WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 16, 2011

ทายาทพระยาพหลถามหาเกียรติทหารไทยสมัยนี้

ที่มา Thai E-News





โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เอเชียอัพเดต


ป้าพวงแก้ว สาตรปรุง บุตรีพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา กล่าวให้สัมภาษณ์โทรทัศน์เอเชียอัพเดตตอนหนึ่งว่า ‎"สมัยคุณพ่อน่ะ ทหารเขามีเกียรติ มีศักดิ์ศรีสูง ใครเห็นก็ชื่นชม แต่ทำไมสมัยนี้ ทหารไล่ยิงประชาชนล่ะ?... ตอนนี้บอกว่าไม่ใช่ทหารทำ แล้วที่ป้าเห็นน่ะ ดูในทีวีน่ะไม่ใช่ทหารหรือ?... เป็นอะไรกัน ทำผิดไม่ยอมรับผิด?" ( ติดตามบทสัมภาษณ์ในคลิปข้างบน )

นอกจากนี้ในวันที่ 30 เมษายนที่จะถึงนี้ยังจะมีกิจกรรม Unseen2475 ด้วย ประวัติศาสตร์การเมืองตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 โดย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฏร และคณะ หลังจากวันนั้นเป็นต้นมา การยื้ออำนาจระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับ คณะราษฏร ก็มีเรื่อยมา จนเกิด กบฏบวรเดช ตุลาคม 2476 (สงครามกลางเมืองครั้งแรกของประเทศไทย)

กาลเวลาผ่านมาเกือบ 80 ปี การยื้ออำนาจของทั้งสองฝ่าย กลายมาเป็นเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ที่แย่งยิงอำนาจทางการเมืองประวัติศาสตร์การเมืองไทย จะถูกเปิดเผยขึ้นโดยบุคคลที่เป็นประวัติศาสตร์ยังมีชีวิตอยู่ และขอเชิญทุกท่านได้ ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อจะลดปมขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยอิงเหตุการณ์จากอดีต

เชิญเข้าร่วมสัมมนา ผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมือง(ไม่จำกัดสีเสื้อ) ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ที่โรงแรม Metropoint Bangkok รามคำแหง 81 หรือ ลาดพร้าว 130

14.00 - 14.30 รถไฟสายสงครามกลางเมือง (กบฏบวรเดช 2476) จุดเริ่มต้นเสื้อแดงและเสื้อเหลือง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
โดย ชีพธรรม คำวิเศษณ์ นักจัดรายการวิทยุด้านประวัติศาสตร์การเมือง รายการเดินหน้าประวัติศาสตร์ FM102 วิทยุเนชั่น

14.30-15.30 เปิดตำนานอภิวัฒน์ 2475 เรื่องเล่าจากปัจจุบันสู่อดีต โดย ทายาทสองท่านที่ยังมีชีวิตอยู่

-พ.ต. พุทธินารถ พหลพลพยุหเสนา (บุตรชาย พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฏร 2475)
-คุณ พวงแก้ว ศาสตรปรุง (ธิดาพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าคณะราษฏร 2475)

ดำเนินรายการโดย คุณบุญเลิศ ช้างใหญ่ ที่ปรึกษาสำนักพิมพ์มติชน และคุณอรภัค สุวรรณภักดี (นักเรียนปริญญาเอกด้านผู้นำ)

15.30-15.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง

15.45-16.15 น. แสดงความคิดเห็นและถามตอบปัญหา

******

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ทายาทพระยาพหลฯ"พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา:ไม่มีหรอกที่ราชาธิปไตยจะเอาประชาธิปไตยมาให้

รัฐนาวาจะต้องไปรอด

ที่มา Thai E-News


แต่ก็มีปัญหาตามมาอีก เพราะผู้โดยสารเพียงไม่กี่คนติดยาและเมาเหล้า พูดไม่รู้เรื่อง บางคนก็ขู่จะใช้ “โนโว้ต” (no vote) บางคนก็ไม่อยากไปลงคะแนนเสียง อีกทั้งยังพยายามมอมเหล้ามอมยาผู้โดยสารคนอื่นด้วย เพราะเห็นว่าถึงเลือกกัปตันคนใหม่แล้ว รัฐนาวาก็ยังแล่นไม่ได้อยู่ดีเพราะเครื่องยนต์ของเรือมันเก่าล้าสมัย พวกนี้ต้องการที่จะระเบิดทำลายเครื่องยนต์ทิ้งอย่างเดียว


โดย พิทยา พุกกะมาน อดีตเอกอัครราชทูต
15 เมษายน 2554

การบริหารบ้านเมืองเพื่อนำไปสู่ความเจริญทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมนั้น ก็เปรียบเสมือนการเดินทางในทะเลจีนใต้ของรัฐนาวา

ทะเลจีนใต้เป็นมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยมรสุม เช่น ไต้ฝุ่น ฉะนั้นการเดินทางของรัฐนาวามิใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยเรือที่ดีและทันสมัย และกัปตันเรือที่มีประสบการณ์ และความเฉลียวฉลาดที่สามารถตัดสินใจได้ทันท่วงที

การบริหารประเทศไทยก็เปรียบเสมือนรัฐนาวาที่ท่องในมหาสมุทรไปสู่จุดหมายปลายทาง คือความเจริญของประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน ซึ่งจำเป็นต้องมีเรือที่ทันสมัย มีเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพ มีกัปตันและลูกเรือที่มีคุณภาพ มีผู้โดยสารที่คอยเอาใจใส่ และคอยให้กำลังใจแก่กัปตันและลูกเรือ

ในเชิงเปรียบเทียบ เรือหรือรัฐนาวาก็คือประเทศไทย เครื่องยนต์ก็คือระบบการปกครอง (จะเรียกว่าระบอบหรือระบบก็ช่างเถิด อย่ามาเถียงกันเลย) กัปตันก็คือนายกรัฐมนตรี ลูกเรือก็คือคณะผู้บริหารซึ่งรวมถึงพรรคการเมืองด้วย ผู้โดยสารก็คือประชาชน

ขณะนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าเรือรัฐนาวาของเรากำลังจะล่ม และดูจะไม่สามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง (คือความเจริญของประเทศและความอยู่ดีกินดีของประชาชน)ได้ เพราะว่ากัปตันไม่ดี ลูกเรือไม่ดี และเครื่องยนต์ไม่ดีเพราะเก่าเป็นสนิม

สิ่งที่จะต้องแก้ไขโดยด่วนก็คือเปลี่ยนกัปตัน และลูกเรือ รวมทั้งซ่อมเครื่องยนต์ขนานใหญ่แบบยกเครื่องหรือ overhaul ไปเสียเลย

แต่ปัญหาก็คือ กัปตันไม่ยอมซ่อมเครื่องยนต์ให้ทันสมัยขึ้น เพราะเขากลัวจะขับไม่เป็น การซ่อมเครื่องยนต์ก็เปรียบเสมือนกับการปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง ทั้งด้านบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ รวมถึงการแก้ไขรัฐะรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย

เมื่อมีปัญหา ทางออกก็คือเปลี่ยนกัปตันและลูกเรือใหม่ การเปลี่ยนผู้นำหรือกัปตันจำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากผู้โดยสารหรือประชาชนก่อน

โดยผู้โดยสารจะต้องลงคะแนนเสียงเลือกกัปตันที่เขาไว้ใจ แต่ก็มีปัญหาตามมาอีก เพราะผู้โดยสารเพียงไม่กี่คนติดยาและเมาเหล้า พูดไม่รู้เรื่อง บางคนก็ขู่จะใช้ “โนโว๊ต” (no vote) บางคนก็ไม่อยากไปลงคะแนนเสียง อีกทั้งยังพยายามมอมเหล้ามอมยาผู้โดยสารคนอื่นด้วย

เพราะเห็นว่าถึงเลือกกัปตันคนใหม่แล้ว รัฐนาวาก็ยังแล่นไม่ได้อยู่ดีเพราะเครื่องยนต์ของเรือมันเก่าล้าสมัย พวกนี้ต้องการที่จะระเบิดทำลายเครื่องยนต์ทิ้งอย่างเดียว แต่มิได้คิดจะซ่อมแซมให้ใช้งานได้ หรือเอาเครื่องยนต์ใหม่มาแทน

ซึ่งหากเอาใจคนกลุ่มนี้แล้วรัฐนาวาก็คงจะอยู่กับที่ และอาจต้องจมสู่ก้นทะเลในที่สุด แต่เป็นเดชะบุญของรัฐนาวา ผู้โดยสารที่มีสติปัญญาส่วนใหญ่เขาต้องการเปลียนกัปตัน และซ่อมแซมเครื่องยนต์โดยให้ช่างผู้ชำนาญดำเนินการซ่อม จะเปลี่ยนเครื่องใหม่นั้นดูจะลำบากเพราะอยู่ในมหาสมุทร

แต่สิ่งที่ถูกต้องที่สุดในสภาวะคับขันก็คือ เคารพความต้องการของผู้โดยสารส่วนใหญ่ และเคารพเสียงข้างมากหรือการตัดสินใจของผู้โดยสารในการเปลี่ยนกัปตันเรือและลูกเรือ และรีบซ่อมเครื่องยนต์โดยเร็วแบบยกเครื่อง

เมื่อปฏิบัติได้ทั้งสองอย่างนี้แล้ว รัฐนาวาก็จะสามารถแล่นฝ่ามรสุมต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องมีคนใดต้องสังเวยชีวิต

Thursday, April 14, 2011

วิเคราะห์-วิพากษ์ "ยิ่งลักษณ์" จากมุมมองใน-นอกประเทศ: ไพ่ใบสุดท้ายของพี่ชาย-วิธีเลือกผู้นำที่ล้าสมัย

ที่มา มติชน



"ยิ่งลักษณ์" ไพ่ใบสุดท้าย กุมชะตา "ทักษิณ-เพื่อไทย"


(หน้าการเมือง หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 13 เมษายน 2554)


ความคืบหน้าล่าสุด ของ "พรรคเพื่อไทย" ที่เปิดโหมดเลือกตั้ง เข้าสู่โหมดของการหาเสียง คือ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี เคาะชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" น้องสาวคนสุดท้าย ให้ลงสมัคร ส.ส.ในระบบ "ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1" ของพรรคเพื่อไทย


ซึ่งนั่นหมายความว่า โอกาสที่ "ยิ่งลักษณ์" จะถูกดันให้ขึ้นเป็นตัวแทน "พรรคเพื่อไทย" ในตำแหน่ง "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" พุ่งสูง หนีแคนดิเดตคนอื่นๆ ลิบลับ


โดยในวงประชุมกลางเมือง "ดูไบ" ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่แวดล้อมไปด้วย "สายทักษิณ" ไม่ว่าจะเป็น "สมชาย วงศ์สวัสดิ์" , "เยาวภา วงศ์สวัสดิ์" , "พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล" และ "ยงยุทธ ติยะไพรัช" สรุปร่วมกันว่า "ยิ่งลักษณ์" คือผู้ที่เหมาะสมที่สุด ที่จะเป็น "ผู้นำทัพเพื่อไทย" ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง


เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อสถานการณ์การต่อสู้ระหว่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ" และ "ฝ่ายถืออำนาจ" เข้ามาถึงจุดสำคัญ ที่ทำให้มองได้ว่า "ชัยชนะหลังการเลือกตั้ง" ไม่ได้มีความหมายเพียง "การชิงอำนาจรัฐ"


หากย้อนมองสถานการณ์การเมืองในภาพรวม "พรรคเพื่อไทย" และ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เผชิญศึกใหญ่อยู่ 2 ด้าน คือ "แรงต้านจากภายนอก" กับ "แรงกระเพื่อมภายใน"


โดย "แรงต้านจากภายนอก" นั้น แกนนำใกล้ชิด พ.ต.ท.ทักษิณ ประเมินตรงกันว่า ไม่ว่า "เพื่อไทย" จะส่งใครมานั่งเป็น "แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี" ก็หนีไม่พ้นข้อกล่าวหา "นอมินีทักษิณ" และต้องเผชิญกับการโจมตีทุกรูปแบบ ไม่ต่างจากกัน


และที่สำคัญคือ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระแสโจมตีเหล่านี้ได้


ดังนั้น ทั้งหมดจึงหันมอง "ปัญหาภายใน" คือ "แรงกระเพื่อมในพรรค" ที่ขณะนี้ "แกนนำระดับบิ๊กเนม" หลายคน ประกาศตัวในทั้งที่ลับและที่ไม่ลับ จะขอเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี


ซึ่งไม่ว่า "แกนนำคนไหน" จะได้ขึ้นมาหยิบชิ้นปลามัน เอาไปได้ ย่อมทำให้ "ผู้ที่ผิดหวัง" ตีโพยตีพาย สร้าง "แรงกระเพื่อมภายใน" ได้รุนแรง และจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา


จึงมีการเสนอชื่อ "ยิ่งลักษณ์" ซึ่งถือเป็นสายตรงที่สุด ขึ้นมาเป็น "แคนดิเดต" คนสำคัญ


ภายใต้สมมติฐาน ที่ว่า สถานะ "สายตรง" ของ "ยิ่งลักษณ์" จะสามารถสยบ "ศึกใน" และทำให้ "เพื่อไทย" กลับมาแข็งแกร่ง เพื่อสู้ "ศึกนอก" ในการเลือกตั้งได้


โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผล "แพ้-ชนะ" ในสนามเลือกตั้ง คือ คำพิพากษา อนาคต "เพื่อไทย" ลมหายใจ "เสื้อแดง" และสำคัญที่สุดคือ ชีวิตของ "พ.ต.ท.ทักษิณ"


