเจรจายุติการต่อสู้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนกว่า 4 ล้านคนยังคงต้องหลบอยู่ภายในที่พักอาศัยและเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร น้ำ และไฟฟ้า อันเป็นผลมาจากการการปะทะกันตลอดวันที่ผ่านมา

นายนิโคลัส ซาร์โกซี ประธานาธิบดีของฝรั่งเศสกล่าวว่า ฝรั่งเศสในฐานะอดีตเจ้าอาณานิคมจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในไอวอรี่ โคสต์ซึ่งกำลังเลวร้ายถึงขีดสุดเพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์และทำลายศักยภาพของกองกำลังฝ่ายที่สวามิภักดิ์ต่อบากโบให้หมดสิ้น

เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์รายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศของไทยระบุว่ามีคนไทยอยู่ในไอวอรี่ โคสต์ 2 ราย และกำลังตรวจสอบว่าต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยหรือไม่

ไอวอรี่ โคสต์ เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา มีพรมแดนทิศตะวันตกติดกับประเทศกินี และประเทศไลบีเรีย ทิศเหนือติดกับประเทศมาลี และประเทศบูร์กินาฟาโซ ทิศตะวันออกติดกับประเทศกานา ทิศใต้ติดกับอ่าวกินี และเคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสในระหว่างปี ค.ศ. 1889-1944

อดีตประธานาธิบดีบากโบ ปัจจุบันอายุ 65 ปี เข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2543



เล่าปูมหลังวิกฤตการณ์ในไอวอรี่ โคสต์ (Côte d’ivoire) โดยปิยบุตร แสงกนกกุล

Côte d’ivoire จัดให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีไปเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม และ 28 พฤศจิกายน ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดี ลอกมาจากฝรั่งเศส คือ มีการเลือกตั้งสองรอบ รอบแรก หากผู้สมัครคนใดได้รับเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็ให้คนนั้นได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี แต่ถ้าไม่มีรายใดได้เกินกึ่งหนึ่ง ก็ต้องมีการเลือกตั้งรอบที่สอง โดยนำผู้ที่ได้คะแนนลำดับที่ 1 และ 2 มาชิงกัน

การเลือกตั้งรอบที่สองเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน เป็นการชิงดำระหว่าง Laurent Gbagbo ประธานาธิบดี กับ Alassane Ouattara

ระหว่างการหาเสียง มีการก่อการจลาจลกันหลายจุด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ กลุ่มนักศึกษาที่สนับสนุน Alassane Ouattara ออกมาชุมนุมและช่วยรณรงค์หาเสียง ก็ถูกกองกำลังเข้าทำร้าย บาดเจ็บ ล้มตาย วันที่ 27 พฤศจิกายน ก่อนการลงคะแนนเสียงรอบที่ 2 ได้หนึ่งวัน ประธานาธิบดี Laurent Gbagbo ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ก็ยิ่งทำให้ฝ่ายสนับสนุน Alassane Ouattara ออกมาคัดค้าน เพราะมองว่า เมื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน Laurent Gbagbo ก็ยิ่งสามารถใช้กลไกรัฐให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองเองในการเลือกตั้งได้

วันที่ 2 ธันวาคม คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศผลให้ Alassane Ouattara ชนะ ด้วยคะแนน ร้อยละ 54.1 ในขณะที่ Laurent Gbagbo ได้ไปร้อยละ 45.9

Alassane Ouattara รู้ดีว่า Laurent Gbagbo มีกองกำลังหนุนหลังจำนวนมาก ทั้งกองทัพ และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญอีกด้วย จึงรีบชิงประกาศชัยชนะตัดหน้า พร้อมกับตั้ง Guillaume Soro เป็นนายกรัฐมนตรีทันที

นอกจากนี้ Alassane Ouattara ยังรีบหาแนวร่มจากประชาคมระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหประชาชาติที่ส่ง เข้าไปเป็นผู้แทนเพื่อสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ต่างยอมรับว่า Alassane Ouattara ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

อย่างไรก็ตาม เป็นไปดังที่ Alassane Ouattara คาดเดาไว้ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ (ซึ่งเป็นพวกของ Laurent Gbagbo เสียส่วนใหญ่) โดย Paul Yao N’Dré ประธานตุลาการรัฐธรรมนูญออกมาประกาศเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ให้ Laurent Gbagbo เป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง ด้วยคะแนนร้อยละ 51.45 ส่วน Alassane Ouattara ได้ไปร้อยละ 48.55

คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้เพิกถอนผลคะแนนการเลือกตั้งใน 7 จังหวัดทางตอนเหนือของประเทศ (ซึ่งกลุ่ม Forces nouvelles อดีตกบฏ เมื่อปี 2002 ยึดครองอยู่ และกลุ่มนี้ให้การสนับสนุน Alassane Ouattara ) โดยให้เหตุผลว่า การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรงและจำนวนมากที่ทำให้ผลการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามปกติและไม่เป็นไปตามความเป็นจริง อันขัดกับหลักการเลือกตั้งโดยเสรี ทั่วไป และลับ คณะตุลาการรัฐธรรมนูญยังอ้างอีกด้วยว่า ผู้ลงคะแนนเสียงถูกข่มขู่บังคับให้ลงคะแนนเสียงให้กับ Alassane Ouattara

Laurent Gbagbo รีบแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งทันที พร้อมทั้งให้กองทัพออกมาหนุนตนเอง ในขณะที่ Alassane Ouattara ก็สาบานตนเข้ารับตำแหน่งเหมือนกันในวันที่ 4 ธันวาคม โดยทำเป็นหนังสือ

ในขณะที่ประชาคมระหว่างประเทศก็ออกมาเรียกร้องให้ Laurent Gbagbo ยอมรับผลการเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศให้ Alassane Ouattara ชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี เพื่อให้ประเทศได้เดินหน้าต่อได้

สถานการณ์ใน Côte d’ivoire จึงตึงเครียดเป็นอย่างมาก ด้วยเกรงว่า หากทั้งสองฝ่ายยังไม่ยอมกัน กองทัพจะถือโอกาสออกมารัฐประหาร สหภาพแอฟริกาจึงส่งตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่คนกลางช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย

Côte d’ivoire เป็นประเทศที่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองมายาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่สามารมีการเลือกตั้งที่โปร่งใสได้เสียที การเลือกตั้งประชาธิปไตยมีครั้งแรกเมื่อปี 1990 ปรากฏ ครั้งนั้น Félix Houphouët-Boigny แข่งกับ Laurent Gbagbo ซึ่งได้ไป ร้อยละ 18.5 ก็สงสัยกันว่า มีการทุจริตการเลือกตั้งเพื่อให้ Félix Houphouët-Boigny ได้เป็นประธานาธิบดี

ปี 1995 Alassane Ouattara ลงสมัคร แต่ก็ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่มีคุณสมบัติเพราะพ่อและแม่ไม่ได้มีสัญชาติไอวอเรียน Ouattara กับ Gbagbo รวมหัวกัน ตัดสินใจบอยคอตต์ไม่ลงสมัคร ทำให้ Henri Konan Bédié ได้เป็นประธานาธิบดีไปด้วยคะแนนร้อยละ 95

ตุลาคม 2000 Alassane Ouattara ถูกห้ามลงสมัครอีกตามเคย เพราะขาดคุณสมบัติเนื่องจากพ่อเป็นคนไอวอรี่โคสต์ที่เกิดที่บูร์กินาฟาโซ ในขณะที่ Henri Konan Bédié ก็หมดสิทธิรับสมัคร เพราะ ลี้ภัยอยู่ฝรั่งเศส ไม่ได้เข้ารับการตรวจสุขภาพก่อนสมัคร ผลสุดท้าย Laurent Gbagbo ชนะการเลือกตั้งไป

ในปี 2002 มีการกบฏในภาคเหนือโดยกลุ่ม Forces nouvelles แม้ Laurent Gbagbo ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบวาระ แต่ก็อาศัยรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งต่อไปเรื่อยๆ เพราะมีเหตุการณ์ไม่สงบ อันไม่อาจทำให้มีการเลือกตั้งตามปกติได้ สุดท้าย มีการลงนามข้อตกลงกันเมื่อปี 2007 แต่งตั้ง Guillaume Soro หัวหน้ากลุ่มกบฏเป็นนายกรัฐมนตรี และกำหนดว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งโปร่งใส ยุติธรรม ในปี 2010

การเลือกตั้งครั้งนี้ใช้งบประมาณมหาศาล ประชาคมระหว่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์จำนวนมาก แต่แล้ว... ก็ยังไม่เป็นที่ยุติ ไปๆมาๆ ได้ประธานาธิบดีมาสองคน

จดหมายเปิดผนึกแลกเปลี่ยนกับ พระไพศาล วิสาโล “ความเป็นกลางลงลึกถึงความเป็นจริงหรือไม่ ?”

