WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, April 18, 2011

คารวะหัวใจThai Red Australia

ที่มา Thai E-News







เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา กลุ่มไทยเรดออสเตรเลีย ร่วมกับ ดร.จิม เทลเลอร์ (อาจารย์มหาวิทยาลัย อดิเลด ในออสเตรเลีย-อ่านบทความของเขาเรื่อง สำคัญกว่าชีวิตคน:ความตายของ'Central World'และการก่อกำเนิดใหม่ -เสื้อแดงกับการสร้างตำนานทางวัฒนธรรมของกฎุมพีชาวกรุง ) ได้จัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์สังหารผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย พร้อมทั้งกิจกรรมรณรงค์ให้ยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 ณ สวนสาธารณะ เบลมอร์ปาร์ค นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย

ทั้งนี้กิจกรรมดังกล่าวได้รับความสนใจจากทั้งชาวไทย และชาวออสเตรเลีย โดยทางกลุ่มฯ ได้มีการเผยแพร่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับแนวทางประชาธิปไตยในประเทศไทย พร้อมทั้งจัดฉายภาพเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว อันเป็นเหตุให้ผู้ที่ออกมาเรียกร้องถูกสังหารกว่า 93 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน

นอกจากนี้ ทางกลุ่มไทยเรดออสเตรเลีย ได้ร่วมรณรงค์เรียกร้องการยกเลิกกฎหมายมาตรา 112 เนื่องจากข้อกฎหมายดังกล่าวขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอันแท้จริง โดยได้มีการนำเสนอข้อมูลด้านกฎหมาย รวมทั้งนำเสนอกรณีตัวอย่างนักโทษทางการเมือง ผู้ซึ่งได้รับผลกระทบจากกฎหมายมาตราดังกล่าว



โดย "poopa ..."
18 เมษายน 2554

หลังจากเข้าไปเยือนเว็ปไซต์ของ Thai Red Australia ตามข้อมูลที่อ้างอิง จากที่ทุกครั้งนานๆ เข้าไปอ่าน หรือร่วมลงชื่อที่ทางกลุ่มขอความร่วมมือ เมื่ออ่านข้อมูลอย่างละเอียดทุกส่วนในเว็ปไซด์แล้ว และเห็นภาพกิจกรรมครั้งล่าสุดเมื่อ 10 เมษายน 2554 ต้องยอมรับว่า ทึ่งในศักยภาพของกลุ่มคนไทยที่รักประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่งในประเทศออสเตรเลียเป็นอย่างยิ่ง ...

Thai Red Australia หรือ พลังประชาธิปไตยไทยออสเตรเลีย ก่อตั้งเมื่อ 20 กรกฎาคม 2552 แม้เพียงระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี แต่กลุ่มพลังประชาธิปไตยฯ กลุ่มนี้ ได้เติบโต เคลื่อนไหว ขับเคลื่อนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเคียงบ่าเคียงไหล่กับพี่น้องเสื้อแดงในประเทศไทย และพี่น้องเสื้อแดงทั่วโลกมาโดยตลอด

แม้อยู่ไกลแสนไกล ... อยู่สุขสบายในประเทศอารยะที่เจริญมีประชาธิปไตยเบ่งบาน

พวกเขาก็ไม่ลืมพี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ในบ้านเกิดเมืองนอน

ในคราวที่พี่น้องเสื้อแดง ถูกรังแกเข่นฆ่าในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด ปี'52 ..

10 เมษาฯ และ 19 พฤษภาฯ 53 จากรัฐบาลทรราชย์อภิสิทธิ์อย่างโหดเหี้ยม ทารุณ

พี่น้องเหล่านี้ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ต่างเจ็บปวด รันทด ...

ไม่แพ้พี่น้องที่อยู่ในเมืองไทย



Thai Red Australia ที่ผ่านมาได้ทำกิจกรรมต่างๆ คู่ขนานกับทางเมืองไทย อาทิ

- ทำจดหมายประท้วง บทบาทพลเอกเปรม เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2009
- จัดงานเสวนาทางการเมือง เรื่อง "ปัญหาการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศไทย"
- ชุมนุมขับไล่รัฐบาลอำมาตย์ร่วมกับการชุมนุมที่เมืองไทย เมื่อ 22 มีนาคม 2010
- ยื่นจดหมายประท้วงรัฐบาลทรราช สั่งฆ่าประชาชน หน้ากงศุลไทย ซิดนีย์ เมื่อ 12 เมษายน 2010
- ร่วมกับทาง Socialist Alliance เดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชน
ในวันแรงงานโลก เมื่อ 1 พฤษภาคม 2010
- กิจกรรมคู่ขนาน "ที่นั่นมีคนตาย" ที่ Sydney Town Hall 1 สิงหาคม 2010
- 19 กันยายน 2010 จัดกิจกรรม 4 ปีปล้น 4 เดือนฆ่า เพื่อเป็นการรำลึกถึงการรัฐประหาร
และการเข่นฆ่าคนเสื้อแดง

ฯลฯ

Thai Red Australia มีจุดยืนและเจตนารมย์ที่ชัดเจนในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย และความเป็นธรรม เช่น ออกมาประกาศร่วมรณรงค์คว่ำบาตร์สินค้าที่สนับสนุนเผด็จการอำมาตย์ (มาม่า) ร่วมกับ 36 องค์กรทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ..

ล่าสุด ... เมื่อ 10 เมษายน 2554 จัดงานรำลึก 1 ปี วีรชนประชาธิปไตย ณ Belmore Park Sydney ในโอกาสนี้ทางกลุ่มฯ ได้ประกาศเจตนารมณ์ร่วมรณรงค์ยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่างชัดเจนตามแนวทาง "แดงสยาม"

จากนี้ไป กิจกรรมของ Thai Red Australia ยังคงจัดอย่างต่อเนื่อง เข้มข้น เน้นการเผยแพร่ข้อมูล และความรู้เพื่อพี่น้องชาวไทยทั่วโลก "ตาสว่าง" ควบคู่การต่อสู้เรียกร้อง


เบื้องหลังการจัดงานหรือกิจกรรม คือความเสียสละ เหน็ดเหนื่อย ของมวลสมาชิกที่ทุกคนที่ต่างมีภารกิจในการทำงานหาเลี้ยงชีพเพื่อปากท้อง เพื่อความอยู่รอดของครอบครัว

การประชุมพบปะกัน หรือการจัดกิจกรรมในแต่ละครั้ง อาจหมายถึงการสูญเสียรายได้ของสมาชิกบางท่านในวันนั้นถึง 100 - 200 เหรียญ ...

หลายท่านอาจรับรู้ถึงข่าวการจัดกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มพลังประชาธิปไตยกลุ่มนี้จากสื่อต่างๆ

แต่อาจไม่มีใครรู้ว่า ... ภายหลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อ 19 พฤษภาฯ 53 บรรดาการ์ด และพี่น้องเสื้อแดงคนรากหญ้าของเราถูกจับกุมทั่วประเทศร่วมสองร้อยคน มวลสมาชิก Thai Red Australia ได้ร่วมกันเสียสละบริจาคเงินลงขันกันคนละเล็กคนละน้อย คนละ 5-10 เหรียญต่อเดือน แล้วรวบรวมส่งมาให้ผู้ประสานงานทางเมืองไทยนำเงินเหล่านี้ไปให้การ์ด และพี่น้องเสื้อแดงที่ถูกคุมขังในคุกที่ยากจนขาดคนดูแลไว้ใช้จ่าย เป็นค่าบุหรี่ ค่าขนม เป็นประจำสม่ำเสมอมิได้ขาด ...

น้ำใจของท่านที่มีต่อพี่น้องเสื้อแดงช่างงดงาม ยิ่งใหญ่นัก ...

ขอคารวะแด่ Thai Red Australia ทุกท่านด้วยความขอบคุณยิ่ง สิ่งที่ท่านทำอยู่ในขณะนี้เป็นเสมือนน้ำทิพย์อันเย็นฉ่ำหลั่งมาชโลมหัวใจพี่น้องเสื้อแดงในเมืองไทยให้มีกำลังใจลุกขึ้นสู้ อย่างไม่ย่อท้อ แม้บางครั้ง พวกเราท้อแท้ ... เหนื่อยแสนเหนื่อย ....

วันนี้ Thai Red Australia ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า

"คนเสื้อแดงไม่ทอดทิ้งกัน ..."


