WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 17, 2011

ทนายความ ดา ตอร์ปิโด: จดหมายชี้แจงกรณีบทความในมติชน คำสั่งศาลอุทธรณ์หมายความอย่างไรแน่

ที่มา ประชาไท

วันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2554
จดหมายเปิดผนึก
เรียน คุณสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม
(ผ่าน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน*)
อ้างถึง บทความเรื่อง ศาลอุทธรณ์พิพากษา “ยก” คดี ดา ตอร์ปิโด มีความหมายอย่างไร
ตามที่หนังสือพิมพ์มติชนฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2554 ได้ลงบทความของคุณสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม เรื่อง ศาลอุทธรณ์พิพากษา “ยก” คดี ดา ตอร์ปิโด มีความหมายอย่างไร นั้น ผมในฐานะทนายความของคุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด จำเลยในคดีดังกล่าว เห็นว่าข้อมูลของคุณสิทธิศักดิ์ ยังมีความคลาดเคลื่อนบางประการ จึงขอชี้แจงดังนี้
ข้อโต้แย้งของจำเลยเกี่ยวกับการพิจารณาคดีลับ ไม่ใช่การโต้แย้งคำสั่งศาลอาญาที่สั่งให้พิจารณาคดีลับ รวมทั้งการร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็ไม่ใช่ประเด็น คำสั่งศาลอาญาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ หากแต่ประเด็นที่จำเลยโต้แย้ง คือ ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่
โดยที่ศาลอาญาสั่งให้พิจารณาคดีนี้เป็นการลับ เป็นการสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายมาตรานี้ การโต้แย้งว่ากฎหมายมาตรานี้ ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ จึงมีผลต่อคำสั่งศาลอาญาที่สั่งให้พิจารณาคดีลับดังกล่าว โดยหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลอาญาก็ไม่มีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีลับ คำสั่งของศาลอาญาให้พิจารณาคดีลับรวมทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ศาลอาญาย่อมมีอำนาจสั่งให้พิจารณาคดีลับตามมาตรานี้ และการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี(การสืบพยาน)ต่อมาย่อมเป็นการชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม ตามรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ศาลรอการพิพากษาคดีไว้ก่อนจนกว่าจะมีการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลอาญาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังเหตุผลต่อไปนี้
คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2551 ขอให้ส่งความเห็นของจำเลยว่า ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ ศาลอาญาสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 25 มิถุนายน 2551 ว่า “พิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ศาลสั่งให้พิจารณาเป็นการลับโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 177 มิได้มีการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของจำเลย เนื่องจากจำเลยมีทนายความเข้ามาแก้ต่างให้และสามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ความผิดของตนเองและหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ คำโต้แย้งของจำเลยจึงไม่เข้าเกณฑ์ที่จะส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 211 ยกคำร้อง”
คำสั่งของศาลอาญาเช่นนี้ เป็นการวินิจฉัยเสียเองว่า ประมวลกฎหมายวิธิพิจารณาความอาญา มาตรา 177 ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นได้จากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ “...เห็นว่า มาตรา 211 ดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องการส่งความเห็นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในวรรคหนึ่งบัญญัติไว้ว่า...........ตามบทบัญญัติมาตรานี้ การที่จะวินิจฉัยว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 หรือไม่ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลยุติธรรม หากคู่ความโต้แย้งว่าบทบัญญัติใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญและเป็นกรณีที่เข้าองค์ประกอบครบถ้วนตามมาตรา 211 ดังกล่าวแล้ว ศาลชั้นต้นก็ต้องส่งความเห็นของคู่ความเช่นว่านั้นตามทางการ เพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ศาลชั้นต้นจะใช้ดุลพินิจเพื่อไม่ส่งไม่ได้.....”
เมื่อศาลชั้นต้น(ศาลอาญา)ไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่า กฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ และไม่มีอำนาจใช้ดุลพินิจเพื่อสั่งไม่ส่งความเห็นของจำเลยไปตามทางการให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย อีกทั้งการที่รัฐธรรมนูญ กำหนดให้ศาลรอการพิพากษาไว้ก่อนจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลอาญาที่ให้จำคุกจำเลย 18 ปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะนี้จึงเท่ากับคดีนี้ศาลอุทธรณ์สั่งให้ย้อนกลับไปดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ให้ถูกต้อง โดยเริ่มตั้งแต่การส่งความเห็นจำเลยเป็นทางการไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จากนั้น(หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว)จึงค่อยดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ทั้งหมด เพียงแต่ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่แค่ไหน เพียงใด ต้องถึงกับสืบพยานใหม่ทั้งหมด หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ขณะนี้จึงเท่ากับคดีย้อนสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นใหม่ โดยถือว่ายังไม่มีคำพิพากษาของศาลอาญา คำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ศาลชั้นต้นกลับไปดำเนินกระบวนพิจารณาคดีใหม่ให้ถูกต้อง โดยเริ่มใหม่จากจุดที่ดำเนินกระบวนพิจารณาคดี ไม่ถูกต้อง นี้ ภาษากฎหมายเรียกว่าการ “ย้อนสำนวน” เป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว บางคดีรอจนคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา และศาลฎีกาสั่งให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีใหม่เฉกเช่นคดีนี้ ก็เคยมีมาแล้ว
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงมีผลเป็นการ “ยก” คำพาพากษาศาลอาญา อย่างถาวร หาใช่ยกชั่วคราวอย่างที่ท่านโฆษกชี้แจงไม่ การที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาศาลอาญา จึงเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว การที่ท่านโฆษกชี้แจงโดยใช้คำว่า “ยกชั่วคราว” ต่างหากที่รังแต่จะเกิดความเข้าใจผิดว่า คำพิพากษาศาลอาญาที่ให้จำคุกจำเลย 18 ปี ยังคงอยู่แต่ให้ระงับไว้ก่อนเป็นการ “ชั่วคราว” เท่านั้น หรือท่านโฆษกเห็นว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้ว ศาลอาญาจะยังคงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 18 ปี เป็นการแน่นอน จึงได้ใช้คำว่า “ยกชั่วคราว”
ดังที่กล่าวข้างต้นว่า การโต้แย้งของจำเลยในคดีนี้ ไม่ใช่การโต้แย้งคำสั่งศาลอาญาว่า ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากแต่เป็นการโต้แย้งตัว “กฎหมาย” ที่ศาลอาญาใช้อ้างอิงในการสั่งให้พิจารณาคดีลับ จึงไม่ใช่กรณีโต้แย้งดุลพินิจของศาลอาญา และการที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามาเช่นนี้ ก็ไม่ใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์มีความเห็นต่างจากศาลอาญา หากแต่เป็นกรณีที่ ศาลอาญาดำเนินกระบวนพิจารณาคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จึงสั่งให้ศาลอาญาดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า คือ ศาลอาญา โดยผู้พิพากษาศาลอาญา ถือได้ว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมาย โดยเฉพาะผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีนี้ นายพรหมมาศ ภู่แส เป็นผู้พิพากษาอาวุโสสูง หลังพิพากษาคดีนี้เสร็จก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และตัวบทรัฐธรรมนูญมาตรา 211 ก็เขียนไว้ชัดเจน แต่ศาลอาญาโดยนายพรหมมาศ ภู่แส กลับปฏิเสธการส่งความเห็นจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2552 จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำสั่งของศาลอาญา ให้ส่งความเห็นจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ดังที่ศาลอาญาได้อ่านเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 การปฏิเสธไม่ส่งความเห็นจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ของศาลอาญาโดยนายพรหมมาศ ภู่แส ดังกล่าว ทำให้เสียเวลาอีกเกือบ 2 ปี กว่าที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาย้อนสำนวนให้ศาลอาญาส่งความเห็นจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยดังกล่าว เป็นการสูญเสียเวลาไปเปล่าๆทั้งๆที่จำเลยถูกคุมขังมาตลอดตั้งแต่ถูกจับกุม โดยศาลอาญาปฏิเสธไม่ให้จำเลยได้รับการปล่อยชั่วคราวแม้จะเสนอหลักประกันสูงถึง 1,000,000 บาท ปฏิเสธทั้งที่จำเลยเจ็บป่วย การที่ศาลอาญาโดยนายพรหมมาศ ภู่แส ปฏิเสธไม่ส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จึงมีผลทำให้คดีนี้ล่าช้ากว่าที่ควร เป็นเวลาเกือบ 2 ปี ทำให้จำเลยถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดี “เพิ่มขึ้น” อีกเกือบ 2 ปี เป็นการล่าช้าทำให้จำเลยถูกคุมขังเพิ่มขึ้นเพราะศาลอาญาโดยนายพรหมมาศ ภู่แส ปฏิเสธ ไม่ส่งความเห็นของจำเลยไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย โดยตรง
โดยที่คำสั่งศาลอาญาโดยนายพรหมาศ ภู่แส เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และก่อความเสียหายแก่จำเลยอย่างมากดังกล่าว จำเลยได้ฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายพรหมมาศ ภู่แส เป็นคดีอาญาต่อศาลอาญาในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามคดีหมายเลขดำที่ อ.40/2553 แดงที่ อ.36/2553
ท้ายนี้ขอแก้ไขข้อมูลที่คลาดเคลื่อนของท่านโฆษกศาลยุติธรรม คดีนี้ศาลอาญานัดพร้อมเพื่อฟังผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 9 พฤษภาคม 2554 เวลา 9.00 น. ไม่ใช่วันที่ 25 พฤษภาคม 2554
ขอแสดงความนับถือ
(นายประเวศ ประภานุกูล)