เพราะหาก "เพื่อไทย" ต้องพ่ายแพ้ใน "การเลือกตั้ง" ครั้งนี้ เอฟเฟ็คต์สำคัญที่จะตามมาคือ ผลกระทบต่อความมั่นใจใน "กระแสทักษิณ"


ซึ่งจะส่งผลต่อความชอบธรรม ในการเคลื่อนไหวต่อสู้ ทั้งในระบบรัฐสภาและเกมการเมืองข้างถนน


โดยเฉพาะ "พรรคเพื่อไทย" ที่หลายคนมองตรงกันว่าโอกาส "พรรคแตก" มีสูง


ดังนั้น การลงเลือกตั้งครั้งสำคัญ ในฐานะ "ฝ่ายค้าน" จึงไม่แปลกเลย หาก "พ.ต.ท.ทักษิณ" จะเลือก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็น "ไพ่ใบสำคัญ" ขึ้นมาต่อกรกับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" , "พรรคประชาธิปัตย์" และ "ฝ่ายถืออำนาจ" ทั้งระบบ


เป็นการ "ทุ่มสุดตัว" ที่ "ระดับแกนนำพรรคเพื่อไทย" มองว่า เป็น "ไพ่ใบเดียว" ที่จะเพิ่มโอกาสให้ "เพื่อไทย" ได้รับชัยชนะ


แม้จะมีความพยายาม ส่งสัญญาณ คัดค้านจาก "อดีตนักการเมืองผู้ใหญ่" ในพรรค ไม่ว่าจะเป็น "จาตุรนต์ ฉายแสง" อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือ "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์" อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย


รวมไปถึง "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ประธานพรรคเพื่อไทย และ "เสนาะ เทียนทอง" หัวหน้าพรรคประชาราช บิ๊กเนมที่เพิ่งตบเท้าเข้ามาอยู่กับ "ฝ่ายทักษิณ"


โดยเป็นห่วงในสถานการณ์หลังเลือกตั้งว่า ความเป็น "ชินวัตร" ของ "ยิ่งลักษณ์" อาจจะสร้างปัญหาให้กับการประนีประนอมกับ "ฝ่ายถืออำนาจ"


แต่ "แกนนำสายทักษิณ" สรุปเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า "อำนาจรัฐ" คือใบเบิกทางไปสู่ "โต๊ะเจรจา" ดังนั้น "ชนะเลือกตั้ง" ให้ได้ก่อน น่าจะดีกว่า !!!


"วิธีการเลือกผู้นำแบบล้าสมัย!!"


(เขียนโดย แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เผยแพร่ในเว็บล็อก "นิว มันดาลา" หรือ "นวมณฑล" เมื่อวันที่ 12 เมษายน)


ใครก็ตามที่กำลังสนับสนุนให้ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีในอนาคตของประเทศไทย สมควรจะถูกประณามอย่างรุนแรง!


การคัดเลือกบุคคลมาดำรงตำแหน่งผู้นำระดับชาติ ด้วยพื้นฐานในเรื่อง "สายเลือด" ถือเป็นวิถีปฏิบัติที่ไม่น่าเชื่อถือและเก่าแก่ล้าสมัย ผู้นำระดับชาติควรจะถูกคัดเลือกจากคุณสมบัติทางด้านคุณธรรมความสามารถ ไม่ใช่ด้วยหลักเกณฑ์ทางด้านสายโลหิต คุณสมบัติในการเป็นผู้นำนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและการประสบความสำเร็จในโลกแห่งความจริง นี่คือสิ่งที่สำคัญเกินกว่าจะถูกยุติลงด้วยอุบัติเหตุทางพันธุศาสตร์ของการมีบรรพบุรุษร่วมกัน


พวกเราล้วนรู้เป็นอย่างดีว่า การที่สมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวใดมีความสามารถและได้รับการเคารพนับถืออย่างสูงนั้น ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบรรดาเครือญาติร่วมสายเลือดของเขาจะถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสามารถในระดับเดียวกัน ประวัติศาสตร์ถูกทำให้เรี่ยราดไปด้วยการกระทำที่โง่เขลาอันน่าเศร้าสลดของพี่น้องซึ่งมีความทะเยอทะยานมากเกินไป, เครือญาติที่มีความโหดเหี้ยมอำมหิต และบรรดาลูกชายผู้เบาปัญญา


การนำทางประเทศชาติในช่วงเวลาอันยากลำบากต้องอาศัยมากกว่านามสกุลอันเป็นมงคล นี่คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องก้าวให้พ้นไปจากรอยทางของระบอบปิตาธิปไตยเสียที

ชำแหละ73ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


รายชื่อ 73 ส.ว.สรรหาชุดใหม่ที่ประกาศออกมา เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก

เพราะนอกจากจะมีแต่คนหน้าเดิมๆ กลับเข้าสภาสูงเกือบครึ่งแล้ว ยังเต็มไปด้วยเครือข่ายคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) กลุ่มพันธมิตร และพวกที่มีสัมพันธ์แนบแน่นกับพรรคประชาธิปัตย์

เป้าหมายบล็อกขั้วอำนาจทักษิณเป็นการเฉพาะ

เป็นเหตุให้ตัวแทนที่เข้ามาขาดความหลากหลาย ไม่ครบทุกกลุ่มสาขาอาชีพ ขัดเจตนารมณ์ของการสรรหา

นักวิชาการที่เกาะติดสถานการณ์การเมือง มองเรื่องนี้อย่างไร?



ไพรัช ตระการศิรินนท์

คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

ภาพรวมทั้ง 73 คน ไม่ขี้เหร่จนเกินไป แต่ไม่ดีถึงขนาดให้พึงพอใจได้


มีสัดส่วนของส.ว.เดิมที่ทำงานน่าพอใจ กับส.ว. สรรหาหน้าใหม่ที่มีความหลากหลาย ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ อดีตข้าราชการ ทหาร ตำรวจ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ได้พอสมควร

แต่ยังมีกลุ่มคนที่สืบเนื่องมาจากกลุ่มรัฐประหาร 19 ก.ย.49 หรือกลุ่มที่ไม่เอาทักษิณอยู่มากพอสมควร เป็นผลสืบเนื่อง จาก คมช.วางไว้ตั้งแต่ร่างรัฐ ธรรมนูญปี"50 จึงไม่แปลกใจที่มีคนของคมช. เข้ามา

เช่น พล.อ. สมเจตน์ บุญ ถนอม อดีต หน.สนง.เลขาธิการ คมช., นายสัก กอแสงเรือง อดีต คตส.