หาใช่วาทะกรรมสวยหรู ที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาไม่ ... แต่เกิดขึ้นจริง

มาตรฐานจริยธรรม ตอแหลแลนด์

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
17 เมษายน 2554


สังคม ชาวไซเบอร์มีเรื่องให้แชร์กระจายกันอีกรอบกับสงกรานต์ปี 2554 จากกรณีต่อมมาตรฐานจริยธรรมของพวกผู้ดีหน้าไหว้หลังหลอกถูกกระตุ้นด้วย สาวสีลม ที่สนุกสนานกับสงกรานต์ด้วยการทำบุญโชว์นมให้เป็นขวัญตากับนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวเทศ

Pruay Salty Head ได้ทำภาพคู่ขนานเปรียบเทียบอาชญากรรม "โชว์นม" กับ "ยิงปืนฆ่าคน" เพื่อตั้งคำถามกับสังคม อะไรมันเลวร้ายกว่ากันระหว่าง "การโชว์นม" กับ "การสั่งสไนเปอร์ยิงผู้ประท้วง" เมื่อพฤษภาฯ ที่ผ่านมา



เฟสบุคของ Tewarit Bus Maneechay

ฮา มั้ยล่ะพ่อแม่พี่น้อง สังคมฮีตทรีเลียทางศีลธรรม แต่เฟอร์เบี่ยความจริง สังคมที่กระทรวงวัฒนธรรมนิยาม "วัฒนธรรมอันดีงงดีงาม = จารีตอนุรักษ์(ที่เอาเข้าจริงก็รับความคิดยุควิคตอเรียเขามาอีกที) เบื้องต้นอยากให้กระทรวงวัฒนธรรมไปศึกษาความหมายของ วัฒนธรรมใหม่เหอะ

และ อยากจะบอกว่าการท่องเที่ยวถ้าไม่ได้อย่างที่ ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม(ตามข่าว...ดั้นล่าง) ที่กล่าวหาคนที่เปลือยอกที่สีลมว่า "..อาชีพเป็นผู้หญิงขายบริการ.." นั้น ถ้าไม่มีคนเหล่านนี้อยากรู้ว่าถ้าเราขายวัฒนธรรมอัตาลักษณ์ที่พึ่งสร้าง อย่างเดียวจะมีใครมาท่องเที่ยวขนาดนี้มั้ย ในสถานบันเทิงเข้าไปถึงไหนแล้ว นางอัปศรนางฟ้าแบบที่หน้าเวปกระทรวงเอง ก็มีเขียนเพียบตามวัด

เกลียดตัวกินไข่จริงๆสังคมนี้

ภาพจากหน้าเวปกระทรวงวัฒนธรรม สืบค้นเมื่อ 16.00 น. 17 เมษา 54 http://www.m-culture.go.th/

ทั้งนี้ตำรวจบ้าจี้ตามไปด้วย มติชน รายงาน

พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าววันที่ 17 เมษายนถึงการดำเนินคดีกับสาวเต้นโชว์เปลือย เทศกาลสงกรานต์ บนถนนสีลมว่า ให้ตำรวจท้องที่ไปสืบสวนหาตัวหญิงสาวที่เต้นเปลือยอกที่สีลม ช่วงเทศกาลสงกรานต์แล้ว เพื่อนำมาดำเนินคดีในข้อหากระทำการอนาจาร รวมทั้งให้เอาผิดกับผู้ที่ให้การสนับสนุน และกลุ่มกองเชียร์ด้วย

สำหรับ โทษของเด็กสาวทั้งหมดไม่ได้หนักหนาอะไร ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนในคลิปวิดีโอก็ขอให้เดินทางมามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อกล่าวคำขอโทษกับประชาชนทั้งประเทศถึงสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งสังคมพร้อมให้อภัยกับเหตุการณ์ทั้งหมด


ใจ อึ้งภากรณ์ เขียนวิจารณ์ถึงกระแสต่อมจริยธรรมของสังคมไทยถูกกระตุ้นด้วยสาวโชว์นม ทันทีในโพสต์ "ประเด็นสำคัญจริงๆ จากสงกรานต์ปีนี้ และแง่ของกฏหมาย 112"

ในขณะที่พวกตอแหลอนุรักษ์นิยมตื่นตูมกับการสนุกสนานถอดผ้าเต้นที่สีลม ประเด็นหลักเรื่องสงกรานต์ปีนี้และปีก่อนๆ คือยอดคนตายจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ปีนี้คงจะถึง 190 คน และเรายังไม่ได้พิจารณาคนบาดเจ็บอีกด้วย สาเหตุหลักคือสังคมไทยไม่ใช้ทรัพยากรที่มีมากมายในการพัฒนาระบบคมนาคม และการขนส่งมวลชนที่ปลอดภัย ขาดการลงทุนอย่างเป็นระบบในรถไฟ และถนนหนทาง ขาดการบริการรถทัวร์ที่มีมาตรฐาน และจำนวนวันหยุดก็น้อยเกินไป ซึ่งทำให้คนเร่งรีบในการเดินทางมากเกินไป ในประเทศที่พัฒนาจะไม่มียอดคนตายถึงระดับนี้ในวันเทศกาล

สำหรับคนที่ สงสัยว่าไทยจะเอาเงินมาจากไหนในการลงทุนพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสมัยใหม่ มีคำตอบง่ายๆ คือ ต้องตัดงบประมาณทหารแบบถอนรากถอนโคน ซึ่งจะช่วยลดบทบาททหารเลวในสังคม และช่วยไม่ให้ทหารนำอุปกรณ์ต่างๆ มาเข่นฆ่าประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ต้องเก็บภาษีจากคนรวยและอภิสิทธิ์ชนชั้นสูงทุกคนโดยไม่มีการยกเว้น ใคร ถ้าเขาต้องขายเพชรต้องขายที่ดินก็ต้องขายไป และในที่สุดการลงทุนในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนจะช่วยลดก๊าซที่ทำให้โลกร้อน และจะสร้างงานให้ประชาชนอีกด้วย

สำหรับคนที่ตอแหลวิจารณ์คนหนุ่มสาว ที่สนุกกับสงกรานต์ด้วยการแก้ผ้า ในประการแรกอย่ามาอ้าง “ศีลธรรมอันดีงามของไทยเลย” ศีลธรรมกระแสหลักของประเทศไทยคือการเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าที่เรียกร้อง ประชาธิปไตย คือการบังคับให้พลเมืองคลานบนพื้นเหมือนสัตว์ คือการดูถูกคนจน คือการใช้สองมาตรฐาน และกฏหมาย 112 มีส่วนสำคัญในการสร้างสองมาตรฐานตรงนี้ด้วย

เวลาคุณสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิสตรี มูลนิธิเพื่อนหญิง ออกมาวิจารณ์สาวๆ ที่โชว์หน้าอก และวิจารณ์ตำรวจที่สีลม เราต้องตั้งคำถามว่า ถ้าสาวๆ เหล่านั้นสมัครใจทำ และสนุกกับการทำ และมันไม่นำไปสู่ความรุนแรงหรืออะไรแบบนั้น มันผิดตรงไหน? ร่างมนุษย์น่าเกลียดจริงหรือ? หรือร่างมนุษย์เป็นสิ่งงดงาม? ถ้าจะมาอ้างประเพณีเก่าจริงๆ แล้ว เราจะเห็นว่าในสังคมไทยเมื่อสองร้อยปีก่อน ทั้งชายและหญิงเปลือยหน้าอกเป็นธรรมดา ที่มารณรงค์ให้ปิดมิดชิดในตอนหลังนั้นมาจากการลอกแบบความคิด “วิคตอเรียน” จากอังกฤษและที่อื่น

แต่ที่สำคัญกว่านั้นมากคือ ทำไมคุณสุเพ็ญศรี ไม่ออกมาประณามทหารที่ยิงผู้หญิงและผู้ชายในช่วงเมษายนและพฤษภาคมปีที่แล้ว ทำไมไม่ “พิทักษ์สิทธิสตรีเสื้อแดง”? และอะไรสำคัญกว่า การเต้นเปลือย หรือการฆ่าประชาชน? เราอาจถามพ่วงต่อไปด้วยอีกว่าอะไรสำคัญกว่า การเผาตึกหรือการฆ่าประชาชน?

กฏหมาย 112 สร้างสองมาตรฐานในเรื่องเพศอย่างเห็นได้ชัด เพราะเวลาคุณสุเพ็ญศรี หรือนายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (จากรัฐบาลที่ฆ่าสตรี) ออกมาวิจารณ์การเต้นแก้ผ้าที่สีลม และเตือนตำรวจให้ทำหน้าที่ ทำไมสองคนนี้ไม่วิจารณ์การที่ “ผู้มีอิทธิพล” บังคับให้นางสนมของตนเองแก้ผ้าหมดทั้งตัว เพื่อถ่ายรูปแล้วนำมาขึ้นอินเตอร์เน็ท? เพราะผู้หญิงเหล่านั้นเป็นเหยื่อจริงๆ และการแก้ผ้าถ่ายรูปที่ใครๆ เคยเห็นนั้นมีรายละเอียดพอๆ กับรูปถ่ายสำหรับตำรานรีเวชวิทยา นั้นคือการไม่เคารพสตรีที่แท้จริงในสังคมไทย แล้วทำไมไม่พูด?

ประเทศ ไทยเป็นประเทศตอแหล เรื่องเล็กน้อยๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญถูกมองข้าม และในสังคมเราไม่มีมาตรฐานเลย บางคนทำทุกอย่างได้ ทำรัฐประหารก็ได้ ฆ่าประชาชนก็ได้ ปิดสนามบินก็ได้ แต่ประชาชนธรรมดาแค่อ้าปากแสดงความเห็นก็มีสิทธิ์ติดคุกด้วยกฏหมายเผด็จการ


* * * * * * * * *


สม กับมาตรฐานจริยธรรมของประเทศตอแหลแลนด์ ที่อาจารย์ใจ และปรวย Salty Head ว่าจริงๆ ความเป็นความตายของผู้คน 93 ศพ หรือ 188 ศพจากสงกรานต์ ไม่มีความหมายเท่ากับต่อมจริยธรรม "หน้าไหว้หลังหลอก" ของกระทรวงวัฒนธรรม ที่แม้แต่กระทรวงเองก็ยังใช้ภาพวาดอกเปลือยเป็นภาพประกอบ

การเปลือย อกในประเทศไทย ทำได้เฉพาะชนชั้นสูงเท่านั้น ชาวบ้านอย่ามาสะเออเทียบชั้น ถ้าใครบังอาจมาแข่งเปลือยอกกับบรรดาผู้หญิงของชนชั้นสูงเข้าละก็ จะต้องถูกตามล่าตัวมากราบขอขมาคนทั้งประเทศ

บอกแล้วจะหาว่าไม่เตือน . .