*ยังไม่มีการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์มติชน

วิธีทะลวงด่านปิดกั้นสำหรับท่านที่เข้าไทยอีนิวส์ไม่ได้

ที่มา Thai E-News


ยิ่งปิดยิ่งอยากรู้-ศอฉ.ปิดกั้นไทยอีนิวส์เมื่อ 8 เมษายน 2553 หรือผ่านมา 1 ปีแล้ว แต่จากสถิติยอดผู้อ่านพบว่า ปิดไปก็ไร้ผล ดังจะพบว่า ก่อนการปิดกั้นนั้นยอดผู้อ่านในเดือนมีนาคม 2553 ทั้งเดือนอยู่ที่ 997,919 ครั้ง แต่ในเดือนเมษายนหลังปิดกั้นยอดผู้อ่านเพิ่มเป็น 2,277,563ครั้ง และในเดือนพฤษภาคมเพิ่มเป็น 3,457,502 ครั้ง ปัญหาเวลานี้คือศอฉ.ยกเลิกไปแล้ว แต่คำสั่งปิดกั้นดันไม่ยกเลิกไปด้วย ทำให้ท่านผู้อ่านบางท่านเข้าอ่านไม่ได้ เราจึงแนะนำวิธีการทะลวงการปิดกั้นมาในรายงานชิ้นนี้ และโปรดกระจายออกไปให้เพื่อนมิตรของท่านได้เข้าอ่านด้วย


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 เมษายน 2554

ไทยอีนิวส์ถูกปิดกั้นจากรัฐบาลเผด็จการมา 1 ปีเศษแล้ว ที่น่าประหลาดใจคือการปิดกั้นนั้นไม่มีผลให้ยอดผู้อ่านตกลงไป แต่กลับสูงขึ้น

ทั้งนี้ไทยอีนิวส์ถูกคำสั่งของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะผู้อำนวยการศอฉ.ปิดกั้นตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2553 เป็นต้นมา โดยไทยอีนิวส์อยู่ในอันดับที่ 21(ดูรายละเอียดคำสั่ง)


อย่างไรก็ตามการปิดกั้นดังกล่าวไม่ได้มีผลใดๆ เพราะผู้อ่านของเราก็พยายามดั้นด้นหาทางเข้ามาอ่านจนได้ โดยก่อนหน้าที่จะถูกปิดกั้นมียอดผู้อ่านเฉลี่ยวันละ 45,000 คลิ้ก แต่พอสถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้นในช่วงเหตุการณ์ 10 เมษายน มียอดผู้เข้าอ่านเฉพาะวันที่ 10 เมษายน 170,472 คลิ้ก

