WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 16, 2011

มือที่มองเห็น!พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร

ที่มา โลกวันนี้



“เชื่อเถอะครับ คำพูดของกองทัพ ของทหารเชื่อถือได้ เชื่อเถอะ
ไม่มีใครหรอกที่จะก้าวล่วงเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
ไม่ว่าจะกดดัน ผลักดัน ไปแอบอิง หรือให้อิงแอบ
เพื่อทำให้ผิดวัตถุประสงค์ของประชาชน เชื่อเถอะ
เสียงของท่านแต่ละเสียงมีคุณค่าต่อประเทศไทยในอนาคต
ผมยืนยันอีกครั้ง ผบ.ทบ. ผบ.ทร. ผบ.ทอ. ผู้แทน ผบ.ตร. ว่าไม่ยุ่งเกี่ยว”

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.)
สร้างความประหลาดใจให้กับคนทั้งประเทศ เมื่อนำ
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)
พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.)
พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) และ
พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ 10
ในฐานะตัวแทน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)
แถลงยืนยันว่าทหารไม่ปฏิวัติ ไม่มีรัฐบาลภายใต้มาตรา 7
และหลังการเลือกตั้งก็ไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

พล.อ.ทรงกิตติยังให้หยุดเอากองทัพมาอ้าง หยุดเอากองทัพมาแนบ
และหยุดผลักกองทัพออกจากประชาชน ให้การเมืองดำเนินไปบนแนวทางการเมือง
กองทัพจะรักษาเกียรติ และเป็นที่มั่นใจของประชาชน
เพราะเป็นคนของประชาชน “เราคือประชาชน เรารู้หน้าที่ของเราว่าต้องทำอะไร
ควรจะเว้นจากทำอะไร หากมีหน่วยใดเคลื่อนย้ายกำลังโดยไม่ได้รับคำสั่งคือ
กบฏ ถ้ามีทหารกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไปเกี่ยวข้องทางการเมืองหรือไปกดดันก็ร้องเรียนมา
หากมีมูลจะทำการสอบสวน”

ปฏิวัติเงียบ!

อย่างไรก็ตาม การออกมาแถลงข่าวดังกล่าวทำ ให้หลายฝ่ายยิ่งเชื่อว่า
มีคนบางกลุ่มต้องการทำการปฏิวัติรัฐประหารจริง ทั้งที่ก่อนหน้านี้
ผบ.ทบ. และ ผบ.ทอ. จะยืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติรัฐประหารแน่นอนก็ตาม
แต่ไม่มีใครเชื่อ
เพราะแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมมานานถึง 3 เดือน
ได้เรียกร้องชัดเจนว่าขอให้ใช้วิธีใดก็ได้เพื่อไม่ให้มีการเลือกตั้ง
และปิดประเทศชั่วคราว 3-5 ปี
เพื่อปฏิรูปการเมืองและล้างนักการเมืองที่มีพฤติกรรมชั่วออกไปให้หมด

โดยเฉพาะนางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
ด้านกิจการพรรคการเมือง เปิดเผยว่า มีกลุ่มที่พยายามทำการปฏิวัติรัฐประหารจริง
แต่เป็นปฏิวัติเงียบ ขนาดวางตัวผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไว้แล้ว

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
แดงทั้งแผ่นดิน ก็ยืนยันว่ามีกลุ่มนายทหารที่ต้องการปฏิวัติเงียบจริง
ซึ่งรู้ความเคลื่อนไหวตั้งแต่ยังอยู่ในเรือนจำ โดยคนหน้าแหลมฟันดำคนเดิมอยู่เบื้องหลัง
แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากหลายภาคส่วน เนื่องจากไม่มั่นใจว่า
หากมีการยึดอำนาจแล้วจะสำเร็จหรือไม่
จึงคิดจะปฏิวัติเงียบตามที่นางสดศรีออกมาเปิดเผย
โดยอดีตรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรี

เกียรติยศที่อัปยศ

เช่นเดียวกับที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.
ตั้งข้อสังเกตที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมาแถลงข่าวยืนยันไม่ปฏิวัติว่า
ทุกครั้งก่อนการปฏิวัติมักมีการออกมาแถลงข่าวในลักษณะดังกล่าว เช่น
รัฐประหารปี 2549 ยืนยันว่ามีความพยายามเดินเกมปฏิวัติเงียบและปฏิวัติจริง
เพราะมีผลการสำรวจความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ระบุว่า
พรรคประชาธิปัตย์จะแพ้พรรคเพื่อไทยทั้งหมด ยกเว้นพื้นที่ภาคใต้
จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดแนวคิดทำการปฏิวัติขึ้นมา

นายจตุพรเห็นว่า ถ้าทำตามที่แถลงจริงก็ขอให้ทหารทำหน้าที่ของตนเองให้ดีก่อน
แต่หากใครต้องการเล่นการเมืองก็ขอให้ลาออกจากตำแหน่งมาลงการเมือง
ทหารต้องไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอย่างเด็ดขาด อย่ามาเกาะติดพื้นที่
หรือบล็อกแกนนำ หรือเป็นกรรมการนับคะแนน รวมไปถึงไม่ให้ทหารมาติดตามนักการเมือง
ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงจะจัดชุดลงไปในแต่ละหมู่บ้าน
หากพบทหารลงพื้นที่ปลุกระดมและใส่ร้ายให้เกิดความเกลียดชังเพื่อไม่ให้เลือกพรรคเพื่อไทย
ก็จะจับส่งหรือร้องเรียนไปยัง กกต.

คำแถลงของผู้นำเหล่าทัพจึงเป็นสัญญาณที่ดีของการเมือง แม้หลายฝ่ายยังไม่เชื่อ
แต่เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ซึ่งวันนี้ประชาชนทั้งประเทศก็รับรู้แล้ว
แต่ประชาชนจะเชื่อข่าวลือหรือการปล่อยข่าวหรือไม่อยู่ที่ผู้นำกองทัพ
ซึ่งข้อบังคับกระทรวงกลาโหมระบุชัดเจนว่า ทหารต้องไม่ดำเนินการใดๆทางการเมือง
แต่กองทัพก็ไม่อาจปฏิเสธว่าการปฏิวัติรัฐประหารที่ผ่าน มาเกือบทุกครั้ง
หัวหน้าคณะที่ทำการปฏิวัติรัฐประหารออกมายืนยันเช่นนี้
แม้แต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งไม่ใช่แค่การโกหกตอแหลประชาชน
แต่ยังทำลายเกียรติยศของกองทัพและสร้างความอัปยศให้กับประเทศชาติอีกด้วย

ประชาชนคือผู้ตัดสิน

การแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของผู้นำกองทัพครั้งนี้จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ
ที่จะทำให้ประชาชนมั่นใจว่ามีการเลือกตั้งแน่นอน แม้หลายฝ่ายยังเชื่อว่า
มี “อำนาจนอกระบบ” เข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม แต่อย่างน้อย
ก็เป็นการต่อสู้ตามครรลองประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
ไม่ว่าประชาชนจะสีอะไรหรือเลือกข้างใด

แม้การเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าจะยุติความขัดแย้งทางการเมือง
แต่ปัญหาการเมืองจะไม่มีการเข่นฆ่าประชาชนอย่างที่ผ่านมา
เพราะไม่ว่าพรรคการเมืองใดได้เป็นรัฐบาลก็เป็นเรื่องของการเมือง
ไม่ใช่รัฐบาลที่จัดตั้งกันในค่ายทหาร เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากฉันทามติของประชาชน
และเป็นรัฐบาลที่กล้าเข่นฆ่าประชาชนเพื่อให้มีอำนาจอยู่ต่อไป
อย่างที่นายณัฐวุฒิแถลงเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2554 หลังจากได้รับประกันตัวว่า

“เราร่วมต่อสู้กันมาตั้งแต่หลังปี 2549 สิ่งที่เราอยากเห็นมากที่สุดคือ
ให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย สิ่งที่เราอยากเดินไปถึงที่สุดคือ
ผืนแผ่นดินนี้เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง...
ต้องการแค่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์เท่านั้น ผู้มีอำนาจให้สิ่งนั้นไม่ได้
แต่กลับหยิบยื่นความตายให้เราเพียงเพราะต้องการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ
ผู้ต้องรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมในครั้งนี้คือ ผู้ลงมือ ผู้สั่งการ
และผู้อยู่เบื้องหลัง เราไม่คาดคิดว่าผู้มีอำนาจจะอำมหิตถึงเพียงนั้น
ไม่คาดคิดไม่ใช่เพราะรู้ไม่ทัน แต่ไม่คาดคิดเพราะที่ผ่านมา
เรารักเขามากเกินไป ความรักทำให้คนตาบอด
แต่ความตายทำให้คนตาสว่าง แล้วจะไม่มีวันหลงลืมความตายของประชาชน
ไม่มีวันลืมความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์ ตรงกันข้าม เราจะลืมตามองไปทุกมุมมืด
เพื่อดูใครก็ตามที่ซ่อนตัวอยู่ ให้เขารู้ว่าเรารู้แล้ว ตาสว่างแล้วทั้งแผ่นดิน”

คำพูดของนายณัฐวุฒิสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงแนวทางการต่อสู้ของคนเสื้อแดงว่า
ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เสียงข้างมากหรือประชาธิปไตยแค่ 4 วินาที
แต่ต้องให้ประเทศชาติก้าวพ้นจากการครอบงำของอำนาจนอกระบบหรือกลุ่มอำมาตย์
ที่อ้างประชาธิปไตยแบบไทย เพื่อกลบเกลื่อนประชาธิปไตยอย่างอารยประเทศที่ยึดมั่น
ในหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยในคราบเผด็จการ

ประชาธิปไตยคือพื้นที่อิสระ

“ตราบใดที่เราไม่มีประชาธิปไตย เราก็ไม่สามารถลงมือถกเถียง
และลองผิดลองถูกอย่างเป็นรูปธรรมในการใช้พื้นที่อิสรเสรีของประชาธิปไตยได้”

แม้แต่นายใจ อึ๊งภากรณ์ นักวิชาการสัญชาติไทยอังกฤษ
อดีตอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขณะนี้ลี้ภัยอยู่ในสหราชอาณาจักร
เพราะถูกแจ้งข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็เรียกร้องให้คนเสื้อแดงสู้ตามระบอบประชาธิปไตย
แม้จะมีจุดร่วมแตกต่างกัน แต่ไม่ใช่ไม่เข้าใจประชาธิปไตย ต่อต้านการเลือกตั้ง
ซึ่งมีแต่จะทำให้การเมืองไทยกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนรัฐประหาร 19 กันยาฯ