ILAW เชิญชวนช่วยกันลงชื่อคัดค้าน พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์

17 เมษายน 2554

ไทยอีนิวส์ร่วมเชิญชวนผู้อ่านทุกท่านที่รักในเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ร่วมกันปกป้องพื้นที่อันน้อยนิดในสื่อที่พวกเรามี ร่วมกันต่อต้านและหยุด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ที่ลักไก่เขียนและผลักดันโดยรัฐบาลเผด็จการอภิสิทธิ์


จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

เรื่อง ขอให้ร่วมกันแสดงออกเพื่อ “หยุด” การนำร่างพ...ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน


วันที่ 18 เมษายน 2554

เรียน ประชาชนและผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

สำเนาถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร


เรื่อง ขอให้ร่วมกันแสดงออกเพื่อร่วมกัน “หยุด” การนำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี โดยไม่ฟังเสียงประชาชน

เนื่อง ด้วยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ กระทรวงไอซีที ได้จัดทำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ขึ้นมาใหม่ โดยมีแนวโน้มว่าจะเสนอร่างกฎหมายนี้เข้าสู่วาระที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีให้ทันก่อนยุบสภา

ประเด็นสำคัญในร่างกฎหมายดังกล่าวถูกนำเสนอในสื่อมวลชนและเว็บไซต์ต่างๆ [ http://ilaw.or.th/node/857 ] พบว่าสาระสำคัญของร่างกฎหมายสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้เล่นอินเทอร์เน็ตและ ผู้ให้บริการที่อาจได้รับผลกระทบจากกฎหมาย มีเนื้อหาที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพเกินความจำเป็น นอกจากจะไม่ได้แก้ไขปัญหาเดิมที่เคยเกิดขึ้นในพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 แล้ว ยังเพิ่มสาระสำคัญที่ยิ่งสวนทางกับการแก้ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

ปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ฉบับปัจจุบัน ได้แก่ ความพยายามเอาผิดกับตัวกลางผู้ให้บริการ ซึ่งส่งเสริมวัฒนธรรมการจับแพะและการเซ็นเซอร์ตัวเอง การวางกรอบให้เจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ต้องมีความรู้ความสามารถแต่มีอำนาจสูง และมีอำนาจควบคุมข่าวสารและการแสดงความคิดเห็นของประชาชน นอกจากนี้ยังมีหลายมาตราที่เขียนไม่ชัดเจน เปิดช่องให้ตีความได้กว้างขวาง

เมื่อ พิจารณาในร่างกฎหมายฉบับใหม่ พบว่าปัญหาเดิมเหล่านั้นไม่ได้รับการแก้ไข แต่กลับยิ่งเพิ่มเนื้อหาหลายมาตราอันจะส่งผลให้ผู้ดูแลระบบซึ่งเป็นตัวกลาง มีความเสี่ยงต่อโทษอาญาสูงขึ้น โปรแกรมหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและเข้าถึงข้อมูลอาจกลายเป็น โปรแกรมผิดกฎหมาย การสำเนาข้อมูลก็เสี่ยงต่อการถูกตีความว่าผิดกฎหมาย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็ไม่มีสัดส่วนและที่มาที่เชื่อมโยงกับประชาชนเลยแม้แต่น้อย ฯลฯ จนสามารถกล่าวได้ว่า ตามวิธีการเขียนกฎหมายเช่นนี้ ทุกคนมีโอกาสทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว เพราะกฎหมายหลายมาตราไม่ชัดเจน เปิดช่องให้ตีความได้กว้างขวางตามดุลยพินิจของผู้บังคับใช้กฎหมายฝ่ายเดียว

กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เป็นกฎหมายสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ไม่ควรดำเนินการอย่างเร่งรีบโดยไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม หากไม่เปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วม ความเร่งรีบนี้ก็ชวนให้ตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลว่า ผลประโยชน์ที่แท้จริงตกแก่ฝ่ายใด การสร้างความชอบธรรมในกฎหมายสามารถทำได้โดยเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ไข กฎหมายอย่างเต็มที่

แม้อาจกล่าวได้ว่า กว่ากฎหมายจะออกมาได้ต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนที่อาจเปิดโอกาสให้ประชาชนมี ส่วนร่วมได้ก็ตาม แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วก็ไม่สามารถแก้ไขในหลักการและสาระสำคัญได้ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมเสนอแก้ไขกฎหมาย สามารถทำได้ตั้งแต่วันนี้ โดยไม่ต้องผัดวันประกันพรุ่งให้เป็นภาระของอนาคต

บุคคลและองค์กรซึ่งมีรายชื่อลงนามในท้ายจดหมายฉบับนี้ ขอเรียกร้องให้ยุติการเสนอร่างพ...ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พ.....เข้าสู่กระบวนการ ทั้งนี้ ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมเสนอข้อแก้ไขหรือทำประชาพิจารณ์

ร่วมลงชื่อเพื่อแสดงจุดยืนในฐานะผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

เพื่อ “หยุด” ร่างพ...คอมพิวเตอร์ฯ

จอน อึ๊งภากรณ์ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

อรพิณ ยิ่งยงพัฒนา โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

ฐิตินบ โกมลนิมิ นักข่าวพลเมือง

พฤษภ์ บุญมา อ.ประจำภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ นักพัฒนาซอฟท์แวร์อิสระ

ประทับจิต นีละไพจิตร นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สฤณี อาชวานันทกุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต

จีรนุช เปรมชัยพร หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

สัณห์ชัย โชติรสเศรณี พลเมือง

ธัญ รัษฎานุกูล พลเมือง

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ เว็บไซต์ Blognone

ธนกฤต เปี่ยมมงคล โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)

จุลศักดิ์ แก้วกาญจน์ พลเมือง

คิม ไชยสุขประเสริฐ นักข่าวพลเมือง

เยาวลักษณ์ ศรณ์เศรษฐกุล นักพัฒนาเว็บไซต์

ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์ พลเมือง

อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล เครือข่ายพลเมืองเน็ต

จรรยา ยิ้มประเสริฐ Action for People's Democracy in Thailand

ดวงฤทัย เอสะนาชาตัง พลเมือง

ปิยศักดิ์ อู่ทรัพย์ พลเมือง

ธนพล พงศ์อธิโมกข์ นิสิตคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาคอมพิวเตอร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อภิรัฐ เจะเหล่า พลเมือง

ณิชนันท์ ตัญธนาวิทย์ พลเมือง

วรจิตต์ โชติเสวตร พลเมือง

ศรีสมร กิจภู่สวัสดิ์ พลเมือง

เอกชัย ซ่อนกลิ่น พลเมือง

ภิรมย์ ภึ่งแย้ม พลเมือง

วีรุทัย อยู่เหลือสุข พลเมือง

ชัยธวัช ตุลาธน พลเมือง

อภิชน รัตนาภายน พลเมือง

* * * * * * * * *

ช่วยกัน “หยุด” ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดย

  • ช่วยกันลงชื่อด้วยการแจ้งชื่อสกุล มาได้ที่ ilaw@ilaw.or.th
  • สำหรับผู้ที่มีเฟสบุ๊ค สามารถเข้าไปลงชื่อได้ที่หน้าเพจ "หยุด" ร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • ช่วยกันบอกต่อและรวบรวมรายชื่อจากเพื่อนๆ และช่วยกันแชร์ note นี้ให้เพื่อนของเพื่อนรับรู้
  • เสนอไอเดียสร้างสรรค์อื่นๆ เพื่อแสดงออกถึงจุดยืนที่มีต่อร่างพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ;)

Sunday, April 17, 2011

ตู่แจ้งจับเหล่หมิ่นประมาทหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แดงนับพันให้กำลังใจ-สลิ่มหยิบมือถอยกรูด

ที่มา Thai E-News



เสื้อแดงนับพันคนไปให้กำลังใจจตุพร พรหมพันธุ์ อย่างสงบ หลังได้ข่าวม็อบสลิ่มจะไปขัดขวางจตุพร แต่ในที่สุดไม่มีเหตุร้ายใดๆ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา สำนักข่าวเนชั่น และ ประชาทอล์ก
17 เมษายน 2554


ช่วงเวลาปะมาณ 13.00น.วันนี้ นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำนปช.เดินทางมาที่สน.สำราญราษฎร์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในข้อหาหมิ่นประมาท กรณีพลเอกประยุทธ์ แจ้งความดำเนินคดีกับนายจตุพร ข้อหาหมิ่นสถาบัน โดยกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 1,000 คน เดินทางมารวมตัวที่หน้าสน.สำราญราษฎร์ เพื่อให้กำลังใจ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตั้งแต่เสาชิงช้า มาถึงแยกถนนสำราญราษฎร์ เจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรบริเวณดังกล่าว

ม็อบสลิ่มที่ลานคนเมือง

ขณะที่ได้มีกลุ่มคนเสื้อสีชมพู ใช้ชื่อ กลุ่มสหพันธ์คนไทยปกป้องสถาบัน นำโดย นายราเชน ตระกูลเวียง ประธานกลุ่มฯพร้อมประชาชนกว่า 300 คน รวมตัวอยู่ลานคนเมือง หน้าศาลากลางกรุงเทพมหานคร เพื่อมาแสดงเจตนารมณ์ป้องป้องสถาบัน โดยเจ้าหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อไม่ให้ทั้งสองกลุ่มมีการปะทะกันเกิดขึ้นและอยู่ในความสงบเรียบร้อยโดยยังไม่มีเหตุรุนแรงต่อย่างใด

มีรายงานจากวิทยุชุมชน FM 89.85 กล่าวหาว่า ม็อบสลิ่มยุติลง หลังจากคนเสื้อแดงมาให้กำลังใจนายจตุพรจำนวนมาก ประกอบกับแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัว บางคนได้แค่ 150 บาท แต่บางคนได้ 500 บาท บางคนได้แค่ข้าวกล่อง