ต่อมาในช่วงเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งเป็นพีคของการประท้วง มียอดผู้เข้าอ่านทั้งสิ้นเฉพาะวันนี้วันเดียว 307,301คลิ้ก

นับตั้งแต่เปิดดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 เป็นต้นมาถึงขณะนี้ครบ 4 ปีเต็ม ย่างเข้าปีที่ 5 มีผู้อ่านไทยอีนิวส์แล้วทั้งสิ้น 30.6 ล้านครั้งโดยประมาณ

สถิติยอดผู้อ่านน่าจะบอกได้ว่าความพยายามปิดกั้นใดๆของทางการนั้นไม่เป็นผล เมื่อประชาชนแสวงหาความจริง และการที่ยอดผู้อ่านมากหรือน้อยก็ขึ้นกับสถานการณ์ทางการเมืองในระยะนั้นด้วย

ในปัจจุบันซึ่งสถานการณ์การเมืองอยู่ในช่วงกระแสต่ำ มียอดผู้อ่านไทยอีนิวส์เฉลี่ยเพียงวันละ 25,000-35,000ครั้งโดยประมาณ

อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านจำนวนหนึ่งแจ้งมาว่า ระยะนี้มีการปิดกั้นหนักมือขึ้น ดังนั้นสำหรับท่านที่เข้าไทยอีนิวส์ไม่ได้ มีวิธีเข้าดังต่อไปนี้ หากท่านแก้ไขได้ผลแล้ว กรุณากระจายต่อไปยังเพื่อนมิตรของท่านด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

1.วิธีแรก เข้าผ่านระบบแปลของgoogle

-เริ่มจากเข้าwww.google.com /www.google.co.th

-จากนั้นคลิ้กที่แปลภาษา หรือtranslate แล้วนำ http://www.thaienews.blogspot.com ไปวางที่ช่องแปลภาษา แล้วคลิ้กแปล

-จากนั้นคลิ้กคำว่า ต้นฉบับ หรือ originalมุมขวาบนสุด ก็จะอ่านได้ปกติ

2.วิธีที่2เข้าผ่านgoogle chrome

-เข้าgoogle chrome

-จากนั้นนำ http://www.thaienews.blogspot.com/index.html ไปวางตรง address ก็จะเข้าได้ปกติ

3.ผ่านการเสิร์ซผ่านgoogle เสิร์ซ หาthaienews แล้วเข้ามาจากข่าวที่ค้นหาเจอ เพราะเขาไม่ปิดกั้นข่าวนั้นๆ โดยทั่วไปมักปิดกั้นหน้าแรกเท่านั้น

4.ผ่านproxy โดยเข้าไปตามเวบเหล่านี้ เช่น
http://rapidproxy.org หรือ http://hidexy.com จากนั้นนำ http://www.thaienews.blogspot.com ไปวางในช่องค้นหาก็จะเข้าได้ตามปกติ

ส่วนวิธีหาproxy ก็อาจนำคำว่า proxy web ไปเสิร์ซหาในgoogle

วิธีสุดท้าย เปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นวิถีทางที่ยั่งยืนที่สุด

วิธีเดียวกันนี้ท่านสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเวบไซต์อื่นๆที่ถูกปิดกั้นได้ด้วย

สำหรับท่านที่ประสบปัญหาเข้าไทยอีนิวส์ไม่ได้ หากทำตามนี้แล้ว ได้ผลอย่างไร กรุณารายงานยังเราด้วยที่อีเมล์ thaienews99@googlegroups.com และโปรดกระจายวิธีเข้าไทยอีนิวส์ไปยังมิตรสหายของท่านอย่างกว้างขวางที่สุด

มีแต่วิธีนี้เท่านั้นที่คนไทยจะเข้าถึงสัจธรรม เพราะการร้องขอจากเผด็จการก็ป่วยการเปล่าๆ มีที่ไหนคำสั่งปิดไทยอีนิวส์กับเวบไซต์ประชาธิปไตยต่างๆ มีขึ้นตอนมี ศอฉ. สั่งปิดในนาม ศอฉ. ต่อมายกเลิกศอฉ.ไปตั้งนานแล้ว แต่ระบอบปกครองเผด็จการนี้ก็ยังไม่ยกเลิกคำสั่งปิดไทยอีนิวส์กับเวบประชาธิปไตยต่างๆเลย

ตราบที่อสัตย์อธรรม ยังอหังการ์ การฟันฝ่าความยากลำบากต่างๆเป็นภารกิจของประชาชนผู้แสวงหาสัจธรรม และประชาธิปไตย
********
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:

-สัมภาษณ์ไทยอีนิวส์:ใช่ เราคือสื่อการเมือง

-ก้าวสู่ปีที่5ไทยอีนิวส์:ชูธงโต้กระแสทวน ปรับขบวนก้าวรุดไป

ดอกซากุระกับพุทธศาสนา

ที่มา Thai E-News



โดย ดร.พิทยา พุกกะมาน อดีตเอกอัครราชทูต
17 เมษายน 2554

ขณะนี้ ผมยังทำธุระอยู่ที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปลายฤดูซากุระ จึงขอส่งบทความเกี่ยวกับดอกซากุระซึ่งมีหลักปรัชญาของพุทธศาสนามาเล่าสู่กันฟัง

มาดอกซากุระเป็นดอกไม้สีขาวอมชมพูที่ขึ้นบนต้นเชอร์รี่ที่คนญี่ปุ่นเรียกว่าต้นซากุระ ต้นไม้ประเภทนี้ มีต้นกำเนิดในประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และจีน แต่ในปัจจุบันหาดูได้ในหลายประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นเหมือนญี่ปุ่น

เทศกาลชมดอกซากุระเป็นประเพณีเก่าแก่ที่ถือกำเนิดในยุคนาราในญี่ปุ่น คือระหว่างปี คศ. ๗๑๐ ถึง ๗๙๔ ซึ่งก่อนยุคสุโขทัยของเราหลายปี

