WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 8, 2011

วอลล์สตรีท เจอร์นัล สัมภาษณ์ทักษิณ ชูนิรโทษกรรมคดีการเมือง

ที่มา ประชาไท

8 เม.ย.54 วอลล์สตรีท เจอร์นัล เผยแพร่รายงานการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะนำพรรคเพื่อไทยหลังการเลือกตั้ง ชูนโยบายลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ต้องคำพิพากษาตัดสิทธิทางการเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลของเขา โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อลดความขัดแย้งของสังคมไทยที่ได้ดำเนินมาตลอด 5 ปีซึ่งทำให้คนไทยส่วนใหญ่ต้องเจ็บปวดทั้งร่างกายและจิตใจ

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวว่า มีกำลังใจมากขึ้นจากกระแสและสถานการณ์ลุกฮือเรียกร้องประชาธิปไตยในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ และการเลือกตั้งในประเทศไทยที่อาจจะมีขึ้นในเดือนมิถุนายนนี้ โดยอดีตนายกฯ ระบุว่า ประเทสไทยอยู่บนทางสองแพร่ง และสิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางแอฟริกาเหนือได้บอกกับเราว่า โลกทั้งหมดกำลังเปลี่ยนแปลง เพราะผลกระทบจากอินเตอร์เนทและเครือข่ายชุมชนทางสังคมออนไลน์

วอลล์สตรีท เจอร์นัล ระบุว่า การเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณนี้แสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ลงมาเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเมืองไทย ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่กองทัพและสถาบันการเมืองของไทยใช้เป็นประเด็นกล่าวหาเขามาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

นิก น็อตสติช: รายงาน “การชุมนุมและงานศพ” ของคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

วันที่ 27 มีนาคม 2554 ผมได้ไปเข้าร่วมสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มแดงสยาม และกลุ่ม 24 มิถุนาที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีชายหญิงคู่หนึ่งขึ้นเวทีโดยในมือถือรูปลูกชาย คือ เทิดศักดิ์ ฟุ้งกลิ่นจันทน์ ที่เสียชีวิตที่บริเวณคอกวัวในวันที่สิบเมษาปีที่แล้ว ทั้งคู่ประกาศบนเวทีว่าวันเสาร์ที่สองเมษายนนี้ เขาจะเคลื่อนย้ายโลงศพจากวัดพลับพลาไชยมาที่สี่แยกคอกวัวเพื่อทำพิธี หลังจากนั้นจะแห่โลงศพไปยังซอยสุขุมวิท 31 ซึ่งเป็นซอยที่อยู่ของนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (กิจกรรมส่วนนี้ถูกยกเลิกในภายหลัง) และหลังจากนั้นจะเคลื่อนขบวนไปยังวัดสีกัน ดอนเมือง เพื่อทำพิธีในงานศพในวันถัดมา โดยในตอนแรกผมวางแผนว่าจะไปเวทีที่อุดรธานีในวันที่ 1 เมษายน แต่สุดท้ายผมตัดสินใจว่าจะไปหลังจากที่พิธีที่คอกวัวเสร็จสิ้น

ในวันที่ 1 เมษายน เช้าวันเสาร์ ผมไปวัดพลับพลาชัยซึ่งคนเสื้อแดงจำนวนมากได้ไปรวมตัวกันอยู่แล้ว พ่อแม่ของเทิดศักดิ์ได้ขอบคุณเจ้าอาวาสที่ได้ให้ศพลูกชายใช้โลงเย็นโดยไม่คิดเงิน และหลังจากนั้นขบวนรถยนต์เสื้อแดงก็ไปต่อยังที่สี่แยกคอกวัว

ณ จุดที่เทิดศักดิ์เสียชีวิต ได้มีการทำพิธีจุดธูปเทียนและวางอาหาร เพื่อเชิญวิญญาณได้เดินทางไปที่งานศพ มีการปราศรัยเสียงดังออกสู่ลำโพงขนาดใหญ่ ชินวัตร หาบุญพาด เจ้าของวิทยุแท็กซี่ที่เพิ่งกลับมาจากการลี้ภัยต่างประเทศได้เข้าร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน อีกซักพักขบวนเสื้อแดงก็เคลื่อนไปต่อ ส่วนผมก็กลับบ้านและไปยังสนามบินเพื่อที่จะขึ้นเครื่องไปอุดรธานี

ผมมาถึงอุดรเมื่อเวลาก่อนอาทิตย์จะตกพอดี ถนนทางเข้าแน่นขนัดไปด้วยขบวนรถยนต์ของเสื้อแดง กลุ่มคนรักอุดรพร้อมด้วยแกนนำ ขวัญชัย ไพรพนาจัดงานครบรอบห้าปีของสถานีวิทยุชุมชนของพวกเขา ครั้งที่แล้วที่ผมมาที่นี่ สถานีวิทยุยังอยู่ในตึกเช่าบนที่ดินเช่าผืนเล็กๆ แต่ตั้งแต่ปี 2552 พวกเขาก็ได้รวมเงินกันซื้อที่ดินของตัวเอง รวมทั้งสร้างตึกขนาดใหญ่เพื่อใช้เป็นสถานีวิทยุ จนถึงตอนนี้พวกเขาเป็นเจ้าของที่ดินขนาด 18 ไร่ในชานเมืองจังหวัดอุดร พร้อมทั้งตึกสองชั้น และยังมีหนี้จำนวนห้าล้านบาทที่ยังต้องจ่าย จุดประสงค์หนึ่งของการชุมนุมครั้งนี้ก็เพื่อช่วยในการระดมทุนด้วย ชั้นล่างของสถานีวิทยุเต็มไปด้วยคนจำนวนมาก ผมกะประมาณอย่างน้อยๆว่ามีเสื้อแดงราว 60,000-80,000 คนที่อยู่ที่ชุมนุม นับได้ว่าเป็นจำนวนมากที่สุดของการชุมนุมตั้งแต่การประท้วงที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ปีที่แล้ว บริเวณทางเข้ามีกล่องบริจาคกล่องใหญ่วางอยู่ ส่วนใหญ่คนก็ใส่แบงค์ร้อยและแบงค์ยี่สิบ (หลังจากนับเงินในวันรุ่งขึ้นปรากฏว่ากลุ่มคนรักอุดรได้ยอดบริจาค 1,180,000 บาทจากกล่องบริจาคนั้น ส่วนค่าเวทีและค่าอื่นๆได้รับการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนรายอื่นต่างหาก) บนเวทีมีกลุ่มนักเต้นในชุดดั้งเดิมกำลังแสดงอยู่ ผมปีนขึ้นไปบนลำโพงเพื่อเก็บภาพของกลุ่มผู้ชุมนุม

แกนนำเสื้อแดงส่วนใหญ่ได้ปรากฏในงานนี้ด้วย สส.พรรคเพื่อไทยพร้อมกับอดีตนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ก็ด้วย อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรก็ยังติดต่อมาผ่านทางวีดีโอลิงค์ ผมเดินรอบๆที่ชุมนุม และปีนเพื่อไปเก็บภาพบนเวทีเพื่อเก็บภาพของกลุ่มผู้ชุมนุม

เบื้องหลังตึกใหม่ของสถานีวิทยุที่สาดสองแสงสว่าง มีสต๊าฟของกลุ่มคนรักอุดรจัดแจงขาย “วิทยุสีแดง”ราคา 340 บาท และโทรศัพท์มือถือสีแดงในราคา 990 บาท

ภาพสุดท้ายที่ผมถ่ายในคืนนั้น คือภาพของขวัญชัย ไพรพนาที่กำลังได้รับการนวดศีรษะ ผมออกจากที่นั่นราวหลังเที่ยงคืนนิดหน่อยเพื่อกลับไปพักผ่อนราวสองถึงสามชั่วโมง ก่อนที่จะต้องไปสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องกลับมายังกรุงเทพ เพื่อให้ทันเวลาการสวดฌาปนกิจศพของเทิดศักดิ์

การชุมนุมที่อุดรนี้ ผมสังเกตว่าไม่มีนักข่าวจากสำนักอื่นๆนอกจากนักข่าวของสื่อเสื้อแดงไปทำข่าวเลย ไม่มีการรายงานทางทีวี ไม่มีการรายงานข่าวนี้ในหนังสือพิมพ์ไหนๆเลยที่ผมรู้จัก ผมสงสัยว่าจะเป็นไปได้ยังไงที่การชุมนุมขนาดใหญ่ระดับนั้นไม่มีการพูดถึงโดยสื่อไทยเลยแม้แต่น้อย ผมเข้าใจอยู่ว่าทุกเวทีของเสื้อแดงนั้นคงไม่สามารถถูกทำเป็นข่าวทั้งหมดได้ (เวทีแดงสยามนั้นไม่มีข่าวเลยเนื่องด้วยประเด็นที่อ่อนไหว) แต่การชุมนุมเสื้อแดงที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่การชุมนุมปีที่แล้วเช่นครั้งนี้ ไม่สำคัญพอที่จะถูกรายงานเลยหรืออย่างไร?