นายใจยังชี้ว่า
สังคมไทยผ่านวิกฤตการเมืองมาหลายปี ผ่านการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง
ผ่านการสูญเสียทั้งสิทธิและเลือดเนื้อจากนักการเมืองและทหารที่มือเปื้อนเลือด
ตอนนี้ประชาชนไทยจำนวนมากต้องการแก้ปัญหาใหญ่ๆในสังคมไทย เช่น
ปัญหานักโทษการเมือง
ปัญหากฎหมายเผด็จการ
ปัญหากระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เรื้อรัง
และไม่ให้มีการทำรัฐประหารขึ้นอีก

“สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องใหญ่ๆที่ท้าทายอำนาจอำมาตย์
ขบวนการเสื้อแดงต้องชูประเด็นเหล่านี้และตั้งคำถามยากๆกับนักการเมืองทุกพรรค
รวมถึงพรรคเพื่อไทยด้วย
เราต้องมีส่วนสำคัญในการกำหนดวาระทาง การเมืองของการเลือกตั้ง
และข้อเสนอหรือข้อเรียกร้องของเรา
ต้องแหลมคมพอที่จะทนทานต่อการแพ้การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย
คือต้องเป็นข้อเรียกร้องที่เราใช้เคลื่อนไหวต่อไปได้ไม่ว่าใครจะชนะการเลือกตั้ง”

ระบอบคณาธิปไตย

แต่ประชาธิปไตยที่มาจากประชาชนและเพื่อประชาชนอย่างที่คนเสื้อแดงต่อสู้
ก็คงไม่ได้มาง่ายๆอย่างที่ศาสตราจารย์เบเนดิก แอนเดอร์สัน
นักวิชาการประวัติศาสตร์ที่ศึกษาสังคมและการเมืองไทยได้ปาฐกถา
“มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก”
ที่จัดโดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และสาขาประวัติศาสตร์
คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เมื่อไม่นานมานี้ว่า
การเมืองไทยเหมือนกับระบบการเมืองในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
ที่ยังมีลักษณะ “กึ่งประชาธิปไตย” หรือ “คณาธิปไตย”
ซึ่งระบอบคณาธิปไตยจะตั้งมั่นอยู่ได้
ต้องมีความเชี่ยวชาญในการควบคุมระบบการเลือกตั้ง
แต่ต้องไม่มีฝ่ายค้านเป็นกลุ่มก้อน
ให้ ส.ส. ย้ายพรรคกันง่ายและรวดเร็วเวลามีการจัดตั้งรัฐบาลผสม
อย่างการจัดตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณและระบอบทักษิณ

ที่สำคัญกลุ่มคณาธิปไตย
มักเป็นกลุ่มเครือญาติ ลูกหลานที่ไปโรงเรียนเดียวกัน มีธุรกิจเกี่ยวโยงกัน
แต่งงานเกี่ยวดองกัน รวมทั้งมีค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกัน
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่แข่งขันกันเอง ชิงดีชิงเด่นกัน
แม้บางครั้งจะแข่งขันกันอย่างดุเดือด
แต่ไม่ได้หมายความว่าคนพวกนี้จะตัดขาดจากคนกลุ่มอื่นๆอย่างสิ้นเชิง
พวกเขามีความยืดหยุ่นพอที่จะดูดคนอื่นที่เป็นกึ่งคนนอกกลุ่มเข้ามา
แต่ต้องวางอยู่บนเงื่อนไขที่พวกเขาตั้งขึ้นเท่านั้น

ศาสตราจารย์แอนเดอร์สันจึงมองการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกับอนาคตการเมืองไทยว่า
เหมือนคำพูดอมตะของ “กรัมชี” มาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนผู้ยิ่งใหญ่ ที่ว่า “
เมื่อสิ่งที่เก่าแก่ไม่ยอมตาย และสิ่งใหม่ดิ้นรนที่จะเกิด ย่อมเกิดอสุรกายขึ้น”

แต่อนาคตการเมืองไทยจะคาดหวังจากชนชั้นกลางหรือกระฎุมพีในกรุงเทพฯไม่ได้
เหมือนการชุมนุม 14 ตุลาคม 2516 อย่างกล้าๆกลัวๆ
แต่แล้วก็หันหลังให้ขบวนการนักศึกษาเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
คนชั้นกลางเหล่านี้เคยสนับสนุนนโยบายประชานิยมยุคต้นๆของรัฐบาลทักษิณ
แต่ไม่นานก็หันหลังให้แล้วมาสนับสนุนกลุ่มเสื้อเหลืองกันอย่างมากมาย

“กระฎุมพีชาวกรุงเทพฯก็ไม่ต่างจากกระฎุมพีชาวมะนิลา กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์
และจาการ์ตาสักเท่าไร ขี้ขลาด เห็นแก่ตัว ไร้วัฒนธรรม คลั่งบริโภค
และไม่เคยมีภาพอนาคตของประเทศอยู่ในหัว”

เลือกตั้งชี้ชะตา “อภิสิทธิ์-ทักษิณ”

แม้สถานการณ์การเมืองไทยวันนี้จะปฏิเสธอำนาจของกลุ่มอำมาตย์และกองทัพไม่ได้
แต่การออกมาแถลงของผู้นำเหล่าทัพก็คงไม่มีใครกล้าหรือบ้าพอ
ที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหารในขณะนี้ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เองก็รู้ดี
และต้องปรับตัวเพื่อใช้การเลือกตั้งมาต่อสู้กับกลุ่มพันธมิตรฯที่พยายาม
เรียกร้องให้มีการใช้ “อำนาจพิเศษ” หรืออำนาจนอกระบบ

โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
ต่างก็ต้องต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง
ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองและพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
แต่ต้องไม่ให้ถูกดำเนินคดีในฐานะ “ฆาตกร” ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”
เช่นเดียวกับผู้นำกองทัพที่รับผิดชอบในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

อย่างที่นายสุเทพจัดพิมพ์หนังสือ
“ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก” ออกมาแจกจ่ายขณะนี้
เพื่อต้องการยืนยันว่า
การใช้กำลังทหารนับหมื่นพร้อมอาวุธสงครามสลายคนเสื้อแดงนั้น
เป็นการปฏิบัติตามหลักสากลทุกอย่าง
แต่ผู้ชุมนุมแย่งอาวุธและนำมาต่อสู้กับทหาร
รวมทั้งยิงพวกเดียวกันเอง

ในหนังสือที่ส่วนใหญ่เป็นคำที่เคยอภิปรายในสภายังชี้ว่า
เจ้าหน้าที่แม้มีอาวุธในมือ แต่ไม่กล้ายิง “ไอ้โม่งชุดดำ”
เพราะกลัวประชาชนจะถูกลูกหลง ทั้งยังระบุว่า
คนเสื้อแดงวางแผนเผาสถานที่สำคัญทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
เพื่อสร้างความวุ่นวาย
ชิงอำนาจทางการเมือง หาทางให้ พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นนักโทษ
หนีคดีไม่ต้องรับโทษ
เมื่อมีผู้เสียชีวิตและเผาบ้านเผาเมืองแล้วกลับโยนความผิด
ให้กับกองทัพและรัฐบาล
และยังทิ้งท้ายให้ พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาติดคุก และ พรรคเพื่อไทย
นำไปรณรงค์ต่อสู้ในการเลือกตั้งแทน

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างมากกับทุกฝ่าย
โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มอำนาจ
ที่สนับสนุนที่จะต้องรักษาอำนาจไว้ให้ได้

ขณะที่พรรคเพื่อไทยต้องการขึ้นมาเป็นรัฐบาล ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ก็ต้องการกลับประเทศ ด้านคนเสื้อแดงต้องการให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง
รวมทั้งเรียกร้องความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บพิการ
ในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต”

“ทักษิณ” กับพรรคเพื่อไทย

เช่นเดียวกับที่การประชุมของพรรคเพื่อไทยขาดไม่ได้
ที่จะมีการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งการกำหนดผู้ที่จะเป็น “นายกรัฐมนตรี”
หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล
ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณได้เตือนสมาชิกพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้ว่า

“วันนี้ผมเลยต้องพูดให้ชัดๆ อย่างที่พูดไว้ในทวิตเตอร์ 9 ข้อ
จงอย่าบิดเบือนคนไม่มีความสามารถให้ประชาชน เพราะเราโตมาได้ด้วยประชาชน
แม้จะถูกย่ำยีแค่ไหน ถูกยุบพรรคมากี่ครั้ง ประชาชนก็ยังให้การสนับสนุน
ก็ยังรู้ว่าเป็นพรรคผม คนที่จะเป็นนายกฯต้องยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
ไม่ใช่ตัวเอง ไม่ใช่พูดเก่งอย่างเดียว
วันนี้โลกเปลี่ยนไปเยอะ พูดเก่งอย่างเดียวทำอะไรไม่ได้
คุณสมบัติสำคัญที่สุดของคนที่จะเป็นนายกฯคือต้องรักประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ไม่ต้องห่วง ผมดูเองเมื่อถึงเวลา
แต่ตอนนี้ผมยังไม่ได้ตัดสินใจ ผมต้องคิดหน้าคิดหลังให้มากๆ
และผมเป็นนักสู้ ประชาชนให้โอกาสขนาดนี้ผมต้องกลับไปตอบแทนแน่นอน”

คำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ออกมาจากพรรคเพื่อไทยเป็นการแสดงให้เห็นว่า
ยังมีบทบาทอย่างมากกับการเมืองไทย
แม้แต่การกำหนดคนที่จะขึ้นมาเป็น “นายกรัฐมนตรี” คนต่อไป ดังนั้น
การเลือกตั้งเร็วๆนี้จึงจะเป็นการต่อสู้กันอย่างดุเดือด
และไม่ใช่ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
แต่ยังเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับกลุ่มอำ-มาตย์
ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2551
ที่ทุกฝ่ายต่างก็มีเดิมพันถึงชีวิต

“ทักษิณ” คัมแบ็ก!

