WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 11, 2011

รำลึก 1 ปีสลายการชุมนุม ทหารฆ่าประชาชน

ที่มา thaifreenews

โดย prainn












ภาพทั้งหมด
กิจกรรมอาทิตย์สีแดง>>>https://picasaweb.google.com/108313507613178447448/102011#

ครบรอบ 1 ปีทหารฆ่าประชาชน>>>https://picasaweb.google.com/108313507613178447448/1102011#

กลุ่มประชาธิปไตยก้าวหน้าเปิดผนึกถึงทักษิณ กรณีเสรีพิศุทธิ์: เจ็บแล้วจำคือคน เจ็บแล้วทนคือควาย

ที่มา Thai E-News



พวกเราอาจจะให้อภัยนายกฯทักษิณได้ในบางเรื่อง แต่ไม่อาจให้อภัยท่านได้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะการกระทำที่ส่อไปในทางเหยียบย่ำหัวใจคนเสื้อแดง หรือทรยศต่ออุดมการณ์ของคนเสื้อแดง


โดย กลุ่มประชาธิปไตยก้าวหน้า
11 เมษายน 2554

“ไม่เคยคิดว่า วันหนึ่งต้องมาเขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่ทำคุณประโยชน์ให้คนไทยมากที่สุด เท่าที่ประเทศนี้เคยมีนายกฯ มา”


แต่วันนี้ ยอมรับว่าทนไม่ไหวจริงๆ เมื่อเห็นร่างรายชื่อ (โผ) นักการเมืองที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งทั่วไปของพรรคเพื่อไทยในระบบบัญชีรายชื่อ ที่มีชื่อพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. รวมอยู่ด้วย

ถ้านายกฯทักษิณไม่ขี้ลืมเกินไป คงจะพอจำได้ว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ คือผู้ที่สั่งปราบคนเสื้อแดงอย่างเฉียบขาดจนถึงกับเลือดตกยางออก พิการ และล้มตาย (ฟรี) ในช่วงที่จะขึ้นมาเป็บ ผบ.ตร. เมื่อครั้งกลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนขบวนกลางดึกไปบ้านสี่เสาเทเวศน์ ท่านยังจำได้อยู่หรือไม่

และอยากถามหัวใจนายกฯทักษิณด้วยว่า ชีวิตคนเสื้อแดงที่ยอมตาย ยอมต่อสู้ ส่วนหนึ่งก็เพื่อท่านมากว่า 5 ปีเข้าไปแล้วนี่ มันไร้ค่า มันไม่มีความหมายต่อท่านเลยหรือไง หรือพวกเรามันก็เป็นเพียงแค่ 1 เสียงเล็กๆ ที่ท่านบวก ลบ คูณ หาร ดูแล้ว คงไม่มีปัญญาช่วยท่านแย่งเก้าอี้ส.ส.บุรีรัมย์จากเนวิน ชิดชอบ ในการเลือกตั้งที่จะถึง มาให้พรรคของท่านได้

ความต้องการจะเอาชนะทางการเมืองโดยเอาใครก็ได้ (ที่เคยทำร้ายคนเสื้อแดงทั้งทางตรงหรือทางอ้อม) มาเป็น สส.โดยไม่สนใจว่าจะเหยียบย่ำหัวใจคนเสื้อแดงอย่างไร น่าจะเป็นสิ่งที่ท่านควรทบทวนและใตร่ตรองอย่างรอบครอบอีกครั้ง

อย่าลืมว่าในช่วงเวลาที่ท่านเจ็บ ตกต่ำ ถูกทำร้าย ถูกปล้นเก้าอี้นายกฯ และไม่มีผู้มีอำนาจคนไหนในบ้านนี้เมืองนี้ (รวมทั้งพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์) กล้าประกาศอย่างองอาจว่าอยู่ข้างเดียวกับท่าน ใครกันที่เจ็บ ร้องไห้ ไปกับท่าน ใครกันที่ปกป้องท่าน ลูกหลานของท่าน (เต็มกำลังที่จะทำได้) หยัดยืน ตากแดด ตากฝน เสี่ยงชีวิต และเสี่ยงลูกปืน (จนตายไปหลายคน) เพื่อท่าน ถ้าไม่ใช่คนเสื้อแดง

นี่ไม่ใช่การทวงบุณคุณ เพราะชีวิตคนเสื้อแดงที่ตายไปแล้วมิอาจฟื้นคืนมาได้ ไม่ว่าท่านจะชดใช้ให้อย่างไร และด้วยวิธีไหนก็ตาม เสื้อแดงไม่เคยกล่าวโทษท่าน เพียงแต่พวกเรารับไม่ได้ และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่ท่านเอาพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มาเป็นแคนดิเดท ส.ส. พรรคเพื่อไทย พวกเราต้องการกระตุ้นเตือนให้นายกฯทักษิณทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง และพิจารณาประวัติ พื้นฐานทางความคิด ตลอดจนจุดยืน-อุดมการณ์ทางการเมืองของแคนดิเดต สส. เสรีพิศุทธ์ ให้รอบคอบมากกว่านี้ อย่าเห็นกับพวกมากลากไปและบริบทจอมปลอมรอบข้างคนๆนี้

ถ้าท่านไม่ต้องการเห็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย (น้องๆ กรณีเนวิน) เกิดขึ้นกับท่านอีก พวกเรายอมรับว่า ท่านเป็นคนฉลาดและเก่งในการบริหารธุรกิจและบ้านเมือง แต่ในเรื่องการเมืองนั้น พวกเราไม่ค่อยแน่ใจเท่าใดนัก ประเมินจากประสบการณ์ตรงทางการเมืองที่เกิดกับท่าน และพวกเราได้ร่วมเผชิญด้วย

พวกเราอาจจะให้อภัยท่านได้ในบางเรื่อง แต่ไม่อาจให้อภัยท่านได้ในทุกเรื่อง โดยเฉพาะการกระทำที่ส่อไปในทางเหยียบย่ำหัวใจคนเสื้อแดง หรือทรยศต่ออุดมการณ์ของคนเสื้อแดง

พวกเราขอร้องท่านอีกครั้ง อย่าเหยียบย่ำหยามน้ำใจคนเสื้อแดง โดยเอาใครก็ได้ (โดยเฉพาะคนที่เคยทำร้ายเสื้อแดง) มาให้เสื้อแดงช่วยกันเลือกเข้าไปในนามพรรคเพื่อไทย เพราะพวกเราคือคนที่เจ็บแล้วจำ (ไม่ใช่ควาย ที่เจ็บแล้วทน) เช่นเดียวกับท่านนายกฯ เราไม่ควรแม้แต่จะคิดเลือกคนที่เคยสั่งปราบปรามพี่น้องเราจนบาดเจ็บ-ล้มตาย เข้าไปลอยหน้าลอยตาในสภา และกินเงินเดือนซึ่งเป็นภาษีจากหยาดเหงื่อของพวกเรา

ถ้านายกฯทักษิณต้องการให้เสื้อแดงเลือกพรรคเพื่อไทย ท่านต้องเลือกแคนดิเดท ส.ส.ของพรรค ที่เป็นคนของประชาชนเสื้อแดง และทำงานเพื่อประชาชนเสื้อแดงอย่างแท้จริง

ในวันนี้ คนเสื้อแดงได้คล้องแขน จับมือกันเดินสู้ฝ่าฝันระบอบเผด็จการไปไกลแล้ว พวกเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง ต้องการนักการเมืองที่มีความรู้ มีคุณภาพ มีอุดมการณ์เพื่อรับใช้ประชาชน พวกเราไม่ได้ขออะไรมากไปกว่านี้ เราไม่ต้องการนักการเมืองรูปหล่อ ไม่ต้องการนักการเมืองตลกคาเฟ่ หรือแม้แต่นักปราศรัยนปช. (บางท่าน) ที่ขายวาทะกรรมทางการเมืองไปวันๆ ตีสองหน้า พร้อมจะประนีประนอมกับทั้งสองฝ่าย กระโจนหนีเอาตัวรอดเมื่อภัยมา พร้อมกับคำอธิบายต่างๆ นาๆ เพื่อหาความชอบธรรมให้กับตัวเอง หรือเพื่อผลประโยชน์ต่างๆ