วันต่อมา ในวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2554 ผมไปที่วัดสีกันที่ดอนเมือง คนเสื้อแดงจำนวนหลายพันคนได้มาที่งานศพแล้ว แกนนำเสื้อแดงหลายคนได้ประกาศว่าจะเข้าร่วมงานศพนี้ เช่นเดียวกับวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ซึ่งเงื่อนไขของการประกันที่ไม่ให้เข้าร่วมการชุมนุมเกินกว่า 5 คน ไม่ให้ออกนอกกรุงเทพฯ และไม่ให้พูดกับผู้สื่อข่าว ถูกยกเลิกหนึ่งวันก่อนคอนเสิร์ตที่โบนันซ่า เขาใหญ่พอดี วันั้นเป็นวันแรกที่เขาได้ขึ้นเวทีหลังจากการชุมนุมที่ราชประสงค์

อาจมีสถานการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้นได้ เนื่องจากตึกที่ถัดไปจากงานศพ มีทหารกำลังดำเนินการตรวจสุขภาพและมีการจับใบดำใบแดงสำหรับการเกณฑ์ทหาร แต่โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ไม่นานหลังจากที่แขกวีไอพีได้มาถึง รวมถึงสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง อภิวันท์ วิริยะชัย และสส.เพื่อไทยเขตดอนเมือง การุน โหสกุล รวมถึงแกนนำเสื้อแดงสำคัญคนอื่นๆ พิธีการสวดฌาปนกิจศพก็ได้เริ่มขึ้น โลงศพถูกแห่ไปรอบเมรุสามรอบ มีการยกหีบศพขึ้นบันไดหน้าเมรุ และตั้งบนเชิงตะกอน เหล่าแขกวีไอพีได้ทอดผ้าไตรแด่พระภิกษุ แกนนำเสื้อแดงกล่าวคำไว้อาลัย (ณัฐวุฒิพูดถึง “ตาสว่าง”) สมชาย วงศ์สวัสดิ์ได้จุดไฟที่ตะเกียง

คนส่วนใหญ่ก็เริ่มกลับตั้งแต่ตอนนั้น และช่วงเวลาของงานศพสำหรับคนใกล้ชิดก็ได้เริ่มขึ้น บิดาและมารดาได้ตัดสินใจกล่าวลาลูกชายในหีบศพที่เปิดอยู่ หลังจากนั้นโลงศพก็ยกไปวางในเมรุ บิดาและมารดาของเทิดศักดิ์และน้องชายที่บวชได้กล่าวลาเป็นครั้งสุดท้าย ส่วนกลุ่มเพื่อนสนิทของเทิดศักดิ์ก็ได้ถ่ายรูปหมู่กับพ่อแม่ของเขาไว้

ที่มา
A mass rally and a fune
ral

ไอซีทีเล็งอัปเกรด พ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันจันทร์ที่ 28 มี.ค. 54 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดประชุมรับฟังและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเชิญตัวแทนผู้ประกอบการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในการประชุมดังกล่าว มีการแจกเอกสารร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่กระทรวงไอซีทีจัดทำขึ้นด้วย

ร่างกฎหมายนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ยกเลิก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ทั้งฉบับ และให้ใช้ร่างฉบับใหม่นี้แทน อย่างไรก็ดี โครงสร้างของเนื้อหากฎหมายมีลักษณะคล้ายคลึงฉบับเดิม โดยมีสาระสำคัญที่ต่างไป ดังนี้

ประเด็นที่ 1 เพิ่มนิยาม “ผู้ดูแลระบบ”

มาตรา 4 เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” หมายความว่า “ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ผู้อื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น”

ในกฎหมายเดิมมีการกำหนดโทษของ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การพยายามเอาผิดผู้ให้บริการซึ่งถือเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสาร จะส่งผลต่อความหวาดกลัวและทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกทั้งในแง่ของกฎหมายคำว่าผู้ให้บริการก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือแทบจะทุกขั้นตอนที่มีความเกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ล้วนเป็นผู้ให้บริการทั้งสิ้น

สำหรับร่างฉบับใหม่ที่เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” ขึ้นมานี้ อาจหมายความถึงเจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก ขณะที่ “ผู้ให้บริการ” อาจหมายความถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

ตามร่างกฎหมายนี้ ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด เช่น หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด และสำหรับความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่นการเจาะระบบ การดักข้อมูล หากผู้กระทำนั้นเป็นผู้ดูแลระบบเสียเอง จะมีโทษ 1.5 เท่าของอัตราโทษที่กำหนดกับคนทั่วไป

ประเด็นที่ 2 คัดลอกไฟล์ จำคุกสูงสุด 3 ปี

สิ่งใหม่ในกฎหมายนี้ คือมีมาตรา 16 ที่เพิ่มมาว่า “ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ทั้งนี้ การทำสำเนาคอมพิวเตอร์ อาจหมายถึงการคัดลอกไฟล์ การดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ต่างๆ มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัปข้อมูล การเข้าเว็บแล้วเบราว์เซอร์ดาวน์โหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า “แคช” (cache เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้ำ) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามีกระทำการดังกล่าว

ประเด็นที่ 3 มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิด

ในมาตรา 25 “ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

เป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตเรื่องลามกเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความคลุมเครือว่า ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้นหมายความอย่างไร นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่ากังวลว่า การชี้วัดที่ “การครอบครอง” อาจทำให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาวน์โหลดไฟล์ใดมาโดยอัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊เด็ก ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม

ประเด็นที่ 4 ยังเอาผิดกับเนื้อหา

มาตรา 24 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน

เนื้อความข้างต้น เป็นการรวมเอาข้อความในมาตรา 14 (1) และ (2) ของกฎหมายปัจจุบันมารวมกัน ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมก่อนจะเป็นข้อความดังที่เห็น มาจากความพยายามเอาผิดกรณีการทำหน้าเว็บเลียนแบบให้เข้าใจว่าเป็นหน้าเว็บจริงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) จึงเขียนกฎหมายออกมาว่า การทำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมถือเป็นความผิด แต่เมื่อแนวคิดนี้มาอยู่ในมือนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ ได้ตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม” เสียใหม่ กลายเป็นเรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จ และนำไปใช้เอาผิดฟ้องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท ความเข้าใจผิดนี้ยังดำรงอยู่และต่อเนื่องมาถึงร่างนี้ซึ่งได้ปรับถ้อยคำใหม่ และกำกับด้วยความน่าจะเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุด ห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพิจารณาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินคดีคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมา ปัญหานี้ก่อให้เกิดการเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็นฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ซึ่งย่อมส่งผลให้คนหันไปแสดงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตแทน อันอาจถูกตีความได้ว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ “รัฐบาล” ข้อความกฎหมายลักษณะนี้ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่จำเป็น

ประเด็นที่ 5 ดูหมิ่น ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

มาตรา 26 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่ผ่านมามีความพยายามฟ้องคดีหมิ่นประมาทซึ่งกันและกันโดยใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จำนวนมาก แต่การกำหนดข้อหายังไม่มีมาตราใดใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่จะใช้ได้อย่างตรงประเด็น มีเพียงมาตรา 14 (1) ที่ระบุเรื่องข้อมูลอันเป็นเท็จดังที่กล่าวมาแล้ว และมาตรา 16 ว่าด้วยภาพตัดต่อ ในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ได้สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อหาการดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้น

ข้อสังเกตคือ ความผิดตามร่างฉบับใหม่นี้กำหนดให้การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทมีโทษจำคุกสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ทั้งที่การหมิ่นประมาทในกรณีปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

ประเด็นที่ 6 ส่งสแปม ต้องเปิดช่องให้เลิกรับบริการ

มาตรา 21 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ทางการค้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ และโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

จากที่กฎหมายเดิมกำหนดเพียงว่า การส่งจดหมายรบกวน หากเป็นการส่งโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ถือว่าผิดกฎหมาย ในร่างฉบับใหม่แก้ไขว่า หากการส่งข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการบอกรับได้ ทั้งนี้อัตราโทษลดลงจากเดิมที่กำหนดโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาเป็นจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ยังต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากการส่งข้อมูลดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะไม่ผิดตามร่างฉบับใหม่นี้

ประเด็นที่ 7 เก็บโปรแกรมทะลุทะลวงไว้ คุกหนึ่งปี

มาตรา 23 ผู้ใดผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

น่าสังเกตว่า เพียงแค่ทำซ้ำ หรือมีไว้ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เจาะระบบ การก๊อปปี้ดาวน์โหลดไฟล์อย่างทอร์เรนท์ การดักข้อมูล การก่อกวนระบบ ก็มีความผิดจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เรื่องนี้น่าจะกระทบต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์โดยตรง

ประเด็นที่ 8 เพิ่มโทษผู้เจาะระบบ

สำหรับกรณีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเพดานโทษเป็นจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท (เพิ่มขึ้น 4 เท่า)

ประเด็นที่ 9 ให้หน้าที่หน่วยใหม่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)

ร่างกฎหมายนี้กำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “สพธอ.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Electronic Transactions Development Agency (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “ETDA” เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงไอซีที

หน่วยงานนี้เพิ่งตั้งขึ้นเป็นทางการ ประกาศผ่าน “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิสก์ พ.ศ. 2554” เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 54 โดยเริ่มมีการโอนอำนาจหน้าที่และจัดทำระเบียบ สรรหาประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 54

ในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นี้ กำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) มีบทบาทเป็นฝ่ายเลขานุการของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับที่กำลังร่างนี้

นอกจากนี้ หากคดีใดที่ต้องการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ในร่างกฎหมายนี้กำหนดว่า พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ประสานงานกลางให้ได้ข้อมูลมา

