WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, April 14, 2011

10 เมษายน . . เสียงปืนแตกที่สี่แยกคอกวัว . . ตอนสอง

ที่มา thaifreenews

โดย tongtata

วันที่ 10 เมษายน 2553 การปะทะกันของมวลชน เสื้อแดง กับกองกำลังทหารของ ศอฉ. บนถนนราชดำเนินนอก
ถูกถ่ายทอดออกทางโทรทัศน์ตั้งแต่ตอนบ่าย ภาพและเสียงที่ได้ยินเหมือนหนังบู๊ แต่เมื่อมีความตายเกิดขึ้น
มีการนองเลือดจริง ๆ แม้บางช่วงเวลามีเสียงเพลงเหมือนในหนัง แต่การสูญเสียทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่า
นี่คือชีวิตจริง ตายจริง ๆ มีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว
แต่อำนาจไม่เข้าใครออกใคร คนที่ต้องการปกป้องอำนาจ คงสั่งให้สลายการชุมนุมให้ได้ และคงไม่สั่งให้ฆ่าคน
แต่เมื่อมีคนเสียชีวิต ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงขึ้นไปก็ต้องรับผิดชอบต่อคำสั่งของตน บางเรื่องอาจอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ
แต่บางเรื่องก็เป็นการจงใจสังหารคนมือเปล่า
ผู้รู้ในวงการทหารบอกว่า เรื่องที่น่าอับอายที่สุดคือการที่หน่วยสไนเปอร์ใช้อาวุธร้ายแรงมาซุ่มยิง ผู้ชุมนุมมือเปล่า
กลางถนน โดยเฉพาะกรณี นายวสันต์ ภู่ทอง ช่างเย็บผ้าชาวสมุทรปราการ อายุ 39 ปี
ซึ่งมีภาพวิดีโอขณะเกิดเหตุแพร่ไปทั่วโลก



คนทั้งโลกมองเห็นภาพนายวสันต์ถือธงชาติอยู่กลางถนนราชดำเนิน และถูกยิงสมองกระจายล้มลงนอนอยู่บนพื้น
มีธงชาติพาดอยู่บนหน้าอก คนที่ยิงมองจากกล้องที่ติดปืน ก็เห็นอยู่แล้วว่านายวสันต์ไม่มีอาวุธใด ๆ นอกจากธงชาติ
และนายวสันต์ก็คงมองไม่เห็นคนซุ่มยิง ซึ่งอยู่ไกลเป็นร้อย ๆ เมตร เขาไม่มีทางที่จะถือธงไปทำร้ายคนซุ่มยิงได้

นี่จึงไม่ใช่การป้องกันตัว แต่เป็นการจงใจฆ่า จะฆ่าเพราะอะไรไม่มีใครตอบได้ ภาพสยดสยองนี้แพร่ไปทั่วโลก
และจะยังคงอยู่เป็นสิบ ๆ ปี วันนี้ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนในโลก เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์แล้วคลิกไปที่เหตุการณ์
10 เมษายน ในประเทศไทย คุณจะได้เห็นภาพนี้ มันเป็นการประจานทุกคนที่เกี่ยวข้อง ชี้ให้เห็นถึงการด้อย
ความสามารถในการบังคับบัญชา การกำหนดเปาหมายและภารกิจ การอบรมสั่งสอนผู้ปฏิบัติงาน
ทั้งในเรื่องจริยธรรม และการควบคุมอารมณ์

"สุเทพ"หนุน ผบ.ทบ.เอาผิด"จตุพร"ปราศรัยบนเวทีแดงหมิ่นเบื้องสูง

ที่มา thaifreenews

โดย คำปัน

"สุเทพ"หนุน ผบ.ทบ.เอาผิด"จตุพร"ปราศรัยบนเวทีแดงหมิ่นเบื้องสูง


เมื่อวันที่ 13 เมษายน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่สนามบินดอนเมือง ถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สั่งให้ดำเนินคดีกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชนุภาพ ว่า ตน เห็นตรงกับคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย หรือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ตลอดจนผู้ที่ปราศรัยบนเวทีทั้งหลาย ในวันที่ 10 เมษายน ได้กระทำการที่ไม่สมควร และกระทบต่อจิตใจคนไทยอย่างยิ่ง ตนเห็นด้วยว่าถ้าเข้าข่ายที่ผิดกฎหมายต้องดำเนินการ

เมื่อ ถามว่า การกระทำดังกล่าวมาทำในช่วงที่เข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง มีนัยยะทางการเมืองที่มองไปได้ว่าจะเป็นการขัดขวางการเลือกตั้ง นายสุเทพกล่าวว่า "นัยยะทางการเมืองมองได้ว่านายจตุพรและพรรคพวกเอาเรื่องที่ไม่สมควรจะเป็น ประเด็นมาทำงานทางการเมือง เหยียบย่ำจิตใจคนไทย ส่วนจะมีการถอนประกันนายจตุพรและแกนนำ นปช.คนอื่นๆ หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ตำรวจ และศาล ไม่ก้าวล่วงไปในกระบวนการยุติธรรม แต่ยืนยันว่าในช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง นายจตุพรเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เรื่องอื่นเยอะแยะที่จะพูดจาหาเสียง ทำไมจะต้องนำเรื่องดังกล่าวมาพูด"

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน



ขอทีนะผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ท่านกำลังบิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่างให้ประชาชนเข้าใจผิด ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นในลักษณะจองล้างจองผลาญเขาไปตลอด ประชาชนเข้ารู้นะว่าคิดอะไรทำอะไรกันอยู่ สถาบันทหารกับสถาบันการเมืองควรแยกการทำงานออกจากกันอย่างชัดเจนสิครับอย่า เอาความได้เปรียบทางโอกาสมาตบตาประชาชนอีกเลย

ฟันธง หลังสงกรานต์ ปฏิวัติ เศรษฐกิจอัศจรรย์ ดาราเฮงสุดๆ...หมอลักษณ์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ผมกลับมาแล้ว...ออกตัวแบบทำให้หลายคนใจระทึก
อาจารย์ลักษณ์ เลขานิเทศ เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์
บอกว่าหลังจากที่ไม่ค่อยได้ให้สัมภาษณ์แบบฟันธงแบบไม่กลัวหน้าไหนมานานเกือบ 2 ปี
เนื่องในวันพิเศษสงกรานต์เช่นนี้ ไทยรัฐออนไลน์ให้ฟันธง
โดยเอาหลักดวงดาวนำกับเหตุการณ์ใหญ่หลังจากนี้เป็นต้นไป
ตั้งแต่การเมือง วงการบันเทิง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ....

การเมือง / ปฏิวัติ - นายกคนใหม่ไม่ใช่อภิสิทธิ์ ฟันธง


หมอลักษณ์เกริ่นให้ความรู้ก่อนว่า ลัคนาเมืองประเทศไทยอยู่ราศีเมษ
เนื่องจากวันที่ 21 เมษายน 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
นำเสาหลักเมืองลงก้นหลุม ดวงเมืองจึงถือกำเนิดในวันที่ 21 เม.ย.2325 เป็นต้นมา

“และในช่วงนี้ถือว่าเป็นน่าสนใจมากๆ
เพราะถือเป็นฤดูการแห่งการเปลี่ยนแปลงของชะตาเมืองในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา
เนื่องจากดาวพฤหัสซึ่งว่าเป็นดาวตัวแทนของคุณธรรมความดี ความถูกต้อง
โคจรจากกลุ่มดาวแมงป่อง ถึงกลุ่มดาวคนโก่งคันธนู ผ่านมังกร ผ่านกุมภ์
และมาถึงราศีมีนถือว่าเป็นจังหวะโคจรวิปริตที่สุดในรอบ 40 ปี
ทำให้อะไรไม่เป็นระบบ ไม่ยุติธรรม ฤดูกาลก็ผิดธรรมชาติ แต่มันกำลังจะผ่านพ้นไป”



แต่เหนืออื่นใด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหลังจากนี้ก็คือ
เรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะวันนี้ไม่ได้สาบสูญไปจากประเทศไทย