ดังนั้น พวกเราขอร้องให้ท่านนายกฯทักษิณ ทบทวนอีกครั้ง กรณีเอาพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ มาเป็นหนึ่งในแคนดิเดท สส. พรรคเพื่อไทย และแคนดิเดทบางคน ที่แม้คำว่าประชาธิปไตยยังไม่เข้าใจ เป็นได้เพียงตลกคาเฟ่บนเวที นปช. หรือเผด็จการอำมาตย์ในกลุ่มคนเสื้อแดง เท่านั้น และกรุณาอย่าอ้างว่า คนกลุ่มหนึ่งจำเป็นต้องได้รับโควต้าจัดสรรเป็นแคนดิเดท สส.พรรคเพื่อไทย เพื่อให้สามารถใช้สิทธิ์การเป็นสส.คุ้มครองฯ กรณีจะถูกจับในการต่อสู้ทางการเมืองในอนาคต

ถ้านายกฯทักษิณใช้ตรรกะนี้ในการจัดโควต้าแคนดิเดท ส.ส.ให้กับนักปราศรัยบางกลุ่มบนเวที นปช. เพื่อความยุติธรรม ท่านก็ต้องจัดสรรตำแหน่งแคนดิเดท ส.ส. หรือตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ให้กับญาติพี่น้องของเสื้อแดงที่เสียชีวิตไป (ในจำนวน 93 ศพ – ตัวเลขล่าสุด) เมื่อช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 ด้วยเช่นกัน คนเหล่านี้ต่างหาก คือวีรบุรุษเสื้อแดงอย่างแท้จริง และญาติพี่น้องของเขาควรได้รับสิทธ์นี้มากกว่าแคนดิเดท ส.ส. หลายคนในปัจจุบัน

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว อีกประการหนึ่งที่ต้องการฝากผ่านนายกทักษิณไปยังแกนนำนปช.บางคน ว่า กรุณาอย่าทึกทักว่าเสื้อแดงทั้งหมดเป็นคนของนปช. จากการต่อสู้ผ่านร้อนผ่านหนาวและวันคืนแห่งความเป็น-ความตายมาพอสมควร เสื้อแดงส่วนใหญ่ได้พัฒนาและบ่มเพาะความคิดการต่อสู้แห่งความเป็นแดงเสรีชน เพื่อให้ได้มาเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง ที่แปรเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ คือเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวม ความเสมอภาค และเท่าเทียมในสังคม ถ้าแกนนำนปช.บางท่านจะสู้ไปให้ถึงจุดหมาย (เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง) พร้อมๆ กับพวกเรา ก็อย่าเอากรอบความคิดเผด็จการมาครอบงำพวกเรา (และพวกเราจะไม่ยอมเป็นอันขาด)

หยุดเสียทีเถอะกับแนวคิดแบบรวมศูนย์อำนาจไว้ภายใต้ นปช. ของแกนนำบางคน (ถ้าไม่ทุกคน) โดยการขอให้กลุ่มเสื้อแดงต่างๆ ยุบกลุ่มของตนแล้วมาขึ้นกับนปช.แต่เพียงองค์กรเดียว (เผด็จการชัดๆ) ในฐานะที่ท่านทักษิณเป็นนักธุรกิจ ก็น่าจะเข้าใจได้ว่านี่เป็นวิธีคิดที่ไม่ฉลาดในการต่อสู้ทางการเมือง หรือแม้แต่ทำธุรกิจ เปรียบได้กับการเสี่ยงเก็บไข่จำนวนมากไว้ในตะกร้าใบเดียว เพราะถ้าคนถือตะกร้าไม่ดี ปล่อยให้ตกพื้น หรือเกิดอุบัติเหตุโดยไม่ตั้งใจ อาจทำให้ไข่แตกหมดทั้งตะกร้า ดังที่ท่านนายกเคยเปรียบเปรยให้ฟัง

ยังมีอีกกับวลี “ตกปลาในบ่อเพื่อน” ที่แกนนำนปช.ล้าหลังบางคน ชอบกล่าวกระแหนะกระแหนเสื้อแดงกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ที่เป็นไท ไม่ขึ้นกับ นปช. (แต่พวกเรายืนยันว่า เราได้ทำหน้าที่เป็นแนวร่วมเพื่อสนับสนุน นปช.ในรูปแบบที่เรากระทำได้อย่างเต็มความสามารถ แต่นปช.ไม่เข้าใจเอง โดยเฉพาะความหมายของคำว่า “แนวร่วม” ซึ่งเป็นชื่อกลุ่มของตนเองแท้ๆ)

อยากถามท่านทักษิณว่าคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไรกับคำว่า “ตกปลาในบ่อเพื่อน” ใครเป็นปลา ใครเป็นบ่อ แล้วใครเป็นเพื่อน? ถ้ายังมีสำนึกรับผิดชอบชั่วดี คนที่พูดวลีนี้ ต้องอธิบายให้มวลชนเสื้อแดงพิจารณาว่ารับได้หรือไม่ เพราะคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้า ถ้าจะอุปมาอุปมัยว่าเป็นปลา ก็เป็นปลาเสรีชนที่แหวกว่ายในทะเล (ถ้าเป็นปลาน้ำเค็ม) ทะเลสาบ แม่น้ำ หรือลำธาร (ถ้าเป็นปลาน้ำจืด) มีอิสระและสิทธิจะเลือกแหวกว่ายไปในที่ที่ตนเองชอบ และพวกเราเลือกที่จะว่ายทวนน้ำเพื่อไปหาแหล่งหากินหรือสืบทอดเผ่าพันธุ์ที่เหมาะสมกับพวกเราจริงๆ มากกว่าจะว่ายตามน้ำ (ปลาที่ว่ายตามน้ำคือปลาที่ตายแล้ว) หรือเป็นปลาในบ่อของใคร ที่รอเจ้าของบ่อมาวิดไปฆ่าและขายตลาดสด

ดังนั้น การที่แกนนำ นปช. บางคน คิดว่าปลาเสื้อแดงทั้งหมดต้องมารวมกันภายใต้บ่อ นปช. เพื่อให้เจ้าของบ่อ (คือแกนนำ นปช.บางคน ที่ทึกทักเอาเอง) สั่งซ้ายหัน ขวาหัน หรือสั่งให้ไปตาย เป็นกำแพงบังกระสุนปืนให้ยามภัยมา ฯลฯ โดยไม่ยอมพัฒนาเยี่ยงนี้ กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อประชาธิปไตยจะก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่ได้อย่างไร

และอีกเมื่อไหร่ ท่านทักษิณซึ่งเป็นผลพลอยได้ (By product) จากการต่อสู้ของคนเสื้อแดง จะได้กลับบ้าน

สมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยก้าวหน้า

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-ในความคิดคำนึง ทักษิณจะอยู่อย่างไร หากคนเสื้อแดงไม่เอา

ตาย ที่ไม่ตาย

ที่มา มติชน



โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 เมษายน 2554)


ความร้ายแรงของแผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น ทำให้คนตายกว่าหมื่น สูญหายจำนวนพอๆ กัน, เกิดวิกฤตการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์, มีผู้ประสบภัยต้องได้รับการเยียวยาทั้งทางใจ กาย และฟื้นฟูประเทศขนานใหญ่

น่าจะทำให้ทุกองคาพยพของ "ญี่ปุ่น" จดจ่อ หมกมุ่นอยู่กับเรื่องดังกล่าว

ไม่น่าจะมีสมาธิ หรือสนใจปัญหาอื่น

กระนั้น 31 มีนาคม 2554 เราก็ได้เห็นภาพ "โนบุเอกิ อิโตะ" อัครราชทูตฝ่ายการเมืองญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย เข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อทวงถามความคืบหน้าการเสียชีวิตของฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ "อีกครั้ง"