ที่มา ประชาไท

ในบทความชื่อ ดูแล “ตัวกู” ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง (มติชนรายวัน 2 เมษายน 2554) หลวงพี่ไพศาล วิสาโล เขียนว่า

“...การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายทางการเมืองเป็นเหลืองและแดงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อันเป็นผลสืบเนื่องจากความขัดแย้งในเรื่องรูปแบบทางการเมืองที่พึงปรารถนา (เน้นโดยผู้เขียน) ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงข้างมาก อีกฝ่ายต้องการการเมืองที่มีคุณธรรม ไร้การคอร์รัปชั่น ท่ามกลางความขัดแย้งดังกล่าวได้มีการกล่าวประณามหยามเหยียดจนเกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์อย่างรุนแรง ถึงขั้นสนับสนุนให้มีการใช้ความรุนแรงต่อกัน จนเกิดเหตุการณ์นองเลือดระหว่างการล้อมปราบของฝ่ายรัฐ มีการสูญเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในฝ่ายของคนเสื้อแดง

นอกจากการโจมตีต่อต้านจุดยืนทางการเมืองของกันและกันแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ต่อคุณค่าที่แต่ละฝ่ายยึดถือด้วย (เน้นโดยผู้เขียน) คนเสื้อเหลืองจำนวนไม่น้อยรู้สึกรังเกียจกับคำว่าประชาธิปไตย ความยุติธรรม (และแสลงหูกับคำว่าสองมาตรฐาน ความเหลื่อมล้ำ) ขณะเดียวกันคนเสื้อแดงจำนวนไม่น้อยก็รังเกียจกับคำว่า คุณธรรม ความดีงาม ความซื่อสัตย์สุจริต (และแสลงหูกับคำว่า คอร์รัปชั่น) ทั้งนี้ก็เพราะถ้อยคำและคุณค่าเหล่านี้ถูกมองว่าผูกโยงอยู่กับฝ่ายตรงข้ามกับตน จึงมีความรู้สึกในทางลบจนเห็นว่าเป็นสิ่งเลวร้ายไปเลย

นั่นเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะทั้งประชาธิปไตย ความยุติธรรม รวมทั้งคุณธรรมความดี ความซื่อสัตย์สุจริต ล้วนเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคนและจำเป็นต่อสังคมไทยในยุคนี้ ใช่แต่เท่านั้นมันยังเป็นคุณค่าที่ฟูมฟักอยู่แล้วในใจของทุกคนไม่ว่าเหลืองหรือแดง การปฏิเสธคุณค่าเหล่านี้(เน้นโดยผู้เขียน) ไม่ว่าอันใดอันหนึ่ง หมายถึงการปฏิเสธสิ่งที่มีอยู่ในตนเอง รวมทั้งปิดโอกาสที่คุณค่าเหล่านี้จะเจริญงอกงามในใจตนเพื่อชีวิตที่มีคุณค่า”

ประเด็นแรก ที่ผมขอแลกเปลี่ยนกับหลวงพี่ไพศาล คือ ผมเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นมาและเป็นอยู่เป็นความขัดแย้งที่มากกว่า “ความขัดแย้งในเรื่องรูปแบบทางการเมืองที่พึงปรารถนา ฝ่ายหนึ่งเรียกร้องต้องการประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงข้างมาก อีกฝ่ายต้องการการเมืองที่มีคุณธรรม ไร้การคอร์รัปชั่น” อะไรที่ “มากกว่า”โปรดดูคำกล่าวของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ว่า

“เราร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่หลังปี 2549 สิ่งที่เราอยากเห็นมากที่สุดคือ ให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่เราอยากเดินไปถึงที่สุดคือ ผืนแผ่นดินนี้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ...ต้องการแค่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เท่านั้น ผู้มีอำนาจให้สิ่งนั้นไม่ได้แต่กลับหยิบยื่นความตายให้เรา เพียงเพราะต้องการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ ผู้ต้องรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมในครั้งนี้คือผู้ลงมือ ผู้สั่งการ และผู้อยู่เบื้องหลัง เราไม่คาดคิดว่าผู้มีอำนาจจะอำมหิตถึงเพียงนั้น ไม่คาดคิดไม่ใช่เพราะรู้ไม่ทัน แต่ไม่คาดคิดเพราะที่ผ่านมาเรารักเขามากเกินไป ความรักทำให้คนตาบอด แต่ความตายทำให้คนตาสว่าง แล้วจะไม่มีวันหลงลืมความตายของประชาชน ไม่มีวันลืมความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์ ตรงกันข้าม เราจะลืมตามองไปทุกมุมมืดเพื่อดูใครก็ตามที่ซ่อนตัวอยู่ให้เขารู้ว่าเรารู้แล้ว ตาสว่างแล้วทั้งแผ่นดิน” (ประชาไท/เข้าถึงเมื่อ 5/04/2554)

ผมคิดว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เข้าใจ “ความหมาย” ที่คุณณัฐวุฒิพูด และต้องการมากว่า “ประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงข้างมาก” (ซึ่งมักถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่า “ประชาธิปไตย 4 วินาที”) นั่นคือคนเสื้อแดง (ยืนยันมาตลอดว่า) ต้องการสร้างรูปแบบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับเสียงข้างมากและพ้นไปจากการครอบงำกำกับของอำนาจนอกระบบ เป็นประชาธิปไตยที่อยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคแบบอารยประเทศ

ประเด็นที่สอง หากพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่า คนเสื้อแดงปฏิเสธเสื้อเหลืองในเรื่องเรียกร้องรัฐประหารให้เป็นทางออกของการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน และอ้างการเมืองที่มีคุณธรรม ไร้คอร์รัปชันโดยให้ความสำคัญกับอำนาจของชนชั้นนำเหนืออำนาจของประชาชน เช่น อำนาจพิเศษ อำมาตย์ กองทัพ คนดีมีคุณธรรม (ที่ฝ่ายตนเป็นผู้นิยาม/เลือกสรร?) ให้เป็นฝ่ายที่มีสิทธิพิเศษในการสร้าง “การเมืองที่มีคุณธรรม ไร้คอร์รัปชัน” คนเสื้อแดงไม่ได้ปฏิเสธ “คุณค่า” ของ “การเมืองที่มีคุณธรรม ไร้คอร์รัปชัน” ว่าคุณค่าดังกล่าวนี้เป็นคุณค่าที่ไม่พึงปรารถนา

แต่อาจมีการแสดงออกที่เสมือนว่าคนเสื้อแดงบางส่วน “วิจารณ์/โจมตี” คุณค่าดังกล่าวนั้น ทว่าเมื่อดูในรายละเอียดจะเห็นว่า คนเสื้อแดงวิจารณ์/โจมตี “คำกล่าวอ้างกับการกระทำที่ขัดแย้งกัน” ของฝ่ายตรงข้ามมากกว่า และสำหรับคนเสื้อแดงการเมืองที่มีคุณธรรมและไร้คอร์รัปชันมีความเป็นไปได้มากกว่าภายใต้รูปแบบประชาธิปไตยที่เคารพเสียงข้างมากของประชาชน และเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีความเสมอภาค มีเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบ “ทุกอำนาจสาธารณะ” อย่างแท้จริงเท่านั้น

ประเด็นที่สาม ผมเคารพในบทบาทความเป็นกลางและเจตนาดีของหลวงพี่ไพศาลครับ และเห็นว่าการที่พระสงฆ์ในบ้านเรา (อาจจะ 1 ในประมาณ 250,000 รูป) แสดงบทบาท “เตือนสติ” ทุกฝ่ายเช่นที่หลวงพี่พยายามทำเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ผมก็อยากเห็นบทบาทความเป็นกลางที่ “สามารถลงลึก” ใน “ความเป็นจริง” มากกว่าที่เป็นมา

หมายถึง ผมอยากเห็นบทบาทความเป็นกลางที่ “มองเห็น” และ “อธิบาย” ปัญหาความขัดแย้งที่ลงลึกมากกว่าปัญหา “ความขัดแย้งระหว่างสี” หรือการพิพากษาเพียงแค่ว่า “แต่ละฝ่ายเอาพวกมากกว่าเอาความถูกต้อง” หรือ “แต่ละฝ่ายเอาพวกจนปฏิเสธคุณค่าที่ฝ่ายตรงข้ามยึดถือแม้เป็นคุณค่าที่สอดคล้องกับคุณค่าของฝ่ายตนเองก็ตาม” หรือแต่ละพวกต่างยึด “ตัวกู” เหนือ “หลักการ”

หรือหากจะวิพากษ์ “ตัวกู” ของแต่ละฝ่ายอย่างเที่ยงธรรม (ตามความหมายของความเป็นกลางที่ว่า “วิพากษ์วิจารณ์ทุกฝ่ายอย่างเที่ยงธรรมและเท่าเทียม”) หลวงพี่ก็น่าจะวิพากษ์ “ตัวกูใหญ่” ที่อยู่เบื้องหลังความขัดแย้งด้วย จึงจะสรุปได้ว่าหลวงพี่ “สามารถ เป็นกลาง” ได้ในความหมายที่สามารถ “วิพากษ์วิจารณ์ทุกฝ่ายได้อย่างเที่ยงธรรมและเท่าเทียม” อย่างแท้จริง

นี่คือ “บางประเด็น” ที่ผมขอแลกเปลี่ยน “ความเห็นต่าง” (ความเห็นผมอาจผิดก็ได้) กับหลวงพี่ไพศาล ด้วยความเคารพ และด้วยจิตที่เป็นกัลยาณมิตรอย่างแท้จริงครับ !