อย่างไรก็ตาม แม้พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้งก็ไม่ได้หมายความว่า
พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับมาได้ทันที
ต้องขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรองกับผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญและกองทัพ
ซึ่งถ้ากลับมาได้จริงอาจเป็นปลายปี 2554
และต้องต่อสู้คดีในฐานะผู้ต้องหาตามกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย

อย่างไรก็ดี บรรดาโหรมีการพยากรณ์ดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย
อย่างนายวิโรจน์ กรดนิยมชัย นักโหราศาสตร์ยูเรเนียน พยากรณ์ว่า
ดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นส่วนหนึ่งที่มาจากบิดา จึงต้องดูดวงบิดา
ซึ่งในหนังสือ “ตาดูดาว เท้าติดดิน” นั้น พ.ต.ท.ทักษิณพูดถึงบิดาตัวเองว่า
“สิบกว่าปีที่ผ่านมาพ่อไม่เหลืออะไรเลย ในวาระสุดท้ายในชีวิตของพ่อ
ทักษิณต้องพาพ่อไปอยู่ที่ จ.นนทบุรี แล้วพ่อก็ตาย
โดยที่ไม่เหลืออะไรให้ลูกหลานไว้สืบทอดเลย”

ขณะที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ โหรชื่อดังแห่งสำนักสุขิโต จ.เชียงใหม่ ยืนยันว่า
พ.ต.ท.ทักษิณยังไม่หมดวิบากกรรม และไม่มีทางได้กลับมามีอำนาจอีก
ทั้งยังยืนยันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่เป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” อักษรย่อคือ “ป.ปลา”
ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี จะเข้ามาทำให้ประเทศกลับสู่ความสงบ
ซึ่งอาจจะหมายถึง ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ ที่เพิ่งเปิดตัวเล่นการเมืองขณะนี้
หรือนายทหารอักษร ป.ปลา ซึ่งมี 2 คนคือ
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ด้าน “หมอนิด” นายกิจจา ทวีกุลกิจ ที่เคยชี้ว่า
นายอภิสิทธิ์มีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรี
แต่ดวงดีไม่นานจึงเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ไม่ครบเทอม
รวมทั้งดวงพรรคประชาธิปัตย์ว่าตกต่ำจนอาจถึงขั้นปิดปรับปรุงรื้อพรรคใหม่
เพราะดวงชะตาถึงจุดฆาตนั้น พยากรณ์ว่า
ดวงชะตาของ พ.ต.ท.ทักษิณหลังจากปี 2554 ถึงปี 2556 จะมีรัศมีแห่งบารมียิ่งใหญ่
และจะกลับมาครองประเทศอีกแน่นอน

การเมืองหลังสงกรานต์จึงทั้งดุเดือดและร้อนระอุเหมือนนางสงกรานต์ปีนี้
ที่นางกิริณีเทวี ทรงพาหุรัตน์ ทัดดอกมณฑา แก้วมรกตเป็นอาภรณ์ ภักษาหารถั่ว งา
พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน เสด็จนั่งมาบนหลังช้าง
ซึ่งไม่ใช่แค่ชี้ชะตา “อภิสิทธิ์” และ “ทักษิณ”

แต่ยังเป็นการต่อสู้ระหว่าง “อำนาจนอกระบบ” ของ “มือที่มองไม่เห็น”
กับ “มือที่มองเห็น” ที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร”!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 306 วันที่ 9-22 เมษายน พ.ศ. 2554 หน้า 16
คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

แผนยุบพรรค

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน
มันฯ มือเสือ



ไม่ต้องวิเคราะห์ให้ลึกซึ้ง แค่สังเกตจากอาการพรรคประชาธิปัตย์ที่มาแนว "มวยวัด" ออกหมัดสะเปะสะปะในช่วงปลาย ยกสุดท้ายของการเป็นรัฐบาล

ก็พอจะมองออกว่าสิ่งที่นักวิเคราะห์การเมือง รวมทั้งโพลหลายสำนักฟันธงไว้ ใกล้เคียงความจริงขนาดไหนที่ว่า พรรคเพื่อไทยจะชนะการเลือกตั้ง

พรรคแกนนำรัฐบาลขณะนี้ดูเหมือนจะอับจนอยู่มากกับการหาทางกอบกู้คะแนนนิยม ที่ตกต่ำลงต่อ เนื่องมาตั้งแต่วิกฤตสวาปาล์มและสินค้าราคาแพง

ต่อด้วยเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ทางภาคใต้ ที่ทำเอารัฐมนตรีบางคนถึงกับสติแตก กล่าวหาสื่อ มวลชนแย่งซีนรัฐบาล ทำงานเอาหน้าเพื่อโปรโมต บริษัทตัวเอง

ขณะที่มหกรรมการเลือกตั้งขยับใกล้เข้ามาทุกที

การจะให้นายกฯ อภิสิทธิ์ ยอมกลืนน้ำลายตัวเองเลื่อนวันยุบสภาออกไป เพื่อถ่วงเวลารอรัฐบาลฟื้นฟูกระแสของตัวเองให้ได้ก่อน ก็คงโดนคนด่าทั้งบ้านทั้งเมือง

รัฐบาลจึงเหลืออยู่วิธีเดียวคือการ "ตัดไฟแต่ต้นลม" หาทางทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ เช่น ข้อหาจาบจ้วงหมิ่นเบื้องสูง หรือข้อกล่าวหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน

อย่างกรณีนายทหารพระธรรมนูญ กองทัพบกเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ให้ดำเนินคดี 3 แกนนำเสื้อแดงข้อหาหมิ่น พระบรมเดชานุภาพ อันมีเหตุสืบเนื่องจากการปราศรัยบนเวทีชุมนุมคนเสื้อแดงวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา

ขณะที่แกนนำเสื้อแดงออกมาแถลงเตรียมแจ้งความกลับ เอาผิดนายทหารพระธรรมนูญข้อหาแจ้งความเท็จ เป็นการตอบโต้ทันทีทันใด

สุดท้ายแล้วใครถูกใครผิดต้องไปต่อสู้พิสูจน์ตัวเองกันตามกระบวนการกฎหมาย ไม่มีทางเลือกอื่น ถึงแม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึง "มาตรฐาน" ของกระบวนการดังกล่าวอยู่มากก็ตาม

แต่ข้อสังเกตกรณีนี้คือมีความพยายามโยงพฤติ กรรมเฉพาะตัวของแกนนำเสื้อแดง 2-3 คนที่ถูกกล่าวหา ไปยังพรรคการเมืองซีกตรงข้ามรัฐบาล ที่มีแนวโน้มเป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ข้อคาดการณ์ก่อนหน้าของกรรม การการเลือกตั้ง หรือกกต.บางคนที่ว่า จะมีการ "ยุบพรรค" เกิดขึ้นอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง

จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้ออีกต่อไป

แม้วยิ่งมั่นใจ มาร์คยิ่งพล่าน

ที่มา บางกอกทูเดย์



เลือกตั้งเดิมพันสูงตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
ปชป.เบรกภูมิใจไทยทุกเรื่อง!!

ถ้าหากไม่มีการยุบสภาในสัปดาห์แรกของเดือนพฤษภาคม อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ย้ำนักย้ำหนาแล้ว... เชื่อได้เลยว่า ความน่าเชื่อถือของนายอภิสิทธิ์ จะต้องลดวูบลงติดดินอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะสรรหาข้ออ้างใดๆมาแก้ตัวก็ตาม... ในสถานการณ์ที่ความไม่เชื่อมั่นต่อการแทรกแซงระบอบประชาธิปไตยของมือที่มองไม่เห็น การแก้ตัวอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น
ส่วนหลังจากที่มีการยุบสภาแล้ว เรื่องของการจัดการเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปตามกลไกประชาธิปไตยที่แท้จริง จะถูกแทรกแซงหรือไม่ เป็นเรื่องที่ตองรอการพิสูจน์ เพราะขนาดที่บรรดาผู้บัญชาการกองทัพดาหน้าออกมายืนยัน แต่ก็ยังสยบกระแสความไม่เชื่อไม่ได้

ฉะนั้นทำได้อย่างมากที่สุดในขณะนี้ก็คือการต้องรอพิสูจน์ เพราะไม่ว่าอย่างไรระยะเวลาในการพิสูจน์ก็ไม่นานเกินรอ
แต่ไม่ว่าอย่างไร หากว่า มือที่ทองไม่เห็น ขั้วอำนาจพิเศษใดๆก็ตาม คิดจะทำอะไรแล้วล่ะก็ ขอให้นึกถึงความน่าเชื่อถือของบรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพทั้ง 4 คนเอาไว้ด้วย
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่เคยมีครั้งใดที่ทั้งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการทหารเรือ ต้องออกมายืนยันว่าไม่มีการปฏิวัติเพื่อหยุดระบอบประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง เหมือนในครั้งนี้เลย
ดังนั้นจะทำอะไรก็นึกถึงหน้ากันเอาไว้บ้างก็คงจะดีไม่น้อย

แต่หากจับรหัสทางการเมือง ดูเหมือนว่า นักการเมืองล้วนต่างมีการเตรียมพร้อมกันเอาไว้เต็มที่ เพื่อรับมือกับการเลือกตั้งกันแล้ว
อย่างน้อยที่สุด พรรครวมชาติพัฒนาก็ผนึกกำลังรวมกับพรรคเพื่อแผ่นดินโดยเปิดเผยแล้ว ทำให้น้ำหนักของนาย​สุวัจน์ ลิปต​พัลลภ นายพินิจ จารุสมบัติ ว่าที่ร้อยตรีไพโรจน์ สุวรรณ​ฉวี นายปรีชาเลา​ห​พง​ศ์​ชนะ ซึ่งที่ผ่านมาก็ระดับเบิ้มกันอยู่แล้ว
ยิ่งบิ๊กเบิ้มกันมากขึ้น และทำให้น้ำหนักของพรรคชาติ​พัฒนา​เพื่อ​แผ่นดิน ยิ่งเรืองรองมากขึ้น ในฐานะของพรรคที่เต็งจ๋า มีสิทธิ์เป็นขั้วรัฐบาลสบายๆ

ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา เจ้าของฉายาปลาไหลต้นฉบับ หลังจากที่เสียรังวัดไปมากทั้งจาการเข้ามาร่วมอุ้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปจนกระทั่งการจองกฐินจองผ้าป่าสามัคคีล่วงหน้ากับพรรคภูมิใจไทย หวังเป็นขั้วที่หากใครต้องการจะเป็นรัฐบาล ก็ต้องเลือกใช้บริการ
แต่เพราะนายบรรหาร ศิลปอาชา อี๋อ๋อ กับนายเนวิน ชิดชอบ เร็วไปหน่อย สังคมก็เลยเกิดอาการยี้เหวี่ยงแหไปหมด ทำให้กระแสของชาติไทยพัฒนาวูบลงไปไม่น้อย ในสนามการเมือง
นายบรรหาร ถึงขั้นต้องลงทุนป่าวร้อง ว่าหลังสงกรานต์จะมีทีเด็ด จะมีบิ๊กเซอร์ไพร์ส โดยจะมีคนเด่นคนดังเข้ามาซบรังชาติไทยพัฒนา
หลายคนก็ได้แต่เป็นห่วง และหวังว่า เปิดหน้าไพ่ออกมาแล้วขอให้เด่นให้ดังจริงๆด้วยเถอะ