เป็น "อีกครั้ง" ในหลายๆ ครั้งที่ทางการญี่ปุ่นวนเวียนขอคำตอบ เหตุที่ทำให้คนญี่ปุ่นเสียชีวิตจากเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษายน 2553 ที่สี่แยกคอกวัว

เวลาผ่านไปครบหนึ่งปี ก็ยังทำเช่นนั้นอยู่

แสดงว่า ไม่มีอะไรคืบหน้า

ซึ่งทางการญี่ปุ่นก็ไม่ลดละ

ชัดเจนยิ่งว่า "หมื่นๆ" ชีวิตญี่ปุ่นที่สูญเสียไปกับสึนามิ ไม่ได้ทำให้ "หนึ่ง" ชีวิตญี่ปุ่นที่สูญเสียไปในเมืองไทย "ถูกลืม"

ถามว่า ความมุ่งมั่นนี้เป็นเพราะ "โนบุเอกิ อิโตะ" อัครราชทูตฝ่ายการเมืองญี่ปุ่น โน้มเอียงไปทาง "คนเสื้อแดง" หรือไม่

ถึงวอแวไม่เลิก คอยตามจี้ตามไช ให้เป็นประเด็นข่าวตลอดเวลาเช่นนี้

ตอบแทนอย่างไม่ลังเลเลย ว่า "ไม่ใช่"

ต้องไม่ลืมว่า เหตุการณ์ "ขอคืนพื้นที่" ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 "เพียงเหตุการณ์เดียว"

มีผู้เสียชีวิต 27 ศพ

เป็นพลเรือน 21 คน รวมถึงฮิโรยูกิ มูราโมโตะ

เป็นทหาร 6 นาย รวมถึง พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม นายทหารระดับสูงของกองทัพบก

มีผู้บาดเจ็บร่วม 1,400 คน

เป็นเหตุรุนแรงทางการเมืองที่ถือว่า "ใหญ่มาก"

"ใหญ่มาก" จนไม่อาจซุกเอาไว้ที่ไหนก็ได้

จำเป็นจะต้องมีคำตอบว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาจากใคร อะไร อย่างไร และใครควรจะรับผิดชอบ

"นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม" ภรรยา พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ให้สัมภาษณ์ "มติชน" เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554 ในโอกาสจะครบรอบ 1 ปี แห่งการสูญเสียอันยิ่งใหญ่ ว่า

"ดิฉันไม่ยอมรับการปรองดองกับคนผิด ยังรอคอยและเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินการกับคดีของพี่ร่มเกล้าและผู้เสียชีวิตทุกราย คนผิดก็ต้องได้รับโทษหากเขาทำผิด หากเขายังต้องการได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองของสังคม เขาต้องยอมอยู่ภายใต้กรอบ กติกา กฎหมาย และบรรทัดฐานของสังคม เพื่อให้สังคมโดยรวมอยู่ในสภาพเรียบร้อย ไม่ใช่เป็นสังคมไร้ระเบียบ"

"นิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม" ไม่ใช่เสื้อแดงแน่นอน

และถ้าหากให้ญาติของคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตพูด

เขาก็คงพูดไม่แตกต่างไปจากภรรยาของ พ.อ.ร่มเกล้า

พูดไม่แตกต่างกับสิ่งที่ทางการญี่ปุ่นพูด

นั่นคือคำตอบเรื่อง "ความจริง"

ความจริงที่ "คนทำผิด" ต้องได้รับโทษ คนที่เสียหายต้องได้รับการเยียวยา

แล้วใครจะอำนวยให้ "ความจริง" บังเกิดขึ้นมา

นี่ย่อมเป็นคำถามที่ย้อนไปหานายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้กำกับดูแลทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ

น่าเสียดายที่เวลาผ่านไป 1 ปี ความหวังที่ได้รับความจริงเลือนรางอย่างยิ่ง

มิหนำซ้ำต่างฝ่ายต่างชี้นิ้วกล่าวโทษกัน

แต่ละฝ่าย "เลือก" ที่จะ "เชื่อ" ตามที่ตนเองเชื่อ

และยังใช้ "ความเชื่อ" นั้นหาประโยชน์ทางการเมือง โดยเฉพาะในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นอีก

ทำให้นอกเหนือจะไม่ได้ความจริงแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความบาดหมางให้ร้าวลึกขึ้นไปอีก

สังคมไทย ไม่มีวันหา "ความจริง" ได้?

ชมคลิป "ณัฐวุฒิ" กู่ตะโกน "ประชาชนถูกฆ่าตาย ประชาชนถูกยิงในเขตอภัยทาน" ร่วม 10 นาที ก้องราชดำเนิน

ที่มา มติชน



รับชมข่าว VDO

เมื่อเวลา 23.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ได้ขึ้นปราศรัยบนเวทีการชุมนุมหน้าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยเริ่มต้นกล่าวว่า ไม่เคยมีรัฐใดในโลก นอกจากรัฐไทย ที่ต้องการขอถนนหรือพื้นที่คืน ด้วยการฆ่าประชาชนเกือบ 30 ชีวิต ทั้งที่ประชาชนเหล่านั้นต้องการมาขออำนาจอธิปไตยของพวกเขากลับคืน


ย้อนกลับไปเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน 2553 ตนนั่งคิดระหว่างนั่งรถยนต์จากสี่แยกราชประสงค์มายังสะพานผ่านฟ้า ถึงทางเลือก 2 ทาง นั่นคือ หนึ่ง ถ้าตนปลุกให้พี่น้องเสื้อแดงเผชิญหน้าเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็อาจต้องโค่นล้มลงภายในเช้ามืดวันที่ 11 เมษายน แต่คำถามที่ตามมาก็ได้แก่ ถ้าเดินต่อไปจะต้องตายกันอีกกี่คน? เป็นใครบ้างที่ต้องตาย? ถ้าประชาชนต้องตาย จะตัดสินได้ไหมว่าจะให้ใครตาย? แล้วถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะยืดอกรับชัยชนะได้อย่างไร หรือ สอง ตนต้องพยายามหยุดการเข่นฆ่าและหยุดการสูญเสียทั้งหมด ซึ่งสุดท้ายแล้ว ตนก็เลือกทางเดินที่ 2 ด้วยการตัดสินใจยุติการปะทะกับฝ่ายรัฐบาล


แต่ที่ตนเสียใจก็คือ ภายหลังจากตนถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์กลับปรบมือให้แก่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในที่ประชุมของพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เพราะเห็นว่าการสลายการชุมนุมของรัฐบาล จนส่งผลให้ประชาชนต้องล้มตายไปเกือบ 100 ศพนั้น ถือเป็นชัยชนะ


นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่า ในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนปีก่อน มีนายทหารและทหารชั้นประทวนต้องเสียชีวิต ซึ่งคนเสื้อแดงก็เสียใจกับการสูญเสียดังกล่าว เพราะทหารผู้เสียชีวิตถือเป็นประชาชนพวกเดียวกันกับเรา แต่ภายหลังเหตุการณ์ คนเสื้อแดงกลับถูกหาว่าเป็นพวกป่าเถื่อน กระหายเลือด ต้องการชัยชนะโดยไม่เลือกวิธีการ แม้กระทั่งการฆ่าเจ้าหน้าที่รัฐหรือฆ่าพวกเดียวกันเอง


"เหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 1 ปี แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลยังอยู่ได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ผู้เข่นฆ่าประชาชนล้วนต้องพ้นจากตำแหน่งไป แต่ในเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ผู้เข่นฆ่าประชาชนกลับไม่หลุดพ้นจากตำแหน่ง และยังลอยหน้าลอยตาเหยียบหัวใจคนไทยมาได้ 1 ปีเต็ม" แกนนำนปช.ผู้นี้ปราศรัย