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิพากษ์เสื้อแดง-วิจัยเพื่อไทย-ล้วงไส้ประชาธิปัตย์

ที่มา มติชน




เป็นเวลานานกว่า 8 เดือน ที่ "อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์" เดินเข้า-ออกบ้านพิษณุโลก

ในฐานะ 1 ใน 20 อรหันต์กรรมการปฏิรูปประเทศไทย

ต้นทุน-องค์ความรู้ และวัตรปฏิบัติ ของ "นักเรียนประวัติศาสตร์" และนักวิจัย ที่ใช้สังคมไทยเป็น "ห้องปฏิบัติการ" ถูกนำมาผลิตเป็นข้อเสนอ แนวทางแก้ปัญหาประเทศเชิงโครงสร้าง

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนาต่อยอดข้อเสนอ เพื่อการปฏิรูป ไปสู่แคมเปญการหาเสียงเลือกตั้ง และย้อนมองปฏิกิริยา-ตัวละครการเมือง ทั้งฝ่ายเสื้อแดง-ทักษิณ-อภิสิทธิ์ และชวน หลีกภัย

คลิกอ่านรายละเอียด

ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ วิพากษ์เสื้อแดง-วิจัยเพื่อไทย-ล้วงไส้ประชาธิปัตย์

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ










เป็นเวลานานกว่า 8 เดือน ที่ "อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์" เดินเข้า-ออกบ้านพิษณุโลก

ในฐานะ 1 ใน 20 อรหันต์กรรมการปฏิรูปประเทศไทย

ต้นทุน-องค์ความรู้ และวัตรปฏิบัติ ของ "นักเรียนประวัติศาสตร์" และนักวิจัย ที่ใช้สังคมไทยเป็น "ห้องปฏิบัติการ" ถูกนำมาผลิตเป็นข้อเสนอ แนวทางแก้ปัญหาประเทศเชิงโครงสร้าง

"ประชาชาติธุรกิจ" สนทนาต่อยอดข้อเสนอ เพื่อการปฏิรูป ไปสู่แคมเปญการหาเสียงเลือกตั้ง และย้อนมองปฏิกิริยา-ตัวละครการเมือง ทั้งฝ่ายเสื้อแดง-ทักษิณ-อภิสิทธิ์ และชวน หลีกภัย

หลักปฏิรูปที่อาจารย์เสนอ เหมือนหรือคล้ายกับข้อเสนอเสื้อแดงอย่างไร

เท่าที่ผมติดตามคนกลุ่มนี้มา สิ่งที่น่าเสียดาย คือคุณ (เสื้อแดง) ไม่สนใจประเด็นอื่นเลย นอกจากการเมือง ซึ่งผมไม่ได้บอกว่าประเด็นทางการเมืองไม่สำคัญ แต่มันไม่พอ

เสื้อแดงยังไม่เข้ามาร่วมกับพีมูฟเลย ถ้าคุณต้องการพันธมิตร คุณต้องเข้ามาร่วมคนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมอื่น ๆ เช่น คนงานที่ถูกปลดออกจากงานและไม่ได้รับการชดเชยค่าจ้าง ซึ่งจะทำให้คนเสื้อแดงมีพลังมากกว่านี้ 10 เท่า ถ้าคุณมาสนใจเรื่องพวกนี้บ้าง ไม่ใช่มุ่งแต่เรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียว

ที่ผ่านมา ธงของเสื้อแดงมีอยู่อย่างเดียว คือธงทางการเมือง

ใช่...ซึ่งผมก็เสียดายแทนเขาเหมือนกัน แล้วถ้าวันหนึ่งเกิดพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลขึ้นมา มันจะต่างอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็ไม่รู้ว่ามันจะต่างกันอย่างไร

ถ้าเขาไม่เคยเคลื่อนไหวเรื่องโครงสร้างประเทศ ทำให้เป้าหมายเขาแคบลง

ที่ผมว่าเล็กลง เพราะแกนนำบอกว่าจะเข้าไปสมัคร ส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทย ซึ่งมันทำให้เป้าหมายทางการเมืองชัดเจน แต่มันทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างที่มีดีในกลุ่มเสื้อแดง เช่น ช่วงที่แกนนำติดคุก มันทำให้กลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวกันเอง ซึ่งทำให้เสื้อแดงไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่กลายเป็นมีประเด็นอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

แต่มันก็ยังไม่พอ เพราะเสื้อแดงยังไม่เชื่อมโยงมันเข้าด้วยกัน แต่ก็มีด้านดี เพราะมันทำให้การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงไม่กลายเป็นเพียงการเคลื่อนไหวเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ผมคิดว่าการเคลื่อนไหวภาคประชาชนช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา มันมีลักษณะของแกนนอนมากกว่าแกนตั้ง

แนวทางเสื้อแดงมีหลายสาย บางสายชูเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

ผมกลับมองว่า หากแกนนำเสื้อแดงออกมาห้ามไม่ให้ต่อต้านพรรคเพื่อไทยเมื่อเป็นรัฐบาล ผมคิดว่า แบบนี้ยิ่งจะทำให้สมาชิกพรรคเสื้อแดงลดลง และผมกลับคิดว่า คนอย่างณัฐวุฒิ ใสเกื้อ (แกนนำ นปช.) ไม่ได้โง่ขนาดนั้น เพราะขืนทำแบบนั้น ยิ่งจะทำให้เขาเสียฐานเสียงของเขาที่เคยมี ผมจึงคิดว่า เขาไม่มีวันทำแบบนั้นเด็ดขาด

เขาก็จะปล่อยให้มีการเคลื่อนไหวในนามเสื้อแดง แต่อาจจะเป็นศัตรูของพรรคเพื่อไทยก็ได้ ยิ่งวันไหนที่เสื้อแดงตัดขาดจากทักษิณเด็ดขาด ผมรู้สึกว่า จะทำให้เสื้อแดงมีพลังมากขึ้น เพราะจะมีคนเข้ามาสนับสนุนอีกมาก แต่ตอนนี้ยังกลัวว่าจะเป็นการเข้าไปต่อท่อกับทักษิณ คุณทักษิณเขาก็รู้ว่าคนเสื้อแดงนั้นควบคุมไม่ได้

การที่เขาเคลื่อนไหวที่ราชประสงค์ได้โดยไม่ใช้เงินของคุณทักษิณ นั่นแปลว่าเขาถูกข้ามไปแล้ว

มีแนวโน้มที่คุณทักษิณจะมาควบคุมคนเสื้อแดงให้หนุนพรรคเพื่อไทย

คือพรรคเพื่อไทยยังอยู่ในมือของคุณทักษิณ แต่ผมไม่แน่ใจว่าเสื้อแดงจะอยู่ในมือเขา เพราะครั้งสุดท้ายที่เขาเคยพูดว่าเขาก็รับรู้ว่าเขาก็เป็นผู้สนับสนุนคนหนึ่ง คือเขาก็ไม่ได้พูดแบบเดิมที่เขาเคยพูด ซึ่งแปลว่าเขาก็รู้ตัวว่าเสื้อแดงก็ไม่ใช่พันธมิตรที่อยู่ภายใต้การนำของเขา

แปลว่าต่อไปนี้คุณทักษิณก็อาจไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของกระดานหุ้นแดง

เป็นพาร์ตเนอร์ไง ไม่ใช่ผู้นำอีกแล้ว ซึ่งก็เป็นสัญญาณที่พรรคเพื่อไทยส่งถึงคุณทักษิณ

ความก้าวหน้าเชิงนโยบายของพรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์ ใกล้เคียงหรือห่างชั้นกันอย่างไร

ไม่ห่างเลยครับ คือพรรคเพื่อไทยยังยึดติดกับนโยบายประชานิยมแบบทักษิณอยู่มาก แต่แทนที่จะพูดว่าเป็นประชานิยม ถ้าเอามาพูดใหม่ มันก็คือสวัสดิการ และเป็นสวัสดิการในทรรศนะของผมที่เจาะเข้าไปในปัญหาของสังคมจริง ๆ มากกว่า

การให้กองทุนหมู่บ้าน หมู่บ้านละ 1 ล้าน มันเป็นการ attack-ลงมือสิ่งสำคัญ 2 อย่าง คือภาคการเกษตรไม่มีรายได้เข้าถึงทุน ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าคุณทักษิณคิดอะไรอยู่ แต่เขาตอบปัญหาได้ตรงใจคนไทยในตอนนั้นมากที่สุด

ข้อ 2 คือคุณทักษิณไม่ยอมให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านเข้ามาเป็นกรรมการกองทุน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ คุณทักษิณเขาไม่ได้คิดว่ารักษาหัวคะแนนเก่า แต่ต้องการสร้างหัวคะแนนใหม่เป็นของตัวเอง เขาได้ตอบโจทย์ของสังคมพอดี

นโยบายประชาธิปัตย์ขึ้นค่าแรง 25% เป็นความพยายามตอบโจทย์ของสังคมได้หรือไม่

จะว่าตอบก็ได้ ในแง่ความเป็นจริงที่ว่า ไม่ช้าก็เร็ว คุณต้องให้ค่าแรงเพิ่มขึ้น แต่คุณกำลังพูดเรื่องการเพิ่มค่าจ้างแรงงาน โดยไม่เพิ่มศักยภาพการผลิตของแรงงานไทย ซึ่งมันทำไม่ได้ เพราะทั้งสองข้อนี้มันต้องไปพร้อม ๆ กัน แต่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ทำให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ผมมองว่ามันเป็นด้านเดียวของเหรียญ คุณต้องเพิ่มความสามารถคนงานด้วย เช่น ทำให้มีผลผลิตมากกว่าเดิม 4 เท่า แล้วเอา 4 ไปคูณกับค่าแรง แบบนี้มันถึงจะเพิ่มได้ การที่คุณพูดแค่ด้านเดียวแบบนี้ มันทำไม่ได้ เหมือนคุณกำลังหาเสียงไปวัน ๆ