ตู่โต้ข้อมูลเท็จ หนังสือเทือก

ที่มา ข่าวสด

เชิดชูยอดเยี่ยม ช่างภาพถูกยิง


'จตุพร'อัด'เทือก'ปั้นหลักฐานเท็จออกหนังสือชี้แจงสลายม็อบเสื้อแดง เตรียมทำสงครามข้อมูลข่าวสารทุกรูปแบบตอบโต้ ปั๊มวีซีดีแจกที่ไม่ยอมตอบข้อซักถามฝ่ายค้าน ด้านคอป.เรียกดีเอสไอชี้แจงกรณีช่างภาพอิตาลีถูกยิงในวันที่ 19 พ.ค.สุดท้ายได้แค่ข้อมูลคนฉกเอากล้อง แต่ไม่รู้ใครยิง สมาคมสื่อยกย่องช่างภาพเหยื่อปืนในเหตุการณ์กระชับพื้นที่สามเหลี่ยมดินแดงเป็นช่างภาพยอดเยี่ยม เสี่ยงอันตรายปฏิบัติหน้าที่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 เม.ย. ที่พรรคเพื่อไทย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เตรียมเปิดหนังสือชื่อ "ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาเมืองอีก" ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย ที่มีความสัมพันธ์กันว่า เรื่องนี้นายสุเทพ คงไม่ได้มีเป้าหมาย โจมตีพรรคเพื่อไทย แต่เป็นความพยายามโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงมากกว่า แต่การเคลื่อนไหวของนายสุเทพ ช่วงนี้น่าสังเกตมาก อาจมีความหวั่นไหวอะไรบางอย่างอยู่ รัฐบาลจึงเคลื่อนไหวกันเยอะในช่วงนี้

"ปกติคุณสุเทพ เป็นคนน่ารักดี แต่ช่วงนี้คงคิดมาก ผมเห็นท่านผมหงอกเยอะ ใบหน้าก็มีริ้วรอย ผมแนะนำให้ท่านไปใช้พอนด์ทาหน้าบ้างก็จะดี" พล.อ.ชวลิตกล่าว

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง แถลงถึงกรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เตรียมเปิดตัวหนังสือ "ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก" ว่า นายสุเทพพยายามปั้นหลักฐานเท็จกรณีการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงในเดือนเม.ย. และพ.ค. 2553 ด้วยการออกหนังสือ ซึ่งคนเสื้อแดงขอบอกเลยว่าจะทำสงครามข้อมูลข่าวสารกับนายสุเทพทุกรูปแบบ และจะเป็น การสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน โดยจะจัดทำวีซีดีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯและนายสุเทพ ไม่ตอบคำถามพรรคเพื่อไทย แจกจ่ายให้กับ ประชาชนทั่วประเทศ และการพยายามบิดเบือนปกปิดความจริงของนายสุเทพ สุดท้ายอาจทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจปฏิบัติกับประเทศไทยกรณีผู้สื่อข่าวญี่ปุ่นมาเสียชีวิตเหมือนที่รัฐบาลซาอุดีอาระเบียเคยปฏิบัติกับประเทศไทยมาแล้ว

"นายสุเทพบอกว่าจะใส่สูทผูกเนกไทไปรับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แล้วพาไปส่งที่คุกนั้น ผมไม่แน่ใจว่าเมื่อถึงเวลานาย สุเทพจะมีโอกาสใส่สูทผูกไทหรือไม่ เพราะนายสุเทพอาจเข้าไปอยู่ในเรือนจำข้อหาพยายามสั่งฆ่าประชาชนไปแล้ว และความจริงคือนายสุเทพ ไม่เหมาะกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะรองเท้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ สะอาดกว่ามือของนายสุเทพเยอะ" นายจตุพร กล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า ตนพบว่าจากการปฏิบัติหน้าที่ของทหารที่เข้ามายุ่งเกี่ยวการเมือง ส่งผลให้ทหารนักรบที่เชี่ยวชาญและเคยรับผิดชอบการรบทั้งหลายเบื่อหน่ายต่อการกระทำของผู้นำเหล่าทัพที่พยายามเอาทหารมาฝึกซ้อมและเข่นฆ่าประชาชน ทำให้มีนายทหารนักรบลาออกจากราชการและขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด มากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และเหลือทหารจ่านายสิบ ที่มีความเชี่ยวชาญการรบน้อยมาก จึงไม่แปลกที่ประเทศไทยจะพ่ายแพ้บ่อยครั้งในการรบกับประเทศเพื่อนบ้านช่วงหลังๆ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะประกาศนโยบายชุดใหญ่ ของพรรคเพื่อไทยหลังสงกรานต์วันที่ 14 เม.ย. ว่า พรรคเห็นว่าหลังจากพ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินทุกครั้งจะเกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองรูปแบบต่างๆ ทั้งการชุมนุมและความขัดแย้ง ซึ่งพรรควิตกว่าการโฟนอินช่วงหลังเป็นการเตรียมการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย.นี้ ทั้งนี้ การประกาศนโยบายของเพื่อไทยชัดเจนว่าการให้แกนนำเสื้อแดงสมัครส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ โดยหวังจะได้เอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครอง ซึ่งจะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความวุ่นวายอีกครั้งและอาจสูงขึ้นกว่าเดิมด้วย จากเดิมแบ่งหน้าที่กันทำ ก็ยกระดับมาร่วมงานโดยตรง ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ร่วมงานกับกลุ่มเสื้อแดง ดังนั้น นโยบายต่างๆ จะมีความหมาย เพราะความวุ่นวายจะเกิดขึ้น จึงอยากให้จับตาดูตั้งแต่ช่วง 10 เม.ย.-19 พ.ค. อาจมีความเสี่ยงในบ้านเมืองจากการเคลื่อนไหวนอกสภา