แต่คนจากคมช. อย่าง พล.ร.อ.สถิรพันธุ์ เกยานนท์ อดีตผบ.ทร. หรือนายนาม ยิ้มแย้ม อดีตประธานคตส. นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตคตส. ไม่ได้รับการสรรหาเพราะภาพอาจชัดเจนเกินไป

หากผลเลือกตั้ง เพื่อไทยได้ส.ส.น้อยลง การทำงานในรัฐสภาจะง่ายขึ้น แต่ง่ายขึ้นไม่ได้แปลว่าดีหรือไม่ดี หมายถึงการทำงานจะราบรื่นเพราะเป็นคนพวกเดียวกันเป็นส่วนใหญ่

เป็นเช่นนั้นเท่ากับว่าฝ่ายที่ยังรักทักษิณจะออกไปเล่นเกมนอกสภาอีก บ้านเมืองจะขัดแย้งกันต่อไป คงต้องดูการทำหน้าที่ของส.ว.ชุดใหม่ด้วยว่ามีความประนีประนอมมากแค่ไหน

ยังคิดว่าต้องมีส.ว.สรรหา กระบวนการเลือกตั้งของไทยเชื่อถือไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ภาคสังคมและสื่อต้องช่วยกันสอดส่องการทำงานของกรรมการสรรหา ส.ว. ให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

กรณีตัวแทนทั้ง 5 ภาค มีแต่ทหารและตำรวจแทรกเต็มไปหมด ไม่มีตัวแทนเกษตรกรหรือกลุ่มมุสลิมเข้าไปเลยนั้น ถือเป็นจุดอ่อนของการสรรหา ไม่ตรงเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการสรรหา

เป็นเรื่องที่คณะกรรมการต้องอธิบายต่อสังคม



ตระกูล มีชัย

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ


การสรรหากลายเป็นการเลือกวุฒิสภาของชนชั้นกลางที่เป็นตัวแทนกลุ่มทุนเท่านั้น ไม่มีตัวแทนภาคประชาชน ถือเป็นจุดอ่อนของกระบวนการสรรหา ต้องแก้ไขจุดอ่อนนี้

ประเทศไทยมีความหลากหลาย กระบวนการสรรหาต้องให้โอกาสชนชั้นล่างมีเก้าอี้นั่งอยู่ด้วย มิเช่นนั้นสภาสูงจะไม่สามารถเป็นจุดสะท้อนความหลากหลายได้ เป็นแค่กลุ่มเดิมๆ ที่ไม่มีความแตกต่าง

หลักสำคัญต้องมีความหลากหลายในกระบวนการสรรหา ไม่ใช่มีแค่เฉพาะกลุ่ม กลุ่มชนชั้นล่าง ตัวแทนผู้ใช้แรงงาน หรือแม้แต่กลุ่มเพศที่สาม ก็ไม่มีโอกาสเข้ามาเลย

ทั้งหมดถือเป็นจุดอ่อน

ส่วนภาพรวมของส.ว.ทั้ง 73 คน ขอดูผลงานก่อนแล้วค่อยวิจารณ์

สภาสูงควรมีสัดส่วนตัวแทนจากทุกกลุ่ม เพื่อมารักษาประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ การสรรหา จึงต้องเปิดกว้างให้ตำแหน่งแก่ตัวแทนชนชั้นล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมากๆ ด้วย

เชิงรายละเอียดที่ว่ากระบวนการสรรหาตามที่ตัดสินต้องเปลี่ยนแปลง คือ หากมีสว.สรรหา 73 คน อาจจะต้องเพิ่มวิธีการคัดเพิ่มเป็นสองถึงสามเท่าไม่ใช่เพียงสมาคมหรือระบบกลุ่มเพียงเท่านั้น หากมันไม่กระจายมีแค่การเกิดเอกภาพพิจารณาหาตัวแทนของกลุ่ม และนอกจากจะแก้ไขปัญหาที่ตัวของรัฐธรรมนูญเเล้ว ยังมาดูที่ตัวของคนใช้กฎหมายนั้นด้วย



พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ


รายชื่อที่ออกมาสะท้อนถึงความขัดแย้งกันกับบทบัญญัติตามรัฐธรรรมนูญ เนื่องจากประการแรก ส.ว.ไม่ควรกลับมาเป็นซ้ำ 2 รอบ แต่ครั้งนี้กลับเข้ามาอีก 31 คน

ประการที่ 2 ผิดจุดมุ่งหมายของการให้มีส.ว.สรรหาที่จะให้ตัวแทนจากภาคต่างๆ ทั้งวิชาชีพ มุสลิม เกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ฯลฯ

แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่ตัวแทนขององค์กรเหล่านั้นอย่างแท้จริง

มีแต่คนมีอำนาจ มียศตำแหน่ง ใช้ชื่อเสียง หรือใช้อำนาจคมช. ไปอาศัยชื่อขององค์กรเกษตรหรือวิชาชีพอื่น เสนอรายชื่อเข้ามาแทน จนได้รับการสรรหา

และที่ร้ายที่สุดคือ คนเหล่านี้ได้รับการสรรหาเข้ามาโดยที่กกต.ก็ไม่ได้บอกว่าผิดคุณสมบัติอีกด้วย

ไม่ใช่การดูเฉพาะว่าคนเหล่านี้เป็นกลุ่มอำนาจไหน คมช, คตส., หรือกลุ่มต่อต้านทักษิณเท่านั้น แต่ต้องดูด้วยว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีส.ว. สรรหานั้นเพื่ออะไร

ฉะนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นจากสังคมว่า การสรรหาส.ว.ครั้งนี้ถูกต้องตามเจตนา รมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ตัวแทนจากส่วนต่างๆ เข้ามาร่วมพิจารณา และผ่านกฎหมายหรือไม่

และการเลือกตัวแทนจากกลุ่มอำนาจคมช. มากกว่าการเลือกตัวแทนเกษตรกร หรือมุสลิมมีเหตุผลมากน้อยแค่ไหน

รวมถึงความโปร่งใสในกระบวนการสรรหานั้นมีหรือไม่



ทวี สุรฤทธิกุล

อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยสุโขทัยฯ


รายชื่อส่วนใหญ่เป็นที่น่าพอใจ มีความน่าเชื่อถือในสังคมพอสมควร อย่างกลุ่มอดีตส.ว.สรรหาทั้ง 31 คน มีผลงานในสภาชุดที่ผ่านมา เป็นส.ว.ทำงาน ไม่ใช่ส.ว. ฉาบฉวย ทำหน้าที่อย่างที่ควรกระทำ ไม่โอเวอร์

อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มส.ว.หน้าใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น มาจากหลากหลายวงการ มีอดีตข้าราชการน้ำดี เช่น พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ และพล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ

นอกนั้นก็เป็นข้าราชการซึ่งมีผลงานน่าชื่นชม ส่วนภาคเอกชนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงพอสมควร

แม้มีกระแสต่อต้านว่าส.ว.ชุดนี้มาจากชนชั้นกลางและชนชั้นสูง แต่แนวคิดของวุฒิสภาคือต้องการคนที่เป็นหลักเป็นฐาน วุฒิไม่ได้แปลว่าความรู้ แต่หมายถึงศักดิ์ศรีหน้าตา

ซึ่งอันที่จริงแล้วบุคคลเหล่านี้อาจทำงานเพื่อประชาชน เป็นชนชั้นสูงที่ติดดิน เช่น นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ จากสยามสมาคมฯ ก็ทำงานด้านสังคมมามาก แม้เป็นไฮโซแต่มีความมุ่งมั่น บุกป่าฝ่าดงเพื่อชุมชนต่างๆ

จากที่ดูรายชื่อผู้เสนอตัวมาทั้ง 600 กว่าคน กลุ่มชาวนาและกลุ่มรากหญ้าไม่ค่อยมีเสนอตัวเข้ามา มีคนที่ผมรู้จักไม่ถึง 10 คน ซึ่งจำนวนเสนอตัวที่น้อยย่อมทำความลำบากใจให้แก่คณะกรรมการทั้ง 6 คน

เมื่อกลุ่มที่เสนอน้อยแล้วเข้ามาเยอะ คงไม่เหมาะสม ตรงนี้เราต้องยอมรับในกระบวนการว่าเป็นขั้นตอนการสรรหาตามรัฐธรรมนูญปี"50

หากเราไม่ชอบก็ต้องไปเปลี่ยนแปลงเอา ทางแก้น่าจะขยายคณะกรรมการสรรหาเป็น 40-50 คน หรือถ้าจะให้ดีที่สุดก็เป็นแบบเลือกตั้งทั้งหมดไปเลย

ต่อเรื่องที่หลายคนวิจารณ์ว่าส.ว.ชุดนี้เข้ามาเพื่อสกัดขั้วอำนาจทักษิณนั้น เรื่องนี้ถือเป็นสิ่งที่คิดกันไป หลายคนอาจมองว่าส.ว. ชุดนี้มีคนจาก คมช. จากกลุ่มพันธมิตร กลุ่มประชาธิปัตย์ หรือกลุ่มคนไม่ชอบทักษิณ

แต่เท่าที่ผมได้พูดคุยกับพล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ใจจริงเขาก็อยากนิรโทษกรรมให้คุณทักษิณ แต่ติดที่คุณทักษิณเป็นนักโทษการเมือง ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

นอกจากนี้หากผลการเลือกตั้งที่จะมาถึง พรรคประชาธิปัตย์แพ้ แล้วพรรคเพื่อไทยได้จัดตั้งรัฐบาล ส.ว.กลุ่มนี้ก็จะเข้ามาคานอำนาจกับรัฐบาล ชุดนี้จะเป็นส.ว.ที่เข้มแข็งมาก

บทบาทของส.ว.คือการสร้างกระแสสังคมเพื่อดึงดูดคนในชาติเพื่อให้มามีส่วนร่วมในการเมือง ส.ว.จะเชื่อมคนทุกภาคส่วนให้มาร่วมมือกัน

ที่ผ่านมาส.ส.อยู่อย่างตัวใครตัวมัน แต่ส.ว.จะเป็นสะพานเชื่อมทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน

20+1วีรชน

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน
สมิงสามผลัด



ครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์ 10 เมษาเลือดไปแล้ว

คนเสื้อแดงเรือนแสนร่วมรำลึกถึงผู้สูญเสียที่คอกวัว

ในเหตุการณ์นั้นมีประชาชนคนไทยเสียชีวิต 20 ศพ ส่วนทหารเสียชีวิต 6 ศพ

ก่อนหน้านี้มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย จัดทำหนังสือ "วีรชน 10 เมษา คนที่ตายมีใบหน้า คนที่ถูกฆ่ามีชีวิต"

เนื้อหาอ่านแล้วสลดหดหู่ เป็นบทสัมภาษณ์ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิต

บ่งบอกถึงความรู้สึกที่ต้องสูญเสียคนที่รัก

บ่งบอกถึงเหตุผลที่เหยื่อออกไปร่วมชุมนุม

ที่สำคัญทุกคนต่างรอถึงบทสรุปของคดี

รอวันที่ "คนสั่งฆ่าประชาชน" รับโทษทัณฑ์

แม้จะค่อนข้างมืดมนก็ตาม!?

นอกจาก 20 วีรชนแล้ว ยังมีอีก 1 ศพที่ไม่ได้ร่วมเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดง

แต่ออกมาทำหน้าที่สื่อมวลชน

นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น เป็นศพที่ 21 ในเหตุการณ์นี้

ความจริงแล้ว เราได้รับรู้ถึงการติดตามทวงความยุติ ธรรมให้นายฮิโรยูกิมาตลอดเวลา 1 ปี

รัฐบาลญี่ปุ่นให้ความสำคัญต่อคดี

ทวงถามความคืบหน้า 6-7 ครั้งจากทั้งรมต.ต่างประเทศ ทั้งอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย

และในรำลึกครบรอบ 1 ปี นายสตีเว่น แอดเลอร์ หัวหน้าบรรณาธิการของรอยเตอร์ ออกแถลงการณ์รำลึก ถึงนายฮิโรยูกิ

"ในวันนี้ เราร่วมกันไว้อาลัยต่อการจากไปของคุณมูราโมโตะ แต่เรารู้สึกผิดหวังที่ยังคงไม่มีความกระจ่างชัดต่อสาเหตุการเสียชีวิตของเขา ขณะที่เวลาได้ล่วงเลยมา 1 ปี โดยครอบครัวและเพื่อนร่วมงานในรอยเตอร์ของคุณมูราโมโตะ สมควรที่จะมีโอกาสได้รับทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีผู้ใดอยู่เบื้องหลัง"

วันรุ่งขึ้น หลังครบ 1 ปี นางจีน ยูน บ.ก.ข่าวภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำนักข่าวรอยเตอร์ และ นายเจสัน เซบ หัวหน้าข่าวรอยเตอร์ สำนักงานกรุงเทพฯ

เข้าทวงถามความคืบหน้าของคดีนี้กับ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ

ประเด็นหลักก็คือไม่เข้าใจว่าทำไมตอนแรกดีเอสไอถึงสรุปว่าเจ้าหน้าที่รัฐฆ่า

ก่อนกลับคำในภายหลังว่าไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ!?

นายฮิโรยูกิตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

ถูกยิงขณะรายงานข่าวรายงานข้อเท็จจริงต่อสายตาชาวโลก

หลังเสียชีวิตแล้ว เพื่อนร่วมชาติและเพื่อนร่วมวิชา ชีพต่างออกมาต่อสู้ ทวงความยุติธรรมให้

นายฮิโรยูกิจึงกลายเป็นวีรชน กลายเป็นสัญลักษณ์ต่อต้านการคุกคามสื่อ

เรื่องราวของ "ฮิโรยูกิ" ถูกตีแผ่ไปทั่วโลกแล้ว

10 เมษายน . . เสียงปืนแตกที่สี่แยกคอกวัว . . ตอนสอง

ที่มา thaifreenews

โดย tongtata

วันที่ 10 เมษายน 2553 การปะทะกันของมวลชน เสื้อแดง กับกองกำลังทหารของ ศอฉ. บนถนนราชดำเนินนอก
ถูกถ่ายทอดออกทางโทรทัศน์ตั้งแต่ตอนบ่าย ภาพและเสียงที่ได้ยินเหมือนหนังบู๊ แต่เมื่อมีความตายเกิดขึ้น
มีการนองเลือดจริง ๆ แม้บางช่วงเวลามีเสียงเพลงเหมือนในหนัง แต่การสูญเสียทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้ว่า
นี่คือชีวิตจริง ตายจริง ๆ มีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว
แต่อำนาจไม่เข้าใครออกใคร คนที่ต้องการปกป้องอำนาจ คงสั่งให้สลายการชุมนุมให้ได้ และคงไม่สั่งให้ฆ่าคน
แต่เมื่อมีคนเสียชีวิต ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงขึ้นไปก็ต้องรับผิดชอบต่อคำสั่งของตน บางเรื่องอาจอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุ
แต่บางเรื่องก็เป็นการจงใจสังหารคนมือเปล่า
ผู้รู้ในวงการทหารบอกว่า เรื่องที่น่าอับอายที่สุดคือการที่หน่วยสไนเปอร์ใช้อาวุธร้ายแรงมาซุ่มยิง ผู้ชุมนุมมือเปล่า
กลางถนน โดยเฉพาะกรณี นายวสันต์ ภู่ทอง ช่างเย็บผ้าชาวสมุทรปราการ อายุ 39 ปี
ซึ่งมีภาพวิดีโอขณะเกิดเหตุแพร่ไปทั่วโลก



คนทั้งโลกมองเห็นภาพนายวสันต์ถือธงชาติอยู่กลางถนนราชดำเนิน และถูกยิงสมองกระจายล้มลงนอนอยู่บนพื้น
มีธงชาติพาดอยู่บนหน้าอก คนที่ยิงมองจากกล้องที่ติดปืน ก็เห็นอยู่แล้วว่านายวสันต์ไม่มีอาวุธใด ๆ นอกจากธงชาติ
และนายวสันต์ก็คงมองไม่เห็นคนซุ่มยิง ซึ่งอยู่ไกลเป็นร้อย ๆ เมตร เขาไม่มีทางที่จะถือธงไปทำร้ายคนซุ่มยิงได้

นี่จึงไม่ใช่การป้องกันตัว แต่เป็นการจงใจฆ่า จะฆ่าเพราะอะไรไม่มีใครตอบได้ ภาพสยดสยองนี้แพร่ไปทั่วโลก
และจะยังคงอยู่เป็นสิบ ๆ ปี วันนี้ไม่ว่าคุณอยู่ที่ไหนในโลก เมื่อเปิดคอมพิวเตอร์แล้วคลิกไปที่เหตุการณ์
10 เมษายน ในประเทศไทย คุณจะได้เห็นภาพนี้ มันเป็นการประจานทุกคนที่เกี่ยวข้อง ชี้ให้เห็นถึงการด้อย
ความสามารถในการบังคับบัญชา การกำหนดเปาหมายและภารกิจ การอบรมสั่งสอนผู้ปฏิบัติงาน
ทั้งในเรื่องจริยธรรม และการควบคุมอารมณ์

"สุเทพ"หนุน ผบ.ทบ.เอาผิด"จตุพร"ปราศรัยบนเวทีแดงหมิ่นเบื้องสูง

ที่มา thaifreenews

โดย คำปัน

"สุเทพ"หนุน ผบ.ทบ.เอาผิด"จตุพร"ปราศรัยบนเวทีแดงหมิ่นเบื้องสูง


เมื่อวันที่ 13 เมษายน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่สนามบินดอนเมือง ถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สั่งให้ดำเนินคดีกับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดงในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชนุภาพ ว่า ตน เห็นตรงกับคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย หรือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ตลอดจนผู้ที่ปราศรัยบนเวทีทั้งหลาย ในวันที่ 10 เมษายน ได้กระทำการที่ไม่สมควร และกระทบต่อจิตใจคนไทยอย่างยิ่ง ตนเห็นด้วยว่าถ้าเข้าข่ายที่ผิดกฎหมายต้องดำเนินการ

เมื่อ ถามว่า การกระทำดังกล่าวมาทำในช่วงที่เข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง มีนัยยะทางการเมืองที่มองไปได้ว่าจะเป็นการขัดขวางการเลือกตั้ง นายสุเทพกล่าวว่า "นัยยะทางการเมืองมองได้ว่านายจตุพรและพรรคพวกเอาเรื่องที่ไม่สมควรจะเป็น ประเด็นมาทำงานทางการเมือง เหยียบย่ำจิตใจคนไทย ส่วนจะมีการถอนประกันนายจตุพรและแกนนำ นปช.คนอื่นๆ หรือไม่นั้น เป็นเรื่องของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ตำรวจ และศาล ไม่ก้าวล่วงไปในกระบวนการยุติธรรม แต่ยืนยันว่าในช่วงนี้เป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง นายจตุพรเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง เรื่องอื่นเยอะแยะที่จะพูดจาหาเสียง ทำไมจะต้องนำเรื่องดังกล่าวมาพูด"

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน



ขอทีนะผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ท่านกำลังบิดเบือนทุกสิ่งทุกอย่างให้ประชาชนเข้าใจผิด ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นในลักษณะจองล้างจองผลาญเขาไปตลอด ประชาชนเข้ารู้นะว่าคิดอะไรทำอะไรกันอยู่ สถาบันทหารกับสถาบันการเมืองควรแยกการทำงานออกจากกันอย่างชัดเจนสิครับอย่า เอาความได้เปรียบทางโอกาสมาตบตาประชาชนอีกเลย

ฟันธง หลังสงกรานต์ ปฏิวัติ เศรษฐกิจอัศจรรย์ ดาราเฮงสุดๆ...หมอลักษณ์

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



ผมกลับมาแล้ว...ออกตัวแบบทำให้หลายคนใจระทึก
อาจารย์ลักษณ์ เลขานิเทศ เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์
บอกว่าหลังจากที่ไม่ค่อยได้ให้สัมภาษณ์แบบฟันธงแบบไม่กลัวหน้าไหนมานานเกือบ 2 ปี
เนื่องในวันพิเศษสงกรานต์เช่นนี้ ไทยรัฐออนไลน์ให้ฟันธง
โดยเอาหลักดวงดาวนำกับเหตุการณ์ใหญ่หลังจากนี้เป็นต้นไป
ตั้งแต่การเมือง วงการบันเทิง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ....