“ผมใช้คำว่าหลังจากวันนี้มันยังมีเค้ารางเกิดขึ้นได้
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวต่อระบบประชาธิปไตยอย่างยิ่งปฏิวัติ
หลังจากนี้ก็เหมือนกับผีรู้ว่าอยู่ใกล้ๆแต่ไม่เคยเห็นปฏิวัติใน พ.ศ. 2554 ก็ เหมือนกัน
ทางแก้ก็คือทุกๆ คนต้องพยายามแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้ให้มากๆ เช่น
ไม่เห็นด้วย ไม่ชอบปฏิวัติ กูไม่ยอมมรึงเพราะมันจะซ้ำเติมประเทศ
พูดกันให้มากๆ สิ่งนี้แหละจะเป็นอันนี้จะเป็นเกราะป้องกัน
ที่ทำให้คนกำลังคิดจะปฏิวัติไม่กล้า
แต่ถึงกระนั้นยังน่าเป็นห่วงเพราะว่าลีลาดวงดาวในปีนี้มันเหมือนกับ พ.ศ.2500
จอมพล ป.ครองอำนาจมานานแล้วเจอจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจนั่นเอง
แต่จะเป็นการปฏิวัติแบบไม่รุนแรง ไม่นองเลือดเป็นปฏิวัติเงียบ”

ถามว่า เหตุการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่าไรนับจากนี้
ในยามที่ดวงและดาวพฤหัสทำมุมดีเช่นนี้ไปจนนานอีก 1 ปี
เราจะได้ผู้นำเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเหมือนกับที่เราเฝ้ามองในปี พ.ศ. 2543 ว่า
เราจะมีใครในปี พ.ศ. 2554 เราจะได้ผู้นำใหม่

“ผมฟันธงเลยว่า
1.ต้องเป็นอดีตข้าราชการ
2.ต้องเป็นคนดีที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง
แล้วถามว่าใช่คนเดิมไหมตอบได้ว่ายากที่จะเป็นคนเดิม
เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มันเหมือนกับตอนที่เราได้นายกพระราชทาน อย่าง
อ.ธานินทร์ กรัยวิเชียร หรือ อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ มันเป็นปรากฏการณ์ที่สะอาด
และได้รับการยอมรับจากคนทั้งประเทศเมื่อ 4 พ.ค
ถ้ามีการเลือกตั้งเมืองไทยจะได้คนดี มากกว่า 4-5 ปี การบริหารจะเป็นระบบ”



เศรษฐกิจ / สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม หุ้น อภิมหามหึมาโชคดี

หมอดูจอมฟันธงบอกว่า ในมุมของดาวเศรษฐกิจ
เนื่องจากดวงเมืองไทยหลายปีที่ผ่านมา เกิดวิกฤตเป็นอย่างมาก
เพราะว่าดาวเสาร์ ทำให้เกิดเพศภัยธรรมชาติ เกิดการขัดแย้งทางการเมือง ของกลุ่ม
คนต่างชนชั้นต่างความคิดก่อให้เกิดเป็นปรปักษ์ความรุนแรง
มันส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก สภาพคล่องทางการเมือง ภัยพิบัติมีปัญหา
ที่สำคัญดาวร้าย เสาร์กับราหูอยู่ในมุมร้าย ดาวดีอยู่ในมุมดีดาวพฤหัสบดี

“ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์ร้ายมันกระหน่ำซ้ำเติมประเทศไทยมากมาย
แต่หลังจาก 4 พ.ค.เป็นต้นไป เรื่องร้ายเป็นเรื่องลบมันอยู่ในมุมลดกำลังไปครึ่งหนึ่ง
แต่ดาวดีที่อยู่ในมุมร้าย กำลังจะอยู่ในมุมดีหลังวันที่ 4 พ.ค. แปลว่า
เศรษฐกิจไทยมีการพลิกฟื้นอย่างมหัศจรรย์
มันเหมือนกับปี พ.ศ. 2543 ต่อ พ.ศ.2544 การค้าระหว่างประเทศจะเข้ามาอยู่เมืองไทย
เช่นประเทศ ญี่ปุ่นที่เพิ่งเผชิญสึนามิ อุตสาหกรรมหลายประเภทจะย้ายมาในไทย เป็นต้น
จากนี้สินค้าอุปโภคบริโภคเราจะส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจะมีราคาสูงมาก
อันนำไปสู่การจ้างงาน การลงทุน รายได้เข้าสู่ประเทศภายเอกชน ภาครัฐและภาคครัวเรือน
หุ้นดี ที่ดินดี แต่แปลกคือจากนี้เป็นต้นไป ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมดีแทบทุกตัว” ฟันธง...!



วงการบันเทิง/ ณัฐวุฒิ สกิดใจ, เจษฎาภรณ์ ผลดี, ณเดชน์ คูกิมิยะ โกอินเตอร์

เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์บอกว่า ที่ผ่านมา
เหตุการณ์บันเทิงไม่มีใครเกิดชัดๆ
ไม่มีวีรบุรุษ ไม่มีวีรสตรีที่โดดเด่น แม้กระทั่งหมอดูจะเกิดก็ไม่ชัด

“แต่พ้นจากวันที่ 24 พ.ค. ย้ายเป็นมหาอุต ราหูหื่อเสียให้คุณให้วงการบันเทิงโดนเด่น
มีการขายวงการบันเทิงข้ามชาติ ดาวเสาร์ย้ายวันที่ 7 ธ.ค. ปีนี้
ดาวใหญ่ย้าย 3 ดวงหลังจากวันที่ 24 พ.ค
ดาวมารเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี เจ้าพ่อกลายเป็นผู้มีคุณธรรม
ร้ายตายดีรุ่ง วงการบันเทิง ราหูเป็นมรณะ ของเก่าๆ กลับมาคืนมา
มอมเมาประชาชนได้อีกครั้ง ยกตัวอย่าง เช่น
พระเอกเก๋า สรพงษ์ ชาตรี หรือ อาสมบัติ เมทะนีจะมีชื่อเสียง
หรือไปขุดหนังเก่าๆ มาแล้วก็สร้างชื่อเสียงให้ต่างประเทศมากมาย
เกิดการกลงทุ่นใหญ่ระดับชาติ คนรู้จักเมืองไทยมากขึ้น
ละครก็มีมากมาย ไปขาย จากนี้เราโกอินเตอร์
ณัฐวุฒิ สกิดใจ, เจษฎาภรณ์ ผลดี , ณเดชน์ คูกิมิยะ โกอินเตอร์
ดาราใหม่ๆ จะโดดเด่นชัด ดาราเช้าชามเย็นชมจะเลือนหายไปจากวงการ”



ต่างประเทศ ไทย/จีน อินเดีย เนปาล อินโดนีเซีย ไทยจะเกิดอาเพศใหญ่

จอมฟันธง บอกถึงสถานการณ์ต่างประเทศว่า
หลังจากนี้ดวงประเทศจีน อินเดีย เนปาล อินโดนีเซียจะเกิดอาเพสใหญ่
หรือ เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.นี้และบวกลบไปอีก 3 เดือน

“แต่สำหรับประเทศเรา สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คืออีกไม่เกิน 5 ปี
ประเทศไทยอาจจะเกิดแผ่นดินไหวอีกในบางภูมิภาคของประเทศ
ที่มีการประหัตประหารชีวิตโดยขาดคุณธรรมเมตตาธรรม
จะก่อเกิดการลงโทษโดยธรรมชาติ
ถ้าคุณไม่กลับตัวเอาธรรมะเข้าสงบจิตใจไฟแห่งความอาฆาต
และภัยจากธรรมชาติจะเล่นงานภาคของคุณ
จนเหมือนจะหายไปจากแผ่นที่ประเทศไทยเลยทีเดียว” หมอดูชื่อดังกล่าวสรุป.


http://www.thairath.co.th/content/life/163643

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 14/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





โศกนาฏกรรม ตามมา หน้าน้ำท่วม
ทุกข์จนน่วม อ่วมซ้ำ กระหน่ำให้
ความช่วยเหลือ จากรัฐ ถูกจัดไป
ชุบแผลใจ หรือดาหน้า มาซ้ำเติม....

เครียด..น้ำท่วม หมดตัว มัวหมองหม่น
ตอกย้ำคน ทุกข์ยาก ลำบากเพิ่ม
ร้อยปัญหา รุมเร้า เศร้ากว่าเดิม
ยังซ้ำเติม ด้วยของเน่า เขาแจกมา....

เครียด..ถูกสื่อ เร่งช่วยเหลือ เพื่อมนุษย์
พวกเลวสุด กลับมองข้าม เป็นหยามหน้า
ช่วยเดือดร้อน เศร้าหมอง นองน้ำตา
กลับกล่าวหา พวกสื่อ ดื้อแย่งซีน....