ทำไมประชาธิปัตย์ไม่เคยคิดแก้เรื่องโครงสร้าง

เท่าที่ผมจำได้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยทำอะไรที่เป็นเรื่องโครงสร้าง

นโยบายภาษีมรดก ภาษีที่ดินก็ไม่เคยทะลุปัญหาเชิงโครงสร้าง

ใช่...มันไม่เคยทะลุไปไหนเลย อย่างเรื่องภาษีที่ดิน เขาพูดประหนึ่งว่า เป็นการทำให้รายได้รัฐเพิ่มขึ้น ไม่พูดเรื่องความเป็นธรรม หรือประโยชน์ในระยะยาวที่คนจะได้รับการเข้าถึง ปัจจัยการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเขาไม่เคยพูดเลย

ทำไมพรรคการเมืองอายุ 65 ปี ถึงแทงทะลุโครงสร้างนี้ไม่ได้

พรรคการเมืองส่วนใหญ่ไม่มีใครทะลุเรื่องโครงสร้างได้ รวมทั้งคุณทักษิณด้วย ผมก็ไม่เห็นคุณทักษิณพูดเรื่องโครงสร้าง แต่ผมเดาเอาว่า เขาอ่านออกว่าคนไทยในเวลานั้นต้องการอะไร ซึ่งผมเห็นด้วยกับนโยบายของเขา แต่ว่าเขาเป็นคนหยาบ ทำให้นโยบายดี ๆ หลายตัวไม่มีการติดตามผล

ข้อเสนอกรรมการปฏิรูปจะแทรกเข้าไปในนโยบายของพรรคการเมืองอย่างไร

เราไม่คิดจะเอาข้อเสนอของเราไปแทรกในนโยบายของพรรคการเมือง แต่เราหวังที่จะให้ข้อเสนอของเราเข้าไปอยู่ในความเห็นของสังคม ซึ่งมีความสำคัญมากกว่า คือถ้าสังคมเห็นด้วยกับคณะกรรมการปฏิรูป มันก็จะเกิดแรงกดดันขึ้นมา อย่างเช่นเรื่องการปฏิรูปที่ดิน ถ้าสังคมเห็นด้วยกับเราที่บอกว่าจะทำให้สถานการณ์ที่ดินในสังคมไทยเป็นแบบนี้ไม่ได้ ก็จะเกิดการกดดันพรรคการเมืองโดยอัตโนมัติว่า "คุณจะต้องปฏิรูปที่ดิน ถ้าไม่ทำ เราไม่เลือกคุณ"

ถ้าใช้นโยบายที่เป็นโครงสร้างการปฏิรูป ทำให้พรรคการเมืองหาเสียงยากหรือเปล่า

ผมไม่เชื่อเรื่องนี้ ผมคิดว่านักการเมืองไทยไม่มีกึ๋น คือคุณสามารถทำให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่อาจจะขัดต่อผลประโยชน์ของเขาเอง ซึ่งสิ่งนี้ คุณชวน (หลีกภัย) ก็ไม่เคยทำ วันหนึ่งอาจจะมีความจำเป็นเด็ดขาดว่าเราไม่ควรมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งมันจะขัดต่อผลประโยชน์ของใครต่อใครไปหมด แต่นักการเมืองที่เก่ง คือทำให้คนรู้ถึงประโยชน์ที่คุณจะได้

คุณต้องไม่ลืมว่า เราเคยมีนักการเมืองที่เก่ง ๆ อย่างเชอร์ชิลล์ ในช่วงที่ทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ฮิตเลอร์พร้อมจะทำสัญญาสงบศึกกับอังกฤษเมื่อไหร่ก็ได้ เพราะฮิตเลอร์ไม่ต้องการรบกับอังกฤษ เพื่อจะได้นำกองกำลังไปรบกับรัสเซียฝ่ายเดียว แต่อังกฤษภายใต้การนำของเชอร์ชิลล์ สามารถทำให้คนอังกฤษเชื่อว่าจะต้องรบกับฮิตเลอร์ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน ก็ต้องรบให้ได้ ซึ่งนี่เป็นความสามารถทางการเมือง ที่ทำอย่างไรให้คนยอมรับความลำบากมากกว่าความสุขสบาย เพื่อเอาชนะสงคราม

มีบางนโยบายขัดกับผลประโยชน์ ของนายทุนพรรคหรือเปล่าประชาธิปัตย์จึงไม่ทำ

คือผมคิดว่า ถ้าคุณอภิสิทธิ์พูด...คนที่จะเล่นงานเขามากที่สุด คือคนในพรรคประชาธิปัตย์ เพราะกลัวจะเสียคะแนน ถึงผมจะไม่รู้จักใครในพรรคประชาธิปัตย์จริง ๆ จัง ๆ แต่ผม รู้สึกว่า พวกประชาธิปัตย์คิดแค่ว่า แค่เป็นประชาธิปัตย์ บ้านเมืองก็ดีแล้ว (หัวเราะ) ก็อย่างที่บอก การที่คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคโดยไม่แลกอะไรเลย แค่คุณชวนอุ้มขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค มันเป็นไปไม่ได้

คุณอภิสิทธิ์ก็ต้องแลกอะไรบางอย่างกับคุณชวนเหมือนกัน และไม่ใช่แค่คุณชวนคนเดียว ยังมีบริวารของคุณชวนอีก ที่คุณอภิสิทธิ์ต้องแลก

มีความเป็นไปได้ไหมที่จะผลักดันแนวทางปฏิรูปผ่านนักการเมืองที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใหญ่

คือถ้าคุณเข้าไปหาสมาชิกพรรคที่เป็นคนดี แต่บังเอิญว่าเขายังเป็นคนตัวเล็ก ๆ อยู่ ถึงวันหนึ่ง เขาจะขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคได้ แต่การที่เขาจะขึ้นมาถึงจุด ๆ นั้นได้ มันต้องแลก ไม่มีใคร หรือมนุษย์คนไหนที่ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งโดยไม่แลกอะไรเลย

คนที่ขึ้นมาโดยไม่แลกอะไรเลยมันอยู่ในหนังสือการ์ตูน เรื่องจริง คือ มันต้องมีการแลกเปลี่ยน ถ้ากลุ่มคุณสกปรก คุณก็สกปรกไปด้วย ในสังคมที่สกปรก คุณจะบอกว่ามีคนดีแสนดี มันเป็นเรื่องหลอกเด็ก

แปลว่าเราไม่สามารถสร้างสังคมที่ดีขึ้นมาได้

มีสิ จากการปฏิรูปไง โดยมีสังคมเป็นตัวผลักดัน คนที่เป็นพระเอก คือประชาชน คือสังคม ไม่ใช่นักการเมือง

ยังมีความหวังกับสังคมที่ปราศจากขั้วหรือไม่

ไม่มีทาง คืออย่างนี้ การมีความแตกแยก มีความแตกต่าง ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่มันต้องแตกต่างกันได้ในหลาย ๆ เรื่อง การที่เราแตกต่างกันอยู่เรื่องเดียว มันมีปัญหามาก ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็เรื่องที่ว่า ใช่คุณทักษิณ หรือไม่ใช่คุณทักษิณ พอมาตอนนี้ก็กลายเป็นว่า คุณแดง หรือคุณไม่แดง แทนที่คุณจะมาแตกต่างว่า คุณไม่ชอบประชาธิปัตย์ แต่คุณก็เห็นด้วยกับพรรคในเรื่องนั้นเรื่องนี้ คือเราต้องมีหลายมิติ แต่ตอนนี้เรามีแค่มิติเดียว

อาจารย์เอาต้นทุนของตัวเองมาทิ้งในคณะกรรมการชุดนี้มากเกินไปหรือไม่

ก็ทิ้งหมดเลย...เพราะคณะกรรมการชุดนี้เกิดขึ้นโดยนายอภิสิทธิ์ เพื่อกลบเกลื่อน กรณีฆ่าคนตายของตัวเอง ซึ่งผมมองว่า เขาทำถูกเลย แต่คำถาม คือเมื่อคุณเข้าไปอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ ทำไมต้องไปเป็นเครื่องมือให้รัฐบาลด้วย

หากมีรัฐบาลใหม่ อาจารย์คิดจะกลับมาทำหรือไม่

ผมว่ามี 3 เงื่อนไข 1) คือถ้ากรรมการชุดนี้จะกลับมาอีก เขาก็ต้องตั้งคุณอานันท์เป็นประธานอีก 2) คือคุณอานันท์ก็พร้อมที่จะเอาชุดกรรมการเดิมกลับมาอีก 3) คือผมจะต้องประเมินตัวเองก่อนว่า ผมจะมีน้ำยาพอที่จะขับเคลื่อนคณะกรรมการให้ทำงานตามที่ผมวางไว้หรือเปล่า แต่ถ้าคณะกรรมการชุดนี้กลับมาแล้วยังทำงานในรายละเอียดแบบเดิม ผมก็ว่าเป็นการเสียเวลาผม และก็คงเป็นการเสียเวลาพวกเขาด้วย เพราะผมอาจจะต้องคอยค้านเขา ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ผมคงไม่กลับ

วันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2554 ปีที่ 21 ฉบับที่ 7444 ข่าวสดรายวัน ปชป.หนีตาย ทิ้งไพ่อันตราย

ที่มา ข่าวสด



บรรยากาศการเมืองในช่วงนับถอยหลังยุบสภา

แน่ชัดแล้วว่าในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆ นี้ คือพื้นที่ต่อสู้ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย ที่ต่างฝ่ายต่างอยู่ในสถานะแพ้ไม่ได้ ต้องชนะสถานเดียว