ในปัจจุบัน เทศกาลชมดอกซากุระถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ดีงามของญี่ปุ่น ซึ่งมีขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิ คือในต้นเดือนเมษายนของทุกปี

ในช่วงนี้ คนญี่ปุ่นจะอาศัยอากาศที่เริ่มอุ่นขึ้น และพากันออกมาชมดอกซากุระกับเพื่อน ๆ สมาชิกในครอบครัว และคนรัก โดยนั่งรับประทานอาหารและดื่มสาเกญี่ปุ่น รวมถึงร้องรำทำเพลงใต้ต้นซากุระอย่างสนุกสนาน

ในมุมมองของทางปรัชญา ดอกซากุระถือเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตของมนุษย์ซึ่งสอดคล้องกับหลักศาสนาพุทธที่สอนว่า ไม่มีอะไรในโลกที่ยั่งยืนจีรัง โดยเฉพาะชีวิตของมนุษย์ที่มีการเกิด แก่ เจ็บ และตาย

ดอกซากุระจะบานพร้อม ๆ กันในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนเมษายน โดยจะมีอายุเพียงไม่กี่วันก็จะร่วง หากมีฝนและลม ดอกซากุระก็จะร่วงเร็วขึ้น

ฉะนั้น ชีวิตของดอกซากุระตั้งแต่การผลิบานจนถึงการร่วงโรยก็เปรียบเสมือนความไม่เที่ยงของชีวิตมนุษย์เราซึ่งเป็นหลักคำสอนของพระพุทธองค์

อีกทั้งยังเป็นปรัชญาชีวิตของนักรบซามูไรในสมัยก่อน ชีวิตของนักรบซามูไรไม่มีความจีรังเพราะจะต้องจบชีวิตเมื่อใดก็ได้ ไม่ด้วยการทำสงครามก็ด้วยก็ผลีชีวิตด้วยตนเองตามแนวทางของบูชิโด

หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ดอกซากุระเป็นดอกไม้ที่ไม่จีรัง ในยามบานก็จะมีลักษณะและสีที่สวยงามยิ่งนัก แต่อีกไม่นานก็ต้องจบชีวิตลงอย่างกระทันหันและน่าใจหาย

ปรัชญาของพุทธศาสนา หรือปรัชญาของดอกซากุระนี้ สอนให้คนญี่ปุ่นรู้จักอดทน รู้จักปลงต่อภัยธรรมชาติเช่นแผ่นดินไหวและซึนามิ และยอมรับสัจจะธรรมแห่งชีวิตซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ จะฝืนธรรมชาติไม่ได้

คนไทยควรเรียนรู้จากญี่ปุ่นในเรื่องของสัจจะธรรมแห่งชีวิต คือ ไม่มีอะไรที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนจีรัง ทุกอย่างที่สร้างขึ้นได้ก็ต้องดับได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจที่ได้มาโดยไม่ถูกต้อง
***************

เรื่องเกี่ยวเนื่อง:รัฐนาวาจะต้องไปรอด

Saturday, April 16, 2011

'มานิตย์'งัดกฎหมายแจง ปัดนปช.จาบจ้วง-หมิ่นสถาบัน

ที่มา thaifreenews

โดย bozo



"มานิตย์ จิตจันทร์กลับ" งัดกฎหมายแจงความหมาย "จาบจ้วง" กับ "หมิ่นฯ"
ถามแกนนำแดงปราศรัยมีคำไหนหมิ่นฯ ไล่ "ประยุทธ์-สรรเสริญ" กลับกรมกอง อย่าผูกขาดจงรักภักดี...

ที่พรรคเพื่อไทย วันที่ 16 เม.ย. นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า
ขณะนี้มีการให้สัมภาษณ์สร้างความสับสนโดยเฉพาะการกล่าวถึง
คำว่า "จาบจ้วง", "สถาบัน" และเรื่อง "หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ"
จึงขออธิบายความตามกฎหมาย
โดยคำว่าจาบจ้วง หมายถึง อาจเอื้อมล่วงเกินผู้อื่นด้วยวาจา
การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หมายถึง การกระทำเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ซึ่งต้องตีความวิเคราะห์ถ้อยคำ ว่าหมายถึง
การแสดงกิริยาดูหมิ่นพระมหากษัตริย์หรือรัชทายาท
โดยความรวมการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ คือ
การกล่าววาจาว่าร้ายพระมหากษัตริย์ ดังนั้น
คำกล่าวในการปราศรัยของ
นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายวิเชียร ขาวขำ และ
นายสุพร อัตถาวงศ์ แกนนำ นปช.
ตนอยากรู้ว่ามีคำไหนที่ที่เป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
การเอาคำพูดมาแปลความ ต้องใช้ดุลพินิจทั้งหมด จะจำเอาคำใดคำหนึ่งมาเล่นไม่ได้

"ผมอยากรู้ว่าหน้าที่ของทหารคืออะไร มีหน้าที่อะไรมาให้สัมภาษณ์เรื่องนี้
การดูแลเรื่องนี้มีเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งดูแลอยู่โดยตรงและศึกษามามากกว่า
ทหาร จริงอยู่ที่อาจมีคนเห็นว่าเป็นการหมิ่นสถาบันต้องการไปแจ้งความสามารถทำได้
แต่ที่สุดแล้วเป็นดุลพินิจของตำรวจที่จะพิจารณาดำเนินคดี" นายมานิตย์ กล่าว

นายมานิตย์ กล่าวด้วยว่า ขอฝากข้อความไปถึง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และ
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ว่า
"น้องเอ๊ยกลับกรมกองเถิด หน้าที่ของท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน
หน้าที่ของคนอื่นมีคนทำแล้ว อย่าผูกขาดความจงรักภักดีไว้คนเดียวเลย
คนของพรรคเพื่อไทยมีคนไหนที่ไปก้าวล่วงจาบจ้วงสถาบัน ไม่มีเลย".


http://www.thairath.co.th/content/pol/164425

แม่ลูกจันทร์ไทยรัฐ เซง 6คนลากตั้ง 75คน จี้ต่อมสำนึกเลิกวิ่งเต้นนั่ง“ประธาน ส.ว."

