WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 9, 2011

ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล ที่ปรึกษาศอ.บต.ชุดใหม่ “สภาที่ปรึกษาต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่สนองพรรคการเมือง”

ที่มา ประชาไท

เห็นหน้าค่าตากันแล้วสำหรับว่าที่สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 หรือ พ.ร.บ.ศอ.บต. ที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งเมื่อไปวันที่ 3 เมษายน 2554 ที่ผ่านมา ที่แม้ผู้เข้ารับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนตามสายวิชาชีพที่หลากหลาย รวม 49 คน แต่ไฉนยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีแต่เด็กนักการเมือง จนถึงอาจถูกตั้งความหวังแค่การเป็นสภาตรายางหรือสภาหุ่นเชิด แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ระยะเวลาและผลงานเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์

จากที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) แปลงมาเป็นสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ สตต. ก่อนที่จะกลายมาเป็นสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน มีผลงานเป็นอย่างไร “ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล” นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย เป็นผู้หนึ่งที่ร่วมงานกับศอ.บต.ในฐานะที่ปรึกษา จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็นว่าที่ที่ปรึกษาชุดใหม่ล่าสุดด้วย อธิบายถึงผลงานและการทำงานของสตต.ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร บวกกับความหวังต่อสภาที่ปรึกษาชุดใหม่อย่างไร โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการร่วมกับไฟใต้

ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล

...........................

สตต.หรือสภาที่ปรึกษาชุดเดิมของสอ.บต. มีผลงาน และการทำงานเป็นอย่างไร

ในช่วงที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ในสมัยของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากถูกยุบไปในสมัยพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีการตั้งที่ปรึกษาของ ศอ.บต.ขึ้นมา จากนั้นถูกแปลสภาพเป็นสภาที่ปรึกษาเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ สตต.

ผมและอีกหลายเป็นที่ปรึกษาของศอ.บต.ตั้งแต่ยังไม่ได้ตั้งเป็นสภาที่ปรึกษา เมื่อมีการตั้งเป็นสภาที่ปรึกษา การทำงานจึงเป็นเอกเทศมากขึ้น มีการตั้งประธานสภา มีรองประธานสภา มีเลขานุการ โดยมีการตั้งคณะทำงานของสภาที่ปรึกษาทั้งหมด 7 คณะ

เจตนรมย์ของ สตต. ตั้งขึ้นมาเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีวัตถุประสงค์ คือถ้าคนไหนเก่งเรื่องใดก็ให้มาร่วมกันทำงาน เช่น เก่งเรื่องศาสนาก็ดูแลเรื่องศาสนา คนที่เก่งเรื่องเศรษฐกิจก็ดูแลเรื่องเศรษฐกิจ เอาปัญหาในทางปฏิบัติมาแก้ไข

ผลงานที่ผ่านมาของสภาที่ปรึกษา สตต. มีการผลักดันโครงการต่างๆ ให้ผ่านความเห็นชอบของ สตต. เพื่อเสนอต่อรัฐบาลให้แก้ไขปัญหา หรือมีการพัฒนาขึ้น เช่น โครงการฮัจญ์(การประกอบพิธีทางศาสนา ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย) ที่สามารถทำได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

ในเรื่องการแก้ปัญหาความไม่สงบ ได้มีการทำหนังสือวิเคราะห์ปัญหาและการแก้ปัญหาความไม่สงบ จำนวน 3 เล่ม เพื่อแจกจ่ายให้ข้าราชการในพื้นที่ใช้เป็นคู่มือในการปฏิบัติงาน เพราะทำให้ทราบว่าปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอะไรและเมื่ออ่านแล้วก็สามารถนำไปปฏิบัติได้

การแก้ปัญหาในเรื่องของศาสนา ในคณะทำงานด้านศาสนา มีการจัดพิมพ์หนังสืออีก 2 เล่ม คือ อิสลามความจริงที่ต้องรู้ และชุมนุมปาฐกถาผู้นำศาสนาอิสลามโลก แจกจ่ายให้ผู้นำศาสนา ตามมัสยิดหรือสถานการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ เพื่อต้องการแก้ปัญหาที่ฝ่ายตรงข้ามบิดเบือนหลักศาสนาเพื่อก่อความไม่สงบ

อีกเรื่องที่ผลักดันและเกือบจะประสบความสำเร็จในขณะนี้ คือ การผลักดันร่างกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก ขณะนี้อยู่ระหว่างรอให้นายกรัฐมนตรีลงนามและนำเข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ให้ทันก่อนที่จะมีการยุบสภาในอีกไม่กี่วัน

ในเรื่องสิ่งแวดล้อม ได้ผลักดันให้หน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูแลและพัฒนาในเรื่องการทำประมงชายฝั่งในจังหวัดปัตตานี มีการจัดซื้อเรือตรวจการณ์เพื่อป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย และมีการจัดสรรงบประมาณจัดทำปะการังเทียมและการป้องกันการบุกรุกชายฝั่ง

นี่คือผลงานหลักๆ เท่าที่ประมวลได้ นอกจากนั้น ยังมีการให้คำชี้แนะ เสนอข้อคิดเห็นต่างๆ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมทั้งกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)ด้วย

ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นใดบ้างที่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และที่ผ่านมาการทำงานของสตต.ถือว่าเป็นปากเสียงของประชาชนได้ดีพอหรือยัง

สำหรับข้อเสนอแนะและความคิดเห็นที่ถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนใหญ่คือข้อเสนอในเรื่องการแก้ปัญหาโดยใช้แนวทางการเมืองนำการทหาร

โดยเรายึดอยู่ตลอดเวลาว่า การแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ให้ได้ผล คือ 1.ทหารต้องใช้ระบบการเมืองนำการทหาร 2.การแก้ปัญหาความยากจน ซึ่ง ศอ.บต.ก็ได้ทำหลายโครงการ และ 3.การแก้ปัญหาความยุติธรรม เพราะเราเชื่อว่า ปัญหาเดิมเกิดจากชาวบ้านไม่ได้รับความยุติธรรม เกิดข้าราชการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความไม่สงบ เราก็จะต้องแก้ตรงนั้น และผลักดันให้เกิดความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมายและความเสมอภาคในสังคม

นอกจากนั้นยังผลักดันเรื่องการศึกษา เพราะต้องการให้มีการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่เรื่องค่าตอแทนของของครูโรงเรียนตาดีกา การจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับชุมชน มีการพูดกันว่า เราคิดแต่ไม่ได้ทำ จึงแก้ปัญหาโดยให้คนในพื้นที่คิดและนำไปทำเอง

ที่ผ่านมา สตต. เป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้เสียงของชาวบ้านได้เข้ามาอยู่ในโครงสร้างการแก้ปัญหาของรัฐ เป็นการสะท้อนปัญหาที่แท้จริง จนสามารถนำปัญหาที่สะท้อนมาให้รัฐบาลแก้ไขได้มาก

ความแตกต่างระหว่าง สตต.กับสภาที่ปรึกษาชุดใหม่เป็นอย่างไร

จากที่ทำงานมานั้น ถือว่า สตต.ชุดนี้ทำงานได้ดีที่สุด แต่ละคนที่เข้ามาทำหน้าที่ เป็นคนมีความรู้และมีความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และมีที่มาที่หลากหลายกว่าสภาที่ปรึกษาชุดใหม่ที่กำลังจะมีขึ้น เพราะสภาชุดใหม่มีตัวแทนที่มาตามสาขาอาชีพ

ถ้าถามว่า สภาที่ปรึกษาชุดใหม่มีความครอบคลุมหรือไม่ ถือว่าครอบคลุม แต่ก็มีความโดดเด่นไม่เหมือนกัน ชุดที่มาจากการแต่งตั้ง มาตามความโดนเด่นของตัวบุคคล ส่วนที่มาจากการเลือกตั้ง ได้มาจากคะแนนเสียง ไม่ใช้ความโดดเด่นของตัวบุคคลที่แท้จริง อาจไม่ใช่ตัวที่ดีจริงๆ ก็ได้ ได้มาเพราะมีคนรู้จักกว้างขวาง มีคนใส่คะแนนให้เยอะ ส่วนเรื่องความรู้ความชำนาญ ยังไม่พูดถึง เพราะจะรู้เรื่องเฉพาะในสายอาชีพของตนเอง

ความแตกต่างระหว่าง สตต.กับสภาที่ปรึกษาชุดใหม่ คือ สตต.มีบริบทการทำงานแค่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา แต่สภาที่ปรึกษาชุดใหม่ มีบริบทพื้นที่ที่กว้างกว่า คือ ทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเพิ่มสงขลาและสตูล

ขณะเดียวกันระหว่างตัวแทนของ 3 จังหวัด กับสงขลาและสตูล อาจจะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง เนื่องจากตัวแทนใน 3 จังหวัดมาจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่สตูลกับสงขลา ไม่มีผลกระทบโดยตรง ดังนั้นจึงต้องมาทำความเข้าใจให้ตรงกัน

ยกตัวอย่างเช่น ตัวแทนองค์กรปกครองท้องถิ่นของสงขลากับสตูลอาจจะคิดเรื่องเดียว คือ งบประมาณ เพราะไม่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โดยตรง อาจมองปัญหาจากผลกระทบโดยตรงไม่ชัดเจน

ตัวแทนทางเศรษฐกิจก็เช่นกัน คือ ตัวแทนหอการค้าจังหวัดสงขลากับสตูล อาจมองเรื่องการลงทุน ทำอย่างไรที่จะให้มีการลงทุนมาก แต่ตัวแทนใน 3 จังหวัดบอกว่า จะทำอย่างไรที่จะให้มีคนไปลงทุนในพื้นที่ ถ้าให้สิทธิพิเศษเท่ากัน 3 จังหวัดจะเสียหาย เพราะคนมาลงทุนที่สงขลาหมด เป็นต้น

ส่วนในเรื่องอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สภาที่ปรึกษาชุดใหม่มีอำนาจมากกว่า เพราะมีอำนาจตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553

ถึงจะมีอำนาจมากหรือน้อย แต่ลักษณะที่เหมือนกันคือ ต้องปลอดจากการเมือง เพราะถ้ามีลักษณะการเมืองอยู่เบื้องหลัง การทำงานก็จะไม่ตอบสนองนโยบายการแก้ปัญหาของประชาชน แต่จะไปตอบสนองนโยบายของพรรคการเมือง และสนองนโยบายของส่วนราชการการ ทั้งในการจัดงบประมาณ การสนับสนุนงบประมาณหรือโครงการ

เพราะฉะนั้นต้องตรวจสอบว่า ตัวแทนทั้ง 49 คน เป็นคนของพรรคการเมืองไหนบ้าง สัดส่วนเป็นอย่างไร และใครบ้างที่ไม่มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง

แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเด็กนักการเมืองทั้งนั้น น่าจะมีผมคนเดียวที่ไม่มีการเมือง นอกจากนั้นน่าจะมาจากพรรคการเมืองชื่อดังของภาคใต้กับอีกพรรคการเมืองที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานแต่มี ส.ส.(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร)เป็นสมาชิกพรรคแล้ว

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว สภาชุดนี้ต้องทำงานพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า ไม่ได้ทำงานสนองพรรคการเมือง ซึ่งต้องนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง เพราะเราต้องให้เวลาทำงานก่อน ตอนนี้เรายังไม่ทำงาน และตอนนี้แต่ละคนเรารู้ที่มาแต่ยังไม่รู้ถึงวิสัยทัศน์ ยังไม่เห็นว่าใครเคยทำอะไร

สิ่งที่น่าจับตาสำหรับสภาที่ปรึกษาชุดใหม่คืออะไร และอนาคตจะเป็นอย่างไร

สิ่งที่น่าจับตา คือ สภาที่ปรึกษาชุดนี้เราได้คนใหม่เกือบทั้งหมด ซึ่งไม่เคยทำงานกับศอ.บต.มาก่อน ไม่เคยร่วมแก้ปัญหาความมาสงบ เราจะมีคนเก่าอยู่ประมาณ 5 คน และคนใหม่ก็มาจากหลายๆ องค์กร แล้วต้องมาหลอมรวมกันให้ได้ นี่คือสิ่งที่ต้องทำให้ได้ จึงต้องใช้เวลาอีกระยะ เพื่อศึกษาปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ บางคนอาจศึกษามาแล้ว แต่บางคนอาจยังไม่ได้ศึกษามาก่อนเลย เข้าไปแรกๆ อาจยังไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง

เพราะฉะนั้นช่วงแรกๆ ถ้าหวังผลงานจริงๆ อาจยังไม่เห็น แต่หลักการจริงๆ ต้องดูว่าสิ่งที่รัฐบาลต้องการโดยการตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมานั้น มันจะสอดคล้องกับพื้นที่หรือไม่ มันจะให้ประโยชน์หรือไม่ เป็นการแก้ปัญหาความจริงใจ หรือแก้ปัญหาเพราะต้องการใช้งบประมาณ คนที่เข้ามาเป็นที่ปรึกษาต้องอ่านเกมนี้ให้ได้ ต้องเข้าใจเรื่องให้ได้ เพราะที่สังเกตคือ ขนาดกอ.รมน.เข้ามาแก้ปัญหาความไม่สงบนี้มา 7 ปีแล้ว ยังแก้ปัญหาไม่ได้ ใช้งบประมาณเป็นแสนล้าน แต่ ศอ.บต.ใช้งบหกหมื่นล้านบาทและเป็นงบผูกพัน

และต้องมาดูว่าแต่ละโครงการที่มีการผลักดันจากที่ปรึกษาชุดที่แล้ว เป็นเรื่องที่ถูกต้องและแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่ โดยที่โครงการที่ ศอ.บต.เอางบมาทำ ตอบสนองต่อปัญหาความไม่สงบได้หรือไม่ หรือแค่ได้ทำ เพราะต้องการใช้เงินงบประมาณให้หมด นี่คือเรื่องสำคัญที่สุด ไม่ใช่ว่าได้ตำแหน่งที่ปรึกษาแล้วก็จบ เพราะฉะนั้นต้องจับตาดูต่อไป

รายชื่อว่าที่ที่ปรึกษาชุดใหม่ศอ.บต.

ต่อไปนี้เป็นบัญชีรายชื่อ ผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2554 ในสาขาและประเภทต่าง ๆ ดังนี้

ก.ประเภท ที่มีผู้แทนจังหวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดละหนึ่งคน

ประเภท/จังหวัด

ปัตตานี

นราธิวาส

ยะลา

สงขลา

สตูล

ผู้แทนองค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น

นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี

.ส.อ.ฮาริส มะรือสะ

นายสมุทร มอหาหมัด

นายไพร พัฒโน

นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์

ผู้แทนกำนันและผู้ใหญ่บ้าน

นายสมาแอ ดอเลาะ

นายเสรี นิมะยุ

นายสมมาศ มะมุพิ

นายดลเลาะ เหล็มแหละ

นายวีระ เพชรประดับ

ผู้แทนกรรมการอิสลามประจำ
จังหวัดและอิหม่ามประจำมัสยิด

นายอัศมี โต๊ะมีนา

นายอับดุลอาซิซ เจ๊ะมามะ

นายรุสดี บาเกาะ

นายมูหรอด ใบสะมะอุ

นายยำอาด ลินารา

ผู้แทนเจ้าอาวาสในศาสนาพุทธ

พระครูจริยาภรณ์

พระครูสุนทรเทพวิมล

นายวิชัย เรืองเริงกุลฤทธิ์

พระศรีรัตนวิมล

พระครูโสภณปัญญาสาร

ผู้ซึ่งมีความรู้ความเข้าใจใน
การพัฒนาสังคม ภูมิปัญญา
ท้องถิ่น หรือวิถีชีวิตของ
ประชาชนในพื้นที่

นายอับดุลเล๊าะ วาแม

นายกิตติพล กอบวิทยา

นายคอลีลือเราะมัน ดือราแม

นายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์

นายวรัตน์ แสงเจริญ

ผู้แทนผู้สอนและบุคลากร
ทางการศึกษา

นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร

นายอาดุลย์ พรมแสง

นายดนุพล อ้นพวงรัตน์

นายเสริมสุข สุวรรณกิจ

นายนิสิต ชายพักตร์

ผู้แทนกลุ่มสตรี

นางเบญจวรรณ ซูสารอ

นางสารีปะ สะเมาะ

นางรัตนา กาฬศิริ

นางจินตนา จิโนวัฒน์

นางรัชนี เด่นกาญจนศักดิ์

ผู้แทนหอการค้าจังหวัดและ
สภาอุตสาหกรรมจังหวัด

นายพิทักษ์ ก่อเกียรติพิทักษ์

นายปกรณ์ ปรีชาวุฒิเดช

นายยู่สิน จินตภากรณ์

ดร.สุรชัย จิตภักดีบดินทร์

นายสมชาย ตันติ์ศรีสกุล

ข.ประเภท ที่มีผู้แทนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งคน

(1) ผู้แทนศาสนาอื่น รศ.ทพ.ดร.กรัสไนย หวังรังสิมากุล
(2) ผู้แทนสถาบันศึกษาปอเนาะตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยสถาบันศึกษาปอเนาะ นายอับดุลอาซิส ยานยา
(3) ผู้แทนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา นายอับดุลรอนิ กาหะมะ
(4) ผู้แทนสื่อมวลชน นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล
บัญชีรายชื่อ ผู้ได้รับการคัดเลือกเพื่อเสนอชื่อให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ก.ประเภท ที่มีผู้แทนจังหวัดในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดละหนึ่งคน
ข.ประเภท ที่มีผู้แทนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งคน
(1) ผู้แทนศาสนาอื่น รศ.ทพ.ดร.กรัสไนย หวังรังสิมากุล

“สนธิ ลิ้มทองกุล” อัด หน.พรรคการเมืองใหม่ “หลงกับตำแหน่งแห่งที่”

ที่มา ประชาไท

สนธิโอดเคยพูดเองว่า “พรรคการเมืองใหม่” เป็นเครื่องมือพันธมิตรฯ แต่วันนี้หาใช่เช่นนั้นไม่ ชี้การสู้รอบนี้ทำให้พวกที่เคยห้อยโหนในอดีตหลุดพ้นกระเด็นไป ลั่นเป็นสื่อมวลชนอาวุโสไม่กี่คนในไทยที่เข้าใจหลักการเป็นสื่อมวลชนที่ดีและถูกต้อง เผย “ผู้ทรงธรรม” ทำนายว่าน้ำจะท่วมประเทศไทย ผู้ภาวนารักษาศีลเท่านั้นที่จะรอด

ภาพในหนังสือพิมพ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 984 ประจำวันที่ 8 เมษายน 2554 ซึ่งตีพิมพ์บทรายงานและบทสัมภาษณ์สมศักดิ์ โกศัยสุข และอัญชะลี ไพรีรักษ์

สนธิปราศรัยฉะหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ หลงตำแหน่งแห่งที่

(9 เม.ย. 54) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือพิมพ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 984 ประจำวันที่ 8 เมษายน 2554 ซึ่งวางแผงเมื่อวานนี้นั้น (8 เม.ย.) มีการตีพิมพ์รายงานข่าวอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ในหัวข้อ “รายงานพิเศษ 'สมศักดิ์ โกศัยสุข' บนทางที่ต้องเลือก ปฏิเสธข้อเสนอ 'โหวตโน'” และ อัญชะลี ไพรีรักษ์ ในหัวข้อ “รายงานพิเศษ (ที่เห็นและเป็นอยู่): เปิดหน้าคุย 'ปอง อัญชะลี'” โดยจากบทรายงานดังกล่าว ทำให้มีการตอบโต้บทตีพิมพ์ดังกล่าวโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานฯ เมื่อคืนวันที่ 8 เม.ย. ด้วย

“การสู้ครั้งนี้ทำให้พวกที่เคยห้อยโหนการต่อสู้ของเราในอดีตหลุดพ้นกระเด็นไป และไม่สามารถมาร่วมกับพวกเราได้ก็เพราะว่าหลักการของเขากับหลักการของเรา นั้นไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน ที่น่าสนใจข้อหนึ่งพี่น้อง นอกจากพวกห้อยโหนจะหมดไปแล้ว ยังเป็นการเปิดตัวตนที่แท้จริงในหมู่พวกเราหลายๆ คนด้วยใช่ไม่ใช่”

“ที่น่าเสียใจก็คือว่า ในหนังสือพิมพ์อย่างเช่น เดอะเนชั่นสุดสัปดาห์ ได้สัมภาษณ์คนซึ่งคิดไม่ถึงว่าจะพูดถึงเราในแง่ลบ พูดในทำนองว่าถ้าโหวตโนแล้ว ในฐานะพรรคการเมือง จะทำผิดกฎหมายทางการเมือง ไปซื้ออ่านดูว่าคนๆ นั้นเป็นใคร” นายสนธิกล่าว

นายสนธิยังปราศรัยโจมตีหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุขดำรงอยู่ว่า “ผมพูดว่ายังไง ผมบอกมาแล้วหลายครั้ง ตอนที่เราตั้งพรรคการเมืองใหม่ จำได้ไหม ผมเป็นคนพูดเอง ตลอดจนการรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ตอนนั้นผมพูดบอกว่า พรรคการเมืองใหม่เป็นเครื่องมือของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่วันนี้หาใช่เช่นนั้นไม่ พี่น้องไม่เชื่อ ไปซื้อหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น สุดสัปดาห์ แล้วอ่านดู พี่น้องจะรู้ว่าบางครั้งยังไม่ทันไรเลย คนไปหลงกับตำแหน่งแห่งที่ และอำนาจที่ตัวเองกำลังจะได้เป็น ส.ส.”

“แล้วพอพันธมิตรฯ บอกโหวตโน เขาบอกว่าโหวตโนนั้นจะทำให้พรรคการเมืองนั้นผิดกฎหมาย เห็นตัวตนที่แท้จริงหรือยังพี่น้อง ผมถึงบอกว่าการต่อสู้ครั้งนี้มันมันกว่าทุกๆ ครั้ง เพราะนอกจากจะกำจัดพวกห้อยโหนออกไปได้แล้ว ที่สำคัญที่สุดในบรรดาพวกเรากันเอง ได้สะท้อนให้เห็นเนื้อแท้ของคนที่กำลังจะหลงอยู่ในอำนาจ” สำหรับรายละเอียดการปราศรัยของนายสนธิเมื่อคืนมีดังนี้

สนธิชี้ทหารมีมุมมองความมั่นคงไม่ต่างจากพันธมิตร ผิดกันตรงที่ทหารดีแต่พูด

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 8 เม.ย. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นกล่าวปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยเขากล่าวเรื่องความมั่นคง โดยบอกว่ามีคนเข้าใจผิดอยู่เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารไทย ยังเข้าใจไม่ลึกซึ้งถึงคำว่าความมั่นคง

“ความมั่นคงมันประกอบด้วย 3 อย่าง ก็คือว่า ชาติ จะมั่นคงได้ ศาสนาต้องมั่นคง ใช่ไหมครับพี่น้อง ศาสนาจะมั่นคงได้ พระมหากษัตริย์ก็ต้องมั่นคงเช่นกัน ทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นั้น มีความเกี่ยวพันกันและกันอย่างลึกซึ้ง และไม่สามารถแยกจากกันได้ ถ้าพระมหากษัตริย์ ซึ่งโดยตำแหน่งท่าน พระองค์ท่านคือเจ้าอาวาสใหญ่ สมภารใหญ่ ถ้าท่านไม่มั่นคงแล้ว ศาสนาก็จะมั่นคงไม่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว 2 ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก”

การรักษาความมั่นคงของชาติซึ่งทหารน่าจะมีมุมมองที่ไม่ต่างจากเรา แต่ต่างตรงที่ทหารดีแต่พูด ขณะที่ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องให้ทหารทำหน้าที่ที่ตัวเองจะต้องทำคือการปกป้องแผ่นดิน ซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะเป็นการต่อสู้บนหลักการความถูกต้อง ไม่ยึดติดในตัวบุคคล และส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์คะแนนนิยมตกต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ชี้คนน้อยไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะประท้วงมา 3 เดือนจนเสียง ปชป. ตกต่ำที่สุด