ไม่งั้นคะแนนนิยมของพรรคมีหวังเตี้ยลงไปอีกแน่!!!
แต่ที่เปิดไพ่ออกมาแล้วฮือฮาเป็นอย่างมาก คือ กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โฟนอิน อ้อนชาวลำปาง ช่วยให้พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง
โดยเมื่อวันที่ 8 เม.ย. ที่ผ่านมา ที่สนามกีฬากลางหนองกระทิง อ.เมือง จ.ลำปาง กลุ่มเสื้อแดงจากภาคเหนือ ประมาณ 3,000 คน ส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังสนั่นสนามกีฬา เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับพี่น้องชาวลำปางและกลุ่มเสื้อแดงตามสัญญา โดยใช้เวลาในการโฟนอินประมาณ 5 นาที
งานนี้มี นายพินิจ จันทรสุรินทร์ อดีต ส.ส.จังหวัดลำปาง นายนาธร โล่ห์สุนทร นายจรัสฤทธิ์ จันทรสุรินทร์ นายสมโภช สายเทพ สส.ลำปางพรรคเพื่อไทย เข้าร่วมภายในงานด้วย

อดีตนายกฯทักษิณ ได้อ้อนกับพี่น้องคนลำปาง และกลุ่มคนเสื้อแดงว่าคิดถึงเมืองไทย และพี่น้องคนเสื้อแดงมาก และอยากกลับเมืองไทย
“หากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยได้รับชัยชนะ และได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อีก 3 เดือนให้หลัง ผมจะกลับมาเมืองไทย เพื่อต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ เพื่อบ้านเมืองของเราจะได้ไม่ถดถอยเหมือนอย่างทุกวันนี้”
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขอให้คนลำปางช่วยนำตนเองกลับเข้ามาเมืองไทยด้วย เพราะคิดถึงคนไทยทุกคน
รวมทั้งได้มีการพูดถึงการบริหารของรัฐบาลในปัจจุบันด้วยว่า เป็นรัฐบาลทำงานไม่เป็น จนนำประเทศไปสู่การล้าหลัง ไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และปฏิบัติ 2 มาตรฐาน

การพูดชัดถึงแนวทางว่า หากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง ก็จะกลับมาเมืองไทยนั้น เล่นเอาอุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาไม่น้อย
เพราะพรรคการเมืองทั้งหลาย โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ รู้ดีว่า จนถึงขณะนี้ จุดขายของพรรคเพื่อไทยในเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นจุดขายที่แข็งแกร่ง ยังเป็นสิ่งที่สามารถเรียกคะแนนนิยม คะแนนศรัทธาได้ไม่ยาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากเอาการทำงานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ผ่านมา กับผลงานของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ในช่วง 2 ปีนี้ มาเทียบกัน ภาพของพรรคประชาธิปัตย์ยิ่งหมดราคามากขึ้น

เพราะแม้แต่กระทั่งการลงพื้นที่เพื่อเยียวยาความเดือดร้อนของคนใต้ ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของประชาธิปัตย์เองด้วยซ้ำ นายอภิสิทธิ์ยังดำเนินการล่าช้า จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันทั้งประเทศ ว่าทำงานสู้นักเล่าข่าวทางโทรทัศน์ อย่างนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ยังไม่ได้เลย
ยิ่งก่อนหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ มีการให้สัมภาษณ์ผ่านหนังสือพิมพ์ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล โดยระบุว่า หนทางในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจประการหนึ่งก็คือ จะปรับลดภาษีนิติบุคคลของไทย
ยิ่งทำให้เห็นถึงการทำงานที่เป็นมวย และเข้าใจปัญหาที่แท้จริงมากขึ้นไปอีก
งานนี้ถือเป็นศึกหนักไม่น้อยสำหรับประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์

เพราะวันนี้สิ่งที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ทำ ไม่ใช่การมองข้ามชอต เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติ แต่ยังวนอยู่กับการเล่นเกมการเมือง เพื่อเอาเปรียบหรือฉกฉวยโอกาสเพื่อสร้างภาพไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง
ไม่เว้นแม้แต่การฉกฉวยเล่นเกมกับพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง
อย่างเช่นกรณีของน้ำมันพืช ที่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันถั่วเหลือง เจอพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง เล่นเกมหนักที่สุด

น้ำมันปาล์มขาดแคลน ทั้งๆที่นายสุเทพเองเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ อยู่แท้ๆ พอน้ำมันปาล์มขาดแคลน มีการกักตุน กลับโยนผิดไปให้กระทรวงพาณิชย์เต็มๆ
แถมเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คาดว่าอาจจะสามารถปรับลดราคาน้ำมันปาล์มลงได้ ลิตรละประมาณ5 บาท หรือจากราคาบรรจุขวดขนาด 1 ลิตรที่ 47 บาทเหลือขวดละ 42 บาท
เท่านั้นแหละได้เรื่องทันที เพราะเล่นเอานายสุเทพฉุนกึก และสั่งเบรกแนวคิดที่จะให้มีการลดราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในทันที ทั้งๆที่เรื่องนี้ประชาชนผู้บริโภคจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์เต็มๆ หากกระทรวงพาณิชย์ทำให้มีการลดราคาขึ้นมาจริงๆ
เหตุผลที่นายสุเทพ ต้องเบรกก็เพราะต้องการที่จะพยุงราคาในการรับซื้อผลปาล์มให้ยังอยู่ในระดับที่สูง กิโลกรัมละ 6 บาท เท่านั้นเอง
ส่วนว่าจะเป็นการหาเสียงล่วงหน้าจากผู้ปลูกปาล์มหรือไม่ คิดดูกันเอาเอง
เพราะในการประชุมครม. เมื่อวันที่ 4 เม.ย. นายสุเทพนอกจากจะออกโรงทวงเงินค่าชดเชยที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องจ่ายให้กับทางโรงกลั่นน้ำมันปาล์มแล้ว

ยังแสดงความไม่พอใจกับเรื่องข่าวที่ว่าจะลดราคาน้ำมันให้เหลือขวดละ 42 บาท ว่าการพูดเช่นนี้ก็ทำให้ขัดกันเอง อย่างนี้ก็ตายเลย
แบไต๋ว่า ยังต้องการให้ราคาผลปาล์ม กิโลกรัมละ 6 บาทเท่าเดิม
โดยเฉพาะขณะนี้ใกล้เลือกตั้งแล้ว ก็ควรจะลากราคา 6 บาทให้ยาวไปถึง 30 มิ.ย.
ทำให้มีรัฐมนตรีบางคน ได้ถามว่าถ้าหลัง 30 มิ.ย.แล้วจะทำอย่างไรต่อ???
เพราะการที่จะรับซื้อปาล์มจากเกษตรกรตามที่บังคับไว้ที่กก.ละ 6 บาท และขายน้ำมันปาล์มราคา 47 บาท นั่นก็คือจะต้องชดเชยอีกเดือนละ 30 ล้านบาท

แม้แต่ทางสำนักงบประมาณ ยังอดสอบถามนายสุเทพ ไม่ได้เลยว่าจะใช้เงินเท่าไหร่
แต่นายสุเทพ กลับตอบว่า เท่าไหร่ก็เท่านั้น
ซึ่งเป็นเรื่องตลกมาก เพราะสถานการณ์ราคาน้ำมันปาล์ม ขณะนี้ราคารับซื้อผลปาล์ม (17%) ลงมาอยู่ที่ กก.ละ 5.00 - 5.10 บาท เป็นการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องจาก กก.ละ 8.49 บาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 54
ในขณะที่น้ำมันปาล์มดิบ ราคาก็ลงมาอยู่ที่ กก.ละ32.50-33 บาทแล้ว เนื่องจากโรงงานผลิตไบโอดีเซลมีน้ำมันปาล์มดิบเพียงพอสำหรับการผลิตไบโอ ดีเซลบี 2 จึงชะลอการซื้อ

ซึ่งหากลดราคาขายน้ำมันปาล์มบรรจุขวดลงมาเหลือ 42 บาทอย่างที่กระทรวงพาณิชย์คิด ก็ยังมีส่วนต่างจากราคาน้ำมันดิบเกือบ 10 บาท ทำไมนายสุเทพจึงไม่ทำ???
สุดท้ายเมื่อไม่รู้จะหาเหตุผลใดๆมาชี้แจงให้เป็นที่กระจ่างได้ ก็ต้องใช้อำนาจของนายกรัฐมนตรี โดยนายอภิสิทธิ์ ได้ตัดบทดื้อๆว่า คงต้องตรึงราคา ไปจนถึง 30 มิถุนายน
ซึ่งแน่นอนว่า งานนี้ประชาธิปัตย์เสียหน้า ก็เลยมีรายการตามเอาคืนกลับทั้งเรื่องของราคาน้ำมันถั่วเหลืองที่กรมการค้าภายในได้อนุมัติให้ขึ้นราคาได้ขวดละ 9 บาท
แถมยังมีเรื่องของราคาปุ๋ยเข้ามาเล่นเกมสั่งสอนกันอีกรอบ โดยหลังจากที่​คณะ​อนุกรรมการ​พิจารณา​ราคา​ปุ๋ย​เคมี​ มี​มติ​ให้​ปรับ​ราคา​ขาย​ปุ๋ย​ยูเ​รี​ย​ขึ้น 10–35 เปอร์เซ็นต์ ตาม​ต้นทุน​วัตถุดิบ โดย​จะ​เริ่ม​ราคา​ใหม่​ตั้งแต่​วัน​ที่ 8 เมษายน​เป็นต้น​ไป
สุดท้ายภายในวันเดียวกัน กลับ​มีการเบรกการ​ขึ้น​ราคา​ปุ๋ย​ ออกไปอย่าง​ไม่​มี​กำหนด

นายอภิสิทธิ์ อ้าง​ว่าหากจะ​อนุมัติ​ให้​ขึ้น​ราคา​ปุ๋ย​จริงๆ จะต้อง​มี​นโยบาย​ช่วยเหลือ​ประชาชน​ที่​ชัดเจนออกมาก่อน
งานนี้เป็นอีกเกมหนึ่งที่จะเป็นการหาคะแนนล่วงหน้าจากภาคเกษตรกรหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันเอาเอง???
แต่เล่นเกมเบิ้ลพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองขนาดนี้ ยังมองไม่ออกว่าระยะยาวแล้วใครจะคบกับประชาธิปัตยได้บ้าง
บทเรียนที่เกิดกับภูมิใจไทยซ้ำซาก จากฝีมือนายอภิสิทธิ์เช่นนี้ น่าจะทำให้พรรคต่างๆ ฉุกใจคิดทบทวนกันบ้างนะ
ว่าหลังเลือกตั้งที่จะมาถึง ควรเลือกคบกับใครดี???

หมากตัวสุุดท้ายเดินแล้ว..ตอนที่3 ยุทธการชนช้างท้ารบ

ที่มา thaifreenews

โดย หัตถา

หมากตัวสุดท้าย....เดินแล้ว..ตอนที่3......