ประเด็นที่ 10 ตั้งคณะกรรมการ สัดส่วน 8 – 3 – 0 : รัฐตำรวจ-ผู้ทรงคุณวุฒิ-ประชาชน

ร่างกฎหมายนี้เพิ่มกลไก “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคลจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์จำนวนสามคน โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี

คณะกรรมการชุดนี้ ให้ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน), สำนักงานกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สังกัดกระทรวงไอซีที), สำนักคดีเทคโนโลยี (สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม), และกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี (บก.สสท.) (สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นเลขานุการร่วมกัน

คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ออกระเบียบ ประกาศ ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.นี้ และมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึง “ปฏิบัติการอื่นใด” เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการและอนุกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

AttachmentSize
ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์.pdf49.35 KB

ญาติผู้เสียชีวิต-ผู้บาดเจ็บ 10 เมษา ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหาย 40 ล้าน

ที่มา ประ่ชาไท

8 เม.ย.54 ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นายอุดม โปร่งฟ้า ทนายความของมูลนิธิบ้านเลขที่111 นำนายถาวร คำน้อย กับพวกรวม 16 คน ซึ่งเป็นญาติของผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจากการสลายการชุมนุม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เมื่อปี 2553 เป็นโจทก์ฟ้อง กระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม และกองทัพบก เป็นจำเลยที่1-3 ตามลำดับ เรื่องละเมิด ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ พ.ศ.2539 มาตรา 5 โดยแยกเป็น16 สำนวน เรียกค่าเสียหายจำนวนทุนทรัพย์ 40 ล้านบาท โดยโจทก์ระบุฟ้องสรุปว่า

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 53 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการฉุกเฉิน (ศอฉ.) พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. (ขณะนั้น) พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 (ขณะนั้น)กับพวก ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสิบหก กล่าวคือ นายกรัฐมนตรี ได้ออกคำสั่งให้นายสุเทพ และผู้บังคับบัญชาการเหล่าทัพตามลำดับ นำกำลังทหาร ออกปราบปรามสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ที่ชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ ที่บริเวณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานผ่านฟ้าลีลาศ สี่แยกคอกวัว และบริเวณอื่นๆ โดยใช้รถถัง รถหุ้มเกราะ ปืนกล ซึ่งเป็นลูกกระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมจนได้รับบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก โดยจำเลยได้อ้างว่า ต้องการกระชับพื้นที่ แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก ไม่ปฏิบัติตามหลักสากล กลับใช้วิธีการที่รุนแรงต่อผู้ชุมนุม การกระทำของพวกจำเลยจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน สิทธิเสรีภาพของพวกโจทก์ ทั้งหมด

ทั้งนี้โจทก์สำนวนที่ 1 -14 เป็นญาติผู้บาดเจ็บ ขอฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน ค่าปลงศพ ค่าขาดไร้อุปการะ รายละ 1-2 ล้านบาท ส่วนผู้บาดเจ็บ เป็นโจทก์ที่ 15-16 ซึ่งบาดเจ็บสาหัสพิการขาขาด อาชีพวิศวกร กับนักศึกษา ซึ่งถึงกับพิการตาบอด จึงเรียกค่าสินไหมทดแทน ค่าขาดไร้แรงงาน ค่าขาดการประกอบการงาน ค่ารักษาพยาบาลรายละ 5 ล้านบาท โจทก์ทั้งหมดล้วนเป็นผู้ยากจน ไม่มีเงินเพียงพอที่จะชำระค่าธรรมเนียมศาลได้ จึงขอความเมตตาจากศาลฟ้องจำเลยเป็นคดีอนาถา โดยให้ศาลยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลด้วย

ศาลรับฟ้องไว้เป็นคดีดำที่ 1228 - 1244/2554 โดยนัดสืบพยานวันที่ 4 ก.ค.นี้ เวลา 09.00น. โดยอ้างว่าเป็นผู้ยากจน ศาลรับคำร้องไว้พิจารณา

นายอุดม โปร่งฟ้า กล่าวว่า คดีนี้ ทีมทนายความไม่ฟ้องนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะเลือกใช้วิธีการตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิด ซึ่งมีอายุความ 1 ปี และไม่ฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นจำเลย

ที่มา: สำนักข่าวไทย

จดหมายจากพ่อ: ฉบับแรก หลังถูกตัดสินคดีหมิ่นฯ 13 ปี

ที่มา ประชาไท

จดหมายของธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดมกุล ผู้ต้องขังคดีหมิ่นสถาบันที่ถูกตัดสินจำคุก 13 ปี เขียนถึงลูกชายวัย 11 ปี การสื่อสารครั้งแรกหลังถูกตัดสิน

ด่วน: โปรดช่วยกันปกป้องนักวิชาการที่ทำงานอย่างซื่อตรงเช่น อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

ที่มา Thai E-News

โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์

8 เมษายน 2554


เนื่องจากไทยอีนิวส์ได้รับข่าวด่วนเรื่องอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล แม้มีสมาชิกในเฟสบุ๊คกว่า 5,000 คน ประกาศจะยุติการใช้เฟสบุ๊ค เพราะทนแรงกดดันและการเตือน (ข่มขู่) ที่มีมาต่อเนื่องนับตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 ไม่ไหว ที่รุนแรงมากขึ้นและขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ

จึงขอนำเสนอข่าวนี้และขอให้กระจายกันไปให้ท่ัว อย่ายอมให้อาจารย์สมศักดิ์ เป็นเหยื่อแห่งอำนาจการเมืองของพวกรอยัลลิสต์ไดโนเสาร์ บ้าอำนาจ อีกคนหนึ่ง เรายังไม่สามารถเอาอาจารย์สุรชัย แซ่ด่านออกมาจากคุกจนถึงบัดนี้ อย่ายอมให้อาจารย์สมศักดิ์ หรือแกนนำคนใดก็ตามต้องตกเป็นเหยื่อของขบวนการฟาสซิสต์รอยัลลิสต์ฝ่ายขวาได้อีกต่อไป

เราสูญเสียผู้คนไปมากมายบนถนนสายประชาธิปไตย และไม่ว่าจะเห็นด้วยในบางเรื่องหรือเห็นต่างในบางประเด็นกับอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อย่างไรก็ตาม เสรีภาพแห่งนักวิชาการในการนำเสนอข้อมูลการศึกษาของอาจารย์ควรจะได้รับการคุ้มครองจากประชาชนที่เข้าใจการเมืองไทย และตาสว่างแล้วทั้งหลาย

ไทยอีนิวส์ได้นำเสนอมุมมอง บทวิเคราะห์​ ข้อเขียนและเทปการนำเสนอของอาจารย์สมศักดิ์ มาอย่างต่อเนื่อง ด้วยความขอบคุณยิ่ง ดังนั้นจึงขอนำทำหน้าที่ของสื่อออนไลน์ (แม้จะถูกปิดกั้นก็ตาม) ขอร่วมเป็นแนวร่วมในการรณรงค์ให้กับอาจารย์สมศักดิ์เพื่อให้อาจารย์สามารถทำงานทางวิชาการต่อไป เพื่อให้สังคมไทยตาสว่างมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ข้อเขียนของอาจารย์สมศักดิ์ ที่หน้าเฟสบุควันนี้ 8 เมษายน 2554


เรียน ทุกท่าน ผมจะขอ deactivate เฟสบุ๊คนี้ ชั่วคราว เย็นนี้นะครับ

จริงๆแล้ว ผมคิด...มา หลายวันว่า คงต้องลดกิจกรรม fb นี้ ลง เพราะเท่าที่เป็นอยู่ มีแต่เพิ่มมากขึ้นๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อทั้งงานประจำ และงานอื่นๆของผมมากขึ้นๆ หลังๆ ไม่เพียงผู้ทีเห็นด้วยกับที่ผมเขียน แต่ผู้ที่ไม่เห็นด้วย ก็พากันมาเยอะมากๆ พวก comments ต่างๆ จากที่เดิม ผมเคยตามอ่านได้ ตอนนี้ บางกระทู้ มี 1000-2000 comments ก็มี ซึงผมไม่มีเวลาตามอ่าน และปัญหาที่ตามมาคือ บางความเห็น ก็โพสต์กันแรงๆ หรือให้ links ที่เสี่ยง อย่างเมือเช้า ผมตื่นมา ก็ต้องลบไปร่วม 10 กว่า comments คือตอนนี้ สภาพ fb กำลังคล้ายๆกับเว็บบอร์ด ปํญหาคือ เว็บบอร์ด มีคนดูแลหลายคน ผลัดกันตลอด 24 ชม.ได้ แต่ fb ผมเอง ผมก็ไม่มีเวลาดูแล แม้แต่จะตอนกลางวันได้ตลอดวัน

มีผู้เสนอว่า ให้ผมทำ fan page ผมก็กำลังศึกษา พยายามทำความเข้าใจอยู่ แต่ไม่แน่ใจ่วา จะสามารถทำได้ไหม เพราะจะยิ่งเพิ่มภาระที่มากอยู่แล้ว มีคนเสนอว่าจะ "ฟอร์มทีม" มาช่วยดูแล เป็น admin ของ fan page ให้ ซึงก็คงคล้ายๆกับเว็บบอร์ด อันนี้ ผมก็ยังพิจารณาอยู่เช่นกัน เพราะต่อให้สามารถฟอร์มทีม มาช่วยดูแลจริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่า ผมจะทำได้ไหม เพราะอย่างแรกคือ fan page ก็ยังอยู่ในชือความรับผิดชอบผมเองส่วนหนึง ซึ่งผมก็คงต้องดูแลด้วยส่วนหนึง (ไม่เหมือนเว็บบอร์ด ที่บางที ผมไม่เข้าเลยเป็นสัปดาห์ ก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะไมใช่คนดูแล) และอย่างไรก็ตาม ถ้าจะทำจริงๆ ผมก็คงไม่สามารถทำได้ในวันนี พรุ่งนี้ ผมต้องขอเวลาเตรียมอยู่เหมือนกัน ซึงในระหว่างนี้ ถ้ายังมี fb ธรรมดาอยู่ ภาระงานก็ยังเยอะอยู่นั่นเอง