พี่น้องสังเกตไหมว่า การต่อสู้ครั้งนี้ของพวกเรานั้น เป็นการต่อสู้ที่ลึกซึ้ง ยากลำบากไหม สำหรับผมแล้ว ไม่ถือว่ายากลำบาก สำหรับพี่น้องก็ไม่ได้ยากลำบาก มีแต่ความเหนื่อยยากเท่านั้นเอง ยากลำบากกับเหนื่อยยากไม่เหมือนกัน มีคนพยายามพูดบอกว่า พันธมิตรฯ ยุคนี้ซูบไป คนน้อยกว่าเก่าเยอะ ผมก็บอกว่า อย่ามาเถียงว่าน้อยหรือมาก ขณะที่เรามาวิสัชนากันก่อนว่า ครั้งนี้การต่อสู้ของพันธมิตรฯ นั้น และประชาชนผู้รักชาติรักแผ่นดินนั้น เราสู้เพื่ออะไร และสิ่งที่เราสู้นั้น ยังคงยืนอยู่บนความถูกต้องอยู่หรือเปล่า ถ้าคำตอบบอกว่า ยังยืนอยู่บนความถูกต้องอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ยากลำบาก แต่หากเราสู้บนพื้นฐานที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือการต่อสู้ที่ยากลำบากที่สุดเลยใช่ไหมพี่น้อง

เมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้ว ประเด็นคนน้อยคนมากกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพวกเรา อีกประการหนึ่ง ถ้าการต่อสู้ของเราครั้งนี้ ประเด็นการต่อสู้คนไม่เห็นด้วย และไม่เข้าใจ คนก็จะต้องถามตัวเองว่า แล้วทำไมในช่วงทีเราประท้วงรัฐบาลชุดนี้มาแค่ 2 - 3 เดือนนี้เอง ทำไมคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ถึงตกต่ำที่สุดในประเทศไทย ถ้าจะวัดต้องวัดกันตรงนี้ใช่ไหมพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นโพลอะไรก็ตาม หลังจากที่เรามาไขปัญญา จุดเทียนแห่งธรรมให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นแล้ว คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ตกหมด ไม่ว่าจะพูดในมุมไหน แง่ไหน ภูมิศาสตร์ภาคพื้นไหน แม้กระทั่งในภาคใต้ คะแนนนิยมของเขาก็ตกเช่นกันพี่น้อง

ลั่นการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้พวกห้อยโหนการต่อสู้หลุดกระเด็นไป

การสู้ครั้งนี้มีนัยมาก เพราะว่าไม่ใช่เป็นการยืนยัน ยืนหยัดอยู่บนหลักการที่ถูกต้องเหมือนเดิม แต่การสู้ครั้งนี้ ยังเป็นการกลั่นกรอง เป็นการกลั่นกรองของคนที่มีหลักการและอุดมการณ์ ที่ยืนอยู่บนความถูกต้องที่ไม่ยึดถือตัวบุคคลเลยแม้แต่นิดเดียว คนพูดตลอดเวลา เป็นข่าวลือว่าแกนนำพันธมิตรฯ นั้นแตกแยกกัน พี่น้องครับ การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่หน้าที่ของแกนนำ แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกๆฝ่ายที่เข้ามาร่วมมือกัน ด้วยเหตุนี้จึงมีคณะกรรมการปกป้องอาณาจักรไทย 17 คนขึ้นมา แล้ว 17 คนนั้น คือเสาหลักและกำลังหลักในการต่อสู้

“การสู้ครั้งนี้ทำให้พวกที่เคยห้อยโหนการต่อสู้ของเราในอดีตหลุดพ้นกระเด็นไป และไม่สามารถมาร่วมกับพวกเราได้ก็เพราะว่าหลักการของเขากับหลักการของเรา นั้นไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน ที่น่าสนใจข้อหนึ่งพี่น้อง นอกจากพวกห้อยโหนจะหมดไปแล้ว ยังเป็นการเปิดตัวตนที่แท้จริงในหมู่พวกเราหลายๆ คนด้วยใช่ไม่ใช่”

อัดเนชั่น-แนวหน้าปฏิบัติตัวต่ออภิสิทธิ์ เหมือนเสื้อแดงบูชาทักษิณ

พี่น้องครับ พี่น้องสังเกตไหมว่า เวลาเราสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ หรือรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้ต่างกับการสู้กับทักษิณ ชินวัตร เลย แม้แต่นิดเดียวพี่น้อง แปลว่าอะไร แปลว่าโดยพื้นฐานแล้ว ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ดีจริง วิธีการที่เขาต่อสู้กับเราต้องต่างกว่าวิธีการที่ทักษิณสู้กับเรา แต่วิธีการที่เขาสู้กับเราเหมือนกันหมดทุกประการ เขาเหมือนตรงไหนพี่น้อง เหมือนตรงที่ว่า เขากลั่นแกล้งเราทุกวิถีทาง เขาใช้ตำรวจมาข่มขู่เรา เขาใช้สื่อมวลชนที่อยู่ในอำนาจเขา ไม่ว่าจะเป็นช่องโทรทัศน์ที่เขาคุมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นช่อง 11 ตลอดจนหนังสือพิมพ์หลายเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายแนวหน้า หนังสือพิมพ์เครือข่ายเนชั่น ลงมาเหยียบย่ำ รุมกระทืบพวกเรา กลับเข้าไปสู่ยุคหมาหมู่เหมือนเดิม

สมัยที่เราสู้กับทักษิณ เนชั่น แนวหน้า เปลว สีเงิน ยืนข้างเรา แต่พอเปลี่ยนจากทักษิณมาเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พวกเขาก็ปฏิบัติตัวเหมือนเสื้อแดงที่บูชาทักษิณ เพราะเครือเนชั่นมีคนของประชาธิปัตย์เข้ามาถือหุ้น จึงกลายเป็นเครือข่ายประชาธิปัตย์ ส่วนแนวหน้านั้น เจ้าของก็สนิทสนมกับบิดานายอภิสิทธิ์ จึงหันมาโจมตีเรา บิดเบือน โกหกพกลม เช่น บอกว่า การโหวตโนไม่เป็นประชาธิปไตย

สมัย 49 เนชั่น แนวหน้า ไทยโพสต์มายืนเคียงข้างเพราะ พธม. สู้กับทักษิณ

เพราะฉะนั้นพี่น้องดูให้ดีๆ สมัยที่เราสู้กับทักษิณ ทำไมหนังสือพิมพ์อย่างเครือเนชั่น หรือแนวหน้า หรือคุณเปลว สีเงิน ไทยโพสต์ ถึงยืนข้างพวกเรา เพราะว่าเราสู้กับทักษิณ แต่พอเปลี่ยนจากทักษิณมาเป็นอภิสิทธิ์ เขาไม่เคยวิเคราะห์ว่า สิ่งที่ปานเทพ เทพมนตรี พล.ร.ท.ปทีป คุณเติมศักดิ์ อ.พิชาย หรือ ประพันธ์ หรือผม พูดเกี่ยวกับอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นความจริงหรือเป็นความเท็จ เขาไม่เคยออกมาตอบโต้ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เขาไม่เคยออกมาตอบโต้ แต่เขาออกมาปฏิบัติตน เหมือนกลุ่มคนเสื้อแดงที่บูชาทักษิณดั่งบิดาเขาเช่นกัน เหมือนอย่างที่ผมบอกว่า หนังสือเครือเนชั่น นั้นได้ถูกซื้อขายไปแล้ว เปลี่ยนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็คือ ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ของคุณสุริยะ มาเป็นตระกูลสมะลาภา ของคุณเสริมสิน ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องประหลาดใจอะไรเลย วันนี้ดูได้เลยว่า หนังสือพิมพ์ที่เคยสนับสนุน คือ เนชั่นสุดสัปดาห์ นั้นมีเรื่อง 3 เรื่องที่ด่าพันธมิตรฯ และด่าพวกเรา ขอยืมมือคนบางคนออกมาให้สัมภาษณ์ด่าพวกเราอยู่ตลอดเวลา นี่คือเครือข่ายเนชั่น ซึ่งเป็นเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์

เสียใจ “เนชั่นสุดสัปดาห์” สัมภาษณ์คนซึ่งไม่คิดว่าจะพูดถึง พธม. แง่ลบ

เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัด หนังสือพิมพ์แนวหน้าที่เคยยืนอยู่บนอุดมการณ์เดียวกันกับเรา เมื่อเราสู้กับทักษิณ พอวันนี้เราไปแตะพรรคประชาธิปัตย์ แตะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับเจ้าของหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณพ่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนอกจากนั้นแล้ว อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็ไปเป็นกึ่งๆ เหมือนหัวหน้ากองบรรณาธิการที่แนวหน้า เพราะฉะนั้นแนวหน้าก็เลยเปลี่ยนประเด็นในการต่อสู้ กลายเป็นมาโจมตีพวกเรา การโจมตีพวกเราก็ไม่มีอะไรยาก บิดเบือนข้อเท็จจริง โกหกพกลม อย่างเช่น โกหกว่าการโหวตโนคือการไม่เป็นประชาธิปไตย เห็นหรือยังพี่น้อง

ที่น่าเสียใจก็คือว่า ในหนังสือพิมพ์อย่างเช่น เดอะเนชั่นสุดสัปดาห์ ได้สัมภาษณ์คนซึ่งคิดไม่ถึงว่าจะพูดถึงเราในแง่ลบ พูดในทำนองว่าถ้าโหวตโนแล้ว ในฐานะพรรคการเมือง จะทำผิดกฎหมายทางการเมือง ไปซื้ออ่านดูว่าคนๆ นั้นเป็นใคร

อัดเป็นบทสัมภาษณ์สะท้อนเนื้อแท้ของคนหลงในอำนาจที่จะได้เป็น ส.ส.

พี่น้องจำได้หรือเปล่า ของชักขึ้นแล้ว ที่ผมเคยพูด ผมพูดว่ายังไง ผมบอกมาแล้วหลายครั้ง ตอนที่เราตั้งพรรคการเมืองใหม่ จำได้ไหม ผมเป็นคนพูดเอง ตลอดจนการรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ตอนนั้นผมพูดบอกว่า พรรคการเมืองใหม่เป็นเครื่องมือของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่วันนี้หาใช่เช่นนั้นไม่ พี่น้องไม่เชื่อ ไปซื้อหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น สุดสัปดาห์ แล้วอ่านดู พี่น้องจะรู้ว่าบางครั้งยังไม่ทันไรเลย คนไปหลงกับตำแหน่งแห่งที่ และอำนาจที่ตัวเองกำลังจะได้เป็น ส.ส.