ยุทธการชนช้างท้ารบ ของจตุพร

ที่ถูกแล้วเนี่ยมันเป็นเรื่องบริหารทางการเมือง...แต่ทหารมันดันเสือกมาเล่นการเมืองด้วยนี่ซิ
โดยถือใบแดงหมิ่นแจกทุกคนที่ไม่เห็นด้วยมาแต่ไกล.......มันแซบจริงๆ

ขณะนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่า....สนามทางสภาฝ่ายอำมาตยา ได้จัดการเตรียมต้อนรับพรรคเพื่อไทยไว้เรียบร้อย

…จตุพร พรหมพันธุ์ มีของดีดูที่ข้อมือซิลูกปะคำเพียบเลย เฮ้ยไม่ใช่....
...มวลชนคนเสื้อแดง เท่าที่เห็นจากการชุมนุมที่ผ่านมามากขึ้นจริงๆ
โดยเฉพาะกลุ่มหน้าใหม่และพลังเงียบที่เชียร์เสื้อแดงอยู่ในที่ตั้ง..ปัจจุบันนี้ได้ออกมาแล้ว
…ตามที่ประยุทธ ประกาศจะใช้กฏหมายฉบับของกูเพื่อพวกกู แจกข้อหมิ่นเปอะไปทั่ว
จับจตุพรและอีก10 กว่าคน ยัดข้อหาหมิ่น มันรีบทำให้เสร็จก่อน19 พ.ค.นี้
ก็เชื่อว่า จตุพรกับพวก คงไม่รอดจากดาบของตุลาการ ที่คอยฟันคอ ณ เวลานี้...…
สั่งได้หรือไม่ก็รู้ๆกันอยู่...แต่ก็ไม่ได้หมายถึงทางตันที่จะออกมาต่อสู้ตามเส้นทางเดิมอีกไม่ได้
ด้วยแรงหนุนขับเคลื่อนของมวลชนคนเสื้อแดง แต่จะวิธีไหน...ข่าวไม่ได้แจ้ง

….ประยุทธ จันโอชา เป็นข้าราชการทหาร....มีอายุราชการ มีการโยกย้าย
การที่จตุพร กล้ายื่นฟ้องประยุทธในระบบตุลาการของอำมาตยา
ทั้งๆที่รู้ ตุลาการนั้นคนของใคร ซึ่งเป็นปราการด่านสุดท้าย ที่ใหญ่ทรงอำนาจมากที่สุดและแข็งแกร่งที่สุด
ยากที่จะผ่านไปได้
..ยังไงประยุทธก็รอดสบายๆ..เราได้แต่ การประจานออกหน้าสื่อสาธารณะ เรื่องตาเปรมกับพวกหมิ่นเท่านั้น
ทำให้ทั่วประเทศได้เห็นการมี สองมาตราฐานชัดเจนยิ่งขึ้น

…..จากการที่ประยุทธ....ยื่นฟ้องต่อตุลาการเพื่อต้องการจับกุมคุมขัง แกนนำทั้งหมดนั้น
เพื่อยั่วยุ ให้คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมตามต้องการใช่มั๊ย...แล้วคุณจะอ้างเพื่อกระทำอะไรหรือ....กระซิบหน่อยซิ
แสดงว่าประยุทธเขาพร้อมที่จะรับสถานะการณ์ที่จะเกิดขึ้น...แล้วใช่มั๊ย
เป็นตัวเร่งให้เกิด ลิเบีย ตูนีเซีย อียิปต์ คนเสื้อแดงอาจจะมารวมตัวกันครั้งใหม่อย่าง
อหิงสายิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่จะมีอะไรติดมือมาฝากประยุทธบ้างไม่รู้...

...ประยุทธ คุณทำตัวเป็นนักเลงโต นักเลงใหญ่คุมประเทศไทยในเวลานี้
คุณพร้อมแล้วหรือ ที่จะฆ่าประชาชนรอบใหม่....
คิดว่าคุณพร้อมนะ.........จากการที่เข้าเที่ยวกรมทหารมา
ถ้าดูจากการเตรียมกำลังทหารแต่ละหน่วยพร้อมอาวุธ...และยุทโธปกรณ์ในเวลานี้
รวมทั้งการล้างสมอง ว่าเสื้อแดงล้มเจ้า ของผู้บังคับบัญชาเวลาเคารพธงชาติ
ในแต่ละกรมกองที่บรรยายให้ทหารฟัง..ขณะนี้มันก็ประโยคเดิมๆเหมือนปี 53…….

ความพร้อมของประยุทธ มี2ลักษณะ
.พร้อมลุยให้แหลกลาน...ทุกรูปแบบและถือโอกาสกำจัดให้สิ้นซาก
.ผนวกด้วยกองกำลังฝ่ายพลเรือน สังกัดกระทรวงมหาดไทย สั่งการโดยเนวินให้สังเกตุ อปพร.ที่ศาลากลางให้ดี
.พร้อมล้มกระดานการเมือง ถ้าเกมการเมืองแพ้เสียงเพื่อไทย ขาดลอย
….ข้อนี้น่ากังวล..ชายชุดดำออกมาก่ออะไร...มาจากไหน เมื่อมวลชนคนเสื้อแดงมาชุมนุมรอบใหม่ ก็ต้องจับตาดูกัน

ดังนั้นชี้ได้เป็น2ประเด็น
….ตุลาการจะมีคำสั่งออกมาในแบบใดกรณีจตุพร พรหมพันธ์ุ....ก็ต้องเดาใจอำมาตยากันละ
….ผลการเลือกตั้งหรือก่อนการเลือกตั้ง มีแนวโน้มที่ชัดเจน...ก็ต้องถามใจคนเสื้อแดงจะเทคะแนนให้เพื่อไทยมั๊ย
มีคำสั่งขังจตุพร.....การรวมตัวต่อต้านจะเกิดขึ้นทันที และอาจจะเบรคมวลชนไม่ได้ บานปลายแน่อาจจะเข้าทางคุณ
ผลการเลือกตั้งเพื่อไทย...เป็นพรรคเดียวตั้งรัฐบาลได้.....โดนหนักโดนเต็มๆๆ

….ประยุทธ เมื่อรู้ว่าเสียท่าจตุพรแล้ว..กลับหลังหันคงไม่ได้
จึงต้องแก้เกมโดยสั่งทหารลุยอย่างเข้มข้น และหนักหน่วงทั้งพื้นที่หาเสียงของ สส.เพื่อไทย
และพื้นที่เสื้อแดงอย่างโจ่งแจ้ง ไม่ต้องแอบๆแล้ว รวมทั้งตามประกบแกนนำทุกคนเพื่อกุมชีวิต...
ช่างเหมือนสมัยอัศวินแหวนเพชร...อันธพาลครองเมือง2499 จริงๆๆเลยยย
รวมทั้งปิดช่องทางการสื่อสารหรือสถานที่กระจายข่าวสารเช่น สถานีวิทยุชุมชน...เวบไซด์
อาจมี Asia Update ถูกยิงเป็นช่วงๆเพราะเป็นสถานีกระจายข่าวสารหลักของคนเสื้อแดง

สรุป
จากการเปิดเกมรุกของจตุพร...หวังผลรู้แนวทางชัดเจน
การต่อสู้จะได้ไม่ยืดเยื้อ....
ได้เรียกแขกมากขึ้นอักโข..
ได้พื้นที่เล่นข่าวจากสื่อสาธารณะมากขึ้น
ได้กระชากคอตัวสั่งการ (แต่ไม่ใช่คนบงการ )ระดับหัวแถวมาชนกัน

มีทางให้ ประยุทธเลือกได้ สองทางเท่านั้น
ทางแรก...ชนกันทางกฏหมาย
ทางที่สอง...ลุย
แต่พฤติกรรมของประยุทธ บ่งบอกว่ายั่วยุแล้วลุยนะ ก็ไม่ยากสำหรับผู้มีประสบการณ์ถูกไล่ฆ่าอย่างคนเสื้อแดง
เราอาจจะเสียจตุพรไป แต่เราได้รุกฆาตกลางกระดาน เพราะซ่องทหารอาจถูกยึด

(ข้อนี้เดาเป็นพิเศษ จตุพรอาจจะเบื่อการต่อสู้ข้างนอกก็ได้ ไม่รู้แพ้ชนะสักทีเข้าคุกดีกว่าชนะแน่
จริงมั๊ยครับคนเสื้อแดง555)

ไม่มีอะไรภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ที่ทหารไทยทำอะไรไม่ได้
…………………………………………………………………………
คนเสื้อแดง....ก็คือมนุษย์มีอวัยะ มีจิตใจเหมือนคุณ มีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนคุณ แต่เขาต้องได้รับโทษถึงตาย
เพียงแค่มีความคิดเห็นแตกต่างกันและไม่ยอมถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพหรือ.....เพราะเขาเป็นมนุษย์มีความคิดไง

ลมเปลี่ยนทิศ ไทยรัฐ เซง“กองทัพ”ผลาญเงินชาติ ซื้อ“เรือดำน้ำเชียงกง”

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

เรือดำน้ำเชียงกง


ในฐานะที่เคยเขียนสนับสนุนให้ กองทัพไทย ซื้ออาวุธทันสมัยเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับกองทัพไทย เพื่อความมั่นคงของชาติ และสนับสนุนให้ กองทัพเรือ ซื้อ เรือดำน้ำ เพื่อปกป้องทรัพยากรของชาติทางทะเล เพราะเห็นเพื่อนบ้าน เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ มีเรือดำน้ำกันแล้ว

แต่เมื่อเห็น สเปกเรือดำน้ำ ที่ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิิรัญ แม่ทัพเรือเสนอซื้อแล้วก็รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง นึกไม่ถึงว่าทหารเรือไทยจะมองความมั่นคงน่านน้ำไทยแค่ “เรือดำน้ำเชียงกง” ที่ปลดระวางราคาถูกอย่างนี้

เรือดำน้ำ 6 ลำ ราคา 7,700 ล้านบาท ที่ พล.ร.อ.กำธรแม่ทัพเรือเสนอซื้ออย่างเร่งด่วน ทั้งที่รัฐบาลมีอายุเหลือไม่ถึงเดือน

โดยอ้างว่า ถ้าไม่รีบซื้อจะมีคนอื่นแย่งซื้อ เป็นเรือดำน้ำที่มีอายุกว่า 30 ปี ซึ่ง กองทัพเรือเยอรมัน กำลังจะปลดระวางเพราะเก่าและล้าสมัย จึงขายในราคาถูกแค่ลำละไม่ถึง  1,000 ล้านบาท จากราคาเรือใหม่ลำละกว่า 10,000 ล้านบาท