วันเดียวกัน นายนที สรวารี นายกสมาคมสร้างสรรค์อิสรชน กล่าวถึงการจัดกิจกรรม รําลึกให้วีรชนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 10 เม.ย. บริเวณสี่แยกคอกวัวว่าตนจะร่วมกับกลุ่มศิลปินร่วมกันร้องเพลงสดๆ โดยไม่มีดนตรี เพื่อรําลึกวีรชนที่เสียชีวิตบริเวณคอกวัว และรำลึกนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ แนวร่วมคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตบริเวณจุดเกิดเหตุ สำหรับเพลงที่เตรียมไว้ร้องชื่อว่า "กราบหัวใจคนเสื้อแดง" แต่งโดย "แป๊ะ บางสนาน" ซึ่งขอเชิญชวนพี่น้องคนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยทุกคนมาร่วมกันร้องเพลงนี้ให้ดังกึกก้องไปทั่วถนนราชดําเนิน และร่วมกันพับนกกระดาษแดง เพื่อเป็นการรําลึกผู้เสียชีวิตด้วย หลังจากเสร็จกิจกรรมนี้แล้วก็จะสลายตัวและมาร่วมชุมนุมอีกครั้งในช่วงเย็นวันเดียวกันบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยร่วมกับแกนนํา นปช.

นายนที กล่าวต่อว่า ในวันที่ 7 เม.ย.จะจัดกิจกรรมทางการเมืองจากเครือข่ายคนเสื้อแดง 2 งาน งานแรกเริ่มเวลาประมาณ 16.00-24.00 น. จะเป็นกลุ่มแดงธนบุรี ซึ่งจะร่วมจัดกิจกรรมรําลึกให้กับคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตทั้ง 91 ศพ บริเวณอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ฝั่งธนบุรี ส่วนกิจกรรมที่ 2 จะเป็นกิจกรรม "2 ขาประชาธิปไตย" จัดโดยกลุ่มคนรักปทุมฯ ร่วมกับกลุ่มของตน นัดหมายมารวมตัวกันบริเวณศาลากลางเก่า จ.ปทุมธานี เวลาประมาณ 09.30 น. จากนั้นก็จะร่วมกันปั่นจักรยานจากศาลากลางไปยังสถานีไทยคม อ.ลาดหลุมแก้ว เพื่อไปรําลึกในเหตุการณ์สลายการชุมนุม ซึ่งมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจํานวนมาก

นายกสมาคมสร้างสรรค์อิสรชน กล่าวอีกว่า ช่วงนี้กำลังจะก้าวเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง อยากจะฝากไปยังสังคมว่าอย่าลืมเหตุการณ์และอย่าลืมผู้สูญเสียเหล่านี้ไป นอกจากนี้ ขอฝากไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้ทําหน้าที่ตรงไปตรงมาตามที่คนเสื้อแดงเคยไปเรียกร้องที่ดีเอสไอ คือ หน้าที่ข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน เพราะผ่านมาเกือบจะครบ 1 ปีแล้ว ดีเอสไอยังไม่สามารถนําความยุติธรรมและความเป็นธรรมให้ครอบครัวผู้สูญเสียได้ อาทิ คดีการเสียชีวิตของน.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือน้องเกด พยาบาล อาสาที่ถูกยิงในวัดปทุมวนาราม และคดีนายเทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทร์ แนวร่วมเสื้อแดง ที่ถูกยิงบริเวณคอกวัว และอีกหลายๆ ศพที่จากไปก็ยังไม่มีความชัดเจน รวมทั้งคดีนักข่าวญี่ปุ่นด้วย

"นอกจากนี้แล้ว ยังมีกลุ่มคนเสื้อแดงที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมที่ยังถูกคุมขังอยู่ตามเรือนจําต่างๆ ทั่วประเทศอีกกว่า 100 รายด้วย มาตร ฐานการประกันตัวยังไม่เท่ากัน และหากว่ามีการเคารพสิทธิซึ่งกันแล้วกัน เชื่อว่าสังคมไทยนี้จะไปได้ด้วยดี แต่ตอนนี้อํานาจมันอยู่เหนือกว่าสิทธิ จึงทําให้เกิดปัญหาขึ้น" นายนทีกล่าว