แล้วพอพันธมิตรฯ บอกโหวตโน เขาบอกว่าโหวตโนนั้นจะทำให้พรรคการเมืองนั้นผิดกฎหมาย เห็นตัวตนที่แท้จริงหรือยังพี่น้อง ผมถึงบอกว่าการต่อสู้ครั้งนี้มันมันกว่าทุกๆครั้ง เพราะนอกจากจะกำจัดพวกห้อยโหนออกไปได้แล้ว ที่สำคัญที่สุดในบรรดาพวกเรากันเอง ได้สะท้อนให้เห็นเนื้อแท้ของคนที่กำลังจะหลงอยู่ในอำนาจ

ชี้ประยุทธ์ไม่ต่างจากอนุพงษ์ เพราะบอกว่าสังคมไทยวุ่นวายเพราะเหลือง-แดง

พี่น้องครับ กระผม นายสนธิ ลิ้มทองกุล คิดอะไรพูดอย่างนั้น ใช่ไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ผมพูดทันที ไม่ว่าจะใกล้ชิดสนิทสนมกันแค่ไหน ผมก็จะพูดทันทีเห็นหรือยังพี่น้อง การต่อสู้ครั้งนี้ของเราเหมือนการปราบมารจริงๆ แล้วมารที่เราปราบนั้น มีหลายรูปหลายแบบที่เราต้องปราบมันจริงๆ

มีพันธมิตรฯ ที่วอชิงตันดี.ซี.คนหนึ่ง อย่าให้เอ่ยชื่อเลยครับ ผมรู้จักพี่เขาดี เขาได้เบอร์โทรศัพท์ของประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจากใครไม่รู้ เขาก็เลยโทรจากอเมริกาไปหาประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาก็ถามประยุทธ์ถึงเรื่องราวต่างๆ เขาจะลองดูความรู้สึกประยุทธ์ นี่คือคำตอบที่เขาบอกมา ประยุทธ์ บอกว่า สังคมไทยที่มันวุ่นวายทุกวันนี้เพราะสีเหลืองและสีแดง

ซึ่งเป็นการพูดที่ไม่ต่างจากลูกพี่คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งการพูดเช่นนี้ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพราะแสดงถึงการไม่เข้าใจว่า ใครคือตัวป่วนชาติกันแน่ คนที่พูดแบบนี้ควรจะไปเป็นแขกยาม ไม่ควรมาเป็นทหารให้เปลืองภาษีประชาชน

ลั่นเป็นสื่อมวลชนอาวุโสไม่กี่คนในไทยที่เข้าใจหลักการเป็นสื่อมวลชนที่ดีและถูกต้อง

พี่น้องครับ คนเราถ้าอยู่ในอาชีพไหนแล้วไม่เข้าใจงานที่ตัวเองทำ แสดงว่าคนๆ นั้นไม่ควรจะอยู่ในอาชีพนั้น ใช่ไม่ใช่ พี่น้อง ผมทำสื่อมวลชนมา 30 กว่าปีแล้ว ผมน่าจะเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสไม่กี่คนในประเทศไทย ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย ที่สำคัญที่สุดที่ผมภูมิใจที่สุด ผมอาจจะเป็นเพียงหนึ่งไม่กี่คนเท่านั้นเองที่เข้าใจหลักการของการเป็นสื่อ มวลชนที่ดีและถูกต้อง ข้อแรก ก็คือว่า ต้องกล้าพูดความจริง เพราะฉะนั้นแล้ว หลักการของการกล้าพูดความจริง ความจริงเป็นเช่นไรต้องพูดไปในทิศทางเช่นนั้น นั่นคือคุณสมบัติข้อแรกของการจะเป็นสื่อมวลชนที่ดี ส่วนวิธีการพูดโดยผ่านการเขียน การอภิปราย หรือการเป็นพิธีกรนั้น มันเป็นลักษณะในวิชาชีพ แต่หลักการต้องมาก่อน คุณต้องกล้าพูดความจริง กล้าแสวงหาความจริง ทักษะที่เหลือคือ เขียนหนังสือให้เป็น ให้ประชาชนอ่านง่าย ในขณะเดียวกัน ต้องมีทักษะไปหาข้อเท็จจริง ว่าวิธีหาข้อเท็จจริงนั้นต้องหาอย่างไร นั่นคือ สื่อมวลชน

ไม่เหมือน ยกตัวอย่างอย่างที่พูดไปเมื่อกี้ หนังสือพิมพ์เครือเดอะเนชั่นไม่กล้าพูดความจริง เพราะว่าความจริงนั้นถูกเอาเงิน ผลประโยชน์อุดปาก ด้วยเหตุนี้แล้ว หนังสือพิมพ์ลักษณะเครือเดอะเนชั่น หรือหนังสือพิมพ์แนวหน้า ก็เลยไม่ต่างกว่าทหารที่ดีแต่พูด อย่าง อนุพงษ์ เผ่าจินดา และประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่ไม่ใช่พี่น้อง

อัดไม่เคยเห็นทหารที่ไหนเล่นการเมืองเท่าทหารไทย

นายสนธิ กล่าวว่า ผบ.ทบ.วิเคราะห์ไม่ออกว่า ที่บ้านเมืองฉิบหายทุกวันนี้ก็เพราะนักการเมืองอย่างนายสุเทพ รวมทั้งเพื่อนของเขาอย่างนายพลกุนเชียงนั่นเอง ไม่ใช่คนเสื้อเหลือง ทำไมมองไม่ออกว่าคนเสื้อเหลืองที่สู้มาแต่ละเรื่องไม่ได้สู้เพื่อส่วนตัวแม้ แต่นิดเดียว และการที่ ผบ.ทบ.พูดเช่นนี้ แสดงว่าไม่ใช่ทหารอาชีพแต่เป็นทหารการเมือง ส่วนคนอย่าง พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็เป็นทหารรุ่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตร ที่ออกมาพูดวันก่อนก็เพื่อให้ดูสวยงาม ไม่มีสาระอะไร ที่พูดว่าทหารไม่เล่นการเมืองแล้ว แต่ในความเป็นจริงตนยังไม่เคยเห็นทหารประเทศไหนเล่นการเมืองเท่ากับทหาร ประเทศไทยเลย

นายสนธิ กล่าวต่อว่า นอกจากทหารจะเล่นการเมืองแล้ว การพูดเช่นนี้ ก็เพราะไม่อยากรับผิดชอบ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เรื่องดินแดนเขาพระวิหาร ก็ไม่อยากรับผิดชอบ เพราะความผิดมันอยู่ที่พวกเขา วันนี้จึงไม่ใช่แค่นักการเมืองที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง แต่เป็นทหารด้วย เพราะทหารทุกวันนี้ดีแต่ปาก บอกว่าจะไม่ยอมให้ใครมาจาบจ้วง แต่ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์นั่นไม่ได้อยู่ที่การจาบจ้วงอย่างเดียว การโกงของนักการเมืองก็เป็นอันตรายด้วย แต่ทหารยุคนี้ไม่สนใจ ขอแค่ให้มีงบประมาณซื้ออาวุธก็พอใจแล้ว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ คิดเป็นต้องมองออกว่า ประชาชนที่ออกมาชุมนุมนั้นต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดนที่นักการเมืองกำลังขายให้เขมร หน้าที่ทหารต้องออกมาตบหัวนักการเมือง ไม่ใช่แค่ออกมาบอกว่าจะไม่ปฏิวัติ ก็จะปฏิวัติได้อย่างไร เพราะไม่มีน้ำยาหรอก

ลั่นถ้าจะมีการยิงสนธิอีกรอบ ขอให้จับรอบแรกให้ได้ก่อน

นี่คืออันตรายของชาติบ้านเมือง พี่น้องเห็นหรือยัง ผมเห็นเลย เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน พี่น้องเห็นหรือยัง แล้วคนที่ตาย พ.อ.ร่มเกล้า เป็นใครถ้าไม่ใช่เป็นลูกน้องคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วเรื่อง พ.อ.ร่มเกล้า ไปถึงไหนแล้ว เรื่องราวไปถึงไหนแล้ว นี่คุณไม่มีบุคลิกหรือคุณสมบัติของผู้นำเลยแม้แต่นิดเดียว พวกคุณเก่งอยู่อย่างเดียว ไอ้สนธิมันพูดมากยิงแม่งอีกทีนึง ก็มีอยู่แค่นี้เอง ก่อนจะยิงผมเป็นครั้งที่ 2 ขอเรื่องได้ไหม จับครั้งแรกให้ได้ก่อนแล้วค่อยมายิงครั้งที่ 2 ขอเงื่อนไขข้อเดียวก่อน จะโดนยิงกี่ครั้งไม่ว่า เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแน่ แต่ขอว่าก่อนจะยิงครั้งที่ 2 จับครั้งแรกให้ได้ก่อนแล้วค่อยยิงครั้งที่ 2 แล้วถ้ายิงครั้งที่ 2 ยังไม่ตาย จะยิงครั้งที่ 3 ก็จับครั้งที่ 2 ให้ได้ต่อ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดเป็น รักชาติเป็น รู้หน้าที่ว่าตัวเองนั้นมีหน้าที่อะไรเป็น จะต้องรู้ว่าคนที่มานั่งชุมนุมที่นี่ หรือดูทีวี ASTV อยู่ที่บ้านนั้น เขามาสู้เรื่องดินแดนของประเทศไทย ที่นักการเมืองกำลังขายให้กับเขมร นั่นล่ะคือสิ่งที่คุณต้องออกมา แล้วตบหัวนักการเมือง แล้วเตะมันออกไปจากอำนาจ คุณไม่ใช่มาพูดบอกว่า ทหารจะไม่มีวันปฏิวัติ ก็มันจะปฏิวัติได้ยังไง คุณไม่มีน้ำยาหรอก

อัดสถาบันทหารตกต่ำเพราะสายบูรพาพยัคฆ์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.

นายสนธิ กล่าวต่อว่า สถาบันทหารตกต่ำมาตลอดตั้งแต่ยุคที่ทหารสายบูรพาพยัคฆ์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.เพราะทหารสายนี้จะอยู่ตามแนวชายแดนทางตะวันออกติดกับเขมร ซึ่งเต็มไปด้วยผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยรถไปขาย บ่อนการพนัน การส่งน้ำมัน ส่งสินค้าเข้าไปขาย รวมถึงการค้าแรงงานเถื่อน ซึ่งนายทหารผู้ใหญ่ที่คุมพื้นที่ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 2 หรือกองกำลังสุรนารี ต้องรับรู้ ดังนั้นทหารที่ไม่ยอมทำหน้าที่เพราะมีผลประโยชน์มาปิดปาก ก็ไม่ต่างจากสื่อมวลชนที่ไม่ยอมเสนอความจริงเพราะถูกเงินปิดปากเช่นกัน ดังนั้น ที่บอกว่าทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงเป็นตัวป่วนเมืองเหมือนกันนั้น ที่จริงก็รู้ว่า เสื้อแดงคือตัวป่วนเมือง แต่ต้องบวกเสื้อเหลืองเข้าไปด้วยเพื่อให้ดูเท่ บอกให้ทั้งสองฝ่ายหยุดทะเลาะกันนักการเมืองโกงกินไม่เป็นไร ฝ่ายหนึ่งเผาบ้านเผาเมืองไม่เป็นไร อีกฝ่ายหนึ่งฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่เป็นไร ยืนปิดบังให้ เพราะตัวเองก็ได้ด้วย

ชี้น้ำท่วมเชียงใหม่เพราะมีทักษิณ น้ำท่วมสุราษฎร์เพราะมีสุเทพ

ในช่วงท้ายในสนธิปราศรัยว่า “มีข้อมูลบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ฝากให้คิด พี่น้องเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้างมั้ย ไม่ต้องถามผม ผมเชื่อแน่นอน ถ้าไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วผมคงไม่รอดมายืนพูดกับพี่น้องจนทุกวันนี้หรอก พี่น้องเชื่อคำว่าฟ้าดินลงโทษบ้างไหม ใครเชื่อปรบมือให้ผมได้ยินหน่อย

พี่น้องครับ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2552 ไล่มาจนวันนี้ พี่น้องสังเกตให้ดีๆ ฟ้าดินลงโทษทางใต้อย่างมหาศาล ที่พูดเช่นนี้พูดด้วยความเห็นใจ เข้าใจ และสงสารคนใต้ แต่กำลังจะบอกพี่น้องว่า คิดให้ดีๆ เชื่อ ไม่เชื่อ ว่าไป แต่เกิดมาใน 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่กันยายน 52 มาจนกระทั่งถึงต้นปี 54 ในประวัติศาสตร์ทางใต้ไม่เคยมีช่วงไหนที่จะมีอุทกภัยและภัยพิบัติมากเท่า ช่วงที่สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วดูแลประเทศไทยเลย

พี่น้องเอาไปคิดให้ดีๆ สมัยทักษิณ ชินวัตร ปกครองประเทศไทยอยู่ น้ำท่วมเชียงใหม่ ใช่/ไม่ใช่ ใครที่มาจากสุราษฎร์ฯ ยกมือหน่อยสิ กลับบ้านไปแล้ว อ่ออยู่คนเดียว คนสุราษฎร์ฯ ที่พุนพิน ซึ่งเป็นพื้นที่สุเทพ บอกว่าเกิดมาตั้งแต่สมัยปู่ สมัยย่า ไม่เคยเห็นน้ำท่วมพุนพินเยอะขนาดนี้ จริงๆ แล้วก็คือการที่ฟ้าดินลงโทษ เพื่อล้าง จ.สุราษฎร์ธานี ให้พ้นจากนักการเมืองชั่วๆ