ยุคชั่วช้า สามานย์ สันดานถ่อย
ทำคิดเล็ก คิดน้อย คอยเล่นลิ้น
คนลอยคอ รอความหวัง ที่หลั่งริน
กลับใจหิน ด่ากราด เพื่อสาดโคลน....

โศกนาฏกรรม หลังน้ำท่วม มันอ่วมแน่
คนช่วยแก้ มันใจแคบ แบบสับสน
ช่างสมชื่อ พวกอุบาทว์ ชาติสัปดน
เชิญทุกคน เลือกกลับมา..ถ้าเห็นดี....


๓ บลา / ๑๔ เม.ย.๕๔
สวัสดีวันปีใหม่ไทยครับ
http://3blabla.blogspot.com

ทักษิณ ทวิตขอสงกรานต์ ทุกฝ่ายหยุดสาดโคลนทางการเมือง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทวิตข้อความเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
ขอทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันยุติการสาดโคลนทางการเมือง
และหยุดอ้างเบื้องสูง เผย 23 เม.ย.เปิดนโยบายเพื่อไทย...

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวิตขอความล่าสุด
เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ว่า
ผมขอส่งความสุขและความ ปรารถนาดีมายังพี่น้องคนไทยทุกคน
เนื่องในวันสงกรานต์ด้วยความเคารพ รัก+คิดถึงด้วยครับ
ขอให้พักผ่อนให้สนุกและปลอดภัยครับ
หลังสงกรานต์อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน
ในฐานะคนไทยด้วยกันสาดน้ำเสร็จก็สะอาดแล้ว
หยุดสาดโคลนการเมืองกันเถอะบ้านเมืองจะได้เดินต่อไปได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงหรืออ้างอิงสถาบันฯ
เพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ผมขอร้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นแดง เป็นเหลือง เป็นพรรคการเมือง หรือกองทัพ
ประเทศไทยจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น
และทรงอยู่เหนือการเมือง

ขอให้มาร่วมกันแข่งขันทำความดีให้ประชาชนและให้เขาเป็นผู้ตัดสิน
ตามหลักการในระบอบประชาธิปไตยดีกว่า
และทุกฝ่ายต้องยกสถาบันฯไว้เหนือความขัดแย้งทางการเมือง

และเอาไว้วันที่ 23 เมษายนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต
ผมจะแนะนำนโยบายให้พรรคเพื่อไทยเพื่อจะได้พิจารณานำไปปฏิบัติ
เมื่อเป็นรัฐบาลและจะเล่าอะไรให้ฟัง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตุว่า การทวิตข้อความดังกล่าว มีขึ้นหลังจาก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
มีคำสั่งให้กรมพระธรรมนูญแจ้งความดำเนินคดีกับ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และ
แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมพวกประกอบด้วย
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และ
นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
กรณีขึ้นกล่าวปราศัยบนเวทีคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา


http://www.thairath.co.th/content/pol/163793

แม่ทัพภาค 1 วอนคนไทยประณามแกนนำ นปช. ปราศรัยหมิ่น "ประยุทธ" สั่งเกาะติดหมิ่นสถาบันทุกช่องทางสื่อสาร

ที่มา ประชาไท

แม่ทัพภาค 1 ซัดแกนนำแดงปราศรัยหมิ่นสถาบัน วอนคนไทยทุกคนรุมประณาม ด้าน ผบ.ทบ.สั่ง กอ.รมน.ทั่วประเทศตรวจสอบการหมิ่นเบื้องสูงทุกช่องทางสื่อสาร พร้อมประสานไอซีที-ตำรวจจับกุม ดำเนินคดีตามกฎหมาย โฆษกเผยที่ผ่านมาได้ดำเนินคดีไปจำนวนมากแล้ว

14 เม.ย. 54 - พล.ท.อุดม​เดช สีตบุตร ​แม่ทัพภาคที่ 1 ​เปิด​เผยว่า ​การที่​แกนนำกลุ่ม​แนวร่วมประชาธิป​ไตยต่อต้าน​เผด็จ​การ​แห่งชาติ (นปช.) ​ได้กล่าวปราศรัย​ใน​การชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิป​ไตย ​แยกคอกวัว ​เมื่อวันที่10 ​เม.ย. ​และมีคำพูดบางช่วงที่หมิ่น​เหม่ต่อสถาบัน ​ซึ่ง​ได้กระทบต่อ​ความรู้สึกของคน​ไทยส่วน​ใหญ่​เป็นอย่างยิ่ง ​เพราะคน​ไทยส่วน​ใหญ่รักชาติ​และ​เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ​และทหาร​เช่น​เดียวกัน​เพราะทหารทุกคนคือประชาชนที่​เป็นลูกหลานของประชาชน ตน​เองรู้สึกสะ​เทือน​ใจ​และ​เศร้า​ใจ​เป็นอย่างมากที่​เห็นคนที่​ได้ชื่อ​และพูด​เสมอว่าตัว​เอง​เป็นคน​ไทย ​เชื้อชาติ​ไทย สัญชาติ​ไทย ​ได้กล่าวคำที่บ่งบอก​ถึง​การก้าวล่วงต่อสถาบันอัน​เป็นที่รักของคน​ไทย

​ทั้งนี้​เห็นว่า ยิ่งนานวัน​ความ​เป็นตัวตน ​ความนึกคิดที่​แอบ​แฝง​ความ​ไม่​เคารพ ​และลบหลู่สถาบัน​ได้ถูก​เผย​และ​แสดงออกอย่างชัด​เจนมากขึ้นๆ มีคนที่พูด​เก่ง สามารถบิด​เบือน​เหตุ​การณ์รุน​แรงที่​เกิดขึ้น​เมื่อกลางปี 53 ที่ผ่านมาว่า ทหาร ตำรวจตั้ง​ใจฆ่าประชาชน ​แต่​เชื่อว่าคน​ไทยส่วน​ใหญ่รู้ว่า​ความจริง ว่า​ใคร​เป็น​ผู้​เริ่ม​และ​ทำอะ​ไร

"ขอฝาก​ไปยังกลุ่มคน​เหล่านั้นว่า อย่า​ทำร้ายจิต​ใจของคน​ไทยส่วน​ใหญ่​ใน​เรื่องสถาบัน​ให้มาก​ไปกว่านี้ ขอ​เรียกร้อง​ให้ทุกกลุ่ม ทุกสี ​แม้​แต่ นปช.​เอง ​ซึ่งผมคิดว่าส่วน​ใหญ่มี​ความจงรักภักดี มี​ความรัก​เคารพสถาบัน ซาบซึ้งต่อพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาว​ไทย​เป็นอย่างยิ่ง​เสมอมา​ได้ร่วมมือร่วม​ใจ ร่วม​แสดงออก​ใน​การประณาม ​และ​ไม่​เห็นด้วยต่อคำพูด​และ​การ​แสดงท่าทีที่​เลวร้าย​เหล่านั้น " ​แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าว

​แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า ทหารทุกคน ​ไม่ว่าหน่วย​ใด กองทัพ​ใด ​ไม่สามารถยอมรับ​แสดงออกดังกล่าว​ได้ ​และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 1 ​เชื่อมั่น​ในผบ.ทบ. ​และพร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง​เพื่อปกป้องชาติ​และสถาบันร่วมกับประชาชนคน​ไทยส่วน​ใหญ่ด้วยชีวิตของคน​ไทยทุกคน

ผบ.ทบ.สั่งเกาะติดหมิ่นสถาบันทุกช่องทางสื่อสาร

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รองผอ.รมน.) ได้สั่งการให้ กอ.รมน.ภาคและจังหวัด ตรวจสอบการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ทางสถานีวิทยุชุมชน เว็บไซต์ และอินเตอร์เน็ต

พล.ต.ดิฎฐพร ศศะสมิต โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า ที่ผ่านมา ศูนย์ประสานการปฏิบัติ ด้านโครงการพระราชดำริและเทิดเกียรติ ปกป้องสถาบันกษัตริย์ ซึ่งเป็น ศูนย์หมายเลข 6 ในจำนวน 6 ศูนย์ที่ กอ.รมน. มีอยู่ ได้ทำหน้าที่ประสาน สั่งการและแจ้งเบาะแส และข้อมูลการละเมิดสถาบันฯไปยัง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และตำรวจ เพื่อดำเนินการตามกฏหมาย