นายณัฐวุฒิกล่าวอีกว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 นั้น ตนรู้สึกเจ็บปวด เพราะเห็นประชาชนถูกฆ่า แต่ในวันที่ 10 เมษายน 2554 ตนกลับรู้สึกเจ็บปวดมากกว่า เพราะคนถูกฆ่ายังไม่ได้รับความยุติธรรมแต่อย่างใด นอกจากนี้แผลที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน และเหตุการณ์สลายการชุมนุมเดือนพฤษภาคม 2553 ยังถือเป็นแผลเดิมที่ถูกซ้ำเติมจากเหตุการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์ 6 ตุลา เรื่อยมาจนถึงเหตุการณ์ 17 พฤษภา และสงกรานต์เลือด 2552


"ผู้มีอำนาจจะกำหัวใจประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อหัวใจของประชาชนมีแต่รอยแผลจากมือของท่าน เป็นแผลเก่าที่ถูกกดทับซ้ำแล้วซ้ำอีก" นายณัฐวุฒิกล่าวและว่า ผู้มีอำนาจต้องคิดให้ได้ว่าจะดำรงตนข้ามผ่านความเปลี่ยนแปลงในสังคมไทยไปได้อย่างไร โดยไม่เหยียบหัวใจประชาชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในตอนท้ายการปราศรัย แกนนำนปช.รายนี้ ยังตะโกนว่า "ประชาชนถูกฆ่าตาย ประชาชนถูกยิงในเขตอภัยทาน"
ซ้ำไปซ้ำมาหลายสิบรอบกินเวลาร่วม 10 นาที เพื่อย้ำเตือนถึงความสูญเสียของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553

ถนนสายนี้ "สีแดง" สมบัติ บุญงามอนงค์ "รัฐประหารคือสัญญาณนกหวีดเรียกผมออกมา"

ที่มา มติชน



โดย เชตวัน เตือประโคน

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 10 เมษายน 2554)



"ผมสนใจทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรียนหนังสือ"

ชายสวมแว่น ผิวขาว ไว้ผมยาวปรกคลุมต้นคอมองคล้ายดาราเกาหลี เล่าให้ฟังถึงชีวิตช่วงเมื่อครั้งที่ยังเป็นนักเรียนโรงเรียนมัธยมศึกษา

ในวัยนั้น เขาเป็นนักเรียน โรงเรียนปทุมคงคา ที่ทำกิจกรรมมากมาย แต่สุดท้ายก็ต้องมาหยุดชีวิตการเรียนในระบบเมื่อถูกเชิญให้ออก หลังจากเป็นแกนนำชุมนุมประท้วงเพราะไม่เห็นด้วยกับระเบียบใหม่ของโรงเรียนเรื่องการเลือกตั้งประธานนักเรียน

จากการเมืองในโรงเรียน ชีวิตเติบใหญ่ขึ้นโดยลำดับ ผ่านประสบการณ์หลากหลาย จนในที่สุดเขาก็ก้าวมาสู่การเมืองระดับประเทศ

หลังเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เมื่อแกนนำ "คนเสื้อแดง" ในนามกลุ่ม "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)" ถูกควบคุมตัว แกนนำส่วนหนึ่งหลบลี้หนีภัย มวลชนคนเสื้อแดงที่ร่วมชุมนุมซึ่งเคยสูงสุดถึงหลักแสน พ่ายแพ้แตกกระจายไปคนละทิศคนละทาง พร้อมกับภาพผู้ชุมนุมที่เสียชีวิต เสียงปืน เสียงระเบิด ที่ยังก้องดังอยู่ในความทรงจำ

จึงไม่มีใครคาดคิดว่า "คนเสื้อแดง" จะกลับมาได้

แต่ท่ามกลางความเงียบ (ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน) ยังมีคนเสื้อแดงอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ยอมแพ้ และยังยืนหยัดที่จะต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยที่เขาเชื่อ พร้อมกันนี้ก็เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพี่น้องเสื้อแดงที่เสียชีวิต

สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือที่ใครต่อใครรู้จักในนาม บ.ก.ลายจุด ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ครั้งแรกคือ "ผูกผ้าแดง" ที่เขานัดแนะกันในหมู่เพื่อนฝูงเล็กๆ

จากคนหลักสิบ อาทิตย์ต่อมาขยายเป็นหลักร้อย ยิ่งเมื่อเขาถูกจับกุมตัวพร้อมกับเป็นข่าวเป็นคราวใหญ่โต มวลชน "วันอาทิตย์สีแดง" ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอีกเป็นหลักพัน และเมื่อสมบัติได้รับการปล่อยตัวออกมา เขาก็กลับมาลุยกิจกรรมต่อ คราวนี้มวลชนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณจนแม้แต่เจ้าตัวยังตกใจ

"กิจกรรมที่ทำเหล่านี้ เป็นแค่เงื่อนไขในการส่งสัญญาณถึงมวลชนว่า เรายังสู้อยู่ ยังมีพื้นที่ทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทุกวันอาทิตย์"

จาก ผูกผ้าแดง, ปั่นจักรยาน, เต้นแอโรบิค, แต่งผี ฯลฯ ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด

จนเมื่อถึงงาน "4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนราชประสงค์" คนเสื้อแดงจำนวนมากก็มารวมตัวกัน ณ ราชประสงค์ ชนิดที่สมบัติบอกว่า "คนเยอะมากขนาดที่ผมไม่คาดคิด ตำรวจไม่คาดคิด มวลชนเองก็ไม่คิด เป็นเซอร์ไพรส์ของทุกฝ่าย"

ปฏิเสธไม่ได้ว่า "คนเสื้อแดง" กลับมาได้อีกครั้งในวันนี้เป็นเพราะสมบัติ

สมบัติ หรือ บ.ก.ลายจุด เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2511 เป็นลูกคนกลางในจำนวนพี่น้อง 5 คน ของพ่อประสงค์ แม่กาญจนา บุญงามอนงค์ เข้าเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนโรจน์ปัญญา (ปัจจุบันเลิกกิจการไปแล้ว) จากนั้นมาเรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนปทุมคงคา แต่ทว่าก็เรียนไม่จบ ต้องออกมาเตร็ดเตร่ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างสุดโต่งอยู่พักใหญ่ ก่อนจะสมัครเข้าเป็นอาสาสมัครของ "กลุ่มละครมะขามป้อม" เก็บเกี่ยวประสบการณ์เกี่ยวกับการแสดงละคร การทำค่ายเด็กและเยาวชนอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดก็ออกมาก่อนตั้ง "มูลนิธิกระจกเงา"

ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับนางเจศสุดา บุญงามอนงค์ มีลูกสาวคนเดียวชื่อ ด.ญ.ธาราทร บุญงามอนงค์ ปัจจุบันเรียนที่โรงเรียนปิติศึกษา จ.เชียงราย

กว่า 20 ปี ที่สมบัติก้าวเดินอยู่บนถนนสาย "เอ็นจีโอ"

นี่คือเรื่องราวของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นตำหรับการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ในเมืองไทย

- ทำกิจกรรมตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน?

ผมได้เรียนชั้นมัธยมศึกษา แต่เรียนไม่จบ ตอนนั้นสนใจทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรียน แต่ที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวคือช่วง ม.5 ที่พยายามเสนอรูปแบบการเลือกตั้งประธานนักเรียน

ตอนนั้นตั้งใจจะสมัครเป็นคณะกรรมการนักเรียน คือแต่ก่อนจะเป็นการเซ็ตทีมขึ้นมาแล้วเสนอตัวชิงเลือกตั้ง แต่พอถึงตอนรุ่นผม เขาเปลี่ยนให้เป็นมีการเลือกตั้งทางอ้อม ให้มีการเลือกตัวแทนนักเรียนชั้น ม.5 ที่จะขึ้น ม.6 ห้องละ 2 คน พอเลือกเสร็จ 2 คนนั้นก็ไปเลือกประธานนักเรียนอีกที ซึ่งเรายอมรับไม่ได้

- เลิกเรียนแล้วทำอะไร?