23 มีนาคม 26-30 กันยายน 2552 ตุลาคม-ธันวาคม 2553 น้ำท่วมหนัก จังหวัดที่ประสบภัยมากที่สุดก็คือทางใต้ หาดใหญ่ พัทลุง 23 มีนาคม ปัจจุบัน น้ำท่วม ดินถล่มในภาคใต้ หลายจังหวัดได้รับความเสียหายหนัก พัทลุง นคร ตรัง ระนอง ชุมพร”

ชี้ถ้าบ้านเมืองมีการรักษาศีล จะไม่เสียหายขนาดนี้ จึงให้โหวตโนสั่งสอนนักการเมือง

พี่น้องครับ เรื่องภัยพิบัติผมเคยเตือนพี่น้องแล้วใช่ไม่ใช่ว่าให้ระวัง ไปถามผู้ทรงธรรม ไปถามพ่อแม่ครูอาจารย์ บอกว่าน้ำจะท่วมโลก จะท่วมประเทศไทย เฉพาะคนที่มีธรรม คนที่ภาวนา คนที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่จะอยู่รอด พี่น้องครับ อย่างที่ผมเคยบอกว่า พ่อแม่ครูอาจารย์พูดมานานแล้วว่าถึงที่สุดแล้ววันหนึ่งเมืองไทย ภาคใต้จะไม่เหลือ จะเหลือเฉพาะอีสานและเหนือ นี่คือคำทำนายของพ่อแม่ครูอาจารย์ เชื่อไม่เชื่ออย่ามาถามผม

“พี่น้องภัยธรรมชาติ เกิดขึ้นเพราะใครทำให้เกิด มนุษย์ใช่ไหม และนักการเมือง ถ้าบ้านเมืองของเรามีความสงบ มีธรรมนำหน้า มีการรักษาศีล ไม่มีนักการเมืองชั่วๆ แล้ว บ้านเมืองจะไม่มีวันเสียหายมากขนาดนี้ นี่เราเสียหายในรูปตัวเลขทางเศรษฐกิจ จากการคอรัปชั่น เราเสียหายจากภัยพิบัติ ยังไม่นับการสูญเสียจากศีลธรรม ยังไม่นับการสูญเสียจากคนไร้ซึ่งจริยธรรม ยังไม่นับการสูญเสียถึงคนที่มีหน้าที่ต้องทำไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการ แล้วไม่ได้ทำหน้าที่ของทหาร และตำรวจให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นแล้วชาติบ้านเมืองวันนี้ เหมือนกำลังจะถูกสาปแช่งครั้งใหญ่ที่สุด ถ้าเรายังไม่รีบปรับปรุง ขยับเพื่อให้ชาติบ้านเมืองดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้อย่างอหิงสาของพวกเรา ณ วันนี้คือการโหวตโน เพราะการโหวตโนโดยหลักสั้นๆ พี่น้องให้จำเอาไว้ การโหวตโนคือการสั่งสอนนักการเมืองว่า กูไม่เอากับพวกมึงอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วพี่น้อง การโหวตโน คือการออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ด้วยการเข้าคูหาแล้วกาโหวตโน ไม่ได้ผิดกฎหมาย เป็นประชาธิปไตยเต็มตัว เมื่อเราปฏิเสธ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ เมื่อเราปฏิเสธการเมืองแบบนี้ วิธีปฏิเสธของเรามี 2 วิธี วิธีหนึ่งคือ นอนหลับทับสิทธิ์ เราไม่ออกไปเลย แต่วิธีหนึ่งซึ่งผมส่งเสริมและพวกเราต้องทำกันให้ได้ คือ ออกไปใช้สิทธิ์ แต่บอกว่าใช้สิทธิ์ที่จะโหวตโน”

ที่มา: เรียบเรียงจาก

เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 984 ประจำวันที่ 8 เมษายน 2554 และ ASTVผู้จัดการออนไลน์

จดหมายเปิดผนึก Thai PBS ‘ทีวีที่คุณวางใจจริงหรือ?..’

ที่มา ประชาไท

เรียน ผู้บริหาร Thai PBS
ก้าวสู่ปีที่ 4 อัตลักษณ์ใหม่ Thai PBS ทีวีสาธารณะ ที่ภาคประชาชนคาดหวังว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการทีวีบ้านเรา และนำไปสู่การปฏิรูปสื่อทั้งระบบในอนาคตข้างหน้า จากช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา Thai PBS ก็ได้พิสูจน์ให้พวกเราเห็นแล้วในระดับหนึ่ง ด้วยกระบวนการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เช่น การมีสภาผู้ชมผู้ฟังที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้สะท้อนความคิดเห็นกับ Thai PBS มีช่วงนักข่าวพลเมืองให้คนในพื้นที่ได้นำเสนอเรื่องราวในชุมชนของตนเองสู่สาธารณะ มีสถานีภูมิภาคเพื่อการเข้าถึงสื่อของคนท้องถิ่น ตลอดจนการมีพื้นที่ทางสื่อให้กับการเคลื่อนไหวภาคประชาชน โดยการเกาะติดประเด็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของทุนและรัฐ ดังเช่น กรณีผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เหมืองแร่ หรือแม้แต่ภัยพิบัติต่างๆ เป็นต้น
ดังได้กล่าวมาแล้ว เมื่อแนวทางการดำเนินงานของ Thai PBS มาประจวบเหมาะกับความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นสื่อทีวีเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสร้างสรรค์สังคม โดยไม่มีทุนและรัฐคอยครอบงำ หรือชี้นำทิศทางการนำเสนอเหมือนช่องอื่นๆ จึงเกิดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน จนกล้าพูดได้เต็มปากว่า “ทีวีไทย ทีวีของประชาชน” หรือ “ทีวีไทยคือทีวีของเรา” เพื่อผลักดันไปสู่การปฏิรูปประเทศไทย
อย่างไรก็ดี จากการนำเสนอข่าว (ภาคค่ำ) กรณีโครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ของ Thai PBS เมื่อวันที่ 17 ก.พ.54 ในประเด็นการจ่ายเงินค่าลอดใต้ถุนของบริษัทเหมืองแร่ และเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 54 ประเด็นข่าวการจัดเวทีเวทีสาธารณะรับฟังความคิดเห็นต่อการกำหนดขอบเขตและแนวทางการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Public Scoping) ที่เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ ซึ่งมีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างฝ่ายชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีกับพนักงานบริษัทเหมืองแร่ และมวลชนที่บริษัท จัดตั้งมา จึงทำให้ชาวบ้านในพื้นที่อดคิดไม่ได้ว่า ตกลง Thai PBS คือ “ทีวีของเรา หรือทีวีของทุน” เพราะดูแล้วเหมือนช่วยทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์โครงการฯ ให้กับบริษัทฯ อีกแรงหนึ่งได้เป็นอย่างดี (ข่าวการจ่ายค่าลอดใต้ถุนเมื่อวันที่ 17 ก.พ.)
ขณะเดียวกันในวันที่ 5 เม.ย. บริษัทเหมืองแร่ ก็จัดฉาก วางสคริปให้นักข่าวถ่ายทำ โดยให้ซองขาวซื้อนักข่าวหัวละ 500 บาท ซึ่งน่าสลดใจ เนื่องจากว่าไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี และไม่มีจรรยาบรรณของนักข่าวเลยจริงๆ (เพราะแพงกว่าค่าหัวม็อบฝ่ายสนับสนุนที่บริษัทฯ จ้างมา 300 บาท เท่านั้น) เพื่อทำลายภาพลักษณ์การเคลื่อนไหวของชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ แต่ไม่ได้อธิบายเนื้อหาและที่มาที่ไปของเวทีว่าทำไมชาวบ้านถึงต้องออกมาคัดค้าน!
Thai PBS เป็นช่องทีวีที่ชาวบ้านในพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี ให้ความไว้วางใจ เฝ้าติดตาม และให้ความร่วมไม้ร่วมมือด้วยดีเสมอมา จนเกิดกระแสการตื่นตัวของชาวบ้านต่อการเลือกรับชมสื่อทีวีช่องนี้(มากกว่าช่องละครน้ำเน่า หรือเกมโชว์สมองฝ่อ) ทั้งนี้ เราก็เข้าใจว่าการทำข่าวใน 2 ครั้งที่ผ่านมาเป็นผลงานของสตริงเกอร์ที่อยู่อุดรฯ (สื่อส่วนใหญ่ในจังหวัดอุดรฯ ถูกบริษัทเหมืองแร่ซื้อตัวแล้ว) แต่เราก็ยังคลางแคลงใจและเห็นว่าหัวหน้าฝ่ายข่าว หรือใครก็ตามที่มีอำนาจหน้าที่ในตรงนี้ควรจะสกรีนข่าว และมีวิจารณญาณก่อนนำเสนอมากกว่านี้ เพราะเท่าที่ดูรายชื่อและเกียรติประวัติของฝ่ายข่าว Thai PBS แล้ว คงไม่ใช่ “นักข่าวพลเมือง” เป็นแน่
อย่างไรก็ดี เราไม่ได้บอกว่า Thai PBS จะต้องมาเข้าข้างพวกเราหรอก แต่ Thai PBS ควรนำเสนอในทุกแง่มุมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ให้สมกับที่บอกว่าเป็นช่องทีวีที่มี “คุณธรรม สร้างสรรค์สังคม” และควรสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับวงการสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะระบบสตริงเกอร์ข่าวที่หากินกับรัฐและทุนท้องถิ่น เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว Thai PBS ก็จะยังคงล้าหลังเหมือนสื่อช่องอื่นๆ อยู่ดี และเมื่อเป็นเช่นนี้ “เราจึงละล้าละลังที่จะวางใจคุณ”
สุดท้าย เราก็คงไม่เรียกร้องอะไรจาก Thai PBS เพียงแต่คาดหวังว่า Thai PBS หรือสื่อสารมวลชนทุกแขนงในบ้านเราจะมีทัศนคติที่ดีต่อการเคลื่อนไหวของขบวนการชาวบ้านที่รวมตัวกันลุกขึ้นมาปกป้องถิ่นฐาน และทรัพยากรท้องถิ่น ตลอดจนการมีจริยธรรมกับการทำสื่อ และจิตสำนึกสาธารณะ มากกว่าการสยบยอมเป็นเครื่องมือของรัฐและทุน... เพราะสื่อเป็นพลังสำคัญที่จะร่วมสร้างสังคมใหม่ให้เกิดความเป็นธรรมแก่ชุมชนท้องถิ่น และการปฏิรูปประเทศไทย
ด้วยจิตคารวะ
กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี
กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
ศูนย์สื่อชุมชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ศสธ.)
กลุ่มสื่อคนฮักถิ่น นักข่าวพลเมือง จังหวัดอุดรธานี
จุดปฏิบัติการเรียนรู้วิทยุชุมชนคนฮักถิ่น
ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน
ชมรมนักศึกษาเพื่อการพัฒนา (ชนพ.)
อาศรมบ่มเพาะความคิดและจิตวิญญาณ
อาศรมสหธรรมิก

จรัล ดิษฐาภิชัย: แถลงการณ์ 1 ปี ของการปราบปรามคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
9 เมษายน 2554



วัน ที่ 10 เมษายน 2554นี้ เป็นวาระของการครบรอบ 1 ปีแห่งการเริ่มต้นการปราบปรามการชุมนุมของประชาชน ภายใต้การนำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)หรือคนเสื้อแดง โดยชุมนุมประชาชน โดยสงบและปราศจากอาวุธมาตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม 2553 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจธิปไตยแก่ประชาชน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 25 คน บาดเจ็บกว่า 800 คน การปราบปรามดังกล่าวมาจากนโยบายและมาตรการทางการทหารของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มจากประกาศใช้ พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร การประกาศภาวะฉุกเฉิน และใช้กำลังทหาร ตำรวจกว่า 50,000 นาย ปิดล้อมที่ชุมนุม โดยเฉพาะทหาร ใช้อาวุธสงคราม หนุ่วยแม่นปืน(สไนเปอร์ )ยิงฝูงชน เครื่องบินทิ้งระเบิดแก๊สน้ำตา และการปราบปรามดำเนินต่อมาถึงวันที่ 19 พฤษภาคม ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 91 คน และบาดเจ็บเกือบ 2000 คน และถูกจับกุมคุมขัง 400 กว่าคน พร้อมกับประกาศเคอร์ฟิวส์ ในหลายสิบจังหวัดทั่วประเทศ