“ที่ผ่านมามีการดำเนินคดี คนที่หมิ่นสถาบันฯ ในรูปแบบต่างๆ จำนวนมาก แต่ กอ.รมน. ไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากจะส่งผลต่อการสืบสวนสอบสวน อีกทั้งถือว่าเป็น ภารกิจที่ไม่พึงเปิดเผย เพราะมีผลดีผลเสีย ฝ่ายตรงข้ามจะรู้ตัวและหลบหนี แต่ขอบอกว่า เราทำงานกันตลอดเวลา” พล.ต.ดิฎฐพร กล่าว

นอกจากนี้ ศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) บก.กองบัญชาการกองทัพไทย และตำรวจสันติบาล ยังคงติดตามพฤติกรรม ผู้หมิ่นสถาบันในช่องทางต่างๆอีกด้วย

พล.ต.ดิฎฐพร กล่าวอีกว่า ในวันที่ 2 พ.ค. นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะ ผู้อำนวยการ กอ.รมน. จะมาแถลงผลงาน กอ.รมน.ในรอบ 6 เดือน

ทั้งนี้กอ.รมน. จะเพิ่มงานด้านการบรรเทาภัยพิบัติ เข้ามาด้วย โดยอยู่ในศูนย์ที่ 4 คือศูนย์ประสานการปฏิบัติด้านการพทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และการบรรเทาภัยพิบัติ เพื่อรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีก

อนึ่งกอ.รมน.มีหน้าที่รับผิดชอบใน 6 ศูนย์ประสานการปฏิบัติคือ ศูนย์ฯหมายเลข 1 แก้ไขปัญหายาเสพติด ศูนย์หมายเลขที่ 2 แก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว และผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย ศูนย์ที่ 3 การต่อต้านการก่อการร้ายสากล และอาชญากรรมข้ามชาติ ศูนย์ที่ 4 คือ พิทักษ์ป่าไม้ ศูนย์ที่ 5 การแก้ปัญหา 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ ศูนย์ที่ 6 โครงการพระราชดำริและเทิดพระเกียรติ ปกป้องสถาบัน

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรองผอ.รมน. ได้แต่งตั้ง นายทหารยศ พลตรีและพลโท มาเป็น ผู้อำนวยการศูนย์ทั้ง 6 ศูนย์ เพื่อรับผิดชอบในแต่ละสายงาน

ตำรวจสันติบาล เร่ง สอบคำปราศรัย นปช.

พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสันติ (ผบช.ส.) กล่าวถึง กรณีเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมาที่มีหลายกระแสออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า แกนนำเสื้อแดง ทำการปราศรัยในลักษณะที่หมิ่นสถาบันว่า ในฐานะที่ตำรวจสันติบาล มีหน้าที่ดูแลในเรื่องดังกล่าว ขณะนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคำปราศรัยของแกนนำที่ขึ้นเวทีในวันนั้นทั้งหมดแล้ว ซึ่งยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด ทั้งนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะดำเนินการตรวจสอบแล้วเสร็จเมื่อใด เนื่องจาก เจ้าหน้าที่ต้องใช้ความรอบคอบในการตรวจสอบ

ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, โพสต์ทูเดย์, สำนักข่าวไอเอ็นเอ็น

Politics of Poll : ดู “โพลล์” ก่อนการเลือกตั้ง 2550

ที่มา ประชาไท

ดูโพลล์ก่อนการเลือกตั้งในปี 2550 เป็น "กับแกล้ม" ประกอบการอ่านโพลล์ของสำนักต่างๆ ที่จะแข่งขันกันทำออกมา สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ (ถ้าหากจะมี?)
ย้อนไปเมื่อหลังจากการทำประชามติรับรัฐธรรมนูญปี 2550 ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ธันวาคม (ก่อนวันเลือกตั้ง) จากการเก็บข้อมูลพบว่ามีโพลล์ที่มีการระบุชื่อหัวหน้าพรรคการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เกี่ยวโยงกับการเลือกตั้ง ในเรื่องของความคาดหวังว่าใครจะได้เป็นนายก หรือเป็นพรรครัฐบาล จำนวน 12 โพลล์ ดังนี้
รามคำแหงโพลล์: ภาพลักษณ์นักการเมืองไทยในสายตาประชาชน (30 .. 2550)
กรุงเทพโพลล์: ทิศทางการเมืองไทย หลังกำหนดวันเลือกตั้ง (4 .. 2550)
กรุงเทพโพลล์: การเลือกตั้งครั้งใหม่ในสายตาเยาวชน (19 .. 2550)
สวนดุสิตโพลล์: ผู้สมัคร ส.ส.แบบไหน พรรคการเมืองแบบใด ที่ คนไทยอยากเลือก (22 .. 2550)
รามคำแหงโพลล์: ความเชื่อเรื่องตัวเลขกับความรู้ด้านการเลือกตั้ง (12 .. 2550)
สวนดุสิตโพลล์: ความนิยมต่อพรรคการเมือง ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (12 .. 2550)
ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์: คนกรุงเทพฯ กว่าครึ่งยกให้อภิสิทธิ์เป็นนายก และเกินครึ่งคิดว่านายกอาจจะไม่ใช่หัวหน้าพรรคก็ได้ (13 .. 2550)
กรุงเทพโพลล์: คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม (สำรวจครั้งที่ 1) (22 .. 2550)
เอแบคโพลล์: สำรวจความตื่นตัวในการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนและบทบาทของแกนนำชุมชนในการเลือกตั้ง 2550 (6 .. 2550)
เอแบคโพลล์: ศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนใจเลือกพรรคการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงในผลแพ้ชนะของการเลือกตั้ง 2550 (11 .. 2550)
กรุงเทพโพลล์: คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม (สำรวจครั้งที่ 2) (13 .. 2550)
ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์: การเมืองไทยอยากได้ใครเป็นนายก (13 .. 2550)
รายละเอียดโดยสรุปของโพลล์ต่างๆ ที่ยกมา มีดังนี้ ..
รามคำแหงโพลล์: ภาพลักษณ์นักการเมืองไทยในสายตาประชาชน (30 .. 2550)
รามคำแหงโพลล์สำรวจความเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานครที่มีภูมิลำเนาแต่ละภูมิภาค จำนวน 1,320 คน ประเมินเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2550 ในหัวข้อ ภาพลักษณ์นักการเมืองไทยในสายตาประชาชนเพื่อสะท้อนความรู้สึกของประชาชนที่มีต่อนักการเมือง โดยให้เป็นคะแนนเต็ม 10 คะแนน
โดยให้ประเมินความเหมาะสมของบุคคลที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปพบว่าจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
มีผู้สอบผ่านคือได้คะแนนเกิน 5 คะแนนเพียง 4 คน คือ
อันดับ 1 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 6.78 คะแนน
อันดับ 2 ร.ต.อ. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ 6.35 คะแนน
อันดับ 3 พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ 5.86 คะแนน
และอันดับ 4 พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน 5.05 คะแนน
ที่ได้คะแนนไม่ถึงครึ่งได้แก่
อันดับ 5 นายบรรหาร ศิลปอาชา 4.73 คะแนน
อันดับ 6 พลเอกเชษฐา ฐานะจาโร 4.65 คะแนน
อันดับ 7 พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ 4.37 คะแนน
อันดับ 8 นายเสนาะ เทียนทอง 4.29 คะแนน
อันดับ 9 นายสมัคร สุนทรเวช 4.28 คะแนน
และอันดับ 10 พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ 4.23 คะแนน
โดยรามคำแหงโพลล์ได้ระบุว่าในสายตาประชาชน นักการเมืองไทยมีภาพลักษณ์ทางลบมากกว่าทางบวก วงจรนักการเมืองยังคงเป็นแบบเก่าๆ ไม่ได้ชิงชัยกันด้วยความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ยังอิงแอบอยู่กับเรื่องของผลประโยชน์ การโจมตีซึ่งกันและกัน การซื้อสิทธิ์ขายเสียง การแอบอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน และในที่สุดก็สอดไส้ด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง ก็เกิดปรากฏการณ์ เหล้าเปลี่ยนขวดเช่นเดิม
0 0 0
กรุงเทพโพลล์: ทิศทางการเมืองไทย หลังกำหนดวันเลือกตั้ง (4 .. 2550)
ภายหลังเสร็จสิ้นการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยที่ผลการลงประชามติเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนได้ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวและรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา รัฐบาลจึงเดินหน้าเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นโดยประกาศให้วันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นวันเลือกตั้ง และเป็นที่มาของความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองต่างๆ ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง ทิศทางการเมืองไทย หลังกำหนดวันเลือกตั้งโดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่ติดตามข่าวการเมืองในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ในทุกภาคของประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และชลบุรี จำนวน 1,199 คน เมื่อวันที่ 29-31 สิงหาคม 2550
ความต้องการให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใด เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่มากที่สุด พบว่า