เที่ยวหัวปักหัวปำเลย (หัวเราะ) เที่ยวเธค ตีสนุ้ก ฯลฯ แต่สักพักก็อิ่มตัว เห็นเพื่อนๆ ไปเรียนหนังสือที่โน่นที่นี่ก็เริ่มเปรียบเทียบกับตัวเอง และพบว่าเรามีปัญหาแล้ว จึงพยายามหาทางออก เราต้องหาอะไรทำ

ผมเป็นคนชอบฟังเพลงฝรั่ง วันหนึ่งคิดอยากจะเขียนจดหมายถึงดีเจ แต่ผมมักจะหลับ และอยู่ไม่เคยถึงช่วงบอกที่อยู่รายการ หรือถ้าอยู่ถึงก็ไม่เคยจดทันด้วย จึงเอาเทปคาสเซ็ตอัดไว้

แต่ครั้งนั้น แทนที่จะบอกว่าให้ส่งจดหมายไปที่ไหน กลับบอกเรื่อง "มะขามป้อม" เปิดรับอาสาสมัคร พอรุ่งเช้าผมก็เลยมาเปิดดูแล้วก็โทร.ไปถาม ว่าเป็นยังไง เสียตังค์รึเปล่า (หัวเราะ) พอเห็นว่าน่าสนใจก็ลองเลย

- ชีวิตเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ?

ผมอายุประมาณ 20 ปี อยู่ที่มะขามป้อม ได้ทำละครเพื่อการพัฒนาเยาวชน ได้ทำค่ายเยาวชน นับเป็นจุดเริ่มต้นของการมีหลักคิด ผมเริ่มต้นมีชีวิตใหม่เป็นคนใหม่เลยจากตรงนี้ โลกทรรศน์ก็เปลี่ยนเพราะว่าได้เดินทาง เมื่อก่อนไม่เคยไปไหนเลยนอกจากชลบุรีตอนงานเชงเม้ง

มีโอกาสไปเรียนรู้ในชนบท เรียนรู้ประเด็นสังคมเมือง เข้าไปนอนสลัมจริงๆ พูดคุยกับผู้นำชุมชน จากเด็กที่ไม่รู้อะไรเลย แล้วไม่เคยเห็นภาพพวกนี้มาก่อน ก็เหวี่ยงมาอีกขั้วหนึ่งเลย

- ก่อตั้ง "มูลนิธิกระจกเงา"?

ผมอยู่มะขามป้อม 4-5 ปี ช่วงนั้นเกิดรัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ผมทำละครใบ้ต่อต้านรัฐประหาร เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มาก

วันหนึ่ง เขาจะประกันตัวนักศึกษา 15 คนที่ถูกจับ คนละหมื่นบาท ผมเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมของกลุ่มมะขามป้อม ขอให้กลุ่มช่วยให้ยืมเงิน แต่ได้รับคำตอบว่ามันไม่เกี่ยวกับเรา ตอนนั้นผมโกรธมาก อาจเพราะเรายังเด็กยังแรงมาก เมื่อเห็นว่าองค์กรไม่ได้เทคแอ๊คชั่นใดๆ กับเรื่องรัฐประหารก็รู้สึกผิดหวัง รุ่งเช้าเลยมาลาออก

จากนั้นก็มาช่วยเพื่อนๆ น้องๆ ที่เราเคยไปสอนทำละคร ทำกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารอยู่พักใหญ่ ก่อนจะคิดก่อตั้งเป็นองค์กร "มูลนิธิกระจกเงา" และเพิ่งจะจัดงานครบรอบ 20 ปี เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

- รัฐประหารครั้งนั้นนำมาซึ่งเหตุการณ์พฤษภาคม 2535?

ใช่ และเป็นบทเรียนสำคัญว่าเราต้องไม่ยอมให้ทหารมายุ่งเกี่ยวการเมือง เมื่อเกิดการชุมนุมทางการเมือง เราจะไม่ให้ทหารเข้ามาควบคุมฝูงชน ให้มีหน่วยงานพิเศษที่ถูกฝึกมาอย่างดีพร้อมอุปกรณ์ และกฎหมายสำหรับในการจัดการ นั่นก็คือตำรวจฝ่ายปราบจราจล แต่สุดท้ายที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวันนี้ก็เหมือนเดิม รัฐประหารนี่เป็นสิ่งที่ผมรับไม่ได้เลยนะ อินมาก ถ้าเกิดขึ้นเมื่อไหร่ผมออกมาเลย เหมือนสัญญาณนกหวีดเรียกผมออกมา

- อย่างในนาม เครือข่าย 19 กันยาฯ?

รัฐประหารคืนวันที่ 19 พอวันที่ 20 เราออกมาเลย ตอนนั้นผมและเพื่อนๆ น้องๆ ที่เคยทำกิจกรรมด้วยกันพูดคุยกันทางโปรแกรม MSN ลากมาคุยกันเยอะๆ ได้ ก็นัดแนะกันว่าจะประชุมกันที่มูลนิธิกระจกเงาเพื่อประเมินสถานการณ์ และคุยว่าจะทำอะไรกันบ้าง เย็นนั้นก็ออกแถลงการณ์ในนามเครือข่าย 19 กันยาต้านรัฐประหาร

- มองปรากฏการณ์การต้อนรับรัฐประหารล่าสุดอย่างไร?

อีเดียต!!! คือตอนหลังรัฐประหารปี"34 ได้มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "คู่มือต้านรัฐประหาร" จัดพิมพ์ออกมาโดยมูลนิธิโกมลคีมทอง ที่ตอนนั้นกรรมการมูลนิธิมี นพ.ประเวศ วะสี, รสนา โตสิตระกูล ฯลฯ ในนั้นบอกว่าถ้าเกิดรัฐประหารขึ้น ต้องหาวิธีการต่อต้านทุกรูปแบบ

พอมันเกิดขึ้น 19 กันยายน ผมก็ออกมาและเดินตามหนังสือเป๊ะ แต่พี่ๆ เพื่อนๆ ที่ผมคิดว่าจะได้เจอกันกลับเงียบ ยอมรับว่าผมเสียเซลฟ์พอสมควร ออกตัวมาล้อฟรีเลย (หัวเราะ)

ตอนนั้นงงมาก เพราะมีแต่เด็กรุ่นใหม่ มีแต่รุ่นน้องผมที่ออกมาต่อต้าน คนรุ่นเก่าเคยถอดบทเรียนกันมาหายหมด ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองผิดอะไรหรือเปล่า แต่พอลองไล่ตรรกะดูแล้วพบว่าไม่ผิด มั่นใจ แต่รู้ว่าจะต่อสู้ด้วยความยากลำบากกว่าที่คิดไว้เยอะ

- เอ็นจีโอไม่ออกมาต้านรัฐประหาร?

เพราะเขาไปไล่ทักษิณ (พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) เลยไม่กล้าออกมาเพราะกลัวเสียฟอร์ม (หัวเราะ) หรืออย่างอาจารย์หลายๆ ท่าน ผมขอใช้คำว่าเกิดภาวะ "ปัญญาดับ"

คนอื่นไม่รู้จักไปว่าเขาไม่เป็นไร แต่ผมนี่รู้จักและเติบโตมากับงานของคนเหล่านี้ นี่คือปราชญ์โคตรๆ (เน้นเสียง) โดยทรรศนะผมคิดว่านี่คือครูบาอาจารย์ที่ฉลาดมากๆ แต่ว่าทำไมเขานิ่งเฉยต่อสิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้ มองได้เป็นอย่างเดียวว่าเกิดภาวะปัญญาดับ ดับวูบเลย

- หลังเหตุการณ์สลายชุมนุม 19 พฤษภาคม 2553 เหมือนเสื้อแดงจะหยุดเคลื่อนไหว แต่คุณไม่?