วันเดียวกัน นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ นายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาคมได้พิจารณามอบโล่ประกาศเกียรติคุณ นักข่าวอาชญากรรมแห่งปี 2553 แก่ นายไชยวัฒน์ พุ่มพวง ช่างภาพสำนักข่าวเนชั่น ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ ขณะถ่ายภาพเหตุการณ์กระชับพื้นที่ บริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 ด้วยเหตุผลที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ถ่ายภาพในสถานที่เสี่ยงภัย เพื่อให้ได้ภาพจริงจากที่เกิดเหตุ และยังมุ่งมั่นต่อการทำ งาน โดยที่นายไชยวัฒน์ พูดก่อนเข้าห้องผ่าตัดว่า "ภาพที่ถ่ายไว้ยังไม่ได้ส่งเข้าโรงพิมพ์ ช่วยนำภาพถ่ายในกล้องส่งเข้าโรงพิมพ์ด้วย" เป็นคำพูดที่รับผิดชอบต่อหน้าที่ แม้ตัวเองจะต้องบาดเจ็บและเข้ารักษาตัวภายในโรงพยาบาลก็ตาม

เมื่อเวลา 13.30 น. วันเดียวกัน ที่ศูนย์ราช การเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา คณะกรรมการอิสระตรวจสอบ และค้นหาความจริงเพื่อการ ปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เปิดรับฟังข้อเท็จจริงกรณีการเสียชีวิตของนายฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาลี เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2553

พ.ต.ท.วีรวัชร์ เดชบุญภา พนักงานสอบ สวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบคลิปของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ พบว่าระหว่างที่ผู้ตายโดนยิงมีชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยเหลือ พร้อมทั้งหยิบกล้องและกระเป๋าสะพายของผู้ตายเอาไว้ จากนั้นจึงมีผู้ที่เห็นเหตุการณ์ ซึ่งมีทั้งนักข่าว ผู้ชุมนุม และคนที่ขี่จักรยาน ยนต์ เป็นคนทำงานในบริเวณศูนย์วิจัยโรคเอดส์เข้าช่วยเหลือกันอีก โดยช่วยกันพาร่างนายฟาบิโอ เข้าบาทวิถี จากนั้นจึงมีคนขับจักรยานยนต์ มารับนายฟาบิโอนำส่งโรงพยาบาลตำรวจ แต่เสียชีวิตก่อนถึงโรงพยาบาล

พนักงานสอบสวนดีเอสไอชี้แจงอีกว่า จากการตรวจสอบคลิป เห็นรูปผู้ที่เอากล้องไปได้อย่างชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังติดตามหาตัวอยู่ แต่ยังหาคนที่ยิงช่างภาพชาวอิตาลีไม่ได้ ก่อนหน้านี้ได้สอบสวนพยายานที่เห็นเหตุการณ์ไปหมดแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ทางด้านน้องสาวของนายฟาบิโอ ร้องขอความช่วยเหลือให้สอบสวนถึงสาเหตุการเสียชีวิต พร้อมทั้งอยากให้ติดตามหากล้องของนายฟาบิโอที่หายไปด้วย

มือเพลิง

ที่มา มติชน



โดย ฐากูร บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 5 เมษายน 2554)

ในศีล 5 ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติให้ชาวบ้านทั่วไปถือเอาไว้เป็นเกราะ หรือเครื่องมือป้องกันตัวเองให้พ้นจากความชั่ว

ท่านกำหนดให้ ′ปาณาติปาตา′ หรือการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตด้วยกันเป็นข้อแรก

ไม่ต้องอธิบายซ้ำดอกกระมังว่าทำไม

เพราะฉะนั้น จะพุทธศาสนิกชนก็ดี หรือคนที่ยังมีสติสัมปชัญญะตามปกติก็ดี ก็คงตระหนักแก่ใจอยู่แล้วว่า

การพรากชีวิตของคนด้วยกันนั้นเป็นเรื่องใหญ่

ศัพท์วัยรุ่นสมัยนี้บอกว่า ′มันใหญ่มาก′

ในฐานะส่วนตัวนอกจากจะต้องไม่ลงมือกระทำเองแล้ว ในฐานะมนุษย์ด้วยกัน ถ้าเห็นการกระทำเช่นนี้ ก็ต้องช่วยทุกทางที่จะทำให้เกิดความเป็นธรรม

และยิ่งถ้ามีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่หรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายในบ้านเมือง