พรรคประชาธิปัตย์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หน.พรรค)
ร้อยละ 43.0
พรรคพลังประชาชน (นายสมัคร สุนทรเวช หน.พรรค)
ร้อยละ 20.7
กลุ่มรวมใจไทย (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ หน.กลุ่ม)
ร้อยละ 7.7
พรรคชาติไทย (นายบรรหาร ศิลปอาชา หน.พรรค)
ร้อยละ 7.6
กลุ่มแนวร่วมสมานฉันท์ (นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หน.กลุ่ม)
ร้อยละ 1.6
พรรคมหาชน (พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ หน.พรรค)
ร้อยละ 1.3
กลุ่มมัชฌิมา (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หน.กลุ่ม)
ร้อยละ 1.3
พรรคประชาราช (นายเสนาะ เทียนทอง หน.พรรค)
ร้อยละ 1.2
กลุ่มกรุงเทพ 50 (นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ หน.กลุ่ม)
ร้อยละ 0.3
อื่นๆ อาทิ ต้องการพรรคหรือนักการเมืองหน้าใหม่ ยังไม่รู้จะเลือกใคร
ร้อยละ 15.3
0 0 0
กรุงเทพโพลล์: การเลือกตั้งครั้งใหม่ในสายตาเยาวชน (19 .. 2550)
ในโอกาสวันเยาวชนแห่งชาติซึ่งตรงกับวันที่ 20 กันยายนของทุกปี และในโอกาสที่รัฐบาลได้กำหนดวันเลือกตั้งครั้งใหม่ของประเทศขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้นั้น เยาวชนซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่มีพลังอันสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการเมืองของชาติอีกครั้งหนึ่ง ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงได้ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง การเลือกตั้งครั้งใหม่ในสายตาเยาวชนโดยเก็บข้อมูลจากเยาวชนที่มีอายุระหว่าง 1525 ปีในเขตกรุงเทพ มหานคร ปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ในทุกภาคของประเทศ ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา และชลบุรี จำนวน 1,728 คน เมื่อวันที่ 14-16 กันยายน 2550 ได้ผลสรุปที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ที่น่าสนใจดังนี้
ผลสำรวจหัวข้อบุคคลที่กลุ่มตัวอย่างระบุว่าต้องการให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป คือ (เป็นคำถามปลายเปิดให้ระบุคำตอบเอง)

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ร้อยละ 25.8
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ร้อยละ 14.7
นายสมัคร สุนทรเวช
ร้อยละ 5.7
พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
ร้อยละ 3.4
นายชวน หลีกภัย
ร้อยละ 3.0
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
ร้อยละ 2.0
นายบรรหาร ศิลปอาชา
ร้อยละ 1.7
ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
ร้อยละ 1.2
พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ร้อยละ 1.0
นายศุภชัย พานิชภักดิ์
ร้อยละ 0.5
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์
ร้อยละ 0.5
บุคคลอื่นๆ อาทิ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ นายอานันท์ ปันยารชุน พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน
ร้อยละ 8.7
ไม่มีความเห็น
ร้อยละ 16.4
ไม่แน่ใจ
ร้อยละ 5.9
ไม่มีผู้ใดเหมาะสม
ร้อยละ 5.5
ใครก็ได้ที่เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ขยัน
ร้อยละ 4.0
0 0 0
สวนดุสิตโพลล์: ผู้สมัคร ส.ส. “แบบไหน? “พรรคการเมืองแบบใด? ที่ คนไทยอยากเลือก (22 ตุลาคม 2550)
จากการที่จะมีการเลือกตั้ง ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ความตื่นตัวของคนไทยที่มีการตอบรับการเลือกตั้งครั้งนี้ดูจะเป็นที่สนใจของทุกฝ่าย สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป ในหัวข้อ ผู้สมัคร ส.ส.แบบไหน? “พรรคการเมืองแบบใด? ที่คนไทยอยากเลือกโดยกระจายตามจังหวัดที่เป็นตัวแทนของภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,884 คน (กรุงเทพฯ 879 คน 46.66% ต่างจังหวัด 1,005 คน 53.34%) สำรวจระหว่างวันที่ 17-21 ตุลาคม 2550 ได้ผลสรุปเกี่ยวกับว่าที่นายกรัฐมนตรีดังนี้
5 อันดับ ของ นักการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษ

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
41.54%
2 บรรหาร ศิลปะอาชา
21.36%
สมัคร สุนทรเวช
17.95%
ชวน หลีกภัย
9.64%
ทักษิณ ชินวัตร
9.51%
0 0 0
รามคำแหงโพลล์: ความเชื่อเรื่องตัวเลขกับความรู้ด้านการเลือกตั้ง (12 พฤศจิกายน 2550)
ในภาวะที่การเมืองกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ศูนย์ประชามติ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานครจำนวน 1,464 คน เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550 ในหัวข้อ ความเชื่อเรื่องตัวเลขกับความรู้ด้านการเลือกตั้งเพื่อศึกษาวิธีการเรียนรู้และรับรู้ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย โดยผลการสำรวจ
ในหัวข้อที่ว่าพรรคการเมืองใดที่ชื่นชอบมากที่สุดในปัจจุบัน ปรากฏว่าร้อยละ 52.0 ชอบพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 13.5 ชอบพรรคพลังประชาชน ร้อยละ 4.1 ชอบพรรคชาติไทย ร้อยละ 1.8 ชอบพรรคมัชฌิมาธิปไตย ร้อยละ 0.8 ชอบพรรคเพื่อแผ่นดิน เท่ากับที่ชอบพรรครวมใจไทย ชาติพัฒนา ร้อยละ 19.9 ไม่ชอบพรรคใดเลย และร้อยละ 7.0 ไม่มีความเห็น
0 0 0
สวนดุสิตโพลล์: ความนิยมต่อพรรคการเมือง ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (12 พฤศจิกายน 2550)
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 การแข่งขันของพรรคการเมืองยิ่งเข้มข้นขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะการกำลังจะเปิดตัวผู้สมัครในพื้นที่ สวนดุสิตโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ จำนวน 4,410 คน (กทม. 1,217 คน 27.60% ตจว. 3,193 คน 72.40%) ระหว่างวันที่ 1-10 พฤศจิกายน 2550 สรุปผลความนิยมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อพรรคการเมือง ได้ดังนี้

อันดับที่
พรรคการเมือง
กทม.
ตจว.
ภาพรวม
1
พรรคพลังประชาชน
30.77%
38.74%
38.58%
2
พรรคประชาธิปัตย์
46.15%
28.29%
32.29%
3
พรรคชาติไทย
8.28%
11.12%
10.27%
4
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
6.59%
11.54%
9.39%
5
พรรคเพื่อแผ่นดิน
4.40%
5.49%
5.00%
6
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
2.20%
2.75%
2.71%
7
พรรคประชาราช
1.10%
1.38%
1.21%

พรรคอื่น ๆ
0.51%
0.69%
0.55%
0 0 0
ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์: คนกรุงเทพฯ กว่าครึ่งยกให้อภิสิทธิ์เป็นนายก และเกินครึ่งคิดว่านายกอาจจะไม่ใช่หัวหน้าพรรคก็ได้ (13 พฤศจิกายน 2550)
ธุรกิจบัณฑิตย์โพล ศูนย์วิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ ความรู้สึกและคาดหวังต่อเลือกตั้งโดยสอบถามคนกรุงเทพฯ ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวน 1,575 คน จากทุกระดับการศึกษา อาชีพ เพศและอายุ ระหว่างวันที่ 4-5 พฤศจิกายน 2550 ได้ผลสรุปเกี่ยวกับว่าที่นายกรัฐมนตรีดังนี้
ความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยพิจารณาจากหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ เรียงตามลำดับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ร้อยละ 52.2
นายสมัคร สุนทรเวช
ร้อยละ 14.7
นายบรรหาร ศิลปะอาชา
ร้อยละ 13.3
พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร และนายเสนาะ เทียนทอง
ร้อยละ 4.8
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ร้อยละ 2.5
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
ร้อยละ 2.1
นายประมวล รุจนเสรี
ร้อยละ 1.0
และอื่นๆ
ร้อยละ 4.6
0 0 0
กรุงเทพโพลล์: คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม (22 พฤศจิกายน 2550)
ในโอกาสที่วันเลือกตั้งครั้งสำคัญของคนไทย จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมขึ้น โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 16 จังหวัดจากทั้ง 8 กลุ่มจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วน ได้แก่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครปฐม ลพบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ พะเยา ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี พัทลุง และสงขลา ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,507 คน เก็บข้อมูลภาคสนามเมื่อวันที่ 16-19 พฤศจิกายน 2550 โดยได้ผลสรุปเกี่ยวกับว่าที่พรรคแกนนำรับบาลและนายกรัฐมนตรีดังนี้
พรรคการเมืองที่กลุ่มตัวอย่างคิดว่าจะเลือกในระบบสัดส่วน คือ