ผมมีภาพปี 2535 หลังถูกกวาดต้อนที่ราชดำเนิน ทุกคนก็ไปตั้งขบวนสู้ต่อที่ ม.รามคำแหง หาที่ยันไว้ก่อนแล้วค่อยสู้ต่อ แต่คราวนี้วิธีการออกมาคนละแบบ ไม่ใช่การชุมนุม เป็นการสร้างพื้นที่ ฟื้นฟูกระบวน เพราะเกมนี้ยาวกว่าที่คิดเยอะ

ผมมีพื้นที่อย่างเฟซบุ๊ก จัดกิจกรรมเล็กๆ ปั่นกระแส สร้างกระแสว่ายังมีการดิ้นรนต่อสู้อยู่ จะหยุดทำไม ผมยังสามารถดิ้นได้นะในขณะที่ทุกคนเงียบหมด ผมเป็นตัวละครที่ยังโลดเล่นอยู่ในโลกไซเบอร์ สร้างกิจกรรมค่อยๆ เก็บแต้มไป

ในที่สุดก็มีคนสนใจเยอะขึ้น จัดกิจกรรมผูกผ้าแดง กินข้าวแดง จักรยานสีแดง แอโรบิค เป็นต้น คือตอนนั้นความคิดว่าเรื่องที่จะหยุดสำหรับผมแล้วไม่มี

- ทำไมต้องเป็นเชิงสัญลักษณ์?

ดูซอฟท์ดี ในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวาน มันหลบเลี่ยงอะไรบางอย่างได้ ลดความรุนแรงลงได้ แต่ลึกๆ แล้วยังท้าทาย เยาะเย้ย คือมันมีความลงตัวในช่วงเวลาของมัน

แต่ที่ผมตลกคือว่า ผมต้องบริหารความรู้สึกของฝ่ายฝั่งตรงข้ามไม่ให้เขาตกใจ อย่างผูกผ้าแดง ครั้งแรกผมถูกจับ พอได้รับการปล่อยตัวมาผูกอีกคนเยอะร่วมเยอะขึ้น คราวนี้ถ้าจะมาอีกฝ่ายตรงข้ามตกใจเอาจริงแน่

ตอนนั้นพอเจ้าหน้าที่มายกป้ายออกไป ก็เข้าทางแล้ว เราเลยประกาศชัยชนะในเกมนี้ได้ จากนั้นก็เปลี่ยนไปเล่นเกมเต้นแอโรบิคซะ เพื่อไม่ให้เขาตกใจ (หัวเราะ)

- รู้สึกอย่างไรที่มีคนบอกว่า ความสำเร็จเสื้อแดงวันนี้เพราะคุณ?

ผมคิดว่าลูกฟุตบอลตกใส่เท้าผมพอดี และผมมีวิธีการจะเล่นฟุตบอลในเกมนี้ คือถ้าตกใส่เท้าคนอื่นผมก็เชื่อว่าเขาจะเลื้อยลากไป

แต่นี่อยู่ในเท้าผม ผมก็ต้องเล่น เล่นอยู่คนเดียวสักพัก

เมื่อมีคนมาร่วมด้วยลูกฟุตบอลก็ถูกส่งต่อ

มาฟัง"บุตรสาวพระยาพหลพลพยุหเสนา...แฟนคลับคนเสื้อแดงกัน"

ที่มา thaifreenews

โดย jomyut

ความในใจลูกสาว”พระยาพหลฯ”เรื่องการเมืองวันนี้

สัมภาษณ์พิเศษ

พล.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นหัวหน้าคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปก ครองจากระบอบสมบูรณายาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475

พระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 (ต่อจากพระยามโนปกรณ์นิติธาดา) รวม 5 สมัย ตั้งแต่ 21 มิถุนายน 2476 ถึงกันยายน 2481 รวม 5 ปี 5 เดือน 21 วัน ถึงแก่อนิจกรรมปี 2490 ขณะอายุ 60 ปี

พวงแก้ว สาตรปรุง เป็นธิดาคนที่ 5 ในจำนวน 6 คน เกิดปี 2485 หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 10 ปี ปัจจุบันอายุ 68 ปี สุขภาพยังแข็งแรง

"มติชนสุดสัปดาห์" ได้สัมภาษณ์พิเศษนางพวงแก้ว ณ ที่บ้านพักในซอยลาดพร้าว 15 กรุงเทพฯ

- คิดอย่างไรกับสภาพบ้านเมืองที่เกิดวิกฤตความขัดแย้ง แตกแยกมา 5 ปี ตั้งแต่ยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549

- มันเป็นความเห็นแก่ตัวของพวกชนชั้นขุนนาง เป็นพวกเห็นแก่ตัว จะยึดแต่อำนาจไว้กับตัว ไม่แผ่อำนาจลงมาให้ราษฎร มันเริ่มมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2490 ตั้งแต่โน่นแล้วที่ จอมพลผิน ชุณหะวัณ ปฏิวัติ ไม่ใช่เพิ่งเกิด คนเพวกนี้เป็นพวกเห็นแก่ตัว รัฐบาลเขาจะผิด เขาจะถูกอะไร เขามีศาลยุติธรรมอยู่ตั้ง 3 ศาล ก็ฟ้องไป ให้ว่าไปตามระบบของมัน ฟ้องเขาไปสิ เขาผิดอะไร ไม่ใช่มาตัดสินเองด้วยอำนาจของตัว เสร็จแล้วพอตัวมีอำนาจ ตัวโกงกินประเทศชาติ ประเทศชาติมันก็เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา

ทุกคนก็คิดว่า แหม พอพวกนี้คนโกงประเทศ อุ๊ย... ต้องยึดอำนาจแล้ว ต้องทำรัฐประหารแล้ว มันเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง ไปใส่ร้ายเขา ไปเอามาตรา 112 (ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดฐานดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท ฯลฯ) ไปใส่ร้ายเขา มันไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น ถ้าคนขาดศีลธรรม ก็เป็นอย่างนี้แหละ

:- มองการเคลื่อนไหวของกลุ่มสีต่างๆ อย่างไร เช่น กลุ่มสีเหลือง พันธมิตรฯ หรือสีแดง นปช.

- กลุ่มสีเหลืองนั่นแหละสร้างปัญหามาตั้งแต่เริ่มแรก

:- ที่ออกมาขับไล่รัฐบาลทักษิณน่ะหรือ

- ใช่

:- จนนำไปสู่การยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549

- ใช่ จนจะต้องเสียดินแดนอยู่แล้ว ขณะนี้รับผิดชอบกันบ้างไหม

"ผู้นำทหารก็มาเชื่อมประสานไม่ได้เพราะทหารก็เลือกข้างใช่ไหม"?

"ใช่ ใช่" คุณป้าพวงแก้วตอบทันที "เพราะทหารไปเลือกข้างเอง ทหารทำผิดหลายอย่าง ท่านไปทำรัฐประหารปี "49 ท่านทำผิด ประชาชนเขาไม่เชื่อถือ นอกจากนี้ ทหารยังไปฆ่าประชาชนอีกเมื่อเดือนเมษาฯ พฤษภาฯ ปี "53"

ลูกสาวผู้ก่อการกับ"เสื้อแดง"

"ป้าเหรอ ชอบสีแดง" นางพวงแก้วบอกเมื่อถูกถามว่า ชอบสีไหน


เหตุผลของป้าก็คือ "(คนเสื้อแดง) เขาเป็นคนชั้นล่างน่ะ แล้วมีมากด้วย มีมากด้วย แล้วยังไม่ได้พัฒนา ป้าสงสารเขา เขาพัฒนาได้น้อยเพราะพวกมีอำนาจมัวแต่กินโกงประเทศกัน ไม่เอาเงินไปพัฒนาเขาให้มากกว่านี้ เขาถึงได้ต้องตื่นตัวขึ้นมาเมื่อท่านทักษิณเข้ามา เพราะเขารู้ว่า อ๋อ ประชาธิปไตยกินได้อย่างนี้นี่เอง เขาก็ตื่นตัวขึ้นมา เขาก็อยากจะอยู่แบบคนอื่นเหมือนกัน เขาก็เป็นคนเหมือนกับเรา มันของธรรมดา อกเขาอกเรา"

"ป้าก็ไม่เคยไปเข้าร่วมชุมนุมกับเขา แต่จะติดตามดูทางทีวีที่บ้านอยู่ตลอด ดูไปจนถึงตี 4 ตอนเห็นทหารฆ่าประชาชน ก็รู้ สงสัย เอ๊ะ เขาฆ่าได้ยังไง ฆ่าได้แม้กระทั่งพระสงฆ์"