ยิ่งต้องถือเป็นภารกิจที่จะต้องอำนวยให้มีความยุติธรรมเกิดขึ้น

ก่อนที่กรรมที่เกิดจะทำให้เกิดกรรมอย่างเดียวกันวนเวียนต่อเนื่องไปไม่รู้จบ

ฉะนั้น จึงมีคนจำนวนมากไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลหรือหน่วยงานเป็นแขนขาสำคัญในการอำนวยให้เกิดความยุติธรรมขึ้นมาได้อย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ

นอกจากจะไม่ทำให้ความจริงความยุติธรรมในเรื่องคดีฆ่ากันกลางเมือง 91 ศพเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 เกิดขึ้นแล้ว

ยังแสดงจุดยืนท่าทีชัดเจนว่า พร้อมจะยืนขวางไม่ให้ความจริงและความยุติธรรมนี้เกิดขึ้นได้

ถ้าเป็นอย่างที่ท่านอ้าง คือท่านสนับสนุนไม่ใช่นอนขวางอยู่ในราง

จะเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นเข้าทวงถามความคืบหน้าของคดีที่นักข่าวของเขามาเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไร

จะเกิดเหตุการณ์ที่คนไทยด้วยกันซึ่งเป็นพ่อแม่พี่น้อง เพื่อนฝูงของผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ รวมไปถึงผู้บาดเจ็บอีกนับพัน ตั้งคำถามเดียวกันกับสถานทูตญี่ปุ่น หรือต้องรวมตัวกันแสดงจุดยืนว่าไม่พอใจการทำงานของรัฐและเจ้าหน้าที่

ได้อย่างไร

ท่านไม่อายหรอกหรือ?

ท่านไม่รู้หรอกหรือว่ายิ่งถ่วงเวลา ยิ่งพยายามปกปิดซ่อนเร้นความจริงและความยุติธรรมออกไปนานเท่าไหร่

ปัญหาและความขัดแย้งในสังคมยิ่งลุกลามใหญ่โตขึ้นไปเท่านั้น

10 เมษายน ที่เขาเตรียมชุมนุมใหญ่ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สี่แยกคอกวัว จะเรียกคนขนาดนี้ไม่ได้เลย

ถ้าไม่ได้รัฐบาลและดีเอสไอช่วยราดน้ำมันคอยโหมกองไฟเอาไว้เรื่อยๆ

ท่านมีความต้องการอะไรหรือถึงทำอะไรถึงที่คนปกติเขาไม่ทำกันอย่างนี้

และที่สำคัญ เมื่อผิดแล้วยังผิดซ้ำซาก อย่าเผลอเพราะความเคยตัวทำผิดครั้งใหญ่อย่างที่เคยทำขึ้นมาอีก

ท่านพัง ท่านต้องรับกรรมส่วนตัว ไม่ว่าจะโดยใจหรือโดยกฎหมาย ก็เรื่องของท่าน

แต่ท่านลากทั้งสังคมไปตกนรกทรมานกับท่านด้วยไม่ได้

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 06/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





คนชั่วช้า สามานย์ สันดานแย่
คิดเอาแต่ ส่อเสียด พูดเหยียดหยาม
ซ้ำเห่าหอน ปากหมา สวาปาม
แถมต่ำทราม วิปริต ทั้งจิตใจ....

พูดเอาดี ใส่ตัว ชั่วโยนทิ้ง
ทำเย่อหยิ่ง พองขน ตนยิ่งใหญ่
สกปรก แหลกเหลว เลวกว่าใคร
พูดโกหก ใส่ไคล้ ใจอัปรีย์....

ปากล้างได้ แต่ใจ ไม่เคยล้าง
ยังมาอ้าง คุณค่า เกินหน้าที่
ใจมืดบอด ถอดล้าง ให้บ้างซี
มิใช่มี แต่ริษยา บ้าหรือไร?....

จรกา บ้าน้ำลาย ขายความโง่
ยังคุยโว ตนเด่นดี นี้ไฉน
แต่ชาวบ้าน มองมัน ว่าจัญไร
เกลียดเข้าใส้ ไอ้คนชั่ว ตัวกาลี....


รอต้อนรับ ท่านทักษิน คืนถิ่นฐาน
ด้วยจิตซ่าน มุ่งร้าย มิหน่ายหนี
พออีกวัน เปลี่ยนไป ในทันที
บอกไม่มี ไม่ได้พูด สุด..แหลเลย....

คิดแต่เรื่อง สัปดน คนบัดซบ
พูดเลี่ยงหลบ ต่ำช้า นิจจาเอ๋ย
ใจก็ทราม นามก็ชั่ว มั่วเหมือนเคย
เบื่อจังเลย ไอ้ชาติชั่ว ตัวจรกา....

๓ บลา / ๖ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com