ที่มา thaifreenews

โดย lovethai

เสร็จเค้าตามเคย


จันทร์นี้(18 เม.ย.)หลังหยุดยาวสงกรานต์ผ่านไป ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ 73 คน ก็จะเข้าปฏิญาณตนเป็นสมาชิกวุฒิสภาโดยสมบูรณ์

จากนั้น วันศุกร์หน้า (22 เม.ย.) ก็จะถึงวาระสำคัญคือ  การเลือกประธานวุฒิสภาคนใหม่ แทนประธานวุฒิสภาคนเดิม

“แม่ลูกจันทร์” อยากรู้เหมือนกันว่าประธานวุฒิสภาคนใหม่จะเป็นใคร??

ส.ว.เลือกตั้ง? หรือ ส.ว.ลากตั้ง? ใครจะเข้าวิน??

ว่ากันตามหลักการ ประธานวุฒิสภาคนใหม่ควรมาจาก “ส.ว.เลือกตั้ง” ซึ่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง

เพราะนี่คือหัวใจสูงสุดของระบอบประชาธิปไตย

ส่วน “ส.ว.ลากตั้ง” ซึ่งไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง แต่มาจากคน 6 คน ตัดสินใจแทนประชาชนว่าจะให้ใครเป็นส.ว.??

ทั้งๆที่ประชาชน 60 ล้านคน ก็ไม่ได้เต็มใจมอบอำนาจให้คนทั้ง 6 คนเป็นผู้ตัดสินใจแทนเรา

ส.ว.ลากตั้งทั้ง 73 คน จึงไม่ใช่ตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

“แม่ลูกจันทร์” จึงขอสรุปว่า เมื่อประชาชนไม่ได้เลือกตั้งพวกคุณมาโดยตรง “ส.ว.ลากตั้ง” จึงไม่สมควรนั่งเก้าอี้ประมุขสูงสุดของวุฒิสภา

ถึงรัฐธรรมนูญฉบับมดลูก คมช.จะเขียนเปิดช่องให้ ส.ว.ลากตั้งเป็นประธานวุฒิสภาได้ก็จริง

แต่ก็ไม่เหมาะสม ไม่ชอบธรรม และไม่สง่างาม

อนึ่ง ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปคือ “ประสพสุข บุญเดช” ซึ่งเป็น ส.ว.ลากตั้ง ก็ได้เป็นประธานวุฒิสภามาแล้ว 3 ปี

เมื่อ “ท่านประสพสุข” พ้นตำแหน่งไป ก็ควรเปิดโอกาสให้ “ส.ว.เลือกตั้ง” เป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ

เพราะ ส.ว.เลือกตั้งชุดปัจจุบันเหลือวีซ่าอีกเพียง 3 ปี ก็จะครบเทอม ในขณะที่ ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ยังถ่างขาอยู่ไปได้อีกตั้ง 6 ปี

ด้วยเหตุฉะนี้ “แม่ลูกจันทร์” จึงขอสนับสนุน ส.ว.เลือกตั้งให้เป็นประธานวุฒิสภาคนต่อไป

และขอคัดค้าน ส.ว.ลากตั้งชุดใหม่ ที่กำลังเตรียมผลักดัน “พล.อ.ธีรเดช มีเพียร” อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม ส.ว.ลากตั้งน้องใหม่เปิดซิง ให้ชิงเก้าอี้ประธานวุฒิสภา

ความจริง “แม่ลูกจันทร์” ชื่นชอบ “พล.อ.ธีรเดช” เป็นส่วนตัว

เพราะเป็นทหารอาชีพ มือสะอาดพูดจาสุภาพนุ่มนวล

แต่โดยหลักการ “แม่ลูกจันทร์” ไม่เห็นด้วยที่ ส.ว.ลากตั้งจะผูกขาดเก้าอี้ประธานวุฒิสภาเอาไว้ฝ่ายเดียว!!

อย่างไรก็ตาม “แม่ลูกจันทร์” สังหรณ์ใจว่า ในที่สุด “พล.อ.ธีรเดช” ตัวแทนกลุ่ม ส.ว.ลากตั้ง จะได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภาคนใหม่อย่างสะดวกโยธิน

เพราะ ส.ว.เลือกตั้ง ซึ่งมีอยู่ 76 คน แตกแยกกันเอง

แตกกันเป็น  3  กลุ่ม  เพราะมี  ส.ว. เลือกตั้งเสนอตัวชิงตำแหน่งประธานวุฒิสภาพร้อมกันถึง 3 คน

1, นิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิฯคนปัจจุบัน ส.ว.เลือกตั้ง จังหวัดฉะเชิงเทรา

2, ดิเรก ถึงฝั่ง ประธานกรรมาธิการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญวุฒิสภา ส.ว.เลือกตั้ง จังหวัดนนทบุรี

3, กฤช อาทิตย์แก้ว ส.ว.จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเพิ่งเปิดตัวขอเป็นทางเลือกที่ 3 อีกคน

ทีนี้เมื่อต้องโหวตตัดสินในสภาฯ คะแนนเสียงของกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้งทั้ง 3 คน ก็ต้องตัดคะแนนกันเอง

พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ผู้ท้าชิงฝ่ายลากตั้ง ก็จะแซงเข้าป้ายอย่างสบายแฮ

สรุปว่า “เลือกตั้ง” เสร็จ “ลากตั้ง” อีกตามเคย.