"ตอนที่ทหารยิงประชาชน ป้าส่งจิตระลึกไปถึงคุณพ่อ อยากให้คุณพ่อมาช่วยจัง ทำไมคุณพ่อไม่มาช่วยประชาชน ไม่รู้ดวงวิญญาณท่านไปถึงไหนแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าตายแล้ว ดวงวิญญาณไปที่ไหน ดังนั้น ประชาชนต้องช่วยตัวเอง"

ป้าพวงแก้วเสนอให้ไพร่กับอำมาตย์มารวมกัน เพราะต่างก็เป็นคนเหมือนกัน จะมามัวแบ่งแยกทำไม

"ไพร่กับอำมาตย์ไม่ใช่คนเหรอ ก็คนเหมือนกัน เราเลือกที่เกิดได้หรือเปล่า เราเลือกไม่ได้ ถือว่าเขาเป็นชนชั้นเดียวกันสิ เมตตากับเขาสิ อย่าไปให้เขาคิดว่า เขาต่ำต้อยเป็นไพร่ ท่านทำไม่ถูกหรอก ที่ให้เขาคิดอย่างนั้น แสดงว่าตัวท่านน่ะผิด ผิดอะไรต้องดู ต้องสำรวจตัวเองว่าผิดอะไร เขาถึงคิดว่า เขาต่ำต้อยอย่างนั้น คนเรามันเกิดมามันก็เหมือนกันทุกคน น่ะ มาทางเดียวกัน แล้วก็ไปทางเดียวกันด้วย เวลาไปแม้แต่ตัวเองยังเอาไปไม่ได้เลย ซี่โครงยังอยู่ เอาไปไม่ได้ ไปแต่วิญญาณเท่านั้น"

"ทำไมไม่คิดถึงตอนนั้นล่ะ แล้วต้องเป็นอย่างนี้ทุกคน พระพุทธองค์ท่านสั่งสอนมาดีแล้ว ทำไมไม่ทำตามล่ะ..."

คัดมาบางตอนจากมติชน...ก็ยังมีบุคคลสำคัญที่ชอบเสื้อแดง...และยังมีอีกเยอะแต่ไม่กล้าเปิดเผยอีก หลังจากสำรวจพระสงฆ์ที่ส่วนใหญ่จะเข้าใจและเห็นใจคนเสื้อแดงมากกว่าจากการสำรวจ...


รำลึกวีรชนประชาธิปไตย ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓

ที่มา thaifreenews

โดย vinitaya

รำลึกวีรชนประชาธิปไตย ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓

วันที่สิบเมษามหาวิปโยค
ประชาโศกร้องร่ำระห่ำไห้
ถูกเข่นฆ่าล้มดิ้นดับสิ้นใจ
กลางถนนเมืองใหญ่อยู่ในกรุง

แยกคอกวัวราชดำเนินคนเดินดิน
ถูกยิงดิ้นล้มลับดับหมายมุ่ง
ร้องหาประชาธิปไตยใฝ่ผดุง
เรียกยุติธรรมนำจรุงให้วิไล

กลับได้รับกระสุนปืนอำมาตย์มอบ
เป็นคำตอบมอบมาประชาให้
อำมาตย์ฆ่าประชาชนเหล่าคนไทย
ตามคำสั่งอำมาตย์ใหญ่ไม่ปราณี

ปัง..ปัง..ปัง..ประชาดิ้นสิ้นชีวิต
อำมหิตนักหนาพวกห่านี่
ทั้งที่หลงจงรักและภักดี
กลับตอบแทนประชาชีด้วยลูกปืน

ประชาเดือดเลือดพล่านจึงหาญสู้
ปัง..ปัง..ปัง..กระสุนกรูไม่อาจฝืน
ร่างหนึ่งแล้วร่างหนึ่งเล่าเป็นเป้าปืน
อำมาตย์ร้ายมันหยิบยื่นประชาชน

หลายชีวิตต้องดับสูญอาดูรเศร้า
ทั้งที่เขามือเปล่าเข้าสู้ผล
สู้กับปืนที่ยิงสาดกราดฝูงชน
เพราะสุดทนให้เหยียบย่ำเจ็บช้ำใจ

จึงเป็นเหตุวีรชาญที่หาญกล้า
ประชาชนทายท้าอย่างยิ่งใหญ่
ไม่ยอมสยบผู้สั่งฆ่าประชาไทย
ด้วยหัวใจกล้าแกร่งแห่งวีรชน

ขอรำลึกวิรกรรมท่านทำเทอด
วีรชนผู้ประเสริฐผู้กล้าผล
สละชีวิตปกป้องประชาชน
จนเป็นผลตัวตายมลายพลัน

ขอวิญญาณวีรชนทุกคนสู่
สถิตอยู่วิมานแมนแดนสวรรค์
เสวยสุขสุขาวดีทุกชีวัน
ทุกทิวาราตรีนั้น..................สุขสันต์เทอญ


วินิตยา
10 เมษายน 2554

1 ปีที่คอกวัว

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ล่วงเลยมา 1 ปีเต็มแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าคดีสลายม็อบเสื้อแดงที่คอกวัวเมื่อ 10 เม.ย.53

ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 26 ศพ

ถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อสรุปทางคดีที่เป็นรูปธรรมเลย

วันก่อน ญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุการณ์สลายเสื้อแดง 10 เม.ย.53 จำนวน 16 คน

ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายต่อศาลแพ่งในคดีละเมิดและเรียกค่าเสียหายจากกระทรวงการคลัง กระทรวงกลาโหม และกองทัพบก

เป็นเงินรวมเกือบ 40 ล้านบาท!

ระบุว่าเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนั้นมีมูลเหตุเกิดจากการกระทำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมกับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

ทำให้เกิดความเสียหายจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บของผู้ชุมนุมเสื้อแดง

บางคนเป็นหัวหน้าครอบครัว ทำให้ทายาทนอก จากสูญเสียผู้นำแล้วยังต้องเดือดร้อนในการดำรงชีวิตต่อไป

และเมื่อตรวจดูรายชื่อโจทก์ร่วมทั้ง 16 คน ก็ต้องสลดหดหู่ยิ่งขึ้น

เพราะมีเด็กเล็กๆ ถึง 5 คน เป็น 3 เด็กชาย และ 2 เด็กหญิง ที่ต้องสูญเสียผู้ปกครอง-ผู้นำครอบครัวจากเหตุการณ์ 10 เมษาเลือด

เด็กตัวน้อยๆ เหล่านี้ต้องออกมาต่อสู้ทวงความยุติธรรม และเรียกร้องค่าเสียหายโดยชอบธรรม

และในเหตุการณ์เดียวกันนี้ยังมีอีกศพที่กล่าวขวัญกันมากในตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นถูกยิงตายขณะถ่ายภาพทำข่าวเหตุการณ์สลายม็อบแดง

เป็นอีกศพที่สูญเสียในสถานการณ์รุนแรงเนื่องจากฝ่ายรัฐใช้มาตรการทหารเข้าปราบม็อบ

ที่ถูกกล่าวขวัญก็เพราะทางการญี่ปุ่นทวงถามความคืบหน้าคดีนี้ไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วในรอบ 1 ปี

แต่ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนจากรัฐบาลไทย

ดีเอสไอก็กลับไปกลับมา

ตอนแรกระบุเจ้าหน้าที่รัฐฆ่า ก่อนพลิกว่าไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว

เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนยอมรับ??

ในวาระครบรอบการตาย ก็มีข่าวว่าญาติของนายฮิโรยูกิจะบินมาทวงถามความคืบหน้าถึงเมืองไทย อีกครั้ง

ทั้งหมดนี้เป็นการทวงความยุติธรรม

เพียงส่วนหนึ่งจาก 91 ศพที่ยังรอความยุติธรรมอยู่

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 11/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





ครบรอบปี ฝีมือ อำมหิต
ประชาชน มาใช้สิทธิ์ ถูกปลิด..ฆ่า
อำนาจรัฐ ถาโถม โหมเข้ามา
ลั่นไกฝ่า ฝูงชน ฆ่าคนไทย....