พรรคประชาธิปัตย์
ร้อยละ 43.5
พรรคพลังประชาชน
ร้อยละ 24.8
พรรคชาติไทย
ร้อยละ 7.4
พรรคเพื่อแผ่นดิน
ร้อยละ 3.3
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
ร้อยละ 1.9
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
ร้อยละ 1.2
พรรคประชาราช
ร้อยละ 0.9
พรรคอื่นๆ
ร้อยละ 3.5
ยังไม่ได้ตัดสินใจ
ร้อยละ 13.5
หัวหน้าพรรคการเมืองที่คิดว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุด คือ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ร้อยละ 46.4
นายสมัคร สุนทรเวช
ร้อยละ 22.9
นายบรรหาร ศิลปอาชา
ร้อยละ 5.8
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
ร้อยละ 2.9
พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร
ร้อยละ 1.7
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ร้อยละ 1.2
นายเสนาะ เทียนทอง
ร้อยละ 1.2
อื่นๆ
ร้อยละ 3.9
ไม่แน่ใจ
ร้อยละ 14.0
0 0 0
เอแบคโพลล์: สำรวจความตื่นตัวในการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนและบทบาทของแกนนำชุมชนในการเลือกตั้ง 2550 (6 ธันวาคม 2550)
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง สำรวจความตื่นตัวในการใช้สิทธิเลือกตั้งของประชาชน และบทบาทของแกนนำชุมชนในการเลือกตั้ง 2550 :กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนผู้มี สิทธิเลือกตั้งใน 33 จังหวัดของประเทศ และแกนนำ อบต./อบจ. ในทุกจังหวัดทั่วประเทศครั้งนี้ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวอย่าง ประชาชนจำนวน 7,589 ตัวอย่าง และแกนนำชุมชนจำนวนทั้งสิ้น 2,109 ตัวอย่าง รวมทั้งสิ้น 9,698 ตัวอย่าง ซึ่งดำเนินโครงการสำรวจในระหว่างวันที่ 20 พฤศจิกายน -5 ธันวาคม 2550 ประเด็นสำคัญที่ค้นพบเกี่ยวกับการเลือกตั้งมีดังนี้
สำหรับผลประมาณการจำนวนที่นั่ง ส.ส. แบบสัดส่วนทั่วประเทศในการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ถ้ามีการเลือกตั้งในช่วงที่ทำการสำรวจ พรรคพลังประชาชนคาดว่าจะได้ 39 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์ 33 ที่นั่ง และพรรคอื่นๆ ได้แก่ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และพรรคประชาราช เป็นต้นจะได้ 8 ที่นั่ง โดยมีค่าบวกลบความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 5 ที่นั่ง
ความคิดเห็นของแกนนำชุมชนท้องถิ่นระดับ อบต. และ อบจ. ในทุกจังหวัดของประเทศจำนวน 2,109 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 80.6 ระบุ พรรคพลังประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่เข้ามาหาเสียงในพื้นที่ของตน รองลงมาคือ ร้อยละ 63.7 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 47.6 ระบุ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ร้อยละ 44.5 ระบุพรรคชาติไทย ร้อยละ 44.4 ระบุพรรคเพื่อแผ่นดิน ร้อยละ 23.5 ระบุพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และร้อยละ 13.4 ระบุพรรคประชาราช เป็นต้น
นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างแกนนำชุมชนท้องถิ่นส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.8 ระบุ พรรคพลังประชาชนเป็นพรรคการเมืองที่ลงพื้นที่หาเสียงแบบเข้มข้น รองลงมาคือร้อยละ 35.8 ระบุพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 22.4 ระบุพรรคเพื่อแผ่นดิน ร้อยละ 21.2 ระบุพรรคชาติไทย ร้อยละ 15.8 ระบุ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ร้อยละ 9.1 ระบุพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และร้อยละ 3.1 ระบุพรรคประชาราช เป็นต้น
ดร.นพดล กล่าวว่า ผลสำรวจนี้ทำให้เกิดสมมติฐานได้หลายประการ เช่น โอกาสที่พรรคพลังประชาชนจะชนะการเลือกตั้งมีสูงกว่าพรรคประชาธิปัตย์เพราะถ้าเทียบกันแต่ละภูมิภาคแล้ว อาจสะท้อนให้เห็นถึง ความทุ่มเทหาเสียงและการบริหารจัดการรณรงค์เพื่อชนะการเลือกตั้งของพรรคพลังประชาชนมีมากกว่าทุกพรรคการเมืองในแต่ละภูมิภาค แม้แต่พื้นที่ที่คนทั่วไปอาจมองว่าเป็นพื้นที่ที่พรรคพลังประชาชนไม่มีโอกาสจะชนะได้ แต่กลับพบว่ามีแกนนำชุมชนท้องถิ่นในภาคใต้สูงถึงร้อยละ 36.6 ที่รับรู้ว่าพรรคพลังประชาชนได้หาเสียงแบบเข้มข้น ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ กลับได้รับการรับรู้จากแกนนำชุมชนท้องถิ่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพียงร้อยละ 17.8 เท่านั้น คล้ายกับว่า พรรคการเมืองที่รู้ตัวว่าจะแพ้ก็จะลดระดับของการหาเสียงลงไป แต่พรรคพลังประชาชนที่อาจทราบว่าจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ไม่ประมาทและในพื้นที่ที่คิดว่าจะแพ้ เช่น ในพื้นที่ภาคใต้ ก็ยังคงทุ่มเทรณรงค์หา เสียงอย่างเข้มข้น จึงอาจเกิดปรากฏการณ์การเมืองที่หลายฝ่ายอาจคิดไม่ถึงในการเลือกตั้งครั้งนี้
แสดงผลประมาณการจำนวนที่นั่ง ส.ส. แบบสัดส่วนทั่วประเทศ จำแนกตามพรรคการเมือง

ลำดับที่
พรรคการเมือง
จำนวนที่นั่ง
1
พรรคพลังประชาชน
39
2
พรรคประชาธิปัตย์
33
3
พรรคอื่นๆ ได้แก่ ชาติไทย เพื่อแผ่นดิน รวมใจไทยชาติพัฒนา และประชาราช เป็นต้น
8

รวมทั้งสิ้น
80
หมายเหตุ: ค่าความคลาดเคลื่อนบวกลบ 5 ที่นั่ง กรณีตัดกลุ่มผู้ยังไม่ตัดสินใจออกจากการวิเคราะห์
ผลสำรวจจากแกนนำชุมชน อบต. และ อบจ. ในทุกจังหวัดของประเทศ
แสดงค่าร้อยละของแกนนำชุมชนที่ระบุพรรคการเมืองที่มาหาเสียงในพื้นที่ของตน (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

ลำดับที่
พรรคการเมืองที่มาหาเสียงในพื้นที่
ค่าร้อยละ
1
พรรคพลังประชาชน
80.6
2
พรรคประชาธิปัตย์
63.7
3
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
47.6
4
พรรคชาติไทย
44.5
5
พรรคเพื่อแผ่นดิน
44.4
6
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
23.5
7
พรรคประชาราช
13.4
8
อื่นๆ
2.4
แสดงค่าร้อยละของแกนนำชุมชนที่ระบุพรรคการเมืองในพื้นที่มีการหาเสียงแบบเข้มข้น (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

ลำดับที่
พรรคการเมืองในพื้นที่ที่มีการหาเสียงแบบเข้มข้น
ค่าร้อยละ
1
พรรคพลังประชาชน
57.8
2
พรรคประชาธิปัตย์
35.8
3
พรรคเพื่อแผ่นดิน
22.4
4
พรรคชาติไทย
21.2
5
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
15.8
6
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
9.1
7
พรรคประชาราช
3.1
8
อื่นๆ
0.4
แสดงค่าร้อยละของแกนนำชุมชนที่ระบุพรรคการเมืองที่มีการหาเสียงแบบเข้มข้น จำแนกตามภูมิภาค (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