"แม่ลูกจันทร์"


(ที่มา ไทยรัฐ , 16 เมษายน 2554)

บทความมติชน(สุด) : 73 ส.ว.ลากตั้ง – ขั้วอำมาตย์ผงาด ยึดสภาสูง-สกัด"ทักษิณ"

ที่มา มติชน

โดย lovethai

73 ส.ว.สรรหา - ขั้วอำมาตย์ผงาด กลุ่ม 40 ส.ว."คึก" ลูกข่าย คมช."คัก" ยึดวุฒิสภา - สกัด "เพื่อนแม้ว"



ในประเทศ


ในที่สุดรายชื่อ 73 ส.ว.สรรหา โดยการเลือกเฟ้นเป็นอย่างดีของของคณะกรรมการสรรหา 6 อรหันต์ทองคำ ก็ประกาศผลการสรรหาอย่างเป็นทางการแล้ว

กระแสสังคมไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่ตอบรับเท่าที่ควร กับชื่อที่ประกาศออกมา เพราะกริ่งเกรงว่าสภาสูงจะขาดความสง่างาม และกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของอำนาจที่มองไม่เห็น เนื่องเพราะ "ตัวบุคคล" ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามา มีจำนวนไม่น้อยที่ "แบ๊กกราวด์" สามารถโยงใยไปถึงกลุ่มบุคคลที่เรืองอำนาจในอดีต

โดยเฉพาะฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่รู้กันดีว่าเป็นเจ้าของ "ตัวจริง-เสียงจริง" ของพรรคเพื่อไทย

จนทำให้คาดการณ์ว่าการเมืองในระบอบคือ เวทีรัฐสภา หากเกิดปรากฏการณ์พรรคฝ่ายค้านพลิกบทบาทกลับมาเป็นฝ่ายบริหาร และฝ่ายบริหารในปัจจุบันต้องกลับไปทำหน้าที่ผู้ตรวจสอบแล้ว ฟันธงล่วงหน้าได้ว่า การเมืองในซีก "สภานิติบัญญัติ" ระอุถึงขั้นปรอทแตกได้ง่าย

เพราะจะเห็นการรับ-ส่ง ลูก ระหว่างสภาผู้แทนราษฎร กับ วุฒิสภา ในการ "เกาะติด" ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างกระชั้นชิดแน่นอน

ในทางกลับกัน ฝ่ายบริหารยังมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำอยู่เช่นเดิม ก็เชื่อแน่ว่าบรรยากาศอวยกันไปมาระหว่าง 2 สภาแน่นอน



โดยหลักการของการมีวุฒิสภา รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดองค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภาไว้ 2 ส่วน โดยส่วนแรกมาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง เป็น ส.ว.ประจำจังหวัด และอีกส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 5 สาขา ได้แก่ ภาควิชาการ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาชีพและภาคอื่นๆ

ฉะนั้น โดยองค์ประกอบของบุคคลที่เข้ามาเป็นสมาชิกสภาสูงนั้น จึงสามารถทำหน้าที่ได้เป็นเหมือนกับ "เซพทีคัต" ทางการเมือง คอยเบรกหรือบรรเทาปัญหาก่อนที่จะบานปลายลุกลามใหญ่โต

แต่หากบังเอิญว่าในองค์กรที่ต้องทำหน้าที่สร้างสมดุลให้กับการเมืององค์รวม เพราะความเสียศูนย์ในตัวขององค์ประกอบสภา แล้วอะไรจะเกิดขึ้น?

ส่องกล้องดูรายชื่อ 73 ส.ว.สรรหา ใหม่ ก็พบว่ากลายเป็น ส.ว.สรรหา เก่า เสีย 31 คน ได้แก่ นางกอบกุล พันธุ์เจริญวรกุล นายคำนูณ สิทธิสมาน น.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ นางตรึงใจ บูรณสมภพ นายถาวร ลีนุตพงษ์ นายพิเชต สุนทรพิพิธ นายวิทวัส บุญญสถิตย์ นายสมบูรณ์ งามลักษณ์ นายอนุศาสตร์ สุวรรณมงคล นายธวัช บวรวนิชยกูร นางนิลวรรณ เพชระบูรณิน นายบุญชัย โชควัฒนา นางยุวดี นิ่มสมบูรณ์ พ.ต.อ.สนธยา แสงเภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย

นางกีรณา สุมาวงศ์ นายตวง อันทะไชย น.ส.ทัศนา บุญทอง นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ น.พ.วิรัติ พาณิชย์พงษ์ พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ นายสมชาย แสวงการ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายอนุรักษ์ นิยมเวช พล.อ.เกษมศักดิ์ ปลูกสวัสดิ์ นายประสงค์ นุรักษ์ นายมณเฑียร บุญตัน พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี นายสมัคร เชาวภานันท์ และ นายอโนทัย ฤทธิปัญญาวงศ์

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ในจำนวน ส.ว.สรรหา ชุดเก่า ที่ได้รับสรรหากลับเข้ามาทำงานต่ออีกครั้งนั้น อยู่ในกลุ่ม 40 ส.ว. ถึง 21 คน

คงยังไม่ลืมกันว่า บทบาทการทำหน้าที่สภาพี่เลี้ยงของกลุ่ม 40 ส.ว. นี้ มีความใกล้ชิดและสอดคล้องกับกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองบางกลุ่ม ที่อยู่ตรงข้ามกับ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยอยู่ จนมีหลายคนแอบเรียก ส.ว. กลุ่มนี้ลับหลังว่า "ส.ว.เสื้อเหลือง"



ขณะที่ ส.ว.สรรหาหน้าใหม่ ที่แจ้งเกิดเข้ามาได้อีก 51 คน เมื่อดูความเป็นไปในอดีตที่ผ่านมา เชื่อว่าคงทำให้ "คนรักแม้ว" ขนหัวลุกไปตามๆ กัน เพราะส่งตรงมาจากกลุ่มก้อนของขั้วอำนาจที่เคยยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ชื่อของ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตหัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) บรรดาสมาชิกพรรคไทยรักไทย คงคุนเคยกันดี

พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เตรียมทหาร (ตท.6) รุ่นเดียวกับแกนนำ คมช. พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ อดีต ผอ.ททบ.5 เพื่อนร่วมรุ่น ตท.6 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในปัจจุบัน

หรือแม้กระทั่ง พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ อดีตที่ปรึกษา รมว.กลาโหม น้องชาย พล.อ.ประวิตร

ถามว่า นี่คือปรากฏการณ์แห่งการรุกคืบเข้าใกล้ศูนย์กลางอำนาจการควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติ ใช่หรือไม่ ?