โดยมีพรรคขนาดกลางและขนาดเล็กที่แพ็กกันไว้เรียบร้อยแล้วยืนดูอยู่บนภู พร้อมเข้าร่วมกับผู้ชนะ

ในช่วงปลายยกสุดท้าย พรรคประชาธิปัตย์เพลี่ยงพล้ำหลายเรื่อง

จากวิกฤตสวาปาล์ม ลามไปสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง และล่าสุดกรณีน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ พื้นที่ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์เองแต่กลับทำคะแนนหลุดมือไปดื้อๆ

ขณะที่พรรคเพื่อไทยคู่แข่งตัวฉกาจ ถึงยังไม่ชัดเจนว่าจะชูใครเป็น "ผู้นำ" ลงชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

แต่จากการที่ "นายใหญ่" แห่งดูไบ กลับมามีบทบาทในการชี้นำพรรคอย่างเปิดเผยเต็มตัว ก็สร้างความครั่นคร้ามให้กับพรรคประชาธิปัตย์ไม่น้อย

นั่นเพราะมีตัวอย่างมาแล้วในการเลือกตั้งเมื่อเดือนธ.ค.2550

ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยกองหนุน ไม่ว่าจะเป็นมือที่มองไม่เห็น คมช. กองทัพ และกลุ่มพันธมิตรฯ รวมถึงความเอื้อเฟื้อจากกลไกอำนาจรัฐในยุค "รัฐบาลขิงแก่"

แต่ผลที่ออกมาคือเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างราบคาบให้กับพรรคพลังประชาชนของนายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าคือ "นอมินี" ของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

ความพ่ายแพ้ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนั้นได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ "วิ่งราวอำนาจ" จากรัฐบาลสมัคร และรัฐบาลสมชาย ในเวลาต่อมา

กระทั่งนำมาสู่เหตุการณ์ "สงกรานต์เลือด" ในปี 2552 และการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อ แดงเพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ในเดือนมี.ค.-พ.ค.2553

ที่ลงเอยด้วยการถูกฝ่ายรัฐบาลในนามศอฉ. ออกคำสั่งปราบปรามด้วยความรุนแรง จนมีคนตาย 91 คน บาดเจ็บอีกเกือบ 2,000 คน

ท่ามกลางคำถามตามมาว่า "ต้นทุน" การอยู่รอดของรัฐบาลประชาธิปัตย์สูงเกินไปหรือไม่

เป็นเพราะการเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีพิเศษ

ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประสบปัญหาเรื่องเสถียรภาพทั้งภาย ในและภายนอก มาตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่า

แต่ด้วยพลังอำนาจ "มือ" และ "เท้า" วิเศษ ตามที่นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญนำมาเปิดโปงบนเวทีชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา

ก็ช่วยให้พรรคประชาธิปัตย์รอดพ้นภยันตรายทั้งปวงมาได้

โดยเฉพาะคดี "ยุบพรรค" ที่ความอยู่ยงคงกระพัน ของประชาธิปัตย์ ต้องแลกมาด้วยชื่อเสียงเกียรติภูมิของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง

กระนั้นก็ตาม กระแสทรงๆ ทรุดๆ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์เริ่มปักหัวลงอย่างถาวร

โดยมีสัญญาณมาตั้งแต่กรณีวิกฤตน้ำมันปาล์ม ปัญหาราคาสินค้า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจ การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในวาระครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.53 การเสียชีวิตของช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นที่ไม่มีอะไรคืบหน้า และล่าสุดอุทกภัยครั้งใหญ่ทางภาคใต้

ปัญหาต่างๆ เหล่านี้รุมกระหน่ำรัฐบาลประชาธิปัตย์จนโงหัวไม่ขึ้น ซึ่งเป็นรูปการณ์สอดคล้องกับที่บรรดาเซียนการเมืองเชื่อว่าเมื่อบวกกับ "พลังคนเสื้อแดง" และ "กระแสทักษิณ" แล้ว

พรรคเพื่อไทยน่าจะได้กลับมาผงาดอีกครั้งหลังการเลือกตั้ง

กระแสที่เทกลับไปอยู่กับฝั่งตรงข้ามนี้เอง

ทำให้พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มผู้สนับสนุน จำเป็นต้องทิ้ง "ไพ่ตาย" เพื่อหยุดยั้งพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดงและทักษิณให้ได้

ไพ่ตายดังกล่าวไม่ใช่กรณีการคัดกรอง 73 ส.ว.สรรหาชุดใหม่ ที่ได้คนของคมช. ประชาธิปัตย์ และกลุ่มพันธมิตรฯ เข้าไปเดินกันให้ควั่ก

เพราะนั่นเป็นแค่ "ไพ่ธรรมดา" ที่เล่นประจำอยู่แล้ว

แต่ไพ่ตายคือการปลุกกระแส "คอมมิวนิสต์" และ "การล้มล้างสถาบัน"

ไม่ว่าในหนังสือ "ประเทศไทยของเรา อย่าให้ใครเผาอีก" หรือในวงสัมมนาพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กล่าวโจมตีพรรคเพื่อไทยและพ.ต.ท. ทักษิณ รวมถึงโรงเรียนคนเสื้อแดงว่า เป็นความพยายามปลุกระดมมวลชนโดยใช้แนวคิดเหมือนสมัยพรรคคอมมิวนิสต์

นอกจากนี้ ยังไม่ใช่เรื่องแปลกที่คำให้สัมภาษณ์ของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ที่ออกมาเตือนกลุ่มคนที่จาบจ้วงสถาบันด้วยท่าทีแข็งกร้าว

และกรณีนายทหารพระธรรม นูญ กองทัพบก เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ 3 แกนนำคนเสื้อแดง ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อันเนื่องมาจากถ้อยคำปราศรัยบนเวทีเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา

จะถูกคนในรัฐบาลและบางคนในกองทัพนำมาขยายผลโดยไม่รีรอ

นายสุเทพพุ่งเป้าไปยังพ.ต.ท. ทักษิณทันที

"คุณทักษิณน่ะตัวดี ต้องหยุดสั่งซะที ทำอะไรที่เป็นความผิดในประเทศหลายเรื่องแล้ว มีบันทึกมาผมก็เห็นอยู่ เวลาโทรศัพท์ไปพูดกับเสื้อแดงประเทศนั้นประเทศนี้ใช้คำก็ไม่เหมาะสม ทั้งหมดคุณทักษิณต้องเลิกสั่งการเสียที"

ขณะที่พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบกและอดีตโฆษก คมช. รับหน้าที่เปิดประเด็นเชื่อมโยงเข้าหาพรรคการเมือง

"มองให้ลึกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ทำงานเพียงลำพัง หรือมีกลุ่มการเมือง พรรค การเมืองหรืออะไรก็แล้วแต่ที่มีการทำงานที่สอดคล้องกับบุคคลที่พยายามจาบจ้วงหรือไม่"

"อีกไม่นานจะเข้าสู่การเลือกตั้ง หวังว่าคนไทยคงคิดได้ว่าจะเลือกใครมาเป็นผู้แทน ที่จะทำให้บ้านเมืองสงบและรักษาสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ได้ การที่จะเลือกใครเป็นดุลพินิจของประชาชน"

ไม่ว่าจะเป็นการทิ้งไพ่ของนายสุเทพ หรือ พ.อ.สรรเสริญ การเล่นเกมนี้ถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง อันตรายทั้งต่อตัวรัฐบาลและกองทัพเอง

เพราะสถาบันที่คนไทยเคารพรักหวงแหนนั้น ควรเทิดทูนไว้สูงสุด อยู่เหนือการเมือง

นั่นทำให้สถานการณ์กลับสู่คำถามเดิมๆ ว่าเพื่อความอยู่รอดของพรรคประชาธิปัตย์

ต้องลงทุนหนักขนาดนี้เชียวหรือ

สังคมบาดทะยัก กล่าวหา! ทำลายล้าง!

ที่มา บางกอกทูเดย์





ใส่ร้ายทุกรูปแบบไม่ยอมเลิก
แค่เรื่องเดิมๆ-ไม่มีอะไรใหม่!!
บรรยากาศเทศกาลสงกรานต์ของไทยในปี 2554 ต้องถือว่ากลับมามีสีสันมากขึ้น
หลังจากที่ 2 ปีก่อนหน้า สถานการณ์การเมืองได้ทำให้สีสันลดทอนไป

ในปีนี้ บรรดากลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริง มีบทเรียนแล้วว่า
การต่อสู้ตามวิถีประชาธิปไตยกับรัฐบาล
ที่ได้รับการอุ้มชูหนุนหลังจากขั้วอำนาจพิเศษต่างๆ นั้น ใช่เรื่องง่าย

ขณะเดียวกันก็ยังต้องระมัดระวังความรู้สึกของสังคมอีกด้วย
ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงสามารถนำประสบการณ์เลือดและความสูญเสีย
มาสร้างพัฒนาการที่ดีในการเรียกร้องประชาธิปไตยได้มากขึ้น
จึงทำให้ความรู้สึกต่อต้านจากสังคมลดลง

การชุมนุมแต่ละครั้งไม่ยืดเยื้อจนเกิดผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคม
จึงทำให้ในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงแต่ละครั้ง
มีประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมมากขึ้นเรื่อยๆเป็นเรือนหมื่นเหยียบเรือนแสน

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต้องดูแลการชุมนุม อาจจะไม่รู้สึกกดดัน
เพราะสามารถพูดคุยกับแกนนำรู้เรื่อง ทั้งเรื่องของระยะเวลา และการใช้พื้นที่

แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเกี่ยวกับความมั่นคง
และหน่วยงานอำนาจรัฐของขั้วรัฐบาล กลับรู้สึกอึดอัดมากขึ้น
เพราะจำนวนผู้ชุมนุมที่มากขึ้น ได้สร้างแรงกดดันทางการเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะเป็นการชุมนุมที่สงบตามวิถีทางประชาธิปไตย และปราศจากอาวุธก็ตาม

การจับตามองการเคลื่อนไหวของการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มคนเสื้อแดง
ทั้งจากหน่วยงานความมั่นคงภายใน จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ
และจากกองทัพ จึงยังตึงเครียดต่อเนื่อง

แม้ว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
จะพูดแล้วพูดอีกในเรื่องของการปรองดองก็ตาม

ดังนั้นแม้ว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงบรรยากาศรื่นเริง
และแม้แต่กระทั่งพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ก็ยังมีการโพสข้อความในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ว่า

ผมขอส่งความสุขและความปรารถนาดีมายังพี่น้องคนไทยทุกคน
เนื่องในวันสงกรานต์ด้วยความเคารพรัก+คิดถึงด้วยครับ
ขอให้พักผ่อนให้สนุกและปลอดภัยครับ

หลังสงกรานต์อยากขอร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันในฐานะคนไทยด้วยกัน
สาดน้ำเสร็จก็สะอาดแล้ว หยุดสาดโคลนการเมืองกันเถอะ บ้านเมืองจะได้เดินต่อไปได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงหรืออ้างอิงสถาบันฯเพื่อประโยชน์ทางการเมือง
ผมขอร้องทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นแดง เป็นเหลือง เป็นพรรคการเมือง หรือกองทัพ

ประเทศไทยจะต้องเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเท่านั้น
และทรงอยู่เหนือการเมือง นักการเมืองจะเล่นกันอย่างไรก็อย่าบังอาจ

ระบอบประชาธิปไตยดีกว่า และทุกฝ่ายต้องยกสถาบันฯไว้เหนือความขัดแย้งทางการเมือง
ก็จะเป็นการแสดงความจงรักภ้กดีโดยไม่ต้องโอ้อวดว่าเหนือกว่าคนอื่น

เอาไว้วันที่ 23ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ผมจะแนะนำนโยบายให้พรรคเพื่อไทย
เพื่อจะได้พิจ่ารณานำไปปฏิบัติเมื่อเป็นรัฐบาลและจะเล่าอะไรให้ฟัง

ก็เป็นข้อเรียกร้องที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่ เพราะคำว่าปรองดองจนถึงวันนี้
เป็นวลีที่ “ดีแต่พูด”กันเท่านั้น ไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติอย่างจริงๆจังๆเลย

เพราะยังมีข้อกล่าวหาว่อนเทศกาลสงกรานต์ไปหมด
โดยที่กลุ่มคนเสื้อแดง และแกนนำ เป็นเป้าหมาย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
กำลังโดนมรสุมข้อกล่าวหาอีกครั้ง
โดยเฉพาะข้อกล่าวหาในเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

นายจตุพร ยอมรับว่าได้โทรศัพท์หานายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จริง
เนื่องจากมีข่าวว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี จึงได้โทรศัพท์ไปถามว่า
จะแจ้งข้อหาเลยหรือไม่ จะได้มารายงานตัว

เพราะไม่เช่นนั้นหากมีข่าวออกไปว่าแจ้งข้อหาแล้วนายจตุพรไม่อยู่
ก็จะกลายเป็นหนีคดีไป จึงต้องสอบถามไว้เท่านั้น

นายจตุพรกล่าวว่า สำหรับการแจ้งความคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขอยืนยันว่า
คนเสื้อแดงไม่เคยมีความคิดจะล้มล้างสถาบัน
โดยในวันที่ 17 เมษายน เวลา 13.00 น. ตนและพวกจะเดินทางไปที่ สน.สำราญราษฎร์
เพื่อแจ้งความกลับทหารที่แจ้งความดำเนินคดีกับตน
ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ว่าเป็นการแจ้งความเท็จ

และต่อจากนี้ตนจะไปแจ้งความดำเนินคดีกับหลายบุคคลที่เคยให้สัมภาษณ์
ที่เข้าข่ายข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

"ขอฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่บอกให้ผมระวังตัวไว้
อยากถามว่านี่คือคำขู่ใช่หรือไม่ ผมเป็น ส.ส. เป็นประชาชน
คุณเป็นเจ้าหน้าที่แล้วมาขู่ผมอย่างนั้นเหรอ หมายความว่าจะฆ่าผมใช่ไหม
ถ้าจะฆ่ากันก็บอกกันมาตรงๆ จะเดินไปให้ฆ่าเอง
และอยากเตือนสติ พล.อ.ประยุทธ์ว่าพวกที่หมิ่นสถาบันนั้นก็คือ
พวกนักการเมืองที่เอาชื่อสถาบันไปแอบอ้าง ไม่ใช่คนเสื้อแดง" นายจตุพรกล่าว

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า
อยากให้ที่ปรึกษาหรือใครก็ตามที่มีสติไปเตือน
พล.อ.ประยุทธ์ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ รวมถึงนายอภิสิทธิ์ ว่า
ความพยายามหยิบฉวยเรื่องสถาบันมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว
เพื่อทำลายคู่ต่อสู้ทางการเมืองและประชาชนนั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอด
ทั้งบาดเจ็บ ล้มตาย และถูกคุมขังอีกเป็นจำนวนมาก
ด้วยการยัดเยียดข้อกล่าวหาก่อการร้าย ป้ายสีว่าเป็นคอมมิวนิสต์

และล่าสุดกำลังถูกป้ายว่าเป็นพวกโค่นล้มสถาบัน

ซึ่งสิ่งที่ผู้มีอำนาจกำลังกระทำอยู่นี้ไม่เป็นผลดี
เพราะประชาชนถูกใส่ร้ายมามาก และความอดทนของประชาชนก็มีขีดจำกัด
อย่าบีบคั้นจนเรากลายเป็นประชาชนนอกรัฐขึ้นมาอีก เพราะที่ไหนมีแรงกดที่นั้นก็มีแรงต้าน

“ดังนั้นอย่าบีบคั้นประชาชนมากเกินไป อย่าคิดว่าเอาปืนมาจี้แล้วประชาชนจะก้มหัวให้”

นายณัฐวุฒิ ระบุด้วยว่า ในวันที่ 18 เมษายนนี้ ทางแกนนำ
จะมอบหมายให้ทีมทนายความไปยื่นเอกสารและหลักฐานต่ออัยการ
เพื่อขอคัดค้านการถอนประกันและทางแกนนำพร้อมเข้าให้ปากคำต่อผู้รับผิดชอบคดี
แต่ขอให้ได้ดำรงความเป็นอิสระปฏิบัติหน้าที่อย่างสง่างาม
ให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

เพราะเรื่องราวจะไปกันใหญ่หากประเทศเป็น 2 มาตรฐานทุกมิติ
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องปกป้องสถาบัน
พักเทศกาลสงกรานต์ได้แค่วูบเดียว หลังเทศกาล อุณหภูมิการเมืองก็ร้อนต่อจริงๆ

เปรียบสถานะการณ์ในประเทศไทยวันนี้ น่าจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า
สังคมในบ้านเมืองไทยยังเต็มไปด้วย”พิษร้ายของบาดทะยัก” ใครโดนเข้าก็รอดยาก!!

มีแต่การจ้องทำลายล้างซึ่งกันและกัน!!
ไม่มีการลดราวาศอก!!
ไม่มีคำว่า”ปรองดอง”!! เป็นปัญหาที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ไม่ว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา- ธาริต เพ็งดิษฐ์
–จตุพร พรหมพันธ์ และ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
รวมไปถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องหา”คำตอบ”ร่วมกัน
เพราะเมืองไทย ประเทศไทย ไม่ใช่”สมบัติส่วนตัว”ของใครคนเดียว!!

น้ำผึ้งยี่ห้อ "จตุพร"

ที่มา มติชน



โดย สรกล อดุลยานนท์

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 16 เมษายน 2554)

และแล้วกองทัพบกก็ตัดสินใจฟ้อง "จตุพร พรหมพันธุ์" ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

จากนั้น "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็รับลูกต่อโดยจะแจ้งข้อกล่าวหา 18 แกนนำ นปช.ในข้อหายุยง ปลุกปั่น และละเมิดต่อองค์พระมหากษัตริย์

ตามมาด้วยการเปิดสงครามปากถล่มพรรคเพื่อไทยของพลพรรคประชาธิปัตย์ โดยมี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เป็นแม่ทัพ

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังก้าวสู่ "จุดเดือด" อีกครั้งหนึ่ง

ไม่อยากจะนึกเลยว่าถ้า "จตุพร-ณัฐวุฒิ" และแกนนำ นปช.ถูกจำคุก

อะไรจะเกิดขึ้นตามมา

ความขัดแย้งจะบานปลายจาก "น้ำผึ้งหยดเดียว" หรือไม่

เพราะหลายคนคาดว่า "คนเสื้อแดง" จะหยิบยกกรณีอื่นๆ มาเทียบเคียง

ไม่ว่าจะเป็นคดี "สนธิ ลิ้มทองกุล" ที่เจอข้อหาเดียวกันจากการนำเทปคำปราศรัยของ "ดา ตอร์ปิโด" มาเปิดบนเวทีพันธมิตร แต่ได้รับการประกันตัว

หรือกรณี "วิกีลีกส์" ที่เอกอัครราชทูตสหรัฐรายงานคำพูดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา และนายอานันท์ ปันยารชุน ในเรื่อง "สถาบัน"

การเปรียบเทียบคดีอื่นกับคดี "จตุพร" ก็เพื่อนำไปสู่วาทกรรมทางการเมือง

"สองมาตรฐาน"