นอกจากนี้ เดิมทีเดียว ผมนึกว่า เวลาปิดเทอม จะใช้ไปในการเคลียร์พวกต้นฉบับงานเก่า (เช่น "ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง") เพือตีพิมพ์ใหม่ หรือไม่ก็เขียนบทความใหม่ๆออกมา (ไม่นับรวมเรื่องหนังสือวิชาการที่ผมเตรียมจะอ่านสำหรับการสอนปี การศึกษาหน้าอีกจำนวนมาก) แต่ดูเหมือนในสภาพขณะนี้ ผมคงไม่สามารถทำได้ ยกเว้นแต่จะต้องลดภาระเรื่อง fb หรือการเขียนออนไลน์นี้ลงชนิดเยอะๆ

แน่นอน สถานการณ์ในขณะนี้ ทีผมพูดๆถึง ในกระทู้ 2-3 อันหลังๆ ก็มีส่วนในการตัดสินใจอยู่ ที่ผ่านมา ตั้งแต่การสัมมนาวันที่ 10 ธันวา ก็มีคนถามผมมาหลายครั้งถึงปัญหา การขู่ ฯลฯ ว่าได้มีบ้างไหม ซึงผมก็หลีกเลี่ยงทีจะอธิบาย เพราะไม่ต้องการทำให้เหมือนกับมาโวยวาย และก็รู้สึกจริงๆว่า ปัญหาความลำบากต่างๆ เป็นเรื่องที่ไม่ได้หนักหนาอะไรถ้าเทียบกับทีคนทีเจ็บที่ตายได้รับ ในระหว่างการต่อสู้อื่นๆ แต่ในระยะประมาณ 1 เดือน หรือ ไม่กี่สัปดาห์นี้ ข่าวคราวทางด้านนี้ ที่มีมาถึงผม เพิ่มมากขึ้นๆจริงๆ จนผมคิดว่า น่าจะบอกกล่าวให้รู้กันไว้บ้าง

เรื่องทีผมกลายเป็น "เป้าของความเกลียด" ของบรรดาผู้อ้างความจงรักภักดีมากขึ้นๆ - ผมคิดว่า คงไม่เป็นการพูดเกินไปทีจะบอกว่า ทีประยุทธ พูดถึงนักวิชาการก็ดี ที่คอลัมนิสต์ ไทยโพสต์ พูดไปถึง "โชติศักดิ์" ก็ดี ความจริง คงมีผมเป็นภาพในใจมากกว่าใครอื่น ไม่นับกรณีที่คนทีอ้างจงรักภักดีระดมกันออกมาตอบโต้ผมตามออนไลน์ต่างๆอีกเยอะ นอกจากนี้ ผมยังมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า คลิปการพูดของผมในวันที่ 10 ธันวา ซึง ก่อนหน้านี้ อาจจะแพร่หลายมากในหมู่ "มวลชน" (และเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูง หรือที่เกียวข้องโดยตรง) ตอนนี้ เริ่มได้รับการแพร่ไปในหมู่นายทหาร หรือเจ้าหน้าทีรัฐที่ไม่ใช่คนที่เกียวข้องในเรือ่งดูแลเรืองพวกนี้ โดยตรงมากขึ้นๆ (ผมก็นึกว่า "แรงกระเพื่อม" ของการพูดวันนั้น จะจาง หรือหยุด แต่ล่าสุด เท่าที่ได้ทราบมา ก็ยังไม่หยุด โดยเฉพาะในหมู่คนทีก่อนหน้านี้ ไม่เคยรู้เห็นมาก่อน ก็เริ่มรู้เห็นมากขึั้น อย่างกรณีพวกนายทหารต่างๆ เรื่องนี้ มองในแง่ดี ก็ดี ตรงที่ อาจจะทำให้คนหันมาสนใจ หรือคิดเรือ่งที่ผมเสนอมากขึั้น แต่มองในอีกด้าน ก็อาจจะเหมือนการแพร่กระจาย ของภาพปลุกระดมของพวก "ดาวสยาม" ก่อน 6 ตุลา ทีทำให้ "มวลชนฝ่ายขวา" และ เจ้าหน้าที่รัฐ เริ่มเกิดอาการตระหนกมากขึ้นๆว่า มีคนต้องการ "ล้มเจ้า" กันอย่างรุนแรงแล้วในขณะนี้ โดยเอาคลิปผมเป็น "ตัวอย่าง")

เรื่องนี้จริงๆ ไม่ได้ทำให้ผมคิดว่าตัวเองจะเลิกพูดเลิกเขียนอะไร แต่เมือ่มาบวกกับเรื่องภาระที่มากขึนๆ (ซึงส่วนหนึงก็คือเรื่องเดียวกัน) ทำให้ผมรู้สึกว่า อยากจะขอ "หยุด ตั้งหลัก" สักครู่ อย่างน้อยอาจจะ 2-3 สัปดาห์ แล้วก็จะได้ถือโอกาสใช้เวลานี้ เคลียร์พวกงาน ต้นฉบับหนังสือ อ่านหนังสือทีต้องอ่าน ไปด้วย หลังจากได้คุยปรึกษากับเพื่อน 2-3 คน ก็เห็นว่า น่าจะทำได้ โดยไม่มีผลกระทบอะไรต่อการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ผมสนับสนุน

ต้องขออภัยทุกท่านที่เป็น "Friends" หรือ "Fans" ของ เฟสบุ๊ค นี้ ที่ต้องทำแบบนี้ และขอขอบคุณทุกท่านอย่างสูงในความสนใจ และในน้ำใจอื่นๆ (ความห่วงใย ความสนับสนุน คำแนะนำ ฯลฯ) หวังว่าคงมีโอกาสได้พบกันอีก ที fb นี้ หรือในรูปแบบอืน

ด้วยความรัก
สมศักดิ์


ปล. ผมคิดว่าจะ deactivate ในเวลาประมาณ 6 โมงเย็น - 1 ทุ่ม เนื่องจาก ยังมีพวก message "หลังไมค์" อีกหลายฉบับ ที่ผมยังไม่ได้ตอบด้วย
See more

นี่คือคอมเมนต์จำนวนหนึ่ง ของคนที่มาโพสต์ในหน้าวอลล์ของอาจารย์สมศักดิ์ ด้วยความห่วงใยและนับถือในผลงานของอาจารย์

Ooi ThaiDelphi
ไม่อยากให้ อ. เลิกเล่น FB นะครับ แนวร่วมด้านวิชาการของคนที่ต่อส
ู้เพื่อประชาธิปไตยจะหายไปทันที หลายคอมเม้นท์ผมว่าข้ามไปได้นะครับ หลายอันไม่ได้พูดด้วยเหตุผล ไร้ตรรกกะ ผมชอบเหตุผล อ. ครับ มันเป็นเหตุผลที่เถียงไม่ออก ตอบโต้ด้วยลำบาก เพราะมันรัดด้วยความจริง


รักคนเท่ากัน หยุดล้มราษฎรเค้าให้เวลา และพลังงานในการเขียนถึงอ.สมศักดิ์มาก แต่เสียดายจับเอาใจความระหว่างบรรทัดได้แค่ "ตูก็อ่านแล้วก็กลัวมัน ตูเลยต้องด่าด้วยภาวะไร้สติออกมาโดยไม่รู้ตัว"

Phuttipong Ponganekgulอ.สม ศักดิ์ ตั้งค่า ห้ามคนอื่นโพสต์หน้าวอลล์ + ห้ามคอมเมนท์ ก็ได้ครับ , ไม่ต้องปิดการใช้งานก็ได้ (ว่างเมื่อไหร่ก็มาโพสต์) , ปรับการตั้งค่าเช่นนั้น เพื่อเนื้อหา จะได้ไม่สูญไป คนอื่นเข้ามาอ่านย้อนหลังได้อยู

Junya Lek Yimprasert อ่านหน้าวอลล์อาจารย์และข้อความโจมตีต่างๆ มายังอาจารย์ด้วยความเศร้าสะเทือนใจ ไม่อยากให้เกิดปรากฎการณ์การปล่อยให้อาจารย์หรือใครทั้งนั้นเป็นเหยี่อของฝ่ายขวาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยคนส่วนใหญ่ไม่ทำอะไร หรือทนอยู่นิ่งเฉย - จำเป็นจะต้องมีการตอบโต้หรือสร้างภูมิคุ้มกันคนที่นำเสนอปัญหาบ้านเมืองอย่างตรงไปตรงมากันได้เสียที นักวิชาการที่ไม่แม้กล้าพูดอะไรเลย ก็น่าจะยังมีจริยธรรมในหัวใจกันบ้างจนกล้าลุกขึ้นมาล่ารายชื่อเรียกร้องการคุ้มครองนักวิชาการที่ทำงานอย่างซื่อตรงต่อวิชาชีพ