และหากนำมาประกบกับ ส.ว.สรรหาหน้าใหม่ ที่เป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) มาก่อนเก่า นักคิดนักวิชาการ นักกฎหมาย และเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์ อีกกว่า 10 คน ก็เท่ากับว่า น้ำหนักของ ส.ว. ซีกที่ "ไม่เอาทักษิณ-ไม่เอาเสื้อแดง" ก้ำกึ่งเกินครึ่งค่อนสภาสูงไปแล้ว

นายวันชัย สอนศิริ ทนายความ และผู้จัดรายการ "คลายปม" ทางช่อง 11 ซึ่งเป็นกระบอกเสียงสำคัญของรัฐบาล ขณะที่ นายสัก กอแสงเรือง นายกสภาทนายความ ก็ใกล้ชิดกับพรรคสีฟ้า เมื่อครั้งหลังเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 ก็เคยรับหน้าที่เป็นหนึ่งในกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เพื่อไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกพ้องในข้อหาทุจริตมาแล้ว

ส่วน นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง "นามสกุล" คงจะพอคุ้นหูใครหลายคน หรือ นายปัญญา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ว.สรรหาจากภาคอื่นๆ ก็เป็นพี่ชายของสามี นางนาตยา เบ็ญจศิริวรรณ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เช่นเดียวกันกับ นายสุธรรม พันธุศักดิ์ เจ้าของทิฟฟานี่ บิดา น.ส.อริสา พันธุศักดิ์ อดีตผู้สมัครนายก อบจ.ชลบุรี ของพรรคประชาธิปัตย์

ทำให้เมื่อประกาศรายชื่อ ส.ว.สรรหาชุดใหม่ออกมา พรรคเพื่อไทยถึงกับเต้นผาง รีบตั้งโต๊ะแถลงข่าว เตรียมร้องเรียนกระบวนการสรรหาว่าไม่ชอบธรรม ...เหมือนรู้ชะตากรรมล่วงหน้าว่าสภาสูงไม่ใช่มหามิตรอีกต่อไป



(ที่มา มติชน สุดสัปดาห์ ,ฉบับประจำวันที่ 15-21 เมษายน 2554)

ผมเชียร์ให้มีการรัฐประหารยึดอำนาจ ..โดยทหารของทรราชคนไหนก็ได้

ที่มา thaifreenews

โดย rungsira

ถามว่าประเทศไทยมีปืนกี่กระบอก ?
ที่อยู่ในครอบครองของพลเรือน



นักนิติวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจอาวุธปืนของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์บอกว่าน่าจะ
เกิน 10 ล้านกระบอก
ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าคนไทยมีปืนพอๆ กับโทรศัพท์มือถือเลย

ที่ใดมีสงคราม ที่นั่นมีคนได้ผลประโยชน์จากสงคราม

ปัจจุบันประเทศไทยมีอาวุธปืนถูกกฎหมายอยู่ในความครอบครองของพลเรือน
มากกว่า 6,000,000 กระบอก


.........ส่วนใหญ่เป็นปืนพกสั้น และมีปืนเถื่อนอยู่ไม่เกิน 2-3% ของจำนวนปืนทั้งหมด
แต่ในกรณีของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบนั้นเขาไม่สามารถระบุได้ เพราะมีข่าวว่า ปืนจำนวน
หนึ่งที่ถูกนำมาก่อเหตุ เป็นปืนที่นำเข้ามาจากชายแดนฝั่งตะวันออกของประเทศไทยและ
ยังมีอาวุธปืนที่ผ่องถ่ายระหว่างกันกับเครือข่ายผู้ก่อการร้ายในประเทศ ที่มีปัญหาความไม่
สงบ ซึ่งไม่มีข้อมูลหลักฐานว่าจริงเท็จอย่างไร


ฐานข้อมูลของกรมศุลกากร การนำเข้าอาวุธปืนมาในประเทศไทย รวมปืนทุกชนิด
ตั้งแต่ขนาด .357, 5.5 มม., 6.35 มม., 7.65 มม., 9.00 มม., 11 มม. ปืนพกสั้นอื่นๆ
รวมทั้งปืนลูกซองและ ไรเฟิล ยังไม่นับอาวุธสงครามหลากหลายชนิด ที่ยังมีซุกซ่อนไว้
ในเขตงาน ของอดีตพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ณ.คลังอาวุธปิดลับ จำนวนหนึ่ง

ปัจจุบันอาวุธปืนที่อนุญาตให้บุคคลครอบครองทั่วประเทศ มี ๒ ประเภท คือ

.........อาวุธปืนสั้น จำนวน ๓,๖๗๕,๓๒๐ กระบอก
.........อาวุธปืนยาว จำนวน ๒,๔๕๐,๒๑๔ กระบอก
.........รวมจำนวนทั้งสิ้น ๖,๑๒๕,๕๓๔ กระบอก

การอนุมัติให้นำเข้าอาวุธปืนจาก พ.ศ.๒๕๔๙ ถึงปัจจุบัน จำนวน ๒ ชนิด คืออาวุธปืนสั้น
และอาวุธปืนยาว จำนวนทั้งสิ้นแยกเป็นรายปีดังนี้


ทหารไทย หากจะคิดรบกับประชาชน วิเคราะห์ใหม่

ซึ่งหากมีการจัดตั้ง กองกำลังต่อต้านระบอบอัปลักษณ์ นี้ และ มีเหตุประทุ ปะทะ เริ่ม
มีการเข่นฆ่าประชาชนเกิดขึ้นอีก ศักราชนี้คนไทยทุกสีคงได้เห็น ประชาชนที่ทนต่อไปไม่ไหว
นำเอาอาวุธปืนที่มีในครอบครอง ออกมาทำการต่อสู้กับกองทหารของทรราช และยิ่งกว่านั้นอาวุธ
สงครามนานาชนิด คงทะลักเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งฝั่งตะวันออก และทางเหนือ อีก
มหาศาล จากมิตรประเทศที่รัก พันธมิตรของอดีตนายกฯ

.........