ทำเฉไฉ คุดคู้ ไม่รู้ไม่ชี้
คือสามานย์ อัปรีย์ ที่ยื่นให้
เราขอแค่ ยุบสภา ฆ่าทำไม
ประชาธิปไตย จอมปลอม พร้อมฆ่าคน....


คนสั่งปราบ สั่งฆ่า ประชาราช
จิตอุบาทว์ ชั่วช้า น่าฉงน
ด้วยโหดร้าย สถิตย์ร่าง อำพรางตน
แฝงเล่ห์กล บทขยี้ บี้แหลกราน....

ครบรอบปี ฝีมือ คือความโหด
ยังชั่วโฉด สมอ้าง อย่างห้าวหาญ
เหลือรอยเลือด รินไหล ไว้ประจาน
เป็นตำนาน ไอ้ทรราช ไอ้ฆาตกร....

ผ่านกี่คราว แล้วหนา เมษาเลือด
ใจถูกเชือด ร้อนรุ่ม ดั่งสุมขอน
พวกสั่งฆ่า ยังเฉไฉ ไม่สังวรณ์
แถมยอกย้อน เย้ยหยัน ทุกวันคืน....


๓ บลา / ๑๑ เม.ย.๕๔
http://3blabla.blogspot.com

เสื้อแดงลั่น "ประชาชนถูกฆ่าตาย ประชาชนถูกยิงในเขตอภัยทาน ได้ยินไหม"

ที่มา ข่าวสด













งานรำลึกนองเลือด 10 เมษา

เมื่อวันที่ 10 เม.ย. กลุ่มเสื้อแดง นปช. จัดการชุมนุมเพื่อรำลึก 1 ปีการปราบปรามการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีผู้เสียชีวิต 20 กว่าราย บาดเจ็บกว่า 800 ราย ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีผู้ร่วมชุมนุมหนาแน่นทั้งถนนราชดำเนิน แม้ว่าจะมีบางช่วงที่ฝนตกลงมา ผู้ชุมนุมยังคงปักหลักฟังการปราศรัยของแกนนำนปช. ตลอดจนข้ามคืน

ไฮไลต์การปราศรัยในช่วงดึก ราว 23.00 น. เป็นการขึ้นเวทีของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ในวันเดียวกันนี้เมื่อปีก่อน ที่ไม่คิดว่าผู้ชุมนุมจะถูกยิงสังหาร ในตอนนั้นตนมีอยู่สองทางเลือก คือหนึ่งเจรจาเพื่อหยุดความรุนแรงก่อนแล้วค่อยว่ากัน สองคือปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไป เพราะเมื่อมีคนตายจำนวนมากแล้วรัฐบาลคงอยู่ไม่ได้ ตนคิดถึงทางเลือกที่หนึ่งแล้วจบ แต่ทางที่สองไม่จบ จึงตัดสินใจขอเจรจาเพื่อให้ทหารหยุดยิง

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ไม่น่าเชื่อและเจ็บปวดใจยิ่งกว่าปีที่แล้ว ก็คือรัฐบาลที่สั่งการให้ปราบปรามผู้ชุมนุม ยังอยู่ในอำนาจ ลอยหน้าลอยตา และยังมาพูดให้เจ็บแค้นใจว่า คนเสื้อแดงฆ่ากันเองอีก จากนั้นเมื่อเกิดเหตุปราบปรามที่ราชประสงค์ มีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยศพ จนถึงวันนี้อาคารห้างสรรพสินค้าที่ถูกเผาใกล้จะซ่อมแซมฟื้นกลับมาได้ คนพูดกันถึงความสะดวกสบายที่จะกลับคืนมา แต่กลับไม่นึกถึงคนที่ถูกฆ่าตายไปโดยไม่มีทางได้กลับมาอีก เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ปวดร้าวใจ และไม่เข้าใจ

ในตอนท้าย นายณัฐวุฒิกู่ร้องตะโกนประโยคว่า "ประชาชนถูกฆ่าตาย ประชาชนถูกยิงในเขตอภัยทาน" บางจังหวะตามด้วยคำว่า "ได้ยินไหม" ต่อเนื่องกันหลายสิบครั้ง ขณะที่ผู้ชุมนุมลุกขึ้นยืนปรบมือและโห่ร้องตามอย่างกึกก้องเป็นเวลานาน จากนั้นนายณัฐวุฒิจึงร้องเพลงที่แต่งขึ้นเองระหว่างถูกขัง ให้เพื่อนร่วมต่อสู้ที่จากไป

สำหรับการปราศรัยในช่วงเย็น เริ่มต้นด้วยนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขาฯ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวเปรียบเทียบเหตุการณ์การยุบพรรคการเมือง กับการแข่งขันฟุตบอล ว่าเล่นอย่างไร้กติกา มีเจ้าของสนาม กรรมการ ไลน์แมนที่เข้าข้างสโมสรข้างหนึ่งฝ่ายเดียว ตั้งกติกาขึ้นมาเอง เตรียมมอบชัยชนะไว้ให้ตลอดเวลา ส่วนคู่แข่งอีกทีมถูกทั้งมือและเท้ารุมรังแก เล่นอย่างไรก็แพ้

จากนั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.และแกนนำคนเสื้อแดง ขึ้นกล่าวถึงเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงถูกสังหารในวันที่ 10 เม.ย. ด้วยความเจ็บแค้นใจ โดยระบุว่า คนเสื้อแดงถูกกล่าวหาเผาบ้านเผาเมือง เพื่อให้ดูว่าสมควรตายแล้ว ทั้งยังมีสมาชิกที่ถูกคุมขังอยู่ตามเรือนจำในหลายจังหวัด ถูกกล่าวหาจ้องล้มสถาบัน ทั้งๆ ที่ได้แต่เรียกร้องให้ยุบสภา แต่มาตอนนี้ รัฐบาลพูดถึงการยุบสภาราวกับเป็นบุญเป็นคุณ ทั้งที่การยุบสภาก็ไม่คุ้มค่ากับคนที่ตายไป จึงต้องเอาผู้สั่งฆ่าประชาชนมาลงโทษให้ได้

ต่อมาญาติผู้เสียชีวิตได้ขึ้นเวที โดยมีตัวแทนกล่าวไว้อาลัยให้กับการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รัก พร้อมกับคำประกาศจะต่อสู้ทวงความยุติธรรมต่อไป จากนั้นนายวิสา คัญทัพ ขึ้นอ่านบทกวีไว้อาลัยตามด้วยการจุดเทียนและเปิดเพลงอาลัยให้กับผู้เสียชีวิต บรรยากาศตอนนี้เต็มไปด้วยความเศร้า ผู้ชุมนุมหลายคนร้องไห้ออกมา

เวลา 20.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้ามาให้กำลังใจคนเสื้อแดง โดยระบุว่า โทร.มาจากประเทศในตะวันออกกลาง จากนั้นกล่าวเรียกร้องขอกรรมการที่เป็นกลางในการจัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้น เพราะหากการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ยุติธรรมอีก จะเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศ นอกจากนี้พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวขอบคุณคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ รวมถึงตัวแทนแดงอียูที่มาจากยุโรป ที่ร่วมกันต่อสู้ประชาธิปไตย ดังจะเห็นได้ว่า หากประชาธิปไตยถูกขัดขวาง ไม่เพียงไม่เป็นผลดีต่อประชาชน ยังไม่ดีต่อตัวผู้ปกครองประเทศเอง เพียงแต่อาศัยจังหวะเวลาเท่านั้น ดังจะเห็นได้ในประเทศตะวันออกกลาง ไม่ว่า ตูนิเซีย อียิปต์ เยเมน ซีเรีย ฯลฯ จึงขอให้คนเสื้อแดงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต่อไป และอีกไม่นานคงได้พบกัน