แม้จะยกเครื่องใหม่หมด ก็ใช้ต่อได้อีกแค่ 10 ปีเท่านั้น

เห็นเรื่องนี้แล้วผมก็นึกถึง เรือรบหลวงจักรีนฤเบศร ตอนที่ตัดสินใจซื้อ สเปนเสนอเป็นแพ็กเก็จรวม เครื่องบินแฮริเออร์มือ 2 ขึ้นลงทางดิ่ง 9 ลำ ให้ด้วย เป็นเครื่องบินรบเก่าที่ไม่มีอะไหล่ เครื่องเสียต้องไปแกะเอาของอีกเครื่องมาเปลี่ยนแทน จนไม่มีใครกล้าบิน สุดท้ายต้องปลดประจำการขายทิ้งเป็นเศษเหล็กไปหมด

การที่ พล.ร.อ.กำธร ต้องการซื้อเรือดำน้ำมือ 2 อายุกว่า 30 ปี จากเยอรมนีีทีเดียว 6 ลำก็คงไม่ต่างไปจาก เครื่องแฮริเออร์    คือ  ซื้อมาเป็น “อะไหล่”ไปในตัว  โดยอ้างเรื่องราคาถูกเป็นหลัก ผมคิดว่าบริษัทที่สร้างเรือดำน้ำรุ่นนี้เมื่อ 30–40 ปีก่อน คงไม่เก็บอะไหล่ไว้แล้วหรือผลิตอะไหล่เรือดำน้ำรุ่นนี้ต่อไปอีก เหมือนเครื่องบินแฮริเออร์ที่หมดสมัยไปแล้ว

แล้ว กองทัพเรือ จะซื้อ เรือดำน้ำเชียงกง อย่างนี้มาทำไม อย่าคิดว่าไม่มีใครรู้เรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ในเมืองไทย ไม่อายคนไทยด้วยกัน ก็น่าจะ อายกองทัพเรือเพื่อนบ้าน อย่าง มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เขาบ้าง

ล่าสุดมีข่าวเปิดโปงตามสื่ออีกว่า กองทัพเรือ ของบจากรัฐบาลมาร์คอีก 7,500 ล้านบาท เพื่อปรับปรุง เรือฟรีเกต 2 ลำ คือ ร.ล.ตากสิน และ ร.ล.นเรศวร เพื่อติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศ ระบบสื่อสาร ระบบต่อสู้เรือพื้นน้ำ ระบบปล่อยอาวุธนำวิถี และระบบปราบเรือดำน้ำ ฯลฯ

แต่ที่มันไม่ชอบมาพากลก็คือ เงิน 7,500 ล้านบาท ที่กองทัพเรือเสนอขอจากรัฐบาล กลับไม่มีระบบเชื่อมโยงข้อมูล หรือ Data Link เพื่อปฏิบัติการร่วมรบกับ เครื่องบินขับไล่ “กริพเพ่น” ที่กองทัพอากาศซื้อจากสวีเดนหลายหมื่นล้านบาทและเพิ่งเข้าประจำการเมื่อเร็วๆนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการของบ 6,800 ล้านบาท แต่มีระบบดาต้าลิงก์ด้วย จ่ายแพงขึ้นแต่ได้ของน้อยลง

ถ้าจะให้มี ระบบดาต้าลิงก์ ด้วย จะต้องจ่ายเพิ่มอีก หลายร้อยล้านบาท

นี่เราจะซื้ออาวุธมาป้องกันชาติ หรือซื้ออะไรกันแน่ จึงมีออปชั่นเต็มไปหมด

ยิ่งเห็นรายงานข่าวก็ยิ่งเศร้าใจ ถ้าจะซื้อระบบดาต้าลิงก์์ จากบริษัทที่ประมูลได้ เพื่อให้เรือรบ 2 ลำสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลการรบ กับ เครื่องบินขับไล่กริพเพ่น ก็จะติดต่อได้เฉพาะเครื่องบินขับไล่

กริพเพ่นเท่านั้น ไม่สามารถเชื่อมโยงกับเครื่องบินรบรุ่นอื่น เช่น เอฟ–16 ได้ แม้แต่ การสื่อสารระหว่างเรือรบของกองทัพเรือด้วยกันก็ไม่ได้ เพราะเป็น “ระบบปิด”  แล้วมันจะมีประโยชน์ต่อการรบของกองทัพไทยได้อย่างไร ท่านแม่ทัพคิดกันบ้างไหม

เราจะทำให้ กองทัพไทย ง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างนี้หรือ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ แม่ทัพเรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ช่วยตอบประชาชนเจ้าของเงินภาษีให้กระจ่างหน่อยเถอะ

กองทัพที่อ่อนแออย่างนี้ เราจะไปรบกับใครที่ไหนได้ นี่ยังไม่นับอาวุธใน กองทัพบก ที่รอซ่อมอีกเป็นพะเรอเกวียน เพราะใช้งานไม่ได้ รู้สึกว้าเหว่บ้างไหม ประเทศไทย อันเป็นที่รักของเราเจ้าขา.



“ลม เปลี่ยนทิศ”



(ที่มา ไทยรัฐ , 7 เมษายน 2554)

"ขวัญชัย"ลั่น-จับแกนปช.เมื่อไหร่ แดงลุกฮือทั่วปท.

ที่มา ข่าวสด



เผยแปลวิกิลีกส์ แจกเสื้อแดงดำเนินคดีป๋าเปรม

เมื่อวันที่ 15 เม.ย. นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวภายหลังนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เตรียมยื่นขอถอนประกันตัวแกนนำนปช.พร้อมร่วมกลุ่มคนเสื้อแดงรวม 18 ราย ว่า ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ตนไม่ให้ราคานายธาริตอยู่แล้ว มองว่าเป็นเกมที่เรารับรู้กันดีว่าเขาพยายามเอาตัวแกนนำเสื้อแดงกลับเข้าคุกให้ได้ เนื่องจากใกล้เลือกตั้งแล้วรัฐบาลจึงกลัวคนเสื้อแดงจะไปพูดความจริงให้ประชาชนรับรู้จึงพยายามสกัดกั้นทุกทาง แม้แต่การอ้างเรื่องสถาบันมากล่าวหาคนเสื้อแดง เราก็ไม่มีสิทธิ์ตอบโต้เพราะสื่อทีวีถูกรัฐชี้นำหมด คนเสื้อแดงมีเพียงประชาชนเท่านั้นที่เป็นพยานให้ได้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คนเสื้อแดงกำลังแปลเอกสารลับที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริการายงานกลับประเทศ และถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์วิกิลีกส์เป็นภาษาไทย เพื่อจะแจกจ่ายให้กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศเพื่อนำไปดำเนินคดีกับพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในข้อหาหมิ่นสถาบันเช่นกัน

นายขวัญชัย กล่าวว่า สำหรับเรื่องรัฐประหารตัดทิ้งไปได้เลย ตนเชื่อว่าทหารไม่กล้า เพราะจะเจอแรงต้านเยอะ เช่นเดียวกันหากมีการคุมขังแกนนำคนเสื้อแดง หรือใครคนใดคนหนึ่งโดนจับอีกครั้งจะเกิดความรุนแรงแน่นอน คนเสื้อแดงไม่ยอมแน่ โดยจะลุกฮือทุกจังหวัด จะไม่มารวมตัวที่กรุงเทพฯ เป็นจุดเดียวแล้ว ดังนั้นวันนี้กองทัพและอำมาตย์ต้องคิดให้หนักเพราะประชาชนเริ่มตาสว่างแล้ว

"สรรเสริญ" หวังคนไทยคิดได้จะเลือกใครมาทำให้บ้านเมืองสงบ รักษา "ชาติ ศาสน์ กษัตริย์"

ที่มา ประชาไท

โฆษก ทบ. โยนให้ตำรวจเดินเรื่องฟ้อง นปช. ต่อ ชี้ขณะนี้สังคมไทยมี "ความคิดประหลาด" มี "ผู้หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" แนะให้คนไทยคิด-วิเคราะห์ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ว่ากลุ่มการเมืองกับกลุ่มคนที่จาบจ้วงมีความใกล้ชิดกันหรือไม่ ลั่นคนไทยเป็นผู้เจริญแล้ว มีความรู้ว่าจะทดแทนชาติอย่างไร

ตามที่แกนนำ นปช. ปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 10 เม.ย. โจมตีทหารและรัฐบาลที่เข้ามาสลายการชุมนุมเมื่อปีที่แล้ว จนทำให้ต่อมากองทัพบกส่งทหารกรมพระธรรมนูญไปแจ้งความว่าแกนนำ นปช. คือนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายวิเชียร ขาวขำ และนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ แรมโบ้อีสาน โดยกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ล่าสุดวันนี้ (14 เม.ย.) เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ รายงานคำพูดของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ที่ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า หลังจากนี้คงเป็นหน้าที่ตามกระบวนการยุติธรรมของตำรวจต่อไป

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า วันนี้กองทัพบกวิงวอนประชาชนว่าในสังคมของเรามีความคิดประหลาดอยู่ อยากให้ลองทบทวนว่าตลอดชีวิตพี่น้องคนไทยโดยเฉพาะคนที่อายุ 40 ขึ้นไปคงเห็นว่าสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทยทุกคน พระองค์ท่านทรงทุ่มเทความเหนื่อยยากเพื่อความสุขประชาชนตลอด แต่วันหนึ่งกลับมีคนกลุ่มหนึ่งพูดจาทำนองจาบจ้วงหมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรม เดชานุภาพ จึงอยากให้พี่น้องประชาชนพิจารณาว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เพราะทุกคนเห็นว่าทุกพระองค์ได้ทุ่มเทมาตลอด แล้วทำไมจึงไปเชื่อคำพูดของคนไม่กี่คน