อย่าลืมว่าด้วยวาทกรรมนี้เป็น "เชื้อไฟ" ที่ดีสำหรับการปลุก "ม็อบเสื้อแดง" ให้ลุกฮือขึ้นมา

หลังจากเห็นข่าวนี้ ผมนึกถึงคำพูดของคนสองคนขึ้นมาทันที

เรื่องแรก เป็นคำถามจาก "ลูก" ถึง "พ่อ"

"แทน เทือกสุบรรณ" ถาม "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ว่าทำไม "ประชาธิปัตย์" บริหารประเทศมา 2 ปีกว่า

"คนเสื้อแดงจึงไม่ลดลง"

เรื่องที่สอง เป็นคำให้สัมภาษณ์ของ "พงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ" นายกเทศมนตรีเทศบาลนครยะลาที่พูดถึงต้นเหตุของความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

รัฐบาลทุ่มงบแสนกว่าล้านบาท ใช้กำลังทหารไม่รู้เท่าไร แต่เหตุการณ์กลับเลวร้ายขึ้นเรื่อยๆ

"ต้องถามว่าความขัดแย้งในวันนี้เกิดขึ้นมาจากไหน สำหรับผมคิดว่าความขัดแย้งเกิดจากความอยุติธรรม จริงๆ แล้วรูปแบบการปกครองไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ถ้าเราสามารถสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้ก็จะได้รับความร่วมแรงร่วมใจ จากพี่น้องประชาชน"

"พงษ์ศักดิ์" อธิบาย "ความยุติธรรม" ใน 2 มิติ

มิติแรก คือ ความยุติธรรมในเรื่อง "กระบวนการ"

มิติที่สอง คือ ความยุติธรรมทาง "ความรู้สึก"

ถ้าทำให้คนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ยอมรับว่ามี "ความยุติธรรม" เกิดขึ้นทั้ง 2 มิติ

ทั้ง "กระบวนการ" และ "ความรู้สึก"

ปัญหาความขัดแย้งก็จะไม่ลุกลามใหญ่โตขนาดนี้

ตอนนี้ก็หวังเพียงว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" จะสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ "คนเสื้อแดง"

ทั้ง 3 คนต้องกล้าหาญที่จะถามตัวเองว่าเราตั้งโจทย์อะไรผิดพลาดหรือเปล่า

หรือวิธีคิดของเรามีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า

เพราะถ้าไม่ผิดพลาด ทุกอย่างต้องดีขึ้น

และถ้ารู้ว่าทำอะไร "ผิด"

ก็อย่า "ผิด" ซ้ำอีก

วาทกรรม “วัวควาย” ของคนชั้นกลางในเมือง

ที่มา ประชาไท

“ผมหมดแค่นี้แล้วครับ ไม่มีอะไรจะสู้แล้วครับ...

...ผมขอกลับไปเป็นวัวเป็นควายอยู่บ้านผมดีกว่าครับ (ที่นั่น) ยังมีคนให้กำลังใจผมอยู่”

อนันต์ ทับเสาร์ทอง หนุ่มชาวไทใหญ่ จาก อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ กล่าวกับกรรมการทั้งสามหลังจากที่ยุติการแสดงของเขาในรายการ “Thailand Got Talent” แล้วสนทนาตอบโต้กันอีกไม่กี่ประโยคและนี่คือบทสนทนานั้น

นิรุตติ์ : เพลงเกี่ยวกับอะไรครับ ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ

อนันต์ : เป็นภาษาไทใหญ่ครั

นิรุตติ์ : ภาษาไทใหญ่ แล้วร้องไปแล้วได้อารมณ์อะไรออกมาครับ

อนันต์ : ตอนนี้ผมกลัว ยังไม่กล้าพอครับ

นิรุตติ์ : ไม่เป็นไรครับ สรุปเลยดีกว่าคุณอนันต์ เชียงใหม่บ้านอยู่แถวไหนครับ

อนันต์ : อยู่บนดอยครับ

นิรุตติ์ : ดอยไหนครับ

อนันต์ : อำเภอเวียงแหง ดอยเวียงแหงครับ

นิรุตติ์ : เดี๋ยวจะไปหาที่นั่น วันนี้ไม่ผ่านนะครับ ไปรอผมที่นั่นครับ (น้ำเสียงดุดัน-ผู้เขียน)

การกล่าวถึงตัวเองว่า “เป็นวัวเป็นควาย” ของอนันต์ เป็นการตอกย้ำและทำให้บทสนทนากับท่าทีของนิรุตติ์เป็นรูปธรรมและตรงไปตรงมามากขึ้น และก็น่าจะเป็นเช่นเดียวกับผู้ชมจำนวนมากในห้องส่งในขณะนั้นรวมทั้งสองพิธีกรที่หัวร่องอหงายอยู่ข้างเวทีที่เข้าใจและมีทัศนะไปในแบบเดียวกัน ผมออกจะมั่นใจว่าเพราะการตีตราอนันต์เช่นนั้น จึงทำให้นิรุตติ์และผู้ชมในห้องส่งและพิธีกรเข้าไม่ถึงความหมายโดยนัยที่เขาสื่อออกมา

อันที่จริงแล้ว “วัวควาย” ก็คือ “วาทกรรม” ที่ชนชั้นกลางในเมืองตีตราชาวบ้านชาวช่องที่อยู่ตามชายขอบ ชาวบ้านรวมทั้งอนันต์ต่างก็รู้ว่าคนชั้นกลางในเมืองหมายความถึงพวกเขาเช่นนั้น แต่อนันต์คงไม่คาดคิดว่าเขาจะประสบเหตุการณ์นี้บนเวทีประกวดที่เขาตั้งใจมาแสดงความสามารถให้ได้ชม

อนันต์ คงไม่ได้คาดหวังรางวัลใด ๆ จากการประกวดในรายการนี้ นอกจากจะใช้เป็นเวทีหรือพื้นที่สำหรับบอกกล่าวกับสังคมว่าในแผ่นดินที่เรียกว่าประเทศไทยนี้ ยังมีเขาที่เป็นชาวไทใหญ่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินนี้ด้วย เขามีศิลปวัฒนธรรมเป็นของตนเอง รวมทั้งเพลงที่เขานำมาแสดงให้ชมให้ฟัง

เหตุการณ์ไม่กี่นาทีที่เกิดขึ้นบนเวที คงกล่าวได้ว่าความคาดหวังของอนันต์นั้นไม่บรรลุผลตามที่ตั้งใจไว้ ไม่เพียงไม่ได้การต้อนรับและเงี่ยหูรับฟังสิ่งที่เขานำเสนอจากคณะกรรมการและผู้ชมในห้องส่งเท่านั้น อนันต์กลายสภาพ “เป็นวัวเป็นควาย” ที่ถูกไล่ลงจากเวทีที่ต้อนรับเฉพาะคนพวกเดียวกัน ผู้ที่มีรสนิยมทางศิลปวัฒนธรรมในแบบที่ผู้สร้างรายการโทรทัศน์ในประเทศนี้สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำจากพวกเขา รสนิยมที่ว่าเป็นอย่างไรนั้นผมขอยกเอาคำกล่าวของฝรั่งคนหนึ่งชื่อเบน แอนเดอร์สัน ว่า

“...หลับหูหลับตาบริโภคหนังขยะฮอลลีวู้ด หนังขยะกังฟูจีนที่แสนซ้ำซาก นำเข้าวิดีโอเกมกับละครงี่เง่าต่อไป ถ้าเราดูจากโฆษณาทั้งหลาย ก็จะเห็นว่าชนชั้นกลางกรุงเทพฯ สนใจแต่อาหารดีๆ แฟชั่นจากต่างประเทศ รีสอร์ตหรูๆ และการไปเที่ยวช้อปปิ้งในเอเชียตะวันออกกับยุโรป ...”

อันที่จริงนั้น ศิลปวัฒนธรรมบนโลกใบนี้ มิใช่มีเพียงจากฝั่งตะวันตกที่ครอบงำผู้คนทั่วทั้งโลกโดยเฉพาะคนชั้นกลางในเมืองอยู่ในขณะนี้เท่านั้น แต่โลกยังมีศิลปะวัฒนธรรมที่งดงามซี่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปอีกมากมาย แน่นอนว่าย่อมมีความต่างไปจากขนบ แบบแผนในแบบที่คุ้นชิน ซึ่งหากยังยึดมั่นในสิ่งที่ครอบงำอยู่อย่างหัวปักหัวปรำและไม่คิดจะเปิดหูเปิดตาออกไปจากสิ่งครอบอยู่ ก็ยากที่จะเห็นความงดงามที่แตกต่างออกไป ดังกรณีคณะกรรมการ พิธีกร และผู้ชมในห้องส่ง

แต่จะว่าไปแล้ว หากนั่นมิใช่ความคาดหวังของอนันต์ ในทางตรงกันข้ามเขาต้องการจะสื่อให้เห็นว่าสังคมบ้านเรายังมีการเหยียดหยามทางชาติพันธุ์อยู่ อนันต์ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นชัดยิ่งกว่าชัด ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่ปรากฏในห้องส่ง

กระบวนการโลกาภิวัตน์ที่พยายามเชื่อมให้โลกเป็นผืนเดียวกัน แต่ก็การดูหมิ่นเหยียดหยามก็ยังพบเห็นอยู่ทั่วไปบนโลกใบนี้ ไม่เพียงในรายการโทรทัศน์ในประเทศไทยที่อนันต์เจอด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ผมคิดว่านิรุตติ์ก็น่าจะเคยประสบเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันกับอนันต์เมื่อคราวไปอาศัยอยู่ต่างบ้านต่างเมืองก่อนจะย้ายกลับมาเมืองไทย