1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เพียงแต่ไม่ยอมรับความผิดในการปราบปรามคนเสื้อแดง เท่านั้น หากยังคงรักษากฎหมายความมั่นคง ข่มขู่คุกคามและจับกุมคุมขังคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่องมาอีกหลายเดือน แม้จะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงและปรองดองแห่งชาติ และการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปอีกหลายชุด แต่เป็นเพียงการหลอกหลวง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลเท่านั้น ไม่มีผลในทางปฏิบัติใดๆ

ขณะ เดียวกัน นปช. หรือ ขบวนการคนเสื้อแดงฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว จนขยายตัวเติบใหญ่ เป็นขบวนการประชาธิปไตยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คนเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เรียกร้องให้ดำเนินคดีผู้ร่วมสังหารประชาชนในกรณี10 เมษายน และ19 พฤษภาคม 2553 และขอให้ดำเนินคดีกับแกนนำและผู้ชุมนุมอย่างยุติธรรม มิใช่สองมาตรฐานเหมือนที่กระทำอยู่ ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปกครองกับประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ยังคงเป็นวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นและดำรงมา 4 ปี เพื่อคลี่คลายวิกฤติ จะต้องดำเนินคดีกับผู้ปราบปรามอย่างนองเลือดในวันที่ 10 เมษายน จนถึง 19 พฤษภาคม 2553 รัฐสภาจะต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมต่อผู้ชุมนุมทางการเมืองทุกฝ่าย และต้องจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ขอ เรียกร้องต่อประชาคมโลก ทั้งภาครัฐและเอกชนให้สนใจวิกฤติการณ์ประเทศไทย โดยเฉพาะให้สนับสนุนการเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังจะมีขึ้น ให้เป็นไปโดยเสรีและยุติธรรม หากประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ย่อมมีผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอำนวยประโยชน์ต่อ นานาชาติไม่มากก็น้อย

จรัล ดิษฐาภิชัย

* * * * * * * * *

Statement on the First Anniversary of Red Shirts Suppression

10 April 2011 marks the first anniversary of the start of the suppression of people protest for democracy.

The protest was organized under the leadership of United Front for Democracy against Dictatorship (UDD) or the Red Shirts. The peaceful assembly began on 14 March 2010 without weapons.

They called for the government of Mr. Abhisit Vejjajiva to dissolve the parliament, returning the power to the people through new election, the result--- 25 deaths, and 800 injures.

The crackdown of the people derived from the strategy of not solving the political problems politically. They chose to use military force. Start with Internal Security Act. State of Emergency declared. More than 50,000 military and police personal deployed to surround the demonstrators. Armed with deathly weapons, sniper units, helicopters to drop tear gas, the crackdown continued until 19 May 2010, the death toll rose to 91, more than 2000 injures, and over 400 people arrested, dozens provinces throughout the country under curfew.

In the year past, the government not only not admitting the wrong doings in the cracking down of the Red Shirts, but also continued to use the Security Act to intimidate and made arbitrary arrests for months. Despite the setting up of Truth and Reconciliation Commission, and many others ‘Reform Commissions’, it is a trick to legitimize the government, and none of the recommendations have any practical effect.

In the mean time, the UDD or the Red Shirt movement revived rapidly. It became the largest Democracy Movement in Thailand for genuine democracy. They called for the prosecution of those involved in 10 April and 19 May 2010 massacre. They called for fair trials for all of arrested leaders, not double standard as is usually employed.

I urge the international community, both governmental and private, to pay attention to crisis in Thailand. Especially I urge all to support the upcoming election, and help ensure it is free and fair.

If Thailand were completely democratic, it would help stabilize Southeast Asian region, and will be beneficial to all International community. Jaran Ditapichai
* * * * * * * * *


ข่าวที่ผ่านมา จรัล ดิษฐาภิชัย: 4 ปี หลังการรัฐประหาร – 19 กันยายน 2549

จดหมายน้อยถึงบาดหลวง "ผมรู้สึกสมเพชตัวเอง…..ที่เกิดมาเป็นคาทอลิก...."

ที่มา Thai E-News


โดย คาทอลิกไทยในอเมริกา
9 เมษายน 2554



สวัสดีครับคุณพ่อ

ไม่ได้ติดต่อคุณพ่อมานาน
ไม่ทราบตอนนี้ไปประจำอยู่ที่ไหนแล้ว
และยังสบายดีอยู่ใช่ไหมครับ

ที่ผมอีเมล์มาอยากบอกคุณพ่อ
อยากระบายความในใจให้ฟัง
ว่าผมรู้สึกหดหู่ใจและสมเพสตัวเองจริงๆ
ที่เกิดมาเป็นคาทอลิกแต่ไม่สามารถช่วย
พี่น้องคนไทยที่ถูกอำมาตย์ชั่วและรัฐบาลเลว
กดขี่ ข่มเหงรักแก อย่างไร้ความเป็นธรรมได้


และผมก็ไม่เคยเห็นผู้นำคาทอลิกท่านใดไม่ว่าระดับไหน
ยึดอกออกมาประกาศจุดยืน เพื่อนำความเป็นธรรม
ให้กับสังคมไทยและปกป้องผู้ถูกกดขี่
ไม่ว่าผู้นั้นจะร่ำรวยหรือยากจน
ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนาใด
ผมไม่เคยเห็นจริงๆ....

ในความรู้สึกของผม....
ผู้นำคาทอลิกในประเทศไทยช่างขลาดกลัวเสียจริงๆ

นอกจากไม่มีผู้นำคาทอลิกท่านใด
ยืดอกออกมาช่วยสังคมที่ถูกกดขี่แล้ว
หนำซ้ำ กลับมีสถาบันคาทอลิกบางแห่ง
ยกย่อง เอาใจรัฐบาลเลวและผู้ปกครองชั่วมาโดยตลอด
ยกตัวอย่าง ABAC โพล ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง
เลียแข้งเลียขาอำมาตย์และรัฐบาลในการทำโพลแทบทุกครั้ง

เพราะไม่เคยเห็นหัวประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ
เพราะไม่เคยมีความเป็นธรรมอยู่ในหัวใจ
สถาบันการศึกษาในเครือคาทอลิกแห่งนี้
จึงขาดสำนึกและไร้มโนธรรมของความถูกต้องชั่วดี
ร่วมมือกับผู้ปกครองชั่วๆ อำมาตย์เลวๆ
ย่ำยี่กดขี่รังแกผู้ยากไร้ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ด้วยโพลที่บิดเบือน สร้างความชอบธรรมให้กับผู้ปกครองไทย
นำไปอ้างอิงเพื่อเหยียบย่ำประชาชนต่อไป

มันช่างน่าสมเพชจริงๆ
สถาบันการศึกษาคาทอลิกสามารถทำเรื่องเลวๆแบบนี้ได้

ABAC ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในเครือคาทอลิก
ทำโพลออกมาแต่ละครั้งขัดแย้งกับข้อเท็จจริง
และฝืนความรู้สึกของประชาชน
และมันจะนำไปสู่การเกลียดชังในที่สุด

โพลที่ทำออกมา ปลิ้นปล้อนสิ้นดี
มันน่าละอายที่สถาบันการศึกษาในเครือข่ายของคาทอลิก
ปลิ้นปล้อนหลอกลวงประชาชนเพียงเพื่อเลียแข้งเลียขาฝ่ายปกครอง

หรือว่าองค์กรคาทอลิกในประเทศไทย
มิได้ตั้งขึ้นและคงอยู่เพื่อประชาชน...แต่เพื่อฝ่ายปกครองเท่านั้น
ไม่ว่าฝ่ายปกครองจะเลว หรือชั่วช้าเพียงใด ก็ต้องเลียแข้งเลียขา
สนับสนุนอุ้มสม เพื่อให้สมประโยชน์กันไป

นอกจากเรื่องโพลของ ABAC
คราวนี้มาถึงตำราเรียนของโรงเรียนในเครือข่ายคาทอลิก
ที่ช่างหาญกล้าเขียนตำราเรียนใส่หัวนักเรียนว่า
คนสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง

ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงยังไม่เป็นที่ยุติ
และศาลก็ยังมิได้พิจารณาตัดสินคดีความใด ๆ
คดียังอยู่ในขั้นการสืบสวนสอบสวน

และในปัจจุบันความจริงก็ค่อยๆปรากฎขึ้นเรื่อยๆว่า
คนเสื้อแดงที่มีเพียงมือเปล่าๆเป็นผู้ถูกใส่ร้าย

แต่โรงเรียนในเครือข่ายของคาทอลิก
กลับตัดสินและบันทึกไว้ในตำราเรียน
ว่าคนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมือง

โรงเรียนในเครือข่ายคาทอลิก โปรดสำเหนียก
ใครแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้พิพากษาตั้งแต่เมื่อใด

เราชาวคาทอลิกได้รับการสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กมิใช่หรือ
ว่าอย่าพิพากษาผู้อื่น เพราะสิทธิในการพิพากษานั้น
เป็นของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

และเราก็ได้ร้บการสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กมิใช่หรือว่า
“จงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเราเอง”
การกระทำของสถาบันคาทอลิกที่ผมยกตัวอย่างมาข้างต้น
เป็นการรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเราเอง
อย่างที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสอนไว้หรือไม่
คุณพ่อคงมีคำตอบ....

เรากำลังมองเห็นเศษผงในตาของผู้อื่น
แต่กลับไม่มองดูท่อนซุงในตาของตนเอง
คุณพ่อว่าจริงไหม

และที่สำคัญ
พระเยซูเจ้าได้ทรงตรัสไว้ว่า
เมื่อการพิพากษาครั้งสุดท้ายมาถึง
พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงถามท่านว่า ท่านได้ทำอะไรมาบ้างในโลกนี้

แต่จะทรงถามว่า
ท่านได้ปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างยุติธรรมหรือไม่

ตัวอย่างที่ผมยกมาข้างต้น
คุณพ่อว่า สถาบันคาทอลิกได้ปฎิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างยุติธรรมหรือไม่

จึงระบายมาให้ฟัง

ด้วยความเคารพ

“คาทอลิกไทยในอเมริกา”

ในสภาวะที่ทุกหลักการในประเทศไทยถูกฉีกกระจุย "ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน" รับรองสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์

ที่มา Thai E-News


ประเทศไทยเป็นหนึ่งใน 45 ประเทศร่วมก่อตั้งสหประชาชาติในปี 2488 และร่วมเซ็นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2491

ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนที่ตระหนักในศักดิ์ศรีแห่งมนุษยชาติทุกชีวิตบนพื้นพิภพว่าเท่าเทียมกันและได้รับการคุ้มครองเสมอเหมือนกัน



สำนักงานสหประชาชาติประจำประเทศไทยเขียนเรื่องบทบาทของระบบสหประชาชาติในไทย ไว้ว่า . .
ไทยเป็นประเทศผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่งของสหประชาชาติ ประเทศไทยได้ส่งบุคลากรไปร่วมกับกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ และรับรองมติด้านสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาและสนธิสัญญาเกี่ยวกับแรงงานและสิ่งแวดล้อม องค์กรสหประชาชาติระดับภูมิภาคเป็นจำนวนมากจัดตั้งสำนักงานในกรุงเทพฯ รวมทั้งคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิกแห่ง สหประชาชาติ (UN Economic and Social Commission for Asia and the Pacific - UNESCAP) และสำนักงานระดับภูมิภาคที่เพิ่งเปิดใหม่ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme - UNDP-RCB)
ในสภาวะที่ความเชื่อถือในกระบวนการ นิติบัญญัติ ตุลาการ และรัฐสภาไทย อยู่ในช่วงตกต่ำ ไร้หลักการ ทั้งสังคมสับสน หวาดหวั่น และไม่แน่ใจว่า "อะไรคือหลักการที่ถูกต้อง ยุติธรรม และชอบธรรม" ที่ควรยึดถือปฏิบัติ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ที่ไทยให้สัตยาบัญนับตั้งแต่ปี 2491 คือแม่แบบแห่งหลักการประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเท่าเทียมที่มนุษย์ในทุกสังคมต่างปราถนา

ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุที่การยอมรับศักศรีประจำตัวและสิทธิที่เสมอกันไม่อาจโอนแก่กันได้ของสมาชิกทั้งปวงแห่งครอบครัวมนุษย์ เป็นรากฐานของเสรีภาพ ความยุติธรรมและสันติภาพ

ด้วยเหตุที่การเฉยเมยและดูหมิ่นเหยียดหยามสิทธิมนุษย์ด้วยกันเอง ได้ก่อให้เกิดการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนทารุณ กระทบกระเทือนมโนธรรมของมนุษยชาติอย่างรุนแรง โดยเหตุที่ได้มีการประกาศปณิธานสูงสุดของสามัญชนว่า ถึงวาระแห่งโลกแล้วที่นมุษย์จะมีเสรีภาพในการพูด ในความเชื่อถือ และทั้งมีเสรีภาพจากความกลัวและความต้องการ

ด้วยเหตุที่เป็นสิ่งจำเป็นที่สิทธิมนุษยชนควรได้รับการคุ้มครองโดยหลักนิติธรรม ถ้าไม่ต้องการให้มนุษย์ถูกบีบบังคับ ให้หาทางออกโดยการกบฎต่อทรราชย์และการกดขี่อันเป็นที่พึ่งสุดท้าย

ด้วยเหตุที่เป็นสิงจำเป็นที่จะส่งเสริมการพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างชาติต่างๆด้วยเหตุที่บรรดาประชาชนแห่งสหประชาชาติได้ยืนยันไว้ในกฎบัตร ถึงความเชื่อมั่นในสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในศักดิ์ศรีและคุณค่าของตัวบุคคล และความเสมอกันแห่งสิทธิทั้งชายหญิง และได้ตัดสินใจที่จะส่งเสริมความก้าวหน้า ทางสังคมตลอดจนมาตฐานแห่งชีวิตให้ดีขึ้น มีเสรีภาพมากขึ้น

ด้วยเหตุที่รัฐสมาชิกได้ปกฏิญาณที่จะให้ได้มา โดยการร่วมมือกับสหประชาชาติ ซึ่งการส่งเสริม การเคารพ และการถือปฎิบัติโดยสากลต่อสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ด้วยเหตุที่ความเข้าใจตรงกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ มีความสำคัญยิ่ง เพื่อให้คำปฎิญาณนี้เกิดสัมฤทธิ์ผลอย่างเต็มเปี่ยม

ดังนั้น ณ บัดนี้ สมัชชา จึงขอประกาศให้....

ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นมาตราฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จ สำหรับประชาชนทั้งหลายและประชาชาติทั้งปวง ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้ปัจเจกบุคคล ทุกผู้ทุกนามและองค์กรของสังคมทุกหน่วย โดยการรำลึกเสมอถึงปฏิญญานี้ พยายามสั่งสอนและให้การศึกษาเพื่อส่งเสริม การเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ ด้วยมาตรการที่เจริญก้างไปข้างหน้า ทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับและถือปฎิบัติต่อสิทธิเหล่านั้น อย่างเป็นสากลและได้ผล ทั้งในหมู่ประชาชนของรัฐสมาชิกเอง และในหมู่ของประชาชนแห่งดินแดน ที่อยู่ภายใต้ดุลอาณาของรัฐสมาชิกดังกล่าว.

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อ 1

มนุษยทั้งหลายทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฎิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง

ข้อ 2

บุคคลชอบที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตามที่ระบุไว้ในปฏิญญานี้ ทั้งนี้โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่างในเ รื่องใดๆ เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่นใด ชาติหรือสังคมอันเป็นที่มาเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นใด

นอกจากนี้การจำแนกข้อแตกต่าง โดยอาศัยมูลฐานแห่งสถานะทางการเมือง ทางดุลอาณาหรือทางเรื่องระหว่างประเทศของประเทศ หรือดินแดนซึ่งบุคคลสังกัดจะทำมิได้ ทั้งนี้ไม่ว่าดินแดนดังกล่าวจะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดแห่งอธิปไตยอื่นใด

ข้อ 3

บุคคลมีสิทธิในการดำเนินชีวิต ในเสรีธรรมและในความมั่นคงแห่งร่างกาย

ข้อ 4

บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาระจำยอมใดๆมิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม้ได้ทุกรูปแบบ

ข้อ 5

บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฎิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหด ไร้มนุษยธรรมหรือเหยียดหยามเกียรติมิได้

ข้อ 6

ทุกๆคนมีสิทธิที่จะได้รับ การยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมาย ไม่ว่า ณ ที่ใดๆ

ข้อ 7

ทุกๆคน ต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฎิบัติใดๆ ทุกคนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอหน้าจากการเลือกปฎิบัติใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฎิบัติเช่นนั้น

ข้อ 8

บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอย่างได้ผล โดยศาลแห่งชาติซึ่งมีอำนาจเนื่องจากการกระทำใดๆ อันละเมิดต่อสิทธิขั้นมูลฐาน ซึ่งตนได้รับจากรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย

ข้อ 9

บุคคลใดจะถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้

ข้อ 10

บุคคลชอบที่จะเท่าเทียมกันอย่างบริบูรณ์ ในอันที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย โดยศาลที่เป็นอิสระและ ไร้อคติ ในการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนข้อที่ตนถูกกล่าวหาใดๆ ทางอาญา

ข้อ 11

บุคคลที่ถูกกล่าวหาด้วยความผิดทางอาญา มีสิทธิ์ที่จะได้รับการสันนิฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะจะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี

บุคคลใดจะถูกถือว่ามีความผิดอันมีโทษทางอาญาใดๆ ด้วยเหตุที่ตนได้กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ ซึ่งกฎหมายของประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่ได้กระทำนั้นมิได้ถูกระบุว่ามีความผิดทางอาญามิได้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นหนักกว่าโทษที่ใช้อยู่ในขณะที่การกระทำความผิดทางอาญานั้นเกิดขึ้นมิได้

ข้อ 12

การเข้าไปสอดแทรกโดยพลการในกิจส่วนตัว ครอบครัว เคหะสถาน การส่งข่าวสาร ตลอดจนการโจมตีต่อเกียรติยศและ ชื่อเสียงของบุคคลนั้นจะทำมิได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจากการสอดแทรก และการโจมตีดังกล่าว

ข้อ 13

บุคคลมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและในถิ่นที่อยู่ภายในขอบเขตดินแดนของแต่ละรัฐ

บุคคลมีสิทธิที่จะเดินทางออกนอกประเทศใดๆ รวมทั้งของตนเอง และมีสิทธิที่จะกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน

ข้อ 14

บุคคลมีสิทธิที่จะแสวงหาและพักพิงในประเทศอื่นๆ เพื่อลี้ภัยจากการถูกกดขี่ข่มเหง

สิทธินี้จะถูกกล่าวอ้างมิได้ในกรณีการฟ้องคดี ซึ่งโดยจากความจริงเกิดจากความผิดที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง หรือจากการกระทำที่ขัดต่อความมุ่งประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ

ข้อ 15

บุคลลมีสิทธิในการถือสัญชาติ

การถอนสัญชาติโดยพลการ หรือปฎิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติ ของบุคคลใดนั้น จะกระทำมิได้

ข้อ 16

ชายหญิงเมื่อเจริญวัยบริบรูณ์แล้ว มีสิทธิที่จะสมรสและสร้างครอบครัว โดยไม่มีการจำกัดใดๆเนื่องจาก เชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนา บุคคล ชอบที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องการสมรส ในระหว่างการสมรส และในการขาดจากการสมรส

การสมรสจะกระทำได้โดยการยินยอมอย่างเสร ี และเต็มใจ ของคู่ที่ตั้งใจจะกระทำการสมรส

ครอบครัวคือ กลุ่มซึ่งเป็นหน่วยทางธรรมชาติและพื้นฐานทางสังคม และชอบที่จะได้รับความคุ้มครองโดยสังคมและรัฐ

ข้อ 17

บุคคลมีสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยลำพังตนเอง และโดยการร่วมกับผู้อื่น

การยึดเอาทรัพย์สินของบุคคลใดไปเสียโดยพลการจะกระทำมิได้

ข้อ 18

บุคคลมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะเปลี่ยนศาสนา หรือความเชื่อ และเสรีภาพที่จะแสดงให้ศาสนาหรือความเชื่อประจักษ์ในรูปแบบการสั่งสอน การปฎิบัติกิจ การเคารพสักการะบูชา สวดมนต์ และพิธีกรรม ไม่ว่าจะโดยลำพังตนเอง หรือร่วมกับผู้อื่นในประชาคม ในที่สาธารณะหรือในที่ส่วนตัว

ข้อ 19

บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในความเห็น และการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะยึดมั่น ในความคิดเห็นโดยปราศจากการสอดแทรก และที่จะแสวงหารับ ตลอดจนการแจ้งข่าว รวมทั้งความคิดเห็นโดยผ่านสื่อใดๆ โดยมิต้องคำนึงถึงเขตแดน

ข้อ 20

บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม และสมาคมโดยสงบ

การบังคับให้บุคคลเป็นเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมจะกระทำมิได้

ข้อ 21

บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมในรัฐบาลของตนไม่ว่าจะโดยหรือผู้แทนที่ผ่านการเลือกอย่างเสรี

บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าถึงการบริการสาธารณะในประเทศของตน

เจตจำนงของประชาชน จะเป็นฐานอำนาจของรัฐบาล เจตจำนงนี้จะแสดงออกโดยการเลือกตั้ง เป็นครั้งเป็นคราวอย่างแท้จริง โดยการให้สิทธิออกเสียงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมและโดยการลงคะแนนลับ หรือโดยวิธีการลงคะแนนอย่างเสรี

ข้อ 22

ในฐานะสมาชิกของสังคม ด้วยความเพียรพยายามของชาติตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศ และโดยสอดคล้องกับการจัดระเบียบและทรัพยากรของแต่ละรัฐบุคคลมีสิทธิในความมั่นคงทางสังคม และชอบที่จะได้รับผลแห่งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจำเป็นต่อศักดิ์ศรีและการพัฒนาบุคลิกภาพ อย่างเสรีของตน

ข้อ 23

บุคคลมีสิทธิที่จะทำงาน และเลือกงานอย่างเสรี และมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและพอใจ ที่จะได้รับการคุ้มครองจากการว่างงาน

บุคคลมีสิทธิที่จะรับค่าตอบแทนเท่ากัน สำหรับการทำงานที่เท่ากัน โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติใดๆ

บุคคลที่ทำงานมีสิทธิในรายได้ซึ่งยุติธรรม และเอื้อประโยชน์เฟื่อเป็นประกันสำหรับตนเอง และครอบครัวให้การดำรงค์มีด่าควรแก่สักดิ์ศรี ของมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆ เพิ่มเติม

บุคคลมีสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน เพื่อคุ้มครองผลประดยชน์ของตน

ข้อ 24

บุคคลมีสิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง รวมทั้งการจำกัดเวลาทำงานที่ชอบด้วยเหตุผล และมีวันหยุดเป็นครั้งคราวที่ได้รับค่าตอบแทน

ข้อ 25

บุคคลมีสิทธิในมาตราฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับตนเองครอบครัว รวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลและบริการทางสังคมที่จำเป็น และสิทธิในความมั่นคงในกรณีย์ว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เป็นหม้าย วัยชรา หรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพ อื่นใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนควบคุมได้

มารดาและบุตรชอบที่จะได้รับการดูและความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุตรในหรือนอกสมรส ย่อมได้รับการคุ้มครอง ทางสังคมเช่นเดียวกัน

ข้อ 26

บุคคลมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์โดยไม่คิดมูลค่า อย่างน้อยที่สุดในขั้นประถมศึกษษ และขั้นพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ ขั้นเทคนิคและประกอบอาชีพเป็นการศึกษาที่ต้องจัดให้มีโดยทั่วๆไป ขั้นสูงสุดเป็นขั้นที่จะเปิดให้ทุกคนเท่ากันตามความสามารถ