“ความจริงผู้ที่จาบจ้วงสถาบันมีไม่มาก มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น อยากให้พิจารณากัน มองให้ลึกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ทำงานเพียงลำพังหรือมีกลุ่มการเมือง พรรคการเมืองหรืออะไรก็แล้ว แต่ที่มีการทำงานที่สอดคล้องกับบุคคลที่พยายามจาบจ้วงหรือไม่ อยากให้คนไทยวิเคราะห์ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ อยากให้คนไทยคิดและวิเคราะห์ว่ากลุ่มการเมือง กับกลุ่มคนที่จาบจ้วงมีความใกล้ชิดกันหรือไม่ และการทำงานของกลุ่มคนพวกนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองไหน แม้หลายคนที่ทำงานการเมืองที่เกี่ยวข้องกับคนกลุ่มนี้อาจบอกว่า ไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นสิทธิส่วนตัวของแต่ละบุคคล แต่หากมองว่า เราเป็นผู้เจริญแล้ว มีความรู้ว่าจะทดแทนชาติอย่างไร หากรู้ว่าใครทำอะไรไม่เหมาะสม ทำลายเหยียบย่ำจิตใจของคนไทย ท่านยังจะไปเสวนาพูดคุยกับเขาอีกหรือ อีกไม่นานจะเข้าสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หวังว่าคนไทยคงคิดได้ว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้แทนที่จะทำให้บ้านเมืองสงบ และรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ ทั้งนี้ การที่จะเลือกใครเป็นดุลพินิจของประชาชนคนไทย” พ.อ.สรรเสริญกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจะแจ้งความกลับทหารนั้น พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ไม่มีปัญหา ทุกคนมีสิทธิที่จะพึ่งพิงกระบวนการยุติธรรมได้ และจะได้พิสูจน์ว่าอะไรเป็นอย่างไร ท่านลองคิดว่าสิ่งที่กองทัพบกดำเนินการไปเป็นกรณีอะไรต่อการที่มีพี่น้องบาง ส่วนไปสนับสนุนให้กำลังใจมีการฟ้องกลับ ลองนึกว่าท่านให้กำลังใจฟ้องกลับในเรื่องอะไร ในเรื่องที่กองทัพปกป้องสถาบันอันเป็นที่รักของคนไทยทุกคนหรือ ขณะนี้สังคมกำลังจับตาดูอยู่

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายเทพไท เสนพงศ์ ได้แถลงโจมตีนายจตุพร พรหมพันธุ์ซึ่งกล่าวว่าอยากให้รายการวู้ดดี้เกิดมาคุยเชิญไปออกบ้าง โดยนายเทพไทถือว่าเป็นการกระทบกระแทกสถาบันเบื้องสูง เพราะก่อนหน้านี้ รายการดังกล่าวได้ทูลฯ สัมภาษณ์เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์มาก่อน (ข่าวที่เกี่ยวข้อง)

กวีประชาไท:ใบหน้าบ้านฉัน…คนรับใช้ผู้ต้อยต่ำ

ที่มา ประชาไท

ใบหน้าบ้านฉันเป็นกรรมกรโรงงาน

ใบหน้าบ้านฉันเป็นก่อสร้างราคาถูก
ใบหน้าบ้านฉันเป็นลูกเรือประมง
ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขับแท็กซี่
ใบหน้าบ้านฉันบ๋อยโรงแรม
ใบหน้าบ้านฉันเป็นมอเตอร์ไซด์รับจ้าง
ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขับรถตุ๊กๆ
ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขับรถเมล์
ใบหน้าบ้านเป็นคนเลี้ยงช้างที่คนก่นด่า
ใบหน้าบ้านฉันเมียเช่าฝรั่ง
ใบหน้าบ้านฉันเป็นโสเภณี
ใบหน้าบ้านฉันเป็นนักมวย
ใบหน้าบ้านฉันผู้ชายขายตัว
ใบหน้าบ้านฉันเป็นแม่ค้าขายลาบส้มตำ
ใบหน้าบ้านฉันเป็นตัวตลกคาเฟ่
ใบหน้าบ้านฉันหาบเร่แผงลอย
ใบหน้าบ้านฉันเป็นยาม
ใบหน้าบ้านฉันเป็นตำรวจเป็นทหารชั้นผู้น้อย
ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขายพวงมาลัย
ใบหน้าบ้านฉันเป็นขอทาน
ใบหน้าฉันอยู่ในสลัมแออัด
ใบหน้าบ้านฉันเป็นคนขายล็อคเตอร์รี่
ใบหน้าบ้านฉันเป็นนักร้องหมอลำ
ใบหน้าบ้านฉันเป็นนักสู้ผู้ถูกเหยียดหยามว่าเงินซื้อได้
ใบหน้าบ้านฉันหน้าบานดั่งหัก..เป็นคนต้อยต่ำ
ใบหน้าบ้านฉันเป็นอะไรก็ได้เท่าที่ประเทศนี้อยากให้เป็น
และหากประเทศนี้คิดจะเย้ยหยัยใครสักคนใบหน้าบ้านฉันคือตัวเลือกลำดับแรก
เมื่อฤดูกาลแห่งวันหยุดมาถึง…..
ใบหน้าบ้านฉันขอลากลับบ้านก่อน..
แล้วจะกลับมาเป็นผู้รับใช้ที่แสนซื่อสัตย์และจงรักภักดีเหมือนเดิม

ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์กับประชาชนตามคติพุทธศาสนา

ที่มา ประชาไท

ในอัคคัญญสุตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 11) พระพุทธเจ้าปฏิเสธระบบชนชั้นทางสังคมตามคติพราหมณ์ ที่เรียกว่า “วรรณะสี่” คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร

การปฏิเสธดังกล่าวมีความหมายสำคัญว่า 1) ปฏิเสธอภิปรัชญาแบบพราหมณ์ที่ถือว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลก สร้างมนุษย์ และกำหนดสถานะแห่งชนชั้นทางสังคมของมนุษย์เอาไว้อย่างตายตัว 2) ในทางปรัชญาสังคมเท่ากับยืนยันว่าระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่ออยู่บนพื้นฐานของความไม่เท่าเทียมเป็น “ระบบที่ไม่ยุติธรรม”

ข้อโต้แย้งที่พระพุทธองค์ใช้ปฏิเสธระบบชนชั้นทางสังคมดังกล่าว อาจสรุปได้เป็นสองประเด็นหลักๆ คือ

ประเด็นที่หนึ่ง ระบบชนชั้นไม่ได้เกิดจากการกำหนดโดยเทวสิทธิ์ แต่เกิดจากวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ กล่าวคือในสภาวะสังคมตามธรรมชาติหรือสภาพสังคมก่อนสังคมการเมือง มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างไร้ศีลธรรม ผลแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างไร้ศีลธรรมคือ “ทุกข์ร่วม” ที่เกิดจากการเบียดเบียนชีวิตร่างกาย ทรัพย์สิน ฯลฯ ของกันและกัน

เมื่อมนุษย์ไม่อาจทนอยู่ในสภาพสังคมไร้ศีลธรรมเช่นนั้นอีกต่อไป จึงมาตกลงกันเลือกผู้ปกครอง ภายใต้ข้อตกลงกว้างๆ ร่วมกันว่า 1) ผู้ปกครองต้องมีอำนาจในการ “ว่ากล่าวผู้ที่ควรว่ากล่าวได้โดยชอบ ติเตียนผู้ที่ควรติเตียนได้โดยชอบ ขับไล่ผู้ที่ควรขับไล่ได้โดยชอบ” ทั้งนี้การทำหน้าที่ดังกล่าวอยู่ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงข้อที่ 2) ว่า สมาชิกของสังคมตกลงจะแบ่งข้าวสาลีให้เป็นการตอบแทนในการทำหน้าที่นั้น

และเนื่องจากการเป็นปกครองดังกล่าวนั้นเกิดจาก “การสมมติของชนหมู่มาก” จึงมีชื่อเรียกผู้นำเช่นนั้น ว่า “มหาชนสมมติ” ต่อมาผู้ปกครองแบบมหาชนสมมตินั้นได้รับการยอมรับจากสังคมว่า เป็นใหญ่ยิ่งแห่งเขตแดนทั้งหลาย จึงเรียกว่า “กษัตริย์” และเพราะความที่กษัตริย์เช่นนั้นทำให้คนจำนวนมากสุขใจได้โดยธรรม จึงเรียกว่า “ราชา”

ฉะนั้น สถานะของกษัตริย์หรือราชาจึงไม่ใช่สถานะที่มาจากพระเจ้า หากแต่มาจากการสถาปนาขึ้นโดยประชาชน และเป็นที่เคารพรักของประชาชนได้ด้วยการทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชนจนเป็นที่ยอมรับ

ประเด็นที่สอง พระพุทธองค์เสนอว่า คนเราจะประเสริฐหรือไม่ประเสริฐไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ชาติกำเนิด แต่ขึ้นอยู่กับการประพฤติธรรม ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดอย่างไร หากประพฤติอกุศลธรรมก็ถือเป็นคนเลวเสมอเหมือนกัน หากประพฤติกุศลธรรมก็ถือว่าเป็นคนดีเสมอเหมือนกัน

ข้อเสนอดังกล่าวนี้แสดงว่า “มนุษย์มีความเสมอภาคทางศีลธรรม” ในความหมายที่ว่า ทุกคนต่างมีเสรีภาพในการเลือกทำดีหรือชั่ว และต้องรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาอย่างเสมอเหมือนกัน (ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว)

คำถามคือ พุทธศาสนาได้นำหลักคิดเรื่อง “ความเสมอภาคทางศีลธรรม” ดังกล่าวนี้มาเป็นพื้นฐานในการจัดระบบความสัมพันธ์ของมนุษย์ในทางสังคมการเมืองหรือไม่ อาจเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันได้ยาว

แต่ประเด็นที่ชัดเจนคือ ตามคติพุทธศาสนาไม่ได้ถือว่ากษัตริย์หรือราชาต้องสูงส่งกว่าคนทั่วไปด้วยเหตุผลเรื่อง “ชาติกำเนิด” และไม่มีหลักคำสอนใดๆ ในพุทธศาสนาที่แสดงว่ากษัตริย์หรือราชา “ควร” อยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ตรวจสอบด้วยเหตุผล

ตามคติของพุทธศาสนานั้น กษัตริย์หรือราชา (ผู้ปกครองหรือผู้นำ) จะเป็นที่รักหรือ “ควร” เป็นที่ยอมรับของประชาชนก็ต่อเมื่อเป็นผู้ที่มีทศพิธราชธรรม หรือจักรวรรดิวัตรอันเป็นหลักปฏิบัติของผู้มีบทบาทหน้าที่ในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ประชาชน

ทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตรไม่ได้มีความหมายเป็นเครื่องมือสนับสนุนสถานะอันศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้ของผู้ปกครอง หากแต่มีความหมายในเชิงเป็นเกณฑ์หรือมาตรฐานในการตรวจสอบ “ความเหมาะสม” ในการทำหน้าที่ของผู้ปกครอง เช่น

ผู้ปกครองมีคุณสมบัติของผู้เสียสละหรือไม่ (ทานํ)

ผู้ปกครองมีจริยธรรมขั้นพื้นฐานที่คนทั่วไปควรจะมีหรือไม่ (สีลํ)

ผู้ปกครองทำหน้าที่อย่างตอบสนองหรือพยายามลดละความโลภ โกรธ หลงอันเป็นไปเพื่ออำนาจและผลประโยชน์ส่วนตนหรือไม่ (ปริจฺจาคํ)

ผู้ปกครองมีความซื่อตรงหรือไม่ (อาชฺชวํ)