ลำดับที่
พรรคการเมืองที่มีการหาเสียงแบบเข้มข้น
ภาคเหนือ
ค่าร้อยละ
ภาคกลาง
ค่าร้อยละ
ภาคตะวันออก เฉียงเหนือ
ค่าร้อยละ
ภาคใต้
ค่าร้อยละ
1
พรรคพลังประชาชน
56.6
61.8
63.9
36.6
2
พรรคประชาธิปัตย์
42.9
45.6
17.8
60.8
3
พรรคชาติไทย
21.9
37.8
15.5
11.4
4
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
20.2
15.1
16.1
9.5
5
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
10.5
3.5
13.0
3.9
6
พรรคเพื่อแผ่นดิน
12.2
10.5
37.4
13.4
7
พรรคประชาราช
1.1
4.4
3.4
3.3
8
อื่นๆ
0.2
0.2
0.1
1.6
0 0 0
เอแบคโพลล์: ศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนใจเลือกพรรคการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงในผลแพ้ชนะของการเลือกตั้ง 2550 (11 ธันวาคม 2550)
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่า หลังจากได้ประมาณการจำนวนที่นั่ง ส.ส.แบบสัดส่วนที่พบว่า พรรคพลังประชาชนจะได้ 39 ที่นั่ง พรรคประชาธิปัตย์จะได้ 33 ที่นั่ง และพรรคอื่นจะได้ 8 ที่นั่งไปแล้วนั้น ผู้วิจัยได้ศึกษาความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนใจเลือกพรรคการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและการเปลี่ยนแปลงในผลแพ้ชนะของการเลือกตั้ง 2550 จากตัวอย่างประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศจำนวน 7,589 ตัวอย่าง พบประเด็นที่น่าพิจารณาที่เป็นความแน่นอนและไม่แน่นอนที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในผลแพ้ชนะของการเลือกตั้ง 2550 ดังนี้
ผลการสำรวจพบว่า ไม่ว่าประชาชนตั้งใจจะเลือกพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นเดียวกันคือต้องการเห็นเศรษฐกิจที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งมีอยู่กว่าร้อยละ 90 โดยเมื่อจำแนกตามพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกนั้น โดยผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคพลังประชาชนมีอยู่ร้อยละ 93.6 ตั้งจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีอยู่ร้อยละ 90.6 และตั้งใจจะเลือกพรรคอื่นๆ มีอยู่ร้อยละ 88.5 นอกจากนี้ผลการสำรวจยังพบว่าสิ่งที่ประชาชนอยากเห็นหลังการเลือกตั้งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือความรักความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งพบว่าทั้ง 3 กลุ่มมีอยู่ประมาณร้อยละ 80 และพบว่าร้อยละ 75.3 ของประชาชนที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์อยากเห็นสถานการณ์ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ดีขึ้นหลังการเลือกตั้ง นอกจากนี้ร้อยละ 76.3 ของประชาชนที่ตั้งใจจะเลือกพรรคพลังประชาชนอยากเห็นปัญหายาเสพติดหมดไปหลังการเลือกตั้ง ในขณะที่ผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มีสัดส่วนดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 68.1 และตั้งใจจะเลือกพรรคอื่นๆ มีอยู่ร้อยละ 67.7 ตามลำดับ
สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลใหม่ในการทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้นั้น ผลการสำรวจพบว่า ประมาณร้อยละ 60 ของทั้งสามกลุ่มระบุอยากเห็นรัฐบาลใหม่ทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ในช่วงเลือกตั้ง และเมื่อสอบถามตัวอย่างถึงแหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจเลือกตั้ง 2550 นี้โดยพิจารณาจำแนกตามพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือกนั้น ผลการสำรวจพบว่า ในกลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคพลังประชาชน ร้อยละ 57.2 ระบุแหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งอันดับ 1 ได้แก่ หัวหน้าพรรคการเมือง รองลงมาคือร้อยละ 55.1 ระบุใช้ข้อมูลจากคนในครอบครัว ร้อยละ 52.7 ระบุใช้ข้อมูลจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง และร้อยละ 50.7 ระบุใช้ข้อมูลจากสื่อมวลชนที่วิเคราะห์ข่าว โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์
สำหรับกลุ่มประชาชนที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์นั้น ร้อยละ 59.2 ระบุแหล่งข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินใจคือหัวหน้าพรรคการเมือง รองลงมาคือ ร้อยละ 57.4 ระบุข้อมูลจากสื่อมวลชนที่วิเคราะห์ข่าวโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ ร้อยละ 52.8 ระบุผู้สมัครรับเลือกตั้ง และร้อยละ 50.6 ระบุคนในครอบครัวตามลำดับ และเมื่อวิเคราะห์การตัดสินใจของประชาชนต่อ พรรคการเมืองที่ตั้งใจจะเลือก ส.ส.ประจำเขตเลือกตั้ง โดยภาพรวมพบว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของประชาชนที่ถูกศึกษาระบุได้ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ซึ่งมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันทั้งหญิงและชาย อย่างไรก็ตามร้อยละ 34.6 ของประชาชนเพศชายที่ถูกศึกษาระบุมีพรรคในใจแล้วแต่อาจเปลี่ยนใจได้ ในขณะที่เพศหญิงมีสัดส่วนดังกล่าวคิดเป็นร้อยละ 29.5 อย่างไรก็ตามร้อยละ 41.0 ของประชาชนที่ถูกศึกษาที่เป็นหญิง ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือก ส.ส.จากพรรคการเมืองใด ในขณะที่เพศชายมีกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจคิดเป็นร้อยละ 35.9 นอกจากนี้เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุนั้นพบว่า ร้อยละ 42.9 ของประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับช่วงอายุอื่นๆ
สำหรับการตัดสินใจของกลุ่มประชาชนที่ถูกศึกษา จำแนกตามระดับการศึกษาชั้นนั้น พบว่ามากกว่า 2 ใน 3ของกลุ่มผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีพรรคการเมืองอยู่ในใจแล้ว โดยร้อยละ 37.3 ได้ตัดสินใจแน่นอนแล้วว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ในขณะที่ร้อยละ 35.1 นั้นยังมีโอกาสที่จะเปลี่ยนใจได้ ทั้งนี้ร้อยละ 27.6 ยังไม่ได้สินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด สำหรับในกลุ่มผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับต่ำกว่าปริญญาตรีนั้น พบว่ามากกว่า 1 ใน 3 ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด
และเมื่อพิจารณาการตัดสินใจของประชาชนจำแนกตามสภาพพื้นที่พักอาศัยนั้น ผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 34.9 ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน/ชุมชนดั้งเดิมในเขตเทศบาล มีโอกาสเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคการเมืองอื่น ถึงแม้ว่าจะมีพรรคการเมืองอยู่ในใจแล้วก็ตาม สำหรับในกลุ่มผู้ที่พักอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน/ชุมชนเดิมนอกเขตเทศบาลนั้นผลการสำรวจพบว่าร้อยละ 42.6 ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใด ในขณะที่ร้อยละ 38.9 ของประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในชุมชนหมู่บ้านจัดสรรใหม่นั้นได้ตัดสินอย่างแน่นอนแล้วว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดในการเลือกตั้งครั้งนี้
นอกเหนือไปจากการตัดสินใจของประชาชนในการเลือก ส.ส. ประจำเขตเลือกตั้งของพรรคการเมืองต่างๆ แล้ว ผลการสำรวจพบว่าในกลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคการเมืองต่างๆ นั้น มากกว่าครึ่งหนึ่งยังไม่ทราบว่า ส.ส.ของพรรคการเมืองที่ตนเองตั้งใจจะเลือกมีเบอร์อะไรบ้าง อาทิ ในกลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะเลือก ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์นั้นร้อยละ 56.1 ยังไม่ทราบว่า ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ในเขตของตนมีเบอร์อะไรบ้าง เช่นเดียวกัน ร้อยละ 63.3 ของผู้ที่ตั้งใจจะเลือกผู้สมัครจากพรรคเพื่อแผ่นดินก็ยังไม่ทราบเบอร์ของผู้สมัคร ร้อยละ 61.5 ยังไม่ทราบเบอร์ของ ผู้สมัครที่ตนจะเลือกจากพรรคมัชฌิมาธิปไตย และร้อยละ 58.2 ยังไม่ทราบเบอร์ของผู้สมัครที่ตนจะเลือกจากพรรคประชาราช ตามลำดับ ในขณะที่ในกลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคพลังประชาชนนั้นมีพบว่าร้อยละ 44.2 ระบุยังไม่ทราบเบอร์ของผู้สมัครที่ตนเองตั้งใจจะเลือก
ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ผลวิเคราะห์พรรคการเมืองที่ประชาชนตั้งใจจะเลือกจำแนกตามจุดยืนทางการเมือง ที่พบว่า ร้อยละ 59.0 ของกลุ่มผู้ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ จะเลือกพรรคพลังประชาชนในขณะที่ประมาณ 1 ใน 3 ของกลุ่มนี้ยังไม่ได้ตัดสินใจ สำหรับในกลุ่มผู้ที่ไม่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ร้อยละ 61.4 ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 25.9 ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคใด ที่น่าสนใจคือการตัดสินใจ ของคนในกลุ่มที่เรียกตนเองว่าพลังเงียบ ที่พบว่า ประมาณ 2 ใน 3 คือร้อยละ 61.3 ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคการเมืองใด ในขณะที่ร้อยละ 18.1 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และร้อยละ 13.2 จะเลือกพรรคพลังประชาชน โดยมีเพียงร้อยละ 7.4 ที่ตั้งใจจะเลือกพรรคอื่นๆ
ดร.นพดล กล่าวว่า สิ่งที่พบว่าเป็นความชัดเจนแน่นอนในการสำรวจครั้งนี้คือ สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นภายหลังการเลือกตั้ง ได้แก่ อยากเห็นเศรษฐกิจดีขึ้น อยากเห็นความรักความสามัคคีของคนในชาติ อยากเห็นความสงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยากเห็นปัญหายาเสพติดหมดไป และอยากเห็นรัฐบาลใหม่ทำได้ตามนโยบายที่ประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นเหล่านี้ยังไม่ได้รับความชัดเจนจากพรรคการเมืองให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ส่งผลให้กลุ่มพลังเงียบยังไม่เทคะแนนให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งในขณะนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ พรรคการเมืองต่างๆ อาจไม่สนใจความต้องการของกลุ่มพลังเงียบ และอาจกำลังพยายามทำให้กลุ่มพลังเงียบเบื่อหน่ายต่อการเมืองจนไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งอาจทำให้แผนที่พรรคการเมืองบางพรรควางไว้เพื่อชนะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปได้ง่ายขึ้นโดยพยายามรักษาฐานเสียงของตนไว้ตามที่มีอยู่ขณะนี้ก็เพียงพอที่จะชนะการเลือกตั้งแล้ว แต่ถ้ากลุ่มพลังเงียบออกมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก อาจทำให้ผลการเลือกตั้งเปลี่ยนแปลงไปจากการทำนายของโพลล์และการคาดเดาของกลุ่มต่างๆ ได้ ดังนั้น การชี้ขาดผลการเลือกตั้ง 2550 จึงน่าจะอยู่ที่กลุ่มพลังเงียบที่สำรวจพบว่าเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่สุดในขณะนี้
0 0 0
กรุงเทพโพลล์: คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม (สำรวจครั้งที่ 2) (13 ธันวาคม 2550)
ด้วยการเลือกตั้งครั้งสำคัญของคนไทย จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 23 ธันวาคม 2550 ศูนย์วิจัยกรุงเทพโพลล์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเรื่อง คนไทยกับการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมครั้งที่ 2 ขึ้นโดยเก็บข้อมูลจากประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน 16 จังหวัดจากทั้ง 8 กลุ่มจังหวัดที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนดสำหรับการเลือกตั้ง ส.ส.แบบสัดส่วน ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี เชียงใหม่ แพร่ เพชรบูรณ์ ขอนแก่น มหาสารคาม อุดรธานี อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด นครราชสีมา จันทบุรี ราชบุรี นครปฐม นครศรีธรรมราช และสตูล ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,472 คน โดยเป็นผู้ที่อาศัยในเขตเทศบาล ร้อยละ 39.9 และนอกเขตเทศบาล ร้อยละ 60.1 เก็บข้อมูลภาคสนามเมื่อวันที่ 4 -10 ธันวาคม 2550 สรุปผลเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่จะได้จัดตั้งรัฐบาลและว่าที่นายกรัฐมนตรีได้ดังนี้
พรรคการเมืองที่กลุ่มตัวอย่างคิดว่าจะเลือกในระบบสัดส่วน คือ