การเมือง / ปฏิวัติ - นายกคนใหม่ไม่ใช่อภิสิทธิ์ ฟันธง


หมอลักษณ์เกริ่นให้ความรู้ก่อนว่า ลัคนาเมืองประเทศไทยอยู่ราศีเมษ
เนื่องจากวันที่ 21 เมษายน 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
นำเสาหลักเมืองลงก้นหลุม ดวงเมืองจึงถือกำเนิดในวันที่ 21 เม.ย.2325 เป็นต้นมา

“และในช่วงนี้ถือว่าเป็นน่าสนใจมากๆ
เพราะถือเป็นฤดูการแห่งการเปลี่ยนแปลงของชะตาเมืองในรอบหลายๆ ปีที่ผ่านมา
เนื่องจากดาวพฤหัสซึ่งว่าเป็นดาวตัวแทนของคุณธรรมความดี ความถูกต้อง
โคจรจากกลุ่มดาวแมงป่อง ถึงกลุ่มดาวคนโก่งคันธนู ผ่านมังกร ผ่านกุมภ์
และมาถึงราศีมีนถือว่าเป็นจังหวะโคจรวิปริตที่สุดในรอบ 40 ปี
ทำให้อะไรไม่เป็นระบบ ไม่ยุติธรรม ฤดูกาลก็ผิดธรรมชาติ แต่มันกำลังจะผ่านพ้นไป”



แต่เหนืออื่นใด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดหลังจากนี้ก็คือ
เรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะวันนี้ไม่ได้สาบสูญไปจากประเทศไทย

“ผมใช้คำว่าหลังจากวันนี้มันยังมีเค้ารางเกิดขึ้นได้
ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวต่อระบบประชาธิปไตยอย่างยิ่งปฏิวัติ
หลังจากนี้ก็เหมือนกับผีรู้ว่าอยู่ใกล้ๆแต่ไม่เคยเห็นปฏิวัติใน พ.ศ. 2554 ก็ เหมือนกัน
ทางแก้ก็คือทุกๆ คนต้องพยายามแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้ให้มากๆ เช่น
ไม่เห็นด้วย ไม่ชอบปฏิวัติ กูไม่ยอมมรึงเพราะมันจะซ้ำเติมประเทศ
พูดกันให้มากๆ สิ่งนี้แหละจะเป็นอันนี้จะเป็นเกราะป้องกัน
ที่ทำให้คนกำลังคิดจะปฏิวัติไม่กล้า
แต่ถึงกระนั้นยังน่าเป็นห่วงเพราะว่าลีลาดวงดาวในปีนี้มันเหมือนกับ พ.ศ.2500
จอมพล ป.ครองอำนาจมานานแล้วเจอจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจนั่นเอง
แต่จะเป็นการปฏิวัติแบบไม่รุนแรง ไม่นองเลือดเป็นปฏิวัติเงียบ”

ถามว่า เหตุการณ์ทางการเมืองจะเป็นอย่าไรนับจากนี้
ในยามที่ดวงและดาวพฤหัสทำมุมดีเช่นนี้ไปจนนานอีก 1 ปี
เราจะได้ผู้นำเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเหมือนกับที่เราเฝ้ามองในปี พ.ศ. 2543 ว่า
เราจะมีใครในปี พ.ศ. 2554 เราจะได้ผู้นำใหม่

“ผมฟันธงเลยว่า
1.ต้องเป็นอดีตข้าราชการ
2.ต้องเป็นคนดีที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง
แล้วถามว่าใช่คนเดิมไหมตอบได้ว่ายากที่จะเป็นคนเดิม
เนื่องจากปรากฏการณ์นี้มันเหมือนกับตอนที่เราได้นายกพระราชทาน อย่าง
อ.ธานินทร์ กรัยวิเชียร หรือ อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ มันเป็นปรากฏการณ์ที่สะอาด
และได้รับการยอมรับจากคนทั้งประเทศเมื่อ 4 พ.ค
ถ้ามีการเลือกตั้งเมืองไทยจะได้คนดี มากกว่า 4-5 ปี การบริหารจะเป็นระบบ”



เศรษฐกิจ / สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม หุ้น อภิมหามหึมาโชคดี

หมอดูจอมฟันธงบอกว่า ในมุมของดาวเศรษฐกิจ
เนื่องจากดวงเมืองไทยหลายปีที่ผ่านมา เกิดวิกฤตเป็นอย่างมาก
เพราะว่าดาวเสาร์ ทำให้เกิดเพศภัยธรรมชาติ เกิดการขัดแย้งทางการเมือง ของกลุ่ม
คนต่างชนชั้นต่างความคิดก่อให้เกิดเป็นปรปักษ์ความรุนแรง
มันส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างมาก สภาพคล่องทางการเมือง ภัยพิบัติมีปัญหา
ที่สำคัญดาวร้าย เสาร์กับราหูอยู่ในมุมร้าย ดาวดีอยู่ในมุมดีดาวพฤหัสบดี

“ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมาเหตุการณ์ร้ายมันกระหน่ำซ้ำเติมประเทศไทยมากมาย
แต่หลังจาก 4 พ.ค.เป็นต้นไป เรื่องร้ายเป็นเรื่องลบมันอยู่ในมุมลดกำลังไปครึ่งหนึ่ง
แต่ดาวดีที่อยู่ในมุมร้าย กำลังจะอยู่ในมุมดีหลังวันที่ 4 พ.ค. แปลว่า
เศรษฐกิจไทยมีการพลิกฟื้นอย่างมหัศจรรย์
มันเหมือนกับปี พ.ศ. 2543 ต่อ พ.ศ.2544 การค้าระหว่างประเทศจะเข้ามาอยู่เมืองไทย
เช่นประเทศ ญี่ปุ่นที่เพิ่งเผชิญสึนามิ อุตสาหกรรมหลายประเภทจะย้ายมาในไทย เป็นต้น
จากนี้สินค้าอุปโภคบริโภคเราจะส่งออกได้ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจะมีราคาสูงมาก
อันนำไปสู่การจ้างงาน การลงทุน รายได้เข้าสู่ประเทศภายเอกชน ภาครัฐและภาคครัวเรือน
หุ้นดี ที่ดินดี แต่แปลกคือจากนี้เป็นต้นไป ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมดีแทบทุกตัว” ฟันธง...!