Panuda Da
หนทางมีไว้เพื่อไปให้ถึงเป้าหมา
ย แต่ถ้าไม่มีคนเดิน มันก็ไม่มีวันบรรลุเป้าหมาย ระหว่างเส้นทางอาจต้องหยุดเพื่อ่ตั้งสติ เพื่อสะสมพลังอาจต้องอุดหูต่อเสียงสรรเสริญด่าทอข้างทางแต่ก็ยังต้องเดินต่อไป

Thorpe Kai ไม่เป็นไรคะ แล้วจะรออาจารย์กลับมา ขอบคุณสำหรับการจุดประกายทางความคิด ขอบคุณสำหรับความกล้าหาญที่อาจารย์ได้แสดงมันออกมา ขอบคุณสำหรับการแสดงความคิดเห็นบนพื้นฐานของการมีเหตุมีผลมาสนับสนุน คนเราต้องกล้าแสดงความคิดเห็นออกมา กล้าที่จะยืนอยู่บนความเชื่อของตนเอง แม้จะรู้สึกโดเดี่ยวเป็นบางหน อาจารย์ inspiration ดิฉันในหลายๆ เรื่องคะ

* * * * * * * * *


ข้อความต่อไปนี้ของคนโพสต์ที่ต่อว่าอาจารย์สมศักดิ์ แสดงให้เห็นถึงความอ่อนด้อยทางปัญญาอย่างเหลือเกินของพวกรอยัลลิสต์ฝ่ายขวาที่ยอมจำนนต่อระบอบวิถีทาสอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไทยอีนิวส์จริงๆ แล้วไม่อยากเอาข้อความอันไร้สติและปัญญาเช่นนี้มาลง แต่เห็นว่าถ้าปล่อยให้การขีดเขียนอะไรก็ได้ในนามกระแสหลักเพื่อสร้างวาทะกรรมแห่งการปลุกปั่น ปลุกระดม จนนำไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะไม่สามารถหยุดกระแสคลั่งได้

พวกเราจำเป็นจะต้องนำมาย้ำเตือนสติทางสังคมกันอยู่เรื่อยๆ อย่าปล่อยให้ข้อเขียนที่ไร้หลักการ อิงแค่ความมืดบอดทางปัญญา มาทำร้ายคนที่ "คิดต่าง" ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยที่สังคมคน "ตาสว่าง" ไม่ได้ทำอะไร(อย่างมีเหตุมีผล) ในการตอบโต้กลับบ้าง

ช่วยกันประนามข้อเขียน "คลั่งเจ้า" ไร้สถิเหล่านี้กันบ้างเถิด อย่ายอมให้พวกเขาทำร้ายแกนนำ หรือนักวิชาการที่ทำงานโดยยึดหลักการแห่งประชาธิปไตย- คนแล้วคนเล่า - โดยที่พวกเราปล่อยให้เขาเหล่านั้นต้องเผชิญชะตากรรมตามลำพัง แล้วก็สุดท้ายต้องยุติบทบาท หรือกลายเป็นพวกเสื้อเหลืองรอยัลลิสต์ เพราะทนแรงเสียดทานไม่ไหว

ขอให้กระแสการโจมตี ข่มขู่คุกคามอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นกระแสการโต้กลับของคนตาสว่างต่อพวกรอยัลลิสต์ฝ่ายขวา ช่วยกันประจานความคิดไดโนเสาร์​ ประจานพวกที่ไม่รู้จักคำว่า "ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์" ถูกมอบเมาจนหน้ามืดตามัว ยอมตนเป็นทาสศักดินา มาช่วยกันทำให้พวกเขาเป็นเพียงคนกลุ่มน้อยเท่านั้นในสังคม

"คนตาสว่าง" ทั้งหลาย ต้องลุกขึ้นมาปกป้อง และสร้างภูมิคุ้มกันให้อาจารย์สมศักดิ์ และนักวิชาการหรือแกนนำคนอื่นๆ ที่กล้านำเสนอและตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทสถาบันพระมหากษัตริย์กับการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมา อิงหลักวิชาการ และอ้างอิงแหล่งที่มาได้มากมาย

ยิ่งคนตาสว่างปกป้องนักวิชาการที่ทำงานอย่างซื่อตรงอย่างเข้มแข็งขึ้น ก็จะช่วยปูทางให้นักวิชาการที่ยังมีจริยธรรมและรู้จักความถูกต้องคนอื่นๆ กล้าลุกขึ้นมาเตือนสติสังคมที่กำลังถูกโหมกระหน่ำด้วยกระแส และการอัดฉีดงบประมาณหลายร้อย หลายพันล้านบาทเพื่อ "การปกป้องสถาบัน"

ขอจงโปรดอ่านและใช้วิจารณญาณของทุกท่านต่อข้อความโจมตีอาจารย์สมศักดิ์ด้านล่างนี้อย่างคนที่ปลดแอกทาสของตัวเองได้แล้ว . .

"คุณคือตัวแปลกปลอมของประเทศไทย...คุณไม่ต้องมาท้าคนไทย ไม่มีใครมารับคำท้าของคุณ คนสติดีคงไม่ไปข้องเกี่ยวกับคนสติแตก"

นายสมศักดิ์ ผู้ไม่เจียมตน รู้ไว้ คุณไม่อาจทำลายกำแพงศรัทธาของคนไทยได้
Posted by ทนายเบิ้ม

ไม่ว่าคุณจะเขียนกี่บทความ จะประดิษฐ์ถ้อยคำขึ้นมา จะขุด เสกสรรปั้นแต่งเรื่อง หรือว่าพยายามแหย่โทสะของคนหมู่มากเท่าไร ไำม่มีทางสำเร็จแน่นอน กำแพงแห่งศรัทธาของประชาชนคนไทย นั้นหนาแน่นนัก ยิ่งคุณตั้งใจทำลาย โดยการแซะเท่าไหร่ กำแพงนั้นก็จะแข็งแรงยิ่งขึ้นๆ เกินกว่าที่คุณ รวมทั้งผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายจะทำลายได้ ไม่มีทาง

คนที่ชื่นชมคุณ ยกย่องคุณ เป็นเพียงแค่ชนกลุ่มน้อย ที่แฝงตัวอยู่ ไม่กล้าที่จะมาแสดงความเห็น ความคิดในที่สาธารณะ คุณคือตัวแปลกปลอมของประเทศไทย เมื่อก่อนเวลาที่อ่านบทความสาร.....ของคุณ ผมเคยคิดว่าถ้าคุณมาอยู่ตรงหน้า ผมคงตบคุณหัวทิ่มดินไปแล้ว แต่ตอนนี้ ผมคิดว่าสิ่งที่คุณทำขึ้นมานั้น มันคือความพยายามของคนที่มีความคิดที่น่าสมเพทเวทนา คุณไม่ต้องมาท้าคนไทย ไม่มีใครมารับคำท้าของคุณ คนสติดีคงไม่ไปข้องเกี่ยวกับคนสติแตก

คุณเป็นผัก ผักที่แม่ค้าเด็ดขว้างทิ้ง ไม่นำมาใส่กระจาดวางขาย เพราะถูกเพลี้ยกินจนมีร่องรอย กฎหมายของประเทศ อาจทำอะไรคุณไม่ได้ เพราะคุณพยายามหลีกเลี่ยง เฉียดไปเฉียดมา ไม่ให้ตรงกับข้อความตามกฎหมาย แต่กฎแห่งกรรมรับรู้ ถึงเจตนาของคุณได้ และจะตามมาเอาคืนคุณ อย่าลำพองตนเองจนเกินไปนัก บทสุดท้ายของคุณ คงไม่ช้าไม่นาน ความเป็นไพร่นั้น ดูที่พฤติกรรม คิดอะไร ทำอะไร ย่อมรู้อยู่แก่ใจ คุณรู้ แต่แสร้งไม่รู้ หรือเปล่า

คนเราเห็นต่างกันได้ แต่ต่างแบบสุดโต่งของคุณหน่ะ โดยเฉพาะเรื่องที่คุณกระทำอยู่ทุกวันนี้ มันเกินทน เกินจะเยียวยาได้ ถ้าคุณไม่อยากเป็นคนไทย กรุณาเอาทะเบียนบ้าน-บัตรประชาชน มาคืนแก่ทางราชการเสีย เลิกใช้สัญชาติไทย เพราะพฤติกรรมเยี่ยงนี้ คนไทยคงไม่อยากให้คุณมาอยู่ร่วมในประเทศ ขอให้คุณจงอัปเปหิตัวเองไปอยู่ ณ สถานที่อื่น ที่ไม่ใช่ผืนแผ่นดินไทย แผ่นดินนี้จะได้สูงขึ้นๆ เพราะไม่มีคุณอยู่เป็นเสี้ยนหนามแผ่นดิน

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/hardcorelawyer/2011/04/05/entry-1

เฮียฟัดเฮียพันธมารเจียนสูญพันธุ์

ที่มา Thai E-News


บนเวทีกัดเพื่อนเก่า หลังเวทีกัดกันเอง-บนเวทีพันธมิตรทั้งสนธิลิ้ม กับประพันธ์ คูณมี เปิดฉากกัดเพื่อนเก่าทั้งปอง อัญชะลี,สมณะจันทร์,เจิมศักดิ์,เปลว สีเงิน,ยะใสกับสมศักดิ์ โกฯพรรคการเมืองใหม่ แต่พอหลังเวทีก็เห็นดังภาพ