ฝันไปเถิด หากจะฆ่า จะยิง แล้วขนศพไปอำพรางทำลายทิ้ง อีกครั้ง
ประชาชน รุ่นใหม่นี้ เขามีบทเรียนมาแล้ว ใครจะโง่เอาตัวมาตายฝ่ายเดียว


ข้อมูลล่าสุด ทหารกองประจำการ ลูกหลานรากหญ้าทั้งหลายทุกหมู่เหล่านั้น เขาได้เริ่ม
มีการปลูกฝังความคิดจากครอบครัวพ่อแม่ ให้ต่อต้านหากมีคำสั่งที่มิชอบให้เข่นฆ่าประชาชน
ด้วยการ ร่วมกลุ่มเพื่อนทหารในหน่วยนั้น ให้ปลิดหัวผู้บังคับบัญชา ริบ ลัก อาวุธ ออกมา
สนับสนุนประชาชนในพื้นที่


กลัวครับ กลัวใจ รากหญ้า ปี 2554 ยุคอินเตอร์เน็ต นี้จริงๆ

.....ไหนจะกล้อง มือถือเก็บภาพหลักฐาน อีกเป็นล้านๆกล้อง

.....................
.......

งานนี้ ผมเชียร์ให้มีการ รัฐประหารยึดอำนาจ โดยเร็วครับ
ชักเบื่อการชุมนุมแบบยืดเยื้อเพื่อการเลือกตั้งเต็มทน บอกตามตรง





**ปล. บทความเก่ามา รีรันใหม่ อัพเดทยังทันสมัยครับ




บันทึกการเข้า

...........................
................................รุ่งศิลา
........................บทความ ศาสตราวุธ

"ณัฐวุฒิ-จตุพร"พบตร.รับทราบข้อหาหมิ่นเจ้า17เม.ย.

ที่มา thaifreenews

โดย bozo

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
นายจตุพร พรหมพันธุ์ และ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยแกนนำ
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน
จะเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์
เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาที่นายทหารพระธรรมนูญเข้าแจ้งว่า
ว่าปราศรัยหมิ่นสถาบันเบื้องสูงในวันที่ 17 เม.ย.นี้


http://www.dailyworldtoday.com/newsblank.php?news_id=10382

"พท."เปิดตัว"วัน อยู่บำรุง-บุตรีอดีตรองผบ.ตร."ชิงชัยส.ส.กทม."ลูกเฉลิม"ชัวร์คะแนนเสียงสนับสนุน

ที่มา มติชน





ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 16 เม.ย. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงเปิดตัวนายวัน อยู่บำรุง ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ เขตบางบอน ซึ่งเป็นบุตรของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตสมาชิกพรรคเพื่อไทย และดร.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ บุตรสาว ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพฯ เขตห้วยขวาง ซึ่งบุตรสาว พล.ต.อ.สมบัติ อมรวิวัฒน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ


ดร.อนุตมา กล่าวว่า ตนมีประสบการณ์การทำงานในกรมส่งเสริมการส่งออก ต่อมาผันตัวเองมาทำงานด้านวิชาการ สอนด้านการตลาดระหว่างประเทศ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากความรู้ประสบการณ์และความสามารถเท่าที่มี มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะมารับใช้คนไทย


ด้านนายวัน กล่าวว่า การเลือกมาเป็นผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เพราะเห็นว่าพรรคมีกระแสความนิยมดี และส่วนตัวมีความศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะลงสมัคร ส.ส.ในเขตบางบอน หนองแขม ซึ่งตนมั่นใจคะแนนเสียงสนับสนุนจากการที่ได้ทำพื้นที่มาเป็นเวลานาน มีญาติเป็นสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร และมีคะแนนเสียงสนับสนุนจากบิดาและความนิยมของคนในพื้นที่ที่มีต่อพรรค

อย่างไรก็ตาม นายจิรายุ กล่าวว่า พรรคได้พิจารณาทั้งหมดแล้ว ส่วนที่ยังไม่ประกาศชัดเจนทั้ง 33 เขต เป็นเพราะอยู่ระหว่างการแบ่งเขต ที่จะกำหนดชัดเจนหลังวันที่ 23 เมษายน หากประกาศก่อนจะขัดกับการแบ่งเขต ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ประชาธิปัตย์กังวลเสื้อแดง เตรียมแปลวิกิลีกส์แจกเครือข่าย รุมฟ้องหมิ่น"ป๋าเปรม"

ที่มา มติชน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีนายนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กำลังแปลเอกสารลับที่เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริการายงานกลับประเทศและถูกนำมาเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์วิกิลีกส์เป็นภาษาไทย เพื่อจะแจกจ่ายให้กับคนเสื้อแดงทั่วประเทศนำไปดำเนินคดีกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ในข้อหาหมิ่นสถาบันว่า ได้ติดตามข่าวเหล่านี้ ยอมรับว่า ปชป.มีความวิตกกังวลในเรื่องนี้ ต้องขอบคุณสื่อที่ไม่นำเสนอข้อความที่กระทบและพาดพิงสถาบันของชาติ ที่แกนนำเสื้อแดงปราศรัยบนเวทีวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

"ปัญหาเรื่องนี้ ขอให้สื่อใช้วิจารณญาณในการงดการเสนอข่าว โดยเฉพาะที่นายขวัญชัยเตรียมถ้อยคำที่ไม่มียืนยันว่าเป็นความจริง ที่ลงในเว็บไซต์วิกิลีกส์เผยแพร่ทั่วโลก เพียงเพื่อเจตนาสร้างความเข้าใจผิดต่อสถาบันสูงสุดของประเทศและต่อบุคคลที่ทำงานรับใช้สถาบัน ตรงนี้ขอประณามนางธิดา โตจิราการ แกนนำเสื้อแดง และ ส.ส.เพื่อไทย โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยังออกมายืนยันว่าจะส่งบุคคลเหล่านี้ลงสมัครในนามพรรคเพื่อไทย" นพ.บุรณัชย์กล่าว