วงการบันเทิง/ ณัฐวุฒิ สกิดใจ, เจษฎาภรณ์ ผลดี, ณเดชน์ คูกิมิยะ โกอินเตอร์

เลขาธิการสถาบันพยากรณ์ศาสตร์บอกว่า ที่ผ่านมา
เหตุการณ์บันเทิงไม่มีใครเกิดชัดๆ
ไม่มีวีรบุรุษ ไม่มีวีรสตรีที่โดดเด่น แม้กระทั่งหมอดูจะเกิดก็ไม่ชัด

“แต่พ้นจากวันที่ 24 พ.ค. ย้ายเป็นมหาอุต ราหูหื่อเสียให้คุณให้วงการบันเทิงโดนเด่น
มีการขายวงการบันเทิงข้ามชาติ ดาวเสาร์ย้ายวันที่ 7 ธ.ค. ปีนี้
ดาวใหญ่ย้าย 3 ดวงหลังจากวันที่ 24 พ.ค
ดาวมารเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี เจ้าพ่อกลายเป็นผู้มีคุณธรรม
ร้ายตายดีรุ่ง วงการบันเทิง ราหูเป็นมรณะ ของเก่าๆ กลับมาคืนมา
มอมเมาประชาชนได้อีกครั้ง ยกตัวอย่าง เช่น
พระเอกเก๋า สรพงษ์ ชาตรี หรือ อาสมบัติ เมทะนีจะมีชื่อเสียง
หรือไปขุดหนังเก่าๆ มาแล้วก็สร้างชื่อเสียงให้ต่างประเทศมากมาย
เกิดการกลงทุ่นใหญ่ระดับชาติ คนรู้จักเมืองไทยมากขึ้น
ละครก็มีมากมาย ไปขาย จากนี้เราโกอินเตอร์
ณัฐวุฒิ สกิดใจ, เจษฎาภรณ์ ผลดี , ณเดชน์ คูกิมิยะ โกอินเตอร์
ดาราใหม่ๆ จะโดดเด่นชัด ดาราเช้าชามเย็นชมจะเลือนหายไปจากวงการ”



ต่างประเทศ ไทย/จีน อินเดีย เนปาล อินโดนีเซีย ไทยจะเกิดอาเพศใหญ่

จอมฟันธง บอกถึงสถานการณ์ต่างประเทศว่า
หลังจากนี้ดวงประเทศจีน อินเดีย เนปาล อินโดนีเซียจะเกิดอาเพสใหญ่
หรือ เกิดโศกนาฏกรรมครั้งยิ่งใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.นี้และบวกลบไปอีก 3 เดือน

“แต่สำหรับประเทศเรา สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คืออีกไม่เกิน 5 ปี
ประเทศไทยอาจจะเกิดแผ่นดินไหวอีกในบางภูมิภาคของประเทศ
ที่มีการประหัตประหารชีวิตโดยขาดคุณธรรมเมตตาธรรม
จะก่อเกิดการลงโทษโดยธรรมชาติ
ถ้าคุณไม่กลับตัวเอาธรรมะเข้าสงบจิตใจไฟแห่งความอาฆาต
และภัยจากธรรมชาติจะเล่นงานภาคของคุณ
จนเหมือนจะหายไปจากแผ่นที่ประเทศไทยเลยทีเดียว” หมอดูชื่อดังกล่าวสรุป.


http://www.thairath.co.th/content/life/163643

ล้านคำบรรยาย การ์ตูนเซีย วันที่ 14/04/54

ที่มา thaifreenews

โดย blablabla





โศกนาฏกรรม ตามมา หน้าน้ำท่วม
ทุกข์จนน่วม อ่วมซ้ำ กระหน่ำให้
ความช่วยเหลือ จากรัฐ ถูกจัดไป
ชุบแผลใจ หรือดาหน้า มาซ้ำเติม....

เครียด..น้ำท่วม หมดตัว มัวหมองหม่น
ตอกย้ำคน ทุกข์ยาก ลำบากเพิ่ม
ร้อยปัญหา รุมเร้า เศร้ากว่าเดิม
ยังซ้ำเติม ด้วยของเน่า เขาแจกมา....

เครียด..ถูกสื่อ เร่งช่วยเหลือ เพื่อมนุษย์
พวกเลวสุด กลับมองข้าม เป็นหยามหน้า
ช่วยเดือดร้อน เศร้าหมอง นองน้ำตา
กลับกล่าวหา พวกสื่อ ดื้อแย่งซีน....


ยุคชั่วช้า สามานย์ สันดานถ่อย
ทำคิดเล็ก คิดน้อย คอยเล่นลิ้น
คนลอยคอ รอความหวัง ที่หลั่งริน
กลับใจหิน ด่ากราด เพื่อสาดโคลน....

โศกนาฏกรรม หลังน้ำท่วม มันอ่วมแน่
คนช่วยแก้ มันใจแคบ แบบสับสน
ช่างสมชื่อ พวกอุบาทว์ ชาติสัปดน
เชิญทุกคน เลือกกลับมา..ถ้าเห็นดี....


๓ บลา / ๑๔ เม.ย.๕๔
สวัสดีวันปีใหม่ไทยครับ
http://3blabla.blogspot.com

ทักษิณ ทวิตขอสงกรานต์ ทุกฝ่ายหยุดสาดโคลนทางการเมือง

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทวิตข้อความเนื่องในเทศกาลสงกรานต์
ขอทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันยุติการสาดโคลนทางการเมือง
และหยุดอ้างเบื้องสูง เผย 23 เม.ย.เปิดนโยบายเพื่อไทย...

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวิตขอความล่าสุด
เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ว่า
ผมขอส่งความสุขและความ ปรารถนาดีมายังพี่น้องคนไทยทุกคน
เนื่องในวันสงกรานต์ด้วยความเคารพ รัก+คิดถึงด้วยครับ
ขอให้พักผ่อนให้สนุกและปลอดภัยครับ
หลังสงกรานต์อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน
ในฐานะคนไทยด้วยกันสาดน้ำเสร็จก็สะอาดแล้ว
หยุดสาดโคลนการเมืองกันเถอะบ้านเมืองจะได้เดินต่อไปได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงหรืออ้างอิงสถาบันฯ
เพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ผมขอร้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นแดง เป็นเหลือง เป็นพรรคการเมือง หรือกองทัพ
ประเทศไทยจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น
และทรงอยู่เหนือการเมือง

ขอให้มาร่วมกันแข่งขันทำความดีให้ประชาชนและให้เขาเป็นผู้ตัดสิน
ตามหลักการในระบอบประชาธิปไตยดีกว่า
และทุกฝ่ายต้องยกสถาบันฯไว้เหนือความขัดแย้งทางการเมือง

และเอาไว้วันที่ 23 เมษายนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รังสิต
ผมจะแนะนำนโยบายให้พรรคเพื่อไทยเพื่อจะได้พิจารณานำไปปฏิบัติ
เมื่อเป็นรัฐบาลและจะเล่าอะไรให้ฟัง

ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตุว่า การทวิตข้อความดังกล่าว มีขึ้นหลังจาก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.
มีคำสั่งให้กรมพระธรรมนูญแจ้งความดำเนินคดีกับ
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และ
แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง พร้อมพวกประกอบด้วย
นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ และ
นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย
ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
กรณีขึ้นกล่าวปราศัยบนเวทีคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา


http://www.thairath.co.th/content/pol/163793