พรรคประชาธิปัตย์
ร้อยละ 34.2
พรรคพลังประชาชน
ร้อยละ 31.9
พรรคชาติไทย
ร้อยละ 4.3
พรรคเพื่อแผ่นดิน
ร้อยละ 3.0
พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา
ร้อยละ 1.5
พรรคมัชฌิมาธิปไตย
ร้อยละ 1.4
พรรคประชาราช
ร้อยละ 1.0
พรรคอื่นๆ
ร้อยละ 3.0
ยังไม่ได้ตัดสินใจ
ร้อยละ 19.7
หัวหน้าพรรคการเมืองที่คิดว่ามีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปมากที่สุด คือ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ร้อยละ 34.8
นายสมัคร สุนทรเวช
ร้อยละ 28.0
นายบรรหาร ศิลปอาชา
ร้อยละ 4.0
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
ร้อยละ 1.9
พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร
ร้อยละ 1.5
นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ร้อยละ 1.3
นายเสนาะ เทียนทอง
ร้อยละ 0.9
อื่นๆ
ร้อยละ 2.6
ไม่แน่ใจ
ร้อยละ 22.3
ไม่มีใครเหมาะสม
ร้อยละ 2.7
0 0 0
ธุรกิจบัณฑิตย์โพลล์: การเมืองไทย:อยากได้ใครเป็นนายก (13 ธันวาคม 2550)
ธุรกิจบัณฑิตย์โพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อ การเมืองไทย : อยากได้ใครเป็นนายกโดยสอบถามคนกรุงเทพจำนวน 1,091 ตัวอย่างในเขต กทม. ทุกระดับการศึกษา เพศ อาชีพ และอายุ ระหว่างวันที่ 2-3 ธันวาคม 2550 ซึ่งได้ผลสรุปเกี่ยวกับตัวนายกรัฐมนตรีดังนี้
จากหัวหน้าพรรคการเมืองที่ปรากฏขณะนี้ ใครจะเป็นบุคคลที่เหมาะสม และมีโอกาสเป็นนายกรับมนตรีคนต่อไปมากที่สุด
จำแนกตามคุณวุฒิการศึกษา


ประถมศึกษาหรือต่ำกว่า
มัธยมศึกษา/ปวช.
อนุปริญญา/ปวส.
ปริญญาตรีหรือสูงกว่า
1. พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร
3
2
0.5
1
2. บรรหาร ศิลปะอาชา
7.5w
8.5w
13.3w
5.6w
3. ประมวล รุจนเสรี
-
0.3
0.5
-
4. ประชัย เลี่ยวไพรัตน์
4.5
4.1
5.9
3
5. สมัคร สุนทรเวช
43.2u
33.8v
32.0v
25.5v
6. สุวิทย์ คุณกิตติ
-
1.7
2
1.5
7. เสนาะ เทียนทอง
3
2.4
3.9
0.5
8. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
38.8v
47.2u
41.9u
62.9u
จำแนกตามอาชีพ


รับราชการ/รัฐวิสาหกิจ
พนักงาน/ลูกจ้างเอกชน
รับจ้างทั่วไป/ลูกจ้างโรงงาน
ประกอบธุรกิจส่วนตัว
แม่บ้าน
นักเรียน/นักศึกษา
1. พล.อ.เชษฐาฐานะจาโร
2.2
0.8
2.5
1.6
6.3
0.7
2. บรรหาร ศิลปะอาชา
6.5w
9.9w
8.6w
9.7w
-
2.9w
3. ประมวล รุจนเสรี
-
0.3
1.2
-
-
-
4. ประชัย เลี่ยวไพรัตน์
5.4
3.9
3.7
3.8
9.4w
1.4
5. สมัคร สุนทรเวช
23.9v
27.3v
33.3v
37.3v
46.9u
29.3v
6. สุวิทย์ คุณกิตติ
1.1
1.7
2.5
1.1
-
1.4
7. เสนาะ เทียนทอง
2.2
1.7
2.5
1.6
3.1
1.4
8. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
58.7u
54.4u
45.7u
44.9u
34.3v
62.9u