ที่มา กระดานสนทนาอินเตอร์เน็ต ฟรีด้อม
ภาพ เฮียสุริยา ประชาทอล์ก
8 เมษายน 2554

เวทีพันธมิตรหันกลับมาวิพากษ์วิจารณ์พวกเดียวกันอย่างไม่ไว้หน้า โดยคนที่ตกเป็นเป้าตอนนี้มีทั้งปอง-อัญชะลี ไพรีรักษ์ ,สมณะจันทร์,เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง,เปลว สีเงิน สุดท้ายคือสุริยะใส-สมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพรรคการเมืองใหม่


ประพันธ์ คูณมี : “มีบางคนเคยขึ้นเวทีพันธมิตร แต่วันนี้ไม่มาขึ้น แล้วก็มาแหลว่า เพราะอยากเป็นสื่อมวลชน สู้ไปก็ไม่ชนะ อย่ามาแหล เพราะความจริงแล้วมีญาติหนีคดีไปหลบอยู่ที่กัมพูชาและเปิดบ่อนที่นั่น ไม่อยากจะพูด ทุเรศ กลัวญาติตัวเองถูกถีบออกจากกัมพูชาก็บอกมาสิ มาปล่อยให้พวกปากหอยปอยปากปูแขวะพันธมิตรอยู่ได้

บาง คนก็มาทำเป็นนักธรรมะ สอนคนอื่นให้มีธรรมะ มีสติ แต่ตัวเองพอถูกวิจารณ์หน่อยไปอยู่ช่องอื่นแล้วด่าพันธมิตรฯ วันนี้ใครไม่ยืนอยู่บนจุดยืนปกป้องแผ่นดินไทยต้องเป็นศัตรูกับพี่น้อง ประชาชนทั้งประเทศ ขีดเส้นถูกผิดได้เลย”


สนธิ ลิ้มทองกุล : “พี่น้องครับ นี่จริงๆ แล้ว วันนี้ปวดขา แต่คิดถึงพี่น้อง ขอมาสั้นๆ ก็ยังดี ใช่ไม่ใช่ เมื่อกี้นี้มาทันน้าประพันธ์ เขาพูด อาละวาดแหลกเลย ก็เอ่ยชื่อคนนู้นคนนี้ แต่ไม่กล้าเอ่ย ผมก็ไขปริศนาให้ละกัน

ผู้หญิงคนนั้นชื่อ อัญชลี ไพรีรักษ์ ส่วนพระอีกรูปหนึ่งคือ จันทร์ มีฉายาว่า ยันตระ 2…..!”

มิตรเก่ากลายเป็นศัตรูโดนถลกเรียบ

ประชาไทรายงานว่า ประพันธ์ คูณมี ด่าพรรคพวกเดียวกันบนเวทีพันธมิตร ดังต่อไปนี้

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง รวยไปแล้ว เพราะได้เอาเหตุการณ์ 7 ตุลา ที่พี่น้องบาดเจ็บล้มตายไปทำซีดี ทำพ็อกเก็ตบุ๊กขาย และโฆษณาทางเอเอสทีวี โดยที่เอเอสทีวีไม่ได้เก็บเงินแม้แต่บาทเดียว

เปลว สีเงิน เจ้าของหนังสือพิมพ์ “ไทยโพสต์” ต้องปล่อยไป เดี๋ยวก็เขียนดีเขียนไม่ดี แล้วแต่อารมณ์

พรรคการเมืองใหม่ที่สุริยะใสกับสมศักดิ์ โกฯเป็นผู้นำพรรค-อาจกลายเป็นการเมืองน้ำเน่าหาแดกร่วมกับเขาไปด้วย หรือถูกซื้อตัว พวกแฝงตัวอยากเลือกตั้ง มีสัมภเวสีจรจัดทางการเมือง แฝงเข้ามาเยอะ ไม่อยากปรามาส แต่เชื่อว่าถ้าลงเลือกตั้ง คนเดียวก็ไม่รู้จะได้หรือเปล่า

วันนี้แอบไปรณรงค์ถ้าไม่เลือกคนไม่เป็นไร แต่ขอให้เลือกพรรค อย่าทำเลย เลิกเถอะ มันขายหน้าพรรคอื่นเขา

ศอฉ.ปิดไทยอีนิวส์ครบ1ปีไร้ผลคนแห่อ่านเพิ่ม30ล้าน

ที่มา Thai E-News



ยิ่งปิดยิ่งอยากรู้-ศอฉ.ปิดกั้นไทยอีนิวส์เมื่อ 8 เมษายน 2553 หรือวันนี้เมื่อปีกลาย แต่จากสถิติยอดผู้อ่านพบว่า ปิดไปก็ไร้ผล ดังจะพบว่า ก่อนการปิดกั้นนั้นยอดผู้อ่านในเดือนมีนาคม 2553 ทั้งเดือนอยู่ที่ 997,919 ครั้ง แต่ในเดือนเมษายนหลังปิดกั้นยอดผู้อ่านเพิ่มเป็น 2,277,563ครั้ง และในเดือนพฤษภาคมเพิ่มเป็น 3,457,502 ครั้ง ปัญหาเวลานี้คือศอฉ.ยกเลิกไปแล้ว แต่คำสั่งปิดกั้นดันไม่ยกเลิกไปด้วย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 เมษายน 2554

ไทยอีนิวส์ถูกปิดกั้นจากรัฐบาลเผด็จการมาครบ 1 ปีในวันนี้ ที่น่าประหลาดใจคือการปิดกั้นนั้นไม่มีผลให้ยอดผู้อ่านตกลงไป แต่กลับสูงขึ้น

ทั้งนี้ไทยอีนิวส์ถูกคำสั่งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้อำนวยการศอฉ.ปิดกั้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2553 เป็นต้นมา โดยไทยอีนิวส์อยู่ในอันดับที่ 21(ดูรายละเอียดคำสั่ง)


อย่างไรก็ตามการปิดกั้นดังกล่าวไม่ได้มีผลใดๆ เพราะผู้อ่านของเราก็พยายามดั้นด้นหาทางเข้ามาอ่านจนได้ โดยก่อนหน้าที่จะถูกปิดกั้นมียอดผู้อ่านเฉลี่ยวันละ 45,000 คลิ้ก แต่พอสถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้นในช่วงเหตุการณ์ 10 เมษายน มียอดผู้เข้าอ่านเฉพาะวันที่ 10 เมษายน 170,472 คลิ้ก

ต่อมาในช่วงเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งเป็นพีคของการประท้วง มียอดผู้เข้าอ่านทั้งสิ้นเฉพาะวันนี้วันเดียว 307,301คลิ้ก

นับตั้งแต่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นมาถึงขณะนี้ครบ 4 ปีเต็ม ย่างเข้าปีที่ 5 มีผู้อ่านไทยอีนิวส์แล้วทั้งสิ้น 30.6 ล้านครั้งโดยประมาณ

สถิติยอดผู้อ่านน่าจะบอกได้ว่าความพยายามปิดกั้นใดๆของทางการนั้นไม่เป็นผล เมื่อประชาชนแสวงหาความจริง และการที่ยอดผู้อ่านมากหรือน้อยก็ขึ้นกับสถานการณ์ทางการเมืองในระยะนั้นด้วย

ในปัจจุบันซึ่งสถานการณ์การเมืองอยู่ในช่วงกระแสต่ำ มียอดผู้อ่านไทยอีนิวส์เฉลี่ยเพียงวันละ 25,000-35,000ครั้งโดยประมาณ

สำหรับท่านที่เข้าไทยอีนิวส์ไม่ได้ มีวิธีเข้าดังต่อไปนี้ หากท่านแก้ไขได้ผลแล้ว กรุณากระจายต่อไปยังเพื่อนมิตรของท่านด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

1.วิธีแรก เข้าผ่านระบบแปลของgoogle

-เริ่มจากเข้าwww.google.com /www.google.co.th

-จากนั้นคลิ้กที่แปลภาษา หรือtranslate แล้วนำ http://www.thaienews.blogspot.com ไปวางที่ช่องแปลภาษา แล้วคลิ้กแปล

-จากนั้นคลิ้กคำว่า ต้นฉบับ หรือ originalมุมขวาบนสุด ก็จะอ่านได้ปกติ

2.วิธีที่2เข้าผ่านgoogle chrome

-เข้าgoogle chrome

-จากนั้นนำ http://www.thaienews.blogspot.com/index.html ไปวางตรง address ก็จะเข้าได้ปกติ

3.ผ่านการเสิร์ซผ่านgoogle เสิร์ซ หาthaienews แล้วเข้ามาจากข่าวที่ค้นหาเจอ เพราะเขาไม่ปิดกั้นข่าวนั้นๆ โดยทั่วไปมักปิดกั้นหน้าแรกเท่านั้น

4.ผ่านproxy โดยเข้าไปตามเวบเหล่านี้ จากนั้นนำ http://www.thaienews.blogspot.com ไปวางในช่องค้นหาก็จะเข้าได้ตามปกติ วิธีหาproxy ก็อาจนำคำว่า proxy ไปเสิร์ซหาในgoogle

วิธีเดียวกันนี้ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเวบไซต์อื่นๆที่ถูกปิดกั้นได้ด้วย

สำหรับท่านที่ประสบปัญหาเข้าไทยอีนิวส์ไม่ได้ หากทำตามนี้แล้ว ได้ผลอย่างไร กรุณารายงานยังเราด้วยที่อีเมล์ thaienews99@googlegroups.com และโปรดกระจายวิธีเข้าไทยอีนิวส์ไปยังมิตรสหายของท่านอย่างกว้างขวางที่สุด

มีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่คนไทยจะเข้าถึงสัจธรรม เพราะการร้องขอจากเผด็จการก็ป่วยการเปล่าๆ มีที่ไหนคำสั่งปิดไทยอีนิวส์กับเวบไซต์ประชาธิปไตยต่างๆ มีขึ้นตอนมี ศอฉ. สั่งปิดในนาม ศอฉ. ต่อมายกเลิกศอฉ.ไปตั้งนานแล้ว แต่ระบอบปกครองเผด็จการนี้ก็ยังไม่ยกเลิกคำสั่งปิดไทยอีนิวส์กับเวบประชาธิปไตยต่างๆเลย

ตราบที่อสัตย์อธรรม ยังอหังการ์ การฟันฝ่าความยากลำบากต่างๆเป็นภารกิจของประชาชนผู้แสวงหาสัจธรรม และประชาธิปไตย
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:ใช่ เราคือสื่อการเมือง

-ก้าวสู่ปีที่5ไทยอีนิวส์:ชูธงโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป

“แต้อ๊วง”ในมุมมองลูกหลานจีนVSพระเจ้าตากสินบวชเป็นพระที่เมืองนครตามการโฆษณาชวนเชื่อ

ที่มา Thai E-News


โดย ปาแด งา มูกอ
7 เมษายน 2554

วันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 เป็นวันสวรรคตของ “แต้อ๊วง” เมื่อวานนี้ก็ครบรอบ 229 ปีพอดี ผมเลยขอนำประวัติศาสตร์อีกด้านหนึ่ง มาให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบถึงความเป็นมา ระหว่างความคิดและความยึดติดในเรื่องราวของ “พระเจ้าตาก” ของลูกหลานเหลนโหลนไทย และ ลูกหลานเหลนโหลนจีน เพื่อพิสูจน์ว่าของใครจริงของใครเท็จ

ขอนำท่านผู้อ่านติดตาม แต้อ๊วงในมุมมองลูกหลานจีน


เถ่งไฮ่ เป็นอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมืองแต้จิ๋ว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน มีประชากรประมาณ ๗๑๐,๐๐๐ คน

ปัจจุบันเถ่งไฮ่เป็นเขตอุตสาหกรรมสำคัญแห่งหนึ่ง ตุ๊กตาต่างๆจากบริษัทผลิตของเล่นชื่อดังของโลก ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาบาร์บี้ หรือตุ๊กตาของวอลต์ดีสนีย์ที่ส่งไปขายทั่วโลก ผลิตมาจากโรงงานในอำเภอเถ่งไฮ่แทบทั้งสิ้น

คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่รู้จักอำเภอเล็กๆ อย่างเถ่งไฮ่ แต่สำหรับลูกหลานชาวจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองไทย น่าจะคุ้นหูกับชื่อนี้ดี

คนจีนที่อพยพข้ามน้ำข้ามทะเลเข้ามาทำมาหากินบนแผ่นดินไทยในอดีตส่วนใหญ่มาจากเมืองแต้จิ๋ว โดยเฉพาะจากอำเภอเถ่งไฮ่ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล การเดินทางข้ามมาเมืองไทยสะดวกกว่า ด้วยเหตุนี้คนจีนในเมืองไทยส่วนใหญ่จึงพูดภาษาแต้จิ๋ว

บุคคลที่มีชื่อเสียงหลายคนนับตั้งแต่ ปรีดี พนมยงค์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ รวมถึงคนในตระกูล รัตตกุล ตระกูลหวั่งหลี ตระกูลเจียรวนนท์ ก็ล้วนมีบรรพบุรุษที่อพยพมาจากอำเภอเถ่งไฮ่



สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือที่เรามักเรียกกันว่า พระเจ้าตาก ก็ทรงมีเชื้อสายแต้จิ๋ว พระบิดาของพระองค์เป็นชาวแต้จิ๋ว เกิดในตระกูลแต้ ชื่อนายแต้เจียว อพยพจากอำเภอเถ่งไฮ่เข้ามาค้าขายในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนพระมารดาเป็นคนไทยชื่อนางนกเอี้ยง มีอาชีพค้าขาย พระ

เจ้าตากทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๒๗๗ (หนังสือบางเล่มกล่าวว่าทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๒๗๗)

มีเรื่องเล่าว่าเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พระเจ้าตากทรงได้กลับไปศึกษาที่ประเทศจีนระยะหนึ่งด้วย

พระสุสานด้านในมีแผ่นหินจารึกพระนามแปลเป็นไทยว่า

"สุสานในพระเจ้าตากสินแห่งราชตระกูลแต้จิ๋วสร้างในพระเจ้าแผ่นดินจีนเฉียนหลงฮ่องเต้พ.ศ.2339"


นายนิ้ม แซ่ตั้ง วัย ๗๙ ปี ชาวจีนซึ่งเกิดในอำเภอเถ่งไฮ่ และอพยพมาตั้งรกรากในเมืองไทยเมื่อ ๖๐ปีก่อน เล่าให้ฟังว่า
“สมัยที่ผมอยู่เมืองจีน คนเถ่งไฮ่รู้จักเมืองไทยดี เพราะเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่คนเถ่งไฮ่เดินทางมาค้าขายที่เมืองไทย ที่มาตั้งรกรากอยู่เมืองไทยเลยก็มีมากความสัมพันธ์ไทย-จีนนั้นแน่นแฟ้นมาก ถึงกับมีคำไทยที่กลายเป็นภาษาแต้จิ๋ว คือคำว่า ตลาด ชาวแต้จิ๋วเอาไปใช้โดยออกเสียงว่า ตั๊กลัก


เรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย คนจีนที่นั่นก็รับรู้กันโดยตลอด
คนเถ่งไฮ่รู้จักและรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าตากดี เขาเรียกกันว่า แต้อ๊วง แปลว่า พระเจ้าแผ่นดินตระกูลแต้ บ้านเกิดของผมก็อยู่ไม่ไกลจากบ้านของท่าน จำได้ว่าตอนเด็กๆ เคยไปเที่ยวบ้านหลังหนึ่งที่เก่าทรุดโทรมมาก เชื่อกันว่าเป็นบ้านเกิดของพระเจ้าตาก ผมยังเคยได้ยินเรื่องเล่าว่าเมื่อ แต้อ๊วงเกิด พ่อของท่านก็พาท่านกลับมาเรียนภาษาที่เมืองจีน จนอายุได้ ๑๐ ขวบจึงส่งมาอยู่เมืองไทย


นายนิ้มกล่าวว่าคนจีนที่อพยพมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองนิยมส่งลูกหลานกลับมาเรียนหนังสือที่บ้านเกิด เพราะต้องการให้ลูกหลานได้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมจีน และที่สำคัญคือเมื่อกลับมาเมืองจีนยังมีครอบครัว และญาติพี่น้องที่ใกล้ชิดคอยดูแล ซึ่งต่างจากเมืองไทยที่อาจต้องใช้ชีวิตตามลำพัง

จากการศึกษาประวัติพระบิดาของพระเจ้าตาก ก็พบว่า ไม่มีญาติพี่น้องอยู่เมืองไทยมากนัก บริเวณแหล่งดูดทรายแห่งหนึ่งในอำเภอเถ่งไฮ่ มีฮวงซุ้ยหรือสุสานเล็กๆแห่งหนึ่ง ทางเข้าทำเป็นซุ้มขนาดใหญ่ สุสานแห่งนี้เป็นสุสานเก่าแก่ สร้างมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าเฉียนหลงฮ่องเต้ (พ.ศ.๒๒๗๘-๒๓๓๙) มีป้ายหินจารึกไว้ว่า

"สุสานของ แต้อ๊วง ทำการบูรณะซ่อมแซมใหม่ในปี ค.ศ. ๑๙๘๕ ฤดูใบไม้ผลิ"

คนเถ่งไฮ่เชื่อกันว่า หลังจากที่พระเจ้าตากสิ้นพระชนม์ได้ไม่นาน บรรดาญาติพี่น้องได้นำฉลองพระองค์กลับมายังบ้านเกิด และฝังไว้ที่สุสานแห่งนี้เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ

คนเถ่งไฮ่ภูมิใจใน แต้อ๊วง มากว่า เป็นคนบ้านเราที่มีวาสนาเป็นถึงพระเจ้าแผ่นดินของประเทศไทย และมีความกล้าหาญยิ่ง เสี่ยงชีวิตไปรบกับพม่าเพื่อกอบกู้ชาติไทย
นายนิ้มกล่าว

บริเวณสุสานยังมีป้ายหินอีกแผ่นจารึกไว้ว่าสุสานแห่งนี้เป็นที่ฝังฉลองพระองค์ของ แต้อ๊วง ที่นำมาจากเมืองไทย ห้ามผู้ใดทำลายเด็ดขาด ลงชื่อโดยรัฐบาลท้องถิ่นแห่งอำเภอเถ่งไฮ่

ปัจจุบัน สุสานแห่งนี้ยังมีผู้นำดอกไม้ธูปเทียนมาแสดงความคารวะอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะจากบรรดาลูกหลานคนจีนจากเมืองไทยที่มีโอกาสไปเยี่ยมญาติในประเทศจีน

น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐต่อแผ่นดินไทย พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าผู้ทรงมีพระราชประวัติหายไปกับหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทย

สิ่งที่ท่านจะได้เห็นนี้... คือพระสุสานพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในต่างแดน

คำถาม...ที่ว่า...?