การศึกษาจะมุ่งไปทางการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมพลังการเคารพสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานให้แข็งแกร่ง และมุ่งเสริมความเข้าใจ ขันติและมิตรภาพระหว่างประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติและศาสนา และจะมุ่งขยายกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อธำรงสันติภาพ

ผู้ปกครองมีสิทธิก่อนผู้อื่นที่จะเลือกชนิดของการศึกษา สำหรับบุตรหลานของตน

ข้อ 27

บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมการใช้ชีวิตทางวัฒนธรรมในประชาคมออย่างเสรี ที่จะพึงพอใจในศิลปะและมีส่วนในความคืบหน้า และผลประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์

บุคคลมีสิทธิในการได้รับการคุ้มครองประโยชน์ทางด้านศีลธรรม และทางวัตถุอันเป็นผลได้จากการประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปธที่ตนเป็นเจ้าของ

ข้อ 28

บุคคลชอบที่จะได้รับประโยชน์จากระเบียบสังคมและระหว่างประเทศ อันจะอำนวยให้การใช้สิทธิและเสรีภาพบรรดาที่ได้ระบุไว้ใน ปฏิญญานี้ทำได้อย่างเต็มที่

ข้อ 29

บุคคลมีหน้าที่ต่อประชาคมอันเป็นที่เดียวซึ่งบุคลิกภาพของตนจะพัฒนาได้อย่างเสรีเต็มความสามารถ

ในการใช้สิทธิและเสรีภาพบุคคลต้องอยู่ภาพใต้เพียงเช่นที่จำกัดโดยกฎหมายเฉพาะเพื่อความมุ่งประสงค์ ใหเได้มาซึ่งการยอมรับ และเคารพในสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดขอลศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการโดยทั่วๆไป ในสังคมประชาธิปไตย

สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ มิว่าด้วยกรณีย์ใด จะใช้ขัดกับความมุ่งประสงค์และหลักการ ของสหประชาชาติไม่ได้

ข้อ 30

ข้อความต่างๆตามปฏิญญานี้ ไม่เปิดช่องที่จะแปลความได้ว่า ให้สิทธิใดๆแก่รัฐ กลุ่มชนหรือบุคคลใดๆ ที่จะประกอบกิจกรรม หรือกระทำการใดๆ อันมุ่งต่อการทำลายสิทธิและเสรีภาพใดๆ ที่ได้ระบุไว้ในบทบัญญัติฉบับนี้.

Friday, April 8, 2011

ปุ๋ยแพงน้ำมันแพง 'รัฐบาล' เหนื่อย

ที่มา Voice TV



Wake up Thailand ประจำศุกร์ที่ 8 เมษายน 2554

นำเสนอในประเด็น

- อาฟเตอร์ช็อคใหญ่รุนแรง 7.4 ริคเตอร์ที่ชายฝั่งญี่ปุ่น
- คปช. เผยรายงาน 1 ปีสลายการชุมนุม
- ภาพนักรบชุดดำ 10 เมษา ได้รางวัลแสงชัย สุนทรวัฒน์
- กองทัพโต้ คลัสเตอร์บอม
- พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
- มติสภา 355:0 เสียงผ่านกม.ลูกฉบับ 3 แล้ว
- วิเคราะห์ปกหนังสือรายสัปดาห์
- ศาลไม่ให้ประกัน "สุรชัย แซ่ด่าน" คดีหมิ่นเบื้องสูง
- เอแบคโพลล์ชี้ ผู้บริโภค 70.8 % เห็นว่า ศก.แย่-หางานยาก
- เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ใครชนะ
- สถานการณ์ไอวอรี่โคสต์

“ต้านรัฐทหาร เดินหน้าสู่การเลือกตั้ง!”...วีระกานต์ มุสิกพงศ์

ที่มา Voice TV



วีระกานต์ หรือ วีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตกเป็นจำเลยในคดีก่อการร้าย ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยเงื่อนไขที่สั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศ รวมทั้งออกนอกพื้นที่กรุงเทพ ฯ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น และห้ามไม่ให้ร่วมชุมนุมกับบุคคล หรือกลุ่มบุคคล จำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป เว้นแต่จะเป็นการรวมตัวกลุ่มญาติ อีกทั้งห้ามเผยแพร่ข่าวต่อสาธารณะ โดยให้เข้ารายงานตัวทุก 15 วันตามวัน - เวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดด้วย ศาลพิจารณาแล้วกำหนดเงื่อนไขให้ลดเหลือเพียงสั่งห้ามไม่ให้จำเลย กระทำการอันเป็นการยั่วยุ ปลุกปั่น ปลุกระดม เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือ กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน อันที่จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือให้ประชาชนล่วงละเมิด กฎหมายแผ่นดิน และห้ามจำเลยเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลเท่านั้น


วีระกานต์ มุสิกพงศ์ มองว่าขบวนการของคนเสื้อแดงยังคงต้องต่อสู้ต่อไป เพื่อต้านรัฐประหาร และรัฐทหาร สู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย และเห็นว่าการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งเป็นหนทางที่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย

10 เมษามาบรรจบ

ที่มา มติชน



โดย ปราปต์ บุนปาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 7 เมษายน 2554)

เวลา 1 ปี ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

กระทั่งอีก 3 วันข้างหน้า จะเป็นวันครบรอบ 1 ปี ของเหตุการณ์นองเลือดที่สี่แยกคอกวัวและถนนราชดำเนิน

ซึ่งมอบ "บทเรียนทางการเมือง" หลายหน้าแก่สังคมไทย

ประการแรก เหตุการณ์ปะทะในวันนั้น นำไปสู่การสูญเสียของทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทัพ และกลุ่มคนเสื้อแดง

ว่ากันว่าถ้าเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 ไม่ยุติลง จากการตัดสินใจร่วมกันของแกนนำ นปช.และผู้นำรัฐบาล

รัฐบาลอภิสิทธิ์อาจเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ย่อยยับ

ทว่า การสูญเสียชีวิตเลือดเนื้อก็คงมีมากมายมหาศาลเช่นกัน

คนกลุ่มหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางในเหตุการณ์ครั้งนั้นก็คือ "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" ที่คล้ายจะยืนอยู่ข้างคนเสื้อแดง

จนนำไปสู่ความวิตกกังวลต่อการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธฝ่ายประชาชน

แต่เหตุการณ์การสลายการชุมนุมในช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 ก็พิสูจน์ว่ากองกำลังดังกล่าวยืนระยะได้ไม่นานพอ และไม่มีศักยภาพมากพอจะต่อต้านประสิทธิภาพของกองทัพ

ประการต่อมา การดำเนินนโยบายต่างประเทศถือเป็นข้อกังขาหนึ่งที่หลายฝ่ายมีต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์

และสถานการณ์ก็ยิ่งย่ำแย่หนักขึ้นด้วยการเสียชีวิตที่สี่แยกคอกวัวของ "นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ" ช่างภาพรอยเตอร์สชาวญี่ปุ่น

ภายหลังความสูญเสีย เจ้าหน้าที่ทางการทูตของญี่ปุ่นได้เฝ้าติดตามความคืบหน้าของคดีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยกลับไม่สามารถให้คำตอบที่น่าพอใจแก่ทางการญี่ปุ่นได้ว่า อะไรคือสาเหตุการเสียชีวิตของนายมูราโมโตะ? ใครเป็นคนฆ่าเขา?

รัฐบาลไทยหลายชุด รวมทั้งรัฐบาลอภิสิทธิ์อาจไม่ได้ห่วงใยในชีวิตพลเมือง (บางกลุ่ม) ของตนเอง

แต่อย่าคิดว่ารัฐบาลของประเทศอื่นจะมีท่าทีเช่นเดียวกัน

ประการสุดท้าย ถ้ามองในระยะสั้น เหตุการณ์ 10 เมษา 2553 อาจถือเป็นความพ่ายแพ้ของกองทัพ

ส่วนเหตุการณ์ 19 พฤษภา 2553 ก็ถือเป็นความพ่ายแพ้ของคนเสื้อแดง

ทว่า หากพิจารณาในระยะยาว ทั้งสองเหตุการณ์อาจถือเป็นส่วนเสี้ยวของ "ภาพใหญ่" ว่าด้วยความไม่สอดคล้องลงรอยกันระหว่างรัฐไทยกับประชาชนไทยจำนวนมากในยุคปัจจุบัน

ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐไม่สามารถครอบงำอุดมการณ์ของประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอีกต่อไป

ทิศทางอำนาจในสังคมไทยไม่ได้ดำเนินไปในลักษณะ "ทางเดียว" หรือ "บนลงล่าง" อีกต่อไป

หนทางคลี่คลายสภาวการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่การใช้กำลังเข่นฆ่ากัน

แต่คือการกลับมาต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้ง การขยายเพดานและเปิดพื้นที่ให้ความเห็นต่าง การดำเนินคดีกับผู้มีส่วนรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของประชาชนรวมทั้งเจ้าหน้าที่

และต่อให้ดำเนินการเช่นนี้ได้ ก็ใช่ว่าความขัดแย้งที่ดำรงอยู่จะจบสิ้นลงในเวลาอันใกล้

"จตุพร" เตรียมแฉภาพชุด "ฉก.ทหาร" ลงพื้นที่เพื่อไทย 9 เม.ย. อัด ผบ.ทบ.ให้พูดแบบคนใส่กางเกง

ที่มา มติชน

ที่รัฐสภา นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทยและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงกรณีกองทัพบกตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฉพาะกิจ (ศปก.) รับผิดชอบโดย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ส่งทหารลงเกาะติดพื้นที่แต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ระบุไม่มีและขอให้สื่อมวลชนอย่าเสนอข่าวคนชั่วนั้น ว่า ขอให้ ผบ.ทบ.พูดอย่างลูกผู้ชายใส่กางเกง จะปฏิเสธหรือว่าไม่มี เพราะมีการส่งลงไปในพื้นที่เป็นรูปแบบ ชุดเฉพาะกิจจำนวน 6 คน ประกอบด้วย 2 นายทหาร 2 นายสิบ 2 พลทหาร งบประมาณชุดละ 80,000 บาทที่ใช้เฉพาะ 2 เดือนนี้ แต่งบประมาณไม่พอจึงทำให้กำลังบางชุดมีกำลังไม่พอ

นายจตุพรกล่าวว่า วันที่ 9 เมษายนนี้ที่จะอบรมโรงเรียนการเมืองของ นปช. เวลา 14.00 น. ขอให้ ผบ.ทบ.นั่งดูการถ่ายทอดสดของโทรทัศน์คนเสื้อแดง จะได้รู้ชัดๆ เพราะจะฉายภาพบางชุดของทหารที่ลงพื้นที่ในพื้นที่ของพรรคเพื่อไทย คล้ายกับการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 จากนี้ไปจะทยอยนำภาพเสนอออกมา อย่าลืมว่าคนเสื้อแดงมีทุกพื้นที่ ทหารลงพื้นที่ใดนั้นจะไม่พ้นสายตาไปได้ หาก ผบ.ทบ.บอกไม่ยุ่งต้องพาทหารกลับกรมกอง หากบอกว่าตัวเองเป็นคนดีต้องยอมรับ ผิดแล้วยอมรับผิด

"อยากถามว่าเหตุที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม มันไม่ใช่เพราะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับผ่าน แต่มันเกิดขึ้นหลังจากที่นายอภิสิทธิ์เดินทางไปพบ ผบ.ทบ.ใช่หรือไม่ ทราบว่าโผแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปีจะเสร็จในวันที่ 5 สิงหาคม หากรัฐบาลยุบสภาในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาไม่ทันการแต่งตั้งโยกย้าย และการแต่งตั้งโยกย้ายจะทำภายใต้รัฐบาลชุดรักษาการและทหารล็อคสเปคการเลือกตั้ง ดังนั้นผลการเลือกตั้งใครจะเป็นรัฐบาลแต่ พล.อ.ประยุทธ์ยังคงเป็น ผบ.ทบ.ตามเดิม" นายจตุพรกล่าว