ผู้ปกครองอ่อนน้อมถ่อมตนต่อประชาชนที่ค้ำจุนตนเองหรือไม่ (มทฺทวํ) ฯลฯ

และข้อสุดท้ายสำคัญที่สุดคือ ผู้ปกครอง “ต้องมีความเที่ยงธรรม” หมายถึงต้องยึดหลักการ ยึดความถูกต้อง หรือยึด “ระบบ/กติกาที่ถูกต้อง” ของสังคมเป็นหลักในการตัดสินใจ (อวิโรธนํ)

ทศพิธราชธรรมข้อที่ 10 หรือ “อวิโรธนะ” สอดคล้องกับจักรวรรดิวัตรข้อหนึ่งคือ “ธรรมาธิปไตย” หมายถึงผู้ปกครองต้องยึด “ความเป็นธรรมเป็นใหญ่” (ความเป็นธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของความเสมอภาคทางศีลธรรม = ความเสมอภาคในความเป็นคน) หรือยึดถือหลักความยุติธรรมเป็น “มาตรฐานเดียวกัน” ในการตัดสินใจ หรือในการใช้อำนาจใดๆ

ฉะนั้น ตามคติพุทธ ความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ หรือราชา (ผู้ปกครองหรือผู้นำ) กับผู้ใต้ปกครองหรือประชาชนถูกเชื่อมโยงด้วยทศพิธราชธรรมและจักรวรรดิวัตร ซึ่งสิ่งเชื่อมโยงดังกล่าวนี้มีความหมายเป็น “มาตรฐานในการตรวจสอบ” บทบาทของกษัตริย์ หรือราชา (ผู้ปกครองหรือผู้นำ) ว่าได้ทำหน้าที่ในฐานะผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ผู้ใต้ปกครองหรือประชาชนอย่างเหมาะสมหรือไม่

สังคมไทยของเราได้ถือคติ “พระมหากษัตริย์ทรงทศพิธราชธรรม” มาอย่างยาวนาน เราจำเป็นต้องตระหนักว่า “ทศพิธราชธรรมคือมาตรฐานในการตรวจสอบ” ไม่ใช่เครื่องมือยกสถานะของพระมหากษัตริย์ให้ศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือการตรวจสอบ

เพราะในสมัยพุทธกาล พระพุทธองค์นำเสนอทศพิธราชธรรม และจักรวรรดิวัตรในฐานะมาตรฐานตรวจสอบความน่าเชื่อถือของกษัตริย์หรือราชา สมัยพระเจ้าอโศกพระองค์ก็พิสูจน์ให้ผู้ใต้ปกครองเห็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเกิดจากการที่พระราชามีทศพิธราชธรรม แม้ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์บางยุคในสังคมไทย ทศพิธราชธรรมก็อาจถูกใช้เป็นมาตรฐานตรวจสอบความน่าเชื่อถือของพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นกัน

ฉะนั้น ถ้าถือตามคติพุทธศาสนา ยิ่งกษัตริย์หรือราชา (ผู้นำหรือผู้ปกครอง) ถูกตรวจสอบในหลายช่องทาง แล้วสรุปได้ว่า “เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม” ยิ่งทำให้เป็นที่เคารพเชื่อถือของผู้ใต้ปกครอง หรือประชาชนเป็นทวีคูณ

เสื่อม!เสียชื่อข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นอภ.ต่อยม็อบ-อมเงินอาสาปกป้องสถาบันฯ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
15 เมษายน 2554

คลิปนายอำเภอสมเด็จ กาฬสินธุ์สาวหมัดใส่ม็อบไล่มาร์ค-เทือก



ฉาวไม่เว้นแต่ละวัน สำหรับพฤติกรรมของข้าราชการปกครอง วันก่อนมีการแฉคลิปวิดิโอนายอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ สาวหมัดใส่ชาวบ้านที่มาม็อบไล่เทือก-มาร์คที่ไม่ยอมแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ส่วนก่อนหน้านี้มีการแฉคลิปข้าราชการปกครองแจกเงินโครงการอาสาสมัครปกป้องสถาบัน (อสป.)

โดยเฉพาะโครงการอสป.กำลังอื้อฉาวไปทั่วประเทศ ภายหลังจากนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย สังกัดพรรคภูมิใจไทย ได้ตั้งเป้าจะอบรมอสป.ทั่วประเทศ 10 ล้านคน ตอนนี้อบรมไปแล้วราว 6 ล้านคน ก็ปรากฎข่าวอื้อฉาวว่า นอกจากนำเงินไปแจกชาวบ้านที่เข้าอบรมเพื่อให้รักสถาบันแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการเบียดบังทุจริต ทั้งที่อ้างว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพตะเข้าอยู่หัวฯก็ตาม

คลิปแจกเงินอบรมอาสาสมัครปกป้องสถาบัน ชาวบ้านบอก"โคตรซาบซึ้งเลย"

คลิปแจกเงินชาวบ้านอบรมอาสาสมัครปกป้องสถาบันหัวละ 100 บาท หลังจากได้รับแจกแล้ว ในคลิปตอนท้ายชาวบ้านคนหนึ่งทำท่าล้อเล่นกับกล้องแล้วพูดว่า"ปลาบปลื้มมาก โคตรซึ้งเลย" แต่พอพิธีกรถามว่า แล้วจะปกป้องสถาบันยังไง กลับตอบว่า"ช่างมัน.." ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลนี้ถึงขั้นนำเงินมาแจกเพื่อให้คนไทยรักสถาบันกษัตริย์กันแล้วหรือ และได้ผลจริงๆหรือ?



เละ!โครงการอสป.อ้างเป็นราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสียเปล่า

ผู้สื่อข่าวไทยอีนิวส์รายงานว่า ที่อำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดกาฬสินธุ์ มีเรื่องร้องเรียนกันว่า เจอปัญหาทุจริตเหมือนกับทุกพื้นที่ทั่วประเทศในเวลานี้

โดยจังหวัดกาฬสินธุ์ได้งบประมาณจัดทำโครงการอสป.เหมือนกับทุกจังหวัด และมีการจัดโครงการ ค่ายเยาวชนพลังแผ่นดิน ปกป้องสถาบัน จำนวน 135 ตำบล มีงบประมาณให้ตำบลละ 100,000 บาท โดยกำหนดให้มีระยะเวลาในการดำเนินงาน 3 วัน 2 คืน มีกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง จำนวน 100 คน ต่อตำบลให้รักและปกป้องสถาบัน

ซึ่งการทุจริตเกิดขึ้นนับตั้งแต ก่อนเงินจะออกจากจังหวัดมาสู่อำเภอต่างๆนั้น โดนหั่นทันทีตำบลละ 10,000 บาท โดยทางจังหวัดแจ้งว่าเป็นค่าเสื้อ อสป. ก็เลยตกมาถึงตำบลละ 90,000 บาท สำหรับกิจกรรม 3 วัน 2 คืน

สำหรับที่อำเภอแห่งนี้มีงงบประมาณมาให้ 450,000 บาท เพื่อจัดค่ายเยาวชนพลังแผ่นดิน อสป. จำนวน 5 ค่าย ค่ายละ 3 วัน 2 คืน กับกลุ่มเป้าหมายค่ายละ 100 คน รวม 5 ค่าย 500 คน

แต่พอมาถึงระดับอำเภอ เมื่อมีการตั้งคณะทำงานจากส่วนราชการและวิสาหกิจต่างๆมาเป็นคณะทำงานเพื่อดำเนินการ ได้ตัดวันอบรมเหลือเพียง 3 ค่ายๆละ 2 วัน 1 คืน แต่จำนวนกลุ่มเป้าหมายให้เหมือนเดิม คือ 500 คน แต่แตกต่างตรงที่ กลุ่มเป้าหมาย 2 ค่ายหลัง เป็นเด็กมัธยมในค่ายที่สอง และเด็กประถมในค่ายที่สาม ซึ่ง 2 ค่ายนี้มีจำนวน 350 คน

ทำให้คณะทำงานเห็นว่า จำนวนวันที่ถูกตัดทอนลง และกลุ่มเป้าหมายที่ผิดเพี้ยนมาเป็นระดับเด็กประถม ไม่ใช่เยาวชนเหมือนที่จังหวัดสั่งมา จึงมีการปิดปากด้วยการให้งบประมาณดังกล่าวมอบให้คณะทำงานเป็นผู้บริหารงบประมาณ ส่วนเบื้องบนต้องการเพียงรายงานผลการดำเนินงาน

แต่พอเริ่มงาน กลับไม่มีการปล่อยเงินงบประมาณออกมา เบื้องบนเข้ามาคุมทุกอย่าง แล้วจ่ายเบี้ยเลี้ยงคณะทำงานอำเภอละ 10 คนราวกับเป็นนายจ้าง นายอำเภอจะมาที่ค่ายอบรมช่วงสายๆ ส่วนตอนเย็นก็แวะมากินข้าวเย็น และดื่มสุรา แล้วกลับไปนอนบ้าน แต่บางค่ายนายอำเภอจะมากินเหล้ารอแต่บ่าย หลังจากเป็นประธานเปิดในตอนเช้า โดยนั่งกินเหล้าที่สวนอาหารในสถานอบรม จนเย็นย่ำถึงยามกิจกรรมตอนเย็น ก็มาขอขึ้นเวทีร้องเพลง ซึ่งก็ปรากฎว่า"ออกอาการเมาอย่างแรง พูดแทบไม่เป็นภาษา ร้องเพลงก้ออ้อแอ้ จนเด็กๆ เรียกว่า "พี่รั่ว" แทนที่จะเรียนว่า ท่านนายอำเภอ"

"พ่อจัดทำค่ายผ่านพ้นไปทั้งสามค่าย เงินที่เหลือในมือมัน ประมาณ 80,000 บาท หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ คณะทำงานก็หวังว่า มันจะแบ่งมาให้เป็นขวัญและกำลังใจให้คณะทำงานบ้าง แต่หลังจากวันที่ปิดค่ายเมื่อ 15 มีนาคมที่ผ่านมา จวบจนปัจจุบันเลยครึ่งเดือนแล้ว มันหายไปไหนไม่รู้ ไม่เข้าอำเภอหลายวันแล้ว คณะทำงานขยันโทรหา มันก็ขยันหาข้ออ้างเบี่ยงไปเรื่อย ทั้งที่คณะทำงานมีเป็นสิบคน ก็ควรได้ค่าตอบแทนในส่วนที่พึงได้ ตามที่มันรับปากไว้ มันต้องอธิบายต่อคณะทำงาน และต่อชุมชน ว่า มันเอาเงินที่เหลือไปทำอะไร เป็นกองทุนให้เด็ก หรือเอาคืนรัฐ หรือมันอมไว้ซะเอง"คณะทำงานรายหนึ่งเปิดเผย

*******
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:ผ่าขบวนการซาบซึ้งแล้วรวย Man behind the sceneควายบาวคือวินิจ คนอยู่ฉากหลังวินิจตะคุ่มๆคือเนวิน