จะเป็นแค่สุสานเก็บฉลองพระองค์ หรือ พระบรมสรีระของพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ความลับที่เก็บซ่อนมาเกือบ 230 ปียังคงต้องรอการพิสูจน์ต่อไป…

ทีนี้เรากลับมาเมืองไทยกันบ้าง สำหรับประเด็นการโฆษณาชวนเชื่อว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 แห่งพระราชจักรีวงศ์นั้นไม่ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจและประหารชีวิตพระเจ้าตากสินมหาราชแต่ประการใด แต่เป็นข้อตกลงลับของพระเจ้าตากสินกับพระพุทธยอดฟ้าที่จะให้พระเจ้าตากสินลงจากบัลลังก์เพื่อแก้ไขปัญหาที่ไทยไม่มีเงินไปชำระหนี้จีนในช่วงยืมเงินมากู้ชาติ หลังเสียกรุงครั้งที่ 2 จากนั้นพระเจ้าตากได้แอบหนีไปบวช และมีชีวิตต่อมาในเพศภิกษุที่นครศรีธรรมราช

ประเด็นนี้น่าคิดครับ ถ้าหากเป็นจริง ก็ต้องขอชมเชยบรรพบุรุษยอดนักวางแผนและกุศโลบายที่เยี่ยมยอดที่สุดหาใดปานของไทยเรา

ทางภาคใต้ มีร่องรอย ที่อ้างว่า พระเจ้าตากได้ทรงผนวชและใช้ชีวิตในบั้นปลายของพระองค์ท่านที่จังหวัดนครศรีธรรมราช จนแตกหน่อออกกอมาเป็นสกุล “ณ นคร” จนถึงปัจจุบันนี้

เรื่องนี้ผมเคยถามพรรคพวกที่ใช้นามสกุล “ณ นคร” ว่านามสกุลนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร บุคคลใดเป็นต้นสกุลตัวจริง ร้อยทั้งหลายต่างยืดอกอย่างภาคภูมิใจว่า พระยาตาก คือ บรรพบุรุษต้นสกุลของเขา แต่พอถามต่อว่า แล้วมีหลักฐานอะไรยืนยัน มันก็ตอบว่า ประวัติศาสตร์ไทยเขียนไว้ตั้งนานแล้ว จบ...!!!

ร่องรอยประวัติศาสตร์ของพระองค์ มีปรากฏให้เห็นจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ทราบว่า ลูกอีช่างคิดตนใด ที่ล่วงรู้ถึงเรื่องราวของพระองค์ยังกับเหตุการณ์เพิ่งเกิดเมื่อปีกลาย

"กษัตริย์ผู้เกรียงไกร พระเจ้าตากสินมหาราช เป็นกษัตริย์ที่สร้างกรุงธนบุรีหลังจากที่ไทยต้องเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า นักประวัติศาสตร์ไทยบางคนกลับไม่เชื่อว่า พระองค์ถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ แต่เสด็จหนีลงเรือมาประทับ ณ วัดเขาขุนพนม ทรงดำรงพระองค์อย่างสมณเพศ ทรงสั่งสอนสมถะวิปัสสนา และทรงรับบิณฑบาตจากราษฎรและสวรรคต ณ ที่ประทับวัดเขาขุนพนม"
เป็นข้อความที่จารึกอยู่ ณ ปากถ้ำบนภูเขา วัดเขาขุนพนม แต่ไม่ยักบอกว่านักประวัติศาสตร์คนไหน เพราะที่ผ่านๆมาก็มักเป็นเรื่องเล่าปรำปรา หรือแม่ชี หรือพระเกจิอาจารย์ท่านบอกว่านิมิตเห็นบ้าง หรือนั่งทางในพบบ้างเป็นพื้น

นอกจากนี้ยังมี เรื่องเล่ากันในหมู่สมาชิกตระกูล "ณ นคร" บางกลุ่มในปัจจุบัน ที่บอกว่าหลังจากที่พระเจ้าตากสินทรงผนวชที่วัดเขาขุนพนมระยะหนึ่งแล้ว ก็ได้ประชวรด้วยพระโรคอย่างหนึ่ง จึงจำเป็นต้องทรงลาผนวช แล้วเสด็จไปประทับอยู่ในจวนของเจ้าพระยานคร (น้อย) ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการอ้างด้วยว่า เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จสวรรคตแล้ว ได้มีใบบอกเข้าไปแจ้งรัฐบาลในกรุงเทพฯ ว่า "ท่านข้างใน" สิ้นแล้ว ส่วนพระบรมศพนั้นก็ได้ไปตั้งทำการพระเมรุที่ชายทะเลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช

ทั้งนี้ มีการอ้างถึง "หลักฐาน" เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเรื่องนี้อีกว่า ที่วัดแจ้งและวัดประดู่ซึ่งมีเก๋งไว้อัฐิของเจ้านคร (หนู) หม่อมทองเหนี่ยวชายา และของเจ้าพระยานคร (น้อย) นั้น มีศิลาจารึกภาษาจีนอยู่ ๓-๔ หลัก หนึ่งในนี้มีผู้อ้างว่า มีข้อความกล่าวถึงว่าเป็นหลุมศพของ "ผู้เป็นใหญ่แซ่เจิ้ง" เนื่องจากพระบิดาของสมเด็จพระเจ้าตากสิน "แซ่เจิ้ง" สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงทรงใช้ "แซ่เจิ้ง" ด้วย สำเนียงแต้จิ๋วเรียก "แต้" เรื่องนี้เป็นความจริงเพราะมีหลักฐานชั้นต้นยืนยันจำนวนมาก รวมทั้งพระราชสาส์นของพระเจ้าตากสินที่ทรงมีถึงพระเจ้ากรุงจีนก็ใช้ "แซ่เจิ้ง"

ก็เหมือนเดิมครับ พอถามว่า พระราชสาส์น และหลักฐาน ที่อ้างมันมีอยู่ที่ไหน หอสมุดแห่งชาติก็ไม่มี นักประวัติศาสตร์ก็ไม่มี แล้วนี่ผมจะเชื่อใครดี..???

สุดท้ายนี้ผู้เขียน ขอน้อมเกล้าคารวะต่อพระดวงวิญญาณของพระองค์ท่าน “แต้อ๊วง” ถ้ามีจริง ขอได้โปรดเมตตาช่วยเหลือให้ประเทศชาติไทย จงพ้นภัยจากภัยพิบัติธรรมชาติและมหันตภัยทางการเมือง ดั่งเช่นที่พระองค์ท่านได้ทรงกอบกู้เอกราชชาติไทยให้พ้นจากภัยพิบัติมาแล้วในประวัติศาสตร์ จนอยู่รอดปลอดภัย


เพื่อให้ลูกหลานเหลนโหลนในประเทศไทยมาฟัดกันเองในปัจจุบัน ด้วยเทอญ............

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-229ปีตากสินมหาราช:กฤษฎาภินิหารอันบดบังมิได้

-เพื่อร่วมรำลึกวันจักรี: ย้อนประวัติศาสตร์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วยสายตาของไพร่

Thursday, April 7, 2011

งานเสื้อแดงล้านนา ...ดีเจอ้อม

ที่มา thaifreenews

โดย สุรชัย..namome

แฟขม

เชิญร่วมเวทีปราศรัยร่วมใจเสื้อแดงล้านนา 8 จังหวัดภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย พร้อมรับขวัญแกนนำ ดำหัวปี๋ใหม่เมือง ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น.พบกับแกนนำที่พลัดถิ่นและสส.ภาคเหนือ อาทิ ท่านสส.ลัดดาวัลย์ วงค์ศรีวงค์ และอีกหลายท่าน ทุกอย่างฟรีตลอดงานร่วมรับของขวัญจากท่านผอ.เพชรวรรตและดีเจอ้อม ณ.หน้าโรงแรมวโรรสแกรนด์พาเลช เพื่อความเป็นปึกแผ่นของล้านนา เพื่อความสามัคคีในหมู่เสื้อแดงในเชียงใหม่ จึงเรียนเชิญมาทุกกลุ่มทุกเครือข่ายที่มีหัวใจเดียวกัน ร่วมฟังเสียงโฟนอินจากคนที่เรารัก "นายกทักษิณ ชินวัตร" เรียนเชิญทุกท่าน.มาด้วยความรัก จากหัวใจ..ดีเจอ้อม

โสนน้อย925
วันจันทร์ที่ 11 เมษายน 2554 พบกับ สส.ดาวสภาจาก8จังหวัดภาคเหนือ มีศิลปินเสื้อแดงชื่อดังและศิลปินล้านนาร่วมเวทีด้วยคะ


สหายต๋าคำ







วันที่11 จะมีการแห่ฆ้องแสนเสียงรอบเวียงด้วยครับ
ฆ้องแสนเสียงถูกสร้างด้วยแรงศรัทธาของพี่น้องคนเชียงใหม่
เอาไปไว้ที่ประตูช้างเผือก ต่อมาอำมาตย์ชั่วกรุงสยามใช้ช่วง ประกาศ
พรก.ฉุกเฉินสั่งรื้อฆ้องแสนเสียงเป็นการทำร้ายจิตใจคนเชียงใหม่อย่างมาก
เห้นดีเจอ้อมออกอากาศทางวิทยุสักวันต้องกลับเอาไปไว้ที่เก่าให้ได้

http://www.internetfreedom.us/thread-19873.html